คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

[Guest Post] การสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนเข้าสู่เมนสตรีม เปิดโอกาสครั้งสำคัญสำหรับการโฆษณาในตลาดขนาดมหึมานี้

รายงานใหม่ล่าสุดของ Adjust เรื่องการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟน ระบุว่า นับแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว 52.5% ของผู้บริโภคทั่วโลกใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการสตรีมมิ่งคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้น

 

การสตรีมมิ่ง Over The Top (OTT) กำลังบูมในช่วงของการระบาดทั่วโลกของไวรัสโควิด-19 ตามรายงานล่าสุด ซึ่งเพิ่งจะเผยแพร่วันนี้ โดย Adjust แพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดแอประดับโลก ทั้งยังแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการบริโภคผ่านสมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งยังทำลายมายาคติที่เชื่อกันว่าการสตรีมมิ่งส่วนใหญ่จะเกิดระหว่างการเดินทางไปหรือกลับจากที่ทำงาน 84% ของผู้บริโภคในประเทศที่เป็นเป้าหมายของการวิจัย บอกว่าในช่วงของการระบาดนั้น เขาใช้สมาร์ทโฟนเพื่อสตรีมคอนเทนต์มากกว่าเดิมหรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

โดยเฉลี่ยแล้ว กว่าครึ่งของผู้บริโภคที่เราสอบถาม (52.5%) บอกว่าสตรีมคอนเทนต์วิดีโอมากขึ้นตั้งแต่มีการล๊อกดาวน์ มีเพียง 12% ของผู้บริโภคเท่านั้นที่สตรีมน้อยลง ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมากกว่าคนเหล่านั้นสี่เท่าตัวกำลังใช้สมาร์ทโฟนสตรีมคอนเทนต์วิดีโออยู่

งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล 8,000 คนจากประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ตุรกี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีและประเทศจีน รายงานปี 2021 เรื่องการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนฉบับนี้ ยังพบว่าในประเทศที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน คนทุกช่วงวัยใช้สมาร์ทโฟนในการสตรีมมิ่งชนิดติดหนึบจนเป็นนิสัย กล่าวโดยรวม 90% ของ user อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ในประเทศจีน (89.8%) และตุรกี (88.9%) บอกว่าสตรีมผ่านสมาร์ทโฟนทุกวันหรืออย่างต่ำก็สัปดาห์ละครั้ง.

“ความเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือของกิจวัตรการสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกและเกิดในทุกช่วงวัย สร้างโอกาสอันมหาศาลในเรื่องการโฆษณา และบทบาทใหม่ๆ ของการวิเคราะห์กิจกรรมในสมาร์ทโฟน” คือคำกล่าวของ นายพอล เอช. มุลเลอร์, ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Adjust. “เมื่อเราเข้าใจเหตุผลและเวลาที่ผู้บริโภคเลือกจะสตรีม และรู้ว่าช่องทางกับแคมเปญไหนที่ส่งผลกระทบทางการตลาดสูงสุด เราก็จะมีศักยภาพชนิดที่ไร้ขีดจำกัด ในการสร้างฐาน user ซึ่งภักดีพร้อมด้วยมูลค่าตลอดชีพสูง.”

 

หัวข้อน่าสนใจอื่นๆ จากรายงานนี้ได้แก่

  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนสตรีมคอนเทนต์อย่างน้อยวันละครั้ง User ในประเทศจีน (93.8%) และตุรกี (91.9%) สตรีมบ่อยที่สุด คือตั้งแต่วันละครั้งหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เทียบกับสหรัฐอเมริกา 69.4%, ญี่ปุ่น 57.2% และสหราชอาณาจกร 45.7%
  • User ทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อการสตรีมมิ่งแต่ละครั้ง พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชมไม่ได้แค่แวะแทะเล็มคอนเทนต์ชิ้นสั้นๆ เล็กๆ แต่ดูต่อเนื่องกันหลายตอนและดูหนังเป็นเรื่องๆ
  • มิลเลนเนียลซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่สตรีมผ่านสมาร์ทโฟน ยังดูคอนเทนต์เป็นเวลานานกว่ากลุ่มอื่นๆ ด้วย ระยะเวลาโดยเฉลี่ยคือเกิน 90 นาทีเล็กน้อย (94.2) ตามมาติดๆ ด้วยเจ็นซี คือต่ำกว่า 90 นาทีเล็กน้อย (87.6)
  • .แม้ user อายุอย่างน้อย 55 ปีจะรั้งท้ายในข้อมูลชุดนี้ แต่ระยะเวลาเฉลี่ย 65 นาทีต่อครั้งสื่อว่าคนกลุ่มนี้กำลังอุ่นเครื่อง คือพร้อมจะตามกลุ่มอื่นๆ มาติดๆ
  • ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินไม่น้อยกับสตรีมมิ่งและบริการความบันเทิงชนิดออนดีมานด์อื่นๆ เกาหลีนำลิ่วที่เดือนละ $42.68 เทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ $33.58 และสหราชอาณาจักรที่ $34.82

ทีวีผ่านสตรีมมิ่งยังปลดล๊อกโอกาสสำคัญเกี่ยวกับการใช้งานจอที่สองอีกด้วย

งานวิจัยของ Adjust ยังให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความแพร่หลายของการใช้งานจอที่สอง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วไป พร้อมกับการบูมของทีวีผ่านสตรีมมิ่ง (CTV) โดยเฉลี่ยแล้ว มากกว่าสามในสี่ (76%) ของผู้ตอบบอกว่าใช้สมาร์ทโฟนไปด้วยระหว่างดูทีวี พฤติกรรมการดูแบบนี้ชัดเจนขึ้นในสิงค์โปร์และประเทศจีน (85% ทั้งสองประเทศ) สหรัฐอเมริกาตามมาติดๆ (83%)

ทางเลือกอันดับแรกของคนที่ใช้งานจอที่สองคือแอปโซเชียล ที่ 65.4% โดยเฉลี่ย ตามด้วยแอปธนาคาร (54.9%) และแอปเกม (44.9%) คนที่ใช้งานจอที่สองในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกมักหิวและสั่งอาหารเดลิเวอรี ประเทศจีนหิวมากกว่าประเทศอื่น (65.2%) เกาหลี (36.6%) และสิงคโปร์ (48.2%)

ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์การใช้งานจอที่สองนี้ได้ โดยใส่ call-to-action ลงในโฆษณาของตน เช่นให้ดาวน์โหลดแอปสมาร์ทโฟนผ่านทางคิวอาร์โค้ด สิ่งนี้มีศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ทั้งใหม่และมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ โดยข้ามสองดีไวส์พร้อมกัน

 

วิธีการ

รายงานสตรีมมิ่งมือถือปี 2021 นำมาจากการวิจัยผู้บริโภคที่จัดทำโดย Censuswide ในนามของ Adjust จากการสำรวจทั่วโลกของผู้บริโภคสตรีมมิ่งทีวี วิดีโอทั้งหมด 8,000 คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

งานวิจัยนี้ใช้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนในระดับประเทศของผู้บริโภคทีวี / วิดีโอสตรีมมิ่ง 1,000 รายในแต่ละประเทศต่อไปนี้: อังกฤษ เยอรมนี ตุรกี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี และจีน ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2020 ถึง 10 พฤศจิกายน 2020 และสหรัฐอเมริการะหว่าง 23 กันยายนและ 29 กันยายน 2020

