คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_TRENDS_AND_UPDATES

[Infographic] 5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Wi-Fi 6 และ 5G

5G และ Wi-Fi 6 (หรือ 802.11ax) ต่างเป็นมาตรฐานใหม่ด้านเครือข่ายไร้สายที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และคาดหวังว่าจะมาช่วยพลิกโฉมการใช้แอปพลิเคชันและการให้บริการรูปแบบต่างๆ ในอนาคต เพื่อให้เข้าใจถึงความเหมือนและความแตกต่างของ 5G และ Wi-Fi 6 มากขึ้น Cisco จึงได้จัดทำ Infographic “5 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Wi-Fi 6 และ 5G” ซึ่งสามารถสรุปข้อมูลที่น่าสนใจได้ ดังนี้

1. ทั้ง Wi-Fi 6 และ 5G ต่างถูกพัฒนามาจากองค์กร/หน่วยงานเดียวกัน และสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุน Use cases ที่แตกต่างกันได้

2. Wi-Fi 6 ถูกออกแบบมาสำหรับเครือข่ายไร้สายภายในอาคาร โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้ใช้หนาแน่น เช่น สนามกีฬา คอนเสิร์ต หรือศูนย์ประชุม

3. 5G ถูกออกแบบมาสำหรับเครือข่ายไร้สายภายนอกอาคาร โดยเฉพาะการใช้งานที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น รถไฟหรือรถยนต์บนทางด่วน

4. Wi-Fi 6 และ 5G เหมาะสำหรับใช้ในหลายๆ อุตสาหกรรม รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่ระบบ IoT เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต สาธารณสุข พลังงาน โรงแรม และสถานศึกษา

5. คาดว่า Wi-Fi 6 จะเริ่มให้บริการในช่วงกลางปี 2019 นี้ และจะใช้งานอย่างแพร่หลายภายในปี 2022 ในขณะที่ 5G ต้องใช้เวลาในการวางระบบอีกสักระยะ และจะเริ่มให้บริการในเมืองใหญ่อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ประมาณปี 2021

Credit: Cisco.com

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/m/en_us/solutions/enterprise-networks/802-11ax-solution/nb-06-5-things-WiFi6-5G-infograph-cte-en.html

ที่มา: Cisco Thailand User Group

from:https://www.techtalkthai.com/infographic-5-things-you-need-to-know-about-wi-fi-6-and-5g/

โฆษณา

ผลการจัดอันดับ Supercomputer ล่าสุดออกแล้ว! IBM รั้ง 2 อันดับเร็วสุดในโลก ตามด้วยจีน

ผลการจัดอันดับ Supercomputer ของ TOP500 ครั้งที่ 53 ออกมาแล้วอย่างเป็นทางการ และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทุกระบบในการจัดอันดับนี้มีความเร็วเกินกว่า 1 Petaflops ทั้งหมด เข้าสู่ยุคของ Supercomputer ความเร็วระดับ Peteflops แล้ว โดยใน 10 อันดับแรกมีดังนี้

Credit: Oak Ridge National Laboratory
  1. Summit โดย IBM และ Department of Energy’s Oak Ridge National Laboratory (ORNL) มีความเร็ว 148.6 Petaflops ใช้ IBM Power9 และ NVIDIA V100 ร่วมกัน
  2. Sierra โดย IBM และ Department of Energy’s Lawrence Livermore National Laboratory มีความเร็ว 94.6 Petaflops ใช้ IBM Power9 และ NVIDIA V100 ร่วมกัน
  3. Sunway TaihuLight โดย China’s National Research Center of Parallel Computer Engineering & Technology (NRCPC) มีความเร็ว 93.0 Petaflops ใช้ SW26010 Processor Core จำนวนมากกว่า 10 ล้าน Core
  4. Tianhe-2A (Milky Way-2A) โดย China’s National University of Defense Technology (NUDT) มีความเร็ว 61.4 Petaflops ใช้ Intel Xeon และ Matrix-2000 ร่วมกัน
  5. Frontera ระบบใหม่รายเดียวใน Top 10 ครั้งนี้ โดย Dell มีความเร็ว 23.5 Petaflops ใช้ Intel Xeon Platinum 8280 บน Dell C6420
  6. Piz Daint โดย Cray (ปัจจุบัน HPE เข้าซื้อกิจการแล้ว) มีความเร็ว 21.2 Petaflops ใช้ Intel Xeon และ NVIDIA P100 ร่วมกันบน Cray XC50 ถือเป็นระบบที่เร็วที่สุดในยุโรปเวลานี้
  7. Trinity โดย Cray (ปัจจุบัน HPE เข้าซื้อกิจการแล้ว) มีความเร็ว 20.2 Petaflops ใช้ Intel Xeon และ Intel Xeon Phi ร่วมกันบน Cray XC40
  8. AI Bridging Cloud Infrastructure (ABCI) โดย Fujitsu มีความเร็ว 19.9 Petaflops ใช้ Intel Xeon Gold และ NVIDIA Tesla V100 ร่วมกัน
  9. SuperMUC-NG โดย Lenovo มีความเร็ว 19.5 Petaflops ใช้ Intel Xeon Platinum เชื่อมต่อด้วย Intel Omni-Path
  10. Lassen โดย IBM มีความเร็ว 18.2 Petaflops ใช้ IBM Power9 และ NVIDIA V100 ร่วมกัน

