คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

ลองทำดู CDC อเมริกาแนะวิธีทำหน้ากาก ถ้าไม่มีจักรก็ตัดจากเสื้อยืดหรือแผ่นกรองกาแฟ

ข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติเสียที สำหรับ WHO หรือองค์การอนามัยโลก ยังไม่เลิกย้ำเตือนให้โลกไม่ต้องใส่แมสก์หรือหน้ากากอนามัย WHO เน้นว่า ถ้าสุขภาพดีก็ไม่ต้องใส่แมสก์หรอก ปล่อยให้คนป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์เขาใส่ไป…

WHO ไม่อยากให้คนสุขภาพดีใส่หน้ากากอนามัย เพราะอยากสงวนให้แพทย์ที่ขาดแคลน

WHO ออกคำแนะนำสำหรับการใส่หน้ากากในที่ชุมชน ใน home care และในพื้นที่ที่มีการรายงานว่ามีคนติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นคำเตือนที่ระบุว่า สารคัดหลั่งจะเกิดจากการไอหรือจาม ใครก็ตามที่อยู่ใกล้ราว 1 เมตรก็อาจเสี่ยงติดเชื้อได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วอาจสร้างความสับสนกับผู้คนได้ เพราะ WHO เผยแพร่คำแนะนำนี้หลังจากที่ CDC หรือศูนย์ควบคุมโรคของอเมริกาออกมาบอกให้ทุกคนใส่แมสก์กันเถอะ

แมสก์หรือหน้ากาก ในที่นี้ องค์การอนามัยโลกหมายถึง หน้ากากอนามัย หน้ากากที่มีไว้ใช้ทางการแพทย์ก็ให้แพทย์หรือคนป่วยเขาใช้เพื่อควบคุมโรค แต่ไม่ได้แนะนำว่าคนสุขภาพดีควรจะใส่หรือไม่ใส่หน้ากากอนามัย ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวสินค้าที่เป็นหน้ากากอนามัยที่กำลังขาดแคลนอยู่ตอนนี้จะมีไม่เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ แน่นอนว่าถ้าแพทย์ พยาบาล คนดูแลเรื่องโรคติดต่อป่วย เราจะลำบากกันหมด

Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus WHO Director General

ขณะที่ CDC หรือศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา ประเทศกำลังครองแชมป์อันดับ 1 ติดเชื้อมากที่สุดในโลกราว 399,929 คน เสียชีวิต 12,911 คน รักษาหาย 22,539 คน CDC เพิ่งจะมาประกาศให้ทุกคนใส่แมสก์หรือหน้ากากเสีย ไม่ว่าใครก็ต้องใส่หน้ากาก โดย CDC แนะนำว่า ควรใส่หน้ากาก เพื่อทำให้อัตราการแพร่เชื้อโควิด-19 ลดลง

CDC ศูนย์ควบคุมโรคอเมริกาแนะนำ ควรใส่แมสก์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแมสก์ที่ทำจากอะไรก็ตาม..ใส่เถอะ

ก่อนจะไปถึงการตัดแมสก์จากเสื้อยืดหรือแผ่นกรองกาแฟ CDC แนะวิธีตัดผ้า รวมถึงวิธีตัดเจ็บ หากมีจักร (จะเย็มมือดูก็ได้ แต่มันก็จะเจ็บมือบ้าง) ดูวิธีที่นี่

ทำแมสก์จากเสื้อยืด สไตล์ CDC

เครื่องมือที่ใช้ก็มีเพียงกรรไกร 1 อันและเสื้อยืด 1 ตัว ตัดจากด้านล่างมุมซ้ายหรือมุมขวาก็ได้ตามถนัด จากนั้นก็เลือกตัดมุมใดมุมหนึ่ง เพื่อเหลืออีกมุมหนึ่งที่พอจะทำเป็นเชือกรัดที่ศีรษะได้ (ดูคลิปประกอบที่นี่)

ทำหน้ากากจากเสื้อยืด ภาพจาก CDC

ทำแมสก์จากผ้าพันคอหรือผ้าโพกศีรษะและแผ่นกรองกาแฟ

อุปกรณ์ที่ต้องมีคือ แผ่นกรองกาแฟ กรรไกร ผ้าพันคอตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส จากนั้นตัดส่วนบนของแผ่นกรองกาแฟ พับผ้าลงครึ่งหนึ่งให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้แผ่นกรองไว้ด้านใน ให้พับผ้าจากส่วนบนและส่วนล่างลงมาอีกด้านละ 1 ทบ จากนั้นให้ใช้ยางยืดขนาดพอเหมาะแบบไม่รัดหูของผู้ใส่จนเกินไป (ดูคลิปประกอบที่นี่)

ที่มา – WHO, CDC, Business Insider, U.S. Embassy Bangkok

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-d-i-y-mask-for-yourself-fight-covid-19/

ไม่มีคนหวด แพทย์สิงคโปร์ติดเชื้อน้อยเพราะผู้นำเก่ง วางแผนดี คนไข้ไม่โกหก แพทย์มีเพียงพอ

สิงคโปร์ที่หลายๆ คนชื่นชมในระบบจัดการวางแผนรับมือสู้โควิด-19 นอกจากจะทำให้ประชาชนเสี่ยงติดเชื้อน้อยลงแล้ว ยังทำให้แพทย์ไม่ต้องเสี่ยงมากในการรักษาคนไข้ ไม่ต้องทุกข์หนักเหมือนหลายประเทศที่กำลังวุ่นวายกับการรับมือโควิด-19 อย่างสับสน การที่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ การขาดแคลนเครื่องมือป้องกันทางการแพทย์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเพิ่มขึ้น

ในมาเลเซีย หญิงตั้งครรภ์รายหนึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลว่าพ่อของเธอตรวจเจอเชื้อโควิดเป็นผลบวก หลังจากเธอคลอดแล้ว โรงพยาบาลต้องปิดดำเนินการเพื่อทำความสะอาดสถานที่เพื่อฆ่าเชื้อ ในฟิลิปปินส์ มีแพทย์เสียชีวิต 9 คน มีจำนวน 2 คนที่โกหกประวัติการเดินทาง

ในสเปน บุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 5,400 คนติดเชื้อโควิด ขณะนี้ในประเทศมีคนป่วยราว 14% จำนวนแพทย์มีไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วย ในอิตาลี มีคนไข้กว่า 69,000 คน โควิดคร่าชีวิตแพทย์หลายคนเพราะไม่มีทางเลือกในการรักษา ต้องรักษาคนไข้แบบปราศจากถุงมือป้องกันตนเอง

ในสหรัฐอเมริกา คนติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนจีนแล้ว มีคนติดเชื้อกว่า 80,000 คน ในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์และคนป่วยในประเทศเสี่ยงติดเชื้อและอาการแย่ลงเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันตัว อาทิ เครื่องช่วยหายใจ หน้ากากอนามัย ถุงมือ

