คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

“อยากเอาคืน แต่ทำไม่ได้” ผู้เชี่ยวชาญเตือน อินเดียบอยคอตจีน สุดท้ายอาจเดือดร้อนเอง

ไฟโกรธยังไม่หาย อินเดียหวังเอาคืนจีน เตรียมบอยคอตสินค้าและธุรกิจต่างๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือน สถานการณ์แบบนี้บอยคอตจีนแล้วอินเดียจะแย่เอง

GAGANGIR, KASHMIR, INDIA – JUNE 19: An Indian army convoy drives towards Leh, on a highway bordering China, on June 19, 2020 in Gagangir, India. As many as 20 Indian soldiers were killed in a “violent face-off” with Chinese troops on Tuesday in the Galwan Valley along the Himalayas. Chinese and Indian troops attacked each other with batons and rocks. This is the deadliest clash since the 1962 India-China war and both have not exchanged gunfire at the border since 1967. Since the recent clash, there has been no sign of a breakthrough. India said its soldiers were killed by Chinese troops when top commanders had agreed to defuse tensions on the Line of Actual Control, the disputed border between the two nuclear-armed neighbours. China rejected the allegations. It blamed Indian soldiers for provoking the conflict, which took place at the freezing height of 14,000 feet. The killing of soldiers has led to a call for boycott of Chinese goods in India. On Thursday, thousands of people attended the funerals of the 20 slain Indian soldiers. To show their anger, Indians burnt Chinese flags and posters of China’s President Xi Jinping in many states. (Photo by Yawar Nazir/Getty Images)

หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะในเขตพื้นที่ชายแดนจีน-อินเดียบนเขาหิมาลัยจนทหารอินเดียเสียชีวิตไปถึง 20 นายและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ตัวแทนผู้นำทั้งสองประเทศจะได้มีการพูดคุยตกลงเพื่อยุติเรื่องราวและประคับประคองสถานการณ์ให้เกิดความปรองดองระหว่างกัน

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบอยู่แค่นั้นเพราะมีรายงานว่าเกิดกระแสต่อต้านและบอยคอตจีนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในประเทศอินเดีย ถึงขนาดเกิดเหตุการณ์ที่ชาวอินเดียขว้างปาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตโดยบริษัทจีนออกทางหน้าต่าง มีกลุ่มผู้ประท้วงปีนขึ้นไปฉีกป้ายบิลบอร์ดโฆษณาของบริษัท OPPO มีการเรียกร้องให้บอยคอตร้านที่ขายอาหารจีน รวมถึงเผาหุ่นและภาพผู้นำเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจแม้ว่ามีบางภาพที่อาจจะเผาผิดเพราะคิดว่าคิมจองอึนผู้นำเกาหลีเหนือคือสีจิ้นผิงก็ตาม

อินเดียบอยคอตจีน ภาพจาก Shutterstock

นอกจากนี้ ทางการของอินเดียเองก็มีการเคลื่อนไหวต่อกระแสต่อต้านจีนด้วยเช่นกันถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้แสดงตัวหรือมีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแต่มีรายงานว่าหน่วยงานและบริษัทมหาชนต่างๆ ของอินเดียได้รับจดหมายขอความร่วมมือจากรัฐบาลให้ระงับการต่อสัญญากับบริษัทจีน และยังมีรายงานเพิ่มเติมว่ารัฐบาลได้ขอให้บริษัทอีคอมเมิร์ซแสดงแหล่งที่มาของสินค้าที่รับมาขายและมีการยกเลิกสัญญาโครงการสร้างทางรถไฟในอินเดียที่บริษัทจีนเป็นผู้ดูแลอีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2018 เป็นต้นมาข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี (Bilateral trade agreement) ของทั้งสองประเทศลดลงถึง 15% และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกในอนาคต

Huawei Ban

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีมาตรการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากร ใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping duty) ในสินค้าจากจีน และเริ่มมีคำสั่งให้ระงับการนำเข้าอุปกรณ์สื่อสารจากบริษัทจีนซึ่งคาดว่าจะทำการแบนสินค้าจีนในภาคยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมถัดไป รัฐบาลอินเดียยังบอกว่าจะไม่ใช้อุปกรณ์จาก Huawei และ ZTE ในการอัพเกรดโทรคมนาคม (4G กับ 5G) ในประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ได้ออกมาเตือนว่าการที่อินเดียบอยคอตจีนในครั้งนี้อาจจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอินเดียที่ตอนนี้เองก็กำลังแย่มากกว่าสร้างความเสียหายให้กับจีน

HANGZHOU, CHINA – SEPTEMBER 04: Chinese President Xi Jinping (right) shakes hands with Indian Prime Minister Narendra Modi to the G20 Summit on September 4, 2016 in Hangzhou, China. World leaders are gathering in Hangzhou for the 11th G20 Leaders Summit from September 4 to 5. (Photo by Lintao Zhang/Getty Images)

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะเห็นว่าจีนคือคู่ค้าที่สำคัญของอินเดีย ในปี 2018 อินเดียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 90.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.7 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 14.63% จากมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของอินเดีย (นำเข้าสินค้าจากจีนมากเป็นอันดับที่หนึ่ง ส่งออกไปจีนมากเป็นลำดับที่สามรองจากสหรัฐฯ และอาหรับ)โดยนำเข้าสินค้าขั้นกลางในอุตสาหกรรมเคมี เหล็ก เครื่องจักร พลาสติก ชิ้นส่วนรถยนต์ และยา เพื่อใช้สำหรับการผลิต

India import from china 2018
อินเดียนำเข้าสินค้าจากจีน ภาพจาก World Integrated Trade Solution, World Bank

จะเห็นว่าอินเดียนำเข้าสินค้าขั้นกลางเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตจากจีนเป็นจำนวนมากเนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตแพง เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตค่อนข้างเก่าและล้าหลัง รวมถึงต้นทุนคงที่ต่อการผลิตเองก็ราคาสูง ทำให้ต้นทุนในการผลิตโดยรวมแพงกว่าการนำเข้าสินค้าเข้ามา โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม consumer electronics อย่างสมาร์ทโฟน หรือแทปเล็ต ที่มีการผลิตพึ่งพาวัตถุดิบราคาถูกจากจีน

poor india
Photo by Karthikeyan K on Unsplash

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าด้วยสถานการณ์ของอินเดียตอนนี้ที่แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการการพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น แต่ภาคการผลิตของอินเดียจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยปราศจากการพึ่งพาสินค้าจากจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมคมนาคมและเซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้แต่การผลิตสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเลตเองก็อาจจะเป็นอัมพาตได้ถ้ายกเลิกการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนโดยทันที

มิหนำซ้ำภาคการผลิตของอินเดียสามารถทดแทนสินค้าที่นำเข้าจากจีนได้แค่เพียง 25% เท่านั้น นอกจากนี้อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความเซ็นซิทีฟต่อราคาสูงมาก การแบนสินค้าจากจีนจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย – คนจนในประเทศอินเดียที่อาจจะไม่สามารถจ่ายได้

ที่มา: IndianexpressBBCJagran JoshNikkei,WITS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/india-boycott-china/

วิกฤตศรัทธา: หลากธุรกิจเดินหน้าแบน Facebook ผู้บริหารรับกระทบหนัก “สื่อขาดความไว้วางใจ”

แพลตฟอร์ม Facebook ในปัจจุบัน มีปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาและบั่นทอนความน่าเชื่อถือลงเรื่อยๆ แม้จะมีข่าวหลุดว่าทางองค์กรพยายามจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอยู่ แต่ดูแล้วความพยายามยังไม่มากพอ ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมารับมือการแบนครั้งใหญ่นี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม

หลากหลายแบรนด์ดังร่วมต้าน Hate Speech ระงับโฆษณาใน Facebook ยาวนาน 1 เดือน

หลังจากที่แบรนด์ใหญ่อย่าง The North Face เริ่มแบน Facebook แล้ว แบรนด์อื่นก็เริ่มแสดงจุดยืนตัวเองในการต้าน hate speech ด้วย อาทิ Eddie Bauer, Magnolia Pictures, Ben & Jerry’s ล่าสุด ก็มีอีกหลายแบรนด์เข้าร่วมด้วย