หากนับถึง 500 อันดับแรก จีนจะเป็นประเทศที่มี Supercomputer มากที่สุดด้วยการติดอันดับมากถึง 219 ระบบ ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาที่ 116 ระบบ, ญี่ปุ่น 29 ระบบ, ฝรั่งเศส 19 ระบบ, สหราชอาณาจักรอังกฤษ 118 ระบบ และเยอรมนี 14 ระบบ

หากนับที่ประสิทธิภาพของ 500 อันดับแรกรวมกัน สหรัฐอเมริกาจะเป็นอันดับหนึ่งที่สัดส่วน 38.4% (Summit และ Sierra ที่ครองสองอันดับแรกมีส่วนแบ่งรวมกัน 15.6%) ตามมาด้วยจีนที่ 29.9%

ในมุมของผู้ผลิต Lenovo นั้นเป็นอันดับหนึ่งที่ 173 ระบบ ตามมาด้วย Inspur 71 ระบบ, Sugon 63 ระบบ, HPE 40 ระบบ, Cray (ก่อนโดน HPE เข้าซื้อกิจการ) 39 ระบบ, Bull 21 ระบบ, Fujitsu 13 ระบบ, IBM 12 ระบบ

ทางด้านหน่วยประมวลผล Intel นั้นมีสัดส่วนการใช้งานมากถึง 95.6% ใน 500 อันดับแรก ตามมาด้วย IBM Power 7 ระบบ, AMD 3 ระบบ และ ARM 1 ระบบ ส่วนระบบที่มีการใช้งาน Accelerator หรือ Coprocesor นั้นมีจำนวน 133 ระบบ เป็น NVIDIA ทั้งสิ้น 125 ระบบ

สำหรับการเชื่อมต่อ Ethernet ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดที่ 54.2% ใน 500 อันดับแรก ตามมาด้วย InfiniBand 25% และระบบ Proprietary 10.8% และ Intel Omni-Path 9.8% แต่หากนับเฉพาะ 50 อันดับแรก Proprietary จะมีส่วนแบ่งสูงสุดที่ 40% ตามมาด้วย InfiniBand 38%, Intel Omni-Path 10% และ Ethernet 2%

สำหรับรายชื่อแบบเต็มๆ สามารถตรวจสอบได้ที่ https://www.top500.org/lists/2019/06/ ครับ

ที่มา: https://www.top500.org/news/top500-becomes-a-petaflop-club-for-supercomputers/

from:https://www.techtalkthai.com/53rd-supercomputer-ranking-is-announced/

อัปเดตของใหม่ในงาน Nutanix .NEXT 2019

ปกติแล้วทาง Nutanix จะมีการจัดงานประจำปีภายใต้ชื่องาน .Next โดยสำหรับในปี 2019 นี้ได้มีการประกาศฟีเจอร์ ความร่วมมือ และบริการใหม่หลายรายการ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังอัปเดตจากทาง Nutanix ประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ก่อนจึงขออนุญาตสรุปและนำเสนอให้ผู้สนใจได้อ่านกันครับ

คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทยของนูทานิกซ์

1.Nutanix Mine

สำหรับส่วนนี้มี 2 ประเด็นคือ

  • Secondary Storage appliance – Mine ก็คือ Box สำหรับสำรองข้อมูลจาก Nutanix เองที่ออกมาเพื่องาน Backup โดยเฉพาะ 
  • Software Manager via Prism – ในส่วนซอฟต์แวร์ Backup ผู้ใช้งานยังคงต้องใช้ซอฟต์แวร์ Backup จาก Third-party เช่นเคยเพียงแต่ Nutanix ได้จับมือกับ Vendor อย่าง Veritas, Commvault, HYCU, Unitrends และ Veeam ให้สามารถบริหารจัดการได้ภายใต้ Prism นั่นเอง
credit : Nutanix, แก้ไขโดย TTT (เพิ่มลูกศร)

