คลังเก็บป้ายกำกับ: LAW

ไมโครซอฟท์จับมือสมาคมสื่อยุโรป เสนอกฎหมายแพลตฟอร์มจ่ายเงินสื่อแบบออสเตรเลีย

ประเด็นเรื่องกฎหมายสื่อ News Media Bargaining Code ของออสเตรเลีย จบลงด้วยรัฐบาลออสเตรเลียยอมถอย ปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่ประเด็นเรื่องแพลตฟอร์มควรจ่ายเงินให้สื่อยังไม่จบลงง่ายๆ

ไมโครซอฟท์ที่แสดงท่าทีมาตลอดว่า “พร้อมจ่าย” ไปคุยกับสมาคมสื่อในยุโรปหลายแห่ง และออกมาเรียกร้องให้ยุโรปออกกฎหมายลักษณะเดียวกับออสเตรเลียบ้างเช่นกัน

สมาคมสื่อที่ไมโครซอฟท์ไปผนึกกำลังด้วย ได้แก่ European Publishers Council (EPC), News Media Europe (NME), European Newspaper Publisher’s Association (ENPA), European Magazine Media Association (EMMA) โดยทั้งหมดจะร่วมกันพัฒนาโซลูชันให้สื่อได้รับเงินจากบริษัทเทคโนโลยี ที่ใช้กฎหมายของออสเตรเลียเป็นต้นแบบ

ยุโรปเองเพิ่งมีกฎหมาย EU Digital Single Market Copyright Directive ที่ยกระดับเรื่องลิขสิทธิ์ในยุคออนไลน์ที่แพลตฟอร์มมีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2021 และกลุ่มของไมโครซอฟท์ในรอบนี้ก็ออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต่างๆ ผลักดันกฎหมายของตัวเองตามแนวทางนี้

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/121348

ออสเตรเลียยอมปรับกฎหมายสื่อ เฟซบุ๊กเตรียมกู้คืนการมองเห็นและแชร์ข่าวให้ผู้ใช้ในประเทศ

จากประเด็นเฟซบุ๊กตอบโต้กฎหมายใหม่ออสเตรเลียด้วยการบล็อกการมองเห็นและแชร์ข่าวแก่ผู้ใช้งานในประเทศ ล่าสุด เฟซบุ๊กบอกจะกู้การมองเห็นให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะได้เจรจากับรัฐบาลออสเตรเลียแล้วและได้ผลที่น่าพอใจ โดยรัฐบาลยอมปรับกฎหมายและรับฟังข้อกังวลของแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น

Josh Frydenberg รัฐมนตรีกระทรวงการคลังออสเตรเลียบอกว่า มีการปรับกฎหมายเพื่อให้ความชัดเจนเพิ่มเติมแก่ทั้งฝ่ายแพลตฟอร์ม และฝ่ายธุรกิจข่าว โดยจะเพิ่มระยะเวลาไกล่เกลี่ย 2 เดือน ในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มและสื่อ ก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทั้งเฟซบุ๊ก และ Frydenberg ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะปรับกฎหมายข้อไหน และรายละเอียดทำข้อตกลงระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อมีอะไรบ้าง

จากการถูกบล็อกข่าว ส่งผลให้ทราฟิกเว็บข่าวออสเตรเลียหายไปราว 20% น่าสนใจว่าการปรับกฎหมายจะส่งผลดีต่อกูเกิลที่ยอมปฏิบัติตามกฎใหม่ด้วยหรือไม่

ที่มา – TechCrunch, เฟซบุ๊ก

from:https://www.blognone.com/node/121331

กฎหมาย e-Service บังคับใช้แล้ว | Google, YouTube, Facebook, และทุกบริการจากต่างชาติ ต้องเสียภาษีเข้าประเทศจริงๆ(สักที)

ถือว่าเป็นอีกความเคลื่อนไหวสำคัญในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Tech Giants ต่างชาติทั้งหลายที่เข้ามามีบทบาทต่อผู้บริโภคชาวไทย ครั้งนี้เป็นกฎหมายการจัดเก็บภาษีจากการให้บริการของแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมี Apple – Google – Facebook – Netflix – LINE เข้าคิวเสีย VAT เป็นปีแรก สรรพากรเล็งจัดเก็บรายได้เข้ารัฐกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนฝั่งผู้บริโภคยังต้องจับตาต่อไปว่าสุดท้ายจะรับภาระเสียค่าบริการสูงขึ้นด้วยหรือไม่

