คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบ Start up กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจำนวนมาก ที่มีความฝันอยากจะเริ่มต้นใช้แนวคิด และ Passion ของตัวเอง มาสร้างเป็นธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน

ภาพจาก Shutterstock

ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Start up ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่หลายๆ คนคิดเสมอไป ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ Start up ได้ สิ่งสำคัญที่ควรมีอันดับแรกๆ คือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

Brand Inside ได้มีโอกาสไปคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาทั้ง Start up และธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคนี้ จะต้องรู้ทักษะอะไร และจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem

อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion

พี่ไวท์ เริ่มต้นเล่าว่า สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจต้องมี คือ Mindset โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คืออะไร ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความเท่ห์ แต่มีทั้งความลำบากและความเสี่ยง

ผู้ประกอบการบางคนทำธุรกิจ โดยเอาบ้าน เอารถยนต์ตัวเองไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาใช้กับบริษัท แต่พี่ไวท์เสริมว่า “คนเป็นผู้ประกอบการจะไม่รู้จักความเสี่ยง เพราะคนที่กลัวก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ”

Business Model Canvas ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่ 2 ที่คนเป็นผู้ประกอบการควรรู้ คือ Business Model Canvas คนทำธุรกิจบางคนไม่รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจว่าแค่กรอก Business Model Canvas ให้ครบ 9 ช่อง แต่ไม่รู้ว่าแผนธุรกิจจะใช้ได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะขายใคร จะได้กำไรเท่าไหร่

ตัวอย่าง Business Model Canvas ในการทำธุรกิจที่เห็นได้ชัดคือ Starbucks เพราะ Starbuck ทำธุรกิจ โดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ ลองจินตนาการว่า เราเดินเข้าไปในร้าน Starbucks เราสามารถสั่งกาแฟตามที่เราต้องการได้ เช่น กาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ไม่ใส่ฟองนม หรือ จะสั่งกาแฟลาเต้เย็น แต่เปลี่ยนจากนมวัวธรรมดา เป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าไม่สามารถหาบริการแบบนี้ได้จากร้านอื่นๆ

เพราะ Starbucks ทำธุรกิจโดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ พนักงานให้ได้รับการฝึกมาให้บริการทุกความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่หงุดหงิด รวมถึง Starbucks ยังมีสูตรการทำกาแฟเป็นขั้นตอนเป็นของตัวเอง เหมือนกับร้านอาหาร Fast Food ที่มีคู่มือการทำงาน

ส่วนอย่างสุดท้ายที่พี่ไวท์แนะนำคือ คนทำธุรกิจ จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Passion อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mind Set ของผู้ประกอบการ

ช่วงเวลาวิกฤต ต้องรู้จักคิดปรับตัว

หลังจากคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ Start up หรือธุรกิจขนาดเล็ก รู้แล้วว่าอยากต้องการจะเริ่มทำธุรกิจต้องทำอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

พอพูดถึงการปรับตัว การไม่ยอมแพ้คือสิ่งแรกที่พี่ไวท์พูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมาจะพูดกันอยู่ตลอดว่าคนเป็นผู้ประกอบการ ต้องไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเจอสถานการณ์จริงแบบทุกวันนี้ พี่ไวท์เสริมว่า ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว จะอิดออดไม่ได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ก็ต้องลุกขึ้นมา “ต้องรู้จักจุดไฟในตัวเอง แม้จะไม่มีความหวัง แต่ต้องจุดไฟให้ได้”

นอกจากการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำหรับการปรับตัวทำธุรกิจในยุคนี้เช่นกัน ถ้ามีเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ ก็แค่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะปัจจุบันมีทั้ง Google, YouTube และ Facebook ให้เรียนรู้ ข้อมูลหาได้เร็ว แล้วนำไปใช้ ไม่มีอะไรให้เสีย ต้องลงมือทำ ซึ่งพี่ไวท์คิดว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดเป็น Skillset ใหม่ๆ เป็นการนำศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ไปใช้กับการทำธุรกิจ

สรุป

คนไทยหลายๆ คนมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร การมี Mindset และ Skillset จะช่วยเพิ่มความเข้าใจการทำธุรกิจมากขึ้น ว่าการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion เพียงอย่างเดียว ส่วนในช่วงวิกฤต การปรับตัวก็สำคัญ ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะไม่เห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/doing-business-is-not-about-passion-but-mind-set/

ผลการศึกษาชี้ การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ไม่ได้มีผลทำให้คนประท้วงรัฐบาลลดลง

เดือนที่ผ่านมา ประชาชนชาวเบลารุสออกมาประท้วงจากหลักพันขยายไปจนถึงกว่าสองแสนคนบนท้องถนน เจ้าหน้าที่จึงได้บล็อคการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ แม้เป้าหมายของการตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะพยายามระงับไม่ให้คนเข้าร่วมการประท้วง แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลว เนื่องจากคนจำนวนมากก็ยังไม่หยุดความพยายามที่จะออกมาประท้วงประธานาธิบดี Alexander Lukashenko ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศและพยายามจะรักษาอำนาจให้อยู่คงเดิมต่อไป 

Alexander Lukashenko ประธานาธิบดีเบลารุส สมัยปี 2001 ภาพจาก Kremlin.Ru

Alexander Lukashenko ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำจอมเผด็จการแห่งเบลารุส ถูกเรียกขานว่าเป็นเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป (Europe’s last dictator) เนื่องจากการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่เคยมีมา ไม่เสรีและไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ฝ่ายตรงข้ามถูกกดปราบ สื่อไม่มีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การประท้วงล่าสุดในเบลารุสเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ Lukashenko ลงจากตำแหน่ง เพราะประชาชนมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม

Lukashenko ยังพ่วงข้อกล่าวหาฆาตกรรมนักการเมืองอย่างน้อย 4 คน จับกุมคุมขังผู้ต่อต้านทางการเมืองนับสิบรายและพยายามรักษา 3 หลักการที่เขายึดถือต่อไป อาทิ รื้อฟื้นระบบเศรษฐกิจแบบเก่าแบบสหภาพโซเวียต เพิ่มการกดปราบทางการเมืองและเป็นพันธมิตรอย่างใกล้ชิดกับรัสเซีย

ในทศวรรษที่ผ่านมา ทั่วโลกหันมาใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นทั้งการสื่อสารและการเคลื่อนไหว ซึ่ง Jan Rydzak นักวิเคราะห์จาก Ranking Digital Rights ทำงานวิจัยแบบไม่แสวงหากำไรเพื่อสนับสนุนเสรีภาพพลเมือง Rydzak ระบุว่า เขาและเพื่อนร่วมงานได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา พบว่า เมื่อรัฐบาลพยายามจะปิดกั้นทางอินเทอร์เน็ตหรือเซ็นเซอร์การเข้าถึงเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย ผลของการตัดอินเทอร์เน็ตดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบให้มีการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงลดลง

ตัวอย่างเช่น การตัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียในเอธิโอเปียเมื่อเดือนธันวาคม 2017 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การศึกษาดังกล่าวพิจารณาจากพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ประท้วง แม้การประท้วงต้องเผชิญกับการตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การแทรกแซงทางเทคโนโลยี แต่ก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวหยุดประท้วงได้ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงความต้องการแบบถอนรากถอนโคนของกลุ่มผู้ต้องการประท้วง พวกเขาต้องการเปล่งเสียงของพวกเขาให้ได้ยิน พวกเขาไม่ได้ต้องการอยู่แค่ในบ้านเพียงเพราะสื่อสารไม่ได้

เป้าหมายของงานศึกษาเรื่อง Dissent Does Not Die in Darkness: Network Shutdowns and Collective Action in African Countries เพื่อศึกษาการตัดอินเทอร์เน็ตนั้น (Internet shutdown, blackout, network disruption, kill switch) เป็นเจตนาที่จะดิสรัปช่องทางทั้งหมดที่จะติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซึ่งรวมถึงการปิดเครือข่ายสัญญาณ การแบนโซเชียลมีเดีย 