2.Nutanix Xi Frame และ Xi Beam

สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับ Nutanix Xi (ออกเสียว่า ‘ซายน์’) นั้นหมายถึงบริการ Cloud Services ของ Nutanix เองซึ่งมีทั้งส่วน Datacenter ของตัวเองและส่วนที่เป็นพันธมิตรอยู่บน Public Cloud เช่น GCP, Azure และ AWS เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Nutanix ไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นคู่แข่งในด้าน IaaS โดยเฉพาะแต่จะให้บริการเป็น PaaS หรือ SaaS แทน เช่น Xi IoT หรือ Xi Epoch เป็นต้น (อ่านข่าวเก่าจาก TechTalkThai) นอกจากนี้ Experience การใช้งานของ Xi และ Prism นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องปรับตัวมากเลย โดยบริการใหม่บน Xi ในงานมีดังนี้

  • Xi Frame – เป็น Cloud VDI แต่การใช้งานนั้นสามารถทำได้จาก Web UI นั่นหมายความถึงความเร็วและง่ายต่อการใช้งานไม่ต้องติดตั้ง Agent เพิ่มเติมให้ยุ่งยาก
  • Xi BEAM – เป็นบริการ Multi-cloud Management กับ Azure, GCP และ AWS ได้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนค่าใช้จ่าย รวมถึงทำรายงานค่าใช้จ่ายและประเมินความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานตาม Compliance  (ลักษณะคือผู้ให้บริการ Cloud มี API ให้อยู่แล้ว ดังนั้น Beam จะไปใช้ API เช่น เรียกดูว่าถ้าต้องการใช้ Virtual Machine จากค่ายต่างๆ มีราคาเท่าไหร่ พร้อมทั้งทำรายงานเปรียบเทียบกันทั้ง 3 ค่ายหรือหากใช้ Nutanix จะคุ้มกว่าหรือไม่ผ่านหน้าจอ Beam เพียงตัวเดียว) 

นอกจากนี้การเป็น Cloud หมายความว่าผู้ใช้งานอาจจะไม่ได้ซื้อ Appliance ของ Nutanix ก็สามารถใช้บริการ Xi อย่างเดียวได้

3.Nutanix Cluster on AWS

Nutanix ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ AWS ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้ EC2 Bare Metal Instance (HW เปล่าแต่ไม่ต้องดูแลเอง) จาก AWS และลง Acropolis OS กับ AHV ตอบโจทย์การใช้งาน Hybrid ได้อย่างแท้จริงที่สามารถบริหารจัดการผ่าน Prism (ภาพประกอบด้านล่าง)

credit : nutanix

4.Nutanix Cloud Native

Nutanix ยังมีการรองรับกับสภาพแวดล้อมแบบ Cloud native application ด้วยการอำนวยให้สามารถติดตั้งโซลูชันที่จำเป็นสำหรับ DevOps ได้ง่ายขึ้นด้วย PaaS และ IaaS ดังนี้

  • Nutanix Karbon – เป็นโมดูลของ Kubernetes ที่มีให้อยู่แล้วเพราะการติดตั้งเองนั้นทำได้ยากหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีองค์ประกอบที่จำเป็นในการติดตั้ง Kubernetes ช่วยลดเวลาและลดงานได้อย่างมาก
  • Nutanix Bucket (IaaS) –  รองรับการใช้งาน Object Storage เช่น ติดต่อกับ S3 ของ AWS ได้ หรือทำ Object Storage ไว้ใช้งานเองภายในองค์กรโดยไม่ต้องซื้อ Storage แยกมาทำ เป็นต้น
  • Nutanix ERA – ช่วยทำ Provision และ Deploy Database ได้หลายตัว เช่น Oracle, PostgreSQL, SQL Server และ MySQL เป็นต้น

นอกจาก PaaS และ IaaS แล้ว Nutanix ยังมี SaaS ที่ชื่อ Xi Epoch ที่ช่วยเรื่อง Visibility ในการใช้งานว่าแอปพลิเคชันต่างๆ เชื่อมต่อกันอย่างไรทั้งจาก On-premise และ Cloud ยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่น Database อยู่ On-premise, UI อยู่บน GCP และมีการ Analytics จาก Azure จะแสดงภาพกราฟฟิคให้เห็น Flow การทำงานได้ เป็นต้น

