คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

[Video Webinar] Business Continuity & Disaster Recovery คืออะไร สำคัญอย่างไร โดย Datto

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Datto Webinar เรื่อง “Business Continuity & Disaster Recovery คืออะไร สำคัญอย่างไร” พร้อมการวางกลยุทธ์ด้าน Business Continuity และ Disaster Recovery อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: Saravut Sudsawart, Business Development และ Kittipong Piamalai, Cloud Solution System Engineer จาก Bangkok Systems & Software

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้ประเด็นดังต่อไปนี้

  • Business Continuity คืออะไร
  • ทำไมธุรกิจถึงต้องมี Business Continuity Plan
  • Business Continuity Plan VS. Disaster Recovery Plan
  • Demo

from:https://www.techtalkthai.com/datto-webinar-what-is-bcdr-video/

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้พาส่องเทรนด์กลุ่มแรนซัมแวร์หน้าใหม่ 2022 – ยืดหยุ่น ใช้เทคนิคขั้นสูง และจับประเด็นการเมือง

ปฏิบัติการของกลุ่มแรนซัมแวร์ดำเนินการมาอย่างยาวนาน จากจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างลับและเป็นมือสมัครเล่น กลายเป็นธุรกิจที่มีแบรนด์และสไตล์โดดเด่น และแข่งขันกันในดาร์กเว็บ โดยรวมแล้ว กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ยังคงพัฒนาและประสบความสำเร็จต่อไป แม้ว่าจะมีการปิดตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มที่โด่งดังที่สุดบางกลุ่ม กลุ่มอาชญากรไซเบอร์พบวิธีที่ผิดปกติในการโจมตีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือหันไปใช้ประเด็นข่าวเพื่อให้การโจมตีมีความเกี่ยวข้องมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้คอยจับตาดูกิจกรรมของกลุ่มแรนซัมแวร์อยู่เสมอ และเนื่องในวัน Anti-Ransomware Day จึงได้ออกรายงานซึ่งครอบคลุมแนวโน้มใหม่ของแรนซัมแวร์ที่พบในปี 2022 นี้

แนวโน้มแรกคือการใช้ความสามารถข้ามแพลตฟอร์ม ปัจจุบันกลุ่มแรนซัมแวร์ตั้งเป้าที่จะสร้างความเสียหายให้กับระบบให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ด้วยมัลแวร์ตัวเดียวกัน โดยการเขียนโค้ดที่สามารถทำงานได้บนระบบปฏิบัติการหลายระบบพร้อมกัน กลุ่ม Conti ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแรนซัมแวร์ที่ดำเนินการมากที่สุดได้พัฒนาตัวแปร ซึ่งเผยแพร่ผ่านบริษัทในเครือที่เลือกและกำหนดเป้าหมายไปที่ Linux ในช่วงปลายปี 2021 ภาษา Rust และ Golang ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมข้ามแพลตฟอร์มเริ่มแพร่หลายมากขึ้น กลุ่ม BlackCat ที่ประกาศตัวเองว่าเป็นแก๊งมัลแวร์รุ่นใหม่ ซึ่งมีรายงานว่าโจมตีองค์กรมากกว่า 60 แห่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 ได้เขียนมัลแวร์ในภาษา Rust ส่วนภาษา Golang ถูกใช้ในแรนซัมแวร์โดย DeadBolt ซึ่งเป็นกลุ่มที่โจมตี QNAP

แนวโน้มที่สอง ตลอดช่วงปลายปี 2021 และต้นปี 2022 กลุ่มแรนซัมแวร์ได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงการรีแบรนด์เป็นประจำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากหน่วยงานและอัปเดตเครื่องมือการกรองข้อมูล บางกลุ่มพัฒนาและใช้งานชุดเครื่องมือที่สมบูรณ์ซึ่งคล้ายกับชุดเครื่องมือของบริษัทซอฟต์แวร์ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย แรนซัมแวร์ Lockbit เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของวิวัฒนาการของกลุ่มแรนซัมแวร์ องค์กรมีการปรับปรุงมากมายเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงการอัปเดตและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเป็นประจำ อีกทั้งยังเปิดตัว StealBIT เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเครื่องมือการกรองแรนซัมแวร์แบบกำหนดเองที่ช่วยให้สามารถขโมยข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่เคยมีมา

