คลังเก็บป้ายกำกับ: JAPAN

🚅 ญี่ปุ่นใช้รถไฟความเร็วสูงขนส่ง “อาหารทะเล” จากท่าเรือไปโตเกียวเพียง 8 ชั่วโมง เดิม 2 วัน

  • ใครจะนึกว่า อาหารทะเลที่ชาวประมงญี่ปุ่นจับได้ตอนเช้า จะส่งถึงมือผู้บริโภคภายในวันเดียว
  • เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงแล้วในญี่ปุ่น และต้องขอบคุณรถไฟความเร็วสูง Shinkansen 🚄
  • ที่สำคัญ อาหารทะเลที่ส่งภายในวันเดียว ยังคงความ “Super Fresh” ของสินค้า ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ยอดเยี่ยม 🦐 🐟🦞
TOKYO, JAPAN – MAY 02: Shinkansen bullet trains are stopped at Tokyo Train Station on May 02, 2016 in Tokyo, Japan.  (Photo by Carl Court/Getty Images)

ขนส่งอาหารทะเลแบบ “Super Express Fresh” เกิดขึ้นจริง เพราะรถไฟความเร็วสูง

รถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) ในญี่ปุ่นซึ่งบริหารงานโดย JR East ในปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการขนส่งอาหารทะเล โดยขนส่งจากท่าเรือนีงาตะ (Niigata) ไปยังโตเกียวภายใน 8 ชั่วโมง จากแต่เดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 2 วันในการขนส่ง

Tohru Yamamoto ซีอีโอของ Foodison ผู้ค้าส่งอาหารทะเลรายใหญ่ในญี่ปุ่น บอกว่า “ผมต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้รู้ว่าอาหารทะเลที่วางอยู่ตรงหน้าในร้าน คืออาหารทะเลที่จับมาเมื่อเช้าของวันนั้น”

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้นอกจากการขนส่งอาหารทะเลด้วยเวลาอันรวดเร็วแล้ว คือ ” มูลค่า” ของสินค้า เพราะการขนส่งด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วทำให้สินค้ายังสดใหม่มากๆ ศัพท์ในวงการคือ “Super Express Fresh”

ถ้าไปดูอาหารทะเลที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ยกตัวอย่างเช่น กุ้งที่ขนส่งแบบเดิม (เทียบเท่าเรือ ขนส่งมาตลาดโดยใช้รถบรรทุก) ราคากุ้งสดจะอยู่ที่ 600 เยน (ประมาณ 170 บาท) ในขณะที่กุ้งสดที่ขนส่งโดยรถไฟความเร็วสูงขายในราคา 1,600 เยน (ประมาณ 460 บาท) หรือคิดง่ายๆ มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

อย่างไรก็ดี การขนส่งสินค้าเกษตรด้วยรถไฟความเร็วสูงยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะในระยะยาวจะช่วยลดการใช้แรงงานในภาคการขนส่ง และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (carbon footprint) ในระหว่างการขนส่งได้มากกว่าการขนส่งรูปแบบเก่าอีกด้วย

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-shinkansen-seafood-delivery/

โฆษณา

โอกาสมาแล้ว ญี่ปุ่นอนุญาตให้คนที่ถือ “วีซ่านักเรียน” เปลี่ยนเป็น “วีซ่าทำธุรกิจ”

เพื่อต่อสู้กับปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศ ญี่ปุ่นเปิดโอกาสใหม่ ให้ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียน สามารถเปลี่ยนมาเป็นวีซ่าที่สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจได้แล้ว 🇯🇵

Japan
Japan Photo: Shutterstock

โอกาสใหม่ในญี่ปุ่น เปลี่ยน “วีซ่านักเรียน” เป็น “วีซ่าทำธุรกิจ”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นผ่านกฎหมายอนุญาตให้ผู้ที่ถือ “วีซ่านักเรียน” สามารถเปลี่ยนสถานะวีซ่ามาเป็น “วีซ่าทำธุรกิจ” นั่นหมายความว่า สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจในญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้มาจากการประชุมสภาเขตพิเศษเชิงยุทธศาสตร์ (Council on National Strategic Special Zones) โดยมีชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างการเติบโตใหม่ (new growth strategy) ให้กับประเทศ

สิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นคาดหวังจากการผ่านกฎหมายครั้งนี้ คือต้องการทำให้จำนวนของผู้ประกอบการหน้าใหม่ต่างชาติในญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ นอกเมืองโตเกียว เพราะอย่างที่รู้ว่าญี่ปุ่นในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาขาดแคลนแรงงานและประชากรในประเทศ 1 ใน 5 มีอายุมากกว่า 70 ปี

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดเว็บไซต์กลาง เพื่อรับสมัครแรงงานต่างชาติทักษะสูง-มีฝีมือโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการหาแรงงานต่างชาติระดับหัวกะทิมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และที่สำคัญยังได้เสนอให้อยู่ยาว เอาครอบครัวมาอยู่ได้ด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจคือ โดยสถิติแล้ว นักเรียน-นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในญี่ปุ่น เมื่อจบการศึกษาแล้ว จะเดินกลับไปประเทศของตัวเองเพื่อทำธุรกิจ หรือถ้าต้องการมาทำธุรกิจในญี่ปุ่นก็ต้องทำเรื่องขอวีซ่ามาทำธุรกิจในญี่ปุ่น ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาสักระยะ ดังนั้นการเดินเกมของรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักเรียน-นักศึกษาที่มาเรียนในญี่ปุ่นสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องรอให้จบการศึกษาก่อนแต่อย่างใด

ที่มา – JapanTimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-allowed-foreign-students-to-visa-start-company/

ญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการให้ร้านค้าเก็บเงินค่าถุงพลาสติก 10 เยน

ประเทศญี่ปุ่นมีแผนบังคับใช้ในการเรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับการใช้ถุงพลาสติกสำหรับร้านค้าต่างๆ เพื่อต้องการลดขยะทางทะเล และรักษาสิ่งแวดล้อม

Photo : Shutterstock

กลายเป็นประเด็นที่ต้องตระหนักกันทั่วโลกสำหรับเรื่องถุงพลาสติก หลายประเทศในยุโรป รวมถึงเอเชียบางประเทศก็เริ่มมีมาตรการจริงจังในการงดใช้ถุงพลาสติก อาจจะเริ่มจากอ่อนในการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก ไประดับแข็งที่มีการเก็บเงินเมื่อต้องการใช้บริการ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศล่าสุดที่มีการเตรียมมาตรการในการเรียกเก็บเงินผู้บริโภคสำหรับการใช้ถุงพลาสติกแล้ว จะมีผลบังคับใช้กับห้างค้าปลีกต่างๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา และห้างสรรพสินค้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้บอกว่า ทางกระทรวงมีแผนที่จะร่างกฎหมายถึงการงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ในขณะที่ห้างค้าปลีกต้องมีการคิดค่าใช้จ่ายถ้าผู้บริโภคต้องการใช้

ทางกระทรวงมองว่าการบังคับการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกกับกลุ่มห้างค้าปลีกนั้น น่าจะอยู่ที่ 10 เยน/ใบ แต่อาจจะมีราคาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

และเมื่อทางห้างค้าปลีกมีรายได้จากการเก็บเงินค่าถุงพลาสติก ก็ได้ให้เอาเงินต่างๆ เหล่านั้นไปใช้ในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่า จะเป็นการปลูกป่า ปลูกต้นไม้ หรือการเผยแพร่ความรู้ที่เกี่ยวข้องการมลพิษทางทะเลให้ได้มากที่สุด

นอกจากห้างค้าปลีกระดับใหญ่แล้ว เสต็ปต่อไปก็คือการมุ่งไปยังร้านค้าขนาดกลาง และขนาดเล็ก ให้มีมาตรการในเรื่องงดใช้ถุงพลาสติกเช่นเดียวกัน

