คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

เชิญร่วมงานสัมมนา “Digital Transformation is NOW ทลายขีดจำกัดทางธุรกิจด้วยกลยุทธ์ดิจิทัล”

The VIABLE สื่อและเครือข่าย (Media and Community) ด้านการทำ Digital Transformation รวบรวมเหล่ากูรูด้านการตลาด, Big Data, และนวัตกรรมดิจิทัล ร่วมบรรยายและเสวนาเข้มข้นจากเหล่าวิทยากรด้านเทคโนโลยีชั้นนำ 6 ท่าน ทั้งจากไทยและต่างชาติ โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ทาง The VIABLE ได้รับเกียรติร่วมพาร์ทเนอร์กับทาง HubSpot บริษัท CRM & Marketing Automation ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ทาง HubSpot ได้รับรางวัล Magic Quadrant จาก Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำของโลก โดยผลรางวัลรวบรวมมาจากประสบการณ์และข้อเสนอแนะของผู้ใช้งานจริง ซึ่งจะต้องมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้าน IT ที่มีประสบการณ์เท่านั้น งานนี้ถือได้ว่าผู้ร่วมงานมีแต่คุ้มกับคุ้ม

เวที Digital Transformation is NOW ถูกจัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ในเชิงบริหารจัดการและการวางกลยุทธ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้คุณสามารถวางกลยุทธ์ ปรับเปลี่ยนแต่ละฟังก์ชั่นหลักในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Marketing, Sales, HR และ Operations เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้พร้อมในสนามแข่งขัน พร้อมด้วยการถ่ายทอดประสบการณ์ธุรกิจจากเคสจริงที่ประสบความสำเร็จ ผ่านการผนวกเอาแบรนด์คอนเซ็ปต์ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างชาญฉลาดมาทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว

What to Expect  สิ่งที่คุณจะได้รับ: 

Inspiration

การสร้างให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ให้งานนี้เป็นคำสัญญาจากเราที่จะนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้คุณเดินหมากธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ 

Strategy 

แรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดี แต่การมีกลยุทธ์ที่ดีจะช่วยให้คุณทะยานไปได้เหนือกว่า งานนี้เรารวบรวมสุดยอดกลยุทธ์ในยุคดิจิตอล ร่วมกำหนดทิศทาง วางกลยุทธ์ ขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่เป้าหมาย   

Actionable Advice 

เราร่วมมือกับดิจิทัล Guru ชั้นนำ และพิเศษด้วย Session จาก Speakers ตัวจริง Import มาจากทาง HubSpot Singapore ที่จะมาแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจคุณในทุกช่องทาง ให้คุณกลับจากงานด้วยกลยุทธ์ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม 

Professional Networking 

ร่วมพบปะกับนักธุรกิจผู้เข้าร่วมงานที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้ตัวคุณเองได้พบปะกับบุคคลภายนอกที่เปรียบเสมือนเป็น Sounding Board แลกเปลี่ยนมุมมอง ท้าทายความคิด และร่วมแชร์ความสำเร็จไปด้วยกันกับคุณ 

มาร่วมติดอาวุธทางความคิด เพิ่มศักยภาพให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยความมั่นใจ ให้คุณมองภาพกว้างและเข้าใจในธุรกิจ เข้าใจ End Customer โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร ให้ทุกมิติของเป้าหมายทั้งการเงิน การผลิต และการบริการ มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับสากล 

//////////// SAVE THE DATE //////////// 

วัน: ศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019
เวลา: 13.00 – 17.30 น.
สถานที่: อาคาร Knowledge Exchange (KX) ชั้น 10 (BTS วงเวียนใหญ่, แผนที่)
รถยนต์ส่วนตัว: จอดรถที่อาคาร Knowledge Exchange บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 

งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 094-545-6001 (คุณไอซ์)

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-is-now-by-the-viable/

โฆษณา

Arm ขอเชิญร่วมงานสัมมนา Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT 30 ก.ค. 2019

Arm ขอเรียนเชิญผู้บริหารทางด้าน IT, ผู้จัดการทางด้าน IT, ผู้ดูแลระบบ IT และนักพัฒนา Software เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT เพื่ออัปเดตแนวโน้มด้านการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำ Digital Transformation เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมรับชมและสัมผัสกับโซลูชัน Arm Pelion IoT Platform ที่จะช่วยให้ทุกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT นั้นกลายเป็นเรื่องง่าย ให้คุณเร่งสร้างนวัตกรรมด้าน IoT ให้แก่ธุรกิจได้ ในวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019
เวลา 13.30 – 17.15
สถานที่ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร ห้องแกรนด์ บอลรูม 3
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี http://myseminar.co.kr/arm/iotworkshop/Thai/

ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งสร้างขึ้นด้วยพลังของข้อมูล ขณะที่ Internet of Things (IoT) เองนั้นก็กำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทต่างๆ กำลังเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาล และการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์จำนวนมากที่มีความแตกต่างหลากหลายก็ถือเป็นอุปสรรคที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญ

ด้วยเหตุนี้ Arm ในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลและโซลูชัน IoT ครบวงจร จึงได้จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับ IoT Solutions ขึ้นในวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019 นี้ โดยมีหัวข้อที่หลากหลายครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT, ระบบ IoT Platform, การบริหารจัดการการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ้ IoT รวมถึงเคล็ดลับในการเอาชนะการแข่งขันด้านเทคโนโลยี IoT พร้อมด้วยการแบ่งปันกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ได้เรียนรู้

หากคุณกำลังทำงานภายในโครงการ IoT ใดๆ หรือสนใจในโซลูชันทางด้าน IoT ล่าสุด ต้องไม่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถทำการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ http://myseminar.co.kr/arm/iotworkshop/Thai/

from:https://www.techtalkthai.com/arm-iot-workshop-2019-the-smart-way-to-iot-free-seminar-invitation/

คิดจะย้ายไปใช้ระบบคลาวด์? SD-WAN ช่วยคุณได้!

นี่เป็นครั้งแรกในซีรีส์บล็อกที่มี 2 ตอนซึ่งจะช่วยอธิบายถึงวิธีการที่องค์กรต่างๆ จะสามารถประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมการทำงานของระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบโดยการปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบเครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเป็นหลักซึ่งขับเคลื่อนโดย SD-WAN เพื่อธุรกิจ การปรับเปลี่ยนการใช้งานนี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การเชื่อมต่อ IPsec ที่ปลอดภัยแบบอัตโนมัติและการกำหนดเส้นทางทราฟฟิกไปยังผู้ให้บริการคลาวด์อย่างชาญฉลาด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านกลยุทธ์ของศูนย์ข้อมูลโดยที่องค์กรด้านไอทีของบริษัทกำลังเปลี่ยนจากการใช้งานแอปพลิเคชันและเวิร์กโหลดไปใช้ระบบคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นแบบส่วนตัวหรือแบบสาธารณะ องค์กรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังใช้แอปพลิเคชันการให้บริการซอฟต์แวร์ (SaaS) และบริการคลาวด์ในรูปแบบการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) จากผู้ให้บริการชั้นนำ เช่น Amazon AWSGoogle CloudMicrosoft Azure และโครงสร้างพื้นฐาน Oracle Cloud สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของรูปแบบทราฟฟิกข้อมูลขององค์กร เนื่องจากมีแอปพลิเคชันที่ติดตั้งอยู่ภายในศูนย์ข้อมูลองค์กรแบบเดิมน้อยลงเรื่อยๆ

มีไดรเวอร์หลายตัวที่ช่วยในการย้ายไปใช้บริการคลาวด์ IaaS และแอป SaaS แต่ความคล่องตัวทางธุรกิจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ รูปแบบเดิมของไอทีในการเตรียมใช้งานและยกเลิกการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นมีความเข้มงวดและไม่ยืดหยุ่น อีกทั้งไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกต่อไป

ผลการศึกษา Cloud Vision 2020 ของ LogicMonitor พบว่ากว่า 80% ของเวิร์กโหลดในองค์กรจะอยู่บนคลาวด์ภายในปี 2020 โดยกว่า 40% จะทำงานบนแพลตฟอร์มคลาวด์สาธารณะ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการใช้แอปพลิเคชันนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน บทความล่าสุดเรื่อง วิธีที่ Amazon Web Services ดึงดูดธนาคารไปสู่ระบบคลาวด์ ซึ่งเผยแพร่โดย CNBC รายงานว่า บางบริษัทได้ย้ายแอปพลิเคชันและเวิร์กโหลดด้านไอทีทั้งหมดไปยังโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สาธารณะเรียบร้อยแล้ว ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่องค์กรจำนวนมากต้องปฏิบัติตามข้อบังคับด้านกฎหมายที่เข้มงวด เช่น PCI-DSS หรือ HIPAA แต่พวกเขาก็ยังคงตัดสินใจย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ เหตุการณ์นี้บอกให้เรารู้สองสิ่ง นั่นก็คือการเติบโตของการใช้บริการคลาวด์สาธารณะและความเชื่อมั่นที่องค์กรเหล่านี้มีต่อการใช้บริการคลาวด์สาธารณะนั้นอยู่ในระดับสูงที่สุดกว่าที่เคยเป็นมา และแน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความเร็วและความคล่องตัว โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ

การย้ายไปยังระบบคลาวด์และการนำ SD-WAN มาใช้มีความสัมพันธ์กันโดยตรงหรือไม่

ในขณะที่ระบบคลาวด์ช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น สถาปัตยกรรม SD-WAN ที่มีความต้องการของธุรกิจจากบนลงล่างเป็นตัวขับเคลื่อนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจในความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสำนักงานสาขากระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก สถาปัตยกรรม WAN ที่เน้นเราเตอร์แบบเดิมไม่เคยได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับรูปแบบการใช้ระบบคลาวด์ในปัจจุบันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วยวิธีการใช้ WAN ที่เน้นเราเตอร์แบบเดิม การเข้าถึงแอปพลิเคชันที่อยู่ในระบบคลาวด์ทำให้เกิดการข้ามฮ็อปที่ไม่จำเป็น ทำให้สิ้นเปลืองแบนด์วิดท์ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เวลาแฝงเพิ่มขึ้น และมีโอกาสสูญเสียแพคเก็ตมากขึ้น นอกจากนี้ โมเดล WAN แบบเดิมที่มีอยู่ซึ่งการจัดการค่อนข้างจะเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงเครือข่ายที่ซับซ้อนอาจทำให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสาขาใหม่หรือการแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการทำงาน สิ่งนี้ทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและรูปแบบการดำเนินงานมีราคาแพง ดังนั้น องค์กรต่างๆ จึงได้รับประโยชน์อย่างมากจากการใช้ WAN ที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเป็นหลักเพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณในส่วนของ CAPEX และ OPEX ได้เป็นจำนวนมาก   

แพลตฟอร์ม SD-WAN เพื่อธุรกิจถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดการกับความท้าทายที่มีอยู่ในโมเดลที่เน้นเราเตอร์แบบเดิม และรองรับรูปแบบการใช้ระบบคลาวด์ในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่านโยบายแอปพลิเคชันจะถูกกำหนดตามความต้องการของธุรกิจ โดยการเชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับแอปพลิเคชันโดยตรงและปลอดภัยไม่ว่าแอปพลิชันเหล่านั้นจะอยู่ที่ใด โดยไม่ทำให้เกิดฮ็อปที่ไม่จำเป็นหรือทำให้ความปลอดภัยลดลง ตัวอย่างเช่น หากแอปพลิเคชันมีโฮสต์อยู่ในระบบคลาวด์และเชื่อถือได้ SD-WAN เพื่อธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องแบ็คฮอล์ (Backhaul) ทราฟฟิกไปยัง POP หรือศูนย์ข้อมูล HQ ในขณะนี้ โดยทั่วไปทราฟฟิกนี้มักจะมีการรับส่งผ่านการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตที่ซึ่งตัวของมันเองอาจไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์ม SD-WAN ที่ถูกต้องจะมีไฟร์วอลล์ Stateful แบบรวมเพื่อทลายข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ตในสำนักงานสาขา โดยอนุญาตให้เฉพาะเซสชันที่เริ่มต้นโดยสำนักงานสาขาเข้าสู่สำนักงานสาขา และให้ความสามารถในการผูกโยงทราฟฟิกบริการเข้ากับบริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์หากจำเป็น ก่อนส่งต่อไปยังปลายทางสุดท้าย หากแอปพลิเคชันถูกย้ายและโฮสต์โดยผู้ให้บริการรายอื่นหรืออาจถูกส่งกลับไปที่ศูนย์ข้อมูลของบริษัท จะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิกอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าแอปพลิเคชันนั้นจะมีโฮสต์อยู่ที่ใด หากไม่มีระบบอัตโนมัติและระบบการเรียนรู้ของเครื่องในตัว การกำหนดทิศทางทราฟฟิกอย่างคล่องแคล่วและชาญฉลาดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย  

ดูวิธีการที่แพลตฟอร์ม EdgeConnect ™ SD-WAN edge ของซิลเวอร์ พีคจัดการกับความท้าทายเหล่านี้:

การกำหนดทิศทางทราฟฟิกและการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการคลาวด์โดยอัตโนมัติ

อินสแตนซ์เสมือนจริง EdgeConnect สามารถปฏิบัติงานได้อย่างง่ายดายในผู้ให้บริการคลาวด์ระดับชั้นนำใดๆ ผ่านตลาดสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางทราฟฟิกไปยังปลายทางอย่างชาญฉลาด SD-WAN ต้องมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทราฟฟิก HTTP และ HTTPS จะต้องสามารถระบุแอปบนแพคเก็ตชุดแรกที่ได้รับเพื่อกำหนดทิศทางทราฟฟิกไปยังปลายทางที่ถูกต้องตามความต้องการของธุรกิจ นี่เป็นความสามารถที่สำคัญ เนื่องจากเมื่อการเชื่อมต่อ TCP เป็น NAT’d กับที่อยู่ IP สาธารณะ มันจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถกำหนดเส้นทางใหม่ได้เมื่อมีการเชื่อมต่อแล้ว ดังนั้น ความสามารถของ EdgeConnect ในการระบุ จัดประเภท และกำหนดทิศทางทราฟฟิกโดยอัตโนมัติตามแพคเก็ตชุดแรก และไม่ใช่ชุดที่สองหรือสิบ ไปยังปลายทางที่ถูกต้องจะให้ความมั่นใจในด้าน SLA ของแอปพลิเคชัน ลดการสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์ที่มีราคาแพง และมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงสุด

ความสามารถที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการปรับประสิทธิภาพการทำงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าการข้ามทราฟฟิกจะจบลงที่ลิงก์ใดตามความต้องการของธุรกิจและข้อกำหนดเฉพาะของแอปพลิเคชัน EdgeConnect จะปรับประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้คนโดยการแก้ไขแพคเก็ตที่เสียด้วย Packet Order Correction (POC) หรือแม้แต่ในสภาวะที่มีความหน่วงเวลาสูงซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระยะทางหรือปัญหาอื่นๆ สิ่งนี้ทำได้โดยการใช้ Forward Error Correction (FEC) ที่ปรับเปลี่ยนได้และการเชื่อมช่องสัญญาณที่มีการสร้างช่องสัญญาณเสมือนจริง ส่งผลให้เกิดการซ้อนทับแบบซิงเกิ้ลลอจิคัลที่ทราฟฟิกสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างเส้นทางที่แตกต่างกันในขณะที่สภาวะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบริการ WAN พื้นฐาน ในวิดีโอสั้นๆ นี้ Dinesh Fernando วิศวกรการตลาดทางเทคนิคของซิลเวอร์ พีคได้อธิบายถึงวิธีการที่ EdgeConnect สร้างช่องสัญญาณอัตโนมัติระหว่างไซต์และผู้ให้บริการคลาวด์ วิธีการที่ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างมัลติคลาวด์ง่ายขึ้น และวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชัน

หากธุรกิจของคุณอยู่ในระดับโลกและพึ่งพาระบบคลาวด์มากขึ้น แพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge เพื่อธุรกิจจะช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบมัลติคลาวด์ได้อย่างราบรื่น ทำให้เครือข่ายกลายเป็นตัวขับเคลื่อนทางธุรกิจ EdgeConnect มี:

  1. การปรับใช้ที่สอดคล้องกันจากสำนักงานสาขาสู่ระบบคลาวด์ เป็นการขยายขอบเขตการเข้าถึงของ SD-WAN สู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์ส่วนตัวแบบเสมือนจริง
  2. ความยืดหยุ่นของมัลติคลาวด์ ทำให้ง่ายต่อการเริ่มต้นและกระจายทรัพยากรไปยังผู้ให้บริการมัลติคลาวด์หลายราย
  3. การปกป้องการลงทุนด้วยการโยกย้ายทรัพยากรไอทีแบบออนพรีมิสไปยังแพลตฟอร์มระบบคลาวด์สาธารณะระดับชั้นนำแบบใดก็ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งอินสแตนซ์ที่โฮสต์บนคลาวด์จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก EdgeConnect

บทความนี้ต้นฉบับถูกเขียนโดย Rami Rammaha ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของซิลเวอร์ พีค

from:https://www.techtalkthai.com/migrate-to-cloud-sd-wan-can-help-you/

ประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ Cisco Innovation Challenge 2019

ขอแสดงความยินดีกับทีมผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย!

จากผู้เข้าสมัครจำนวนมาก คณะกรรมการได้คัดเลือกไอเดียเด็ดๆ จนเหลือเพียงไอเดียที่เข้าตา และมีศักยภาพจะเปลี่ยนสังคมได้จริง และนี่คือรายชื่อผู้เข้ารอบ Cisco Innovation Challenge 2019 ที่จะได้พัฒนาไอเดียให้กลายเป็นจริงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก Cisco Systems (Thailand)

  1. ทีม Parkspace / ผลงาน Parking Space Application
  2. ทีม ฮีโร่จิ๋ว..สู้ไฟป่า / ผลงาน Forest fire monitoring using IoT and WSN
  3. ทีม mVillage / ผลงาน นวัตกรรมบ้านเพื่อผู้สูงอายุ
  4. ทีม Ricult / ผลงาน Digital Platform to help Farmers make Data-Driven Farming Decision
  5. ทีม Quarter / ผลงาน อุปกรณ์ตรวจวัดกระแสน้ำ
  6. ทีม Hello World!! / ผลงาน ทุ่นลอยน้ำตรวจสอบคุณภาพน้ำ
  7. ทีม Nuovo futuro, TD. / ผลงาน Intelligent Traffic Vehicle Emergency
  8. ทีม Captain Thai-Nichi Team / ผลงาน การควบคุมฟาร์มนกนางแอ่น
  9. ทีม Tree story / ผลงาน Tree Tracking System
  10. ทีม SaveTheBulb / ผลงาน Preventive Maintenance for Suvarnabhumi Airport

ทีมที่มีรายชื่อเข้ารอบจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม Cisco Innovation Challenge 2019 รอบสุดท้ายเพื่อพรีเซนต์ไอเดียสดๆ ต่อหน้าคณะกรรมการในวันที่ 16 สิงหาคม 2019 ณ SF World Cinema ศูนย์การค้า Central World

ผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับการติดต่อจากทีมงานของ Cisco Innovation Challenge ต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-innovation-challenge-2019-results/

ZYXEL Webinar: บริหารจัดการเน็ตเวิร์กผ่าน Cloud ด้วย ZYXEL Nebula

ZYXEL Thailand ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Network Engineer และ IT Admin เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “บริหารจัดการเน็ตเวิร์กผ่าน Cloud ด้วย ZYXEL Nebula” พร้อมอัปเดตแนวโน้มด้าน SaaS Cloud Networking ล่าสุดโดยทีมวิศวกรจาก ZYXEL Thailand ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี

** พิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรที่ลงทะเบียนและเข้าร่วมฟังบรรยาย รับไปเลย ZYXEL NebulaFlex Access Point ไปใช้งานฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: บริหารจัดการเน็ตเวิร์กผ่าน Cloud ด้วย ZYXEL Nebula
ผู้บรรยาย: คุณเกียรติกรณ์ สมบัติโต Technical Manager จาก Zyxel Thailand
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 เวลา 14.30 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zyxel.zoom.us/webinar/register/2315615235999/WN_dkGSbTOITWmvBQkxZDOasQ

หัวข้อและกำหนดการ

ในยุค Thailand 4.0 องค์กรทั่วไทยต่างนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรต้องปรับปรุงระบบเน็ตเวิร์กเพื่อรองรับการเปลี่ยนไปของระบบ IT ส่งผลให้ระบบเน็ตเวิร์กมีความซับซ้อน บริหารจัดการและติดตามการใช้งานได้ยาก โดยเฉพาะในธุรกิจ SMB ที่มีทรัพยากรบุคคลจำกัด

ด้วยเหตุนี้ ZYXEL Thailand จึงได้นำเสนอโซลูชัน ZYXEL Nebula Cloud ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการเน็ตเวิร์กผ่าน Cloud โดยมีจุดเด่นที่สามารถรวมศูนย์การบริหารจัดการและติดตามอุปกรณ์บนระบบเน็ตเวิร์กมากกว่า 30 ชนิดไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น Switch, WLAN หรือ Security พร้อมด้วยฟีเจอร์ Zero-touch Deployment ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ให้พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ ภายในเวลาไม่กี่นาที ลดภาระของผู้ดูแลระบบและช่วยให้องค์กรสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างไร้กังวล

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับ

  • อัปเดตแนวโน้มด้าน SaaS Cloud Networking ล่าสุด
  • รู้จักกับ ZYXEL Nebula ระบบบริหารจัดการเน็ตเวิร์กผ่าน Cloud
  • การทำ Zero-touch Deployment เพื่อตั้งค่าอุปกรณ์ล่วงหน้าโดยไม่ต้องแกะกล่อง
  • เทคนิคการบริหารจัดการ ติดตาม แจ้งเตือนปัญหา และจัดทำรายงานโดยอัตโนมัติ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ Switch, WLAN และ Security สำหรับธุรกิจ SMB เพื่อตอบรับความต้องการในยุค Thailand 4.0
  • ถามตอบปัญหาเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์กโดยผู้เชี่ยวชาญจาก ZYXEL Thailand

รับฟรีทันที ZYXEL Access Point สำหรับผู้เข้าฟังบรรยาย

สำหรับลูกค้าองค์กรที่ลงทะเบียนและเข้าร่วมฟังบรรยายตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้รับ ZYXEL Access Point รุ่น NWA1123-AC V2 ไปใช้งานฟรี 1 เครื่อง โดยทาง ZYXEL จะแจ้ง URL สำหรับการลงทะเบียนรับ Access Point ดังกล่าวภายในเซสชันการบรรยาย โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงดังนี้

เงื่อนไข

  1. ต้องทำงานในตำแหน่งหรือรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบ IT หรือระบบเครือข่ายขององค์กรหรือบริษัท
  2. ต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่เป็นจริง
  3. ต้องลงทะเบียนด้วยอีเมลขององค์กรเท่านั้น
  4. โปรแกรมนี้สำหรับองค์กรภาคเอกชนหรือบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น
  5. พนักงาน ZYXEL และบริษัทตัวแทนจำหน่ายค้าปลีก ค้าส่ง ตัวแทนติตตั้งไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรมนี้