  • Verizon ค่ายมือถือขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา ระบุ จะหยุดโฆษณาใน Facebook จนกว่าจะหาทางออกที่สามารถยอมรับได้ (ช่วง 22 พฤษภาคม – 20 มิถุนายนที่ผ่านมา Verizon ทุ่มเงินโฆษณาไปกับ Instagram มากถึง 4.06 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็เสียเงินค่าโฆษณาในแพลตฟอร์ม Facebook อีกราว 1.46 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45 ล้านบาท)
  • Goodby Silverstein, BMW, HP, PayPal, Pepsi, Doritos, Adobe, Patagonia, REI, Coca-Coala และ Unilever แบรนด์ใหญ่ล่าสุดที่ออกมาบอกว่าจะแบนโฆษณาในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Instagram และ Twitter แถมยังบอกว่าอาจจะแบนจนหมดปี 2020 ด้วย ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ส่วนใหญ่ แบนจนสิ้นเดือนกรกฎาคมเท่านั้น

Unilever เป็นแบรนด์ที่ใช้จ่ายค่าโฆษณาติดอันดับที่ 30 ของบรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่ใช้เงินไปกับแพลตฟอร์ม Facebook สูงที่สุด แค่เพียงปี 2019 ปีเดียว Unilever จ่ายไปแล้วกว่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.29 พันล้านบาท

ล่าสุด Financial Time เผยข่าว leak ที่มีการ conference call ซึ่งมี Facebook กับสื่อโฆษณาเกือบ 200 รายภายใต้การนำของ IAB (Interactive Advertising Bureau: IAB หรือ สมาคมโฆษณาออนไลน์) 

เนื้อหาที่หลุดออกมาของ Neil Potts ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Facebook เป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบายด้านความปลอดภัยและความไว้วางใจของ Facebook ระบุว่า สื่อโฆษณากำลังขาดความไว้วางใจต่อแพลตฟอร์ม (‘trust deficit’) ทางองค์กรพยายามจะหาทางหยุดยั้งแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังเดินหน้าเข้าร่วมแคมเปญคว่ำบาตร Facebook ด้วยการงดโฆษณาอยู่

(Photo by Justin Sullivan/Getty Images)

10 แบรนด์ใหญ่ที่จ่ายเงินไปกับค่าโฆษณาใน Facebook ในปี 2019 มีดังนี้

  • Home Depot 178.53 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,514 ล้านบาท)
  • Walmart Stores 146.99 ล้าน $
  • Microsoft 115.85 ล้าน $
  • AT&T 105.40 ล้าน $
  • Disney 98.19 ล้าน $
  • Starbucks 94.86 ล้าน $
  • Procter & Gamble 92.27 ล้าน $
  • Wells Fargo 90.34 ล้าน $
  • New York Times 89.91 ล้าน $
  • Cricket Communications 81.45 ล้าน $

ประเด็นที่ Facebook ปล่อยให้แพลตฟอร์มเต็มไปด้วยการสร้าง hate speech ที่นำไปสู่การสร้างความรุนแรง และข่าวฉาวต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนหมดความศรัทธาต่อ Facebook มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นมานานแล้ว

นับตั้งแต่ข่าวฉาวครั้งใหญ่ที่ปล่อยให้ข้อมูลผู้ใช้งาน Facebook ราว 87 ล้านคน ถูก Cambridge Analytica (แคมบริดจ์ อนาลิติกา คือบริษัทวิจัยข้อมูลทางการตลาด) ดึงไปใช้เพื่อแทรกแทรงพฤติกรรมผู้ใช้งาน จนส่งผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 

การใช้ข้อมูลของบริษัทนี้สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ได้ โดยที่เจ้าตัวหรือเจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว 

ตอนท้ายของบทสัมภาษณ์สรุปสั้นๆ ว่า มันคือ Full service of propaganda machine ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการเลือกตั้งจนได้โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั่นเอง พวกบรรดา Fake news ที่ทำให้คนมีทัศนคติเอนเอียงไปเลือกผู้แทนทั้งหลายก็จะมีบทบาทอย่างมากในช่วงนี้ 

อีกหนึ่งตัวอย่างเมื่อครั้งที่ Mark Zuckerberg ต้องตอบคำถามคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สมาชิกวุฒิสภาเคยตั้งคำถามแล้วว่า เขาปล่อยปละละเลยให้มีการสร้าง hate speech ในแพลตฟอร์มตัวเองอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มันนำไปสู่การสร้างความรุนแรงในภายหลัง 

แน่นอนว่า การสร้าง hate speech บนแพลตฟอร์ม Facebook และความไม่โปร่งใสขององค์กร รวมถึงเรื่องที่ถกกันในสภานั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ถ้า Facebook หรือ CEO Mark Zuckerberg มีนโยบายจัดการแพลตฟอร์มให้เปลี่ยนไปจากเดิม ย่อมไม่เกิดการประท้วงจนหยุดโฆษณาบน Facebook อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

WASHINGTON, DC – APRIL 11: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg prepares to testify before the House Energy and Commerce Committee in the Rayburn House Office Building on Capitol Hill April 11, 2018 in Washington, DC. This is the second day of testimony before Congress by Zuckerberg, 33, after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

Facebook จะหาทางแก้ปัญหาการขาดความไว้วางใจลงเรื่อยๆ ต่อแพลตฟอร์มตัวเองอย่างไร แบรนด์ใหญ่ แบรนด์เล็กหลายองค์กรรวมกันจะสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการกำหนดนโยบายของ Facebook ได้จริงหรือไม่ การแสดงจุดยืนร่วมต้าน hate speech นี้จะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นจนการเหยียดสีผิวหายไปจากสังคมตลอดไปหรือเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตราบเท่าที่มีการรณรงค์ร่วมต้านเท่านั้นหรือไม่

เรื่องนี้ คงต้องดูกันยาวๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เราก็เห็นแล้วว่าก่อนหน้านี้ Facebook ถูกตั้งคำถามประเด็นเดิมตลอด สังคมถกเถียงเรื่องการรับมือที่เพิกเฉยของ Mark Zuckerberg มานาน แต่แพลตฟอร์มนี้ก็ไม่เคยมีนโยบายที่นำไปสู่การแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหาได้เลย

ภาพจาก Facebook

ที่มา – Financial Times, CNBC (1), (2), WSJ, Unilever, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/advertiser-trust-deficit-on-facebook-cause-of-hate-speech/

นักการตลาดต้องรู้! เปิดเคล็ดลับ 9 ข้อจากตัวแม่ TikTok ทำอย่างไรให้คนติดตามเพิ่ม ยอดขายพุ่ง

TikTok ถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มการตลาดที่มาแรงในปี 2020 นักการตลาดให้ความสนใจสูงมาก

บทความนี้จะพาไปเปิดเคล็ดลับจากเชฟ Nadia Caterina Munno ซึ่งมีผู้ติดตามใน TikTok กว่า 250,000 คน ภายในเวลาเพียง 3 เดือนครึ่ง จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ The Pasta Queen” 

ในปัจจุบันเราต้องผลิตคอนเทนต์ให้ตรงใจคนที่สละเวลามาดูเรา Munno ได้ให้เคล็ดลับแก่ผู้ประกอบการที่อยากประสบความสำเร็จใน TikTok มา 9 ข้อ ซึ่งหากทำตามแล้วคงได้ผลตอบรับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน 

  1. โพสต์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

โพสต์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพราะจะทำให้เราไปโผล่หน้า “For You” ของผู้ใช้งานคนอื่นๆ มากขึ้น

  1. ไลฟ์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ 

ถึงแม้จะยังมีผู้ติดตามน้อยอยู่ก็ควรไลฟ์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะผู้ใช้งานคนอื่นๆ จะมีโอกาสเห็นคลิปเราโผล่ในหน้า “For You” เช่นเดียวกัน

