คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

เชิญร่วมงานสัมมนา Reinvent and Reimagine Your CX Strategy โดย SAS Software (Thailand)

SAS Software (Thailand) ขอเชิญผู้ประกอบธุรกิจประกันเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Reinvent and Reimagine Your CX Strategy” เพื่อเรียนรู้แนวคิด Hyper-personalization ยกระดับการนำเสนอและส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าด้วยช่องทางและช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในวันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: Reinvent and Reimagine Your CX Strategy
ผู้บรรยาย: Kenneth Koh, Principal/ Director of Insurance, Global Financial Services Practice จาก SAS และคุณอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
วัน: วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021
เวลา: 14:00 – 15:30 น.
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.sas.com/sas/webinars/reinvent-and-reimagine-your-cx-strategy.html

โลกหมุนเข้าสู่ยุค Hyper-personalization โดยเฉพาะธุรกิจประกันที่ผู้ถือกรมธรรม์ต่างคาดหวังว่าจะได้รับข้อเสนอและบริการที่ดีที่สุดสำหรับตนเองจากบริษัทประกัน ผ่านทางช่องทางและช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

ผลสำรวจจาก World Insurance Report ประจำปี 2020 พบว่า สิ่งที่บริษัทประกันนำเสนอยังคงห่างไกลจากสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง ธุรกิจประกันจำเป็นต้องเร่งพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจจากแนวคิด Personalization ไปสู่ Hyper-personalization เพื่อให้สามารถตามทันความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล

และด้วยช่องทางอันหลากหลายในการเข้าถึงลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสื่อโซเชียลมีเดีย สมาร์ตโฟน หรือการติดต่อระหว่างนายหน้าขายประกันและตัวลูกค้าเอง เหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น บริษัทประกันควรใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ ขับเคลื่อนการตัดสินใจตลอดการขายประกัน ตั้งแต่การนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแก่ลูกค้า ไปจนถึงการชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ ทั้งหมดภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของธุรกิจประกันในประเทศไทย

ประโยชน์ที่บริษัทประกันจะได้รับจาก Hyper-personalization ได้แก่

  • ช่วยค้นหาตลาดใหม่และระบุลักษณะของลูกค้า เพื่อให้สามารถวางแผนด้านการตลาดได้ถูกทิศทาง
  • รวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางเพื่อให้ได้มุมมองข้อมูลครบ 360 องศา ช่วยให้การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
  • ช่วยค้นหาลูกค้าที่มีความเสี่ยงในการยกเลิกประกัน ลูกค้าที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และช่วยเพิ่มเวลาในการจัดการกับปัญหาต่างๆ
  • ค้นหาและลดความเสี่ยงที่จะถูกโกงด้วยการวางมาตรการควบคุมอย่างเหมาะสมได้แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนายังมีการแชร์กรณีศึกษาของบริษัทประกันที่เริ่มพลิกโฉมกลุยทธ์ของบริษัทด้วยการนำแนวคิด Hyper-personalization เข้ามาใช้ รวมไปถึงให้คำแนะนำบริษัทที่ต้องการเริ่มต้นเส้นทางนี้ เพื่อให้แบรนด์ของตนติดตลาดและสร้าง Customer Royalty อย่างยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/reinvent-and-reimagine-your-cx-strategy-by-sas/

[Guest Post] รายงานล่าสุดแคสเปอร์สกี้เผย ผู้ใช้โซเชียลมีเดียอาเซียน 76% ตระหนักภัยไซเบอร์ ไม่เก็บข้อมูลการเงินไว้ในออนไลน์

หากคุณหวั่นใจทุกครั้งที่ต้องกรอกข้อมูลเครดิตการ์ด หรือข้อมูลการเงินลงในเว็บไซต์ช้อปปิ้งหรือในแอปชำระเงิน คุณไม่ใช่คนเดียวแน่นอน อย่างน้อยตามข้อมูลการสำรวจเรื่อง “Making Sense of Our Place in the Digital Reputation Economy” โดยแคสเปอร์สกี้ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลระดับโลก พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทนั้น ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยมากมักเลือกไม่แชร์หรือเก็บทางออนไลน์

ผู้เข้าร่วมการสำรวจส่วนมาก (76%) จากทั้งหมด 861 คนในภูมิภาคนี้ยืนยันความตั้งใจที่จะเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่น รายละเอียดบัตรเดบิต บัตรเครดิต ให้ห่างจากอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับหนึ่ง

อัตราส่วนของกลุ่มคนที่เลือกที่จะไม่เก็บข้อมูลการเงินทางออนไลน์ มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่ม Baby Boomers (85%) ตามด้วย Gen X (81%) และมิลเลนเนียล (75%) ในขณะที่เจเนเรชั่นที่เด็กที่สุด Gen Z นั้นเพียง 68%

ไม่ใช่เรื่องแปลก จากงานวิจัยหลายชิ้นต่างระบุถึงประชากรรุ่นใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเป็นตัวหลักสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงประชากรจำนวนมากในภูมิภาคที่ยังเข้าไม่ถึงบริการการเงิน หรือยังไม่ได้โอกาสใช้บริการการเงิน และอัตราการใช้งานอุปกรณ์โมบายที่เป็นที่นิยม รวมทั้งการผลักดันจากภาครัฐให้ใช้ระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล

ประชากรในภูมิภาคนี้ที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กยังไม่นิยมที่จะแสดงข้อมูลที่ระบุตัวตน (personally identifiable information หรือ PII) คิดเป็น 69% ไม่นิยมแสดงข้อมูลเกี่ยวกับญาติสนิทคนใกล้ตัว 64% ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่อยู่ 54% และข้อมูลเกี่ยวกับการงาน 47%

และเมื่อพูดถึงกลุ่มที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียต้องการปกปิดข้อมูลให้พ้นสายตา ก็เกือบจะเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดว่าคงจะน่ากังวลเอามากๆ หากข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเป้าสายตาหรือถูกผู้ร้ายไซเบอร์โจรกรรมไปได้ง่ายๆ (73%) และคนแปลกหน้าสุ่มๆ ทั่วไปทางออนไลน์ (61%)

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “วิกฤตด้านสุขภาพเร่งผลักดันการปรับเปลี่ยนสู่สังคมไร้เงินสดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ตีคู่ไปกันกับการปรับเปลี่ยนจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ของกิจกรรมส่วนมากในภูมิภาคตั้งแต่ปีที่แล้ว จริงแล้วก็เป็นที่น่ายินดีว่ายูสเซอร์ที่นี่ตอนนี้ก็คิดไตร่ตรองถี่ถ้วนเกี่ยวกับข้อมูลที่แชร์หรือไม่แชร์ทางออนไลน์ ส่วนมากตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลที่ไม่ควรตกอยู่ในมือของผู้ร้ายไซเบอร์หรือคนแปลกหน้าทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้ก็ไม่เท่ากับการลงมือทำ”

ผู้เข้าร่วมการสำรวจส่วนมาก (71%) ใช้รหัสผ่านเพื่อป้องกันแล็ปท็อปหรือโทรศัพท์มือถือ มีผู้ใช้เพียง 5 ใน 10 คน (54%) ที่ตรวจเช็คและเปลี่ยนค่าความเป็นส่วนตัวบนอุปกรณ์ที่ใช้งาน แอป หรือบริการที่ใช้ และผู้ใช้เพียง 4 ใน 10 คน (47%) ที่เลี่ยงการใช้ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่นที่ไม่ถูกกฎหมาย

การสำรวจเดียวกันนี้ ดำเนินการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ยังได้เผยด้วยว่าเพียงครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (53%) ในภูมิภาคนี้ได้ติดตั้งซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์ที่ใช้อยู่

“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตเร็วที่สุด เราจะเห็นได้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางสายดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าใจได้ว่าบางคนอาจจะยังกลัวและไม่แน่ใจเมื่อใช้บริการต่างๆ เช่น ชำระเงินแบบดิจิทัล เพราะว่ายังถือว่าใหม่อยู่มาก และย่อมมีความเสี่ยง และนี่คือความสำคัญของการที่เราต้องแปรความตระหนักรู้สู่การกระทำ” นายคริสกล่าวเสริม

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้แนะนำขั้นตอนต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงินและข้อมูลอ่อนไหวส่วนตัวต่างๆ ทางช่องทางออนไลน์ ดังต่อไปนี้

ระวังสิ่งที่คุณแชร์ทางโซเชียลมีเดีย

การโพสต์ข้อมูลต่างๆ มากมายเกินไปบนโซเชียลมีเดียเท่ากับเปิดช่องทางให้อาชญากรไซเบอร์ปะติดปะต่อข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ เป็นความคิดที่ดีที่จะทำดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการป่าวประกาศความเคลื่อนไหวต่างๆ ของคุณ เช่น แผนการท่องเที่ยว เพราะผู้คนก็จะรู้ว่าคุณไม่อยู่บ้านในช่วงเวลาดังกล่าว
  • หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป เช่น วันเกิด หรือสถานที่ทำงานลงไว้ใน About Us หรือ เซ็คชั่นข้อมูลส่วนตัวในโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย เลี่ยงการโพสต์ที่อยู่ที่บ้าน หรือเบอร์โทรศัพท์ลงไว้ตามฟอรั่มสาธารณะต่างๆ
  • ตรวจสอบการตั้งค่าบนโซเชียลมีเดียว่าใส่ข้อมูลโลเคชั่นลงตามโพสต์ต่างๆ ของตัวเองหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น แนะนำให้ยกเลิกค่านั้นไปเสีย เพราะไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องแชร์โลเคชั่นให้คนทั้งโลกร่วมรับรู้
  • หลีกเลี่ยงการเล่นตอบคำถามทายใจต่างๆ ตามโซเชียลมีเดีย โดยมากมักเป็นคำถาม เช่น สัตว์เลี้ยงที่ชื่นชอบ หรือโรงเรียนเก่า คำถามประเภทเดียวกับที่ใช้สำหรับการตั้งค่าความปลอดภัย ดังนั้นคำตอบเหล่านี้ก็อาจจะเป็นการเปิดช่องให้แฮ็คกกอร์เจาะบัญชีออนไลน์ของเราได้
  • ระวังพวกของแจกและเกมแข่งขัน บางอย่างก็ถูกต้อง หลายๆ งานก็เป็นงานปลอมตัวมา หากคุณส่งต่อๆ กันไป ก็อาจจะเป็นการช่วยแพร่กระจายมัลแวร์หรือล่อให้คนหลงกลให้ข้อมูลส่วนตัวได้ง่ายๆ

