คลังเก็บป้ายกำกับ: JAPANESE

วิกฤตคนโสดชาวญี่ปุ่น พบ 50% ยังหาคู่ไม่ได้ แถมอัตราเด็กเกิดใหม่ยังต่ำกว่า 1 ล้านคน

จากการสำรวจของทางรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น พบว่า 50% ของคนโสดไม่ได้มีดอกาสได้ออกเดท หรือเจอคู่ที่ถูกใจ อีกทั้งอัตราการเกิดของเด็กก็ลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3

Photo : Shutterstock

กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประทเศญี่ปุ่นที่นอกจากจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว อัตราการเกิดใหม่ก็ลดลงเรื่อยๆ เท่ากับว่าประชากรวัยเด็ก วัยหนุ่มสาวก็จะลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี

เชื่อมโยงไปถึงอัตราของกลุ่มคนโสดในญี่ปุ่นเช่นกัน ที่ตอนนี้ก็ถึงเข้าขั้นวิกฤตเล็กน้อย เมื่อผลสำรวจของทางรัฐบาลได้ทำการสำรวจกับกลุม่คนโสดทั้งผู้หญิง และผู้ชายจำนวน 4,000 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี ทางช่องทางออนไลน์ พบว่าคนโสดถึง 46.8% บอกว่าพวกเขาต้องการแต่งงานมีครอบครัว แต่ยังไม่สามารถหาคู่ควงได้เลย

ปัจจัยสำคัญในการที่คนโสดยังไม่พบคู่ที่ถูกใจ มาจากปัญหาทางการเงิน รายได้ในการทำงาน เป็นสาเหตุที่ทำให้คนโสดญี่ปุ่นยังไม่มีคนรักนั่นเอง

ปัญหานี้เป็นผลพวงมาจากการสำรวจเมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา ถึงจำนวนทารกแรกเกิดในญี่ปุ่นเมื่อปี 2018 ที่แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 918,397 คน ซึ่งเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าระดับ 1 ล้านคนติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แล้ว

จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้น หรือสนับสนุนการแต่งงานมากขึ้น ท่ามกลางประชากรที่สูงอายุมากขึ้นทุกปี

กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทางรัฐบาลจะต้องหาทางออกให้ได้ มิเช่นนั้นประชากรของประทเศญี่ปุ่นก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขึ้นเรื่อยๆ วัยแรงงานก็มีจำนวนน้อยลง

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japanese-singles-have-no-dating/

โฆษณา

ธนาคารญี่ปุ่นกำลังจะเลิกใช้ Hanko เพื่อลดภาระเอกสารและผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล

ใครที่รู้จักประเทศญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมาบ้าง อาจจะรู้จักกับการใช้ “ตราปั๊ม” หรือ Hanko ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรก็ต้องใช้ตราปั๊มนี้

ภาพจาก Shutterstock

Hanko หรือตราปั๊มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นนั้น เป็นวัฒนธรรมที่นำเข้ามาจากจีนในยุค Kamakura (1185-1333) ซึ่งตอนแรกจะใช้ในกลุ่มคนชั้นสูงเช่นโชกุน แต่เริ่มมาแพร่หลายใน ยุค Edo (1603-1868) ซึ่งญี่ปุ่นมีกฎหมายรับรอง Hanko ตั้งแต่ปี 1873 ทำให้ Hanko เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

Hanko นั้นมีขายที่หลากหลายรูปแบบและราคา ตั้งแต่ทำจากยางที่หาซื้อได้จากร้านร้อยเยน ไปจนถึงทำจากไม้หรือเขาวัวควายที่มีราคาสูงกว่า 20,000 เยน ซึ่งโดยมากคนญี่ปุ่นจะมี Hanko ทั้งหมด 3 แบบ คือ Jitsuin สำหรับสัญญาสำคัญเช่นซื้อบ้าน, Ginkoin สำหรับทำธุรรมทางการเงินกับธนาคาร และ Mitomein สำหรับงานทั่ว ๆ ไป เช่นเซ็นสัญญารับส่งของดิลิเวอรี่ ดังนั้น Hanko จึงถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะต้องใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม

ในขณะที่จีนซึ่งเป็นต้นตำรับของ Hanko ก็มี QR Code ใช้จ่ายเงินกันอย่างแพร่หลายแล้ว จึงเป็นที่น่าสนใจมากว่าประเทศที่มีเทคโนโลยีทันสมัยอย่างญี่ปุ่นยังมั่นคงในการใช้ตราปั๊มมาอย่างยาวนาน

Alipayในร้านค้าญี่ปุ่น

การใช้ตราปั๊มในญี่ปุ่นซึ่งเป็นสิ่งตกทอดในอดีตที่ปัจจุบัน เริ่มกลายเป็นสิ่งสร้างภาระทางการดูแลเอกสาร และสร้างกำแพงในการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคฟินเทคที่การเงินควรจะเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Tomoyuki Shiraishi คนงานก่อสร้างใน Kurashiki อายุ 24 ปีกล่าวถึง Hanko ว่า “มันยุ่งยากไปที่ต้องนำ Hanko และทำเอกสารเพียงแค่จะถอนเงินจากสาขาของธนาคาร”

ตอนนี้ทางธนาคารหลายแห่งของญี่ปุ่นจึงเริ่มหาทางเลิกใช้วิธียืนยันตัวตนด้วย Hanko เพื่อลดต้นทุนงานเอกสาร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และทำให้คนยุคดิจิทัลเข้าถึงการเงินการธนาคารได้ง่ายขึ้น

เลิกใช้ Hanko เพื่อผลักดันธนาคารสู่ยุคดิจิทัล

Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. หรือ MUFG สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้เปิดให้บริการบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko หรือสมุดบัญชีแล้ว รวมถึงตอนนี้ MUFG ก็เริ่มปรับปรุงเครือข่ายสาขาเพื่อนำคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและวิดีโอมาแทนที่พนักงานฝากถอน

Bank of Tokyo Mitsubishi UFJ หน่วยธนาคารของ MUFG สาขา Shinsaibashi

เป้าหมายในการปรับตัวของ MUFG ก็เพื่อให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินบนอุปกรณ์ของตัวเองได้ โดย MUFG ตั้งเป้าปรับรูปแบบสาขากว่า 100 แห่งในประเทศเป็นรูปแบบใหม่ภายในปี 2024 ซึ่ง MUFG ยังวางแผนจะลดจำนวนสาขาที่มีเคาน์เตอร์แบบดั้งเดิมลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจาก MUFG แล้ว Resona Holdings Inc. สถาบันการเงินอีกแห่งของญี่ปุ่นก็ประกาศให้ลูกค้าเปิดบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko ได้แล้วใน 600 สาขาของธนาคาร

การผลักดันญี่ปุ่นสู่ยุคดิจิทัลนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ซึ่งตอนนี้กำลังร่างกฎหมายเพื่อให้บริการของรัฐใช้ออนไลน์ได้ด้วย

เงินเยนญี่ปุ่น

แต่การจะทดแทนระบบเก่า ๆ ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก โดย Takayuki Ogura ผู้อำนวยการหน่วยธนาคารของ MUFG ระบุว่า MUFG ก็ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการโน้มน้าวรัฐบาลท้องถิ่นกว่า 450 ชุดในการประมวลผลระบบจ่ายภาษีให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์

แต่ Hanko คงยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้

แม้ธนาคารหรือองค์กรเอกชนญี่ปุ่นต่างก็เล็งเห็นความยุ่งยากในการจัดการเอกสาร แต่ฝั่งราชการของญี่ปุ่นก็ยังคงรักษามาตรฐานการใช้งาน Hanko ไว้อย่างเหนียวแน่น หรือธุรกิจขนาดเล็กก็ยังเรียกใช้ Hanko สำหรับสัญญาหลาย ๆ อย่าง ไปจนถึงการแต่งงานหรือการเป็นเจ้าของบ้านก็ยังต้องใช้ตราปั๊มนี้

