คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

[Guest Post] หัวเว่ย เปิดตัวโครงการประกาศนียบัตรด้านไอซีที ระดับเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 เร่งพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ส์ จำกัด ผู้จัดหาเทคโนโลยีไอซีทีชั้นนำของโลกเดินหน้าเปิดตัวโครงการประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้านไอซีที ระดับเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 (Huawei Asia Pacific ICT Certification Program 2020) เพื่อฝึกอบรมนิสิตนักศึกษาและบุคลากรด้านไอซีทีทั่วทั้งภูมิภาค แม้ว่าจะมีความท้าทายหลากหลายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  โครงการฝึกอบรมฟรีนี้เปิดรับนักศึกษาและบุคลากรด้านไอซีทีที่ได้เข้าร่วมหรือวางแผนที่จะเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย อะแคเดมี่ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์จะมีโอกาสคว้ารางวัลใหญ่ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน Huawei P40 และแล็ปท็อป Huawei Matebook Pro 

 

เพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจระดับโลกของบริษัทในการสนับสนุนการพัฒนาแรงงานด้านไอซีที หัวเว่ยได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพชั้นนำของอุตสาหกรรมขึ้นมาในชื่อว่า “Huawei Certification”  โดยเป็นประกาศนียบัตรมาตรฐานด้านเทคนิคที่ครอบคลุมการสอบรับรองความรู้ถึง 100 หัวข้อ และสาขาเทคนิค 22 สาขา ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านคอร์สด้านเทคโนโลยีออนไลน์มาตรฐานมากมาย

คอร์สและประกาศนียบัตรต่าง ๆ ของหัวเว่ยครอบคลุมสาขาเทคนิคสำคัญทั้งหมดของอุตสาหกรรมไอซีที อาทิ   บิ๊กดาต้า, คลาวด์คอมพิวติ้ง, LTE, 5G, การเงิน เป็นต้น ผู้เข้าร่วมโครงการจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ผ่านการทดสอบในเวลาอันรวดเร็วที่สุดของแต่ละระดับจะมีโอกาสได้รับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์สุดพรีเมียมจากหัวเว่ย

โครงการปีนี้เปิดให้ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมแล้วถึง 1,885 คนจากทั่วทั้งภูมิภาค  และคาดว่าในราวปี 2566 หัวเว่ยจะสามารถป้อนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีทีได้กว่า 700,000 คนทั่วโลก  

ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศด้านบุคลากรไอซีทีอันยั่งยืน หัวเว่ยมุ่งมั่นพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนด้านไอซีทีนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition, หัวเว่ย อะเคเดมี่ และโครงการ Learn ON ของหัวเว่ย  ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 การแข่งขัน Huawei ICT Competition ประจำปี 2020 มีนักศึกษากว่า 150,000 คน จากสถาบันระดับอุดมศึกษากว่า 2,000 แห่งใน 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ โดยการแข่งขันระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับโลกปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม นี้ ตามลำดับ

แม้จะมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หัวเว่ยยังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการเรียนรู้ไม่เคยหยุดนิ่ง ปีนี้ โครงการหัวเว่ย อะแคเดมี่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กร โดยดึงเอาสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำในระดับอุตสาหกรรมมาร่วมโครงการ ได้ต้อนรับพันธมิตรใหม่จากสถาบันการศึกษาขั้นสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มอีก 78 แห่ง ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนพันธมิตรทั้งสิ้น 134 แห่งแล้ว  และเพื่อรับมือกับการปิดโรงเรียนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทได้จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนการสอนแบบออนไลน์ขึ้นภายใต้ชื่อโปรแกรม Learn ON ทั้งสำหรับผู้สอนและนักศึกษา  โดยแพลตฟอร์มเปิดนี้จะมีทรัพยากรคุณภาพสูงและคลาสเรียนต่างๆ เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมชั้นและผู้ฝึกอบรมได้ผ่านวิดีโอแชทสด

หัวเว่ยจะยังคงทุ่มเทเพื่อพัฒนาแรงงานทักษะสูงอย่างรอบด้านเพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับวิธีการเข้าร่วมโครงการประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้านไอซีทีของหัวเว่ย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://e.huawei.com/en/talent/#/news/details?consultationId=717

 

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 180,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่   https://e.huawei.com/th/

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-asia-pacific-ict-certification-program-2020/

Bitdefender Webinar: วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?

Bitdefender ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าฟังบรรยาย Bitdefender Webinar เรื่อง “วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?” เพื่ออัปเดตแนวโน้มวิวัฒนาการล่าสุดของ Ransomware และแนวทางปฏิบัติในการรับมืออย่างถูกต้อง ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 10:30 ผ่าน Live Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?
ผู้บรรยาย: คุณสามารถ ศรีวิชัย Presales Manager – Bitdefender Indochina
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_DIguDavfTrmsOdhh7aOENQ

มัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือ Ransomware ยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด และมีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาคิดทบทวนแนวทางการรับมือที่ถูกต้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการป้องกัน Ransomware

เข้าร่วม Bitdefender Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Ransomware คืออะไร
  • แนวทางในการป้องกันและรับมือกับ Ransomware อย่างถูกต้อง
  • แนวทางปฏิบัติที่องค์กรควรนำไปประยุกต์ใช้
  • โซลูชันของ Bitdefender ที่จะช่วยป้องกัน Ransomware ให้แก่องค์กร

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/662193037816870/

from:https://www.techtalkthai.com/bitdefender-webinar-ransomware-crisis/

DCS เปิดคอร์สสอน RPA พื้นฐานด้วย UiPath หัดสร้าง Bot พร้อมใช้งานได้ใน 1 วัน (21 ต.ค. 2020)

DCS และ TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านที่สนใจประยุกต์นำเทคโนโลยี Robotic Process Automation หรือ RPA ไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง เข้าเรียนคอร์ส “UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems” เพื่อเรียนรู้แนวคิดด้าน RPA ทั้งในเชิงทฤษฎี, สร้าง Bot ของตนเองในภาคปฏิบัติด้วยการใช้ระบบจาก UiPath พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์นำ Bot ไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ และเปิดให้สอบถามหรือปรึกษาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