  1. ดึงความสนใจให้ได้ในครึ่งวินาทีแรก

จงจำไว้ว่าเราต้องดึงความสนใจของคนดูให้ได้ภายในครึ่งวินาทีแรก เพราะโดยปกติคนจะเลื่อนผ่านแต่ละคลิปเร็วมาก และจะหยุดดูเมื่อเห็นว่ามีอะไรน่าสนใจในไม่กี่วินาทีแรกเท่านั้น

  1. ทำคลิปวิดิโอให้สั้นเข้าไว้ 

Munno แนะนำว่าคลิปควรมีความยาวประมาณ 20-30 วินาที เธอเสริมว่า เราจะทำคอนเทนต์อะไรก็ได้ตราบเท่าที่เป็นคลิปสั้นๆ และเข้าใจง่าย เพราะเธอก็เคยเห็นคลิปนายหน้าพาทัวร์บ้าน หรือคลิปนักบัญชีมาสอนเทคนิคเกี่ยวกับภาษี เป็นต้น 

View this post on Instagram

What if you don’t have a pasta machine? Here’s how I make fresh pasta by hand just like my Nonna did. It’s a labor of love 💚🤍❤ – few tips: 100gr of flour 00 per egg (all purpose flour will do) – add flour as needed and often as you knead – the egg size can vary, if you want to be precise it should weight 65gr per egg – if you dry the pasta too much, all is not lost, add a little egg by opening a tiny hole in the dough, keep kneading for at least 15 mins – it has to rest for 20 mins it’ll make it more elastic – the dough must be slapped as you see in the video, it binds everything perfectly and makes it more elastic, make sure to slap on each side of the dough to keep it even!

A post shared by The Pasta Queen Cooking (@the_pastaqueen) on

  1. ทำคอนเทนต์แนว How-To

TikTok ระบุว่าถ้าเป็นคอนเทนต์แนวให้ความรู้ หรือสอนเรื่องต่างๆ จะมียอดวิว ยอดคอมเมนต์ และยอดแชร์ที่มากขึ้น

  1. อย่ากังวลว่าผู้ติดตามเป็น Niche Market 

อย่ากังวลว่าผู้ติดตามของเราเป็น Niche Market หรือมีจำนวนน้อย เพราะ Munno สนับสนุนให้ครีเอเตอร์ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง ทำคลิปเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองถนัดออกมาจะดีที่สุด

  1. สร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ติดตามกลุ่มแรกๆ 

การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ติดตามกลุ่มแรกๆ จะทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวเรา และอยากติดตามต่อไปมากขึ้น

  1. เรียนรู้ระบบหลังบ้าน

เราควรเข้าไปดูระบบหลังบ้านบ่อยๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าผลตอบรับของแต่ละคอนเทนต์ที่ลงไปเป็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราเข้าใจผู้ติดตามว่าชอบคอนเทนต์แบบไหน

  1. อย่าลืมว่านี่คือธุรกิจ ไม่ใช่งานอดิเรก

จงจำไว้ว่าการประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืนเป็นเรื่องยาก แน่นอนว่าผู้ประกอบการหลายๆ คน คงรู้สึกดีใจหากคลิปของพวกเขาเป็นที่นิยม แต่พวกเขาต้องไม่ลืมที่จะเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ และไม่ลืมโอกาสที่ได้รับจากผู้ติดตาม 

นั่นหมายความว่า เราอาจจะต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันเพื่อถ่ายวิดิโอ หรือใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อตอบคำถามของผู้ติดตาม เป็นต้น

ประวัติเชฟสาวเจ้าของฉายา The Pasta Queen 

Munno เกิดในกรุงโรม เธอได้ฝึกทำพาสต้ามาตั้งแต่เด็กๆ ในช่วงปี 1800 ทวดของเธอได้เปิดโรงงานทำพาสต้าขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากทางใต้ของเมืองหลวงประเทศอิตาลีเพียง 20 นาทีเท่านั้น จนถึงทุกวันนี้ครอบครัวของเธอก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “The Macaronis”

เธอเล่าว่าความสำเร็จจาก TikTok ของเธอไม่ใช่ว่าได้มาโดยง่าย เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีเลย แต่เธอก็ฝึกทำคลิปวิดิโอขึ้นมาได้ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้เธอก็ตัดต่อทุกคลิปวิดิโอด้วยตนเอง 

ผู้ประกอบการหลายๆ คนมองว่าความสำเร็จของเธอเป็นเพราะโชคช่วย หรือทำคลิปขึ้นมาถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น บางคนถึงขั้นปรามาสว่าเธอคงผลิตความสำเร็จซ้ำไม่ได้อีก ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายๆ คนยังไม่ทราบ คือการที่จะประสบความสำเร็จใน TikTok ได้นั้น มี สูตรสำเร็จ ตาม 9 ข้อข้างต้นนั่นเอง

ที่มา: Entrepreneur

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tiktok-nadia-caterina-munno-the-pasta-queen/

เทรนด์ธุรกิจร้านอาหารหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์: ฟู้ด เดลิเวอรี่คือทางเลือกหลัก สร้างรายได้

โดย ปาจรีย์ รอดพ่าย และอภิชญา ฉกาจธรรม 

ในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา บริการส่งอาหารออนไลน์ หรือ online food delivery ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากคนไม่สามารถออกมากินข้าวนอกบ้านได้ตามปกติ คำถามคือ หลังคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้วคนจะยังสั่งอาหารออนไลน์อยู่ไหม แล้วร้านอาหารจะต้องทำอย่างไร

นักการตลาดหลายสำนักเชื่อว่าแม้จะมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์แล้วแต่เทรนการสั่งอาหารออนไลน์จะยังคงอยู่เพราะผู้บริโภคเริ่มเคยชินกับความสะดวกสบาย

แถลงข่าวเทรนด์ร้านอาหาร
ขอบคุณรูปภาพจาก JWD Group

เดลิเวอรี่ จากทางรอดสู่ทางเลือก

ก่อนหน้านี้ธุรกิจร้านอาหารต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างกะทันหันเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตโควิด ซึ่งวิธีการที่ทำให้ร้านอาหารต่างๆ สามารถที่จะอยู่ต่อไปได้ในระหว่างนั้นคือการนำร้านเข้าสู่แพลตฟอร์มส่งอาหารเพื่อให้ธุรกิจสามารถประคับประคองต่อไปได้ แต่หลังจากที่มีการคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว หลังจากนี้เดลเวอรี่คือทางเลือก 

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้บริหารจาก Penguin Eat Shabu มองว่าเดลิเวอรี่จะกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับธุรกิจร้านอาหารในการสร้างหรือเพิ่มช่องทางการทำรายได้ให้มากขึ้น โดยใช้ต้นทุนน้อยลง กระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น 

ข้อดีของการเข้าสู่ online platform และ food delivery ครบวงจร

ฐากูร ชาติสุทธิผล ผู้บริหารจาก FoodStory กล่าวว่า ข้อดีของการเข้าสู่ออนไลน์แพลตฟอร์มหรือแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ จะช่วยให้ร้านสามารถลดต้นทุนและความเสี่ยงที่เกิดจากการขยายสาขาใหม่ที่ใช้เงินลงทุนเยอะแต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมียอดขายที่ดี การส่งเดลิเวอรี่ช่วยให้ร้านอาหารสามารถสำรวจความต้องการในพื้นที่นั้นได้ก่อนว่ามีความต้องการมากแค่ไหน คุ้มค่าต่อการลงทุน หรือควรขยายร้านไปในรูปแบบใด 

นอกจากนี้การเข้าสู่ออนไลน์แพลตฟอร์มยังช่วยให้ร้านสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีและเป็นระบบมากขึ้น จากการพัฒนาระบบหลังบ้านทำให้ร้านสามารถที่จะคำนวณต้นทุนวัตถุดิบ food waste และอื่นๆ ได้ 

Grab Food แกร๊บฟู้ด
ภาพจาก Shutterstock

ประเภทของ Food Delivery

Food Delivery แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ซึ่งแบบที่แพร่หลายในประเทศไทย คือ

