คลังเก็บป้ายกำกับ: KASIKORN_BANK

Grab เปิดตัว GrapPay Wallet เชื่อมกับ KPlus พร้อมตัวเลือก Subscriptions ที่ยังไม่เปิดบริการ

Grab เริ่มเปิดบริการ GrapPay Wallet แล้ว และด้วยความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย ทำให้ผู้ใช้ GrapPay Wallet จำเป็นต้องเชื่อมบัญชีและเติมเงินเข้า Wallet ผ่าน KPlus (ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะมีตัวเลือกมากกว่านี้หรือไม่)

ในหน้า GrabPay นอกจากตัวเลือกที่ว่าด้วยการเติมเงินและรายการแสดงเงินเข้าออกแล้ว ยังมีตัวเลือก Subscriptions เอาไว้ด้วย โดยยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ในตัวเลือกนี้ แต่หากอ้างอิงกับบริการเดียวกันในสิงคโปร์ จะเป็นการจ่ายเงินรายเดือนเพื่อเหมาค่าบริการเรียกรถและรับส่งอาหาร

No Description

บริการ subscriptions ในสิงคโปร์จะแบ่งเป็น ดีลส่วนลด Grab รายเดือน เช่นแพ็คเกจเดือนละ 19 เหรียญสิงคโปร์ จะได้เว้าเชอร์ลดค่าเดินทาง 4 เหรียญทั้งหมด 10 เว้าเชอร์ (40 เหรียญ) เป็นต้น ส่วน subscription ของ GrabFood จะเป็นการจ่ายเหมารายเดือน 7.99 เหรียญสิงคโปร์ เรียก GrabFood ได้ฟรี 30 ครั้งต่อเดือน

ที่มา – GrapPay

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/110790

โฆษณา

KBank ประกาศให้บริการหนังสือค้ำประกันออนไลน์ ผ่านบล็อคเชนทั้งหมด

ธนาคารกสิกรไทยประกาศให้บริการ K Connect-LG บริการหนังสือค้ำประกันแบบอิเล็คทรอนิคส์ผ่านบล็อคเชนแบบ 100% โดยใช้แพลตฟอร์มของบริษัท BCI ประเทศไทย ตั้งแต่การขอออกหนังสือค้ำประกัน การต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ไปจนถึงการวางหนังสือค้ำประกันที่ส่งตรงถึงผู้รับวางหนังสือค้ำประกันทันที

ธนาคารกสิกรไทยระบุว่าการทำผ่านบล็อคเชน ช่วยให้ลูกค้าสามารถยื่นเรื่องผ่านออนไลน์ได้ 24/7 หรือหากต้องการเอกสารจริงก็สามารถรับเอกสารที่ธนาคารได้เร็วขึ้น ภายใน 5 ชั่วโมงจากปกติที่ใช้เวลาราว 1 วัน ซึ่ง โดยในช่วงแรกธนาคารจะเปิดให้บริการหนังสือค้ำประกันผ่านบล็อกเชนกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 3 ราย ได้แก่ SCG, CG Marketing Solutions และ IRPC ก่อน

ปัจจุบันลูกค้าธนาคารมีกการใช้บริการหนังสือค้ำประกันผ่านช่องทางสาขา 68% และออนไลน์ 32% โดยธนาคารตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้บริการแบบออนไลน์ให้ถึง 50% ภายในสิ้นปี 2020 นี้

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/110590

สรุปงานสัมมนา Beyond Agile by KBTG เมื่อ Agile คือความจำเป็นสำหรับองค์กร

ช่วงหลังแนวคิด Agile เริ่มได้รับความนิยมในโลกธุรกิจมากขึ้น ถึงแม้ Agile จะเริ่มเกิดขึ้นจากโลกของซอฟต์แวร์ แต่ตัวมันเองเป็นแนวคิดและวิธีการทำงานที่ใช้ได้กับทุกระดับขององค์กร

KBTG (Kasikorn Business Technology Group) บริษัทด้านเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย จึงจัดงานสัมมนา Beyond Agile ขึ้น โดยเชิญวิทยากรชื่อดังระดับโลก เข้ามาชี้ให้เห็นตัวอย่างและแนวทางการใช้ Agile ในองค์กร

No Description

Agile ไม่ใช่แค่วิธีการทำงาน แต่คือการเปลี่ยนแปลงองค์กร

คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานของ KBTG กล่าวเปิดงาน โดยบอกว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของการใช้ Agile ใน KBTG ซึ่งถือเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา

KBTG เองก็เพิ่งเริ่มนำ Agile มาใช้งาน และก็มีความผิดพลาดขึ้นเช่นเดียวกับองค์กรทุกแห่ง จึงมาจัดงานนี้เพื่อเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกันกับองค์กรอื่นๆ

แกนหลักของ Agile Transformation คือการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปทีละนิด เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของอุตสาหกรรม โดยที่องค์กรยังสามารถจัดระเบียบตัวเองได้

ในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เข้ากับวิธีคิดของ Agile จะต้องมีคนที่เจ็บปวดเสมอ เพราะนี่คือการออกจาก Comfort Zone และเข้าไปในพื้นที่ใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แฟชั่น ต้องจริงจัง ต้องทำไปทั้งทีม และต้องเริ่มต้นที่จุดเล็กๆ เช่น การทำงานแบบ squad และนั่งทำงานร่วมกันของฝ่ายที่แตกต่างกัน

No Description

Agile คือการลดปัญหาและอุปสรรคเพื่อความเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญรายแรกที่มาบรรยายในงานคือ Arie van Bennekum ผู้ร่วมแต่งหลักการ The Agile Manifesto ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2001 ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของ Agile ที่เป็นตัวกำหนดว่าการใช้ Agile ใช้ในองค์กรมีแก่นอย่างไร และจะต้องทำอย่างไรบ้าง เขายังเป็นประธานของ Agile Consortium International กลุ่มผู้สนใจเรื่องหลักการ Agile อีกด้วย

Bennekum ชี้ให้เห็นว่า กรณีของ Kodak, Nokia หรือ BlackBerry แสดงให้เห็นว่า ถ้าปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็อาจหายจากธุรกิจไปเลย การนำใช้ Agile เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อให้อยู่รอด จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ปัจจุบันแนวคิด Agile แพร่หลายในโลกธุรกิจหลายด้าน แต่รากเหง้าของมันเองเกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาในโลกการพัฒนาซอฟต์แวร์

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเดิมเรียกว่า Waterfall ต้องรอทุกฝ่ายทำงานแต่ละส่วนให้เสร็จ ถือเป็นกระบวนการที่เสียเวลาอย่างมาก เพราะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่าช้า ก็จะเจอความล่าช้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นการออกแบบกระบวนการทำงานเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของ Agile

หัวใจสำคัญของ Agile คือการสร้างผลิตภัณฑ์ให้เร็วที่สุด ทุกๆ 2-3 อาทิตย์ ต้องมีสิ่งใหม่ๆ ส่งให้ลูกค้าทดสอบว่าโอเคไหม ใช้ได้หรือยัง โดยภายในกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ยังต้องเกิดการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้ายกตัวอย่างที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ สิ่งที่เจอบ่อยในโลกธุรกิจคือการแก้ไขเอกสารสักฉบับ ที่ต้องให้หลายฝ่ายช่วยกันตรวจ ต้องส่งเอกสารกลับไปกลับมา การแปลความที่แตกต่างกันอาจนำมาสู่ความเข้าใจผิด และภาพรวมก็ทำให้การเขียนเอกสารฉบับนี้เสียเวลามาก องค์กรขยับได้ช้า การนำ Agile มาใช้จึงช่วยแก้ปัญหาได้แบบเดียวกับซอฟต์แวร์

No Description

DevOps และ Microservices คือสิ่งสำคัญของยุคสมัยนี้

หัวข้อต่อมาคือ Future Software Development with DevOps โดย Erik Dörnenburg, Head of Technology ของ ThoughtWorks บริษัทที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก ที่มาเล่าเรื่องความสำคัญของกระบวนการทำ DevOps ว่ากลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” อีกต่อไปแล้ว

ที่ผ่านมา การสร้างผลิตภัณฑ์ (product development) กับการจัดการโครงการ (project management) มักเป็นเรื่องที่ถูกจัดการโดยคนละฝ่าย ที่มักต้องทะเลาะกันเพราะมุมมองที่แตกต่าง กระบวนการทั้งหมดจึงล่าช้าและงบประมาณบานปลายไปมาก

แนวคิด DevOps (development + operations) เริ่มต้นประมาณปี 2010 หลังแนวคิด Agile ประมาณสิบปี สาเหตุเกิดจากคนที่นำ Agile ไปใช้บ้างแล้วคิดว่ายังขาดอะไรบางอย่างไป จึงเกิดกระบวนการ DevOps ขึ้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายต้องมาทำงานร่วมกันตั้งแต่แรก ทำลายกำแพงระหว่างฝ่ายพัฒนาและฝ่ายปฏิบัติการลงไป