แนวโน้มที่สามที่ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ได้เห็นเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองที่อิงความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อภูมิทัศน์ของแรนซัมแวร์ แม้ว่าการโจมตีดังกล่าวมักจะเกี่ยวข้องกับผู้ก่อภัยคุกคามแบบต่อเนื่องขั้นสูง (APT) แต่แคสเปอร์สกี้ตรวจพบกิจกรรมสำคัญบางอย่างในฟอรัมอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตและการดำเนินการโดยกลุ่มแรนซัมแวร์เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ ไม่นานหลังจากความขัดแย้งเริ่มต้น กลุ่มแรนซัมแวร์ก็เลือกข้างสนับสนุนรัสเซียหรือยูเครน ซึ่งนำไปสู่การโจมตีทางการเมือง หนึ่งในมัลแวร์ที่ถูกค้นพบใหม่ระหว่างความขัดแย้งคือ Freeud ซึ่งพัฒนาโดยผู้สนับสนุนชาวยูเครน มีคุณสมบัติในการลบ หากมัลแวร์มีรายการไฟล์ มัลแวร์จะล้างไฟล์ออกจากระบบแทนการเข้ารหัส

นายดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยด้านความปลอดภัยอาวุโสทีม GReAT แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า หากปีที่เป็นปีที่แรนซัมแวร์กำลังเฟื่องฟู ปีนี้มันเบ่งบานเต็มที่ แม้ว่ากลุ่มแรนซัมแวร์รายใหญ่จากปีที่แล้วจะถูกบังคับให้หยุดดำเนินการ แต่อาชญากรหน้าใหม่ก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกับเทคนิคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์มีวิวัฒนาการและขยายตัวทั้งในด้านเทคโนโลยีและภูมิศาสตร์ ก็ทำให้คาดการณ์ภัยคุกคามได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้เราตรวจจับและป้องกันได้ดีขึ้นเช่นกัน”

รายงานแนวโน้มแรนซัมแวร์ในปัจจุบันฉบับสมบูรณ์ https://securelist.com/new-ransomware-trends-in-2022/106457/

เนื่องในวัน Anti-Ransomware Day แคสเปอร์สกี้ขอสนับสนุนให้องค์กรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยปกป้ององค์กรของคุณจากแรนซัมแวร์

  • อัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอบนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้เพื่อป้องกันผู้โจมตีจากการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่และแทรกซึมเครือข่าย
  • เน้นกลยุทธ์การป้องกันในการตรวจจับการเคลื่อนไหวและการขโมยข้อมูลไปยังอินเทอร์เน็ต ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการรับส่งข้อมูลขาออกเพื่อตรวจจับการเชื่อมต่อของอาชญากรไซเบอร์กับเครือข่าย ตั้งค่าการสำรองข้อมูลออฟไลน์ที่ผู้บุกรุกไม่สามารถปลอมแปลงได้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเมื่อจำเป็นหรือในกรณีฉุกเฉิน
  • เปิดใช้งานการป้องกันแรนซัมแวร์สำหรับเอนด์พอยต์ทั้งหมด มีเครื่องมือฟรี Kaspersky Anti-Ransomware Tool for Business ที่ปกป้องคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์จากแรนซัมแวร์และมัลแวร์ประเภทอื่นๆ ป้องกันการบุกรุก และเข้ากันได้กับโซลูชันความปลอดภัยที่ติดตั้งไว้แล้ว
  • ติดตั้งโซลูชันต่อต้าน APT และ EDR ซึ่งช่วยให้สามารถค้นหาและตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูง สอบสวนและแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ทีม SOC ควรเข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามล่าสุด (threat intelligence) และเพิ่มทักษะอย่างสม่ำเสมอด้วยการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นมีอยู่ใน Kaspersky Expert Security framework
  • Kaspersky Threat Intelligence Portal เป็นจุดในการเข้าถึงข้อมูลภัยคุกคามล่าสุด (threat intelligence) ของแคสเปอร์สกี้ ให้ข้อมูลการโจมตีทางไซเบอร์และข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมโดยทีมงานของเรามากว่า 20 ปี เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แคสเปอร์สกี้ได้ประกาศการให้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นอิสระ อัปเดตอย่างต่อเนื่อง และเป็นข้อมูลจากทั่วโลกเกี่ยวกับการโจมตีและภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถขอการเข้าถึงได้ที่ https://go.kaspersky.com/uchub#form

