คลังเก็บป้ายกำกับ: LAW

ถอยก่อน พุทธิพงษ์ ระบุการเก็บล็อก 90 วัน ไม่ได้ถึงขั้นบังคับทุกคน แค่ขอความร่วมมือในเบื้องต้น

หลังจากเมื่อวานนี้ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ออกมาระบุว่าร้านกาแฟต้องเก็บล็อก 90 วันตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 วันนี้เขาก็ให้สัมภาษณ์กับทาง PPTV อีกครั้งโดยลดท่าทีลง ระบุว่าเงื่อนไขในกฎหมายนั้นมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นบังคับทุกคน แต่เป็นการ “ขอความร่วมมือในเบื้องต้น”

เทียบกับการให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ ระหว่างการแถลงผลปฎิบัติการปราบปรามเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยระบุว่าได้หารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและปอท. แล้ว หากไม่ปฎิบัติตามจะมีโทษตามกฎหมาย (ข้อความตรงกันทั้งมติชนและ ThaiPBS)

ที่มา – การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับช่อง PPTV (ช่วงนาทีที่ 1 กับ 15 วินาที)

No Description

ภาพนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2009

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112450

โฆษณา

กระชับวงล้อม พุทธิพงษ์ย้ำ ร้านกาแฟปล่อยอินเทอร์เน็ตให้ลูกค้าต้องเก็บล็อก 90 วัน

วันนี้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กับมติชน ย้ำว่าแม้แต่ร้านกาแฟที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ต้องเก็บล็อก 90 วัน ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26

มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องเก็บล็อกเพื่อระบุตัวผู้ใช้บริการไว้ไม่น้อยกว่า 90 วันและพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้เก็บรักษาไว้เพิ่มได้ โดยกำหนดมาตั้งแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ขณะที่ฉบับ 2560 ที่ใช้ปัจจุบัน เพิ่มอำนาจให้สั่งให้เก็บเพิ่มได้เป็น 2 ปี จากเดิมสั่งให้เก็บเพิ่มได้ไม่เกิน 1 ปี

แม้จะมีกฎหมายมานาน แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านมาก็ไม่มีการบังคับใช้นัก ร้านค้ารายเล็กๆ มักให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการขอข้อมูลลูกค้า หากมีการบังคับจริง การให้บริการเหล่านี้ก็จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมาก ทำให้น่าสงสัยว่าเราจะเห็นบริการอินเทอร์เน็ตตามร้านกาแฟที่ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่อีกหรือไม่

ที่มา – มติชน

No Description

ภาพหน้าจอล็อกของ OpenVSwitch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112420

บก.ปอท. แถลงกรณีมีคนโดนจับอันมีที่มาจากการใช้แฮชแท็กไม่เหมาะสม ผิด พ.ร.บ. คอมฯ

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เผยแพร่จดหมายข่าว โดยระบุว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้ บก.ปอท. ร่วมกับสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สทส.ตร.) ดำเนินการสืบสวนปราบปรามผู้เผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสมบนสื่อออนไลน์

ในคำแถลงระบุพฤติการณ์ในคดีว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ไม่หวังดีก่อกระแสข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านแฮชแท็กที่ไม่เหมาะสม โดยผู้ต้องหาในคดีนี้โพสต์ข้อความเนื้อหาไม่เหมาะสมบนเฟซบุ๊ก สร้างความเกลียดชัง มีคนเข้ามาแสดงความเห็นและแชร์ไปประมาณ 50 ครั้ง

จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสั่งให้สอบสวน และนำไปสู่การยื่นคำร้องขอหมายจับของศาลอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 14(3) “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ” โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท ส่วนคนที่แชร์ต่อ ก็มีความผิดเช่นกัน

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 ตุลาคม มีนักกิจกรรมรายหนึ่งถูกควบคุมตัวและถูกตั้งข้อหาผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีการนำตัวไปสอบสวนกลางดึก

