คลังเก็บป้ายกำกับ: jobs

เช็คเรตเงินเดือนพนักงานไทย เรามีรายได้ตามที่ผลสำรวจบอกมารึยังนะ

เรื่องของเงินเดือนนั้น มักเป็นปัญหาโลกแตกของทุกคนเวลาไปสมัครงานว่า “ควรเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ดี” เพราะแต่ละสายอาชีพต่างก็มีความสามารถและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน แถมยังเป็นปัญหาภายในองค์กรได้ด้วย หากว่าเรานั้นเป็นพนักงานเก่าที่อยู่มานานแต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่าพนักงานใหม่ที่เข้ามาเสียอีก

ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวไปค่ะ เพราะทาง JobDB เขาได้ทำผลสำรวจเกี่ยวกับ รายงานอัตราเงินเดือนของพนักงานไทยประจำปี 2564 (Salary Report 2021) จากข้อมูลฐานเงินเดือนต่ำสุด-สูงสุดแบ่งตามประเภทงาน และยังครอบคลุมตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ถึงระดับผู้บริหารอีกด้วย เห็นตัวเลขแล้วบอกได้เลยว่า สายคอนเทนต์อย่างไรคงได้แต่ฝันเท่านั้น 

เรียงลำดับเงินเดือนจากระดับเจ้าหน้าที่ – ผู้บริหาร

ระดับเจ้าหน้าที่ สายงานที่มีฐานเงินเดือนสูงสุดได้แก่ 1) สายงานไอที 2) สายงานบริการเฉพาะทาง 3) สายงานโทรคมนาคม เพราะเป็นสายงานที่ต้องเน้นความสามารถด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างสูง ทำให้ทั้งสามกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดในตลาดงาน

ระดับหัวหนัางานย่อมหมายถึงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น แน่นอนด้วยเทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีและดึงให้ผู้บริโภคเข้าสู่โลกออนไลน์ได้นั้น ทำให้กลุ่มสายงานอีคอมเมิร์ซ สายงานโทรคมนาคม และสายงานไอที ยังคงเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงและต้องการเน้นที่คนมีความสามารถพร้อมประสบการณ์มาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ

เมื่อขึ้นสู่ระดับผู้จัดการได้ นั่นหมายถึงคุณต้องสามารถบริหารคน บริหารทีม รวมถึงวางแผนงาน ออกแบบรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับทีมได้แล้ว งานที่มาพร้อมกับภาระหนักขึ้นแบบนั้น คงหนีไม่พ้น สายงานประกันภัย สายงานไอทีและสายงานธนาคาร ที่เน้นเรื่องการวางแผนหารายได้เข้าบริษัท และสร้างโอกาสทำกำไรใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดและเติบโตได้

เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เงินเดือนของคนทำงานกลุ่มนี้จะสูง เพราะเงื่อนไขในการรับตำแหน่งของคนกลุ่มนี้ถือว่าหนักที่สุด ทั้งการเป็นตัวแทนแบรนด์ สื่อสารกับตลาดได้อย่างเหมาะสม รวมถึงต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีรับผิดชอบต่อสังคม เพราะผู้บริหารจะเปรียบเสมือนหน้าตาของแบรนด์ พนักงานและลูกค้าจะจำคุณได้จากผลงานและความสามารถ ซึ่งผู้บริหารต้องสามารถสร้างแรงยึดเหนี่ยวใจให้พนักงานในองค์กรและลูกค้า ภักดีต่อแบรนด์ได้ด้วย งานยากแบบนี้ระดับเงินเดือนที่สูงคือ กลุ่มสายงานบริการเฉพาะทาง  สายงานอีคอมเมิร์ซและสายงานธนาคาร 

สายงานที่ต้องการของตลาด

สายงานที่ตลาดยังคงต้องการมากคือ

  • สายงานไอที อยู่ที่ 19%
  • สายงานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ อยู่ที่ 17%
  • สายงานวิศวกรรม อยู่ที่ 10%
  • สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ อยู่ที่ 8%
  • สายงานบัญชี อยู่ที่  7%

ด้านเหตุผลที่สายงานไอทียังเป็นที่ต้องการอยู่มากนั้น อาจเป็นเพราะในไทยยังมีจำนวนของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้น้อยกว่าความต้องการของตลาด ตามมาด้วยงานขายและพัฒนาธุรกิจที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจ จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะเจาะจง

เมื่อเราไม่สามารถเลือกสายงานหรือเรียนจบได้ตรงตามสายงาน ก็ลองหาคอร์สพัฒนาความสามารถ พยายามที่จะศึกษาและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อทำงานข้ามสายงานได้

เรื่องของการทำงานนั้น หากเรามีการวางแผนให้ชัดมาตั้งแต่สมัยเรียนและต่อยอดความรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ ย่อมไม่ยากหากเราจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ และได้เงินเดือนตามที่คาดหวังไว้

from:https://www.thumbsup.in.th/salary-rate-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=salary-rate-in-thailand

บริษัท 20 อันดับแรกที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานมากที่สุด โดย WorkVenture

WorkVenture เว็บไซต์ค้นหางานที่มีผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 5 ล้านคน ได้เผยอันดับ 20 บริษัทที่คนรุ่นใหม่สนใจร่วมงานด้วยมากที่สุดในปี 2020

จากผลสำรวจผู้ใช้งาน ช่วงอายุระหว่าง 21-35 ปี จํานวน 10,000 คน พบว่าปัจจัยในการเลือกงานของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากปีก่อนคือ “ความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท”

ดังนั้น บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุดในปีนี้นอกจาก เงินเดือน สวัสดิการ และสถานที่ตั้งแล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมไปถึงบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคงก็ยังครองตำแหน่งไว้ได้เช่นกัน

อันดับ 20  AIS : แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศตามจํานวนผู้ใช้งาน

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/39nTVXI

อันดับ 19  L’Oréal : ลอรีอัล

บริษัท ลอรีอัล จำกัด กลุ่มบริษัทที่ดําเนินธุรกิจความงามระดับโลก เจ้าของแบรนด์เครื่องสําอางค์และเวชสําอางค์ชื่อดัง

อันดับ 18  Krungsri : ธนาคารกรุงศรี

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร ทั้งเงินฝากออมทรัพย์ สินเชื่อ บัตรเครดิต

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3nxjzhZ

อันดับ 17  Mitr Phol : มิตรผล

กลุ่มมิตรผล ธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของประเทศ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3oCatBR

อันดับ 16  Grab : แกร็บ

บริษัท แกร็บ ประเทศไทย จํากัด สตาร์ทอัพสัญชาติมาเลเซีย ผู้ให้บริการธุรกิจบริการเรียกรถ, แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์, ส่งพัสดุ และสั่งอาหาร ผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3sdhkUA

อันดับ 15  Workpoint TV : เวิร์คพอยท์ ทีวี

บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาบันเทิงครบวงจร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2MTVQfh

อันดับ 14  SCG : ปูนซิเมนต์ไทย

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3nykYoD

อันดับ 13  Philip Morris Trading (Thailand) : ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์)

ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบจากต่างประเทศ เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Marlboro และ L&M

อันดับ 12  Dtac : ดีแทค

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือดีแทค ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35KzbJ5

อันดับ 11  Starbucks : สตาร์บัค

บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด เชนร้านกาแฟคุณภาพระดับโลก

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/35wxbE6

อันดับ 10   Sansiri : แสนสิริ

บริษัท แสนสิริ จำกัด ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ โครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/39hsyPj

อันดับ 9  Central Group : กลุ่มเซ็นทรัล

บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในไทย อาทิ ธุรกิจห้างสรรพสินค้า, ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น, ธุรกิจโรงแรมและ รีสอร์ท, ธุรกิจร้านอาหาร รวมไปถึงธุรกิจดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/39o3ciy

อันดับ 8  Facebook : เฟซบุ๊ก

บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย จํากัด ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35w2M8G

อันดับ 7  Thai Beverage : ไทยเบฟเวอเรจ

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ดำเนินธุรกิจสุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และร้านอาหาร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2LBOAUD

อันดับ 6  Shopee : ช้อปปี้

ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2MREUpM

อันดับ 5  Agoda : อโกด้า

แพลตฟอร์มด้านการให้บริการเว็บไซต์จองห้องพักในโรงแรมยอดนิยม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3oCMRNu

อันดับ 4  PTT : ปตท.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและปิโตเลียมอย่างครบวงจร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/2Xqa1uu

อันดับ 3  Apple : แอปเปิล

บริษัทแอปเปิ้ล ประเทศไทย บริษัทนวัตกรรมระดับโลกเจ้าของนวัตกรรมอย่าง iPhone, iPad, MacBook และอื่นๆ อีกมากมาย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://apple.co/3bsT3nl

อันดับ 2  LINE : ไลน์

บริษัท ไลน์ ประเทศไทย จำกัด แอปพลิเคชันสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3q6nqUJ

อันดับ 1  Google : กูเกิล ประเทศไทย.

บริษัท กูเกิล ประเทศไทย จำกัด เว็บไซต์ค้นหาอันดับหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มวิดีโออันดับหนึ่ง

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3ql1VzZ

from:https://www.thumbsup.in.th/20-top-companies-workventure?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=20-top-companies-workventure

Comfort Zone อุปสรรคของการเติบโตในหน้าที่การงาน

ครั้งสุดท้ายที่ก้าวออกจาก Comfort Zone คือเมื่อไหร่?

คอมฟอร์ต โซนหรือพื้นที่ปลอดภัย เป็นเหมือนความสบายใจ อาจจะเป็นที่ทำงานหรือตำแหน่งที่อยู่มานานพอที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับงานในทุกๆ ด้าน หรือจะเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวันที่คาดเดาได้

ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเหมือนกรงที่รั้งไม่ให้เราได้แสดงศักยภาพที่แท้จริง การอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเราจะหยุดดิ้นรนหรือพยายามก้าวไปข้างหน้า การที่ทุกอย่างคาดเดาได้อาจเป็นเรื่องดีต่อใจในช่วงแรก แต่มักเป็นอุปสรรคของการเติบโตในหน้าที่การงาน

ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป หลายครั้งทำให้เราปลอดภัยจากสิ่งอันตราย แต่เรามักกลัวที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยจนเกินไป กลัวว่าตัวเองเก่งไม่พอที่จะทำงานที่ท้าทาย ทำให้ได้รับโอกาสในชีวิตน้อยลง ส่งผลให้หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น

เติบโตจากความท้าทาย

วิธีเดียวที่จะทำให้เราได้แสดงศักยภาพคือการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เราจะไม่เติบโตขึ้น หากทุกสิ่งที่เจอนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เราจะเติบโตขึ้นได้เมื่อเราเผชิญหน้ากับความท้าทาย

การมีประสบการณ์ทำงานนานหลายปี อาจไม่เพียงพอแล้วสำหรับตำแหน่งงานในปัจจุบัน องค์กรยุคใหม่ล้วนเปิดรับบุคลากรที่พัฒนาความรู้ความสามารถ รวมถึงกล้าคิด กล้าทำมากกว่าสิ่งที่ระบุใน Job Description

คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่กล้าเปิดรับความเปลี่ยนแปลง เราไม่จำเป็นที่ต้องกล้าเสี่ยง แต่เราต้องมั่นใจในตัวเอง หากล้มเหลวก็ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตจากมัน

from:https://www.thumbsup.in.th/comfort-zone-block-your-career?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=comfort-zone-block-your-career

พนักงาน 74% ไม่อยากกลับไปทำงานรูปแบบเดิมก่อนมีโควิด-19

งานวิจัยล่าสุดโดยแคสเปอร์สกี้ สำรวจข้อมูลจากพนักงานบริษัทขนาดจำนวนแปดพันกว่าคนทั่วโลก ในอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่า เกือบสามในสี่ (74%) ต้องการทบทวนรูปแบบการทำงานช่วงก่อน COVID-19 แทนที่จะกลับไปเหมือนเก่า พนักงานทั่วโลกกำลังปรับธุรกิจในอนาคตไปตามรูปแบบที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลากับคนอันเป็นที่รักให้มากขึ้น (47%) ลดค่าใช้จ่าย (41%) หรือทำงานจากที่ใดก็ได้ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (32%)

ในปัจจุบันเจ้าของธุรกิจทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวการณ์การทำงานจากที่บ้าน จากที่ต่างๆ ระยะไกลจากนอกออฟฟิศเข้ามายังระบบของออฟฟิศ จำเป็นเร่งด่วนในการหาทางประยุกต์เข้ากับการทำงานแบบนี้ให้ได้อย่างปลอดภัย และยังให้ความคล่องตัว ขณะเดียวกันพนักงานก็พากันอาศัยช่วงจังหวะการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นโอกาสที่จะประเมินลำดับความสำคัญ วางแผนอนาคตสำหรับสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา และการแปรเปลี่ยนครั้งนี้มีเหล่าพนักงานเป็นผู้ขับเคลื่อน

พนักงานกำลังทบทวนวิถีการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้หลุดพ้นจากรูปแบบงานประจำที่เคยทำมา รูปแบบใหม่นี้ต้องให้ความคล่องตัวมากขึ้น มีความสะดวกยืดหยุ่นกับตัวเองได้มากขึ้น และมีวัฒนธรรมองค์กรที่มีความห่วงใยเห็นอกเห็นใจสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมมากขึ้น จากข้อมูลที่สำรวจมา พบว่า พนักงานเกือบสองในห้าคน (39%) ไม่ต้องการกลับไปทำงาน 9 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็นอีกแล้ว และตัวเลขยิ่งสูงขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี นอกจากนี้ พนักงาน 44% ชี้ว่าเป็นทิศทางที่กำลังเติบโต และ 34% พร้อมที่จะกลับเข้าไปนั่งออฟฟิศ และ 32% ไม่ต้องการทำงานแบบห้าวันต่อสัปดาห์อีกแล้ว