เพิ่มการป้องกันความปลอดภัยให้แก่ โมบายดีไวซ์ของคุณ

  • รหัสที่คุณใช้เข้าโทรศัพท์ของคุณนั้นต้องเป็นรหัสที่ไม่สามารถเดาได้ง่าย และต้องดาวน์โหลดแอปและเกมจากแอปสโตร์ก็เป็นอีกข้อที่พึงกระทำเป็นพื้นฐาน
  • ห้ามเจลเบรคหรือรูทโทรศัพท์ เพราะจะเปิดทางให้แฮ็กเกอร์เข้ามาโอเวอร์ไรท์ค่าเซ็ตติ้งเพื่อลงมัลแวร์นั่นเอง
  • พิจารณาติดตั้งแอปที่เปิดให้คุณสามารถลบข้อมูลทั้งหมดบนโทรศัพท์ได้จากระยะไกล กรณีที่โทรศัพท์ถูกขโมยหรือสูญหาย ก็จะสามารถลบทิ้งได้ง่ายๆ
  • ตั้งค่าการอัพเดทต่างๆ ของซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่เสมอ และต้องระวังเมื่อจะคลิกลิ้งก์ออนไลน์ใดๆ แบบเดียวกับที่คุณต้องระวังเมื่อใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
  • ใช้ทั้งโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยและขั้นตอนการป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสมไปพร้อมๆ กันจะช่วยลดภัยคุกคามและป้องกันข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยได้ทางออนไลน์
  • ใช้โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยที่วางใจได้เพื่อการป้องกันที่ครบถ้วนพ้นภัยคุกคามทุกประเภท เช่น Kaspersky Security Cloud และ Kaspersky Internet Security ควบคู่ไปกับการใช้ Kaspersky Password Manager เพื่อเก็บข้อมูลดิจิทัลที่มีค่าของคุณ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนตัวให้ได้ปลอดภัย

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-majority-social-media-users-in-sea/

ActiveMedia Webinar: รู้ทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนเสียค่าปรับหลักล้านแบบไม่รู้ตัว

ActiveMedia ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “รู้ทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนเสียค่าปรับหลักล้านแบบไม่รู้ตัว” พร้อมแนะนำแนวทางการปรับตัวขององค์กรเมื่อ พ.ร.บ. ดังกล่าวถูกประกาศใช้ ในวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านช่องทาง Live Webinar

หัวข้อ: รู้ทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนเสียค่าปรับหลักล้านแบบไม่รู้ตัว
ผู้บรรยาย: คุณพงศ์อินทร์ ชูสุวรรณ์ (Technical Educator) จาก ActiveMedia (Thailand)
วันเวลา: วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.00 น.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://register.gotowebinar.com/register/5870846049705934095

การรั่วไหลของข้อมูลส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ โดยปกติแล้วองค์กรเหล่านั้นแทบจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย แต่ทันทีที่พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ประกาศใช้ เมื่อมีการรั่วไหลของข้อมูลเกิดขึ้น องค์กรที่เป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านั้นมีสิทธิ์โดนฟ้องค่าเสียหายจำนวนหลายล้านบาทกันเลยทีเดียว ถึงแม้จะเป็นอุบัติเหตุก็ตาม ดังนั้นองค์กรต่างๆจึงควรศึกษาพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่าคืออะไร รวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติ เพื่อเตรียมรับมือกับพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมีโซลูชันใดบ้างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรได้

โดยหัวข้อสำหรับการบรรยายในครั้งนี้ ได้แก่

  1. ทำความเข้าใจกับ PDPA ก่อนโดนปรับแบบไม่รู้ตัว
  2. แนวทางการปรับตัวขององค์กร เมื่อประกาศใช้ PDPA
  3. รู้จักต้นเหตุและช่องโหว่ ก่อนโดนล้วงข้อมูล
  4. แนะนำโซลูชันความปลอดภัยจาก ActiveMedia พร้อมรับมือกับ PDPA

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ActiveMedia (Thailand) Co., Ltd. แผนกการตลาด โทร 02-683-5100 ต่อ 2133 หรือ Email: marketing@activemedia.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/activemedia-webinar-prepare-for-pdpa/

[Guest Post] เมื่อเทคโนโลยี 5G+ กำลังส่งสัญญาณสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมเมืองไทย

อุตสาหกรรมที่มีความ hyper productive สามารถปรับขนาดกิจการ และมีความยืดหยุ่นสูงในการดำเนินธุรกิจจะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

บทความโดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร ผู้อำนวยการโนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

 

ดิสรัปเตอร์ครั้งใหญ่ระดับโลกอย่าง โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงานของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง เราเองได้มีการปรับตัวและคาดหวังถึงอนาคตที่ดีขึ้น พร้อมไปกับภาคเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ที่ได้มีการปรับตัวผ่านนวัตกรรมดิจิทัล

