คลังเก็บป้ายกำกับ: IPHONE_12_PRO

Apple ปรับลดราคา iPhone 12, iPhone 11 รุ่นเก่า ลดสูงสุด 4,000 บาท มีผลทันที

Apple ปรับลดราคา iPhone 12 และ iPhone 11 ลงแล้ว อ้างอิง […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-cut-iphone11-and-iphone12-price-update-oct-21.html

Apple ปรับลดราคา iPhone 11, iPhone 12 ส่วน iPhone XR หยุดขายแล้ว

เมื่อมีของใหม่อย่าง iPhone 13 เข้ามา ก็ถึงเวลาที่ iPhone รุ่นเก่าต้องโบกมือลา หรือขายต่อในราคาที่ลดลง โดยหลังจากแอปเปิลเปิดตัว iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มีการเปลี่ยนแปลงการวางขายของ iPhone รุ่นเก่า

โดย iPhone รุ่นเก่าที่ยังมีขายต่อไปคือ iPhone 12, iPhone 11 และ iPhone SE ส่วนรุ่นที่หยุดจำหน่ายทางออนไลน์คือ iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max และ iPhone XR แต่ทั้งนี้ยังอาจหาซื้อได้ผ่านตัวแทนจำหน่าย

ราคาขายใหม่ที่ปรับลงมาเป็นดังนี้

  • iPhone SE เริ่มต้น 14,900 บาท ราคาเท่าเดิม
  • iPhone 11 เริ่มต้น 19,500 บาท เดิม 22,100 บาท
  • iPhone 12 mini เริ่มต้น 21,900 บาท เดิม 25,900 บาท
  • iPhone 12 เริ่มต้น 25,900 บาท เดิม 29,900 บาท

ที่มา: MacRumors

alt="iPhone"

from:https://www.blognone.com/node/124755

เปรียบเทียบ iPhone 13 mini – iPhone 13 – iPhone 13 Pro – iPhone 13 Pro Max สเปคเหมือนต่างกันแค่ไหน ซื้อรุ่นไหนดี

เปิดตัวกันมาตามนัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ iPhone 13 Series ที่รอบนี้ Apple ขนมาทั้ง 4 รุ่นเช่นเคย ไล่ตั้งแต่ Mini, รุ่นธรรมดา, Pro ไปจนถึง Pro Max ว่าแต่คำถามที่ใครหลาย ๆ คนสงสัยว่า รุ่นไหนคุ้มค่ากับการซื้อที่สุด ตัวไหนสเปคดีที่สุด มาหาคำตอบได้ในบทความนี้เลยครับ ทีมงาน DroidSans ย่อยข้อมูลมาให้หมดแล้ว

รอบนี้ Apple ถือว่าจัดเต็มแบบสุด ๆ โดยเฉพาะรุ่น Pro และ Pro Max ที่ใส่หน้าจอ ProMotion รีเฟรชเรท 120Hz มาให้ แถมชิปเซ็ตยังอัปเกรดมาเป็นตัวแรง A15 Bionic แรงกว่าเดิมพอสมควร ว่าแต่หากนำมาเทียบสเปคกันจริง ๆ ตัวไหนจะเป็นรุ่นเดอะ ตัวไหนคุ้มที่สุด

ตารางเปรียบเทียบสเปค iPhone 13 mini – iPhone 13 – iPhone 13 Pro – iPhone 13 Pro Max

iPhone 13 mini iPhone 13 iPhone 13 Pro
iPhone 13 Pro Max
หน้าจอแสดงผล OLED
ขนาด 5.4 นิ้ว 6.1 นิ้ว 6.7 นิ้ว
ความละเอียด 2340 x 1080 2532 x 1170 2532 x 1170 2778 x 1284
รีเฟรชเรท 60Hz ProMotion 120Hz
ชิปเซ็ต A15 Bionic + GPU 4 Cores A15 Bionic + GPU 5 Cores
ROM 128GB | 256GB | 512GB 128GB | 256GB | 512GB | 1TB
กล้องหลัง 2 ตัว

  • Wide: 12MP f/1.8 กันสั่น IBIS
  • Ultra-Wide: 12MP f/2.4 มุมกว้าง 120 องศา
3 ตัว + LiDAR

  • Wide: 12MP f/1.5 กันสั่น IBIS
  • Ultra-Wide: 12MP f/1.8 มุมกว้าง 120 องศา
  • Telephoto: 12MP f/2.8 กันสั่น OIS, Optical Zoom 3x
กล้องหน้า TrueDepth 12MP f/2.2 + SL 3D
ถ่ายวิดีโอ บันทึก HDR แบบ Dolby Vision สูงสุด 4K @60fps
5G รองรับ
สแกนลายนิ้วมือ ไม่รองรับ
Face ID รองรับ
พอร์ต Lightning
ชาร์จไว 20W
ชาร์จไร้สาย 15W
ลำโพง คู่แบบสเตอริโอ
การเชื่อมต่อ  WiFi 6e + Bluetooth 5.0
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น
IP68 กันน้ำลึก 6 เมตร เป็นเวลา 30 นาที
น้ำหนัก 140 กรัม 173 กรัม 203 กรัม 238 กรัม
ราคาเริ่มต้น 25,900 บาท 29,900 บาท 38,900 บาท 42,900 บาท

สรุปสเปค iPhone 13 Series ทั้ง 4 รุ่น เหมือน – ต่างกันอย่างไร?