การวิจัยยังได้เน้นว่า เกือบหนึ่งในสาม (32%) ของพนักงานเห็นการทำงานแบบรีโมทเข้ามาเป็นเหมือนสวัสดิการชั้นเยี่ยมที่เป็นผลพลอยได้จากโคโรนาไวรัสจัดสรรให้เลยทีเดียว ติดอันดับสาม ตามข้อดีจากการได้มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น (47%) และประหยัดเงินได้มากโข (41%) อันที่จริง ข้อได้เปรียบที่เด่นชัดนั้นเกี่ยวข้องกับการได้โอกาสดูแลความสนใจส่วนตัวที่นอกเหนือไปจากเรื่องงาน เพราะการมีสมดุลระหว่าง งาน-ชีวิตส่วนตัว คือ สิ่งจำเป็นของชีวิต

อย่างไรก็ตาม ขณะที่พนักงานหันมาใช้วิธีการทำงานแบบใหม่กันอย่างต่อเนื่อง ทางเจ้าของบริษัท / องค์กรก็ต้องหาทางเพิ่มมาตรการรองรับทิศทางนี้ ดูจากจำนวนพนักงานหนึ่งในสาม (38%) คาดหวังว่าทางองค์กรจะเป็นฝ่ายที่ให้ความสนับสนุนเวลาทำงานจากระยะไกล องค์กรจำเป็นต้องจัดหาทูลและเทคโนโลยีรองรับเพื่อการทำงานต่อเนื่อง เชื่อมต่อไม่ติดขัดและปลอดภัย

นายอเล็กซานเดอร์ มอยซีฟ ประธานบริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ การที่เราต้องพบเจอโรคระบาดเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รูปแบบดิจิทัล และเป็นตัวที่ผสมผสานชีวิตงานเข้ากับชีวิตส่วนตัว มีพนักงานมากมายหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อก้าวเข้าสู่โลกในอนาคต และไม่กลัวที่จะต้องเผชิญความท้าทายกับปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อแลกกับอิสระและความยืดหยุ่นคล่องตัวที่จะได้มาจากการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยี ทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจต่างต้องเร่งประยุกต์ ปรับแผนภูมิทัศน์การทำงานให้ทันสมัย รับกับแนวทางการทำงานที่ลื่นไหล ได้ผลงาน ยั่งยืน และปรับแปลงได้ง่าย

และเพื่อให้การทำงานลักษณะนี้คงความปลอดภัยในความคล่องตัวยืดหยุ่น แคสเปอร์สกี้มีคำแนะนำดังต่อไปนี้:

  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะทำงานจากที่บ้านหรือจากคาเฟ่ไหนๆ นี่เป็นการปรับเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนพฤติกรรมที่พนักงานควรต้องมีความรู้ด้านความปลอดภัยเอาไว้
  • ส่งเสริมความรู้ด้านไซเบอร์ให้แก่พนักงานด้วยแพลตฟอร์ม Automated Security Awareness Platform
  • วางมาตรการป้องกันข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เพื่อปกป้องอุปกรณ์และข้อมูลที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งใช้มาตรการป้องกันรหัสผ่าน เข้ารหัสอุปกรณ์การทำงาน และแบคอัพข้อมูลอยู่เสมอ
  • วางมาตรการความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกออฟฟิศ ปกป้องการสื่อสารของพนักงานทั้งภายในออฟฟิศ หรือที่นอกสถานที่ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์สื่อสารประเภทก็ตาม และทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปในยุคสมัยนี้ ด้วยโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัย อาทิ Kaspersky Endpoint Security Cloud

from:https://www.thumbsup.in.th/kaspersky-after-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kaspersky-after-covid

Calling คืออะไร? ทำไมต้องตามหางานที่เรารัก

“ถ้าได้ทำงานที่คุณรัก คุณจะไม่ต้องทำงานเลยสักวัน” ใครซักคนได้กล่าวไว้ จนกลายเป็นประโยคคลาสสิคที่คอยเตือนใจให้หลายคนมุ่งค้นหาสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ

แต่จะมีผู้โชคดีสักกี่คนที่ได้ทำงานที่รัก เชื่อว่าทุกคนก็อยากทำงานที่ชอบ มีรายได้ที่เหมาะสมกันทั้งนั้น แต่ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายๆ อย่างอาจทำให้ได้งานที่ไม่ตรงกับความต้องการ

ส่วนใหญ่ยังคงต้องตื่นมาเจอกับเช้าวันจันทร์ที่ไม่อยากให้มาถึง และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะถึงวันศุกร์ พร้อมกับความรู้สึกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ผ่านไปไวจริงๆ

ผู้เขียนเลยอยากจะมาพูดถึงวิธีตามหา Calling หรือ ‘งานที่รัก’ ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง ดังนี้

งานท่ีทำแล้วมีความสุข – แน่นอนว่าทำงานที่รักเราต้องมีความสุข ไม่ได้หมายความว่าเป็นงานที่ไม่เครียดหรืองานที่สบาย เพราะงานทุกงานย่อมมีปัญหาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่มุมมองในการทำงาน เช่น ความสนุก ความมุ่งมั่น ความถนัด เลิกงานก็อยากจะทำมันอยู่ นอนหลับฝันก็ยังคิดถึงงาน

งานที่มีความหมาย – งานที่ดีต้องทำให้เราภูมิใจ งานที่ดีจึงไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนดี แต่ต้องเป็นงานที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของตัวเอง ภูมิใจกับงานตรงหน้าและรู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย ได้ส่งต่อคุณค่าให้กับสังคมในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรากระหายที่จะเรียนรู้ต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการทำงาน

มีรายได้ที่เพียงพอ – งานซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่อยากได้ต้องใช้เงินซื้อ แม้ว่าจะได้ทำงานที่ชอบแค่ไหนแต่รายได้ไม่เพียงพอก็คงไม่มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือการผ่อนสิ่งต่างๆ ทุกอย่างล้วนใช้เงินทั้งนั้น

แล้วเราจะตามหางานที่รักได้อย่างไร?

