คลังเก็บป้ายกำกับ: Korea

โควิดทำเกาหลีเหลื่อมล้ำเพิ่ม คนตกงานเกือบล้าน ธุรกิจเล็กขายไม่ได้ แต่ทุนใหญ่ส่งออกเติบโต

รายงานทางเศรษฐกิจล่าสุดของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบพอสมควร แต่ก็เรียกได้ว่าไม่รุนแรงนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปอย่างสมดุล เพราะตัวเลขแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่ผลประโยชน์เกิดขึ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ คนทั่วไปกลับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

Photo by Stephanie Nakagawa on Unsplash

ในปี 2020 เศรษฐกิจเกาหลีใต้ถูกกระทบรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ หดตัว -1% แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าเกาหลีทำได้ดี เพราะในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว -3.7% อังกฤษ -11.2% และญี่ปุ่น -5.3%

เศรษฐกิจถูกกระทบไม่หนัก ความเสียหายถูกจำกัดไว้

เกาหลีใต้สามารถจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจได้พอสมควร เพราะรับมือการระบาดได้ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่น รวมถึงการที่รัฐบาลของ Moon Jae-in มีนโยบายกระตุ้นมาลดทอนความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายรอบ แต่ที่สำคัญที่สุด เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลพวงจากการส่งออกที่ขยายตัว

เดือนมกราคมที่ผ่านมา การส่งออกของเกาหลีเพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว การส่งออกของเกาหลีใต้เริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกัน 

ตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับผลพวงจากการส่งออกของบรรดาบริษัทใหญ่ทั้งหลายที่ฟื้นฟูกลับมาและเติบโตขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 4 หุ้นของบริษัทระดับท็อปหลายตัวของเกาหลี เช่น Samsung, Emart และ SK Hynix มีมูลค่าสูงขึ้นทำลายสถิติเดิม 

อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทั่วไปในสังคมเกาหลีใต้

korean city
Photo by Saveliy Bobov on Unsplash

การเติบโตที่ไม่สมดุลระหว่างบริษัทใหญ่และคนทั่วไปในสังคม

แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจในแง่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออกจะดูดี แต่ที่น่ากังวลคือตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นสังคมโดยรวมอย่างชัดเจน การหดตัวเพียงหนึ่ง -1% ไม่ใช่เรื่องของคนทุกคน 

ในปี 2020 เกาหลีใต้มีอัตราการว่างงาน 5.4% สูงสุดในรอบ 21 ปี มีคนตกงานกว่า 982,000 คน แถมอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 11 เดือนติดต่อกัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้

นี่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ถูกกระทบไม่หนักมากเป็นแค่เรื่องราวสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น และคนอีกจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ถูกนับรวมในเรื่องเล่าเหล่านั้น โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 ปี ที่ตกงานกันมากกว่า 310,000 คน อัตราการว่างงานในคนกลุ่มนี้คิดเป็น 9.5% หรือประมาณ 2 เท่าของค่าเฉลี่ย

Seoul South Korea โซล เกาหลีใต้
ภาพจาก Shutterstock

นอกจากนี้ ธุรกิจเล็กๆ ก็ถูกกระทบหนัก เพราะมีธรรมชาติที่แตกต่างออกไปจากธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจเล็กประกอบธุรกิจโดยมีตลาดภายในประเทศหรือตลาดท้องถิ่นเป็นฐานลูกค้าหลัก ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้ถูกจำกัดการประกอบกิจการลงเพราะวิกฤติโควิดทำให้ผู้คนออกจากบ้านลดลง และจำกัดการบริโภค 

มีรายงานทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นว่าการบริโภคในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2020 ลดลงกว่า 4.4% ถึงแม้รัฐบาลจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 3 รอบ คิดเป็นเงินกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ข้อเท็จจริงนี้จึงชี้ให้เห็นภาพอีกมุมหนึ่งของสังคมเกาหลีได้อย่างชัดเจน 

วิกฤติครั้งนี้ จึงกระทบคนทั่วไปกับธุรกิจเล็กๆ มากที่สุด แถมยังฉีกความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลีให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – Nikkei Asia (1) (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โควิดทำเกาหลีเหลื่อมล้ำเพิ่ม คนตกงานเกือบล้าน ธุรกิจเล็กขายไม่ได้ แต่ทุนใหญ่ส่งออกเติบโต first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-increase-inequality-in-south-korea/

ฝันร้าย Startup เกาหลี: ผลของการผูกขาดธุรกิจ ผ่านมา 10 ปี ไม่มีบริษัทใหม่เติบโตระดับโลก

korean city
Photo by Saveliy Bobov on Unsplash

เกาหลีใต้ และไฟเศรษฐกิจที่จุดไม่ติดเหมือนแต่ก่อน

ประเทศเกาหลีใต้เคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน 4 เสือทางเศรษฐกิจของเอเชียเมื่อครั้งที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเติบโตอย่างน่ามหัศจรรย์จนถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย 

แต่มาวันนี้ มีการข้อสังเกตที่น่าตกใจซึ่งทำให้เราได้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้กำลังมีปัญหา สวนทางกับประเทศอื่นที่เศรษฐกิจดีวันดีคืน

ไร้เงาบริษัทใหม่จากเกาหลี ใน Top 100 บริษัทที่ดีที่สุด

ในปี 2020 มีบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้เพียง 1 บริษัทเท่านั้นที่ติด 100 อันดับของบริษัทที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์เจ้าเก่าเจ้าเดิมอย่าง Samsung

