คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

TechTalk Webinar: แนวทางการปกป้องธุรกิจจาก Phishing, Ransomware และ Email Fraud

ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Security Engineer, IT Admin และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบ IT ภายในองค์กรทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “แนวทางการปกป้องธุรกิจจาก Phishing, Ransomware และ Email Fraud” เพื่อนำแนวทางเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจองค์กรได้ ในวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แนวทางการปกป้องธุรกิจจาก Phishing, Ransomware และ Email Fraud
ผู้บรรยาย: มนไท สายอรุณ, Senior solution consultant, CISSP
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

การโจมตีระบบ IT ขององค์กรนั้นนับวันจะยิ่งทวีความหลากหลายทางด้านวิธีการ และมีความซับซ้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ใน Webinar ครั้งนี้คุณมนไทจะมาเล่าถึง Best Practice ในการปกป้องธุรกิจองค์กรจากการโจมตีที่พบเจอกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Phishing, Ransomware และ Email Fraud

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_WGiEcON9TXy0qoZUM8JYjw

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-best-practices-for-fighitng-with-phishing-ransomware-email-fraud/

Advertisements

25 Passwords ยอดแย่ประจำปี 2018 … 123456 รั้งที่ 1 อย่างเหนียวแน่น

SplashData ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการรหัสผ่านชื่อดัง ได้ออกมาเปิดเผยถึง 25 รหัสผ่านยอดนิยม หรืออาจเรียกว่าเป็นรหัสผ่านยอดแย่ประจำปี 2018 นี้ ซึ่งอันดับหนึ่งยังคงเป็น “123456” ตามด้วย “password” เช่นเดียวกับปี 2017 และ 2016 ที่ผ่านมา

Credit: garagestock/ShutterStock.com

SplashData ได้รวบรวมข้อมูลรหัสผ่านกว่า 5,000,000 รายการที่หลุดออกมาสู่โลกอินเทอร์เน็ตในปี 2018 แล้วทำการจัดอันดับรหัสผ่านที่ได้รับความนิยมสูงสุด 100 อันดับแรก ซึ่งเรียกได้ว่า ถ้าใครใช้รหัสผ่านซ้ำกับ 100 อันดับนี้มีโอกาสเสี่ยงถูกแฮ็กได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในปีนี้ รหัสผ่านที่นิยม แต่แย่ที่สุดยังคงเป็น “123456” และ “password” โดยครองตำแหน่งมานาน 5 ปีติดต่อกัน

สำหรับรหัสผ่านที่น่าสนใจที่ปรากฏเข้ามาใหม่ คือ “donald” ซึ่งคาดว่ามาจากชื่อของ Donald Trump ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้มักนิยมเอาคำทั่วๆ ไป แต่เป็นกระแส ณ ขณะนั้นๆ มาตั้งเป็นรหัสผ่าน นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้ใช้หลายคนที่พยายามใช้อักขระพิเศษเพื่อให้รหัสผ่านของตนเองดูยากยิ่งขึ้น แต่ยังคงเรียงลำดับตามคีย์บอร์ดอยู่ดี นั่นคือ “!@#$%^&*”

SplashData คาดการณ์ว่า อย่างน้อย 10% ของผู้ใช้ทั่วโลกมีการใช้รหัสผ่าน 1 ใน 25 รหัสผ่านเหล่านี้

เปรียบเทียบรหัสผ่านยอดแย่ประจำปี 2018 และ 2017 ดังตารางด้านล่าง

  25 รหัสผ่านยอดแย่ประจำปี 2018 25 รหัสผ่านยอดแย่ประจำปี 2017
1. 123456 123456
2. password password
3. 123456789  12345678
4. 12345678 qwerty
5. 12345 12345
6. 111111 123456789
7. 1234567 letmein
8. sunshine 1234567
9. qwerty football
10. iloveyou iloveyou
11. princess admin
12. admin welcome
13. welcome monkey
14. 666666 login
15. abc123 abc123
16. football starwars
17. 123123 123123
18. monkey dragon
19. 654321 passw0rd
20. !@#$%^&* master
21. charlie hello
22. aa123456 freedom
23. donald whatever
24. password1 qazwsx
25. qwerty123 trustno1

