คลังเก็บป้ายกำกับ: KBANK

KBank แจงอยู่ระหว่างการศึกษา ยังไม่ตัดสินใจซื้อธุรกิจลูกค้าบุคคล Citigroup ในไทย

อดิศวร์ หลายชูไทย เลขานุการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดเผยว่า ตามที่ได้ปรากฏข่าว บทสัมภาษณ์ของ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ว่า ธนาคารกสิกรไทยจะเข้าประมูลหรือซื้อธุรกิจลูกค้าบุคคลของซิตี้กรุ๊ปในประเทศไทยนั้น

kbank

ธนาคารขอเรียนว่า การเข้าซื้อธุรกิจหรือกิจการของบริษัทอื่นเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินธุรกิจที่ทำกันเป็นปกติทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เพื่อเป็นช่องทางการขยายหรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเป็นเช่นเดียวกับธุรกิจและธนาคารอื่นๆ ที่ให้ความสนใจและศึกษาในแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจลูกค้าบุคคลของซิตี้กรุ๊ปในประเทศไทยในครั้งนี้ 

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจลูกค้าบุคคลของธนาคารกสิกรไทยและซิตี้กรุ๊ป อาจจะมีกลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งที่ทับซ้อนกัน และที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทย ก็สามารถดำเนินธุรกิจลูกค้าบุคคล ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และไพรเวทแบงก์ได้ดีตามเป้าหมายและกลยุทธ์ของธนาคาร รวมทั้งมีการพัฒนาช่องทางและร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ  จนบางบริการสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทยในขณะนี้ 

การจะพิจารณาเข้าซื้อหรือร่วมประมูลหรือไม่ ยังต้องมีขั้นตอนและรายละเอียดที่มากพอสมควรเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินธุรกิจของธนาคารที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนมาตลอด ดังนั้น ณ ขณะนี้ธนาคารกสิกรไทยยังไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการเข้าซื้อหรือประมูลธุรกิจลูกค้าบุคคลของซิตี้แบงก์ในประเทศไทย และอย่างไรก็ตามธนาคารก็พร้อมที่จะเปิดกว้างทางธุรกิจในการพิจารณารายละเอียดจากทุกองค์กรที่จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับธนาคารเพิ่มขึ้นในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แจงอยู่ระหว่างการศึกษา ยังไม่ตัดสินใจซื้อธุรกิจลูกค้าบุคคล Citigroup ในไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-and-citigroup/

KBank แสดงความสนใจซื้อธุรกิจ Retail Banking ของ Citigroup

หลังจากที่ Citigroup ได้ประกาศแผนเลิกธุรกิจ Retail Banking 13 ประเทศ ในเอเชียและยุโรป ซึ่งมีไทยอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งบริการหลัก เช่น บัตรเครดิต ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank มีแนวโน้มสนใจซื้อกิจการไปบริหารจัดการต่อ

kbank citi

สำหรับ KBank อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมเสนอราคาซื้อกิจการ Retail Banking ของ Citigroup เพื่อเป็นการขยายธุรกิจ เช่น Wealth Management, สินเชื่อบุคคล และธุรกิจบัตรเครดิต ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งต้องพิจารณาว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จะะมีส่วนช่วยขยายธุรกิจของ KBank และผสานรวมกับธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน

ก่อนหน้านี้มีกลุ่ม DBS Group จากสิงคโปร์ และ UOB ที่ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน ซึ่ง Citi อาจทำรายได้กว่า 6,000 ล้านดอลลาร์จากการขายธุรกิจ Retail Banking ใน 13 ประเทศนี้

นอกจากการเลิกธุรกิจ Retail Banking ของ Citigroup ในอดีตมีธนาคารและสถาบันการเงินที่เคยยกเลิกธุรกิจลักษณะคล้ายๆ กันมาแล้ว เช่น Standard Chartered ในปี 2017 และ HSBC  ในปี 2012

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แสดงความสนใจซื้อธุรกิจ Retail Banking ของ Citigroup first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-interest-bids-retail-banking-citigroup/

KBank แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/2564 กำไรสุทธิเพิ่ม 44.1% แตะ 10,627 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,252 ล้านบาท หรือ 44.10%

สาเหตุมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 1,923 ล้านบาท หรือ 19.30% เป็นผลจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ของสินทรัพย์ทางการเงินตามภาวะตลาด และค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลงจำนวน 950 ล้านบาท หรือ 5.44% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.30%

รวมทั้ง ธนาคารและบริษัทย่อยมีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,650 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,222 ล้านบาท หรือ 27.14% โดยยังคงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ของโควิด-19

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,767,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 จำนวน 108,317 ล้านบาท หรือ 2.96% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ซึ่งธนาคารมีการติดตามดูแลคุณภาพเงินให้สินเชื่อของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างใกล้ชิด

from:https://www.thumbsup.in.th/kbank-q1-64-report?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kbank-q1-64-report

KBank แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 64 กำไร 10,627 ล้านบาท

kbank

ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,627 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 2,631 ล้านบาท หรือ 19.85% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 23,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2563 จำนวน 4,857 ล้านบาท หรือ 26.06% หลักๆ จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,530 ล้านบาท หรือ 5.75% ส่วนใหญ่จากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อซึ่งเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.16%

ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 414 ล้านบาท หรือ 3.36% ส่วนใหญ่เป็นผลจากความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,129 ล้านบาท หรือ 13.60% ส่วนใหญ่จากค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุน ค่าธรรมเนียมรับจากการโอนเงิน และค่าธรรมเนียมรับจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ ลดลงจำนวน 3,741 ล้านบาท หรือ 18.45%

เนื่องจากในไตรมาสก่อน หลักๆ มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้า และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจซึ่งเป็นปกติตามฤดูกาล ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 41.30%

