คลังเก็บป้ายกำกับ: LAW

Uber และ Postmates ฟ้องหยุดกฎหมายเพื่อสวัสดิการแรงงาน gig economy ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

รัฐแคลิฟอร์เนียเพิ่งจะผ่านกฎหมาย AB5 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทที่ทำงานใน gig economy ต้องให้สวัสดิการกับพนักงานเหมือนพนักงานประจำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทในกลุ่มนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุด Uber และ Postmates ได้ยื่นฟ้องเพื่อหยุดการออกกฎหมายฉบับนี้แล้ว (พร้อมกับพนักงานใน gig economy สองคน) โดยยืนยันว่ากฎหมายนี้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของสหรัฐและของรัฐโดยการปฏิเสธการการันตีของการปกป้องความเท่าเทียมกัน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากเน้นพุ่งเป้าไปที่ gig economy

Engadget ได้สอบถามไปยัง Uber และ Postmates ซึ่งได้รับคำตอบให้ไปอ่านรายละเอียดจากโพสต์ของ Lydia Olson และ Miguel Perez ซึ่งระบุว่าเหตุผลที่สนับสนุนคำฟ้องนี้เนื่องจากการเป็นคู่สัญญาในการทำงานแบบ gig economy นั้นมีความยืดหยุ่นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญการรักษาไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน

ฝั่งผู้สนับสนุน AB5 ระบุว่า บริษัทอย่าง Uber และ Postmates ใช้สถานะการเป็นคู่สัญญาของพวกเขาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผูกมัดตามกฎหมายแรงงาน รวมถึงลดค่าใช้จ่าย และแม้ว่าฝ่ายต่อต้านกฎหมายจะยกเหตุผลด้านความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ผู้สนับสนุนกฎหมายก็แย้งว่าพนักงานที่ทำงานใน gig economy เป็นงานหลักนั้นยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินไปจนถึงการดำรงชีวิตตามปกติ จึงเห็นว่าต้องหาทางนำสิทธิทางแรงงานกลับคืนมาในยุคของการทำงานแบบ gig economy

ตอนนี้กฎหมาย AB5 ผ่านสภารัฐแคลิฟอร์เนียมาแล้ว และผู้ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียก็ลงนามแล้วเช่นกัน ซึ่งจะทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี 2020

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/113885

Apple, Google, Microsoft, Tesla, Dell เจอข้อหาหนัก! ประเด็นใช้แรงงานเด็กในเหมืองแร่ผลิต Battery

งานนี้เรียกว่าดราม่าส่งท้ายปีกันอีกแล้ว สำหรับ Tech Giants ระดับโลกอย่าง Apple – Google – Microsoft – Tesla – Dell ที่ล่าสุดถูกองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการสนับสนุนให้เกิดการละเมิดสิทธิเยาวชนด้วยการใช้แรงงานและทารุณกรรมเด็กภายในเหมืองแร่ Cobalt ที่นำมาใช้ผลิตแบตเตอรี่ จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทางกลุ่ม IRA (International Rights Advocates หรือ กลุ่มสนับสนุนด้านสิทธินานาชาติ) ได้ทำการรวบรวมเอกสารสำคัญในฐานะตัวแทนของกลุ่มผู้เสียหาย ยื่นเรื่องดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อ Tech Giants ชั้นนำ 5 รายด้วยกันได้แก่ Apple – Google – Microsoft – Tesla – Dell โดยกล่าวอ้างในคำแถลงการณ์ว่า “บริษัทเหล่านี้รับรู้และแสดงเจตนาสนับสนุนให้มีการใช้แรงงานเเด็ก ซึ่งเป็นการทำงานในสภาพที่มีลักษณะเป็นการทารุณกรรมและอันตรายต่อชีวิตอย่างเหมืองแร่โคบอลต์”