DevOps เกิดจากความต้องการของฝ่ายบริหารที่ต้องการผลลัพธ์ 3 ด้าน ได้แก่

  • Cycle Time ระยะเวลาการออกผลิตภัณฑ์ต้องรวดเร็ว ทันต่อคู่แข่ง
  • Throughput มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์
  • Reliability ต้องมีเสถียรภาพ ใช้งานได้ไม่มีปัญหา

ดูเหมือนว่าเราต้องเลือกเฉพาะเป้าหมายบางข้อ โดยยอมทิ้งข้อที่เหลือไป ไม่มีทางออกเลย แต่ DevOps คือการหาหนทางเพื่อให้ทำเป้าหมายทั้ง 3 ข้อได้พร้อมกัน

การแก้ปัญหา Cycle Time และ Throughput เกิดขึ้นได้ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์เป็นแบบ Microservices

ในอดีต เราทราบกันดีว่าการเพิ่มคนเข้าไปยังโครงการซอฟต์แวร์ที่ล่าช้า จะทำให้โครงการยิ่งล่าช้าเข้าไปอีก แนวคิด Microservices ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ เพื่อให้การเพิ่มคนเข้าไปในโครงการ ทำให้กระบวนการเสร็จเร็วขึ้น เพราะแตกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็น Microservices ย่อยๆ แต่ละส่วนมีทีมงานรับผิดชอบโดยตรง การเพิ่มคนเข้าไปในทีมจึงไม่กระทบกับทีมอื่น ช่วยให้การพัฒนาเสร็จเร็วขึ้น

ส่วนมิติด้าน Reliability เป็นการมองว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรถึงจะกู้คืน (recovery) ได้รวดเร็วจนไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหา จึงเกิดแนวคิดเรื่องการวัดระยะเวลา MTTR (Mean-time to Recover) ขึ้นมา เมื่อต้องวัดค่า MTTR เป็นปกติ จึงก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทดสอบตลอดเวลา (testing culture) และเทคนิคการทดสอบคุณภาพซอฟต์แวร์แบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้ซอฟต์แวร์นั่นเอง

No Description

Project Apollo ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ KBTG ต้องออกเร็วขึ้น

ฟังหลักคิดเรื่อง Agile กันมาเยอะ จนหลายคนอาจสงสัยว่ากระบวนการทั้งหมดเหล่านี้ ใช้งานได้จริงหรือไม่

KBTG จึงนำ Agile มาใช้ในการทำงานจริง เกิดเป็น “Innovation Runway” รากฐานของการสร้างนวัตกรรม ที่ประกอบด้วยเครื่องมือ (tools) และขั้นตอนการทำงาน (process) รูปแบบใหม่ เพื่อให้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วขึ้น โดยผลงานแรกของ Innovation Runway คือบริการใหม่ๆ ที่ใช้โค้ดเนมว่า “Project Apollo

เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Principle Visionary Architect ผู้ดูแล Project Apollo ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้โครงการต่างๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง มีสามปัจจัยหลัก คือ ความซับซ้อนของระบบงานภายในองค์กร, กระบวนการพัฒนาตัวต้นแบบจากการทดลองสู่การใช้งานจริงที่ใช้เวลานานและมีขั้นตอนมาก และสุดท้ายคือกฎเกณฑ์และการควบคุมที่ละเอียดทุกขั้นตอน

การผลักดันให้เกิดนวัตกรรมภายใต้ Project Apollo ได้ เป็นผลจากการที่ KBTG ผลิกโฉมกระบวนการพัฒนา สร้าง Innovation Runway เพื่อลดปัญหาจากปัจจัยข้างต้น ประกอบด้วย กาารแปลงกระบวนการหลังบ้านทั้งหมดให้กลายเป็น Innovation Platform ที่เข้าถึงได้ API จึงทำงานได้เร็วและง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก การสร้างกระบวนการทำงานแบบใหม่ ด้วยการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นการภายใน แบบ Dog fooding Process และสร้าง Own Sandbox ภายในองค์กร ทำให้โครงการและนวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ลดขั้นตอนการขออนุมัติต่างๆ ลง ทำให้ทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้ KBTG มี 3 โครงการที่ใช้ Project Apollo เป็นฐานการพัฒนาและสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น ขุนทอง ระบบการแจ้งเตือนการจ่ายและชำระเงินเมื่อต้องหารบิลค่าข้าว, Data Wallet แพลตฟอร์มบน Blockchain เพื่ออนุญาตข้อมูลเชื่อมต่อต่างๆ และ FacePay ใช้การสแกนใบหน้าเพื่อจ่ายและรับเงิน

