คลังเก็บป้ายกำกับ: JOE_BIDEN

ไบเดนสั่งวัคซีนอีก 200 ล้านโดส รวม 600 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรอเมริกาทั้งประเทศแล้ว

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาแถลงมาตรการจัดหาวัคซีน COVID-19 ของสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าจะซื้อวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เพิ่มอีกรายละ 100 ล้านโดส (รวม 200 ล้านโดส) ทำให้ยอดสั่งซื้อวัคซีนของสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก 400 ล้านโดส เป็น 600 ล้านโดส

ตัวเลขนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาจะมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชากร 300 ล้านคน คนละ 2 เข็มแล้ว วัคซีนล็อตใหม่จะส่งมอบภายในช่วงฤดูร้อนกลางปีนี้

ไบเดนยังประกาศความคืบหน้าของแผนการฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสแรกให้ได้ภายใน 100 วันแรกที่รับตำแหน่ง ว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายมากในประวัติศาสตร์ แต่สหรัฐอเมริกาจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้ โดยหลังเขารับตำแหน่งมา 7 วัน สามารถขยายจำนวนวัคซีนที่กระจายให้รัฐต่างๆ ได้จาก 8.6 ล้านโดสต่อสัปดาห์ มาเป็น 10 ล้านโดสต่อสัปดาห์

No Description

ภาพโจ ไบเดน ฉีดวัคซีนเข็มแรกของ Pfizer เมื่อเดือนธันวาคม 2020 [Shutterstock]

ที่มา – Whitehouse, Whitehouse

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120839

Biden เดินหน้าเต็มสูบ ผลักดันนโยบาย Buy American กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่

หลัง Joe Biden ชูนโยบาย made in all of America เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้มีการลงทุนกับภาคการผลิตในประเทศภายใต้นโยบาย buy American ตอนนี้เขาทำตามสัญญาแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เขาก็เริ่มงานด้วยการจัดการควบคุมโควิดระบาดก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยมาตรการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวันนี้ก็ถึงเวลากลับมาสร้างกระดูกสันหลังของชาติอเมริกันให้แข็งแรง ทั้งภาคการผลิต แรงงาน และชนชั้นกลาง 

ก่อนหน้านี้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ถือเป็นกลไกหลักในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศ ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังจะกลับมาใช้นโยบายผลิตในอเมริกา (Made in America) ใช้เงินจากผู้เสียภาษีเพื่อสร้างชาติอเมริกันอีกครั้ง เราจะซื้อสินค้าอเมริกันและสนับสนุนงานอเมริกัน เพื่อแรงงานอเมริกัน ในทุกๆ ปี สหรัฐฯ จะใช้จ่ายเงินราวๆ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 17 ล้านล้านบาท​เพื่อการจัดซื้อ ต่อจากนี้ เงินที่ใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อก็เพื่อการสนับสนุนงานให้กับคนอเมริกัน เพื่อธุรกิจอเมริกัน 

ปี 2018 แค่ปีเดียว รัฐบาลใช้จ่ายเงินสำหรับกระทรวงกลาโหมไปราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ กับผู้ผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญาจากต่างประเทศ เกือบ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หมดไปกับเครื่องยนต์และยานพาหนะจากต่างประเทศแทนที่จะมาจากบริษัทอเมริกันเอง ภายใต้การบริหารดังกล่าว รัฐเซ็นสัญญากับบริษัทต่างประเทศเพิ่มขึ้น 30% ทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลง 

Joe Biden โจ ไบเดน
Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ภาพจาก Twitter Presiden Biden

สิ่งแรกที่ Biden มุ่งทำคือ Build Back Better Recovery Plan คือการลงทุนกับแรงงานอเมริกันมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวให้ดีขึ้น ต้องมีการจัดซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น ภายใต้แผนนี้ สหรัฐฯ จะลงทุนนับแสนล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้ซื้อสินค้าอเมริกัน วัตถุดิบที่ผลิตจากอเมริกา สหรัฐฯ จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ต้องมีการจ้างงานนัยล้านตำแหน่ง ใช้สินค้าจากอเมริกัน เทคโนโลยีอเมริกัน 

สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อให้มีการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น สหรัฐฯ จะลงทุนอย่างหนักเพื่อการวิจัยและพัฒนานับแสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำให้นวัตกรรมของสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี AI เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้าะผลิตในอเมริกาโดยคนอเมริกัน เพื่อให้เกิดการสร้างงานนับล้านตำแหน่งทั้งในส่วนของยานยนต์ พลังงานสะอาด 

การลงนามคำสั่งพิเศษ Buy American จะมีการพัฒนาเงื่อนไขในการจัดซื้อมากขึ้น เช่น ถ้าซื้อยานพาหนะมาใช้งานในภาครัฐ ต้องมีการแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์นั้นเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตในอเมริกาอย่างน้อย 50% แค่เพียง 50% ก็ถือว่าอยู่ในอัตราที่เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนและปรับกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งก็รวมทั้งการจัดซื้อของภาครัฐ เพื่อรับรองว่าเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ทำได้

จากการลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีดังกล่าว เพื่อให้สหรัฐฯ ทำเพื่ออนาคตของอเมริกาและเพื่อคนงานอเมริกามากขึ้น สรุปได้ ดังนี้ 

  • การจัดซื้อของภาครัฐ จะต้องมีการจัดซื้อที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และบริการที่มาจากการผลิตในอเมริกา บริษัทอเมริกา เพื่อช่วยธุรกิจและสร้างงานให้คนอเมริกันเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยอยู่ในอัตรา 50% ขึ้นไป
  • กฎหมายผลิตในอเมริกา (Made in America Laws นี้ ใช้เป็นกฎเกณฑ์ นโยบายเพื่อทำให้เกิดการซื้อสินค้าของอเมริกาเพื่อคนอเมริกันเพิ่มมากขึ้น 
  • สำนักงานการบริหารและงบประมาณของสหรัฐ​ (OMB) ต้องจัดตั้ง Made in America Office ขึ้น โดยมีผู้อำนวยการ OMB เป็นคนแต่งตั้งผู้อำนวยการ Made in America ขึ้นมา ใช้ระยะเวลา 45 วัน 
  • ไบเดนประกาศ รถยนต์ทุกคันของรัฐบาลต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น รถยนต์ของรัฐบาลกลางจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะต้องผลิตในสหรัฐอเมริกาด้วยแรงงานของคนอเมริกัน
  • ไบเดนชูนโยบาย Made in all of America และ Buy American สานประโยชน์ทุกกลุ่ม ทุกสีผิว