ท่ามกลางวิวัฒนาการในครั้งนี้ บางธุรกิจได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด ในขณะที่รายอื่นอีกไม่น้อยยังคงไล่ตามไม่ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น การแพร่ระบาดของโรคในครั้งนี้เป็นเสมือนตัวกระตุ้นให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจนเอื้อให้ภาคธุรกิจที่ดำเนินการด้านระบบดิจิทัลอยู่แล้ว อย่าง อีคอมเมิร์ซเฟื่องฟูมากขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การดิสรัปชั่นได้ส่งผลในทางตรงกันข้ามให้กับอุตสาหกรรมทางกายภาพมากขึ้น เนื่องจากความถดถอยของเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กและไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยี ขณะที่ภาคการขนส่งสาธารณะก็ถูกเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการดำเนินการและมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้ดียิ่งขึ้น แม้ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าความท้าทายต่าง ๆ ในด้านสังคมเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่จะผลักดันประเทศสู่การเป็นสมาร์ตซิตี้ เช่น การใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อเพื่อบรรเทาทุกข์ด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันประเทศไทย ซึ่งรวมถึงธุรกิจในหลาย ๆ ประเภทและภาคส่วนทั้งหลายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพ  ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถยืนหยัดและอยู่รอดต่อการดิสรัปชั่นในอนาคตได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่รัดกุมและลงทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 และควรที่จะวางแผนสนับสนุนผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่าง “ไทยแลนด์ 4.0” อีกด้วย

เทคโนโลยี 5G ได้เปิดตัวแล้วในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศควรจะเริ่มประเมินและดำเนินการว่าจะทำอย่างไรเพื่อเชื่อมต่อและเชื่อมโยง next-gen connectivity ให้เข้ากับระบบนิเวศอันกว้างขวางของเทคโนโลยีหลัก หรือที่เรียกโดยรวมว่า 5G+ นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้คือการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการก้าวสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล นั่นคือ ผู้ที่สามารถช่วยให้หลาย ๆ บริษัทในประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำระหว่างการลงทุนเชิงดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น

 

5G+ คืออะไร

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป แต่การผลักดันในเรื่องเทคโนโลยี 5G กลับมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เศรษฐกิจของเอเชียมีการปรับแผนงานเกี่ยวกับ 5G ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จนถึงจุดที่การเตรียมตัวระดับภูมิภาคนั้นล้ำหน้าไปไกลเกินตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างแถบยุโรป และด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดบริการ 5G เพื่อการค้า

ในเวลาไม่นาน 5G ก็จะแพร่หลายมากขึ้นทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคอื่น ๆ กระนั้น อุตสาหกรรมทางกายภาพกำลังมุ่งเป้าที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของ next-gen connectivity ที่ต้องเป็นมากกว่าแค่เครือข่าย 5G พื้นฐาน

ภาพที่1: การยอมรับการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 5G+ อย่างแท้จริง ผู้ประกอบการของไทยจะต้องไม่เพียงแค่มีเครือข่าย 5G เท่านั้น แต่จะต้องสามารถผสานมันเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงานทางอุตสาหกรรมขององค์กร (OT) ให้ได้อีกด้วย นั่นหมายถึงการปฏิรูปทั้งระบบดิจิทัลและระบบกายภาพที่จะสามารถทำงานเสริมซึ่งกันและกันเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่องค์กร

แม้ในขณะนี้ องค์ประกอบต่าง ๆ จะช่วยเสริมทั้งระบบดิจิทัล และระบบกายภาพทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าโซลูชั่น 5G+ ตัวใดควรที่จะนำขึ้นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก Nokia Bell Labs ได้นิยาม การประเมินกระบวนการ​ปฏิบัติงานและการจัดการ (Enablers) ของเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 5G+ คือ เครือข่าย 5G ที่แพร่หลาย, แพลตฟอร์มเทคโนโลยี Edge และคลาวด์, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง, เครือข่ายส่วนตัว, เซ็นเซอร์ขั้นสูงและหุ่นยนต์, การรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร (end-to-end (E2E) security), และรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS)

ควบคู่ไปกับ enabler ดังกล่าวข้างต้น 5G+ ยังรวมถึง enterprise applications บริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยเทคโนโลยีที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย enterprise computing platforms โปรแกรมสำหรับงานทั่วไปและงานเฉพาะด้านแนวดิ่ง (รวมถึง การพัฒนาโปรแกรม และโซลูชั่น Business Intelligence) นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริการ professional and managed services และโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี 5G+

โซลูชั่นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน 5G+ ได้ดีขึ้นเมื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการปรับวิธีการดำเนินงานสู่ระบบดิจิทัล การนำ 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกัน จะสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการใช้งานจริงในอนาคตตามที่ตั้งเป้าไว้

 

ประโยชน์ของ SPE และ enabler ของ 5G + เพื่อผลกำไรเชิงกลยุทธ์

งบประมาณด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิสาหกิจไทยได้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สมควรจะได้รับ  ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรทางกายภาพของชาติ ทั้งส่วนที่เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศและที่กำลังปรับตัวสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ และได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาที่เร็วขึ้นและปริมาณที่มากขึ้น  ทั้งนี้องค์กรเหล่านั้นจะต้องรู้จักปรับใช้เทคโนโลยี 5G+ ของตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพทางด้านดิจิทัลให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับแนวทางของการปรับปรุงด้าน SPE (ความปลอดภัย, ผลผลิต และ ประสิทธิภาพ)