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/110580

ไปสู่ดวงจันทร์ ธ.กสิกรไทย เปิดตัว Project Apollo ลดกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใน

วันนี้ที่งานสัมมนา Beyond Agile โดย KBTG (Kasikorn Bank Technology Group) ประกาศเปิดตัวโครงการ Project Apollo อันเป็นโครงการภายในของแผนก เพื่อให้โครงการอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว

No Description

ตัวโครงการเป็น Innovation Platform ที่จะเปิดให้พนักงานของธนาคารสามารถเข้ามาใช้ได้เป็นแบบ API ซึ่งในอนาคตจะมีการเปิดให้หน่วยงานอื่นเข้ามาใช้งานด้วย สาเหตุที่ต้องทำโครงการดังกล่าวเนื่องจากว่าในปัจจุบัน องค์กรต้องเจอกับปัญหาในการสร้างผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบที่ซับซ้อน การทำให้ Prototype เป็นผลิตภัณฑ์จริงๆ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่างๆ

No Description

กระบวนการต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับ การสร้าง sandbox ภายใน, การลดกระบวนการลงให้เหลือน้อยที่สุด, และกระบวนการลองของเอง (dogfooding)

ตัวอย่างของโครงการภายในที่ใช้กระบวนการของ Project Apollo ที่นำมาจัดแสดงวันนี้ เช่น ขุนทอง ที่เป็นระบบ Chatbot ทวงเงินผ่าน LINE ซึ่งถ้าจ่ายด้วยผ่าน K-Plus สามารถกดยืนยันการจ่ายเงินให้เพื่อนได้ทันที หรือถ้าจ่ายผ่าน Mobile Banking อื่น ก็จะอัพโหลดสลิปได้ทันที พร้อมแจ้งเตือนตอนเช้าด้วย

หากมีกรณีที่กินไม่เท่ากัน ถ่ายบิล จากนั้นเลือกรายการที่แต่ละคนกิน แล้วก็เลือกแต่ละคนที่กินในแต่ละรายการที่ไม่เท่ากันได้ทันที หมดปัญหาว่าใครกินรายการไหน โดยจะให้บริการเร็วๆ นี้

บริการที่สองคือ Data Wallet บริการที่สามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เบื้องหลังใช้เทคโนโลยี blockchain เข้ามาจัดการกับข้อมูลต่างๆ ซึ่งจะเชื่อมกับบริการต่างๆ และสามารถผูกเข้ากับบริการต่างๆ ได้ และได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้วย

การเชื่อมต่อบริการต่างๆ สามารถทำได้ และสามารถ export ข้อมูลที่ตัวเองใช้ได้ รวมถึงการเชื่อม/ตัดการเชื่อมต่อ กับบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

Data Wallet จะเริ่มต้นที่ข้อมูลสุขภาพก่อน จากนั้นจะกระจายไปยังบริการอื่นๆ ข้อดีสำหรับบริษัทคือจะได้ Concent กับลูกค้า รวมถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า ขึ้นกับว่าผู้ใช้งานต้องการจะเปิดมากน้อยแค่ไหนด้วย

สำหรับโครงการที่สามคือ FacePay โดยเป็นการทำ Face Recognition ที่ได้ความแม่นยำถึง 99% นำมารวมกับการชำระเงิน ทำให้ชำระเงินได้รวดเร็ว พร้อมบริการ Live Face recognition ด้วย

นอกจากกระบวนการชำระเงินแล้ว ยังมีกระบวนการรับเงินโดยใช้ใบหน้าได้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่สแกนใบหน้าเท่านั้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ไม่ถึง 3 เดือน หลังจากเข้าโครงการของ Project Appollo

ที่มา – งาน Beyond Agile by KBTG

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110358

กสิกรเปิด API ให้คนนอกเข้าถึงแอพ K PLUS เริ่มจาก QR Payment เตรียมเปิด API ขอ statement

ในงานที่ธนาคารกสิกรไทยเปิดตัว KATALYST โครงการเร่งศักยภาพสตาร์ทอัพ มีการเผยรายละเอียดเรื่อง Open API ของแอพลลิเคชั่น K PLUS ด้วย ที่เสร็จแล้วคือ QR Payment API และจะมีทยอยตามมาอีก 3 ตัวภายในปีนี้

นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า QR Payment API เป็น API ตัวเดียวกับที่ร้านค้าสามารถสร้าง QR Code เพื่อรับจ่ายอยู่แล้ว แต่การเปิด API จะช่วยให้นักพัฒนาและสตาร์ทอัพ เข้ามาปรับใช้ในการรับจ่ายอย่างอื่นได้ เช่น ตู้ kiosk ขายของโดยจ่ายผ่าน QR หรือใช้ QR จ่ายบัตรรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นต้น