จากที่ก่อนหน้านี้เพียงราว ๆ ครึ่งปีที่ผ่านมานี้เอง ทางครม. ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายการจัดเก็บภาษีประเภท VAT จากบรรดาผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “กฎหมายภาษี e-Service” จนเกิดเป็นกระแสฮือฮากันไปทั่วโดยเฉพาะสำหรับบรรดาชาวเน็ตไทยทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ล่าสุดกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วผ่านในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 นี้เอง โดยจะเริ่มมีผลบังคับจัดเก็บภาษีจากรายได้ทั้งหมดของผู้ให้บริการกลุ่มดังกล่าวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป เบื้องต้นสรรพากรประเมินอาจทำรายได้เข้ารัฐในปีแรกได้สูงถึงราว ๆ 5,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

สาระสำคัญ e-Service | มุ่งเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศที่ทำรายได้จากคนไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

สำหรับกฎหมายภาษี e-Service ฉบับนี้ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้เพื่อนำรายได้มาคำนวณตั้งแต่ช่วงกลางปี 2564 นี้เป็นต้นไป ระบุเอาไว้ว่า “ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มอิเล็กทรกนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศที่มีรายได้จากการประกอบการในประเทศไทย ซึ่งมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนสำหรับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต่อสรรพากรในอัตรา 7%” ซึ่งโดยสรุปแล้ว เราสามารถจำแนกประเภทของผู้ให้บริการต่าง ๆ ใต้บังคับของกฎหมาย e-Service ของไทยได้ดังนี้

  • บริการ Streaming ที่มีรายได้จากค่าบริการ (เช่น Netflix – Spotify)
  • บริการให้ดาวน์โหลดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (หนัง เกมส์ เพลง แอป ฯ หรือแม้แต่ LINE Sticker Store)
  • แพลตฟอร์มสำหรับการให้บริการ หรือเป็นตัวกลางส่งมอบบริการอิเล็กทรอนิกส์และชำระค่าบริการ (เช่น App Store – Play Store)
  • แพลตฟอร์ม/บริการประเภทใด ๆ ที่มีรายได้จากการให้พื้นที่ หรือบริหารจัดการพื้นที่โฆษณาออนไลน์ (เช่น Google – Facebook – LINE – TikTok)

โดยหลักการ e-Service คือเพิ่มรายได้เข้ารัฐ – แต่มาพร้อมความกังวลรายย่อย ค้าขายออนไลน์ และการผลักภาระให้ผู้บริโภคจ่ายแทน

ถึงแม้โดยหลักการแล้วเราจะเห็นว่าภาษี e-Service นี้เป็นเรื่องที่ดีมากกว่าลบอย่างแน่นอน เพราะเป็นเครื่องมือในการช่วยภาครัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยยะสำคัญเพราะผู้บริโภคในโลกดิจิทัลของไทยนั้นมีการใช้บริการและพึ่งพาบรรดา Tech Giants ต่างชาติสูงมาก ๆ เงินหมุนเวียนในระบบที่เกิดจากคนไทยย่อมต้องสูงตาม แต่อย่างไรก็ตาม การประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ก็สร้างความกังวลให้ชาวเน็ตไทยอยู่ไม่น้อยทีเดียว

เรื่องแรกก่อนเลยคือ มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้ให้บริการรายย่อย หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ชาวไทยที่ใช้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้เป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายหรือสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จะไม่อยู่ภายใต้บังคับของภาษีชุดนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มไทย ผู้ให้บริการไทย หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องเสียภาษีนะครับ เพราะการมีรายได้ในฐานะบุคคลสัญชาติไทย ไม่ว่าคุณจะเป็น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หรือผู้ให้บริการสัญชาติไทย ทำธุรกิจในเมืองไทย ยังไงก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้วโดยไม่เกี่ยวกับภาษี e-Service ฉบับนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นความน่ากังวลซึ่งดูจะเป็นผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จริงมากกว่าจากการบังคับใช้ภาษี e-Service ฉบับนี้คือ การผลักภาระทางภาษีให้แก่ผู้บริโภคหรือชาวเน็ตไทยซึ่งไม่อาจควบคุมได้เลย ตัวอย่างเช่น หากบริการสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Netflix เล็งเห็นว่าการต้องเสียภาษีจากการให้บริการแก่ผู้บริโภคไทยนั้นจะทำให้พวกเขาเสียรายได้ ทางแก้ที่ง่ายที่สุดก็คือเพิ่มค่าบริการขึ้นไปอีกในสัดส่วน 7 – 10% เพื่อให้ครอบคลุมอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียจากการให้บริการในไทยนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่เป็นผลดีต่อชาวเน็ตอย่างพวกเราแน่นอน

แต่ในทางกลับกันการที่บริษัทต่างชาติเหล่านี้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในประเทศเรา แต่กลับไม่ต้องเสีย VAT หรือเสียภาษีอย่างที่ผู้ประกอบการไทยต้องเสีย มันก็ดูจะไม่แฟร์กับคนไทยอย่างเราๆอีกเช่นกัน โดยจำนวนประเทศชาติต้องเสียโอกาสจัดเก็บไป ถ้าตัวเลขเป็นไปตามที่ประเมินก็สูงถึงหลักหลายพันล้านบาท หากถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศ “อย่างเหมาะสม” มันก็ทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นได้มากเช่นเดียวกัน

 

 

อ่านเพิ่มเติม: Tech Gianst ไม่เสียภาษี ? ทำไมทำได้ ? ประเทศต่าง ๆ ยอม ?