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-ransomware-trends/

[Video Webinar] ลดความเสี่ยง Security Breach ด้วย Passwordless Multi-factor Authentication โดย Thales

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Thales Webinar เรื่อง “ลดความเสี่ยง Security Breach ด้วย Passwordless Multi-factor Authentication” พร้อมแนะนำเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนตามมาตรฐาน FIDO และสาธิตการใช้ Passwordless ในการพิสูจน์ตัวตนแบบต่างๆ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณมนตรี ไตรนภากุล Regional Sales Manager – Thales IAM

ในยุคของการทำ Digital Transformation แอปพลิเคชันและข้อมูลต่างถูกย้ายขึ้นสู่ Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายด้าน Operations ลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานต้องล็อกอินเข้าใช้ระบบ Cloud เป็นจำนวนมาก ทำให้เริ่มปรากฏการใช้รหัสผ่านที่ไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการแฮ็กบัญชีและเหตุ Security Breach

เพื่อลดความเสี่ยงของการล็อกอินเข้า Windows การใช้แอปพลิเคชัน SaaS ของทั้งผู้บริหารและพนักงานทั่วไป Thales จึงได้จัด Webinar ครั้งนี้ขึ้นเพื่อแนะนำการพิสูจน์ตัวตนแบบ Passwordless Multi-factor Authentication โดยแทนที่การใช้รหัสผ่านทั่วไปด้วยฮาร์ดแวร์สำหรับพิสูจน์ตัวตนตามมาตรฐาน FIDO ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันการโจมตีแบบ Phishing และการแฮ็กบัญชีได้แล้ว ยังช่วยให้การพิสูจน์ตัวตนขององค์กรสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยระดับสากลอีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/thales-webinsr-decrease-risks-of-security-breaches-with-passwordless-mfa-video/

Beryl 8 Plus Webinar: สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

Beryl 8 Plus ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Build customer loyalty and increase productivity with Cloud Call Center Technology from Genesys by Beryl 8 Plus” โดยท่านจะได้เรียนรู้กับโซลูชัน Cloud Call Center อันดับหนึ่งและประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ พร้อมกรณีการนำไปใช้จริง งานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น. ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

ผู้บรรยาย :

  • คุณพัฒนพันธุ์ วนาพิทักษ์ / ตำแหน่ง: ผู้จัดการฝ่าย Solution / บริษัท Beryl 8 Plus
  • คุณปฏิธาน รุ่งแกร / ตำแหน่ง: Principal Solution Consultant, APAC / Genesys

วันเวลา : อังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการบรรยาย : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_ZCev0xUhQIase6lc3JczJw

ในปัจจุบันลูกค้าคาดหวังการให้บริการที่ราบรื่นในทุกช่องทาง — ทั้งการตอบกลับแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียลมีเดีย และ Live-Chat สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าและพนักงานได้อย่างง่ายดาย ให้คุณรู้จักลูกค้าของคุณ และมีส่วนร่วมเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สำคัญ ด้วยเครื่องมือและกลยุทธ์ที่เหมาะสมจาก Genesys ผู้นำในด้านคอนแทคเซ็นเตอร์โซลูชั่น อันดับหนึ่งของโลก

from:https://www.techtalkthai.com/beryl-8-plus-webinar-build-customer-loyalty-and-increase-productivity-with-cloud-call-center-technology-from-genesys/