การจะทำความเข้าใจว่า 5G+ และ SPE นั้นจะช่วยพัฒนาได้อย่างไร เราจะต้องใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AugI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง ที่เป็น enabler ของเทคโนโลยี 5G+ มาเป็นตัวตั้งค่าในกระบวนการผลิต

อันดับแรก  การพัฒนาระบบความปลอดภัย สามารถใช้เป็นตัววัดจำนวนที่ลดลงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น ระบบ AugI/ML เมื่อใช้ร่วมกับระบบการตรวจจับวิดีโออัจฉริยะ (intelligent video sensing) จะทำให้โรงงานสามารถคาดการณ์การเกิดอุบัติเหตุได้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงในด้านความปลอดภัยทั้งส่วนของแรงงานและอุปกรณ์ไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลผลิต หมายถึง การเพิ่มปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผลิตจากฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาปรับปรุงตามแนวทาง SPE ซึ่งการใช้ระบบ AugI/ML จะช่วยเพิ่มความสามารถของโรงงานในการคาดการณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้วางแผนดำเนินงานล่วงหน้าได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดเวลาในการตอบสนองและเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดำเนินงานอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบ AugI/ML ยังช่วยในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือระบบให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการผลิตให้ได้มากตามความต้องการพร้อมกับปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย การปรับปรุงประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการลดจำนวนการใช้ทรัพยากรโดยยังสามารถรักษาระดับผลผลิตได้คงเดิม อาทิ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการตรวจจับ (innovative sensory technologies) ที่ได้รับการพัฒนาด้วยระบบ AugI/ML จะสามารถตรวจจับความบกพร่องของเครื่องจักรในโรงงานได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุปสรรคที่ไม่คาดคิดลงได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์เนื้อหาของภาพวีดีโอ (video analytics) ที่สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากร ทั้งยังเป็นการช่วยให้โรงงานสามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มีสินค้าคงคลังในปริมาณน้อยที่สุด

เนื่องจาก enabler ของ 5G+ สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การทำงานตามแนวทางของ SPE จะช่วยเสริมศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจการได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความรวดเร็วและปริมาณ นอกจากนี้องค์กรยังสามารถพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นได้อีกผ่านโมเดลการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS) (โดยเฉพาะภาคส่วนที่ใช้การตั้งโปรแกรมแบบอัตโนมัติและตั้งเป้าไปที่เทคโนโลยี 5G เป็นหลัก) รวมถึงเครือข่าย redundancy ที่ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับโปรแกรมอัจฉริยะสำหรับธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาแล้วด้วยเครื่องมือเสริมทางดิจิทัล

โรงงานของเราในเมืองโอวลุ ประเทศฟินแลนด์  ยังคงทดลองใช้งาน 5G+ ในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง (เช่น เครือข่าย E2E 5G และ Cloud Automation) เพื่อไปเสริมการทำงานของแอปพลิเคชัน การบริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ทั้งนี้ ในประเทศไทย เรากำลังทำงานร่วมกับสองผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำของประเทศ ในการนำ 5G มาเสริมการทำงานของคลาวด์โซลูชั่น และการสร้างสาธารณูปโภคสำหรับเครือข่าย pervasive 5G ให้กับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น

รูปที่ 2: เทคโนโลยี 5G+ ขับเคลื่อนตามแนวทาง SPE ในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

วิถีใหม่ของอุตสาหกรรมผ่าน 5G+   

ในช่วงแรกของการเกิดโรคระบาดโควิด-19 การจัดงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทยเคยถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงจากหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเข้ามารับมือกับความท้าทายของวิกฤตที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ การคาดการณ์นี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ ได้ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว จึงนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย  ซึ่งสิ่งนี้ยังรวมถึงศักยภาพของหลายอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่สามารถใช้ประโยชน์จาก 5G ได้มากขึ้น กล่าวคือประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่เห็นความสำคัญและยอมรับเทคโนโลยี 5G+ ในวงกว้าง

รูปที่ 3: เส้นทางสู่วิถีใหม่

 

การนำ 5G+ มาใช้ในวงกว้าง คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความมั่นคงขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งความพร้อมใช้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างแพร่หลายจะก่อให้เกิดจุดคุ้มทุนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพทั้งที่เป็นผู้นำและผู้ที่กำลังปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล

แม้ในขณะนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ และเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากโควิด19 ผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มวางแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควบคู่ไปกับ 5G+ ตั้งแต่ตอนนี้

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการตระหนักถึงประโยชน์ในการดำเนินงานตามแนวทาง SPE (Safety – ความปลอดภัย, Productivity – ผลผลิต, และ Efficiency – ประสิทธิภาพ) ที่จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อประเทศมีการยอมรับการใช้ 5G+ อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งด้านเศรษฐกิจและผลลัพธ์ในวงกว้าง