ซึ่งรู้หรือไม่ว่าญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกมากที่สุด หลังจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีมาตรการในการควมคุมการใช้พลาสติกอย่างจริงจัง

จึงทำให้ญี่ปุ่นเองก้ต้องกลับมาทบทวนปัญหานี้อย่างจริงจังมากขึ้น การออกมาตรการนี้จะเป็นการช่วยลดปัญหาพลาสติก รวมถึงปัญหาขยะทางทะเล ถึงแม้ว่าปัจจุบันถุงพลาสติกจะมีสัดส่วนไม่มากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับขยะพลาสติกทั้งหมด แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่มากที่ทั่วโลกต้องเผชิญ

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-ban-free-plastic-bags-at-stores/

ญี่ปุ่นเตรียมจัดงานอีเวนท์ esports สำหรับผู้พิการเป็นครั้งแรกของโลก

ข้อจำกัดด้านร่างกายอาจไม่อาจกีดขวางจิตใจนักสู้ของชาวเกมเมอร์ เมื่อ ONELIFE.inc ผู้ใช้บริการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้พิการในจังหวะกุนมะ ประเทศญี่ปุ่นได้ก่อตั้ง Gunma eSports Association พร้อมจัดงานแข่งขัน 1st eSports Event for Disabled in 2019 GUNMA อีเวนต์ esports สำหรับผู้พิการโดนเฉพาะเป็นครั้งแรกของโลกในวันที่ 31 สิงหาคม 2019

อีเวนต์นี้จัดขึ้นที่ Big Cube ใน Vient-Takasaki ของเมืองทาคาซากิ โดยจะมีการแข่งขันเกม League of Legneds ชิงเงินรางวัลรวม 1,000,000 เยน, Puyo Puyo Experience Corner มุมแนะนำเกม Puyo Puyo โดย live เกมเมอร์มืออาชีพที่ได้รับการรับรองจาก JeSU (Japan Esports Union), บูธให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผู้พิการ และ บูธกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผู้ที่สนใจลงแข่งขันในงานนี้ จะต้องเป็นผู้พิการที่มีใบรับรองจากทางการ และลงชื่อสมัครภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2019 นี้

alt="a"

ที่มา: Yahoo Finance, Gunma eSports Association

from:https://www.blognone.com/node/110248

Yumi Ishikawa จุดไฟแฮชแทคร้อน #KuToo ชวนสาวปลาดิบสู้เพื่อสิทธิ “งดส้นสูง”

 

เปิดเส้นทาง Yumi Ishikawa ผู้จุดประเด็นแฮชแทค #KuToo ซึ่งทำให้ผู้หญิงทั่วญี่ปุ่นลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิในการสวม “รองเท้าส้นเตื้ย” ในที่ทำงาน ล่าสุด Yumi Ishikawa สามารถรวบรวมรายชื่อสาวซากุระได้มากกว่า 26,000 ชื่อเพื่อเสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกคำสั่งห้ามองค์กรตั้งข้อกำหนดให้พนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูง ซึ่งจะเป็นเรื่องผิดกฏหมายทันทีหากองค์กรใดบังคับจิตใจใครที่ไม่อยากสวม

Yumi Ishikawa เป็นนักเขียน ศิลปิน และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีที่อาศัยในกรุงโตเกียว จุดเริ่มต้นของการรณรงค์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเธอเขียน Twitter ถึงเหตุการณ์ถูกบังคับให้สวมรองเท้าส้นสูงในที่ทำงาน เรื่องราวนี้กลายเป็นไวรัลดังในแดนปลาดิบ จนมีผู้กด like มากกว่า 67,000 ครั้ง และถูก retweet หรือทวีตซ้ำ 30,000 ครั้ง