 

เกี่ยวกับ Adjust

Adjust คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดแอประดับโลก เชี่ยวชาญมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านประสิทธิภาพและความเป็นส่วนตัว โซลูชั่นต่างๆ ของ Adjust ยังรวมไปถึงการระบุแหล่งที่มา การวัดผล การป้องกันการฉ้อโกงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเครื่องมือด้าน automation ภารกิจของบริษัทคือทำให้การตลาดบนสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ฉลาดขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิม สำหรับแอปกว่า 50,000 ซึ่งทำงานกับ Adjust ในขณะนี้

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-adjust-streaming-report/

[Guest Post] Telematics – เปลี่ยนแปลงการประกันรถยนต์และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่

ปัญหาที่พบ

ก่อนหน้านี้ บริษัทประกันภัยได้ใช้การประเมินเกี่ยวกับอุบัติเหตุโดยอาศัยความเห็นของบุคคล ซึ่งมักอ้างอิงจากการรำลึกเหตุการณ์ของผู้ขับขี่แต่ละบุคคลในการวิเคราะห์อุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นผลให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอาจเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน

 

 

โซลูชัน

Aioi Nissay Dowa Insurance ได้พัฒนาระบบโดยใช้เทคโนโลยีการจดจำภาพด้วยระบบ AI เพื่อระบุสีของไฟสัญญาณจราจรและสภาพท้องถนนอย่างแม่นยำร่วมกับเทคโนโลยี Visual SLAM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของฟูจิตสึในการบันทึกตำแหน่งและความเร็วของยานพาหนะอย่างแม่นยำ

ประโยชน์

โซลูชันนี้จะบันทึกข้อมูลที่สำคัญด้วยความเป็นกลางเช่น สีของสัญญาณไฟจราจรและความเร็วของยานพาหนะที่เกี่ยวข้องในขณะเกิดอุบัติเหตุโซลูชันนี้ยังวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการอุบัติเหตุและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาลด้วยบริการที่ตอบสนองต่ออุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และตลอด 365 วัน โซลูชันนี้สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการจ่ายค่าประกันความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ประมาณ 50%

กรณีศึกษา

Aioi Nissay Dowa Insurance Co.,Ltd.

ดำเนินงานภายใต้ MS & AD Insurance ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทประกันวินาศภัยที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น Aioi Nissay Dowa Insurance มุ่งมั่นที่จะช่วยให้เกิดสังคมแห่งการเดินทางที่ปลอดภัยและไร้กังวลมากยิ่งขึ้น Aioi Nissay Dowa Insurance คือผู้บุกเบิกด้านการประกันรถยนต์ที่ใช้ระบบเทเลเมติกส์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

สินค้าและบริการ

เทคโนโลยีการจดจำภาพด้วยระบบ AI

เทคโนโลยี Fujitsu Visual SLAM

 

การตอบสนองต่ออุบัติเหตุขึ้นกับข้อมูลจากมุมมองส่วนตัว

ในปัจจุบัน จำนวนอุบัติเหตุจากการจราจรลดน้อยลงเนื่องจากยานพาหนะมีความปลอดภัยมากขึ้นและมีการออกมาตรการความปลอดภัยด้านการจราจรใหม่ๆ ที่ครอบคลุมมากขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปก็ได้สร้างความต้องการในบริการที่ให้ความคุ้มครองหลากหลายขึ้น เช่น ผู้บริโภคมีความต้องการบริการที่รองรับการเกิดอุบัติเหตุในเวลากลางคืนและในวันหยุดมากขึ้น และความต้องการในบริการประกันภัยรูปแบบใหม่ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วยในประเทศญี่ปุ่น ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจะต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ป้องกันอันตราย

ที่จะสร้างความเสียหายมากขึ้น และต้องรายงานอุบัติเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นผู้ขับขี่จะต้องติดต่อบริษัทประกันภัยของตน แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ขับขี่เกิดอารมณ์เสียขึ้นมาหลังเกิดอุบัติเหตุMitsuru Sato รองผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปกล่าวว่า “หากเราไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เราก็ไม่สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยและชำระเงินประกันได้อย่างเหมาะสมและกรณีเช่นนี้อาจทำให้เราและลูกค้าเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก” ปัจจุบัน บริษัทประกันภัยวิเคราะห์อุบัติเหตุจราจรจากความเห็นส่วนบุคคล โดยพิจารณาจากการรำลึกเหตุการณ์ของผู้ขับขี่เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับอีกฝ่ายอาจใช้เวลานาน

บันทึกสาเหตุและเงื่อนไขของอุบัติเหตุอย่างแม่นยำ

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ Aioi Nissay Dowa Insurance ได้รับการแนะนำให้ใช้ระบบTelematics เพื่อการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน “ระบบนี้สามารถรองรับงานสนับสนุนการบริการที่ซับซ้อนหลังเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงบริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชัว่โมงทุกวันตลอดทั้งปี Masahiro Higuchi ผู้อำนวยการและ กรรมการบริหารอาวุโสกล่าวบริการนี้ได้รวมเอาข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงที่พัฒนาโดยความร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย ฟูจิตสึได้พัฒนาเทคโนโลยีจดจำภาพโดยใช้ AI ซึ่งสามารถบันทึกสภาพถนนและสถานะของสัญญาณไฟจราจรได้อย่างแม่นยำรวมถึงเทคโนโลยี Visual Simultaneous Localization and Mapping (Visual-SLAM) ที่สามารถคำนวณตำแหน่งและความเร็วของรถด้วยความแม่นยำระดับสูง “เทคโนโลยีของฟูจิตสึสามารถบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น สีของสัญญาณไฟจราจรและความเร็วในการเดินทางของยานพาหนะในขณะเกิดอุบัติเหตุ” Toshihiko Numata รองผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือการจำ ลองการเกิดอุบัติเหตุ ขึ้นใหม่อย่างแม่นยำ ให้มุมมองที่กว้างกว่าการรำลึกข้อมูลในส่วนของผู้ขับขี่ และการวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

 

Aioi Nissay Dowa Insurance Co.,Ltd.

ดำเนินงานภายใต้ MS & AD Insurance ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทประกันวินาศภัยที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น Aioi Nissay Dowa Insurance มุ่งมั่นที่จะช่วยให้เกิดสังคมแห่งการเดินทางที่ปลอดภัยและไร้กังวลมากยิ่งขึ้น Aioi Nissay Dowa Insurance คือผู้บุกเบิกด้านการประกันรถยนต์ที่ใช้ระบบเทเลเมติกส์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

 

สินค้าและบริการ

เทคโนโลยีการจดจำภาพด้วยระบบ AI

เทคโนโลยี Fujitsu Visual SLAM

 

วิสัยทัศน์ร่วมกันเป็นกุญแจสำคัญในการร่วมเป็นพันธมิตร

ด้วยการนำเสนอระบบ Telematics เพื่อการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และการบูรณาการให้ทำงานร่วมกับระบบ I’mZIDAN ซึ่งเป็นบริการช่วยเหลือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตลอด 24 ชั่วโมง Aioi Nissay Dowa Insurance วางแผนที่จะลดเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากการประกันความเสียหายต่อทรัพย์สินให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของเวลาที่เคยใช้ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จของโครงการร่วมระหว่าง Aioi Nissay Dowa Insuranceและ Fujitsu นั้นเป็นผลมาจากความร่วมมือทางเทคนิคที่เหนือธรรมดาToshihiko Numata กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของฟูจิตสึ สำหรับสังคมแห่งการเดินทางที่สะดวกสบาย โดยมีการป้องกันอุบัติเหตที่ดีนั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท

การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการสร้างพันธมิตรที่ประสบความสำเร็จ Aioi Nissay Dowa Insurance เห็นว่า ฟูจิตสึไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการเทคโนโลยีแต่เป็นพันธมิตรระยะยาวซึ่งพวกเขาสามารถทำงานและเติบโตไปด้วยกันเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และตระหนักถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันในท้ายที่สุด

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fujitsu-telematics/

[Guest Post] “ฟยอร์ดเทรนด์ 2021” โดยเอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอ็กทิฟ วิเคราะห์เทรนด์โลก มองปี 2021 เป็นจุดเปลี่ยนของศตวรรษที่ 21

รายงานวิเคราะห์เทรนด์โลก จาก 2020 ปีแห่งการทบทวนวิถีการใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนของผู้คน สู่ 7 แนวโน้มเด่นในปี 2021 เสริมสร้างความหวังใหม่ให้กับธุรกิจ ผู้บริโภค และสังคม

 

 

รายงานฉบับใหม่ของเอคเซนเชอร์ (NYSE: ACN) พบว่า ในเวลาที่วิกฤตโควิด-19 ได้ทำให้เกิดนิยามใหม่และการปรับเปลี่ยนของระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม แต่อัจฉริยภาพของมนุษย์ก็ทำให้สามารถคิดนวัตกรรมคลื่นลูกใหม่ ให้พร้อมเป็นพิมพ์เขียวสำหรับหลายทศวรรษข้างหน้า

รายงานฟยอร์ดเทรนด์ (Fjord Trends 2021)” จัดทำเป็นปีที่ 14 แล้ว จากการวิจัยข้อมูลในเครือข่ายนักออกแบบและสร้างสรรค์งานระดับโลกของเอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอ็กทิฟ พบว่าองค์กรต่าง ๆ จะมีโอกาสเปิดศักยภาพและตลาดใหม่ จากการนำกลยุทธ์ บริการ และประสบการณ์แบบใหม่ ๆ ไปใช้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่พัฒนาและเปลี่ยนไปอยู่ตลอด

นายดาวิน สมานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการทางการเงิน เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย

 

“จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อโลกผ่านพ้นวิกฤตหนึ่งมาได้ ยุคแห่งแนวคิดใหม่ก็จะเริ่มต้นขึ้น” นายดาวิน สมานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการทางการเงิน เอคเซนเชอร์ ประเทศไทยกล่าวและเสริมว่า “เมื่อมองภาพถึงอนาคตข้างหน้า ยังมีศักยภาพอีกมากมายในโลกที่รอเราอยู่ บางอย่างอาจน่ากลัว บางอย่างน่าตื่นเต้นที่ยังรอให้เราสำรวจค้นหา สิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าเวลาช่วงที่เหลือของศตวรรษนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งทุกธุรกิจต่างก็มีสิทธิ์และอิสระที่จะคิด จะทำ ต่างกันออกไป”

รายงานฟยอร์ดเทรนด์ในปีนี้พบว่า โรคระบาดทำให้เกิดทั้งความชัดแจ้งและความตกใจ ขณะที่ก็เกิดความโกลาหลและความเศร้าสลดด้วย สถานการณ์ดังกล่าวได้เผยให้เห็นว่า สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์คืออะไร และได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชุมชนและนักคิดที่สร้างสรรค์งานอยู่กับบ้าน เราได้เห็นการทดลองใหม่ ๆ ในภาคธุรกิจ เช่นการจะตอบสนองต่อสถานการณ์ในด้านมาตรการและการสื่อสารอย่างไร จะสนองต่อความคาดหวังของลูกค้าที่ยกระดับมากขึ้นอย่างไร และจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าองค์รับรู้และเข้าใจได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินต่อเนื่องไปในขณะที่องค์กรก็ต้องฝ่าฟันสภาพเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงด้วย

รายงาน Fjord Trends 2021 ได้สำรวจ 7 แนวโน้มเด่นที่จะเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และสังคมในอนาคต พร้อมให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมแก่องค์กรในการฟื้นฟูศตวรรษที่ 21 ให้สดใส