Alexander Lukashenko ประธานาธิบดีเบลารุส สมัยปี 2001 ภาพจาก Kremlin.Ru

ความพยายามปิดช่องทางการสื่อสาร ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในแง่หนึ่งอาจรบกวนการสื่อสารของกลุ่มผู้ประท้วงอาจทำให้เกิดความกังวลใจ ไม่พอใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังช่วยเพิ่มจำนวนของกลุ่มให้มากขึ้นเพราะต้องการความชัดเจนจากความไม่รู้ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของรัฐว่าไม่สามารถจัดการดีลกับกลุ่มผู้ประท้วงได้

ภาพด้านบนจากงานศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เปลี่ยนแปลงจากการพยายามตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต สีดำ หมายถึงช่วงตัดสัญญาณ สีน้ำเงิน หมายถึงช่วงที่มีการประท้วงอย่างสงบ สันติ สีแดง หมายถึงช่วงที่เริ่มมีการประท้วงรุนแรง การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและการปิดช่องทางการสื่อสารในกลุ่มผู้ประท้วงถือเป็นแนวทางยอดนิยมในแอฟริกา ไล่มาตั้งแต่สมัยที่เกิดเหตุอาหรับสปริงจนถึงปัจจุบัน และกำลังขยายในพื้นที่ประท้วงหลายแห่งทั่วโลก งานศึกษาชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งพยายามตัดสัญญาณ ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวจากความพยายามนั้น

ที่มา – VICE, Washington Post, International Journal of Communication, Atlantic Council, Euro News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/disrupt-digital-communication-or-internet-shutdown-can-not-stop-protests/

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและโควิด-19 ReSkill – UpSkill คือทางออกของคนทำงาน

ReSkill คือ การสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการ ขณะที่ UpSkill คือ การพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะเดิมให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สองคำนี้คือสิ่งที่หลายคนน่าจะได้ยินเป็นประจำในช่วง 2-3 ปีนี้ ยิ่งเกิดโควิด และเศรษฐกิจมีปัญหาอย่างหนัก ยิ่งได้ยินบ่อยขึ้น จนอาจเกิดคำถามว่า แล้วจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ภาพจาก Shutterstock

องค์กรต้องลงทุนกับคน พัฒนาคน พัฒนาองค์กร

เวลานี้การหยุดจ้างงาน ลดการจ้างงาน ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับองค์กร หลายแห่งอาจต้องพิจารณาเลิกจ้าง แต่สิ่งที่จะหยุดไม่ได้คือ การลงทุนกับพนักงานในองค์กร

องค์กรต้องจำไว้ว่า การหยุดลงทุนเท่ากับหยุดการพัฒนาขององค์กร ยิ่งในยุคที่เรียกว่า Digital Disruption เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนปกติของทั้งองค์กร หลายองค์กรจึงเน้นลงทุนกับเทคโนโลยี แต่ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรไม่ได้ เป็น “คน” ต่างหากที่ขับเคลื่อนองค์กร

จะใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ คนคือหัวใจสำคัญ แต่กระนั้นก็ต้องเลือกลงทุนกับคนที่ใช่ ที่ตรงกับความต้องการ นั่นคือต้องมี Growth Mindset หรือ ใจที่เปิดกว้างรับการเรียนรู้ใหม่ นั่นคือ องค์กรต้องช่วยให้คน ReSkill และ UpSkill ให้ได้ และเมื่อเศรษฐกิจพร้อม ตลาดเริ่มกลับมาในอนาคต องค์กรจะได้พร้อมเดินหน้าทันที

ภาพจาก Shutterstock

คน ห้ามหยุดเรียนรู้ พัฒนาตัวเองเสมอ

ในมิติขององค์กรคือต้องลงทุนและสนับสนุนคนอยู่ตลอดเวลา แต่ในมิติของคน ปัญหาของคนไทยประการหนึ่งคือ คนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ภาษาอังกฤษไม่ได้ มีการคาดการณ์ว่า แรงงานไทย Up-skill และ Re-skill ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ภาครัฐช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้มีโอกาสพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญสำหรับแรงงานยุคใหม่คือ ต้องมีทัศนคติเชิงบวก ปรับตัวเร็ว ประเมินจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอ ยิ่งในช่วงที่การแข่งขันทางธุรกิจสูง การแข่งขันในแรงงานก็สูงด้วย ตำแหน่งงานน้อยลง แต่จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้น คนที่มีงานทำอยู่แล้วห้ามประมาท ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ขณะที่แรงงานที่ตกงาน ว่างงาน รวมถึงแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในปีนี้ ประมาณ 524,893 คน ให้มองว่านี่คือโอกาสในการพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม จบจากสถาบันการศึกษา ไม่ได้แปลว่าจบการเรียนรู้

ภาพจาก Shutterstock

อุปสรรคอื่นๆ ในการทำงานยุคนี้ยังมีอีกเยอะ นี่แค่จุดเริ่มต้น

นอกจากเรื่องทักษะแล้ว ยังมีอุปสรรคอีกมากในการทำงาน แม้ว่าเรื่องหลักจะเป็น ReSkill และ UpSkill แต่ยังมีอีกหลายประเด็น เช่น เพื่อนร่วมงานที่แตกต่างกัน ทั้งเพศและวัย ความคิดและความสามารถ เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแย่งงาน การปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ทั้งหมดคืออุปสรรคและโอกาสที่เกิดขึ้น ท้าทายให้ “คนทำงาน” ทุกคนก้าวผ่านไปให้ได้

ขออนุญาตเข้าสู่ช่วงขายของ นั่นคือ จะทำอย่างไรจะเป็น New Workforce ที่มีประสิทธิภาพ และก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปสู่โอกาสใหม่ๆ

ขออนุญาตเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce, How to deal with Cross-Gen ภายในงานพบกับเนื้อหาสาระ อาทิ

  • 21st Century Leadership 7+3
  • Modernize Your Workforce
  • Skill for 21st Century Workforce
  • Transformation Organisation
  • How to Deal with Cross-men Workforce

โดยมีองค์กรชั้นนำ เช่น SCB, AIS, dtac, The 1, SEAC, Sea Group และ Gallup มาร่วมแชร์ประสบการณ์​ พูดคุยถึงการลองผิดลองถูก ทดลองปรับเปลี่ยนองค์กร พัฒนาทักษะพนักงานจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และพร้อมจะก้าวไปสู่ขั้นต่อไป

คนทำงานยุคใหม่ ที่ไม่อยากตกงาน หรือต้องการลดปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน มาหาวิธีการรับมือและเอาตัวรอดเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ตอบโจทย์โลกอนาคตได้ที่งานนี้

งานจะจัดขึ้นในวันที่: 2 พฤศจิกายน 2563 เวลาประมาณ: 09.00 – 16.00
สถานที่: สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

รายละเอียดการซื้อบัตรคลิก http://go.eventpop.me/Brandinsideforum2020

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/reskill-upskill-for-new-workforce/

Barclays วิเคราะห์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลัง COVID-19 โลกจะเปลี่ยนไปอีกแบบ

บทวิเคราะห์จาก Barclays สถาบันการเงินจากอังกฤษชี้ว่า การเมือง เศรษฐกิจ สังคม หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

Leeds UK
ภาพจาก Unsplash

Barclays สถาบันการเงินจากอังกฤษ ได้ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่าเศรษฐกิจโลกหลังจาก COVID-19 จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเจรจาการค้าของหลายๆ ประเทศหลังจากนี้ รูปแบบการพักอาศัยและการใช้ชีวิต รวมไปถึงความขัดแย้งครั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกาและจีนจากเรื่องของการค้าไปสู่สงครามเย็นรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไป

เรื่องสำคัญที่ Barclays เน้นคือเรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศหลัง COVID-19 ดูได้จากการเจรจาในระดับพหุภาคีที่มีผู้เข้าร่วมเจราจามากกว่า 2 ประเทศหมดความสำคัญลงไปมากในช่วงที่ผ่านมา โดย Barclays ชี้ให้เห็นการประชุมของสหภาพยุโรป (EU) ในช่วงที่ผ่านมาว่า COVID-19 ส่งผลทำให้กลุ่มประเทศใน EU แน่นแฟ้นมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เช่น ประเทศต่างๆ ไฟเขียวให้จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 750,000 ล้านยูโร