Tech Giants กับข้อหาหนัก รู้ปัญหาละเมิดสิทธิเด็ก แต่ไม่แก้ไข

สำหรับมูลเหตุในการฟ้องร้องนั้น มีการเปิดเผยว่าเป็นเพราะจำเลย (Tech Giants ทั้ง 5 ราย) รับรู้ถึงปัญหาการละเมิดสิทธิเยาวชนภายใน Supply Chain ดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่กลับไม่มีการแสดงถึงเจตนาที่จะจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาด มีเพียงการตรวจสอบเป็นครั้งคราวเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มีความผิดโดยตรงเท่านั้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจของพวกเขาสนับสนุนโดยทางอ้อมให้มีการละเมิดสิทธิของเยาวชนอยู่ดีนั่นเอง

ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิของเยาวชนภายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้น เป็นปัญหาที่นับว่าเป็นที่รับรู้กันดีมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2016 เป็นต้นมาที่บรรดาสำนักข่าวชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น CNN | The Guardian | The Washington Post ล้วนแล้วแต่เคยทำข่าวประเด็นการทารุณกรรม บังคับใช้แรงงานเด็ก และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเยาวชนชาวคองโกเป็นอย่างมาก สำหรับการใช้แรงงานในธุรกิจเหมืองแร่ประเภท Cobalt ในคองโก ซึ่งกรมแรงงานกลางของสหรัฐ ฯ ก็เคยขึ้นบัญชีดำประเด็นปัญหาเรื่องนี้เอาไว้เป็นการสั่งให้ธุรกิจสัญชาติอเมริกันต้องมีการตรวจสอบ Supply Chain ของพวกเขาว่ามีการละเมิดสิทธิหรือไม่

โดยแร่ Cobalt ที่ว่านี้เป็นสารประกอบสำคัญที่สุด ถูกใช้อยู่ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประเภท Lithium-ion ในปัจจุบัน และคองโกประเทศเดียวนั้นควบคุมซัพพลายของแร่ Cobalt สูงถึง 2 ใน 3 ของทั้งโลกเลยทีเดียว จึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากมาก ๆ สำหรับธุรกิจกลุ่ม Electronics อย่างผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำทั้งหลาย ส่วนในรายของ Tesla คือผู้บุกเบิกยายยนต์ไฟฟ้าซึ่งส่วนประกอบหลักของรถก็คือ “แบตเตอรี่” และแน่นอนว่าต้นทุนราคาของแร่ Cobalt ที่มีล้นเหลืออย่างคองโกนั้น “ถูกที่สุด” ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักที่ธุรกิจเหล่านี้ไม่กล้าหนีขาดไปจากซัพพลายของคองโกได้นั่นเอง

Apple – Google – Dell พร้อมใจกันบอกปัด ส่วน Microsoft – Tesla ยังเงียบ

งานนี้ฝั่ง Apple | Google | Dell ต่างพากันรีบออกแถลงการณ์ถึงข้อกล่าวตามคดีดังกล่าวโดยมีการแถลงไปในทางเดียวกันว่าพวกเขามีการจัดทำ Code of Conduct หรือระเบียบและกระบวนการตรวจสอบระบบ Supply Chain อยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิทธิมนุษยชนในรูปแบบใด ๆ ซึ่งรวมไปถึงสิทธิของเยาวชนจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยซัพพลายเออร์ที่ทำธุรกิจกับพวกเขา โดยเฉพาะฝั่ง Apple ที่แอบเคลมแรงว่าตั้งแต่ปี 2017 พวกเขาได้ทำการตัดสินใจแบนธุรกิจเหมืองแร่โคบอลต์ในคองโกไปทั้งหมดถึง 6 รายแล้ว เพราะมีปัญหาพัวพันกับการใช้แรงงานเด็ก รวมถึงสภาพการทำงานเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย

เช่นเดียวกับทาง Google ที่รีบออกแถลงถึงเรื่องนี้ว่าทาง Google พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่เพื่อจัดการปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของเยาวชนในคองโก แต่ก็ยืนยันเช่นกันว่า “Google ยืนหยัดว่าการใช้แรงงานเด็กและมาตรฐานความปลอดภัยของเหมืองแร่โคบอลต์ที่ต่ำนั้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง แต่ก็มั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว”

