คลังเก็บป้ายกำกับ: KASIKORN_BANK

K PLUS เพิ่มฟีเจอร์โอนเงินไปต่างประเทศ ปลายทางรับเงินเต็มไม่ถูกหักค่าธรรมเนียม

from:https://www.blognone.com/node/109785

โฆษณา

เควิชั่นจับมือ BSSC ผลักดันสตาร์ทอัพไทย-เวียดนามเติบโตไปพร้อมๆ กัน

ก้าวสำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการขยายพรมแดนทางของธนาคารไปในประเทศเวียดนาม ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อมจับมือกับ BSSC พาสตาร์ทอัพจากทั้ง 2 ประเทศเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ

บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด หรือ เควิชั่น (KVision) บริษัทด้านการลงทุนสตาร์ทอัพและแสวงหานวัตกรรมในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ Business Startup Support Center หรือ BSSC ซึ่งเป็นองค์กรด้านการสนับสนุนและพัฒนาสตาร์ทอัพของรัฐบาลเวียดนาม ร่วมกันคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพของไทยในการขยายธุรกิจเข้าไปตลาดเวียดนาม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยก้าวไปดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาค โดยมีเควิชั่น และ BSSC ร่วมเป็นที่ปรึกษา จะทำให้สตาร์ทอัพไทยเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในเวียดนามมากขึ้น

BSSC เป็นองค์กรของรัฐบาลองค์กรแรกที่สนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพในเวียดนาม ที่ช่วยสนับสนุนทั้งด้านความรู้ ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือเงินทุนในการขยายธุรกิจของธุรกิจให้เติบโต และมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในเวียดนามและในภูมิภาคอาเซียน โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา BSSC มีเครือข่ายในประเทศเวียดนามทั้งหน่วยงานรัฐบาล 63 แห่ง มหาวิทยาลัยมากกว่า 100 แห่ง หน่วยงานลงทุนมากกว่า 1,000 แห่ง

ภัทรพงศ์ กันหสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด

สำหรับมุมมองของ ภัทรพงศ์ กันหสุวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด มีมุมมองว่า ประเทศเวียดนามเป็นเหมือน Greenfield หรือหญ้าพื้นใหม่ ซึ่งสตาร์ทอัพหน้าใหม่มีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจ เนื่องจากตลาดในประเทศเวียดนามมีอัตราเติบโตในด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังยอมเปิดรับสิ่งใหม่ๆที่จะเข้ามาปรับใช้ ยังรวมไปถึงความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ที่มีบุคคลากรด้านวิศวกรรมและ IT ค่อนข้างมาก

ภัทรพงศ์ ยังได้เสริมอีกว่า สตาร์ทอัพไทยในปัจจุบันมีคุณภาพมีจำนวนมาก หลายรายมีศักยภาพที่จะขยายและเติบโตในตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะเวียดนาม ประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ วงการสตาร์ทอัพในเวียดนามมีการตื่นตัวสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ในปี 2561 ที่ผ่านมามีการร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพมูลค่ามากถึง 889 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตถึง 3 เท่าจากปี 2560

ฮาง เหงียน รองผู้อำนวยการของ BSSC

ฮาง เหงียน รองผู้อำนวยการของ BSSC ได้กล่าวว่า สตาร์ทอัพของไทยและเวียดนามมีประเภทของสตาร์ทอัพที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็น FinTech หรือทางด้าน E-commerce ซึ่งการจับมือระหว่าง BSSC กับ KVision จะทำให้สตาร์ทอัพทั้ง 2 ประเทศสามารถแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ซึ่งกันและกันในเรื่องของโอกาส และช่องทางการเติบโตของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งยังมีโอกาสใหม่ๆ อีกมากมาย

ฮาง ยังได้เสริมอีกว่า โอกาสใหม่ๆ ในประเทศเวียดนามยังมีมากมาย เธอได้ยกตัวอย่างถึง การเข้าถึงในภาคการเงินการธนาคารของประชาชนเวียดนามยังต่ำมาก เพียงแค่ 30% เท่านั้น ทำให้มีโอกาสของสตาร์ทอัพในสาย FinTech ของไทยสามารถเข้าไปเจาะตลาดนี้ได้ ขณะเดียวกัน เควิชั่น เตรียมส่งสตาร์ทอัพสาย FinTech ของไทยเข้าไปเจาะตลาดนี้ในเร็วๆ นี้อีกด้วย