ตรงกันข้ามกับกลุ่ม G20 ที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่กลับโดนบดบังรัศมีจากความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น อย่างไรก็ดี Barclays เน้นว่าสาเหตุสำคัญคือ COVID-19 นั้นไม่ใช่วิกฤติทางการเงิน ซึ่งลดบทบาทของ G20 ลง แต่บทบาทของ G20 จะสำคัญในด้านอื่นๆ เช่น ความร่วมมือด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศที่ยากจน หรือการกระจายวัคซีนไปยังประเทศอื่นๆ

ขณะที่เวทีระดับโลกอย่างองค์การการค้าโลก (WTO) กลับกลายเป็นองค์กรที่กำลังจะหมดคุณค่าลง โดยเฉพาะการเป็นเวทีแก้ไขปัญหาด้านการค้าระหว่างประเทศ และตอนนี้ WTO กำลังหาผู้นำองค์กรคนใหม่ที่จะมาฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆ ยิ่งทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นไปอีก

Donald Trump Xi Jinping
ภาพจาก Flickr ของทำเนียบขาว

ความขัดแย้งสหรัฐ-จีน

Barclays ยังชี้ให้เห็นว่าการเจรจาในระดับพหุภาคีที่หมดความสำคัญลงไปนั้นมาจากสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งสาเหตุสำคัญคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน เองจากสงครามการค้าที่สหรัฐเองไม่พอใจประเทศจีนมีดุลการค้ามากเกินควรจนลามไปสู่เรื่อง การขโมยเทคโนโลยี ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ รวมถึง COVID-19 และล่าสุดความตึงเครียดกลับเพิ่มมากขึ้นไปอีกจากทั้ง 2 มหาอำนาจได้สั่งปิดสถานกงสุลของกันและกัน เพื่อตอบโต้อีกฝ่าย

ขณะเดียวกันผลกระทบนี้ ยังสร้างผลกระทบต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะความหวังที่ทั้ง 2 มหาอำนาจจะหาทางลงจากการเจรจาการค้าฉบับแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่าความขัดแย้งลุกลามบานปลายออกไปจนเพิ่มความน่ากลัวว่าสหรัฐและจีนเองกำลังจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็น” ครั้งใหม่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ กลายเป็นว่าต้องปรับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ใหม่อีกครั้ง และอาจต้องมีการจับกลุ่มประเทศกันใหม่ เพื่อที่จะสร้างอำนาจต่อรองด้วย

Chinese People COVID-19 Check point
ภาพจาก Shutterstock

โครงสร้างสังคมกำลังจะเปลี่ยนไป

ประเด็นสำคัญเรื่องสุดท้ายที่สถาบันการเงินจากอังกฤษรายนี้ชี้คือเรื่องโครงสร้างสภาพสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนไป โดย Barclays ชี้ว่ารายงานข้อมูลที่มาจากสมาคมผู้สร้างบ้านสหรัฐฯ (NAHB) ตัวเลขของความต้องการบ้านหลังใหม่ตามพื้นที่ในชนบทและเมืองที่มีประชากรหนาแน่นน้อยกว่าเมืองใหญ่ๆ มีตัวเลขที่ดีขึ้นอย่างมาก สาเหตุสำคัญมาจากในช่วง COVID-19 เปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างไม่เคยมีมาก่อนคือ พนักงานบริษัทหลายๆ แห่งสามารถที่จะทำงานที่บ้านได้ (บางแห่งยังสามารถทำงานได้ตลอดไป)

รูปแบบดังกล่าวในข้างต้นทำให้ Barclays มองว่าแนวโน้มการกระจุกตัวตามเมืองใหญ่ๆ อาจหยุดชะงักลงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และอาจทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกหลังจากนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การเคลื่อนย้ายของผู้คน การท่องเที่ยว ฯลฯ

นอกจากนี้ Barclays มองว่านโยบายการเงินจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศ รวมไปถึงนโยบายทางการคลังของรัฐบาลต่างๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจาก COVID-19 นี้เช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/barclays-analysis-politics-economic-society-after-covid-19-28-july-2020/

จีนโต้กลับสหรัฐฯ “เสียสติ” ไปแล้ว พร้อมสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเฉิงตู

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีนตอนนี้ถือว่า “เดือดพล่าน” หลังจากที่ทีมรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์จัดหนักจีนมาหลายสัปดาห์ติดต่อกัน ทั้งตำหนิและประณามจีนแทบจะทุกมิติ ไม่พลาดแม้แต่ประเด็นเดียว 

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Xi Jinping ประธานาธิบดีจีน

ทั้งเรื่องกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของฮ่องกง ทั้งความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชนในอุยกูร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงบทหนังของวงการฮอลลีวูดและดิสนีย์ รวมถึงการขโมยเทคโนโลยี แม้ว่าก่อนหน้านี้จีนก็เริ่มมีฉากขอคืนดีสหรัฐฯ เพื่อจะหันมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นบ้างด้วยการเน้นเจรจาทางการทูตหวังกระชับความสัมพันธ์ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้โจมตีจีนน้อยลง

Chinese Foreign Minister Wang Yi addresses reporters as U.S. Secretary of State John Kerry listens at the Ministry of Foreign Affairs in Beijing, China, following a bilateral meeting on May 16, 2015. [State Department Photo/Public Domain]

จีนโต้กลับ: สหรัฐฯ อัตตาสูง หวังชูนโยบาย American first ระรานจีน

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกาแถลงประเด็นที่สหรัฐฯ โจมตีจีนเรื่องทะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐฯ เองที่ละเลยไม่ใส่ใจจีนที่พยายามจะสร้างสันติสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ดังกล่าว ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่ยุติธรรม จีนไม่เห็นด้วย 

หลังจากนั้น Wang Yi รัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้พูดคุยกับ Sergey Lavrov รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อแสวงหาความร่วมมือ พูดถึงสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ เสียสติไปแล้ว สูญเสียทั้งคุณธรรมและความน่าเชื่อถือด้วย สหรัฐฯ พยายามจะใช้นโยบาย “America first” มีความนิยมตัวเองสูง ทำอะไรตามใจตัวเองมากไป นี่ไม่ใช่สิ่งที่มหาอำนาจพึงกระทำ

Wang Yi ยังบอกอีกว่า สหรัฐฯ พยายามจะนำชุดความคิดในสมัยสงครามเย็นที่ล้าสมัยไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ พยายามรื้อฟื้น McCarthyism (ทำให้ผู้คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์) จากนั้น Wang Yi ก็ย้ำว่า จะไม่ปล่อยให้กลุ่มกองกำลังที่ต่อต้านจีนมีบทบาทนำ แต่จะป้องกันตัวเองเพื่อศักดิ์ศรีและผลประโยชน์แห่งชาติ

U.S. Secretary of State Michael R. Pompeo meets with Chinese Foreign Minister Wang Yi in Beijing, People’s Republic of China, on October 8, 2018. [State Department photo/Public Domain]

ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเท่านั้นที่ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวตอบโต้สหรัฐฯ บ้างแล้ว แต่ทูตจีนก็ออกมาด้วยเช่นกัน Cui Tiankai เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับ CNN ถึงประเด็นที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีน ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี้ Cui แสดงความคิดเห็นว่า ผู้เห็นรับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 

จีนยืนยันกฎหมายใหม่ทำฮ่องกงมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมเจรจาประเด็นทะเลจีนใต้

Cui Tiankai กล่าวว่า จีนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะสร้างประเทศให้ทันสมัยขึ้น แข็งแกร่ง และเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น เหมือนกับที่ประเทศอื่นๆ ในโลกทำกัน คำถามที่สำคัญที่มีต่อสหรัฐฯ ในวันนี้ก็คือ สหรัฐฯ มีความยินดีที่จะอยู่ร่วมกับประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง มีเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างหรือไม่ 

ในประเด็นฮ่องกง ที่มีการออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ Cui กล่าวว่า กฎหมายนั้นยังสนับสนุนหลักการเดิมคือ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ฮ่องกงมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจในฮ่องกงก็จะปลอดภัยขึ้นเช่นกัน นี่คือเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้ 

Cui Tiankai ทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกา ภาพจาก USDA โดย Lance Cheung 