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-nokia-5g-plus-technologies-signaling-the-next-big-inversion-thailand-industries/

[Guest Post] ความคิดริเริ่มในการมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า คือ หัวใจสำคัญของธุรกิจการดูแลสุขภาพยุคใหม่

การมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า (Customer Experience – CX) เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดอย่างหนึ่งของธุรกิจวันนี้จากการติดต่อสื่อสารและธุรกรรมออนไลน์ที่เพิ่มปริมาณและความถี่สูงขึ้น  อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ยังไม่ปรากฎว่ามีความคิดริริเริ่มในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า (CX) อย่างจริง ๆ จัง ๆ ทั้งที่ระบบสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) มีการปรับใช้เพื่อรองรับการตรวจสุขภาพและการรักษาพยาบาลผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น  ขณะที่คุณอาจรู้สึกพอใจเมื่อเข้ารับบริการที่สถานพยาบาล แต่บริการรูปแบบนี้ยังมีช่องโหว่ที่เห็นได้ชัด กล่าวคือมีผู้บริโภคเพียง 34% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตนเองได้รับข้อมูลที่ต้องการ และ 56% ไม่คิดว่าตนเองได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยตรง[1]

บทความโดย มร.มาร์ค วีเซอร์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เอาท์ซิสเต็มส์

 

 

 

 

 

 

แน่นอนว่าธุรกิจการดูแลสุขภาพจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมจากการปฏิรูปด้านประสบการณ์ของลูกค้า (CX) ครั้งใหญ่ และที่จริงแล้ว 1 ใน 5 ของผู้บริโภคที่บอกว่าจะไม่รับบริการรักษาพยาบาลทางออนไลน์อีก ไม่ชอบวิธีที่แพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อเขา  หากการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็น “ปัจจัยหลัก” ผลักดันให้องค์กรธุรกิจเร่งปรับใช้ระบบดิจิทัล ปัจจัยนี้เองก็น่าจะสร้างแรงกระตุ้นให้กับธุรกิจการดูแลสุขภาพในลักษณะเดียวกัน โดยในการให้บริการด้านสุขภาพสถานพยาบาลต้องให้ความสำคัญกับผู้ป่วยหรือคนไข้เป็นหลัก และเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย

 

 

ทุกวันนี้ ผู้บริโภคมีความใส่ใจและมีความรู้ด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาต้องการบริการอย่างมืออาชีพและโปร่งใส ในราคาเหมาะสม และปรับให้สอดรับกับความต้องการของแต่ละบุคคลตัวอย่าง คน Gen X กับ Baby Boomers มีความสนใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับแอปในกลุ่ม Telehealth ที่ให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์สำหรับการคัดกรองผู้ป่วย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก  การที่แอปดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางส่งผลให้การขอรับบริการทางการแพทย์ผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2562 เพิ่มเป็น 28% ในเดือนเมษายน ปี 2563[2]  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ที่ยังเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดสำหรับผู้บริโภคทั้งในส่วนออนไลน์และออฟไลน์

เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังสูงของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น สถานพยาบาลต้องสร้างการติดต่อสื่อสารที่เหมาะสมระหว่างผู้ป่วย แพทย์และพยาบาล โดยมุ่งเน้นประสบการณ์ของลูกค้า (CX)  เป็นหลักของ Initiative  การเปลี่ยนย้ายไปสู่รูปแบบการดูแลสุขภาพโดยเน้นคุณค่า (Value-Based Care – VBC) จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการดูแลรักษา ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายโดยรวมในการให้บริการ และลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง[3]  แพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยรองรับแนวทางการรักษาพยาบาลแบบครบวงจรนี้โดยอาศัย:

  1. ระบบวิเคราะห์ข้อมูลก้าวล้ำที่ช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วย
  2. การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการรักษาพยาบาล โดยใช้ข้อมูลที่โปร่งใส
  3. การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน รองรับการให้บริการนอกสถานพยาบาล
  4. การปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วย

 

ระบบวิเคราะห์ข้อมูลก้าวล้ำที่ช่วยปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วย

ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากระบบดิจิทัลแบบครบวงจรที่รองรับการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของระบบรักษาพยาบาล ระบบปฏิบัติงาน ระบบบริหารจัดการและแผนกต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลจากองค์กรอื่น จะช่วยให้องค์กรที่ให้บริการสุขภาพ (Healthcare Delivery Organization – HDO) สามารถตรวจสอบประวัติด้านสุขภาพของผู้ป่วยได้รอบด้าน 360 องศา ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและให้มาตราฐานการดูแลในระดับสูงโดยอ้างอิงจากข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการตรวจวินิจฉัยและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มากเกินความจำเป็น และสร้างความพึงพอใจในการรับบริการได้ดีขึ้น

 

การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการรักษาพยาบาล โดยใช้ข้อมูลที่โปร่งใส 

ความสามารถในการผสานรวมแหล่งข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าไว้เป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดด้านการรักษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ  อย่างไรก็ดีระบบที่สถานพยาบาลใช้งานอยู่จำนวนมากยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกต่าง ๆ ถ้าหากแพทย์สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากแผนกต่าง ๆ ได้อย่างพร้อมสรรพและรอบด้าน ก็จะสามารถทำการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ 100%