จากตารางสรุปสเปคของ iPhone 13 Series จะเห็นว่าทั้ง 4 รุ่น ดูจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่ จะมีต่างกันแบบเห็นได้ชัดก็คือหน้าจอแสดงผลที่รุ่น Pro และ Pro Max อัดมาให้แบบจัดเต็ม ProMotion รีเฟรชเรท 120Hz เหมือน ๆ กับแท็บเล็ตซีรีส์ iPad Pro ของบริษัทฯ

แต่ถ้ามองในแง่ของประสิทธิภาพ ตรงนี้จิ้มตัวไหนก็ได้เหมือนกันหมด เพราะ iPhone 13 Series ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต A15 Bionic บนสถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตร แรงกว่าเดิม แต่กินไฟน้อยลง เมื่อเทียบกับ A14 Bionic รุ่นก่อนหน้านี้ เร็วแรงทะลุนรกด้วยกันทั้งซีรีส์ แต่รุ่น Pro และ Pro Max อาจซดแบตกว่าเดิมเล็กน้อย เนื่องจากจอรีเฟรชเรทสูงกว่านั่นเอง

ส่วนเรื่องกล้อง รอบนี้เซอร์ไพรส์สุด ๆ เพราะ Apple จัดหนักจัดเต็มใส่เซ็นเซอร์กันสั่นแบบ Sensor-Shift มาให้ทั้งหมด 4 รุ่น ตั้งแต่ mini ยัน Pro Max แต่รุ่น Pro และ Pro Max จะมีเซ็นเซอร์ Telephoto ความละเอียด 12MP เข้ามาเสริมทัพด้วย สามารถซูมแบบ Optical ไม่เสียรายละเอียดได้ 3x ขณะที่รุ่นที่เหลือทำได้เพียงแค่ 2x เท่านั้น

ซื้อ iPhone 13 รุ่นไหนคุ้มที่สุด?

  • iPhone 13 mini : เหมาะกับคนที่ชอบมือถือเครื่องเล็ก ๆ แต่สเปคเรือธง ฟีเจอร์ครบ ๆ น้ำหนักเบา แต่อาจต้องแลกมาด้วยความจุแบตเตอรี่ที่น้อยกว่าคนอื่น ใช้งานหนัก ๆ อาจจะมีแบตหมดระหว่างวัน ต้องพกพาวเวอร์แบงค์ หรือสายชาร์จติดตัวไปด้วย
  • iPhone 13 : เหมาะกับคนที่ชอบมือถือขนาดพอดีมือ สเปคเรือธง น้ำหนักไม่หนักมาก แบตเตอรี่อยู่ในเกณฑ์ปานกลางไปจนถึงดี แต่อาจจะติดในเรื่องของราคาที่แพงกว่า mini อยู่พอสมควร ทั้งที่สเปคไม่ได้หนีกันมาก
  • iPhone 13 Pro : เหมาะกับคนที่อยากได้มือถือแรง ๆ ขนาดกำลังพอดีมือ ฟีเจอร์สุดในรุ่น เป็นรอง Pro Max เพียงแค่หน้าจอ (และขนาดแบตเตอรี่) เท่านั้น
  • iPhone 13 Pro Max : เหมาะกับคนที่ชอบมือถือจอใหญ่ ๆ ฟีเจอร์ระดับเรือธง แต่ราคาก็แอบสูงเอาเรื่อง

 

ราคาและวันวางจำหน่ายของ iPhone 13 Series

รอบนี้น่าสนใจมาก ๆ เพราะปกติประเทศไทยจะเป็นกลุ่ม Tier 3 กว่า Apple จะเข้ามาวางขาย iPhone รุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องรอไปเกือบ ๆ สิ้นปี แต่มาวันนี้ทางบริษัทฯ ได้ขยับบ้านเราให้ไปอยู่ใน Tier 2 แล้ว เปิดให้จองวันแรก 1 ตุลาคมนี้ พร้อมกับวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดไป หรือ 8 ตุลาคม 2021 นั่นเอง

ความจุ iPhone 13 mini iPhone 13 iPhone 13 Pro
iPhone 13 Pro Max
128 GB 25,900 29,900 38,900 42.900
256 GB 29,900 33,900 42,900 46,900
512 GB 37,900 41,900 50,900 54,900
1 TB N/A N/A 58,900 62,900

 

from:https://droidsans.com/iphone-13-series-official-launch/

Apple เพิ่มเอกสารเตือนผู้ใช้ iPhone แรงสั่นจากเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์อาจทำให้กล้อง iPhone เสียหายได้

Apple เพิ่มเอกสารสนับสนุนเตือนผู้ใช้ iPhone ว่า เมื่อเร […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-support-document-vibration-can-harm-iphone-camera.html