แนวคิดของ RPA คือการนำพลังประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ มาสร้างหุ่นยนต์หรือ Robot ขึ้นมาเพื่อให้ทำงานซ้ำๆ ที่มีรูปแบบตายตัว สำหรับให้ทำงานแทนมนุษย์ในการจัดการกับข้อมูลและการนำข้อมูลจาก Application หนึ่งไปประมวลผลและป้อนลงไปยังอีก Application หนึ่งนั่นเอง แนวทางนี้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยความเร็วในการประมวลผลและจัดการกับข้อมูลที่สูงขึ้นได้ รวมถึง Robot เหล่านี้ยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้งานซ้ำๆ ที่ผิดพลาดไม่ได้ซึ่งเคยเป็นงานที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากทำ ตกเป็นงานของ Robot เหล่านี้ไปแทน และทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นพนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาที่จะฝึกอบรมในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับ Hyperautomation theme เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจถึงภาพรวมและแนวโน้มการทำ automation ในองค์กรไทย ผ่านการ demo software เกือบทั้ง suite ของ UiPath RPA ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าการจะ scale automation ในองค์กรระดับต่างๆ ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง การจัดทีมงาน การเตรียมเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองสร้าง Robot ด้วยตนเอง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของท่าน ทั้งนี้ ผู้บรรยายจะนำเสนอความรู้จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติจริง โดยอาจเล่าผ่านประสบการณ์ที่พบเจอในแง่ของความซับซ้อนในการทำและความคุ้มค่าในการพัฒนา รวมไปถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุนทำ Automation อีกด้วย

UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems (ครั้งที่ 3)

วัน-เวลา: วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 เวลา  9:00 – 16:30
สถานที่: Victor Club FYI Center อาคาร 1 ชั้น 2 (BTS ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, มีที่จอดรถ)
ราคา: ราคาเต็ม 4,200 บาท ลดเหลือ 2,800 บาท เท่านั้น
สมัครเรียนhttps://www.eventpop.me/e/9796/uipath-rpa-dcs-3

*ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาเข้าร่วม Workshop

 

Hardware Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/hardware-requirements

  • CPU Dual Core 1.8 GHz 64-Bit
  • RAM 4 GB
  • แนะนำให้ท่านนำเมาส์มาด้วยเนื่องจาก Workshop จะใช้เม้าส์คลิกเป็นหลัก

Software Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/software-requirements

  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 ขึ้นไปเท่านั้น
  • โปรแกรม Microsoft Excel
  • ติดตั้ง Internet Explorer 8 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า
  • ติดตั้ง Google Chrome รุ่น 64 หรือใหม่กว่า
  • ติดตั้ง .NET Framework รุ่น 6.1 หรือใหม่กว่า

**ท่านที่ใช้ Mac แนะนำให้ลงโปรแกรม Parallels เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

Course Outline

9:00 – 9:30 ลงทะเบียน, รับประทานอาหารว่าง
9:30 – 10:30 Intro to RPA กับ UiPath

  • Intro to RPA, UiPath แนะนำ Robotic Process Automation การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจแขนงต่างๆ
  • แนวคิดในการนำเอา RPA มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
  • แนวคิดการทำ COE ในองค์กรเพื่อจะเริ่มต้นโครงการ RPA และ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ UiPath ทั้งหมด
  • Workshop สั้นๆ ไปด้วยกันกับกระบวนการคัดสรรว่า process ไหนควรเร่งทำก่อนหรือหลัง ด้วยเครื่องมือ UiPath Connect Enterprise

10:30 – 12:00 ติดตั้งและรู้จักตัวเครื่องมือพัฒนา UiPath Studio (Prepare & Build your 1st Robot)

  • UiPath CE Installation & Initial Process
  • Sample Business Process Flow
  • Hands-on: Build 1st Robot

12:00 – 13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:30

  • Intro to UiPath Studio ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเครื่องมือสำหรับพัฒนา Process Flow, Plug-in Library ต่างๆ และ UiPath Orchestrator
  • Hands-on: Getting to know UiPath Studio and Build 2nd Business Flow, Deploy Robot (Attended, Unattended), and Testing
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Windows Application และเก็บ Transaction ID มาบันทึกลง Excel
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Web Application และเมื่อทำเสร็จสิ้นทุก Transaction แล้วให้ทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน้าเว็บลง Excel (โดยการใช้ Scraping Data)

*สำหรับผู้เข้าร่วม Workshop หากทำ Process ด้านบนเสร็จเร็วจะมี Advanced Workshop ให้ทำต่อ : RPA Challenge โดยการใช้ Anchor Base  

 

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-rpa-uipath-course-3/

[Guest Post] หัวเว่ยเผยกลยุทธ์สร้างคุณค่าใหม่ด้วยการผสาน 5 ขอบข่ายเทคโนโลยีสำคัญ

หัวเว่ยจัดงานประชุมสุดยอดประจำปี “Huawei Connect 2020” ณ มหานคร เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ถือเป็นงานสำคัญที่หัวเว่ยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีให้แก่อุตสาหกรรมไอซีทีในระดับโลก และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เผยกลยุทธ์สำคัญของหัวเว่ยอีกด้วย

นายกัว ผิง ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวเปิดงาน Huawei Connect 2020

 

ในปี 2020 ซึ่งเทคโนโลยี 5G เริ่มมการใช้งานในทั่วโลก และเกิดการผสานรวมระหว่างการเชื่อมต่อ, เทคโนโลยี Cloud, AI, การประมวลผลคอมพิวเตอร์ และแอปพลิเคชัน ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมไอซีทีอย่างมหาศาล Huawei Connect ในปีนี้จึงมุ่งที่เรื่อง “สร้างคุณค่าใหม่ผสานการทำงานระหว่าง 5 ขอบข่ายสำคัญในแวดวงเทคโนโลยี”