ที่มา: https://www.teamsid.com/100-worst-passwords/

from:https://www.techtalkthai.com/25-worst-insecure-passwords-used-in-2018/

VMware เปิดสอนเทคโนโลยี Container และ Kubernetes เป็นภาษาไทย พร้อมเข้าทำ Online Lab ฟรี

เมื่อ Container กลายเป็นหนึ่งเทคโนโลยีหลักที่ VMware ให้ความสำคัญสูงมากในอนาคต ทาง VMware จึงได้เปิดคอร์สสอนเทคโนโลยี Container และ Kubernetes ฟรีพร้อมมี Subtitle ภาษาไทย พร้อมเปิด Hands-on Lab ให้ลงมือทำกันได้แบบ Online บนเว็บไซต์ของ vForum Online ซึ่งจะเปิดให้เข้าไปทำได้ถึงวันที่ 28 ธ.ค. 2018 นี้ โดยมีวิธีการเข้าเรียนและทำ Hands-on Lab ฟรีดังนี้

Credit: VMware

ลงทะเขียนเข้าร่วม VMware vForum Online กันก่อน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วม VMware vForum Online สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://secure.vmware.com/vFORUMOnline_TH จากนั้นเมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว ก็จะสามารเข้าร่วมงานได้ด้วยการคลิกปุ่ม ATTEND vFORUM ONLINE หรือเข้าร่วมได้ที่ https://onlinexperiences.com/Launch/Event.htm?ShowKey=57037?src=&elq=&cid= แล้วใส่ Email ที่ได้ทำการลงทะเบียนเอาไว้

การเข้าเรียนเนื้อหาแบบออนไลน์

ตัวเนื้อหาจะเล่าถึงเทคโนโลยี VMware PKS และ vRealize Automation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้าน Container ของ VMware โดยจะมุ่งเน้นที่การอธิบายโครงสร้างเบื้องหลังเทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด และเล่าถึงการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีแต่ละส่วนอย่างครบถ้วนในภาพรวม

สำหรับวิธีการเข้าเรียน เมื่อเข้าสู่หน้าของ vForum Online ได้แล้ว ให้เลือกที่ Auditorium แล้วเลือกที่ *NEW Thai Sessions จากนั้นให้ทำการเลือกแท็บ Data Center & Cloud Track – Thai แล้วจึงเลือกหัวข้อ Container Management and VMware PKS Support for vRealize Automation – Thai แล้วคลิกที่ปุ่ม On Demand เพื่อรับชมเนื้อหาได้เลย

การเข้าทำ Hands-on Lab แบบออนไลน์

เนื้อหาในแล็บจะเล่าทั้งส่วนของ Kubernetes พื้นฐาน, Pivotal Container Service (PKS) และการบริหารจัดการและ Deploy ระบบ Application โดยแบ่งเป็น 153 ขั้นตอนสั้นๆ ที่ใช้เวลารวมกันประมาณ 2 ชั่วโมงในการเรียน โดยทาง VMware จะสร้าง Virtual Desktop ขึ้นมาให้เราทำ Lab ได้จากระยะไกล โดยเนื้อหาใน Hands-on Lab นี้จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

ในหน้าของ vForum Online ให้เลือก Hands-on Lab จากนั้นเลือกที่แท็บ Next Gen Trends แล้วจึงเลือกหัวข้อ VMware Pivotal Container Service and Kubernetes – Getting Started แล้วเลือกปุ่ม Run Lab Now ได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-free-e-learning-on-container-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-kubernetes-online-lab/