1. สังเกตตัวเอง คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ไปได้มากกว่าตัวเราเอง เป็นคนแบบไหน ชอบทำงานแบบไหน ถนัดอะไร อะไรที่ทำได้ดีที่สุด หากเรารู้ว่าเราชอบอะไรและมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาศักยภาพ เราก็สามารถสร้างมูลค่าจากความสามารถของเราได้

2. ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ หลายคนไม่ค้นพบตัวเองซักที จะเลือกสายวิทย์หรือศิลป์ เลือกเข้าคณะอะไรดี ทำงานอะไรดี การค้นหาสิ่งที่ชอบสุดท้ายก็ต้องลงมือทำ ลองไปสัมผัสประสบการณ์เพื่อพิสูจน์มัน ทั้งนี้งานที่รักของเราอาจไม่ได้เป็นงานที่พบเจออยู่ทั่วไปก็ได้ เมื่อ 10 ปีก่อนใครจะไปคิดว่าเล่นเกมส์ หรือการกินอาหารให้คนอื่นดูจะกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้

อ้างอิง Learn, Forbes,

 

from:https://www.thumbsup.in.th/calling-jobs-we-love?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=calling-jobs-we-love

สรุปสถิติการจ้างงานครึ่งปีแรก โควิด-19 ทำธุรกิจลดการจ้างงานสูงสุด 75%

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 จนทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ปิดสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงจำกัดการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวและหลายคนต้องว่างงาน

โดย จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงานออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลสถิติการจ้างงานในครึ่งปีแรก เพื่อสำรวจผลกระทบและความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้กับองค์กรธุรกิจรวมถึงทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

5 ประเภทธุรกิจมีความต้องการแรงงานมากที่สุด

  1. อาหาร-เครื่องดื่ม 58,724 อัตรา แม้การผลิตในอุตสาหกรรมอาหารไตรมาสที่ 1 ปี 2563 จะปรับตัวลดลง (ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม) แต่ผู้บริโภคยังคงมีการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ประเภทธุรกิจนี้ยังคงมีความต้องการแรงงานมาเป็นอันดับแรก ซึ่งลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 22.9%
  2. บริการ 44,750 อัตรา ความต้องการแรงงานในธุรกิจประเภทนี้จะเป็นธุรกิจบริการที่นอกเหนือจากธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาคท่องเที่ยว  เช่น ธุรกิจบริการทำความสะอาด ธุรกิจบริการด้านระบบ ธุรกิจบริการฝึกอบรม
  3. ก่อสร้าง 41,353 อัตรา SCB EIC ได้ประเมินว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวตามเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์บางส่วนเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป แต่การก่อสร้างโครงการภาครัฐยังคงมีแรงขับเคลื่อนจากโครงการเมกะโปรเจกต์คมนาคม เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบิน โครงการท่าเรือ โครงการมอเตอร์เวย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  4. ยานพาหนะ/ชิ้นส่วนยานยนต์ 39,883 อัตรา ผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อยอดการจำหน่ายและการผลิตรถยนต์ในประเทศและการส่งออกให้ชะลอตัวลง และยังกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์ รวมถึงตัวแทนจำหน่าย (ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) แม้ธุรกิจนี้จะอยู่ในห้าอันดับแรกที่ต้องการแรงงานมากแต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนพบว่าความต้องการแรงงานลดลงถึง 31.8%
  5. ค้าปลีก 37,482 อัตรา ธุรกิจค้าปลีกโดยรวมมีผลกระทบค่อนข้างมาก ยกเว้นสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต เช่น อาหารและของใช้ส่วนตัว ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ยังคงมีความต้องการแรงงาน

5 ประเภทธุรกิจที่มีความต้องการแรงงานน้อยที่สุด

  1. ธุรกิจท่องเที่ยว 1,690 อัตรา การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวรุนแรงหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยที่มีประกาศใช้มาตรการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งความต้องการแรงงานในธุรกิจนี้ลดลงถึง 65.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)
  2. ธุรกิจความบันเทิง 2,075 อัตรา เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ประกอบกับมาตรการควบคุมโรค โดยห้ามการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก รวมถึง การถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีย์ โฆษณา
  3. ธุรกิจกระดาษ/เครื่องเขียน 2,200 อัตรา ธุรกิจกระดาษที่เกี่ยวเนื่องกับสื่อสิ่งพิมพ์มีความต้องการลดลง ส่วนธุรกิจกระดาษที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แม้มีความต้องการใช้เติบโตขึ้น แต่โดยภาพรวมจะเห็นว่าธุรกิจนี้อยู่ในกลุ่มที่มีความความต้องการแรงงานน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม
  4. ธุรกิจโรงแรม/Resort/Spa/สนามกอล์ฟ 2,820 อัตรา จากมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติในไทยลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจที่กลุ่มนี้ ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีการจ้างงานลดมากที่สุด โดยลดลงถึง 75.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
  5. ธุรกิจอัญมณี/เครื่องประดับ 3,092 อัตรา การผลิตและจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับปรับตัวลดลง เนื่องจากการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองธุรกิจที่สภาอุตสาหกรรมประเมินว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก

5 สายงานที่องค์กรเปิดรับมากที่สุด

  1. ขาย คิดเป็น 19.9%
  2. ช่างเทคนิค คิดเป็น  10.3%
  3. ผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 7.9%
  4. วิศวกร คิดเป็น 5.8%
  5. ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 5.7%

5 สายงานที่คนสมัครมากที่สุด

  1. ธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 12.7%
  2. ขาย คิดเป็น 9.5%
  3. ผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 9.1%
  4. งานบุคคล/ฝึกอบรม คิดเป็น 6.2%
  5. ขนส่ง-คลังสินค้า คิดเป็น 6.1%

5 สายงานยอดนิยมที่มีอัตราการแข่งขันสูง

  1. นำเข้า-ส่งออก มีการแข่งขันอยู่ที่ 10.2 คน ต่อ 1 อัตรา
  2. บุคคล/ฝึกอบรม โดยมีการแข่งขันอยู่ที่ 9.9 คน ต่อ 1 อัตรา
  3. เลขานุการ การแข่งขันอยู่ที่ 9.4 คน ต่อ 1 อัตรา
  4. วิทยาศาสตร์/วิจัย การแข่งขันอยู่ที่ 8.2 คน ต่อ 1 อัตรา
  5. วิเคราะห์/เศรษฐศาสตร์ การแข่งขันอยู่ที่ 7.2 คน ต่อ 1 อัตรา

แนวโน้มการจ้างงานเทียบเดือนต่อเดือน

  • เดือนมกราคม มีอัตราการเปิดรับ 119,122 เพิ่มขึ้น 8.7%
  • เดือนกุมภาพันธ์ มีอัตราการเปิดรับ 124,629 เพิ่มขึ้น 4.6%
  • เดือนมีนาคม มีอัตราการเปิดรับ 112,220 ลดลง 10.0%
  • เดือนเมษายน มีอัตราการเปิดรับ 91,382 ซึ่งลดลง 18.6%
  • เดือนพฤษภาคม อัตราที่เปิดรับ 86,966 ลดลง 4.8%
  • เดือนมิถุนายน อัตราที่เปิดรับ 90,347 เพิ่มขึ้น 3.9%

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย (JobThai) กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาสถานการณ์ด้านตลาดแรงงานมีความผันผวนจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 องค์กรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ คนทำงานเองต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาทักษะอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงานยุคนี้ สำหรับทิศทางของตลาดแรงงานจากนี้ไปคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

from:https://www.thumbsup.in.th/jobthai-half-year-2563?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=jobthai-half-year-2563

Google Search ในอินเดียแสดงการ์ดโปรไฟล์งาน ให้คนจ้างงานหาเราเจอง่ายขึ้น

เปิดมิติใหม่ของการหาคนทำงาน กูเกิลแสดงการ์ดประวัติการทำงานของผู้ใช้งานแบบย่อหรือที่เรียกว่า people card สามารถหาเจอได้บน Google Search ฟีเจอร์นี้ยังเปิดใช้งานเฉพาะอินเดียและรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ เหมาะกับคนทำงาน, ฟรีแลนซ์, อินฟลูเอนเซอร์ที่อยากให้คนรู้จักเรามากขึ้น และหาเราเจอได้ง่ายขึ้น