หัวเว่ยมุ่งที่นำเทคโนโลยีไอซีทีไปใช้ในทุกภาคอุตสาหกรรมและนำเสนอโซลูชันสำหรับใช้งานในสถานการณ์เฉพาะควบคู่ไปกับพาร์ทเนอร์ เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถเติบโตทางธุรกิจและช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินตามนโยบายในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในประเทศ รวมไปถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาลด้วยเช่นกัน

นายกัว ผิง ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย ได้กล่าวเปิดงานในหัวข้อ สร้างคุณค่าใหม่ จากการผสานการทำงานระหว่าง 5 ขอบข่ายสำคัญในแวดวงเทคโนโลยี” ว่า “ในขณะที่องค์กรและรัฐบาลกำลังก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เราจะเห็นศักยภาพการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมไอซีทีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเราตั้งเป้าที่จะเปิดฉากเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาไปพร้อมกับพาร์ทเนอร์ของเรา”

นายกัว ผิง ยังยกตัวอย่างถึงต้นแบบในการสร้างองค์กรอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ และเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ย โดยการผสานรวมเทคโนโลยีไอซีทีเข้ากับองค์ความรู้ของภาคอุตสาหกรรม และสร้างโซลูชันสำหรับสถานการณ์การใช้งานเฉพาะ สร้างมูลค่าให้แก่รัฐบาลหรือองค์กรที่มีระบบธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งในขั้นถัดไป หัวเว่ยจะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ธุรกิจองค์กรเกิดการเติบโต และช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินกลยุทธ์กระตุ้นอุตสาหกรรมภายในประเทศได้สำเร็จ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาลไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ หัวเว่ยจะเดินหน้าลงทุนในขอบข่ายของธุรกิจหลักๆ ดังต่อไปนี้

ในขอบข่ายด้านโครงข่าย หัวเว่ยเสนอแนวคิดด้วยการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำเสนอโครงข่ายอัตโนมัติที่มีการผสมผสานหลายระบบเข้าไว้ด้วยกัน (hyper-automated network) เพื่อให้เข้าถึงโครงข่ายความเร็วสูงที่ครอบคลุมทุกหนแห่ง (ubiquitous gigabit) มอบประสบการณ์การใช้งานได้ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงทำให้สามารถยกระดับเทคโนโลยีอัจฉริยะในระบบธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐและเอกชน

ในขอบข่ายด้านเทคโนโลยีการประมวลผลคอมพิวเตอร์ หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสิทธิภาพการประมวลผลที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า แยกซอฟต์แวร์ออกจากฮาร์ดแวร์เพื่อปรับเทคโนโลยีประมวลผลให้ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงหน่วยประมวลผลแบบ x86 และคุนเผิง (Kunpeng)

ในขอบข่ายด้านบริการ Cloud หัวเว่ยได้ให้บริการครอบคลุมกว่า 23 ภูมิภาคทั่วโลก ดึงดูดนักพัฒนากว่า 1.5 ล้านคน

ในขอบข่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวเว่ยมุ่งที่จะผสานเทคโนโลยี AI ให้เข้าไปอยู่ในระบบธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในภาครัฐและเอกชนได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้องค์ความรู้และข้อมูลในการสร้างศักยภาพหลักของระบบ AI

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ การประมวลผลคอมพิวเตอร์ Cloud และ AI คล้ายกับการมาถึงของไฟฟ้าเมื่อร้อยปีก่อน ในขณะที่แอปพลิเคชันในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและเครื่องมือในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้านั้นนั่นเอง

หัวเว่ยเชื่อว่าการทำงานผสานกันระหว่าง 5 ขอบข่ายสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีจะไม่เพียงนำมาซึ่งโอกาสมาให้แก่หัวเว่ยเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือนำมาซึ่งโอกาสอีกมากมายให้กับทั้งภาคอุตสาหกรรมไอซีที

ในงานดังกล่าว หัวเว่ยยังได้ประกาศสโลแกนสำหรับการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรในอีโคซิสเต็ม พร้อมกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ต่างๆ จากทั่วโลกว่า “สร้างสรรค์นวัตกรรม เติบโต และคว้าชัยชนะไปด้วยกัน” (Innovate, Grow, and Win Together)

“หัวเว่ยจะสร้างพละกำลัง พาร์ทเนอร์ของเราจะเป็นผู้ควบคุมและแปรรูปพลังนั้นมาใช้ประโยชน์ เมื่อทุกคนร่วมมือกัน เราจะประสบความสำเร็จและสามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น”

งาน Huawei Connect 2020 เป็นงานใหญ่ประจำปีซึ่งหัวเว่ยจัดขึ้นสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมไอซีทีระดับโลก และจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2020 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน งานประชุม Huawei Connect เป็นดั่งแพลตฟอร์มเปิดกว้างซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์สามารถจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แบ่งปันประสบการณ์ และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ๆ โดยในงานปีนี้ หัวเว่ยได้ค้นหาเทรนด์และโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของแวดวงอุตสาหกรรม จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันด้านไอซีที ให้แง่มุมเชิงลึกของผลประโยชน์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และการแบ่งปันกรณีตัวอย่างภาคปฏิบัติที่ได้ผลดีที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เป้าหมายสูงสุดของเราคือสร้างอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้างและแข็งแกร่งของทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับทุกอุตสาหกรรม สามารถผ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์

https://www.huawei.com/en/events/huaweiconnect2020/

 

เกี่ยวกับหัวเว่ย 

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของ หัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด   

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com  

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-creating-new-value-with-synergy-across-5-tech/

Wikipedia กำลังปรับโฉมหน้าแสดงผลบนเดสก์ท็อปครั้งแรกในรอบ 10 ปี

เว็บไซต์วีกิพีเดียร์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงของคนทั่วโลก กำลังได้รับการปรับโฉมหน้าการแสดงผลใหม่บนเดสก์ท็อปครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เยี่ยมชมได้มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมีดังนี้

