คลังเก็บป้ายกำกับ: IPAD

5 ปากกา iPad ราคาเป็นมิตร เขียนดีไม่แพ้ Apple Pencil เริ่มแค่ 690 บาทเอง!

ปากกา iPad ไม่จำเป็นต้องเป็น Apple Pencil เสมอไป ตอนนี้แบรนด์ทางเลือกมีรุ่นดีๆ ราคาไม่แพงให้เลือกเยอะแยะ!

styluscover

ปากกา iPad นอกจาก Apple Pencil ที่เป็นเหมือนอุปกรณ์พื้นฐานของ Apple iPad ที่หลายคนเลือกซื้อเป็นปกติ แต่ถ้าดูตามขอบเขตการใช้งานบางคนอาจจะเอามาแค่จดเล็คเชอร์, เน้นข้อความหรือแค่เซ็นเอกสารเล็กๆ น้อยๆ ราคา 3,400-4,490 บาท ก็ดูจะแพงเกินจุดประสงค์การใช้งานไปมากจนหลายคนอาจจะรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกก็เป็นไปได้

แต่จริงๆ แล้ว ปากกา Stylus ที่เอาไว้เขียนบนหน้าจอ iPad และสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมรายอื่นๆ ก็มีรุ่นน่าสนใจที่ราคาไม่แพงและใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน แต่เด่นที่ราคาของปากกาด้ามนั้นถูกกว่า Apple Pencil อย่างเห็นได้ชัด ระดับที่ถ้าแค่เขียนและเซ็นเอกสารทั่วๆ ไป ไม่ได้เน้นวาดรูปนัก มันก็ทำงานได้ดีตอบโจทย์การทำงานของเราแล้ว

ปากกา iPad

5 ปากกา iPad ราคาเป็นมิตร บอกลา Apple Pencil ได้เลย

ถ้าใครหาปากกา Stylus มาใช้กับ iPad สักด้าม แล้วคิดว่าราคาของ Apple Pencil ดูจะแพงเกินความจำเป็นที่เราใช้งานตามปกติไปนั้น ในบทความนี้ผู้เขียนได้เลือกปากกา Stylus ที่ทำงานได้เหมือนกับ Apple Pencil แต่ว่าราคาที่ได้นั้นถูกกว่า เพียงแค่หลักร้อยก็เลือกซื้อมาใช้งานได้แล้ว โดยผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT (690 บาท)
  2. Baseus Capacitive Stylus (813 บาท)
  3. AppleSheep Stylus Pencil (990 บาท)
  4. Adonit Note+ (2,093 บาท)
  5. Logitech Crayon for iPad (2,490 บาท)
1. STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT (690 บาท)

stylus

สำหรับปากกา iPad อันแรกที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ จะเป็นปากการุ่นที่ออกแบบมาคล้ายกับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 มาก และใช้งานร่วมกับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″ (2018-2021), iPad Air 4 ได้ทันที ติดแม่เหล็กเอาไว้ในตัวให้ดูดติดเข้ากับด้านข้างของ iPad ได้เหมือนกับ Apple Pencil ไม่มีผิด สามารถเขียนวาดบนหน้าจอ, เอียงปากกาเพื่อแรเงาและมี Palm rejection ที่ไม่ตอบสนองกับมือของเราเวลาใช้ปากกาเขียนบนหน้าจออยู่และไม่มีดีเลย์เวลาทำงานอีกด้วย

แต่จุดที่แตกต่างคือตัวปากกาเวลาชาร์จจะต้องเสียบชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ที่ตัวปากกาและมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ติดอยู่ที่ตัวด้ามอีก 3 ดวง เพื่อแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกาอีกด้วย โดยระยะเวลาใช้งานนั้นจะใช้ต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง สามารถแตะที่ปลายด้ามเพื่อเปิดหรือปิดการทำงานของตัวปากกาได้เลย ไม่ต้องเชื่อมต่อ Bluetooth ให้ยุ่งยากอีกด้วย เรียกว่าเป็นปากกาสำหรับ iPad รุ่นแรกที่ราคาย่อมเยาว์เข้าถึงง่ายทีเดียว