อ้างอิง: Prachachat | Ratchakitcha

from:https://droidsans.com/e-service-tax-thailand-effective-on-2021/

สรรพากรออกกฎหมาย e-Service ผู้ให้บริการ-แพลตฟอร์มต่างประเทศต้องเสีย VAT ในไทย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) ตามที่กรมสรรพากรเสนอ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “กฎหมาย e-Service”

เนื้อหาสำคัญของกฎหมาย e-Service คือเพิ่มนิยามของ

  • บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ บริการซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง ที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งลักษณะของบริการเป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ โดยบริการดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้หากปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศ (เช่น หนัง เพลง เกม สติ๊กเกอร์)
  • อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม ตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการอื่นใดที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการ (เช่น Google Facebook LINE Netflix)

จากนั้นได้กำหนดให้ ผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่ม (บริการ/แพลตฟอร์ม) จากต่างประเทศ ที่ให้บริการดังกล่าวในราชอาณาจักรไทยต่อผู้ใช้ในไทยที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยด้วย

กฎหมายนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา 10 กุมภาพันธ์ 2564 และมีผลบังคับใช้ 1 กันยายน 2564

No Description

No Description

No Description

ที่มา – กรมสรรพากร, กรมสรรพากร (2)

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121176

กูเกิลงานเข้า ยุโรปกำลังหาช่องทางบังคับแพลตฟอร์มจ่ายเงินให้สำนักข่าวเหมือนออสเตรเลีย

คณะนิติบัญญัติของสหภาพยุโรปที่ทำงานเกี่ยวกับร่างกฎระเบียบด้านดิจิทัลของยุโรป 2 ฉบับคือ Digital Services Act (DSA) และ Digital Markets Act (DMA) เผยกับ Financial Times เล็งจะนำร่างกฎหมายของออสเตรเลียหรือ News Media Bargaining Code กฎหมายจ่ายเงินให้สำนักข่าวที่แสดงเนื้อหาบนแพลตฟอร์มมาปรับใช้ ด้วยเห็นว่าเป็นช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสำนักข่าวและผู้ผลิตเนื้อหา

Alex Saliba หนึ่งในสมาชิกสภายุโรป กล่าวว่าแนวทางของออสเตรเลียที่มีต่อ Google และ Facebook นั้นสามารถจัดการกับความไม่สมดุลของอำนาจระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลและผู้ผลิตเนื้อหาได้ ด้าน Andrus Ansip สมาชิกสภายุโรปชาวเอสโตเนีย และมีบทบาทในกฎหมายลิขสิทธิ์ ระบุว่า ลิขสิทธิ์ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ผู้ผลิตเนื้อหา และได้รับรู้ด้วยว่ากระบวนการนี้กำลังเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ยังเปิดรับต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ มี่จะเกิดขึ้น และต้องดูรายละเอียดของกฎหมาย DSA ให้ชัดเจนขึ้นอีก

กูเกิลบอกว่ากฎหมายยุโรปมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสมดุลที่เหมาะสมระหว่างผู้เผยแพร่เนื้อหาและแพลตฟอร์ม ผู้ใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้จากเว็บไซต์ต่างๆ เรายินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการสื่อสารมวลชนต่อไปและเรากำลังทำเช่นนั้นทั่วโลก เห็นได้จาก Google News Showcase ที่จ่ายเงินให้ผู้ผลิตเนื้อหาระยะยาว 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Facebook ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด

ที่ผ่านมา กูเกิลค้านกฎหมาย News Media Bargaining Code ของออสเตรเลียมาตลอด บอกว่ากฎหมายจะทำร้ายบริการฟรี และทำร้ายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และยังขู่จะนำบริการค้นหาออกจากออสเตรเลียด้วย

ที่มา – Financial Times

from:https://www.blognone.com/node/121108

ศาลอังกฤษตัดสินข้อมูลในแรมคือ Data at Rest ไม่ใช่ Data in Transit

ศาลอังกฤษและเวลส์วินิจฉัยว่าข้อมูลที่อยู่ในแรมนั้นเป็น data at rest หรือข้อมูลที่อยู่ในเครื่อง หลังทางตำรวจต้องสู้คดีกับผู้ต้องสงสัยเนื่องจากตรวจค้นโทรศัพท์โดยใช้หมายค้นอุปกรณ์