ที่มา – Thanyarat Doksone, ประชาไท

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112417

อะไรเป็นอะไร? กับกฎหมายดิจิทัลสองฉบับใหม่ของประเทศไทย

บทความจากการบรรยายในงาน Blognone Tomorrow 2019 โดย ดร. ภูมิ ภูมิรัตน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้กฎหมายดิจิทัลใหม่สองฉบับล่าสุดที่จะมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างทางกฎหมายดิจิทัลของบ้านเราครบถ้วน เพิ่มความน่าเชื่อถือในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาประเทศ และสนับสนุนการนำนวัตกรรมมาใช้ประกอบธุรกิจและให้บริการลูกค้าและประชาชน กฎหมายสองฉบับที่ว่านี้ก็คือพระราชบัญญัติมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้ผ่านและลงพระราชกิจจานุเบกษาแล้วทั้งสอง พรบ.

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดูแลระบบและการให้บริการต่อสังคม รวมไปถึงองค์กรที่มีความสำคัญต่อสังคม เช่นโรงพยาบาล ตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ และอื่นๆ พรบ. มั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดว่าองค์กรใดที่มีความสำคัญต่อบริการของประเทศนี้ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Critical Information Infrastructure (CII) จะต้องมีมาตรฐานการดูแลระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้ถูกโจมตีโดยคนร้าย อันอาจจะเป็นเหตุนำไปสู่ความเสียหายต่อสังคม ประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและของชาติได้

No Description

กฎหมายนี้กำหนดให้รัฐต้องตั้งสำนักงานและกรรมการขึ้นมาดูแลนโยบาย แผน และการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยของระบบของ CII ทั้งหลายให้มีมาตรฐาน และยังกำหนดอำนาจของกรรมการเพื่อบริหารจัดการปัญหายามที่เกิดภัยความมั่นคงของระบบไซเบอร์ในประเทศ โดยเบื้องต้นกฎหมายระบุองค์กรด้านต่างๆไว้ 7 ด้านคือ ด้านความมั่นคงปลอดภัยของรัฐ ด้านบริการภาครัฐที่สำคัญ ด้านการเงินการธนาคาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและคมนาคม ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และด้านสาธารณสุข ทางกรรมการจะต้องไประบุว่าผู้ให้บริการใดในกลุ่มนั้นถือว่าเป็น CII ก่อนจะเข้าไปกำกับดูแล โดยพื้นฐานของหลักการของกฎหมายดังกล่าว นำมาจาก NIST Cybersecurity Framework ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการภัยในโลกไซเบอร์อันเป็นที่ยอมรับของสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ พรบ. มั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มุ่งเป้าไปปกป้ององค์กรที่มีความสำคัญต่อสังคมอย่างเคร่งครัดและเข้มงวด องค์กรอื่นๆและประชาชน ก็ยังต้องได้รับการดูแล แต่ประเทศเราคงไม่มีทรัพยากรที่จะดูแลทั้งสังคมได้ด้วยความเข้มข้นที่เท่ากัน จึงมีการกำหนด พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมา โดยมี General Data Protection Regulation หรือ GDPR ของสหภาพยุโรป เป็นต้นแบบ พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โดยกฎหมายนี้จะกำหนดหลักการว่าองค์กรใดที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลของคนในประเทศไทย จะต้องมีความจำเป็นและเหตุผลในการประมวลผลข้อมูลดังกล่าว (Lawful ground for processing data) นอกจากนั้น พรบ. ยังกำหนดความรับผิดชอบขององค์กรเหล่านั้นโดยละเอียด ว่าจะต้องดูแลรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยอย่างไร จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเผยแพร่ ต้องทำอย่างไร อีกทั้ง กฎหมายยังกำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และกำหนดหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้นว่าจะต้องดูแลสิทธิของคนไทยอย่างไร หากองค์กรใดละเมิดสิทธิหรือไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ คนไทยจะสามารถไปร้องเรียนต่อกรรมการและสำนักงานที่รัฐจะต้องตั้งขึ้นมาตาม พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จะสังเกตเห็นได้ว่า กฎหมายทั้งสองฉบับเพิ่มความรับผิดชอบขององค์กรต่างๆที่มีต่อสังคมและคนไทย มากขึ้น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลเราอย่างมีนัยยะสำคัญ กฎหมายทั้งสองฉบับมีรายละเอียดอีกมากที่น่าเอามาจำแนกแจกแจง โดยผู้เขียนจะเอามาหยิบมาเล่า และพูดถึงข้อควรระวังขององค์กรต่างๆ และแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อเตรียมพร้อมในโอกาสต่อไป ในระหว่างนี้ ผมเชิญชวนให้ทุกองค์กรและคนไทยทุกคนมาทำความเข้าใจกฎหมายนี้ด้วยกันนะครับ