ส่วนประเด็น Xinjiang ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ ทั้งการนำเข้าค่ายเพื่อปรับทัศนคติใหม่ ไปจนถึงการทรมาน และการพยามยามควบคุมจำนวนประชากรที่นักวิเคราะห์มองว่าจีนพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้คนในซินเจียงอยู่นั้น Cui ระบุว่า เขาไม่รู้เรื่องราวไร้สาระเหล่านี้ถูกแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างไร แหล่งข้อมูลล้วนน่าตั้งคำถาม 

ส่วนเรื่องทะเลจีนใต้ Cui มองว่า จีนมีจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องนี้ ทั้งในเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ ซึ่งยึดตามรากฐานทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ และยังต้องการแก้ปัญหาข้อพิพาทนี้ร่วมกับประเทศอื่นๆ ผ่านการเจรจาทางการทูตโดยปราศจากการแทรกแซง แต่น่าเสียดายว่า ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็พยายามที่จะเข้ามาแทรกแซงอย่างหนักหน่วง พยายามจะส่งกำลังทหารของตัวเองเข้ามาในภูมิภาคนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง

Secretary of State Michael R. Pompeo and Danish Foreign Minister Jeppe Kofod hold a joint press conference in Copenhagen, Denmark, on July 22, 2020. [State Department photo by Ron Przysucha/ Public Domain]

สหรัฐฯ สั่งปิดสถานกงสุลจีนในฮิวสตัน จีนสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเฉิงตู

สถานการณ์ล่าสุดที่สะท้อนความสัมพันธ์อันร้าวฉานของทั้งจีนและสหรัฐฯ คือ การสั่งปิดสถานกงสุลฯ โต้กลับกันไปมา ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ประกาศสั่งปิดสถานกงสุลในฮิวสตัน เท็กซัส จีนก็ออกมาประกาศสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเฉิงตูบ้างเช่นกัน

จีนระบุว่า สหรัฐฯ สั่งให้มีการปิดสถานกงสุลจีนใน Houston ก่อน จีนก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะโต้ตอบกลับตามที่เห็นสมควรบ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กำลังดำเนินอยู่นี้ไม่ใช่สิ่งที่จีนปรารถนาจะเห็น แต่นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบ

สุดท้ายจีนก็ยังอยากให้สหรัฐฯ ทบทวนการตัดสินใจที่ตัวเองกระทำมาต่อเนื่องเรื่อยมา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้ คงไม่กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้โดยง่ายในระยะเวลาอันสั้น

ที่มา – Embassy of the People’s Republic of China in the United States of America (1), (2), South China Morning Post, CNN 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-retaliation-orders-to-close-us-consulate-in-chengdu/

ประชุมออนไลน์อย่างไรให้ไม่เครียดในยุคที่ต้อง Work From Home

การทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home มีข้อดีมากมาย เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมของคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ซึ่งต้องทำให้บริษัทขับเคลื่อนต่อไปได้ 

WFH

ผู้บริหารบางคนที่ยังปรับตัวกับการทำงานทางไกลไม่ได้ก็อาจจะวิตกกังวลจนกลายเป็นคนที่พยายามควบคุมพนักงานมากเกินไป (Micro Management) เช่น เช็คตลอดว่าพนักงานแต่ละคนทำอะไรอยู่ หรือจัดประชุมบ่อยเกินควร ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อหัวหน้าและตัวพนักงานเอง

ในขณะเดียวกันพนักงานที่ไม่เคยทำงานที่บ้านมาก่อนอาจประสบปัญหาจัดตารางชีวิตระหว่างเวลาส่วนตัวกับเวลาทำงานได้ไม่ดีทำให้เกิดความตึงเครียดเช่นเดียวกัน เราจะลดปัญหาเหล่านี้ได้เมื่อปรับความเข้าใจของทั้ง 2 ฝ่ายให้ตรงกัน และใช้ประโยชน์จากการประชุมทางไกลแต่ละครั้งให้เหมาะสม 

ประชุม 3 รูปแบบที่จะทำให้การ Work From Home มีประสิทธิภาพมากขึ้น

WFH

1. ประชุมที่เล่าถึงภาพรวมว่าการ Work From Home ของบริษัทจะเป็นรูปแบบไหน

ภายในทีมควรตกลงให้ชัดเจนว่าการประชุมออนไลน์แต่ละครั้งจะมีกระบวนการอย่างไร ผ่านโปรแกรมใด เรื่องไหนควรประชุมออนไลน์ เรื่องไหนควรโทรหากัน เรื่องไหนควรส่งอีเมล รวมถึงปรับความเข้าใจให้ตรงกันว่าเวลาทำงานแต่ละวันอาจจะยืดหยุ่นมากขึ้น 

2. ประชุมทั่วไปที่แต่ละฝ่ายจัดขึ้นเป็นประจำ

ตัวอย่างเช่น ประชุมของฝ่ายขายที่จัดขึ้นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องทำงานจากที่บ้านพนักงานก็อาจจะเจอสิ่งรบกวนสมาธิมากมาย เช่น อีเมล สายเข้า หรือแจ้งเตือนข้อความผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงคนในครอบครัว หัวหน้าจึงควรลดจำนวนการประชุมให้เหลือน้อยที่สุด และจำกัดจำนวนคนเข้าประชุมเฉพาะคนที่จำเป็นเท่านั้น พนักงานจะได้มีสมาธิกับงานมากขึ้น และไม่เครียดจนเกินไปจากตารางชีวิตที่แน่น

3. ประชุมแบบตัวต่อตัวสำหรับฝ่ายบริหารกับพนักงาน

พนักงานหลายๆ คนอาจจะรู้สึกกังวลถ้าต้องประชุมตัวต่อตัวกับหัวหน้า ดังนั้นหัวหน้าควรมีทางเลือกให้ว่าสื่อสารผ่านช่องทางไหนแล้วจะรู้สึกสบายใจที่สุด เช่น คุยกันผ่านข้อความ ผ่านวิดิโอคอล ผ่านการโทรศัพท์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ควรให้อิสระพนักงานเลือกวันเวลาคุยกับหัวหน้าแบบตัวต่อตัวได้ด้วยตนเอง

ที่มา: Entrepreneur

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/meeting-work-from-home/

11 เกร็ดน่าสนใจตั้งแต่วันเริ่มต้น Amazon จากหนังสือ The Everything Store

ปี 1995 Jeff Bezos ได้เปิดตัว Amazon ในฐานะเว็บไซต์ขายหนังสือโดยเฉพาะ 

หนังสือ The Everything Store: Jeff Bezos and the Age of Amazon เขียนโดย Brad Stone ได้เล่าถึงเรื่องราวของ Amazon ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงช่วงที่เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่อย่างในปัจจุบัน

1. Amazon ไม่ใช่ชื่อเดิมของบริษัท

ในตอนแรก Jeff Bezos จะตั้งชื่อบริษัทว่า “Cadabra” แต่ Todd Tarbert นักกฎหมายคนแรกของ Amazon ได้ออกความเห็นว่าชื่อนี้ใกล้เคียงกับคำว่า “Cadaver” แปลว่า “ซากศพ” จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป และท้ายที่สุด Jeff Bezos ก็ได้ใช้ชื่อ Amazon ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

2. ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่งซื้อหนังสือเสียงกริ่งสัญญานจะดังขึ้น

ช่วงแรกจะมีเสียงกริ่งสัญญานดังขึ้นทุกครั้งที่มีลูกค้าสั่งซื้อหนังสือ แต่ทางบริษัทใช้วิธีนี้ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ เพราะมีลูกค้าสั่งซื้อหนังสือเข้ามาเป็นจำนวนมากจึงมีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา ซึ่งช่วงหนึ่งเดือนแรกของการเปิดตัว Amazon ก็ได้ขายหนังสือให้คนกว่า 50 รัฐ และ 45 ประเทศทั่วโลก

3. หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ “ไลเคน” ช่วยชีวิต Amazon ให้รอดพ้นจากการล้มละลาย

ทางผู้จัดจำหน่ายหนังสือได้กำหนดให้ผู้ค้าปลีกสั่งซื้อหนังสือครั้งละ 10 เล่ม แต่ Amazon ไม่ต้องการมีสินค้าในคลังเยอะขนาดนั้น และพบช่องโหว่ของกฎนี้จึงสั่งเฉพาะหนังสือที่ต้องการครั้งละ 1 เล่ม และอีก 9 เล่มเป็นหนังสือ “ไลเคน” ที่ขาดสต็อคอยู่เสมอ

4. เมื่อลูกค้ามีปัญหาสามารถส่งอีเมลหา Jeff Bezos และเขาจะส่งอีเมลนั้นให้พนักงานที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง พร้อมเครื่องหมาย “?”