No Description

ส่วนอีกสามตัวที่กำลังจะเปิด API ภายในปีนี้คือ

  • PAY WITH K+ API สำหรับสร้าง deep link บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เมื่อกดแล้วจะมีลิงค์ยิงเข้ามาที่แอพ K PLUS เพื่อจ่ายเงิน
  • CASA Account ฟีเจอร์ขอรายการเดินบัญชีโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากเจ้าของบัญชี
  • K+ Market เตรียมเปิด API สำหรับสร้างร้านค้ามาขายสินค้าบนแอป K PLUS

ผู้ที่สนใจสมัครต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ KATALYST โดยตอนนี้เปิดให้สมัครใช้งาน QR Payment API แล้ว ส่วนอีก 3 ตัวยังต้องรอต่อไป และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KBANK Open API

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110154

ธนาคารกสิกรไทยเปิดตัว KATALYST โตรงการที่ปรึกษาช่วยสตาร์ทอัพให้โตยาวๆ

ธนาคารกสิกรไทยเปิดตัว KATALYST (แคททะลิสต์) โครงการที่ช่วยเร่งศักยภาพสตาร์ทอัพที่มีของดีอยู่แล้วให้สามารถดำเนินธุรกิจในสเกลใหญ่ขึ้น และโตได้ยาวๆ

ในโครงการ KATALYST จะมีทีมเข้าไปให้คำปรึกษาด้านต่างๆ เช่น รูปแบบการทำธุรกิจ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ตลอดจนคำแนะนำการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยธนาคารกสิกรไทยได่ร่วมกับพันธมิตรของธนาคารและบริษัท Beacon Venture Capital ที่จะสนับสนุนเรื่องเงินลงทุนต่อด้วย

No Description

ปัจจุบันไทยมีสตาร์ทอัพกว่า 600 รายที่มาลงทะบียนกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA มีสตาร์ทอัพที่มีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนในปี 2560 จำนวน 31 ราย เป็นเงิน 106.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,350 ล้านบาท และในปี 2561 มีสตาร์ทอัพที่มีผู้ร่วมลงทุน 35 ราย เป็นเงิน 61.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,933 ล้านบาท จะเห็นว่ามีแนวโน้มที่ชะลอลง เนื่องจากสตาร์ทอัพไทยยังเติบโตไม่ทัน ซึ่งธนาคารหวังว่าโครงการนี้จะช่วยต่อยอดสตาร์ทอัพห้มีศักยภาพมากขึ้น

นางสาวขัตติยา อิทนทรวิชัย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ แต่ยังขาดความสามารถในการนำพาธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอดหรือโตขึ้นได้ นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการ KATALYST

นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เผยว่า สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ KATALYST จะมีโอกาสได้ทำแคมเปญกับธนาคารที่มีกลุ่มฐานลูกค้าอยู่ในมือมากกว่า 14.5 ล้านราย มีโอกาสได้รับเงินลงทุนเพิ่มจาก Beacon ขยายฐานธุรกิจไปยังต่างประเทศผ่านบริษัทเควิชั่นที่อยู่ในเครือธนาคารกสิกรไทย และมีโอกาสได้ทดลองเทคโนโลยีใหม่เพื่อทำโซลูช่นการชำระเงินร่วมกัน เช่น โซลูชั่น FastPay ระบบส่งยอดค้างจ่ายในระบบ FlowAccount ไปยังแอพ K PLUS SME, โอกาสศึกษาดูงานในต่างประเทศ, การได้รับคำปรึกษาด้านกฎหมายจาก Baker McKenzie เป็นต้น

นายสุปรีชาบอกเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่ได้เปิดรับสมัครทั่วไป แต่ถ้าสตาร์ทอัพรายใดมีไอเดียและผลงานที่สามารถต่อยอดผลิตถัณฑ์ของธนาคารได้ ก็ให้ส่งไอเดียเช้ามาที่ Facebook และเว็บไซต์ได้โดยตรงที่ katalyst.kasikornbank.com ถ้าทางธนาคารเห็นว่าไอเดียนั้นเข้าท่า จะมีทีมงานติดต่อกลับไปและร่วมทำงานกับสตาร์ทอัพนั้นๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นผลลัพธ์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/110136

K PLUS เพิ่มฟีเจอร์โอนเงินไปต่างประเทศ ปลายทางรับเงินเต็มไม่ถูกหักค่าธรรมเนียม

from:https://www.blognone.com/node/109785