คลังเก็บป้ายกำกับ: LEADERSHIP_VISION

[Guest Post] บทบาทของผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการในการปรับเปลี่ยนทิศทางอนาคตขององค์กรในภาวะวิกฤติที่มีเดิมพันสูง

โดย คาร์ล เฮาส์ดอร์ฟ หัวหน้าฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า การขายเชิงให้คำปรึกษาด้านข้อมูล การขายผลิตภัณฑ์ ประจำภาคพื้นยุโรปของฟูจิตสึ

กระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือดิสรัปชั่น (Disruption) ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้หลายๆ องค์กรถือโอกาสปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่าง รวมทั้งกำหนดแนวทางและเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต  สำหรับปีใหม่นี้ เราจะมาสำรวจตรวจสอบภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (COO) จะต้องเผชิญ

ทุกวันนี้ บริษัทต่างๆ เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างจริงจังในช่วงล็อคดาวน์ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ  สถานการณ์เช่นนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมาก  ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หรือการขยายฐานลูกค้า  แต่ถ้าหากองค์กรดำเนินการผิดพลาด ก็อาจเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง และสูญเสียส่วนแบ่งในตลาด จึงนับเป็นเดิมพันที่สูงมาก

 

โอกาสในการผนวกรวมระบบการดำเนินงานตามปกติเข้ากับระบบดิจิทัล

ผู้บริหาร COO มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการที่ว่านี้ เพราะนอกจากจะต้องเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรเพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ยังต้องคาดการณ์เกี่ยวกับความต้องการในอนาคตอีกด้วย เช่น ต้องปรับเปลี่ยนระบบซัพพลายเชนเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการติดขัดเกิดขึ้นอีกในอนาคต ต้องแก้ไขขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้องค์กรไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งยังต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แม้ว่างานนี้อาจฟังดูยาก แต่ก็นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริหาร COO  ทุกวันนี้ กระบวนการทำงานต่างๆ ตั้งแต่ส่วนแบ็คเอ็นด์ (Back-end) ไปจนถึงฟรอนต์เอ็นด์ (Front-end) มีระบบดิจิทัลพื้นฐานรองรับ และวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ด้วยการเร่งให้มีการปรับใช้บริการคลาวด์อย่างกว้างขวางมากขึ้น  ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้บริหาร COO มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้องค์กรดำเนินการปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม และจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO), ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และทีมงานฝ่ายไอที

โดยจะต้องทำงานอย่างสอดประสานกันเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน เป็นการดำเนินกลยุทธ์ทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับโมเดลธุรกิจขององค์กร  แน่นอนว่าการประสานงานร่วมกันนี้เกิดขึ้นแล้วก่อนที่วิกฤตการณ์โควิด-19 จะทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  จากผลการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม 2563 พบว่า 19% ขององค์กรธุรกิจกำลังทำงานร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางในการปฏิรูปองค์กร และที่น่าประหลาดใจก็คือ ส่วนที่เหลือ 81% ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้

 

ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง

ลองนึกดูว่าการปฏิบัติงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นควรจะมีลักษณะอย่างไร เช่น ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ควรจะสั้นลงและมีความคล่องตัวมากขึ้น และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็วกว่าเดิม  นอกจากนี้ ควรมีระบบตรวจสอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาศัยระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) รวมไปถึง AI และ IoT  พนักงานที่ทุ่มเทและมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้นจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ  นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ยั่งยืนมากขึ้นก็ถือเป็นภารกิจที่สำคัญเช่นกัน

นับเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในอนาคตจะอยู่ในภาวะถดถอยหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร องค์กรก็จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลงอยู่เสมอ  ความเปลี่ยนแปลงที่คุณได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้อาจตอบโจทย์ความต้องการในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี เช่น การให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน เป็นต้น  เมื่อไม่นานมานี้ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานการศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างการทำงานจากที่บ้านและประสิทธิภาพการทำงาน  นอกจากนี้ ผลการศึกษาอื่นๆ ก็กล่าวถึงประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น องค์กรธุรกิจ 60% ระบุว่ารูปแบบการทำงานจากที่บ้านของพนักงานขายมีประสิทธิภาพมากกว่าช่องทางการขายแบบเก่า

แต่นอกเหนือจากการทำงานจากที่บ้านแล้ว ยังมีมาตรการอะไรอีกบ้าง แล้วคุณจะวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานในแบบเรียลไทม์ได้หรือไม่ แล้วคุณจะทราบได้อย่างไรว่ามีความต้องการซัพพลายเชนหรือบริการของคุณในส่วนใดบ้างที่ต้องได้รับการตอบสนองในทันที  คุณจะสามารถลดขั้นตอนการทำงานที่ต้องใช้แรงงานคนได้หรือไม่ เพื่อให้พนักงานของคุณสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานที่มีประโยชน์มากกว่า  ที่ปรึกษาของ McKinsey & Co ได้เปิดเผยถึงประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์โควิดในภาคธุรกิจการดูแลสุขภาพ (Healthcare) โดยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 400 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2568  การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานในลักษณะเช่นนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

สุดท้ายแล้วก็มาถึงคำถามที่สำคัญ นั่นคือ แล้วเราจะดำเนินการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้ได้อย่างไร  เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์หลายต่อหลายครั้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ตอนนี้เราต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล

โดยเราจะต้องสร้างชุดข้อมูลใหม่ และสำรวจตรวจสอบเทคนิคการสร้างแบบจำลองต่างๆ ภายในเวลาอันรวดเร็ว  เราจะต้องตรวจสอบว่าเรากำลังใช้งานระบบคลาวด์ แอพต่างๆ รวมถึง AI (และอื่นๆ) ได้อย่าชาญฉลาดเพียงพอแล้วหรือยัง  บริษัทที่ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมาะสมย่อมจะสามารถพัฒนาธุรกิจให้ก้าวไกลได้อย่างแน่นอน

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation)  องค์กรจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่องทางรายได้ใหม่ๆ  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีกรอบโครงสร้างที่เป็นระบบ ก็ไม่อาจเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันได้  ปัญหาท้าทายที่สำคัญในที่นี้ก็คือ จะต้องรวบรวมและบูรณาการข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรและทุกขั้นตอนของห่วงโซ่มูลค่า จึงจะสามารถนำเอาข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง  โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวสูง นับเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และ AI

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว องค์กรจำเป็นที่จะต้องทำทรานส์ฟอร์เมชั่นโดยอาศัยข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน (Data-Driven Transformation) โดยฟูจิตสึนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยน 4 ด้านที่สำคัญเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ  แต่ละด้านล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนองค์กร กล่าวคือ คุณไม่สามารถข้ามขั้นตอนที่สำคัญ แล้วคาดหวังว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม เพราะมูลค่าทางธุรกิจเป็นผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเลือกและการประยุกต์ใช้งาน Data Science และ AI อย่างถูกต้องเหมาะสม  ในทางกลับกัน ทางเลือกเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์และสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมเช่นกัน

 

ฟูจิตสึทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อทำทรานส์ฟอร์เมชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราพบว่าองค์กรส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาในช่วงเริ่มต้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าทรัพยากรข้อมูลมีมูลค่าบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน เพราะงานที่ต้องทำเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ เช่น การระบุความเชื่อมโยงของข้อมูล การค้นหาวิธีการจัดการข้อมูลในทุกตำแหน่งที่ตั้ง (ข้อมูลที่เก็บไว้ในองค์กร ในระบบคลาวด์ หรือทั้งสองระบบ) การปกป้องข้อมูลที่มีค่าไม่ให้สูญหาย โดยจะต้องดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสม และการปรับใช้เทคโนโลยี AI และ Data Science เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกสำหรับธุรกิจนี่คือกรณีที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของฟูจิตสึ Akademiska Hus ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน โดย Akademiska Hus ต้องการที่ปรับเปลี่ยนทุกแง่มุมของการดำเนินงานให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัล เพิ้อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น และโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์ภายในองค์กร (Private Cloud) ซึ่งจะสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) ได้อย่างง่ายดาย  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องการนำเสนอบริการข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น

ฟูจิตสึได้สร้างโซลูชั่น PRIMEFLEX for VMware Cloud Foundation แบบ plug-and-play ที่ใช้งานได้ทันที โดยปัจจุบันรองรับผู้ใช้ 450 รายในสำนักงาน 16 แห่งโดยใช้ VDI  โซลูชั่นนี้มีราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง แต่ให้สมรรถนะและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสองเท่า  ตัวอย่างเช่น Akademiska Hus สามารถลดการใช้พลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 400,000 โครนาสวีเดน (ประมาณ 40,000 ยูโร) ภายในหนึ่งปี 

นอกจากนี้ โซลูชั่นดังกล่าวยังรองรับระบบโมบิลิตี้ โดยผู้ใช้สามารถเข้าใช้งาน VDI ที่มีฟีเจอร์ครบถ้วนได้จากสมาร์ทโฟน  ทั้งนี้ สามารถตั้งค่า VDI ใหม่ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่กดปุ่มเดียว รองรับการขยายขนาดของระบบได้ตามต้องการ และสามารถจัดการทรัพยากรได้จากทุกที่ผ่านทางคอนโซลหนึ่งเดียว

ตัวอย่างดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานทั่วไปภายใต้การควบคุมดูแลของผู้บริหาร COO  เนื่องจากปีที่แล้วมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ดังนั้นในตอนนี้องค์กรต่างๆ จึงควรรีบเร่งดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของการบูรณาการระบบ การรักษาความปลอดภัย และการผสานรวมข้อมูล โดยโฟกัสหลักอยู่ที่ข้อมูล เพราะข้อมูลจะทำให้องค์กรมีศักยภาพในการทำทรานส์ฟอร์เมชั่นได้อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากกรณีของ Akademiska Hus  ถ้านี่คือความเปลี่ยนแปลงที่องค์กรของคุณต้องการ และคุณพร้อมที่จะขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ กรุณาคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Data-Driven Transformation

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fujitsu-coo-role-reimagining/

Leadership Vision: แนวโน้มน่าจับตามองวงการ Wiring/Cabling ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Eric Chng แห่ง Panduit

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ระบบโครงสร้างพื้นฐานในระดับ Layer 1 ของระบบเครือข่ายอย่างการเดินสายเองก็ต้องรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในอนาคตให้ได้ ในปี 2021

วงการ Wiring มีอะไรน่าจับตามองบ้าง? การเดินสายสัญญาณเครือข่ายในทุกวันนี้มีประเด็นใดที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ?

พบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: แนวโน้มน่าจับตามองวงการ Wiring/Cabling ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Eric Chng แห่ง Panduit

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณ Eric Chng

บริษัท: Panduit

ตำแหน่ง: Technical Director & Country Manager Thailand

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://www.panduit.com/
อีเมล์ติดต่อ: eric.chng@panduit.com
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/eric-chng-596332106/

ในปี 2020 ที่ผ่านมา ธุรกิจ Wiring ทั่วโลกเป็นอย่างไร?

จากผลสำรวจของ BSRIA ตลาดของระบบโครงสร้างสายสัญญาณคาดว่าจะลดลง 12% จากปี ค.ศ.2019 ที่มีมูลค่า 6.6 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ เทียบกับปี ค.ศ.2020 ที่มีมูลค่า 5.8 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละประเทศ และการเกิดโรคระบาดซึ่งมีผลโดยตรงกับเศรฐกิจในภาพรวม รวมถึงการแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงสร้างเศรฐกิจ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบโดยตรงของตลาดในภาพรวม โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ ร้านค้าปลีกรวมถึงศูนย์ข้อมูลก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของตลาดการศึกษายังสามารถนั้นยังประคองตัวได้ดี

เป็นที่น่าสนใจว่าการระบาดของโรคระบาดจะส่งผลกระทบกับตลาดและการเติบโตของราคาของสายทองแดง และสายใยแก้วนำแสง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายเชื่อมต่อใยแก้วนำแสง ถายในปี ค.ศ.2024 มีการคาดการว่าตลาดของสายใยแก้วนำแสงจะมีการเติบโตขึ้น 33% เมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดระบบโครงสร้างสายสัญญาณทั่วโลก

ในปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้ มองแนวโน้มเรื่องของการทำ Wiring ว่าเป็นอย่างไร?