ปัจจุบัน คนติดเชื้อในสิงคโปร์ราว 879 ราย ทั้งหมดได้รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อราว 41 ราย พวกเขาต้องสอดท่อเข้าไปทางหลอดลมของคนไข้ ซึ่งง่ายต่อการมีอาการไอ ที่ทำให้เกิดฝอยละอองที่แพร่เชื้อได้ ในขณะนั้นแพทย์ยังไม่ทราบผลว่าเขาติดเชื้อไวรัส เพียงแต่อยู่ในช่วงกักกันตัวหลังพบว่ามีผลตรวจเป็นบวก หลังจากนั้นสองสัปดาห์จึงไม่พบเชื้อ แพทย์ที่ใช้หน้ากาก N95 สามารถกรองได้ 95%

ทั้งนี้ อุปกรณ์ป้องกันตนเองส่วนบุคคล หรือ PPE นี้ จีนบริจาคให้หลายแห่ง อาทิ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ยุโรป ขณะเดียวกัน มหาเศรษฐี Jack Ma ก็บริจาคมาให้ 10 ประเทศในเอเชีย ทั้งหน้ากาก 1.8 ล้านชิ้น ชุดตรวจโควิด-19 และชุดป้องกันตัวเองกว่า 36,000 ชิ้น ซึ่ง Leong Hoe Nam ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดระบุว่าเอเชียมีประสบการณ์เคยรับมือโรคระบาดอย่างซาร์ส (SARS) มาแล้ว ไม่เหมือนประเทศตะวันตกที่ขาดความเตรียมพร้อมและขาดแคลนเครื่องมือด้วย

Jack Ma บริจาคหน้ากากอนามัย ชุดป้องกันอันตรายขณะปฏิบัติงาน หน้ากากป้องกันละออง ​(face shield) ผ่านเที่ยวบินพิเศษที่ขนอุปกรณ์น้ำหนักรวม 17 ตัน ถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา

กรณีศึกษาจากสิงคโปร์

เกิดจากความเตรียมพร้อมที่เคยรับมือซาร์สระบาดมาก่อน ช่วงนั้นแพทย์ติดเชื้อซารส์ราว 41% หรือประมาณ 238 ราย การรับมือกับโรคโควิด-19 สิงคโปร์ก็รับมือตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าโควิด-19 คือโรคระบาด การรับมือจึงราบรื่นขึ้น ช่วงที่มีคนติดเชื้อคนแรก โรงพยาบาลเริ่มแจ้งให้บุคลากรเลื่อนเวลาการเดินางท่องเที่ยวหรือลาพักออกไปก่อน เพื่อรับมือกับโควิด-19 โรงพยาบาลเตรียมแผนรับมือกรณีที่อาจเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดทันที

  • สิงคโปร์มีแพทย์ทั้งหมด 13,766 คน หรือประมาณ 2.4 คน ต่อประชาชน 1,000 คน
  • สหรัฐอเมริกามีแพทย์ 2.59 คน ต่อประชาชน 1,000 คน
  • จีนมีแพทย์ 1.78 คน ต่อประชาชน 1,000 คน
  • เยอรมนีมีแพทย์ 4.2 คน ต่อประชาชน 1,000 คน
  • เมียนมาและไทยมีแพทย์น้อยกว่า 1 คน ต่อประชาชน 1,000 คน
COVID-19 Coronavirus

Chia Shi-Lu ศัลยแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อกล่าวว่า ต้องทำให้มั่นใจว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีเพียงพอต่อการรองรับคนป่วยที่อาการหนัก แพทย์และพยาบาลต้องมีเพียงพอที่จะรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น รู้วิธีใช้เครื่องช่วยหายใจ เครื่องผลิตอ๊อกซิเจนให้แก่คนป่วย

Jade Kua เล่าว่า การแบ่งทีมแพทย์ แบ่งออกเป็น 4 ทีม ทีมละ 21 คน แต่ละทีมทำงานกะละ 12 ชั่วโมง แต่ละทีมจะต้องไม่ปฏิสัมพันธ์กัน ทีมแพทย์สามารถแยกการทำงานออกจากกันได้ แต่ละกะแยกออกจากกัน ไม่เอากะเช้ามารวมกับกะดึก

Chia เสริมว่า แพทย์จะไม่พยายามพบปะกันกับแพทย์นอกทีมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งที่พวกเขาทำคือการทักทายอยู่แถวประตูทางเข้าเท่านั้น ไม่ว่าจะในโรงอาหาร หรือจะเป็นที่ใดก็ตาม จะใช้มาตรการ social distancing เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งตัวเองแพร่เชื้อ (กรณีที่อาจติดเชื้อ) หรือรับเชื้อ กรณีที่อีกฝ่ายติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีการวางแผนด้านการแพทย์เช่นนี้ หลายประเทศก็ล้มเหลว ในอินเดียมีประชากร 1.3 พันล้านคนแต่มีแพทย์ราว 20,000 คนที่ได้รับการฝึกกรณีที่เจอเคสป่วยหนัก เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และโรคเกี่ยวกับระบบหายใจ

การวางแผนในที่นี้ ยังรวมถึงการสต็อกอุปกรณ์ป้องกันตัวเองกรณีที่อาจจะเกิดความขาดแคลนได้ ซึ่งตอนนี้หลายแห่งทั่วโลกประสบภาวะขาดแคลน บทเรียนจากซาร์สสอนให้สิงค์โปร์รู้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ขาดหน้ากากอนามัย ถุงมือ เสื้อคลุม ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด สิงคโปร์บอกให้พลเมืองของตัวเองไม่ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อที่จะให้บุคลากรทางการแพทย์มีเหลือใช้

ภาพจาก Pixabay

ไม่ใช่แค่คนป่วยที่แพทย์ต้องรับมือ ต้องรับมือกับคนที่เหยียดแพทย์ด้วย

ในสิงคโปร์ บุคลากรทางการแพทย์กำลังประสบปัญหาคนเหยียดคน ประชาชนบางส่วนเหยียดแพทย์ ในฝรั่งเศส ในอิตาลี หรืออังกฤษ ผู้คนต่างให้กำลังใจแทย์จากหน้าต่างบ้านตัวเอง แต่ในสิงคโปร์กลับเจอสิ่งที่ตรงกันข้าม

พยาบาลคนหนึ่งเล่าว่า เธอไม่สามารถสวมชุดพยาบาลออกจากบ้านได้ เพราะคนอื่นไม่รู้ว่าเธอทำงานแล้วต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง พยาบาลบางคนพยายามจะเรียกรถให้มารับเพื่อมาส่งไปทำงานที่โรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่เธอถูกปฏิเสธจากคนขับถึง 5 ครั้งเพราะหวาดกลัว ในอินเดียยิ่งหนัก บุคลากรทางการแพทย์หลายคนถูกบังคับให้ไม่อยู่บ้านเพราะหวาดกลัวโรคโควิด-19

อ่านเพิ่ม ผู้นำสิงคโปร์เก่งยังไง..ที่นี่

ที่มา – South China Morning Post, The Star

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-case-study-reason-why-health-workers-few-infections/