 ที่มา – The White House (1), (2), Build Back Better

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden เดินหน้าเต็มสูบ ผลักดันนโยบาย Buy American กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-ensure-america-future-with-buy-american-policy/

ไบเดนประกาศ รถยนต์ทุกคันของรัฐบาลต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46
Joe Biden (โจ ไบเดน) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ภาพจาก The White House

ไบเดนผลักดัน EV เริ่มต้นที่รถยนต์ของรัฐบาล

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า รถยนต์ของรัฐบาลกลางจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะต้องผลิตในสหรัฐอเมริกาด้วยแรงงานของคนอเมริกัน นี่ถือเป็นนโยบายใหม่ที่อยู่ภายใต้แผน Buy American ที่เป็นคำสั่งของประธานาธิบดีโดยตรง (executive order) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

บริษัทที่ผลิตและประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงในครั้งนี้ คือ Tesla, GM, Nissan และ Ford

The Verge รายงานว่า Ford เตรียมลงทุนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนด้านของ GM เปิดเผยว่าจะลงทุนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไร้คนขับกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์

ข้อมูลในปี 2019 ระบุว่า ยานพาหนะของรัฐบาลกลางสหรัฐมีทั้งหมดกว่า 645,000 คัน แบ่งเป็นยานพาหนะพลเรือน 245,000 คัน ยานหาพนะทางการทหาร 173,000 คัน และยานพาหนะสำหรับขนส่งไปรษณีย์ 225,000 คัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการระบุวันเวลาที่แน่ชัดว่าแผนการเปลี่ยนผ่านรถยนต์ของรัฐบาลสหรัฐไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะเริ่มต้นเมื่อใด

ที่มา – The Verge, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไบเดนประกาศ รถยนต์ทุกคันของรัฐบาลต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-ev-full-government-fleet/

รัฐบาลไบเดน ประกาศรถของรัฐบาลกลางทั้งหมดต้องเป็นรถ EV ผลิตในสหรัฐฯ

รัฐบาลของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้ยานพาหนะของรัฐบางกลางเป็น EV ทั้งหมด โดยการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งบริหาร “Made In America” ซึ่งกำหนดให้การใช้จ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลต้องไปถึงธุรกิจอเมริกันและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอเมริกา กระตุ้นการสร้างงานในประเทศ

ยานพาหนะของรัฐบาลกลางในปัจจุบันคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 645,000 คัน โดยรัฐบาลไม่ได้บอกรายละเอียดไทม์ไลน์ชัดเจนว่าจะเริ่มเปลี่ยนรถเมื่อไร ซึ่งนี่อาจเป็นข่าวดีของผู้ผลิตรถในสหรัฐฯ เช่น Tesla, Rivian, Lordstown รวมถึง Ford และ General Motors ที่เริ่มลงทุนในรถ EV โดย Ford เคยประกาศจะลงทุนกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ส่วน GM จะทุ่มงบ 27,000 ล้านดอลลาร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองไปจนถึงปี 2025

ไบเดนยังบอกด้วยว่า จะเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถ EV แต่ยังไม่มีแผนการเพิ่มเติม

No Description

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/120806

ภารกิจ 100 วันแรกของ Joe Biden และ 7 เรื่องใหญ่ที่ผู้นำโลกให้ความสำคัญ

Joe Biden กับภารกิจ 100 วันแรกที่เขาต้องทำ เรียกได้ว่างานหนัก สาหัสจริงๆ สำหรับ Biden เหนื่อยตั้งแต่ก่อนทำพิธีสาบานตนด้วยซ้ำ Biden มีแผนที่ตั้งใจทำทันที 7 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน 

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46
ภาพจาก The White House

Biden กับภารกิจ 7 เรื่องใหญ่ที่ตั้งใจสะสาง

  1. โควิด-19 ปัญหาใหญ่ที่หลายประเทศมี

เรื่องแรกที่ Biden เลือกทำก็เป็นไปตามความคาดหวังของผู้คน นั่นก็คือปัญหาโควิดระบาดที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯ และยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ สิ่งแรกที่ Biden เลือกทำ คือการกลับเข้าสู่ความร่วมมือภายใต้กรอบองค์การระหว่างประเทศ WHO หรือองค์การอนามัยโลก ที่ทรัมป์ทิ้งโลกไว้ข้างหลังด้วยการถอนตัวออกจาก WHO และการเข้าร่วมโครงการ COVAX โครงการเสาหลักแห่งวัคซีน เพื่อช่วยประเทศที่เข้าถึงวัคซีนยาก สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเป็นประเทศที่มีอิทธิพลหรือประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางการเงินเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ 

  1. วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ไบเดนจะจัดการเรื่องนี้จริงจังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะให้คนทำงานชาวอเมริกันและธุรกิจต่างๆ หันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่ Biden จะกลับเข้าสู่สนธิสัญญาด้านสภาพอากาศ (Paris Climate Accord) หลังทรัมป์ถอนตัวออกมา 

  1. ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ 

Joe Biden ตั้งใจทำให้ชาติมีความเท่าเทียมกันในทางโอกาสมากขึ้น ปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากโดยเฉพาะในสมัยทรัมป์ กระแสต้านการเหยียดสีผิวจุดติดโดยเฉพาะจากกรณีเจ้าหน้าที่อเมริกันยิง จอร์จ ฟลอยด์ เสียชีวิตโดยมีปมปัญหามาจากการเหยียดสีผิวเป็นสำคัญ เรื่องนี้ Biden สะท้อนผ่านการเลือกบุคลากรเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งการเลือกรัฐมนตรีกลาโหมผิวสีคนแรก และยังมีรองประธานาธิบดีอย่างแฮร์ริส ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางเพศและความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ เพราะเธอเป็นทั้งผู้หญิงผิวดำเชื้อสายอินเดียคนแรกและยังเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกด้วย 