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสนี้จำนวน 8,650 ล้านบาท แม้ว่าไตรมาส 4 ปี 2563 ธนาคารตั้งสำรองฯ ลดลงหลังจากที่ตั้งในระดับที่สูงในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ที่แพร่ระบาดในวงกว้างช่วงปลายไตรมาส 1 ปี 2564 รวมทั้งธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ จึงมีสำรองฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2564 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้แรงส่งจากการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยขาดความต่อเนื่อง แม้จะมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ก็เริ่มได้รับอานิสงส์บางส่วนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2564 นั้น มองว่าเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์ในแต่ละภาคส่วนยังมีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศ

kbank

ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,252 ล้านบาท หรือ 44.10% หลัก ๆ เกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 1,923 ล้านบาท หรือ 19.30% เป็นผลจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ของสินทรัพย์ทางการเงินตามภาวะตลาด และค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลงจำนวน 950 ล้านบาท หรือ 5.44% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.30% รวมทั้ง ธนาคารและบริษัทย่อยมีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,650 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,222
ล้านบาท หรือ 27.14% โดยยังคงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ของโควิด-19

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,767,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 จำนวน 108,317 ล้านบาท หรือ 2.96% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ซึ่งธนาคารมีการติดตามดูแลคุณภาพเงินให้สินเชื่อของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างใกล้ชิด สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 3.93% ในระดับเดียวกับสิ้นปี 2563 อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 153.98% โดยสิ้นปี 2563 อยู่ที่ระดับ 149.19% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 อยู่ที่ 18.44% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่1 อยู่ที่ 15.80%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 64 กำไร 10,627 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-q1-2021/

KBTG จัดงาน KBTG Inspire เฟ้นหา 500 คนไอทีมาร่วมงาน รับการขยายระดับภูมิภาค

งานด้านไอที เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องกลัวตกงานอย่างแท้จริง เพราะทุกบริษัทต่างต้องการตัวและได้มาเท่าไรก็ไม่เคยพอ เพราะโลกก้าวเข้าสู่ความไอทีและดิจิทัลมากขึ้นทุกวัน ล่าสุด KBTG จัดงาน KBTG Inspire เพื่อค้นหาสุดยอดฝีมือด้านไอทีทุกระดับ ตั้งแต่นิสิตนักศึกษาจบใหม่ คนวัยทำงาน ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ โดยคาดว่าในสิ้นปีจะมีพนักงานใหม่กว่า 500 คน รองรับการขยายไประดับภูมิภาค

kbtg inspire

เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนสเทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) บอกว่า จากยุทธศาสตร์ “Best Tech Company in Southeast Asia” และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกภายในปี 2568 เพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคเรื่อง “คน”​ สำคัญที่สุด จึงเกิดเป็นงาน KBTG Inspire เฟ้นหาสุดยอดคนไอทีมากฝีมือมาร่วมงาน จะมีการจัดสอบสัมภาษณ์กว่า 30 ตำแหน่ง แบ่งเป็นกลุ่มงานหลัก ได้แก่

  • Dev ได้แก่ Software Engineer, Test Manager/Test Engineer, Agile Coach, Business Analyst, Project Manager และ Development Excellence Engineer
  • Data ได้แก่ Data Scientist,Data Engineerและ Enterprise Architect
  • Cyber & IT Security
  • Design เป็น UX/UI Designer โดยจะอยู่ร่วมกับ Beacon Interface
  • Support เน้นการติดต่อสื่อสารที่ต้องทำงานกับหลายๆ ทีม ได้แก่ Project Management Officer, IT Operation – System Operator และ Tech Community Relationship Professional
  • New Business เป็น Unit ใหม่ เช่น KX, Kubix ได้แก่ DeFi / Blockchain Venture Architect, DeFi / Blockchain Tech Lead และ Senior DeFi Frontend Engineer

สำหรับไฮไลต์ภายในงาน KBTG Inspire จะประกอบด้วย

  • Agile Playground กิจกรรมสนุกๆ ฝึกทักษะการแก้โจทย์ เรียนรู้การทำงานแบบ Agile ที่ KBTG และองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำเลือกใช้
  • Inspire Talk ฟังทอล์กโดยยอดฝีมือตังจริงในวงการเทคฯ ที่จะมาแชร์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ทั้งในด้านธุรกิจและไอที สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาร่วมงานทุกคน
  • Fireside Chat ฟังทอล์กจากพี่ๆ ตัวจริงของ KBTG ที่มาแชร์ประสบการณ์จริงในการทำงาน การแก้ปัญหา การคิดและสร้างสรรค์งานด้านนวัตกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้แรงบัลดาลใจกับทุกคนในการทำงาน
  • 1:1 Career Mentorship แนะแนวเส้นทางสู่ความสำเร็จในแต่ละสายงานโดยพี่ๆ คนเก่งของ KBTG ปรึกษาพร้อมให้คำแนะนำในการพัฒนาตนเองแบบตัวต่อตัว
  • Job Interview สัมภาษณ์งานรอบตัดสินกับทีม Leadership แบบเจาะลึกจัดเต็ม พร้อมพบปะกับหัวหน้างานในอนาคต ตำแหน่งไหนมีสอบเขียนโค้ดจะทราบผลสอบในวันนั้นทันที

คนที่สนใจสามารถส่งประวัติ Resume ได้ที่ www.kbtginspire.com หากคุณสมบัติตรงกับที่ทาง KBTG กำลังตามหา ผู้สมัครจะได้รับเลือกให้เข้าร่วมงาน KBTG Inspire เป็นเวลา 1 วันเต็ม สำหรับแต่ละตำแหน่งงานในแต่ละวันตามที่กำหนด ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2564