  • ในขณะที่สหรัฐฯ มี 37 บริษัท
  • จีนมี 18 บริษัท
  • ญี่ปุ่นมี 8 บริษัท

ที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นแผลลึกของโครงสร้างเกาหลีใต้มากกว่านั้นคือ ในรอบ 10 ปี ไม่มีบริษัทใหม่จากเกาหลีใต้ที่พัฒนาจนก้าวขึ้นมาติด 100 อันดับแรกได้สำเร็จ สวนทางกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ที่มีบริษัทใหม่ถึง 9 บริษัท และญี่ปุ่น 5 บริษัท ส่วนการเข้ามาของบริษัทหน้าใหม่ของจีนน่าประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะมีบริษัทใหม่ถึง 11 บริษัท ที่ก้าวเข้ามาติด 100 อันดับบริษัทที่ดีที่สุดในโลก

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงานการศึกษา The Metabolism of South Korean Companies Seen Through the Lens of an International Comparison โดย หอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบ ยอดขาย สินทรัพย์ มูลค่าตามราคาตลาด และกำไรสุทธิ ของกลุ่มบริษัท Forbes’ Global 2000 

รายงานฉบับนี้ให้เหตุผลว่า ทำไมโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีไม่เอื้อให้บริษัทหน้าใหม่ติดอันดับระดับโลกไว้ดังนี้

โอกาสและความมั่งคั่งวนเวียนอยู่ในบริษัทเดิมๆ

เมื่อเปรียบเทียบบริษัทที่ดีที่สุด 10 อันดับแรกของเกาหลีใต้และอเมริกา ทำให้เราได้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่น่าตกใจ คือ 

  • ในสหรัฐฯ มีบริษัทใหม่ถึง 7 บริษัท ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ 10 อันดับเดิม ในช่วงเวลา 10 ปี
  • ในเกาหลีใต้ มีบริษัทใหม่เพียง 3 บริษัท ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ 10 อันดับเดิมในช่วงเวลา 10 ปี

เมื่อพิจารณาลึกลงไปอีก ในสหรัฐ โอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นกับบริษัทใหม่ๆ ที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย บริษัทในอุตสาหกรรมใหม่ (เช่น IT และบริการด้านสุขภาพ) เข้ามาแทนที่ธุรกิจเดิม (เช่นอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน) ในเกาหลีใต้ บริษัทดั้งเดิมสามารถคงอำนาจเหนือตลาดไว้ได้และไม่มีใครมาแทนที่ 

Seoul South Korea โซล เกาหลีใต้
ภาพจาก Shutterstock

นอกจากนี้ มีรายงานจาก Forbes ว่า ในเกาหลีใต้มีเศรษฐีเพียง 57.1% เท่านั้นที่ร่ำรวยจากการสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยนระดับโลกอยู่ที่ 69.7% ในขณะที่ญี่ปุ่นมีถึง 80% และในจีนถึง 97% 

ข้อมูลชุดนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่ง ซึ่งสามารถนำไปลงทุนพัฒนาธุรกิจ หมุนวนอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมๆ จนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้สูงในปัจจุบันไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ และทำให้เศรษฐกิจเกาหลีมีความผูกขาดและขาดความสร้างสรรค์

ขาดความสร้างสรรค์และนวัตกรรม

ปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความผูกขาดส่งผลให้เกิดปัญหาในข้อที่สอง คือ “การขาดความสร้างสรรค์และนวัตกรรม” เนื่องจากในขณะที่ Startup ในประเทศอื่นมักจะสามารถไขว่ขว้าโอกาสจนประสบความสำเร็จได้ โครงสร้างที่ผูกขาดกว่าในเกาหลีใต้ทำให้ Startup ต้องเจออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ขาดเงินทุน เสมือนมีกระจกใสบางๆ ที่กั้นโอกาสไม่ให้เข้าถึง Startup ใหม่ๆ

สัดส่วน Start-up ที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ในระดับน่ากังวลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเกาหลีใต้ปี 2020 เกิด Startup ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในเกาหลีใต้มี 21% เทียบกับ Start-up ทั้งหมด ในขณะที่สหรัฐฯ มีถึง 54%

ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกของเสือแห่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้ คือ การออกนโยบายเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมใหม่ๆ หลังจากที่แต่เดิมผลักดันเพียงแค่อุตสาหกรรมที่ถนัดเดิมๆ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเครื่องกฎหมายที่ล้าสมัยที่จำกัดโอกาสที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

ที่มา – The Hankyoreh

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/no-new-korean-company-in-top100/

Uniqlo เตรียมปิดสาขาใหญ่สุดในเกาหลีใต้ ผลพวงจากกระแส “บอยคอตต์ญี่ปุ่น”

uniqlo
Uniqlo ภาพจาก Shutterstock

Uniqlo สาขาใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เตรียมปิดตัว

แบรนด์เสื้อผ้าเจ้าดังสัญชาติญี่ปุ่น “Uniqlo” ประกาศในเว็บไซต์ว่า ร้าน Uniqlo สาขาเรือธงในย่าน “เมียงดง” จะให้บริการไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม ปีหน้า 

โดย Uniqlo สาขาเมียงดงเป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสาขานิวยอร์ก ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้าย่านการค้าเมียงดง ย่านใหญ่ใจกลางกรุงโซลที่คนพลุกพล่านมากที่สุดแห่งหนึ่ง