1.) ปรับการแสดงโลโก้ให้เล็กลง

credit : mediawiki.org

2.) Table of contents สามารถเลือกข้ามไปในหัวข้อย่อยได้ทันที

3.) ย่อเก็บ Sidebar ด้านซ้ายให้หายไปได้

อย่างไรก็ดียังมีการปรับปรุงอื่นๆ เช่น ปรับปรุงฟังก์ชันการ Search ให้มีรูปประกอบและคำอธิบายเพิ่ม จำกัดความกว้างของคอนเท้นต์ หรือวิธีการเปลี่ยนภาษาง่ายขึ้น และอื่นๆ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูการเปลี่ยนแปลงได้ที่ mediawiki.org อย่างไรก็ดีทีมงาน Wikipedia Foundation แจ้งว่าคาบการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างยาวนานเพื่อให้ผู้ใช้ได้ทดสอบก่อนและจะเปลี่ยนโฉมทั้งหมดจริงๆ ในปลายปี 2021 ครับ

ที่มา : https://www.theverge.com/2020/9/23/21453300/wikipedia-desktop-redesign-2021

from:https://www.techtalkthai.com/wikipedia-is-going-to-redesign-desktop-view-by-the-end-of-2021/

i-Sprint Webinar: Multi-Factor Authentication – A Critical Layer in Your Security Plan for Compliant

i-Sprint ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าฟังบรรยาย i-Sprint Webinar เรื่อง “Multi-Factor Authentication – A Critical Layer in Your Security Plan for Compliant” พร้อมอัปเดตแนวโน้มการพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-Factor Authentication ตามกฎระเบียบข้อบังคับ รวมไปถึงตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานใน Use Cases ต่างๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 14:00 ผ่าน Live Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Multi-Factor Authentication – A Critical Layer in Your Security Plan for Compliant
ผู้บรรยาย: คุณศิลป์ชัย นันทโชคเกียรติ์ Business Development & Channel Manager, คุณณัฐภัทร เงาวิศิษฎ์กุล Strategic Sales Manager และคุณณัฐพงศ์ วงศ์สว่าง Pre-Sales Consultant จาก i-Sprint Thailand
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_T4HNI5smQaKVM0JTk3S5_g

การพิสูจน์ตัวตนถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเป็นตัวคุณเองจริงๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความต้องการทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี การเข้าสู่ระบบแบบเดิมๆ โดยใช้แค่ Username และ Password นั้น ไม่มั่นคงปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องเพิ่มระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพื่อปกป้องผู้ใช้งานและทรัพย์สินทางดิจิทัล ใน Webinar นี้ i-Sprint จะแชร์ประเด็นเนื้อหาเกี่ยวกับแนวโน้มและข้อควรปฏิบัติในการพิสูจน์ตัวตนอย่างมั่นคงปลอดภัย ทำไมถึงต้องใช้การพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-Factor Authentication และวิธีการใช้ Multi-Factor Authentication ในรูปแบบต่างๆ

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • รู้จักกับบริษัท i-Sprint
  • แนวโน้มการพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-Factor Authentication และกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ
  • แนะนำโซลูชัน OTP และ Software Token
  • สาธิตการใช้งาน Multi-Factor Authentication รูปแบบต่างๆ
  • ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน
  • กระดับการพิสูจน์ตัวตนไปอีกขั้นด้วย Single Sign-On

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/795379491281006/

from:https://www.techtalkthai.com/i-sprint-webinar-multi-factor-authentication/

6 Session ห้ามพลาดกับประเด็นด้าน Intrinsic Security ในงาน VMworld 2020 พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมาย วันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020

ในงาน VMworld 2020 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020 นี้ ทาง VMware มี Session ทางด้าน Security เกินกว่า 100 Session ให้เข้าร่วมได้ฟรีๆ และในบทความนี้เราได้คัดหัวข้อบางส่วนที่โดดเด่นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้พิจารณาเข้าร่วมรับชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมายได้ง่ายๆ จากชุมชน VMUG Thailand โดยมีรายละเอียดการลงทะเบียนเข้าร่วมงานและทำแล็บดังนี้

Credit: VMware

เนื้อหาด้าน Intrinsic Security ใน VMworld 2020

สำหรับเนื้อหาที่นำเสนอทั้งหมดนี้จะเป็นรูปแบบ On-Demand ที่สามารถรับชมได้เมื่อต้องการ โดยมีข้อแม้เพียงต้องลงทะเบียนก่อนวันที่ 9 ต.ค. 2020 นี้เท่านั้น จึงจะสามารถรับชมเนื้อหาเหล่านี้ได้ฟรีจนถึงสิ้นปี

1. Implementing vSphere Securely: Best Practices and Guidelines from the Experts [ISWL1087] Session เด่นดังประจำงาน VMworld ทุกปี กับการสรุปแนวทางการติดตั้งใช้งาน VMware vSphere, VMware ESX และ VMware vCenter อย่างมั่นคงปลอดภัยในรุ่นล่าสุด พร้อมอัปเดตวิธีการใหม่ๆ ในการปกป้องระบบของ VMware ให้มั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามสมัยใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

2. No Password? No Problem. Eliminate Passwords in Your Organization. [ISWS1796] Session ที่เพิ่งจัดใน VMworld 2019 เป็นครั้งแรกและได้รับความนิยมอย่างสูงจนต้องมาจัดซ้ำอีกรอบใน VMworld 2020 พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันตัวตนโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน เพื่อให้ธุรกิจได้นำไปปรับใช้ในการทำงานอย่างคล่องตัวและมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น

3. A Practical Guide to Implementing Zero Trust [ISWS1383] ทำความรู้จักกับแนวคิด Zero Trust และวิธีการปรับใช้งานจริงในธุรกิจองค์กร โดยใช้เทคโนโลยีของ VMware ในการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัย

4. Best Practices for Securing Web Applications with Intrinsic Protection [ISNS1441] ปกป้อง Web Application ของธุรกิจองค์กรให้มั่นคงปลอดภัย ด้วยการใช้ VMware NSX Service-Defined Firewall และ VMware NSX Advanced Load Balancer เพื่อทำ Fireawll, Intrusion Detection, DDoS Protection และ Analytics-Driven Intelligent Web Application Firewall ในหนึ่งเดียว