 

การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน รองรับการให้บริการนอกสถานพยาบาล 

ถ้าสถานพยาบาลมุ่งเน้นการให้บริการโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและให้บริการแก่ผู้ป่วยตามบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การสร้างโซลูชั่นการให้บริการรักษาพยาบาลแบบหลายช่องทางสำหรับผู้ป่วยและแพทย์ (เช่น ระบบ Telehealth, การจัดการการดูแลรักษาผู้ป่วยภายในบ้าน, โมบายล์แอปด้านการดูแลสุขภาพ) จะช่วยให้สถานพยาบาลสามารถสร้างระบบต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว ทดสอบกับผู้ใช้ และปรับเปลี่ยนได้อย่างฉับไวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

การปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ป่วย 

การนำบทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ของลูกค้าในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาปรับใช้จะช่วยสร้างระบบดิจิทัลใหม่ ๆ ให้กับสถานพยาบาลให้สามารถพัฒนาแอปสำหรับผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาที่จ่ายให้ผู้ป่วย การประเมินทางเลือกในการรักษา การเข้าถึงและควบคุมข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น

การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่รวดเร็วสำหรับระบบการแพทย์ดิจิทัล, การติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางดิจิทัล, AI และบริการดูแลสุขภาพทางออนไลน์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อธุรกิจและรูปแบบการดำเนินงานแบบเดิม ๆ ของผู้ให้บริการสุขภาพ  การปรับตัวเพื่อรับมือกับกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยนำเสนอรูปแบบการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจการดูแลสุขภาพ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในสังคมดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) แล้ว การเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ดิจิทัลก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองในการพัฒนากลยุทธ์สำหรับธุรกิจดิจิทัล รวมถึงสถาปัตยกรรมไอทีขององค์กร พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ  นอกจากจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์แล้ว ผู้ให้บริการสุขภาพยังต้องปรับปรุงแผนพัฒนาระบบดิจิทัล โดยจะต้องมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์  การพัฒนาไปสู่แนวทางที่มุ่งเน้นประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า (CX) นี้มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มาตรการล็อคดาวน์และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยที่มีผลบังคับใช้ทั่วโลกอาจทำให้เราต้องเปลี่ยนมาใช้ช่องทางออนไลน์สำหรับการขอคำปรึกษาจากแพทย์ในอนาคตอันใกล้เร็วกว่าที่เราคิดไว้ และเราควรจะมั่นใจได้ว่าสุขภาพของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศโปรตุเกสเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกัน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วยสมาชิกชุมชนกว่า 350,000 ราย พนักงาน 1,300 คน พาร์ทเนอร์ 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ และ 22 กลุ่มอุตสาหกรรม การดำเนินงานของเอาท์ซิสเต็มส์จึงครอบคลุมขอบเขตกว้างขวางทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems 

 

[1] 2020 Health care consumer survey: consumer health trends

[2] 2020 Health care consumer survey: consumer health trends

[3]OutSystems for Healthcare – Accelerate Delivery of Value-Based Care

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-outsystem-customer-experience-healthcare/

Cloudflare Webinar: พบนวัตกรรมใหม่จาก Cloudflare – Cloudflare One

Cloudflare ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าฟังบรรยาย Cloudflare Webinar เรื่อง “พบนวัตกรรมใหม่จาก Cloudflare – Cloudflare One” บริการ Secure Access Service Edge (SASE) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อผู้ใช้ ออฟฟิส และ Data Center เข้ากับอินเทอร์เน็ตและ SaaS Apps ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย ในวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: พบนวัตกรรมใหม่จาก Cloudflare – Cloudflare One
ผู้บรรยาย: คุณณัฐพันธ์ เรืองรังษีรัตน์ Regional Account Executive จาก Cloudflare
วันเวลา: วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_kLFc0FfvTPOxAjrTvQSZgA

Cloudflare One คือบริการ Network as a Service ใหม่จาก Cloudflare ที่รวบรวมโซลูชันด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน เนื่องจากปัจจุบันแอปพลิเคชันถูกย้ายออกไปนอกองค์กรหรือขึ้นสู่ Cloud เป็นจำนวนมาก Cloudflare จึงอาสาเป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อองค์กรผ่านเครือข่ายของตน พร้อมปกป้องการเชื่อมต่อจากภัยคุกคามไซเบอร์ เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าสู่การทำงานแบบ Work Anywhere ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อทำความรู้จักกับ Cloudflare One แนวคิดเรื่อง Secure Access Service Edge (SASE) และโมเดลการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Zero Trust

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/464206711479395/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-webinar-intro-to-cloudflare-one/

BizSecure Webinar: Complex Yet Vital – สรุปประเด็นด้านการตอบรับต่อข้อกฎหมายด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงานภาครัฐ [18 พ.ค. 2021 14.00น.]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, IT Security Manager, Security Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมชม Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Complex Yet Vital – สรุปประเด็นด้านการตอบรับต่อข้อกฎหมายด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงานภาครัฐ” เพื่อรับชมถึงประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่หน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญ พร้อมรับชมแนวทางการเลือกใช้งานโซลูชันที่เหมาะสม ในวันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Complex Yet Vital – สรุปประเด็นด้านการตอบรับต่อข้อกฎหมายด้าน Cybersecurity สำหรับหน่วยงานภาครัฐ

