คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

[Guest Post] เอไอเอส ผนึกสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ตบเกียร์เดินหน้า EEC ลุย 5G วางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเต็มสูบ ยกระดับภาคการผลิต

เอไอเอส เดินหน้าแผนกลยุทธ์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลติดอาวุธภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยล่าสุด ผนึกสวนอุตสาหกรรมโรจนะ วางระบบโครงข่าย Fiber Optic ให้ผู้ประกอบการภายในสวนอุตสาหกรรมบนพื้นที่ EEC ประกอบด้วย สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ปลวกแดง จ.ระยอง, สวนอุตสาหกรรมโรจนะ บ่อวิน จ.ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง จ.ชลบุรี สามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ต บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คุณภาพ ด้วยขีดความสามารถจากเทคโนโลยี 5G และบริการ Smart Solution ต่างๆ ที่จะเข้ามายกระดับการบริหารจัดการและเพิ่มขีดความสามารถภาคการผลิต ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย สร้างโอกาสด้านการลงทุนในระยะยาวต่อไป 

 

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์
อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส
กล่าวว่า “ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เอไอเอส ร่วมกับองค์กรภาคส่วนต่างๆ สนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลที่พร้อมเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง เราเชื่อว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเทรนด์ แต่จะเข้ามาเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความแตกต่างและขยายขีดความสามารถของภาคธุรกิจ เพื่อช่วงชิงโอกาสทางการแข่งขัน และสร้างแรงจูงใจให้กับเหล่านักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะ Digital Infrastructure จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการพลิกโฉมการบริหารจัดการ, ภาคการผลิตและงานบริการต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วงกลางปีที่ผ่านมา เอไอเอส ได้ขยายเครือข่าย 5G ครอบคลุมเต็มพื้นที่ 100% นิคมอุตสาหกรรมใน EEC ซึ่งพร้อมสนับสนุนโปรเจคที่เราได้ร่วมกับสวนอุตสาหกรรมโรจนะ สำหรับการจัดการโครงข่าย Fiber Optic และดิจิทัลโซลูชั่น ภายในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 3 แห่ง ตลอดจนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประยุกต์ใช้และพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี IoT, Cloud / Edge Computing รวมถึง เทคโนโลยี 5G ในอนาคตอีกด้วย”

            นางสาวพิมณัฐฐา คงเกรียงไกร ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจับมือร่วมกันระหว่างโรจนะ และ เอไอเอส ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรม ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรจนะมีการพัฒนาโครงการในหลายพื้นที่ อันได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมอยุธยา โครงการสวนอุตสาหกรรมโรจนะปราจีนบุรี และครอบคลุมไปถึง พื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor)

ได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะระยอง (บ้านค่าย) โครงการสวนอุตสาหกรรมโรจนะปลวกแดง, สวนอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี (บ่อวิน) และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง  นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาโครงการที่จะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ อีก อย่างต่อเนื่อง

โรจนะให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของนักลงทุนเป็นอันดับแรก และพร้อมพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวก เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่ดีมากยิ่งขึ้น จึงมีนโยบายยกระดับการบริหารงานเพื่อพัฒนาพื้นที่ภายในสวนอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ให้เป็นโครงการอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ด้วยระบบเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้โรจนะ จึงมีความสนใจในแผนกลยุทธ์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลติดอาวุธภาคอุตสาหกรรม ของเอไอเอสเป็นอย่างยิ่ง

เราจึงเลือกร่วมดำเนินการกับ เอไอเอส ในการเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการวางโครงข่าย Fiber optic ภายในพื้นที่อุตสาหกรรมทั้ง 3 แห่ง และทางโรจนะได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบ”

 

เกี่ยวกับ AIS 

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1450 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 40.9 ล้านเลขหมาย (ณ กันยายน 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน   

from:https://www.techtalkthai.com/ais-partner-rojana-eec-5g/

Lenovo Webinar: Update Lenovo Solutions for SAP

Lenovo ขอเชิญธุรกิจองค์กรที่กำลังใช้หรือสนใจที่ใช้ SAP เข้าฟังบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Update Lenovo Solutions for SAP” เพื่ออัปเดตข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันสุดล้ำจาก Lenovo และ SAP ที่จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง ในวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Update Lenovo Solutions for SAP
ผู้บรรยาย: Keerati Sirevrojn, Enterprise Specialist, Lenovo Data Center Group Thailand
วันเวลา: วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_kNQxk9HXQPOjJGnfaMNVZw

ด้วยความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมระหว่าง Lenovo และ SAP ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงเสถียรภาพของอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันของ SAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ Lenovo ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้รองรับกับความต้องการที่ขยายตัวของภาคธุรกิจที่กำลังใช้หรือสนใจที่จะใช้งานแอปพลิเคชันของ SAP พร้อมได้รับการการันตีประสิทธิภาพด้วยการทำ Benchmark ระดับ World Record สำหรับ SAP Application เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานที่เลือกใช้ Solution จาก Lenovo

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/789559821597657/

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-webinar-update-lenovo-solutions-for-sap/

[Guest Post] หัวเว่ยเผยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการทำงานแบบครบวงจร ในคอนเซปต์ Smart Workplace ที่วังจันทร์วัลเลย์ ในเขตอีอีซี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Office) ใหม่ล่าสุด ที่จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากโซลูชันสำนักงานที่ช่วยประหยัดพลังงานและมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ อันจะช่วยเร่งกระบวนการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลของไทยให้เดินหน้าเร็วขึ้น