เปรียบเทียบ iphone 12 series แต่ละรุ่น ต่างกันยังไงบ้าง

เปรียบเทียบ iphone 12 series ต่างกันยังไงบ้าง

ใครกำลังมีความลังเลกับการซื้อโทรศัพท์ไอโฟนอยู่ล่ะก็ วันนี้เราได้เทียบและได้ดึงจุดเด่นของไอโฟน 12 แต่ละ series นี้มาให้ทุกคนได้เลือกตัดสินใจกันแล้วว่า รุ่นไหนตอบโจทย์ที่สุด! ซึ่งขอเกริ่นเลยว่า ความปังของ iPhone 12 นี้ ทุกรุ่นเปิดตัวมาด้วยการรองรับ 5G ซึ่งก็ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของไอโฟนเช่นเดียวกัน โดยรอบนี้ Apple เขาขนมาให้เลือกถึง 4 รุ่นด้วยกัน ดังนี้ iPhone 12 Mini, iPhone 12, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์หลัก ๆ ที่คล้ายกัน แต่ราคามือถือไม่เท่ากัน เพราะอย่างตัวท็อปของ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max เนี่ย เขาก็งัดฟังก์ชั่นเทพ ๆ ใส่เพิ่มเข้าไปอีก ไม่ว่าจะเป็นกล้อง แบตเตอรี่ ความคมชัด ความลื่นไหลในการเล่นเกมต่าง ๆ ในจุดนี้จึงทำให้ราคาของไอโฟนทั้งสองรุ่นนี้จึงมีราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง งั้นมาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยดีกว่าว่า รุ่นไหนคุ้มและเหมาะกับการใช้งานของคุณที่สุด!

 

iPhone 12 Mini

credit : unsplash.com

มาเริ่มกันที่น้องเล็กทรงพลังอย่าง iPhone 12 Mini กันเลยดีกว่า ขอเกริ่นก่อนเลยว่าตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบพกโทรศัพท์แบบพอดีมือ กะทัดรัด ไม่ใหญ่เกิน เพราะว่าเขามีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.4​ นิ้ว และในส่วนของแบตเตอรี่มี​ขนาด​ 2227 mAh เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยติดโทรศัพท์ ไม่ค่อยติดโชเซี่ยล แม้ว่าตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กกว่าไอโฟน 12 รุ่นอื่น ๆ แต่ในด้านของสเปค ต้องขอบอกว่าจัดเต็มสุด ๆ ตั้งแต่ชิปขุมพลัง A14 Bionic ที่จะเน้นเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง แต่ว่าเน้นการใข้พลังงานต่ำลง มาพร้อมหน้าจอ OLED และกล้องหลังที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ที่สำคัญรุ่นนี้ยังคงมีมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นระดับ IP68 สามารถทนนํ้าได้สูงสุด 6 เมตร นาน 30 นาที ซึ่งทนได้ที่ความลึกมากกว่า iPhone 11 ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว เล็กแต่เจ๋งของจริง! นอกจากนั้นตัวดีไซน์ขอบของ iPhone 12 ทุกรุ่นรวมถึง mini ใช้อะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งรับประกันความแข็งแรงและทนทานแน่นอน! โดยมีสีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีดำ, ขาว, (PRODUCT) RED, เขียว และน้ำเงิน ถ้าพูดถึงภาพรวมของ iPhone 12 Mini ทั้งในด้านของสเปคและฟีเจอร์ ก็ไม่ได้​แตกต่าง​จาก ​iPhone 12 series ตัว​อื่นที่​แพง​กว่า​มาก​เท่าไหร่​ ถ้าพิจารณาถึงราคาและสเปคแล้ว iPhone 12 Mini จึงถือเป็นอีกตัวที่น่าโดนมากทีเดียว


iPhone 12

credit : unsplash.com

รุ่นนี้ถือเป็น series หลักของ iPhone 12 เพราะเขามาพร้อมฟีเจอร์หลักอย่าง A14 Bionic รองรับสัญญาณ 5G แล้ว ยังมาพร้อมหน้าจอ Super Retina XDR พาแนล OLED กับความกว้างหน้าจอที่มีขนาดพอดีที่ 6.1 นิ้ว ไม่เล็ก และไม่ใหญ่จนเกินไป จับใช้งานได้อย่างพอดีมือ สำหรับเลนส์กล้องจะมาพร้อม 2 เลนส์ คือ เลนส์กว้าง ความละเอียด 12MP และเลนส์กว้างพิเศษ ความละเอียด 12MP ส่วนกล้องหน้าจะมีเลนส์เดียว ความละเอียด 12MP ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ได้เน้นใช้งานกล้องมากนัก แต่ก็ยังสามารถใช้ถ่ายได้ทั่วไป จะลงไอจี ลงเฟสบุ๊คก็ยังเลิศอยู่! พูดถึงแบตเตอรี่กันบ้าง ทาง Apple เขาเคลมมาว่า iPhone 12 จะมีแบตเตอรี่ที่เยอะกว่า iPhone 12 Mini เล็กน้อยเท่านั้น ทำให้หลายคนอาจจะกังวลใจได้ว่า ถ้าใช้งาน 5G แบบเต็มสตรีม แบตจะหมดเร็วหรือเปล่า ? อย่างไรก็ตาม สเปคของ iPhone 12 จัดว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีที่สุดเลย เมื่อเทียบกับมือถือรุ่นอื่น ๆ ในปัจจุบัน โดยมีสีให้เลือกเหมือน iPhone 12 Mini คือ สีดำ, ขาว, (PRODUCT) RED, เขียว และน้ำเงิน