ผู้ใช้งานสามารถสร้าง people card ของตัวเองได้ด้วยการลงทะเบียนใช้งานบัญชีกูเกิล กดสร้างผ่านเมนู add me to Search จากนั้นก็ระบุชื่อ ประวัติการทำงาน การศึกษา ช่องทางติดต่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ สามารถฝังลิงค์โซเชียลมีเดียของตัวเองลงไปได้ด้วย

กูเกิลระบุว่ามีมาตรการป้องกันคนสร้างสแปม ถ้าผู้ใช้งานเห็นว่า people card มีคุณภาพของข้อมูลต่ำ หรือมีแนวโน้มจะเป็นสแปมก็สามารถกดรายงานได้ หากไม่อยากให้ Google Search แสดง people card ของตัวเองอีกต่อไปก็สามารถลบประวัติของตัวเองออกได้ทุกเมื่อ

No Description

ที่มา – กูเกิล

from:https://www.blognone.com/node/117900

ฟรีแลนซ์-เดลิเวอรี่ มาแรง อาชีพที่คนอยากทำมากที่สุด

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ส่งผลให้ภาคธุรกิจและกลุ่มแรงงานมีการปรับตัว เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ และยังทำให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบใหม่ จากวิถีความปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal

“แมนพาวเวอร์กรุ๊ป” ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,246 คน จากแรงงานในหลายอาชีพว่ามีกลุ่มอาชีพในสายงานใดที่คนทำงานต้องการทำท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของแรงงานในยุคที่เรียกได้ว่า “การหยุดชะงักทางธุรกิจ” หรือ “Business Disruption”

ทั้งนี้ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญตลาดแรงงานเชิงนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก ได้จัดอันดับกลุ่มอาชีพจากผลการสำรวจ ไว้ดังนี้ สำหรับกลุ่มอาชีพและสายงานที่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก คือ

กลุ่มอาชีพอิสระ 12.76 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งในกลุ่มนี้ประกอบด้วยคนทำงานประจำที่ต้องการทำงานเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมจากช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือนที่ผ่านมาหลายองค์กรปรับรูปแบบการทำงาน Work from Home ทำให้มีการจัดสรรเวลาโดยการทำงานที่เป็นอาชีพอิสระที่นำทักษะความรู้มาต่อยอดเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ควบคู่กัน   และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องการทำงานอิสระจากงานระยะสั้นประเภทต่างๆ อาจะเป็นงานเดียวหรือหลายงานในเวลาเดียวกันเพื่อสร้างรายได้

ตามมาด้วย กลุ่มอาชีพด้านโลจิสติกส์, ซัพพลายเชนส์ และการขนส่งเดลิเวอรี่ คิดเป็น 10.32 เปอร์เซ็นต์ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มดังกล่าวมีการเติบโตอย่างมาก  โดยเฉพาะการรองรับการซื้อสินค้าออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ  ซึ่งเป็นผลพวงจากการล็อคดาวน์ที่มีควบคุมการเข้าและเปิดปิดร้านค้า รวมถึงห้างสรรพสินค้าในหลายพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

อันดับที่สาม กลุ่มที่ใช้ภาษาต่างประเทศ คิดเป็น 10.29 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะภาษาที่ 2 และ 3 อาทิ กลุ่มภาษาอังกฤษ  ภาษาจีน  ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น นับเป็นโอกาสกับอาชีพนี้ที่จะนำความรู้มาใช้ในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ  ซึ่งนอกจากจะทำงานประจำแล้วยังสามารถต่อยอดรายได้เสริมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพค้าขายออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับอานิสงค์จากสถานการณ์นี้  นอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่หลากหลายให้สามารถเลือกซื้อสินค้าไม่ว่าจะโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook)  อินสตาแกรม (IG) และไลน์ (LINE)  รวมทั้งแอปพลิเคชันในกลุ่ม E-Market Place ต่างๆ ถือว่าเป็นช่องทางในการซื้อสินค้าโดยไม่ต้องไปถึงร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งคิดเป็น  9.61 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์คนอยู่บ้าน คิดเป็น 8.82 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะกลุ่มงานบริการที่บ้าน (Service at home)  เนื่องจากในช่วงที่คนทำงานอยู่ที่บ้าน  นอกจากทำงานแล้วทำให้มีความต้องการบริการต่างๆที่บ้านเพิ่มมากขึ้น อาทิ งานซ่อมแซมบ้าน งานบริการตัดผม งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการออกกำลังกาย สัตว์เลี้ยง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

กลุ่มงานในการให้บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ คิดเป็น 7.35 เปอร์เซ็นต์ โดยรูปแบบการทำงานมีทั้งทางโทรศัพท์ และการตอบทางช่องทางแชท ทำให้การให้บริการและตอบคำถามลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ใช้งานมากสุดในช่วงนี้ก็คือ ช่องทางร้านค้าออนไลน์

งานกลุ่มสุขภาพและยา ก็ตามมาเป็นอันดับที่ 7 คิดเป็น 5.88 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงกลุ่มงานทางการแพทย์  หมอ พยาบาล นักกายภาพบำบัด  และงานด้านการดูแลผู้สูงอายุ ที่สอดรับกับทิศทางของสังคมสูงอายุที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันด้วย

กลุ่มอาชีพงานสอนในรูปแบบอี-เลิร์นนิ่ง  (E-Learning) คิดเป็น 5.63 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตปกติใหม่ (New Normal) ทำให้สะดวกและสามารถสริมทักษะความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยการเรียนการสอนผ่านอุปกรณ์ไอทีและแพลตฟอร์มต่างๆ ได้หลากหลายอีกด้วย

อันดับที่เก้าเป็นงานด้านไอที (Information Technology)  คิดเป็น 4.41 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มนี้มีความต้องการสูง เนื่องจากต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง  กลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชั่น งานทางด้านดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์  กลุ่มงานทางด้านเน็ตเวิร์คและงานไอทีซัพพอร์ต

ปิดท้ายด้วยกลุ่มงานด้านการตลาดทั้งออนไลน์ออฟไลน์ คิดเป็น 4.39 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นส่วนงานที่ต้องใช้ทักษะและการสื่อสารทางการตลาด  โดยเฉพาะการสื่อสารในช่วงการแพร่ระบาดที่ต้องสื่อสารด้วยความเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการต่างๆ

ทั้งนี้ จากผลการวิจัยและผลสำรวจดังกล่าว  สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มอาชีพที่สามารถพัฒนาและต่อยอด  โดยการดึงศักยภาพ เสริมทักษะและมาใช้ในการต่อยอดได้อย่างดีเยี่ยม  ถึงแม้ว่ากระทบทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและวิกฤตไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้ภาพรวมตลาดแรงงานต้องปรับตัว  แต่เชื่อมั่นว่าในวิกฤตครั้งนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับแรงงานได้เห็นถึงทิศทาง  การปรับตัวและการรับมืออย่างมีสติเพื่อผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/manpower-career-freelance-delivery?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=manpower-career-freelance-delivery