มุมมองจากไมโครซอฟท์ โดยคุณโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ

No Description

คำตอบหนึ่งสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาวิธีการยกระดับการทำงานให้ปลอดภัย โปร่งใส เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ภายใต้ พรบ. ทั้งสอง ก็คือโซลูชั่น Microsoft 365 ที่มีเครื่องมือในการจัดการระบบด้านความปลอดภัยครบครัน ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการผู้เข้าใช้งานระบบ และการปกป้องข้อมูลที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลสำคัญขององค์กร การตอบสนองต่อการโจมตีโดยผู้บุกรุกที่ได้มาตรฐานระดับโลก พร้อมเสริมประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็มเปี่ยม

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112186

รัฐแคลิฟอร์เนียผ่านกฎหมาย แรงงาน Gig Economy ต้องได้สวัสดิการเหมือนพนักงานประจำ

สภาของรัฐแคลิฟอร์เนีย ผ่านกฎหมายสำคัญเรื่อง Gig Economy ที่กำหนดให้บริษัทอย่าง Uber, Lyft, DoorDash, Instacart, Postmates ฯลฯ จำเป็นต้องให้สวัสดิการพื้นฐานกับคนทำงานที่เรียกว่าเป็น “คู่สัญญา” (independent contractor) แบบเดียวกับพนักงานประจำ

กฎหมายฉบับนี้มีชื่อเรียกว่า AB5 ตอนนี้ผ่านทางสภาผู้แทนและวุฒิสภาของรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว เหลือขั้นตอนลงนามของผู้ว่าการรัฐ Gavin Newsom ซึ่งก็เคยแสดงท่าทีสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ จากนั้นจะมีผลบังคับใช้ในปี 2020

เป้าหมายของกฎหมาย AB5 คือคุ้มครองแรงงานในระบบ Gig Economy ที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย มีเพียงค่าจ้างตามจำนวนชิ้นงานเท่านั้น ไม่มีการการันตีค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าแรงล่วงเวลา รวมถึงสวัสดิการด้านอื่นๆ เช่น ประกันสุขภาพ

ส่วนผู้ที่คัดค้านกฎหมาย AB5 มองว่ากฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มต้นทุนของบริษัทแนว Gig Economy และมองว่าแรงงานเหล่านี้ต้องการเลือกเวลาทำงานอย่างอิสระ (flexible hours) ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

การผ่านกฎหมายนี้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นระดับรัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Gig Economy ในสหรัฐ เพราะผู้สมัครประธานาธิบดีจากฝั่งพรรคเดโมแครต ไม่ว่าจะเป็น Elizabeth Warren, Bernie Sanders, Kamala Harris, Julian Castro, Pete Buttigieg ต่างก็สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และหากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 เป็นชัยชนะของเดโมแครต ก็มีโอกาสสูงที่เราจะเห็นการผลักดันกฎหมายในระดับชาติตามมา

ที่มา – San Francisco Chronicle, BBC

No Description

ภาพจาก DoorDash

from:https://www.blognone.com/node/111859

ไม่ใช่แค่ Facebook แต่ Google และ Apple ต่างก็เคยแอบฟังเรากันแบบลับๆ

นับตั้งแต่ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลกันมากขึ้นในช่วง 1 – 3 ปีที่ผ่านมา บรรดายักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีก็ทยอยกันเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นกันเรื่อย ๆ เลยว่าธูรกิจที่พวกเขาดำเนินกันอยู่นั้น ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของพวกเราไปมากแค่ไหน เช่นเดียวกับช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ บรรดาบิ๊กเนมสัญชาติอเมริกันต่างพากันทยอยออกมายอมรับว่ามีการใช้พนักงานนั่งฟังคลิปเสียงของพวกเราในรูปแบบต่าง ๆ กันทั้งนั้น แต่ไม่เคยบอกจนวันนี้นี่เอง