  • แบบ Ready to eat หรือการเดลิเวอรี่อาหารพร้อมทานที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ผ่านแอปพลิเคชั่นที่คนใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น  Line Man,Grab, Food Panda
  • อีกรูปแบบ คือ Ready to cook ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน เพราะยังไม่ค่อยมีคนเข้ามาเล่นในตลาดนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเตรียมอาหาร และเตรียมอุปกรณ์เพิ่มเติมพอสมควร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นอาหารประเภทเสต็ก ทางร้านอาหารอาจจะต้องย่างเนื้อเสต็กพอให้สุกสัก 70% หลังจากนั้นก็ใส่ไว้ในถุงสุญญากาศและเก็บในตู้แช่เย็น เพื่อคงความสดไว้สำหรับการเดลิเวอรี่ 

สัดส่วนออนไลน์และออฟไลน์ของธุรกิจร้านอาหารในอนาคต 

ฐากูร ชาติสุทธิผล ผู้บริหารจาก FoodStory ระบุว่า ในช่วงก่อนโควิด ร้านอาหารหลายๆ แห่งอาจจะแบ่งสัดส่วนการขายออฟไลน์ต่อออนไลน์เป็น 90:10 แต่เมื่อมีสถานการณ์โควิดเข้ามา หลายๆ ร้านต้องหันไปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตสัดส่วนอาจจะเปลี่ยนเป็น 70:30 หรือมากถึง 50:50 ก็เป็นได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าด้วยว่าจะกลับมาแพร่ระบาดเป็นระลอกที่สองหรือไม่

ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ผู้บริหารจาก JWD กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ได้ปรับตัวจากการขายหน้าร้านมาให้บริการแบบเดลิเวอรี่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะนำเสนอเซ็ตเมนูอาหารสดแบบสั่งซื้อล่วงหน้า เช่น นำเสนอเซ็ตชาบูพร้อมปรุงแบบเดลิเวอรี่ถึงบ้าน เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าไปปรุงรับประทานเองที่บ้าน และในขณะเดียวกันร้านอาหารก็เปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการร้านด้วยเทคโนโลยีฟู้ด แอปพลิเคชั่น เช่น การสั่งซื้อและบริหารสต๊อกวัตถุดิบมากขึ้นเช่นกัน

Penguin Eat Shabu
ขอบคุณรูปภาพจาก Penguin Eat Shabu

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร

ผู้ประกอบการร้านอาหารในยุคนี้ควรทดลองใช้เทคโนโลยี และระบบจัดการหลังบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการร้านอาหาร เพราะอันที่จริงแล้วการลงทุนในส่วนนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณสูงขนาดที่ผู้ประกอบการหลายๆ คนเข้าใจ และยังช่วยลดปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำร้านอาหารอีกด้วย 

ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้บริหารจาก Penguin Eat Shabu ยกตัวอย่างว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ลงทุนไปกับเทคโนโลยีอาจจะน้อยกว่าค่าตัวของพนักงานหนึ่งคนเสียอีก” และ “การมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะด้านเทคโนโลยีหรือลอจิสติกส์ จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น” เพราะสามารถนำเวลาที่เหลือไปโฟกัสกับธุรกิจหลักของตนเองได้

สรุปจาก*
งานแถลงข่าวหัวข้อมองเทรนด์ธุรกิจอาหารและ Food Delivery กับการเปลี่ยนแปลงหลังคลายล็อกดาวน์” นำโดย คุณชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ผู้บริหารจาก
JWD (บริการโลจิสติกส์ และบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบครบวงจร) คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้บริหารจาก Penguin Eat Shabu (ร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู) และคุณฐากูร ชาติสุทธิผล ผู้บริหารจาก FoodStory (ระบบจัดการร้านอาหาร) ไลฟ์สดผ่านทาง Facebook : JWD Group วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00-11.30 น. 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/food-delivery-thailand-jwd-food-story-penguin-eat-shabu/

ผู้ชนะตัวจริงในยุคโควิด คือ “บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ระดับโลก” 3 บริษัทแรกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ในยุคแห่งโรคระบาด วิกฤตโควิดส่งผลกระทบในหลายมิติไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจ ธุรกิจรายเล็กรายน้อยล้มหายตายจาก บริษัทใหญ่หลายแห่งประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน บริษัทจำนวนไม่น้อยต้องหยุดพักกิจการชั่วคราวเนื่องจากมาตรการของภาครัฐ และบริษัทอีกหลายแห่งเช่นกันที่อาจต้องปิดกิจการถาวรเนื่องจากไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ดังเดิม

แต่ไม่ว่าธุรกิจใดจะหยุดพัก ธุรกิจใดจะล้มหายตายจากไป บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก (ซึ่งส่วนมากเป็นบริษัทสายเทคโนโลยี) ยังรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ และมีมูลค่าเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล

Financial Times สำรวจและจัดอันดับ Market Capitalization (Market Cap) หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็น “ผู้ชนะในยุคโควิด” เนื่องพุ่งสูงจากวันที่ 1 มกราคม 2020 จนถึงช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

Amazon

อันดับ 1 Amazon โควิดทำอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ร่ำรวยมากขึ้น

ในยุคแห่งโรคระบาด รัฐบาลทั่วโลกทำมาตรการ Lockdown แต่พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนยังคงมีอยู่ ทางออกจึงเป็นการซื้อของออนไลน์และจัดส่งผ่านทางบริการเดลิเวอรี่

Amazon มีมูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 4.01 แสนล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 43.8% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

ในช่วงโควิดที่ผ่านมา Amazon ทุ่มเงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อขับเคลื่อนระบบขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มค่าจ้างให้พนักงานและประกาศรับสมัครงานเพิ่มหลักแสนตำแหน่งเพื่อเอามาเสริมบริการเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ

อันดับ 2 Microsoft โควิดทำประชุมออนไลน์บูม

เมื่อ Work From Home ตอบโจทย์ยุคโควิดที่ผู้คนไม่สามารถออกไปทำงานในออฟฟิศ แน่นอนว่า การประชุมงานผ่านโปรแกรมออนไลน์จึงเป็นทางรอด

Teams โปรแกรมประชุมออนไลน์ของ Microsoft มียอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้นมาก ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีสถิติระบุว่าใน 1 วันมีคนใช้งานถึง 75 ล้านคนทั่วโลก เติบโตจากปี 2019 ซึ่งมีประมาณ 20 ล้านคนเท่านั้น

Microsoft มีมูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.69 แสนล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 22.4% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 1.473 ล้านล้านดอลลาร์

อันดับ 3 Apple โควิดไม่กระทบรายได้ หน้าร้านปิด ออนไลน์โต

แม้ว่าโควิดจะทำให้ Apple ต้องปิดหน้าร้านชั่วคราวไปกว่า 500 แห่งทั่วโลก แต่รายได้ของทางบริษัทก็ยังไม่ได้หดหายไปมากนัก เนื่องจากมีหลายผลิตภัณฑ์ที่ยังทำเงินทางออนไลน์ เช่น บริการสตรีมมิ่ง AppleTV+ ที่เพิ่งเปิดให้บริการ และรวมถึง iPhone, iMac และ MacBook Air รุ่นใหม่ที่ทยอยออกมาทำตลาดกันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้ทำให้ Apple มีมูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.19 แสนล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 16.8% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 1523 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม หากนำตัวเลขการพุ่งขึ้นของมูลค่า Market Cap ของทั้ง 3 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มารวมกัน จะมีมูลค่าสูงถึง 8.89 แสนล้านดอลลาร์ 

บริษัทอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • Tesla: หุ้นดีดตัวสูงขึ้นในช่วงโควิด มูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.08 แสนล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 143.8% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 1.83 แสนล้านดอลลาร์
  • Pinduoduo: อีคอมเมิร์ซจีนน้องใหม่ที่มี Tencent หนุนหลัง มูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 125.6% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 9.92 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Zoom Video: บริการประชุมออนไลน์ยอดฮิตแห่งยุคโควิด มูลค่า Market Cap เพิ่มขึ้นจากเดิม 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 255.1% ส่งผลให้ Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์

อ้างอิง – FT (สามารถเข้าไปดู 100 อันดับของทุกบริษัทได้ที่ลิงค์อ้างอิง)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/big-tech-companies-rise-in-covid-era/

เวียดนามไฟเขียว อนุมัติงบเกือบ 3 แสนล้านบาท ดันโครงการ Saigon Sunbay ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