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป วอนองค์กรฟังเสียงแรงงาน “อุดช่องโหว่” ขาดแคลนแรงงาน ปิดประตู Burnout Syndrome

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะเป็นความกังวลของผู้บริหารในทุกภูมิภาคทั่วโลก ตลาดแรงงานตกอยู่ในภาวะตึงตัวการขาดแคลนแรงงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ในขณะที่ อัตราการว่างงานต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ของประเทศไทยและอีกหลายๆประเทศในโลก นายจ้างจำเป็นต้องตื่นตัวและรับฟังความต้องการของแรงงาน เพื่ออุดช่องโหว่และวางแนวทางในการรับมือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและความต้องการแรงงานแต่ละช่วงวัยกับคำถาม บอกมาว่าคุณต้องการอะไร? อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ? เป็นข้อสงสัยที่ผู้บริหารองค์กรทุกองค์กรควรที่จะตั้งคำถาม

ซึ่งแมนพาวเวอร์กรุ๊ปในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญตลาดแรงงานเชิงนวัตกรรมชั้นนำระดับโลกได้เปิดเผยถึงผลการวิจัยในหัวข้อ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถประจำปี 2563 จากผลการวิจัยได้ทำการสำรวจแบ่งกลุ่มแต่ละช่วงวัยแน่นอนว่าแรงงานแต่ละคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่คนทำงานนั้นต้องการอาจแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์หรืออุปนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน เงินเดือนที่มากขึ้น งานที่ท้าทาย ทีมงานที่ยอดเยี่ยมความก้าวหน้าที่จะได้รับ และที่สำคัญทักษะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะสามารถต่อรองได้

แต่มีบางอย่างที่นายจ้างสามารถทำเพื่อรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่ต้องการได้ การทำความเข้าใจต่อความต้องการของบุคลากรในแต่ละเจเนอเรชั่นต่างๆถือว่าเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะช่วยให้นายจ้างสร้างและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถปรับเปลี่ยนความต้องการของแรงงานให้สอดคล้องคล้องกับความต้องการและความปรารถนาของแรงงานทักษะที่เราต้องการ

สำหรับกลุ่มแรงงานแรก คือ กลุ่มคนเจนแซด (Gen Z) มีช่วงอายุ 18-24 ปี เรื่องแรกที่สำคัญสุดของกลุ่มนี้ “ค่าตอบแทนเงินเดือนเงินเป็นสำคัญที่สุด โดยเฉพาะกับผู้หญิง คนเจนนี้เกิดในยุคที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เรียนรู้ได้เร็ว มีความทะเยอทะยาน ต้องการเงินและความก้าวหน้าในอาชีพผู้หญิงและผู้ชายมีความต้องการที่ต่างกัน ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับเงินและการพัฒนาทักษะมากกว่าเกือบสองเท่า

ในขณะที่ผู้ชายบอกว่าทักษะและอาชีพมีความสำคัญเท่ากับค่าตอบแทน ผู้หญิงเมื่อจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงานมีจำนวนมากกว่าผู้ชายและเป็นครั้งแรกในหลายทศวรรษที่ผู้ชายและผู้หญิงได้ค่าตอบแทนไม่เท่าเทียมกัน

แรงงานกลุ่มที่ 2 เรียกว่า กลุ่มแรงงานรุ่นมิลเลนเนียล อายุ 25-34 ปี เป็นกลุ่มประชากรที่สำคัญของตลาดแรงงานในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องการ คือความยืดหยุ่นสูงในผู้หญิง คนรุ่นนี้ต้องการสิ่งที่เหมือนกัน แต่ในความเหมือนก็ยังมีความต่าง ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายต่างก็ต้องการความยืดหยุ่นและความท้าทายพวกเขามองการทำงานในอนาคตเหมือนการวิ่งมาราธอนเพราะยังต้องทำงานอีกหลายปีและต้องการหาจุดสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานสำหรับการทำงานที่ยาวนานดังกล่าว

ผู้หญิงในรุ่นมิลเลนเนียลนี้การทำงานที่ท้าทายของพวกเธอต้องมาพร้อมกับความยืดหยุ่น เพราะพวกเธออาจจะต้องรับหน้าที่งานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนภายในครอบครัว เพื่อการรักษาสมดุลระหว่างงานและหน้าที่ ดังนั้น ความยืดหยุ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนแรงงานในกลุ่มที่ 3 เรียกว่า กลุ่มคนเจนเอ็กซ์ (Gen X) อายุ 35-34 ปี สะท้อนเรื่องความยืดหยุ่นมีคุณค่าเท่ากับความเป็นอยู่ที่ดีคนเจนนี้ต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆเพื่อตำแหน่งงานที่สูงขึ้น มีทักษะทางสังคมที่ดีขึ้นมีความมั่นคง และเริ่มค้นหาความสมดุลในชีวิตมากขึ้นผู้ชายให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นมากพอๆกับผู้หญิง พวกเขาอยากให้แต่ละวันเริ่มต้นและสิ้นสุดลงด้วยความยืดหยุ่นทำงานไกลบ้านได้เป็นบางครั้งไม่ใช่ตลอดเวลาและต้องการใบลาในการดูแลครอบครัวในฐานะลูกหรือพ่อแม่

ดังนั้น คนเจนนี้จึงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นเป็นปัจจัยหลักๆ สำหรับแรงงานกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มคนเบบี้บูมเมอร์ (Boomer) อายุ 55-64 และ 65 ปีขึ้นไป หากพูดถึงกลุ่มนี้ความรักหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมมีสูง คนเจนนี้จะเริ่มมีอายุที่สูงขึ้น อยากเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้รู้สึกมีแรงกระตุ้น มีส่วนร่วมและแรงบันดาลใจมากกว่าสายงานในวิชาชีพของตน คนยุคบูมเมอร์มักจะถูกผลักดันด้วยค่าตอบแทน งานที่ท้าทายและความยืดหยุ่นแม้ว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นผู้นำและทีมงานก็ตาม

พวกเขามีความผูกพันกับเจ้านายและทีมงานเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาต้องการส่งต่อความดีความสามารถกับคนรุ่นต่อไป คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีมักจะมีแรงบันดาลใจจากเป้าหมาย ความเห็นของเขาสำคัญน้อยกว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แม้ผลการวิจัยด้านความต้องการ ซึ่งนำมาวิเคราะห์กับทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์(Maslow’s hierarchy of needs Theory) เป็นทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ที่ได้รับการยอมรับในสากล

แต่ในตอนนี้การรู้ว่าคนทำงานต้องการอะไรกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การทำให้ถูกตั้งแต่แรกสิ่งที่ดึงดูดให้คนทำงานเข้ามาอยู่ในองค์กรหนึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันและอยากอยู่กับองค์กรต่อไป เมื่อต้องแข่งขันและแย่งชิงคนเก่งที่มีทักษะความสามารถสูงมีความเข้มข้นขึ้นทุกที