iPhone 12 Pro

credit : unsplash.com

ความปังของ iPhone 12 Pro ได้ยินคำว่าโปร ก็ต้องเป็นที่รู้กันแน่นอนว่า ต้องมีอะไรเทพ ๆ เพิ่มเข้ามาจาก series ก่อน ๆ แน่นอน ซึ่งความเทพแรกที่จะพูดถึงก็คือ กล้องหลังที่มาพร้อมเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นาซ่านำมาใช้ในการสแกนพื้นที่เพื่อลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ ได้แก่ เลนส์กว้าง, เลนส์กว้างพิเศษ และเลนส์เทเลโฟโต้ ความละเอียด 12MP ทำให้การถ่ายภาพกลางคืน รูปที่ออกมาจะสว่างและสวยกว่าไอโฟนรุ่นก่อน ๆ แน่นอน อีกทั้งยังมีระบบกันสั่นที่ช่วยให้การจับภาพมีความชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย ใครสายถ่ายรูป ต้องเลิฟสิ่งนี้! ในส่วนของหน้าจอ เขาจะใช้หน้าจอ Super Retina XDR พาแนล OLED เช่นเดียวกัน โดย iPhone 12 Pro จะมีขนาดอยู่ที่ 6.1 นิ้ว ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับคนชอบโทรศัพท์ขนาดใหญ่ ดูซีรี่ส์ เล่นเกมได้แบบจุใจไปเลย อีกเรื่องที่หลายคนถาม คือ แบตเตอรี่ ซึ่งขนาดเขาให้มาที่ 2815 mAh ก็เรียกได้ว่ายังถือว่าเล็กอยู่ ถ้าเทียบกับฟีเจอร์เทพ ๆ ที่ให้มา นอกจากดีไซน์ที่สวยงามของตัวเครื่องแล้ว สีที่เปิดตัวออกมาก็เรียบหรูพรีเมี่ยมมาก นั่นก็คือ สีเงิน, กราไฟต์, ทอง และแปซิฟิกบลู 


iPhone 12 Pro Max

credit : unsplash.com

มากันถึงซีรี่ส์ที่ปังที่สุดอย่าง iPhone 12 Pro Max แล้ว จัดเป็นตัวท็อปที่สุดของซีรี่ส์นี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งทั้งสี ดีไซน์และฟีเจอร์รวม ๆ ก็จะเหมือน iPhone 12 Pro เลย  แต่ขนาดเครื่องจะมีขนาดใหญ่กว่า จะอยู่ขนาดที่ 6.7 นิ้ว เรียกได้ว่าถือเป็นรุ่นที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา ในส่วนของกล้องก็มี 3 เลนส์หลักเหมือน 12 Pro แต่เซ็นเซอร์ของ Pro Max จะใหญ่กว่าของ 12 Pro ธรรมดา ทำให้ถือได้นิ่งมากขึ้น แถมยังถูกอัปเกรดกล้องใหม่ โดยกล้องหลักมีพิกเซลใหญ่ขึ้น รูรับแสงที่กว้างขึ้นถึง f/1.6 รองรับ Apple ProRAW และบันทึกวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision สูงสุด 60fps เพราะฉะนั้น เวลาถ่ายภาพตอนกลางคืน จะเห็นได้ชัดเลยว่า Noise ลดลงไปได้อย่างเห็นได้ชัดเลย ขอสรุปไฮไลท์ของ iPhone 12 Pro Max แบบรวบรัดเลยว่า นอกจากฟังก์ชั่นเทพ ๆ และดีไซน์ที่ออกแบบมาได้ไฮโซหรูหรากว่าเดิมแล้ว จอแสดงผลชนิด OLED ยังเป็นจอที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ไอโฟนมีมา พร้อมกับระดับเสียงของลำโพงที่ดังขึ้นกว่าในรุ่นก่อน ๆ ในด้านของกล้องก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ เอาเป็นว่าเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย ก็ได้สุดยอดโทรศัพท์มือถือในศตวรรษนี้มาครอบครองแล้ว


เห็นแบบนี้ใครยังเล็งอยู่ คงตัดสินใจได้ง่ายแล้วว่า iphone 12 series ไหนที่ตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็ต้องบอกว่าหากใครไม่มีปัญหาเรื่องงบ ก็จัดตัวท็อปอย่าง iPhone 12 Pro Max ไปเลย เพราะสเปคที่ได้มานี่ เรียกได้ว่าจัดเต็มจริง ๆ จ่ายครั้งเดียว ใช้ได้ยาว ๆ แต่ใครไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น iPhone 12 Mini ก็ถือเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับคนที่เน้นโทร หรือซื้อมาปล่อยเน็ตผ่านซิมเทพ อีกทั้งฟังก์ชั่นหรือสเปคต่าง ๆ ก็จะคล้าย ๆ เลย อย่างไรก็ตาม หลังจากเลือกรุ่นได้แล้ว ก็อย่ามองข้ามเรื่องความจุด้วย เนื่องจากการใช้งานของคนเราไม่เหมือนกัน สำหรับบางคนสายถ่ายรูป ชอบเก็บรูป มีรูปในคลังเป็นพัน ก็คงต้องเลือกขนาดความจุที่เพิ่มมากขึ้นหน่อย แนะนํา​ให้​มอง​ไป​ที่​ 128GB หรือ​ 256​GB​ ไป​เลย คิดเผื่อในอนาคตจะได้ไม่ต้องเสียเงินหลายรอบ จ่ายก้อนเดียวแล้วจบ แล้วใช้นาน ๆ ไปโลด!

Shopee 10.10 Brand Festival โปร 10.10 สุดฟินเอาใจขาช้อป! กับขบวนสินค้าจากแบรนด์ดังชั้นนำตลอดทั้งแคมเปญ สินค้าดีลปังจากแบรนด์เพียง 10.- เท่านั้น! พร้อมเก็บโค้ดลด Shopee Mall ลดสูงสุดถึง 1,500.- และโปรโมชั่นส่งฟรีทั่วไทยไม่มีขั้นต่ำ เริ่มช้อปได้ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. – 10 ต.ค. นี้ที่ Shopee 10.10 Brand Festival เท่านั้น!