5.ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์

  • Nutanix ไม่ได้ผลิตฮาร์ดแวร์เองซึ่งตอนนี้ได้ประกาศให้ HPE มาร่วมผลิตฮาร์ดแวร์ให้ด้วย
  • Fujisu Server Primergy ทำการ OEM Nutanix เตรียมจำหน่ายปลายปีนี้
  • Nutanix และ Huawei ได้ทำการ Certified ให้ลง Acropolis OS/AHV บนฮาร์ดแวร์ในรุ่นที่ได้รับการรับรองซึ่งจากเดิมมี Lenovo, DellEMC, Cisco และ IBM (เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปไม่ใช่ HCI ของเจ้าเหล่านั้น)  

สรุป

credit : nutanix

จะเห็นได้ว่าตอนนี้ Nutanix ไม่ใช่แค่ Vendor HCI เจ้าตลาดอย่างเดียวแล้วนะครับ แต่ยังขยายตลาดครอบคลุมไปในส่วนของ PaaS และ SaaS เพื่อรองรับกับทุกการใช้งานตั้งแต่ Private Cloud, Multi-cloud และ Hybrid-cloud ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การใช้งานเพราะยังมีพระเอกคนเดิมคือ One OS (AOS) และ One Click (Prism) ตามคอนเซปต์ Nutanix Enterprise Cloud Platform ครับ (Marketing Concept Term)

สำหรับผู้สนใจ Xi Frame, Beam และ Leap สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ที่ https://www.nutanix.com/nextoffers ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/summary-nutanix-next-2019-keys-announcement/

รายงานชี้มีช่องโหว่ 5.5% เท่านั้นที่ถูกใช้งานจริง

มีงานวิจัยที่ศึกษาถึงช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยระหว่างปี 2009 – 2018 ซึ่งพบว่าจากช่องโหว่ที่มีการค้นพบกว่า 76,000 รายการมีเพียง 4,183 รายการ เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้จริงในการโจมตี

Credit: ShutterStock.com

สถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจในรายงานมีดังนี้

  • ไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างโค้ด PoC และการใช้งานช่องโหว่เพราะกว่า 50% ของช่องโหว่ 4,183 ที่ถูกใช้ไม่ได้ถูกเผยแพร่ก่อน ดังนั้นสรุปได้ว่าแม้ไม่มีการ PoC ช่องโหว่ก็ไม่อาจหยุดแฮ็กเกอร์ในการหาทางใช้ช่องโหว่ได้
  • ช่องโหว่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือมีระดับความรุนแรงระดับ High ขึ้นไป (CVSSv2 ระหว่าง 9,10) ดังนั้นสรุปก็คือยิ่งช่องโหว่มีความรุนแรงสูงก็ยิ่งได้รับความนิยม
  • โอกาสเสี่ยงจากการโจมตีโดยช่องโหว่คือ 1 ใน 20 เท่านั้นไม่ใช่ 1 ใน 100 (อ้างอิงงานวิจัยเก่าๆ ที่เคยมีมาในอดีต)

อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยได้จัดทำงานวิจัยนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะศึกษาว่าและชี้ชวนให้องค์กรจัดลำดับความสำคัญได้ว่าช่องโหว่ใดมีโอกาสเสี่ยงสูงและควรทำการป้องกันก่อนถูกโจมตี โดยแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นมาจากหลายแหล่งที่น่าสนใจ เช่น NIST National Vulnerability Databased (NVD), FortiGuard Labs, หลักฐานการใช้งานช่องโหว่จาก SANS Internet Storm Center, Secureworks CTU, Alienvault OSSIM metadata และ ReversingLabs metadata เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ “Improving Vulnerability RemediationThrough Better Exploit Prediction

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/only-5-5-of-all-vulnerabilities-are-ever-exploited-in-the-wild/

from:https://www.techtalkthai.com/only-5-percents-of-vulnerabilities-were-exploited-by-hackers/