เมื่อพนักงานได้รับอีเมลจาก Jeff Bezos พวกเขาต้องรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดภายในไม่กี่ชั่วโมง รวมถึงต้องมีคำอธิบายว่าปัญหานั้นๆ เกิดจากอะไร และไปรายงานให้ Jeff Bezos ฟัง เพื่อแสดงให้เห็นว่า Amazon เป็นบริษัทที่รับฟังเสียงของลูกค้าจริงๆ 

5. ไม่มีคำว่า Work-Life Balance เพราะ Jeff Bezos หวังให้ลูกน้องทำงาน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย

มีพนักงานคนหนึ่งของ Amazon ทำงานหนักติดต่อกัน 8 เดือน เขาจอดรถทิ้งไว้และปั่นจักรยานไปทำงานแต่เช้าและกลับบ้านค่ำมากเสมอ เขาไม่เคยมีเวลาอ่านอีเมลจนเมื่อเปิดอีเมลอีกครั้งก็พบว่าได้รับใบสั่งจำนวนมากจนรถของเขาถูกยกไปประมูลแล้ว

6. พนักงาน Amazon ทำงานอย่างหนักในช่วงคริสมาสต์ปี 1998

ในช่วงปีนั้น Amazon ขาดสต๊าฟเป็นจำนวนมาก พนักงานที่เหลือจึงต้องอยู่ออฟฟิศเพื่อทำงานกันทั้งวันทั้งคืน เนื่องจากมีออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมากจนพนักงานบางคนต้องพาครอบครัวมาอยู่ที่บริษัทด้วยเลย แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น Amazon ก็ปฏิญานว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาขาดพนักงานอีก และจะจ้างพนักงานเข้ามาเยอะเป็นพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลต่างๆ 

7. ต้นปี 2002 Jeff Bezos ได้เริ่มใช้ไอเดีย “พิซซ่าสองถาด” กับ Amazon

พนักงานจะถูกจับกลุ่มไม่เกิน 10 คน หรือเท่ากับจำนวนคนทานพิซซ่า 2 ถาด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทุกทีมต้องมีเป้าหมายและมาตรวัดความสำเร็จที่ชัดเจน แต่ก็มีพนักงานจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกกดดันกับวิธีการนี้

8. Jeff Bezos เอาแต่ใจและพร้อมระเบิดอารมณ์ใส่พนักงานเสมอ เขาจึงจ้างโค้ชมาช่วยควบคุมอารมณ์ของตนเอง

Jeff Bezos
SEATTLE, WA – JUNE 18: Amazon.com founder and CEO Jeff Bezos presents the company’s first smartphone, the Fire Phone, on June 18, 2014 in Seattle, Washington. The much-anticipated device is available for pre-order today and is available exclusively with AT&T service. (Photo by David Ryder/Getty Images)

หนังสือ The Everything Store เล่าว่า Jeff Bezos จะระเบิดอารมณ์ถ้าไม่พอใจในสิ่งที่ลูกน้องรายงาน ในการประชุมครั้งหนึ่งเขาได้ตำหนิเพื่อนร่วมงานอย่างรุนแรง และบอกว่าให้กลับมาใหม่ใน 1 อาทิตย์หลังจากนี้เมื่อคิดวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว 

9. Amazon สนับสนุนให้พนักงานคลายเครียดด้วยการ “การกรีดร้อง”

ในช่วงต้นปี 2000 Jeff Wilke ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของ Amazon อนุญาตให้คนที่ทำงานเสร็จแล้วหลับตาพักผ่อนและกรีดร้องใส่สายโทรศัพท์ที่คุยกับเขาอยู่ได้ เพราะหลายๆ ครั้งงานที่บริษัทก็มีความตึงเครียดมาก 

10. Fiona คือชื่อเดิมของ Kindle

ชื่อเดิมของ Kindle มาจากหนังสือเรื่อง “The Diamond Age” ของ Neal Stephenson เป็นเรื่องราวของวิศวกรคนหนึ่งในโลกอนาคตที่ขโมยหนังสือหายากไปให้ลูกสาวผู้หิวกระหายความรู้ชื่อ Fiona คนในทีมขอให้ Jeff Bezos ใช้ชื่อนี้ แต่เขาก็ยืนกรานที่จะเปลี่ยนเป็นชื่อ Kindle 

11. ก่อน Google มี “Street View” ที่ Amazon ก็มี “Block View” มาก่อนแล้ว

ในปี 2014 Amazon ได้เปิดตัว search engine ชื่อ “A9.com” ซึ่งทีม A9 นี้เองได้เริ่มทำโปรเจคชื่อ “Block View” ขึ้นด้วยงบประมาณน้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งในตอนนั้นทางบริษัทก็ได้ส่งตากล้องไปเก็บภาพตาม 20 เมืองใหญ่ แต่ก็ได้ล้มเลิกโปรเจคนี้ไปในปี 2006 และในปี 2007 ก็เกิด “Street View” ของ Google ขึ้นมา 

ที่มา: Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-jeff-bezos-the-everything-store/

สหรัฐฯ ยังไม่หยุดโจมตีจีน พร้อมตำหนิ Hollywood และ Disney ก้มหัวให้จีนมากไป

William P. Barr รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ถือเป็น ผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ อีกคนหนึ่งที่เดินหน้าโจมตีจีน ตามที่เคยกล่าวไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่าแต่ละฝ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ จะออกมาเช็คบิลจีนเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ตามด้วย FBI รัฐมนตรีต่างประเทศและล่าสุดคือกระทรวงยุติธรรม จัดหนักจีนไม่พอ ยังประณามวงการ Hollywood และ Disney ตามด้วยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันด้วย 

William P. Barr รัฐมนตรียุติธรรม สหรัฐอเมริกา ภาพจาก Department of Justice

คราวนี้ รัฐมนตรียุติธรรมไม่จัดหนักเฉพาะแค่จีนเท่านั้น แต่ยังตำหนิบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกในบ้านตัวเองด้วย นั่นก็คือ Disney และ Hollywood ตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีอีกหลายเจ้าที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของโดนัลด์ ทรัมป์ 

รัฐมนตรียุติธรรมจัดหนักจีน เผด็จการ รวมศูนย์อำนาจ พยายามครอบงำโลก

โดย William P. Barr กล่าวในพิพิธภัณฑ์ประธานาธิบดีฟอร์ด (Gerald R. Ford) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพูดถึงประเด็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อนเป็นอันดับแรก โดย Barr อ้างถึงสัปดาห์ที่ผ่านๆ มาที่มี Robert O’Brein ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติที่พูดถึงความทะเยอทะยานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตามด้วย Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI และ Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศ

Barr กล่าวว่า ถ้อยแถลงทั้งหมดที่ทุกคนก่อนหน้ากล่าวมา น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวอเมริกันได้ทบทวนความสัมพันธ์ที่สหรัฐฯ มีต่อจีนใหม่ ตราบเท่าที่ยังมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนปกครองอยู่ 

การที่เขาได้มาพูดที่พิพิธภัณฑ์ฟอร์ดนี้ มันก็ทำให้รำลึกถึงช่วงเวลาที่อเมริกากลับเข้ามาเกี่ยวพันกับจีนพอดี ซึ่งประธานาธิบดี Nixon เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 1972 ตามด้วย 3 ปีให้หลัง ประธานาธิบดีฟอร์ดก็ไปเยือนจีนเพื่อประชุมสุดยอดผู้นำร่วมกันในปี 1975 ซึ่งก็มีเหมา เจ๋อตงอยู่ด้วย 

Mao Zedong, Henry A. Kissinger, Gerald R. Ford Courtesy Gerald R. Ford Library

จากนั้น Barr ก็พูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจาก 2% ของ GDP โลก ในช่วงทศวรรษ 1980 จนปัจจุบันเติบโตมากถึงเกือบ 20% อีกทั้งภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อของจีนก็ใหญ่กว่าสหรัฐฯ แล้ว นอกจากนี้ Barr ยังกล่าวอีกว่า Xi Jinping ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวเองอย่างเข้มข้นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่หมดยุค Mao Zedong 