[Guest Post] ดีลอยท์ ประเทศไทย เผย Digital Transformation Survey ฉบับล่าสุด ผลสำรวจด้านความพร้อมและความคืบหน้าขององค์กรในประเทศไทย ในการปรับตัวสู่ดิจิทัล

  • 41% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจมองว่าการปรับองค์กรสู่ดิจิทัลมีผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลาง
  • 20% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจกำลังอยู่ในระยะ Becoming Digital เป็นการปรับองค์กรในลักษณะของการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของตลาดในปี 2022
  • 43% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ ได้เปลี่ยนกลับไปสู่ระยะ ‘Doing Digital’
  • จากผลการสำรวจพบกว่า การขาดความเชี่ยวชาญภายในและภายนอก วัฒนธรรมดิจิทัลที่อยู่ระหว่างการพัฒนา รวมถึงโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร เป็นความท้าทายที่เผชิญอยู่ คิดเป็นจำนวน 41%, 31% และ 29% ตามลำดับ

ธุรกิจทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจาก Digital Disruption โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการนำเอาดิจิทัลมาใช้ในองค์กรที่เพิ่มสูงมากขึ้นเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ความเข้าใจมุมมองและแนวโน้มของการปรับองค์กรไปสู่ดิจิทัลไปใช้เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้บริษัทในประเทศไทยเข้าใจตำแหน่งของตนเองเมื่อเปรียบเทียบกับตลาด

ดีลอยท์ ประเทศไทย ได้ทำการสำรวจ Digital Transformation ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2563-2565) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติขององค์กรต่อการปรับตัวสู่ดิจิทัล ในปี 2563 และ 2564 ทางบริษัทฯ ทำการสำรวจโดยการใช้แบบสอบถาม ด้วยวิธีการวัดเชิงปริมาณ สำหรับปี 2565 เป็นปีที่การปรับตัวสู่ดิจิทัลของบริษัทอยู่ในขั้นตอนที่สำคัญ ดีลอยท์จึงทำการสัมภาษณ์ผู้ตอบแบบสำรวจระดับ c-suite ร่วมกับการใช้แบบสอบถามเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการดำเนินการของการปรับองค์กรสู่ดิจิทัลมาใช้ ในช่วงระยะเวลาก่อนและระหว่างการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การสำรวจครั้งนี้จึงมุ่งเน้นประเด็นดังต่อไปนี้

  1. การศึกษาขั้นตอนการปรับตัวสู่ดิจิทัล
  2. การปรับองค์กรสู่ดิจิทัลให้ประสบผลสำเร็จ
  3. การทำความเข้าใจภาพรวมของอุตสาหกรรม

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจในปี 2565 พบว่า 41% ของบริษัทมองว่าการปรับองค์กรสู่ดิจิทัลส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลาง การปรับองค์กรสู่ดิจิทัลที่นำมาปรับใช้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างเป็นกลไกในการเอาตัวรอดเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญและเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างในอนาคต

การนำแนวทางการปรับองค์กรสู่ดิจิทัลมาใช้อย่างรวดเร็วในระยะแรกๆ ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ 20% ของบริษัทที่เข้าสู่ระยะ ‘Becoming Digital’ เป็นการปรับองค์กรในลักษณะของการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของตลาด ส่วนในปี 2565 43% ของบริษัทได้เปลี่ยนกลับไปที่ระยะ ‘Doing Digital’ เนื่องจากพวกเขาตระหนักว่าไม่ใช่ทุกเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ได้กับสถานการณ์ดังกล่าว และเลือกสรรเทคโนโลยีมากขึ้นในการปรับใช้ดิจิทัลสำหรับลูกค้า สินทรัพย์ภายในองค์กร และขั้นตอนหลังบ้าน

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เป็นสองประเด็นที่บริษัทส่วนใหญ่เห็นว่ามีความสำคัญและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เนื่องจาก 30% ของบริษัทมีแผนดิจิทัลที่ครบถ้วน การลงทุนและนวัตกรรมพร้อมดำเนินการ และผนวกเอาแนวคิดการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเข้าไปใน DNA ขององค์กร ในขณะเดียวกัน พบว่า 43% ของบริษัทมีแผนดิจิทัลที่ครบถ้วน การลงทุนและนวัตกรรมพร้อมดำเนินการ และผนวกเอาการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้าไปใน DNA ขององค์กร