5. How RSA security engineering helps DevOps teams manage public cloud security risk [ISCS2261] ทีมงาน VMware และ RSA จะมาร่วมพูดคุยถึงประเด็นด้านการผสาน Security ลงไปในกระบวนการทำงานของ DevOps เพื่อช่วยลดประเด็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนา Software และการ Deploy ระบบ

6. Cloud Infrastructure and Workload Security: VMware Secure State and Carbon Black [ISWL2072] อัปเดตประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ล่าสุด พร้อมทำความรู้จักกับโซลูชันเพื่อปกป้อง Cloud Workload อย่าง VMware Secure State และ Carbon Black

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชม Session เหล่านี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 ได้ทันที และเริ่มเข้ารับชมได้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. นี้เป็นต้นไป โดยสามารถนำชื่อหรือรหัส Session ที่สนใจไปค้นหาในระบบและลงทะเบียนเข้าร่วมเรียนได้ทันที และสามารถตรวจสอบรายการ Session อื่นๆ ที่นำเสนอในงานทางด้าน Intrinsic Security เพิ่มเติมได้ที่ https://www.vmworld.com/en/tracks/Intrinsic-Security.html

ร่วมสนุก ลุ้นรับรางวัลกับ VMUG Thailand

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน VMworld 2020 ในครั้งนี้ สามารถลุ้นรับรางวัล Apple iPad 1 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 15,000 บาท, Samsung Galaxy Tab A 4 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 4,900 บาท, WD External SSD จำนวน 3 ชุด มูลค่ามากกว่า 2,700 บาท และเครื่องฟอกอากาศ Xiao Mi จำนวน 3 เครื่อง มูลค่า 3,500 บาทได้ทันที ด้วยการร่วมกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้ากลุ่ม VMUG Thailand ที่ https://www.facebook.com/groups/1502318113117280
  2. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 และเข้าร่วมฟัง Session ใดก็ได้ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2020 – 9 ตุลาคม 2020
  3. Capture หน้าจอระหว่างเข้าร่วมงานมาโพสต์ลงกลุ่ม พร้อมเขียนบรรยายคร่าวๆ ว่าได้ฟังหัวข้อใดเกี่ยวกับเรื่องอะไรไปบ้าง

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลแบบสุ่มแล้ว โดยทีมงาน VMUG Thailand จะทำการประกาศผลภายใน 1-2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดระยะเวลาร่วมกิจกรรม

ลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานที่ https://www.vmworld.com/en/index.html?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL และทำการคลิกปุ่ม “Register for Schedule Session” โดยขั้นตอนในการลงทะเบียนจะมีดังนี้

  1. ลงทะเบียนสร้าง Account เข้าร่วมงานครั้งแรกที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-login.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL โดยคลิกที่ปุ่ม “Create one here” หรือลงทะเบียนโดยตรงที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-create.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL หากยังไม่เคยเข้าร่วม VMworld มาก่อน โดยแนะนำให้ใช้ Email ของบริษัทในการลงทะเบียน
  2. ระบบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “Account Activation Email” ไปยังอีเมล์บริษัทที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปทำการคลิกที่ลิงค์ “Activate Your Account”
  3. ระบบจะนำท่านไปสู่หน้าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 ให้ทำการกรอกข้อมูลรายละเอียดตามจริง และจะมีส่วนที่ให้เลือกประเภทของบัตรเข้าชมงาน ก็สามารถเลือกบัตรที่มีราคา 0$ เพื่อเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที
  4. เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “VMworld 2020 Registration Confirmation” กลับไปหาท่านในอีเมล์บริษัทที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อยืนยันผลการลงทะเบียนว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

หากมีข้อสงสัยใดๆ ในการลงทะเบียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ SEAK.generalenquiry@vmware.com โดยจะมีเจ้าหน้าที่ VMware ประจำประเทศไทยคอยตอบคำถามในช่องทางดังกล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/6-intrinsic-security-sessions-at-vmworld-2020/

เชิญร่วมงานสัมมนา Bay Cybersecurity Day 2020: Surviving Cyber Next Normal

Bay Computing ผู้ให้บริการและที่ปรึกษาด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Bay Cybersecurity Day 2020 ภายใต้ธีม Surviving Cyber Next Normal เพื่ออัปเดตแนวโน้มด้านภัยคุกคามไซเบอร์ล่าสุด รวมไปถึงความท้าทายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ พร้อมโซลูชันจากบริษัทชั้นนำด้านความมั่นคงปลอดภัยในวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคมนี้ ณ ห้องมณียา ชั้น 2 โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์

ด่วน!! รับจำนวนจำกัดผู้เข้าร่วมงาน 100 ท่านเท่านั้น!!

รายละเอียดงานสัมมนา

ธีมงาน: Surviving Cyber Next Normal
วัน: วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2020
เวลา: 8:30 – 17:30 น.
สถานที่: ห้องมณียา ชั้น 2 โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์
จำนวนผู้เข้าฟังบรรยาย: 100 ท่าน
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.zipeventapp.com/e/Bay-Cybersecurity-Day-2020-Surviving-Cyber-Next-Normal

“Cybersecurity จะเดินไปทางไหนภายใต้สถานการณ์ New Normal อันท้าทาย แล้วอะไรคือ The Next Normal ที่จะส่งผลกระทบต่อเรา มาร่วม Survive และกำหนดก้าวเดินขององค์กรไปสู่ทิศทางที่มั่นคงปลอดภัยไปด้วยกัน”

** ผู้ที่ไม่สะดวกไปร่วมงาน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับชมงานสัมมนาแบบออนไลน์ได้ **

from:https://www.techtalkthai.com/bay-cybersecurity-day-2020-surviving-cyber-next-normal/

[Guest Post] ไมโครซอฟท์และ RISE ประกาศรายชื่อผู้ชนะจากโครงการ “Hack the Future: Business Rebound Edition” โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้ฟื้นฟูธุรกิจ เอาชนะวิกฤตหลังโควิด-19