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาว และทิ้งปิระมิดของมาสโลว์ไป มาสู่ปิระมิดความต้องการของฉันเอง สำหรับปิระมิด 5 ขั้น มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จแบบฉบับคนทำงานที่ทางแมนพาวเวอร์กรุ๊ปจัดทำขึ้น ดังนี้

ฐานแรกของปิระมิด ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ ค่าตอบแทนเป็นเรื่องสำคัญเสมอแต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือได้มาอย่างไร? ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดและรักษาพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม บริษัทต่างๆ ต้องมีไอเดียในการเพิ่มค่าตอบแทนที่เป็นมากกว่าเงินสด เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดแรงงานทักษะป๊อปคอร์นกับโต๊ะปิงปองอาจไม่ใช่คำตอบในความต้องการของแต่ละคน

การทำงานด้วยระบบอัตโนมัติและความยืดหยุ่น การลาเพื่อดูแลบุตรการเรียนรู้และการพัฒนา เช่น การช่วยเหลือค่าเทมอและการชำระเงินกู้เพื่อการศึกษาบริษัทจะมีโอกาสสูงขึ้นในการดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้ ฐานปิระมิดนี้ให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิการ สิทธิประโยชน์มากพอๆ กับค่าตอบแทน

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังระบุว่า แรงงาน 89% ในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมากพอๆ กับค่าตอบแทน ในส่วนของฐานปิระมิดขั้นที่สอง พนักงานอยากให้ความต้องการของพวกเขาได้รับการตอบสนอง กลยุทธ์การบริหารจัดการคนต้องอาศัยความเป็นศาสตร์และศิลป์คนทำงานต้องการความเข้าใจและคำแนะนำรวมไปถึงการที่ได้งานที่สามารถพิสูจน์ความสามรถของพวกเขา นี่คือจุดที่การประเมินจะเข้ามามีบทบาท การประเมินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้นายจ้างสามารถเข้าใจตนเองและพนักงานได้ดีขึ้นว่ามีพึงพอใจหรือมีความต้องการทางด้านใด

โดย ดร.โทมัส ชาเมอร์รลพรีมูซิค หัวหน้านักวิจัยและพัฒนาบุคลากร แมนพาวเวอร์กรุ๊ป มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่มีความถูกต้องแม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุดในการคัดสรรคนให้เหมาะสมกับงานฐานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์

ส่วนฐานปิระมิดที่สาม ความหลากหลายช่วยเพิ่มรสชาติให้กับชีวิตการทำงานพนักงานต้องการการศึกษา ประสบการณ์ การลงมือทำ ความท้าทายเป็นหนึ่งใน 5 สิ่งที่พนักงานทุกวัยให้ความสำคัญมากที่สุดในการเสนอความท้าทายและโอกาสเพื่อดึงดูดและรักษาให้คนอยู่องค์กรนานๆ นายจ้างจำเป็นต้องเข้าใจทักษะ วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้

เราจะสามารถฝึกฝนคนเพื่อให้เขาเติบโตก้าวหน้าในองค์กรของเราโดยใช้วิธี จมน้ำหรือว่ายน้ำโดยไม่ให้สนับสนุนใดๆ อาจนำไปสู่อาการหมดไฟ (Burnout Syndrome) นายจ้างต้องมีทักษะในการสอนงานแนะแนวทางในการทำงานมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ และเปิดรับปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ

การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้เกือบสองในสามขององค์กรเสนอการฝึกอบรมให้แก่พนักงานแต่พวกเขาบอกว่าต้องการแค่เวลาในการเรียนรู้บริษัทจำเป็นต้องสร้างถึงการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และสนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีส่วนในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้องค์กรยังต้องเข้าใจว่าแรงกระตุ้นในการเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามวงจรชีวิตของพวกเขา เมื่อเวลา เงินและการขาดแรงงานสนับสนุนเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุด

ดังนั้น พนักงานจึงต้องการเวลาที่จะอุทิศให้กับการเรียนรู้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและผลตอบแทนสำหรับเวลาที่พวกเขาได้ลงทุนไป อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยระบุว่าพนักงานที่มีผู้จัดการที่รับฟังปัญหาเกี่ยวกับการทำงานจะมีโอกาสน้อยกว่า 62% ที่จะหมดไฟในการทำงาน พร้อมกันนี้ผลวิจัยยังระบุต่ออีกว่า 79% ของพนักงานที่ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมการฝึกอบรมฟรี ในด้านงานของพวกเขาเมื่อเทียบกับ 61% เท่านั้นที่ไม่ได้รับการฝึกอบรม

ฐานปิระมิดที่สี่ สร้างความยืดหยุ่นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้ความสำคัญกับผลผลิตภาพมากกว่าการทำงานในขณะเจ็บป่วยพนักงานให้ความสำคัญกับความสมดุลและการมีทางเลือกและนั่นไม่สามารถต่อรองได้นายจ้างต้องพยายามสร้างสมดุลของความยืดหยุ่น หัวหน้าต้องทำตัวเป็นตัวอย่างมีความเสมอภาคในที่ทำงานความสุขนอกเวลางานอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสุขในที่ทำงาน ทั้งนี้ผลวิจัยระบุว่าในสหราชอาณาจักรมีคนทำงานแค่ 6% เท่านั้นที่ยังต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5โมงเย็น

สุดท้ายปิระมิดส่วนยอดสุดเป็นส่วนของวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจและเรื่องสิทธิซึ่งการให้มากกว่าความโปร่งใสในเหตุผลของคุณคนทำงานต้องการความภาคภูมิใจในคนที่พวกเขาทำงานให้และภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาทำ แบรนด์ที่เข้มแข็ง ชื่อเสียงที่ยาวนาน สถานที่น่าทำงานเป็นเหตุผลที่สำคัญที่พวกเขาจะทำงานให้กับองค์กรของคุณ

ส่วนช่องว่างด้านทักษะไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจะหมดไปแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เมื่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กระทบกับทุกคนก็เป็นหน้าที่ขององค์กรและทุกคนที่จะต้องช่วยกันอุดช่องว่างที่เกิดขึ้นเพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ โดยผลวิจัยระบุว่า อินเดีย ออสเตรเลีย แม็กซิโก สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีแรงงานที่มุ่งเน้นที่เป้าหมายมากที่สุด แรงงานเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแบรนด์และชื่อเสียง

ทั้งนี้ บทสรุปการให้ในสิ่งที่พนักงานต้องการสำหรับแรงงานที่มีทักษะสูงสามารถเรียกร้องสิ่งใดก็ได้และนายจ้างก็จำเป็นต้องปรับอุปสงค์ของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับอุปทานนายจ้างต้องเข้าใจความต้องการของแรงงานเพื่อที่จะสามารถรักษาบุคลากรที่มีทักษะความสามารถสูง ซึ่งเป็นวิธีการที่นายจ้างองค์กรอื่นทำเช่นเดียวกัน