ข่าว: เปรียบเทียบ iphone 12 series แต่ละรุ่น ต่างกันยังไงบ้าง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/compare-iphone-12-series-whats-the-difference/

Apple ประกาศ iPhone 12 และ 12 Pro โมเดลที่มีปัญหาไม่มีเสียงขณะคุยสนทนา เข้ารับการซ่อมฟรี ไม่เสียค่าบริการ

Apple ประกาศเปิดตัวโปรแกรมเซอร์วิสสำหรับผู้ใช้งาน iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบไม่มีเสียงขณะโทร – เข้าออกให้แบบฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยบริษัทฯ เปิดเผยว่า โมเดลที่ได้รับผลกระทบจะเป็นรุ่นที่ผลิตในช่วงตุลาคม 2020 ถึงเมษายน 2021 ครอบคลุมเฉพาะสองรุ่นดังกล่าว รุ่น mini และ Pro Max ไม่ได้รับผลกระทบ

Apple เผยว่า ตอนนี้มี iPhone 12 และ iPhone 12 Pro บางโมเดล ได้รับผลกระทบไม่มีเสียงขณะคุยสนทนา เนื่องจากมีปัญหาด้านโมดูลรับสัญญาไม่ดี คาดว่าเกิดจากความผิดพลาดของหน่วย Quality Control (QC) ซึ่งบริษัทฯ ก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการเปิดตัวโปรแกรมรับซ่อมให้กับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

โดย Apple เผยว่า หลัง iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ของผู้ใช้งาน ได้รับการแก้ปัญหาหรือซ่อมแซมโมดูลรับสัญญาณแล้ว ตัวโปรแกรมจะขยายเวลาประกัน (เฉพาะส่วนรับสัญญาณ) เป็นสองปี นับตั้งแต่วันแรกที่ซื้อและเปิดใช้งาน iPhone รุ่นดังกล่าว

 

ที่มา: MacRumors

from:https://droidsans.com/apple-launches-program-fixing-affected-iphone-12-pro-for-free/

Apple เปิดโปรแกรมซ่อมฟรี iPhone 12, iPhone 12 Pro เสียงมีปัญหา ระหว่างคุยโทรศัพท์

Apple เปิดโปรแกรมซ่อมฟรี iPhone 12, iPhone 12 Pro ที่เจ […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone-12-and-iphone-12-pro-service-program-for-no-sound-issues.html

Apple ประกาศโครงการซ่อม iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ที่พบปัญหาไม่มีเสียงให้ฟรี

แอปเปิลประกาศโครงการซ่อม iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ที่พบปัญหาไม่มีเสียงออกมา โดยระบุว่าพบปัญหาเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก สาเหตุมาจากชิ้นส่วน Receiver Module

iPhone 12 และ iPhone 12 Pro เครื่องที่พบปัญหานั้น แอปเปิลบอกว่าเป็นรุ่นที่มีการผลิตในช่วงเดือนตุลาคม 2020 ถึงเมษายน 2021 ไม่มีการรายงานปัญหานี้ใน iPhone 12 mini และ iPhone 12 Pro Max

ผู้ใช้งาน iPhone ทั้งสองรุ่นที่เจอปัญหานี้ สามารถติดต่อเพื่อซ่อมแซมได้ฟรี ที่ศูนย์บริการ AASP หรือที่ Apple Store ทั้งนี้ iPhone ต้องอยู่ในสภาพที่สามารถซ่อมแซมได้ หากมีปัญหา เช่น หน้าจอแตกอยู่ก่อนแล้ว จะต้องแก้ไขปัญหานี้ก่อนรับการซ่อมฟรีดังกล่าว

ที่มา: MacRumors

alt="iPhone 12"

from:https://www.blognone.com/node/124467

ราคา iPhone ล่าสุดจาก Apple, AIS, TrueMove H, DTAC ประจำเดือน ส.ค. 64

ข้อมูลนี้แสดงราคา iPhone เครื่องเปล่ารุ่นที่ Apple วางข […] More

from:https://www.iphonemod.net/phone-price-update-17-aug-2021.html

เทียบหน้าจอและแบตเตอรี่ Samsung Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max และ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro ใช้งานจริงเป็นยังไง?

มือถือเรือธงระดับพรีเมี่ยมทั้ง Samsung Galaxy S21 Series และ iPhone 12 Series เปิดตัวมาได้ซักพักแล้ว ซึ่งทั้ง 2 ค่ายต่างก็ขนเอาสเปค + ฟีเจอร์ล้ำ ๆ แบบจัดเต็มมาให้ทั้งนั้น ซึ่งทาง Droidsans ก็เคยรีวิวการใช้งานของทั้งคู่แบบเต็ม ๆ ไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพกล้องรวมถึงการใช้งานด้านอื่น ๆ คราวนี้เราก็เลยขอมาทดสอบจุดเด่นอีกอย่างของมือถือทั้ง 2 ซีรีส์นี้บ้าง นั่นก็คือเรื่อง หน้าจอ และแบตเตอรี่นั่นเองครับ ว่าจากการใช้งานจริงเนี่ยหากเทียบระหว่าง Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max และ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro แต่ละรุ่นจะเป็นยังไงบ้าง