วิกฤตโควิด-19 มาเลเซียกังวลข้าวไม่พอกิน ส่วนเวียดนามเริ่มกักตุน งดส่งออกชั่วคราว

COVID-19 กำลังระบาดหนักไปทั่วโลก ไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกันโดยเฉพาะในเรื่องของสินค้า นับตั้งแต่หน้ากากอนามัย ไล่มาไข่ราคาแพง จนมาถึงถุงยางอนามัยก็กำลังจะเป็นสินค้าขาดแคลนชนิดถัดไป

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของมาเลเซียให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มาเลเซียมีข้าวสารเหลือเพียงพอที่จะบริโภคในประเทศอยู่ราว 2 เดือนครึ่ง ซึ่งเวียดนามมีมาตรการระงับการส่งออกเพื่อจะสำรองข้าวสารไว้ให้ประชาชนในประเทศท่ามกลางโควิด-19 ระบาดหนัก เวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวสารใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (อันดับ 1 อินเดีย อันดับ 2 ไทย อันดับ 3 เวียดนาม)

ภาพ pixabay.com

เวียดนามระบุไว้เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า จะไม่เซ็นสัญญาเพื่อส่งออกข้าวจนกว่าจะถึงวันที่ 28 มีนาคม (วานนี้) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่าจะมีข้าวเพียงพอบริโภคภายในประเทศ ซึ่งท่าทีเช่นนี้ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกสั่นสะเทือน (food security)

มาเลเซียนำเข้าข้าวในปริมาณมาก ล่าสุด มาเลเซียจำกัดทุกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายผู้คน โดยนายกรัฐมนตรี Muhyiddin Yassin ประกาศให้จำกัดการเคลื่อนไหวของผู้คน สั่งให้ปิดประเทศจนถึงวันที่ 14 เมษายน ซึ่งในประเทศมีข้าวอยู่ในสต๊อกราว 500,000 ตัน บริโภค 200,000 ตันต่อเดือน บริษัท BERNAS (คือบริษัทเอกชนที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ผูกขาดนำเข้าและจัดจำหน่ายข้าวแต่เพียงรายเดียว ข้าวเป็นสินค้าควบคุมราคาและให้การอุดหนุน)

BERNAS ต้องการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับเวียดนามเร็วขึ้นแม้ว่าจะมีราคาที่สูงก็ตาม เพื่อจะมีข้าวสต๊อกภายในประเทศมากพอ ขณะนี้ มาเลเซียกำลังมองหาแหล่งผลิตข้าวจากประเทศอื่นเพิ่ม เช่น ปากีสถาน อินเดีย เมียนมา และไทย

มาเลเซียมีที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 4.3 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีกำลังในการผลิตข้าาวให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 70% ที่เหลืออีก 30% นำเข้าข้าวจากต่างประเทศ

มาเลเซียผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ปี 2561 นำเข้าข้าว 800,000 ตัน มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 406.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.3 หมื่นล้านบาท) ช่วงต้นปี 2562 นำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 30.7% (นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น 43.4% เป็นข้าวขาว 96%) มาเลเซียนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตข้าวในประเทศกลับขยายตัวต่ำลงเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่สนใจปลูกปาล์มน้ำมันเป็นหลัก และพื้นที่เกษตรมีจำนวนจำกัด

ภาพจาก การค้าระหว่างประเทศ

ด้าน Phung Duc Tung ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเกษตรจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแม่น้ำโขงระบุว่า การตัดสินใจระงับการส่งออกข้าวของเวียดนามจะกระทบต่อประชากรที่เป็นวัยทำงานเพราะต้องพึ่งพาการค้าข้าวเป็นหลัก การระงับส่งออกข้าวไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง รัฐบาลควรปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีและควรสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานโดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกลุ่มคนทำงานที่ทรงคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ทางเวียดนามกำลังทบทวนสถานการณ์เพื่อประเมินการส่งออกข้าวอีก ทางบริษัทหลายแห่งระบุว่ายังมีข้าวสต๊อกอยู่ในประเทศจำนวนมาก แต่รัฐก็จะให้ความสำคัญกับพลเมืองเป็นอันดับแรก ข้าวจะต้องมีเพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศที่ตอนนี้ส่วนใหญ่มักจะต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส

Thai Rice ข้าวไทย
ภาพจาก Shutterstock

ทั้งนี้ บริษัทวิจัยการตลาด Nielsen ในเวียดนามระบุว่า ผลกระทบจากไวรัสระบาดทำให้ชาวเวียดนามกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เงิน และสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 ชาวเวียดนามก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอาหารอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีไข้หวัดหมูแอฟริการะบาดทั่วเอเชีย ทำให้หมูมีราคาแพงขึ้น

ความกังวลเรื่องอาหารกำลังเพิ่มมากขึ้นหลังไวรัสระบาด หลายประเทศเริ่มจำกัดการส่งออกอาหาร ในรัสเซีย สหภาพน้ำมันจากผัก (vegetable oil union) เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรจำกัดการส่งออกเมล็ดทานตะวันเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป (รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันจากเมล็ดดอกทานตะวันเป็นอันดับ 2 รองจากยูเครน)

คาซัคสถานระงับการส่งออกสินค้าบางชนิดจนกว่าจะถึงกลางเดือนหน้า เช่น เมล็ดพืชบักวีต (buckwheat มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต) น้ำตาล น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน

ผู้ค้าข้าวแห่งยุโรประบุว่า ถ้าเวียดนามแบนการส่งออกจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายข้าวในโลกมากถึง 10-15% และแอฟริกาจะกรทบหนัก ความกังวลนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของโลกเริ่มปิดประเทศที่มีระยะเวลายาวนาน 3 สัปดาห์ การปิดประเทศของอินเดียจะส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์และดิสรัป supply chain ด้านอาหาร แม้ไทยจะอยู่อันดับสองของการส่งออกข้าว แต่ต้องเผชิญภาวะฤดูแล้งหนักที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ข้าวมีปริมาณน้อยลง

ที่มา – CNA (1), (2), Bloomberg, South China Morning Post, VOA, กระทรวงต่างประเทศ, การค้าระหว่างประเทศ, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/covid-19-outbreak-vietnam-suspend-rice-export/

ผู้นำตัวจริง สิงคโปร์เตรียมทุ่มเงิน 1.5 ล้านล้านบาท อุ้มคนทั้งประเทศสู้โควิด-19

Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์พิเศษ (extraordinary situation) เราก็ต้องใช้มาตรการพิเศษเข้าต่อกรกับมัน เดือนที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะของบไป 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.07 แสนล้านบาทเพื่อประคับประคองสถานการณ์ให้มีเสถียรภาพมากขึ้น

ครั้งนี้เขาของบที่ 4.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ถ้ารวมเข้ากับครั้งที่แล้วจะอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็น 11% ของ GDP

Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังสิงคโปร์

เขาบอกว่างบประมาณที่ขอนี้ คือ Landmark package เพื่อเอาไว้รับมือกับสถานการณ์พิเศษ (unique situation) มันคือ resilience budget ที่จะเอาไว้ตอบโจทย์ 3 เรื่องสำคัญ ดังนี้

