คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_TRENDS_AND_UPDATES

Deloitte คาดการณ์ปัญหาการขาดแคลนชิปจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปี 2022

Deloitte คาดการณ์ปัญหาการขาดแคลนชิปจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปี 2022 แต่จะค่อยๆลดความรุนแรงลง

Deloitte คาดการณ์ปัญหาการขาดแคลน Semiconductor ในรายงาน Technology, Media & Telecommunications (TMT) 2022 ว่าปัญหานี้จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2022 แต่จะค่อยๆลดความรุนแรงลงจนกลับมาเป็นปกติในช่วงต้นปี 2023 ส่งผลให้ลูกค้าจะต้องรอสินค้า 10 ถึง 20 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย โดยปัญหานี้เกิดจากความต้องการใช้งานชิปในตลาดมีมากขึ้น แต่การผลิตออกมานั้นไม่ทันกับความต้องการ

ปัจจุบัน Venture Capital (VC) หลายบริษัทได้เริ่มเข้ามาทุ่มเงินลงทุนในบริษัททางด้าน Semiconductor เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า โดยจะเป็นการช่วยเร่งกำลังการผลิตในอนาคตได้

ยอดขายในตลาด Semiconductor นั้นมีการเติมโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2021 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 9% ในปี 2022 มียอดขายอยู่ที่ 574 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/deloitte-chip-shortage-will-extend-into-2022/

from:https://www.techtalkthai.com/deloitte-predicts-chip-shortage-extend-to-2022/

[Guest Post] 5 คำทำนายไซเบอร์ซิเคียวริตี้ปี 2565

 

ช่วงต้นปี 2565 ธุรกิจจำนวนมากจะถูกโจมตี

ในขณะที่หลายองค์กรเริ่มเข้าสู่โหมดชะลอตัวก่อนถึงช่วงวันหยุดสิ้นปี และกำลังโฟกัสอยู่ที่การเตรียมให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศเหมือนช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นไฮบริด มีทั้งทีมที่ทำงานจากที่บ้านและที่ออฟฟิศ สิ่งเหล่านี้อาจเบี่ยงเบนความสนใจด้านซิเคียวริตี้ และกลายเป็นโอกาสให้อาชญากรไซเบอร์แอบแฝงเข้ามาในเน็ตเวิร์คองค์กรได้โดยไม่ก่อให้เกิดความสงสัย ในปี 2565 เราจะเห็นองค์กรออกมาเปิดเผยเหตุละเมิดข้อมูลหรือการถูกโจมตีทางไซเบอร์ต่างๆ และสืบย้อนไปได้ว่าต้นเหตุของการละเมิดข้อมูลเหล่านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี

เราใกล้จะเป็นพาสเวิร์ดของตัวเราเองแล้ว

การโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นมหาศาลของบัญชีออนไลน์ พ่วงด้วยแนวปฏิบัติเกี่ยวกับพาสเวิร์ดที่ไม่รัดกุมของผู้บริโภคในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นสูตรสำเร็จที่นำสู่เหตุธุรกิจหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง พาสเวิร์ดที่ไม่ปลอดภัยเป็นช่องที่นำสู่การเจาะข้อมูล และนำสู่เหตุพาสเวิร์ดรั่วไหลอื่นๆ ต่อไปอีก จนกลายเป็นวงจรอันตราย การพัฒนาของ AI และเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์จะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกรูปแบบการพิสูจน์ตัวตนอื่นๆ เพิ่มขึ้น เราเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ Face ID, ลายนิ้วมือ หรือการพิสูจน์ตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์รูปแบบอื่นๆ ที่วันนี้กลายเป็นตัวเลือกที่ผู้ให้บริการหลายรายเลือกใช้ จริงๆ แล้วผู้บริโภคย่อมไม่สามารถจดจำหรือจัดการพาสเวิร์ดที่แตกต่างกันมากกว่า 20 พาสเวิร์ดได้ และหลายคนก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ด แต่เมื่อมองในแง่ความสะดวก และยิ่งเมื่อการพิสูจน์ตัวตนรูปแบบต่างๆ มีความสะดวกปลอดภัยมากขึ้น เราจะเริ่มเห็นการใช้งานลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทหนึ่ง จะนำสู่การขู่รีดไถอีกบริษัทหนึ่ง

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์จะเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ความพยายามในการเพิ่มรายได้และปิดจ็อบให้เร็วยิ่งขึ้น ในปี 2565 เราจะเริ่มเห็นแรนซัมแวร์เรียกค่าไถ่แบบขู่กรรโชกสามชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรหนึ่ง จะกลายเป็นภัยคุกคามขู่กรรโชกไปยังคู่ค้าทางธุรกิจขององค์กรนั้นๆ ด้วย ผู้โจมตีแรมซัมแวร์จะไม่หยุดอยู่ที่การขู่กรรโชกองค์กรเหยื่อเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่จะรีดไถคู่ค้าทางธุรกิจที่มีข้อมูล หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ระบบซัพพลายเชนไม่สามารถหยุดชะงักได้ด้วย

การโจมตีซัพพลายเชนจะกลายเป็นข้อกังวลอันดับต้นๆ ของผู้บริหาร

ในปี 2021 โลกได้ตระหนักถึงปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนที่รุนแรง อันเนื่องมาจากข้อจำกัดช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาชญากรไซเบอร์จะพยายามใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนที่องค์กรต้องพึ่งพาซัพพลายเชนเป็นอย่างมาก ทั้งในระดับผู้บริโภคและระดับเอ็นเตอร์ไพรซ์ ระบบซัพพลายเชนมีจุดบอดหรือรอยร้าวมากมายที่ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์ได้ การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์จะเป็นภัยคุกคามที่ไม่เพียงส่งผลต่อบริษัทนั้นๆ แต่จะกระทบต่อซัพพลายเชนโดยรวมด้วย ซึ่งจะทำให้การโจมตีลักษณะนี้เป็นกลายเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้ผู้บริหารมากที่สุด

Zero Trust จะเป็นตัวกำหนดระดับความปลอดภัย

ธุรกิจจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตระหนักว่าหากต้องการสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า กลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของพวกเขาต้องไม่เปิดช่องให้มีการอ่อนข้อหรือไว้ใจใคร ในปี 2565 เราจะเริ่มเห็นภาครัฐและเอกชนตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น และประเมินการเปิดสิทธิ์ให้เข้าถึงข้อมูลใหม่ ว่า “ใคร อะไร ทำไม” ถึงควรเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น เราไม่เพียงแต่จะเริ่มเห็น “การตรวจสอบ” สิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้มากขึ้น แต่ยังรวมถึงสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของแอพพลิเคชันต่างๆ ด้วย

 

ข้อมูลโดยชาร์ลส์ เฮ็นเดอร์สัน Head of IBM X-Force, นิค รอสส์แมนน์ Nick Rossmann Global Threat Intelligence Lead, IBM X-Force และลอร์เรนซ์ ไดน์ Global Partner, IBM X-Force Incident Response

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-5-ibm-x-force-security-prediction-2022/

[Guest Post] การ์ทเนอร์เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงแห่งปี 2565

การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาดูและศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า 

นายเดวิด กรูมบริดจ์ นักวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของซีอีโอและบอร์ดบริหารที่ต้องการสร้างการเติบโตแก่องค์กรผ่านการเชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ร่วมกับลูกค้าโดยตรงเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารด้านไอทีที่ต้องวางแผนและดำเนินการให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสามารถพิจารณาและปรับใช้แต่ละแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2565 ของการ์ทเนอร์ได้”

“ผู้บริหารไอทีต้องหาตัวคูณที่เป็นกำลังสนับสนุนด้านไอทีเพื่อสร้างการเติบโตแก่องค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรม ตลอดจนสร้างรากฐานทางเทคนิคที่มีความยืดหยุ่น ปรับขนาด และสร้างสภาพคล่องทางการเงินในด้านการลงทุนดิจิทัลได้ ส่งผลให้เกิดเทรนด์เทคโนโลยีในปีนี้เป็น 3 ธีมหลัก ๆ ได้แก่: ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม (Engineering trust) การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change) และการเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)”

แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงแห่งปี 2565 ได้แก่

 

 

 

 

 

 

 

 

กำเนิดใหม่ปัญญาประดิษฐ์ [Generative Artificial Intelligence (AI)]