สเปคของ STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT
  • ปากกาสำหรับ iPad รองรับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″ (2018-2021), iPad Air 4
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาเพื่อแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน
  • มีแม่เหล็กสำหรับดูดตัวปากกาติดกับตัว iPad ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 9 ชั่วโมง มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 690 บาท (425 Degree)
2. Baseus Capacitive Stylus (813 บาท)

50161627615085

ถัดมาเป็นปากกา iPad รุ่น Baseus Capacitive Stylus ที่ออกแบบมาแล้วมีแม่เหล็กไว้ดูดติดกับตัว iPad Pro ได้ด้วย นอกจากนี้ตัวปากกายังมีหัวปากกา 2 แบบคือทั้ง Active และ Passive จะเอาไปเขียนบนหน้าจอ iPad หรือว่ากลับด้านเอาไปเขียนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแทนก็ได้ ส่วนสัมผัสการใช้งานนั้น ทาง Baseus เคลมว่าสามารถเขียนได้ลื่นไหลไม่มีอาการดีเลย์ตอนเขียน, มี Palm rejection รวมทั้งมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกากับปุ่มทางลัด 2 ปุ่มติดมาให้กดใช้งานได้ด้วย ส่วนการใช้งานสามารถใช้ต่อเนื่องได้นานสุด 8.5 ชั่วโมง แต่ปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ได้ใช้งานจะอยู่ได้นานสุด 12 เดือน ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเสียบชาร์จผ่านทาง USB-C ที่ติดมากับตัวปากกา และตัวปากกาเซนเซอร์จับแรงกด, การเอียงตัวปากกาและความละเอียดอ่อนตอนเขียนอีกด้วย

ส่วน iPad รุ่นที่รองรับมี iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″, iPad Mini 5, iPad Air 3, iPad Air 4 และยังเอาไปใช้เขียนกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต Android ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นสไตลัสด้ามอเนกประสงค์ที่มีด้ามเดียวเขียนได้หลายเครื่องเลย ซึ่งถ้าใครมีมือถือและแท็บเล็ตคนละระบบปฏิบัติการกันจะซื้อปากกาด้ามนี้ไปใช้งานก็น่าสนใจทีเดียว

สเปคของ Baseus Capacitive Stylus
  • ปากกาสำหรับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″, iPad Mini 5, iPad Air 3, iPad Air 4 และ Android
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาเพื่อแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน มีหัวปากกาแบบ Active และ Passive ในตัว พร้อมปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม
  • มีแม่เหล็กสำหรับดูดตัวปากกาติดกับตัว iPad ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 8.5 ชั่วโมง มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 813 บาท (Audio Beacon)
3. AppleSheep Stylus Pencil (990 บาท)

applesheep stylus pencil ipad 01

ถ้าใครเป็นคนที่มองหาปากกา iPad ที่ไม่ใช่ Apple Pencil มาก่อนหน้านี้ น่าจะคุ้นชื่อกับปากกา AppleSheep อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าใครมองหาปากกาสำหรับ iPad แล้วใช้งานได้หลากหลายรุ่นตั้งแต่ iPad Gen 6, iPad Air, iPad Air 3, iPad Air 4, iPad Mini 5, iPad Pro 11″-12.9″ ก็แนะนำให้ดูรุ่นนี้เอาไว้ใช้ได้เลย และมีฟีเจอร์หลักๆ อย่าง Palm rejection, เขียนต่อเนื่องได้ไม่มีดีเลย์และเชื่อมต่อใช้งานได้ง่ายอีกด้วย แต่น่าเสียดายอย่างเดียวคือตัวนี้จะแรเงาเพื่อเขียนไม่ได้เหมือน 2 รุ่นด้านบน ส่วนตัวปากกาจะมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกาและชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ส่วนระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่โดยประมาณอยู่ราว 1 วัน