ในด้านเทคโนโลยี กลุ่มเทคโนโลยีพื้นฐาน ได้แก่ คลาวด์ เทคโนโลยีเว็บแบบดั้งเดิม และแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ได้รับความนิยมมากที่สุดในบริษัททุกขนาดตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเทคโนโลยีขั้นสูง ได้รับความนิยมในช่วงปลายปี โดยพบว่าขนาดของบริษัทกับการลงทุนในเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กัน โดยบริษัทที่มีขนาดใหญ่จะมีการลงทุนในเทคโนโลยีในหลากหลายด้านมากกว่า

“การปรับองค์กรสู่ดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้ององค์กรของคุณ แต่วิธีการใดวิธีการหนึ่งไม่สามารถเหมาะกับทุกองค์กรในการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต ผู้บริหารควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริษัทของตนที่สุด” มร.วิเนย์ โฮรา ผู้อำนวยการบริหาร ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง กล่าว

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2563 ทรัพยากรบุคคลและกรอบความคิดด้านดิจิทัลต้องเผชิญกับความท้าทาย จากการขาดความเชี่ยวชาญภายในและภายนอก วัฒนธรรมดิจิทัลที่อยู่ระหว่างการพัฒนา  รวมถึงโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร เป็นจำนวน 41%, 31% และ 29% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่า Digital Disruption เป็นเรื่องของการพัฒนาด้านไอทีและบุคลากรด้านไอทีให้ดีขึ้นมากกว่าที่จะเป็นความรับผิดชอบขององค์กรโดยรวม

ดร. นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร Clients & Industries ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หลายองค์กรเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปรับตัวสู่ดิจิทัล  ว่าเป็นแค่เรื่องของการทำสิ่งต่างๆให้เป็นดิจิทัลและเปิดตัวโครงการดิจิทัลใหม่ๆ แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงภาพลวงตาของการเป็นองค์กรดิจิทัล  การมีกรอบความคิดทางดิจิทัลที่ถูกต้องต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญของความสำเร็จในการปรับองค์กรไปสู่ดิจิทัล”

ทุกคนได้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนองค์กรไปสู่ดิจิทัลที่มีอัตราสูงขึ้น ประกอบกับภาคธุรกิจทั้งหมดได้รับผลกระทบมหาศาลและคาดไม่ถึงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ภาคธุรกิจจึงควรระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนของการปรับองค์กรสู่ดิจิทัลและสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โลกที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในขณะนี้และช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับรายงานการสำรวจการปรับองค์กรสู่ดิจิทัล 2022 ผ่านลิงค์นี้: https://deloitte.zoom.us/webinar/register/WN_fb5UU7z4Qk6G0JVUWuNipQ

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-deloitte-digital-tranformation-survey-2022/

[Guest Post] อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

  • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
  • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 12 พฤษภาคม 2565 – อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ  อาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย  รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า    

“ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[1] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[2]  

ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[3] และการ์ทเนอร์[4] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

[1] IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment

: https://www.alibabacloud.com/about/idc-marketscape-worldwide-commerical-content-delivery-network-services-2022#J_7385364600

[2] The Forrester Wave™: Public Cloud Container Platforms, Q12022

: https://reprints2.forrester.com/#/assets/2/1948/RES176569/report

[3] Magic Quadrant for Cloud Database Management Systems

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26030505.6635313870.2.5b9c220ftQsWAL&id=1-28FRDHKI&ct=211215&st=sb

[4] Solution Scorecard for Alibaba Cloud International IaaS+PaaS

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26391636.3616221970.1.16384acfSQKUTF&ip&id=1-288OG5JN&ct=211126&st=sb