หนึ่งในเทคนิคของการพัฒนา AI ที่เป็นที่รู้จักและมีประสิทธิภาพมากที่สุดและกำลังเข้าสู่ตลาดคือ Generative AI ซึ่งเป็นแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับคอนเทนท์หรือ Data Object และใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นต้นฉบับและมีความเสมือนจริง

Generative AI สามารถใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การสร้างโค้ดซอฟต์แวร์ เร่งกระบวนการพัฒนายาและการทำตลาดที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Targeted Marketing) อย่างไรก็ดียังพบว่ามีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้เพื่อละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผู้อื่น ปลอมแปลงข้อมูลประจำตัว หลอกลวง ฉ้อโกง บิดเบือนข้อมูลทางการเมือง และอื่น ๆ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 เทคโนโลยี Generative AI จะมีสัดส่วนเป็น 10% ของข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับการผลิตขึ้นมา สูงกว่าปัจจุบันที่มีปริมาณน้อยกว่า 1%

โครงข่ายข้อมูล [Data Fabric]

จำนวนข้อมูลและแอปพลิเคชันแบบไซโลเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนบุคลากรที่มีทักษะในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data and Analytics – D&A) กลับคงที่หรือลดลง

Data Fabric ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรวมข้อมูลที่ยืดหยุ่นและรองรับการทำงานระหว่างแพลตฟอร์มและระหว่างธุรกิจได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการรวมข้อมูลขององค์กรง่ายขึ้น และสร้างสถาปัตยกรรมที่พร้อมสำหรับการขยายขนาดซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสะสมทางเทคนิคที่เกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่า “หนี้ทางเทคนิค” (Technical Debt) ซึ่งพบบ่อยในทีม D&A โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความท้าทายในการรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเข้าด้วยกัน

ประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Data Fabric คือความสามารถในการปรับปรุงการใช้ข้อมูลแบบไดนามิกด้วยการวิเคราะห์ภายในตัวมันเอง ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลได้มากถึง 70% ซึ่งช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า

องค์กรแบบกระจาย [Distributed Enterprise]

ด้วยปัจจุบันรูปแบบการทำงานระยะไกลและไฮบริดที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับองค์กรที่เคยเน้นการทำงานในออฟฟิศเป็นศูนย์กลางก็ปรับตัวไปสู่องค์กรแบบกระจาย (Distributed Enterprise) ที่รองรับรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทั้งในออฟฟิศและนอกสถานที่

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้บริหารไอทีต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคและการบริการที่สำคัญเพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น อย่างไรก็ดีเหรียญมักมีสองด้านเสมอ เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจ ไม่ว่าจะองค์กรใด ตั้งแต่กลุ่มค้าปลีกไปจนถึงกลุ่มองค์กรทางด้านการศึกษาที่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบกระจายเช่นนี้ เพราะคนทั้งโลกไม่เคยมีใครคาดมาก่อนว่าภายในช่วงเวลาแค่สองปีเราต้องเปลี่ยนการไปลองเสื้อผ้าที่ร้านไปเป็นการลองผ่านระบบดิจิทัลแทน”

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2566 75% ขององค์กรที่ใช้ประโยชน์จากการสร้างประสบการณ์ทำงานในรูปแบบกระจายจะมีรายได้เร็วเติบโตไวกว่าคู่แข่ง 25%

แพลตฟอร์ม Cloud-Native (CNPs)

เพื่อนำเสนอความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างแท้จริงจากทุกที่ องค์กรจำเป็นต้องทิ้งกลยุทธ์การถ่ายโอนการทำงานแบบเดิม “ยกและเปลี่ยนใหม่” ไปสู่ CNP โดยการปรับใช้ CNP นั้นจะใช้ความสามารถหลักของคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อสร้างบริการในรูปแบบ “As A Service” ซึ่งจะเพิ่มความสามารถแก่ระบบไอทีให้มีความยืดหยุ่นและรองรับการปรับขยายให้แก่บริษัทเทคโนโลยีที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเพิ่มมูลค่าจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการไปยังตลาดและผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ลดต้นทุนไปพร้อมกัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 แพลตฟอร์ม Cloud-Native จะทำหน้าที่เป็นเทคโนโลยีหลักที่เป็นรากฐานสำหรับการสร้างนวัตกรรมหรือเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ มากถึง 95% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่น้อยกว่า 40% ในปี 2564

ระบบอัตโนมัติขั้นกว่า (Autonomic Systems)

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น การเขียนโปรแกรมแบบดั้งเดิมหรือใช้ระบบอัตโนมัติแบบเก่าอาจไม่ตอบโจทย์ Autonomic Systems เป็นระบบทางกายภาพหรือระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการและเรียนรู้สภาพแวดล้อมของการใช้งานได้ด้วยตนเอง จะต่างจากระบบอัตโนมัติทั่ว ๆ ไป หรือระบบอัติโนมัติที่ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ควบคุม (Autonomous System) โดย Autonomic Systems สามารถปรับเปลี่ยนอัลกอริธึมของตัวเองได้แบบไดนามิก ไม่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ภายนอก ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับเงื่อนไขหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในรูปแบบเดียวกับที่มนุษย์สามารถทำได้

“ระบบ Autonomic ได้ถูกปรับใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันตามสภาพแวดล้อมการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อน แต่ในระยะยาวระบบนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไปในแบบที่จับต้องได้ เช่น หุ่นยนต์ โดรน เครื่องจักรที่ใช้ในภาคการผลิต และพื้นที่อัจฉริยะ” กรูมบริดจ์ กล่าว

การตัดสินใจอัจฉริยะ [Decision Intelligence (DI)]

ความสามารถในการตัดสินใจขององค์กรมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์สำคัญที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้องค์กรได้  

โซลูชั่นที่เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจได้อัจฉริยะ (Decision Intelligence) เป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจโดยการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งการออกแบบวิธีการตัดสินใจ และประเมินผลลัพธ์ จัดการ และปรับปรุงจากคำติชมได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หนึ่งในสามขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้การตัดสินใจอัจฉริยะเป็นโครงสร้างในการตัดสินใจเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

แอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (Composable Applications)

ในบริบทของทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความต้องการในการปรับตัวทางธุรกิจจะนำองค์กรไปสู่สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เน้นความรวดเร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (หรือ Composable application architecture) ได้ช่วยเสริมความสามารถให้กับการปรับตัวดังกล่าว และธุรกิจที่ใช้ปรับใช้แนวทางดังกล่าวจะนำหน้าคู่แข่งถึง 80% ในด้านความเร็วของการนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ ๆ แก่ผู้บริโภค

“ตลอดช่วงการระบาดที่สร้างความปั่นป่วน หลักการทางธุรกิจที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจำเป็นต่อความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ หากไม่มีสิ่งนี้ องค์กรสมัยใหม่เสี่ยงที่จะสูญเสียโมเมนตัมของตลาดและความภักดีของลูกค้าไป” กรูมบริดจ์ กล่าว

เครื่องมืออัตโนมัติแบบยิ่งยวด [Hyperautomation]

Hyperautomation ช่วยเร่งเครื่องให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นด้วยความสามารถในการแปลผลลัพธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และทำให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปโดยอัตโนมัติให้ได้มากที่สุด

“งานวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าทีม Hyperautomation ที่มีประสิทธิภาพสูงให้ความสำคัญกับสามประเด็นหลัก: ได้แก่ 1.การปรับปรุงคุณภาพงาน 2.การเร่งกระบวนการทางธุรกิจ และ 3.การเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีนักเทคโนโลยีทางธุรกิจสนับสนุนความคิดริเริ่มในด้านระบบอัตโนมัติโดยเฉลี่ย 4.2 โครงการ ในปีที่ผ่านมา” กรูมบริดจ์ กล่าว

เพิ่มประสิทธิภาพประมวลผลความเป็นส่วนตัว [Privacy-Enhancing Computation (PEC)]

เนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายด้านความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องรักษาความไว้วางใจของลูกค้าที่อาจเกิดจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 60% ขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้เทคนิคการประมวลผลข้อมูลเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวอย่างน้อยหนึ่งเทคนิคภายในปี 2568