  • ปกป้องตำแหน่งงาน ไม่ให้คนต้องตกงาน สนับสนุนคนทำงาน และทำให้คนสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ (Save Jobs, Support Workers, Protect Livelihoods)
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถก้าวความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาได้ทันที (Help Enterprises Overcome Immediate Challenges)
  • เพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นทางสังคม ทำให้สังคมฟื้นตัวได้ (Strengthen Economic and Social Resilience)

“คนสิงคโปร์จำนวนมากเป็นกังวลว่า พวกเขาจะมีเงินจ่ายบิลไหม จะใช้จ่ายในครัวเรือนยังไง เพราะชีวิตพวกเขาได้รับผลกระทบภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากไวรัสระบาด รัฐบาลสิงคโปร์จึงทุ่มงบลงมา เพื่อที่จะให้ทุกครอบครัวก้าวผ่านมันไปให้ได้” Heng กล่าว

Heng กล่าวว่า การดิสรัปทั่วโลกส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อความต้องการในการใช้จ่ายทั่วโลก ดิสรัปห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะการณ์แบบ Global Shocks ได้ ซึ่งคาดการณ์ GDP เช้าวานนี้ของสิงคโปร์ ไตรมาสแรกเศรษฐกิจสิงคโปร์จะหดตัวอย่างมากถึง 10.6% ไตรมาสต่อไตรมาส หรือ 2.2% YOY 

ทั้งนี้ สิงคโปร์คาดว่า GDP ปีนี้น่าจะหดตัวลงมาอยู่ที่ -4.0% ถึง -1.0% เศรษฐกิจหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า หนักสุดคือภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส ค้าปลีก ฯลฯ 

Heng กล่าวว่า COVID-19 นี้ถือเป็นบททดสอบการทำงานร่วมกันของสังคมและความเข้มแข็งทางจิตใจของทุกคนด้วย ซึ่งรัฐบาลจะทำทุกหนทางเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย และทำให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าและเตรียมตัวเพื่อที่จะฟื้นฟูต่อไปได้อีก 

ตอนนี้ เราต้องการให้สิงคโปร์แข็งแกร่งและลุกขึ้นสู้กับความท้าทายนี้ไปด้วยกัน 

COVID -19 ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเรา ทั้งวิกฤตด้านสาธารณสุข ทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และยังเป็นบททดสอบทางสังคมด้วย

Heng Swee Keat รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ครอบครัวชาวสิงคโปร์จะได้รับการช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในช่วงที่มีไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วง

COVID-19 Coronavirus

Heng เปิดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่โควิดระบาดว่า จะหยุดค่าธรรมเนียมทุกอย่างของรัฐที่ประชาชนต้องจ่าย และยังมีเงินสนับสนุนครอบครัวทั้งที่เป็นค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ซึ่งมีมาตรการสำคัญ ดังนี้

หนึ่ง ให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ประชาชนมีเงินใช้ทุกวัน ขยายวงเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

รัฐบาลจะขยายวงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายให้ประชาชนชาวสิงคโปร์ จากที่เคยประกาศไปเมื่อครั้งแรกในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัฐจะเพิ่มวงเงินให้ 3 เท่า เช่น ใครที่ได้รับอยู่ 300 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,786 บาท จะเพิ่มเป็น 900 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 29,358 บาท ใครที่ได้รับ 200 เหรียญสหรัฐ ก็จะเพิ่มให้เป็น 600 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น 

วงเงินค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นให้สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย

พ่อแม่ที่มีลูกอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือต่ำกว่านั้นจะได้รับเงินสดเพิ่มขึ้นอีก 300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เพียง 100 เหรียญสหรัฐ สำหรับคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินจาก PAssion Card (เป็นบัตรสมาชิกจากสมาคมประชาชนที่ทำขึ้นมาตั้งแต่ปี 1960 เพื่อช่วยเหลือโครงการต่างๆ) จะเพิ่มวงเงินในบัตรให้อีก เพื่อลดขั้นตอนในการต่อคิวเพื่อรับเงินสด 

ชาวสิงคโปร์ที่อายุ 21 ปีขึ้นไปจะได้รับ voucher ในวงเงิน 300 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,700 กว่าบาท เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ จากเดิมที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้าว่าจะได้ 100 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,000 กว่าบาท และจะได้รับเพิ่มอีก 3,000 กว่าบาทในปีถัดไป

มาตรการเหล่านี้ ครอบครัวหนุ่มสาวจะได้รับเพิ่มราว 2,900 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,400 กว่าบาท จากเดิมคือ 1,300 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4,200 กว่าบาท 

สอง ยุติการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมและค่าบริการของรัฐทั้งหมด

รัฐบาลจะยุติค่าธรรมเนียมและค่าบริการของภาครัฐที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี เริ่ม 1 เมษายนนี้ สำหรับใครที่จบการศึกษามาและกู้ยืมเงินเพื่อเรียน เงินกู้เรียนรวมทั้งดอกเบี้ยจะถูกระงับไม่ต้องจ่ายเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ 1 มิถุนายน และระงับค่าธรรมเนียมเรียกเก็บสำหรับคนที่ผ่อนชำระค่าบ้านการเคหะแห่งชาติสิงคโปร์ช้าเป็นเวลา 3 เดือนด้วย

สาม Self-Help Groups จะได้รับทุนสนับสนุนมากขึ้น

รัฐบาลจะให้ความสนับสนุน Self-Help Groups เพิ่มเป็น 2 เท่า เป็น 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 652 ล้านบาท (Self-Help Groups เป็นโครงการที่ช่วยเหลือนักเรียนที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย) ขณะที่ CDC (Community Development Council หรือสภาพัฒนาชุมชน เป็นโครงการที่รัฐให้ความช่วยเหลือแก่คนที่มีรายได้น้อยในสังคม) จะได้รับงบเพิ่มเป็น 75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.4 พันล้านบาท เพิ่มจาก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ภาพจาก Shutterstock

สี่ ให้งบช่วยเหลือแก่คนทำงานรายได้น้อย

สำหรับคนทำงานที่มีรายได้น้อยและคนที่เป็นนายตัวเองที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยกระทรวงการคลังจะจัดงบประมาณให้อยู่ที่ 145 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.7 พันล้านบาทเพื่อช่วยผู้คนที่ตกงานผ่านสำนักงานให้บริการทางสังคม (SSOs: Social Service Offices) และศูนย์ชุมชน (Community Center) 

ทั้งนี้ ComCare จะมีแอปพลิเคชันที่ตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือทางการเงินชั่วคราว สามารถใช้ได้ในเดือนเมษายน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน เพื่อให้ผ่านวิกฤต COVID-19 ได้ โดยจะให้คนที่ตกงานได้เงินอุดหนุนนี้เดือนละ 800 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 26,096 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้พวกเขาสามารถมีเงินไว้ใช้ได้ในช่วงที่กำลังหางานใหม่ หรือเพื่อที่จะไปหาเรียนหรือฝึกทักษะอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมได้

ที่มา – CNA, Gov Singapore, Straits Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-unveil-resilience-budget-48-billion-usd-landmark-package-respond-covid-19/