ข้อมูลในคอมพิวเตอร์และการสื่อสารนั้น มีการแบ่งประเภทตามช่วงเวลาใช้งานเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ข้อมูลขณะจัดเก็บ (data at rest) และข้อมูลขณะส่งต่อ (data in transit) ซึ่งมักมีข้อบังคับตามอุตสาหกรรมและกฎหมายต่างๆ ที่ต่างกัน เช่น บางอุตสาหกรรมอาจจะบังคับเข้ารหัส data in transit อย่างเดียว หรือบางอุตสาหกรรมต้องเข้ารหัสทั้งสองอย่าง

ในกรณีนี้กฎหมายอาชญากรรมของสหราชอาณาจักร การเข้าตรวจค้นข้อมูลนั้นมีการแบ่งแยกประเภทกัน โดยหากต้องการค้น data at rest ต้องขอหมายค้น Targeted Equipment Interference (TEI) ขณะที่หากต้องการ data in transit ต้องขอหมาย Targeted Interception (TI)

คดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรเข้าตรวจค้นโทรศัพท์ EncroChat ของผู้ต้องสงสัย และกวาดข้อมูลออกจากแรมในโทรศัพท์ โดยขอหมาย TEI สำหรับตรวจค้นอุปกรณ์ แล้วติดตั้งมัลแวร์ลงในโทรศัพท์เพื่อให้ส่งข้อความที่ผู้ต้องหาแชตกับผู้อื่น

ที่มา – The Register

No Description

ภาพโดย geralt

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121098

Facebook โจมตีนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple ว่าจะสร้างความเสียหายต่อ SMEs และ Free Internet

หลังจากที่ Apple ได้ประกาศนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่ที่กำลังจะนำมาบังคับใช้บน iOS 14 ภายในช่วงปี 2021 ที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งจะมีการจัดระเบียบพร้อมจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS ทั้งหมด และนโยบายนี้ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจของ Facebook และบรรดานักพัฒนา Apps ทั้งหลายที่พึ่งพารายได้จากค่าโฆษณา งานนี้ Facebook ออกตัวแรงโจมตี Apple ผ่านสื่อชื่อดังว่า iOS 14 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศ Free Internet และดึงรายได้จากนักพัฒนารายย่อยเข้าสู่ Apple’s Ecosystem ทั้งหมด ไม่แบ่งใคร !

นโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่บน iOS 14 ที่เหมือนจะดี แต่นักพัฒนา (และ Facebook) เหมือนจะรับไม่ไหว

ก่อนหน้านี้ Apple ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวด้านข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) ครั้งใหญ่บน iOS 14 ซึ่งเป็นการจำกัดการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้อุปกรณ์ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขั้นตอนการขออนุญาต (Consent) จากผู้บริโภคสำหรับการจัดเก็บข้อมูลผ่าน IDFA ซึ่งเป็นเสมือนรหัสประจำตัวของประชากร Apple ที่เพิ่มความแม่นยำทางด้านข้อมูลภายใน Ecosystem ของ Apple เพื่อการนำเสนอโฆษณาและบริการที่แม่นยำของบรรดาผู้ประกอบการทั้งหลาย

ซึ่งการปรับนโยบายจำกัดการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวก็ไปจี้จุดสำคัญที่เป็นเสมือนรายได้หลักของนักพัฒนา App แบบฟรีทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเจ้าพ่อโฆษณาดิจิทัลของชาวโลกอย่าง Facebook เพราะล้วนแต่ทำรายได้จากโฆษณา และรวมไปถึงการสนับสนุนข้อมูลผู้บริโภคที่แม่นยำมากขึ้นจากพฤติกรรมการใช้งานบนแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ นั่นเอง ทำให้ก่อนหน้านี้ทาง Facebook ละเหล่านักพัฒนาทั่วโลกต่างออกมาโจมตีนโยบายนี้ว่าเป็นการปรับที่ฉับพลันเกินไป ซึ่งกดดันให้ทาง Apple เองถึงต้องประกาศเลื่อนการบังคับใช้ออกไปก่อนหน้านี้ โดยจะกลับมาบังคับใช้จริงภายในปี 2021 เพื่อให้นักพัฒนาทั้งหลายได้ปรับตัวกันก่อนนั่นเอง

อย่างไรก็ตามทาง Apple เองก็ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการออกมาชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่า นโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS ล้วน ๆ ไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะ Apple คำนึงถึงความสำคัญในพื้นที่ส่วนบุคคลที่โลกอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนใช้ประโยชน์เพื่อทำความรู้จักผู้บริโภคมานานและมากเกินไป ซึ่งนโยบายนี้ยังสอดรับกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั่วโลกที่ทยอยบังคับกันอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย (ของไทยก็มี พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ประกาศใช้ไปแล้ว… แต่เลื่อนออกไปก่อน เช่นกัน 😥 )