Nguyen Xuan Phuc นายกรัฐมนตรีเวียดนามอนุมัติงบ 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 2.88 แสนล้านบาท) ให้บริษัท Vingroup เดินหน้าโครงการ Saigon Sunbay พัฒนาเขตเมืองชายฝั่งทะเล รีสอร์ท สมาร์ทซิตี้ และบริการไฮเทค หวังรักษาระดับการลงทุนภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเจอพิษโควิด

Ho chi minh
Photo by Tony Pham on Unsplash

เวียดนามเดินหน้าดันโครงการ Saigon Sunbay พัฒนาเขตเมืองชายฝั่งทะเล

หลังจากที่ชะลอการลงทุนมานานถึง 13 ปี รัฐบาลเวียดนามตัดสินใจเดินหน้าอนุมัติโครงการ Saigon Sunbay ซึ่งเป็นโครงการลงทุนเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ของเวียดนาม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุนในประเทศหลังจากวิกฤตโควิดทำอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวของเวียดนามย่ำแย่

ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมาการส่งออกของเวียดนามมีมูลค่าอยู่ที่ 99.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.08 ล้านล้านบาท) ตกลง 1.7% จากปีที่แล้ว ยอดขายธุรกิจที่พักและบริการจัดเลี้ยงลดลง 25.8%  ขณะที่รายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอื่นๆ ลดลง 54.1%

รัฐบาลต้องเจอกับความท้าทายในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่า IMF คาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตลดลง 2.7% แต่รัฐบาลเวียดนามยังคงตั้งใจที่จะรักษาระดับการเติบโตต่อไปโดยตั้งเป้าให้ฮานอยเติบโตมากกว่า 5%

HANOI, VIETNAM – MARCH 15  Photo by Linh Pham/Getty Images)

Saigon Sunbay กระตุ้นการลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ในขณะที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะตลาดต่างประเทศฟื้นตัวช้าและความเสี่ยงจากการระบาดของไวรัสระลอกที่สอง คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้เสนอในรัฐบาลใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้ได้ท่ามกลางสถานการณ์โควิด

เพื่อรักษาระดับการลงทุนในประเทศไว้ รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติโครงการ Saigon Sunbay มูลค่ากว่า 2.88 แสนล้านบาท หลังจากที่ชะลอการลงทุนมานานหลายปีเนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมจากสื่อท้องถิ่น กลุ่มประชาสังคม และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในท้องที่

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เวียดนามไม่สามารถที่จะรีรอได้อีกต่อไป ประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

“เราจะไม่แลกสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ” นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าว

Ho chi minh
Photo by Polina Rytova on Unsplash

โครงการ Saigon Sunbay ตั้งอยู่ในอำเภอ Can Gio ห่างจากโฮจิมินห์ 50 กิโลเมตร เป็นโครงการภายใต้การดูแลของบริษัท Vingroup มีพื้นที่ขนาดโครงการ 2,870 เฮกเตอร์ (17,937.5 ไร่) ตัวโครงการแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ

  • HeartBay รีสอร์ทและโรมแรมไฮเอน ศูนย์การค้า กิจกรรมการท่องเที่ยวและความบันเทิง
  • LifeBay พื้นที่ส่วนที่เป็นที่พักไฮเอน
  • EcoBay ส่วนที่เป็นรีสอร์ทกลางน้ำ สวนสาธารณะ บังกะโล สปา และ
  • BlueBay พื้นที่ชายหาดและทะเล
Ho Chi Minh City to Saigon SunBay Vietnam ภาพจาก Google Map

ที่มา: Vietnam Investment Review, Nhipcaudautu, Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-economy-recovery/

“หนังสือธุรกิจ 10 เล่ม” ที่ “นักการตลาด” แนะนำให้อ่านในปี 2020

ในโลกที่มีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างดุเดือดธุรกิจของเราจะอยู่รอดได้อย่างไร นี่คือคำถามที่ผู้ประกอบการหลายคนอาจจะสงสัย และพยายามหาหนทางต่างๆ เพื่อรักษาธุรกิจของตนเองไว้ 

ทุกคนรู้ดีว่าการก่อร่างสร้างธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำให้ธุรกิจเติบโตเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า ดังนั้น ความเข้าใจเรื่องแบรนด์และการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ Brand Inside ชวนอ่านหนังสือทั้ง 10 เล่ม แนะนำโดย Derrick Daye นักการตลาดผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งครอบคลุมความสนใจของผู้ที่อยากเข้าใจเรื่องการตลาดและการสร้างแบรนด์ ทั้งในด้านกลยุทธ์ของแบรนด์ การบริหารจัดการแบรนด์ การเล่าเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า การตลาดกับการเงิน การสร้างนวัตกรรม และการทำการตลาดจากศาสตร์พฤติกรรมมนุษย์ 

1.Digital Strategy: Think Like Amazon By John Rossman

หลังจาก John Rossman ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารที่ Amazon เพื่อไปทำงานให้คำแนะนำแก่ start up และบริษัทต่างๆ เขาก็ได้รับคำถามมากมายจากผู้บริหารของที่อื่นๆ เช่น อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ Amazon ในหนังสือเล่มนี้เขาจึงบอกเล่าวิธีคิดของ Jeff Bezos และกลยุทธ์ที่ทำให้ Amazon เป็นผู้นำตลาดอยู่เสมอ ทั้งในแง่ของการเข้าถึงนวัตกรรม การบุกตลาดใหม่ และการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

2. Marketing And Finance: Financial Dimensions Of Marketing Decisions By David Stewart

หนังสือเล่มนี้จะเล่าความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างเงินให้กับองค์กร เช่น จะใช้การตลาดที่ถูกต้องและทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อสร้างเงินและทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างไร โดยภายในเล่มจะอธิบายเรื่องวิธีการลงทุนในระยะยาว รวมถึงการประเมินเพื่อลงทุนในโปรเจคต่างๆ ในอนาคตด้วยเช่นกัน

3. Customer Experience: Building Brand Experiences By Darren Coleman

การสร้างความสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิด และผูกพันกับแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ สมัยก่อนแต่ละแบรนด์จะแข่งกันที่ราคาสินค้า แต่วิธีการนี้ใช้ไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน ผลการวิจัยระบุว่า ลูกค้าถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ดังนั้น การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือเล่มนี้จึงนำเสนอแนวทางที่จะช่วยให้เราเข้าถึงใจลูกค้าได้มากกว่าเดิม ซึ่งภายในเล่มจะค่อยๆ อธิบายขั้นตอนการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ผ่านการทดลองและงานวิจัย รวมถึงมี insight จากผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายอย่างเข้าใจง่าย

4. Brand Purpose: Grow The Pie By Alex Edmans

หลายๆ คนเข้าใจว่าธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ คือธุรกิจที่คืนกำไรให้กับสังคม แต่จากประสบการณ์อันกว้างขวางของ Alex Edmans ผู้เขียนต้องการนำเสนอว่าธุรกิจสามารถทำกำไร และสร้างคุณค่าให้สังคมได้พร้อมกัน ภายในหนังสือจึงแนะนำวิธีการทำงานร่วมกับนักลงทุน พนักงาน และลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า mission ธรรมดา เพราะบริษัทใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือเพื่อช่วยเหลือสังคม และทำให้เพื่อนมนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น

5. Behavioral Science: The Behavior Business By Richard Chataway

หนังสือเล่มนี้อธิบายให้เราเข้าใจความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อนำ insight ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเรา ทำให้เราสามารถจูงใจลูกค้า และมีข้อได้เปรียบเหนือธุรกิจอื่นๆ

6. Brand Storytelling By Miri Rodriguez

Miri Rodriguez ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เคยชนะรางวัล storyteller จาก Microsoft เขากล่าวว่า แม้หลายๆ แบรนด์จะทราบดีว่าการทำ storytelling เป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังทำผิดพลาดด้วยการพยายามอธิบายว่าแบรนด์ตนเองช่วยลูกค้าได้อย่างไร แทนที่จะแสดงให้เห็นว่าชีวิตลูกค้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไรบ้างหลังใช้สินค้าของตน หนังสือเล่มนี้จะเล่าวิธีการทำ storytelling ที่มากไปกว่าการทำคอนเทนต์ธรรมดาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ด้วยวิธีการที่ชัดเจนและสามารถลงมือทำได้จริง