เบื้องหน้าโควิด เบื้องลึกสายสัมพันธ์ที่คุกรุ่น

Uniqlo ให้เหตุผลของการปิดสาขาในครั้งนี้ว่า เป็นเพราะวิกฤติโควิด-19 ย่านการค้าอย่างเมียงดงซึ่งเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาลก่อนหน้านี้จึงซบเซาลงอย่างมาก ส่งผลต่อยอดขาย ทำให้ทาง Uniqlo ต้องทำการปิดบริการในสาขาดังกล่าว

Seoul South Korea โซล เกาหลีใต้
ภาพจาก Shutterstock

แต่ว่าเมื่อเราลองดูตัวเลขรายได้ของ Uniqlo ในเกาหลีใต้ พบว่า รายได้ของ Uniqlo ในเกาหลีใต้ลดลงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ลดลงกว่าครึ่งเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน โดยขาดทุนมากกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

น่าสนใจว่า รายได้ที่ลดลงเกิดขึ้นก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิดเสียอีก แล้วสาเหตุของการปิดที่แท้จริงคืออะไร

ที่จริงแล้ว ในเบื้องหลังเบื้องลึก การปิดสาขาในครั้งนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นที่เขม่นกันกันมาตลอด และมักจะจุดติดเสมอเมื่อมีประเด็นเชื้อไฟเข้ามา 

South Korea Boycott Japan
ภาพจาก Shutterstock

โดยในครั้งนี้ เกิดจากการที่ญี่ปุ่นระงับการส่งออกวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสำคัญให้กับเกาหลีใต้ (เช่นวัสดุสำหรับการผลิตชิป) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแส “บอยคอตต์ญี่ปุ่น” 

ชาวเกาหลีใต้เลือกแบนสินค้าบางประเภท เน้นไปที่สินค้าที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น เช่น เบียร์ญี่ปุ่น และรถยนต์ญี่ปุ่น จนมาถึงในครั้งนี้คือ “เสื้อผ้าญี่ปุ่น” ซึ่งกระทบอย่างร้ายแรงต่อยอดขายของ Uniqlo ที่ตกลงตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2019 และถึงจุดต่ำสุดในเดือนสิงหาคม 2020

นี่คือการแบนเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้แบนทุกอย่าง Playstation 5 รอด

Nikkei Asia ได้วิเคราะห์ว่าการแบนสินค้าของคนเกาหลีในครั้งนี้ เป็นการแบนเชิงสัญลักษณ์ หรือ การเลือกแบน (Selective Boycotting) ซึ่งหมายถึง การแบนเพื่อแสดงให้เห็นกันอย่างชัดเจนว่าไม่พึงพอใจตัวแบรนด์หรือประเทศเจ้าของแบรนด์ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ยอดขายจริงๆ

อย่างไรก็ตาม มีการเปิดเผยให้เห็นว่า แม้ยอดขายออฟไลน์จะหายไป แต่ตัวเลขการขายสินค้าดังกล่าวจะไปเติบโตในช่องทางออนไลน์แทนอย่างได้สัดส่วน อย่างที่ในกรณีล่าสุด การที่ร้านสะดวกซื้อจำนวนมากในเกาหลีนำเบียร์ญี่ปุ่นออกจากหน้าร้าน ทำให้ยอดขายเบียร์ออนไลน์เติบโตขึ้น

แต่ว่าสินค้าบางกลับข้ามผ่านความสัมพันธ์อันตึงเครียดนี้ได้ เช่น “จอร์ดี้ทามาก็อตจิ” ที่ผลิตโดยแบรนด์ของเล่นญี่ปุ่นเจ้าดังอย่าง Bandai ก็มียอดจองในเกาหลีใต้สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพราะเป็นสินค้าที่ทำให้เราย้อนนึกถึงความทรงจำวัยเด็กที่น่าคิดถึงได้ดี

แล้วก็ยังมีเครื่องเล่นเกม “Playstation 5” สุดฮิตที่เหล่าเกมเมอร์ตั้งหน้าตั้งตารอคอย โดย PS5 ขายหมดทันทีที่วางขายในเกาหลี และตอนนี้ก็ยังหาซื้อได้ยากแม้แต่ในช่องทางออนไลน์

ที่มา – Nikkei Asia (1) (2), YNA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/world-2nd-largest-uniqlo-closed-in-korea/

ธนาคารกลางญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ลดผลกระทบจาก COVID-19

ธนาคารกลางญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้ออกนโยบายการเงินเฉพาะกิจออกมาเพื่อที่จะรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในขณะนี้

Bank of Japan ธนาคารกลางญี่ปุ่น
อาคารธนาคารกลางญี่ปุ่น – ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ออกมาตรการฉุกเฉินทางด้านการเงินออกมา ได้แก่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1.0% รวมไปถึงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน หรือ QE นั้น ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารกลางเกาหลีได้ออกนโยบายการเงินฉุกเฉินเพื่อที่รองรับผลกระทบจาก COVID-19 ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคการเงิน

สำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่นได้มีการประชุมรอบพิเศษเสร็จสิ้นไปในช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมออกมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่าเดิม เช่น ETF ในตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านล้านเยนต่อปี มากกว่าอัตราเดิมที่ 6 ล้านล้านเยนต่อปี รวมไปถึงกองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น (Japan REIT) อีก 180,000 ล้านเยนต่อปี มากกว่าเดิม 1 เท่า

ไม่เพียงแค่นั้นทางธนาคารกลางญี่ปุ่นยังได้คงอัตราดอกเบี้ยสำหรับธนาคารระยะสั้นที่ 0.1% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะยังคงเดิมที่ 0% นอกจากนี้ในยังเตรียมเม็ดเงินอีก 2 ล้านล้านเยนในการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นด้วย

ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังยืนยันถึงสภาพคล่องในภาคการเงินว่าจะมีอย่างเพียงพอ และถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็เตรียมพร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงิน (Money Markets) ทันที

มุมมองของธนาคารกลางญี่ปุ่นหลังจากที่มีการประชุมเฉพาะกิจในวันนี้มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีความอ่อนแออย่างมาก โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นหวังว่าหลังจากนี้แล้วภาคเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังได้กล่าวว่าจะร่วมมือกับธนาคารกลางญี่ปุ่นในนโยบายเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

ขณะเดียวกันธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.5% เป็นกรณีฉุกเฉิน ทำให้ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเกาหลีใต้เหลือเพียงแค่ 0.75% เท่านั้น โดยมีมุมมองว่าเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เองได้รับผลกระทบจากแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่นกัน และการใช้นโยบายการเงินจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ในวันนี้ผู้นำกลุ่มประเทศพัฒนา 7 ประเทศ (G7) จะมีการหารือรอบพิเศษเรื่องเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วยในช่วงค่ำวันนี้ด้วย

ที่มา – Japan Times, Financial Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boj-announce-more-stimulus-program-also-bank-of-korea-cut-rate-to-0-75-percent-too/

ดูถ่ายทอดสดประกาศรางวัล MAMA 2019 ส่งตรงจากญี่ปุ่น #MAMA2019

JOOX ส่งท้ายปีเก่า เตรียมต้อนรับปีใหม่ เอาใจแฟนเพลงเคป๊อปทั้งประเทศ กับการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลรางวัลสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Mnet Asian Music Awards  2019 ที่แฟนเพลงหลายคนรอคอย  โดยครั้งนี้ JOOX เตรียมความฟินมามอบให้คอเพลงเกาหลี ถึงหน้ามือถือ ส่งสัญญาณตรงจาก นาโกย่า โดม ประเทศญี่ปุ่นให้ชมแบบติดขอบเวที ในวันที่ 4 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

ความพิเศษของงานในปีนี้คือการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของ MAMA ซึ่งได้จัดขึ้นมาถึงครั้งที่ 11 แล้ว งานประกาศรางวัลสุดอลังการนี้ จะถูกเนรมิตขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ The NEXT DIMENSION : MUSIC เพื่อต้องการสื่อให้เห็นถึง “ดนตรี คือประตูเปิดสู่มิติแห่งยุคสมัยใหม่” โดยมีศิลปิน และแฟนเพลง เป็นผู้บุกเบิกเรื่องราวทางดนตรีนี้สู่โลกใบใหม่ร่วมกันเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่วนรายชื่อศิลปินที่จะขึ้นโชว์บนเวทีในครั้งนี้  ได้แก่  BTS , GOT7 , MONSTA X , Seventeen , TWICE , MAMAMOO, Kim Chung Ha ,  Dua Lipa  และรายชื่อศิลปินที่จะเข้าร่วมงาน ที่อัปเดตล่าสุด คือ  ATEEZ , ITZY , ONEUS , TOMORROW X TOGETHER และ WayV  เป็นต้น

ข่าวดี สำหรับสาวกเพลงเคป๊อป ที่อยากส่งของชวัญให้ศิลปินที่คุณรักระหว่างชมไลฟ์  เพียงแชร์เพลย์ลิสต์ MAMA 2019 http://bit.ly/2LcYokK  บนเฟสบุ๊ค รับทันที JOOX Coin 6 เหรียญ  (1 แอคเคาท์ แชร์ได้ 1 ครั้ง/ วัน)  แล้วอย่าลืม วันพุธที่ 4 ธ.ค. นี้มาร่วมส่งกำลังใจให้ศิลปินที่คุณชื่นชอบ สดส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ชมผ่าน JOOX หรือ JOOX.com เท่านั้น!

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:http://www.9tana.com/node/mama-2019/

ยอดส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ลดลง 99.9% สินค้าอื่นๆ ก็กระทบตามด้วย

ยอดส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ลดลง 99.9% นอกจากนี้สินค้าอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นส่งออกไปเกาหลีใต้ยังได้รับผลกระทบตามด้วย จากการคว่ำบาตรครั้งนี้

South Korea Boycott Japan แบนญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้รายงานว่ายอดการส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นในประเทศเกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาลดลงมากถึง 99.9% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดการส่งออกมากถึง 800 ล้านเยน เป็นสาเหตุมาจากการบอยคอตสินค้าญี่ปุ่นของชาวเกาหลีใต้

ยอดส่งออกเบียร์ลดลงครั้งนี้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยอดการส่งออกตกลงถึง 92% และตกต่ำมาเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นนั้นมีการส่งออกเบียร์ไปยังเกาหลีใต้คิดเป็นตัวเลขประมาณ 60% ของยอดส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศทั้งหมดในปี 2018 ที่ผ่านมา

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Asahi และ Kirin รวมไปถึง Sapporo ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า โดยตัวแทนของ ​Kirin ได้กล่าวว่า “กำลังจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”

จุดเริ่มต้นความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เมื่อญี่ปุ่นเดินหน้าตอบโต้ทางเศรษฐกิจโดยลดปริมาณการส่งออกสารตั้งต้นสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Fluorinated Polyimide ฯลฯ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตสารเหล่านี้รายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในเกาหลีใต้เช่น Samsung และ SK Hynix ฯลฯ เดือดร้อนกับมาตรการตอบโต้ของญี่ปุ่นทันที