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายนี้ และอธิบาย IDFA: iOS 14 ปรับนโยบายความเป็นส่วนตัว จ่อทำรายได้โฆษณาของ Facebook หาย 50%

Facebook เล่นใหญ่ ! เปิดหน้าโจมตีนโยบาย Apple จะทำลายทั้งความหวัง – รายได้ของ SMEs และโลก Free Internet

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจาก Facebook ที่เล่นแสบขอซื้อพื้นที่เต็ม 1 หน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง 3 เจ้าอย่าง The Wall Street Journal – New York Times และ The Washington Post เป็นเวลาติดต่อกัน 2 วันเพื่อประณาม Apple โดยใช้พาดหัวสุดแสบสันในวันแรกว่า “เราขอยืนหยัดคัดค้าน Apple เพื่อบรรดาธุรกิจรายย่อยทั้งหลาย” และในวันที่ 2 ว่า “Apple vs. the free internet” ซึ่งเนื้อหาจะเป็นไปตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่อยู่บนเว็บประชาสัมพันธ์ FB Newsroom

Facebook แถลงการณ์ผ่าน Newsroom ว่า Facebook จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างธุรกิจรายย่อยทั้งหลายสำหรับการต่อสู้กับกฎใหม่ของ Apple ที่ไม่ใช่ความพยายามปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอะไร แต่เป็นการหาประโยชน์แบบผูกขาดจากการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง iOS หลังจากที่ล่อลวงนักพัฒนามือดี องค์กรทั้งหลายมาอยู่ใน Ecosystem ของพวกเขาไปแล้ว โดยแถลงการณ์แบ่งเหตุผลออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

  • Apple กำลังพยายามสร้างเงื่อนไขผ่านนโยบายส่วนบุคคลใหม่นี้ การบังคับใช้ App Tracking Transparency (ซึ่งทำให้การขอเก็บข้อมูลผู้ใช้งานยากขึ้น) – สิ่งนี้คือเพื่อผลกำไร ไม่ใช่ความเป็นส่วนตัวใด ๆ | พวกเขากำลังฝืนบังคับให้นักพัฒนามือดีทั้งหลายจำเป็นต้องเข้าสู่รูปแบบการสร้างรายได้ผ่าน Subscription หรือ In-app Payment มากกว่าให้ใช้ฟรีแต่ได้เงินโฆษณา เพราะรูปแบบใหม่นี้ Apple ก็เพิ่มรายได้ให้ตัวเอง นักพัฒนาต้องเลือกว่าพวกเขาจะปรับหรือออกจากการแข่งขันไปเลย

  • Apple กำลังทำร้ายบรรดาธุรกิจรายย่อยและสื่อมัลติมีเดียทั้งหลายที่ก็ย่ำแย่อยู่แล้วจากผลของโรคระบาด และต้องพึ่งพาความพิเศษของการตลาดดิจิทัล | การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการระบบโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เพราะจากการศึกษาของ Facebook พบว่า การที่องค์กรจะไม่สามารถทำการตลาดแบบ Personalized ได้ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป การบริหารจัดการโฆษณาบน iOS อาจทำให้รายได้ขององค์กรจากการขายสินค้า – บริการได้ประสบความสำเร็จนั้นหายไปกว่า 60% เราไม่เคยคาดคิดเลยว่าความเปลี่ยนแปลงบน iOS 14 อาจถึงขนาดทำให้การทำการตลาดแบบ Personalization หายไปในชั่วพริบตา
  • Apple เองก็ไม่ปฏิบัติตามกฎใหม่ | ระบบ Personalized Ads ของ Apple เองที่มีอยู่ในทุกอุปกรณ์ iOS นั้น จะไม่ได้ถูกบังคับอยู่ภายใต้นโยบายเดียวกันนี้ของ iOS 14 (เพราะอยู่บนระบบปฏิบัติการโดยตรง ไม่ใช่อยู่ภายใต้การทำงานของ Apps)
  • แม้เราไม่เห็นด้วยโดยสิ้นเชิงต่อนโยบายของ Apple แต่เราก็ไม่มีทางเลือกในตอนนี้นอกจากการปฏิบัติตามและปรับตัว | และหากเราไม่ทำตาม อาจต้องรับผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้จากการลงโทษของ Apple ซึ่งอาจส่งผลเสียมากกว่าที่เป็นอยู่ต่อชุมชนของ Facebook และเหล่าธุรกิจรายย่อยที่พึ่งพาเรา เราไม่อาจแบกรับความเสี่ยงนั้นได้