ตลาดระบบโครงสร้างสายสัญญาณของเอเชียแปซิฟิกมีการแนวโน้มลดลง 10% ในปี ค.ศ.2020 และนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าจะกลับมาโตขึ้นในปีคศ.2021 และจะกลับไปเติบโตเท่ากับตัวเลขในปี ค.ศ.2019 ถายในสิ้นปี ค.ศ.2022 ซึ่งสอดคล้องกับที่หลายประเทศได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเติบโตขี้นของ GDP ในปี ค.ศ.2021 เช่นกัน

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

นวัตกรรมใหม่ๆของสายเคเบิ้ลในด้านการออกแบบ และโครงสร้างของสายใยแก้วนำแสง รวมถึงสายเชื่อมต่อในแบบต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในโซลูชั่นของศูนย์ข้อมูล สายทองแดงที่ใช้มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กลง โซลูชั่นสายใยแก้วนำแสงที่มีจำนวนจำนวนคอร์ที่มากขึ้น สามารถใช้งานได้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสายสัญญาณสูง

ยกตัวอย่างเช่นสายเชื่อมต่อ UTP CAT6A ขนาดเล็ก 28AWG ที่ใช้พื้นที่ของตู้ Rack เละรางเก็บสายลดลง รวมถึง UTP โซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ 48 พอร์ตต่อจำนวน Rack 1U สายใยแก้วนำแสงจำนวน 96 คอร์ต่อ Rack 1U (48 พอร์ต LC Duplex) หรือแม้กระทั่งโซลูชั่นสายใยแก้วนำแสงจำนวน 144 คอร์ต่อ Rack 1U (72 พอร์ต LC Duplex) ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายบนพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสายสัญญาณสูงและ โซลูชั่นสายสำเร็จรูปจากโรงงานผู้ผลิต (ตลับต่อสายใยแก้วนำแสง และสายใยแก้วนำแสงสำเร็จรูป) โซลูชั่นข้างต้นนนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากในโซลูชั่นศูนย์ข้อมูล และยังสามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ Campus Networking ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยได้รับการพัฒนานวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการใช้งานสายสัญญาณ UTP CAT6A เพื่อรองรับการใช้งาน PoE++ ตลอดจนการใช้งาน และแนวทางปฏิบัติในการติดตั้ง Wifi6 ดังนั้นการเลือกสายสัญญาณ และอุปกรณ์เชื่อมต่อจึงมีความสำคัญมากในการใช้งานในอนาคตของระบบโครงสร้างสายสัญญาณ นอกจากนี้ยังมีการใช้งานปลั๊ก RJ45 แบบฟิลด์เทอร์มิเน็ต ที่จุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทาง ตลอดจนการใช้งานสายเชื่อมต่อ UTP 28AWG ขนาด 6 หรือ 8 นิ้วสำหรับการเชื่อมต่อโดยตรงนั้นกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีกด้วย โซลูชั่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะทำให้ลดต้นทุนในการติดตั้งให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ IoT และ Smart Building ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

Single Pair Ethernet (SPE) เป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอีเทอร์เน็ตที่ปฏิวัติการเข้าถึงข้อมูลและการควบคุมอุปกรณ์ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ใน IoT (Internet Of Things) และระบบโคงสร้างอาคารอัจฉริยะ นั่นเป็นเปิดใช้งานการสื่อสาร TCP / IP ไปยังเซ็นเซอร์ของระบบเครือข่าย ทำให้ลดการซับซ้อนของการทำงานของอีเทอร์เน็ตชั้นกายภาพ (Physical Layer) จากใช้งานสายสัญญาณ 4 คู่ลงมาเหลือเพียง 1 คู่ แม้ว่า SPE จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีศักยภาพที่จะเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปใน IoT และระบบอาคารอัจฉริยะ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต้องเริ่มทำ Wiring ใหม่ภายในองค์กรสำหรับปี 2021 ได้แก่อะไรบ้าง?

เราเชื่อว่าการเติมโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับธุรกิจโครงสร้างสายสัญญาณในปี ค.ศ.2021 ความเร็วของการขยายตัวของเมืองจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ การลงทุนในกลุ่มศูนย์ข้อมูลยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบคลาวด์โทรคมนาคมและ ISP เพื่อขับเคลื่อนและรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล เช่นการศึกษาออนไลน์ การทำงานระยะไกล ระบบอีคอมเมิร์ซ เกม และความบันเทิงเป็นต้น

Panduit จะสามารถช่วยตอบโจทย์เหล่านี้ให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างไร?

Panduit เป็นผู้ผลิตระบบสายสัญญาณโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา การออกแบบและจัดหาโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแบบ end-to-end สำหรับความต้องการของระบบโครงสร้างสายสัญญาณของคุณ เราเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เชื่อถือได้และได้รับการพิสูจน์มาแล้วด้วยประสบการณ์มากกว่า 60 ปี เราภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำ และเป็นส่วนหนึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-wiring-and-cabling-trends-for-2021-by-eric-chng-panduit/

Leadership Vision: CRM ยุค New Normal ตอบโจทย์บริบทความต้องการที่เปลี่ยนไป บทสัมภาษณ์คุณอภิเษก เทวินทรภักติ Beryl8 Plus

ท่ามกลางโลกยุค New Normal ที่พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี Customer Relationship Management หรือ CRM ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมผสานระหว่างลูกค้าและธุรกิจ แต่อนาคต CRM จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? เทคโนโลยีใดด้านการบริหารการขายและการตลาดบ้างที่น่าจับตามอง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: CRM ยุค New Normal ตอบโจทย์บริบทความต้องการที่เปลี่ยนไป บทสัมภาษณ์คุณอภิเษก เทวินทรภักติ Beryl8 Plus

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณอภิเษก เทวินทรภักติ

บริษัท: บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด

ตำแหน่ง: CEO & Co-Founder

ประวัติโดยย่อ:

คุณอภิเษกดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด โดยมีความเชื่อว่าเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังมองเห็นถึงบทบาทสำคัญของคลาวด์คอมพิวติ้ง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจเพื่อความเป็นผู้นำในการแข่งขัน ที่เบริล 8 พลัส คุณอภิเษกมีบทบาทในการดูแลงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการแสวงหาพันธมิตรและความร่วมมือใหม่ๆ คุณอภิเษกมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของบุคลากรและทีมเวิร์ค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จขององค์กร

เกี่ยวกับ Beryl8 Plus:

Beryl8 Plus มุ่งมั่นที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับธุรกิจทุกขนาดและส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำนวัตกรรมเชิงดิจิทัลไปใช้งาน ด้วยประสบการณ์ของ Beryl8 Plus ที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี พร้อมทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 150 ราย โดยมีลูกค้าแล้วมากกว่า 100 ธุรกิจองค์กร

Beryl8 Plus ได้ถูกรับเลือกให้เป็น Salesforce Partner อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีประสบการณ์ตรงกับ Salesforce ในฐานะของพันธมิตรระดับ Platinum Partner และ Authorized Cloud Reseller สามารถให้บริการโซลูชันของ Salesforce ได้อย่างครอบคลุม

ช่องทางการติดต่อ:

  • Website บริษัท: https://beryl8.com/
  • อีเมล์ติดต่อบริษัท: CONTACT@BERYL8.COM
  • เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-116-5081

Q: COVID-19 มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและความต้องการใหม่ๆของลูกค้าใน New Normal Lifestyle อย่างไรบ้าง?

เราสังเกตเห็นว่าในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมานี้ ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบมาก และส่งผลกระทบกับแทบทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว ในขณะที่ลูกค้าเองก็มีความต้องการรูปแบบใหม่ที่ฝั่งธุรกิจเองอาจไม่คาดคิดมาก่อน แต่ธุรกิจก็ต้องเร่งปรับตัวตอบโจทย์ใหม่ให้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาลูกค้าไว้

ตัวอย่างเช่น ในช่วงแรกของการแพร่ระบาดที่ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวรับกับความต้องการในการซื้อกรมธรรม์เกี่ยวกับ COVID-19 เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมี Channel Shift เนื่องด้วยมาตรการ Social Distancing ทำให้มีการเปลี่ยนช่องทางการขายหรือการสื่อสารกับลูกค้าจากทางสาขาหน้าร้านเป็นที่ Call Center หรือบนโลกออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนธุรกิจหลายๆ แห่งไม่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

บทเรียนเหล่านี้ทำให้ทุกบริษัทให้ความสำคัญว่าในอนาคตจะต้องเตรียมพร้อมให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดยการใช้ Technology ต่างๆ มาช่วยในการทำงานให้มากขึ้น

Q: เทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกธุรกิจอยู่รอดในยุค New Normal

ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ เราเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • Speed and flexibility of customer service ลูกค้าต้องการรับบริการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ต้องการช่องทางการบริการที่หลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย
  • Need for automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดให้ได้รวดเร็ว บริษัทหลายแห่งหันมาใช้ Technology ที่หลากหลายเพื่อช่วยลดการพึ่งการทำงานแบบ Manual และพยายาม Automate งานหลายๆส่วน เช่นใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการล่วงหน้า หรือการใช้ Chatbot เข้ามาบริการลูกค้าให้ได้รวดเร็วขึ้น
  • Data and risk management หลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจ หลายๆบริษัทเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real-Time และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำเพื่อจะได้วางแผนรับมือต่อสถานการณ์แลพะความเสี่ยงต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
  • Accelerated speed for digital transformation ความสำคัญของเทคโนโลยีต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น ทุกบริษัทและอุตสาหกรรมต้องการเร่งทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในยุค New Normal

Q: สำหรับปี 2021 คิดว่ามีเทคโนโลยีใดน่าจับตามองบ้าง และธุรกิจองค์กรจะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจไทยในปี 2021 นั้นได้แก่ AI, Extended Reality, และ Cyber Security

AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำและยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการรองรับสถานการณ์ใหม่ๆ และประเด็นเชิงเทคนิคในการพัฒนาโครงการไปจนถึงการเขียนโปรแกรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ทั้งหมดนี้ก็ยังทำให้ AI มีข้อจำกัดในการนำไปใช้งานจริงสำหรับหลายๆ ธุรกิจ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ข้อจำกัดเหล่านี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต และ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในมุมธุรกิจและในการดำเนินชีวิตของทุกคน

Extended Reality ที่มีความหมายครอบคลุมทั้งส่วนของ Augmented Reality (AR) และ VR (Virtual Reality) โดย AR คือการใช้ภาพในแบบดิจิทัลทั้ง 2 มิติและ 3 มิติมาเสริมและประกอบกับภาพจริง ในขณะที่ VR คือการสร้างประสบการณ์ทั้งหมดจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นการนำ VR มาใช้ใน E-Commerce เพื่อให้ลูกค้าสามารถทดลองสินค้าได้ผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการวินิจฉัยโรคจากทางไกล หรือนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อลดความหนาแน่นของนักเรียนภายในห้องเรียน เทคโนโลยีตัวนี้เรียกได้ว่าจะมีบทบาทสำคัญในทุกๆ อุตสาหกรรมเลย

Cyber Security จริงๆ Cyber Security เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วแต่ในอนาคตจะถูกยกระดับความสำคัญสูงยิ่งขึ้น โดยในยุคหลัง COIVID-19 ที่ธุรกิจมีการทำงานแบบ Remote มากขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลต่างๆ ต้องมีการถูกเข้าถึงใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลา ทำให้ทุกองค์กรต้องสามารถตรวจสอบ ควบคุม และกำหนดสิทธิ์ของบุคคลที่จะเข้าถึงข้อมูลบริษัทผ่านทางออนไลน์ได้ อีกทั้งด้วยปัจจัยจากภัยคุกคามที่หลากหลายและอัตรายมากขึ้น รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะบังคับใช้ ทุกองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการรักษาและเข้าถึงข้อมูลมากขึ้นไปอีก

Q: ในอนาคตหลังจากนี้ Landscape ของการทำ CRM จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด?

ถ้าหากมองถึงเฉพาะแนวโน้มในส่วนของ CRM เท่านั้น เราก็เทรนด์สำคัญหลายประการด้วยกัน แต่ 3 เทรนด์ที่เด่นชัดที่สุดที่เราเห็นสำหรับทั้งตลาดทั่วโลกและประเทศไทยในตอนนี้ได้แก่

  • Big Data Analytics คือการนำข้อมูล Big Data หรือข้อมูลขนาดใหญ่ที่มาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีโครงสร้างข้อมูลหลายรูปแบบมาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำให้เกิด Insight ต่างๆ สำหรับใช้ในการเพิ่มคุณภาพการบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น
  • Self-Service & Automation ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ มากขึ้น เราจะได้เห็นหลายธุรกิจเปลี่ยนการบริการลูกค้าไปสู่การเป็น Self-service หรือการบริการแบบอัตโนมัติโดยนำพวกเทคโนโลยีอย่างเช่น AI และ Chatbot มาใช้เพื่อให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และลูกค้าสามารถทำธุรกรรมต่างๆเองได้อย่างทันใจและถูกใจ ในขณะที่ธุรกิจเองก็สามารถรองรับลูกค้าจำนวนมากขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
  • Social CRM ในอดีตช่องทางการสื่อสารหรือบริการลูกค้าอาจถูกจำกัดด้วยโทรศัพท์, อีเมลล์, หรือการเจอหน้า แต่ด้วยความสำคัญของ Social Media ทำให้บริษัทไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของช่องทางนี้ได้ ยิ่งประเทศไทยที่มีผู้ใช้งาน Social Media เป็นอันดับต้นๆของโลกทั้งจำนวนคนใช้ Facebook และ Instagram แล้วยิ่งทำให้ช่องทางนี้มีความสำคัญมาก ระบบ CRM จึงต้องสามารถ Integrate เข้ากับ Social Media แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้า ขายสินค้า และติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ในทุกช่องทาง

Q: Beryl8 จะช่วยธุรกิจไทยให้เติบโตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างไร?

ในมุมมองของที่ปรึกษาทางด้าน Digital & Technology เบริล 8 เห็นว่ามี Platform และเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถนำมาตอบโจทย์ใน New Normal ได้ เช่น

  • CRM Platform ที่ดีที่สามารถทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจลูกค้าในทุกแง่มุม อย่าง Salesforce CRM ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆไว้บนระบบ Cloud ทำให้ทุกๆผ่ายในองค์กรสามารเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเพิ่มยอดขาย การพัฒนาการให้บริการแก่ลูกค้า ไปจนถึงการทำการตลาด Digital Marketing ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • Data Analytics ทุกบริษัทมีการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่หากไม่นำมาวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร การทำ Data Analytics คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิด Insight ที่สามารถชี้โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น
  • Chatbot เพื่อการบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพ เบริล8 ได้พัฒนา Chatbot ที่รวมเทคโนโลยี AI สามารถตอบคำถามและให้บริการลูกค้าได้ทุกช่องทาง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็วเพื่อยกระดับการบริการลูกค้าในทุกสถานการณ์

Beryl8 เป็น Digital & Technology Consulting Partner ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน End-To-End CRM เป็นพิเศษ โดยบริษัทได้ถูกรับเลือกให้เป็น Salesforce Platinum Partner ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของ Salesforce Partner ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี และมีความเชี่ยวชาญในทุกอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น Financial Services, Consumer Products, Real Estate, Retail, Oil & Gas ไปจนถึง Airlines จึงสามารถมั่นใจได้ว่า Beryl8 จะช่วยธุรกิจไทยในทุกขนาดตอบโจทย์ความต้องการด้านเทคโนโลยีสำหรับการขาย การตลาด และการสนับสนุนให้บริการลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-crm-for-new-normal-by-apisek-tewinpagti-beryl8-plus/

Leadership Vision: AI กับการประยุกต์ใช้งานจริงในธุรกิจโรงงานและการผลิต ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Antonio Pietri Aspen Technology Inc.