Joe Biden v.s. Kamala Harris
ภาพจาก The White House
  1. ปัญหาเศรษฐกิจ

เรื่องใหญ่ที่ต้องสะสางไม่แพ้เรื่องอื่นคือเรื่องเศรษฐกิจ Joe Biden จัดใหญ่ทุ่มงบกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่กับแผน American Rescue Plan ซึ่งก็มีทั้งเงินให้เปล่า เงินทุนช่วยเหลือทั้งสำหรับโรงเรียนและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งก็ทำให้ Golman Sachs ถึงขั้นปรับคาดการณ์เพราะเห็นอนาคตทางเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น 

การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวของ Biden ก็เพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 สร้างงานในอเมริกาหลังจากที่ตกงานอย่างหนักหลายสิบล้านคน

  1. สาธารณสุข

ประเด็นนี้ต้องบอกว่า Biden ให้ความสำคัญมากจริงๆ เนื่องจากประชาชนประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะสมัยทรัมป์ที่พยายามยกเลิกโอบามาแคร์ นี่คือหายนะที่ทรัมป์ทิ้งไว้ Biden เตรียมออก Affordable Care Act เพื่อทำให้ทุกคนเข้าถึงสาธารณสุขได้ ลดต้นทุนการรักษาพยาบาลที่สหรัฐฯ มีค่ารักษาแพงอันดับต้นๆ ของโลก และทำให้ระบบการรักษาสุขภาพมีความซับซ้อนน้อยลง 

  1. เรื่องคนเข้าเมือง 

Biden เตรียมปฏิรูประบบคนเข้าเมือง โดยเริ่มจากยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศสำหรับคนมุสลิมจาก 7 ประเทศ แผนปฏิรูปดังกล่าวก็เพื่อทำให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แข็งแกร่งขึ้นและรุ่งเรืองมากขึ้นด้วยการสร้างความยุติธรรมให้กับคนในประเทศ ทำระบบคนเข้าเมืองเพื่อทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ให้ประชาชนเดินทางข้ามประเทศไปมาหากันได้เพื่อมาช่วยกันสร้างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

อเมริกา America
Photo by Eliel Thomaz on Unsplash
  1. ปรับจุดยืนอเมริกาที่มีต่อประชาคมโลกให้ดีขึ้น

Biden เตรียมฟื้นฟูภาพลักษณ์และจุดยืนประเทศที่มีต่อประชาคมโลกให้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลกและอีกค่านิยมหลักที่อเมริกันเชิดชู ก็คือประเด็นสิทธิมนุษยชน ตลอดจนช่วยทำให้ชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นชนชั้นหลักที่ Biden มองว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงโควิดระบาดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น 

ที่มา – The White House 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ภารกิจ 100 วันแรกของ Joe Biden และ 7 เรื่องใหญ่ที่ผู้นำโลกให้ความสำคัญ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-first-100-days-and-priorities-plan/

อเมริกากลับมาแล้ว! Biden กลับเข้าสู่ความร่วมมือ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เป็นประธานาธิบดี

Joe Biden ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา กำลังคืนความภูมิใจของพลเมืองในประเทศและประชาคมโลกในสถานะบทบาทผู้นำโลกอีกครั้ง ด้วยการกลับเข้ามาร่วมมือ สนับสนุน WHO องค์การอนามัยโลก ช่วยโลกสู้โควิด-19 ระบาด

ไฟแรง! วันแรกก็เริ่มงานใหญ่ งานสำคัญของประธานาธิบดีแล้ว

สำหรับ Biden ต้องเรียกว่าไฟแรงเกินอายุ แม้กำลังจะเข้าสู่วัย 80 ปีในอีกไม่นาน แต่ความเป็นผู้นำมหาอำนาจโลกที่แบกภาระบนบ่าที่ใหญ่เกินตัวขนาดนี้ แค่วันแรกก็สร้างความประทับใจให้ผู้คนแล้ว Biden ยืนยันว่า เขาจะตัดสินใจทำตรงข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์เคยทำ (ล้มเหลว)

สิ่งแรกที่ Biden เลือกทำสำหรับการเป็นประธานาธิบดี คือการเอาแผนถอนตัวออกจาก WHO ที่ทำไว้ในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ออก โดย Anthony Fauci (แอนโทนี ฟอซี) ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมผู้บริหารระดับสูงตามแผนที่ Biden-Harris กำหนดไว้ด้วย

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46
Joe Biden (โจ ไบเดน) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ภาพจาก The White House

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศตัดความสัมพันธ์กับองค์การอนามัยโลกในช่วงกลายเดือนพฤษภาคม โดยอ้างว่า WHO ถูกจีนครอบงำ ทั้งที่การถอนตัวดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากว่าเป็นท่าทีที่อันตราย เนื่องจากโลกกำลังประสบปัญหากับโรคระบาดอย่างสาหัสและสหรัฐฯ ก็คือผู้ให้ทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของ WHO

คนจริง 2021: Biden ทำตามสัญญาตั้งแต่สมัยเป็นแคนดิเดต

Biden เคยประกาศผ่านทวิตเตอร์สมัยที่ยังเป็นแคนดิเดตว่า เขาจะกลับมาร่วมมือกับ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้เป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้ กระบวนการถอนตัวออกจาก WHO จะใช้ระยะเวลา 12 เดือนและจะมีผลบังคับในวันที่ 6 กรกฎาคม 2021 นี้ 

การควบคุมโควิด-19 เป็นสิ่งที่เขาเลือกทำ ทั้งการขยายการตรวจโรค การกลับไปเปิดโรงเรียนให้เด็กนักเรียนไปเรียนได้อย่างปลอดภัย ธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้ เร่งจัดการเรื่องวัคซีน และกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับ WHO โดยทันที แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้โลกรับมือกับโรคระบาดได้