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และ RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร มอบรางวัลชนะเลิศในโครงการ “Hack the Future: Business Rebound Edition” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังนักคิดและนักพัฒนาให้มาร่วมกันสร้างสรรค์แนวคิดและโซลูชันใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยสามารถเอาชนะความท้าทายที่เกิดจากโรคโควิด19 และตอบรับวิถีชีวิตใหม่ ด้วยศักยภาพจากแพลตฟอร์มคลาวด์ Microsoft Azure

หลังจากการแข่งขันในรอบสุดท้ายที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม คณะกรรมการผู้ตัดสิน ซึ่งนำโดย ริคกี้ คาปูร์ รองประธานฝ่ายขาย การตลาดและปฏิบัติการของไมโครซอฟท์ เอเชียแปซิฟิก ได้ตัดสินใจเลือกทีมผู้ชนะทั้งสิ้น 3 ทีม พร้อมมอบรางวัลพิเศษให้อีก 1 ทีม จากทั้งหมด 8 ทีมที่เข้าชิงชัยในโค้งสุดท้าย ได้แก่:

  • Alto Tech: โซลูชัน IoT และคอมพิวเตอร์วิชั่นที่จัดการการใช้พลังงานภายในอาคารโดยอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากการใช้งานจริง สามารถรับรู้ได้ว่าห้องใดมีคนใช้งานอยู่หรือไม่ โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพัก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยในส่วนของเจ้าของอาคาร
  • Bizcuit: ระบบอัตโนมัติสำหรับการเปิดรับเสียงตอบรับจากลูกค้า ที่นำศักยภาพของ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำได้แบบเรียลไทม์
  • Vii Vision Intelligence: บริการที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงานของพนักงานในการดูแลและประสานงานกับลูกค้า โดยช่วยให้ธุรกิจลดภาระด้านกำลังคนและต้นทุนในการให้บริการ
  • Vulcan (รางวัลพิเศษสำหรับการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม): โซลูชันฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการสามารถตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย อาการป่วย และเช็คอินเมื่อเข้าสู่สถานที่หรืออาคารได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังสามารถใช้กล้องตรวจสอบว่าแต่ละคนใส่หน้ากากอยู่หรือไม่ โดยระบบ AI ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดนี้ ผ่านการฝึกโดยทีมงานที่ประกอบไปด้วยผู้ที่ความบกพร่องทางการได้ยิน 

 

ภาพตัวอย่างการทำงานของโซลูชันจากทีม Vii Vision Intelligence

 

ทีมผู้ชนะทุกทีมจะได้รับโอกาสให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับไมโครซอฟท์ในการพัฒนาและนำโซลูชันเหล่านี้ออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ ทั้ง 4 ทีมยังได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Microsoft for Startups พร้อมคว้ารางวัลพิเศษสุด เครดิตการใช้งานคลาวด์ Azure มูลค่ารวมสูงสุดกว่า 3 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโซลูชันอย่างต่อเนื่องในทันที

“ทีมที่ได้เลือกให้เป็นผู้ชนะทั้งสามทีม รวมถึงทีมเจ้าของรางวัลพิเศษด้านความเท่าเทียม ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งในปัญหาที่ธุรกิจต่าง ๆ และลูกค้าของพวกเขากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และเราก็พร้อมที่จะร่วมทางกับพวกเขาเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดและผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะสามารถพาธุรกิจและผู้ประกอบการทั่วภูมิภาคไปได้ไกลขนาดไหน” นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

โครงการนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน ถึง 27 สิงหาคม โดยมีทีมเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 14 ทีม แต่ละทีมที่เข้าร่วมจะต้องมีสมาชิกในทีม 3-5 คน ผนึกกำลังร่วมมือกันในการหาโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ จากโจทย์ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญในสถานการณ์จริง โดยแบ่งโจทย์ออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ๆ ได้แก่

  • การจัดสรรทรัพยากรและการจัดการการดำเนินงาน (Resource & Operation Management): สนับสนุนให้ผู้ประกอบการจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์ของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง
  • วิถีการทำงานยุคใหม่โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย (Digitalization/New Way of Work): การเสริมประสิทธิภาพให้กับพนักงานขององค์กรระดับ SMB และพนักงานระดับปฏิบัติการส่วนหน้า
  • การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า (New Experience for Customer): สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่และมอบมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของธุรกิจ SMB เพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน

แต่ละทีมสามารถเลือกคิดค้นโซลูชันสำหรับธุรกิจหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น ภาคการผลิต และกลุ่มธุรกิจที่ใช้งานโซลูชัน IoT (Internet of Things) ต่าง ๆ อุตสาหกรรมค้าปลีก บริการ ร้านอาหาร บริการทางการแพทย์ และการท่องเที่ยว โดยเกณฑ์ในการตัดสินประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ การระบุปัญหาและกำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (30%) นวัตกรรมการแก้ปัญหาและการใช้งานจริง (30%) ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ (20%) และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ (20%)

นายธนวัฒน์กล่าวเสริมอีกว่า “ทุกทีมในการแข่งขัน “Hack the Future: Business Rebound Edition” ต่างมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาที่ธุรกิจล้วนเผชิญอยู่ในขณะนี้ และเราก็หวังว่าพวกเขาจะได้ก้าวต่อไปกับแนวคิดของตนเอง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อไปในภาคธุรกิจไทย ผมขอแสดงความยินดีกับทั้ง 4 ทีมที่ได้รับรางวัลจากผลงานที่โดดเด่นของพวกเขา และพวกเราทุกคนที่ไมโครซอฟท์ก็จะตั้งตารอวันที่โซลูชันของพวกเขาออกสู่ตลาดเพื่อพลิกการทำงานของธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้”

 

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ 

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft) ผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการที่มุ่งเสริมประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ในโลกยุคโมบายและคลาวด์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ทุกคนและทุกองค์กรทั่วโลกให้บรรลุผลสำเร็จทีดียิ่งกว่า  