อย่างไรก็ดีงานนี้ฝั่ง Microsoft กับ Tesla ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อข้อกล่าวหานี้ แต่ทั้ง 2 บริษัทเคยมีการให้ความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้อยู่บ้าง ตั้งแต่ช่วงที่เคยตกเป็นข่าวดังเรื่องการละเมิดสิทธิเยาวชนในคองโก โดยเฉพาะ Tesla ที่เคยออกมายอมรับตรง ๆ เลยว่า การจะตรวจสอบซัพพลายเออร์ให้ครบถ้วนทุกรายชนิดที่ดูแลไปถึงรูปแบบวิธีการจ้างงานและจัดหาแรงงานนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้จริงยากแถมธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงการค้าขายกับคองโกได้เลย งานนี้ต้องติดตามกันต่อยาว ๆ ว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูลหรือไม่ และจะจบลงได้ในรูปแบบใดตราบเท่าที่ธุรกิจเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาธุรกิจเหมืองแร่โคบอลต์ของคองโกอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน

 

อ้างอิง: CNN Tech | The Washington Post

from:https://droidsans.com/apple-google-microsoft-tesla-dell-sued-over-child-labor-abuse-over-cobalt-mine-for-battery/

คลังประกาศการส่งข้อมูลบัญชีเงินเข้าเกิน 3,000 ครั้งต่อปี ส่งเฉพาะยอดรวมครั้งและจำนวนเงินรวม ไม่แจกแจกรายครั้ง

กระทรวงการคลังออกกฏกระทรวง ฉบับที่ 355 ตามพ.ร.บ.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 48 ที่เปิดทางให้กระทรวงการคลังสั่งให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลของผู้ที่ได้รับเงินเข้าบัญชีทุกบัญชีรวมกันเกินจำนวนครั้งที่กำหนด (3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งแต่ยอดเกิน 2 ล้านบาท)

ข้อมูลที่กระทรวงการคลังขอได้แก่ เลขประจำตัวเข้าของบัญชี (เลขบัตรประชาชน, เลขหนังสือเดินทาง, เลขทะเบียนนิติบุคคล, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี), ชื่อ-นามสกุล, จำนวนครั้งที่ฝากหรือรับโอนรวมกัน, จำนวนเงินที่ฝากหรือรับโอนรวมกัน, เลขบัญชีทุกบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอน จะเห็นว่าข้อมูลที่ส่งไปให้ไม่มีรายละเอียดการโอนหรือฝากแต่ละครั้งแต่อย่างใด รวมถึงไม่ได้แจกแจงว่าบัญชีใดได้รับโอนมากน้อยเพียงใด เพียงแต่ขอเลขบัญชีที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ประกาศยังระบุว่าการนับจำนวนครั้งนั้นให้นับทุกวิธี และหากเป็นเงินตราต่างประเทศให้นับตราอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นปี

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา, Facebook: TaxBugnoms

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/113815

ประธานบอร์ดซัมซุงถูกจำคุก 18 เดือน ฐานขัดขวางการเคลื่อนไหวของแรงงาน

ศาลเกาหลีตัดสินจำคุก Lee Sang-hoon ประธานบอร์ดซัมซุงเกาหลี 18 เดือน ฐานขัดขวางการเคลื่อนไหวของแรงงาน นอกจาก Lee แล้วยังมีจำเลยคนอื่นอีก 25 คนด้วย

อัยการระบุว่า Lee และพวกอีก 25 คน พยายามใช้กลยุทธ์ปิดบริษัทย่อยที่มีพนักงานอยู่ในกลุ่มเคลื่อนไหวแรงงาน มีการร่วมมือวางแผนโดยผู้บริหารระดับสูง มีความพยายามใช้ข้อมูลอ่อนไหวของพนักงานมาบีบให้เขาลาออกด้วย ชะลอการเจรจาระหว่างสหภาพแรงงานกับฝ่ายผู้บริหาร โดยซัมซุงยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อคำตัดสินนี้