จีนเข้าโจมตีทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว รุนแรง และพยายามยึดอำนาจเหนือเศรษฐกิจโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามจะทำตามข้อริเริ่ม “Made in China 2025” โดยใช้อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ด้านหุ่นยนต์ ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านการบิน และรถไฟฟ้า โดยมีเงินอุดหนุนนับแสนล้านเหรียญสหรัฐ และข้อริเริ่มนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ 

จีนยังพยายามครอบงำประเทศอื่นด้วยการสร้างเส้นทางการค้าและโครงสร้างพื้นฐานทั้งในยูเรเซีย แอฟริกา และแปซิฟิก จีนพยายามแผ่อำนาจและอิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road 

จีนยังถูกวิพากษ์ถึงการพยายามช่วยเหลือประเทศที่ยากจนเหล่านี้ด้วยการสร้างหนี้ให้ และไม่ยอมเจรจาหากประเทศต่างๆ ไม่มีเงินใช้หนี้ดังกล่าว สุดท้ายก็ยึดโครงการที่ให้ความช่วยเหลือนั้นให้อยู่ในความดูแลของตัวเอง เช่น ท่าเรือของศรีลังกา แค่นั้นไม่พอ จีนยังเตรียมครอบงำโลกด้วยโครงข่ายดิจิทัล ผ่านข้อริเริ่มดิจิทัลสายไหม (Digital Silk Road initiative)

ทั้งตำหนิ ทั้งประณาม Hollywood และ Disney ก้มหัวให้จีน

หลังจากโจมตีจีนอย่างหนักหน่วง Barr ก็พูดพึง วงการ Hollywood จะมีระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุดในโลก ระบบเซ็นเซอร์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ภาพยนตร์ที่ฉายในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในสหรัฐอเมริกาด้วย

ตัวอย่างหนังเรื่อง World War Z หนังมหาวิบัติสงครามไวรัสซอมบี้ที่เวอร์ชั่นเดิมไวรัสจะเกิดขึ้นที่จีน โดยเด็กผู้ชายที่มาจากฉงชิ่ง แต่สตูดิโอ Paramount Pictures ให้โปรดิวเซอร์ลบฉากที่อ้างอิงในจีนออกเพราะหวังประโยชน์ที่จะได้เผยแพร่หนังดังกล่าวในจีนได้ 

ตามด้วยหนังเรื่อง Dr.Strange คาแรคเตอร์ตัวหลักของเรื่องคือ Ancient One ซึ่งเป็นจอมเวทย์อาศัยอยู่ในทิเบต หนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนให้มาจากเซลติกแทน โดยผู้เขียนบทให้เหตุผลว่าจะได้ไม่บาดหมางกับผู้คนนับพันล้าน และรัฐบาลจีนอาจไม่ให้ฉายเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง 

2 ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า หนังของ Hollywood ถูกเปลี่ยนแปลงตามโฆษณาชวนเชื่อของจีน นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ามีการพึ่งพาทางการเงินของจีนอย่างจริงจัง กล่าวคือ หนังที่มีนักลงทุนชาวจีนในปี 2018 ถือเป็นสัดส่วน 20% ของยอดขายตั๋วหนังจาก box office เปรียบเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้านี้มีแค่เพียง 3.8% เท่านั้น 

Barr พูดถึง Disney โดยยกตัวอย่างตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มา และระบุว่า Disney มีการเผยแพร่หนังที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อรัฐบาล โดยในช่วงสงคราม หนังของ Disney จะมีเหล่าพนักงานกว่า 90% ที่จะทำงานอุทิศตนเพื่อทำหนังแนวนี้  แต่เมื่อปี 1997 Disney ก็ผลิตหนัง Kundun ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ดาไลลามะ 

Disney ถูกจีนกดดันอย่างหนักหน่วง แม้ช่วงแรกจะติดสินใจทำหนังต่อไปและไม่ปล่อยให้อำนาจจากต่างประเทศเข้าครอบงำ แทรกแซง แต่สุดท้าย พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็แบนหนังของ Disney ในจีน จนทำให้บริษัทถูกการล็อบบี้ให้ยากต่อการเผยแพร่หนังในจีน สุดท้าย CEO ของ Disney ต้องออกมาขอโทษ และระบุว่า เป็นเรื่องความเข้าใจผิดที่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไร

จากนั้น Disney ก็ร่วมทุนกับจีน สร้าง Disney Park ที่เซี่ยงไฮ้ (ขนาดใหญ่เกือบ 1,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 2,530 ไร่ ขนาดใหญ่กว่า Hong Kong Disney โดย Disney ครอบครองกรรมสิทธิในพื้นที่ 43% จีน 57%) มูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.58 แสนล้านบาท 

Disney ยินยอมให้จีนมีบทบาทในการจัดการ ในพื้นที่แห่งนี้มีพนักงานประจำราว 11,000 คน ในจำนวนนี้มีคนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนราว 300 คน 

Shanghai Disneyland Park, Wikimedia By MasaneMiyaPA

Disney และบริษัทสัญชาติอเมริกันทั้งหลายนี้ ต้องทำความเข้าใจวิธีคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พวกเขากำลังยอมจีนมากเกินไป จีนกำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือจากทั่วโลก

ไม่ใช่แค่วงการภาพยนตร์ วงการเทคโนโลยีก็พยายามจะเข้าหาจีน

ทั้งหมดทั้งมวลที่ William Barr กล่าวมานั้น มีทั้งการโจมตีจีนอย่างหนักหน่วงถึงจุดยืนจีนที่มีบนเวทีโลกทั้งในแง่ความมั่นคงและในแง่เศรษฐกิจ และยังตำหนิบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตหนังหรือภาพยนตร์ออกมาด้วยความเกรงใจจีน แน่นอนว่าถ้าเข้าฉายในจีนไม่ได้ ก็ทำให้สูญเสียเม็ดเงินจากผู้ชมกว่า 1,000 ล้านราย

Barr ไม่ได้ตำหนิแค่วงการภาพยนตร์ที่มีแค่ Hollywood และ Disney เท่านั้น แต่ยังตำหนิเหล่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่มีทั้ง Google Microsoft Yahoo ไปจนถึง Apple ที่พยายามปรับตัวเข้าหาจีนให้ความร่วมมือกับจีน โดยยกตัวอย่างการที่ Apple ลบแอปพลิเคชันที่เป็นแอปฯ ข่าว Quartz ออกจาก app store ในจีน หลังรัฐบาลจีนตำหนิเรื่องข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกง เป็นต้น

จากนั้น Barr ก็สรุปว่า เพื่อรักษาโลกแห่งเสรีภาพและความมั่งคั่งที่จะเกิดแก่ลูกหลานของเรา โลกแห่งเสรีภาพนี้ต้องต่อต้านการพยายามครอบงำดังกล่าวข้างต้น เขามั่นใจว่า คนอเมริกัน รัฐบาลอเมริกัน และองค์กรธุรกิจต่างๆ จะสามารถทำงานร่วมกันได้ มาร่วมกันสร้างอีกครั้ง เพราะเสรีภาพเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาพวกเรา

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภาพจาก The White House

ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งทีมรัฐบาลเปิดหน้าโจมตีจีนหนักขนาดนี้ ทรัมป์จะดึงชาติพันธมิตรใดเข้าร่วมมือได้อีกนอกเหนือจากอังกฤษแบนหัวเว่ยหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็พยายามเชื้อชวนให้เหล่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบนจีนและเรียกร้องให้แก้ปัญหาทะเลจีนใต้ผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ให้จีนครอบงำอยู่ฝ่ายเดียว

ขณะนี้หลายฝ่ายเฝ้ามองแคนาดาว่าจะแบน 5G หรือไม่ จีนจะตอบโต้อย่างไร เหล่านี้ล้วนกระทบผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศต่างๆ ที่พึ่งพาสองประเทศนี้ทั้งสิ้น

ที่มา – Department of Justice, Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/william-barr-attack-china-and-condemn-disney-and-hollywood/

พฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคหลังโควิด ยังชอบของหรู แต่แบรนด์ต้องใช้ดิจิทัลมาดึงดูดมากขึ้น

จับตาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน หลังเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด

Photo: Shutterstock

Daniel Zipser ประธานฝ่ายผู้บริโภคและการค้าปลีกในประเทศจีนจาก McKinsey & Company เล่าว่า คนจีนกลับมาใช้จ่ายกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันแบรนด์ต่างๆ ก็หันมาทำโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้ากันเป็นจำนวนมาก 

ยังชอบของหรู แต่แบรนด์ต้องใช้นวัตกรรม-ดิจิทัลมาดึงดูด

Daniel Zipser เล่าว่า เมื่อสถานการณ์โควิดผ่อนคลายลงวัยรุ่นจีนก็เริ่มกลับมาใช้จ่ายกับสินค้าหรู พวกเขาจะมองหาสินค้าคุณภาพและแบรนด์พรีเมียมมากขึ้นซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะยอดขายของแบรนด์หรูทั่วโลกขึ้นอยู่กับคนจีนเป็นส่วนใหญ่ แบรนด์ใหญ่ๆ ที่มีสาขาทั่วโลกจึงหันไปโฟกัสกับสาขาในประเทศจีนมากขึ้น เพราะการล็อกดาวน์ทำให้คนจีนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ 

นอกจากนี้ เมื่อเลือกซื้อสินค้าคนจีนก็จะคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสินค้าหมวดใดก็ตาม และที่สำคัญลูกค้าจะมองหาประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบใหม่ๆ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ไว้ด้วยกัน (omnichannel) ซึ่งแม้ว่ากระแสนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายุคโควิด แต่ในยุคหลังโควิดผู้บริโภคชาวจีนต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ที่ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรมสูงมากขึ้น เช่น วิธีการใหม่ๆ ในการซื้อของที่ไม่เหมือนเดิม เน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยี เป็นต้น

ดังนั้น หลายๆ แบรนด์จึงต้องหันไปทำธุรกิจในออนไลน์มากขึ้นเพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์

Gucci

ชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่คือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประเทศจีนเป็นประเทศแถวหน้าด้านนวัตกรรมดิจิทัล คนจีนจึงมีความรู้และพร้อมศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ เห็นได้ชัดว่าในช่วงโควิดคนจีนก็หันมาใช้การไลฟ์สตรีมขายสินค้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคนชนชั้นกลางคือตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน เพราะในปีที่ผ่านมามีจำนวนครอบครัวชนชั้นกลางมากถึง 180 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุก็หันมาซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในสังคมดิจิทัลใช้จ่ายมากถึง 60% ของยอดการบริโภคทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่มีจำนวนเพียง 25% ของประชากรจีนทั้งหมดเท่านั้น เพราะพวกเขามั่นใจในอนาคต และไม่ลังเลเมื่อจะใช้เงินไปกับอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเครื่องสำอางราคาสูงก็ตาม 

Viya

ที่มา: Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-consumer-behavior-post-covid/

แกะรอยชีวิต เจาะวิธีคิด “รองขาโต๊ะ” เพจรีวิวหนังสือสุดแหวกแห่งปี 2020

Brand Inside ขอพาทุกคนไปร่วมแกะรอยชีวิต และเจาะวิธีคิดเจ้าของเพจ รองขาโต๊ะ เพจรีวิวหนังสือสุดแหวกแนวที่มาพร้อมกับสโลแกน “หนังสือดีเก็บไว้บนชั้น ไซร้ไม่ดีนั้นนำไปรองขาโต๊ะด้วยเกณฑ์ให้คะแนนสุดครีเอทีฟตามระดับความน่านำไปรองขาโต๊ะ

แนะนำตัวเองโดยไม่บอกชื่อ

ผมเป็นคนไร้สาระทั่วไป ชีวิตประจำวันนอกจากทำงานผมจะไปหาเพื่อน กินเหล้า เอาหนังสือที่อ่านมาหรือประเด็นทางสังคมไปชวนเพื่อนคุย ถ้าเพื่อนไม่ว่างผมจะชอบไปร้านกาแฟแล้วยืนคุยกับเจ้าของ ผมชอบคุยกับคนอื่น เพราะได้เรียนรู้จากคน ซึ่งไม่จำเป็นต้องคุยกับคนที่ประสบความสำเร็จก็ได้

ผมไม่มีคติประจำใจ เพราะสำหรับผมชีวิตคนมันซับซ้อนเกินกว่าจะเอาคำคมมายึด

ตัวตนจริงๆ เหมือนในเพจหรือเปล่า

ตัวตนจริงๆ ของผมก็คล้ายๆ กับที่แสดงลงไปในเพจ คือในเพจผมจะใช้ภาษาเหมือนคุยกับเพื่อนสนิทมากกว่าเลยจะมีแต่คำหยาบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ บางคนเราไม่ได้สนิทด้วยก็ไม่ได้คุยแบบนี้ 

คิดว่าตัวเองครีเอทีฟไหม

ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนครีเอทีฟ เพราะเดี๋ยวจะเป็นการยกหางตัวเอง ตอนเปิดเพจผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองครีเอทีฟหรือเปล่า แค่โมโหแล้วอยากจะรีวิวหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมเปิดมาเป็น 10 เพจแล้ว แต่มีคนไลค์แค่หลักร้อย พอทำแล้วเบื่อก็เลิก เคยมีเพจหนึ่งที่ผมใช้ลงรูปถ่ายตามผนังห้องน้ำผู้ชาย เพราะมีคำด่าและคำคมเต็มไปหมด ซึ่งผมรู้สึกว่าคำพวกนี้น่าสนใจดี แต่ปัจจุบันก็ลบภาพพวกนั้นทิ้งไปหมดแล้ว

ถ้าเปรียบชีวิตตัวเองเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม เรื่องราวในหนังสือเล่มนั้นจะเป็นแบบไหน

น่าจะเป็นพวกนิยายหรือวรรณกรรมชีวิตครับ ผมเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางแต่ยากจน พ่อแม่เลิกกัน มีแม่คนเดียวที่ส่งเสียดูแล พอโตมาก็กลายเป็นเด็กไม่ตั้งใจเรียน ช่วงมัธยมก็ใช้ชีวิตไปวันๆ พอจบม.6 เลยเลือกไปแอดมิชชั่นที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แต่พอเข้าไปก็รู้สึกไม่ได้อยากเรียน สุดท้ายเลยเรียนไม่จบ แล้วผมก็เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต ทำให้โดนแม่ไล่ออกจากบ้าน พอต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นผมเลยเข้าไปทำงานในห้าง เป็นพนักงานขายเสื้อผ้า และกลับไปเรียนปีหนึ่งอีกครั้งที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย 7 วัน ตลอด 4 ปีไม่มีวันหยุดเลย เหมือนใช้หนี้ในอดีตที่เคยใช้เวลาเรื่อยเปื่อยมา ตอนนี้ผมก็อายุ 28 เรียนจบมาสองสามปีแล้ว 

มีหนังสือเปลี่ยนชีวิตไหม

มีเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ของชาติ กอบจิตติ ไม่ถึงกับเปลี่ยนชีวิตแต่ก็ไปกระตุ้นชีวิตช่วงนั้นพอดี คือในเล่มเป็นเรื่องราวชีวิตน้าชาติตอนเป็นวัยรุ่น ชีวิตระหกระเหินไปตามทาง จากอยู่กรุงเทพไปอยู่ชายทะเล เมาเหล้าเมากัญชา ซึ่งตรงกับชีวิตผมตอนนั้นที่เพิ่งกลับไปเรียนปี 1 ครั้งที่สอง เพื่อนผมก็ดูดกัญชาเหมือนกัน แต่ในหนังสือเล่าว่าเพื่อนน้าชาติตายไปหลายคน เพราะใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วง ผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองควรเลิกใช้ชีวิตแบบนี้ได้แล้ว 

อีกเล่มที่ชอบ คือ “เพชรพระอุมา” เรื่องนี้เป็นนิยายผจญภัยเข้าป่าตามหาสมบัติ สนุกมาก ผมอ่านวันละ 2 เล่ม จากทั้งหมด 24 เล่ม (เฉพาะภาคแรก) ภาคสองผมอ่านไปแค่ 4 เล่มก็ไม่ค่อยสนุกแล้ว หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือมาตลอดเลย

ถ้ามีโอกาสเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม อยากเขียนเกี่ยวกับอะไร