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโรคระบาดทั่วโลกนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงงานและการผลิตซึ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับ Supply Chain และ Demand ที่เปลี่ยนไปในทุกอุตสาหกรรมอย่างเฉียบพลัน และการแข่งขันนั้นก็ยังคงต้องอาศัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด ในขณะที่ยังคงต้องยืดหยุ่นรองรับได้หลายสถานการณ์

“AI จะเข้ามาช่วยธุรกิจโรงงานและการผลิตได้อย่างไรบ้าง?” “ธุรกิจโรงงานควรเริ่มต้นกับ AI อย่างไร?” พบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: AI กับการประยุกต์ใช้งานจริงในธุรกิจโรงงานและการผลิต ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Antonio Pietri Aspen Technology Inc.

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณ Antonio Pietri

บริษัท: Aspen Technology Inc.

ตำแหน่ง: President and Chief Executive Officer

ประวัติโดยย่อ:

แอนโทนิโอ เพทรี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเป็นกรรมการบริหารที่แอสเพ็นเทค เขาเคยเป็นรองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอนโทนิโอได้เข้าร่วมงานกับแอสเพ็นเทคเมื่อแอสเพ็นเทคเข้าซื้อกิจการ Setpoint, Inc. ในปีพ.ศ. 2539 ซึ่งเขามีบทบาทในด้านการขาย การให้บริการและการให้คำปรึกษา และมีโอกาสได้ดูแลการบูรณาการโซลูชันแอสเพ็นเทคที่โรงกลั่นและโรงงานผลิตหลายแห่งในยุโรป แอนโทนิโอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมเคมีที่มหาวิทยาลัยทัลซา เป็นผู้บรรยายในงานวิชาการที่สำคัญ MIT Warren K. Lewis Lectureship ในสาขาวิศวกรรมเคมีในปีพ.ศ. 2560 และได้เป็นวิทยากรในงานระดับอุตสาหกรรมบ่อยครั้ง เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาและปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยทัลซา โอกลาโฮมา ประเทศสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับ Aspen Technology Inc.:

แอสเพ็น เทคโนโลยี อิงค์ช่วยลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจภายในสิ่งแวดล้อมอันซับซ้อนสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานไปสู่ระดับใหม่ของความเป็นเลิศได้ ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ แอสเพ็นเทคผสานศักยภาพของเอไอเข้าไปกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่สะสมมาเกือบ 40 ปี สร้างโซลูชันที่ช่วยยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ให้ผลตอบแทนสูงตลอดวงจรชีวิตของสินทรัพย์และตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ลูกค้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มเวลาทำงานได้สูงสุด ทำให้การดำเนินงานขององค์กรเร็วขึ้น นานขึ้น ปลอดภัยขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมได้ที่ AspenTech.com

ช่องทางการติดต่อ:

Q: สำหรับผู้จัดการโรงงาน การปรับธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับ New Normal และ Next Normal ของการทำงานนั้นมีแนวทางอย่างไรบ้าง?

เราได้รับฟังความคิดเห็นและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับ “new normal” หรือ “next normal” และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต แต่ความจริงนั้นก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสถานการณ์ถัดจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร และธุรกิจทั่วโลกก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปภายใต้ข้อจำกัดด้านสาธารณสุข การเมืองระหว่างประเทศ กฎระเบียบข้อบังคับที่ไม่มีความแน่นอน  และสภาพโดยรวมของเศรษฐกิจ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง อันเป็นผลมาจากการระบาดและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุปสงค์และอุปทาน

อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง อันเป็นผลมาจากการระบาดและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุปสงค์และอุปทานอันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสารเคมี ซึ่งเมื่อรวมกับปัจจัยแรงกดดันอันมากมายต่อผู้จัดการโรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital-intensive Industries) ซึ่งจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในด้านเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ทำให้ธุรกิจองค์กรต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสามารถในการวิเคราะห์ การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านี้ด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานและมีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น อันเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาทั้งธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถรักษาวิธีการทำงานในรูปแบบต่างๆ ให้ปลอดภัย

Q: AI จะเข้ามามีบทบาทในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานได้อย่างไรบ้าง?

เนื่องจากองค์กรทั่วโลกยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่า “ภาวะปกติใหม่” (New normal) ถัดจากนี้จะเป็นอย่างไร  และเนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน จึงส่งผลให้องค์กรเห็นว่าการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น

ทั้งนี้ เหตุผลประการแรกคือ จากการตัดสินใจ Lockdown ที่เกิดขึ้นทั่วโลก บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถตอบสนองอุปสงค์และอุปทานที่แปรปรวนได้

เหตุผลประการที่ 2 คือการที่บริษัทต่างๆ ต้องมีความคล่องตัวและมีประสิทธิผลมากขึ้นสำหรับการทำงานรูปแบบดิจิทัลที่มีพนักงานจำนวนมากทำงานจากระยะไกล

และประการที่ 3 คือ เราเห็นว่ามีหลายบริษัทที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอกระบวนการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความเร็วของการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของตลาดมากขึ้น

เราเชื่อว่า เมื่อรวม AI เข้ากับความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรมแล้ว ธุรกิจก็จะสามารถเร่งขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลและการสร้างแบบจำลองของสินทรัพย์และให้ข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือยืดอายุของสินทรัพย์ขององค์กร  โดยภายในเวลา 10 ปีถัดจากนี้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ และจะส่งผลให้องค์กรที่เป็นผู้นำยืนอยู่แล้วยิ่งทิ้งห่างกลุ่มองค์กรที่ล้าหลังอย่างชัดเจน

Q: aspenONE V12 มีการใช้ AI เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในโรงงานได้อย่างไร? และจะช่วยให้การบริหารจัดการโรงงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

อุตสาหกรรมไทยสามารถใช้ศักยภาพของระบบ Industrial AI ได้จากซอฟต์แวร์ aspenONE V12 ของเราซึ่งได้ฝัง AI อยู่ในทุกส่วนของโซลูชันซอฟต์แวร์ของเรา โซลูชันเหล่านี้มีความสามารถของ Industrial AI Hybrid Model ซึ่งเป็นไฮบริดโมเดลรุ่นแรกของอุตสาหกรรมที่พัฒนาสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมกระบวนการ (Process industries) และอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น

ทั้งนี้ Aspen Hybrid Models จะทำการรวบรวมข้อมูลจากสินทรัพย์ทั่วทั้งองค์กร จากนั้นจึงใช้ AI และหลักการทางวิศวกรรมในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา ร่วมกับองค์ความรู้ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของ AspenTech ในการสร้างโมเดลที่ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้นตามขนาดและอัตราการการขยายตัวของแต่ละองค์กร

Industrial AI เป็นโซลูชันเทคโนโลยีที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ของข้อมูลและ AI เข้ากับหลักการทางวิศวกรรมผสมรวมกับความเชี่ยวชาญของ AspenTech เพื่อนำเสนอโซลูชั่นธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้นซึ่งมีความต้องการเฉพาะทางไม่เหมือนใคร

ทั้งนี้ คุณปีเตอร์ เรโนลด์ นักวิเคราะห์อาวุโสของ ARC Advisory Group ได้กล่าวว่า “AI  มีศักยภาพในการพัฒนากระบวนการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในการนำ AI มาใช้ด้วยตนเอง จึงทำให้แอปพลิเคชันเฉพาะอุตสาหกรรมของ AspenTech ที่มี AI ในตัวสามารถช่วยให้องค์กรเร่งการปฏิรูปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับกลยุทธ์เทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งมักต้องการให้เจ้าของสินทรัพย์ลงทุนในแพลตฟอร์มที่ซับซ้อนและต้องมีทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลแล้ว กลยุทธ์ที่เลือกใช้ AI ที่ฝังมาพร้อมในโซลูชั่นนั้น จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มสร้างผลกำไรได้ทันที”

ด้วยแนวทางนี้ซอฟต์แวร์ของ AspenTech ก็จะสามารถช่วยให้เหล่าองค์กรในประเทศไทยสามารถนำ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

Q: ในมุมของทรัพยากรบุคคล หากโรงงานจะนำ AI มาใช้งาน จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้าน Data และ AI ประจำอยู่ในโรงงานนั้น? และทีมงานที่มีอยู่เดิมควรต้อง Re-skill หรือ Up-skill อย่างไรบ้างเพื่อให้สามารถใช้งาน Data และ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ?

องค์กรธุรกิจต่างๆ ล้วนมีความกังวลต่อการจัดจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะนำโซลูชัน AI มาใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการ และยังมีความกังวลเกี่ยวกับประโยชน์คุณค่าของ AI เมื่อเทียบกับต้นทุนการเริ่มต้นใช้งาน อีกทั้งองค์กรเองก็ยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งาน อาทิ อุตสาหกรรมภาคเคมีและพลังงานที่มักเป็นผู้ที่นำเครื่องมือดิจิทัลจำนวนมากมาใช้งานเป็นรายแรก ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถตระหนักถึงศักยภาพของ Industrial AI ได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจควรกังวลถึงอนาคตที่ไม่มีการใช้งานโซลูชัน AI มากกว่า ซึ่ง McKinsey ได้ประเมินว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้ดิจิทัลเร็วขึ้นไปอีก 10 ปี  โดยเมื่อผนวกกับสถานการณ์ที่ตลาดน้ำมันมีความผันผวนสูงและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็จะยิ่งส่งผลให้องค์กรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องปรับตัวโดยเร็ว และโซลูชันของเราช่วยให้ลูกค้าจัดการกับข้อกังวลเหล่านี้ได้และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เช่น ในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ลูกค้าได้แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะอนุญาตให้ AspenTech เข้าถึงเครือข่ายของตนจากระยะไกลเพื่อนำเทคโนโลยีการควบคุมหลายตัวแปร (multivariable control technology) ของเราไปใช้งาน

สำหรับพนักงาน เทคโนโลยี AI ขั้นสูงจะช่วยให้คนงานรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยพลิกโฉมธุรกิจพลังงานและสร้างชัยชนะให้กับองค์กรในอนาคต   โดยความรู้ความเข้าใจ การทำงานโดยอัตโนมัติ และศักยภาพการประมวลข้อมูลที่เกิดประโยชน์จะทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างดีที่สุดในทุกระดับ และมีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย ซึ่งเหมาะสมกับคนรุ่นมิลเลนเนียลที่จะมาเป็นแรงงานมากถึง 75% ของแรงงานทั้งหมดของอุตสาหกรรม ภายในปีพ.ศ. 2566

Q: ผู้จัดการโรงงานหรือผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจในอุตสาหกรรมโรงงาน ควรเริ่มต้นอย่างไรในการประเมินด้านการนำ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจ? การทดลองใช้งานควรเริ่มต้นอย่างไร? การชี้วัดความคุ้มค่าด้านการลงทุนระบบ AI นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

76% ของผู้บริหารในองค์กรอุตสาหกรรมยอมรับว่าพวกเขาพยายามดิ้นรนเพื่อปรับกลยุทธ์ AI ของตนเอง

การศึกษาของ Accenture พบว่า 76% ของผู้บริหารในองค์กรอุตสาหกรรมยอมรับว่าพวกเขาพยายามดิ้นรนเพื่อปรับกลยุทธ์ AI ของตนเอง และพบว่าความท้าทายที่สำคัญสำหรับหลายองค์กรในวันนี้ คือการขาดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่สามารถเพิ่มขยายได้เพื่อรองรับการใช้งานโมเดล Industrial AI ตั้งแต่ในขั้นตอนของการฝึกอบรมไปจนถึงการผลิต ด้วยเหตุนี้ธุรกิจองค์กรจึงจำเป็นต้องมีโซลูชันที่ทำให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกและทำให้ข้อมูลพร้อมใช้งานผ่านการแสดงผลข้อมูลขององค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องการศักยภาพอันเชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากส่วน Edge ไปยังระบบคลาวด์

ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้นได้ใช้ประโยชน์จากโซลูชันด้านการวางแผนและการจัดกำหนดการที่มี AI และระบบคลาวด์มาพัฒนาช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบสถานการณ์และทำการวางแผนได้เร็วขึ้น ส่งผลให้การวิเคราะห์และการตัดสินใจแม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจหลายร้อยรายการได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อกำหนดวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มผลกำไร

องค์กรต่างๆ สามารถคาดหวังได้ว่าการใช้ AI ที่มีมาแบบเบ็ดเสร็จนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเร่งสร้างมูลค่าได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น สามารถก้าวข้ามปัญหาความขาดแคลนบุคลากรและความเชี่ยวชาญได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลและ/หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างโมเดลจำนวนมากอีกต่อไป

Q: หลังจากนี้จะมีเทคโนโลยีใดสำหรับโรงงานที่น่าจับตามองอีกบ้าง?