7. Innovation: Costovation By Steve Wunker And Jennifer Law

หนังสือเล่มนี้จะมาไขข้อสงสัยว่าทำอย่างไรถึงจะมีนวัตกรรมที่มากขึ้นโดยใช้งบประมาณน้อยลง ซึ่งภายในเล่มได้ให้คำนิยามของนวัตกรรมว่า ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือแผนธุรกิจ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเลิกคาดเดาตลาด แล้วไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ รวมถึงอธิบายกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมสำหรับทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่ การเจาะกลุ่มลูกค้าแบบ niche market วิธีการเป็นที่ 1 ในตลาด ฯลฯ ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ คือมีแบบฝึกหัดภายในเล่มด้วย

8. Business Strategy: Connected Strategy By: Nicolaj Siggelkow And Christian Terweisch

Nicolaj Siggelkow และ Christian Terwiesch ผู้เขียนทั้งสองคนซึ่งเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ และการบริหารจัดการ ได้บอกเล่าวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของแบรนด์ เช่น วิธีการเปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็นขาประจำ วิธีมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำลง วิธีทำให้ลูกค้ารักแบรนด์เรามากขึ้น วิธีทำ customized marketing ซึ่งจะเข้าถึงใจลูกค้าแต่ละคนได้มากขึ้น และกลยุทธ์การตัดสินใจในยามวิกฤต โดยภายในเล่มจะยกตัวอย่างกรณีศึกษาเชิงลึกจากบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ การเงิน การบริการ การคมนาคม การค้าปลีก การบันเทิง การศึกษา องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เป็นต้น

9. Brand Strategy: Brand Hacks By Emmanuel Probst

หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าทำไมแคมเปญโฆษณาส่วนใหญ่ของแบรนด์ต่างๆ ถึงล้มเหลว และจะนำเสนอให้ผู้อ่านเข้าใจว่าแบรนด์ใหญ่ๆ มอบคุณค่าทางด้านต่างๆ ให้แก่ลูกค้าอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ รวมถึงนำเสนอวิธีการง่ายๆ ที่ทำให้แบรนด์เติบโตมากขึ้นถึงแม้จะมีงบประมาณจำกัด โดยภายในเล่มจะมีการอ้างอิงถึงงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับจิตวิทยาของผู้บริโภค บทสัมภาษณ์นักการตลาดของแบรนด์แนวหน้า และกรณีศึกษาของแบรนด์ต่างๆ ทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่และแบรนด์ขนาดเล็ก

10. Brand Management: The Brand Bridge By Jerome Conlon

ภายในเล่มจะบอกเล่าวิธีการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ผ่านสินค้า และการโฆษณาออกมาในรูปแบบต่างๆเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเหมือนสะพานที่จะเชื่อมโยงให้ลูกค้ารู้สึกรักแบรนด์ของเรา และซื้อสินค้าของเราในที่สุด

ที่มา: Branding Strategy Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/brand-management-digital-marketing-strategy/

ไม่หยุดพัฒนา เวียดนามเปลี่ยนเมืองยากจนให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่

เวียดนามเตรียมดัน Vinh City เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แก้ไขความยากจนอย่างยั่งยืนภายในปี 2030

Vinh City หรือเมืองวินห์เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดเหงะอัน (Ngha An) ห่างจากฮานอยเมืองหลวงของเวียดนาม 300 กิโลเมตร และห่างจากโฮจิมินห์ 1,400 กิโลเมตร ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมดประมาณ 435,000 คน

ภาพจาก Getty Images

ในอดีตวินห์เคยถูกจัดให้เป็นเมืองที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนจากอิทธิพลของทะเลจีนใต้ น้ำท่วมหนักตลอดปี และดินมีคุณภาพต่ำไม่เหมาะแก่การทำการเกษตร เศรษฐกิจของเมืองขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเบา (สิ่งทอ การเกษตร อาหารทะเลแปรรูป) การค้า และการศึกษา มีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไม่เพียงพอต่อความต้องการและการเติบโตของประชากรในขณะนั้น (อ้างอิงจากรายงานของ UN-HABITAT ปี 2003)

ในปัจจุบันวินห์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองจากการผลักดันของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตามแผนการปฎิรูปการเกษตรและพื้นที่ชนบท (Resolution 26-NT/TW) ให้กลายเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพสูง และมีความทันสมัยมากขึ้นของเวียดนาม

ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเวียดนามได้มีความพยายามที่จะผลักดันให้วินห์กลายเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าระหว่างประเทศและพยายามส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือและการบูรณาการทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประโยชน์ของทำเลเมืองวินห์ที่อยู่ในแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่เชื่อมระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย และพม่า (East-West Economic Corridor: EWEC) และพื้นที่เลียบชายฝั่งที่ติดกับพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พัฒนาการของเมืองวินห์ในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา (2005-2020) อยู่ภายใต้กรอบของการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับสังคม โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคือความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจผ่านการขยายและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมือง และการฝึกฝนทรัพยากรบุคคล พร้อมๆ กับการผลักดันเอกลักษณ์ของเมืองให้กลายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม

ปัจจุบันเมืองวินห์เป็นเมืองที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 25-30% ของ GDP ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจังหวัดเหงะอันซึ่งมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 141.7 ล้านดอง หรือประมาณ 1.9 แสนบาทต่อคน และกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมประจำภาคเหนือตอนกลางของเวียดนามภายในปี 2030

โดยรัฐบาลตั้งใจให้เมืองวินห์เป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้า การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ กีฬา อุตสาหกรรมไฮเทค เทคโนโลยี ไอที สุขภาพ วัฒนาธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว และตั้งเป้าว่าเมืองจะมีการอัตราการเติบโตของมูลค่าเพิ่ม (value added) อยู่ที่ประมาณ 10-11 % ในช่วงปี 2020-2023 (เปรียบเทียบกับราคาปี 2010)

โครงการพัฒนาเมืองวินห์ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อผลักดันให้เมืองเป็นแค่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการลดอัตราความยากจนของครัวเรือนภายในพื้นที่นั้นให้ต่ำกว่า 0.25% ภายในปี 2030 และแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

ที่มา: Vinhcity Gov, Thansettakij, VGP News, UN-HABITAT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-vinh-city/

เจาะกลยุทธ์รีแบรนด์ “McDonald’s” ผ่านสโลแกนสุดฮิต “i’m lovin’ it” ฝ่าวิกฤตครองใจคนทั่วโลก

ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก McDonald’s แบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก และทุกคนคงคุ้นเคยกับสโลแกน “i’m lovin’ it” กันเป็นอย่างดี

Revitalization แบรนด์ McDonald’s ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเพราะรสชาติที่อร่อย ราคาที่ย่อมเยาว์ หรือบรรยากาศของร้านที่น่านั่งก็ตาม รู้หรือไม่ว่า ก่อน McDonald’s จะมีทุกวันนี้ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์นี้ผ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรมาบ้าง

ภาพจาก Shutterstock

สโลแกน “i’m lovin’ it” พลิกชีวิตให้แบรนด์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 McDonald’s เจอความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะพนักงานขาดขวัญกำลังใจ แบรนด์โดนโจมตีจากโซเชียลมีเดีย ลูกค้าและคนที่ซื้อแฟรนไชส์ก็ขาดความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทำให้หุ้นของ McDonald’s ตกจาก 40 ดอลลาร์ ลงมาที่ 15 ดอลลาร์ 

McDonald’s แก้ปัญหาเหล่านี้โดยเพิ่มวินัยทางการเงิน เปลี่ยนระบบการจัดการร้านใหม่ และใช้กลยุทธ์แบบผู้นำตลาด ทำให้ในปี 2003 เกิดสโลแกนที่ทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน คือ “i’m lovin’ it” โดย “การทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเองและใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น” คือกลยุทธ์เบื้องหลังสโลแกนนี้ 