ONE KBTG หรือวัฒนธรรมองค์กรของ KBTG ประกอบไปด้วย Core Values 4 ตัวด้วยกัน

  • One Step Aheadสร้างสรรค์ก้าวล้ำนำหน้า พัฒนาสิ่งใหม่ๆ กระบวนการทำงาน หรือตัวเองให้ดีขึ้น ไร้ซึ่งกรอบนำความคิดและสามารถทำได้โดยเร็ว
  • One Goal ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เดินไปยังจุดหมายเดียวกัน ตั้งเป้าหมายของตนเองให้รับกับทีม เพื่อมุ่งไปสู่ที่หนึ่งด้วยกัน
  • One Team เดินไปข้างหน้าด้วยกัน โดยยึดเป้าหมายของทีมเป็นหลัก
  • Number One การพยายามเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดและดีขึ้นไปอีกในทุก ๆ วัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBTG จัดงาน KBTG Inspire เฟ้นหา 500 คนไอทีมาร่วมงาน รับการขยายระดับภูมิภาค first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbtg-inspire-search-500-it-jobs/

เผยสถิติ K PLUS มีผู้ใช้งานแตะ 14.4 ล้านราย ตั้งเป้า 17.5 ล้านราย ในช่วงสิ้นปี 2564

กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG เปิดเผยว่า ยอดผู้ใช้งาน K PLUS ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน่าพอใจ ในปี 2563 ที่ผ่านมามีจำนวนรวมกว่า 14.4 ล้านรายเข้าไปแล้ว ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทยวางเป้าหมายเอาไว้ว่า อาจแตะหลัก 17.5 ล้านรายในช่วงสิ้นปี 2564

พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนอยู่ติดบ้านกันมากขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ หันมาช้อปปิ้งและทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์แทน เทคโนโลยีทางการเงินจึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในวิถีชีวิตยุคใหม่


“กระทิง”เรืองโรจน์ พูนผล ประธานบริษัท KBTG ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ K PLUS

จากสถิติบ่งชี้ว่า คนไทยใช้งานโมบายแบงกิ้งเยอะเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือคิดเป็น 68.1% ต่อเดือนเลยทีเดียว และหากนับเฉพาะส่วนของประเทศไทย K PLUS นั้นถือเป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้ มีผู้ใช้งานประมาณ 5 ล้านรายต่อวัน มีจำนวนธุรกรรมมากถึง 14,500 ล้านรายการ คิดเป็น 40% ของธุรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 71% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่เติบโตอีกเรื่อย ๆ อาจเกินกว่า 2 เท่าในปีนี้

แม้ว่า มูลค่าต่อรายการจะลดลง แต่มูลค่าในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การทำธุรกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับการโอนเงินหรือจ่ายบิลต่าง ๆ นอกจากนี้อายุเฉลี่ยของผู้ใช้งาน K PLUS เองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากปกติจะหนักไปทางวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน เฉลี่ย 25 – 39 ปี แต่ตอนนี้ขยับเป็น 40 – 50 ปีแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปเนื่องจากโควิด-19 ตามที่กล่าวถึงไปแล้วอีกนั่นแหละครับ

ปิดท้ายด้วยประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับแคมเปญต่าง ๆ ของรัฐบาลในช่วงหลัง ที่เป็นการบังคับให้ผู้คนหันไปใช้บริการของธนาคารกรุงไทยไปโดยปริยาย ซึ่งคุณ “กระทิง”เรืองโรจน์ พูนผล ประธานบริษัท KBTG กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบใด ๆ ต่อธนาคารกสิกรเลยแม้ต่อน้อย กลับกันอาจส่งผลกระทบในเชิงบวกเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ใช้งานแต่ละคนล้วนต่างก็มีบัญชีธนาคารหลักเป็นของตัวเองกันอยู่แล้วนั่นเองครับ

from:https://droidsans.com/%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4-k-plus-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%95/

เผยสถิติ K PLUS มีผู้ใช้งานแตะ 14.4 ล้านราย ตั้งเป้า 17.5 ล้านราย ในช่วงสิ้นปี 2564

กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG เปิดเผยว่า ยอดผู้ใช้งาน K PLUS ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน่าพอใจ ในปี 2563 ที่ผ่านมามีจำนวนรวมกว่า 14.4 ล้านรายเข้าไปแล้ว ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทยวางเป้าหมายเอาไว้ว่า อาจแตะหลัก 17.5 ล้านรายในช่วงสิ้นปี 2564

พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนอยู่ติดบ้านกันมากขึ้นจากมาตรการล็อกดาวน์ หันมาช้อปปิ้งและทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์แทน เทคโนโลยีทางการเงินจึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในวิถีชีวิตยุคใหม่


“กระทิง”เรืองโรจน์ พูนผล ประธานบริษัท KBTG ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ K PLUS

จากสถิติบ่งชี้ว่า คนไทยใช้งานโมบายแบงกิ้งเยอะเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือคิดเป็น 68.1% ต่อเดือนเลยทีเดียว และหากนับเฉพาะส่วนของประเทศไทย K PLUS นั้นถือเป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้ มีผู้ใช้งานประมาณ 5 ล้านรายต่อวัน มีจำนวนธุรกรรมมากถึง 14,500 ล้านรายการ คิดเป็น 40% ของธุรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 71% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่เติบโตอีกเรื่อย ๆ อาจเกินกว่า 2 เท่าในปีนี้

แม้ว่า มูลค่าต่อรายการจะลดลง แต่มูลค่าในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การทำธุรกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับการโอนเงินหรือจ่ายบิลต่าง ๆ นอกจากนี้อายุเฉลี่ยของผู้ใช้งาน K PLUS เองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากปกติจะหนักไปทางวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน เฉลี่ย 25 – 39 ปี แต่ตอนนี้ขยับเป็น 40 – 50 ปีแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปเนื่องจากโควิด-19 ตามที่กล่าวถึงไปแล้วอีกนั่นแหละครับ