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2536  มีความมุ่งมั่นในการช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไทย 70 ล้านคน ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์   ไมโครซอฟท์ ส่งเสริมให้คนไทยและภาคธุรกิจได้ตระหนักถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มเปี่ยมผ่านการใช้เทคโนโลยี  เทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ในการทำงาน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร  ไมโครซอฟท์ให้บริการซอฟต์แวร์ บริการ และดีไวซ์ ที่สามารถก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  มีความสะดวกทันสมัย  และช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ไมโครซอฟท์ ไม่หยุดนิ่งในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตร อย่างต่อเนื่องในการนำพลังของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย     

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหรือติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ทางศูนย์ข่าวสารประเทศไทย (http://news.microsoft.com/th-th/) และทวิตเตอร์ @MicrosoftTH 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-amd-rise-hack-the-future-business-rebound-edition/

[Guest Post] ประเด็นร้อน: การต่อสู้กับไฟป่าด้วยเทคโนโลยี

ประเด็นร้อน: การต่อสู้กับไฟป่าด้วยเทคโนโลยี

โดย Bakhtiar Talhah (บัคเทียร์ ตัลฮาฮ์) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ  มาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) 

ไฟป่าและหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนสำคัญในการป้องกันและต่อสู้กับเรื่องนี้

 

หลายคนที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – และแม้แต่ผู้อยู่นอกภูมิภาคนี้ – จะจดจำวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนในปี 2558 ได้ ธนาคารโลกระบุว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้อินโดนีเซียกว่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและโคลัมเบียประเมินว่าควันดังกล่าวเป็นเหตุให้กว่า 100,000 คนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

มีคนจุดไฟเหล่านี้ขึ้นเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร จากนั้นก็ลุกลามจนคุมไม่อยู่ และรุนแรงขึ้นเนื่องจากน้ำฝนในฤดูแล้งมีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอันเป็นผลมาจากเอลนีโญ (El Niño) นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเหตุการณ์เอลนีโญ (El Niño) และลานีญา (La Niña) ที่รุนแรงจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในศตวรรษที่ 21 เป็นเหตุให้อันตรายที่มีอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่น ไฟป่า แม้ว่าภาวะ El Niño และ La Niña จะไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่หลายคนก็กลัวว่าหลังจากโควิด -19 แล้ว ฤดูแล้งนี้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตเช่นกั                                                     

ทำความเข้าใจไฟป่า

เป็นเวลานับพันปีมาแล้วที่คนใช้ไฟเพื่อล่าสัตว์ ชุมนุมกัน และทำการเกษตรแบบถางแล้วเผาป่าโดยแทบไม่ส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ภัยคุกคามที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผลจากนโยบายการใช้ที่ดินซึ่งส่งเสริมให้คนตัดไม้ ปลูกพืช และทำฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีการกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวด

ผู้คนเผาป่าด้วยเหตุผลหลายประการ บางครั้งก็เป็นเพราะเรื่องงานที่เป็นประโยชน์ (เช่น เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์และสืบต่อพันธุ์) บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งก็จงใจเผาป่าเพื่อสร้างความเสียหาย ทั้งหมดนี้อาจทำร้ายระบบนิเวศป่าไม้และชุมชนโดยรอบได้

ในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันปาล์มร้อยละ 85 ของโลก คนมักใช้ไฟเป็นเครื่องมือจัดการที่ดินเพราะใช้ง่ายและราคาถูก สำหรับผู้มีฐานะยากจน นี่มักเป็นทางเลือกเดียวที่มี ในปีนี้ ขณะที่เกษตรกรต้องดิ้นรนเพื่อชดเชยกับรายได้ที่ไม่เพียงพอ ก็มีความเสี่ยงว่าหลายคนจะหันไปใช้วิธีเผาเพื่อกำจัดต้นไม้ในที่ดินของตน

ไฟป่าเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากหลายจุดเกิดขึ้นในพื้นที่พรุที่มีการระบายน้ำ ถ่านหินเลนแห้งติดไฟได้ง่ายและระอุอยู่ใต้ดินได้นานหลังจากที่เปลวไฟบนพื้นผิวดับแล้ว นอกจากนี้ พื้นที่พรุที่เสียหายยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ เพลิงไหม้ในประเทศอินโดนีเซียปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์วันละ 15 ถึง 20 ล้านตันในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2558 – ซึ่งมากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเศรษฐกิจสหรัฐทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน

เทคโนโลยีแสดงให้เห็นถึงวามหวัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจำนวนมากที่ช่วยให้เราป้องกันและรับมือกับไฟป่าเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things หรือ IoT) และเซ็นเซอร์ไร้สาย

อุปกรณ์ IoT และเซ็นเซอร์วัดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิบรรยากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ และระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งช่วยให้ตรวจจับและเตือนภัยในระยะต้นได้ นอกจากนี้ ยังมีค่าพารามิเตอร์ของป่าไม้และสภาพภูมิอากาศสำหรับจัดทำแบบจำลองการแพร่กระจายของไฟด้วย

Wilmar (วิลมาร์) ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกลเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติในพื้นที่และระบุจุดที่เกิดไฟไหม้ นอกจากนี้ ยังให้แผนที่แสดงแปลงสัมปทานแก่สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) เพื่อรวมไว้ในแพลตฟอร์ม Global Forest Watch (GFW) ซึ่งใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุไฟป่า อีกทั้งมีความแม่นยำถึง 1 ตารางกิโลเมตร ช่วยให้ Wilmar ระดมกำลังเพื่อปฏิบัติการติดตามผลในพื้นที่ได้

โดรน (Drones)

เมื่อต้องหยุดไฟไม่ให้ลามและจำกัดความเสียหาย เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด กรอบเวลาสำหรับคุมไฟมีน้อย โดยเริ่มตั้งแต่ไฟเริ่มลุกจนถึงโหมกระหน่ำจนคุมไม่อยู่ โดรนช่วยให้นักผจญเพลิงมองเห็นพื้นที่ได้จากมุมสูงและได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับเส้นทางการส่งสัญญาณ (transmission path) การปล่อยโดรนทำได้รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเฮลิคอปเตอร์ จึงช่วยบริการฉุกเฉินให้พัฒนาแผนเพื่อคุมไฟได้