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

###

เกี่ยวกับ Alibaba Cloud

อาลีบาบา คลาวด์ (www.alibabacloud.com) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรกับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการให้บริการ การประมวลผลแบบยืดหยุ่น ดาต้าเบส สตอเรจ บริการเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชัน การประมวลผลขนาดใหญ่ การรักษาความปลอดภัย บริการด้านการบริหารจัดการและแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มแมชชีนเลิร์นนิ่ง และบริการ IoT ข้อมูลของ IDC ระบุว่า อาลีบาบา คลาวด์ เป็นผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์ชั้นนำของประเทศจีน โดยพิจารณาจากรายรับในปี 2019 รวมถึงให้บริการ PaaS และ IaaS

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

คลอเดีย จู

อาลีบาบา คลาวด์

+86 571 86561860

Claudia.ju@alibaba-inc.com

นภา สุทธิญาณโสภณ

บริษัท เอฟเอคิว จำกัด

+66 81 8672241

napa@pc-a.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-launches-data-center-in-thailand/

เจาะไฮไลต์งาน Google I/O 2022

ที่งาน Google I/O 2022 มีการประกาศฟีเจอร์ใหม่ๆในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Google มากมายทั้ง Android, Application, Cloud และอื่นๆ นับร้อยรายการ ซึ่งเราขอตัดเอาไฮไลต์สำคัญมาให้ได้ติดตามกันครับ

Credit: Google

1.) Google Translate รองรับภาษาใหม่อีก 24 ภาษา ทำให้ภาพรวมใช้การได้กว่า 133 ภาษาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตอัลกอริทึม Machine Learning ให้สามารถแปรได้โดยไม่ต้องเห็นตัวอย่างมาก่อนหรือมองเห็นแค่ monolingual text เท่านั้น

2.) Google Maps สามารถแสดงผลแบบสมจริง (immersive view) โดยรองรับทั้งการใช้งานบนมือถือหรือแท็บเล็ตทั่วไป ทั้งนี้จะเริ่มเปิดตัวที่ ลอสแองเจิลลิส ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และโตเกียวก่อน

3.) YouTube สามารถทำฟีเจอร์ Transcription และสร้าง Chapter ได้อัตโนมัติ

4.) Google Docs มีการเพิ่มฟีเจอร์บทสรุป ทำให้สร้างโน๊ตย่อแปะไว้ได้

5.) Google Search สามารถค้นหารูปภาพได้อย่างฉลาดมากขึ้น เช่น ถ่ายรูปส่วนบ้านที่ต้องการซ่อมแซมและคำว่า near me จากนั้น Google Search จะแสดงร้านค้าที่ใกล้ที่สุดโดยจะเริ่มที่ผู้ใช้งานภาษาอังกฤษก่อน

6.) ความสามารถด้าน AI ที่ Google กล่าวถึงมีหลายอย่างเช่น

  • เพิ่มความแม่นยำในเรื่องของสีผิวจาก Monk Skin Tone Scale พร้อมเปิดโอเพ่นซอร์สผ่าน skintone.google 
  • เปิดตัว LaMDA2 เป็นส่วนหนึ่งใน AI Test Kitchen
  • ออกโมเดลภาษาใหม่ที่ชื่อ PaLM เพื่อใช้แก้ปัญหา math word ที่ซับซ้อนและอธิบายขั้นตอนได้อย่างละเอียด
  • ฟีเจอร์ Multisearch ในแอปให้สามารถเพิ่มการค้นหาได้หลายองค์ประกอบ
  • ทำให้ Google Assistant เข้าถึงได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเปิดเองด้วยฟีเจอร์ Nest Hub Max