ปิดท้ายด้วยประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับแคมเปญต่าง ๆ ของรัฐบาลในช่วงหลัง ที่เป็นการบังคับให้ผู้คนหันไปใช้บริการของธนาคารกรุงไทยไปโดยปริยาย ซึ่งคุณ “กระทิง”เรืองโรจน์ พูนผล ประธานบริษัท KBTG กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบใด ๆ ต่อธนาคารกสิกรเลยแม้ต่อน้อย กลับกันอาจส่งผลกระทบในเชิงบวกเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ใช้งานแต่ละคนล้วนต่างก็มีบัญชีธนาคารหลักเป็นของตัวเองกันอยู่แล้วนั่นเองครับ

from:https://droidsans.com/k-plus-reached-14-4-million-users/

KBTG เปิดกลยุทธ์ Transform องค์กรในปี 2021 กับเป้าหมายพา KBank สู่ธนาคารระดับภูมิภาค

KBTG บริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกลยุทธ์ Digital Transformation ขององค์กรในปี 2021 ตั้งเป้าใช้เทคโนโลยีพาธนาคารกสิกรไทย สู่ธนาคารระดับภูมิภาค

ปัจจุบันคำว่า Digital Disruption เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา อันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมบนโลก การปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมยังคงอยู่รอดต่อไปได้ แม้จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปจากเดิม

แม้แต่ธุรกิจธนาคาร ที่ให้บริการด้านการเงินยังถูกเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานเช่นเดียวกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นเดียวกัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ ธนาคารจะ Transform องค์กรของตัวเองอย่างไรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

Bran Inside ได้มีโอกาสพูดคุยกับเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยีกรุ๊ป หรือ KBTG เรื่องกลยุทธ์การทำ Transformation ของ KBTG รวมถึง KBank ซึ่งเป็นบริษัทแม่

เรืองโรจน์ พูนผล เล่าถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงการทำงานที่เกิดจากเทคโนโลยี ว่ามีความเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การ Disrupt ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดมิโน จากอุตสาหกรรมหนึ่งสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง เรียงกันไปเรื่อยๆ แบบโดมิโนอีกแล้ว แต่เกิดการ Disrupt พร้อมๆ กันในทุกอุตสาหกรรมแทน และระยะเวลาของการ Disrupt แทนที่จะเกิดใน 2 ปี กลายเป็นเกิดขึ้นใน 2 เดือน โดยมีโควิด-19 เป็นตัวเร่ง

เมื่อการ Disrupt เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ในเวลา 2 ปี แต่เป็น 2 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจธนาคาร ที่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการทำงาน เพื่ออยู่รอดให้ได้ในยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานแบบเดิมๆ

Transform องค์กร ด้วยการรับฟังเสียงคนทำงาน

เรืองโรจน์ เล่าการทำ Transformation องค์กรของ KBTG หลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2019 ว่า ต้องทำการ Transformation ตั้งแต่ระดับฐานขององค์กร โดยใช้ “คนทำงาน” เป็นตัวตั้ง เปิดพื้นที่รับฟังเสียงของพนักงานว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วนำเอาเสียงเหล่านั้นมาปรับองค์กรใหม่ รวมถึงทำ Exit Interview เพื่อฟังเสียงของพนักงานที่ตัดสินใจลาออกไปแล้วด้วย ส่วนด้านการทำงานเรืองโรจน์ได้ปรับการทำงานเป็นแบบ Agile ที่ทุกคนต้องสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากเรื่องคนทำงานแล้ว เทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน จะต้องมีการปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Infrastructure, Data และ Application ที่ KBTG ดูแลอยู่

อย่างไรก็ตามการทำ Transformation องค์กรของ KBTG ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนับว่าเป็นเพียงเฟสแรกเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดการ Disrupt ที่เร็วขึ้นอีก ซึ่งทำให้ KBTG ต้องทำการ Transformation ในเฟสที่ 2

Transformation ในเฟส 2 เน้นการใช้เทคโนโลยี Automation

สำหรับการทำ Transformation ในเฟสที่ 2 เรืองโรจน์ เล่าว่าเน้นไปที่การใช้ระบบ Automation เข้ามาช่วยในการทำงาน โดยเฉพาะการพัฒนาซอฟแวร์ ที่ในอดีตต้องมีคนเป็นผู้ทดสอบ เพื่อตรวจความปลอดภัยตามหลักเทคโนโลยี แต่ตอนนี้สามารถใช้ระบบ Automation ตรวจสอบได้เลยโดยไม่ต้องใช้คน รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบโค้ด ยังมีการใช้ระบบสแกนโค้ดอัตโนมัติ เพื่อตรวจหาช่องโหว่ได้โดยไม่ต้องใช้คนเช่นกัน

แล้วยิ่งมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 KBTG จึงต้องนำเอาแนวคิด Agile From Anywhere เข้ามาใช้ด้วย คือ แค่ทำงานอย่างรวดเร็วยังไม่พอ แต่ต้องทำงานได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่สำนักงาน

การทำ Transformation ในเฟสที่ 2 ที่เรืองโรจน์ได้เล่าถึงไม่ได้เกิดผลดีกับเฉพาะ KBTG เท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีกับธนาคารกสิกรไทยด้วยเช่นกัน เพราะเรืองโรจน์ก็ได้ย้ำว่า ธนาคารกสิกรไทยต้องการเป็นธนาคารในระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่ธนาคารในระดับประเทศอีกต่อไป ส่วน KBTG เอง ก็มีความต้องการที่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคเช่นกัน

สิ่งที่เราเห็นจากความพยายามที่จะเป็นธนาคารในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย และบริษัทเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ KBTG เห็นได้จากการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกมาอยู่เรื่อยๆ

ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การจัดตั้งบริษัท Kubix บริษัทในเครือ KBTG ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบการเงินที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาจัดการแทนตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน (Decentralized Finance หรือ DeFi) โดยเป็นการแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล

สำหรับปี 2021 สิ่งที่เราจะได้เห็นจากภาพการเป็นธนาคารในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย และ KBTG คือ การได้รับใบอนุญาตให้เปิดกิจการในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเน้นการให้บริการแบบดิจิทัลทั้งหมด หน้าที่ของ KBTG จะต้องนำเอาเทคโนโลยีธนาคารจากประเทศไทย ไปที่ประเทศเวียดนามให้แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมปีนี้ นอกจากนี้ KBTG ยังวางแผนที่จะเปิดรับพนักงานเพิ่มอีกราว 300 คน ในปีนี้ จากเดิมที่มีพนักงานอยู่ 1,500 คน

การขยายการให้บริการไปยังประเทศเวียดนามนับว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามองมาก โดยเรืองโรจน์ได้ให้เหตุผลว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีประชากรในวัยหนุ่มสาวมาก นิสัยคนขยัน แถมเศรษฐกิจยังเติบโตได้ในยุคโควิด-19 ระบาด เวียดนามเปรียบเป็นเหมือนซับเซ็ตย่อยๆ ของประเทศจีน ซึ่งในขณะนี้ KBTG ก็มีศูนย์พัฒนาในประเทศเวียดนามแล้ว โดยมีพนักงานอยู่ราว 100 คน

นอกจากนี้ KBTG ยังได้เปิดตัวโครงการ Tech Kampus เพื่อพัฒนาการศึกษา หลักสูตร และงานวิจัยในสายเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานรัฐ 2 แห่ง และมหาวิทยาลัยอีก 7 แห่ง ซึ่งในปีนี้เราน่าจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในรูปแบบของ Deep Tech Innovation อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBTG เปิดกลยุทธ์ Transform องค์กรในปี 2021 กับเป้าหมายพา KBank สู่ธนาคารระดับภูมิภาค first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbtg-transformation-2021/

เจาะลึกโครงการ KBTG Tech Kampus ที่เกิดมาเพื่อภาคการศึกษา และงานวิจัยเทคโนโลยีของคนไทย

KBTG ร่วมกับ 2 หน่วยงานรัฐและอีก 7 มหาวิทยาลัย จัดทำโครงการ Tech Kampus สนับสนุนการวิจัย ต่อยอดเทคโนโลยี พัฒนาหลักสูตรการศึกษาสายเทค ให้กับภาคการศึกษา และภาคธุรกิจไทย

ปัจจุบันคำว่าเทคโนโลยีได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้านไปเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยี คือ กระบวนการวิจัย และ R&D ที่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดผู้เชี่ยวชาญในเชิงลึก รวมถึงขาดระบบการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตออกมาให้เพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจ หรือบัณฑิตที่ผลิตออกมา ก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านที่ตรงกับความต้องการ เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัย กับการทำงานจริงมีเงื่อนไขต่างๆ ไม่เหมือนกัน

เจาะลึกโครงการ Tech Kampus ของ KBTG

ด้วยปัญหาข้างต้นนี้ KBTG จึงได้เริ่มโครงการ Tech Kampus ร่วมกับมหาวิทยาลัย 7 แห่ง และองค์กรภาครัฐ 2 แห่ง เพื่อพัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษา และต่อยอดงานวิจัย โดยเฉพาะในสาขา Data Science และ Artificial Intelligence (AI) เพื่อสร้างนวัตกรรม และผลิตบุคลากรสายเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ให้มีโอกาสในการเรียนรู้ และวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย

โครงการ Tech Kampus ที่ KBTG ร่วมมือกับทั้งมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การร่วมมือทำงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และการร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาในสาขา Data Science และ AI และจะขยายไปยังสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต

ด้วยรูปแบบของโครงการ Tech Kampus จะทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา มีความรู้ และทักษะที่ตรงกับความต้องการในตลาดแรงงาน รวมถึงเป็นการส่งเสริมงานวิจัยด้านเทคโนโลยี ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

R&D น้อย ปัญหาใหญ่ในวงการเทคโนโลยีไทย

คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยีกรุ๊ป หรือ KBTG เล่าถึงปัญหาของวงการเทคโนโลยีไทยว่า ปัจจุบันไทยมีอัตราการทำ R&D ที่ต่ำมาก คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3% ของ GDP เท่านั้น เทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนการทำ R&D 3% ของ GPD แต่หากเทียบกับไทย ญี่ปุ่นจะใช้งบ R&D สูงถึง 33% ของ GDP ไทย

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่คุณเรืองโรจน์เล่าคือ ประเทศไทยมีคนเก่งด้านเทคโนโลยี แต่ขาดการสร้างความร่วมมือแบบ Deep Collaboration และ Deep Focus การทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยอาจต้องใช้เวลานานนับปี ในขณะที่ภาคธุรกิจไม่สามารถรอเวลาได้มากขนาดนั้น เพราะเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่มีเวลาอีกแล้วในการทำการวิจัย การทำวิจัยด้วยตัวเองคนเดียวเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์อีกแล้วในยุคนี้

บวกกับคนทำงานในสายเทคโนโลยีได้รับความต้องการในตลาดแรงงานสูงมาก จนเทียบได้กับการเป็นกวางในป่าอเมซอน ที่อยู่ในป่าได้ไม่นานก็มีคนต้องการตัวแล้ว ดังนั้นการสร้าง Tech Talent Ecosystem จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คน พบว่า การทำงานวิจัยของไทยยังมีปัญหา คือ การใช้โจทย์ตั้งต้นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ ดังนั้นบางครั้งงานวิจัยที่ได้จึงกลายเป็นของขึ้นห้าง ไม่สามารถใช้ได้ในชีวิตความเป็นจริง

หรือหากมีการทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน จะมีข้อดีตรงที่เข้าถึงข้อมูลที่มีความเป็นจริงสูง แต่กลายเป็นว่าข้อมูลนี้อาจกลายเป็นความลับทางธุรกิจ ไม่สามารถตีพิมพ์งานวิจัยได้ ซึ่งในมุมของอาจารย์ผู้ทำงานวิจัย จะกลายเป็นว่าไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้

ดังนั้นโจทย์สำคัญคือ จะต้องทำให้การวิจัยกลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริง ใช้โจทย์ของจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โครงการ Tech Kampus ของ KBTG จะช่วยแก้ไขปัญหาในการทำงานวิจัยด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผ่านการร่วมทำงานระหว่าง KBTG กับมหาวิทยาลัย 7 แห่ง และหน่วยงานภาครัฐอีก 2 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT)

กรณีศึกษา งานวิจัยที่ทำร่วมกับ KBTG มีอะไรบ้าง

ดร.ทัดพงษ์ พงศ์ถาวรกมล Senior Principal Visionary Architect ของ KBTG เล่าถึงนวัตกรรมที่เป็นกรณีศึกษา ที่ KBTG มีความต้องการนำมาใช้งานจริง เพื่อให้บริการลูกค้าของธนาคารในอนาคต ว่าแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

    • นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้า ทำสาขาของธนาคารให้กลายเป็น Smart Branch มีการใช้งานระบบสแกนใบหน้า ใช้ระบบ ChatBot ในการตอบคำถามแก่ลูกค้า
    • นวัตกรรม Digital Operation Transformation ภายในองค์กร เป็นการเปลี่ยนงานที่ใช้คนทำซ้ำๆ เป็นการให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทน เช่น งานประมวลผลเอกสาร การตรวจสอบความถูกต้อง การหาช่องโหว่ในเอกสาร โดยหากใช้ระบบ AI เข้ามาทำงานแทน จะทำให้การทำงานเร็วขึ้นนับ 10 เท่า
    • มีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของธนาคารในอนาคต ที่อาจเปลี่ยนรูปแบบจากปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในปัจจุบัน KBTG ก็กำลังทำการศึกษาในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

นวัตกรรม Smart Branch ในยุคที่ธนาคารต้องรู้จักลูกค้ามากขึ้น

ในกรณีของนวัตกรรม Smart Branch คุณญาณวิทย์ รักษ์ศรี Senior Principal Visionary Architect ของ KBTG ได้ให้รายละเอียดการพัฒนา Smart Branch ในอนาคตที่เป็นไปได้ว่า จะต้องเป็นการเชื่อมต่อการทำงานของสาขา ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน มีการใช้งานเทคโนโลยีที่รู้จักลูกค้ามากขึ้น รู้ว่าลูกค้าคือใคร และจะให้บริการอย่างไร เช่น การใช้ระบบตรวจจับลูกตา ตรวจจับใบหน้า หรือแม้แต่ระบบ Heat Map ที่ตรวจว่ามีลูกค้ามารอใช้บริการที่สาขามากเพียงใด เป็นเหมือนการรู้จัก เข้าใจ รู้ใจลูกค้ามากขึ้น

ประเด็นเรื่อง Smart Branch ในมุมมองของ ผศ.ดร. จักรหล่ำ ศิลปสุวรรณชัย จากภาควิชาเทคโนโลยีและการสื่อสาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ได้ให้ความเห็นว่าคำว่า Smart Branch ไม่ได้หมายความว่าภายในธนาคารจะไม่ต้องมีเคาน์เตอร์บริการอีกต่อไปแล้ว เพราะยังมีบางคนที่ไม่ใช้งานแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งเลย แต่จะต้องทำให้การทำธุรกรรมกลายเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

นอกจากนี้ประเด็นเรื่อง Smart Branch ยังมีเรื่องของประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่จะต้องมีความเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเรื่องการยืนยันตัวตน ที่รศ.ดร.กิติ์สุชาต พสุภา รองคณะบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ความเห็นว่า การใช้บริการธนาคาร มีประเด็นที่ทำให้ลูกค้าเกิดความรำคาญ นั่นคือ การยืนยันตัวตนว่าตัวเองเป็นลูกค้าจริงๆ 

ซึ่งธนาคารก็สามารถแก้ไขปัญหาความรำคาญของลูกค้าได้ โดยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น การใช้ระบบกล้อง ระบบการสแกนลายนิ้วมือ การตรวจจับการเคลื่อนไหวของริมฝีปาก รวมถึงเสียง ว่าลูกค้าเป็นคนจริงๆ หรือไม่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

หากให้สรุปง่ายๆ ว่านวัตกรรม Smart Branch ที่ KBTG กำลังทำอยู่คืออะไร มันก็คือ การรู้จัก รู้ใจ และเข้าใจลูกค้ามากขึ้นนั่นเอง

นอกจากกรณีศึกษานวัตกรรม Smart Branch ที่ KBTG กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการศึกษาวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาทางธรรมชาติ (Thai Natural Language Processing: Thai NLP) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางด้านภาษาที่ตามหลังภาษาอื่นๆ ในโลกอยู่ราว 5 ปี ด้วยอุปสรรคทางด้านข้อมูล

ดร.ชูชาติ หฤไชยะศักดิ์ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการ Thai NLP ในภาพรวมว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายทาง หากมีข้อมูลมากพอ 

อย่างในต่างประเทศเองเทคโนโลยี AI ที่ใช้ประมวลผลด้านภาษาไปไกลกว่ามากมีการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อให้ระบบ AI เขียนหนังสือได้เอง โดยเลียนแบบรูปแบบการเขียนของคนได้ ซึ่งหากไม่มีข้อมูลภาษาจำนวนมาก ก็คงไม่สามารถทำได้เช่นนี้