ด้านดีไซน์ตัวปากกา จะเป็นแบบ Apple Pencil รุ่นแรก ดังนั้นจะไม่มีแม่เหล็กยึดเข้ากับตัวแท็บเล็ตและต้องเสียบเก็บเอาไว้กับช่องของ Apple Pencil รุ่นแรกเท่านั้นและใช้งานกับอุปกรณ์อื่นนอกจาก iPad ไม่ได้ แต่ข้อดีคือปากกา iPad ของ AppleSheep จะมี 6 สีทีเดียว ดังนั้นถ้าใครชอบปากกาที่มีสีสันและเข้ากับสีของ iPad เราด้วย ก็แนะนำดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ AppleSheep Stylus Pencil
  • ปากกาสำหรับ iPad Gen 6, iPad Air, iPad Air 3, iPad Air 4, iPad Mini 5, iPad Pro 11″-12.9″ 
  • มีฟีเจอร์ Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน เชื่อมต่อได้ง่ายเพียงกดปลายปากกา
  • ต้องเก็บในช่องปากกาของ Apple Pencil รุ่นแรกเท่านั้น เลือกได้ 6 สี
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 1 วัน มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 990 บาท (Mercular)
4. Adonit Note+ (2,093 บาท)

Adonit Note Plus ct3

ถ้าเน้นว่าจะหาปากกา iPad สำหรับวาดภาพเป็นหลัก ฟีเจอร์มาครบๆ ผู้เขียนแนะนำเป็น Adonit Note+ ด้ามนี้ที่เรียกว่ามีทั้งฟีเจอร์ครบเครื่องทั้ง Palm rejection, เอียงปากกาแรเงาได้พร้อม Pressure sensor รับแรงกด 2,048 ระดับ และมีปุ่มทางลัดติดมาบนตัวปากกา 2 ปุ่ม นอกจากนี้ยังมีแอพฯ Adonit One ให้โหลดใน App Store สำหรับใช้ควบคุมตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของ Adonit Note+ คือตัวปากกาสามารถใช้งานคู่กับแอพฯ วาดเขียนชั้นนำที่อยู่ใน iPad ได้สบายๆ ทั้ง Colored Pencil, Procreate, Zen Brush 2, Animation Desk ฯลฯ เรียกว่าเป็นตัวแทนของ Apple Pencil ไปเลยก็ไม่ผิด แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง

ด้านของระยะเวลาใช้งาน แบตเตอรี่ในตัวปากกาใช้งานได้นานสุด 10 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้อีก 1 ชั่วโมงด้วยพอร์ต USB-C ที่ท้ายด้ามปากกา จัดว่าเป็นปากการุ่นทางเลือกแทน Apple Pencil ได้สบายๆ เหมาะกับนักวาดภาพที่เน้นวาดภาพใน iPad เป็นอย่างมาก

สเปคของ Adonit Note+
  • ปากกาสำหรับ iPad ใช้งานได้หลากหลายรุ่น ตั้งค่าได้ในแอพฯ Adonit One
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน รับแรงกดได้  2,048 ระดับ
  • มีปุ่มลัดติดมาบนตัวปากกา 2 ปุ่ม ตั้งค่าได้ ใช้งานกับแอพฯ สายครีเอเตอร์ได้หลายแอพฯ
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 10 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีใช้ได้ 1 ชั่วโมง ด้วยพอร์ต USB-C
  • ราคา 2,093 บาท (BaNANA)
5. Logitech Crayon for iPad (2,490 บาท)

