คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วม Nintex Workflow Wonders เพื่อรับฟังว่า ไทยน้ำทิพย์ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ Nintex K2 Five ได้อย่างไร [17 สิงหาคม 2564]

Nintex ขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วม Nintex Workflow Wonders เพื่อรับฟังกรณีศึกษาว่า ไทยน้ำทิพย์ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ Nintex K2 Five ได้อย่างไร ในวันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 10.30 – 11.30 น.

วันเวลา : อังคารที่ 17 สิงหาคม 2564, 10:30 – 11:30 น.

ลิงก์ลงทะเบียนhttps://info.nintex.com/0821_WF_APAC-SEA_WorkflowWonders-Thainamthip_WBR_Registration.html?utm_campaign=0821_wf_apac-sea_workflowwonders-thainamthip_wbr&utm_medium=syndication&utm_source=TechTalkThai

ไทยน้ำทิพย์ เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้ลิขสิทธิ์จาก โคคา-โคลา คัมปะนี (ประเทศสหรัฐอเมริกา) ในประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทยกว่า 60 ปี ไทยน้ำทิพย์มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเติบโตให้กับคู่ค้า ลูกค้า และพนักงาน ไปพร้อมกับสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทย

ในสัมมนาแบบออนไลน์นี้ คุณอโนตน์ แสงคุณะคุปต์, InOne Competence Center Director, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด จะมาแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกว่าเหตุใดองค์กรจึงให้ความสำคัญกับความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ลงทุนในโครงการต่างๆ ไทยน้ำทิพย์เริ่มใช้ซอฟแวร์ K2 มาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการข้อมูลหลักของลูกค้า (Customer Master Data) กระบวนการสุ่มตัวอย่าง การขอลางาน ฝ่ายบริการไอที การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) และอื่นๆ อีกมากมาย

Nintex’s Workflow Wonders Series เป็นรูปการสัมมนาแบบออนไลน์ที่รวมกลุ่มผู้ใช้งานที่ยอดเยี่ยมเข้าด้วยกันเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ประสบความสำเร็จด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกนั้นร่วมกับ Nintex จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์จากการใช้งานโดยตรง แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการใช้ประโยชน์จาก Nintex’s visual tools ต่างๆ สำหรับจัดการกระบวนการ เช่น Workflow, Digital Form, RPA, DocGen® และอื่นๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักก็คือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและความเป็นเลิศของกระบวนการในองค์กร

from:https://www.techtalkthai.com/nintex-webinar-how-thai-namtip-transform-business-process-with-nintex-k2-five/

F5 Webinar: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application

F5 ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมการบรรยาย F5 Webinar เรื่อง “ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application” พร้อมเรียนรู้ Case Study จากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง ในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application
ผู้บรรยาย: คุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร F5 Thailand System Engineer – Team Leader และคุณไกรภพ เป็งแก้ว
Solutions Engineer จาก F5
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/6816275407077/WN_ilfBeeVaRKixSJTPB7tB1w

ถ้าหากเอ่ยถึง Microservices คุณอาจจะคำนึงถึงเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลักที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ทีมงาน Networks และ Security ต่างก็เป็นกังวล อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ควรที่จะมองข้าม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพแวดล้อมของการพัฒนาแบบ Agile ในทุกวันนี้ ปัญหาที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะว่าในปี 2020 มีข้อมูลรั่วไหลมากกว่าร้อยละ 20 อันเนื่องมาจากข้อผิดพลาดของโค้ด และมากกว่าร้อยละ 40 ของการโจมตีผ่านแอปพลิเคชันบนเว็บ (ที่มา: Verizon’s 2020 Data Breach Investigations Report) และเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Touch Points ที่เกิดขึ้นจากการสร้าง (Building) การนำไปใช้ (Deployment) การจัดการ (Managing) และการบำรุงรักษา (Maintaining) แอปพลิเคชันรุ่นใหม่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ดังนั้นปัญหาที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงในตอนนี้ก็คือการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Case Study เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง
  • สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการใช้งาน Microservices
  • ความท้าทายที่ผลักดันให้องค์กรต่างๆ ต้องเป็นผู้นำในเรื่องของ Modern Application และเคล็ดลับในการเอาชนะความท้าทายเหล่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/f5-webinar-security-considerations-in-modern-app-deployment/