No Description
ภาพจาก Samsung

ที่มา – BBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/113735

ความเชื่อมั่นของ Huawei กำลังถูกสั่นคลอนแม้แต่ในจีน หลังเกิดดราม่าชาวเน็ตถล่มกรณีฟ้องพนักงานจนติดคุก

Huawei กำลังสูญเสียความเชื่อมั่นไปอย่างไม่อาจเรียกคืนมาได้โดยง่าย แม้กระทั่งในประเทศจีนอันเป็นบ้านเกิดของพวกเขาเองก็ตาม เพราะล่าสุดโลก Social ของชาวจีนนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเคืองเป็นอย่างมาก จากวิธีการที่ Huawei Technologies ได้กระทำกับอดีตพนักงานที่เคยทำงานให้กับพวกเขานานกว่า 13 ปี แต่กลับถูกฟ้องร้องข้อหา Blackmail ติดคุกไปแล้วร่วมปี ก่อนพบภายหลังว่าไม่มีหลักฐานเอาผิด เล่นเอาชาวเน็ตจีนรวมตัวกันถล่ม Huawei จนเกิดดราม่ากันไปใหญ่แล้วในตอนนี้

มาผิดจังหวะ… Meng Wanzhou ผู้ถูกควบคุมตัวอยู่อย่างสุขสบาย โพสต์ข้อความหวังเรียกคะแนนสงสาร กลับโดนชาวเน็ตถล่ม

ดราม่าที่ว่านี้เกิดขึ้นบน Social Media ชื่อดังของจีนอย่าง Weibo (คล้าย ๆ กับ Twitter) โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Meng Wanzhou – CFO ของ Huawei Technologies ผู้เป็นลูกสาวของ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง ได้มีการเคลื่อนไหวเป็นโพสต์ข้อความยาวในโอกาสครบรอบ 1 ปีที่เธอถูกจับในข้อหาเกี่ยวพันการแทรกแซงกับปัญหาทางการเมืองระหว่างอิหร่านและสหรัฐ ฯ โดยปัจจุบันเธอได้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ส่วนตัวใน British Columbia, Canada มูลค่า 12 ล้านเหรียญ (ราว ๆ 380 ล้านบาท) โดยมีการกักบริเวณเอาไว้ และต้องใส่แทร็กเกอร์ติดตามตัวที่ขา จนกว่ากระบวนการส่งตัวผู้ต้องหาระหว่างแคนาดา – สหรัฐ ฯ จะเสร็จสิ้น

โดยในจดหมายเปิดผนึกในโอกาสครบรอบ 1 ปีตั้งแต่ถูกจับและกักบริเวณอยู่ที่แคนาดานั้น Meng Wanzhou ได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของศาล ฯ แคนาดาที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดี และได้บรรยายความรู้สึกถึงช่วงปีที่ผ่านมาว่าเธอได้สัมผัสกับความกลัว ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและทรมาณที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งจดหมายดังกล่าวควรจะเรียกคะแนนความสงสารได้เป็นอย่างดี จากสาวก Huawei โดยเฉพาะชาวจีนที่ถือเป็นหัวใจของยอดขายที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องในเวลาที่ต้องเจอปัญหากับทั้งโลกอยู่ตอนนี้ ตั้งแต่โดนแบนห้ามใช้ Google Services

จดหมายเปิดผนึกจาก Meng Wanzhou: Huawei Technologies

อย่างไรก็ดี โพสต์บน Social Media ชื่อดังของจีนอย่าง Weibo นั้น ชื่อของ Huawei ขึ้นสู่ Top Trending อีกครั้ง แต่คราวนี้เต็มไปด้วยโพสต์ข้อความเชิงลบ ความเกลียดชัง และแฮชแท็กรวมถึงตัวเลขเชิงสัญลักษณ์อย่าง 985 | 996 | 251 | 404 ที่ล้วนแต่เป็นการอ้างอิงถึงกรณีที่อดีตพนักงานรายหนึ่งของ Huawei ถูกบริษัทฟ้องข้อหา Blackmail ทำให้เขาต้องถูกกุมขังนานร่วมปีก่อนที่เพิ่งจะถูกปล่อยตัวมาหลังพบว่า คดีไม่มีหลักฐานเอาผิดที่ชัดเจนตามที่ Huawei เคยแจ้งความเอาผิดไว้ให้เป็นเหตุ