PEC เป็นเทคนิคการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ครอบคลุมการปกป้องตั้งแต่ระดับข้อมูลซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ การแบ่งปัน การรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างปลอดภัยขณะที่ยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันมีการปรับใช้เทคนิคดังกล่าวแล้วในหลายองค์กรจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานพับบลิกคลาวด์ (อาทิ สภาพแวดล้อมการดำเนินการที่เชื่อถือได้)

ตาข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ [Cybersecurity Mesh]

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “ในปีนี้นอกจากปริมาณดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดาต้ายังเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงกันตลอดทั้งปี แต่ดาต้าจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อองค์กรต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเท่านั้น วันนี้สินทรัพย์และผู้ใช้กระจายตัวอยู่ทุกหนแห่ง หมายความว่าเราไม่สามารถใช้การรักษาความปลอดภัยในรูปแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป จึงต้องอาศัยสถาปัตยกรรมที่ป้องกันและจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบตาข่ายหรือ Cybersecurity Mesh Architecture (CSMA)”

CSMA ช่วยเตรียมโครงสร้างและแนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงแหล่งของสินทรัพย์ ภายในปี 2567 องค์กรต่าง ๆ ที่นำ CSMA มาใช้บูรณาการเครื่องมือและระบบรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานเป็นระบบนิเวศแบบมีส่วนร่วมจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลได้เฉลี่ยถึง 90%

ปัญญาประดิษฐ์ทางวิศวกรรม [AI Engineering]

ผู้นำด้านไอทีติดปัญหาในการผสานรวมระบบ AI เข้ากับแอปพลิเคชัน ทำให้เสียเวลาและเงินไปกับโครงการ AI ที่ไม่เคยนำไปสู่การผลิต หรือการพยายามรักษาคุณภาพของโซลูชัน AI เมื่อเปิดตัว ซึ่ง AI Engineering เป็นแนวทางแบบบูรณาการสำหรับการดำเนินงานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “สำหรับทีมฟิวชั่นที่ทำงานด้าน AI ตัวสร้างความต่างที่แท้จริงสำหรับองค์กรพวกเขาก็คือความสามารถในการเพิ่มมูลค่าได้อย่างต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบ AI อย่างรวดเร็ว ภายในปี 2568 จะพบว่า 10% ขององค์กรที่สร้างแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านวิศวกรรม AI จะสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อยสามเท่าจากความพยายามปรับใช้ AI หรือมากกว่า 90% ขององค์กรที่ไม่ได้ทำ”

ประสบการณ์เต็มรูปแบบ [Total Experience (TX)]

TX เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ผสมผสานประสบการณ์ลูกค้า (CX) ประสบการณ์พนักงาน (EX) ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) และประสบการณ์หลากหลาย (Multiexperience – MX) เข้าด้วยกัน เป้าหมายของกลยุทธ์ TX คือการสร้างความมั่นใจ ความพึงพอใจ ความภักดี และการสนับสนุนมากขึ้นจากลูกค้าและพนักงานที่พึงพอใจกับประสบการณ์ที่ได้รับการยกระดับ ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ สามารถเพิ่มรายได้และสร้างผลกำไรจากการบรรลุประสิทธิผลทางธุรกิจของ TX ที่ปรับตัวและยืดหยุ่น

แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ชั้นนำของปีนี้ได้มุ่งเน้นไปที่แนวโน้มที่จะผลักดันให้เกิดการหยุดชะงักหรือโอกาสการเติบโตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ลูกค้าของการ์ทเนอร์สามารถอ่านรายงานเพิ่มเติมได้ใน “แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2565” พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลด้านเทคโนโลยีของปีนี้ในเชิงลึกได้ที่ Gartner e-book

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-identifies-top-strategic-tech-trends-22/

[Guest Post] Sophos เปิดรายงานสรุปภัยคุกคามประจำปี 2022: ภัยจากหลุมดำแรนซัมแวร์ สู่ภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่น ๆ เชื่อมโยงเป็นระบบอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานเชิงลึกระบุแนวโน้มการให้บริการแรนซัมแวร์ มัลแวร์แบบเน้นปริมาณ อุปกรณ์ที่ใช้คุกคาม การขุดคริปโต และอื่น ๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงทางไซเบอร์

โซฟอส (Sophos) บริษัทผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ยุคใหม่ระดับโลก เปิดรายงานสรุปภัยคุกคามประจำปี 2022 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภัยจากหลุมดำของตัวแรนซัมแวร์ (ransomware) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘มัลแวร์เรียกค่าไถ่’ ที่สามารถดึงภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่น ๆ มารวมกันเพื่อสร้างระบบการส่งต่อแรนซัมแวร์ และเชื่อมต่อไปสู่ระบบอื่น ๆ เกิดเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ SophosLabs กลุ่มผู้ตอบสนองและจัดการภัยคุกคามของ Sophos และทีม AI รวบรวมมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญในปี 2022 ในรายงานฉบับนี้

รายงานสรุปภัยคุกคามประจำปี 2022 ของ Sophos วิเคราะห์ถึงประเด็นและแนวโน้มหลัก ดังต่อไปนี้:

  1. ในปีที่จะถึงนี้ แรนซัมแวร์มีแนวโน้มจะกลายเป็นมัลแวร์ทั้งแบบแยกส่วนและเป็นระบบมากขึ้น โดย ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการโจมตีทางไซเบอร์ จะเสนอรูปแบบการโจมตีเสมือนเป็น การให้บริการ (as-a-service)” พร้อมให้คู่มือ เครื่องมือ และเทคนิค ที่จะทำให้กลุ่มผู้โจมตีต่างกลุ่มสามารถโจมตีผ่านแรนซัมแวร์ทางไซเบอร์ได้ในรูปแบบเดียวกัน จากข้อมูลของนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Sophos ระบุว่า ในปี 2021 การโจมตีของกลุ่มแรนซัมแวร์เพียงกลุ่มเดียว สามารถแพร่ให้เกิดการให้บริการการโจมตีเรียกค่าไถ่ (ransomware-as-a-service: RaaS) ได้อีกหลากหลายวิธี โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแรนซัมแวร์ จะมุ่งไปที่การจ้างโค้ด (code) และโครงสร้างมัลแวร์ที่เป็นอันตราย ให้กับเครือข่ายผู้ที่ต้องการใช้แรนซัมแวร์อื่น ๆ ทั้งนี้ การโจมตีทางแรนซัมแวร์ระดับสูงในปี 2021 ประกอบด้วยการโจมตีแบบ RaaS อาทิ การโจมตีแรนซัมแวร์ไปยังบริษัท Colonial Pipeline ในสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มบริษัทในเครือ DarkSide และกลุ่ม Conti ปล่อยแรนซัมแวร์ให้รั่วไหลไปยังคู่มือการติดตั้งโดยผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการปล่อยแรนซัมแวร์อย่างเป็นระบบ ผ่านขั้นตอน เครื่องมือ และเทคนิค ที่ผู้ที่ต้องการโจมตีสามารถนำไปปรับใช้กับแรนซัมแวร์เพื่อคุมคามทางไซเบอร์ได้ต่อไป  เมื่อผู้ที่ต้องการโจมตีมีมัลแวร์ที่ต้องการ กลุ่มเครือข่าย RaaS และผู้ปฏิบัติการแรนซัมแวร์ชนิดอื่น ๆ สามารถหันไปใช้ Initial Access Brokers และแพลตฟอร์มการส่งมัลแวร์ เพื่อหาเป้าหมายที่ต้องการโจมตี ซึ่งถือเป็นแนวโน้มอันดับ 2 ของภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตามจากรายงานของ Sophos ข้างต้น
  1. ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้น จะยังคงมีการปรับตัวเพื่อสร้างและแพร่กระจายแรนซัมแวร์ต่อไป ซึ่งรวมไปถึง การโหลด การดรอป และวิธีการใช้มัลแวร์เน้นปริมาณในรูปแบบอื่น ๆ การเพิ่มการควบคุมผ่าน Initial Access Brokers การใช้สแปม และแอดแวร์ เป็นต้น ในปี 2021 Sophos ได้รายงานเกี่ยวกับ Gootloader ที่ใช้การโจมตีในรูปแบบไฮบริดแบบใหม่ ที่รวมวิธีจำนวนมากผ่านการกรองเป้าหมาย เพื่อนำไปใช้กับชุดมัลแวร์แบบเฉพาะ
  2. การใช้วิธีคุกคามหลายรูปแบบจากผู้โจมตีแรนซัมแวร์ เพื่อกดดันเหยื่อให้ยอมจ่ายค่าไถ่ คาดว่าการกระทำในลักษณะนี้จะยังดำเนินต่อไป โดยมีขอบข่ายและความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในปี 2021 กลุ่มผู้ตอบสนองและจัดการภัยคุกคามของ Sophos ได้จัดประเภทกลยุทธ์การกดดันออกเป็น 10 ประเภท ตั้งแต่การขโมยและเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงการขู่ทางโทรศัพท์ การโจมตีแบบการปฏิเสธบริการ (denial of service: DDoS) และอื่น ๆ
  3. Cryptocurrency หรือสกุลเงินคริปโตทางดิจิตอล จะกระตุ้นให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์มากขึ้น อาทิ แรนซัมแวร์ และการขุดคริปโต ซึ่ง Sophos คาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงเกิดขึ้นจนกว่า Cryptocurrency ทั่วโลกจะมีการควบคุมที่ดีและเป็นระบบมากขึ้นในอนาคต โดยในปี 2021 กลุ่มนักวิจัยของ Sophos เปิดรายชื่อกลุ่มผู้ขุดคริปโต อาทิ Lemon Duck และ MrbMiner ที่ใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงผ่านช่องโหว่และเป้าหมายที่เคยถูกละเมิดจากผู้ปฏิบัติการแรนซัมแวร์มาแล้ว เพื่อติดตั้งการขุดคริปโตลงในคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ  