HMGA2 AV2

ปากกา iPad รุ่นสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ เป็น Logitech Crayon ที่ทาง Apple เองก็เลือกมาแนะนำเป็นปากกา iPad รุ่นทางเลือกนอกเหนือจาก Apple Pencil รวมทั้งสั่งซื้อผ่านทางหน้าเว็บไซต์และหน้าร้าน Apple Store ประเทศไทยก็ได้เช่นกัน ซึ่งปากกาด้ามนี้จะเด่นเรื่องการเขียนงานและเส้นที่ต่อเนื่องเพราะว่าแชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil ด้วย ทำให้การเขียนเส้นลงบนหน้าจอ iPad ต่อเนื่อง รวมทั้งมีเทคโนโลยีหลักๆ อย่าง Palm rejection, เอียงปากกาแล้วเขียนเส้นหนาขึ้นได้ แต่ไม่มีฟังก์ชั่นการแรเงาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รองรับการใช้งานกับ iPad ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2018 แล้วเป็น iOS 12.2 เป็นต้นมาได้ทุกรุ่นอย่างแน่นอน

ส่วนแบตเตอรี่เวลาชาร์จจนเต็มแล้วจะใช้งานได้ 7.5 ชั่วโมง และชาร์จไว 2 นาทีใช้งานได้ 30 นาทีอีกด้วย และถ้าไม่ได้ใช้เขียนงานบนตัว iPad แล้ว ปากกาจะหยุดการทำงานเองภายใน 30 นาที หรือกดปุ่มเปิดปิดที่ตัวปากกาก็ได้ ชาร์จได้ด้วยพอร์ต Lightning ที่ท้ายปากกา นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับแอพฯ สายจดโน๊ตและครีเอทีฟต่างๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าถ้าใครหาปากกา iPad แต่ไม่ได้เป็น Apple Pencil มาใช้งาน ก็เลือกตัวนี้มาได้เลย

สเปคของ Logitech Crayon
  • ปากกาสำหรับ iPad ใช้งานได้หลากหลายรุ่น ต้องเป็น iOS 12.2 ขึ้นไป
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาให้ได้เส้นหนา, Palm rejection, แชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil 
  • ใช้งานกับแอพฯ ทำงานหรือสายครีเอเตอร์ได้หลายแอพฯ 
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 7.5 ชั่วโมง ชาร์จไว 2 นาทีใช้ได้ 30 นาที ด้วยพอร์ต Lightning และหยุดทำงานเองภายใน 30 นาที
  • ราคา 2,490 บาท (Apple Thailand)

สรุปสเปคของปากกา iPad ทั้ง 5 รุ่น ไม่ต้องง้อ Apple Pencil

สำหรับปากกา iPad ในตอนนี้ เราสามารถหาซื้อรุ่นทดแทนมาใช้งานได้หลากหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งสเปคโดยสรุปจะเป็นดังนี้

สเปคปากกา iPad iPad รุ่นที่รองรับ ฟีเจอร์พิเศษ ระยะเวลาใช้งาน ราคา
STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT iPad Pro 11″

iPad Pro 12.9″ (2018-2021)

iPad Air 4

เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

มีแม่เหล็กดูดติดตัว iPad ได้

9 ชั่วโมง

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

690 บาท
Baseus Capacitive Stylus  iPad Pro 11″

iPad Pro 12.9″

iPad Mini 5

iPad Air 3

iPad Air 4

Android

เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

มีแม่เหล็กดูดติดตัว iPad ได้

มีหัวปากกาแบบ Active และ Passive

ปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม

8.5 ชั่วโมง

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

813 บาท
AppleSheep Stylus Pencil iPad Gen 6

iPad Air

iPad Air 3

iPad Air 4

iPad Mini 5

iPad Pro 11″-12.9″

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

เชื่อมต่อได้ง่ายโดยกดที่ปลายปากกา

ราว 1 วัน

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

990 บาท
Adonit Note+ ใช้กับ iPad ได้หลากหลายรุ่น เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