Keiichi Fukushima ช่างแกะสลักที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นทายาทรุ่นที่สี่ของร้านขาย Hanko ใน Ueno ระบุว่า ทุกวันนี้ผู้ปกครองยังซื้อ Hanko แบบทำมือให้เด็ก ๆ ตอนที่มีอายุที่เหมาะสม และนักท่องเที่ยวก็มักจะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกด้วย ตอนนี้ธุรกิจการทำ Hanko นี้มีมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และยังมีโอกาสที่ต้องใช้ Hanko อีกมากในชีวิตของคนญี่ปุ่น

Minami Yoshida เสมียนบัญชีวัย 26 ปีจากบริษัทแห่งหนึ่งใน Kawasaki ระบุว่า ก่อนหน้าที่เธอจะจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ได้ เธอต้องปั๊มตรายางลงแบบฟอร์มใบโอนเงินด้วย Hanko ของบริษัท และนำแบบฟอร์มส่งธนาคารเพื่อประมวลผล ซึ่ง Yoshida เห็นว่ามันไร้ประสิทธิภาพมาก ซึ่งเธอไม่ได้อยากจะใช้ Hanko ในหลาย ๆ โอกาสที่มากเกินไป

ภาพจาก Shutterstock

สรุป

ตอนนี้ธนาคารญี่ปุ่นต่างก็พยายามปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล โดยการเลิกใช้ Hanko ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีลดภาระงานด้านเอกสารลง ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ฟินเทคเข้าถึงการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นได้ดีขึ้น แต่กับงานราชการอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ๆ

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hanko-will-no-loger-required-by-japanese-bank-to-reduce-paperworks-and-push-japan-to-digital/

โอกาสที่ซ่อนอยู่ในเรียวกังของ Nissan “ProPILOT Park”

ในวันที่เทคโนโลยีซึ่งเป็นจุดขายของหลายบริษัทก้าวทันกัน การนำเสนอเทคโนโลยีนั้นให้แตกต่างอาจเป็นตัวช่วยสร้าง Awareness ได้เป็นอย่างดี โดยคราวนี้เป็น Nissan ที่นำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติของทางค่ายที่มีชื่อว่า ProPilot Park มาประยุกต์ใช้กับข้าวของเครื่องใช้ภายในเรียวกัง ให้สามารถเคลื่อนที่กลับมาประจำตำแหน่งเดิมได้ด้วยตัวเอง ลดภาระพนักงานไม่ต้องตามเก็บอีกต่อไป 

โดยของใช้ในเรียวกังที่นำระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติไปติดตั้งนี้มีตั้งแต่รองเท้าสำหรับเปลี่ยนให้ลูกค้าได้สวมใส่ขณะเดินอยู่ในเรียวกัง โต๊ะญี่ปุ่น และเบาะรองนั่ง ซึ่งผลที่ได้คือเมื่อไม่มีการใช้งาน สิ่งของเหล่านี้จะเคลื่อนที่กลับไปอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมของตัวเองที่ระบบกำหนดไว้ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ เลย

ในมุมของนักการตลาด การจับคู่เทคโนโลยี ProPILOT Park ของ Nissan มาประยุกต์ใช้กับเรียวกังซึ่งเป็นที่พักสไตล์ญี่ปุ่นยังเป็นอีกหนึ่งกลวิธีในการสร้างความสนใจให้กับเทคโนโลยีของ Nissan ได้เป็นอย่างดี เพราะการจอดรถอัตโนมัตินั้นเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่าง ๆ เริ่มทำได้มากขึ้น ดังนั้น การจะโชว์แค่เทคโนโลยีจอดรถเองได้ในงานมหกรรมรถยนต์ทั่วไปอาจไม่สามารถสร้างความแตกต่างด้านจุดขายได้อีกแล้ว