Mr. Li ผู้ติดคุกฟรีร่วมปีด้วยน้ำมือ Huawei ขณะที่ Meng Wanzhou โพสต์เศร้าเรียกคะแนนจาก Mansion หรูในแคนาดา

ชนวนความดราม่ากันเองภายในประเทศจีนครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลาไร่เลี่ยกันกับที่ นาย Li Hongyuan ผู้เป็นอดีตพนักงาน Huawei Technologies นานกว่า 13 ปีต้องถูกคุมขังอยู่ที่คุกเสินเจิ้น เป็นเวลานาน 251 วัน ก่อนถูกปล่อยตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน (ก่อนหน้าที่ Meng Wanzhou จะโพสต์ข้อความหวังทำซึ้งดังกล่าว) โดย Li ผู้นี้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีกรรโชก ที่ Huawei กล่าวหาว่าเขาได้กระทำการขู่ Blackmail เรื่องความลับทางการค้าของ Huawei เพื่อแลกกับเงินก้อนราว ๆ 50,000 เหรียญ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) ให้เป็นเงินชดเชยจากการเลิกจ้างเขา

โดยเหตุนี้ต้องย้อนไปในช่วงปี 2018 ที่นาย Li ได้ออกจากการเป็นพนักงานประจำของบริษัท ซึ่งมีข่าวว่าเขาพยายามเจรจาเพื่อให้ได้เงินจากการเลิกจ้างเพิ่มเติมจากที่ได้รับ และ 2 เดือนให้หลังก็พบการโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับเขาผ่านบัญชีของพนักงาน Huawei รายหนึ่ง ก่อนที่ทาง Huawei จะโร่เข้าแจ้งความจับนาย Li ด้วยข้อหากรรโชกพร้อมแจงข้อเท็จจริงอ้างว่าถูกนาย Li ขู่ Blackmail ด้วยความลับทางการค้าเพื่อให้จ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับเขานั่นเอง งานนี้ส่งผลให้เขาถูกจับเข้าคุกตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา ถูกฝากขังนอนคุกไปร่วมปีก่อนอัยการจะพบว่า Huawei ไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอในการเอาผิด

หลังได้รับการปล่อยตัวเขาได้โพสต์ข้อความบน Social Media รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำหลายรายว่า “ไม่มีการกระทำผิด หรือขู่กรรโชกใด ๆ เขาเพียงแค่ต่อรองเงินชดเชยแทนการเลิกจ้างตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีเงินก้อนโบนัสประจำปีอยู่ด้วย ที่เขาคิดว่าต้องต่อรองให้ได้ตามสิทธิ์ของแรงงาน… “ งานนี้เล่นเอาชาวเน็ตจีนหัวเสียไปตาม ๆ กันพากันประณาม Huawei ต่าง ๆ นา ๆ ถึงความเย่อหยิ่งและเลือดเย็นของบริษัทนี้ที่กระทำต่อพนักงาน แถมยังเกิดการเปรียบเทียบกับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า Meng Wanzhou นั้นถูกกักบริเวณอยู่ใน Mansion หรูทั้งที่มีมูลความผิด ส่วนนาย Li Hongyuan นั้นต้องนอนคุกฟรี ๆ มาเกือบปี