ไม่นาน Yumi Ishikawa ตัดสินใจใช้ Change.org เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามองค์กรบังคับพนักงานสวมส้นสูง พร้อมกับคิดแฮชแทคสั้นจำง่าย #KuToo คลัายกับ #MeToo ในสหรัฐฯ โดย #KuToo มาจากการผสมคำ 2 คำระหว่างรองเท้า (kutsu) และความปวด (kutsuu) ล่าสุด Ishikawa จัดงานแถลงข่าวเพื่อยืนยันว่าเธอจะเดินหน้าดันโครงการรณรงค์นี้อย่างเต็มที่

เลือกได้ดีกว่าบังคับ

รายงานวิชาการจำนวนมากฟันธงว่าการสวมรองเท้าส้นสูงเป็นที่มาของอาการปวดคอ เท้า หลัง และขา แน่นอนว่าสาวส่วนใหญ่สามารถดูดีและรู้สึกมีพลังเมื่อสวมส้นสูง แต่ Yumi Ishikawa มองว่าการสวมใส่รองเท้าส้นสูงควรเป็นทางเลือก ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องบังดับกัน

ที่ผ่านมา สำนักงานหลายแห่งทั่วโลกกดดันให้ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นสูงด้วยการกำหนดเป็นเครื่องแบบของสำนักงาน สิ่งที่ Ishikawa ต้องการคือล้มล้างการบังคับนี้ หลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเธอเองและเพื่อนหญิงด้วยกัน

Yumi Ishikawa เล่าว่าเธอถูกกำหนดให้สวมรองเท้าส้นสูงในขณะทำงานที่ห้องรับรองแขกงานทางการ เธอใช้ Twitter เพื่อระบายความไม่พอใจจากการถูกบังคับให้ใส่ส้นเท้า ทวีตของเธอทำให้เกิดไวรัล ซึ่งหลังจากที่แคมเปญ #KuToo เริ่มติดตลาด คำร้องก็ถูกส่งไปยังกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นแล้ว

ความหวังของแคมเปญนี้ คือการตีความให้ข้อกำหนดที่บังคับให้พนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูงนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ หรือการล่วงละเมิด Ishikawa กล่าวกับสื่อว่าแคมเปญนี้จะเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคม เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการมารยาทที่ไม่ดี เมื่อผู้หญิงสวมรองเท้าส้นเตี้ยอย่างผู้ชาย

ยังไม่ยอมรับ

รายงานระบุว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมรับคำร้องดังกล่าว และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการของญี่ปุ่น (Ministry of Health, Labor and Welfare) ให่สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่ายังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนกฎว่านายจ้างสามารถกำหนดให้พนักงานสวมใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทสามารถควบคุมพนักงานได้ตามที่เห็นสมควร และคนส่วนใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับรองเท้าส้นสูง (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

ไม่เพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือระดมเสียงประท้วงส้นสูง เพราะในอังกฤษก็มีการระดมเสียงของประชาชนกว่า 150,000 คน เพื่อลงนามในคำร้องต่อรัฐบาลอังกฤษในปี 2017 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้อังกฤษก็ยังคงปฏิเสธคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าการเลือกปฏิบัติทางเพศนั้นผิดกฎหมายอยู่แล้วในอังกฤษ และรองเท้าส้นสูงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสิรมรูปลักษณ์ที่ดูสมาร์ทขึ้นในที่ทำงานเท่านั้น

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเห็นด้วย เพราะในปี 2017 รัฐบาล British Columbia ก็ลดความเข้มข้นในธรรมเนียมที่กำหนดให้พนักงานหญิงต้องสวมรองเท้าส้นสูง โดยอ้างถึงความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการลื่นหรือล้ม รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า ขา และหลัง

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/yumi-ishikawa-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%ae%e0%b8%8a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-kutoo-%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%aa/

Yumi Ishikawa จุดไฟแฮชแทคร้อน #KuToo ชวนสาวปลาดิบสู้เพื่อสิทธิ “งดส้นสูง”

 