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวมาอยู่ในรูปของการอำนวยความสะดวกให้กับแขกในเรียวกัง กลับสามารถสร้างเป็นประสบการณ์ในการเข้าพักที่สามารถเรียกความสนใจได้ รวมถึงยังทำให้แขกที่มาพักได้รับประสบการณ์พิเศษกลับไปด้วย

ไม่เฉพาะ Nissan ที่ใช้การจับคู่ต่างขั้วมาประยุกต์จนเป็นแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจ ในหลาย ๆ วงการรวมถึงนักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นหลายคนก็ใช้วิธีนี้ในการคิดพล็อตการ์ตูนเรื่องใหม่ ๆ เช่นกัน ใครที่กำลังไอเดียตันอาจลองหยิบวิธีนี้ไปใช้กันดูค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ BusinessInsider

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/nissan-pro-pilot-park/

ผู้หญิงญี่ปุ่นเข้าสู่โลกการทำงานมากขึ้นจริง แต่ส่วนใหญ่ทำ Part-Time ไม่ได้อยู่ในองค์กร ทักษะไม่สูง

แม้ว่าในช่วง 2 ทศวรรษให้หลังนี้ ผู้หญิงในญี่ปุ่นจะเข้าสู่โลกของตลาดแรงงานกันมากขึ้น แต่เมื่อสำรวจแล้วพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำงานแบบ Part-Time กันเสียมาก เพราะค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่งานแบบนี้ไม่ได้เสริมทักษะที่เฉพาะเจาะจง มากกว่านั้นสวัสดิการก็ไม่ได้ดีด้วย

Photo: Pixabay

เปิดโอกาสมากขึ้น แต่งานที่ทำไม่เสริมทักษะ

ในช่วง 20 ปีมานี้ ตลาดแรงงานของญี่ปุ่นมีอัตราการว่างงานน้อยมาก ถ้าคิดเป็นตัวเลขจะอยู่ที่ร้อยละ 2.8 เท่านั้น อัตราว่างงานที่ต่ำ หมายความว่า คนตกงานน้อย แน่นอนว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาในตลาดแรงงานมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากที่ญี่ปุ่นจะดึงเอาผู้หญิงเข้ามาสู่ตลาดแรงงานเพื่อลดช่องว่างในการทำงานแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะการก้าวเข้าสู่สังคมผู้อายุในอนาคตอันใกล้ด้วย อย่างล่าสุดคือ รัฐบาลของ Shinzo Abe ก็ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ดี

ปัญหาคือ แม้ว่าผู้หญิงจะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากยังได้รับค่าจ้างต่ำ ส่วนใหญ่ทำงานชั่วคราว (Part-Time) ไม่ได้อยู่ในองค์กรเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีสวัสดิการ และยังทำงานแบบทักษะไม่สูง

Photo: Pixabay

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

อย่างแรกเลยคือ ค่าจ้างงาน Part-Time ของญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้มีอัตราที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนอยากทำงานนี้ แต่เชื่อไหมว่า แม้ค่าแรงในงาน Part-Time จะเพิ่มสูงขึ้น แต่คนญี่ปุ่นที่ทำงานลักษณะนี้มีกลับมีเงินน้อยลง นั่นเป็นเพราะว่า “เมื่อค่าจ้างในงาน Part-Time มีอัตราสูงขึ้น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลยเลือกทำงานน้อยลง” หรือพูดอีกแบบก็คือ อัตราค่าจ้างที่สูงขึ้น ไม่ได้ทำให้มีเงินมากขึ้นเลย เพราะคนเลือกทำงานให้น้อยลง