  1. วิถีใหม่ห่างเพราะห่วง (Collective Displacement): ในปี 2563 วิถีที่คนได้รับประสบการณ์และสถานที่เกิดประสบการณ์นั้น ๆ เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นมา ทุกคนต่างต้องแยกย้าย แยกกันทำงานหรือทำกิจกรรม เราต่างต้องหาวิธีใหม่และสถานที่ใหม่ ในการจะทำการงานที่จำเป็น รวมทั้งทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน ซื้อของ เรียนรู้ เข้าสังคม เลี้ยงลูก และดูแลสุขภาพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนไปสำหรับหลาย ๆ คน ตัวแบรนด์เองก็ต้องหาแนวทางใหม่ และนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย
  2. นวัตกรรม DIY (Do-it-yourself innovation): นับวัน นวัตกรรมก็ยิ่งขับเคลื่อนด้วยความปราดเปรื่องของมนุษย์ ที่ต้องค้นหาแนวทางใหม่ หรือ “เอาตัวรอด” เมื่อต้องเจอกับความท้าทาย ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างงานบ้าน เอาแผ่นรองรีดผ้ามาทำเป็นโต๊ะเขียนหนังสือหรือโต๊ะทำงาน การต้องรับบทครูแทนบทบาทของพ่อแม่ เป็นต้น เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทเป็นตัวช่วยดึงความอัจฉริยะ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนจึงฉายแสงออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองไปจนถึงเทรนเนอร์ส่วนตัวที่ยึดแพลตฟอร์ม TikTok และวิดีโอเกมเป็นเวทีแสดงแนวคิด หรือสื่อสารออกมาให้สาธารณะได้รับรู้ มนุษย์จึงต้องการโซลูชั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ในยุคที่แบรนด์ถูกคาดหวังให้คิดค้นโซลูชั่นที่สำเร็จมาแล้ว กลับเปลี่ยนเป็นยุคที่แบรนด์ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมของแต่ละบุคคลมากขึ้น
  3. ความเป็นทีมที่หลากหลาย (Sweet teams are made of this): จากที่เคยทำงานข้างนอก ตอนนี้การต้องอยู่ต้องกินในบ้านซึ่งกลายมาเป็นที่ทำงาน ส่งผลอย่างมากต่อความสัมพันธ์ที่มีระหว่างนายจ้างและพนักงาน รวมทั้งประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใครจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องชุดที่ใส่เมื่อมีการทำวิดีโอคอลคุยเรื่องงาน ในสถานที่ที่เป็นบ้านของเขาเอง หรือใครเป็นคนรับผิดชอบในการสงวนสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของคนที่ทำงานที่บ้าน แม้ว่าเราจะมีวัคซีนแล้วก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้เกิดขึ้นอย่างถาวรแล้ว ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับงาน และระหว่างนายจ้างกับทีมงาน รูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและจะมีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต
  4. ท่องโลกแบบอินเทอร์แอ็กทิฟ (Interaction wanderlust): ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ผ่านทางหน้าจอมากขึ้น เราจะสังเกตเห็น “สิ่งเดิม ๆ” ในหน้าจอที่เหมือนเป็นเทมเพลตเดียวกันในแง่ประสบการณ์ดิจิทัล องค์กรจึงต้องคิดใหม่ในเรื่องการออกแบบ เรื่องคอนเทนต์ กลุ่มเป้าหมาย และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อให้สามารถสร้างความแตกต่าง ตื่นเต้น เร้าใจ เพลิดเพลิน และโดนใจ เจาะเข้าไปในประสบการณ์ที่พวกเขาพบเจอบนหน้าจอ
  5. ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไหลลื่น (Liquid infrastructure): เมื่อวิธีการได้รับผลิตภัณฑ์และการบริการของคน กระจายแยกพื้นที่กันไป องค์กรจึงต้องคิดใหม่ในเรื่องซัพพลายเชนและการใช้สินทรัพย์ทางกายภาพ รวมทั้งจุดให้บริการว่าจะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและประทับใจต่อผู้บริโภคได้อย่างไร บริษัทจึงต้องปรับตัวให้ไวและยืดหยุ่นพอที่จะฟื้นตัวรองรับสถานการณ์ ซึ่งการจะปรับตัวได้เร็วนั้น ควรคิดถึงการเปลี่ยนแปลงเสมอ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่จะเกิดขึ้นเพราะคนแสวงหาหนทางที่ยั่งยืน
  6. แบรนด์ที่ใส่ใจอย่างจริงใจ (Empathy challenge): คนในปัจจุบันใส่ใจว่าแบรนด์มีจุดยืนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมและแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของแบรนด์อย่างไร สถานการณ์โรคระบาดได้ฉายสปอตไลต์ให้คนเห็นระบบที่ไม่เชื่อมโยงกันและไม่เท่าเทียมกันในโลก ตั้งแต่เรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพไปจนถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์ บริษัทจึงต้องทำงานอย่างหนักในการจัดระบบเรื่องราวที่ผู้คนรับรู้หรือมองภาพเกี่ยวกับแบรนด์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นที่ใกล้ตัวเขามากที่สุด และผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่สอดคล้อง
  7. พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป (Rituals lost and found): การที่วิถีในการดำรงชีวิตหรือพิธีกรรมต่าง ๆ ถูกยกเลิกและเปลี่ยนโฉมไป ตั้งแต่เรื่องการยินดีในวาระการเกิด ไปจนถึงการจากลาในวาระที่เสียชีวิต พิธีกรรมต่าง ๆ ในช่วงชีวิตของคนเราล้วนส่งผลอย่างมากต่อกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม แนวโน้มของการละเลิกอันเนื่องมาจากภาวะนิวนอร์มัลเป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรจะช่วยให้ผู้คนค้นหาความหมาย ด้วยวิถีใหม่ ๆ ที่ให้ความเพลิดเพลินและสบายใจ แบรนด์ควรเริ่มต้นจากความเข้าใจวิถีแบบเดิม ๆ ที่สูญหาย จากนั้นจึงออกแบบสิ่งใหม่เข้ามาทดแทน

“นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่เทคโนโลยี สิ่งที่เราได้เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ นวัตกรรมอาจเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในเสริมสร้างอัจฉริยภาพของมนุษย์ได้ แม้ในสถานการณ์อันสับสน” นายดาวินกล่าว “ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ชี้วัดความหวัง เราได้สังเกตความเป็นมาเป็นไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม แนวโน้มเหล่านี้จะกลายเป็นพิมพ์เขียวด้านวิธีคิดและสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป สิ่งที่เราเรียนรู้ และทิ้งไว้เบื้องหลัง เราต้องทำได้ดีกว่านี้ มนุษยชาติควรต้องได้รับสิ่งดี ๆ ที่ดียิ่งกว่าเดิม”

ในแต่ละปี เอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอ็กทิฟ ประมวลแนวโน้มด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบสำหรับปีต่อไปจากเครือข่ายนักสร้างสรรค์กว่า 2,000 คนในสตูดิโอกว่า 40 แห่งทั่วโลก รายงาน Fjord Trends 2021 เน้นวิเคราะห์แนวทางที่ผู้คน องค์กร และแบรนด์ สนองต่อความต้องการของมนุษย์ ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ accenture.com/fjordtrends21 และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านแฮชแท็กทวิตเตอร์ #FjordTrends ได้

เกี่ยวกับเอคเซนเชอร์

เอคเซนเชอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก โดดเด่นด้านดิจิทัล คลาวด์ และระบบรักษาความปลอดภัย ที่พร้อมด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะครอบคลุม 40 กว่าอุตสาหกรรม จึงสามารถให้คำแนะนำด้านยุทธศาสตร์และเป็นที่ปรึกษาแก่ธุรกิจ บริการอินเทอร์แอ็กทิฟ การบริหารเทคโนโลยีและการปฏิบัติการ โดยมีเครือข่ายการให้บริการด้านเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพนักงาน 506,000 คนของเอคเซนเชอร์ ร่วมกันนำเสนอความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีที่ตอบสนองอัจฉริยภาพของมนุษย์ในทุก ๆ วัน รองรับลูกค้าในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก นำพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงมาขับเคลื่อนให้เกิดคุณค่าและความสำเร็จร่วมกันกับลูกค้า ผู้คน ผู้ถือหุ้น พาร์ตเนอร์ และชุมชน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.accenture.com

เอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอ็กทิฟ (Accenture Interactive) เสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้า โดยการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ที่ซึ่งเจตนารมณ์และนวัตกรรมมาบรรจบกัน การนำข้อมูลอินไซต์ของผู้คนและธุรกิจมาเชื่อมต่อกันด้วยศักยภาพความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี ทำให้บริษัทสามารถออกแบบ พัฒนา สื่อสาร และสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และเติมเต็มมากขึ้น เอคเซนเชอร์ อินเทอร์แอ็กทิฟ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเอเจนซีด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกในรายงานของนิตยสารแอดเอจ (Ad Age) และได้รับการเสนอชื่อเป็น Most Innovative Company โดย Fast Company ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางทวิตเตอร์ @AccentureACTIVE และทางเว็บไซต์ www.accentureinteractive.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-accenture-fjord-trends-2021/

ฟรี Marketing Research: การจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจขนาดกลางโดยมุมมองจากบุคคลระดับแนวหน้า (ภาษาไทย) โดย Hitachi Vantara

451 Research บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมพลิกโฉมธุรกิจ  ร่วมกับ Hitachi Vantara ผู้นำด้านโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ออก Marketing Research ฉบับภาษาไทยเรื่อง “การจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจขนาดกลางโดยมุมมองจากบุคคลระดับแนวหน้า” ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อดาวน์โหลดเอกสารไปศึกษาได้ฟรี

เดือนกันยายน 2020 ที่ผ่านมา 451 Research ได้ทำการศึกษาเพื่อสำรวจประเด็นด้านความสำคัญ ความวิตกกังวล และกลยุทธ์ทางด้าน IT Infrastructure และ Data Storage ของธุรกิจขนาดกลางในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากบริษัทสัญชาติอเมริกาในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีพนักงานระหว่าง 500 – 2,000 คน และมีระบบจัดเก็บข้อมูลระดับ Terabytes จนถึงหลาย Pentabytes ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญเป็นเอกสารความยาว 19 หน้า  เนื้อหาครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