FBI เผยช่องโหว่ยอดฮิตในรอบ 2 ปีหลังสุด

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยจากทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียได้ร่วมกันรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Advisory ของช่องโหว่ยอดนิยมที่มักถูกใช้ใน 2 ปีหลังสุด พร้อมคำแนะนำ และวิธีการแก้ไข

CISA, the Australian Cyber Security Centre (ACSC), the United Kingdom’s National Cyber Security Centre (NCSC) และ the Federal Bureau of Investigation (FBI) ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่ที่มักถูกใช้โดยกลุ่มคนร้ายในรอบ 2 ปีหลัง ตามตารางด้านล่างซึ่งหลายคนก็อาจจะคุ้นกันดีว่าเป็นช่องโหว่เก่าที่มีการเตือนหลายต่อหลายครั้งแล้ว รวมถึงจากรายงานชี้ชัดว่ากลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นเป้าหมายคือ Remote Work, VPN และ Cloud ซึ่งเพิ่มขึ้นสอดรับกับยุคการทำงานในภาวะโรคระบาด

credit : CISA

สำหรับในปี 2021 คนร้ายก็ยังมุ่งโจมตีช่องโหว่ของอุปกรณ์อยู่ในแนวขอบเขตด้านนอกเช่น 

Microsoft Exchange : CVE-2021-26855, CVE-2021-26857, CVE-2021-26858 และ CVE-2021-27065

Pulse Secure: CVE-2021-22893, CVE-2021-22894, CVE-2021-22899 และ CVE-2021-22900

Accellion: CVE-2021-27101, CVE-2021-27102, CVE-2021-27103 และ CVE-2021-27104

VMware: CVE-2021-21985

Fortinet : CVE-2018-13379, CVE-2020-12812 และ CVE-2019-5591

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://us-cert.cisa.gov/ncas/alerts/aa21-209a

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/fbi-reveals-top-targeted-vulnerabilities-of-the-last-two-years/

from:https://www.techtalkthai.com/security-agencies-published-advisory-for-the-most-popular-network-vulnerabilities-in-2020-and-2021/

IBM เผยความเสียหายจากเหตุการณ์ Data Breach แต่ละครั้งเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 10%

IBM ได้ร่วมกับ Ponemon Institute จัดทำรายงานเรื่อง Data Breach ที่เกิดขึ้น โดยพบว่ามูลค่าความเสียหายของปีล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 10% และสัมพันธ์กับเรื่องวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปจากโรคระบาด

Credit: ShutterStock.com

ข้อมูลจากรายงานชิ้นนี้รวบรวมขึ้นจากบริษัทกว่า 500 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงมีนาคม 2021 โดยแต่ละเหตุการณ์ Data Breach อ้างอิงจากเหตุข้อมูลรั่วไหลตั้งแต่ 2,000 ถึง 101,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งส่วนที่พูดถึง ‘Mega Breach’ หรือเหตุการณ์ที่มีการรั่วไหลของข้อมูลตั้งแต่ 1,000,000 รายการขึ้นไป ซึ่งมีบริษัทจำนวน 14 แห่งอยู่ในนี้

สิ่งที่กำหนดว่า Data Breach แต่ละครั้งมีความเสียหายเท่าไหร่อ้างอิงจากเรื่อง ค่าใช้จ่ายจากเรื่องของกฏหมายและข้อบังคับในอุตสาหกรรม ผลกระทบในแง่ของภาพลักษณ์ทางธุรกิจ การสูญเสียลูกค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายทางเทคนิคที่เกิดขึ้นเพื่อควบคุมเหตุการณ์

ประเด็นต่างๆในรายงานสรุปได้ดังนี้

  • การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบาย Work from home เพิ่มค่าใช้จ่ายและเวลาการจัดการเหตุการณ์ Data Breach สาเหตุเพราะความซับซ้อนและขอบเขตการใช้งานข้อมูล
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งของเหตุการณ์ Data Breach ในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 10% ที่เดิมอยู่ที่ 3.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 4.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • กลุ่มธุรกิจ Healthcare มีความเสียหายเพิ่มขึ้นจากราว 7.13 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 9.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อครั้ง
  • กลุ่มธุรกิจพลังงานมีความเสียหายน้อยลงจาก 6.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 4.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • เวลาที่องค์กรใช้ในการค้นหาและจัดการเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนราว 7 วันมาอยู่ที่ 287 วันต่อเหตุการณ์
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ที่รวบรวมมา ล้วนกระทบกับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น (PII) ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 161 เหรียญสหรัฐฯต่อหนึ่งรายการ
  • 8% ของเหตุการณ์ Data Breach เกี่ยวพันกับเรื่องของแรนซัมแวร์ และในลักษณะนี้มูลค่าความเสียหายต่อครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงการโจมตีแบบมุ่งทำลายล้างเล็กน้อย

ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/downloads/cas/OJDVQGRY

ที่มา : https://www.securityweek.com/ibm-average-cost-data-breach-exceeds-42-million และ https://www.helpnetsecurity.com/2021/07/29/total-cost-data-breach/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-cost-of-data-breach-increase-10-percents-from-last-year/

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้เผยสถิติครอบครัวในเอเชียแปซิฟิกเกือบครึ่ง (49%) ซื้อ-เช่าดีไวซ์เพิ่มเติมให้ลูกเรียนรู้ออนไลน์

การสำรวจล่าสุดของแคสเปอร์สกี้ ดำเนินการโดยบริษัทวิจัย Toluna ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2021 ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประกอบด้วยผู้ปกครองและครู 517 คน และเด็กที่กำลังศึกษาออนไลน์อยู่ 64 คน ระบุความท้าทายทางเทคนิคที่ครอบครัวต้องเผชิญระหว่างการเรียนรู้ทางไกลที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ พบว่าครอบครัวในเอเชียแปซิฟิกจำนวนหนึ่งในสองหรือ 49% ที่มีลูกสองคนขึ้นไปต้องซื้อหรือเช่าดีไวซ์เพิ่มเติม เพื่อให้บุตรหลานทุกคนมีอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนออนไลน์ อัตรานี้สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากแอฟริกา 62% ละตินอเมริกาตามมาที่ 48% ในขณะที่ตะวันออกกลางมีตัวเลขต่ำสุดที่ 42%

 

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เด็กในเอเชียแปซิฟิกจำนวนมากกว่าครึ่ง (59%) เรียนออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน

เด็กจำนวนสามในห้าจากภูมิภาค (60%) ประสบปัญหาทางเทคนิคในการเชื่อมต่อคลาสเรียนออนไลน์เป็นประจำหรือเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่ (79%) ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครองเพื่อให้ดีไวซ์ทำงานได้ อย่างไรก็ตาม นักเรียน 16% สามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคด้วยตนเอง

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “การเรียนรู้เสมือนจริงยังคงเป็นบรรทัดฐานที่จำเป็นทั่วทั้งภูมิภาคนี้ และเราคาดว่าจะดำเนินต่อไปในอีกหลายเดือน การสำรวจของแคสเปอร์สกี้แสดงให้เห็นว่า การบังคับให้เปลี่ยนรูปแบบสู่การเรียนรู้ทางไกล ทำให้เกิดปัญหาในแง่ของการเรียนรู้ตามหลักสูตร รวมถึงปัญหาทางเทคนิคอีกด้วย หลายครอบครัวต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ยืมจากเพื่อนหรือโรงเรียน อีกทั้งเรื่องการติดตั้งโปรแกรมและแก้ไขปัญหาอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ”

“ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ออนไลน์จะยากสำหรับผู้ปกครองและเด็กในช่วงนี้ แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากการลงลึกไปในโลกออนไลน์จะช่วยให้เรามองเห็นรูปแบบการเรียนรู้ออฟไลน์ดั้งเดิมในรูปแบบใหม่ และใช้เครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างปลอดภัย” คอนเนลล์กล่าวเสริม

นักเรียนจำนวนมากต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมบนดีไวซ์เพื่อให้ทันกับบทเรียน ตัวอย่างเช่น นักเรียน 38% เริ่มใช้บริการการประชุมทางวิดีโอใหม่ๆ และ 43% ดาวน์โหลดโปรแกรมจำลองเชิงโต้ตอบและโปรแกรมการศึกษาอื่นๆ ผู้ปกครอง 23% พบว่าจำเป็นต้องเริ่มใช้โซลูชันการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