หลังจากที่ Tedros ผู้อำนวยการ WHO เห็นว่าสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ความร่วมมือ เขาก็บอกว่า WHO คือครอบครัวของประเทศชาติ เรายินดีที่เห็นสหรัฐฯ ยังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราคือครอบครัวเดียวกัน 

โดย Anthony Fauci ได้เผยแถลงการณ์ถึง WHO ว่า เขาได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนจากสหรัฐฯ ในนามของรัฐบาล Biden-Harris และในฐานะหัวหน้าทีมที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของประธานาธิบดี Biden 

ฟอซีเป็นตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์ ตัวแทนบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ผู้ร่วมต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จากนั้นฟอซีก็พูดถึงความเหนื่อยยากที่โลกตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัสมาด้วยกันและประกาศว่า สหรัฐฯ จะยังคงสถานะสมาชิกองค์การอนามัยโลกต่อไป เมื่อวานนี้ (20 มกราคม 2021) Biden ได้ลงนามในจดหมายเพื่อดึงเรื่องถอนตัวออกจาก WHO กลับไป จดหมายฉบับนั้นได้ส่งต่อมายังผู้อำนวยการ WHO แล้ว 

Anthony Fauci พูดถึง Biden กลับเข้าสู่ WHO
Anthony Fauci พูดถึง Biden กลับเข้าสู่ WHO

สหรัฐฯ จะให้ความร่วมมือทั้งทางการเงิน ทั้งทางเทคนิค และสานสัมพันธ์กับ WHO ต่อไป สหรัฐฯ จะร่วมมือที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรับมือกับโควิด-19 และประธานาธิบดี Biden ยังเตรียมร่วมมือกับโครงการ COVAX เสาหลักแห่งการเข้าถึงวัคซีน

ด้าน Tedros แห่ง WHO นอกจากจะกล่าวคำขอบคุณ ซาบซึ้งที่อเมริกายังเห็นเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ ยังมีแถลงการณ์ขอบคุณประธานาธิบดี Biden ที่จะเข้ามาร่วมอยู่ใน WHO และยังเห็นด้วยที่จะมาเข้าร่วมโครงการ COVAX เสาหลักแห่งวัคซีนซึ่งเป็นโครงการของ WHO ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประเทศที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีน สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วและง่ายขึ้น

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวขอบคุณ Biden ที่กลับมาร่วมมือกับ WHO
ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวขอบคุณ Biden ที่กลับมาร่วมมือกับ WHO และเข้าสู่โครงการ COVAX

ผู้อำนวยการ WHO กล่าวขอบคุณประธานาธิบดี Biden และรองประธานาธิบดี Harris ผ่านทวีตข้อความเขาอีกครั้ง

ที่มา – Yahoo, The Verge, The White House, HHS, WHO

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อเมริกากลับมาแล้ว! Biden กลับเข้าสู่ความร่วมมือ WHO ตั้งแต่วันแรกที่เป็นประธานาธิบดี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/biden-restore-relationship-with-who-immediately/

เปิดเบื้องหลังชุดสีม่วงในพิธีสาบานตน Biden-Harris สีแห่งความกลมเกลียวของการเมืองสหรัฐฯ

เปิดเบื้องหลังชุดสีม่วงในพิธีสาบานตนของ Joe Biden และ Kamala Harris สีที่มีที่มาจากการผสมสีแดง และน้ำเงิน ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามของการเมืองอเมริกัน สื่อถึงความกลมเกลียวกันในชาติ

พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี ของ Joe Biden และ Kamala Harris เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นเส้นตายของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในการปกครองจากประธานาธิบดีคนเก่าอย่าง Donald Trump แล้ว ยังเป็นการสัญลักษณ์ในการเริ่มทำงานของประธานาธิบดีคนใหม่ด้วยเช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่จับตามองในวันพิธีสาบานตน นั่นคือการแต่งกายของบุคคลสำคัญต่างๆ ที่มาร่วมงาน โดยในครั้งนี้เราได้เห็นบุคคลสำคัญหลายๆ คนแต่งกายด้วยชุดสีหลักๆ 3 สีด้วยกัน นั่นคือ สีม่วง สีแดง และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความหมายซ่อนอยู่

สำหรับ Joe Biden ประธานาธิบดีมาในชุดเสื้อสูทสีน้ำเงิน พร้อมด้วยหน้ากากอนามัยสีเข้าชุดทำจากผ้าไหม และ Jill Biden สุภาพสตรีหมายเลข 1 มาในชุดสีโทนฟ้าน้ำเงิน ซึ่งผู้ออกแบบชุดของ Joe Biden เล่าว่าต้องการใช้สีน้ำเงินในการแสดงถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และความมั่นคง

Kamala Harris ในฐานะรองประธานาธิบดีหญิงผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และ Hillary Clinton อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 มาในชุดสีม่วงสด ในขณะที่บุคคลสำคัญรายอื่นๆ ใส่ชุดสีแดง และน้ำเงิน

สีม่วง สีแห่งความกลมเกลียวของการเมืองอเมริกัน

Hillary Clinton อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา เล่าถึงเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ของสีม่วงว่า เกิดจากสิ่งที่ Joe Biden ต้องการ คือความกลมเกลียวกันของคนอเมริกัน (Unity) ซึ่งสีแดง และสีน้ำเงิน ที่แบ่งแยกขั้วทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา เมื่อรวมกันแล้วจะได้เป็นสีม่วง ซึ่งเธอต้องการส่งสัญญะบางอย่างว่าเป็นช่วงเวลาที่คนต้องสามัคคีกัน

ด้าน Jonathan Cohen ดีไซน์เนอร์ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบชุดของ Jill Biden สุภาพสตรีหมายเลข 1 ได้โพสต์ภาพบน Story Instagram ส่วนตัวของเขาว่า สีแดง + สีน้ำเงิน = สีม่วง เป็นช่วงเวลาแห่งความกลมเกลียว ไม่ใช่การสู้กันระหว่างสีแดง กับสีม่วง