ปัจจุบัน เควิชั่น (KVision) เป็นบริษัทด้านการลงทุนสตาร์ทอัพและแสวงหานวัตกรรมในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย มุ่งเน้นในการหา Tech Startups และบุคคลากรที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศทีมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี 4 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ที่สามารถสนับสนุนธนาคารกสิกรไทยในการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ AEC +3

โดยในอนาคตเราจะได้เห็นผลลัพธ์จากความร่วมมือของหน่วยงานจากทั้ง 2 ประเทศ ที่จะทำให้สตาร์ทอัพจากไทยและเวียดนามสามารถเติบโตไปได้ด้วยกัน จากจุดเด่นในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันแต่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kvision-sign-mou-with-bssc-vietnam-to-make-growth-startup-th-vn/

สัมภาษณ์ ตรีพล ภูมิวสนะ ผู้บริหาร KBank กับ K-CHANGE กองทุนที่ช่วยให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

หากจะหากองทุนที่ช่วยให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก รวมไปถึงบริษัทคุณภาพที่ลงทุน มีการวัดผลการเปลี่ยนแปลงได้จริง K-CHANGE กองทุนนี้อาจคือคำตอบของคุณ

ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ

Brand Inside สัมภาษณ์ ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ Managing Director – Private Banking Business Head จากธนาคารกสิกรไทย เกี่ยวกับกองทุน K-CHANGE ที่เปิดตัวไปได้ไม่นานว่ากองทุนนี้มีความน่าสนใจอย่างไร

ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ ได้เล่าย้อนไปถึงเรื่องของการลงทุนในบริษัทที่มีคะแนน ESG สูงๆ ได้แก่ ด้านการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ที่กำลังมีความนิยมในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา โดยถ้าบริษัทไหนคะแนนสูงๆ ก็จะลงทุน แต่ถ้าบริษัทไหนคะแนนน้อยก็จะไม่ลงทุน

แต่สำหรับการลงทุนแนว Impact Investing ดร. ตรีพล มองว่าเป็นมากกว่านั้น “คือ Impact Investing จะไม่ได้ดูคะแนน ESG แต่จะดูว่าบริษัทที่ลงทุนทำอะไรไปได้บ้าง และยังได้สร้างเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลก ในด้านต่างๆ เช่น สังคมและการศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาพและคุณภาพชีวิต รวมไปถึงความต้องการพื้นฐานของประชากรที่ยากจน

กองทุน K-CHANGE จะลงทุนในกองทุนของ Baillie Gifford – Positive Change Fund โดยกองทุนจะโฟกัสหุ้นในพอร์ตการลงทุนประมาณ 25-50 ตัวในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก และเน้นบริษัทที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก Impact Investing ใน 4 ด้านที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดร. ตรีพล กล่าวว่า “การหาหุ้นที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เปลี่ยนแปลงเชิงบวกและหุ้นตัวนั้นต้องมีผลตอบแทนที่ดีหาได้ยาก ทำให้พอร์ตการลงทุนมีหุ้นไม่มาก”

สำหรับบริษัทที่กองทุนมีนำ้หนักการลงทุนมากที่สุด ดร. ตรีพล ได้ยกตัวอย่างและเล่าถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ได้แก่