ผมไม่มีเจตนาที่จะสร้างกระแสมากมายขนาดนี้บนโลกออนไลน์ แต่ผมไม่เสียใจที่พูดความจริงออกไป บางครั้งความจริงก็มีต้นทุนที่ต้องแลก ในช่วงที่ผมอยู่ในคุกนั้น ผมเจ็บปวดเหลือเกิน คุณปู่อันเป็นที่รักของผมช็อคจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสียชีวิตลง ส่วนลูก ๆ ของผมนั้นต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว ผมหวังว่าคุณจะมีเวลาให้ผมได้พบและทานกาแฟร่วมกันสักวัน… – คำกล่าวของ Li Hongyuan ในจดหมายเปิดผนึกส่งให้ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง Huawei และบิดาของ Meng Wanzhou

โดยตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ทั้ง 4 นั้นมีที่มา ซึ่ง 985 มาจากรหัสโครงการพิเศษของนาย Li ที่จบมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำก่อนเข้าร่วมทำงานให้กับ Huawei อย่างยาวนาน หรือ 996 คือชั่วโมงการทำงานอันเป็นวัฒนธรรมขององค์กรใหญ่ ๆ ในจีนที่ถูกมองว่าดูดวิญญาณของพนักงาน เพราะทำงานกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม และเป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ ส่วนตัวเลข 251 นั้นมาจากจำนวนวันที่นาย Li ติดคุกฟรี ๆ และตัวเลข 404 นั้นเด็ดที่สุด เพราะหน้าเพจหลาย ๆ แพลตฟอร์มที่เรื่องราวของ Li เกิดดราม่าขึ้นนั้นกลายเป็นหน้า Error 404 แทนซึ่งงานนี้ชาวเน็ตถล่ม Huawei และรัฐบาลจีนเละว่า “นี่คือการยืนยันสิ่งที่พวกเขาโดนกล่าวหาโดยสหรัฐมาตลอดว่า รัฐบาลจีนกับหัวเหว่ยนั้นมีความสัมพันธ์เชิงลึกต่อกันจนน่ากลัว… ” แน่นอนว่าการเซ็นเซอร์กันออกไปดื้อ ๆ แบบนี้ไม่น่าจะส่งผลดีต่อ Huawei เอาเสียเลยล่ะ

…หรือในบ้านอย่างจีน ก็จะไม่เหลือความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ?

งานนี้อาจจะไม่ใช่แค่ดราม่าธรรมดาเสียแล้ว แต่อาจส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือของ Huawei เองที่ในระดับสากลนั้นกำลังมีปัญหา ตั้งแต่เจอกรณีแบนจากฝั่งสหรัฐ ไม่ให้ร่วมทำธุรกิจใด ๆ กับแบรนด์อย่าง Google หรือแม้แต่ในระดับการเมืองเองที่ถูกกล่าวหาอยู่บ่อยครั้งว่าธุรกิจของ Huawei นั้นเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลจีน ซึ่งเดิมทีแล้ว ภายในประเทศจีนเองนั้น แบรนด์ของ Huawei ยังแข็งแกร่งมาก ยอดขายและศักยภาพทางธุรกิจยังคงเติบโตได้อยู่อย่างต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมคุณภาพที่พวกเขามีอยู่ แต่ครั้งนี้อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปถ้า Huawei ไม่เร่งแก้ไขปัญหาความน่าเชื่อให้กับชาวจีนอันเป็นที่รักมาเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานนี้น่าจะต้องให้คามเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายเพราะว่า Huawei เองก็ยังยืนยันจะดำเนินคดีกับนาย Li ต่อไปโดยอ้างว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งใด ๆ ต่อกัน แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หรือแม้แต่กรณีเซ็นเซอร์ที่หน้าเพจโซเชี่ยลกลายเป็นหน้า Error 404 นั้น ชาวเน็ตก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนเสียทีเดียวว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลจีนที่ถูกสั่งโดย Huawei ให้จัดการเพื่อรักษาภาพลักษณ์เอาไว้นั่นเอง

 

อ้างอิง: The New York Times | The Guardian | BBC News | The Washington Post

from:https://droidsans.com/huawei-losing-trust-in-its-home-country-china/

Instagram ปรับเงื่อนไข ผู้ใช้งานใหม่ต้องระบุวันเกิด! อ้างเพื่อจัดการเนื้อหาให้เหมาะกับเยาวชน