ข้อตกลง

  1. ผู้ลงทะเบียนยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่ลงทะเบียนให้แก่ฝ่ายขายของ ZYXEL
  2. อุปกรณ์ที่ผู้ลงทะเบียนที่เป็นไปตามเงื่อนไขและผ่านการตรวจสอบแล้ว จะได้รับคือ รุ่น NWA1123-AC v2 AC1200 NebulaFlexTM Access Point
  3. ผู้สนใจจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสามารถขอรับการสาธิตผลิตภัณฑ์ (Proof-of-Concept) ได้โดยตรงจาก ZYXEL แทนการขอรับอุปกรณ์ฟรี
  4. กรณีองค์กรหรือบริษัทของผู้ลงทะเบียนมีมากกว่า 1 สาขา ให้ถือว่าสำนักงานใหญ่ขององค์กรหรือบริษัทถือสิทธิ์ในการขอรับอุปกรณ์ฟรีตามเงื่อนไขโปรแกรม
  5. อุปกรณ์ฟรีตามเงื่อนไขโปรแกรมไม่มีการรับประกันสินค้า ยกเว้นกรณี DOA (Dead-on-Arrival) โดยต้องแจ้งภายใน 30 วันหลังได้รับอุปกรณ์
  6. ผู้ได้รับอุปกรณ์ฟรีตามเงื่อนไขโปรแกรมไม่สามารถขายหรือโอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอุปกรณ์ได้
  7. ZYXEL อาจขอเอกสารยืนยันตัวตนหรือเอกสารรับรององค์กรหรือบริษัทจากผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม
  8. ZYXEL อาจเรียกคืนอุปกรณ์ฟรีจากผู้ได้รับอุปกรณ์หาก ZYXEL พบว่าผู้เข้าร่วมโปรแกรมไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือข้อตกลง
  9. ZYXEL ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาผู้ลงทะเบียนตามข้อมูลที่ลงทะเบียน และให้ถือว่าคำตัดสินของ ZYXEL เป็นที่สิ้นสุด

from:https://www.techtalkthai.com/zyxel-webinar-introducing-zyxel-nebula-cloud/

TechTalk Webinar: เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS

FMS ขอเรียนเชิญเจ้าของกิจการ, ผู้บริหารธุรกิจ และผู้จัดการ IT ในอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิต, ค้าปลีก รวมถึง Logistics เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS” เพื่อรับฟังประสบการณ์การวางระบบ ERP ให้กับเหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมายาวนานกว่า 25 ปีของ FMS ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: 25 Days of Successful Implementation : Best Practice for Implementing ERP for your Manufacturing Business เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Forward Management Service
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

การขึ้นระบบ ERP นั้นถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการในการทำงานให้เป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับต่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน FMS ที่ดำเนินธุรกิจด้านการวางระบบบัญชี, การเงิน และ ERP ให้กับเหล่าธุรกิจไทยมายาวนานกว่า 25 ปี จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ในการขึ้นระบบ ERP ให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตจากทีมงาน ERP Consultant ของบริษัทฟอร์เวิร์ด แมเน้จเม้นท์ เซอร์วิส โดยตรง พร้อมแนะนำแนวทางการคัดเลือก ERP ที่เหมาะสมกับองค์กร การนำไปประยุกต์ เชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆในองค์กร ปัญหาที่พบบ่อยและทางแก้ไข เคล็ดลับการขึ้นระบบภายใน 25 วัน

พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการขึ้นระบบ ERP โดยตรงใน Webinar ครั้งนี้ พร้อมสอบถามคำถามหรือประเด็นปัญหาได้ทันที

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_JdZpdI-HTk29ko2wLCP56Q โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-erp-for-manufacturing-best-practices-by-fms/

AIS กับการปรับองค์กรในยุคดิจิทัล – เปิดรับนวัตกรรม สนับสนุนสตาร์ทอัพภายใน สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงใน DNA ของทุกฝ่าย

องค์กรทั้งหลายในปัจจุบันต่างก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับตัวไปตามเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โจทย์ที่พวกเขาต้องตอบให้ได้เพื่อการเข้าร่วมแข่งขันในตลาด ณ ตอนนี้ คือการปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างคุณค่าและลดต้นทุน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความเป็นไปมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากสมาชิกภายในองค์กรทุกคนไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทีมงาน ADPT มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ AIS ถึงแนวทางที่พวกเขาได้เริ่มต้นใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองในยุคของ Digital Transformation ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดแผนการ การสร้างวัฒนธรรม ไปจนถึงผลงานเป็นรูปธรรมที่สำเร็จออกมา จึงจะขอแชร์ความรู้ให้ทุกท่านได้อ่านเป็นไอเดียในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป 

เทคโนโลยีรอบตัว เลือกโฟกัสให้ถูกและพร้อมเปลี่ยนอยู่เสมอ 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นมีให้เลือกจนละลานตาอยู่รอบตัวเรา ทุกสิ่งดูสำคัญ น่าสนใจ และสดใหม่น่าใช้งานทั้งสิ้น คำถามก็คือเราจะเลือกโฟกัสกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมชิ้นไหนบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร 

AIS เองก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ และพวกเขาก็เลือกใช้ขั้นตอนที่เรียกว่า Strategic Exploration ที่เริ่มจากการสอดส่องหาเทรนด์ที่กำลังมาแรงและน่าสนใจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ พิจารณาถึง Scenario ในการนำนวัตกรรมเหล่านั้นไปใช้หรือให้บริการว่ามีความเหมาะสม สร้างคุณค่า และมีโอกาสทางธุรกิจมากแค่ไหน จากนั้น AISก็จะสรุปสิ่งที่พวกเขาเลือกและวาดภาพกลยุทธ์ที่ธุรกิจจะก้าวไปได้พร้อมกับนวัตกรรมที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมา โดยขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อปรับให้โฟกัสและกลยุทธ์ของพวกเขาทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ 