[PR] บทความพิเศษ: การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย

บทบรรณาธิการ : Kent Walker, Senior Vice President, Global Affairs, Google

หลายปีก่อนผมได้ฟังการบรรยายของ Hans Rosling นักสถิติชื่อดังชาวสวีเดนที่ทำงานด้านการนำเสนอแผนภาพข้อมูล (Data Visualization) เขาฝันถึงแดชบอร์ดสำหรับวิกฤตทั่วโลก เขากล่าวว่า “เรามีแดชบอร์ดสำหรับรถยนต์แล้ว แต่เรายังไม่มีแดชบอร์ดสำหรับปัญหาใหญ่ๆ ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่”

วันนี้แดชบอร์ดที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เรากำลังผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการประมวลผลข้อมูล เครื่องมือเหล่านี้เริ่มช่วยให้เราเข้าใจวิกฤตที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราระบุรูปแบบต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อม เยียวยา หรือแม้กระทั่งป้องกันวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ด้านความยั่งยืน เราอยู่ในจุดที่ AI กำลังพัฒนาความสามารถของมนุษยชาติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามที่ Hans Rosling คิดไว้

หลายศตวรรษที่ผ่านมาผู้คนได้ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความเสี่ยงและความท้าทายไปด้วย การยืนกรานว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่มีความเสี่ยงคือการปฏิเสธความก้าวหน้าของมนุษย์ ไฟฟ้าทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ แต่ก็สามารถก่อให้เกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดใช้ไฟฟ้า แต่หมายความว่าเราต้องใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับ AI ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันเทียบได้กับการที่บรรพบุรุษของเราหาวิธีใช้ไฟฟ้าหรือไฟ เราจะใช้ประโยชน์จาก AI และป้องกันผลกระทบของมันไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องมีการพัฒนา AI อย่างครอบคลุม บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายมีหน้าที่ในการเพิ่มจำนวนพนักงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง Google ด้วย และพวกเขาควรเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่นอกองค์กรได้ใช้เครื่องมือในการสร้าง AI อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสังคม สำหรับ Google เรามี TensorFlow แมชชีนเลิร์นนิงเฟรมเวิร์กแบบโอเพนซอร์สที่ให้บริการฟรีสำหรับทุกคน

นอกจากนี้เรายังมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีด้วยความรับผิดชอบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทีมงานของเราได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบนี้ต้องมาก่อนการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เราต้องการที่จะสร้างกฎบัตรจริยธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร และแบ่งปันค่านิยมของเราสู่สังคม ในปีนี้เราได้ประกาศหลักการในการพัฒนา AI ซึ่งเป็นกฎบัตรจริยธรรมสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ของ Google

หลักการเหล่านี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของเราเกี่ยวกับประเภทของฟีเจอร์ที่เราควรต้องสร้างและการค้นคว้าวิจัยต่างๆ ที่เราควรต้องดำเนินการ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกับเทคโนโลยีและเครื่องมืออํานวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ช่วยตามหาคนหาย รวมทั้งแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่นำไปใช้ได้หลายด้าน เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเป็นไปตามหลักการและค่านิยมขององค์กรของเรา และเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบในเชิงลบ เรายังได้ร่วมมือกับองค์ต่างๆ เพื่อ

ระบุและแจกแจงความท้าทายเหล่านี้ ที่ Google เราได้พิจารณาข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนโยบายที่สำคัญต่างๆ ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้ API สำหรับการจดจำใบหน้าบน Google Cloud 

หลักการในการพัฒนา AI ประการแรกของเราคือเทคโนโลยีที่เรากำลังพัฒนาอยู่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ปัจจุบัน AI ได้ผนวกรวมเข้ากับแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก เช่น แอปพลิเคชัน Google Translate ที่ช่วยให้ผู้จากหลากหลายภาษาสามารถสื่อสารกันได้ แต่นอกเหนือจากการทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นแล้ว AI ยังสามารถใช้ในการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ด้วย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการนำเทคโนโลยีของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การพยากรณ์น้ำท่วมในอินเดีย การอนุรักษ์ประชากรนกที่ใกล้สูญพันธุ์ในนิวซีแลนด์ และการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมายในประเทศอินโดนีเซีย

เราตระหนักดีว่ามีความคิดที่ยอดเยี่ยมมากมายที่ไม่ได้รับการต่อยอดให้เกิดประโยชน์ขึ้นจริงเนื่องจากขาดทรัพยากรที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เปิดตัวโครงการ Google AI Challenge Impact ที่เปิดโอกาสให้องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร องค์กรทางสังคม และสถาบันการวิจัยทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ในสังคม เราจะช่วยเปลี่ยนแนวคิดที่ดีที่สุดให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ Google พร้อมด้วยเงินทุนสนับสนุนจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Google.org 

การพัฒนา AI จำเป็นต้องมีผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักพัฒนา หรือนักวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การพัฒนา AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหมายถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมในการนิยามความหมายของสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือของรัฐบาลมีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากบทบาทสำคัญของรัฐในการจัดหาสินค้าสาธารณะและการควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับในประเทศไทยเรากำลังเริ่มโครงการที่น่าตื่นเต้นในการใช้ AI เพื่อป้องกันภาวะตาบอดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 5 ล้านคน และ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้ตาบอดถาวรได้ แต่ในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาเพียง 1,400 คนเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถช่วยผู้ป่วยจากการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น เราได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการนำร่องที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง  

ประการสุดท้าย เราจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนา AI จะต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมีการเติบโต ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบและการประยุกต์ใช้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลทั้งหมดในสังคม กรอบการกำกับดูแลเหล่านี้ต้องเกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคอุตสาหกรรม

แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลการพัฒนา AI แต่หากมองระดับภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกยังขาดกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอในการพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นนี้ อีกหนึ่งการดำเนินงานของเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ UNESCAP คือการมอบเงินทุนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific AI for Social Good Research Network) เครือข่ายนี้จะนำนักวิชาการชั้นนำจากสมาคมมหาวิทยาลัยภาคพื้นแปซิฟิก (Association of Pacific Rim Universities) มารวมตัวกันเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และสร้างกรอบการกำกับดูแล นอกจากนี้ยังจะเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ กับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน

เราหวังว่าเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมนี้จะกลายเป็นระบบนิเวศที่มีความร่วมมือกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคเอเชียแปซิกเพื่อพิจารณาว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร ประเด็นที่ว่า AI จะได้รับการพัฒนาและนำไปใช้อย่างไรเป็นเรื่องที่สำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนแล้วว่าเราจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างมีความรับผิดชอบ ลดความเสี่ยงในการใช้งานที่ไม่เหมาะสม และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมันได้อย่างไร

from:https://www.techtalkthai.com/utilizing-artificial-intelligence-in-thailand/

US Intelligence Community ยกให้ Quantum Computing และ AI เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

US Intelligence Community หรือกลุ่มที่ประกอบด้วย 16 ตัวแทนหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทำงานประสานงานกันเพื่อถ่ายทอดข้อมูลได้ยกให้ Quantum Computing และ AI รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่างระบบ Autonomous System หรือ IoT อาจกลายเป็นภัยกำเนิดใหม่ต่อความมั่นคงของชาติหากคนร้ายนำไปใช้ในทางไม่ดี

credit : Techcruch

ภัยที่เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน (Dual-use Technologies) นี้ทาง Intelligence Community กล่าวว่า “คนร้ายอาจเข้าถึง AI ที่ใช้ในเพื่อการค้าได้และอาจประยุกต์ไปเป็นอาวุธ” ในอีกด้านหนึ่ง “คนร้ายอาจใช้การ Quantum Communication เป็นช่องทางลับในการติดต่อหากันซึ่งทางสหรัฐฯจะไม่สามารถดักหรือถอดความได้เลย” สามารถดูการประกาศเต็มได้ตามภาพด้านบน

ที่มา : https://techcrunch.com/2018/12/13/us-intelligence-quantum-computing-artificial-intelligence-national-security-threat/

from:https://www.techtalkthai.com/us-intelligence-community-say-quantum-computing-and-ai-are-new-threats/