นอกเหนือจาก Kamala Harris และ Hillary Clinton แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอื่นๆ ที่เลือกสวมใส่ชุดสีม่วงในโทนต่างๆ เช่นเดียวกัน คือ Michelle Obama และ Laura Bush

สีม่วงจะแสดงสัญญะถึงความกลมเกลียวกันของการเมืองสหรัฐอเมริกาแล้ว Kamala Harris อาจยังต้องการสื่อถึงความเคารพ Shirley Chisholm ผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับการเลือกเข้าไปทำงานในสภาคองเกรส ซึ่งสีม่วงเป็นสีของชุดที่เธอเคยใส่ และสีประจำแคมเปญการหาเสียงของเธอด้วย

นอกจากชุดสีม่วงที่ Kamala Harris สวมใส่จะสื่อถึงความกลมเกลียวของการเมืองสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นการรวมสีระหว่างสีแดง และน้ำเงินซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามทางการเมืองแล้ว ชุดสีม่วงที่เธอสวมใส่ยังเป็นผลงานการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชาวผิวดำสองคน นั่นคือ Rogers ดีไซน์เนอร์ผิวดำจาก Baton Rouge และ Hudson จาก South Carolina

นอกจากนี้ยังมี Lady Gaga ผู้ที่ทำหน้าที่ร้องเพลงชาติของสหรัฐอเมริกา ที่สวมใส่เสื้อสีน้ำเงิน พร้อมกับกระโปรงสีแดง และยังมีเข็มกลัดรูปนกพิราบคาบกิ่งต้นมะกอกที่ติดอยู่บนเสื้อ ที่สื่อถึงความสงบและสันติภาพอีกด้วย

ที่มา – usatoday, (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดเบื้องหลังชุดสีม่วงในพิธีสาบานตน Biden-Harris สีแห่งความกลมเกลียวของการเมืองสหรัฐฯ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kamala-harris-purple-dress/

Biden: ชัยชนะของประชาธิปไตย ยืนหยัดรับใช้ประชาชน รับฟังทุกคนไม่เลือกข้าง

Joe Biden และ Kamala Harris เข้าพิธีสาบานตนรับใช้ชาติอเมริกันเรียบร้อย ราบรื่น

Biden เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 และรองประธานาธิบดีแฮร์ริสเป็นผู้หญิงคนแรกและเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกแห่งประวัติศาสตร์สำหรับตำแหน่งนี้  

ประชาธิปไตยล้ำค่า เปราะบาง แต่ในที่สุดก็คว้าชัยชนะได้

Biden กล่าวสุนทรพจน์หลังทำพิธีสาบานตนว่า วันนี้เป็นวันของอเมริกา เป็นวันแห่งประชาธิปไตย วันแห่งประวัติศาสตร์และวันแห่งความหวัง วันแห่งการเริ่มต้นใหม่และวันแห่งการแก้ไข ตลอดห้วงเวลาแห่งการหล่อหลอมประเทศอเมริกา นี่คือบททดสอบใหม่ เป็นความท้าทายของอเมริกา วันนี้ เรามาร่วมฉลองชัยชนะ เจตจำนงของประชาชนถูกรับฟังแล้ว ได้รับการใส่ใจแล้ว 

เราได้เรียนรู้อีกครั้งหนึ่งว่าประชาธิปไตยนั้นล้ำค่ายิ่ง ประชาธิปไตยนั้นเปราะบางและชั่วโมงนี้ ประชาธิปไตยได้รับชัยชนะแล้ว

Biden กล่าวประณามความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นในแคปิตอล ที่พยายามสั่นคลอนรากฐานของอเมริกา เราร่วมอยู่เป็นชาติเดียวกันภายใต้พระเจ้าที่มิอาจแบ่งแยกได้ เพื่อให้เราถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบสันติอย่างที่เคยดำเนินมายาวนานสองศตวรรษแล้ว เขากล่าวขอบคุณผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขาจากทั้งสองพรรคที่มาปรากฏตัวอยู่ในพิธีสาบานตน ขอบคุณประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ที่ได้คุยกันเมื่อค่ำวานนี้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันในวันนี้แต่ก็เคารพเขาในห้วงเวลาที่รับใช้ชาติ

Joe Biden โจ ไบเดน สาบานตน Inauguration
WASHINGTON, DC – JANUARY 20: Joe Biden is sworn in as U.S. President during his inauguration on the West Front of the U.S. Capitol on January 20, 2021 in Washington, DC. During today’s inauguration ceremony Joe Biden becomes the 46th president of the United States. (Photo by Alex Wong/Getty Images)

เขาขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ ต่อจากนี้เราจะเร่งเครื่องเดินหน้าทำภารกิจทั้งหลายที่รออยู่ ทั้งซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยาและสรรค์สร้าง ในอดีต ประเทศชาติเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เราเผชิญหลายเท่า ไวรัสทำให้เราสูญเสียชีวิตผู้คนภายในหนึ่งปีพอๆ กับสูญเสียชีวิตผู้คนทั้งหมดจากสงครามโลกครั้งที่สอง สูญเสียงานนับล้านตำแหน่ง ธุรกิจปิดตัวนับแสน ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติที่เราร้องหามากว่า 400 ปี ความฝันเรื่องความยุติธรรมสำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สิ่งต้องรอคอยอีกต่อไป

ความสุดโต่งทางการเมือง การเหยียดสีผิว การเชิดชูคนผิวขาว การก่อการร้ายในประเทศเป็นสิทงที่เราต้องเผชิญและเราอาจจะพ่ายแพ้ เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณ เพื่อความมั่นคงของอเมริกาที่ต้องใช้มากกว่าคำพูด มันคือความยากเย็นที่สุดของประชาธิปไตย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Biden พูดถึงการประกาศเลิกทาสของอับราฮัม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่บังคับใช้ในวันปีใหม่ ปี 1863 เมื่อเขาลงนามในคำประกาศ เขากล่าวว่า ถ้าชื่อของเขาได้บันทึกลงในประวัติศาสตร์แล้ว มันหมายถึงการกระทำและจิตวิญญาณของเขาทั้งหมดได้ประทับไว้ในที่นี้ด้วย เช่นเดียวกัน Biden กล่าวว่า จิตวิญญาณเขาก็อยู่ในนี้เช่นกัน ทำให้ประชาชนร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้ชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สหรัฐอเมริกา America
Photo by Ferdinand Stöhr on Unsplash