ด้วยการผสมผสานความสามารถของ AI เข้ากับเทคโนโลยีปฏิบัติการ (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่มีอยู่ AspenTech กำลังสร้างระบบอุตสาหกรรมที่ช่วยให้องค์กรเชื่อมการทำงานที่แยกกันอยู่และดำเนินการแบบกึ่งอัตโนมัติเข้าด้วยกันได้ (และในที่สุดก็ทำงานแบบอัตโนมัติได้อย่างเต็มตัว)

การใช้งาน AI จะช่วยให้เกิดการตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะแจ้งให้ระบบปฏิบัติการทุกระดับทราบอย่างต่อเนื่องถึงวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่สร้าง Self-Optimizing Plant อันหมายถึงสถานที่ (หรือโรงงาน) ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานได้โดยอัตโนมัติ ซึ่ง Self-Optimizing Plant จะสามารถประเมินข้อมูลการดำเนินงานทั้งหมดที่มีอยู่อย่างรวดเร็ว ทั้งภายในสินทรัพย์ของธุรกิจและข้อมูลแวดล้อมภายนอก พร้อมตอบสนองต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำงาน โดยพิจารณาจากความปลอดภัย ความยั่งยืน ความสมบูรณ์ของทรัพย์สิน และวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน โรงงานจะใช้ AI เพื่อทำนายพฤติกรรมในอนาคตและสร้างโมเดลสำหรับการปฏิบัติงานที่เหมาะสมให้กับพนักงานและผู้จัดการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์ระยะยาวของ AspenTech สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น คือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยตนเอง (Self-optimizing) โรงงานที่เป็นอัตโนมัติ (autonomous plant) และการปรับใช้ AIให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ได้ตระหนักถึงศักยภาพของการเพิ่มประสิทธิภาพตนเองในโรงงานแล้ว  ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานจะไม่ต้องเสียวเวลาไปกับงานที่ซ้ำซากอีกต่อไป เพราะระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะดูแลงานเหล่านั้นให้แทน ทำให้ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วและชาญฉลาดขึ้นและมีความคล่องตัวมากขึ้นได้ โดยเมื่อใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมดในโรงงาน ก็จะทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและจะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้โดยอัตโนมัติ

*** อุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital-intensive Industries) คืออุตสาหกรรมที่ต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากในเครื่องจักร ระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตและสร้างผลกำไรได้ โดยปัจจัยที่ลงทุนนั้นก็เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการผลิตด้วยแรงงานนั่นเอง

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-manufacturing-2021-interview-with-antonio-pietri-aspen-technology-inc/

Leadership Vision: The Right Mindset for Business Owner in Software Development Project บทสัมภาษณ์คุณศุภกร รวยวาสนา UnixDev

การพัฒนา Software สำหรับใช้งานธุรกิจนั้นถือเป็นยาขมสำหรับหลายธุรกิจ ทั้งจากปัญหาที่ทีมพัฒนาทิ้งงาน ใช้เวลาทำนาน หรือค่าใช้จ่ายบานปลาย ปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร? และเจ้าของธุรกิจควรมีมุมมองอย่างไรต่อการพัฒนา Software สำหรับใช้งานในธุรกิจอย่างไรบ้าง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: The Right Mindset for Business Owner in Software Development Project บทสัมภาษณ์คุณศุภกร รวยวาสนา Managing Director แห่งบริษัท ยูนิกซ์เดฟ จำกัด

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณศุภกร รวยวาสนา

บริษัท: บริษัท ยูนิกซ์เดฟ จำกัด

ตำแหน่ง: Managing Director

ประวัติโดยย่อ:

คุณศุภกรจบการศึกษาระดับวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบังเมื่อปี 2002 มีความเชี่ยวชาญทางด้านระบบ OS และ ทางด้าน Platform เป็นพิเศษ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีประสบการณ์การทำงานในหลายด้านทั้งตำแหน่งด้าน Platform Development, Network Engineer, Support ไปจนถึง Sale ปัจจุบันเป็น Managing Director ของบริษัทยูนิกซ์เดฟมา 7 ปี และยังเคยได้เป็นอาจารย์รับเชิญพิเศษสอนบางส่วนในคอร์ส Online Marketing ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เกี่ยวกับ UnixDev:

บริษัท ยูนิกซ์เดฟ จำกัด เกิดจากการรวมตัวของเหล่าวิศวกรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านอาทิเช่น System Platform Engineer, Network Engineer, Developer ซึ่งมีประสบการณ์มากว่า 15 ปี เพื่อที่จะทำให้เกิดโซลูชันที่สมเหตุผลสมผล ทั้งด้านราคาตลอดจนประเด็นทางด้านเทคนิค โดยมุ่งเน้นการให้บริการ Turn-Key Development เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญกับงานที่มีปริมาณคนใช้งานเป็นจำนวนมากพร้อมๆ กัน พร้อมทั้งดูแลหลังการพัฒนาทั้งด้าน Software ไปจนถึงระบบ Server สำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://www.unixdev.co.th/
อีเมล์ติดต่อบริษัท: info@unixdev.co.th
เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-105-4467

Q: ในช่วงที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในวงการ Software สำหรับการทำธุรกิจในไทยอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันแทบทุกธุรกิจมีความต้องการในการใช้ระบบ IT และระบบ Software เพื่อใช้ลดต้นทุนและ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตลาดสูงขึ้น ทำให้ความต้องการในตลาดสูงขึ้นมากๆ ในขณะที่บุคลากรทางด้านนี้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้บริษัทที่รับทำ Software นั้นมีงานเยอะมาก พอมีงานเยอะก็เร่งหาโปรแกรมเมอร์ ทำให้ค่าตัวของโปรแกรมเมอร์นั้นสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประสบการณ์ที่ประกาศรับสมัครงานมา มีคนมาสมัครเยอะ และครึ่งนึงเลย คือเรียกค่าตัวเกินสกิลไปอย่างมาก ส่วนใหญ่แล้วในวงการจึงมักจะชอบใช้คนที่แนะนำต่อๆ กันมา ทำงานแล้วโอเค

เปรียบเทียบกันแล้ววงการ Software ก็คล้ายๆ กับผู้รับเหมาสร้างบ้านนั่นแหละครับ ซึ่งมีการรับงานไปแล้วทิ้งงานกันมากมาย ทีมที่ไว้ใจได้บางทีก็งานล้นมือ แน่นอนครับทั้งด้วยความที่งานมีเยอะกว่าคนทำแบบนี้ และคนที่ทำงานได้ดีๆ มีไม่เยอะ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ เทียบกับยุคที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

Q: โครงการพัฒนา Software แบบใดที่เกิดขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด?

โครงการพัฒนา Software ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกระบบ Workflow สำหรับธุรกิจในแผนกต่างๆ ที่ยังไม่ถึงขั้นกับเป็นระบบ ERP แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อใช้งานแทนระบบเอกสาร แทนแรงงานคน และทำให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น

อันที่จริงแล้วแนวโน้มของการนำระบบเหล่านี้มาใช้ในบริษัท แต่ละบริษัทเองก็ไม่ได้มีแผนที่จะลดคนที่ใช้ในการทำงานลง แต่ระบบที่วางแผนจะพัฒนาขึ้นมาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขึ้นอย่างน้อยๆ 30% – 50% เลยทีเดียว หมายความว่าในบริษัทจะเพิ่มประสิทธิภาพละประสิทธิผลได้มากขึ้นโดยใช้คนเท่าเดิม ทำให้ระบบของธุรกิจ Scale รองรับการเติบโตได้เรื่อยๆ ไม่ต้องยึดติดอยู่กับ Skill หรือ Know-How ของพนักงานคนใดคนหนึ่งจนเกิดเป็นคอขวดอย่างในอดีต ส่วนโครงการอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการพัฒนามากขึ้นก็คือระบบ Software สำหรับสนับสนุนงานฝั่ง Marketing หรือที่เรียกกันว่า MarTech งานส่วนนี้มีมูลค่าสูง เพราะฝ่าย Marketing ทำแล้วเห็นผลชัดเจน วัดผลได้ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น มีรายงานชัดเจน เช่นการทำแคมเปญเกม, รีวอร์ดต่างๆ, ระบบสมาชิก, ระบบที่เก็บข้อมูลมาประมวลผลเพื่อไปวิจัยเพื่อไปปรับแผน Marketing ต่อ ตรงส่วนนี้เป็นอะไรที่หลายธุรกิจยอมลงทุนกันมากทีเดียว

Q: ความเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นต่อการประเมินมูลค่าของโครงการ Software ในมุมของผู้บริหารธุรกิจไทยที่พบเจอมีประเด็นใดบ้าง?

ความเข้าใจผิดหลักๆ เลยก็คือ ผู้บริหารมักจะมองว่า “เราต้องเสียเงินลงทุนเท่าไหร่” กันก่อน แทนที่จะมองว่า “เราจะได้เงินเท่าไหร่จากการลงทุนครั้งนี้” หรือ “เราจะได้อะไรบ้างจากระบบนี้”

จากประสบการณ์ในการพัฒนาระบบสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจที่ผ่านมาของผมเอง มีหลายๆ ครั้งที่ทางผมทำระบบให้แล้วเจอลูกค้าบ่นว่าแพงเกินไป ลูกค้าชอบคิดจากมุมว่าเราใช้คนกี่คนทำงานกี่เดือน เหมือนงานแรงงานกรรมกร แต่ไม่เคยมองครับว่าทักษะและประสบการณ์ของคนที่ทำงานเหล่านี้ต้องมีระดับไหน ทำระบบเสร็จใช้งานได้จริงแล้วธุรกิจได้อะไรกลับคืนมาเท่าไหร่

ในการพัฒนา Software นั้นเราจะมองต้นทุนจากแค่เวลาและจำนวนของทีมที่ใช้พัฒนาไม่ได้ครับเพราะในระหว่างการทำงานคุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมามันเกิดจากการคิดสร้างสรรค์และการนำประสบการณ์มาใช้เติมเต็มการตอบโจทย์ มีการปรับโจทย์ ตีโจทย์ต่างๆ วิเคราะห์ แก้ไข ปรับปรุง เสนอแนะภายในหลายขั้นตอนอีกมากมายเพื่อให้ระบบที่พัฒนานั้นเหมาะสมทั้งในแง่ของธุรกิจและเชิงเทคนิค เช่นการทำ Business Analysis, Systems Analysis, Business/Technical Design, Develop, Testing, M/A ซึ่งถ้าเกิดอยากจะได้ Platform ที่ใช้งานได้จริง ไม่ทิ้งกันไปกลางทาง ก็ต้องใช้ทีมที่มั่นใจได้ว่าจะทำเสร็จและไม่ทิ้งกันกลางทางครับ ไม่มีใครอยากเปลี่ยนม้ากลางศึกครับ ดังนั้นต้องเลือกม้าดีๆ ตั้งแต่ต้นครับ ไม่งั้นจะเสียโอกาสการทำธุรกิจไปเปล่าๆ

ส่วนในมุมของผลลัพธ์ หลายครั้งที่พอผมอธิบายผลลัพธ์และประเมินกลับมาเป็นตัวเลขว่าธุรกิจจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้กี่บาทในเวลากี่เดือนจากระบบที่พัฒนาขึ้นมา และหลังจากนั้นจะกลายเป็นกำไรล้วนๆ เปรียบเทียบกับการที่ต้องขยายธุรกิจด้วยกระบวนการและการจ้างพนักงานเพิ่มอย่างในอดีต สุดท้ายผู้บริหารทุกคนก็เห็นภาพความเป็นจริงว่าการลงทุนครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นเพื่อการลดค่าใช้จ่ายและสร้างโอกาสใหม่ในอนาคต โครงการก็เดินหน้าไปต่อได้ ซึ่งผมเสียดายแทนหลายธุรกิจมากที่พลาดโอกาสเหล่านี้ไปจากความไม่เข้าใจในการพัฒนา Software และทำให้ภาพวิสัยทัศน์ของอนาคตไม่ชัดเจน

Q: ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Software และการเข้าไปมีส่วนในการทำ Digital Disruption ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาตอบโจทย์ตลาด เห็นว่ามุมมองในการประเมินมูลค่า Software ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร?

มุมมองที่ถูกต้องคือการทำ Software เราควรจะมองว่า Software นี้มันให้อะไรกับบริษัทบ้าง คุ้มค่าไหมที่จะทำในระยะกี่ปี ถึงจะคืนทุน ต้องมีค่าดูแลเท่าไหร่เพื่อให้เห็นตัวเลขการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจนครับ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประเมินฝั่งเดียวว่าเราจะได้อะไรกลับมาบ้างเท่านั้นนะครับ เราก็ต้องดูราคาที่ทางบริษัททำ Software เสนอมาด้วย เพราะปกติแล้วยิ่งบริษัทใหญ่เท่าไหร่ ก็จะเป็นเรื่องธรรมดาครับที่สิ่งที่ได้จากระบบ Software ที่พัฒนาขึ้นมานั้นมันจะสร้างคุณค่าได้มากกว่าธุรกิจขนาดเล็กเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัททั่วไปที่ปกติมียอดขายปีละ 10 ล้านบาท ถ้าทำระบบออนไลน์เพิ่ม จะขายได้มากขึ้น 20% ก็ราวๆ 2 ล้าน แต่ถ้าบริษัทใหญ่มากๆ เช่นยอดขายปีละ 100 ล้าน ถ้าออนไลน์ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% เท่ากันก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาทแล้ว แต่ในมุมการลงทุนนั้น ค่าพัฒนาระบบมันก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ อาจจะต่างกันนิดหน่อย แต่ในภาพรวมระบบที่เป็นผลลัพธ์นั้นก็คล้ายๆ กัน มี Workflow ที่ไม่แตกต่างกันมาก

ปัจจุบันนี้ผมก็เห็นว่ายังมีอีกหลายๆ ธุรกิจที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ IT เข้ามาช่วยในการบริหาร ทั้งฝั่งหลังบ้าน และฝั่งหน้าบ้านครับ ดังนั้นก็อยากฝากเป็นโจทย์ว่าในการประเมินมูลค่าของ Software ที่จะพัฒนานี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของธุรกิจในการก้าวต่อไปข้างหน้าครับ

Q: ค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่เหล่าผู้บริหารธุรกิจมักจะพลาดในการประเมินภายในโครงการพัฒนา Software นั้นมีอะไรบ้าง?