บทบาทผู้นำในภาวะวิกฤต: รู้จัก Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ศูนย์กลาง COVID-19 แห่งใหม่

บทบาทผู้นำในภาวะวิกฤตถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เราทุกคนรอดไปได้

หนึ่งในตัวอย่างของผู้นำที่น่าสนใจและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในวิกฤต COVID-19 คือ Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ผู้ซึ่งกำลังจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ในมหานครที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสสูงที่สุดในประเทศ

Andrew Cuomo
NEW YORK, NY – MARCH 24: New York Governor Andrew Cuomo speaks to the media at the Javits Convention Center which is being turned into a hospital to help fight coronavirus cases on March 24, 2020 in New York City. New York City has about a third of the nation’s confirmed coronavirus cases, making it the center of the outbreak in the United States. (Photo by Eduardo Munoz Alvarez/Getty Images)

เขาคือใคร

Andrew Cuomo (แอนดรู โคโม่) คือผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยดำรงตำแหน่งนี้มาร่วม 10 ปี  รวมทั้งหมด 3 สมัย (เขาชนะการเลือกตั้งผู้ว่ารัฐนิวยอร์กครั้งแรกในปี 2010 ตามมาด้วยปี 2014 และ 2018)

เขาทำอะไรในภาวะวิกฤต COVID-19

Cuomo เป็นนักการเมืองคนแรกๆ ของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาต่อสู้กับวิกฤต COVID-19 อย่างจริงจังก่อนที่ปัญหานี้จะลุกลามไปในระดับชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในรัฐนิวยอร์กมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณด้วย

สิ่งที่ Cuomo ทำคือ ออกแถลงการณ์รายวัน (daily briefing) เพื่อชี้แจงรายละเอียดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสและหนทางในการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติกับรัฐนิวยอร์กอย่างจริงจัง เช่น สั่งปิดโรงเรียนในรัฐนิวยอร์กทันที เพื่อให้เกิดการรวมตัวของประชาชนและแพร่กระจายเชื้อไวรัส คำสั่งของเขาส่งผลให้ผู้ว่าเทศมนตรีของนิวยอร์กต้องประกาศสั่งปิดร้านอาหารทั่วรัฐตามมา

การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของ Cuomo ต่อวิกฤตโรคระบาด ชนิดที่ไม่รอให้เหตุการณ์เลวร้ายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะของการเป็น “ผู้นำ” ที่แซงหน้าประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ผู้นำสูงสุดของประเทศที่ในช่วงแรกมักออกมาให้สัมภาษณ์ออกสื่ออย่างสม่ำเสมอว่า วิกฤต COVID-19 ยังไม่เรื่องใหญ่โต และรัฐบาลทรัมป์ยังเอาอยู่ (จนกระทั่งสุดท้ายทรัมป์ก็ยอมรับว่ามันคือวิกฤตใหญ่ในภายหลัง เมื่อตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ)

แต่แม้ว่าจะเตรียมตัวรับมือดีแค่ไหน สถานการณ์ COVID-19 ในรัฐนิวยอร์กก็ส่อแววเลวร้ายกว่าที่คาดคิดไว้ ในปัจจุบันรัฐนิวยอร์กถูกขนานนามให้เป็น “ศูนย์กลางของ COVID-19” ไปเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2020 เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโรค COVID-19 ในนิวยอร์กเพียงรัฐเดียวพุ่งสูงรวมแล้วกว่า 25,000 ราย (ทั้งประเทศสหรัฐอมเริกามีผู้ติดเชื้อราว 53,000 ราย) สำหรับรัฐนิวยอร์กจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นจากวันก่อนหน้าเกือบ 23% โดยมีผู้ป่วยขั้นวิกฤตจำนวน 700 กว่าคน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 210 คน

ไม่นานมานี้ Cuomo ได้ออกมาเตือนว่า การแพร่กระจายของ COVID-19 จะรวดเร็วและรุนแรงประหนึ่ง “รถไฟหัวกระสุน” (หรือรถไฟความเร็วสูง) อันจะส่งผลผู้คนนับหมื่นรายในนิวยอร์กเสียชีวิตได้ สิ่งที่โรงพยาบาลทั่วนิวยอร์กต้องการเป็นอย่างมากและกำลังขาดแคลนอยู่ในปัจจุบันคือ “เครื่องช่วยหายใจ” เพราะตอนนี้มีอยู่เพียง 400 เครื่อง แต่ถ้าดูจากความต้องการแล้วมีสูงถึง 30,000 เครื่อง จนสุดท้าย ทำเนียบขาวต้องฟัง Cuomo และระบุว่าจะส่งเครื่องช่วยหายใจให้จำนวน 2,000 เครื่องภายในวันพุธนี้และจะส่งให้อีก 2,000 เครื่องในไม่ช้า

ลองฟังแถลงรายวันของ Cuomo ได้ที่ทวิตเตอร์ของเขาด้านล่างนี้

ในภาวะวิกฤต ผู้นำที่มาพร้อมข้อมูล-ข้อเท็จจริง คือสิ่งสำคัญ

แน่นอนว่า ความโดดเด่นของ Cuomo คือการกล้าออกมา “นำ” ในภาวะที่ฝุ่นยังตลบ และหลายคนยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แท้จริงแล้ว ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือ ความสม่ำเสมอของการอัพเดทข้อมูลให้กับประชาชน (ทั้งชาวนิวยอร์กและทั้งประเทศ) ผ่านการไลฟ์สด โดยเขากล้าที่จะพูดถึงข้อเท็จจริง เปิดเผยข้อมูล ไม่ปกปิด เน้นความโปร่งใส อะไรแก้ได้หรือทำได้ ลงมือปฏิบัติทันที ส่วนอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือหรือขาดแคลนก็ประกาศทันทีเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ในห้วงเวลาแห่งความสับสน อเมริกันชนจึงต่างรอฟังว่าเขาจะพูดหรือแถลงอะไร

ปัจจุบัน Cuomo ได้รับความนิยมสูงมากจากสาธารณชน หนึ่งในกระแสคือต้องการให้เขาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (เนื่องจากในปี 2020 เป็นวาระครบรอบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาพอดี) อย่างเช่นในทวิตเตอร์มีกระแส #PresidentCuomo อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Cuomo จะไม่มีความสนใจต่อการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามากนัก

ทั้งหมดนี้คือบทบาทของผู้นำในภาวะวิกฤต ประชาชนต้องการทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และพร้อมจะให้ความร่วมมือหากผู้นำไม่ปกปิด เพราะนี่คือวิกฤตที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของเราทุกคน

อ้างอิง – NYT, FOX

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/andrew-cuomo-fights-covid-19/

บทเรียนจากมณฑลเจ้อเจียง จีน ทำไมถึงฟื้นฟูรวดเร็วหลังปิดเมืองเพราะ COVID-19 ระบาด

World Economic Forum (WEF) เผยแพร่บทความที่สะท้อนให้เห็นว่ามณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) เมืองหลวงของหางโจว (Hangzhou) รับมือ COVID-19 ยังไง ทำไมจึงฟื้นตัวเร็ว ซึ่งมณฑลเจ้อเจียงนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไวรัสระบาด ห่างกันราว 1,000 ไมล์หรือประมาณ 1,609 กิโลเมตร 