จะเห็นว่า Facebook มองนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่นี้เป็นการบ่อนทำลายความหวังของธุรกิจรายย่อย (ที่อาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ทำการตลาด และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง) แย่งชิงพื้นที่รายได้ของนักพัฒนา App รายย่อยที่อาศัยรายได้จากการโฆษณา และรวมไปถึงบ่อนทำลายชุมชนการตลาดดิจิทัลที่ Facebook มอบให้โลกใบนี้ผ่านอุดมคติแบบ Free Internet (คำนี้อธิบายแทนโลกยุคดิจิทัลที่บริการต่าง ๆ มักจะฟรีและมีคุณภาพได้ เพราะพวกเขาใช้ประโยชน์จากข้อมูลบุคคลเป็นการแลกเปลี่ยน เพื่อให้โลกอินเทอร์เน็ตยังคงฟรีได้อยู่นั่นเอง)

 

อ้างอิง: FB Newsroom | The Verge | BBC

from:https://droidsans.com/facebook-official-takes-on-apples-privacy-policy-that-may-destroy-smes-and-free-internet/

ลดอำนาจผูกขาด… Facebook อาจถูกรัฐบาลสหรัฐ ฯ บังคับให้ขาย Instagram และ WhatsApp ทิ้ง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทาง Facebook นั้นถูกรัฐบาลกลางสหรัฐ ฯ ตั้งข้อกล่าวหาในประเด็นการผูกขาดทางการค้ามาตลอด ล่าสุดก็มีประเด็นร้อนส่งท้ายปีเพิ่มขึ้นมาให้ปวดหัวอีกเรื่อง หลังทางคณะกรรมาธิการการค้า หรือ FTC (Federal Trade Commission) ของสหรัฐ ฯ ยื่นเรื่องดำเนินคดีแก่ Facebook เพื่อบังคับให้ขาย Instagram กับ WhatsApp ออกไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายลดอำนาจการผูกขาดตลาดธุรกิจ Social Media Platform ทั้งหลายอย่างที่ Facebook ถูกกล่าวหามาตลอดในช่วงหลายปีมานี้

FTC ฟ้องศาล บังคับขายกิจการ – ปรับโครงสร้างหวังลดอำนาจผูกขาดของ Facebook ที่มีทั้ง Instagram และ WhatsApp อยู่ในมือ

คณะกรรมาธิการการค้า (FTC) ได้ทำการยื่นเรื่องฟ้องร้อง Facebook ต่อศาลยุติธรรมกลางของสหรัฐ ฯ ในช่วงวันพุธที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ฯ โดยเรียกร้องให้ศาลมีคำสั่ง Force Sell หรือ “บังคับขาย” Instagram และ WhatsApp ให้เป็นอิสระจากเครือ Facebook Inc. หรือก็คือบังคับขายจนไม่เหลือสถานะความเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกต่อไปนั่นเอง

Facebook นั้นคงสภาพความผูกขาดการให้บริการเอาไว้โดยการเข้าซื้อกิจการที่มีลักษณะเป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงเอาไว้ โดยเฉพาะกลุ่มบริการ Social Media ที่มีรูปแบบหรือศักยภาพในระดับที่ Facebook ไม่สามารถทำได้ หรือไม่สามารถเทียบเท่าได้ ซึ่งการพิจารณาเข้าซื้อกิจการด้วยเหตุดังกล่าวของ Facebook ย่อมเป็นความพยายามผูกขาด ลดการแข่งขัน – คำแถลงของคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลสหรัฐ ฯ

โดยเบื้องต้นหากการฟ้องร้องนี้เป็นผล อาจทำให้ Facebook ต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อลดอำนาจผูกขาดเหนือตลาด (Antitrust) ซึ่งหมายรวมถึงการถูกบังคับให้ขายทั้ง Instagram และ WhatsApp ที่ Facebook Inc. เป็นเจ้าของอยู่ออกไปอย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่ Facebook เองลงทุนไปมหาศาลร่วม 600,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2012 เพื่อเข้าซื้อกิจการทั้ง 2 มาปลุกปั้นและพัฒนาจนประสบความสำเร็จในระดับโลกได้อย่างในปัจจุบัน

ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกคือ ในคดีนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากคณะอัยการสูงสุดของ 48 มลรัฐร่วมเข้าชื่อในคำร้องนี้ด้วย หลังจากที่สภาผู้แทนของสหรัฐ ฯ เองก็ล้วนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า Tech Giants อย่างเช่น Facebook นั้นมีอำนาจเหนือตลาดมากเกินไป ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้พวกเขากลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีโลกอยู่ในเวลานี้ก็ตาม

ความพยายามครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ Facebook เพียงรายเดียว แต่เป็นการคุ้มครองพื้นที่การสรรค์สร้างนวัตกรรมให้คงอยู่ได้ในสหรัฐ ฯ เพราะนโยบายของ Facebook ตลอดหลายปีมานี้ ไม่ต่างอะไรกับการบดขยี้ บีบคอไม่ให้ผู้เล่นรายใหม่ใน Tech Industry ได้มีโอกาสหายใจได้เลย – Letitia James | อัยการสูงสุดมลรัฐนิวยอร์ค

Facebook แถลงไม่ไว้หน้า ! บอกตอนซื้อถูกกฎหมาย แต่พอประสบความสำเร็จกลับต้องถูกลงโทษ

ฝั่ง CEO หนุ่ม Mark Zuckerberg กับทีมผู้บริหารระดับสูงของ Facebook Inc. ที่ดูเหมือนจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในทุก ๆ ความเคลื่อนไหวก็ไม่อยู่เฉย งานนี้ออกโรงชี้แจงต่อสาธารณะว่า การเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของพวกเขานั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยเฉพาะ FTC เองคือหน่วยงานที่ตรวจสอบและอนุญาตให้พวกเขาเข้าซื้อ Instagram และ WhatsApp ได้เอง แต่พอแพลตฟอร์มทั้ง 3 (Facebook – Instagram – WhatsApp) เติบโตอย่างก้าวกระโดดและส่งเสริมกันและกันได้เป็นอย่างดีกลับถูกภาครัฐตั้งคำถาม นี่มันกลั่นแกล้งกันชัด ๆ !

หลายปีให้หลังจากที่ FTC เห็นชอบการเข้าซื้อกิจการของพวกเขา อยู่ดี ๆ รัฐบาลก็อยากที่จะยกเรื่องนี้กลับมาทำลาย Ecosystem ที่เราสร้างขึ้นมา โดยไม่สนใจผลกระทบที่อาจเกิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงกว้างโดยเฉพาะผู้คนที่เลือกใช้บริการของเราทั่วโลกในทุก ๆ วัน – คำแถลงการณ์เบื้องต้นจาก Facebook Inc.

อันที่จริงการดำเนินการครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่เซอร์ไพรส์ Facebook มากนักหลังจากที่แหล่งข่าวของ CNBC รายงานว่า Zuckerberg เคยกล่าวในที่ประชุมกับพนักงานของ Facebook Inc. เอาไว้ หลังจากที่เริ่มถูกตั้งคำถามประเด็น Antitrust หรือการผูกขาดทางการค้า โดยเขาบอกว่า “ผมพนันเลยว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาคดีความจากภาครัฐ และผมก็พนันได้เลยว่าพวกเราจะชนะคดี (เพราะทุกอย่างที่เป็นประเด็นนั้นได้ทำลงไปผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากภาครัฐเอง)”

อ่านเพิ่มเติม: จับประเด็นร้อน เมื่อซีอีโอของ Amazon – Apple – Facebook – Google ถูกเรียกไต่สวนข้อหาผูกขาดการค้า (Antitrust) | DroidSans

 

อ้างอิง: NBC News | Reuters

from:https://droidsans.com/ftc-and-46-states-file-lawsuit-on-facebook-to-force-sell-instagram-whatsapp/

สื่ออาหรับเผย ตุรกีสั่ง Google เปลี่ยนนโยบายโฆษณาใน 6 เดือนด้วยเหตุบิดเบือนผลการค้นหา

Arab News รายงานว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของตุรกี หรือ Turkey’s Competition Board ให้เวลา Google หกเดือนในการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การโฆษณา ที่คนซื้อโฆษณาเท่านั้นถึงจะได้อยู่บนสุดของผลการค้นหา เป็นการกีดกันธุรกิจอื่น

แม้โทษปรับจะไม่สูง เมื่อเทียบกับรายได้ที่ Google ได้จากค่าโฆษณาในแต่ปี (ค่าปรับ 25.6 ล้านดอลลาร์) แต่ความท้าทายคือเงื่อนไขเวลาที่ตุรกีกำหนดให้คือ 6 เดือน ซึ่งหาก Google ไม่ยอมปรับเปลี่ยน ก็อาจเสี่ยงที่จะถูกแบนในตุรกี ซึ่งมีนโยบายปิดกั้นเซนเซอร์อินเทอร์เน็ตสูง โดย Google มีเวลา 60 วันในการอุทธรณ์คำตัดสิน และ Google เคยถูกปรับในตุรกีาแล้วด้วยประเด็นเดียวกันคือ ให้ประโยชน์แก่ผู้ลงโฆษณาบางราย ปรับเป็นเงิน 12.7 ล้านดอลลาร์