 

การจัดแสดงนวัตกรรมอันล้ำสมัยของหัวเว่ยจัดขึ้นที่งานเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center – IOC) ในโครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ วัลเลย์ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation – EECi) จังหวัดระยอง

โดยนวัตกรรมแรกคือ Huawei IdeaHub เครื่องมือที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันของคนในสำนักงานหรือองค์กรที่อาศัยเครื่องมือสื่อสารหลากหลายรูปแบบ  ในสถานการณ์ที่ท้าทาย อย่างเช่น ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน โซลูชันนี้คือคำตอบที่ลงตัว ใช้เป็นระบบการทำงานประสานจากส่วนกลางสำหรับการประชุมผ่านวิดีโอและการเรียนการสอนที่ใช้มัลติมีเดีย

 

 

นอกจากนี้ยังได้จัดแสดง โซลูชัน Intelligent Operation Center (IOC) ซึ่งเป็นระบบดาต้าแบบโอเพนซอร์ส ที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมดีไวซ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการต่าง ๆ สำหรับบริษัทหรือองค์กร แพลตฟอร์มนี้จะติดตามและจำลองการปฏิบัติงานได้ในแบบเรียลไทม์ เร่งการตอบสนองและทำให้เกิดการทำงานแบบสอดประสานระหว่างทีมงานต่าง ๆ เพื่อช่วยให้องค์กรทำการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดผ่านการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ ระบบควบคุมการเข้าถึงโดยใช้การจดจำใบหน้าของหัวเว่ยออกแบบมาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้พื้นที่สำคัญในสำนักงานและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต มอบความปลอดภัยระดับสูงเพื่อความปลอดภัยของพนักงานทุกคน

ในนิทรรศการของหัวเว่ยยังได้จัดแสดงโซลูชันและบริการอันทันสมัย ตลอดจนเครือข่ายความเร็วสูง ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของหัวเว่ย อาทิ 5G, สตอเรจคลาวด์, บิ๊กดาต้า และ Wi-Fi 6 ซึ่งพลิกโฉมสถานที่ทำงานให้มีความอัจฉริยะ เชื่อมโยงการทำงานของเทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบ

แนวคิด Smart Workplace ของหัวเว่ย แสดงให้เห็นถึงบทใหม่ในการผลักดันดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันให้เกิดขึ้นจริงในที่ทำงาน เพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมบริการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่มีความสามารถในการให้บริการเต็มรูปแบบ เพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านไอซีที ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกดิจิทัลของประเทศไทย

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-smart-work-place/

[Guest Post] QAD ปลื้ม Veracode รับรองซอฟต์แวร์ QAD ERP เวอร์ชั่นล่าสุด 2020.1 ตอกย้ำความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

QAD ปลื้ม Veracode รับรองซอฟต์แวร์ QAD ERP เวอร์ชั่นล่าสุด 2020.1 ตอกย้ำความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ชี้สถานะ Veracode Verified ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของ QAD

 

QAD Inc. ผู้ให้บริการ Cloud ERP ซอฟต์แวร์สำหรับระบบบริหารจัดการในองค์กร  โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิต และอุตสาหกรรม ระดับโลก ออกซอฟต์แวร์ ERP เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในชื่อว่า “QAD Adaptive ERP 2020.1” ซึ่งพัฒนาจากโซลูชัน QAD’s next generation ERP ที่มี Adaptive User Experience (UX) และ QAD Enterprise Platform ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยซอฟต์แวร์ “QAD Adaptive ERP 2020.1” ยังได้รับการรับรองสถานะมาตรฐาน Veracode Verified ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ตรวจสอบกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัย จาก Veracode เรียบร้อยแล้วด้วยเช่นกัน การได้รับการรับรอง Veracode Verfied แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของ QAD ในการผลิตซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ QAD ยังได้เปิดตัวการอัปเดตโซลูชันส่วนอื่น ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ QAD Adaptive Applications

ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ QAD ในการสร้างซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง QAD Adaptive ERP ผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาซอฟต์แวร์ นอกจากนี้การเข้าร่วมโปรแกรม Veracode Verified ยังช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์ของ QAD สอดคล้องตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันระดับสูง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

องค์กรที่มีการตรวจสอบแนวทางปฏิบัติและพัฒนาแอปพลิเคชันที่ปลอดภัยจนได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานนั้นแสดงให้เห็นว่า องค์กรได้นำขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยดังต่อไปนี้ไปใช้ในแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ ขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยทั้ง 3 ขั้นตอน ได้แก่

  • การเข้าถึงรหัสด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติ
  • แอปพลิเคชันจะไม่อนุญาตให้เข้าถึงเอกสารที่มีข้อบกพร่อง
  • ให้คำแนะนำในการแก้ไขแก่นักพัฒนาเมื่อมีข้อบกพร่องใหม่เกิดขึ้น

“QAD มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ ให้สามารถลดความเสี่ยงที่เกิดจากการละเมิดความปลอดภัย บริษัทหลายๆแห่งที่มีการลงทุนในกระบวนการเข้ารหัสที่ปลอดภัยและปฏิบัติตามโปรโตคอลในคู่มือการรักษาความปลอดภัย จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ใช้ซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น” มิสเตอร์ อาร์ชา เมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า Veracode กล่าว