เมื่อกฎหมายใหม่ทั่วโลก จี้จุด Tech Giants ต้องบอกให้ชัดว่าใช้ข้อมูลอะไร ยังไงจากผู้บริโภค

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย Privacy Shield ของทางฝั่งสหรัฐอเมริกา กฎหมายคุ้มครองสิทธิอันเลื่องชื่อของยุโรปอย่าง GDPR ที่เริ่มบังคับใช้กันอย่างจริงจังตั้งแต่ปีที่แล้ว หรือแม้แต่ประเทศไทยของเราก็เพิ่งประกาศพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กันไปกำลังจะมีผลบังคับใช้ช่วงกลางปี 2563 เป็นต้นไป 😎 การขยับตัวอย่างจริงจังเช่นนี้ของรัฐบาลทั่วโลก ส่งผลให้บรรดาบริษัทเทคฯ ข้ามชาติทั้งหลายต้องทยอยกันปรับตัวยกใหญ่ ในแง่การนำเข้า ประมวลผล ส่งออก และดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคทั่วโลก

ข้อความต่อไปนี้มีเอกลักษณ์ของเจตนารมณ์ร่วมประการหนึ่งที่กฎหมายกลุ่มนี้ต่างก็มีการกำหนดบังคับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหากพวกเราได้สังเกตุกันจะเห็นว่าในช่วงปีที่ผ่านมาบรรดาแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะรายใหญ่ ๆ ทั่วโลกนั้นมีการปรับข้อกำหนดและนโยบายใหม่หมดให้เราต้องกดปุ่ม ยอมรับ กันใหม่ก่อนเข้าใช้งานได้อีกครั้งนึงมาเรื่อย ๆ นั่นเอง

องค์กร หน่วยงาน หรือธุรกิจใด ๆ ที่ต้องมีการนำเข้า ประมวลผล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลของผู้บริโภคนั้น ต้องกำหนดโดยชัดแจ้งว่า มีวิธีการเก็บข้อมูลของพวกเราในรูปแบบใด และเอาไปใช้อย่างไร โดยใคร อย่างละเอียด

ประเด็นที่ทำให้บรรดา Tech Giants ตกเป็นเป้าทางสังคมขึ้นมาอีกครั้งนึงเลยก็คือ พวกเขาไม่เคยมีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนมากพอมาก่อนเลยว่า ข้อมูลเช่น คลิปเสียงที่ส่งกันบนแชท หรือ การพูดกับ Google Assistant หรือ Apple’s Siri นั้น ต้องมีการถอดเทป หรือนั่งฟังโดย มนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะเพื่อการพัฒนาหรือตรวจสอบศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ก็ตาม งานนี้สำนักข่าว BBC ถึงกับสาวไส้มาแซวว่า ในข้อกำหนด เงื่อนไข และนโยบายการให้บริการของ Tech Giants กลุ่มนี้นั้น แทบจะหาคำว่า Human ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ (คือแซวว่า ไม่มีการใช้คำว่า บุคคล หรือ มนุษย์เอาไว้ในส่วนเงื่อนไขการให้บริการแต่จริงๆก็มีการใช้อยู่ แต่งุบงิบไม่ยอมบอก)