No Description
ภาพประกอบจาก Google

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/119611

จีนเสนอร่างกฎหมายควบคุมการไลฟ์สดซื้อ – ขายสินค้าออนไลน์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การขายของผ่านไลฟ์สดนับว่าเป็นนวัตกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์แนวใหม่ที่นิยมไม่ใช่แค่สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แต่ระบาดหนักไปในหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งจีนนับเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการไลฟ์ขายกันเลยทีเดียว โดยล่าสุดรัฐบาลจีนออกไอเดียบรรเจิด นำเสนอร่างกฎหมายควบคุมการขายสินค้าบนโลกออนไลน์ด้วยวิธีการไลฟ์หวังยกระดับความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคชาวจีนได้ CF กันแบบมันส์มือชนิดไม่ต้องกลัวถูกหลอกง่าย ๆ อีกต่อไป

ในช่วงสัปดาห์ต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง รัฐบาลจีนได้มีการนำเสนอร่างกฎหมายควบคุมการขายสินค้าบนโลกออนไลน์ผ่านวิธีการไลฟ์สด หรือก็คือการ ไลฟ์ขายของแบบเดียวกับที่ผู้บริโภคชาวไทยก็กำลังให้ความนิยมไม่แพ้กันเลย โดยจีนนำเสนอไอเดียการจัดระบบเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการนั่นคือ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคออนไลน์ และรวมไปถึงการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับวิธีการนี้เพื่อให้บรรดาผู้ค้ามีความเป็นอิสระจาก E-commerce ชั้นนำมากขึ้นด้วยนั่นเอง

จะไลฟ์ขายของต้องลงทะเบียน และมีเครดิตทางสังคมที่ดี

ทางด้าน CAC (Cyberspace Administration of China) หรือสำนักบริหารจัดการโลกไซเบอร์ของจีน ได้นำเสนอไอเดียหลักของการร่างกฎหมายที่ว่านี้ในเรื่องแรกคือการนำเอา Social Credit หรือคะแนนความน่าเชื่อถือของประชาชนมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่ผู้ขายต้องการขายสินค้าผ่านไลฟ์สด จะต้องมีการลงทะเบียนด้วยชื่อ – สกุลจริงบนโลกออนไลน์พร้อมแนบ Social Credit เพื่อให้ตรวจสอบได้อยู่ในระบบกรณีมีความประพฤติไม่น่าไว้ใจ โดย Social Credit ที่ว่านี้ คือการกำหนดคะแนนความประพฤติของประชากรจีนที่พวกเขาเริ่มใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว น่าจะมีส่วนช่วยสร้างระบบบัญชีดำให้กับผู้ซื้อได้สบายใจได้โดยง่ายมากขึ้นไม่ว่าผู้ขายจะมีชื่อเสียงมากน้อยแค่ไหนก็ตามในโลกออนไลน์

นอกจากนั้นแล้วทางรัฐบาลจีนยังเชื่ออีกว่า ร่างกฎหมายควบคุมการไลฟ์สดขายของนี้จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของการขายของบนแพลตฟอร์มใด ๆ ในโลกออนไลน์ได้  ทำให้การแข่งขันมีการกระจายตัวออกมาภายนอกระบบ E-commerce ของ Tech Giants อย่าง Alibaba – JD – Tencent Group ได้มากขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งเสริมการค้าขายในตลาดนัดที่ศักยภาพดีได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าห้างหรูนั่นเอง เพราะการค้าขายผ่านไลฟ์สดนั้นมีต้นทุนที่ต่ำกว่าผ่านตัวกลางแบบ E-commerce อย่างแน่นอน ถึงแม้จริง ๆ แล้ว Social Media ชื่อดังในจีนอย่าง TaoBao หรือ Douyin (TikTok) จะยังคงเป็นของ Tech Giants สัญชาติจีนเหล่านี้อยู่ดีก็ตาม

คุยก่อนขาย เทรนด์ใหม่ที่กำลังมา

การซื้อ – ขายสินค้าในโลกออนไลน์ผ่านวิธีการไลฟ์สดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการใหม่ที่ล่าสุด Facebook เองถึงกับตั้งชื่อเรียกให้แล้วว่าเป็น Conversational Commerce หรือก็คือการค้าขายแบบมีบทสนทนา เช่นผ่านไลฟ์หรือการแชทก่อนเกิดการตัดสินใจ ซึ่งชาวจีนและชาวเอเชียรวมถึงไทยเรานี่แหละคือผู้บุกเบิกที่ทำให้ปัจจุบันบรรดาแพลตฟอร์ม Social Media และ E-commerce ทั่วโลกต่างต้องหันมาให้ความสำคัญกับวิธีการสุดบรรเจิดนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

อ้างอิง: Reuters | Facebook for Business

from:https://droidsans.com/china-drafts-its-innovative-rules-on-livestream-shopping/