QAD Adaptive ERP ได้รวม ERP ที่เหมาะสำหรับธุรกิจการผลิตและความสามารถของซัพพลายเชนเข้ากับแพลตฟอร์มที่ทันสมัยและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกบนระบบคลาวด์ เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การปกป้องข้อมูลของลูกค้าของเราให้มีความปลอดภัยนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง” มิสเตอร์ โทนี่ วินเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ QAD กล่าว “QAD ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอย่างมาก การเป็นพันธมิตรกับ บริษัท อย่าง Veracode ช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของแอปพลิเคชัน  นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ วิธีที่ QAD พยายามช่วยปกป้องข้อมูลของลูกค้า”

สำหรับรายละเอียดของการพัฒนา QAD Adaptive ERP และโซลูชั่นที่เกี่ยวข้อง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ QAD Blog: Introducing QAD Adaptive ERP 2020.1

 

เกี่ยวกับบริษัท QAD Inc. – Enabling the Adaptive Manufacturing Enterprise

QAD Inc. เป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือ ERP บนระบบ Cloud สำหรับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องสามารถคิดค้นและเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอย่างทันท่วงที QAD เรียก บริษัท เหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises” ด้วยโซลูชันที่ QAD มี จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค บริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech) อินดัสเทรียล (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้ง ด้านการผลิต ซัพพลายเชน การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ และการวางแผนทรัพยากรในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท QAD ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 และ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตา บาบาร่า ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลก รวมทั้งสาขาในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมากว่า 40 ปี บริษัท ผู้ผลิตกว่า 2,000 รายได้ปรับใช้โซลูชั่น QAD รวมถึงการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) เพื่อที่จะเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการโซลูชั่นระบบ QAD Adaptive ERP สามารถติดต่อทีมงาน QAD ประเทศไทย ได้ที่โทร: 02 202 9369 / 02 202 9363 หรืออีเมล: si3@qad.com

ข้อมูลเพิ่มเติม www.qad.com/th-TH

“QAD” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ QAD Inc. ผลิตภัณฑ์หรือชื่อบริษัทอื่นๆ ทั้งหมดในที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

 

from:https://www.techtalkthai.com/qad-erp-2020-1/

เผย 3 เทคโนโลยีสำคัญ เบื้องหลังวัน 11.11 ของ Alibaba ในปี 2020

เมื่อวันคนโสดหรือ 11.11 ในปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำลายสถิติครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ Alibaba ทั้งในเชิงของการขายสินค้า และการออกแบบระบบ IT Infrastructure เบื้องหลังบน Alibaba Cloud เพื่อให้สามารถรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาลและแคมเปญการตลาดเพื่อเร่งยอดขายได้ ด้วยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Alibaba
  • มียอดขาย 74,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 2.22 ล้านล้านบาทในเวลา 11 วัน โดยมีประมาณ 250,000 ที่เข้าร่วมแคมเปญในครั้งนี้
  • เกิดการซื้อขายสินค้าสูงสุดถึง 583,000 ครั้งต่อวินาที
  • Cainiao Network ต้องประมวลผลด้านการจัดส่งสินค้ามากถึง 2,320 ล้านครั้งในช่วงเวลา 11 วัน
  • Livestreaming กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดการขาย โดยมีมากกว่า 30 Livestreaming บน Taobao Live ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 459 ล้านบาทต่อการ Live

แน่นอนว่าการรองรับการซื้อขายปริมาณมากขนาดนี้ให้ ระบบ IT Infrastructure ที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็ย่อมต้องทรงพลังเพียงพอ และ Alibaba ได้ออกมาเผยกับ Bloomberg ถึง 3 เทคโนโลยีหลักที่ถูกใช้งานใน Alibaba Cloud เพื่อให้วัน 11.11 ครั้งล่าสุดนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ได้แก่

1 Next Generation Data Center ระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อความคุ้มค่า

ระบบ Data Center ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับ 11.11 ในครั้งนี้ ใช้ระบบ Liquid-Cooled Server จำนวนหลายหมื่นเครื่องภายใน Data Center จำนวน 5 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจีน ทำให้นอกจากปริมาณยอดขายที่สูงแล้ว Alibaba ก็ยังคงออกแบบระบบให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติมากที่สุดกว่าที่เคย

การระบายความร้อนด้วยของเหลวนี้ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เนื่องจากระบบไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับระบบพัดลมภายใน Server, ระบบแอร์ภายใน Data Center และระบบระบายความร้อนในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

ในขณะเดียวกัน Alibaba ก็ใช้ AI ในการตรวจสอบดูแลรักษาระบบภายใน Data Center เหล่านี้ เพื่อตรวจหา Hard Disk ที่อาจทำงานผิดพลาดและแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติให้ระบบโดยรวมทำงานได้ต่อเนื่องไม่ทำให้สูญเสียโอกาสการขาย ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี

2 Cloud Native Solution ขยายระบบได้ถึง 1 ล้าน Container ใน 1 ชั่วโมง

ในวัน 11.11 ครั้งนี้ Alibaba Cloud มีการใช้งาน Container อย่างเต็มตัวด้วยการใช้สถาปัตยกรรม Alibaba Cloud X-Dragon และบริการ Alibaba Container Service for Kubernetes (ACK) ที่สามารถ Scale Up ระบบได้ถึงระดับ 1 ล้าน Container ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในช่วงที่มีการซื้อขายมากที่สุดระหว่างแคมเปญ

ทั้งนี้ระบบทั้งหมดก็ต้องทำการประมวลผลแบบ Real-time ดังนั้น Alibaba จึงต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณกว่า 1.7 Exabyte ต่อวันด้วยการใช้บริการ Data Warehouse AnalyticDB ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วถึงระดับมิลลิวินาที และใช้ PolarDB ของ Alibaba เองเพื่อรองรับธุรกรรมจำนวนมากกว่า 100 ล้านรายการสำหรับ China Post