ใคร ๆ ก็ทำกัน แค่ไม่มีใครเคยบอกมาก่อน…

การตื่นตัวเช่นนี้ ทำให้เกิดกรณีถูกบรรดาสำนักข่าวชั้นนำสาวไส้กันถ้วนหน้าว่าบิ๊กเนมอย่าง Google | Apple | Facebook | Microsoft | Amazon ที่ลงทุนไปกับนวัตกรรมกลุ่ม Artificial Intelligence | Machine Learning เป็นอย่างมากนั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านการว่าจ้างพนักงาน ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน ให้นั่งฟังคลิปเสียง หรือแม้แต่มานั่งส่องโพสต์ในโลกออนไลน์ของพวกเรา เพื่อพัฒนาศักยภาพของระบบกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่เคยบอกให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ รู้กันมาก่อนอย่างเป็นทางการเลยนี่สิ

ข่าวเดิมอันนี้มีหลายคนเข้าใจผิดกันว่า Facebook จ้างคนมาฟังเราคุยกัน แต่จริงๆแล้วข่าวนี้เป็นการจ้างคนมาฟังคลิปเสียงที่เราส่งหากันในแชท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องว่า AI ถอดคำมาแม่นยำหรือเปล่าต่างหาก

ตามรายงานของ BBC นั้นระบุอีกว่า หากให้นับจำนวนครั้งที่ 5 บริษัทชั้นนำนี้ใช้คำว่า มนุษย์ หรือบุคคลมาชี้แจงไว้ในนโยบายและเงื่อนไขการให้บริการนั้น Google | Apple | Amazon จะเด่น ๆ กว่าเพื่อนเขาหน่อยเพราะ “ไม่เคยมีการใช้คำว่า Human เลยแม้แต่ครั้งเดียว” แต่ทั้งหมดนี้ก็ออกมายอมรับไปหมดแล้วด้วยว่าพวกเขาต่างเคยใช้คนนั่งฟังเสียงของเราในกระบวนการพัฒนาคุณภาพของปัญญาประดิษฐ์ชื่อดังอย่าง Google Assistant | Siri | Alexa กันทั้งนั้น

ส่วน Facebook ก็ไม่ได้ดีกว่าเพื่อนบ้านสักเท่าไหร่ เพราะถูกพบว่าได้ใช้คำว่า มนุษย์ เอาไว้ 1 ครั้งถ้วนซึ่งไม่ใช่การชี้แจงใด ๆ ถึงการใช้คนนั่งฟังข้อมูลของผู้บริโภค เพียงแต่อยู่ในข้อกำหนดการใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ว่า “ทางแอปพลิเคชั่นจะมีการเก็บข้อมูลบางส่วนจากอุปกรณ์ที่ใช้งานเพื่อระบุว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์” เท่านั้น จะดีกว่าเขาเพื่อนหน่อยก็ Microsoft ที่มีการระบุไว้บางส่วนของเงื่อนไขและนโยบายการให้บริการว่า “ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยพวกเรา… รวมไปถึงทั้งในรูปแบบอัตโนมัติและรูปแบบด้วยมือ (มนุษย์)” อ่ะ! รอดไปหนึ่ง

งานนี้ต้องขยับกันด่วน ๆ ส่วน Amazon ลั่นได้อีก บอกแค่ใส่เครื่องหมาย Comma (,) ไง 😲

งานนี้หลาย ๆ เจ้าไล่ตั้งแต่ Google | Apple และ Facebook ด้วย พากันออกมาประกาศชัดว่าได้ยกเลิกกระบวนการที่ต้องใช้มนุษย์นั่งฟังบทสนทนาของผู้บริโภคไปหมดแล้วเพื่อให้เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ของหลาย ๆ ประเทศ โดยเคสของ Facebook ประกาศชัดมาก ยกเลิกไปตั้ง 1 สัปดาห์ก่อนเป็นข่าวแล้วนะ

ส่วนฝั่ง Amazon สงสัยอยากได้พื้นที่สื่อ หลังหัวหน้าทีมฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ Alexa (ผู้ช่วยอัจฉริยะของแบรนด์) ได้ตอบสัมภาษณ์กับ BBC แบบไม่แน่ใจว่าติดตลก หรือประชด ว่า “ผมคิดว่า เราสามารถใส่เครื่องหมาย comma ไปหลังจบประโยคแล้วอธิบายเพิ่มไปได้นะ ช่วยเน้นให้อ่าน… “ แต่ล่าสุดที่ BBC รายงาน ก็ยังไม่ได้อัพเดทนะแค่ comma นี่ล่ะ เล่นเอาผู้สื่อข่าวสายเทคฯ ของ BBC อย่าง Dave Lee จวกเข้าให้ว่า “ให้ตายเถอะ ช่วยเพิ่มคำอธิบายเรื่องนี้ซะ ใส่ไปในกล่องข้อความชัด ๆ มันยากนักหรือไงนะ”