รับแรงกดได้ 2,048 ระดับ

มีปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม

ตั้งค่าด้วยแอพฯ Adonit One

10 ชั่วโมง

ชาร์จไว 5 นาทีใช้ได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จผ่าน USB-C

2,093 บาท
Logitech Crayon iPad ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป ต้องอัพเดทเป็น iOS 12.2 ขึ้นไป Palm rejection

แชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil

เอียงปากกาให้ได้เส้นหนา

7.5 ชั่วโมง

ชาร์จไว 2 นาทีใช้ได้ 30 นาที

ชาร์จผ่านพอร์ต Lightning

2,490 บาท

จะเห็นว่านอกจาก Apple Pencil แล้ว เราก็มีปากกาทางเลือกจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ให้เลือกซื้อไปใช้งานกัน และบางเจ้าอาจจะมีฟีเจอร์น่าสนใจอย่างเช่นปุ่มทางลัดบนตัวปากกาให้ใช้งาน ซึ่งเชื่อว่านักวาดหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบฟีเจอร์ประเภทนี้เป็นอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครเห็นว่าปากกาด้ามไหนคือด้ามที่ใช่และเป็นตัวทดแทนที่น่าสนใจกว่า Apple Pencil ก็อยากให้ลองเลือกซื้อมาใช้งานดู ไม่แน่ว่าอาจจะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าที่คิดก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

ipadcover

iPad Mini 6

from:https://notebookspec.com/web/618850-5-apple-pencil-alternate-stylus

แนะนำ iPad Gen 9th สุดยอดไอแพดราคาประหยัดจาก Apple

แนะนำ iPad Gen 9th สุดยอดไอแพดราคาประหยัด จาก Apple เริ่มต้น 11,400 บาท

iPad Gen 9th

iPad Gen 9th นั้นเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน 2021 มาพร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ ที่ได้รับการอัพเดต ถ้าถามว่าดีตรงไหน ก็บอกได้เลยว่า ดีตรงที่ราคาและประสิทธิภาพการทำงานนั่นเอง ซึ่งไอแพดรุ่นนี้ อาจจะไม่ได้เป็น iPad ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงที่สุด สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่ถือว่าคุ้มค่าที่สุด แถมยังมีราคาที่ย่อมเยาอีกด้วย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ iPad รุ่นนี้กัน พร้อมกับเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องเลือก iPad Gen 9th มากกว่า iPad รุ่นอื่นๆ


ซื้อ iPad ต้องดูอะไรบ้าง

iPad 10.2 นิ้ว ถือว่าเป็นแท็บเล็ตราคาเบาๆ ของ Apple ที่นักเรียน นักศึกษา นิยมนำไปใช้กับการเรียนออนไลน์ รวมถึงผู้ที่ทำงานแล้ว ก็อาจซื้อ iPad สักเครื่องเพื่อรองรับการค้นคว้าข้อมูล และงานด้านบันเทิง

ถ้าพูดถึงการทำงาน หรือการเรียนในปัจจุบันนั้น บอกได้เลยว่าตอนนี้ก็ต้องเป็นการเรียนออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเรียน การทำงาน หรือใช้ในไลฟ์สไตล์ทั่วไปนั้น ก็คงหนีไม่พ้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablets ซึ่งทีมงานเชื่อว่าผู้ใช้งานจำนวนมากที่เลือกใช้ iPad โดย iPad นั้น ก็มีด้วยกันหลากหลายรุ่น ทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งก็สามารถเลือกได้ตามต้องการ แต่การซื้อไอแพดสักเครื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราเดินไปซื้อเองด้วยตัวเองที่ร้านค้า หรือจะเป็นการสั่งออนไลน์ สิ่งที่เราต้องดูต้องตรวจสอบนั้น มีอะไรบ้าง