 

“แรนซัมแวร์เติบโตได้เพราะความสามารถในการปรับตัวและพัฒนา” Chester Wisniewski นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Sophos กล่าว “ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ กระบวนการหลักของการคุมคามผ่าน RaaS จะมุ่งไปที่การบริการแรนซัมแวร์ให้แก่กลุ่มผู้โจมตีที่มีทักษะและเงินทุนต่ำให้สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งในปี 2021 กลุ่มผู้พัฒนา RaaS ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการทุ่มเทเวลาและความสามารถของพวกเขา ในการสร้างโค้ดที่ซับซ้อนขึ้น และคิดค้นวิธีการเรียกเงินค่าไถ่จำนวนมากจากเหยื่อ กลุ่มบริษัทประกัน และนักเจรจาต่อรองอื่น ๆ ในตอนนี้พวกเขาได้เปลี่ยนภาระงานไปสู่การหาเหยื่อคุกคาม การติดตั้งและแพร่กระจายมัลแวร์ และการฟอกเงินดิจิตอลไปให้ผู้อื่น เป็นต้น ทั้งนี้ การคุกคามในรูปแบบดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนลักษณะการคุกคามทางไซเบอร์และภัยคุกคามอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผ่านการโหลด การดรอป และการใช้ Initial Access Brokers ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแรนซัมแวร์ ที่จะนำไปสู่ ‘หลุมดำ’ ของตัวแรนซัมแวร์ที่จะคุกคามได้อย่างเป็นระบบ”

“การตรวจสอบเครื่องมือรักษาความปลอดภัยและวิธีการตรวจจับโค้ดที่เป็นอันตรายที่องค์กรใช้ ไม่สามารถป้องการภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างเพียงพออีกต่อไป เพราะวิธีการเหล่านี้เปรียบได้กับการตรวจจับได้ว่ามีขโมยเข้ามาทำทีเป็นทุบแจกันเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในขณะที่โจรปีนเข้าทางหน้าต่างหลังบ้านเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นผู้ป้องกันภัยจึงต้องตรวจสอบการแจ้งเตือน แม้กระทั่งในจุดที่ผ่านมาอาจไม่มีความสำคัญ เนื่องจากการโจมตีทั่วไปเหล่านี้ได้ถูกพัฒนาและแพร่จาย จึงจำเป็นที่จะต้องคอยตรวจสอบเครือข่ายทั้งหมด” Chester Wisniewski กล่าวเสริม

แนวโน้มอื่น ๆ ที่ Sophos วิเคราะห์ได้ อาทิ:

  • หลังจากพบ (และแก้ไข) ช่องโหว่ของ ProxyLogon และ ProxyShell ในปีนี้ Sophos คาดว่าเรายังต้องเผชิญกับรูปแบบและความเร็วของการคุกคามในลักษณะนี้ต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นกับเครื่องมือการดูแลไอทีและการบริการทางอินเตอร์เน็ตอีกเป็นจำนวนมาก จากการอาศัยช่องโหว่จากผู้เชี่ยวชาญด้านการคุกคามทางไอทีและอาชญากรไซเบอร์อื่น ๆ
  • นอกจากนี้ Sophos คาดการณ์ว่าอาชญากรทางไซเบอร์จะมุ่งโจมตีไปที่อุปกรณ์ทดลองการโจมตีของภัยคุกคาม อาทิ Cobalt Strike Beacons, mimikatz และ PowerSploit ดังนั้นผู้ป้องกันภัยควรตรวจสอบทุกการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือที่ถูกคุกคามหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ร่วมกันในระบบ ในขณะที่ต้องตรวจสอบการตรวจพบที่อาจเป็นอันตราย เนื่องจากอาจช่วยบ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้บุกรุกในเครือข่ายได้
  • ในปี 2021 กลุ่มนักวิจัยของ Sophos ได้ชี้แจงรายละเอียดของภัยคุกคามที่มุ่งเป้าไปที่ระบบต่าง ๆ ของ Linux และคาดการณ์ว่าระบบที่ใช้ Linux เป็นพื้นฐาน ทั้งในส่วน cloud, website และ virtual servers จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในปี 2022 นี้ด้วย
  • การคุกคามผ่านโทรศัพท์มือถือและการหลอกลวงแบบวิศวกรรมสังคม หรือ social engineering scams เช่น Flubot และ Joker คาดว่าจะดำเนินต่อไปและกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งระดับบุคคลและองค์กร
  • การนำ AI มาใช้ในความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะดำเนินต่อไปและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่มี เพื่อสร้างระบบการดักจับภัยคุกคามและแจ้งเตือนภัยได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้คุกคามก็จะเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก AI เช่นเดียวกัน และจะคืบหน้าอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ เนื่องจาก AI จะช่วยสร้างแนวทางการบิดเบือนข้อมูล และปลอมแปลงโปรไฟล์ในโซเซียลมีเดีย ไปจนถึงโจมตีเนื้อหาบนเว็บไซต์ การหลอกลวงผ่านอีเมล และวิธีอื่น ๆ เช่น การมีวิดีโอลวงขั้นสูง และเทคโนโลยีการสังเคราะห์เสียงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้หลากหลาย เป็นต้น

สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการคุกคามในปี 2021 และความมั่นคงทางไอทีในปี 2022 ได้จากรายงานฉบับเต็ม ได้ที่ รายงานสรุปภัยคุกคามประจำปี 2022 ของ Sophos

เนื้อหาอื่น ๆ จากรายงานสรุปภัยคุกคามประจำปี 2022 ของ Sophos ได้แก่:

  • วิดีโอ หัวข้อข่าว โดย Chester Wisniewski นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Sophos
  • บทความ สรุปรายงานจาก SophosLabs
  • บทความคิดเห็น เกี่ยวกับ ransomware turf war ของ สำนักข่าว Sophos โดย Wisniewski
  • บทความด้านความปลอดภัย ในส่วนเริ่มของรายงาน

 

แหล่งข้อมูลอื่น ๆ

  • กลยุทธ์ เทคนิค และวิธีการ (Tactics, techniques, and procedures: TTPs) และรูปแบบการคุกคามอื่น ๆ ติดตามได้ที่ SophosLab Uncut ข้อมูลภัยคุกคามล่าสุดจาก Sophos
  • ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้โจมตี รายการการเกิดเหตุ และข้อแนะนำสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย ติดตามได้ที่ Sophos News SecOps
  • ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บริการการตอบสนองแบบฉับพลัน ของ Sophos พร้อมการตรวจสอบการเกิดภัยคุกคาม ตลอด 24/7 ทุกวัน ทุกเวลา
  • เรียนรู้ 4 เคล็ดลับ สำหรับการรับมือด้านความปลอดภัย จากกลุ่มผู้ตอบสนองและจัดการภัยคุกคามฉับพลันของ Sophos
  • ติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยล่าสุด และข่าวเกี่ยวกับรางวัลความสำเร็จของ Sophos ได้ที่เว็บไซต์ Naked Security และSophos News