IDC เผยยอดขาย Server ทั่วโลกไตรมาสที่ 3 ปี 2018 Dell EMC, HPE ยังคงเป็นผู้นำ

IDC ได้ออกมาเผยถึงสถิติจาก Worldwide Server Tracker สำหรับไตรมาสที่ 3 ปี 2018 ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด ด้วยยอดขายที่เติบโตถึง 37.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2017

Credit: IDC

ในไตรมาสดังกล่าว Dell EMC และ HPE ได้ขึ้นเป็นผู้นำของตลาดด้วยส่วนแบ่ง 17.5% และ 16.3% ตามลำดับ ตามมาด้วย Inspur, Lenovo, IBM, Huawei และ Cisco

ด้วยอัตราการเติบโต 37.7% นี้ ก็ทำให้มูลค่าตลาดในไตรมาสนี้สูงถึง 23,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 748,800 ล้านบาท โดยมีจำนวน Server ที่ส่งมอบมากถึง 3.2 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้นมาถึง 18.3% โดย Server ขนาดเล็กนั้นมีการเติบโตมากสุดที่ 40.2% ตามมาด้วย Server ขนาดกลาง 39.4% และ Server ขนาดใหญ่ 6.9%

ผู้ที่สนใจสถิติฉบับเต็ม สามารถซื้อรายงานฉบับนี้ได้ที่ https://www.idc.com/tracker/showproductinfo.jsp?prod_id=7

ที่มา: https://www.storagereview.com/idc_release_3q18_worldwide_server_tracker

from:https://www.techtalkthai.com/idc-reveals-server-shipment-stat-on-2018-q3/

เป้าหมาย 6 ข้อสำหรับ CISO ในปี 2019

Darkreading ได้ออกมาแนะนำถึงเป้าหมาย 6 ข้อที่ CISO ควรจะตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องทำให้ได้ในปีหน้า ซึ่งเราเห็นว่าน่าสนใจจึงได้ขอสรุปมาให้ได้อ่านกัน

แนวทางปฏิบัติทั้ง 6 ข้อมีดังนี้

1.ประสานงานและเป็นคนกลางสื่อสารเชื่อมระหว่างบอร์ดบริหารกับทีมงานหรือคอยตอบคำถามบอร์ดบริหารในข้อซักถามต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

2.ปัญหาการขาดคนที่มีทักษะด้าน Security เกิดขึ้นในวงกว้างแต่ในปีหน้า CISO ต้องสร้างทีมให้ใหญ่ขึ้นและต้องรักษาคนเก่าไว้ให้ได้ด้วย รวมถึงต้องสอนพนักงานเก่าให้มีทักษะดีขึ้นกว่าเดิม

3.องค์กรส่วนใหญ่ยังขาดความเชี่ยวชาญการใช้งาน Container อยู่มากซึ่งปัญหาหลักคือต้องระวังเรื่องของการตั้งค่าผิดพลาดจึงต้องหาเครื่องมือหรือคิดวิธีการที่สามารถติดตามภาพเหล่านี้ให้ได้

4.เข้าใจและระวังเรื่องของความเสี่ยงจาก API ที่อาจนำไปสู่การเกิดการรั่วไหลของข้อมูลซึ่งมีตัวอย่างเกิดขึ้นหลายครั้งในปี 2018 นี้

5.ดำเนินการเรื่องของ GDPR ต่อเนื่องเพราะกฏหมายนี้ยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตามจากผลสำรวจพบว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ได้คุณภาพตามเกณฑ์ของกฏหมายฉบับนี้ด้วยซ้ำ

6.ตรวจตราระแวดระวังผู้รับเหมาหรือบริษัทที่มีส่วนกับการดำเนินธุรกิจขององค์กรโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่น ฮาร์ดแวร์ ส่วนประกอบจากโอเพ่นซอร์ส หรืออุปกรณ์ IoT เพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดอ่อนต่อการโจมตีบริษัทของเราได้

from:https://www.techtalkthai.com/6-to-do-list-for-ciso-in-2019/