เปิดเส้นทาง Yumi Ishikawa ผู้จุดประเด็นแฮชแทค #KuToo ซึ่งทำให้ผู้หญิงทั่วญี่ปุ่นลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิในการสวม “รองเท้าส้นเตื้ย” ในที่ทำงาน ล่าสุด Yumi Ishikawa สามารถรวบรวมรายชื่อสาวซากุระได้มากกว่า 26,000 ชื่อเพื่อเสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกคำสั่งห้ามองค์กรตั้งข้อกำหนดให้พนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูง ซึ่งจะเป็นเรื่องผิดกฏหมายทันทีหากองค์กรใดบังคับจิตใจใครที่ไม่อยากสวม

Yumi Ishikawa เป็นนักเขียน ศิลปิน และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีที่อาศัยในกรุงโตเกียว จุดเริ่มต้นของการรณรงค์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเธอเขียน Twitter ถึงเหตุการณ์ถูกบังคับให้สวมรองเท้าส้นสูงในที่ทำงาน เรื่องราวนี้กลายเป็นไวรัลดังในแดนปลาดิบ จนมีผู้กด like มากกว่า 67,000 ครั้ง และถูก retweet หรือทวีตซ้ำ 30,000 ครั้ง

ไม่นาน Yumi Ishikawa ตัดสินใจใช้ Change.org เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามองค์กรบังคับพนักงานสวมส้นสูง พร้อมกับคิดแฮชแทคสั้นจำง่าย #KuToo คลัายกับ #MeToo ในสหรัฐฯ โดย #KuToo มาจากการผสมคำ 2 คำระหว่างรองเท้า (kutsu) และความปวด (kutsuu) ล่าสุด Ishikawa จัดงานแถลงข่าวเพื่อยืนยันว่าเธอจะเดินหน้าดันโครงการรณรงค์นี้อย่างเต็มที่

เลือกได้ดีกว่าบังคับ

รายงานวิชาการจำนวนมากฟันธงว่าการสวมรองเท้าส้นสูงเป็นที่มาของอาการปวดคอ เท้า หลัง และขา แน่นอนว่าสาวส่วนใหญ่สามารถดูดีและรู้สึกมีพลังเมื่อสวมส้นสูง แต่ Yumi Ishikawa มองว่าการสวมใส่รองเท้าส้นสูงควรเป็นทางเลือก ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องบังดับกัน

ที่ผ่านมา สำนักงานหลายแห่งทั่วโลกกดดันให้ผู้หญิงสวมรองเท้าส้นสูงด้วยการกำหนดเป็นเครื่องแบบของสำนักงาน สิ่งที่ Ishikawa ต้องการคือล้มล้างการบังคับนี้ หลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเธอเองและเพื่อนหญิงด้วยกัน

Yumi Ishikawa เล่าว่าเธอถูกกำหนดให้สวมรองเท้าส้นสูงในขณะทำงานที่ห้องรับรองแขกงานทางการ เธอใช้ Twitter เพื่อระบายความไม่พอใจจากการถูกบังคับให้ใส่ส้นเท้า ทวีตของเธอทำให้เกิดไวรัล ซึ่งหลังจากที่แคมเปญ #KuToo เริ่มติดตลาด คำร้องก็ถูกส่งไปยังกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นแล้ว

ความหวังของแคมเปญนี้ คือการตีความให้ข้อกำหนดที่บังคับให้พนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูงนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ หรือการล่วงละเมิด Ishikawa กล่าวกับสื่อว่าแคมเปญนี้จะเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคม เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการมารยาทที่ไม่ดี เมื่อผู้หญิงสวมรองเท้าส้นเตี้ยอย่างผู้ชาย

ยังไม่ยอมรับ

รายงานระบุว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยอมรับคำร้องดังกล่าว และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการของญี่ปุ่น (Ministry of Health, Labor and Welfare) ให่สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่ายังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนกฎว่านายจ้างสามารถกำหนดให้พนักงานสวมใส่เสื้อผ้าหรือรองเท้าได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบัน บริษัทสามารถควบคุมพนักงานได้ตามที่เห็นสมควร และคนส่วนใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับรองเท้าส้นสูง (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