Framework ในการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรของ AIS ซึ่งเริ่มจาก Strategic Exploration ก่อนจะพัฒนาไปตามขั้นตอนและโครงการต่างๆด้านขวามือ

เปลี่ยนสมาชิกในองค์กรให้เป็น Innovator

การสร้างองค์กรที่สนับสนุนนวัตกรรมนั้นอาจจะมีวิธีที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ องค์กรเห็นพ้องต้องกัน คือการสร้างวัฒนธรรมที่พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ และเสี่ยงไปกับมัน AIS จึงได้จัดตั้งทีม Novel Engine Execution Team (NEXT) ขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2018เพื่อเป็นหน่วยงานที่ช่วยกระตุ้นการเกิดของนวัตกรรม สร้างวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และช่วยสนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในองค์กรในโครงการต่างๆ

สำหรับAIS แล้ว พวกเขาคิดว่านวัตกรรมและการปรับตัวนั้นสอดคล้องกับแนวความคิดของการสร้างธุรกิจ (New Business) ใหม่จึงวางแผนการสร้างแนวคิดแบบเจ้าของกิจการหรือStart up เพิ่มขึ้นในองค์กร โดยแบ่งภารกิจออกเป็นสามส่วน 1. การเสาะหาความคิดและผู้ประกอบการจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือแวดวงวิชาการ 2. การ Recruit พนักงานที่มีลักษณะ เจ้าของกิจการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก และ 3. การสร้างเจ้าของกิจการและ Innovator จากสมาชิกภายในองค์กรเอง

โดยหนึ่งในการสร้างนวัตกรจากสมาชิกภายในองค์กร AIS ได้จัดตั้งโครงการที่ชื่อว่า InnoJump Bootcamp ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในองค์กรส่งไอเดียการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ รอบตัว และหากไอเดียที่ได้รับนั้นน่าสนใจ มีตลาดรองรับ ก็จะสนับสนุนให้เริ่มพัฒนาไอเดียนั้นขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการจริงในขั้น InnoJump Experience Lab โดยมีงบประมาณและทรัพยากรไว้อำนวยความสะดวกพนักงาน และหากทดลองแล้วว่านวัตกรรมที่สร้างมานั้นตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สามารถเติบโต สร้างรายได้ และพึ่งพาตัวเองได้จนถึงจุดหนึ่ง AIS ก็จะผลักดันให้โครงการดังกล่าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ AIS ที่พร้อมให้บริการผู้คนทั่วประเทศ 

School Van Clever เผยโฉมโปรเจกต์แรกจาก InnoJump 

School Van Clever นับเป็นโปรเจกต์แรกสุดของโครงการ InnoJump ที่มีจุดเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “หากได้เป็น CEO 24 ชั่วโมง คุณจะทำอะไร?” ไอเดียนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยการรวบรวมทีมงานที่เป็นพนักงาน AIS จากหลายจังหวัดในภาคใต้ ก่อนจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นด้วยการสนับสนุนด้านทรัพยากรและการวางแผนร่วมกับหลายฝ่ายในองค์กร

นวัตกรรมของ School Van Clever คือระบบเฝ้าระวังให้กับนักเรียนที่โดยสารรถตู้ไปและกลับจากโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจอย่างการที่เด็กติดอยู่ในรถตู้จนเสียชีวิตอีก ทีมงานออกไอเดียที่เรียบง่ายและได้ผลในการติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจสอบภาพภายในรถ ความเคลื่อนไหว ตำแหน่ง และความเร็วในการเคลื่อนที่ของรถ โดยที่ผู้ปกครองและอาจารย์สามารถเข้ามาตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ Real-time โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถดับเครื่อง หากเซ็นเซอร์สามารถจับความเคลื่อนไหวภายในรถได้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังคนขับทันทีอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเข้ามาตรวจสอบในตัวรถ

แอปพลิเคชัน School Van Clever ที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามาตรวจสอบการโดยสารรถรับส่งของบุตรหลานได้
หน้าตา Prototype ของกล่องเซ็นเซอร์ที่จะนำไปติดในรถตู้รับส่งนักเรียน

หลังการทดลองนำไปใช้ พบว่าระบบ School Van Clever สร้างความประทับใจให้กับครู ผู้ปกครอง และคนขับรถตู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ช่วยขจัดความกังวลต่อความปลอดภัยของนักเรียนของทุกฝ่าย นอกจากนี้ ระบบยังได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการรถตู้โดยสารประจำทางที่ต้องการตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับรถ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ทางทีมกำลังพิจารณาที่จะขยับขยายไปสู่ 