เขาขอให้ชาวอเมริกันร่วมกันต่อสู้กับศัตรูที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งความโกรธเกรี้ยว ความคับแค้นใจ ความเกลียดชัง ความสุดโต่ง ความไร้กฎหมาย ความรุนแรง โรคระบาด การตกงาน การไร้ความหวัง ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะทำให้สหรัฐฯ ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ สิ่งที่สำคัญ

เราสามารถทำผิดได้ เราสามารทำให้ผู้คนมีงานทำที่ดีได้ เราสามารถสอนเด็กในโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย เราสามารถเอาชนะไวรัสได้

เราจะฟื้นฟูชนชั้นกลาง ทำระบบประกันสุขภาพเพื่อประชาชนทุกคน ส่งต่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ เราสามารถสร้างอเมริกาให้เป็นขุมกำลังที่ดีของโลกได้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติประสบความสำเร็จได้ มันอาจจะดูเหมือนฝันไปที่จะพูดเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในห้วงยามนี้ การแบ่งขั้วในประเทศนั้นหยั่งรากลึก นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์ของเราต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม การเหยียดเชื้อชาติ ความชาตินิยม ความกลัว เหล่านี้แบ่งเราให้แยกออกจากกัน เรายังสู้ต่อไป 

ตลอดห้วงสงครามกลางเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ สงคามโลก วินาศกรรม 9/11 ล้วนยากลำบาก มีทั้งความเสียสละ ความพ่ายแพ้ ความดีงามของเราทำให้เราคว้าชัยชนะได้เสมอมา ในทุกห้วงขณะที่เราผ่านพ้นมา มันมากเพียงพอที่จะทำให้เราไปด้วยกันเพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้าต่อไปได้

ทั้งประวัติศาสตร์ ความศรัทธาและเหตุผลทั้งมวลแสดงให้เห็นถึงวิถีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเรา เราไม่มองคนอื่นเป็นศัตรูแต่เป็นเพื่อนบ้าน ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน หยุดตะโกนใส่กันด้วยความเดือดดาล ถ้าเราไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มันก็ไร้ซึ่งความสงบสุข มีแต่ความโกรธแค้น ขุ่นเคือง ไม่ก้าวไปข้างหน้ามีแต่ความเหนื่อยล้าจากความโกรธแค้น ไม่มีชาติ มีเพียงความวุ่นวาย นี่คือห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของวิกฤตและความท้าทาย รวมกันเป็นหนึ่งเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าเราทำได้เช่นนี้ เขารับประกันได้ว่าชาติเราจะไม่ล้มเหลว อเมริกาไม่เคยล้มเหลวเมื่อเราร่วมมือร่วมใจกัน

America อเมริกา
Photo by Josh Johnson on Unsplash

ยืนหยัดต่อสู้ความทุกข์ยาก เป็นประธานาธิบดีเพื่ออเมริกันทุกคน

จงฟังผู้อื่น ดูผู้อื่น แสดงความเคารพต่อผู้อื่น การเมืองไม่จำเป็นต้องไม่ลุกเป็นไฟ เผาทำลายทุกสิ่ง ทุกความเห็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกัน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงคราม เราต้องปฏิเสธวัฒนธรรมที่สร้างความรุนแรง อเมริกันต้องดีกว่านี้ เขาเชื่อว่า อเมริกาดีกว่านี้ได้

108 ปีที่แล้ว ในวันสาบานตน มีผู้คนนับพันออกมาประท้วงและพยายามกีดกันผู้หญิงที่มีความกล้าหาญที่ต้องการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง วันนี้ ผู้หญิงคนแรกที่สาบานตน คือผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส อย่าบอกเขาว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

Biden ประณามการก่อความรุนแรงในแคปิตอลที่ผ่านมา ความรุนแรงที่พยายามจะยุติหนทางประชาธิปไตยของอเมริกา มันไม่น่าเกิดขึ้นได้ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ เขายืนยันจะเป็นประธานาธิบดีสำหรับชาวอเมริกันทุกคนซึ่งรวมทั้งคนที่ไม่สนับสนุนเขา เขาขอให้ประเทศก้าวหน้าต่อไป แม้จะมีคนไม่เห็นด้วย นั่นก็คือประชาธิปไตย นั่นคืออเมริกา มีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยอย่างสันติ นี่อาจจะเป็นความยิ่งใหญ่ของชาติเรา การไม่เห็นด้วยต้องไม่นำไปสู่ความแตกแยก

เขาจะเป็นประธานาธิบดีของทุกคน เขาจะต่อสู้อย่างหนักเพื่อคนที่ไม่สนับสนุนเขาให้เท่าๆ กับคนที่สนับสนุนเขา นักบุญที่โบสถ์เขานิยามถึงเป้าหมายร่วมกันที่เรารักมีหลายอย่างมากมาย เป้าหมายร่วมที่เราเรา ที่นิยามอเมริกันชนคือโอกาส ความมั่นคง เสรีภาพ ศักดิ์ศรี ความเคารพซึ่งกันและกัน เกียรติภูมิและความจริง

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้มีบทเรียนที่สอนให้เราได้เรียนรู้ความเจ็บปวด คือความจริงและความหลอกลวง ความหลอกลวงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ เราทุกคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หน้าที่พลเมือง และผู้นำที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญและชาติ เพื่อยืนหยัดเพื่อความจริง ต่อสู้กับความหลอกลวง 