ความรวดเร็วในการประมวลผลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยร้านค้าใน Alibaba ให้ทำการค้าขายได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Logistics Partner ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย อย่างเช่น STO Express ที่ลดค่าใช้จ่ายด้าน IT ลงไปได้ถึง 30% และการลดเวลาที่ใช้ในการ Synchronize ข้อมูลกับ Cainiao จากเดิมที่เคยใช้ 1 ชั่วโมงนั้นลดเหลือเพียง 3 นาที ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าที่จับจ่ายในแคมเปญนี้กว่า 800 ล้านคนดีขึ้นไปด้วย

3 Livestreaming ที่เสริมนวัตกรรมเพื่อเร่งสร้างยอดขาย

มีผู้ชม Livestreaming มากกว่า 524 ล้านคนในช่วง 11.11 ที่ผ่านมา โดยมีการ Stream หลายหมื่นครั้งเกิดขึ้นบน Taobao Live ซึ่ง Alibaba ก็มีการใช้เทคโนโลยี Real-Time Streaming (RTS) ของตนเองที่ช่วยลด Latency ให้เหลือเพียงไม่ถึง 1 วินาทีเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของวงการถึง 75%

อีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากก็คือ Real-Time Language Translation ที่นำ AI แปลภาษาบน AliExpress มาใช้กับ Livestreaming ด้วย ทำให้ไม่ว่าสินค้าแบรนด์ใดจากประเทศไหนก็สามารถทำการขายของผ่าน Livestreaming ได้ทั้งหมด โดยมีร้านค้ากว่า 70% เลือกใช้ความสามารถนี้สำหรับแปลภาษาจีนไปเป็นอังกฤษ, รัสเซีย, สเปน และฝรั่งเศส และมีผู้ชมกว่า 8 ล้านรายที่รับชมเนื้อหาจาก 9,000 คลิปบน AliExpress

รับชมรายละเอียดฉบับเต็มและภาพเคลื่อนไหวจาก Bloomberg ร่วมกับ Alibaba Cloud ได้ที่ https://sponsored.bloomberg.com/news/sponsors/features/alibaba-cloud/the-pulse-of-digitalization/?adv=30613&prx_t=6xkGA7f5IAYikPA โดยเนื้อหาดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียง Episode 1 เท่านั้น และในอนาคตจะยังมี Episode อื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมอีก

ผู้ที่สนใจ Alibaba Cloud สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.alibabacloud.com/campaign/singles-day-double-11-2020

from:https://www.techtalkthai.com/3-innovative-technologies-behind-11-11-at-alibaba-2020/

[Guest Post] พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผนึกมหาวิทยาลัย พัฒนาทักษะว่าที่บัณฑิตป้อนอุตสาหกรรมไซเบอร์ ซีเคียวริตี้

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ( NYSE: PANW) ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ 12 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ร่วมโครงการ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ อะคาเดมี (Palo Alto Networks Cybersecurity Academy) โครงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก ที่มีจุดประสงค์เพื่อการแก้วิกฤติการขาดแคลนทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ โดยข้อตกลงดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความร่วมมือในอนาคตระหว่างพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย ในการให้ความรู้ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับตลาดแรงงานในยุคปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว      

 

โครงการ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ อะคาเดมี (Palo Alto Networks Cybersecurity Academy) ประกอบด้วยกลุ่มหลักสูตรทางวิชาการและเทคนิคที่ครอบคลุมตามความต้องการด้านการศึกษาและการฝึกอบรม แต่ละหลักสูตรประกอบด้วยคำแนะนำในชั้นเรียน การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีความรู้และทักษะความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบใหม่ที่จำเป็นในบริบทปัจจุบันที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อจบหลักสูตร นักเรียนจะได้รับการรับรองในฐานะบุคลากรด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ (Certified Cybersecurity Associate) หรือผู้ดูแลระบบเครือข่ายความปลอดภัย จากพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Network Security Administrator)

 

 

มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยพะเยา

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “ความปลอดภัยด้านไซเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญต่อการเดินหน้าของประเทศไทยในการนำประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทักษะและแรงงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์นั้นมีความยากลำบากมากเนื่องจากขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนด้านดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ภัยคุกคามเกิดขึ้นทวีคูณในขณะที่ยังขาดแคลนบุคคลากรด้านไซเบอร์ ดังนั้นโครงการนี้ จึงมีรูปแบบการฝึกอบรมที่เหมาะสมและเฉพาะทาง และเป็นการเพิ่มทักษะแก่ผู้เข้าร่วมอบรมทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ พร้อมทั้งยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจเลือกอาชีพที่เหมาะสมในอนาคตอีกด้วย”

นางวรรณพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐสามารถร่วมลงทะเบียนรับการฝึกอบรมความปลอดภัยไซเบอร์ผ่านมหาวิทยาลัยจากโครงการ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ อะคาเดมี (Palo Alto Networks Cybersecurity Academy) ที่เข้าร่วมโครงการเพื่ออบรมภาครัฐ เพื่อศึกษาและต่อยอดความรู้ความเข้าใจต่อภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ที่มีปริมาณ ความซับซ้อน และความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ดังนั้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยด้านไซเบอร์ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน  และในบริบทสังคมดิจิทัล หน่วยงานภาครัฐควรมีการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยของประเทศทางด้านไซเบอร์”