ผู้บรรยาย: ทีมงาน BizSecure

วันเวลา: วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: อังกฤษ

การทำ Digital Transformation ได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการโจมตี Cyberattack ปริมาณมากซึ่งมุ่งเป้าไปยังหน่วยงานภาครัฐและระบบ IT ของหน่วยงานเหล่านั้น การโจมตีเหล่านี้มีเป้าหมายหลักคือระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และเกิดเป็นความเสี่ยงระดับสูงขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ การออกกฎระเบียบต่างๆ ที่มีความซับซ้อนจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีเหล่านี้

อย่างไรก็ดี กฎหมายที่มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือเหล่านี้เอง ก็ได้สร้างความท้าทายให้กับหน่วยงานดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน

ใน Webinar นี้ เราจะนำเสนอถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ และโซลูชันด้าน Cybersecurity ที่เหมาะสมสำหรับคุณ

การเข้าร่วมชม Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษโดยทีมงาน BizSecure ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://forms.gle/jLY8VyJVTAWnyQPU6 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/bizsecure-webinar-complex-yet-vital-cybersecurity-18-may-2021/

QlikWorld Online 2021 – ฟังบรรยายจาก “Malcolm Gladwell” ผู้เขียนหนังสือขายดีของ The New Yorker ยาวนานถึง 28 สัปดาห์ [10-12 พ.ค. 2021]

Malcolm Gladwell เจ้าของผลงานขายดีของ The New Yorker ยาวนานถึง 28 สัปดาห์ และครองตำแหน่งหนังสือขายดีของ Business Week มากกว่า 2 ปี จากความช่างคิด ช่างสงสัย ช่างสังเกต ช่างตั้งคำถาม จนพาไปสู่การค้นหาคำตอบตามตรรกะของความเป็นเหตุเป็นผล จากความน่าจะเป็น และเป็นคำตอบที่มีการพิสูจน์ออกมาได้เป็นรับความน่าเชื่อถือ โดยอาศัยหลักการทำงานแบบงานวิชาการ ที่สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบได้จริง เขาจะมาแบ่งปันความสำคัญของการมองเห็นสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันและเหตุใดจึงสามารถช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากข้อมูลของคุณได้มากขึ้น

หัวข้อQlikWorld 2021 is online
วันเวลา: วันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2564
ช่องทางการบรรยาย: ON24 Webcast
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่
Link : https://sites.ziftsolutions.com/qlik.ziftsolutions.com/8a99825b7921b0aa017921e8ba540483 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/qlikworld-online-2021-v04/

QlikWorld Online 2021 – รับฟังจากผู้ชนะรางวัล Global Transformation Awards ปี 2021 [10-12 พ.ค. 2021]

พบกับการเปิดเผยครั้งใหญ่ของผู้ชนะรางวัลการเปลี่ยนแปลงระดับโลกปี 2021 มารับฟังว่าเข้าสามารถนำข้อมูลมาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ จนประสบความสำเร็จได้มากขนาดไหน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรได้อย่างไร ลงทะเบียนด้านล่างนี้ได้เลย

หัวข้อQlikWorld 2021 is online
วันเวลา: วันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2564
ช่องทางการบรรยาย: ON24 Webcast
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่
Link : https://sites.ziftsolutions.com/qlik.ziftsolutions.com/8a99825b7921b0aa017921e8ba540483 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/qlikworld-online-2021-v03/

QlikWorld Online 2021 – เรียนรู้ไปอีกขั้น ยกระดับข้อมูลของคุณ [10-12 พ.ค. 2021]

เตรียมตัวให้พร้อมกับกิจกรรมฟรี 3 วันรวด เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลครบรูปแบบ เข้าร่วมงานกับเรา Qlik World Online 2021 – โดยในงานมีกิจกรรม จะนำเสนอเกี่ยวกับความก้าวหน้าในเทคโนโลยีล่าสุด ด้านการรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

หัวข้อQlikWorld 2021 is online
วันเวลา: วันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2564
ช่องทางการบรรยาย: ON24 Webcast
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด

  • ฟังบรรยายจากนักเขียน ขายดีที่สุด Malcolm Gladwell, Dr. Hannah Fry, Yassmin Abdel-Magied และ Mike Capone CEO ของ Qlik
  • มีมากกว่า 100 online-session ให้เข้าเลือกฟัง ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เกี่ยวกับการรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลและอื่น ๆ
  • เข้าร่วม  Virtual Expo และพูดคุยกับ ผู้ชื่นชอบ ในเรื่องของข้อมูลอื่น ๆ จากทั่วโลก
  • รับฟังแรงบันดาลใจจากผู้ได้รับรางวัล Global Transformation Award แนวทางผลักดันผลลัพธ์ทางธุรกิจที่โดดเด่นด้วย Qlik อย่างไร และ มีแผนการเดินหน้าอย่างไร

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่
Link : https://sites.ziftsolutions.com/qlik.ziftsolutions.com/8a99825b7921b0aa017921e8ba540483 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/qlikworld-online-2021-v02/