  • ภาพรวมการจัดลำดับความสำคัญของฝ่าย IT
  • ผลกระทบของโควิด-19
  • การบริหารจัดการความเสี่ยง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวแก่ระบบ IT
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง IT และภาคธุรกิจ
  • การจัดการกับปัญหาความซับซ้อนของระบบ IT
  • ความยืดหยุ่นด้านการเงิน
  • คุณลักษณะของ Storage และ Vendor ที่องค์กรต้องการ
  • การวางแผนเรื่องความจุของ Storage

from:https://www.techtalkthai.com/marketing-research-data-storage-at-midsized-enterprises-by-hitachi-vantara/

[Guest Post] รุกอย่างไรในโลกดิจิทัล ในมุมมองของ ฐากร ปิยะพันธ์

ธุรกิจไทยควรปรับตัวและรุกอย่างไรให้อยู่รอดในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจสินค้าคอนซูเมอร์และธุรกิจกลุ่มการเงิน ฯลฯ มาร่วมหาคำตอบจากมุมมองความคิดของนายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ open talk | EP 7 ตอน รุกอย่างไรในโลกดิจิทัล

 

ช่วงเวลาเพียง 30 นาที แต่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจว่าเพราะอะไร Business Strategy นั้นถึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกก่อน Digital Strategy รวมถึงเป้าหมายในการทำ Digital Transformation นั้นหลักๆ หวังผลอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ 1. การทำให้ Customer Experience ดีขึ้น 2. การทำให้ Productivity & Efficiency ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำคนใหม่แห่งบมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ ยังได้แชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความเร็วในการปรับใช้เทคโนโลยีขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยนั้นยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากประสบกับปัญหาและอุปสรรคในหลายด้านอาทิ ความสามารถของคน และปัญหาที่องค์กรไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไร หรือต้องการแก้ปัญหาจุดไหน ฯลฯ โดยนายฐากรได้ทิ้งท้ายในประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ความเร็ว หรือ Speed อาจไม่สามารถเกิดขึ้นกับทุกองค์กรได้ เนื่องจากการได้มาซึ่ง speed นั้น องค์กรต้องมีทั้ง architecture และบุคลากรที่มีทัศนคติสอดคล้องกับการทำงานในรูปแบบ Agile ทุกอย่างต้องมาพร้อมกันถึงจะเกิด speed ฯลฯ

ความน่าสนใจของ open talk | EP7 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทุกท่านสามารถรับชมรายการฉบับเต็ม ได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางhttps://youtu.be/yIRE2476BV8

และสามารถติดตามรับชม episode ก่อนหน้าได้ทาง http://www.open-tec.com หรือ  OPEN-TEC เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://www.facebook.com/OPENTECInspiredByTccTechnology 

อย่าลืมกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้รายการ open talk และไม่พลาดทุกๆ กิจกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

#TCCtech #TCCtechnologyGroup #OPENTEC #opentalk #WaleepornSayasit #ThakornPiyapan #ThaiHoldings #TGH #Technology #Thailand #Business #InsureTech #Blockchain #Finance #DigitalInsurance

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-tcc-technology-open-tech-open-talk-ep-7/

[Guest Post] อีริคสันได้รับเลือกเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการด้านสื่อสาร ตามรายงานของ Gartner Magic Quadrant ประจำปี 2564

  • ความเป็นผู้นำ5G เชิงพาณิชย์และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีของอีริคสันได้รับการยอมรับทั่วทั้งอุตสาหกรรม 
  • อีริคสันได้รับคะแนนสูงสุดด้านประสิทธิภาพในการนำไปใช้งานจริงจาก Gartner Magic Quadrant 
  • แพลตฟอร์ม5G แบบครบวงจรเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ 5G ที่มีลูกค้าเป็นศุนย์กลาง 

 

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำโครงสร้างเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการด้านสื่อสาร ตามรายงานประจำปี 2564 Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communications Service Providers จากการ์ทเนอร์ที่เป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านไอทีอิสระ  

อีริคสันได้รับการยกย่องเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการสื่อสารในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ตามรายงาน Gartner Magic Quadrant ซึ่งยกย่องความเป็นผู้นำของบริษัทฯ ทั้งในด้านวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพในการนำไปใช้งานจริง

บริษัทที่นำเสนอโซลูชัน 5G แก่ผู้ให้บริการด้านสื่อสารได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจาก การ์ทเนอร์อย่างครอบคลุมและตรงไปตรงมาในด้านภาพรวมวิสัยทัศน์และความสามารถในการดำเนินงานเพื่อผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G 

บริษัทที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G แบบครบวงจรได้รับการประเมินว่าสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่ผู้ให้บริการไอทีสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด โดยส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างรายได้ การรักษาฐานลูกค้า และชื่อเสียง ในมุมมองการตลาดของ Gartner ซึ่งการประเมินดังกล่าวยังหมายรวมถึงความสามารถในการดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์และบริการของอีริคสันที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและติดตามบันทึก การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับและภาพรวม3ของศักยภาพทางธุรกิจ 

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าเครือข่ายของอีริคสันกล่าวว่า “เราลงทุนเป็นจำนวนมากตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยจนถึงการเปิดตัว 5G เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีผลิตภัณฑ์ ทักษะที่จำเป็นและทีมงานภาคสนามที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เราเชื่อว่าการได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ในรายการ Magic Quadrant จากการ์ทเนอร์ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันในตลาด และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ต่อลูกค้า” 

อีริคสัน ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมเครือข่าย 5G ปัจจุบันมีข้อตกลง 5G เชิงพาณิชยกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารมากกว่า 130 ฉบับและเปิดให้บริการ 5G แล้วถึง 79 เครือข่ายทั่วโลก 

อีริคสันพัฒนาการให้บริการ 5G แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่องซึ่งรวมถึง Ericsson Radio System, 5G Core, Orchestration และ 5G สำหรับการคมนาคม (5G Transport) รวมไปถึงการให้บริการอย่างเชียวชาญ บริษัทได้นำเสนอโซลูชันนวัตกรรมซอฟต์แวร์ใหม่ เช่น Ericsson Spectrum Sharing, เทคโนโลยี 5G carrier aggregation และ Uplink Booster ซึ่งช่วยเพิ่มความครอบคลุม สมรรถนะในการทำงานของผู้ใช้ และประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ 

โซลูชันเหล่านี้สนับสนุนผู้ให้บริการในการปรับใช้และพัฒนา 5G เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ปลายทางจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ Ericsson Radio System ที่มีจำหน่ายตั้งแต่ปี 2558 สามารถรองรับความสามารถ 5G New Radio (NR) ผ่านการติดตั้งด้วยซอฟต์แวร์จัดการจากระยะไกล 

บริการ Ericsson Digital Services นำเสนอโซลูชัน 5G Core แบบดูอัลโหมดสำหรับเครือข่ายอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอัจฉริยะโดยช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถเสนอโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ สำหรับผู้ใช้มือถือและอุตสาหกรรมต่าง ๆ 