COVID-19 Coronavirus

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เมืองฟื้นตัวเร็วคือ ใช้เทคโนโลยีเป็น วางแผนอย่างใส่ใจ และมีความสามารถในการสื่อสารกับประชาชนได้อย่างชัดเจน 

การใช้เทคโนโลยี – การวางแผน – การสื่อสาร

หนึ่ง ความรวดเร็วและความแม่นยำ

เพียง 1 สัปดาห์หลังรู้ว่ามีไวรัสไม่ทราบชนิดกำลังเริ่มระบาด จีนรายงานข่าวสารเกี่ยวกับพันธุกรรมให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ทันที หากเทียบกับสมัยโรคซาร์สระบาด (SARS) ใช้เวลาถึง 2 เดือนกว่าจะระบุได้ ขณะที่ HIV ที่พบในทศวรรษ 1980 ใช้เวลาเป็นปีๆ ในการวินิจฉัยโรค (ปี 1981 เอดส์ระบาดในอเมริกา กว่าจะตั้งชื่อเป็นไวรัส HIV ได้ก็ผ่านไปปี 1986 เมื่อเวลาล่วงสู่ปี 1989 คนเสียชีวิตจากเอดส์มากถึง 27,408 ราย)

ยิ่งแยกพันธุกรรมไวรัสได้เร็ว ยิ่งพัฒนาวัคซีนเพื่อมารักษาได้ไวขึ้น มันทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถพัฒนาชุดตรวจไวรัสได้เร็วขึ้นตามด้วย ช่วงแรกๆ ที่ไวรัสระบาดยังไม่มีชุดตรวจไวรัส จากนั้น จีนก็ร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพพัฒนาชุดตรวจไวรัสได้ ผลิตชุดแรกได้ในวันที่ 13 มกราคม

สอง ตัดสินใจถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน

ประสบการณ์จากโรคระบาดในจีน สอนให้ได้เรียนรู้ว่า การฟังนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขนั้นสำคัญ และการปฏิบัติเพื่อรับมือที่เรียกว่าเกินกว่าเหตุ หรือ overacting นั้น ดีกว่าไม่เตรียมการรับมือเลย

ในช่วงแรก การจัดการกับความเสี่ยงของจีนยังไม่เป็นระบบนัก แต่รัฐบาลจีนและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขร่วมมือกัน จึงทำให้ทุกอย่างดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงที่คนติดเชื้อในจีนพุ่งเกิน 40,000 ราย เราได้เรียนรู้ว่า 80% ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษา ขณะที่ 20% ต้องดูแลอย่างเข้มข้น

มณฑลเจ้อเจียงถือเป็นแห่งแรกที่มีการจัดการรับมือกับโรคระบาดในระดับสูงสุด ตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่มีโรคระบาด ตั้งแต่ยังไม่พบคนติดเชื้อด้วยซ้ำ

WUHAN, CHINA – FEBRUARY 12: (CHINA OUT) Residents wear protective masks as they line up in the supermarket
on February 12, 2020 in Wuhan, Hubei province, China. Flights, trains and public transport including buses, subway and ferry services have been closed for 21 days. The number of those who have died from the Wuhan coronavirus, known as 2019-nCoV, in China climbed to 1117. (Photo by Stringer/Getty Images)

บทเรียนจากการทำงานของหางโจว (Hangzhou) ในการควบคุมโควิด-19 ระบาด ดังนี้

  • เตรียมพร้อมข้อมูลในการปิดเมืองให้มีความชัดเจน บอกให้ประชาชนรับรู้ทั่วกันว่าปิดเมืองในระดับไหน
  • มีระบบการจัดการที่สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน องค์กร อพาร์เมนท์ บ้านเรือน ชุมชน
  • จัดหาอาหารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก
  • มีระบบจัดการดูแลผู้ติดเชื้อให้สามารถอยู่ลำพังได้
  • สร้างระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์และทีมดูแลในท้องถิ่นเพื่อออกปฏิบัติการได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิิน 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด
  • มีการรายงานผลที่เป็นส่วนกลางและสามารถสื่อสารให้พลเมืองรับรู้ข้อมูลได้
Chinese Wear Masks คนจีนใส่หน้ากากอนามัย
ภาพจาก Shutterstock

สาม Big data และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดแพร่กระจายซ้ำ

ความน่าสนใจของประเด็นนี้ก็คือ หางโจวเป็นเมืองที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา เป็นเมืองแรกที่นำ Big data  และเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโควิด-19 พวกเขาตั้งชื่อให้มันว่า “one map, one QR code, and one index

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำหรับธุรกิจที่กำลังกลับมาดำเนินกิจการใหม่ หลังต้องปิดกิจการไปชั่วคราวเพื่อระงับการแพร่ระบาดของไวรัส ดังนี้ ธุรกิจที่จะกลับมาดำเนินการใหม่แบ่งเป็นหลายเฟส หรือหลายระยะ ขึ้นอยู่กับความสำคัญของกิจการนั้นๆ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกด้านดูแลสุขภาพ จะอนุญาตให้เปิดก่อนเป็นอันดับแรก

Health QR code จะถึงสร้างขึ้นสำหรับทุกคนในเมืองและทุกคนที่เดินทางเข้าเมือง ถ้าเป็นโค้ดสีเขียวหมายความว่าเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ถ้าเป็นโค้ดสีเหลืองจะถูกขอให้กักกันตัวเองเป็นเวลา 7 วัน แต่ถ้าเป็นโค้ดสีแดง จะถูกขอให้กักกันตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งโค้ดสีเหลืองและสีแดงนี้สามารถเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้เมื่อกักตัวครบตามกำหนดระยะเวลาแล้ว ระบบตรวจตราสุขภาพนี้ถูกใช้กันมากในหลายเมืองในมณฑลเจ้อเจียงและถูกนำไปปรับใช้ต่อในมณฑลอื่นด้วย

ทุกคนจะต้องถูกมอนิเตอร์และมีการบันทึกอุณหภูมิในร่างการยเพื่ออัพเดตเป็นประวัติของตัวเองเป็นประจำทุกวัน เพื่อที่จะสามารถรักษาสุขภาพตัวเองให้คงสถานะสุขภาพดีได้อย่างต่อเนื่อง ฐานข้อมูลด้านสุขภาพนี้จะได้รับการจับตาดูอย่างใกล้ชิดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งมณฑลเจ้อเจียง

สี่ ประเมินทรัพยากรทางการแพทย์และระบบรับมือทางสาธารณสุข เรามีความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดไหม เราจำเป็นต้องมีเครื่องมืออยู่ในมือเท่าไร เรามีการดูแลด้านสุขภาพส่วนบุคคลเพียงพอไหม และเราปกป้องพวกเขาอย่างไร

ในจีนมีการรวมตัวอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากในการต่อสู้กับโควิด-19 แต่อัตราการตายที่พุ่งสูงในอู่ฮั่น เพราะขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีไม่เพียงพอ และระบบจัดการภัยพิบัติชนิดที่สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินอย่างโรคระบาดนี้ มีการรับมือที่ค่อนข้างแย่ จึงทำให้คนติดเชื้อแพร่ระบาดไปทั่ว คนเสียชีวิตมีจำนวนมาก ถ้าเทียบกับมณฑลเจ้อเจียงแล้วถือว่ามีการรับมือที่ดีกว่า มีการตรวจสอบโรคที่ดีกว่า เครื่องมือมากกว่า บุคลากรทางการแพทย์ก็มีจำนวนเยอะกว่า เตรียมพร้อมสูงกว่า

ภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือประมาณ 2 เดือนที่โควิด-19 กำลังระบาด ทีมแพทย์ราว 31 ทีม ซึ่งมีแพทย์มากกว่า 42,000 รายลงพื้นที่อู่ฮั่นเพื่อต่อสู้กับโรคระบาด (ขณะที่มณฑลเจ้อเจียง ส่งบุคลากรทางการแพทย์ไป 1,985 ราย ปัจจุบันที่เจ้อเจียงไม่มีคนติดเชื้อเพิ่มเลย) โรงพยาบาลถูกสร้างใหม่ 2 แห่ง มีเตียงกว่า 1,000 เตียง ถูกสร้างเสร็จยังไม่ถึง 10 วันด้วยซ้ำ

Coronavirus
BEIJING, CHINA – JANUARY 25: Chinese women and a child all wear protective masks as they walk under decorations in a park after celebrations for the Chinese New Year and Spring Festival were cancelled by authorities on January 25, 2020 in Beijing, China. (Photo by Kevin Frayer/Getty Images)

ห้า มาตรการในการป้องกันการติดเชื้อในชุมชนเป็นยังไง ทั้งในโรงเรียน องค์กรทางธุรกิจ องค์กรรัฐ และบ้าน

ทุกคนมีสิทธิติดเชื้อได้อย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนสามารถป่วยได้ ติดเชื้อได้พอๆ กัน การวางแผนต้องมีความใส่ใจประชาชน ต้องมีความชัดเจน ไม่สร้างความสับสน จีนสูญเงินไปกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้ทุกอย่างในประเทศหยุดชะงัก เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของไวรัสระบาดไปทั่ว

(นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไม Bill Gates จึงแนะนำให้การปิดประเทศ ทำได้เฉพาะประเทศที่ร่ำรวย เพราะมันต้องใช้เงินมหาศาลในการอุ้มธุรกิจเหล่านี้ ไม่ใช่ประกาศปิดเมือง ปิดประเทศ แต่ไม่มีแผนการรองรับใดๆ ปล่อยให้เป็นภาระของผู้ประกอบการ)

หก การสื่อสารสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นมาก

จีนใช้การสื่อสารกับสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน ในหางโจวมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต้องรู้ รวมถึงวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสทุกวัน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐบาลตั้งแต่โควิด-19 ระบาด ใช้ทั้งทีวีใช้ทั้งบทความออนไลน์เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลและเข้าใจตรงกัน

แพลตฟอร์มสำหรับสื่อสารกับแพทย์แบบออนไลน์นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ Alipay จัดให้คนได้ดาวน์โหลดอ่านกันเพื่อรับมือกับโควิด-19 ระบาด

Online Doctor’s Communication Platform

ที่มา – World Economic ForumSmithsonian MagazineThe New York Times, Xinhua, Alipay

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lessons-from-zhejiang-china-how-to-prevent-covid-19-effective/

Bill Gates: ปิดประเทศหนีไวรัสช่วยฟื้นตัวเร็ว แต่ถ้าประเทศกำลังพัฒนา ศก. จะกระทบหนัก

Bill Gates เล่าเรื่องผ่าน reddit ว่าเขามีโอกาสศึกษาเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ อีโบลา และโควิด-19 รวมถึงที่มาของโรคระบาดมาหลายปีแล้ว เขาเรียนรู้ว่ามันควรจะป้องกันอย่างไร เราควรรับมือกับพวกมันอย่างไร ซึ่งมูลนิธิเกตส์เองก็เคยบอกว่าจะทุ่มเงินช่วยรับมือโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกมากถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาท

จากนั้น Gates ก็เล่าว่าเขากำลัง remote work อยู่ (หรือทำงานระยะไกลจากที่อื่นที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศ เช่น work from home) กับทีมลีดของมูลนิธิเกตส์ เพื่อที่จะสื่อให้โลกหันมาเน้นทำงานจากบ้านเถอะเพื่อให้ผู้คนปลอดภัยจากโควิด-19 ระบาด ซึ่งก่อนหน้านี้ Gates ก็เพิ่งลงจากตำแหน่งจากบอร์ดของ Microsoft และ Berkshire Hathaway เพื่อไปมุ่งพัฒนางานในมูลนิธิของเกตส์เอง การรับมือกับโรคระบาดก็ถือเป็นงานหลักที่เขาจะมุ่งไป

 

จากนั้นก็พูดถึงสิ่งที่เขาเคยเตรียมตัวสำหรับโรคระบาดตั้งแต่ปี 2015 ก่อนจะขึ้นเวที Ted Talk พูดถึงประเด็นการรับมือกับโรคระบาดว่า มนุษย์ยังเตรียมตัวน้อยไปกับเรื่องนี้ เขาบอกไว้ในตอนนั้นว่า ถ้าจะมีอะไรที่จะสามารถสังหารคนได้มากถึง 10 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้ามันก็น่าจะเป็นเชื้อไวรัสมากกว่าสงคราม

ไม่ใช่ขีปนาวุธแต่เป็นเชื้อโรคต่างหาก

เราลงทุนมากมายมหาศาลเพื่อป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันนิวเคลียร์ แต่เราลงทุนน้อยมากกับการรับมือกับระบบที่จะยับยั้งโรคระบาดได้ เราไม่พร้อมสำหรับโรคระบาดครั้งถัดไป ลองดูอีโบลาสิ ผมเชื่อว่าคุณรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์ ผมพยายามติดตามเรื่องนี้ พยายามหาทางกำจัดโรคโปลิโอ

(โรคโปลิโอเกิดจากไวรัสโปลิโอ อาศัยอยู่แต่ในร่างกายมนุษย์เท่านั้น ไวรัสนี้ติดมาจากการขับของเสียของผู้ป่วยที่ติดเชื้อฯ หรือเมื่อไอ จาม และแพร่กระจายผ่านสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนมาในอาหาร/ น้ำ หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคนี้โดยตรง)

Gates พูดถึงระบบที่ไม่พร้อม ไม่มีกลุ่มนักระบาดวิทยาที่จะสามารถลงพื้นที่ที่มีโรคระบาดได้ทันที แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นอาสาสมัครรับหน้าที่ด้านนี้ไป แต่มันก็ไม่ใช่การรับมืออย่างทันท่วงที ซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวของโลก จากนั้นก็พูดถึงหนังสมัยปี 2011 เรื่อง Contagion ที่มีทีมลงพื้นที่ทันที แต่นั่นก็เป็นเพียงหนังฮอลลีวูด ไม่ใช่โลกจริง