7.) Android 13 

  • Google Wallet รองรับการเก็บ Student ID ตั๋วเข้าชม บัตรวัคซีน และข้อมูลอื่นๆได้มากขึ้น รวมถึง Wallet เองกำลังเดินทางไปสู่ Wear OS
  • Wear OS จะได้รับฟีเจอร์ขอความช่วยเหลือในปีนี้ (SoS)
  • เตรียมอัปเดตหน้า Privacy Policy ใหม่
  • แอปพลิเคชันต้องขอสิทธิ์ก่อนส่งแจ้งเตือนผู้ใช้
  • Android Tablet มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นเช่น Split Screen และอื่นๆ พร้อมทั้งผู้ใช้จะสามารถ copy & paste รูปหรือ URL จากมือถือข้ามไปยัง Android 13 Tablet ได้
  • เลือกภาษาต่างกันให้แอปได้
  • รองรับการทำ end-to-end encryption ให้ข้อความสำหรับการคุยกันในกลุ่ม
  • ประกาศความสำเร็จของแอปข้อความว่ามีผู้ใช้งานกว่า 500 คนล้านต่อเดือน โดยความพิเศษของแอปมีการใช้มาตรฐานในการแชร์ข้อมูลขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (Rich Communication Services : RCS

8.) Developer

  • เตรียมปล่อยแพลตฟอร์ม smart home หรือ Matter ในเดือนหน้า โดย SDK ใหม่จะมีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ Matter ยังทำงานร่วมกันกับ Android ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้โดยง่าย
  • เปิดตัว AlloyDB หรือ managed service ของ PostgreSQL ที่คุยว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับ Youtube, Search, Maps และ Gmail
  • เปิดตัว Cloud TPU v4 ขนาด 8 pod ที่ทำงานร่วมกันให้ประสิทธิภาพสูงถึง 9 exaflop โดยเชื่อว่าเป็นศูนย์ประมวลผล Machine Learning ที่แรงสุดขณะนี้ตั้งอยู่ใน Oklahoma นอกจากนี้ยังลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 90% 
  • ประกาศ Flutter 3.0 รองรับการทำงานหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, Web, iOS, Android, Windows และ MacOS
  • เพิ่มฟีเจอร์ Live Edit ใน Android Studio
  • เปิดตัว Cloud Run Job ช่วยทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้เพื่อรันสคริปต์ในการจัดการคลาวด์เช่น Database Migration หรือเพื่อมอนิเตอร์งานต่างๆเป็นต้น

9.) Google Pixel ประการอัปเดต Pixel 6 และ 6 Pro คาดว่าน่าจะพรีออเดอร์และส่งของได้ในกรกฎาคมนี้สนนราคาราว 449 เหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยการอวดโฉม Pixel 7 และ 7 Pro ที่ใช้ Next-gen Tensor นอกจากนี้ยังขายเรื่องของ Pixel Buds Pro รวมถึงแผนการออก Pixel Watch ในปีนี้ และแผนการออก Pixel Tablet ในปีหน้า

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/google-io-2022-heres-everything-google-just-announced/ และ https://blog.google/technology/developers/io-2022-100-things/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-cloud-launches-alloydb-a-new-fully-managed-postgresql-database-service/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-launches-a-9-exaflop-cluster-of-cloud-tpu-v4-pods-into-public-preview/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-debuts-cloud-run-jobs-for-containerized-scripted-tasks/

from:https://www.techtalkthai.com/google-i-o-2022-hightlight-annoucement/

Intel เปิดตัวชิป AI ใหม่ ภายใต้ชื่อ Guadi2

Gaudi2 คือชื่อเรียกของชิป AI ตัวใหม่จากค่าย Intel ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีม Habana Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านชิป AI ในประเทศอิสราเอล ซึ่ง Intel ทำการซื้อกิจการมาในช่วงปลายปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

credit : Intel
Intel เริ่มต้นในตลาดชิป AI ด้วยการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากการประมวลผล AI เป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วมากที่สุดสำหรับตลาด Data Center โดยที่มี Nvidia ครอบครองตลาดนี้อยู่บนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ CUDA ที่คุ้นเคยกันอย่างดี
 
นอกจากนี้ Intel ยังมีแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน AI ควบคู่ไปกับชิปที่มีการเปิดตัวออกมาก่อน ซึ่งจะทำให้ความดุเดือดในการแข่งขันเพื่อกระทบไหล่ CUDA จากค่าย Nvidia ที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ Intel ยังเผยไต๋กลยุทธ์การทำการตลาดของซอฟต์แวร์ในอนาคต ด้วยเปิดมาตรฐานให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีจาก GitHub ซึ่งเป็นเว็บไวต์ซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ
 