นายเซอร์เจย์ มาร์ดานอฟ ผู้อำนวยการฝ่ายมหาวิทยาลัยสัมพันธ์ บริษัท Mail.ru Group กล่าวว่า “การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้เกิดการปรับย้ายไปสู่การเรียนรู้ทางไกล ครูและนักเรียนจำนวนมากได้รับประสบการณ์การทำงานและการเรียนออนไลน์เป็นครั้งแรก เรามุ่งเน้นที่การช่วยเหลือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในการจัดระเบียบและรับมือกับการเรียนรู้ทางไกล และเราจะพยายามอย่างต่อเนื่องเพราะความต้องการเครื่องมือดิจิทัลนั้นเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่เพียงแต่สำหรับแพลตฟอร์มการศึกษาเท่านั้น ยังรวมถึงโซเชียลมีเดียอีกด้วย การเรียนรู้ทางไกลขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่พร้อมใช้งานทุกประเภทเพื่อสื่อสารในชุมชนส่วนตัวหรือสาธารณะ และห้องสนทนา (chat room) สำหรับคลาสเรียน การบรรยายแบบสด (live stream) การโฮสต์บทเรียนทางวิดีโอทางไกลผ่านการโทรแบบกลุ่ม และการอัปโหลดสื่อการเรียนรู้”

เพื่อให้บุตรหลานปลอดภัยในโลกออนไลน์ ทั้งตอนที่กำลังเล่น เรียน หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำโซลูชัน Kaspersky Safe Kids ที่ช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าบุตรหลานของตนใช้เวลาออนไลน์นานแค่ไหน และยังปกป้องจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ปกครองสามารถดูตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของบุตรหลานได้ ซึ่งจะมีประโยชน์มากหากเด็กกลับมาจากโรงเรียนเพียงลำพัง

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-apac-digital-education-thailand/

[Video Webinar] Modernize Your Application and Infrastructure by VMware Tanzu

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Tangerine Webinar เรื่อง “Modernize Your Application and Infrastructure by VMware Tanzu” เพื่อเรียนรู้การทำ Application Modernization และสร้าง Cloud Native Apps เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันในระดับองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย Tangerine ร่วมกับ VMware (Thailand) ขอนำเสนอโซลูชันที่สามารถช่วยเร่งความเร็วของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันของท่านได้ด้วยเทคโนโลยี Cloud Native และ Containerization การปฏิบัติงานด้วยระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ในงานสัมมนาครั้งนี้ ท่านจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การเลือกใช้แพลตฟอร์มพื้นฐานในการสร้าง Application Modernization และ Cloud Native Application เพื่อตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ โดย VMware Tanzu ถือเป็นผู้นำเรื่องการลดความซับซ้อนของการดำเนินงาน ที่จะช่วยให้ท่านสามารถปรับปรุงและสร้างโครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชันที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้ทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติการสามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบใหม่เพื่อให้ได้แอปพลิเคชันที่ดีที่สุด

หัวข้อการบรรยาย

  • Basic Concept for Application Modernization and Cloud Native Application
  • VMware Tanzu Container Platform
  • How to Build, Deploy and Test with CI/CD

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-modernize-your-application-and-infrastructure-by-vmware-tanzu/

[Guest Post] เพิ่มประสิทธิภาพให้ “บิ๊กดาต้า” ด้วยฐานข้อมูลขนาดเล็กและกว้าง

โดย มร.จิม ฮาเร่ รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ อิงค์

เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงัก อาทิ การระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ข้อมูลในอดีตที่สะท้อนถึงสถานะขององค์กรต่าง ๆ ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากองค์กรธุรกิจต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่าง ๆ ในการใช้บิ๊กดาต้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลและเอไอ ตามแนวทางใหม่ที่เรียกว่า ‘ชุดข้อมูลขนาดเล็ก’ และ ‘ชุดข้อมูลแบบกว้าง’

ในยุคของบิ๊กดาต้านั้นประสบความสำเร็จในเรื่องของการจัดเก็บและจัดการข้อมูล แต่ยังไม่สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจได้รับประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว แต่ “ชุดข้อมูลขนาดเล็กและกว้าง” นั้นสามารถตอบโจทย์ในจุดนี้ได้

แนวทางการใช้ “ชุดข้อมูลแบบกว้าง” ช่วยให้องค์กรวิเคราะห์และทำงานร่วมกับแหล่งข้อมูลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งข้อมูลขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หรือแหล่งข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างและมีโครงสร้างได้ ในขณะที่แนวทางการใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ที่ต้องการข้อมูลน้อยลงแต่ยังให้ประโยชน์ในเชิงลึก