ในอนาคตเราอาจได้เห็นภาพการใช้เทคโนโลยีด้านภาษาที่ไม่ใช่แค่ ChatBot ที่คอมพิวเตอร์พิมพ์ข้อความตอบโต้กับคน แต่อาจเป็นการใช้ระบบ VoiceBot ที่คอมพิวเตอร์สามารถพูดกับคนเป็นภาษาไทยได้ โดยใช้เทคโนโลยี Thai NLP หรือจะให้เทคโนโลยี Thai NLP สรุปใจความประโยคยาวๆ ให้ โดยคนไม่จำเป็นต้องฟังข้อความนั้นด้วยตัวเองทั้งหมดก็เป็นไปได้เช่นกัน

ใครจะได้ประโยชน์จากโครงการ Tech Kampus บ้าง

สำหรับฝ่ายที่จะได้ประโยชน์จากโครงการ Tech Kampus ของ KBTG ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่จะเป็นทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน นักวิจัย รวมถึงนักศึกษา ที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์แบบ Win-Win เพราะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูล และโจทย์การวิจัยที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย โดยเฉพาะเป็นโจทย์ที่มีความต้องการที่จะแก้ไขปัญหา หรือสร้างนวัตกรรมจากภาคธุรกิจธนาคาร จากธนาคารกสิกรไทย

นอกจากนี้นักศึกษาสาขาด้านเทคโนโลยี ยังได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ และลงมือทำงานวิจัยจริง โดยงานวิจัยนี้จะเกิดประโยชน์กับผู้คนจำนวนมาก ใช่ใช่แค่งานวิจัยขึ้นห้างอย่างที่เคยเป็นมา ธนาคารที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ อาจพลิกโฉมจนไม่เหลือภาพเดิมในวันหน้า กลายเป็นธนาคารที่เข้าใจลูกค้า จากนวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยในวันนี้

และหากมองไปในอนาคต ในระยะเวลาหลายปีข้างหน้านี้ หากในอนาคตโครงการ Tech Kampus ของ KBTG ประสบความสำเร็จ มีงานวิจัยที่สร้างจากโจทย์จริงที่เกิดขึ้น นำไปใช้ได้จริง นอกจากจะเป็นประโยชน์จากคนไทยจำนวนมากแล้ว ยังจะกลายเป็นการสร้างความได้เปรียบ และจุดแข็งให้กับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่สร้างงานวิจัย ที่สามารถต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนทั่วโลกได้ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึกโครงการ KBTG Tech Kampus ที่เกิดมาเพื่อภาคการศึกษา และงานวิจัยเทคโนโลยีของคนไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbtg-tech-kampus-to-support-tech-research/

KBTG Tech Kampus: AI, Data Science, Chatbot และอีกเพียบ เตรียมมีให้เด็กไทยเรียน โดย KBTG x มหาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

เป็นเรื่องที่น่าจะรู้กันแล้วว่าโลกในอนาคต เครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์จะค่อยๆเข้ามาแทนที่มนุษย์ในตลาดแรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กในยุคต่อไปต้องมีการพัฒนาทักษะให้สามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งทาง KBTG บริษัทที่รวมเหล่าผู้เคยผ่านงานจาก Google, Apple และ Microsoft เตรียมเข้าไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยต่างๆ พัฒนาหลักสูตรและสร้างงานวิจัยให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ

Industry 4.0 เด็กไทยพร้อมแค่ไหน

เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายค่อนข้างกังวลต่อความพร้อมในตลาดแรงงานของประเทศที่ทุกคนเริ่มตระหนักถึงการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ซึ่งเหล่าเครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์เตรียมเข้ามาทดแทนแรงงานทักษะต่ำ ส่วนคนเราจะต้องมีการพัฒนาทักษะเพื่อสร้างและควบคุมเหล่าเทคโนโลยีเหล่านี้อีกที แต่บ้านเรากลับมีความพร้อมในเรื่องนี้ยังไม่ได้มากนัก ทั้งในส่วนของหลักสูตรการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยต่างๆ ก็จะยังไม่ได้มีอย่างแพร่หลาย ถ้าเปรียบเทียบงบประมาณในการทำวิจัยพัฒนาบ้านเรายังถือว่าตามหลังเกือบทุกประเทศใน ASEAN เลยก็ว่าได้

การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้งพลิกโฉมโลก และส่งผลกระทบต่อแรงงานอย่างมาก

KBTG หรือ Kasikorn Business-Technology Group บริษัทเทคชั้นนำของประเทศไทย ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้และต้องการเข้ามาช่วยสนับสนุนวงการการศึกษา เตรียมเหล่านักเรียนนักศึกษาให้พร้อมมากขึ้น โดยตัวของบริษัทเองก็เต็มไปด้วยผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ผ่านการทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Google, Apple, Microsoft, Amazon และอื่นๆอีกมากมาย เรียกว่ามีจากแทบทุกบริการดังๆระดับโลกเลยก็ว่าได้ จึงอยากจะนำความรู้ที่มีเหล่านี้ถ่ายทอดให้กับเหล่านักเรียนนักศึกษา และสร้างความร่วมมือ (Collaboration) กับเหล่าคณาจารย์และมหาวิทยาลัย ในการสร้างงานวิจัยต่างๆ เพิ่มโอกาสให้เหล่านักศึกษามีประสบการณ์และความรู้นอกเหนือจากบทเรียน และเข้าใจการทำงานจริงตั้งแต่ที่ยังเรียนในมหาวิทยาลัย

ซึ่งวิธีนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ที่จะมีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำต่างๆ อยู่เสมอ โดยจะได้รับทั้งทุนและการสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมา โดยตัวบริษัทเองก็สามารถนำเอานวัตกรรมเหล่านี้ไปสร้างมูลค่า อาจารย์ได้คิดค้นทำอะไรใหม่ๆ ส่วนนักศึกษาก็จะได้ความรู้และทดลองทำงานจริงนั่นเอง