ปัจจุบันนี้ เกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มหลายรายกำลังใช้โดรนเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ดับเพลิงหลายชิ้นที่ตนมี เช่น บริษัท Golden Agri-Resources (GAR) ใช้โดรนในพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด เมื่อใช้ร่วมกับการเฝ้าระวังด้วยดาวเทียม จะช่วยให้ตรวจจับและยืนยันได้เร็วขึ้น ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินของ GAR ก็จะตอบสนองได้เร็วขึ้นด้วย

Machine-learning และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) 

Machine Learningและ AI ถูกนำมาใช้กับชุดข้อมูลขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อระบุภัยที่คุกคามสิ่งแวดล้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมตลอดทั้งปี – ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันเนื่องจากพื้นที่เหล่านี้เป็นจุดที่ไฟไหม้รุนแรงที่สุดและลามเร็วที่สุด ปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตและผู้บริโภคพึ่งพาเครื่องมือเฝ้าระวังซึ่งใช้ภาพถ่ายดาวเทียม แต่การตรวจจับอาจล่าช้าเมื่อเมฆบดบังวิสัยทัศน์ของพื้นที่เพาะปลูก

ระบบเฝ้าระวังป่าไม้ที่ใช้เรดาร์แบบใหม่สำหรับให้ประชาชนใช้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ Radar Alerts for Detecting Deforestation (RADD) ได้รับทุนสนับสนุนจากการร่วมมือของผู้ผลิตและผู้ซื้อน้ำมันปาล์มรายใหญ่ 10 ราย ระบบนี้ใช้เรดาร์และ Machine Learning อันทันสมัยเพื่อช่วยให้บริษัทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ตรวจจับการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นเกือบทันทีและมีความแม่นยำมากขึ้น ผลเบื้องต้นจากโครงการนำร่องในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียระบุว่าระบบดังกล่าวระบุการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนได้เร็วกว่าระบบที่ใช้แสงหลายสัปดาห์

AI ยังเปิดโอกาสในการหาและวิเคราะห์ข้อมูล (mining) จากโซเชียลมีเดียเพื่อรับข้อมูลเชิงลึกที่แจ้งขั้นตอนต่าง ๆ ในการจัดการเหตุฉุกเฉินจากหมอกควันไฟป่า Artificial Intelligence for Digital Response (AIDR) เป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส (open source) ที่ใช้ Machine Learning ที่ต้องป้อนข้อมูลให้ระบบเรียนรู้ (supervised machine learning) และ AI เพื่อกรองและจัดประเภทข้อความในโซเชียลมีเดียจำนวนหลายพันต่อนาที แม้ว่าหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจะใช้สิ่งนี้เป็นหลักในช่วงที่เกิดภัยธรรมชาติ แต่ก็เห็นได้ชัดถึงวิธีที่หน่วยงานรัฐใช้สิ่งนี้จัดลำดับความสำคัญของงานรับมือภัยพิบัติจากหมอกควันไฟป่า

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)

การจุดไฟเพื่อกำจัดต้นไม้ในที่ดินเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างสิ้นเชิงภายในเขตสัมปทานของสมาชิก RSPO ทั้งหมด เพื่อให้สมาชิกของเรามีภาระรับผิดชอบ เราใช้เครื่องมือตรวจสอบ เช่น Global Forest Watch Fire, ESRI ArcGIS GIS Software Suite, ภาพถ่ายดาวเทียม PlanetScope ความละเอียดสูง และข้อมูลอัคคีภัยสำหรับระบบจัดการทรัพยากร (Fire Information for Resource Management System หรือ FIRMS) ของนาซ่า (NASA) เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราตรวจพบได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีผู้ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด เมื่อตรวจพบจุดความร้อน (hotspot) เราจะติดต่อสมาชิกให้ตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการตามความเหมาะสม

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2651 เราได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเขตสัมปทานของสมาชิก พื้นที่ที่ครอบคลุม และจุดความร้อนให้ประชาชนเข้าดูได้บนเว็บไซต์ของเราผ่านทางแอปพลิเคชัน GeoRSPO ที่มีแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟ แอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานได้ จึงมีความโปร่งใสมากขึ้น

ปีที่แล้ว เราตรวจพบจุดความร้อน 1,403 แห่งภายในเขตสัมปทานของสมาชิก RSPO จากทั้งหมด 463,952 จุดทั่วมาเลเซียและอินโดนีเซีย จุดความร้อนในสัมปทาน RSPO จึงคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.30 ของจุดความร้อนทั้งหมดที่ตรวจพบ สิ่งนี้นับเป็นเรื่องดี แต่ยังแสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีกรอบการติดตามและสอบสวนของประเทศที่เข้มงวดขึ้น

ทว่าต้องดำเนินการเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการกำกับดูแล

ในปี 2558 สำนักงานการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Agency for Aviation and Space) ของอินโดนีเซียคำนวณว่าพื้นที่สัมปทานน้ำมันปาล์ม 500,000 เฮกตาร์ถูกเผาระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ที่ถูกเผาทั้งหมด

เทคโนโลยีช่วยลดอุบัติการณ์ของอัคคีภัยเหล่านี้ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนและตามธรรมาภิบาลในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับภาคส่วนน้ำมันปาล์ม เราจำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลที่สอดคล้องและเอื้อกัน รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่กฎระเบียบรัฐกับมาตรฐานของเอกชนไม่เป็นไปในทางเดียวกัน รัฐบาลมีอำนาจบังคับให้ดำเนินการผลิตที่ยั่งยืนโดยใช้นโยบายและกฎระเบียบของประเทศ ในขณะที่มาตรฐานของเอกชน เช่น RSPO มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมโดยการเข้าถึงตลาดและให้สิ่งจูงใจด้านราคาระดับพรีเมียม

ในการขจัดไฟป่าและหมอกควันอย่างแท้จริง เราต้องมีทั้งการกำกับดูแลและเทคโนโลยี – รวมทั้งตัวแสดงภาครัฐและเอกชน – ที่ทำงานอย่างสอดคล้องกัน

 

from:https://www.techtalkthai.com/rspo-fighting-forest-fires-with-technology/