โซลูชัน 5G Core ของ Ericsson รวมฟังก์ชัน Evolved Packet Core และฟังก์ชันเครือข่าย 5G Core เข้ากับแพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟปกติที่รองรับ 5G NR แบบสแตนด์อโลนและไม่สแตนด์อโลนรวมถึง 4G, 3G และ 2G 

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่2021 Gartner Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communication Service Providers 

การ์ทเนอร์ไม่ได้รับรองสนับสนุนผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ ที่ปรากฎในงานวิจัยของเราและไม่แนะนำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกเฉพาะผู้ขายที่มีคะแนนสูงสุดหรือจากการกำหนดอื่น ๆ  งานวิจัยของการ์ทเนอร์ประกอบด้วยความคิดเห็นของหน่วยงานวิจัยของการ์ทเนอร์และไม่อาจใช้เป็นข้อความแสดงข้อเท็จจริง การ์ทเนอร์ไม่รับประกันใด ๆ ทั้งหมดไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยนัยเกี่ยวกับการวิจัยนี้ รวมถึงการรับประกันความสามารถในการขายหรือความเหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์ใด ๆ เป็นการเฉพาะ 

 

เกี่ยวกับอีริคสัน 

อีริคสัน สนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในการสร้างมูลค่าสูงสุดจากการเชื่อมต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครือข่าย (Networks)  การบริการดิจิทัล (Digital Services) การบริหารจัดการเครือข่าย (Managed Services) และธุรกิจเกิดใหม่ที่กำลังเติบโต (Emerging Business) และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือลูกค้าให้มุ่งสู่ระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ และมองหารายได้รูปแบบใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา นวัตกรรมของอีริคสันได้มอบประโยชน์จากระบบโทรศัพท์และเครือข่ายเคลื่อนที่ให้แก่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก อีริคสันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในกรุงสต็อกโฮล์ม และใน NASDAQ นครนิวยอร์ค ติดตามข้อมูลข่าวสารของอีริคสันได้ที่ http://www.ericsson.com 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ericsson-named-leader-5g-gartner-magic-quadrant-2564/

Food Passion ปรับธุรกิจรับเทรนด์ Food Delivery บน LINE อย่างเต็มตัวใน 3 วัน ด้วยการใช้ VMware Cloud

ในปี 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารทั่วไทยกันเป็นอย่างมากเพื่อให้ฝ่าฟันผ่านวิกฤตโรคระบาดมาได้ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจนั้นก็คือ Food Passion เจ้าของแบรนด์อาหารชื่อดังอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและ จุ่มแซ่บฮัท ไปจนถึงแบรนด์อื่นๆ ในเครืออีกมากมาย ที่ได้ปรับตัวทั้งในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยีในเวลาเพียง 3 วัน มาสู่ภาพของการให้บริการ Food Delivery ผ่าน LINE ได้อย่างเต็มตัว ด้วยการใช้ความยืดหยุ่นของ VMware Cloud และทีมงานมืออาชีพจาก AIS Business คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง

Credit: VMware

ในปี 2020 ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในการปรับตัวธุรกิจสู่รูปแบบ Delivery ของ Food Passion นั้นก็คือการที่แบรนด์หลักอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและจุ่มแซ่บฮัทนั้น ล้วนเป็นร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟวัตถุดิบเพื่อให้ลูกค้าปรุงเองเป็นหลัก และยังไม่เคยต้องจัดส่งแบบ Delivery มาก่อน ทำให้สิ่งที่ Food Passion ต้องทำนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • การออกเมนูใหม่สำหรับ Delivery โดยเฉพาะทั้งเมนูแบบวัตถุดิบให้ลูกค้าปรุงเอง และเมนูปรุงสำเร็จจากร้าน
  • การสร้าง Cloud Kitchen ใหม่ของตนเอง เพื่อให้สามารถปรุงอาหารหลากหลายแบรนด์และจัดส่งให้ลูกค้าได้ในการสั่งเพียงครั้งเดียว
  • ปรับ LINE ของร้าน จากเดิมที่เอาไว้เป็นช่องทางการสื่อสาร สู่การเป็นช่องทางให้ลูกค้าได้สั่งอาหารโดยตรง
  • เปลี่ยนระบบ IT เบื้องหลังบน Cloud ให้รองรับต่อการสั่งอาหารผ่าน LINE และช่องทางอื่นๆ ได้อย่างครบถ้วน

Food Passion สามารถดำเนินการด้านระบบ IT ที่จำเป็นทั้งหมดแล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน ด้วยการใช้บริการ VMware Cloud จาก AIS Business Cloud ที่สามารถเพิ่มขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น และออกแบบการเชื่อมต่อของระบบให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ

 

ปัจจุบันร้านอาหารในเครือของ Food Passion นั้นก็มีทั้งบริการจัดส่ง Delivery และการเปิดหน้าร้านให้บริการควบคู่กันไป ตอบโจทย์ทั้งคนที่ยังคงมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ไปจนถึงคนที่ไม่สะดวกเดินทางออกมากจากบ้าน แต่ยังคงอยากทานอาหารที่อร่อยและหลากหลายจาก Food Passion อยู่ ผู้ที่สนใจลองชมเมนูได้ที่ https://www.facebook.com/BarBQPlazaThailand และ https://www.facebook.com/JoomZapHUT นะครับ

Food Passion ระบุว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจในส่วน Delivery เติบโตขึ้นจากในอดีตก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาดถึง 10 เท่า และสร้างรายได้ให้กับ Food Passion เป็นสัดส่วนราวๆ 5-10% ในปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้สมาชิกผู้ใช้ LINE ที่ติดตาม Food Passion นั้นเติบโตกว่า 2 เท่า จากเดิมที่เคยมีราวๆ 500,000 ราย ได้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านรายในช่วงปีที่ผ่านมา

Food Passion ให้ความเห็นว่าการใช้ระบบ Cloud ในครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์ต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะหากต้องการขึ้นระบบเดียวกันในแบบ On-Premises นั้น อาจต้องเสียเวลาราวๆ 2 เดือนซึ่งถือว่าไม่ทันต่อการใช้งาน อีกทั้งท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวอยู่ตลอดนี้ บุคลากรทางด้าน IT ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญมากในการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทางธุรกิจ การใช้ Cloud จึงทำให้ฝ่าย IT นั้นไม่ต้องเสียเวลาไปกับการดูแลรักษาระบบ และทำให้ฝ่าย IT สามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในธุรกิจได้อยู่ตลอด

สำหรับในอนาคต Food Passion เองก็มีแผนที่จะย้ายระบบสำคัญขึ้นไปยัง Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นระบบ SAP HANA เป็นต้น

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/food-passion-builds-food-delivery-service-on-its-line-in-3-days-with-vmware-cloud/

[Guest Post] หัวเว่ยชี้ แม้โควิด-19 ปิดกั้นโอกาส แต่นวัตกรรมจะเปิดช่องทางแห่งความหวัง

ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมจะยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาธุรกิจให้ชาญฉลาด และสร้างความเท่าเทียมแก่ผู้คนทั่วโลกให้มากยิ่งขึ้น

นายเคน หู (Ken Hu) รองประธานหัวเว่ย สำนักงานใหญ่

 

เซี่ยงไฮ้, ประเทศจีน, 23 กุมภาพันธ์ 2564 – ในพิธีเปิดงาน Mobile World Congress Shanghai 2021 นายเคน หู (Ken Hu) รองประธานหัวเว่ย กล่าวถึงประเด็นของโควิด-19ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศ องค์กร และผู้คนทั่วโลก รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการต่อสู้กับโรคระบาด

“นวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในวันนี้” นายเคน หู กล่าว “แต่เป็นเรื่องของการมองหาหนทางให้กับวันพรุ่งนี้ เมื่อเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว เราต้องตระหนักว่าเราจะสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไรให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาธุรกิจให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และสร้างโลกที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมด้วยกันมากยิ่งขึ้น” เขาอธิบายว่า ขณะที่ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทำให้ช่องว่างทางดิจิทัลขยายตัวกว้างขึ้น โรคระบาดยิ่งทำให้สถานการณ์ดังกล่าวแย่ลงไปอย่างเห็นได้ชัด เราจึงต้องมุ่งเน้นให้นวัตกรรมเป็นสะพานเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างคนที่มีและคนที่ไม่มี รวมทั้งเป็นเครื่องมือผลักดันการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน (digital inclusion)

โควิด-19 ได้ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ ๆ มากมายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั้งนี้ หัวเว่ยได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการโครงข่ายจำนวนมากตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อทำให้เครือข่ายสัญญาณกว่า 300 เครือข่ายใน 170 ประเทศมีเสถียรภาพ ในอินโดนีเซีย หัวเว่ยได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใหม่กับการขนส่งติดตั้งสถานีฐานกว่า 5,000 แห่งได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ในหนิงเซี่ย ประเทศจีน เราเตอร์แบบอินทิเกรต (integrated router) ของหัวเว่ยทำให้ผู้ใช้งานระดับองค์กรสามารถเข้าถึงระบบคลาวด์แบบ Multi-Cloud ได้ ซึ่งช่วยให้พวกเขาเคลื่อนย้ายข้อมูลสู่คลาวด์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงยังลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย “เมื่อเรามองไปถึงแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เราจะต้องมั่นใจว่านวัตกรรมจะไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่เป็นเรื่องของการหาหนทางให้กับวันหน้า ร่วมถึงการสร้างมูลค่าทางสังคมให้มากขึ้น” นายเคน หู กล่าว

มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ นายเคน หูได้แนะนำแอปพลิเคชัน Cyberverse ของหัวเว่ย ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ขั้นสูง เพื่ออธิบายการผสานกันของโครงข่าย, อุปกรณ์ 5G และเทคโนโลยี AR เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมแบบเสมือนจริงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยหัวเว่ยหวังว่า Cyberverse จะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ มากมายให้แก่ภาคอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา บันเทิง การท่องเที่ยว การขนส่ง และหรือการนำทาง (Navigation)

มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อธุรกิจอัจฉริยะ

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เทคโนโลยีอย่าง 5G, คลาวด์ และ AI เริ่มมีบทบาทสำคัญในภาคการผลิต รวมถึงยังช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการดำเนินงานที่ชาญฉลาดและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น การใช้โครงข่าย 5G และแอปพลิเคชัน AI ที่ปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ในเขตอุตสาหกรรมตงกวน ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตสำหรับสายการผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างมาก

หัวเว่ยได้คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2568 กว่า 97% ของบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดจะใช้งานเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ยังได้ประมาณการว่า 55% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศจีนในปี พ.ศ. 2568 จะถูกขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจแบบดิจิทัล และรายได้กว่า 60% ของผู้ให้บริการระดับโลกจะมาจากลูกค้าระดับอุตสาหกรรม นายเคน หูยังกล่าวถึงการทำให้การคาดการณ์เกิดขึ้นได้จริงด้วยว่า “ทุกอุตสาหกรรมควรจะเน้นด้านการพัฒนาศักยภาพ สร้างอิโคซิสเต็ม และสร้างมูลค่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หัวเว่ยได้เน้นย้ำการพัฒนาเทคโนโลยี 5G อย่างจริงจังเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้นายเคน หูยังได้กล่าวเสริมอีกด้วยว่านวัตกรรมของหัวเว่ยนั้นจะเน้นย้ำใน 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และแอปพลิเคชัน

  • ด้านเทคโนโลยี: โซลูชัน 5G Super Uplink ใหม่ของหัวเว่ย สามารถส่งมอบความเร็วในการอัปโหลดแบบเหนือชั้น ทำให้สามารถแก้ปัญหาใหญ่อย่างคอขวดในการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในภาคอุตสาหกรรมได้
  • ด้านผลิตภัณฑ์: ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีการประมวลผลแบบเอดจ์คอมพิวติ้ง (edge computing) ของหัวเว่ยที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยี 5G สามารถเร่งกระบวนการติดตั้งไซต์ของเทคโนโลยีการประมวลผลแบบเอดจ์คอมพิวติ้งได้เร็วขึ้นถึง 10 เท่า
  • ด้านแอปพลิเคชัน: ศูนย์ปฎิบัติการ Wireless X Labs ของหัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายแวดวงเพื่อริเริ่มนำเทคโนโลยี 5G ไปประยุกต์ใช้ในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิต, การสาธารณสุข, การเงิน, และการคมนาคม และร่วมกันค้นคว้าว่า 5G จะสามารถช่วยให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเป้าผลักดันเพื่อขยายการนำเอา 5G ไปใช้ในธุรกิจแบบ 1 to N นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินงานในด้านการประสานงานของการสื่อสาร 5G และการวางมาตรฐานทางอุตสาหกรรม เพื่อเร่งกระบวนการการนำแอปพลิเคชัน 5G ไปใช้ในภาคธุรกิจ

นายเคน หู ยังกล่าวเสริมอีกว่า ในการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์และผู้ให้บริการเครือข่ายระดับภูมิภาค หัวเว่ยยังได้เซ็นสัญญามากกว่า 1,000 ฉบับในการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ในกว่า 20 ภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

นายเคน หู ยังได้คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่กว้างขึ้นระหว่างกลุ่มบุคคลและกลุ่มองค์กรที่ได้และกลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการพัฒนาอย่างไม่เท่าเทียม ลดช่องว่างและส่งเสริมการพัฒนาที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม เขาเน้นว่าเป้าประสงค์ของการพัฒนานวัตกรรมจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการคำนึงถึงการสร้างคุณค่าทางสังคมให้มากยิ่งขึ้น

นายเคน หู ยังกล่าวด้วยว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะปิดโอกาสหลายอย่างลงไป แต่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ได้เปิดหน้าต่างแห่งความหวังด้วยเช่นกัน โดยหัวเว่ยจะยังคงมุ่งหน้าให้ความสำคัญกับการเฟ้นหาความร่วมมือแบบเปิดกว้างระหว่างลูกค้าและพาร์ทเนอร์ธุรกิจต่อไป เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องและช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาธุรกิจให้ชาญฉลาด และสร้างความเท่าเทียมแก่ผู้คนทั่วโลกให้มากขึ้น

ทั้งนี้ งาน Mobile World Congress Shanghai 2021 จัดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 25 กุมภาพันธ์ ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://carrier.huawei.com/en/events/mwcs2021.