ดังนั้น การรับรู้และรับฟังความต้องการของแรงงานตั้งแต่ต้นเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุพร้อมนำเสนอแนวทางการรักษาและคงไว้ซึ่งแรงงานคุณภาพ ดังนี้

เรื่องแรก มีมุมมองความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับผลตอบแทน นอกเหนือจากค่าจ้างแต่คุณภาพชีวิตมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้นการให้รางวัลคนทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้เขาบรรลุความต้องการในเส้นทางอาชีพของพวกเขา

เรื่องที่สอง การประเมินความพร้อมและศักยภาพมอบความเข้าใจกับพนักงาน เพื่อจะเติบโตและก้าวหน้าซึ่งจะทำให้องค์กรคุณได้พนักงานที่มีแรงใจและความพึงพอใจเพื่อการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เรื่องที่สาม การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ – นับเป็นการมอบความท้าทายให้พนักงานผสมผสานด้วยการสนับสนุนในสายอาชีพพนักงานให้เติบโตและประสบความสำเร็จ

เรื่องที่สี่ การสร้างความยืดหยุ่นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลักดันด้านสวัสดิภาพและผลิตภาพ สุดท้ายการให้มากกว่าความโปร่งใสด้านเหตุผลของคุณ

การเปิดเผยและความจริงใจถึงเป้าหมายองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับพนักงานเป็นอีกประเด็นที่สำคัญ ส่งให้เกิดแรงขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน

จากบทสรุปของผลวิจัยแมนพาวเวอร์กรุ๊ปคาดหวังจะเป็นแนวทางและการประยุกต์ใช้เพื่อให้องค์กรต่างๆดูแล รักษาและกลายเป็นผู้สร้างคนเก่งสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันท่ามกลางโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

from:https://www.thumbsup.in.th/manpower-lost-employee

เรื่องที่พนักงานบริษัทควรรู้เกี่ยวกับการลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันสังคม

หลังจากจบช่วงการลงทะเบียนรับสิทธิ์ เราไม่ทิ้งกัน ในวันเสาร์ที่ผ่านมา พบว่ามีตัวเลขคนลงทะเบียนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งถือว่าเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และมีเสียงเรียกร้องจากเหล่าคนทำงานว่าคนทำงานออฟฟิศ มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่เราควรทราบ

ประกันสังคมจ่ายชดเชยกักตัว 14 วัน

สำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกันตนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มติครม.ให้แก้กฎกระทรวง การได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563

โดยให้แก้ไขคำให้ครอบคุมถึงภัยที่เกิดจากโรคโควิด-19 เช่น กรณีกักตัว 14 วัน จากการใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ประกันสังคมจะจ่ายเงิน 50% หรือกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม http://www.sso.go.th เพื่อประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนให้

  • กรณีการว่างงานจากการเลิกจ้าง หรือนายจ้างหยุดกิจการ ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนจากกรณีว่างงานไม่เกินระยะเวลา 200 วัน กรณีลูกจ้างลาออกจะได้รับเงินกรณีว่างงาน 45% ของค่าจ้างไม่เกินระยะเวลา 90 วัน
  • กรณีภาครัฐ มีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว ประกันสังคมจะจ่ายให้ผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ร้อยละ 50 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 7,500 บาท สืบเนื่องจากคำสั่งปิดสถานประกอบการชั่วคราว ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์อื่น ๆ ทดแทน (สปส.2-01/7) (ไม่ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน)
  • ผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากโควิด 19 ประกันสังคมจะจ่ายกรณีว่างงาน อัตราร้อยละ 50 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 7,500 บาท

แต่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นคนว่างงาน และรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้งในเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มช่องทางในการติดต่อ โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานประกันสังคม เช่น ไปรษณีย์ โทรสาร อีเมล์ หรือแอพพลิเคชั่นไลน์ของแต่ละจังหวัด

บริจาคช่วยโควิด-19 ลดหย่อนภาษีได้

พนักงานบริษัทที่เข้าช่วยเหลือโรงพยาบาลหรือมูลนิธิต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการระบาดที่ลุกลามสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่า

  • การบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐโดยตรงสามารถนำเงินบริจาคมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดบริจาคจริง
  • การระดมทุนหรือบริจาคให้แก่มูลนิธิหรือโครงการที่จัดตั้งแยก ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าได้
  • บริจาคให้แก่โรงพยาบาลเอกชน ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

ดังนั้น การทำเรื่องลดหย่อนภาษีควรระบุและดูหลักเกณฑ์ให้ดีด้วย

 

คนทำงานออฟฟิศที่โดนเลิกจ้างยังรับสิทธิ์ได้เหมือนเดิม

สำหรับคนที่ว่างงานจากเหตุสุดวิสัยในตอนนี้ เช่น กรณีการเลิกจ้าง ปิดกิจการ หรือจำเป็นต้องลาออกจากงานกะทันหัน ชราภาพ ซึ่งเงื่อนไขคือเป็นเงื่อนไขสำหรับกรณีว่างงานเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 เท่านั้นนะคะ ใครที่เงื่อนไขข้อนี้ผ่านก็สามารถทำตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ

>>> เข้าไปลงทะเบียน www.sso.go.th

>> กรอกแบบฟอร์มอิเลคทรอนิกส์ ตามขั้นตอนได้เลย

>>> หากท่านเป็นมาตรา 39 หรือ 40 ต้องไปลงทะเบียนที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com

ประกันสังคม มาตรา 33 คือ กลุ่มลูกจ้าง พนักงานบริษัทเอกชน หรือหมายถึงกลุ่มลูกจ้างที่นายจ้างมีการจดทะเบียนบริษัทและทำงานอยู่ในสถานประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขประกันสังคม

ประกันสังคม มาตรา 39 คือ ผู้ประกันตนโดยสมัครใจที่ยังอยากส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยออกจากรูปแบบบริษัทมาประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือทำงานอิสระ แต่ยังต้องการคงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของประกันสังคมไว้

ประกันสังคม มาตรา 40 คือ ผู้ประกันตนที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ บุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า พนักงานอิสระ ไม่เคยทำงานในรูปแบบบริษัท ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39

แม้ว่าผู้ประกันตนที่อยู่ในมาตรา 39 และ 40 จะไม่ได้รับเงินชดเชยการว่างงาน แต่ยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้

ส่วนคนที่กังวลเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ผ่านเว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน.com มีความกังวลเรื่องการตรวจสอบภาษีย้อนหลังนั้น ทางกรมสรรพากรเปิดเผยว่า อาจจะมีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาจะไม่มีการตรวจย้อนหลังของกลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ เพราะทางสรรพากรตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิตจากสถานการณ์นี้ สำหรับการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะขยายเวลาไปถึง 31 สิงหาคม 2563

ดังนั้น ทั้งกลุ่มพนักงานอิสระและพนักงานบริษัทก็อย่าลืมไปลงทะเบียนรับสิทธิ์และยื่นภาษีกันด้วย

 

ที่มา : มติชนออนไลน์ itax Kapook

from:https://www.thumbsup.in.th/social-insurance-for-employee