หนึ่งในคำอธิบายของแนวโน้มที่คนญี่ปุ่น (โดยเฉพาะผู้หญิง) ที่เลือกทำงานแบบนี้คือ นโยบายการลดหย่อนภาษีของคู่สมรสที่พยายามจูงใจให้แต่งงานมีลูก (แน่นอนว่า เตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ) แต่ปัญหาอีกประการในญี่ปุ่นที่ตามมาจากกรณีนี้ก็คือ “การขาดแคลนสถานที่เลี้ยงเด็ก” ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถทำงานประจำได้ ในแง่นี้ งาน Part-Time เลยเป็นงานที่เหมาะที่สุดที่ผู้หญิงญี่ปุ่นเลือกทำจากเงื่อนไขที่มี

สิ่งน่ากังวลตอนนี้จึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการเข้าอยู่ในตลาดแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นของผู้หญิง แต่กลับมีค่าจ้างที่เมื่อคิดเชิงเปรียบเทียบแล้วถือว่าไม่สูง แถมยังไม่มีสวัสดิการรองรับที่ดี และมากกว่านั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำงานที่ช่วยเสริมทักษะในอาชีพการงานเสียเท่าไหร่

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japanese-women-work-part-time/

“ยาโยอิ” ย้ำภาพผู้นำร้านอาหารญี่ปุ่น ส่งแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “ลุ้นฟิน กินฟรี ปี 2”

ยาโยอิ สร้างความต่างด้วยกลยุทธ์ ‘ความสนุกสุดเซอร์ไพรส์’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับตัวจริง เดินหน้าทุ่มงบ 10 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์ที่สุดของที่สุดแห่งความเซอร์ไพรส์กับการกลับมาของแคมเปญ ‘ลุ้นฟิน กินฟรี ปี 2’ ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม มั่นใจความสำเร็จจากแคมเปญจะสามารถกระตุ้นยอดขายทั้งปีกว่า 3,500 ล้านบาท

 

คุณสมชาย หาญจิตต์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (พัฒนา, การตลาด และธุรกิจอาหารญี่ปุ่น) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงานในประเทศไทยกว่า 11 ปี ‘ยาโยอิ’ ได้มุ่งดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน  รวมถึงการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสนุกสุดพิเศษ ที่เราตั้งใจมอบให้ลูกค้าผ่านเมนูใหม่ แคมเปญ และโปรโมชั่นต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ปีที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการและร่วมสนุกกับยาโยอิเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะแคมเปญที่นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ กับ ‘ลุ้นฟิน กินฟรี’ ที่สร้างปรากฏการณ์เขย่าวงการ สามารถสร้างการรับรู้และจดจำเกี่ยวกับแบรนด์และแคมเปญที่มีเอกลักษณ์เหนือใคร จนกลายเป็นอีกหนึ่ง‘ซิกเนอเจอร์แคมเปญ’ ของยาโยอิ ที่มีส่วนในการผลักดันยอดขายตลอดปีพ.ศ. 2559 จนทะลุ 2,900 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15% เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ. 2558”

จากความสำเร็จของแคมเปญ ‘ลุ้นฟิน กินฟรี’ ที่ผ่านมา ทำให้ยาโยอิมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าเพิ่มขึ้น พร้อมกับตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่กล้าแจกจริง! ฟรีจริง! ให้กับลูกค้าทุกท่านแบบไม่จำกัดกลุ่ม

โดยล่าสุด ยาโยอิได้ ทุ่มงบ 10 ล้านบาท เปิดแคมเปญ ‘ลุ้นฟิน กินฟรี ปี 2’ ที่การันตีความยิ่งใหญ่ อัดแน่นความสนุกแบบจัดหนักจัดเต็มยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยชูกิจกรรมไฮไลท์อย่าง “ฟรีทั้งร้าน ฟินสะท้านเมือง” ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสุดยอดประสบการณ์ช่วงเวลาความฟินสุดเซอร์ไพรส์ นำทีมโดยเหล่า ‘ยาโยอิ เรนเจอร์’ ที่จะออกเดินสายปฏิบัติการส่งมอบความสนุกในการลุ้นเป็นผู้โชคดีที่ได้อิ่มอร่อยฟรี! ทุกรายการ ทุกโต๊ะ ทุกใบเสร็จ พร้อมอัดความเซอร์ไพรส์กับช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ให้ลูกค้าทุกท่านได้อิ่มอร่อยแบบฟินๆ ฟรีๆ ด้วยความหลากหลายของเมนูอาหารญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับจากยาโยอิ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ 160 สาขาทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ยังมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ความฟินที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนยุคใหม่ทุกท่านอีกระดับ ด้วยปรากฏการณ์แจกจริง! ฟรีจริง! ตลอดปี! เมื่อทานอาหารที่ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิครบทุก 500 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ รับคูปองร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดี

  • กินฟรีตลอดปี รับบัตรรับประทานอาหารที่ร้านอาหารยาโยอิ มูลค่าเดือนละ 2,000บาท จำนวน 30 รางวัล รวมทั้งหมด 720,000 บาท
  • เน็ตฟรีตลอดปี ลุ้นรับแพ็คเกจอินเตอร์เน็ต ทรูมูฟ เอช มูลค่าเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 60 รางวัล รวมทั้งหมด 720,000 บาท
  • ดูหนังฟรีตลอดปีรับบัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เดือนละ 6 ที่นั่ง มูลค่า 1,200 บาท จำนวน 60รางวัล รวมทั้งหมด 720,000 บาท

พร้อมดับเบิ้ลดีกรีความสนุกให้พิเศษมากยิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าชำระค่าอาหารผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี ลุ้นเป็นผู้โชคดีเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กันแบบฟรีๆ จำนวน 6 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 900,000 บาท

โดยยาโยอิได้เตรียมส่งคลิปวิดีโอ “ลุ้นฟิน กินฟรี” ที่นำแสดงโดยสองดาราและพิธีกรสุดฮ็อตอย่าง ดีเจนุ้ย – ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร และซาร่า – นลิน โฮเลอร์ มาร่วมสร้างประสบการณ์ความสนุกคู่ความอร่อยอย่างออกอรรถรส พร้อมวางแผนสื่อสนับสนุนในช่องทางออนไลน์ ที่พร้อมส่งต่อกิจกรรมความสนุกสุดเซอร์ไพรส์กับยาโยอิ เพื่อให้เกิดอินเตอร์แอคทีฟกับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งแคมเปญ โดยเรามั่นใจว่าแคมเปญ “ลุ้นฟิน กินฟรี ปีที่ 2″ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับยาโยอิรวม 3,500 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน” คุณสมชาย กล่าวสรุป

เริ่มแจกจ่ายความสนุกสุดฟินกับโปรโมชั่นแคมเปญ “ลุ้นฟิน กินฟรี ปี 2” ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ถึงวันที่ 30มิถุนายน พ.ศ. 2560 ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ 160 สาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียด และข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมจากร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิกันแบบเรียลไทม์ได้ที่ www.facebook.com/YayoiRestaurantThailand

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/yayoi-campaign-2017/

หมดปัญหาร้านเบเกอรี่คิดเงินนาน ญี่ปุ่นส่งเครื่องสแกนขนมปังมาช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว

หลายคนคงเคยประสบปัญหาในการรอคิดเงินที่ร้านเบเกอรี่ โดยเฉพาะร้านขนมปัง เพราะกว่าพนักงานจะคิดเงินเสร็จ ก็ต้องมาเช็คว่าลูกค้าซื้ออะไรไปบ้าง และต้องจำชนิดของขนมปังทั้งหมดให้ได้ แต่ปัญหานี้จะหมดไป เพราะมีนวัตกรรมใหม่มาช่วยแล้ว

ภาพจาก Twitter @imos

ระบบสแกนขนมปังอัจฉริยะ

ที่ร้านเบเกอรี่ Denen Plaza Kawaba ในจังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น สร้างความแตกต่างกับร้านอื่นๆ ด้วยการนำระบบคิดเงินรูปแบบใหม่ จากเดิมที่พนักงานต้องกดที่เครื่องว่าลูกค้าซื้อขนมปังชนิดใดบ้าง เป็นนำเครื่องสแกนที่สามารถตรวจจับประเภทของขนมปังแทน ซึ่งสามารถลดการเสียเวลาในขั้นตอนชำระเงินไปได้เยอะ