ค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่เป็นความเสี่ยงสูงที่สุดก็คือ “ลูกค้าไม่รู้ครับว่าตัวเองไม่รู้อะไร” ดังนั้นถ้าเรียกเข้าไปคุยแล้ว Requirement ที่ลูกค้าให้มาเป็นโจทย์ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าดีขึ้นจริงๆ ครับ กระบวนการในการทำ Software จึงมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างโครงการบ่อย และทำให้การประเมินหรือการวางแผนนั้นผิดไปจากที่คาดเยอะ แต่ถ้าคนประเมินฝั่งลูกค้าเป็นสายไอทีอยู่แล้วรู้กระบวนการอยู่แล้วเคยพัฒนาระบบมาบ้างอันนี้ก็จะแม่นยำขึ้นครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมแนะนำให้เลือกบริษัทที่เคยทำหรือมีความเชี่ยวชาญในตัวธุรกิจนั้นๆ หรือไม่ก็ต้องนั่งคุยกันมากพอจนเข้าใจกันชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการในปลายทางคืออะไร ทางบริษัทที่พัฒนา Software ถึงจะสามารถช่วยแนะนำในสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้ได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน ทางทีมพัฒนา Software ก็ต้องให้ความรู้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน แล้วจึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะใช้หรือไม่ใช้อะไร ทำหรือไม่ทำอะไร

ผมมีเพื่อนที่เคยทำ Software ระบบ Stock ให้กับร้านอะไหล่เจ้านึง เจ้าของสั่งมาแบบมั่นใจมากๆ ว่าต้องทำแบบนี้ๆ เพราะเค้าทำมา 20 ปีแล้ว วางโจทย์แรกสุดมาใหญ่มากว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง จนระบบมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนสูง สุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ก็ทำงานเสร็จตาม Requirement เป๊ะๆ อย่างที่เจ้าของต้องการเลยครับ แต่สุดท้ายคือเหล่าลูกน้องร้านอะไหล่นี้ไม่มีใครยอมใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นมาสักคนครับ เพราะใช้ยาก ซับซ้อน ทำให้การทำงานยากขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำแม้ทางผู้บริหารจะรู้อยู่แล้วก็คือการ “จัดลำดับความสำคัญ” และ “ทำสิ่งที่จำเป็นขึ้นมาก่อน” ครับ เพราะทุกครั้งที่คุยกันไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดจินตนาการไปเรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดทุกรอบครับ ในการประชุมงานถ้าคุมงานให้อยู่ในร่องในรอยได้ เลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจขึ้นมาพัฒนาระบบ Software ให้เกิดการใช้งานจริงก่อน แล้วค่อยๆ ขยายต่อยอดไปในอนาคต ก็จะช่วยลดความเสี่ยงสำหรับค่าใช้จ่ายแอบแฝงไปได้เยอะมากครับ

บางธุรกิจที่ยังมองว่าทุกอย่างในการทำงานก็สำคัญหมดเลยจะต้องทำทุกๆ อย่างพร้อมกันไปทีเดียวเลย ซึ่งนี่ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนให้ได้ครับเพราะนั่นแปลว่าธุรกิจเองยังประเมินตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ากิจกรรมใดในธุรกิจของตนเองมีคุณค่าและมีค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด ทำให้ไม่สามารถเลือกปรับปรุงในสิ่งที่สำคัญหรือแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ ก่อนได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของการทำ Optimization เลยครับ

Credit: ShutterStock.com

Q: กลยุทธ์ในระยะยาวสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการลงทุนในโครงการพัฒนา Software ควรมองปัจจัยใดบ้าง?

ในระยะยาวควรมองทั้งด้านการดูแลทางด้านระบบ Server Infrastructure และการดูแลทางด้าน Software ให้ดีครับ

ในการดูแลด้านระบบ Server Infrastructure นั้นปัจจุบันเราก็มีระบบ Cloud มาเป็นทางเลือกในการลดรายจ่ายลง แต่ในบางกรณีนั้นการใช้ Cloud ก็แพงกว่าการลงทุนระบบเองเยอะมากครับ ดังนั้นธุรกิจจึงควรจะตัดบางส่วนของระบบกระจายออกเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลง โดยการใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hybrid Cloud เช่น ถ้าเกิดว่าระบบกิน CPU ในการประมวลผลสูงมากๆ แทบจะตลอดเวลาแน่นอนครับว่าถ้าเราย้ายเอามารันบน Server เราเองก็ประหยัดกว่าอยู่แล้ว และส่วนที่ต้องการความทนทานสูงๆ ก็ให้ทำงานอยู่บน Cloud แทน ด้วยแนวทางนี้คือถ้าฝั่ง Server ของเรามีปัญหาก็ไม่เป็นไร ระบบก็จะไปทำงานบน Cloud และเพิ่มขยายแบบ Auto Scale ได้เอง แต่ในระหว่างที่ Server เรายังใช้งานได้ดีอยู่ ก็จะลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมลงไปได้มาก เป็นต้นครับ

ทางด้าน Software อย่าลืมว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ยิ่งถ้าเป็นระบบที่ต้องออนไลน์ก็จะมีเรื่องการป้องกันการเจาะระบบ ซึ่งควรจะต้องมีการทดสอบและอัปเดตระบบอุดช่องโหว่ การอัปเกรดเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อให้รองรับกับโจทย์ทางธุรกิจ ดังนั้นควรมองระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้าไว้ก่อนเลย วาง Roadmap เอาไว้ก่อนเลยครับ ทำไม่ทำก็ว่ากันอีกเรื่องนึง ควรจะกันงบและวางแผนตรงนี้เอาไว้ด้วยเลยคร่าวๆ ก็ยังดี

อีกอย่างครับ หลายๆคน เข้าใจว่าระยะเวลาการพัฒนาระบบสมมติว่าวางเอาไว้ 6 เดือน แล้วพอดีดนิ้วให้เริ่มพรุ่งนี้เลย อันนี้มันเป็นไปไม่ได้นะครับ ทีมที่ได้รับการไว้วางใจ และมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะมีการวาง Resource Plan เอาไว้อยู่แล้วครับ ดังนั้นถ้าจะเริ่มพัฒนาต้องบอกทีมที่เราจ้างไม่ว่าจะทีมไหนก็ตามล่วงหน้าสัก 1-2 เดือนครับ เขาถึงจะเคลียร์ Resource มาทำงานให้ได้ทันตามเวลาดังนั้นให้เผื่อระยะเวลาตรงนี้ไว้ด้วยครับ

Q: ฝากถึงทุกธุรกิจ การประเมินพาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนา Software นั้น ควรประเมินจากปัจจัยใดเป็นสำคัญ?

ในส่วนของการเลือกทีมหรือพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาช่วยจัดการพัฒนาระบบ Software นั้น แนะนำให้ประเมินจากปัจจัยตามนี้ก่อนครับ

  • จำนวนบุคลากรในทีม – ไม่ใช่ยิ่งมีเยอะยิ่งดี บางทีมมีเป็น 10 คนแต่ทุกคนประสบการณ์ยังไม่ถึง 5 ปีเลยครับ ให้เน้นไปที่ Senior หรือคนที่คุมงานทั้งหมดว่าเก่งระดับไหนทำอะไรมาบ้าง ทำมากี่ปี มีกี่คน เพราะเค้าคือที่ปรึกษาของทั้งทีมครับ และบางทีมก็มีแต่ทีม Programmer เท่านั้น ไม่ได้มีทีม UX/UI หรือทีม QA หรือทีม System Engineer อยู่ด้วย ในข้อนี้ให้ประเมินจากตัวงานที่ทำครับว่าเหมาะสมกันไหม
  • ประสบการณ์ของทีม – ไม่ใช่ว่าทุกทีมจะทำได้ทุกอย่างทุกชนิดบนโลกนี้นะครับ เช่น ทีมที่ไม่เคยทำ E-Commerce มาก่อนเลย ถึงแม้เขียนโปรแกรมมาเป็น 10 ปี ก็สู้คนที่มีประสบการณ์ทำ E-Commerce อย่างเข้มข้นมา 4-5 ปีแล้วไม่ได้ครับ การเลือกใช้ทีมที่ไม่มีประสบการณ์งานก็คงเสร็จเหมือนกันแต่จะใช้ระยะเวลานานกว่ามากครับ ทำให้ต้นทุนการพัฒนาสูงขึ้นตามไปด้วย ทีมที่เขียนโปรแกรมมาก็จะมีประสบการณ์ในแต่ละด้านอย่างเฉพาะทางระดับหนึ่ง การเลือกทีมที่มีความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับงานจะทำให้งานออกมาเร็วและมีคุณภาพสูงกว่า แน่นอนครับทำให้ต้นทุนต่ำลงด้วยแน่ๆ ครับ
  • ความใหญ่ของโครงการที่เคยรับมา – ลองถามดูครับว่าช่วงนี้รับงานมูลค่าต่ำสุดกี่บาท และ เคยรับงานที่สูงสุดกี่บาทครับ ทีมที่เคยทำงานระดับ 1-2 ล้าน ปกติถ้าจะไปรับงานระดับ 10 ล้านนี่ก็จะเหนื่อยหน่อยครับ เพราะทั้งความคาดหวังและการคุมงานระดับหลัก 10 ล้านนี่ต่างกันกับงานหลัก 1-2 ล้านพอสมควรเลยครับ
  • ภาษาตลอดจนเทคโนโลยีที่ใช้ – ในส่วนนี้จะยากหน่อยครับ เพราะต้องประเมินเทคโนโลยีในระดับ 4-5 ปีข้างหน้าว่าเราจะใช้อะไร เช่น สมัยก่อนมี Flash/Flex ที่เป็นที่นิยม แต่ปัจจุบันก็ไม่เกิดจนเทคโนโลยีนั้นๆ ก็ตายจากไปแล้ว ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ใช้ แต่ต้องประเมินขนาดว่าอีก 5 ปี จะมีคนมาทำงาน Support ให้ได้เราไหม มหาลัยสอนอะไรกัน เด็กจบใหม่จบมาแล้วสกิลมาด้านไหนกัน ซึ่งถ้าเลือกได้ถูกทางก็จะหาคนมา Support ระบบต่อได้ไม่ยากครับ
  • เจตนาของพาร์ทเนอร์ – บางทีมทำแค่ให้มันเสร็จๆ ไปตาม Requirement นะครับ บางทีมตั้งใจทำเพื่อให้มาตอบโจทย์แบบจริงจัง ในส่วนนี้ลองคุยๆดู ก็จะรู้สึกได้เองครับว่าเค้ามารับโจทย์ไปทำตามเฉยๆ หรือว่ามีการเสนอแนะในส่วนต่างๆ ด้วยครับ แต่บางทีทีมที่ตั้งใจทำก็ถูกปัดตกด้วยเรื่องของราคาที่สูงกว่า อันนี้ก็ต้องดูกันให้ดีครับ
  • พาร์ทเนอร์ของพาร์ทเนอร์ – อย่างที่บอกไปแล้วว่าในทุกๆ ทีมก็ไม่ได้เก่งสุดๆ หรือมีประสบการณ์ในทุกๆ ด้านครับ ดังนั้นทีมที่สามารถดึงพาร์ทเนอร์ที่มีจุดแข็งแต่ละด้านเข้ามาช่วยกันทำงานได้ คุยกันง่าย คุยกันรู้เรื่อง ดึงมารวมพลังกันได้ ก็จะได้เปรียบกว่า ทางเราก็ไม่ต้องไปนัดแต่ละเจ้ามานั่งทะเลาะกันในที่ประชุมกันว่าสรุปงานหรือปัญหาที่มันงอกมานี่คืองานส่วนของใครกันแน่ เพราะเราก็ให้พาร์ทเนอร์เจ้าที่เราจ้างนั่นแหละครับทำไปทั้งหมดเลย แต่ถ้าพาร์ทเนอร์ของเราไม่มี Connection เลยแล้วเราต้องหามาประกอบร่างเอาเอง อันนี้ก็จะบริหารจัดการยากขึ้นไปอีกหน่อยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-the-right-mindset-for-business-owner-in-software-development-project-by-suphakorn-ruaywasana-unixdev/

Leadership Vision: Enterprise Container & Multi-Cloud บทสัมภาษณ์คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ VMware Thailand

Container ได้ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในธุรกิจองค์กร และจะกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญหนึ่งในระบบ IT Infrastructure ที่ทุกธุรกิจต้องใช้งาน แต่ธุรกิจควรนำ Container มาใช้งานอย่างไร? อนาคตของ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud จะเกิดขึ้นด้วย Container ได้อย่างไร? และธุรกิจองค์กรต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อเปิดรับต่อการใช้ Container บ้าง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน “Leadership Vision: Enterprise Container & Future of Data Center” บทสัมภาษณ์คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณเอกภาวิน สุขอนันต์

บริษัท: บริษัท วีเอ็มแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ตำแหน่ง: ผู้จัดการประจำประเทศไทย

ประวัติโดยย่อ:

คุณเอกภาวินได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทยของบริษัทในปี 2557 ก่อนก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยในปัจจุบัน ก่อนร่วมงานกับวีเอ็มแวร์ คุณเอกภาวินยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายที่ออราเคิลประเทศไทยและอินโดจีน โดยขณะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเอกภาวินรับหน้าที่ในการวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและฝ่ายขาย นอกจากนี้เขายังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้กับบริษัทข้ามชาติสายอุตสาหกรรมด้านไอทีทั้ง Sun Microsystems, Computer Associates, SVOA, Kernal Computer และ IBM ซึ่งคุณเอกภาวินได้นำความรู้และประสบการณ์ทำงานในแวดวงวิศกรเฉพาะทางและเซลล์มาปรับใช้กับวีเอ็มแวร์ ประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์

คุณเอกภาวินสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมไฟฟ้า) จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสำเร็จการศึกษาในระดับมหาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการระบบสารสนเทศจากรั้วจามจุรี

เกี่ยวกับ VMware:

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 75,000 ราย ผนวกกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของวีเอ็มแวร์ อาทิ ระบบประมวลผล ระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์คกิ้ง และระบบรักษาความปลอดภัย วีเอ็มแวร์จึงเป็นผู้ให้บริการระบบดิจิทัลพื้นฐานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัว โดยให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500,000 รายทั่วโลก

สำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ วีเอ็มแวร์ฉลองครบรอบ 20 ปีแห่งความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://www.vmware.com
อีเมล์ติดต่อบริษัท: SEAK.generalenquiry@vmware.com
กรอกแบบฟอร์มเพื่อติดต่อบริษัท: https://www.vmware.com/content/microsites/learn/en/51104_TH_Hybrid_REG.html

Q: แนวโน้มการใช้งาน Container ภายในธุรกิจองค์กรมีปัจจัยมาจากอะไร?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Container นั้นก็เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น AI , ML คือเป็นเทคโนโลยีที่มีอายุมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ Use Case หรือโครงสร้างพื้นฐานในอดีตนั้นยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้ยังไม่เป็นที่นิยมในขณะนั้น ซึ่ง Container บน Linux เองก็มีมานาน ออราเคิลก็มี Solaris Container แต่ก็เป็นที่นิยมกันเฉพาะภายในกลุ่ม Software ของตัวเอง

ภายหลังเมื่อ Cloud กลายเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตจนมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ในมุมของผู้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ เองก็ต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดี มีความเชื่อมโยงของบริการต่างๆ และมีความต่อเนื่องในการใช้งาน ส่วนทางด้านคนทำซอฟต์แวร์ก็นิยมใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายแบบ Container ที่ช่วยรองรับการทำงานของระบบ Application ซึ่งมีขนาดที่เล็กลงกว่าการติดตั้งทั้ง OS เป็นอย่างมาก และยังคล่องตัวในการนำไปใช้งานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลภายในบริษัท และบริการ Public Cloud ซึ่งด้วยแรงผลักดันหลักที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการทางธุรกิจ ประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องของผู้ใช้ และการเติบโตของคลาวด์ ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ Container กลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้งานกันทั่วโลกในทุกวันนี้

Credit: ShutterStock.com

Q: ธุรกิจแบบใดที่เหมาะสมต่อการใช้งาน Container?