สำหรับการเปรียบเทียบหน้าจอ และแบตเตอรี่คราวนี้ จะขอเทียบเป็นคู่ ๆ ระหว่างตัวท็อปของซีรีส์อย่าง Galaxy S21 Ultra กับ iPhone 12 Pro Max และรุ่นรองท็อปอย่าง Galaxy S21+ กับ iPhone 12 Pro นะครับ ซึ่งการทดสอบนี้เป็นการทดสอบจากการใช้งานจริงของมือถือทั้ง 4 รุ่น ว่าหน้าจอเป็นยังไงใช้งานกลางแจ้งแล้วชัดเจนรึเปล่า ส่วนแบตเตอรี่ก็จะเป็นการใช้จริงในแต่ละวันเหมือนกัน และมีการทดสอบดูหนังเป็นเวลาเท่ากันด้วย ว่าแต่ละรุ่นกินแบตเตอรี่ไปมากแค่ไหนในระยะเวลาที่เท่ากันครับ

หน้าจอ Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max

ประเภทหน้าจอ

เริ่มต้นด้วยหน้าจอของตัวท็อป Galaxy S21 Ultra และ iPhone 12 Pro Max กันก่อนเลย โดยทั้งคู่ใช้หน้าจอพาเนล OLED มีขนาดสูสีกัน S21 Ultra 6.8 นิ้ว / iPhone 12 Pro Max 6.7 นิ้ว แต่หากเทียบทางด้านสเปคแล้ว S21 Ultra จะได้เปรียบกว่า แม้จะใช้พาเนล OLED เหมือนกัน แต่ใช้เทคโนโลยี Dynamic AMOLED 2X ที่มีระบบ LTPO เข้ามาช่วยปรับค่ารีเฟรชเรทตามการใช้งานแบบ Real-time และยังให้สีสันที่สดและสว่างกว่าด้วย (แต่เรื่องสีนี่แล้วแต่คนชอบเนอะ)

ความละเอียด

เรื่องความละเอียดหน้าจอ Galaxy S21 Ultra กินขาดด้วยความละเอียดที่สูงถึง 1440 x 3200 (WQHD+) ในขณะที่ iPhone 12 Pro Max มีความละเอียดที่ 1284 x 2778 แต่สำหรับการใช้งานจริง ๆ เช่นเปิดวิดีโอระดับ 4K จาก YouTube มาเทียบกันก็แทบจะไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเลย ทั้ง 2 รุ่น มีคุณภาพการแสดงผลที่คมชัดบาดตาบาดใจทั้งคู่ แต่ถ้าเอามาวางเทียบกันแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่าหน้าจอของ Galaxy S21 Ultra มันสวย คมชัด และให้สีสันที่สดดีจริง ๆ (ต้องดูด้วยตาเปล่านะครับ ใช้กล้องถ่ายแล้วสีมันไม่ตามที่ตาเห็น)

รีเฟรชเรท

แทบจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของมือถือหลาย ๆ รุ่นในตอนนี้แล้ว ที่จะต้องมากับหน้าจอรีเฟรชเรทสูง ซึ่งตรงนี้ Galaxy S21 Ultra ยังคงเอาไปกินด้วยหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ที่ปรับรีเฟรชเรทอัตโนมัติได้ระหว่าง 10Hz – 120Hz ตามการใช้งาน (เพื่อประหยัดแบตเตอรี่) แน่นอนว่ารีเฟรชเรทยิ่งเยอะ ภาพบนหน้าจอก็จะยิ่งลื่นไหลเนียนตา ไม่ว่าจะเป็นการไถหน้าจอไปมา, การไถ Feed บน Facebook, เวลาเข้าเว็บต่าง ๆ หรือแม้แต่การเล่นเกมที่รองรับมือถือหน้าจอรีเฟรชเรทสูง หากใครที่ได้ลองใช้แล้วจะรู้สึกเลยล่ะ ว่าไม่อยากกลับไปใช้มือถือหน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz อีกเลย

สำหรับ iPhone 12 Pro Max ที่ยังคงใช้หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz อยู่ ในการใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันหนืดหรือแย่กว่ามือถือจอ 120Hz นะครับ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ใส่ใจหรือไม่สังเกตว่ามือถือจะต้องมีหน้าจอรีเฟรชเรทสูงก็ได้ เพราะเอาจริง ๆ มันไม่ได้กระทบกับการใช้งานในชีวิตจริงซักเท่าไหร่ครับ

ความสว่าง

ความสว่างของหน้าจอก็นับเป็นอีกเรื่องสำคัญของมือถือ เพราะการใช้งานกลางแจ้งที่มีแสงแดดจ้า ยิ่งหน้าจอให้ความสว่างได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมองเห็นชัดได้มากเท่านั้นนั่นเอง โดย Galaxy S21 Ultra สามารถทำความสว่างได้สูงสุดถึง 1500 nits แต่ความสว่างระดับนั้นจะเอาไว้ใช้เฉพาะตอนเล่นวิดีโอแบบ HDR เท่านั้นนะครับ ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนอยู่กลางแดดจ้าตอนเที่ยง ๆ จะอยู่ที่ 1023 nits ซึ่งก็เรียกว่าสูงมากอยู่ดี ทำให้ไม่มีปัญหามองไม่เห็นจอเวลาใช้งานกลางแจ้ง หรือถ่ายรูปกลางแดดแล้วมองไม่ชัดว่ากล้องโฟกัสหรือยัง