โดยญี่ปุ่นได้อ้างว่าการที่ถอดเกาหลีใต้ออกจากสถานะคู่ค้ามีสาเหตุมาจากเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ใช่การตอบโต้ทางการเมืองในกรณีความขัดแย้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการคว่ำบาตรสินค้า ทำให้ความเลวร้ายของความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศย่ำแย่ลงไปอีก

ไม่ใช่แค่เบียร์เท่านั้น แต่สินค้าอื่นๆ ที่ส่งออกจากประเทศญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร เช่น ร้านเสื้อผ้า Uniqlo ที่ยอดขายลดลง หรือแม้แต่เที่ยวบินระหว่างประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นบางเที่ยวก็มีการยกเลิกด้วย หรือมีราคาถูกลง รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มียอดขายลดลง

อาทิตย์ที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศได้เจรจาเรื่องของความร่วมมือในหน่วยข่าวกรองทางทหารในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สัญญาความร่วมมือจะหมดลง แต่ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ เช่น ความมั่นคง เรื่องของการค้าที่คาราคาซัง รวมไปถึงการท่องเที่ยว ยังคงเป็นคำถามอยู่เช่นกัน

ที่มา – CNN, Xinhua

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/south-korea-boycott-japan-product-campaign-effect-to-beer-shipments-drop-to-almost-zero/

ไม่จบง่ายๆ! เกาหลีใต้เตรียมยื่นเรื่องไปยัง WTO กรณีญี่ปุ่นกีดกันทางการค้า

ความขัดแย้งที่บานปลายระหว่างเกาหลีใต้-ญี่ปุ่นกรณีการกีดกันทางการค้ายังดำเนินหน้าต่อไป เมื่อเกาหลีใต้เตรียมยื่นเรื่องไปองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อระงับข้อพิพาทนี้

South Korea Boycott Japan
ภาพจาก Shutterstock

รัฐมนตรีด้านการค้าของเกาหลีใต้ เตรียมที่จะยื่นเอกสารร้องเรียนองค์การการค้าโลก (WTO) หลังจากกรณีที่ญี่ปุ่นได้จำกัดการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้แต่ผลิตจอภาพให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งฝั่งเกาหลีใต้มองว่าเรื่องนี้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง และยังเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากปมขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากในช่วงปี 2018 ศาลเกาหลีใต้ได้หยิบยกประเด็นการจ่ายเงินชดเชยแก่เหยื่อที่ถูกบังคับให้ใช้แรงงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสามบริษัทญี่ปุ่นทั้ง นิปปอน สตีล และ มิตซูบิชิ รวมไปถึง นาจิ ฟูจิโกชิ ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้เหยื่อที่โดนบริษัทเหล่านี้ที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาส และมองว่าเงินที่ญี่ปุ่นจ่ายให้รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นเงินรัฐบาลต่อรัฐบาล และเหยื่อสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่ญี่ปุ่นมองว่าเงินที่จ่ายไปอยู่ในสัญญาปี 1965 ที่ทำไว้

ความไม่พอใจดังกล่าวทำให้เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาญี่ปุ่นเดินหน้าตอบโต้ทางเศรษฐกิจโดยลดปริมาณการส่งออกสารตั้งต้น เช่น Fluorinated Polyimide ฯลฯ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตสารเหล่านี้รายใหญ่ของโลก ทำให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในเกาหลีใต้เช่น Samsung และ SK Hynix ฯลฯ เดือดร้อนกับมาตรการตอบโต้ของญี่ปุ่นทันที

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังถอดเกาหลีใต้ออกจากประเทศที่สามารถนำเข้าสินค้าเหล่านี้โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตเป็นรายครั้ง ทำให้เรื่องนี้ยิ่งสร้างความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นไปอีก แม้ว่าทั้ง 2 จะมีการเปิดเจรจาแต่ก็พบแต่ความล้มเหลว นอกจากนี้ประชาชนเกาหลีใต้ยังออกมาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ทำให้ความเลวร้ายของความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศย่ำแย่ลงไปอีก

ขณะที่ Yoo Myung-hee รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เกาหลีได้กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของญี่ปุ่นได้ทำให้หลายๆ บริษัทเกาหลีเดือดร้อน รวมไปถึงเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการทำเรื่องขออนุญาตเป็นรายครั้งนั้นทำให้กว่าสินค้าจะส่งมาเกาหลีใต้ต้องใช้เวลานานกว่า 90 วันต่อคำขอแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังขอให้ญี่ปุ่นมีความรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะ

โดยถ้าหากเกาหลีใต้ยื่นคำร้องไปที่ WTO แล้วนั้นจะใช้เวลา 60 วันของกระบวนการในการระงับข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่นจะต้องยกเลิกเงื่อนไขทำเรื่องขออนุญาตนำเข้าสารตั้งต้นเป็นรายครั้ง รวมไปถึงการเปิดโต๊ะเจรจาการค้าเพื่อแก้ไขข้อพิพาทนี้ และถ้าหากใกล่เกลี่ยเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ก็อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนเพื่อที่จะตัดสินชี้ขาดคดีความนี้ เหมือนกรณีสหรัฐและจีนที่เคยมีข้อพิพาทมาก่อน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในเรื่องนี้ที่เกาหลีใต้เตรียมจะตอบโต้ต่อญี่ปุ่นอีกวิธีคืออาจใช้วิธีทำเรื่องขออนุญาตสินค้าที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ภายในสิ้นเดือนนี้อีกด้วย