ขณะเดียวกันยังลดความผิดพลาดในการคิดเงินไปได้อีกด้วย เพราะเดิมทีพนักงานต้องจำทุกชนิดของขนมปังภายในร้าน และถ้ามาให้แปะราคา หรือนำพลาสติกมาหุ้มก็คงไม่ได้ เนื่องจากจะดูเหมือนขนมปังไม่สดใหม่ ที่สำคัญยังสามารถลดพนักงานภายในร้านได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในสภาวะที่ร้านเบเกอรี่ในญี่ปุ่นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทคโนโลยีตรวจจับสิ่งของถูกนำมาใช้ในร้านเบเกอรี่ เพราะก่อนหน้านี้ทาง Toshiba มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้กับ Supermarket บางแห่ง จึงเชื่อว่าอีกไม่นานนี้คงถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น และในอนาคตน่าจะเห็นเทคโนโลยีนี้ถูกประยุกต์ใช้ในร้านค้าต่างๆ ของประเทศไทยด้วย

อ้างอิง // Rocketnews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japanese-bakery-innovation/

Uniqlo ขึ้นแท่นแบรนด์อันดับ 1 ด้านแฟชั่นรีเทลของไทยประจำปี 2559

Uniqlo ผู้นำตลาดเสื้อผ้าและแฟชั่นจากประเทศญี่ปุ่น เผยผลสำรวจจาก YouGov หลังประกาศให้ Uniqlo ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ด้านแฟชั่นรีเทล จากคะแนนโหวตของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ 

โดยตำแหน่งแบรนด์อันดับหนึ่งด้านแฟชั่นรีเทลของไทยนั้นมาจากการจัดอันดับของ YouGov BrandIndex ซึ่งได้ทำการสำรวจกับผู้บริโภคในประเทศไทยเกี่ยวกับแบรนด์ที่ชื่นชอบ ประจำปี 2016 (Thailand Brand Advocacy Ranking) ในด้านต่างๆ กว่า 280 แบรนด์ โดยทำการสำรวจตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งผลคะแนนวัดจากคำถามที่ว่า 1) คุณจะแนะนำแบรนด์นี้ให้กับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวหรือไม่ 2) คุณจะแนะนำให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเลี่ยงที่จะเลือกซื้อแบรนด์นี้หรือไม่ ซึ่งผลคะแนนที่ได้จะคำนวณโดยการหักลบจากผลตอบรับทางด้านลบออกจากผลตอบรับในทางบวก เพื่อให้ได้คะแนนสุทธิของแต่ละแบรนด์ขึ้นมา

ทั้งนี้ ในการสำรวจด้าน Thailand Brand Advocacy Ranking –Fashion Retailers นั้น Uniqlo ได้รับผลโหวตอันดับ 1 ด้วยคะแนน 67.7 เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดจากผลสำรวจของผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาขอบคุณไปยังลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับกับ Uniqlo อย่างดี

“ทาง Uniqlo ขอขอบพระคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ให้การตอบรับกับ Uniqlo เป็นอย่างดีเสมอมา นับตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามาทำธุรกิจที่เมืองไทย และเปิดสาขาแรกของเราที่เซ็นทรัลเวิล์ด จนถึงวันนี้ Uniqlo มีสาขากว่า 34 สาขาทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ สโตร์ของเราที่เปิดมาเพื่อรองรับผู้บริโภคตลอด 24 ชั่วโมง และเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในจังหวัดอื่นๆ ที่ยังไม่มีสาขาของ Uniqlo อีกด้วย”

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถชมแบบสำรวจเต็มรูปแบบได้ที่ https://th.yougov.com/en-th/find-solutions/brandindex/brand-advocacy-rankings/

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/uniqlo-best-brand-in-fashion-retail-2016/