หลังจากปีนั้น แบรนด์ McDonald’s ก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น มียอดขายที่สูงขึ้น ลูกค้าและคนซื้อแฟรนไชส์ก็รู้สึกดีต่อแบรนด์มากขึ้น ในปัจจุบันหุ้นของ McDonald’s ขึ้นสูงถึง 175 ดอลลาร์ เพราะตกลงมาจาก 215 ดอลลาร์ ในช่วงโควิดที่ผ่านมา

ภาพจาก Shutterstock

“สื่อสารอย่างไร สำคัญไม่แพ้กับสื่อสารอะไร” ก่อนหน้านี้แคมเปญของ McDonald’s จะเป็นไปในแนวที่บอกให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรหรือทำอะไร เช่น บอกให้ลูกค้าพักผ่อนบ้าง บอกว่าไม่มีแบรนด์ไหนทำให้ลูกค้ายิ้มได้เท่าแบรนด์ตนเองบ้าง บอกว่าทางร้านชอบเห็นรอยยิ้มของลูกค้าบ้าง เป็นต้น  

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าไม่ได้ชอบให้แบรนด์มาบอกว่าตัวเองควรทำอะไรหรือควรรู้สึกอย่างไร บริษัทต่างๆ จึงไม่ควรออกมาบอกว่าบริษัทตนเองดีหรือมีคุณค่าอย่างไร เพราะลูกค้าสามารถคิดและรู้สึกด้วยตนเองได้ 

ดังนั้น McDonald’s จึงไม่ได้ใช้สโลแกน You will love it แต่ใช้ “i’m lovin’ it” แทน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด ก็จะมี McDonald’s เป็นส่วนเล็กๆ ของความสุขในชีวิตแต่ละวันเสมอ”

สร้าง “ความเชื่อมั่นครั้งใหม่” ให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า

Ray Kroc อดีตซีอีโอผู้ปั้น McDonald’s ให้เป็นแบรนด์ระดับโลก เคยพูดไว้ว่า “ลูกค้าไม่ได้รู้สึกเชื่อมั่นเพราะเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ แต่จะเชื่อเพราะการกระทำของแบรนด์มากกว่า”

ลูกค้าสมัยนี้มีความรู้มากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งคำถามกับแบรนด์มากขึ้น และมีความเชื่อมั่นในแบรนด์น้อยลง ความตั้งใจของแบรนด์ McDonald’s คือไม่ใช่แค่เป็นเครื่องหมายการค้า แต่ต้องเป็น “เครื่องหมายแห่งความเชื่อใจ” ให้ได้ 

Photo : Shutterstock

สื่อสารแบรนด์ด้วยแนวคิด “Brand Journalism”

Larry Light ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ McDonald’s ในปี 2002-2005 เรียกแนวคิดนี้ว่า “Brand Journalism” เพราะถ้าเปรียบแบรนด์เป็นนิตยสาร นิตยสารแต่ละเล่มจะมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน และผู้นำของแบรนด์ซึ่งเปรียบได้กับบรรณาธิการก็จะเป็นผู้ออกแบบภาพลักษณ์ของแบรนด์ 

ปี 2012 นิตยสาร Forbes ได้กล่าวถึง “Brand Journalism” ว่าพัฒนามาเป็น “การทำคอนเทนต์” นั่นเอง ซึ่งความท้าทายของนักการตลาดในปัจจุบัน คือต้องทำคอนเทนต์ที่ทันสมัย และดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้ได้ 

“multi-segment” : เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

McDonald’s ได้ตั้งเป้าหมายไปที่กลุ่มลูกค้า และช่วงเวลาที่หลากหลาย เช่น กลุ่มพ่อแม่ลูกที่มาทานอาหารในวันหยุดสุดสัปดาห์ กลุ่มนักธุรกิจที่ซื้ออาหารไปทานก่อนขึ้นเครื่องบิน กลุ่มวัยรุ่นที่ซื้ออาหารไปทานตอนดึกๆ เป็นต้น 

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ McDonald’s ได้ละทิ้งหลักการตลาดเรื่อง brand positioning ที่ให้วางตำแหน่งของแบรนด์ตัวเองอย่างชัดเจนโดยสิ้นเชิง เพราะ McDonald’s มีมิติของแบรนด์ที่หลากหลายมากกว่านั้น 

Photo : Shutterstock

เป็น “มื้อแห่งความสุข” และ “สถานที่แห่งความสนุกสนาน” ในเวลาเดียวกัน

McDonald’s พบว่า ลูกค้ามีมุมมองที่หลากหลายต่อแบรนด์ เช่น เป็นแบรนด์ที่พวกเขาคุ้นเคย มีความทันสมัย ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สบายๆ แต่ก็แฝงความสนุกสนาน เป็นต้น

เชื่อว่า “ไอเดียดีๆ มีอยู่ทุกที่”

McDonald’s ไม่สนใจว่าไอเดียดีๆ มีที่มาจากไหน โดยเปิดรับไอเดียใหม่ๆ จากประเทศอื่นๆ เสมอ เช่น รูปแบบการดีไซน์ร้านอาหาร และ McCafé จากฝรั่งเศส และออสเตรเลีย แพกเกจจิ้งจากอังกฤษ สโลแกน “i’m lovin’ it” จากเอเจนซี่เล็กๆ ในเยอรมัน ฯลฯ

ทำธุรกิจอย่าง “โปร่งใส”

McDonald’s จัดโปรแกรม “Open Doors” ขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดยให้เด็กๆ คุณครู และพ่อแม่เข้าไปชมกระบวนการผลิต ทำให้คนภายนอกได้เรียนรู้ทั้งเรื่องซัพพลายเออร์ ที่มา การจัดเตรียม การขนส่งเมนูต่างๆ ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ถูกจัดขึ้นในประเทศอื่นๆ แล้วเช่นกัน

จงเป็นธุรกิจที่มอบสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคม

McDonald’s ได้ทำสิ่งดีๆ ให้สังคมมากมาย เช่น จัดวัน World Children’s Day เพื่อช่วยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ ซึ่งสามารถระดมทุนได้หลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ในช่วงที่ McDonald’s โดนโจมตีเรื่องโรคอ้วนในเด็ก แทนที่ทางแบรนด์จะทำการตลาดกับเด็กน้อยลง กลับเน้นการตลาดไปที่เด็กมากขึ้น โดยแสดงความกระตือรือร้น และความรับผิดชอบเพื่อสื่อสารเรื่องโรคอ้วนให้เด็กๆ เข้าใจ นอกจากนี้ McDonald’s ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร และคุณหมอมาให้คำแนะนำเรื่องโรคอ้วนในเด็กอีกด้วย

McDonald’s ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก โดยร่วมมือกับ Conservation International พัฒนาเรื่องการเกษตร ระบบจัดการอาหาร การรีไซเคิล ซึ่ง McDonald’s ก็เคยชนะรางวัลเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมาแล้ว 

สรุป

ในช่วงวิกฤต นักการตลาดยิ่งต้องคิดหาวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม ผู้ที่สนใจเรื่องการฟื้นฟูแบรนด์สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่หนังสือ Six Rules for Brand Revitalization เขียนโดย Larry Light และ Joan Kiddon

ที่มา : Branding Strategy Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mcdonalds-marketing-rebrand-crisis-management/

เจาะกลยุทธ์รีแบรนด์ “McDonald’s” ผ่านสโลแกนสุดฮิต “i’m lovin’ it” ฝ่าวิกฤตครองใจคนทั่วโลก

ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก McDonald’s แบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก และทุกคนคงคุ้นเคยกับสโลแกน “i’m lovin’ it” กันเป็นอย่างดี

Revitalization แบรนด์ McDonald’s ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเพราะรสชาติที่อร่อย ราคาที่ย่อมเยาว์ หรือบรรยากาศของร้านที่น่านั่งก็ตาม รู้หรือไม่ว่า ก่อน McDonald’s จะมีทุกวันนี้ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แบรนด์นี้ผ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรมาบ้าง