ที่มา – Aljazeera, Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/south-korea-trade-minister-said-the-country-plans-to-file-a-complaint-at-the-world-trade-organization/

อธิบาย ญี่ปุ่น vs เกาหลีใต้… ความขัดแย้งที่สะเทือนอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่จีน

ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับ จีนยังไม่ทันได้ข้อสรุปดี ดันมีประเด็นใหม่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ระดับโลก” ให้ติดตามกันอีกคู่สำหรับข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้ออกมาประกาศมาตราการควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญสำหรับธุรกิจเทคโนโลยี โดยดึงเกาหลีใต้ออกจากลิสต์สิทธิประโยชน์ เล่นเอาบริษัทเทค ฯ ชั้นนำอย่าง Samsung | LG | Sony ออกอาการนั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน

ความขัดแย้งเรื่องการเยียวยาแรงงานทาส ยุคสงครามโลก เป็นชนวน

งานนี้ต้องต้องเท้าความกันเบา ๆ ไปถึงความขัดแย้งของ 2 ชาตินี้ ที่พวกเราอาจนึกไม่ถึงหรือลืมไปแล้ว หากมองภาพปัจจุบันที่ต่างก็เป็นชาติระดับพัฒนาแล้วอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของทวีปเอเชียกันทั้งคู่ แต่ความขัดแย้งนั้นมีมาช้านานตั้งแต่สมัยสงครามโลกทั้งครั้งที่ 1 และ 2 กินเวลายาวนานกว่า 30 ปีที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นในยุคต้นของศตวรรษที่ 19 (1910 – 1945) และเกิดข้อครหามากมายว่ากลุ่มชนชั้นแรงงานของเกาหลีใต้ ถูกใช้งานเยี่ยงทาสถึงขั้นเจ็บป่วยล้มตาย เพื่อเป็นกำลังการผลิตสำคัญให้อุตสาหกรรมหนัก-เบาทั้งหลายของญี่ปุ่นในสมัยนั้น

จึงเป็นที่มาให้ทางเกาหลีใต้มีการรื้อคดีความเรื่อง ค่าชดเชยของแรงงานในสมัยสงครามโลกที่ญี่ปุ่นต้องจ่ายให้กับครอบครัวปัจจุบันของผู้ได้รับผลกระทบในสมัยนั้น ถึงแม้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาประกาศชัดว่า ได้ทำการเยียวยากันไปแล้วตั้งแต่จบสงครามโลกกว่า 800 ล้านเหรียญ (ราวๆ 24,660 ล้านบาท) แต่เกาหลีใต้เองก็ตอบโต้ทันควันว่า ข้อตกลงระหว่างรัฐไม่ได้ช่วยเยียวยาให้กับประชาชนของพวกเขาได้ดีพอ โดยเฉพาะในรายบุคคล

ซึ่งเมื่อช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาคดีกลุ่มนี้จึงถูกรื้อกลับเข้ามาพิจารณากันอีกครั้ง โดยมีคดีของแรงงานของบริษัท Nippon Steel & Sumitomo Metal Corporation ในประเทศเกาหลีใต้ช่วงสงครามโลกเป็นคดีตัวอย่าง ตามมาด้วยบริษัทอีกจำนวนมากมายของญี่ปุ่นที่กำลังถูกกดดันให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเริ่มออกอาการไม่ดีอีกครั้งนึง ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2019 เป็นต้นมา

ญี่ปุ่นดึงเกาหลีใต้ออกจาก Whitelist ยกเลิกสิทธิประโยชน์ส่งออกวัตถุดิบไฮเทคสำคัญหลายชนิด

อาการทรง ๆ กันมาได้ร่วมครึ่งปี รัฐบาลญี่ปุ่นก็ออกมาแจกเซอร์ไพรส์เบอร์ใหญ่เวอร์ (เซอร์ไพรส์กว่าทรัมป์เข้าพบท่านผู้นำคิมจองอึนเสียอีก) ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยประกาศดึงเอาเกาหลีใต้ออกจากบัญชีขาว (Whitelist – รายการบัญชีประเทศคู่ค้าสำคัญที่ได้รับการผ่อนปรนระดับสูงสุดในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าและวัตถุดิบสำคัญกับญี่ปุ่น) ส่งผลให้มาตรการควบคุมตามปกติจะถูกนำมาบังคับใช้กับบริษัทในเกาหลีใต้ด้วย

ผลกระทบของมาตรการควบคุมการส่งออก (Export Controls)

  • สารเคมีสำคัญ 3 ชนิด ตกไปอยู่ในรายการส่งออกแบบเข้มงวด | ต้องมีการขออนุญาตทุกครั้งที่มีการส่งออก และใช้เวลา 90 วัน
    1. Fluorinated Polyimide (หน้าจอแสดงผล)
    2. Photosensitising Agent Resist (ชิปประมวลผล)
    3. Hydrogen Fluoride (สารกึ่งตัวนำ)
  • กำลังพิจารณาขยายขอบเขตรายการควบคุมไปยัง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปอื่นๆ รวมไปถึงวัตถุดิบที่อาจใช้ได้กับเทคโนโลยีทางการทหาร

ทางรัฐบาลญี่ปุ่่นให้เหตุผลของการออกมาตรการนี้ว่า ความน่าเชื่อถือของเกาหลีใต้ต่อนานาชาตินั้นลดลง พร้อมยอมรับชัดเจนว่า นี่คือมาตรการตอบโต้ทางการทูตต่อข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ที่มีต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในประเด็นของแรงงานจากยุคสงครามโลก พร้อมเผยอีกว่าความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นถูกคุกคามอย่างชัดเจน และต้องเกิดการทบทวนกันใหม่อีกครั้งนึง

จากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters นั้นพบว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น และร่วมทุนญี่ปุ่น นั้นถือครองสารเคมีสำคัญทั้ง 3 ชนิดของโลกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมี Fluorinated Polyimide และ Photosensitising Agent Resist อยู่ชนิดละ 90% ของโลก นอกจากนั้นแล้วบริษัท Stella Chemifa Corp ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นผู้ผลิต Hydrogen Fluoride รายใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 70% ของทั้งตลาดเลยทีเดียว

บริษัทเทค ฯ เกาหลี (Samsung อีกแล้ว) งานเกิด! ส่วนของญี่ปุ่นอาจเจอ Boycott

ฝั่งเกาหลีคือเดือดร้อนสุด ๆ โดยเพราะสารกึ่งตัวนำ หรือ Semiconductor นั้นนับเป็นมูลค่ากว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของทั้งประเทศ ซึ่งทั้ง Samsung และ SK Hynix ต่างก็เป็นผู้ผลิตอันดับต้น ๆ ของโลก ส่วนชิปประมวลผลนั้นแค่ Samsung ลำพังก็ครองส่วนแบ่งการตลาดของทั้งโลกกว่า 40% แล้ว แถมในกลุ่มสินค้าประเภทหน้าจอแสดงผลนั้น ชื่อแรก ๆ ที่ต้องนึกถึงก็จะมี Samsung กับ LG นี่แหละ งานนี้แน่นอนเลยว่าพี่ใหญ่ของเรา Samsung Electronics เจ็บตัวมากที่สุดทั้งขึ้นทั้งล่อง ล่าสุดหุ้นก็ร่วงนำไปก่อนแล้วเกือบ 1% ในวันเดียวให้หลังจากการออกมาตรการนี้ของญี่ปุ่น

ส่วนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าจะลอยตัว เพราะว่าผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำหลายรายก็ต้องใช้ซัพพลายชิ้นส่วนจากฝั่งเกาหลีเช่นกัน เห็นภาพง่าย ๆ สุดก็ Sony | Sharp ที่ต่างก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Memory Chip | Semiconductor ซึ่งเคสแบบนี้อาจทำให้ราคาแพงขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วอาจเดือดร้อนไปถึงการถูกบอยคอตต์โดยผู้บริโภคชาวเกาหลีอีกด้วย โดยล่าสุดมีรายงานว่าเกิดการเข้าชื่อกันในแคมเปญจ์บอยคอตต์งดบริโภคสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น เช่น Mitsubishi | Sony | Toyota เกินกว่า 17,000 รายแล้ว

ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เองได้ออกมาให้ความเห็นตอบโต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “การกระทำของญี่ปุ่นนั้น ไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO)” พร้อมประกาศจะนำเรื่องนี้ขึ้นเสนอต่อ WTO ให้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยต่อไป อย่างไรก็ดี ทางเกาหลีใต้เองกำลังพิจารณาถึงมาตรการตอบโต้อยู่เช่นกัน เพราะหากต้องรอพึ่ง WTO เองอาจใช้เวลานานและไม่ทัน งานนี้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า จะจบไม่ลงแบบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีนหรือไม่…

อ้างอิง: Reuters | Nikkei Asian | Japan Today

from:https://droidsans.com/japans-export-control-on-south-korea-puts-chipmakers-through-risks/

ขอเชิญร่วมงาน Korea-Thaland Smart ICT Business Partnership 2019 24 ก.ค. 2019

ขอเชิญเหล่าผู้บริหารทางด้าน IT, ผู้ประกอบการทางด้าน IT และทุกท่านที่ทำงานในวงการ IT เข้าร่วมงานสัมมนา “Korea-Thaland Smart ICT Business Partnership 2019” ที่จัดโดยภาครัฐของเกาหลีเพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีที่หลากหลายจากธุรกิจ IT ชั้นนำของเกาหลีกว่า 20 บริษัท ให้เป็นทางเลือกในการเลือกใช้เทคโนโลยีและการร่วมมือกันระหว่างธุรกิจ IT ไทยและเกาหลี ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

2019 Korea-Thaland Smart ICT Business Partnership

วันที่ 24 กรกฎาคม 2019
เวลา 10.00 – 18.00
สถานที่ Grand Ballroom, InterContinental Bangkok
จัดงานโดย Ministry of Science and ICT (MSIT) of Korea
ดำเนินงานโดย National IT Industry Promotion Agency (NIPA) of Korea
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfNo56eyzKdJ1zQ6pYfy6iGkhTPq-4ZD2aZ-ty8KgELpR8KPA/viewform

งาน 2019 Korea-Thaland Smart ICT Business Partnership ในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Ministry of Science and ICT (MSIT) of Korea และ National IT Industry Promotion Agency (NIPA) of Korea เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างธุรกิจเกาหลีและธุรกิจไทยผ่านการทำ 1:1 Business Meeting Session

ในงานครั้งนี้ได้เชิญธุรกิจเกาหลี 20 แห่งใน 3 สาขาหลักๆ ได้แก่ Smart Contents, Smart Health และ Smart Social Overlhead Capital (SOC) โดยธุรกิจไทยที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้จะได้มีโอกาสในการพูดคุยกับผู้บริหารและทีมงานของธุรกิจเหล่านี้ และจับมือร่วมธุรกิจกันเพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปด้วยกันในอนาคต