อันที่จริงถ้าจะให้มองในแง่บวกสุด ๆ ก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่มนุษย์ต้องทำหน้าที่ในการนั่งฟังแชท คลิปเสียง บทสนทนาของพวกเรานั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ฉลาดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากเท่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้นั่นเอง แต่ไม่ว่าจะมีประโยชน์เพียงใด สิทธิของพวกเราในฐานะเจ้าของข้อมูลนั้นก็ไม่สมควรถูกมองข้ามไปไม่ว่าจะในกรณีใด ๆ คืออย่างน้อยบอกกันให้ชัด ๆ หน่อย เพราะสุดท้ายพวกเราก็กดตุ่ม ยินยอม แบบที่ “แล้วชั้นเลือกอะไรได้มั้ย” อยู่ดี

มันคงจะดีไม่น้อยถ้าในตัวกฎหมายมีการกำหนดให้เราๆสามารถเลือกได้ว่ายินยอมหรือไม่ยินยอมเฉพาะหัวข้อนี้ ไม่ใช่เอะอะๆเหมารวมตกลงไป เพราะในความเป็นจริงแม้ว่าหลายคนจะยอมแลกความเป็นส่วนตัวเพื่อใช้ฟรี แต่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากจะกดให้ใครมาฟังเราอยู่แล้วล่ะ

 

อ่านเพิ่มเติม: Facebook ยอมรับจ้างคนนั่งฟังคลิปเสียงพวกเรา | ทำไมโฆษณาที่ขึ้นมาถึงเหมือนที่เพิ่งคุยกันซะเหลือเกิน | ทำไมประเทศพัฒนาแล้วถึงได้หวงข้อมูลส่วนตัวกันนักหนา?

อ้างอิง: BBC News | Inc.

from:https://droidsans.com/not-only-facebook-but-google-apple-listened-without-consent/

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เรียกร้องให้มีอัตราภาษีกลางทั่วโลกสำหรับบริษัทไอทีขนาดใหญ่

Emmanuel Macron ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสกล่าวก่อนการประชุม G7 ที่จะจัดขึ้นในฝรั่งเศสสัปดาห์นี้ เรียกร้องให้มีการจัดระเบียบภาษีบริษัทด้านดิจิทัลใหม่ทั่วโลก เนื่องจากบริษัทเหล่านี้โดยเฉพาะจากอเมริกามีการเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดย Macron บอกว่าแม้แต่กับประชาชนอเมริกาเองก็ไม่ได้ประโยชน์

ข้อเสนอนี้เกิดจากการที่บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ อาทิ Facebook, Alphabet (Google) และ Amazon ใช้การบันทึกกำไรในประเทศอย่างไอร์แลนด์ ที่มีอัตราการเสียภาษีที่ต่ำ เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลเปิดโอกาสให้ไม่ต้องลงรายได้ในประเทศต้นทางก็ได้

แนวทางที่ Macron เสนอนั้นต้องการให้มีการเก็บภาษีบริษัทไอทีรายใหญ่ให้มากขึ้น โดยอาจอยู่ในรูปแบบภาษานานาชาติ ใช้อัตรากลางเหมือนกันทั่วโลกสำหรับธุรกิจบริการด้านดิจิทัลไปเลย

ทั้งนี้ฝรั่งเศสก็เพิ่งเสนอกฎหมายเก็บภาษีบริษัทไอทีขนาดใหญ่ โดยให้คิดอัตราที่ 3% ของรายที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส

ที่มา: Reuters ภาพ http://en.yesurdu.com ผ่าน BrandInside

alt="Emmanuel Macron"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/111484