 

เกี่ยวกับ Sophos

Sophos เป็นผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ยุคใหม่ ที่ให้บริการและความปลอดภัยแก่องค์กรกว่า 500,000 องค์กร และผู้บริโภคหลายล้านคนในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบัน ขับเคลื่อนโดยข่าวกรองภัยคุกคาม, AI และการเรียนรู้ของเครื่องจาก SophosLabs และ SophosAI โดย Sophos นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการขั้นสูงที่หลากหลายเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ ผู้ใช้ เครือข่าย และอุปกรณ์ปลายทางจากแรนซัมแวร์ มัลแวร์ ช่องโหว่ ฟิชชิ่ง และการโจมตีทางไซเบอร์อื่น ๆ ที่หลากหลาย Sophos นำเสนอคอนโซลการจัดการบนคลาวด์แบบบูรณาการเดียว ผ่าร Sophos Central – หัวใจสำคัญของระบบนิเวศการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ โดยมี Data Lake แบบรวมศูนย์ที่ใช้ประโยชน์จากชุด API แบบเปิดที่มีให้สำหรับลูกค้า คู่ค้า นักพัฒนา และผู้จำหน่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์รายอื่นๆ Sophos จำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการผ่านพันธมิตรผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการ Managed Service Providers (MSPs) ทั่วโลก Sophos มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองอ็อกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sophos.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-sophos-threat-report-2022/

AIS 5G Business is NOW: ตรวจเช็คความพร้อม 5G ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

5G กำลังจะเชื่อมต่อผู้คนและระบบดิจิทัลจำนวนมากเข้าหากัน เชื่อหรือไม่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ 5G จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต การทำงาน และดำเนินงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ไปตลอดกาล โดยที่งานสัมมนา ‘AIS 5G Business is NOW’ ได้เปิดมุมมองของการใช้ 5G เพื่อธุรกิจ มาดูกันครับว่า สถานการณ์ของ 5G ในภาคอุตสาหกรรมของไทยมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร พร้อมกับตรวจสอบความพร้อมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกันด้วยว่าโครงการ 5G ไปถึงไหนกันบ้างแล้ว กับภูมิภาคที่เป็นฐานการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจโลก 

Mr. Navachai Kiartkorkuaa, Head of Enterprise Marketing and SME Business Management Section – AIS

AIS มีความยินดีที่จะประกาศว่า 5G พร้อมแล้วสำหรับการใช้ในประเทศไทย และอุตสาหกรรมไทย” — นี่คือเสียงแห่งความมั่นใจจาก AIS ผู้ให้บริการอันดับหนึ่งในบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงข่ายมือถือของประเทศ ในช่วงหลายปีมานี้ AIS ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะลงทุนให้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการ 5G เช่น ประมูลคลื่นความถี่ ขยายพื้นที่ 5G ให้ครอบคลุมในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับการเชื่อมต่อกับ 5G อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะความไว้วางใจจากภาคอุตสาหกรรมและผู้พัฒนานวัตกรรม มาติดตามกันครับว่า นอกจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ในเรื่องของความร่วมมือระหว่าง AIS และพันธมิตรเพื่อสร้าง 5G Ecosystem ในประเทศไทย มีความก้าวหน้าเป็นอย่างไร

บทบาทของ AIS ในโครงการ Digital Valley

โครงการ Digital Valley คือความพยายามในการลงทุนของภาครัฐเพื่อสร้างสถานที่สำหรับพัฒนานวัตกรรม นำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยขับเคลื่อนนโยบายผ่านมาทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือ depa ทั้งนี้กล่าวคือเป็นพื้นที่หนึ่งที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อส่งเสริมให้เกิดชุมชนของกลุ่มผู้สนใจทางเทคโนโลยีในประเทศไทย โดย Digital Valley มีพื้นที่สำคัญดังนี้

Asst. Prof. Dr.Nuttapon Nimmanphatcharin, President/CEO – DEPA
  • TVD1 – อาคารสำหรับติดต่อเรื่องในการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ซึ่งแต่เดิมการขอจัดตั้งธุรกิจนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แต่ในอาคาร TDV1 (ตามภาพประกอบ) จะมีการรวบรวมผู้เกี่ยวข้องสำหรับการจัดตั้งธุรกิจไว้แบบ ‘One Stop Service’ รวมถึงบริการเกี่ยวกับ VISA สำหรับผู้เชี่ยวชาญหรือนักลงทุนต่างชาติ
  • TVD2 – อาคารสำหรับให้บริการบริษัท Startup เข้ามาใช้ชีวิตการทำงาน โดยภายในยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมในการใช้ชีวิต เช่น อาหาร และฟิตเนส ตอบโจทย์ ‘Work Learn Live’ ที่สำคัญคือเมื่อมีศูนย์แห่ง Community แล้วก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และอาจจะมีผลงานที่เกิดขึ้นร่วมกันได้ตามมา สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม
  • TVD3 – อาคารสำหรับทดลองนวัตกรรมด้าน ‘Deep Tech’ หรือ AI, EV, 5G, Cloud และ IoT เพราะเรื่องนวัตกรรมจำเป็นที่ต้องมีศูนย์สำหรับทดสอบว่าไอเดียนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง 

จะเห็นได้ว่า Digital Valley คือพื้นที่สำหรับรวบรวมผู้สนใจในนวัตกรรมจากทั่วโลกมาไว้ในประเทศของเรา บริษัทสตาร์ทอัปก็มีโอกาสเข้าถึงผู้ลงทุนได้ง่ายขึ้น เข้าถึงเทคโนโลยีวิทยาการที่ล้ำสมัยที่มาพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการสร้างแรงดึงดูดนี้นอกจากเรื่องพื้นที่เพื่อสร้างแหล่งพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ ทดลองแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการจัดตั้งบริษัท การจัดการ VISA และยังมีผลประโยชน์ที่สามารถใช้เพื่อสิทธิพิเศษทางภาษีได้อีกด้วย 

โดย depa เองได้เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่จะต้องก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีเสมอมา จึงมีความตั้งใจผลักดันให้ธุรกิจได้เข้าใจและใช้ประโยช์จากโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud และข้อมูลที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ Digital Valley แห่งนี้จึงมีความร่วมมือระหว่าง AIS และ depa ในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม 5G ให้ธุรกิจที่สนใจสามารถเข้าไปทดลองโซลูชันของตนบน 5G ได้เพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อ 5G เกิดขึ้นในวงกว้างแล้ว โซลูชันดังกล่าวจะทำงานได้จริง 

นอกจากนี้แล้ว AIS ก็ยังมีความร่วมมือกับ สวทช. ภายใต้โครงการ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน หรือ Sustainable Manufacturing Center (SMC) ที่วังจันทร์วัลเล่ย์ โดยช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมที่สนใจสามารถเข้ามาทดลองแพลตฟอร์ม IDA (Industrial IoT & Data Analytics Platform) ที่อยู่บนการส่งข้อมูลผ่าน AIS 5G ทั้งนี้เนื่องจากมีผลสำรรวจมาแล้วว่า 5G มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและแสดงศักยภาพได้ชัดเจนต่อภาคอุตสาหกรรมในหลายด้านคือ ปรับปรุงกระบวนการทำงานและการผลิต เป็นสื่อกลางนำข้อมูลมาประมวลผล เชื่อมต่อผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่างๆ เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน และ 5G ยังเป็นโครงสร้างสำคัญให้ระบบจัดการพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้เองเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ ECC จึงเป็นพื้นที่นำร่องที่ AIS ได้นำ 5G เข้ามาเปิดโอกาสให้แก่โรงงานและภาคอุตสาหกรรม

บทบาทของ AIS ในการนำ 5G ไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรม

นิคมอุตสาหกรรมกว่า 65 แห่งใน 16 จังหวัดของประเทศไทยจะถูกบริหารจัดการภายใต้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็คือ ‘การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)’ ไอเดียก็คือเป็นผู้กำกับดูแลพื้นที่ของโรงงานต่างๆในประเทศไทย โดยนโยบายและแนวทางปัจจุบันของ กนอ. ก็คือการสร้างสังคมที่โรงงานและชาวบ้านจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ที่หมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการมลภาวะสิ่งแวดล้อม ลดความขัดแย้งระหว่างโรงงานและชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้กนอ.ได้เผยถึงหลักการพื้นฐาน 5 ด้านที่วางเอาไว้คือ