 

 

เกี่ยวกับหัวเว่ย 

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชันที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชันและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 194,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com  

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-ken-hu-mobile-world-congress-shanghai-2021/

Hitachi Vantara Webinar: Building Intelligent Data Security to Secure Your Digital Assets

Hitachi Vantara ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าร่วมฟังบรรยาย Hitachi Vantara Webinar เรื่อง “Building Intelligent Data Security to Secure Your Digital Assets” พร้อมเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปกป้องข้อมูลและการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Building Intelligent Data Security to Secure Your Digital Assets
ผู้บรรยาย: ทีมวิศวกรจาก Hitachi Vantara
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_NZWG0bo9QeiddlBKny1Zlg

ภัยคุกคามไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้นในทุกๆ วัน การเข้าถึง สำรอง และกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กร ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

และในยุคที่เทคโนโลยี Cloud Storage และ Data Protection พัฒนาไปไกลอย่างในปัจจุบันนี้เอง จึงเป็นเรื่องไม่ยากนักที่จะเริ่มสร้างระบบสำรองที่ 2 หรือที่ 3 บน Cloud

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปกป้องข้อมูลและการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ให้พร้อมรับมือกับปริมาณข้อมูลที่เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และกฎหมายข้อบังคับที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • วิเคราะห์ความท้าทายในการปกป้องข้อมูลในยุค Multicloud
  • ความสำคัญของ Data Protection & Resiliency ในกระบวนการ Business Continuity
  • การปกป้องและกู้คืนข้อมูลที่อยู่บน Cloud
  • ผลกระทบของ Ransomware และวิธีรับมือ
  • การวางกลยุทธ์ด้านการปกป้องข้อมูลอย่างถูกต้อง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่คาดฝัน

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/425757755157883/

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-vantara-webinar-building-intelligent-data-security-to-secure-your-digital-assets/

10 Certificate สำหรับมือใหม่สายไอที

สำหรับผู้ที่ยังคิดไม่ตกว่าควรจะสอบ Cer พื้นฐานอะไรดีในสายไอที วันนี้เราขอแนะนำ 10 Certificate สำหรับผู้เริ่มต้นในสายไอที

Credit: ShutterStock.com

1.) CompTIA IT Fundamental

สำหรับผู้ที่ต้องการยืนยันหรือเรียนรู้พื้นฐานของไอที ค่าย CompTIA มีอีกหนึ่งใบประกาศด้าน IT Fundamental ที่น่าสนใจ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของ OS, Network และ Application ครอบคลุมไปจนถึง Security พื้นฐาน โดยใช้เวลาสอบเพียง 60 นาทีและค่าสอบราว 126 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราคาควรติดตามจากเว็บไซต์ของ CompTIA อีกทีหนึ่ง)

2.) CompTIA A+ Core1 และ Core2

คอร์สของใบประกาศนี้มีการแยกย่อยเป็น 2 ส่วน โดย Core1 จะครอบคลุมถึงอุปกรณ์มือถือ Network&Troubleshooting ฮาร์ดแวร์ Virtualization และ Cloud Computing ส่วน Core2 จะลงลึกไปถึงการคอนฟิค ติดตั้ง การแก้ปัญหาเรื่องของซอฟต์แวร์ การปฏิบัติการด้าน Security ทั้งหมดนี้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาที่ไอทีควรรู้ โดยแต่ละรอบใช้เวลาสอบไม่เกิน 90 นาที ค่าสอบราว 232 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อรอบ

3.) CompTIA Network+

หากตัดสินใจที่จะลงไปงานสาย Network แต่ยังไม่อยากยึดติดกับค่ายได้ ต้องการทำพื้นฐานให้ดีเสียก่อนใบประกาศตัวนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะกล่าวถึงคอนเซปต์การตั้งค่าและแก้ไขปัญหาเครือข่ายทั้ง Wired และ Wireless โดยครอบคลุมไปถึงเรื่อง Security, Cloud Computing, Virtualization และ Hardware ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปดูแลระบบเครือข่ายได้อย่างมั่นคง โดยการสอบใช้เวลาไม่เกิน 90 นาที ด้วยค่าสอบราว 329 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

4.) ComTIA Security+

พูดถึงเรื่องทฤษฎีพื้นฐานของด้าน Security ทั้งหมด หากใครยังลังเลในการไปสอบใบประกาศตัวใหญ่อย่าง CISSP การสอบ Security+ ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยเพราะจะเป็นการวัดคอนเซปต์กว้างๆ และไม่ได้เจาะจงลงลึกเท่าไหร่นัก โดยใช้เวลาสอบไม่เกิน 90 นาที ค่าสอบ 9,000 กว่าบาท ให้ติดตามสถาบันที่เปิดสอบได้อยู่บ่อยๆ

5.) AWS Cloud Practitioner

ว่าด้วยเรื่องของแก่น AWS Cloud และส่วนประกอบต่างๆ ข้อดีและบริการบน AWS ใครก็ตามยังไม่มีประสบการณ์บน Cloud มาก่อน สามารถเริ่มได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 100 ดอลล่าร์สหรัฐฯ และใช้เวลาไม่เกิน 90 นาที

6.) Microsoft Azure Fundamental 

Microsoft ได้วางรากฐานของใบประกาศตัวนี้เป็นประตูสู่คอร์สอื่นบน Azure ในด้านต่างๆ ซึ่งในเนื้อหาข้อสอบจะพูดถึงคอนเซปต์และบริการคลาวด์ เวลาสอบ 85 นาที ค่าสอบ 99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

7.) Microsoft 365 Certified: Fundamentals

หากหน้าที่การงานของใครอาจจะเกี่ยวพันกับ SaaS ของ Microsoft แล้ว ใบประกาศตัวนี้อาจจะช่วยเพิ่มทักษะและมูลค่าให้คุณได้ โดยค่าสอบเพียง 99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ด้วยเวลาสอบเพียง 60 นาที

8.) Cisco Certified CyberOps Associate

ใบประกาศระดับขั้นต้นจาก Cisco ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่สนใจในด้าน Security Operation Center (SOC) โดยพูดถึงเรื่องการตรวจจับ ติดตาม วิเคราะห์ และตอบสนองภัยคุกคาม สำหรับเวลาที่ใช้ในการสอบคือ 2 ชั่วโมง ด้วยค่าสอบราว 300 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

9.) Cisco Certified Technician Supporting Cisco Routing and Switching Network Devices

สำหรับผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Cisco เชื่อแน่ว่าใบประกาศตัวนี้จะสามารถริเริ่มให้ผู้สอบเกิดไอเดียที่ใช้แก้ปัญหาและดูแล อุปกรณ์ Switch และ Router ได้ โดยค่าสอบอยู่ที่ 299 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ด้วยเวลาสอบไม่เกิน 90 นาที

10.) Oracle Certified Associate Java SE Programmer I

ถึงแม้ว่าฝั่งโปรแกรมเมอร์เองจะมี Cert ให้สอบอยู่ไม่น้อยแต่หากใครที่สนใจหรือมีทักษะโปรแกรมภาษา Java อยู่แล้วก็ลองพิจารณาใบประกาศนี้ดู โดยเนื้อหาพื้นฐานจะกล่าวถึง Data Type, Operator, Array และการจัดการข้อผิดพลาดรวมถึง API โดยค่าสอบอยู่ที่ 245 ดอลล่าร์สหรัฐ ในเวลาไม่เกิน 150 นาที

ที่มา : https://whatis.techtarget.com/feature/10-best-IT-certs-for-beginners

from:https://www.techtalkthai.com/10-it-certificates-for-rookie-2021/