ทุกธุรกิจในปัจจุบันต้องใช้ Container กันหมด เพราะต่อไปคงมีน้อยที่เราจะสร้าง Application ด้วย Architecture แบบเดิมอย่างในอดีตกัน ดังนั้นการรองรับ Application ใหม่ๆ นั้น Container ย่อมต้องเป็นส่วนประกอบสำคัญ

Cloud Native Application Development คือแนวทางการพัฒนา Application ในยุคปัจจุบันนี้ที่เราใช้ Cloud กันอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งด้าน Business Application, AI, ML, Mobile Application ไปจนถึง Platform สำหรับรองรับ Wearable Device และ IoT พูดอีกมุมคือเป็นการเปลี่ยนถ่ายจาก Data Center to Cloud to Edge to Devices

ลองนึกดูครับว่า แม้แต่พระทุกวันนี้ก็ยังมีการเทศนาผ่าน Social Platform โดยยังมี Application ให้สาธุชนเข้าถึงผ่าน Mobile Device ได้ ตอนนี้ถือเป็นยุคที่เทคโนโลยีสามารถช่วยได้ทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง

Q: แนวโน้มสำหรับภาคธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้งาน Container เป็นอย่างไร? มีภาคส่วนใดที่ใช้บ้าง?

อย่างที่ตอบไปก่อนหน้านี้ มีการใช้งาน Container ครบหมดทุกภาคส่วนของธุรกิจองค์กรไทย แต่การที่จะใช้งานหรือ Run ระบบใดๆ บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารจัดการได้ง่าย มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกและมั่นคงปลอดภัย ปัจจัยเหล่านี้ยังคงถูกนำเสนอในระดับที่ไม่เท่ากันตามแต่เทคโนโลยีและผู้ให้บริการแต่ละราย

ลูกค้าเองก็มีทางเลือกที่พร้อมให้บริการมากมายในตลาด ซึ่งผู้ใช้งานของแต่ละธุรกิจจะเป็นคนกำหนดระดับการให้บริการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัย ภาคเอกชนที่แข่งขันสูงเช่นโทรคม การเงินการธนาคาร หรือค้าปลีก ก็มีแนวโน้มจะนำหน้าไปก่อนภาครัฐ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ COVID-19 แพร่ระบาดนี้ ก็จะเป็นอีกแรงผลักดันให้ต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อโยงเชื่อมข้อมูล และให้บริการประชาชนอย่างสอดคล้องและเป็นเอกภาพ โดยไม่ติดขัดเมื่อมีเหตุไม่คาดฝัน สิ่งเหล่านี้จะเกิดตามมาอย่างเร็วนับจากนี้

Q: ในการวางระบบ IT Infrastructure สำหรับธุรกิจองค์กรนั้น นอกจากเรื่องของการบริหารจัดการแล้ว ยังมีประเด็นใดบ้างที่ควรเสริม?

เวลาเราพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบ IT Infrastructure เราก็จะเห็นได้ชัดว่า Hardware, Network, Storage, OS และ Security ล้วนถูกทดแทนโดยบริการที่มีใช้งานได้บน Cloud และผู้ให้บริการแต่ละรายก็จะมีจุดเด่นของตัวเอง ผู้ใช้มีแนวโน้มจะเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการหลายราย และสุดท้ายก็จะเกิดปัญหาเรื่องความไม่เชื่อมโยง ความไม่เข้ากันของเครื่องมือ ส่งผลให้การบริหารจัดการ การพัฒนาซอฟแวร์ การให้บริการไปยังลูกค้าองค์กร อีกทั้งการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทำได้ยากเพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานที่กระจัดกระจาย เหมือนเรามีหลายเกาะที่มันแยกกัน ก็จะดูแลรักษาระบบให้แข็งแรงปลอดภัยได้ยาก ดังนั้นการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไอทีในยุคต่อไป ก็ควรจะมีกลยุทธ์สำหรับการใช้ประโยชน์จากหลายๆ Cloud หรือที่เราเรียกกันว่า Multi-Cloud Strategy โดยคำนึงการ Build, Run, Manage (Service & Application) และ Secure & Connect กับ End User Workspace ด้วย

Q: VMware มีเทคโนโลยีใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับ Container และจะนำมาใช้เติมเต็มให้กับภาคธุรกิจองค์กรได้อย่างไร?

VMware ตั้งใจจะให้ลูกค้า Focus กับการสร้างสรรค์ทางธุรกิจเป็นหลัก เราได้พูดเสมอว่าลูกค้าต้องทำงานได้บน Any Clouds, Any Applications และ Any Devices โดยในแต่ละส่วน เรามีเทคโนโลยีที่ครอบคลุมในประเด็นดังต่อไปนี้

  • Build ให้สามารถสร้าง Cloud Native Application และสร้างโครงระบบสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับไปพร้อมกัน ในลักษณะ Infrastructure as Code โดย VMware เราเป็นผู้พัฒนา Spring Framework และทีม Heptio ของเราคือผู้ริเริ่มโครงการ Kubernetes และเรายังมี Vmware Tanzu ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลูกค้าทำการพัฒนา Applications บน Multi-Cloud ได้ดีที่สุด
  • Run ชัดๆ เลยคือ VMware VSphere 7 ที่สามารถ Run Container ด้วย Kubernetes ในแบบ Native Mode ได้โดยตรง ในอนาคตต่อไป Container จะกลายเป็นประชากรชั้น 1 บน VMware vSphere เช่นเดียวกับ Virtual Machine หรือ VM ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในดีต
  • Manage เราก็จะใช้สิ่งที่ลูกค้าคุ้นเคยที่สุดคือ VMware vCenter มาบริหารจัดการทั้ง Container และ VM ได้พร้อมกันบนเครื่องมือชุดเดียวกัน และ VMware Tanzu Mission Control ก็จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการ Multi-Cloud ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกด้วย
  • Secure and Connect คือการเชื่อมโยงและรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเราก็เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี SDN และ SD-WAN อยู่แล้ว โดยล่าสุดจากการเข้าซื้อกิจการของ Carbon Black มาเสริม ก็ทำให้เรามีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีการเชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์และตอบโจทย์ด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างครบถ้วน รวมถึง VMware เรายังมีแนวคิดด้านความตื่นรู้ในการรักษาความปลอดภัยหรือที่เราเรียกว่า Intrinsic Security มาเสริมอีกด้วย
  • End User Computing คือการบริหารจัดการผู้มีสิทธิ์เข้ามาใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง โดย VMware Workspace ONE ก็เป็นผู้นำในด้านนี้ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญเรื่อง Business Continuity ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่เราได้ช่วยให้ลูกค้าสามารถให้บริการผู้ใช้งานภายในองค์กรที่ต้องทำงานจากบ้าน อย่างทันท่วงทีและมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย

Q: Container และ Multi-Cloud นั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไรในมุมของ VMware? และองค์กรควรวางกลยุทธ์เพื่อตอบรับต่อทั้งสองแนวโน้มนี้อย่างไร?

Container เป็นเสมือนตู้ขนาดเล็กที่สุดที่เอาไว้สร้างและรันแอพพลิเคชัน ซึ่งทำงานอยู่บนศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center และบน Cloud ต่างๆ ทำให้ธรรมชาติของ Cloud Native Application ที่มี Container เป็นพื้นฐานนี้สามารถทำงานได้บน Multi-Cloud อยู่แล้ว แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ผู้ให้บริการหรือเจ้าของเทคโนโลยีหลายรายมีการนำ Open Source Kubernetes มาพัฒนาเพิ่มเติมจนเมื่อมี Update ใหม่จาก Community หลักก็ไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนหรืออัปเดตตามได้ทัน กลายเป็นข้อจำกัดไปอย่างน่าเสียดาย

VMware vSphere 7 จึงถูกออกแบบมาให้รองรับ Upstream Kubernetes ได้เลย ทำให้รองรับความสามารถใหม่ๆ ที่ถูกอัปเดตเพิ่มเติมจากชุมชนนักพัฒนาได้ตลอดเวลา และไม่เกิดปัญหา Vendor Lock-In หรือถูกบังคับให้ผูกติดกับ Kubernetes ที่ถูกพัฒนาต่อยอดโดยผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งเท่านั้น

Q: ในอนาคต ทักษะของผู้ดูแลระบบ Data Center ที่ควรจะต้องมีเพิ่มเติมนั้นคืออะไรบ้าง?

ในอนาคต ผู้ดูแลระบบ IT นั้นต้องปรับตัวกันไม่น้อย โดยควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจเรื่องของแนวคิดและเทคโนโลยีด้าน Cloud Native Application และ Kubernetes ก่อน โดยขอแนะนำให้เข้าเรียนพื้นฐานที่ https://kube.academy/ ที่สามารถเริ่มต้นเรียนฟรีได้บน Internet

ส่วนในการทำงานจริงนั้น การดูแลรักษาระบบก็จะง่ายขึ้นสำหรับทุกท่านที่ใช้ VMware vSphere 7 ก็จะสามารถใช้ VMware vCenter ที่คุ้นเคยในการบริหารจัดการได้ทั้ง Container และ VM ร่วมกัน แต่หลักสำคัญคือผู้ดูแลระบบนั้นจะต้องเข้าใจวิธีทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-enterprise-container-and-multi-cloud-by-ekpawin-sukanan-vmware-thailand/

Leadership Vision: New Normal Data-Driven Business บทสัมภาษณ์คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ STelligence

ปี 2020 ที่ทุกธุรกิจและผู้ประกอบการทุกรายต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่คาดการณ์ไม่ได้นี้ การใช้ข้อมูลมาตัดสินใจในธุรกิจถือเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางภาวะนี้ ทิศทางการลงทุนด้าน Data ของธุรกิจองค์กรควรเป็นอย่างไร? หลักคิดในการตัดสินใจโครงการด้าน Data สำหรับธุรกิจในยามนี้มีอะไรบ้าง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “Leadership Vision: New Normal Data-Driven Business” บทสัมภาษณ์คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท STelligence จำกัด

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณสันติสุข ลิ้มปิติเจริญโชติ

บริษัท: STelligence

ตำแหน่ง: กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง

ประวัติโดยย่อ:

  • ปริญญาเอก Ph.D. candidate หลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (CUTIP) Technopreneurship and Innovation Management) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์บริหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้า เกียรตินิยมอันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำเร็จหลักสูตร IOD. การเป็นกรรมการระดับ Fellow เป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลาดกระบัง ธรรมศาสตร์ มหิดล ทางด้าน Data Analytic, Automation และ Transformation
  • บรรยายเรื่อง Digital Transformation กับ AI ให้กับตลาดหลักทรัพย์ สวทช. และกลุ่มธนาคารต่างๆ

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://stelligence.com/
Facebook บริษัท: https://www.facebook.com/STelligence
เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-024-6661
อีเมล์ติดต่อบริษัท: sales@stelligence.com

Q: การมาของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างไรต่อทีม Data ภายในธุรกิจบ้าง

COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของลูกค้าในหลายเซ็กเตอร์ และกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนในอนาคตของลูกค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลงทุน หรือตัดสินใจทำโครงการด้านดาต้านั้นน่าจะมีปริมาณลดลง และต้องการผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น ดังนั้นผู้บริหาร หรือผู้ดูแลระบบ จึงต้องไตร่ตรองอีกครั้งว่าการลงทุน Data ที่เขากำลังทำอยู่นั้นหรือการลงทุนในอนาคต มีความสำคัญต่อธุรกิจในลำดับต้นๆหรือไม่ สามารถที่จะได้ความคุ้มค่า และสร้างโอกาสได้จริงๆ หรือไม่ องค์กรมี Culture ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของคนในองค์กรมากพอหรือไม่

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้เริ่มนำมาใช้ Data Anlaytic แต่ผู้นำมีวิสัยทัศน์เรื่อง Data อยู่ก่อนแล้ว ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่วิกฤตินี้จะทำให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นของการวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากหลายๆองค์กรคงมีประสบการณ์ที่จะต้องเรียกดูรายงานและการติดตามบ่อยขึ้น การใช้ Data Analytic ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ และมีข้อมูลสรุปที่สามารถตัดสินใจได้ทันที (Actionable) จะทำให้ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็น Business Users สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับ New Norm ได้