ภาพจาก Shutterstock

สโลแกน “i’m lovin’ it” พลิกชีวิตให้แบรนด์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 McDonald’s เจอความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะพนักงานขาดขวัญกำลังใจ แบรนด์โดนโจมตีจากโซเชียลมีเดีย ลูกค้าและคนที่ซื้อแฟรนไชส์ก็ขาดความเชื่อมั่นในแบรนด์ ทำให้หุ้นของ McDonald’s ตกจาก 40 ดอลลาร์ ลงมาที่ 15 ดอลลาร์ 

McDonald’s แก้ปัญหาเหล่านี้โดยเพิ่มวินัยทางการเงิน เปลี่ยนระบบการจัดการร้านใหม่ และใช้กลยุทธ์แบบผู้นำตลาด ทำให้ในปี 2003 เกิดสโลแกนที่ทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน คือ “i’m lovin’ it” โดย “การทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเองและใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น” คือกลยุทธ์เบื้องหลังสโลแกนนี้ 

หลังจากปีนั้น แบรนด์ McDonald’s ก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น มียอดขายที่สูงขึ้น ลูกค้าและคนซื้อแฟรนไชส์ก็รู้สึกดีต่อแบรนด์มากขึ้น ในปัจจุบันหุ้นของ McDonald’s ขึ้นสูงถึง 175 ดอลลาร์ เพราะตกลงมาจาก 215 ดอลลาร์ ในช่วงโควิดที่ผ่านมา

ภาพจาก Shutterstock

“สื่อสารอย่างไร สำคัญไม่แพ้กับสื่อสารอะไร” ก่อนหน้านี้แคมเปญของ McDonald’s จะเป็นไปในแนวที่บอกให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรหรือทำอะไร เช่น บอกให้ลูกค้าพักผ่อนบ้าง บอกว่าไม่มีแบรนด์ไหนทำให้ลูกค้ายิ้มได้เท่าแบรนด์ตนเองบ้าง บอกว่าทางร้านชอบเห็นรอยยิ้มของลูกค้าบ้าง เป็นต้น  

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าไม่ได้ชอบให้แบรนด์มาบอกว่าตัวเองควรทำอะไรหรือควรรู้สึกอย่างไร บริษัทต่างๆ จึงไม่ควรออกมาบอกว่าบริษัทตนเองดีหรือมีคุณค่าอย่างไร เพราะลูกค้าสามารถคิดและรู้สึกด้วยตนเองได้ 

ดังนั้น McDonald’s จึงไม่ได้ใช้สโลแกน You will love it แต่ใช้ “i’m lovin’ it” แทน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด ก็จะมี McDonald’s เป็นส่วนเล็กๆ ของความสุขในชีวิตแต่ละวันเสมอ”

สร้าง “ความเชื่อมั่นครั้งใหม่” ให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า

Ray Kroc อดีตซีอีโอผู้ปั้น McDonald’s ให้เป็นแบรนด์ระดับโลก เคยพูดไว้ว่า “ลูกค้าไม่ได้รู้สึกเชื่อมั่นเพราะเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ แต่จะเชื่อเพราะการกระทำของแบรนด์มากกว่า”

ลูกค้าสมัยนี้มีความรู้มากขึ้น มีความต้องการมากขึ้น ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพมากขึ้น ตั้งคำถามกับแบรนด์มากขึ้น และมีความเชื่อมั่นในแบรนด์น้อยลง ความตั้งใจของแบรนด์ McDonald’s คือไม่ใช่แค่เป็นเครื่องหมายการค้า แต่ต้องเป็น “เครื่องหมายแห่งความเชื่อใจ” ให้ได้ 

Photo : Shutterstock

สื่อสารแบรนด์ด้วยแนวคิด “Brand Journalism”

Larry Light ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ McDonald’s ในปี 2002-2005 เรียกแนวคิดนี้ว่า “Brand Journalism” เพราะถ้าเปรียบแบรนด์เป็นนิตยสาร นิตยสารแต่ละเล่มจะมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน และผู้นำของแบรนด์ซึ่งเปรียบได้กับบรรณาธิการก็จะเป็นผู้ออกแบบภาพลักษณ์ของแบรนด์ 

ปี 2012 นิตยสาร Forbes ได้กล่าวถึง “Brand Journalism” ว่าพัฒนามาเป็น “การทำคอนเทนต์” นั่นเอง ซึ่งความท้าทายของนักการตลาดในปัจจุบัน คือต้องทำคอนเทนต์ที่ทันสมัย และดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้ได้ 

“multi-segment” : เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

McDonald’s ได้ตั้งเป้าหมายไปที่กลุ่มลูกค้า และช่วงเวลาที่หลากหลาย เช่น กลุ่มพ่อแม่ลูกที่มาทานอาหารในวันหยุดสุดสัปดาห์ กลุ่มนักธุรกิจที่ซื้ออาหารไปทานก่อนขึ้นเครื่องบิน กลุ่มวัยรุ่นที่ซื้ออาหารไปทานตอนดึกๆ เป็นต้น 

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ McDonald’s ได้ละทิ้งหลักการตลาดเรื่อง brand positioning ที่ให้วางตำแหน่งของแบรนด์ตัวเองอย่างชัดเจนโดยสิ้นเชิง เพราะ McDonald’s มีมิติของแบรนด์ที่หลากหลายมากกว่านั้น 

Photo : Shutterstock

เป็น “มื้อแห่งความสุข” และ “สถานที่แห่งความสนุกสนาน” ในเวลาเดียวกัน

McDonald’s พบว่า ลูกค้ามีมุมมองที่หลากหลายต่อแบรนด์ เช่น เป็นแบรนด์ที่พวกเขาคุ้นเคย มีความทันสมัย ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สบายๆ แต่ก็แฝงความสนุกสนาน เป็นต้น

เชื่อว่า “ไอเดียดีๆ มีอยู่ทุกที่”

McDonald’s ไม่สนใจว่าไอเดียดีๆ มีที่มาจากไหน โดยเปิดรับไอเดียใหม่ๆ จากประเทศอื่นๆ เสมอ เช่น รูปแบบการดีไซน์ร้านอาหาร และ McCafé จากฝรั่งเศส และออสเตรเลีย แพกเกจจิ้งจากอังกฤษ สโลแกน “i’m lovin’ it” จากเอเจนซี่เล็กๆ ในเยอรมัน ฯลฯ

ทำธุรกิจอย่าง “โปร่งใส”

McDonald’s จัดโปรแกรม “Open Doors” ขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดยให้เด็กๆ คุณครู และพ่อแม่เข้าไปชมกระบวนการผลิต ทำให้คนภายนอกได้เรียนรู้ทั้งเรื่องซัพพลายเออร์ ที่มา การจัดเตรียม การขนส่งเมนูต่างๆ ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ถูกจัดขึ้นในประเทศอื่นๆ แล้วเช่นกัน

จงเป็นธุรกิจที่มอบสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคม

McDonald’s ได้ทำสิ่งดีๆ ให้สังคมมากมาย เช่น จัดวัน World Children’s Day เพื่อช่วยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ ซึ่งสามารถระดมทุนได้หลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ในช่วงที่ McDonald’s โดนโจมตีเรื่องโรคอ้วนในเด็ก แทนที่ทางแบรนด์จะทำการตลาดกับเด็กน้อยลง กลับเน้นการตลาดไปที่เด็กมากขึ้น โดยแสดงความกระตือรือร้น และความรับผิดชอบเพื่อสื่อสารเรื่องโรคอ้วนให้เด็กๆ เข้าใจ นอกจากนี้ McDonald’s ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร และคุณหมอมาให้คำแนะนำเรื่องโรคอ้วนในเด็กอีกด้วย

McDonald’s ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก โดยร่วมมือกับ Conservation International พัฒนาเรื่องการเกษตร ระบบจัดการอาหาร การรีไซเคิล ซึ่ง McDonald’s ก็เคยชนะรางวัลเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมาแล้ว 

สรุป

ในช่วงวิกฤต นักการตลาดยิ่งต้องคิดหาวิธีทางการตลาดที่เหมาะสม ผู้ที่สนใจเรื่องการฟื้นฟูแบรนด์สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่หนังสือ Six Rules for Brand Revitalization เขียนโดย Larry Light และ Joan Kiddon

ที่มา : Branding Strategy Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mcdonalds-im-lovin-it-marketing-rebrand-crisis-management/