ผลสำรวจพบคนเล่นเกมบน iOS มีแนวโน้มจ่ายตังให้เกมมากกว่า Android

มีรายงานผลสำรวจจาก App Annie ในหลายปีที่ผ่านมาถึงตลาดเกมบนมือถือในหลากหลายมุมมอง โดยสิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่า Android จะมีสถิติของการดาวน์โหลดเกมมากกว่า iOS แต่มีจำนวนผู้เล่นเพียง 36% ที่จ่ายเงินเพื่อเกมกลับกันฝั่ง iOS มีถึง 64%

credit : techcrunch

สถิติที่น่าสนใจมีดังนี้

  • ปี 2019 เกมมือถือมีส่วนแบ่งในตลาดแอปพลิเคชันมือถือถึง 60%
  • สถิติปีปี 2018 ผู้ใช้งานใช้เวลาเล่นแอปพลิเคชัน Social กว่า 50%, Editor 15% และเกมเพียง 10%
  • โดยทั่วไปมือถือของคนในอเมริกามีการติดตั้ง 8 เกมแต่มีค่าเฉลี่ยในการเล่น 2-5 เกมต่อเดือน
  • เวลาที่ถูกใช้กับเกมเพิ่มขึ้นราว 10% ในแต่ละปีซึ่งมาจากผู้เล่นหน้าใหม่ด้วย
  • ผู้เล่นหลักที่ใช้เวลาเล่นเกมมากสุดคืออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปทั้งที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็น Gamer ด้วยซ้ำ
  • เกมมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 ของแอปพลิเคชันที่ถูกดาวน์โหลดบน iOS, Google Play และ Third-party 
  • ปีที่ผ่านมามีจำนวนเกมออกใหม่มากกว่า 1.6 ล้านบน Google Play และมากกว่า 1.1 ล้านบน iOS
  • บน Android 74 เซ็นต์จาก 1 ดอลล่าร์ถูกจ่ายให้เกมและ 95% คือรูปแบบ in-app perchase (อัปเกรตตัวละคร เป็นต้น) ไม่ใช่จ่ายเพื่อซื้อเกม
  • Google play มีจำนวนดาวน์โหลดเกมมากกว่า iOS คือ 72% ต่อ 28% แต่ในจำนวนนั้นผู้เล่นฝั่ง Google Play มีแค่ 36% ที่จ่ายเงินในขณะที่ iOS มีถึง 64%
  • เกมที่เติบโตเร็วที่สุดถึง 7.9 เท่าเมื่อเทียบกับการโตของตลาดเกมในภาพรวมจากปี 2017-2018 คือเกมประเภท Racing ตามมาด้วยแนว Adventure โตขึ้นราว 5 เท่าและดนตรี 
  • เกมมือถือยังโตกว่าตลาด Console, Handheld Console และคอมพิวเตอร์ รวมกันถึง 20%
  • เทรนด์ของเกมปัจจุบันคือต้อง Cross-platform ได้ทำให้ PUBG และ Fortnite ที่ถูกดาวน์โหลดเยอะที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา
  • คาดว่าในอนาคต AR คือเทรนของเกมที่จะได้รับความนิยมต่อไป
  • อินเดีย บราซิล รัสเซีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นตลาดเกมกำเนิดใหม่ที่น่าสนใจแต่ จีนและอเมริกายังมีฐานผู้เล่นที่เหนียวแน่นกว่า
  • ปี 2018 มีเกมกว่า 1,900 เกมที่ทำรายได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญซึ่งเพิ่มกว่าปี 2016 ที่มีแค่ 1,200 เกมเท่านั้น
  • ในระยะเวลา 2016-2018 รายได้ของเกมเติบโตในจีนถึง 105% และ อเมริกาที่ 45%

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

ที่มา :  https://techcrunch.com/2019/06/11/mobile-games-now-account-for-33-of-installs-10-of-time-and-74-of-consumer-spend/

from:https://www.techtalkthai.com/android-gamers-has-less-spending-for-game-than-ios/

Python อาจเบียดแซง C และ Java ขึ้นอันดับหนึ่งภาษายอดนิยมใน 4 ปีข้างหน้าแล้ว

TIOBE programming index หรือค่าวัดความยอดนิยมของภาษา Python อยู่ที่อันดับ 3 แล้วในปัจจุบันที่ 8.5% ซึ่งขึ้นมาจากปี 2016 กว่า 2.77% แต่นักวิเคราะห์จาก TIOBE มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า Python อาจก้าวขึ้นเบียดแซงความยอดนิยมของ Java และ C ขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้

credit : Zdnet, TIOBE

ปัจจุบัน Java และ C มีคะแนนความยอดนิยมอยู่ที่ 15% และ 13.3% ตามลำดับแต่เหตุผลเบื้องหลังที่ TIOBE มองเห็นคือ “Software Engineering กำลังบูมมาก พร้อมกันนี้ยังมีนักพัฒนาหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่ง Java นั้นซับซ้อนเกินสำหรับคนเหล่านี้แม้แค่เขียนเพียง Hello World ประโยคเดียวก็ต้องรู้เรื่อง Class, Static Method และ Package บ้าง” โดยในฝั่งภาษา C รายงานกล่าวว่า “C ง่ายกว่าหน่อยแต่นักพัฒนาอาจกรีดร้องเมื่อเจอเรื่อง Memory Management เข้าทั้งๆ ที่ Python ทำได้จากบรรทัดเดียว