  • Chr. Hansen บริษัทจากประเทศเดนมาร์ก ผลิตและพัฒนา Probiotics สีผสมอาหาร และเอนไซม์ สำหรับอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เช่น โยเกิร์ต ชีส ฯลฯ รวมไปถึงการเกษตร สิ่งที่บริษัทได้สร้างความเปลี่ยนแปลงคือ ผลิตเอนไซม์ที่สามารถทำให้อาหารสามารถยืดอายุได้ยาวมากขึ้น ลดความสูญเสียจากการทิ้งอาหารเป็น        จำนวนมากๆ ยังรวมไปถึงการพัฒาแบคทีเรียที่ทำให้รากของต้นไม้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย
  • Tesla Motors อย่างที่เราทราบกันว่า Elon Musk ต้องการเปลี่ยนโลกด้วยรถยนต์ไฟฟ้า มีสินค้าออกมา แม้ว่าตัว Elon เองจะประสบปัญหาต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญที่บริษัทได้ทำคือรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถลดมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ และมีการเปิดสิทธิบัตรของบริษัทบางตัวให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่นนำไปใช้ได้
  • Illumina บริษัทที่ผลิตและวิจัยเครื่องตรวจยีน จากเดิมถ้าหากจะตรวจยีนจะต้องจ่ายแพงมาก จาก 1 ล้านเหรียญสหรัฐในอดีต เหลือเพียงแค่หลักพันเหรียญสหรัฐ ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทได้ผลิตออกมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแพทย์อย่างมาก เพราะว่าทำให้แพทย์สามารถทดลองยาให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้
  • TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) บริษัทเป็นผู้ผลิตชิป รวมไปถึงชิ้นส่วนอื่นๆ ที่สำคัญของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งบริษัทได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ และแน่นอนว่าทำให้สามารถเข้าถึงการศึกษาเพิ่มมากขึ้นด้วย

ดร. ตรีพล ยังได้กล่าวว่า “นอกจากนี้กองทุนยังสามารถทำตามเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGS ของสหประชาชาติ ได้ถึง 13 จาก 17 ข้อทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรมในอุตสาหกรรม พลังงานสะอาด เป็นต้น”

ไม่เพียงแค่นั้นกองทุนของ Baillie Gifford ไม่ได้วัดแค่เป้าของผลตอบแทนการลงทุนเท่านั้น แต่กองทุนยังมีรายงานถึงบริษัทที่กองทุนลงทุนว่าได้เปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรให้โลกดีได้ขึ้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่น Bank Rakyat จากประเทศอินโดนีเซียที่ปล่อยกู้ให้กับชาวอินโดนีเซียผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ก็จะมีรายงานว่าลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นหรือไม่

ทำไม KBank Private Banking ถึงต้องนำกองทุนนี้มาแนะนำให้ลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงของธนาคาร ดร. ตรีพล มองว่ากองทุนนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ และ KBank Private Banking อยากจะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ และคิดว่ากองทุนนี้มีประโยชน์หลายด้าน คนที่ได้ประโยชน์คือเด็กในอนาคต จึงเป็นที่มาของกองทุน K-CHANGE

สำหรับลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงของ KBank Private Banking ดร. ตรีพล ได้แนะนำว่า กองทุนนี้อยู่ 1 ในธีมการลงทุนระยะยาวที่มองไว้ ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ ชาวจีน ความยั่งยืน ซึ่งกองทุน K-CHANGE อยู่ในธีมเหล่านี้ ไม่เพียงแค่นั้นลูกค้าทั่วไปของธนาคารก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยสามารถลงทุนกับกองทุน K-CHANGE และสามารถส่งต่อความมั่งคั่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับคนรุ่นต่อไปได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/interview-triphon-phumiwasana-about-impact-investing-and-k-change-fund/

มุมมองจากกสิกรไทย เมื่อ MSCI เปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนหุ้นไทย ผลกระทบนี้จะเกี่ยวกับค่าเงินบาทอย่างไร

บทวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทยมองว่าการเปลี่ยนเกณฑ์การลงทุนของ MSCI ในตลาดหุ้นไทยอาจทำให้ค่าเงินบาทของไทยมีความผันผวนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมสูงขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

เมื่อ MSCI ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเปลี่ยนเกณฑ์เพิ่ม NVDR ในการคำนวณหุ้น MSCI Thailand และส่งผลให้น้ำหนักในดัชนีของ MSCI Emerging Markets สูงขึ้นเป็น 3% จาก 2.5% ในการทบทวนเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

สำหรับมุมมองของธนาคารกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงถ้าหากสัดส่วนของหุ้นไทยเพิ่มขึ้น และจะมีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหุ้นของไทย ซึ่งเม็ดเงินที่เข้ามาจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าหรือไม่ส่งผลใดๆ Brand Inside นำบทวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทยมาฝาก

มาทำความเข้าใจความสำคัญของ MSCI สักหน่อย

MSCI Index เป็นดัชนีอ้างอิงของบริษัท Morgan Stanley Capital International หรือเรียกย่อๆ MSCI ซึ่งเป็นบริษัททำดัชนีหุ้นที่มีความเชื่อมั่นสูงอันดับต้นๆ ของโลก โดยดัชนีเหล่านี้มีขึ้นมาเพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะคัดเลือกหุ้นและเปรียบเทียบผลตอบแทน

โดยดัชนีของ MSCI แบ่งได้หลายแบบ เช่น

  1. แบ่งตามประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศจีน รวมถึงประเทศไทยด้วย ใช้ชื่อว่า MSCI Thailand Index
  2. แบ่งตามภูมิภาค เช่น อเมริกา ยุโรป เอเชีย ยกตัวอย่างเช่น MSCI Asia Index หรือ MSCI Europe Index
  3. แบ่งตามกลุ่มของประเทศ เช่น กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) และประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Markets) โดยจะคัดหุ้นออกมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบในดัชนีนั้นๆ อีกที

ขณะที่เกณฑ์ในการเข้า MSCI Thailand Index สิ่งที่หุ้นตัวนั้นต้องมีคือ

  1. มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง โดยมีสิ่งที่ใช้วัดสภาพคล่อง คือ สัดส่วนของหุ้นที่นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้ โดยไม่รวมผู้ถือหุ้นที่มีส่วนร่วมในการบริหาร กำหนดขั้นต่ำที่ 15% หรือเรียกว่า Free Float
  2. มีมูลค่าตลาดที่คูณกับ Free Float แล้ว สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด มูลค่าตลาดขั้นต่ำของหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่มา – ธนาคารกสิกรไทย

เรื่องนี้ส่งผลอย่างไรกับค่าเงินบาท

บทวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทยมองว่าการปรับเกณฑ์ครั้งนี้ของ MSCI จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มแค่ 0.5% แต่ถ้าคิดเป็นเม็ดเงินแล้วธนาคารกสิกรไทยมองว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าประมาณ 23,000 ล้านบาท ในต้นเดือนพฤษภาคมทันที

ผลกระทบนี้จะกระทบไปยังค่าเงินบาทคือ “ค่าเงินบาทจะมีโอกาสผันผวนสูงมาก” เนื่องจากในช่วงเวลาที่มีเม็ดเงินเข้ามานั้น จะมีเม็ดเงินบางส่วนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอีกด้วย เนื่องจากว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจ่ายเงินปันผลออกมาด้วยมูลค่าประมาณ 17,900 ล้านบาท

ที่มา – บทวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/view-from-kbank-msci-change-thai-equities-how-effective-with-thai-baht/

Jitta รับเงินลงทุน Pre-Series A 6.5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Beacon VC ของธนาคารกสิกรไทย

Beacon VC บริษัทลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ประกาศลงทุนใน Jitta (จิตตะ) สตาร์ตอัพ FinTech สัญชาติไทย โดย Beacon VC เป็นผู้ลงทุนหลักของรอบการระดมทุน pre-Series A มูลค่า 6.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 200 ล้านบาท)

Jitta เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investment) ตามแนวทางของ Warren Buffett โดยใช้อัลกอริทึมช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ แสดงผลออกมาเป็นอันดับ Jitta Ranking ปัจจุบันเว็บไซต์ Jitta.com ครอบคลุมหุ้นใน 16 ประเทศ และมีผู้ใช้งาน 200,000 คน

นอกจากบริการด้านข้อมูลแล้ว Jitta ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คือ Jitta Wealth กองทุนหุ้นอัตโนมัติที่บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี (automated stock investment) ที่ลงทุนตาม Jitta Ranking โดยอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตจัดการกองทุนส่วนบุคคลจาก ก.ล.ต.