  • Physical – สร้างพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 10% ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงต้องมีบ่อบำบัดนำเสียทำเป็นมาตรฐาน
  • Economic – สร้างการจ้างงานในชุมชน
  • Environmental – ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำและอากาศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยต้นทุนต่ำ
  • Social – ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและชุมชนโดยรอบ
  • Management – สามารถให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ และเปิดให้คนนอกสามารถเข้ามาตรวจสอบโรงงานได้
Mr.Veeris Ammarapala, Governor – Industrial Estate Authority of Thailand

ทั้งนี้ กนอ. ยังได้ตั้งเป้าไปไกลกว่านั้นในการนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมใน 8 ด้านตามรูปภาพประกอบ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้เองจะขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ 5G ยกตัวอย่างเช่น การนำ IoT มาสังเกตการณ์การปล่อยนำเสียและวัดระดับน้ำ วัดคุณภาพของแดดบนแผงโซล่าเซลล์หรือติดตามการชำรุดของแผง นอกจากในมุมของการจัดการแล้ว กนอ. ยังเชื่อว่าในอนาคตอาจจะได้เห็นระบบ Virtual ของผังพื้นที่ เช่น ในอดีตหากอยากทราบว่ามีท่อใต้ดินต้องขุดสำรวจ แต่ในอนาคตเมื่อบันทึกบนระบบจำลองก็จะทราบได้ทันที หรือสามารถวัดพื้นที่เพื่อขายให้แก่นักลงทุนต่างชาติได้อย่างมั่นใจ แม้กระทั่งการใช้กล้องวงจรปิดเพื่อติดตามรถบรรทุกของแต่ละโรงงาน ทำให้ต่อไปแต่ละโรงงานอาจจะสามารถจ่ายค่าใช้งานพื้นที่ได้สมจริงมากขึ้นตามการใช้งาน

นอกจากความร่วมมือกับ กนอ. แล้ว ปัจจุบัน AIS มีความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในการทดลองและส่งเสริมการใช้งาน 5G ในหลายกรณี เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะ, WHA, สหพัฒน์, บางกระดี, โรจนะ, บางปูเหนือ,  HiTech และ ไทย บอนเนต เทรดดิ้ง โซนทั้งนี้เชื่อแน่ว่าในอนาคตอันใกล้ AIS 5G จะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการบริหารจัดการหรือการดูแลพื้นที่ในนิคมเหล่านี้เพื่อให้เกิดการใช้งาน 5G ได้อย่างแน่นอน

บทบาทของ AIS ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค

GSMA เป็นหน่วยงานสมาคม ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโลก ที่ผ่านมาได้มีการจัดงานสัมมนาเพื่อเป็นเวทีสำหรับพบปะ ประกวดแข่งขันนวัตกรรมต่างๆ เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้บริการ ทั้งนี้สำหรับเทคโนโลยี 5G ทาง GSMA คาดว่าในสิ้นปี 2021 5G จะมีการเชื่อมต่อเกิดขึ้นอยู่เพียง 8% เท่านั้น และจะเติมโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยภายในปี 2025 5G จะเป็นสื่อกลางสำหรับการเชื่อมต่อกว่า 24% นั่นหมายความว่าในอนาคต 5G จะนำพามาซึ่งโอกาสทางธุรกิจได้อีกมหาศาล 

สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคนั้นสมาชิกกว่าครึ่งหนึ่งมีความพร้อมที่จะให้บริการ 5G ซึ่งไทยเองเป็นหนึ่งในนั้น และความภาคภูมิใจก็คือ 5G ของเรานั้นมีความเร็วสูงกว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้อาเซียนยังมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่โตเร็วที่สุด ณ ขณะนี้ ดังนั้นคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้ามูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียนจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ นอกจากเรื่องโอกาสทางธุรกิจแล้ว 5G ยังเป็นโครงสร้างสำคัญในการสนับสนุนต่อเทคโนโลยีต่างๆ เช่น IoT, Advanced Robotics, AI และ AR/VR ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับในภาคอุตสาหกรรม

Mr.Terence Wong, Head of APAC 5G Industry & IoT community – GSMA

GSMA เชื่อว่าในปี 2021 และ 2022 จะมีธุรกิจ 3 ส่วนที่ได้รับผลประโยชน์จาก 5G อย่างโดดเด่นคือ

  • Manufacturing – ระบบ Automation และ IoT มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จาก 5G อีกมาก เนื่องจาก 5G สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้มหาศาล มี Latency ตอบโจทย์สำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ กล่าวได้ว่า 5G จะส่งผลต่อการยกระดับของวงการอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำจนถึงมือผู้บริโภค
  • Logistics – ภายในปี 2023 ระบบการขนส่งอัจฉริยะจะมีการเติบโตสูงขึ้นแตะ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะมี IoT เป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การขนส่งอย่างชาญฉลาดมากขึ้น เช่น การขนส่งวัคซีน ยิ่งการนำ 5G ไปใช้ในสนามบินและท่าเรือต่างๆ คาดว่าจะมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกมาก
  • Healthcare – 5G จะสนับสนุนแอปพลิเคชันสำหรับการรักษา หรือสุขภาพที่มีความละเอียดอ่อน ด้วยความหน่วงต่ำของ 5G ทำให้การรักษาทางไกล แม้กระทั่งการผ่าตัดที่หมอและผู้ป่วยอยู่ห่างไกลกันอาจเกิดขึ้นได้จริง

AIS เชื่อในความสำคัญของการเติบโตไปพร้อมๆกันทั้งภูมิภาคและ การแบ่งปันกรณีศึกษาร่วมกันจะเป็นประโยชน์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ดังนั้นประยกต์ใช้กรณีศึกษาจากเพื่อนบ้าน หรือไทยอาจจะเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาให้ประเทศอื่นก็ล้วนแล้วแต่ช่วยขับเคลื่อนภูมิภาคนี้ให้โตขึ้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เอง AIS จึงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีของ GSMA ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น AIS ยังได้มีความร่วมมือพิเศษกับ NTT Docomo ผู้ให้บริการจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีเทคโนโลยีล้ำสมัยในระบบเครือข่าย เพื่อนำองค์ความรู้มาผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่า “5G พร้อมแล้วสำหรับประเทศไทย และ AIS พร้อมสนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และภาคธุรกิจของไทย

สุดท้ายนี้หากท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://business.ais.co.th/5g/ ทันทีครับ

from:https://www.techtalkthai.com/ais-5g-business-is-now-apac-readiness/

[Video Webinar] รู้ทัน Phishing ปี 2022 – คุณพร้อมรับมือแล้วหรือยัง?

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Sophos Webinar เรื่อง “รู้ทัน Phishing ปี 2022 – คุณพร้อมรับมือแล้วหรือยัง?” พร้อมแนะนำเทคนิคในการป้องกัน Phishing ที่ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณเมธี รัตนวัฒนประกิต Security Solutions Engineer จาก Sophos

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มและเทคนิคการโจมตีแบบ Phishing ล่าสุดที่ Sophos เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้าน IT กว่า 5,400 คน พร้อมแชร์กรณีศึกษาเหตุ Phishing Email ซึ่งนำไปสู่การโจมตีแบบ Ransomware จนสร้างความเสียหายไปกว่า 85 ล้านบาท รวมไปถึงคำแนะนำที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อยกระดับกลไกด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรให้พร้อมรับมือกับการโจมตีแบบ Phishing ได้ดียิ่งขึ้น

from:https://www.techtalkthai.com/sophos-webinar-phishing-insights-2022-video/

Gartner ออก Magic Quadrant ด้าน Enterprise Wired and Wireless LAN Infrastructure ปี 2021 – Juniper ยังคงครองอันดับ 1

Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant for Enterprise Wired and Wireless LAN Infrastructure ประจำปี 2021 ผลปรากฏว่า Juniper Networks ครองตำแหน่งอันดับ 1 ทั้งทางด้าน Ability of Execute และ Completeness of Vision ตามมาด้วย HPE Aruba, Extreme Networks และ Cisco