เขาเข้าใจความกลัวของคนอเมริกัน ความกลัวเมื่อนึกถึงอนาคต ความกังวลเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เราต้องยุติสงครามแห่งความป่าเถื่อน ยุติการต่อสู้ระหว่างนำ้เงินกับแดง ชนบทกับเมือง อนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม ถ้าเราทำให้จิตวิญญาณของเราเปิดกว้าง เราจะอดทนอดกลั้น อ่อนน้อมถ่อมตน ยินดีที่จะเข้าใจผู้อื่น ประเทศเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น มีความพร้อมมุ่งสู่อนาคตมากขึ้น เราจะผ่านมันไปด้วยกัน โลกกำลังเฝ้าดูอยู่

Biden ใช้โอกาสในการกล่าวคำสาบานตนพูดถึงมิตรประเทศทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาผ่านวาระ America first ของโดนัลด์ ทรัมป์ว่า เราจะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับชาติพันธมิตรและประชาคมโลกอีกครั้ง นี่เป็นความท้าทายของเรา 

จากนั้นเขาก็ขอให้ทุกคนร่วมกันไว้อาลัยให้แก่ทุกชีวิตที่จากโลกนี้ไปเพราะโรคระบาด กว่า 400,000 คนที่จากไป มีทั้งคนที่เป็นพ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูกชาย ลูกสาว เพื่อน เพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมงาน เราจะทำให้เขาเห็นว่าชาติของเราจะมุ่งไปในทิศทางที่ควระเป็น นี่คือห้วงเวลาแห่งการทดสอบ เรากำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีประชาธิปไตย การทำลายข้อเท็จจริง ไวรัสที่ระบาดอย่างหนัก ความไม่เท่าเทียมที่มีมากขึ้น การเหยียดเชื้อชาติ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ บทบาทสหรัฐ

Biden จะปกป้องรัฐธรรมนูญ ปกป้องประชาธิปไตย ปกป้องอเมริกา รับใช้ประชาชนทุกคน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม เขียนอเมริกาด้วยความหวัง ไม่ใช่ความกลัว เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่การแบ่งแยก 

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46

เส้นทางชีวิตกว่าจะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46: Joe Biden

กว่า Joe Biden จะคว้าเก้าอี้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ไม่ง่าย วันนี้เขาได้ทำพิธีสาบานตนขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศคนที่ 46 แล้ว ย้อนดูเส้นทางชีวิตของเขากัน

ปี 1942 เส้นทางชีวิตของเขาล้มลุกคลุกคลานมามาก เริ่มตั้งแต่เกิดมา แม้จะอยู่ในสถานะคนชั้นกลาง แต่สถานภาพทางเศรษฐกิจในครอบครัวค่อนข้างยากลำบาก จนสิบขวบเขาก็เริ่มย้ายที่อยู่อาศัยจากรัฐเพนซิลเวเนียสู่รัฐเดลาแวร์ สถานะทางการเงินเริ่มดีขึ้น เขาใช้ชีวิต ศึกษา เติบโตและอยู่ที่นี่มาตลอด

ปี 1966 พออายุ 20 ปีกว่าๆ เขาก็เริ่มสร้างชีวิตครอบครัวกับเนลเลีย ฮันเตอร์ มีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกชาย 2 คนคือโจเซฟ อาร์ โบ ไบเดน (เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งตอนปี 2015 เป็นคนที่ไบเดนคาดหวังอยากให้เป็นประธานาธิบดีและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ด้วย)

โรเบิร์ต ฮันเตอร์ ไบเดน (ชายหนุ่มผู้มีข่าวฉาวเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวและธุรกิจกับยูเครนและภาษี จนต้องเก็บตัวเงียบเพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ Biden ถูกโจมตีช่วงหาเสียง) และลูกสาวคนเล็ก นาโอมิ คริสตินา

ปี 1972 หลังจาก Biden เริ่มชีวิตด้วยอาชีพทนายความ จากนั้นเขาก็เข้าสู่แวดวงการเมืองและชนะเลือกตั้งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอายุน้อยที่สุดด้วยวัย 29 ปีแห่งรัฐเดลาแวร์ ดีใจได้เพียง 1 สัปดาห์ ภรรยาและลูกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่งผลให้ภรรยาและลูกสาวคนเล็กเสียชีวิต ส่วนลูกชายสองคนบาดเจ็บสาหัส เขาเกือบปิดฉากเส้นทางการเมืองเพื่อไปดูแลลูก แต่ก็ถูกโน้มน้าวให้ทำงานต่อไป

Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
Joe Biden โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภาพจาก Twitter Joe Biden

ปี 1977 ห้าปีให้หลังการเสียชีวิตของภรรยาและลูกสาว เขาแต่งงานกับ Jill Tracy Jacobs และมีลูกสาว 1 คน ชื่อแอชลีย์ เบลเซอร์ และ Joe Biden ก็ไม่ทำให้ผิดหวังสำหรับเส้นทางการเมืองที่เขาเลือก เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา 7 สมัย (ปี 1973-2009)

ปี 1988 เริ่มเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรก ด้วยภาพลักษณ์ผู้ชายกลางๆ มีทักษะในการพูด และยังเป็นชายหนุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับสองรองจากจอห์น เอฟ เคนเนดี ที่ได้รับเลือกให้เข้าชิงตำแหน่ง

ปี 2008 (20 ปีต่อมา) เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง แต่ตัดสินใจถอยหลังให้คู่แข่งในระยะเวลาไม่นาน บารัค โอบามาคว้าชัยชนะครั้งนี้ และเขาก็ถูกชักชวนให้เป็นรองประธานาธิบดี

ปี 2009-2017 เข้าสู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2 สมัยซ้อน

Joe Biden โจ ไบเดน
ภาพจาก Shutterstock

ปี 2021 ในที่สุดก็ได้มา เก้าอี้ผู้นำมหาอำนาจโลกอันดับ 1 Biden จะปกครองประเทศอย่างไรท่ามกลางโควิดระบาดจนติดเชื้อมากที่สุดในโลก เสียชีวิตมากที่สุดด้วย และยังมีปัญหาการเมืองภายในที่แตกหักจากมรดกแห่งซากปรักหักพังที่โดนัลด์ ทรัมป์ทำไว้