ของ iPhone 12 Pro Max สามารถทำความสว่างสูงสุดได้ที่ 1200 nits ตอนเล่นวิดีโอ HDR ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนใช้งานกลางแดดจัด ๆ อยู่ที่ 800 nits ถึงแม้จะน้อยกว่าทาง Galaxy S21 Ultra กว่า 200 nits แต่ก็เพียงพอในการใช้งานกลางแจ้งได้แบบชัดเจนเช่นกันครับ

ค่า Contrast

ค่า Contrast หรือ Contrat Ratio ของหน้าจอบางคนอาจไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่สำหรับสายดูหนังดูคลิปความละเอียดสูง ๆ ภาพสวย ๆ ระดับ HDR จะยิ่งถูกใจมาก เพราะหากหน้าจอมี Contrast Ratio สูงเท่าไหร่ การแสดงผลสีดำก็จะดำสุด ๆ ส่วนการแสดงผลสีขาวก็จะขาวสุด ๆ ซึ่งการแสดงผลของทั้ง 2 สี ถ้ายิ่งตัดกันมากเท่าไหร่ ภาพก็จะยิ่งสวยมีมิติสมจริงมากขึ้นเท่านั้นครับ ซึ่งตรงนี้หน้าจอของ Galaxy S21 Ultra มี Contrast Ratio ที่สูงปรี๊ดถึง 3,000,000 : 1 เลยทีเดียว ในขณะที่ iPhone 12 Pro Max อยู่ที่ 2,000,000 : 1

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือ

เทคโนโลยีเซนเซอร์สแกนนิ้วมือใต้หน้าจอเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้กับหน้าจอพาเนลประเภท OLED อยู่แล้ว ซึ่งมือถือ Galaxy S21 Series ทุกรุ่นมีระบบนี้ให้ใช้ทั้งหมด ที่ยกเอามาบอกก็เพราะว่าช่วงนี้เวลาออกไปข้างนอกบ้านซึ่งต้องใส่หน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้การปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือดูสะดวกขึ้นมาทันที เพราะไม่ต้องคอยถอดหน้ากากออกมาปลดล็อคเครื่องนั่นเองครับ

แบตเตอรี่ Galaxy S21 Ultra vs iPhone 12 Pro Max

อีกเรื่องหลักของการเลือกซื้อมือถือแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้นแบตเตอรี่นี่แหละ เพราะหากมือถือรุ่นไหนมีสเปคแรง กล้องงาม หน้าจอสวยแต่ดันตกม้าตายเพราะแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่ถึงวันก็ต้องเรียกหาที่ชาร์จกันแล้ว ซึ่งตรงนี้ Galaxy S21 Ultra และ iPhone 12 Pro Max หมดห่วงไปได้เลย เพราะจากการทดลองใช้งานทั่วไป ใส่ซิม 5G ออกไปใช้งานนอกบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ เช่นถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เข้าบ้านมาก็ต่อ WiFi เล่นเน็ต เล่นเกมบ้าง ดูคลิปจาก YouTube บ้าง และมีแชทเข้าอยู่เรื่อย ๆ พบว่าทั้งคู่สามารถอยู่ได้สบาย ๆ ทั้งวัน (S21 Ultra ปรับความละเอียดหน้าจอไว้ที่ระดับ FHD+)

พอเอามาทดสอบด้วยการดูคลิประดับ Full HD จากแอป YouTube เชื่อมต่อกับ WiFi ความสว่างหน้าจอและลำโพงปรับไว้ที่ 50% ทั้งคู่ ดูคลิปเป็นเวลาประมาณ 4 ชม. พบว่าจากแบตเตอรี่ 100% ทาง Galaxy S21 Ultra เหลือแบตเตอรี่อยู่ที่ 73% ส่วน iPhone 12 Pro Max เหลืออยู่มากกว่าที่ 77% (ตอนทดสอบปิดแอปเบื้องหลังไว้ทั้งหมดนะครับ มีแค่ YouTube ทำงานอยู่เท่านั้น) เรียกว่าทางฝั่ง iPhone 12 Pro Max มีการจัดการพลังงานได้ดีกว่าเพราะขนาดมีแบตเตอรี่ที่น้อยกว่าเป็น 1000 mAh (5000 mAh vs 3687 mAh) ยังใช้งานได้ทั้งวันพอ ๆ กับ S21 Ultra

แต่คาดว่าหากใช้งาน Galaxy S21 Ultra ในชีวิตประจำวันแล้วปรับรีเฟรชเรทหน้าจอให้เหลือ 60Hz ตลอดเวลาแล้ว แบตเตอรี่น่าจะใช้ได้ยาวกว่านี้แน่นอน (ส่วนตัวยอมแบตหมดไวแล้วใช้รีเฟรชเรทสูงนะ เพราะมันลื่นสบายตากว่าจริง ๆ)

 


Galaxy S21 Ultra เหลือ 73% (ซ้าย) / iPhone 12 Pro Max เหลือ 77% (ขวา)

สุดท้ายคือเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ที่ Galaxy S21 Ultra จะได้เปรียบกว่า เพราะรองรับการชาร์จไวที่ 25W สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh จาก 0% – 100% ได้ในเวลาราว 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนของ iPhone 12 Pro Max รองรับที่ 20W ชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 3687 mAh จาก 0% – 100% ได้ในเวลาประมาณ 2 ชม. หน่อย ๆ ครับ