No Description

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่ามอบหมายเงินลงทุนให้ Beacon VC เป็นจำนวน 2,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ Beacon VC ก็ลงทุนไปประมาณครึ่งหนึ่งของเงินก้อนนี้แล้ว ส่วนตัวแล้วรู้จักกับทีม Jitta มาประมาณ 2-3 ปีและประทับใจในความสามารถ จึงให้บริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทยหาทางร่วมมือกับ Jitta มาโดยตลอด แต่ก็รู้ดีว่าความร่วมมือแบบ partnership ยังไม่เพียงพอ เมื่อทาง Beacon VC เข้ามาเสนอให้ลงทุนใน Jitta จึงตัดสินใจทันที

นายธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการของ Beacon VC ระบุว่า Jitta ถือเป็นสตาร์ตอัพตัวที่ 6 ที่ Beacon VC เลือกลงทุน (ก่อนหน้านี้คือ Flow Account, Event Pop, Ookbee, Grab, Instarem) โดยที่ผ่านมาพยายามลงทุนใน FinTech มานาน เพราะสอดคล้องกับธุรกิจหลักของธนาคารกสิกรไทย บวกกับเห็นโอกาสในตลาดเทคโนโลยีการลงทุน (WealthTech) ที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกของการลงทุน เมื่อมีโอกาสคุยกับ Jitta จึงเห็นว่ามีศักยภาพครบทุกด้าน ทั้งตัวกิจการ ตัวธุรกิจ เทคโนโลยี และศักยภาพของผู้ก่อตั้ง

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta ระบุว่าจะนำเงินลงทุนเพื่อขยายทีมพัฒนา นำ AI มาต่อยอดการลงทุนมากขึ้น และเปิดข้อมูลวิเคราะห์หุ้นให้ครบ 16 ประเทศ เพื่อครอบคลุมหุ้น 95% ของหุ้นทั่วโลก และเตรียมขยายตลาดไปยังสิงคโปร์กับอินเดียด้วย

from:https://www.blognone.com/node/108094

กสิกรไทยแจ้งเตือนลูกค้า K PLUS ให้อัพเดตก่อน 12 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนเวอร์ชันเก่าจะใช้ไม่ได้

ธนาคารกสิกรไทยประกาศแจ้งเตือนลูกค้าที่ใช้งาน K PLUS ให้อัพเดตเป็นเวอร์ชัน 5.0 ใหม่ที่เปลี่ยนหน้าตาใหม่หมด ภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากนั้นแอปเวอร์ชันเก่าจะไม่สามารถใช้งานได้

ทั้งนี้ K PLUS เวอร์ชันใหม่รองรับ iOS 9.3 และแอนดรอยด์ 5.0 ขึ้นไป สามารถอัพเดตได้โดยตรงทั้งบน App Store และ Play Store

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107959

Red Hat มอบรางวัลนวัตกรรมให้กสิกรไทยและ Ascend Money ใช้ RHEL, OpenShift ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

ที่งาน Red Hat Forum เมื่อวานนี้ทาง Red Hat มอบรางวัลนวัตกรรมหรือ Red Hat Innovation Awards ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สำหรับลูกค้าของ Red Hat ที่ใช้โอเพนซอร์สเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์

ทางฝั่งธนาคารกสิกรไทย หรือ KBTG นั้นใช้ RHEL, JBoss EAP, AMQ, และ OpenShift เป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนา เตรียมพร้อมรองรับจำนวนธุรกรรมจาก 5,000 รายการต่อวินาทีเป็น 10,000 รายการต่อวินาทีในปีนี้ และตั้งเป้าขยายเป็น 50,000 รายการต่อวินาทีในปีหน้า

สำหรับทาง Ascend Money ใช้ RHEL, OpenShift, และ Red Hat Satellite มาเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับนักพัฒนากว่า 400 คนจาก 6 ประเทศทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้รองรับตัวแทนชำระเงินกว่า 50,000 คนทั่วภูมิภาค

ที่มา – จดหมายข่าว Red Hat

No Description

ภาพโดย mamchenkov

from:https://www.blognone.com/node/107865