ก่อนเปิดเพจผมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งมา 3 ตอนแล้ว ถ้าเขียนจบคงปล่อยให้คนอ่านฟรี ยกเว้นจะมีสำนักพิมพ์ใจดีเอาไปพิมพ์ขาย ผมอยากให้คนเข้าถึงหนังสือได้ทุกคน เพราะหนังสือแพง หนังสือเล่มนี้ชื่อ “บ้านผี” เพราะผมใช้ธีมเรื่องเกี่ยวกับบ้านผีสิง แต่เนื้อหาภายในเล่มเป็นการวิพากษ์สังคม โดยผีในที่นี้คือความเหลื่อมล้ำและชนชั้น คนที่จะมองเห็นผีได้ต้องอยู่ในชนชั้นที่โดนกดขี่เหมือนกันเท่านั้น ผมวางโครงเรื่องให้ตัวเอกเป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา หรือเป็นแรงงานต่างจังหวัดที่ตกงานเมื่อมีกลุ่มนายทุนเข้าไป ตัวเอกเลยต้องเข้ามาขายแรงงานในกรุงเทพ และได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแล้วก็เจอผี แต่คนในสังคมทั่วไปก็บอกว่าคนนี้บ้า เพราะคนในเมืองมองไม่เห็นความเหลื่อมล้ำ ตอนจบตัวเอกจะทนไม่ไหว เพราะโดนผีหลอกและเครียดจนอาจจะฆ่าตัวตาย

ผมไม่ได้อยากให้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมก็ยังดำรงอยู่ และผมคิดว่าถ้าพูดวิพากษ์สังคมตรงๆ ก็คงไม่มีใครอยากฟัง เลยอยากนำประเด็นนี้ไปสู่คนหมู่มากผ่านการเขียนนิยาย 

อยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กเลยไหม

ผมเคยบอกเพื่อนว่าอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่สมัยเรียน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะเขียนหนังสืออะไร ผมเคยพยายามจะเขียนหลายครั้งแล้ว แต่ก็เขียนไม่จบไปต่อไม่ได้ ผมเคยเจอคนหนึ่งบอกว่าถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีต้องอ่านให้เยอะก่อน ผมเลยไม่ได้รู้สึกว่าช้าเกินไป เพราะก็มีคนเริ่มเขียนหนังสือตอนอายุ 30 เหมือนกัน 

คิดว่าเพราะอะไรเพจ “รองขาโต๊ะ” ถึงมีกระแสตอบรับดีมาก

จากความคิดเห็นผมเพจโตขึ้นมาได้เพราะประเด็นไลฟ์โค้ชคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเรื่องไลฟ์โค้ชมันครุกรุ่นมาสักพักแล้ว คนในสังคมก็ค่อนข้างเบื่อ โดยเฉพาะคนอายุประมาณผมและวัยรุ่น เหมือนคนมีอารมณ์หมั่นไส้แล้วเพจผมก็พูดถึงพอดี เลยมีแชร์เพิ่มขึ้นเป็นพันแชร์จากตอนแรกที่มีคนติดตามเพจแค่หลักร้อย ส่วนถ้าดูจากความคิดเห็นของคนติดตามเพจ บ้างก็บอกว่าชอบ เพราะเบื่อที่ต้องวัดดวงตอนเข้าไปร้านหนังสือแล้วหนังสือเล่มนี้ดูน่าอ่านแต่พอซื้อมาแล้วไม่มีอะไรเลย บางคนก็บอกว่าพูดตรงดี เพราะเพจส่วนใหญ่จะรีวิวทางบวกหมด 

เล่าความประทับใจตั้งแต่เปิดเพจมา 2 เดือน

มีลูกเพจทักมาในอินบ็อกซ์ว่า “ขอบคุณที่ทำเพจนี้ขึ้นมา ผมมีเงินไม่เยอะ เวลาจะซื้อหนังสือเล่มหนึ่งผมคิดแล้วคิดอีก แล้วเพจพี่ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” ผมคิดว่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพหนังสือบ้านเราแพงมาก เฉลี่ยอยู่ที่เล่มละสองร้อยกว่าบาท บางเล่มทะลุไปถึงสี่ห้าร้อยถึงพันบาทเลยก็มี ผมคิดว่าเราควรเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายกว่านี้ เพราะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทกับค่าหนังสือมันไม่สัมพันธ์กัน 

ขอคำแนะนำสำหรับคนอยากเปิดเพจของตัวเอง

คนเราถ้าทำสิ่งที่หลงใหลไปกับมันเราคงจะทำได้ดี มันไม่ควรเริ่มจากความคาดหวังว่าเราทำเพจนี้แล้วจะรวยหรือดัง แต่ควรเริ่มจากว่าทำแล้วมันตอบสนองอารมณ์ตัณหาเราได้หรือเปล่า อย่างผมก็เปิดเพจด้วยความโมโห อยากด่าหนังสือเล่มหนึ่งให้ได้ พอลงปุ๊บหายเลย (ขำ) แต่หลังๆ มาผมก็ต้องควบคุมอารมณ์บ้าง

แนวทางการทำ Podcast และ Youtube ของเพจ “รองขาโต๊ะ”

ผมคิดว่าใน Podcast จะหยิบประเด็นจากในหนังสือมาวิพากษ์ เพราะสังคมขาดการวิพากษ์ ผมเห็น Podcast ส่วนใหญ่ก็หยิบหนังสือมาเล่าเฉยๆ เหมือนหนังสือเสียงมากกว่า แต่หนังสือบางเล่มมีแก่นอยู่นิดเดียว ผมเลยอยากนำมาเล่าให้ฟัง ส่วนใน Youtube อยากทำรายการชื่อWrong ทำดู คือจะสุ่มหนังสือทำอาหารมาให้คนทำอาหารไม่เป็นลองทำตามว่ากินได้ไหม 

คิดว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าธุรกิจหนังสือจะเป็นไปในทิศทางไหน

ผมว่าธุรกิจหนังสือยังอยู่ได้ เพราะคนถวิลหาอดีต อย่างที่เราเห็นในอุตสาหกรรมอื่น คนกลับมาสะสมเทป แผ่นเสียง ถึงแม้ปัจจุบันจะมีสตรีมมิ่งเพลงต่างๆ แล้วก็ตาม บางคนซื้อหนังสือมาแต่ไม่อ่านซึ่งผมว่าไม่ผิด เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคใหม่หนังสือไม่ได้มีคุณค่าแค่เฉพาะการอ่าน มันอาจจะกลายเป็นของสะสม ของแต่งบ้าน บางคนก็ชอบถือไปในที่สาธารณะเพื่อให้คนมองว่าเท่ บางคนก็วางข้างแก้วกาแฟเพื่อถ่ายรูปเฉยๆ ผมว่ายังไงก็ไม่ตาย เพราะเอา e-book ไปวางถ่ายแล้วไม่เท่ (ขำ)

เล่าภาพประเทศไทยในฝันของเจ้าของเพจ

ผมฝันถึงสังคมที่คนสามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ ผมนึกถึงหนังสือเรื่อง “ฮุกกะ” และ “ลุกกะ” เล่าถึงประเทศเดนมาร์ก ผมอยากให้สังคมไทยใช้เวลาการทำงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และอยากให้คนมีเวลาว่างเพื่อไปทำในสิ่งที่ชอบ อีกเรื่องคือ ผังเมือง ผมคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดีมาพร้อมกับผังเมืองที่ดี เวลาเราบ่นรถติด อยากได้ทางม้าลายปลอดภัย อยากได้ฟุตบาทที่กว้าง ผังเมืองมันไม่เอื้อ 

ฝากความในใจถึงลูกเพจและคนอ่านบทความนี้

ผมไม่อยากให้คนแค่อ่านหนังสือแล้วจำเนื้อหาได้ แต่อยากให้อ่านแล้วมีการวิพากษ์มากขึ้น ทั้งเนื้อหา การแปล การเขียน เพราะในโรงเรียนก็ไม่ได้สอนการวิพากษ์ และอยากให้คนในสังคมกล้าพูดมากขึ้นว่าชอบไม่ชอบอะไร สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามเพจ และขอบคุณคนที่ยังไม่ได้กดไลค์เพจ ฝากไปกดไลค์ด้วย (ขำ)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tablelegsupport-fanpage/