โดยทั้งสองแนวทางช่วยให้การวิเคราะห์และใช้ระบบเอไอมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาข้อมูลขนาดจำนวนมหาศาลให้แก่องค์กรและยังช่วยให้รู้เท่าทันสถานการณ์แบบเบ็ดเสร็จ เรียกว่ามองได้รอบด้านแบบ 360 องศา โดยองค์กรสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ดีขึ้นในบริบทที่ซับซ้อนอันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์การหยุดชะงักได้ เพื่อขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้า

การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2568 องค์กรต่าง ๆ ประมาณ 70% จะถูกบังคับให้โฟกัสกับการใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กและกว้างแทนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์บริบทของข้อมูลได้หลากหลายขึ้นและทำให้ระบบเอไอใช้ข้อมูลน้อยลง

ผู้บริหารด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (D&A) ต้องมองหากลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กและกว้าง รวมถึงข้อมูลสังเคราะห์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้วยการใช้รูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มขึ้นด้วยระบบเอไอ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) ที่จะช่วยให้สามารถจัดการกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ จัดการกับข้อมูลการฝึกอบรมที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาศัยข้อมูลหลากหลายและกว้างกว่าเดิม

 

 

ทำไมข้อมูลขนาดเล็กและกว้างจึงสำคัญ?

แน่นอนว่าการวิเคราะห์และใช้ระบบเอไอนั้นต้องทำงานร่วมกับข้อมูลที่สดใหม่และในขนาดของข้อมูลที่น้อยกว่าเดิม นอกจากนี้การเก็บรวบรวมข้อมูลในอดีตที่เพียงพอหรือติดป้ายกำกับไว้ใช้เฉพาะเพื่อใช้วิเคราะห์และสร้างระบบเอไอยังถือเป็นความท้าทายของหลาย ๆ องค์กรอยู่ในวันนี้

การจัดเรียงข้อมูล คุณภาพข้อมูล การปกป้องความเป็นส่วนตัวและอคติถือเป็นความท้าทายทั่วไป ถึงแม้จะมีฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า แต่ค่าใช้จ่าย เวลาที่เสียไปและพลังงานในการใช้ระบบ ML ที่มีการควบคุมดูแลแบบเดิมก็ยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ นอกจากนี้การตัดสินใจของมนุษย์และระบบเอไอนั้นจะมีความซับซ้อนและความต้องการมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลหลากหลายเพื่อให้รับรู้สถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน

เมื่อนำทุกอย่างมารวมเข้าด้วยกันนั่นหมายความว่าเราต้องการเทคนิคการวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะลดปริมาณหรือเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ต้องการใช้หรือดึงประโยชน์จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างมาใช้เพิ่ม

มีผลกระทบอะไรบ้าง?

แนวทางการใช้ “ชุดข้อมูลแบบกว้าง” ใช้หลักการวิเคราะห์ในรูปแบบสมการ X โดยที่ X หมายถึงการค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งข้อมูล ตลอดจนหมายถึงรูปแบบข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งรูปแบบข้อมูลเหล่านี้มีตั้งแต่ ข้อมูลในรูปแบบของตาราง ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เสียงที่ได้ยิน เสียงพูด อุณหภูมิหรือแม้แต่กลิ่นและการสั่นสะเทือน โดยมาจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกที่มีความหลากหลาย อาทิ ข้อมูลบนมาร์เก็ตเพลส โบรกเกอร์ โซเชียลมีเดีย เซ็นเซอร์ไอโอที และฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twins)

แนวทางการใช้ “ชุดข้อมูลขนาดเล็ก” คือการสร้างโมเดลเรียนรู้โดยใช้ข้อมูลจำนวนน้อย เช่น เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา แทนที่จะใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกที่อาศัยข้อมูลจำนวนมากในลักษณะรูปแบบเดียวใช้เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งยังมีเทคนิคการสร้างโมเดลเรียนรู้อื่น ๆ ได้แก่ เทคนิค Few-Shot Learning เทคนิค Synthetic Data  หรือ เทคนิค Self-Supervised Learning โดยเรายังสามารถใช้ข้อมูลน้อยลงได้อีกจากการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การทำงานร่วมกันหรือการรวมกลุ่ม การปรับตัว การเสริมกำลัง และการถ่ายโอนการเรียนรู้

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมด้วยการใช้ “ชุดข้อมูลขนาดเล็กและกว้าง” ยังรวมถึงการใช้คาดการณ์ความต้องการสินค้าในร้านค้าปลีก เรียนรู้พฤติกรรมและอารมณ์แบบเรียลไทม์กับการบริการลูกค้าเพื่อให้แบรนด์ได้เรียนรู้ ศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าโดยละเอียดมากขึ้นในแบบ Hyper-Personalisation และช่วยการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ด้านอื่น ๆ ได้แก่การรักษาความปลอดภัยทางกายภาพหรือการตรวจจับการฉ้อโกงและระบบอัตโนมัติที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น หุ่นยนต์ ซึ่งมีการเรียนรู้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของห้วงเวลาและพื้นที่เหตุการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา

เริ่มต้นอย่างไรดี?

สำรวจแนวทางการปรับใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กและกว้างเพื่อลดอุปสรรคในการเข้าสู่โหมดการวิเคราะห์ขั้นสูงและเอไออันเนื่องมาจากการขาดข้อมูลที่ควรรับรู้จริง ๆ แทนที่จะอาศัยการเรียนรู้เชิงลึกที่พึ่งพาการใช้ข้อมูลมากเกินไป

เพิ่มเครื่องมือทางเทคนิคต่าง ๆ ให้กับทีม D&A เพื่อสร้างบริบทของข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำ โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลภายนอกที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่านการแบ่งปันข้อมูลและมาร์เก็ตเพลส

สุดท้าย

เพิ่มคุณค่าและปรับปรุงพลังการทำนายของข้อมูลด้วยการผสมผสานแหล่งข้อมูลทั้งที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างให้มีมิติมากขึ้น

 

มร. จิม ฮาเร่ รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ อิงค์ มีความเชี่ยวชาญในสาขาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาศาสตร์ข้อมูล หลักการวิเคราะห์และการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลในการทำธุรกิจ (BI) โดยจิมได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ Small & Wide Data ในงาน Gartner Data & Analytics Summit 2021 in APAC ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน ที่ผ่านมา

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-small-and-wide-data-jim-hare/

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Apply A/B Testing with NGINX Routing Policy โดย F5

ในปัจจุบันทุกองค์กรเข้าสู่การเป็น Digital Transformation ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ และด้วยสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ในปัจจุบันที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตของคนในสังคมโลก ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความต้องการในการใช้บริการต่าง ๆ จากรูปแบบออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์ที่มากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งการให้บริการในรูปแบบออนไลน์จะต้องพึ่งพาแอปพลิเคชัน อย่างเช่น การซื้อสินค้าออนไลน์การสั่งอาหารออนไลน์ และการชำระค่าบริการต่าง ๆ ผ่านรูปแบบออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า แอปพลิเคชันมีบทบาทความสำคัญในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากสำหรับทุกองค์กร

NGINX ถือได้ว่าเป็น Web Server ที่ถูกเลือกใช้งานจากองค์กรทั่วโลกเป็นอันดับหนึ่ง โดย NGINX ถูกออกแบบให้เป็นซอฟต์แวร์แบบ All-in-one ที่สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบ Web Server/Reverse Proxy, Load Balancer, API Gateway, Content Caching และ Ingress Controller เป็นต้น ทำให้ทีมนักพัฒนาโปรแกรม (Developer) และทีม DevOps เลือกใช้ NGINX กันอย่างแพร่หลาย ในการช่วยให้แอปพลิเคชันสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดี

ทีมงาน VST ECS ร่วมกับ NGINX (F5 Networks Thailand) ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) ในหัวข้อ “Apply A/B Testing with NGINX Routing Policy” พร้อมทั้งร่วมสอบถามประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ในวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:00 น.

NGINX Webinar Forum มีทั้งหมด 6 หัวข้อ ดังต่อไปนี้

  1. Apply A/B Testing with NGINX Routing Policy
    วันที่ 5 สิงหาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.00 น.
  2. Enable Advanced Functions on Ingress with ConfigMap and Annotation
    วันที่ 9 กันยายน 2021 เวลา 14.00 – 15.00 น.
  3. Tune Health-check Parameter to Reduce App Down Time
    วันที่ 7 ตุลาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.00 น.
  4. Speed Up Your Apps with HTTP/3 Supports on NGINX Web Server
    ในช่วงเดือน พฤศจิกายน
  5. Troubleshoot Microservices Apps with Opentracing and NGINX
    ในช่วงเดือน ธันวาคม
  6. Config NGINX in 1 minute with GUI
    ในช่วงเดือน มกราคม