ดร. ธัชพล โปษยานนท์  ผู้อำนวยการ บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค ประเทศไทย และอินโดจีน กล่าวว่า “เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นตัวเร่งให้โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งทำให้จำนวนภัยคุกคามพุ่งสูงขึ้นอย่างรวมเร็ว ยิ่งทำให้ความต้องการบุคคลากรทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ทวีคูณมากขึ้น สวนทางกับจำนวนของบุคคลากรด้านนี้ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันที่ยังคงขาดแคลน เราทุกคนเห็นตรงกันว่า การฝึกอบรมด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นความสำคัญลำดับต้น เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลาย พร้อมกับการโจมตีด้านไซเบอร์มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงเป็นการคุกคามต่อวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลของเรา ดังนั้นการพัฒนาทักษะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาควรเป็นวาระแห่งชาติ บริษัทเอกชน รัฐบาล และสถาบันการศึกษาควรร่วมมือกันเพื่อบ่มเพาะความสามารถ และส่งต่อ่ให้พวกเขาสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตได้”

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ดำเนินความร่วมมือที่คล้ายกันกับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยใน 70 ประเทศ ทั่วโลก ทั้ง สหรัฐอเมริกา, อเมริกาใต้, ยุโรป, แอฟริกา, ตะวันออกกลางและเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นความมุ่งมั่นในการฝึกอบรมบุคลากรด้านความปลอดภัยรุ่นใหม่ ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ Palo Alto Networks Cybersecurity Academy page

 

เกี่ยวกับ Palo Alto Networks

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์กำลังสร้างอนาคตแห่งคลาวด์เป็นศูนย์กลางด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้คนและองค์กร ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับทางเลือก การปกป้องวิถีชีวิตแบบดิจิตอล เราช่วยจัดการกับความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ ระบบอัตโนมัติ และการประสาน ด้วยการนำเสนอแพลตฟอร์มที่ครบวงจรและเพิ่มขีดความสามารถให้กับระบบนิเวศของคู่ค้าที่กำลังเติบโต เราอยู่ในระดับแนวหน้าในการปกป้ององค์กรนับแสนในระบบคลาวด์ เครือข่าย และอุปกรณ์พกพา วิสัยทัศน์ของเราคือโลกที่แต่ละวันปลอดภัยและปลอดภัยกว่าก่อน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.paloaltonetworks.com

Palo Alto Networks, PAN-OS และโลโก้ Palo Alto Networks เป็นเครื่องหมายการค้าของ Palo Alto Networks, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและ  ในเขตอำนาจศาลทั่วโลก เครื่องหมายการค้าชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการอื่น ๆ ทั้งหมดที่ใช้หรือกล่าวถึงในที่นี้เป็นของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/paloalto-networks-cybersecurity-academy/

[Guest Post] นายกรัฐมนตรีเปิดงาน “Gov Cloud 2020” ชูศักยภาพคลาวด์กลางภาครัฐ ยกระดับการให้บริการประชาชนยุคดิจิทัล

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน“Gov Cloud 2020” The Future of Digital Government  ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) สํานักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (สดช.) ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT  โดยมี นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงฯ และหน่วยงานภายใต้กำกับ ให้การต้อนรับ    

 โอกาสนี้ พลเอกประยุทธ์ฯ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Gov Cloud : Digital Foundation for Government Transformation” เพื่อร่วมสะท้อนภาพการรวมพลังภาครัฐและร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลและสร้างนวัตกรรมบริการภาครัฐรูปแบบใหม่บน Gov Cloud หรือระบบคลาวด์กลางภาครัฐซึ่งขณะนี้โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐเข้าใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้เริ่มมีการใช้งานจริงในการแก้ไขปัญหาและให้บริการต่างๆ นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมผลงานต่างๆของหน่วยงานรัฐที่ผลงานเด่นได้พัฒนาระบบงานราชการให้ทันสมัยและให้บริการประชาชน  ได้แก่ 

  1. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พัฒนาระบบ EEC-OSS โดยเป็นช่องทางคัดกรองและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน สามารถเข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยบริการแบบ One-Stop Service
  2.  กรมการขนส่งทางบก ผลงาน ‘Smart Bus Terminal’ ระบบติดตามรถโดยสารประจำทาง แสดงตารางการเดินรถแบบเรียลไทม์ของสถานีขนส่ง 81 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน GPS Tracking ที่ติดตั้งบนรถโดยสารประจำทางทุกคัน สามารถตรวจสอบข้อมูลการเดินทางได้ตลอดเวลา
  3.  ตำรวจภูธรภาค 8 พัฒนาระบบโครงการภาค ๘ “4.0” ในแอปพลิเคชัน POLICE 4  ด้วย 4 ฟังก์ชั่นที่โดดเด่น คือ Crime Mapping แผนที่อาชญากรรมหลายมิติ,  CCTV Mapping แผนที่กล้องวงจรปิดทุกตัว,   Red Box QR Code ใช้แทนสมุดตรวจแบบเดิม  และ Stop Walk Talk and Report ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่แบบเรียลไทม์
  4.  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบ Digital Healthcare Platform เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลสาธารณสุขซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกระบบที่เกี่ยวกับผู้ป่วยโควิด-19 มาไว้ส่วนกลาง ทำให้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5.  สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน จัดตั้งศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ หรือ NEIC (National Energy Information Center) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง บูรณาการและเผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานให้กับทุกภาคส่วน เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ คาดการณ์ด้านพลังงานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ

           พลเอกประยุทธ์ฯ กล่าวว่า จากความสำเร็จขั้นแรกของ Gov Cloud ก้าวต่อไปของรัฐบาลดิจิทัลมีเป้าหมายยกระดับระบบงานภาครัฐบน Gov Cloud ไปสู่รูปแบบ Government as a Platform หรือแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ ที่จะเป็นศูนย์รวมอำนวยความสะดวกเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน  รวมไปถึงการต่อยอดจัดทำบริการระบบข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open data) ที่จะเพิ่มศักยภาพและความโปร่งใสของข้อมูลภาครัฐในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกภาคส่วนต่อไป    

 

from:https://www.techtalkthai.com/gov-cloud-2020/

[Guest Post] SECPlayground Year-end Non-stop Challenge (SYNC) 2020

แม้ว่าโลกเราจะหมุนไปเร็วเพียงใด มีแนวโน้มในการปรับลดจำนวนพนักงานในตำแหน่งต่าง ๆ ให้ลดลงเพียงใด อาชีพหนึ่งที่ยังคงมีการเปิดรับและเป็นที่ต้องการมากขึ้นเสมอในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั่นคืออาชีพในสาย Cybersecurity นั่นเอง

ทำไมความต้องการ Cybersecurity นั้นกลับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

เป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของการทำธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน องค์กรทั้งหลายพยายามที่จะ Transform กระบวนการทำงานของบริษัทให้อยู่ในลักษณะที่ใช้เครื่องมือทางดิจิทัล หรือ Digital Transformation มากขึ้น สิ่งนี้ ทำให้อุตสาหกรรม IT มีความสำคัญต่อธุรกิจมากขึ้น จากที่เห็นได้ชัดคือหลาย ๆ บริษัทมีการปรับวิธีการทำธุรกิจไปในรูปแบบ Online มากขึ้น ทำให้ธุรกิจนั้นมีความก้าวหน้ามากขึ้น รวมทั้งขยายฐานการทำธุรกิจไปในลักษณะของ Global มากขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อมีแหล่งรายได้ที่น่าสนใจก็จะมีผู้แสวงหาผลประโยชน์หรือพยายามโจมตีองค์กรเหล่านั้นมากขึ้น ก็เพิ่มเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน จึงทำให้องค์กรมากมายต้องการหาบุคลากรที่มีคุณภาพไปช่วยในการป้องกันภัยคุกคามในโลก IT เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น แต่การเพิ่มจำนวนคนทำงานสาย Cybersecurity นั้นกลับมีอัตราที่สูงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างก้าวกระโดดของตลาด จึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนคนทำงานสาย Cybersecurity นั่นเอง

เราจะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนคนทำงานสาย Cybersecurity ได้อย่างไร

ปัญหาสำคัญของการเพิ่มจำนวนคนทำงานสาย Cybersecurity นั้นเกิดจากการที่สถานศึกษาหลาย ๆ แห่งในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการสอนหรือปลูกฝังในเรื่องความรู้ Cybersecurity มาตั้งแต่ต้น จึงทำให้ Cybersecurity นั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่ายากต่อการเริ่มเรียนรู้ หรือเข้ามาเรียนรู้แล้วก็ไม่แน่ใจต้องเริ่มจากตรงจุดไหน จึงทำให้การเพิ่มจำนวนคนทำงานสาย Cybersecurity นั้นมีอัตราที่น้อยมากกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมากนั่นเอง

SECPlayground คือ Cybersecurity Practical Training Platform แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ Cybersecurity ได้อย่างเข้าใจง่ายและสนุกไปกับการเรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้ในรูปแบบปฏิบัติจริง ค้นหาช่องโหว่เอง และเจาะระบบด้วยตนเอง เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากที่สุด

โดยเนื้อหาใน SECPlayground นั้นประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ Cybersecurity แบบครบวงจร โดยมีทั้งแนว Offensive Security (ฝ่ายที่เน้นการโจมตีเพื่อหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับองค์กร) และ Defensive Security (ฝ่ายที่เน้นป้องกันเพื่อให้ไม่เกิดการโจมตีกับองค์กรได้สำเร็จ) และที่สำคัญคือ เนื้อหาของเราทั้งหมดอยู่ในรูปแบบภาษาไทย และจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญในสายงาน Cybersecurity เอง ทุกคนจะได้เรียนรู้ Cybersecurity ด้วยการลงมือทำเองในทุก ๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น

  • การ Hack เข้าไปยัง Server ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้แต่ละผู้เรียนโดยเฉพาะ
  • การสืบหาผู้กระทำความผิดจากหลักฐานที่ถูกสร้างเพื่อเรียนรู้โดยเฉพาะ
  • ทักษะการติดตามผู้กระทำความผิดเมื่อเว็บไซต์ถูกโจมตี
  • ตัวอย่าง Source Code ที่อันตรายพร้อมคำแนะนำสำหรับการป้องกัน เป็นต้น
ตัวอย่างหน้าบทเรียนใน SECPlayground Platform

SECPlayground Platform มุ่งเน้นการพยายามสร้างความรู้ Cybersecurity ให้กับทุก ๆ คนภายในองค์กร เพราะในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของ Cybersecurity เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งภายในองค์กรเท่านั้น เป็นสิ่งที่ตำแหน่งต่าง ๆ ภายในองค์กรต้องร่วมกันเรียนรู้ ดังนั้นจึงมีเนื้อหาที่หลากหลาย และเหมาะสำหรับทุกคน เนื้อหาของ SECPlayground จึงมีตั้งแต่ระดับ Basic ไปจนถึงกระทั่ง Advanced อีกทั้งยังมีการวัดผลทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อวัดประสิทธิผลของการเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งยังมีระบบการสอบที่ท้าทายและสนุกให้กับผู้เรียนเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานจริงของสายงาน Cybersecurity อีกด้วย