กำหนดการ

09.30 Registration
10.00 Introduction of Thailand’s 5G Implementation
10.30 Introduction of Korea’s 5G Implementation
11.00 Smart Healthcare Demo-Service and Development Plan
11.30 Company Introduction
12.00 Networking Luncheon
13.00 Business Meeting I
15.30 Coffee Break and Exhibnition Tour
16.00 Business Meeting II
17.30 Networking Party

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันทีที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfNo56eyzKdJ1zQ6pYfy6iGkhTPq-4ZD2aZ-ty8KgELpR8KPA/viewform หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Mr.Brian Koh Email: bk@bebold.kr Tel: +82-70-5099-7586

ธุรกิจเกาหลีที่มาร่วมในงานสัมมนาครั้งนี้

รายละเอียดฉบับเต็มของแต่ละธุรกิจ สามารถตรวจสอบได้ที่ www.dreaminno.com/webmail/directory_thailand.pdf

from:https://www.techtalkthai.com/korea-thaland-smart-ict-business-partnership-2019-seminar-invitation/

[BHAsia 2019] เตือน Voice Phishing รูปแบบใหม่ หลอกเหยื่อผ่าน Malicious App

Min-chang Jang หัวหน้าทีมวิจัยภัยคุกคามจาก Financial Security Institute ประเทศเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการโจมตีแบบ Voice Phishing รูปแบบใหม่ที่ผสานการทำงานผ่าน Malicious App เพื่อเพิ่มความแนบเนียนและลบร่องรอยในการโจมตี ภายในงานประชุม Black Hat Asia 2019 ที่เพิ่งจัดไป

Jang ระบุว่า Voice Phishing เป็นหนึ่งในการต้มตุ๋นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเกาหลีใต้ ในปี 2018 ที่ผ่านมามีผู้ตกเป็นเหยื่อไม่น้อยกว่า 48,743 ราย ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก Voice Phishing มีมูลค่าสูงถึง 440,000 ล้านวอน (ประมาณ 12,310 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นถึง 82.7% อย่างไรก็ตาม Voice Phishing ไม่สามารถเรียกว่าเป็นการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างเต็มปาก เนื่องจากอาศัยการโทรศัพท์และจิตวิทยา (Social Engineering) ในการหลอกลวงเหยื่อเพื่อให้มาซึ่งข้อมูลความลับหรือเงินโดยมิชอบ

ล่าสุด Jang พบว่ามีการโจมตีแบบ Voice Phishing รูปแบบใหม่ที่มีการหลอกให้เหยื่อติดตั้ง Malicious Application ลงบนโทรศัพท์มือถือ (Android) แล้วใช้ Malicious App นั้นในการช่วยเพิ่มความแนบเนียนในการหลอกลวงเหยื่อ ดักฟังและลอบส่งข้อมูลสำคัญไปยัง C&C Server รวมไปถึงลบร่องรอยในการโจมตี โดยสามารถสรุปขั้นตอนการโจมตีได้ดังนี้

  1. กลุ่มแฮ็กเกอร์ (จากนี้ขอเรียกว่าแก๊ง Call Center เพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย) จัดเตรียมเว็บ Phishing สำหรับหลอกเหยื่อที่ต้องการกู้เงิน
  2. แก๊ง Call Center ทำการส่ง SMS โดยระบุรายละเอียดการอนุมัติการกู้ยืม พร้อมบอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันตามลิงค์ที่แนบมาเพื่อดำเนินการกู้ยืมให้เสร็จสิ้น ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็น Malicious App ที่อ้างชื่อธนาคารหรือบริษัทที่ให้กู้เงินที่มีอยู่จริง
  3. หลังจากติดตั้งแอปพลิเคชันแล้วให้กรอกชื่อ เบอร์โทร และเลขบัตรประชาชน
  4. แอปพลิเคชันระบุหมายเลขติดต่อธนาคารหรือบริษัทที่ให้กู้เงินตามหมายเลขจริง แต่เมื่อผู้ใช้โทรไปยังเบอร์ดังกล่าว แอปพลิเคชันจะทำการดักจับการโทรออกแล้วเปลี่ยนไปโทรหาเบอร์ของแก๊ง Call Center แทน ซึ่งระหว่างรอสายจะมีการเปิดเพลงรอสายของธนาคารหรือบริษัทที่ให้กู้เงินที่กำลังติดต่อไปด้วยเพื่อเพิ่มความสมจริง
  5. เมื่อวางสาย แอปพลิเคชันจะเปลี่ยนเบอร์โทรออกจากเบอร์ที่โทรไปแก๊ง Call Center ไปเป็นเบอร์ของธนาคารหรือบริษัทที่ให้กู้เงินที่เหยื่อพยายามติดต่อเพื่อลบร่องรอย

นอกจากนี้ Jang ยังได้ทำการตรวจสอบ Malicious App Distribution Server และ C&C Server พบว่าเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวใช้หมายเลข IP ที่ตั้งอยู่ในประเทศไต้หวัน แต่ภาษาที่ใช้กลับเป็นภาษาจีนแบบตัวย่อ (Simplified Chinese) ซึ่งถูกใช้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ (ไต้หวันใช้ภาษาจีนแบบตัวเต็มหรือ Traditional Chinese) จึงคาดว่าแก๊ง Call Center ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีนี้มาจากประเทศจีน ขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งเกาหลีและไต้หวันกำลังดำเนินการสืบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่

from:https://www.techtalkthai.com/new-voice-phishing-uses-malicious-android-app-to-steal-money/