Instagram ได้มีการประกาศเงื่อนไขการสมัครใช้งานสำหรับผู้ใช้รายใหม่ออกมาเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะกำหนดให้ผู้สมัครต้องระบุอายุลงในข้อมูลผู้ใช้งานเบื้องต้นสำหรับการเปิดบัญชีกับ Instagram ทั้งนี้ เพื่อการจัดการเนื้อหาที่เหมาะสมมากขึ้นตามอายุของผู้ใช้แต่ละราย แถมลดความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชนอายุอีกด้วย

Instagram แจงปรับเงื่อนไขระบุอายุ เพื่อจัดการเนื้อหาที่เหมาะสม พร้อมคุ้มครองข้อมูลเยาวชน

ในประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกไซเบอร์ที่ตกเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของแบบทุกรัฐบาลทั่วโลกนั้น มีเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลเยาวชนอยู่ด้วย ซึ่งมีความละเอียดอ่อนในการให้ความยินยอมในการเก็บข้อมูล หรือ เกณฑ์อายุและความเข้มงวดที่แตกต่างกันออกไป โดยสหรัฐ ฯ นั้น นอกจากจะเป็นชาติที่มีบรรดา Tech Giants ซึ่งใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคลมากที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นชาติที่มีกฎหมายคุ้มครองด้านนี้ที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลเด็กของสหรัฐ ฯ (Children’s Online Privacy Protection Act | COPPA) มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ธุรกิจใด ๆ จัดเก็บข้อมูล หรือ ทำการโฆษณาแบบ 1-ต่อ-1 แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มี Google โดนฟ้องจนต้องยอมจ่ายเงินกว่า 6,000 ล้านบาทเพื่อระงับข้อพิพาทไปในที่สุด ซึ่งงานนี้ดูเหมือน Facebook Inc. ผู้เป็นเจ้าของ Instagram จะไม่ต้องการพบเจอปัญหาเดียวกันสำหรับแอปพลิเคชั่นแชร์รูปสุด Hip เร่งปรับเงื่อนไขการสมัครใช้งานบัญชีใหม่ให้ต้องระบุอายุทั้งหมด เพราะระยะหลังถูกรัฐบาลสหรัฐ ฯ เพ่งเล็งว่า มีเยาวชนจำนวนมากเข้าใช้งานโดยไม่ทันระวังเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจโฆษณาของ Facebook

อันที่จริงก่อนหน้านี้ทั้ง Facebook และ Instagram เองมีการระบุเงื่อนไขการสมัครใช้งาน (Terms & Conditions ที่พวกเรารู้จักกันดีแต่ไม่อ่านกันนี่แหละ 😆 ) ที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่า ผู้สมัครใช้งานจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 13 ปีบริบูรณ์ตามกฎหมายของสหรัฐ ฯ ที่ห้ามเก็บข้อมูลทำโปรไฟล์โฆษณาแบบ 1-ต่อ-1 แต่ Instagram เชื่อว่าการให้ระบุอายุไปเลยนั้นจะช่วยเพิ่มความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการจัดการเนื้อหาโฆษณาที่อาจไม่เหมาะสมกับบางช่วงอายุ เช่น เนื้อหาที่เกี่ยวกับเพศและเครื่องดื่มแอลกอฮอล เป็นต้น

การเพิ่มเงื่อนไขให้ระบุข้อมูลอายุ จะช่วยคัดกรองผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ ช่วยให้เยาวชนอยู่ในพื้นที่ทางเนื้อหาซึ่งปลอดภัย และเพิ่มคุณภาพของเนื้อหาที่เหมาะสมตามวัยโดยรวม – Instagram Info Center