สำหรับลูกค้าองค์กร SECPlayground มีระบบคอยติดตามการเรียนรู้ของคนแต่ละคนภายในองค์กรแบบละเอียด ทำให้ผู้ควบคุมทีมสามารถตรวจสอบการใช้งานและเรียนรู้ของพนักงานแต่ละคนในทีมได้ อีกทั้งยังมีเนื้อหาและบทเรียนพิเศษที่ถูกสร้างเพื่อลูกค้าองค์กรอีกด้วย

ตัวอย่างหน้า Enterprise Dashboard สำหรับผู้ใช้ระดับ Enterprise

แน่นอนว่าในช่วงสิ้นปีก็ใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว ทาง SECPlayground จึงอยากร่วมเฉลิมฉลองและเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่สนใจหรืออยากเริ่มต้นศึกษาในเรื่องของ Cybersecurity และได้จัดกิจกรรมพิเศษครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปีในชื่องาน SECPlayground Year-end Non-stop Challenge (SYNC) 2020 ขึ้น กับ 3 กิจกรรมแจกฟรีตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือน ทั้งสมาชิกพรีเมียมฟรี ทั้งคอร์สเรียนฟรี และยังมีกิจกรรมพิเศษที่สามารถเล่นได้เฉพาะช่วงเวลาที่ระบุเท่านั้น!

  1. Free Premium สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองเล่น SECPlayground สามารถลงทะเบียนในช่วงวันที่ 27 – 29 .. 2020 เพื่อเข้ามาเล่น SECPlayground Premium ได้ฟรีคนละ 14 วัน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเข้าถึงเนื้อหากว่า 400 บทเรียน
  2. Advent to 2021 หากคุณกดรับสิทธิ์พรีเมียมไม่ทัน เรายังเปิดบทเรียนระดับพรีเมียมให้เข้าเรียนฟรีเพียงแค่สมัครสมาชิก ก็จะสามารภเข้าไปเรียนรู้ได้ฟรีวันละ 1 บทเรียน ตั้งแต่วันที่ 30 .. – 24 .. 2020 รวมกว่า 25 บทเรียน
  3. Festive Hacker กิจกรรมพิเศษระยะเวลาเพียง 14 วัน! ชิงตราสัญลักษณ์ประจำตัวสุดพิเศษ เมื่อผ่านการสอบในระบบสุดอลังการ Badge Exam พร้อมกับโจทย์สุดท้าทาย ตั้งแต่วันที่ 25 ธค. – 7 มค. 2020

นอกจากนี้หากเขียนทำโพสต์รีวิว SECPlayground Platform แล้วแชร์ที่หน้า Wall ตัวเองเปิดเป็นโพสต์สาธารณะและติดต่อมายัง Facebook ของทาง SECPlayground รับฟรีทันที สิทธิ์การใช้งาน SECPlayground เพิ่มอีก 7 วัน อีกทั้งจะมีการสุ่มแจกบัตร Starbucks มูลค่า 500 บาทฟรีในทุก ๆ เดือนอีกด้วย ท่านใดที่สนใจสามารถติดตามและรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของทาง SECPlayground ครับ และอย่าลืมร่วมกิจกรรมของพวกเรากันเยอะ ๆ นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/secplayground-year-end-non-stop-challenge-sync-2020/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนา “ARUBA Solution with Smart Network Infrastructure”

บริษัท คัมบาย กรุ๊ป จำกัด ขอเชิญเหล่าผู้บริหาร IT Manager , CTO ,CIO และผู้ที่สนใจ ร่วมงานสัมนาในหัวข้อ “ARUBA Solution with Smart Network Infrastructure” ในวันที่พฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 เวลา 11.30 – 16.30 น. โดยผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้

Aruba พัฒนาสถาปัตยกรรม Mobile First Network ให้ก้าวหน้าด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้ระบบเครือข่ายปรับเปลี่ยนการทำงานได้โดยอัตโนมัติ พร้อมก้าวสู่ความเป็น Smart Digital Workplace พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้วย Aruba ClearPass และทำให้ระบบเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมได้อย่างปลอดภัยด้วย HPE SMART-X ซึ่งจะรองรับการทำงาน พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้เป็นอย่างดี (PDPA)ซึ่งภายในงานท่านจะได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลผลิตภัณฑ์ จาก HPE Aruba มากมายอีกด้วย

 ลงทะเบียนร่วมงาน คลิก  https://bit.ly/35MzLpW

from:https://www.techtalkthai.com/seminar-aruba-solution-with-smart-network-infrastructure-by-comebuy-sis/

[Guest Post] ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จัดงาน 5G WHA Smart Ecosystem งานใหญ่แห่งปี สำหรับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและไฟฟ้า และดิจิทัล แพลตฟอร์ม จัดงาน 5G WHA Smart Ecosystem นำเสนอข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยี 5G และการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ให้แก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ตอกย้ำพันธกิจรวมถึงยุทธศาสตร์ของบริษัท  ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปการร่วมขับเคลื่อนการทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล

บรรยายภาพ – นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มร.เดวิด นาร์โดน (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และนาย ไกรทส องค์ชัยศักดิ์ (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท จำกัด ร่วมกับแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยี ร่วมทำพิธีเปิดงาน 5G WHA Smart Ecosystem