ปัญหาเศรษฐกิจที่มีคนตกงานมหาศาล หนี้ท่วม แถมยังมีความขัดแย้งกับจีนที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังมีความสัมพันธ์ร้าวฉานกับองค์การระหว่างประเทศหลากหลายแห่ง

Biden จะใช้ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนานเกือบ 50 ปีมารักษาอเมริกา หรือ heal America และทำเพื่อชาวอเมริกันทุกคนแม้จะไม่ได้เลือกเขาเข้ามาตามที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ ความท้าทายสำหรับตำแหน่งผู้นำอเมริกา ผู้นำมหาอำนาจโลก ยังมีปัญหาอีกมาก รอให้ Biden จัดการต่อไป

ที่มา – The Guardian, ABC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Biden: ชัยชนะของประชาธิปไตย ยืนหยัดรับใช้ประชาชน รับฟังทุกคนไม่เลือกข้าง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/joe-biden-inauguration-day-2021/

Amazon เสนอตัวนำทีมงาน, ความรู้ไอทีและการสื่อสาร ช่วย โจ ไบเดน ฉีดวัคซีนให้ประชาชน

หนึ่งในนโยบายของทีมรัฐบาล โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ คือเร่งฉีดวัคซีน COVID-19 ให้กับประชาชน 100 ล้านโดส ภายใน 100 วันแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

ทาง Dave Clark ซีอีโอ Amazon ฝั่ง Amazon Consumer ส่งจดหมายถึงทีมรัฐบาลไบเดนว่า Amazon เสนอตัวจะช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นกำลังแรงงาน, ความรู้ด้านไอทีและการสื่อสาร เพื่อช่วยในการฉีดวัคซีน

ในจดหมาย Clark บอกว่า ตอนนี้ Amazon และบริษัทในเครือ Whole Foods ได้เตรียมการร่วมมือกับบริษัทภายนอกเพื่อที่จะฉีดวัคซีนให้กับพนักงาน 800,000 คนอย่างรวดเร็ว และจะทำเช่นนั้นได้เมื่อมีวัคซีนแล้วเท่านั้น

No Description
ภาพจาก Facebook ทำเนียบขาว

Amazon ในช่วงโรคระบาด มีการเติบโตสูง ในขณะเดียวกันก็มีข้อวิจารณ์เรื่องสวัสดิภาพของพนักงาน การป้องกันเชื้อและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับพนักงานด่านหน้าในช่วง COVID-19

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/120726

วันแรกของไบเดน เซ็นคำสั่ง 17 ฉบับยกเลิกนโยบายทรัมป์ หยุดสร้างกำแพง

โจ ไบเดน ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา เริ่มงานวันแรกในทำเนียบขาวหลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ด้วยการเซ็นคำสั่งประธานาธิบดีชุดใหญ่ 17 ฉบับ ซึ่งถือว่าเยอะที่สุดในวันแรกของประธานาธิบดียุคหลังๆ ที่มักเซ็นกันเป็นพิธีเอาฤกษ์เอาชัยแค่ 1 ฉบับเท่านั้น (ทรัมป์และคลินตันเซ็น 1 ฉบับ โอบามาไม่ได้เซ็นเลยในวันแรก)

จากภาพจะเห็นไบเดนนั่งบนโต๊ะทำงานในห้องรูปไข่ (Oval Office) และมีแฟ้มคำสั่งรอเซ็นเป็นตั้งใหญ่ ตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

คำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน มีด้วยกันหลายเรื่อง เช่น

  • หยุดแผนการถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ Trump เริ่มไว้
  • กลับเข้าร่วมสนธิสัญญาด้านสภาพอากาศ Paris Climate Accord ที่รัฐบาล Trump ถอนตัวออกมา
  • กำหนดให้ประชาชนต้องใส่หน้ากากในพื้นที่ของรัฐบาลกลาง เป็นเวลา 100 วันเพื่อลดการระบาดของไวรัส
  • หยุดการก่อสร้างกำแพงพรมแดนเม็กซิโกของทรัมป์ชั่วคราว
  • ยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศ สำหรับคนที่อยู่ในประเทศมุสลิม 7 ประเทศ
  • ตั้งตำแหน่งผู้ประสานงานรับมือการแพร่ระบาดของ COVID-19 รายงานตรงต่อประธานาธิบดี
  • ยืดเวลาการจ่ายหนี้การศึกษาไปอีกจนถึง 30 กันยายน 2021

ไบเดนประกาศต่อสื่อว่า วันนี้เป็นวันแรกในตำแหน่ง ไม่มีวันไหนเหมาะกับการเริ่มงานอีกแล้ว ไม่ควรเสียเวลาเปล่าประโยชน์ ควรทำงานทันที และเขาอยากเริ่มงานด้วยการทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้

คณะทำงานของไบเดน ยังประกาศให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางหยุดออกคำสั่งหรือนโยบายใหม่ๆ ชั่วคราว รวมถึงชะลอการบังคับใช้กฎระเบียบที่ออกไปแล้วเป็นเวลา 60 วัน เพื่อรีวิวคำสั่งเดิมในยุคปลายของทรัมป์ ว่าจะยกเลิกหรือไม่ ทำให้เราอาจได้เห็นการเพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งเดิมของทรัมป์อีกชุดใหญ่ตามมา

CNN ระบุว่าในวันถัดๆ ไปตลอดเดือนมกราคม 2021 ไบเดนจะทำงานโดยโฟกัสเป็นเรื่องๆ ไป วันที่สองในตำแหน่ง เขาจะทำเรื่องการป้องกันโรคระบาด ส่วนวันที่สามจะเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

คำประกาศของไบเดน ที่กลับเข้า Paris Agreement

ที่มา – Politico, FT, WSJ, Whitehouse, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วันแรกของไบเดน เซ็นคำสั่ง 17 ฉบับยกเลิกนโยบายทรัมป์ หยุดสร้างกำแพง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/joe-biden-first-day/