NGINX Webinar Forum ครั้งที่ 1 เรื่อง Apply A/B Testing with NGINX Routing Policy เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถคลิกปุ่มลงทะเบียนด้านล่างเพื่อสมัครเข้าร่วม Webinar ได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/f5-webinar-apply-ab-testing-with-nginx-routing-policy/

Ask4key Webinar : Securing Remote Work : Safeguarding Business Continuity with Zscaler

Ask4key Thailand ร่วมกับ Zscaler ผู้นำด้าน Cloud Security ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการด้าน IT และระบบ Cloud ทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ ในหัวข้อ “Securing Remote Work : Safeguarding Business Continuity with Zscaler” ที่จะทำให้เข้าใจเทคโนโลยี SASE (secure access service edge) และรู้จักผลิตภัณฑ์  Zscaler มากขึ้น ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาให้คุณทำงานได้สะดวกมากขึ้นและมีประสิทธิภาพด้วย Security ที่ช่วยป้องกันคุณจากภัยคุกคามต่างๆ และใช้งานง่าย ในวันศุกร์ที่ 30 กรกฏาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น. มีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้  

รายละเอียดการบรรยาย  

หัวข้อ : Securing Remote Work : Safeguarding Business Continuity with Zscaler  

ผู้บรรยาย: คุณ YunQi Fan ,Practice Build Consultant, ASEAN & Greater China จาก Zscaler และ คุณปริญญา ลือสัตย์ Technical Consultant Lead  จาก Ask4key Thailand และ คุณเกียรติยศ ธรรมพานิชวงศ์ Technical consultant จาก Ask4key Thailand 

วันเวลา : ศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 เวลา 14.00 -15.30  น. 

ลิงก์ลงทะเบียน : https://zoom.us/webinar/register/WN_L4zCxEF6QqmxxSQxTd0c4Q

Zscaler ตอบโจทย์การทำงานแบบยืดหยุ่นได้ทุกที่ หรือที่เรียกว่า Work-From-Anywhere ให้คุณสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสะดวกต่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง device ส่วนตัวหรือขององค์กร ก็สามารถเชื่อมต่อเข้าใช้งานและได้รับความปลอดภัยเสมือนนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ โดยผู้ดูแลระบบบริหารจัดการง่าย ระบบมีความยืดหยุ่น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแล อุปกรณ์ Hardware ต่าง ๆ บริหารจัดการงบประมาณตามความเหมาะสม และยังมีศูนย์กลางในการรับส่งข้อมูลผ่าน Cloud Security ที่ได้มาตรฐาน

ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ทุกๆ อุตสาหกรรมต้องปรับตัว โดยที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานและรูปแบบการทำงานยังต้องเอื้อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลเช่นเดิม เมื่อพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานที่องค์กรได้ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากสำหรับองค์กรในการจัดการให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้แบบวิถีใหม่ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงระบบ security ที่ต้องสามารถป้องกันผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชั่น Zscaler สามารถติดต่อทีมงาน Ask4key Thailand เพื่อขอคำปรึกษาหรือใบเสนอราคาได้ที่ THsales@ask4key.com หรือ โทร 099-059-8000 

from:https://www.techtalkthai.com/ask4key-webinar-securing-remote-work-safeguarding-business-continuity-with-zscaler/

[Guest Post] แอพพลิแคด ลุยจัด THAIBIM Conference ยกระดับงานก่อสร้าง สู่ยุคดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บมจ.แอพพลิแคด ขอเชิญคนวงการก่อสร้าง Digital Construction และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี!! AppliCAD THAIBIM Conference ซึ่งเป็น Virtual Conference ใหญ่ประจำปี 2021 เปิดตัว Archicad 25 ที่แรกในอาเซียน ไม่พลาดกับการอัปเดตปรับทัพยกระดับงานก่อสร้างยุคใหม่ด้วย BIM Innovation ร่วมเจาะลึกทิศทางการเติบโตของ BIM ในอาเซียน จาก GRAHISOFT พร้อมนวัตกรรมด้านการออกแบบจาก AppliCAD ในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ในรูปแบบสัมมนาออนไลน์ Virtual Conference

 

ไฮไลท์สำคัญที่คุณไม่ควรพลาด

  • เปิดตัว Archicad 25
  • GRAPHISOFT ID ห้ามพลาด มีแล้วดีอย่างไร? ทำไมถึงต้องมี
  • Solibri BIM Model Checker
  • BIM for Virtual Showroom

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติม และสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา (ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ที่ : https://bit.ly/3kIW9sb

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-applicad-thaibim-conference/