แต่หากธุรกิจใดที่ลงทุนกับ Data Analytics ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจได้ ก็น่าจะลองคิดใหม่ทำใหม่ มองหาสาเหตุของปัญหาว่าทำอย่างไรองค์กรถึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง เพราะทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา หรืออาจจะเลือกทางเลือกชะลอการลงทุน เพราะองค์กรยังไม่สามารถได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับที่ลงทุนไป และนำทรัพยากรมนุษย์ที่มีไปบริหารจัดการสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า

Q: โอกาสท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ในแง่ของการนำข้อมูลมาใช้ในธุรกิจ มีตัวอย่างใดบ้าง

ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้ องค์กรต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลหลายส่วน ทั้ง Small Data ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ในองค์กรเช่นด้านการเงิน ด้านลูกหนี้ การวิเคราะห์กระแสเงินสด การบริหารต้นทุน หรือการหาข้อมูลจากภายนอกที่จำเป็นต่อธุรกิจซึ่งปัจจุบันมี website หรือ API ของ platform ต่างๆให้เข้าถึงได้มากขึ้น เช่นข้อมูลงบการเงินของคู่ค้า จำนวนพนักงาน social listening ถึงเทรนด์ต่างๆ หรือปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงรายวัน เช่น สภาพอากาศ อัตราแลกเปลี่ยน ข้อมูลรายอุตสาหกรรม ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น Lead Scoring, Credit Scoring, Demand Forecasting หรือทำงานร่วมกับ Marketing Automation เพื่อทำให้การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องให้ผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้ตัดสินใจ เพื่อลดต้นทุน ควบคุมความเสี่ยง

นอกจากนั้น เรายังสามรถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ไปสร้าง New Product หรือ New Service เช่นการหาความต้องการของลูกค้า หรือการเข้าถึงลูกค้าที่ปรับตัวตาม New Normal ไปแล้วได้เร็วขึ้น เพราะรูปแบบสินค้าและบริการเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้แล้ว และคู่แข่งหรือคู่ค้า ก็อาจมีการปรับตัวส่งผลทางด้านบวกและด้านลบต่อเรา การมีข้อมูลและสังเกตุการเปลี่ยแปลงแบบรู้ Foresight จะทำให้เราวางแผนรับมือในอนาคตได้ในระยะยาว

Q: กลยุทธ์ที่ธุรกิจไทยสามารถเลือกใช้เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในจังหวะนี้คืออะไร

กลยุทธ์หลักๆ ปัจจุบันจะมี Cost Leadership, Differentiation และFocus แต่กลยุทธ์เหล่านี้มักใช้กับสภาวะที่เรารู้ตลาดที่แน่นอน มี Barrier to Entry ในธุรกิจของตนชัดเจน รู้เข้ารู้เรา แต่ในสภาวะนี้สิ่งที่เราไม่รู้ที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ Supplier

ดังนั้นในมุมมองผมกลยุทธ์ในจังหวะนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือกิจกรรมภายนอก เช่นการหา partner ใหม่ที่จะนำพาเราไปสู่ตลาดใหม่ได้มากขึ้น โดย synergy จุดแข็งซึ่งกันและกัน โดย partner ควรมีลักษณะตัดสินใจเร็ว หากสำเร็จ Scale ได้เร็วเพื่อได้ประโยชน์จาก First Mover Advantage, 2. การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ Redefine Value Proposition และ Business Model โดยอาจใช้รูปแบบ Multi-sides Busines model มากขึ้น เพื่อเช้าถึงตลาดได้เร็วและสร้างคุณค่าได้ระยะยาวจาก Ecosystem .

ส่วนกลยุทธ์ภายในจะต้องกลับมาวิเคราะห์ Five Force Model คือ Bargaining power ที่เรามีต่อลูกค้า คู่ค้า สินค้าทดแทน คู่แข่ง และตัวเราเอง ใหม่เพราะ COVID ทำให้สภาพต่างๆ เปลี่ยนไปมาก และเราจะต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ละเอียดด้วย BCG Matrix เช่น เราจะต้องวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์บริการ หรือ Business Unit ว่ากลุ่มใดเป็น Cash Cow, Dogs, Start เพื่อปรับสัดส่วนการควบคุมต้นทุน การลงทุน การประเมิน market growth ใหม่ และประเมิน market share ใหม่ รวมถึงการหาธุรกิจใหม่เพื่อสร้างโอกาสหลัง COVID จากจุดแข็งและพันธมิตรที่เรามีทั้งหมด

Q: อุปสรรคที่ธุรกิจไทยจะต้องเผชิญในการนำ Data มาสร้างคุณค่าใหม่ๆ มีอะไรบ้าง

ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่องค์กรไม่มีข้อมูล ข้อมูลใดๆ จะเล็กขนาดใด ก็มีความสำคัญ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ดำเนินการเก็บ ประมวลผลและรายงานผลกันอยู่ด้วยรูปแบบเดิม แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือมุมมองต่อประโยชน์ที่จะได้จากข้อมูล หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการใช้ประโยชน์จาก 1 แหล่งในหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถจัดการทรัยากรด้านบุคลากร ด้านการจัดการลูกค้า และด้านต่างๆ ได้ดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งจุดนี้ต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์และบริหารธุรกิจขั้นพื้นฐาน เช่นกฎ 80/20 เป็นต้น หลังจากนั้นองค์กรก็มักจะพบปัญหาเรื่องมี Data อยู่หลายแหล่ง กระจัดกระจาย องค์กรต้องรีบจัดการข้อมูลให้อยู่ในระบบ Digital Platform ที่ทุกคนที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรวมกันก็ได้ ให้แต่ละแผนกรับผิดชอบตัวชี้วัดทั้ง Leading Indicator และ Lacking Indicator ของตน หากทำส่วนนี้สำเร็จจึงสร้างทีมงานคอยบริหารจัดการข้อมูลหลายแหล่งให้สามารถดึงมาใช้ประโยชน์แบบองค์รวมกับแผนกที่เกี่ยวข้องกันใน Value Chain ของธุรกิจ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที มีระบบ Check and Balance

ในยุค COVID-19 นี้ที่จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี และมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างน้อย 1-2 ปีกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เราอยู่ในสถานการณ์ที่รอไม่ได้ ควรโฟกัสไปที่การวิเคราะห์นำประโยชน์จาก Data มาใช้เป็นลำดับแรก มากกว่าการมุ่งเน้นไปสร้างระบบ Data Warehouse ที่อาจต้องใช้เวลานาน การดึงข้อมูลมาใช้ให้รวดเร็วมากที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น และไม่ควรกังวลว่าข้อมูลนั้นยังไม่สมบูรณ์ 100 % เพราะมันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีข้อมูลใดๆ เลย หรือหากเราเป็น business users ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจข้อมูลมากที่สุด มักจะทราบดีว่า ข้อมูลอยู่ในขอบเขตที่อาจมี Error ตรงจุดไหน และเราก็จะพอประเมินได้ว่า Error ที่เกิดขึ้นนั้น ควรแก้ไขจุดไหนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดี โดยมี Concept ของการที่เราจะได้ผลลัพธ์จากการทำ Data Analytic ไม่ว่าจะเป็นกราฟ หรือ Dashboards หรืออื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจนำ Data มาใช้ได้ในทันที จากนั้นเมื่อองค์กรเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ประโยชน์ของ Data จึงเริ่มทำให้ข้อมูลเริ่มมีความถูกต้องมากขึ้นและมีการ update อย่าง real-time มากขึ้น หรือวางแผนในการทำ Data Management หรือ Data Catalog ให้องค์กรเป็น Data-Driven Organization

Q: เทคโนโลยีที่แนะนำให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้เบื้องต้นหรือศึกษาเอาไว้ในช่วงนี้ เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนและเตรียมตัวสำหรับอนาคต

ภาคธุรกิจควรศึกษาเรื่องของ Digital Technology และ Mind Set ใหม่ๆทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของ Digital Marketing หรือ MARTECH (Marketing Technology) เพราะมันจะเป็นตัวช่วยทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องผ่านระบบคนกลาง หรือระบบสื่ออื่นๆ เหมือนก่อน ทำให้เราเห็น Feedback และเก็บข้อมูลจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ต่อมาควรจะศึกษาเรื่องการใช้ Technology ที่ช่วยในการ Automate หรือ Automation ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Software เขียน Workflow หรือว่าการเขียน Process ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพวก Application ต่างๆ ซึ่ง ถ้าพัฒนา Application อาจจะไม่ทันการณ์ อาจจะต้องใช้ Platform สำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น RPA หรือพวก Low Code Programming หรือเครื่องมือ Digital Platform ต่างๆ เพื่อทำให้การเชื่อมโยงทุกอย่างเป็นไปในระบบ Automation มากขึ้น การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องใช้ mindset เรื่องการยอมให้ล้มเหลวได้ การเรียนรู้เป็นการทดลอง ลองให้รู้ว่ามันไม่เวิร์ค หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในเวลาอันสั้น เพื่อให้เราได้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น Culture ต่างๆ ในองค์กรก็ควร Set Zero ใหม่ในช่วงนี้เพื่อให้เกิดการปรับตัว และรองรับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้

เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่อง Data Analytic เราสามารถที่จะเก็บข้อมูลจากหลากหลายเเหล่ง และสามารถวิเคราะห์แยกส่วนหรือรวมส่วนก็ได้ วิเคราะห์ได้ตั้งเเต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เราควรจะต้องฝึกบุคลากรให้มีทักษะการวิเคราะห์ที่แม่นยำ โดยเฉพาะหากเรามีทรัพยากรที่จำกัด เราควรรู้ข้อมูลสำคัญ สามารถจัดลำดับและเลือกแก้ไขทำในสิ่งที่อาจจะเกิดความเสี่ยงมากที่สุดก่อน เป็นต้น และในการหาลูกค้าหรือในการใช้ทรัพยากร ควรพัฒนาความสามารถให้สามารถวิเคราห์ได้ต่อยอดจาก Descriptive ไปสู่การ วิเคราะห์แบบ Diagnostic, Cluster Analysis หรือ Predictive ในอนาคต

Q: อนาคตหลังยุค COVID-19 ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร และ คนทำงานควรจะมีทักษะใดบ้าง

หลังยุคโควิด ทุกธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปในที่ทิศทางต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง แต่เดิมธุรกิจของประเทศไทยส่วนใหญ่ ก็จะมี Revenue Stream ไม่กี่ทาง เพราะฉะนั้นการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ การพึ่งพาคู่ค้าหรือ Product เพียงไม่กี่ตัว มันทำให้เราอยู่บนความเสี่ยง เเต่พอโควิดมามันทำให้คู่ค้าใหญ่ของเราอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง และมีการปรับตัว ระวังความเสี่ยงมากขึ้น หรือการปรับตัว New normal ต่างๆ ซึ่งคนจะไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าและบริการที่จุดซื้อเเล้ว และมีพฤติกรรมหรือกำลังซื้อที่ลดลง สินค้าเราก็อาจจะกลายเป็น Nice to have ไป เพราะฉะนั้นในเเง่ของการปรับตัว เราก็จะต้องหาเเหล่งรายได้ใหม่ๆ คิดสินค้าเเละบริการใหม่ๆ หรือหา Partner ใหม่ๆเพื่อที่จับกลุ่มกับกลุ่มตลาดใหม่ๆ โดยการลดความเสี่ยงไปด้วย เช่นการทำการตลาดร่วมกัน เอาจุดแข็งมาช่วยกัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทดลองตลาดใหม่ๆ และหาความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นโอกาสในอนาคต อย่าทำเองทุกอย่างเพราะจะไม่ทันการ

วิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่เห็นผลเร็วกว่าการหาตลาดใหม่ คือการลดต้นทุน หรือการโฟกัส โดยเริ่มตั้งแต่การเข้าถึงลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง การที่ปรับโครงสร้างของต้นทุนต่างๆ ของบริษัท การวิเคราะห์และลดความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ทางตรง บางอย่างที่เคยซื้ออาจจะต้องเปลี่ยนเป็นเช่า หรือการเช่าสินทรัพย์ต่างๆ ที่เคยเช่าอยู่อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเช่าแบบแบ่งเวลา อย่างทรัพยากรมนุษย์ก็จะมี Concept ของ Gig Economy ก็คือว่าเราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำครับ พนักงานที่เรามีอาจจะเป็นพนักงานที่ไม่ได้ทำงานให้เราที่เดียว เเต่ทำงานให้เราเป็นชิ้นๆ และเราจ่ายเงินเมื่อต้องการผลของงานทำให้เรามีต้นทุนที่ลดลง

ส่วนเรื่องทักษะที่องค์กรต้องเตรียมตัว คือการปรับตัวครับ เรื่องใดที่เป็นจุดอ่อนเราควรปรับตัวไม่ให้เป็นจุดอ่อนครับ เช่น หลายๆคนบอกว่าภาษาอังกฤษ หรือ digital skill บางอย่าง เป็นจุดอ่อนถึงเวลาเเล้ว ที่จะต้องปรับตัว ต้องเรียนรู้ เพราะการหางานใหม่ ท่านอาจจะต้องมี Skill ที่เหมาะสมกับงาน ท่านอาจจะต้องไปสู่ตลาดต่างประเทศ หรืออาจจะต้องมี ลูกค้า หรือคู่ค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศมากขึ้น เเทนที่อาจจะซื้อเเต่คนไทย รวมถึงเรื่องของ Mindset อย่าง Growth Mindset หรือ Outward Mindset การหาความต้องการและพัฒนาสินค้าใหม่ อย่าง Design Thinking เพราะว่าปัจจุบันนี้ หลายๆอย่าง AI อาจจะมาทำงานแทนให้เราได้ครับ เเต่เรื่องการสังเกต การสร้างสรรค์ การพัฒนาความสัมพันธ์ หรือการสร้างนวัตกรรม ที่จะยังเป็นจุดแข็งของมนุษย์ต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-new-normal-data-driven-business-by-santisook-limpiticharoenchot-stelligence/