ไม่เพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือระดมเสียงประท้วงส้นสูง เพราะในอังกฤษก็มีการระดมเสียงของประชาชนกว่า 150,000 คน เพื่อลงนามในคำร้องต่อรัฐบาลอังกฤษในปี 2017 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้อังกฤษก็ยังคงปฏิเสธคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าการเลือกปฏิบัติทางเพศนั้นผิดกฎหมายอยู่แล้วในอังกฤษ และรองเท้าส้นสูงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเสิรมรูปลักษณ์ที่ดูสมาร์ทขึ้นในที่ทำงานเท่านั้น

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเห็นด้วย เพราะในปี 2017 รัฐบาล British Columbia ก็ลดความเข้มข้นในธรรมเนียมที่กำหนดให้พนักงานหญิงต้องสวมรองเท้าส้นสูง โดยอ้างถึงความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการลื่นหรือล้ม รวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า ขา และหลัง

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/yumi-ishikawa-kutoo/

ชาวญี่ปุ่นต่างพากันตะลึง!! เมื่อได้เห็นหน้าสดของสาวสวยที่คอสเพลย์เป็น The Idolmaster Cinderella Girls

ชาวญี่ปุ่นน่าจะเป็นชาติแรกที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูเหมือนคาแรคเตอร์จากเกมหรือตัวการ์ตูน ซึ่งเรียกกันว่าการคอสเพลย์ แต่ไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกายเท่านั้นที่จะช่วยให้คนธรรมดา ดูเหมือนตัวละครในจินตนาการ การแต่งหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญ และ Itawasa ก็มีความสามารถในการแต่งหน้าที่พลิกโฉมตัวเองไปอย่างไม่น่าเชื่อ และเธอก็ไม่อายที่จะเปิดเผยหน้าสดของตัวเอง

ก่อนอื่นเราไปดูภาพลักษณ์ของ Itawasa ที่หลายคนจะเห็นเมื่อเธอออกจากบ้าน ซึ่งดูเหมือน Shin Sato จาก The Idolmaster Cinderella Girls

และต่อไปนี้คือหน้าสดของ Itawasa ซึ่งเธอบอกว่าแม่ของเธอถ่ายภาพนี้ให้ในระหว่างที่เธอกำลังจิบกาแฟตอนเช้า หลังจากที่เธอตื่นนอนแล้วเสร็จสิ้นขั้นตอนการดูแลผิวก่อนจะลงมือแต่งหน้า

ชาวเน็ตต่างพากันชื่นชมและประทับใจในตัว Itawasa ที่กล้าเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงให้ทุกคนได้เห็น และนี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่สนับสนุนเธอ

“มันเป็นเรื่องยากมากที่จะได้เห็นคนคอสเพลย์ โดยไม่ต้องแต่งหน้า! ฉันไม่มีอะไรนอกจากต้องขอยกย่องเธอ”

“ฉันคิดเสมอว่าหน้าตาฉันคงไม่เหมาะกับการคอสเพลย์ แต่นี่ทำให้ฉันมีความมั่นใจที่จะลองทำดู ขอบคุณ!”

“โอ้พระเจ้า ผิวหน้าของเธอที่ปราศจากเมคอัพนั้นสวยมาก เคล็ดลับของเธอคืออะไร?”

“รูปภาพหน้าสดของเธอ ดูเปล่งประกายมาก”

Itawasa กล่าวว่าเธอรู้สึกประหลาดใจกับทุกความสนใจที่เธอได้รับหลังจากเปิดเผยหน้าสด ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ติดตามใน Twitter เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเธอเองก็ไม่ใช่คนแรกของกลุ่มคนที่รักการคอสเพลย์และออกมาเปิดเผยหน้าสด โดยคนที่รักในสิ่งเดียวกัน จะออกมาเปิดเผยหน้าสดผ่าน Twitter พร้อมใส่แฮชแท็ก #レイヤーのオンとオフ เพื่อแสดงภาพก่อนและหลังแต่งหน้า

ที่มา – SoraNews24
https://www.flashfly.net/wp/254869

from:https://www.flashfly.net/wp/254869