 

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท จำกัด เพื่อสนับสนุนกลุ่มลูกค้าและกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาพัฒนาธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยดับบลิวเอชเอ ได้เชิญบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก อาทิ เอไอเอส  บ๊อช  ไชน่า โมบายล์  ดีแทค  หัวเว่ย และชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการนำเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นต่าง ๆ มาจัดแสดงให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะมาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่จะช่วยเสริมแกร่งการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

“เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ดับบลิวเอชเอและลูกค้าจะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและคว้าโอกาสแห่งความสำเร็จทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไปพร้อมกัน” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดงาน “เราอยู่ในยุคที่มีการใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมไร้สายอย่างแพร่หลาย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม S-curve และดึงดูดนักลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาสู่ตลาดไทย”

“ดับบลิวเอชเอ ได้นำทรัพยากรชั้นนำมาปรับใช้เพื่อเดินหน้าสร้างความมั่นใจและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งมอบสภาพแวดล้อมอัจฉริยะให้แก่ลูกค้า อันจะช่วยหนุนการเติบโตในช่วงเวลาที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ” มร.เดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติม “เราขอขอบคุณกลุ่มลูกค้าและพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของงาน 5G WHA Smart Ecosystem โดยดับบลิวเอชเอ พร้อมมุ่งมั่นทำตามพันธกิจที่ได้ให้สัญญาไว้ว่าเราจะพัฒนา Smart Ecosystem พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจของลูกค้าให้ได้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0”

ภายในงานดังกล่าว ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท ยังได้นำโซลูชั่นเทคโนโลยีมาจัดแสดงและนำเสนอบริการต่าง ๆ ให้กับลูกค้า อาทิ บริการไฟเบอร์ออพติก การให้เช่าอุปกรณ์และบริการด้านซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ผู้ที่มาร่วมงานยังได้พบกับบูธจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ จากผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลก รวมถึงร่วมพูดคุยกันอย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อสำรวจโอกาสในการทำงานร่วมกันในอนาคต

งาน 5G WHA Smart Ecosystem ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 120 คน จาก 100 บริษัท ที่ดำเนินธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ซึ่งตั้งอยู่ภายในโครงการอีอีซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0

 

ภายในงานมีการจัดแสดงบูธนิทรรศการโซลูชัน 5G จากผู้ให้บริการ 6 รายดังต่อไปนี้

ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท

ดับบลิวเอชเอ อินโฟนิท พร้อมนำเสนอบริการด้านดิจิทัล โซลูชั่นไอที สำหรับกลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรมหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย ดาต้าเซ็นเตอร์ บริการเช่าพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ไฟเบอร์ออพติก บริการอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ให้เช่า และดูแลระบบเน็ตเวิร์ก 

เอไอเอส 5G บิสสิเนส

เอไอเอส นำเสนอโซลูชั่น 5G ที่มาพร้อมกับหุ่นยนต์ เพื่อช่วยในการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม อาทิ การใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ในองค์กร ระบบเน็ตเวิร์กในองค์กร คลาวด์สำหรับภาคธุรกิจ ไอโอที/M2M โซลูชั่นไอซีที การดูแลรักษาความปลอดภัย รวมถึงบริการด้านดิจิทัล เช่น การตลาดดิจิทัล ระบบการใช้ชำระเงินดิจิทัล

บ๊อช

บ๊อช พร้อมให้บริการนวัตกรรมการสำหรับการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ภายใต้คอนเซ็ปต์  “Connected Life” ซึ่งภาคอุตสาหกรรม จะมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อชีวิตภายใต้คอนเซปท์ “Invented Life” อาทิ โซลูชั่น Active Shuttle, Bosch iSite, Nexeed and MEC Optimize ล้วนแล้วแต่มีความเหมาะสมสำหรับกลุ่มลูกค้าของดับบลิวเอชเอ

ไชน่า โมบายล์

ไชน่า โมบายล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) นำเสนอโซลูชั่น iSOLUTIONS ที่มีความหลากหลายสำหรับการผลิตอัจฉริยะ อาทิ ไอโอทีสำหรับภาคอุตสาหกรรมและโซลูชั่นในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การคาดการณ์ระบบบำรุงรักษา สามารถเช็กข้อมูลได้จากแอปพลิเคชั่นบนคลาวด์และมอนิเตอร์การทำงานได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงระบุสาเหตุและการแก้ไขเพื่อป้องกันการเกิดปัญหา

ดีแทค

ดีแทค นำเสนอบริการ Smart MDB Care โซลูชั่นอัจฉริยะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก กลางและองค์กรขนาดใหญ่ ที่เน้นให้ความสะดวกสบาย มอบบริการที่ไร้ความกังวลและคุ้มค่าที่สุด โดยดีแทค คือผู้นำด้านเครือข่ายคลื่น 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรม ที่ได้นำเทคโนโลยีไปใช้แล้วในระบบโลจิสติกส์ การติดตามเฝ้าระวังและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะผู้นำในการจัดการกระบวนการและมีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับโลก นำเสนอโซลูชั่นด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น การเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์กับคลาวด์ การควบคุมซอฟต์แวร์และการบริการที่เป็นไปตามวัฏจักรรวมถึงการจัดการองค์กรแบบบูรณาการ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของงาน 5G WHA Smart Ecosystem สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.facebook.com/whagroup และ www.wha-group.com

from:https://www.techtalkthai.com/wha-group-5g-wha-smart-ecosystem/