Leadership Vision: AI for Business in the New Normal บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ IBM Thailand

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลกนี้ AI จะเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างไร? และภาคธุรกิจจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ด้วย AI ได้อย่างไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “TechTalkThai Vision: AI for Business in the New Normal” บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณปฐมา จันทรักษ์

บริษัท: ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ตำแหน่ง: รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่

ประวัติโดยย่อ: คุณปฐมามีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการทำงานร่วมกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่าง Cloud, AI, Blockchain และ Analytics เข้าขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Transformation คุณปฐมาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ปัจจุบัน คุณปฐมาดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจ ในกลุ่มประเทศอินโดจีนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ:

Q: ขอทราบข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับการลงทุนใน AI ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19

โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยมี AI เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม

รายงานประจำปี 2561 โดย McKinsey Global Institute ระบุว่า AI จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16 หรือประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.2 และคาดว่าในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจต่างๆ อาจพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 หรืออาจสูงถึงร้อยละ 90

ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับ AI แต่ในโลกธุรกิจนั้น อัตราการนำ AI มาใช้จนถึงปี 2019 มีปริมาณลดลง แม้ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะเชื่อว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ล่าสุดพบว่ามีการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ถึงร้อยละ 20 แต่เมื่อเข้าสู่ปีนี้ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น “จุดเปลี่ยน” ของหลายองค์กร โดยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนดิสรัปชันที่ทรงพลังและโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องสร้างธุรกิจและเครือข่ายให้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมรับความท้าทายที่คาดไม่ถึงจากผลกระทบโควิด-19 และหันมาพัฒนาโซลูชันใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า ไม่เพียงเฉพาะสำหรับวันนี้ แต่ยังยาวไปถึงอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

วิกฤตการณ์ที่เรากำลังเผชิญทำให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีช่องโหว่อยู่หลายประการ และบริษัทหลายแห่งรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการนำ AI และสถาปัตยกรรม IT แบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวและฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทก่อนจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 5G และ Edge Computing เข้ามาใช้ โดยไอบีเอ็มมองว่าบริษัททุกแห่งจะกลายเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยใช้ AI ไม่ใช่เพราะว่าเป็นได้ แต่ต้องเป็น

Q: AI ช่วยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างได้หรือไม่

ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ลูกค้าทั่วโลกให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งไปได้ และสำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ไอบีเอ็มก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่บริษัททั่วโลก ในการนำบุคลากรและขีดความสามารถในด้านต่างๆ เข้าให้บริการในทุกที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา พนักงานไอบีเอ็มได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา คู่ค้า สถาบันวิชาการ องค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อทำสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นก็คือ การนำข้อมูล ความรู้ พลังในการประมวลผล และข้อมูลเชิงลึกมาใช้แก้ปัญหาซับซ้อนเหล่านี้

ไอบีเอ็มอยู่เบื้องหลังระบบที่สำคัญที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน โทรคมนาคม การเดินทาง การค้า การดูแลสุขภาพ หรือภาครัฐ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบบ mission-critical เหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมที่จะช่วยองค์กรให้เร่งฟื้นตัวและรับมือกับความปกติใหม่

ในการรับมือกับโควิด-19 ไอบีเอ็มเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ด้านได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ และการช่วยให้องค์กรปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • Watson Assistant for Citizens ซึ่งเป็น virtual agent ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพ และสถาบันการศึกษา สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่เชื่อถือได้ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยผนวกความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เข้ากับความสามารถขั้นสูงของ Watson Discovery ที่สามารถเข้าใจเจตนาและประเด็นคำถามของผู้ถาม และเลือกประเภทของคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อาทิ อาการของโรค การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ สถานที่ที่สามารถตรวจโรคโควิด-19 ได้ มาตรการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง หรือข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกําหนดฉุกเฉิน เป็นต้น

    การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสที่จะใช้ AI ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปจากคนจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ contact center หันมาเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ได้ โดยที่ผ่านมา Virtual AI Assistant สามารถตอบคำถามกว่าร้อยละ 80 ได้โดยอัตโนมัติ

    Watson Assistant for Citizens automates responses to frequently asked questions about COVID-19 on topics such as symptoms, testing and protective measures. (Credit: IBM)
  • การระดมขีดความสามารถในการประมวลผลกว่า 360 เพตะพล็อปส์ให้แก่นักวิจัย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาแยกตามพื้นที่ผ่านทาง The Weather Channel รวมถึงใช้ AI ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่านแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ข้อมูลเคสที่ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย โดยผู้ใช้สามารถดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในระดับประเทศ ภูมิภาค และเมือง

  • การสนับสนุนหน่วยงานวิจัยพัฒนา สถาบันทางการแพทย์ ตลอดจนโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังพัฒนายาต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยเปิดให้ใช้เครื่องมือ IBM Clinical Development (ICD) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเร่งการพัฒนาตัวยาสำหรับต้านไวรัส
  • การเปิดให้องค์กรไทยและผู้ที่ต้อง work from home เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ เทคโนโลยีรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ระดับ GB ที่แม้แต่เน็ตมือถือก็ไม่มีสะดุด เทคโนโลยีวิดีโอสตรีมมิงที่ใช้ความสามารถ text-to-speech และ image recognition ของ AI เข้ามาช่วย เทคโนโลยี MaaS360 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กร ป้องกันความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

Q: ในการนำ AI มาใช้นั้น ธุรกิจควรเริ่มตรงไหนและควรเริ่มอย่างไร

ในประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างก็พูดถึงมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ สถานการณ์ดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจและประเภทธุรกิจที่เราจะทำ มีบริษัทบางแห่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น AI มาใช้ในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ แต่บางแห่งไม่แน่ใจว่าควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวดีหรือไม่ ถ้ามองว่าการหันมาใช้ระบบดิจิทัลเป็นขั้นตอนหลักของการพลิกโฉมธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นทีละนิดเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญที่สุดและเหมาะกับการที่ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มใช้ระบบดิจิทัลหรือแม้แต่ทำให้ระบบดิจิทัลกลายเป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรต่อไป

ในงาน THINK 2020 คุณอาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็มได้กล่าวว่า “ไฮบริดคลาวด์และ AI จะเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน”

ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นเวนเดอร์รายเดียวที่มีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการ AI ได้ ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะได้รับการจัดเก็บไว้บน public cloud, private cloud, on premise หรือบนระบบ multicloud แบบไฮบริด

แม้บริษัทส่วนใหญ่จะมองว่า AI เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่การนำมาใช้จริงนั้นพบเห็นได้น้อย หลักๆ แล้วเป็นเพราะการขาดทักษะและบุคลากรด้าน AI และ data science รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีปริมาณมากแต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องขีดความสามารถของ AI เช่น สงสัยว่าการตัดสินใจของ AI จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีความเอนเอียงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือไม่ และมีความปลอดภัยหรือไม่ เป็นต้น

Q: ขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจควรลงทุนใน AI อย่างไร

โควิด-19 ได้พลิกรูปแบบการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายร้อยล้านทั่วโลก ทั้งยังผลักดันให้องค์กรทุกขนาดต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานแบบ remote ได้ การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ IT infrastructure ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหารด้านไอทีจะพยายามตามให้ทันนวัตกรรมดิจิทัลในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอย่างเช่นการเพิ่มปริมาณของข้อมูล การบริหารจัดการ multicloud การเพิ่มขีดความสามารถด้าน resiliency ให้กับองค์กร อาชญากรไซเบอร์ที่พัฒนาเทคนิคซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่ต้องทำหน้าที่ช่วยองค์กรของตนให้ฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว IBM Watson AIOps ซึ่งเป็นเครื่องมือและบริการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติของระบบไอทีได้อัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์และทำการตอบสนองต่อปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยองค์กรหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องทางไอทีที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง

Q: AI มีบทบาทอย่างไรต่อการเดินหน้าของธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโรคโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่อง digital economy การนำ AI เข้ามาใช้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ที่ผ่านมาได้มีองค์กรไทยหลายแห่งที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ อาทิ ในด้านการเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับไอบีเอ็มและกลุ่มมิตรผล ในการนำร่องพัฒนาแดชบอร์ดอัจฉริยะและแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชาวไร่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของอ้อย ความชื้นของดิน ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากโรคและศัตรูพืช การคาดการณ์ผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย (ซีซีเอส) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI, IoTและข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง ร่วมกับข้อมูลความสัมพันธ์เชิงเวลาและพื้นที่ (เช่น ภาพถ่ายพืชผลจากกล้องหลายช่วงคลื่นที่เก็บภาพมาจากดาวเทียมหลายตัว ข้อมูลดิน ข้อมูลแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศในรูปแบบดิจิทัล) ร่วมกับข้อมูลทางการเกษตร (เช่น สุขภาพของอ้อย ระดับความชื้นของดิน พยากรณ์ความเสี่ยงโรคและศัตรูพืช ปริมาณผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย)

ด้านการผลิต ที่ต่างประเทศได้นำระบบ predictive maintenance เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ที่อุปกรณ์สำคัญๆ ในโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่ง เช่น อุปกรณ์ gas turbine ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสูง เพื่อคาดการณ์โอกาสเสียหายหรือซ่อมบำรุงมากล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งทำให้ทางปตท. สามารถลดค่าเสียหายอันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดได้หลายร้อยล้านบาท

ในด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (SOC) เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ป่วย 1.1 ล้านราย โดยการนำเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะระดับโลก ช่วยสอดส่องและตรวจจับภัยคุกคามทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้ทีมซิเคียวริตี้ของโรงพยาบาลสามารถจัดการและตอบสนองต่อเหตุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ลง รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และกู้ระบบ ในกรณีที่มีเหตุด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เกิดขึ้น

IBM Cyber Security X-Force Command Center Cambridge, MA (John Mottern/Feature Photo Service for IBM)

หรือ INET ที่นำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอ มาใช้ในการแปลผลภาพเอ็กซเรย์ เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยนับพันรายในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนรังสีแพทย์และต้องส่งภาพเอ็กซเรย์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเพื่อแปลผลภาพเอ็กซเรย์ จนเป็นเหตุให้ต้องรอผลการวินิจฉัยนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจุบัน­มีการใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 75 แห่งทั่วประเทศ

Q: ผู้บริหารและทีมงานฝ่ายไอทีควรมีทักษะใดบ้างจึงจะใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในบริษัทที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือไม่ได้เน้นการให้ความสำคัญกับข้อมูล การเลือกโครงการที่จะดำเนินการทั่วทั้งองค์กรมักจะพบปัญหาการขาดแคลนทักษะและบุคลากรด้าน AI เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกธุรกิจที่พยายามจะนำ AI เข้ามาใช้จะเริ่มถกเถียงกันว่าควร “สร้างหรือซื้อ”
ประเด็นนี้มักเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบริษัทที่เห็นประโยชน์ของการนำ AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวนองค์กรที่ขาดแคลนทักษะด้าน AI นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตระหนักถึง AI และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การวิจัยของไอบีเอ็มระบุว่า องค์กรร้อยละ 37 มีความเชี่ยวชาญหรือความรู้ด้าน AI ในปริมาณจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก AI ถือว่าเป็นความรู้ที่ค่อนข้างใหม่ การจะดึงดูดให้พนักงานที่สามารถใช้ AI ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เข้ามาทำงานในองค์กร รวมถึงทำให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับองค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ธุรกิจต้องทราบว่าตนกำลังจะจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประเภทใด และจะประเมินชุดทักษะที่ต้องการได้อย่างไร

บริษัทที่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหลายทีมอยู่ตามหน่วยธุรกิจต่างๆ มักจะพบว่าทีมเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของขนาด ความสามารถ และทักษะ บางทีมต้องการนำ AI มาใช้ บางทีมไม่ต้องการ มักมีเพียงไม่กี่ทีมที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความต้องการทักษะด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ถ้าเป็นองค์กรที่ “เป็นเจ้าของ AI” งานของผู้บริหารดังกล่าวคือ (1) ช่วยให้ทีมงานเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และแชร์ความรู้ให้กันได้ และ (2) เพิ่มทักษะด้าน AI ให้ผู้ที่มีความสามารถ ในบางครั้งอาจต้องจ้างหรือเฟ้นหา แต่บางครั้งก็ต้องใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากภายนอกองค์กร ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI บริษัทหลายแห่งจะใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากที่อื่นๆ เช่น ห้องทดลองของมหาวิทยาลัย โอเพ่นซอร์สคอมมูนิตี้ งาน Hackathn ต่างๆ รวมถึงแหล่งเพาะธุรกิจและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

IBM AI Skills Academy เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และคอยให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรที่ต้องการนำ AI มาใช้ ทั้งในแง่ขั้นตอนในการระบุถึงโอกาสจากการใช้ AI การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ที่จะทำโดยพิจารณาจากคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ หลักสูตรการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างในทักษะด้าน AI เป็นต้น

ในประเทศไทย ไอบีเอ็ม เอไอเอส ไมเนอร์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT และ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิชาการ และเปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษาได้สัมผัสกับ ‘ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา’ (new collar) ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการบริการ ในรูปแบบโปรแกรมการเรียน 5 ปี และเน้นการศึกษาในสายอาชีวศึกษา โดยนักศึกษาที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรขั้นสูงตามสาขาที่เรียน นักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็มและพันธมิตรภาคธุรกิจที่เข้าร่วม ทั้งในแง่การแนะแนวจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและด้านธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่างๆ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริง และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่ครอบคลุมถึงทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 อาทิ วิทยาศาสตร์ข้อมูล อนาไลติกส์ ดีไซน์ธิงค์กิง อไจล์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-business-in-the-new-normal-by-patama-chantaruck-ibm-thailand/