นักวิเคราะห์เชื่อ Instagram ได้ประโยชน์ทางการตลาดมหาศาลจากการรู้อายุผู้ใช้งาน

ถึงแม้ว่าทาง Instagram เองจะชี้แจงเอาไว้ชัดเจนว่าการตัดสินใจเพิ่มเงื่อนไขการระบุอายุเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะธุรกิจโฆษณาดิจิทัลที่เป็นรายได้หลักของ Facebook Inc. แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิเยาวชนและจัดการเนื้อหาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่งานนี้เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเพ่งเล็งจากวงการโฆษณาดิจิทัลว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่ดูดีจากสิ่งที่ Instagram ประกาศ แต่อันที่จริงนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลให้กับธุรกิจเลยทีเดียว

มีข้อสังเกตุว่า ผู้ใช้งานปัจจุบันจะยังไม่ถูกบังคับให้ระบุอายุ เพราะ Instagram ยังศึกษาอยู่ว่าวิธีการขอข้อมูลส่วนนี้ควรจะทำในขั้นตอนและรูปแบบใดเพื่อความสะดวกในการใช้งานและถูกกฎหมาย แถมการระบุอายุของผู้สมัครใหม่ที่ว่านี้ ไม่มีการทำ Verification ใด ๆ เพื่อยืนยันอายุที่ระบุลงไปว่าเป็นความจริง ซึ่งยิ่งทำให้นักวิเคราะห์ต่างมองว่า การจงใจไม่ให้มีการยืนยันข้อมูลนั้นไม่ได้ช่วยอะไรกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชนเลย กลับกัน ช่วยแยกแยะความสนใจของกลุ่มบุคคลต่อช่วงอายุเสียมากกว่า คือไม่สนใจว่าอายุจริง ๆ เท่าไหร่ แค่ระบุอายุลงไปก็เป็นการบอกความสนใจของช่วงวัยไปโดยปริยาย

การบังคับให้ระบุอายุแบบเฉพาะเจาะจงนั้น ในแวดวงธุรกิจสื่อโฆษณานั้นถือว่าเป็นการได้ข้อมูลประเภท Demographic (ภูมิประชากรศาสตร์) มาเพิ่มเติมซึ่งต้องเรียกว่ามูลค่าเพิ่มมหาศาลมาก ๆ เพราะการทราบช่วงอายุนั้นบ่งบอกความต้องการตามวัยได้ละเอียดขึ้นอย่างมากสำหรับการทำสื่อโฆษณาให้ตอบรับกับแต่ละวัยนั่นเอง

 

อ้างอิง: Instagram Info Center | BBC News

from:https://droidsans.com/instagram-to-require-new-user-age-for-kids-protection/

รัสเซียผ่านกฎหมายให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวีต้องติดตั้งซอฟต์แวร์รัสเซียในเครื่อง

รัสเซียผ่านกฎหมายฉบับใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวีจะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ของรัสเซียในเครื่อง โดยกฎหมายนี้เพิ่งจะผ่านสภาเมื่อต้นปีและลงนามโดยประธานาธิบดีปูตินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคมปีหน้า

สมาชิกสภานิติบัญญัติของรัสเซียระบุว่า กฎหมายนี้จะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีของรัสเซียมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งจากฝั่งตะวันตกได้มากกว่าเดิม และจะให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์ในการเลือกผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

กฎหมายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียกำลังควบคุมโครงสร้างทางดิจิทัลอย่างหนัก โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาประธานาธิบดีปูตินเพิ่งจะลงนามในกฎหมายควบคุมอินเทอร์เน็ตเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายการอุปกรณ์ที่เข้าข่ายและซอฟต์แวร์ที่กำหนดให้ต้องติดตั้งในอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ โดยสมาคมบริษัทผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของรัสเซียหรือ RATEK ระบุว่าอุปกรณ์บางอย่างอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะติดตั้งซอฟต์แวร์ของรัสเซีย ซึ่งหากกฎหมายนี้บังคับใช้จริงอาจทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านั้นเลือกที่จะเลิกขายสินค้าในประเทศรัสเซียแทนที่จะเลือกทำตามกฎหมายเพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นวางขายในประเทศได้ต่อไป

ที่มา – The Verge

No Description
ภาพจาก pixabay

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/113470