Gaudi2 จะกลายเป็นชิป AI ที่มีความเร็วเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนที่ Habana เคยผลิตออกมา ชิปรุ่นใหม่นี้ถูกผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาด 7 นาโนเมตร ซึ่งดีกว่าเดิมที่เคยทำได้ที่ 16 นาโนเมตร ตามนวัตกรรมยิ่งขนาดของทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากเท่าไร ชิปจะยิ่งมีความเร็วและทรงพลังมากขึ้น
 
Intel มองเป้าต่อจากนี้ไป หลังจากเปิดตัวชิป AI รุ่น Guadi2 สู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 25% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ โดยประเมินมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 

from:https://www.techtalkthai.com/intel-intel-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%9b-ai-%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/

Intel เปิดตัวชิป AI ใหม่ ภายใต้ชื่อ Guadi2

Gaudi2 คือชื่อเรียกของชิป AI ตัวใหม่จากค่าย Intel ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีม Habana Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านชิป AI ในประเทศอิสราเอล ซึ่ง Intel ทำการซื้อกิจการมาในช่วงปลายปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

credit : Intel
Intel เริ่มต้นในตลาดชิป AI ด้วยการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากการประมวลผล AI เป็นอีกหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วมากที่สุดสำหรับตลาด Data Center โดยที่มี Nvidia ครอบครองตลาดนี้อยู่บนแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ CUDA ที่คุ้นเคยกันอย่างดี
 
นอกจากนี้ Intel ยังมีแผนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน AI ควบคู่ไปกับชิปที่มีการเปิดตัวออกมาก่อน ซึ่งจะทำให้ความดุเดือดในการแข่งขันเพื่อกระทบไหล่ CUDA จากค่าย Nvidia ที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ Intel ยังเผยไต๋กลยุทธ์การทำการตลาดของซอฟต์แวร์ในอนาคต พร้อมด้วยเปิดมาตรฐานให้สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีจาก GitHub ซึ่งเป็นเว็บไวต์ซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ
 
Gaudi2 จะกลายเป็นชิป AI ที่มีความเร็วเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนที่ Habana เคยผลิตออกมา ชิปรุ่นใหม่นี้ถูกผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาด 7 นาโนเมตร ซึ่งดีกว่าเดิมที่เคยทำได้ที่ 16 นาโนเมตร ตามนวัตกรรมยิ่งขนาดของทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากเท่าไร ชิปจะยิ่งมีความเร็วและทรงพลังมากขึ้น
 
Intel มองเป้าต่อจากนี้ไป หลังจากเปิดตัวชิป AI รุ่น Guadi2 สู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 25% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ โดยประเมินมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-new-ai-ship/

Intel Webinar: พัฒนาธุรกิจให้ล้ำหน้าอย่างปลอดภัยด้วยนวัตกรรมใหม่จาก Intel vPro®

Intel ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาและรับฟังข้อมูลของนวัตกรรมใหม่จาก Intel เพื่อพัฒนาธุรกิจของคุณ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างปลอดภัยในยุคดิจิทัล โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.30 – 11.45 น. รายละเอียดดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : พัฒนาธุรกิจให้ล้ำหน้าอย่างปลอดภัยด้วยนวัตกรรมใหม่จาก Intel vPro®

วันเวลา : วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.30 – 11.45 น.

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_FT5-3HxVRuKNoDMOWEomfQ

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการทำงานของพนักงานทั้งองค์กรใหญ่และเล็ก ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการทำงานระยะไกลมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีผลต่อการวางแผนด้านการดูแล ตอบสนองและซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน นอกจากนี้อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ทั้งผู้ใช้งานและองค์กรต่างมองหาโซลูชันที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใดก็ตาม

Intel เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Intel vPro® รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอเรชั่น 12 โดยแพลตฟอร์มใหม่นี้จะช่วยให้ Intel พัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และเล็ก และรองรับการทำงานในทุกภาคธุรกิจ

from:https://www.techtalkthai.com/intel-webinar-052022-intel-vpro/