ความไม่พร้อมรับมือกับโรคระบาด จะเป็นสาเหตุให้คนตายมหาศาล

จากนั้น Gates ก็พูดถึงโรคอีโบลา (Ebola โรคติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา มีความรุนแรงอันตรายถึงชีวิต ระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐคองโก เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส จะสร้างความเสียหายแก่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและอวัยวะสำคัญต่างๆ ในที่สุดแล้ว เซลส์การแข็งตัวของเลือดต่ำ นำไปสู่ภาวะเลือดออกรุนแรงไม่สามารถควบคุมได้) โรคอีโบลานี้ ภายใน 428 วัน มีคนเสียชีวิตราว 10,194 ราย ลุกลาม 3 ประเทศแอฟริกาตะวันออก

Gates บอกว่ามี 3 เหตุผลที่ทำให้โรคระบาดอีโบลา ไม่ระบาดเพิ่มขึ้นคือ หนึ่ง เพราะมีบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างกล้าหาญ สอง ธรรมชาติของไวรัส มันไม่ได้แพร่ระบาดได้ในอากาศ เมื่อได้รับเชื้อคนก็จะป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ สาม มันไม่ได้แพร่ระบาดในเขตเมือง มันจึงเป็นความโชคดี เพราะในตัวเมืองคนรวมตัวอยู่กันเยอะ

แต่ไม่ได้หมายความว่ารอบหน้าที่มีไวรัสระบาดอีก เราจะโชคดี คุณอาจจะต้องเจอกับเชื้อไวรัสที่คนสุขภาพดีสามารถติดเชื้อได้ จากนั้นเขาก็ขึ้นเครื่องบิน หรือไปเดินตามตลาด ธรรมชาติของไวรัสมีทั้งในแบบของอีโบลา มีทั้งในแบบของการก่อการร้ายทางชีวภาพ (bioterrorism)

Bill Gates, Melinda Gates (ภรรยาบิล เกตส์) ในชุดป้องกันเชื้อโรค ภาพจาก GatesNotes

แต่ถ้ามันเป็นแบบในอดีตอย่างไข้หวัดใหญ่สเปน (Spainish Flu) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1918 ที่แพร่ระบาดได้ในอากาศ มันจะระบาดอย่างรวดเร็วมาก ภายใน 263 วัน เสียชีวิตแล้ว 33,365,533 ราย นี่จึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความใส่ใจ เราสามารถสร้างระบบป้องกันที่ดีได้ เพราะเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เราผลิตยา ดูแผนที่ ดูการเคลื่อนย้ายของคนได้ เรามีเครื่องมือ แต่เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อม เราต้องจัดการกับโรคระบาด

สิ่งแรก เราต้องมีระบบสาธารณสุขที่ดีในประเทศที่ยากจน ให้แม่สามารถคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรค สอง เราต้องการกลุ่มคนทำงานทางการแพทย์ สาม เราต้องจับคู่ทหารกับบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเป็นระบบโลจิสติกส์ที่ปลอดภัย

สี่ เราต้องทำแบบจำลองที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเกมแบบเชื้อโรค ไม่ใช่เกมแบบสงคราม (เกมแบบเชื้อโรค สมมติว่าคนสุขภาพดีคนหนึ่งติดเชื้อเดินทางไปที่ไหน ก็สามารถแพร่เชื้อต่อได้ในคนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แพร่ระบาดเชื้อโรคต่อไปอีก 2 คนขึ้นไป เป็นต้น) ห้า ยกระดับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและการวินิจฉัยโรค

World Bank เคยประเมินว่า ถ้ามีโรคระบาดทั่วโลกเราต้องใช้เงินมากถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 97 ล้านล้านบาท การวิจัยพัฒนาเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความเท่าเทียมทางสาธารณสุขโลก และทำให้ผู้คนปลอดภัย ถ้าเราเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ (ปี 2015) เราเตรียมพร้อมแน่สำหรับการรับมือโรคระบาดครั้งใหม่

สาเหตุที่ Bill Gates แนะนำให้ปิดประเทศ หากคิดจะรับมือกับไวรัสให้ไวที่สุด

ก่อนจะแนะนำให้ปิดประเทศ มีผู้คนเข้าไปซักถามเขาใน Reddit ว่า หากประเทศสหรัฐอเมริกานิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย จะทำให้คนเสียชีวิตมากมายถึง 4 ล้านคน แต่ถ้าใช้ยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาการระบาดของโรคได้ ​(mitigation strategy) เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) และการทำให้อัตราคนติดเชื้อน้อยลง (flattening the curve) จะทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตราว 1-1.2 ล้านคน

ถ้าใช้ยุทธศาสตร์ในการปราบปราม (suppression strategy) คือการชัตดาวน์หรือปิดหมดทุกอย่างเป็นเวลา 18 เดือน อาจทำให้ผู้คนเสียชีวิตไม่กี่พันคน (อ้างอิงจากงานนี้ Imperial College COVID-19 Response Team) ประเด็นนี้ Gates ตอบว่ามันดูเป็นโมเดลที่ติดลบมากไปหน่อย ซึ่งจากประสบการณ์ที่จีนทำ คือการชัตดาวน์หรือการปิดทุกอย่างก็สามารถลดจำนวนการติดเชื้อได้จริง ซึ่งเขาบอกว่า Imperial Model ที่ยกมา ไม่ค่อยสอดคล้องตามที่จีนทำเท่าไร

Gates เห็นว่าโมเดล social distancing หรือการ shut down นั้นได้ผล เพราะถ้าไม่ใช้มาตรการนี้ เชื้อโรคจะแพร่กระจายหนักกว่าเก่า โรงพยาบาลจะทำงานหนัก สิ่งที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงปัญหาที่ทำให้โรคระบาดขึ้น

ขณะที่คำถามที่ว่าวิฤตนี้ สิ่งที่จะทำให้มีความหวังขึ้นมาได้คืออะไร Gates ตอบว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ในประเทศที่ร่ำรวย การทดลองทำ social distancing หรือการเว้นระยะห่างจากสังคม หรือที่เขาเรียกว่าเป็นการ shut down สัก 2-3 เดือนจะได้ผลดีในประเทศที่ร่ำรวย แต่ถ้าประเทศที่กำลังพัฒนาทำเช่นนั้น เขากังวลว่าการ shut down จะทำลายเศรษฐกิจให้แย่ลงกว่าเก่า

แต่ถ้าบางประเทศที่รับมือได้ดีจะทดลองปิดประเทศสัก 10 สัปดาห์ (หรือประมาณ 2 เดือนครึ่ง) ก็อาจจะทำให้ฟื้นฟูกลับมาได้และคนติดเชื้อน้อยลงเหมือนจีน

ที่มา –  reddit

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-guide-shut-down-only-rich-countries-6-weeks-until-10-weeks-for-covid-19/