Gartner ได้ให้นิยามตลาด Enterprise Wired and Wireless LAN Infrastructure ว่าเป็นตลาดที่เหล่า Vendors จัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทางด้าน Wired & Wireless Networking และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องให้แก่ลูกค้าองค์กร ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น Laptops, Mobile, IoT และผู้ใช้ปลายทางสามารถเชื่อมต่อกับ Wired LAN หรือ Wi-Fi Network ขององค์กรได้ โดยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย Wi-Fi Access Point, Wired Switches และ Wi-Fi Controllers ในขณะที่ซอฟต์แวร์ เช่น Network Management & Monitoring, Guest Access Portals, Self-service Device Onboarding Services, Network Security Integration, WLAN Location Services, Application Visibility/Performance Management, Network Automation Tools และอื่นๆ

Gartner คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 เทคโนโลยี AI, ML และ Automation จะลดแรงงานด้านเทคนิคระดับเริ่มต้นลงได้ 10% อย่างถาวร และ 80% ขององค์กรที่วางแผนด้าน Network Operations ให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงธุรกิจจะโตเร็วกว่าองค์กรที่ไม่ได้ทำ

สำหรับผลการจัดอันดับในปี 2021 นี้ Juniper Networks ได้ครองตำแหน่งอันดับ 1 บน Leader Quadrant อย่างสมบูรณ์ ทั้งทางด้าน Ability of Execute และ Completeness of Vision ตามมาด้วย HPE Aruba, Extreme Networks และ Cisco ในขณะที่ Fortinet, Huawei และ Arista Networks ครองตำแหน่ง Visionary

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงาน Gartner ฉบับเต็มได้ผ่านหลายช่องทาง ดังนี้

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-magic-quadrant-for-enterprise-wired-and-wireless-lan-infrastructure-%e0%b8%9b-2021/

[Guest Post] จีเอเบิล แต่งตั้ง “ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา” นั่งแท่นซีอีโอ เร่งสปีดเติบโตแบบก้าวกระโดด ยืนหนึ่งด้านเทคโนโลยี พร้อมขยายสู่ความท้าทายใหม่

กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ผู้นำในการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลโซลูชันครบวงจร ประกาศแต่งตั้ง “ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา” ดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer (CEO) หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เป็นต้นไป รับภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ในการต่อยอด ความแข็งแกร่ง ให้จีเอเบิลเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้

คณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ได้มีมติเห็นชอบในการแต่งตั้ง ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา กรรมการผู้จัดการ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น Chief Executive Officer (CEO) หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล รับไม้ต่อจาก คุณนาถ ลิ่วเจริญ ซึ่งจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ทั้งนี้เพื่อ คุมทัพเร่งเครื่องสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ สู่การยืนหนึ่งเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม

นับจากวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2564 ดร.ชัยยุทธ เข้าร่วมงานกับกลุ่มบริษัทจีเอเบิล สามารถบริหารธุรกิจขององค์กรให้เติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันที่เข้มข้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการผลักดันกลยุทธ์ Beyond Limits เพื่อนำพาจีเอเบิลก้าวข้ามทุกข้อจำกัด รวมทั้งสนับสนุนพาร์ทเนอร์และลูกค้าของจีเอเบิลให้ก้าวสู่ฉากใหม่ของความสำเร็จ
ในยุคดิจิทัล

ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ของกลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทจีเอเบิล เราจะเป็นเหมือนขุมพลังทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยลูกค้าเร่งสปีดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ไปสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในโลกดิจิทัล เรามุ่งขยายโอกาสเพื่อสร้างรายได้ทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมด้วยนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายมิติ ซึ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงของเรา”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gable-ceo/

[Guest Post] วิศวะมหิดล – อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ถอดบทเรียนและแนวโน้มหุ่นยนต์การแพทย์

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และสมาคม IEEE Robotics Automation Society Thailand Chapter จัดสัมมนาหุ่นยนต์การแพทย์ Reinventing University : Mahidol Medical Robotics Program ถอดบทเรียนและแนวโน้มของหุ่นยนต์การแพทย์ เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศด้านหุ่นยนต์ทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับทิศทางการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของไทย โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร กล่าวเปิดงานผ่านระบบออนไลน์

 

           รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า งานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่กำลังมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก และ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและหุ่นยนต์การแพทย์ ความโดดเด่นของมหิดลคือเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในโลกที่มีโรงเรียนแพทย์ถึง 3 แห่ง ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดศูนย์เครือข่ายวิจัย BART LAB เราได้สร้างบุคคลากรและวิจัยพัฒนาวิทยาการหุ่นยนต์การแพทย์ต่อเนื่องมา เพิ่มศักยภาพบุคคลากรและขีดความสามารถของประเทศไทย ทั้งนวัตกรสร้างหุ่นยนต์ เครื่องมือฝึกผ่าตัดสำหรับแพทย์  การร่วมวิจัยพัฒนานวัตกรรมโดยวิศวกรและบุคคลากรแพทย์ที่ตอบสนองการใช้งานได้จริงและทำงานร่วมกับแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาความก้าวหน้าของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หุ่นยนต์ฟื้นฟูสุขภาพ หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะในโรงพยาบาลและTelemedicine ตลอดจนเครื่องมือแพทย์ของไทย วิศวกรรมชีวการแพทย์ยุคใหม่ต้องไม่หยุดนิ่งที่จะเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตไปกับ Deep Tech  และเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง 5G Metaverse มาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและการแพทย์

           ศาสตราจารย์ เฟอร์ดินานโด โรดริเกซ เบนา ผู้อำนวยการศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์แฮมลีน (Hamlyn) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการเมคคาทรอนิคในการแพทย์ มหาวิทยาลัย อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน สหราชอาณาจักร ถอดบทเรียนและแนวโน้มของหุ่นยนต์การแพทย์ ว่า เรากำลังก้าวสู่โลกใหม่ของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก 1. หุ่นยนต์ผ่าตัด 2. หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และ 3. หุ่นยนต์บริการทางการแพทย์ ทั้งนี้ การดำเนินงานของศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ Hamlyn เป็นศูนย์กลางการวิจัยแบบบูรณาการ การสอนข้ามคณะ และการวิเคราะห์แปลผลการทดสอบทางคลินิก

แนวโน้มการพัฒนาหุ่นยนต์ในการผ่าตัด ในคอนเซ็ปต์ Hands-On Robotics ก้าวผ่านอุปสรรคความท้าทายสู่การใช้งานที่ง่ายมีประสิทธิภาพสูงในระบบผ่าตัด เช่น การผ่าตัดหัวเข่าด้วยหุ่นยนต์ ช่วยเพิ่มความแม่นยำของการผ่าตัด โดยผสานระบบผ่าตัดได้อย่างราบรื่นด้วยระบบอัตโนมัติอย่างไร้รอยต่อ และการใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ  นอกจากนี้ Augmented Reality (AR) เทคโนโลยีโลกเสมือนในการผ่าตัดจะมีบทบาทสำคัญในการแพทย์ ซึ่งมีระบบคอมพิวเตอร์สนับสนุนและเชื่อมต่อโดยแพทย์ใช้ AR Headsets เข้าไปยังขั้นตอนการทำงานของหุ่นยนต์ผ่าตัดโดย Headset จะสื่อสารโดยตรงกับหุ่นยนต์ผ่าตัด การปรับ Calibrated ระบบประสานงานของหุ่นยนต์ รวมทั้งระบบสามารถทำภาพฮอโลแกรม 3 มิติ (Holograms) ของสรีระเป้าหมายที่จะผ่าตัดได้

หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

           หุ่นยนต์ผ่าตัด ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ในการผ่าตัด (New Surgical Assistants) ขณะที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น อาทิ  Machine Learning สามารถจับภาพอวัยวะมนุษย์ได้แม่นยำ ส่วนอุปกรณ์อัจฉริยะ หรือ Smart Devices จะมีขนาดเล็กลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับมัลติสเกล Self Steering Cochlear Implants ทำให้สามารถวิเคราะห์การออกแบบ งานประดิษฐ์ (Fabrication) และกลไกควบคุมจุดผ่าตัด ระบบเชื่อมต่อหุ่นยนต์และ AR สนับสนุน ตลอดจนหุ่นยนต์ Endovascular Robotics หรือ CathBot สำหรับผ่าตัดหลอดเลือด และการบังคับทิศทางด้วยเข็ม Biomimetic Needle Steering เป็นต้น

           ในอนาคตการพัฒนาพลังของซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์จะยิ่งมีศักยภาพพุ่งสูง เทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจจะมาถึงด้วยคุณสมบัติที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ราคาถูกลงและมีขนาดเล็กลง เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างพลานุภาพของคอมพิวเตอร์ อย่างคลาวด์คอมพิวติ้ง เอไอ เทคโนโลยี AR ที่จะเสริมสร้างการมองเห็นและเข้าไปได้ แต่ก็ต้องการทักษะความเชี่ยวชาญระดับสูงภายใต้มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติอันเข้มงวด

แพทย์สวม AR HeadSet เห็นภาพฮอโลแกรม 3 มิติของสมองเพื่ออำนวยการผ่าตัด

รศ.ดร. นายแพทย์สิทธิพร ศรีนวลนัด Chief of Urology คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวถึง เทคโนโลยีหุ่นยนต์ผ่าตัดในประเทศไทย เข้ามาในปี 2550 ใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น ผ่าตัดมะเร็ง ภาวะอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งต่อมลูกหมากซึ่งได้ผ่าตัดแล้วรวม 2,300 ราย นับว่ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งข้อดีของระบบหุ่นยนต์ผ่าตัด คือ ช่วยให้แพทย์สามารถทำงานในพื้นที่จำกัดและขั้นตอนที่ซับซ้อนอ่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น แม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ประหยัดเวลา และควบคุมการผ่าตัดได้ดียิ่งกว่าแบบเดิม แผลเล็ก ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว หุ่นยนต์ของศิริราชพยาบาล มี 9 ประเภท หนึ่งในนั้นเป็นระบบหุ่นยนต์ดาวินชี่ (Davincii System) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ตัวเลขทั่วโลกมีระบบดาวินชี่ ณ 31 มี.ค. 2564 จำนวนรวม 5,989 ยูนิต แบ่งเป็นสหรัฐ 3,640 ยูนิต ยุโรป 1,093 ยูนิต เอเชีย 961 ยูนิต และภูมิภาคอื่นๆ 295 ยูนิต

ในช่วง 10 ปี การผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยระบบหุ่นยนต์ในประเทศไทยมีราว 1,000 เคส โดย รพ.ศิริราชพยาบาลมากเป็นอันดับหนึ่ง และรพ.รามาธิบดี เป็นอันดับสอง อาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าและความสำเร็จของการพัฒนาการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มาจาก 3 ปัจจัย คือ 1.การศึกษาวิจัยและพัฒนา 2.การเรียนการสอน ผลิตบุคคลากร 3.การบริการทางการแพทย์

ปัญหาคือ ประเทศไทยเป็นผู้ซื้อและผู้ใช้เทคโนโลยี เราไม่มีเทคโนโลยีที่เป็นของเราเอง ทั้งนี้แนวโน้มในอนาคตจะเป็นระบบผ่าตัดครบทุกขั้นตอนที่ควบคุมและจบในกระบวนการเดียวกันอย่างอัตโนมัติ (Single-Port Surgery) ซึ่งหลายเทคโนโลยี เช่น IoT, AR ช่วยให้เกิดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อปฏิบัติการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อนาคตเราต้องเชื่อมต่อระบบสื่อสารไร้สายกับ AR ซึ่งหลายประเทศดำเนินการกันแล้วโดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.นายแพทย์รัฐพล ตวงทอง ได้คิดค้นระบบหุ่นยนต์ผ่าตัดที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต อาทิ พัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายเส้นผมด้วยหุ่นยนต์(Mahidol Hair Robotics Transplantation) ที่ก้าวล้ำ ร่วมกับ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณะวิศวะมหิดล ย่นเวลาจากวิธีเดิมได้ถึง 4 เท่า และมีอัตราการเจริญเติบโตของรากผมที่ปลูกใหม่กว่า 90 %

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ร่วมพัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง โดย รศ.นาวาโท ดร.สรยุทธ ชำนาญเวช โครงการ The Assistive Cobot for Spinal Surgery (AcoSS) เฟสที่ 1 เป็นการทดสอบผ่าตัดกระดูก และเฟสที่ 2 เป็นการทดสอบผ่าตัดกับครูใหญ่ นอกจากนี้ยังพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมะเร็งต่อมใต้สมองผ่านช่องรูจมูก นับเป็นผู้บุกเบิกครั้งแรกของประเทศไทยและอาเซียน และเมื่อมองไปในอนาคต กำลังศึกษาเทคโนโลยี AR/VR ในการผ่าตัด รวมทั้งสาร Polymer ในการปลดปล่อยยาตามที่กำหนด

            ในด้านหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ อ. แพทย์หญิงพีรยา รุธิรพงษ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้พัฒนา ระบบหุ่นยนต์ Sensible Step ใช้สำหรับฝึกเดินในผู้ป่วยทางสมอง (Robotics Gait Training) ทั้งยังฝึกการใช้แขนสำหรับผู้ป่วยโรคสโตรกหรือหลอดเลือดสมองได้ผลดียิ่ง นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบหุ่นยนต์อุปกรณ์สวมเดินสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ช่วยให้สามารถเดินได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้มาก่อน การรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพได้เร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยห่างไกลจากความพิการ นวัตกรรมจากประเทศไทยนี้ชนะรางวัล World Federation for Neuro Habilitation : WFNR Franz Gersten Award 2021 อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-mahidol-medical-robotics-program/

Infor ได้ถูกรับเลือกให้เป็นผู้นำในรายงาน IDC MarketScape: Asia/Pacific Manufacturing Cloud ERP 2021 Vendor Assessment

อ้างอิงจาก IDC Asia/Pacific Manufacturing Insights จะเห็นได้ว่า Cloud Infrastructure, Software และ Platform นั้นคือเทคโนโลยีชั้นนำ 3 กลุ่มที่ธุรกิจองค์กรกำลังลงทุนอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ระบบการตัดสินใจและติดตามข้อมูลแบบรวมศูนย์นั้นก็กำลังถูกย้ายจาก On-Premises ขึ้นไปสู่ Cloud Application อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

อ่านเนื้อหาย่อจาก IDC MarketScape vendor assessment เพื่อเรียนรู้ว่าเหตุใด Infor จึงได้ถูกรับเลือกให้เป็นผู้นำ

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มของ IDC MarketScape: Asia/Pacific Manufacturing Cloud ERP 2021 Vendor Assessment ได้ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2021/11/infor-recognized-as-a-leader-by-idc-marketscape-asia-pacific-manufacturing-cloud-erp-2021-vendor-assessment/

Source: “IDC MarketScape: Asia/Pacific Manufacturing Cloud Enterprise Resource Planning 2021 Vendor Assessment” by Sampath Kumar Venkataswamy, Stephanie Krishnan, and Ravikant Sharma, July 2021, IDC Document #AP46741021.

โมเดลการวิเคราะห์ผู้พัฒนาเทคโนโลยีในรายงาน IDC MarketScape นี้ถูกออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลภาพรวมด้านความพร้อมในการแข่งขันของผู้พัฒนาเทคโนโลยี ICT ในตลาดหนึ่งๆ โดยระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้นั้นจะอยู่ในรูปแบบของการให้คะแนนอย่างเข้มงวดภายใต้เงื่อนไขในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อให้ได้มาซึ่งแผนภาพแสดงตำแหน่งของผู้พัฒนาเทคโนโลยีแต่ละรายในตลาดดังกล่าว คะแนนด้านความสามารถนั้นวัดจากผลิตภัณฑ์, การขยายตลาด และการดำเนินธุรกิจของผู้พัฒนาเทคโนโลยีในระยะสั้น ในขณะที่คะแนนด้านกลยุทธ์นั้นจะวัดจากความเข้ากันได้ของกลยุทธ์จากผู้พัฒนาเทคโนโลยีเทียบกับความต้องการของลูกค้าในกรอบเวลา 3-5 ปี ส่วนแบ่งตลาดของผู้พัฒนาเทคโนโลยีนั้นจะถูกนำเสนอด้วยขนาดของวงกลม โดยการเติบโตต่อปีของผู้พัฒนาเทคโนโลยีนั้นจะถูกระบุโดยเครื่องหมายบวก, เป็นกลาง หรือเครื่องหมายลบด้านข้างชื่อของผู้ผลิตแต่ละราย

from:https://www.techtalkthai.com/infor-recognized-as-a-leader-by-idc-marketscape-asia-pacific-manufacturing-cloud-erp-2021-vendor-assessment/