สำหรับ Python กำลังเติบโตอย่างกว้างขวางในประโยชน์การใช้งานที่หลากหลายและหากดูจากสถิติการดาวน์โหลด Python Extension บน Microsoft Visual Studio Code พบว่ามีคนดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 9 ล้านครั้ง แม้กระทั้งแอปพลิเคชันใหญ่อย่าง Netflix เองก็ใช้ Python แทบทุกจุดตั้งแต่อัลกอริทึม Recommendation, การจัดการ Content Distribution Network และ ฟังก์ชันอัตโนมัติด้านความมั่นคงปลอดภัย ทั้งนี้ปัจจุบันขนาดใน Stack Overflow ยังมีสถิติคนพูดเรื่อง Python มากกว่า JavaScript แล้วในแต่ละเดือน สำหรับสถิติจาก TIOBE สามารถชมภาพประกอบได้ตามด้านบน

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/programming-languages-python-predicted-to-overtake-c-and-java-in-next-4-years/

from:https://www.techtalkthai.com/python-may-become-the-most-popular-in-4-years/

ผลสำรวจพบแอปพลิเคชันบน iOS กว่า 67% ไม่ใช้งานฟีเจอร์ App Transport Security

App Transport Security (ATS) เป็นฟีเจอร์ที่มีมาตั้งแต่ iOS 9 เพื่อบล็อกการเชื่อมต่อของ HTTP ระหว่างแอปและเซิร์ฟเวอร์ทางไกล โดยมีผลสำรวจจาก Wandera ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้าสำรวจแอปกว่า 30,000 ตัวพบว่า 67.7% เลือกที่จะปิดฟีเจอร์ ATS ทิ้งในการใช้งาน

อันที่จริงแล้วในปี 2016 ทาง Apple ได้ประกาศแผนที่จะทำให้การใช้ ATS เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแอป iOS ในต้นปี 2017 เพียงแต่ว่าก็มีเหตุบางอย่างให้ต้องล้มเลิกไปเพียงสัปดาห์เดียวก่อนถึงกำหนดที่ตนลั่นวาจาไว้ อย่างไรก็ดี ATS นั้นจะถูกเปิดเป็นค่าพื้นฐานเสมอทำให้นักพัฒนาต้องเข้ามาปิดเอง เช่น กรณีที่ต้องการเชื่อมต่อกับโดเมนที่เป็น HTTP เป็นต้น โดยจากการศึกษาของ Wandera พบว่าสาเหตุสำคัญของการไม่ใช้งานฟีเจอร์ ATS ก็คือ ad framework/networks มักมีการแนะนำในคู่มือให้นักพัฒนาปิดฟีเจอร์ดังกล่าวในแอปไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์โฆษณานั่นเอง

โดยมีสถิติชี้ถึงความสัมพันธ์ของแอปพลิเคชันที่เสียเงินว่ามีแนวโน้มที่จะใช้งานฟีเจอร์ ATS มากกว่าเพราะไม่ค่อยง้อการโฆษณาต่างกับแอปที่ให้ใช้ฟรี (ตามรูปด้านบน) อย่างไรก็ตามจำไว้ว่าแอปพลิเคชันที่ไม่ใช้ ATS นี้ไม่ได้หมายความว่าแอปเหล่านั้นจะไม่ใช้ HTTPS นอกจากนี้มีสถิติอื่นจาก Wandera คือมีแอป 27% เท่านั้นที่เปิดใช้ฟีเจอร์ ATS เพื่อบล็อก Plaintext บน HTTP แต่ 5.3% ที่ใช้ ATS มีการยกเว้นไว้กับบางโดเมน

ที่มาและเครดิตรูปภาพ :  https://www.zdnet.com/article/two-thirds-of-ios-apps-disable-ats-an-ios-security-feature/

from:https://www.techtalkthai.com/67-percents-of-ios-apps-abandon-ats-feature/