ปัจจุบัน School Van กำลังเริ่มทดสอบระบบกับรถรับส่งนักเรียนชั้นอนุบาลและประถมในภาคใต้ ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสุราษฎร์ธานี และในเมืองหาดใหญ่ โดยภายในปีนี้พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะติดตั้งระบบดังกล่าวในรถรับส่งให้ได้ทั้งสิ้น250คัน 

เมื่อมีแผนการและตลาดที่ชัดเจน AIS ก็ได้สนับสนุนการเติบโตของ School Van Clever ไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าทีม School Van Clever จากเดิมที่เป็นวิศวกรเข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้อย่างเต็มตัวในฐานะ Headรวมไปถึงการเตรียมตั้ง Business Unit แยกออกมาโดยเฉพาะในลักษณะของ Internal VC เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของ School Van Clever ให้ก้าวไปข้างหน้า และบรรลุเป้าหมายในการเข้ามาเป็นอีกหนึ่งบริการของ AISในที่สุด 

เราได้เรียนรู้อะไรจากการสร้างนวัตกรรมของ AIS?

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของ AIS ในครั้งนี้แล้ว ทีมงาน ADPT เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ผู้อ่านอาจนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองได้ จึงขอสรุปมาสั้นๆ ณ ที่นี้ 

1. ตั้ง Scopeที่ดี 

การสร้างนวัตกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสำหรับธุรกิจในระยะยาวแล้วนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องช่วยสร้างคุณค่าและส่งเสริมการดำเนินการของธุรกิจได้เป็นอย่างดี AIS เริ่มต้นด้วยการเปิดกว้างต่อไอเดียที่หลากหลายทุกประเภทเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากนั้นจึงค่อยๆพิจารณาถึงความเป็นไปได้ทางการตลาด การดำเนินการ คุณค่าที่โครงการจะสร้าง และเป้าหมายที่องค์กรมีอยู่แล้วจึงคัดเลือกไอเดียมาบ่มเพาะต่อในโครงการ Innojump 

การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาได้ไอเดียที่สดใหม่ไม่ติดกรอบอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันขั้นตอนการคัดเลือกก็ช่วยให้พวกเขาไม่หลุดไปจากเป้าหมายที่มีอยู่

2. จริงจังกับนวัตกรรม 

จากกรณีของ School Van และโปรเจกต์อื่นๆ ที่กำลังจะตามมา เราจะเห็นได้ว่า AIS นั้นมีขั้นตอนการเปลี่ยนจากไอเดียในจินตนาการเป็นธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเป็นระบบ พวกเขามีการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่างๆ มีการวางแผนการเงินและการตลาด มีเป้าหมาย และมีความตั้งใจในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจอย่างแท้จริง 

เมื่อองค์กรแสดงออกว่าพวกเขาให้คุณค่ากับไอเดียใหม่ๆ และมีความตั้งใจจริงในการสร้างธุรกิจจากนวัตกรรมที่เปิดรับจากทุกคน สมาชิกในองค์กรก็ย่อมรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และมีความกระตือรือร้นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ซึ่งมีความสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต 

3. โครงสร้างที่สนับสนุนนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากโครงสร้างที่สนับสนุนการเกิดและเติบโตของนวัตกรรม AIS มีการจัดตั้งงบประมาณและทรัพยากรที่รองรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่ให้พนักงานได้คิดค้นและร่วมมือกัน ตั้งแต่การตั้งโครงการเปิดรับไอเดีย การจัดเทรนนิ่งให้ความรู้ การเปิดรับการสร้างนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน และการจัดโครงสร้างองค์กรให้ง่ายต่อความร่วมมือ การให้แรงจูงใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมไปถึงการมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการจัดตั้ง Business Unit และตำแหน่งงานสำหรับทีมนวัตกรรมแต่ละโปรเจกต์ 
การสร้างนวัตกรรมนั้นต้องการทั้งเวลา เงินทุน และการวางแผนที่รอบคอบ และดูเหมือนว่า AIS จะเตรียมความพร้อมในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี


หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของธุรกิจในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้นั้นไม่ใช่เพียงการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงให้ทั้งองค์กรเตรียมพร้อมที่จะเสี่ยง ล้มเหลว เปลี่ยน ประสบความสำเร็จ และวนกลับไปเปลี่ยนแปลงอีก เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นต่อในการแข่งขัน 

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์​ของธุรกิจ การจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือจากสมาชิกภายในองค์กรทั้งหมด จึงจะสำเร็จขึ้นมาเป็นองค์กรที่อยู่รอดและทันยุคอยู่เสมอ เป็นงานที่ใหญ่ และต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับธรรมชาติขององค์กรที่เป็นอยู่ ทางทีมงาน ADPT หวังว่า เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ AIS ในวันนี้แล้วจะได้แนวคิดกลับไปประยุกต์ใช้บ้างไม่มากก็น้อย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-org-transformation-new-business-innovative-culture/