KBTG Tech Kampus ความร่วมมือระหว่าง KBTG และมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าทาง KBTG ได้ตระหนักถึงปัญหาและต้องการสนับสนุนการศึกษาบ้านเรา จึงได้มีการริเริ่มโครงการ KBTG Tech Kampus สร้างความร่วมมือกันระหว่าง KBTG, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AiAT) และมหาวิทยาลัยอีก 7 แห่ง แบ่งความร่วมมือออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ การพัฒนาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี (Technology Advancement) และ การพัฒนาบุคลากร (People Growth)

 

Technology Advancement | Co-Research on Technology Topic

ร่วมสนับสนุนการวิจัยในด้านต่างๆ และสามารถต่อยอดเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในธุรกิจจริงได้ ซึ่งทาง KBTG จะมุ่งเน้นไปที่สองด้านเป็นหลัก

  1.  Thai Natural Language Processing (NLP) หรือการประมวลผลคำไทย ที่ทุกคนในสายงานจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความท้าทายกว่าภาษาอื่นมาก เพราะการทำให้ AI สามารถอ่านได้อย่างถูกต้องมีความซับซ้อนที่ค่อนข้างเยอะ ทั้งการสะกดผิดที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การเว้นวรรคคำที่เพี้ยนเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ความหมายผิดเพี้ยน ซึ่งงานวิจัยต่างชาติสำหรับภาษาไทยจะยังมีอยู่อย่างจำกัด นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงยังไม่ค่อยเห็น Chatbot ที่เก่งๆ e-Call Center พูดจาได้เสมือนเป็นคนจริง ถูกนำมาใช้งานในบ้านเรา โดยทาง KBTG ได้ทำการร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ NECTEC ในการวิจัยพัฒนาเพิ่มเติมด้านนี้
  2. Computer Vision เพิ่มการมองเห็นรับรู้ให้กับระบบ เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในปัจจุบันเราได้เริ่มเห็นการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เช่น e-KYC (Know Your Customer) ที่อยู่ในรูปแบบของการตรวจสอบใบหน้า แสกนลายนิ้วมือ ก่อนเข้าใช้บริการต่างๆ ทั้งในแอป หรือแม้แต่ในสาขาก็ตาม โดยที่ตึกออฟฟิศของทาง KBTG เอง ที่พนักงานทุกคนสามารถเดินเข้าออฟฟิศได้โดยไม่ต้องใช้บัตรแต่อย่างใด เพียงแค่ยืนแสกนใบหน้าระบบก็จะเปิดประตูให้ทันที ซึ่งสามารถต่อยอดนำเอาไปใช้กับสาขาของธนาคาร หรือบริการอื่นๆต่อไปในอนาคตได้ โดยทาง KBTG ได้ร่วมมือกับทาง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการวิจัยพัฒนาเพิ่มเติมด้านนี้

ซึ่งในปี 2019  KBTG ได้ร่วมคิดค้นและช่วยพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สาขาการประมวลผลทางภาษาธรรมชาติ (Thai Natural Language Processing) กับทาง NECTEC และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็น Chatbot ของ KBank Live และ LINE BK มาแล้วนั่นเองครับ

Chatbot ของ KBank Live และ Line BK เป็นผลผลิตที่ได้จากความร่วมมือนี้

People Growth | Develop Academic Program

ทำการร่วมมือกับมหาลัยชั้นนำของประเทศในการวางหลักสูตรการศึกษาทั้งสำหรับเหล่านักศึกษาปริญญาตรี และปริญญาโท และยังเป็นที่ปรึกษาในการทำโปรเจกต์ รวมถึงเป็นผู้บรรยายรับเชิญในวิชาต่างๆ เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ให้นักศึกษาเห็นภาพการทำงานจริงจากเหล่าผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การทำงานจากบริษัทระดับโลกมา ซึ่งความร่วมมือในแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกันออกไป

  • ความร่วมมือในระดับปริญญาตรี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ความร่วมมือในระดับปริญญาโท : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Internship Bootcamp

นอกจากนี้ KBTG ไม่เพียงแค่เข้าไปให้ความรู้ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเปิดรับนักศึกษาให้เข้ามาฝึกงานกับ KBTG ซึ่งนอกเหนือจากการได้เจอกับสภาพแวดล้อมการทำงานจริงของเหล่ามืออาชีพแล้ว ยังได้รับโอกาสในการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกด้วย เช่น การนำเทคโนโลยี Biometrics (ชีวมาตร) และ Facial Recognition (จดจำใบหน้า) ต่อยอดทำระบบ Online Service สำหรับ i-Banking หรือเอาไปใช้กับธนาคารกสิกรไทยที่เป็น Smart Branch ได้ในอนาคตได้

ในอนาคต เราจะได้เห็นทางธนาคารกสิกรไทย และ KBTG ร่วมมือกับเหล่าสถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของทาง KBTG ที่ต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะพา KBTG ขึ้นไปเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของ SEA และเป็นบริษัทเทคชั้นนำของโลกด้วยนั่นเอง

 

เห็นแบบนี้แล้วก็น่าดีใจแทนน้องๆ ที่จะได้รับการเรียนการสอนจากเหล่ามืออาชีพ และได้รับโอกาสในการเรียนรู้มากกว่าแค่ในห้องเรียน รวมถึงเหล่าคณาจารย์ก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ได้มากกว่าที่เคย ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองท่านไหน อยากส่งลูกหลานไปเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง ก็ลองพิจารณามหาวิทยาลัยและคณะเหล่านี้กันเพิ่มเติม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศกันต่อไปครับ

 

หากสถาบันไหนที่สนใจโครงการ KBTG Tech Kampus นี้ติดต่อได้ที่อีเมล: techkampus@kbtg.tech

from:https://droidsans.com/kbtg-tech-kampus-introducing/