 

หน้าจอ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro

ประเภทหน้าจอ

ต่อด้วยการเปรียบเทียบระหว่างมือถือรุ่นรองอย่าง Galaxy S21+ และ iPhone 12 Pro กันบ้าง โดยทั้ง 2 รุ่น ยังคงใช้หน้าจอประเภทเดียวกันกับรุ่นพี่อยู่ แต่ขนาดจะลดหลั่นลงมา Galaxy S21+ อยู่ที่ 6.7 นิ้ว และ iPhone 12 Pro หดลงมาเยอะหน่อยอยู่ที่ 6.1 นิ้ว

ความละเอียด

สำหรับความละเอียดหน้าจอของ Galaxy S21+ ถูกลดลงมาเหลือที่ 1080 x 2400 (FHD+) ส่วน iPhone 12 Pro ก็ให้ความละเอียดมามากกว่านิดหน่อยที่ 1170 x 2532 ซึ่งก็ยังเรียกว่าคมชัดบาดตาไม่ต่างกันสำหรับการใช้งานจริงทั้งเล่นเกม ดูหนัง หรือใช้งานอื่น ๆ แต่ก็อีกเช่นเคยที่หน้าจอ AMOLED ของ Galaxy S21+ ให้แสงสีที่สดใสสะใจกว่าแบบเห็นได้ชัดครับ

รีเฟรชเรท

Galaxy S21+ ยังคงใช้หน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X เหมือนกับรุ่นพี่ ทำให้การเคลื่อนไหวบนหน้าจอสมูทกว่า เนียนกว่าแบบเห็นได้ชัด ส่วน iPhone 12 Pro ก็ใช้หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz เหมือนกับรุ่นพี่ iPhone 12 Pro Max เช่นกันครับ

ความสว่าง

Galaxy S21+ สามารถทำความสว่างได้สูงสุด 1300 nits สำหรับการเล่นวิดีโอแบบ HDR ส่วนความสว่างสูงสุดที่ระบบจะปรับให้ตอนอยู่กลางแดดจะอยู่ที่ 879 nits แม้ว่าจะดูน้อยกว่ารุ่นพี่ S21 Ultra อยู่เกือบ 200 nits แต่จากการใช้งานจริงกลางแจ้ง ก็ยังสามารถมองเห็นได้แบบชัดเจนสบายตาไม่ต้องเพ่งเลย

ส่วนของ iPhone 12 Pro ทำความสว่างหน้าจอสูงสุดได้เท่ากับรุ่นพี่ที่ 1200 nits เวลาเล่นวิดีโอ HDR และความสว่างสูงสุดตอนใช้งานกลางแดดอยู่ที่ 800 nits ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่าจะมองไม่ชัด หรือจะถ่ายรูปแล้วมองจอไม่เห็นครับ

ค่า Contrast

หน้าจอของ Galaxy S21+ มี Contrast Ratio ที่ลดลงมาจากรุ่นพี่อยู่ที่ 2,000,000 : 1 ซึ่งเท่ากันกับ Contrast Ratio ของ iPhone 12 Pro และ Pro Max ทำให้การดูคลิปดูหนังที่รองรับ HDR มีความสมจริงของสีและให้มิติของภาพที่ดีมาก ๆ ครับ

แบตเตอรี่ Galaxy S21+ vs iPhone 12 Pro

แบตเตอรี่ของ Galaxy S21+ ให้มาน้อยกว่า S21 Ultra ที่ 4800 mAh ส่วนของ iPhone 12 Pro อยู่ที่ 2815 mAh ทดสอบใช้งานจริงทั้งวันเหมือนกับที่ทดสอบกับรุ่นพี่ทั้งคู่ ก็พบว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันสบาย ๆ เช่นกัน และได้ทดสอบเอามาดูคลิปจาก YouTube เชื่อมต่อกับระบบ WiFi เป็นเวลาประมาณ 4 ชม. เปิดแสงสว่างและลำโพงที่ 50% ก็ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกันมาก Galaxy S21+ เหลือแบตเตอรี่ 75% ในขณะที่ iPhone 12 Pro เหลืออยู่ที่ 77% – 78% ครับ


 

สำหรับระบบชาร์จอันนี้ของ Galaxy S21+ ก็ยังได้เปรียบกว่าเพราะรองรับการชาร์จไร้สายได้ 25W ส่วน iPhone 12 Pro ก็รองรับชาร์จไวอยู่ที่ 20W เหมือนรุ่นพี่ครับ

สรุป

ทั้ง Galaxy S21 Ultra, Galaxy S21+, iPhone 12 Pro Max และ iPhone 12 Pro นับว่าเป็นมือถือระดับเรือธงที่มีสเปคอยู่ในระดับไฮเอนด์ทั้งนั้น แต่ละรุ่นก็มีข้อดีข้อด้อยของมันเองอยู่แล้ว แถมยังเป็นมือถือคนละระบบอีกด้วย ซึ่งเราก็ได้เอาสเปคบางส่วนมาเทียบให้ดูเพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจนะครับ ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวคนใช้งานแล้วล่ะ…ว่ามือถือรุ่นไหนจะเหมาะกับตัวเราใช้แล้วตรงใจที่สุดครับ

from:https://droidsans.com/display-battery-samsung-galaxy-s21-ultra-vs-iphone-12-pro-max-s21-plus-vs-iphone-12-pro/