  • ภายนอกเครื่อง หรือตั้งแต่กล่อง เริ่มจากการตรวจเช็คกล่องต้องไม่มีการแกะซีลใดๆ เมื่อแกะกล่องให้ตรวจเช็คตัวเครื่อง ดูริ้วรอยต่างๆ อุปกรณ์ต้องไม่มีรอยแตก และเช็คดูว่าอุปกรณ์ภายในครบหรือไม่
  • สำหรับใครที่สั่งเครื่องผ่านเว็บไซต์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์นั้น จะต้องไม่พลาดข้อนี้เลย คือ การตรวจสอบประกัน และหมายเลขต่างๆ นั่นเอง
    • ดูเลข Serial No. หลังกล่อง iPad กับเลข Serial No. ในเครื่อง (เมนูการตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > เกี่ยวกับ (About)) ต้องตรงกัน หลังจากนั้นก็ให้นำเลข Serial No. ไปตรวจเช็คประกันความคุ้มครองได้ที่ https://checkcoverage.apple.com/th/th/ หรือจะดาวน์โหลดแอป Apple Support ก็ได้ (แต่ต้องตั้งค่า Apple ID ให้เรียบร้อยก่อน) ถ้าเป็นเครื่องใหม่จากศูนย์มือหนึ่ง ประกันเครื่องต้องหมดในอีก 1 ปี นับจากวันที่เปิดใช้เครื่อง ประกันต้องไม่เดินไปก่อน
    • กรณีที่เราซื้อเครื่องศูนย์ไทย เราวามารถตรวจสอบได้โดยไปที่ เมนูการตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > เกี่ยวกับ (About) > เช็คโมเดล (Model) ถ้าเป็น iPad เครื่องศูนย์ไทย เลขโมเดลจะต้องลงท้ายด้วย TH เสมอ เช่น MR7F2TH/A
  • เช็คปุ่มทั้งหมด โดยไล่กดและเช็คการทำงานทีละปุ่ม ว่าหลวมไปหรือไม่ และเช็คการทำงานของปุ่ม อาจจะเริ่มจากปุ่ม Power เปิด-ปิดเครื่อง และปิดหน้าจอ, ปุ่มโฮม เมื่อกดแล้วต้องกลับมาหน้าจอโฮม, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงต้องทำงานได้ถูกต้อง
  • ทดสอบหาจุดเสียของหน้าจอ LCD ของ iPad โดยเข้าผ่านแอป YouTube (ต้องดาวน์โหลดแอป YouTube จาก AppStore ก่อน) และเปิดวิดีโอ Dead Pixel Test for iPad หมุนหน้าจอเป็นแนวนอนและเปิดหน้าจอวิดีโอให้เต็มจอ พร้อมกับเช็คหาจุดเสีย ถ้าหน้าจอปกติดี จะต้องไม่มีจุดดำโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ
  • ตรวจสอบการทำงานของ Touch ID โดยไปที่ตั้งค่ารหัสผ่านด้วยการสแกนนิ้วที่ การตั้งค่า (Settings) > Touch ID และรหัส (TouchID & Passcode) > และเปิด ปลดล็อค iPad ในส่วนของการใช้ Touch ID และตั้งค่าสแกนนิ้วให้เรียบร้อย จากนั้นก็ลองแตะสแกนนิ้วที่ปุ่มโฮม เพื่อปลดล็อคเครื่อง
  • ทดสอบเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยการเปิด Wi-Fi และเข้าใช้ Wi-Fi ของร้านดูว่าสามารถเชื่อมต่อและใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ปกติหรือไม่
    • ทดสอบการเชื่อม Bluetooth โดยไปที่การตั้งค่า (Settings) > บลูทูธ (Bluetooth) > แตะเปิด และดูว่า Bluetooth สามารถค้นหาอุปกรณ์ใกล้เคียงเจอหรือไม่ (หากซื้อ Apple Pencil ด้วยก็ลองเชื่อมต่อดูหรือทางร้านมีอุปกรณ์บลูทูธอื่นๆ ก็อาจจะลองนำไปเชื่อมต่อดู)
    • สำหรับ iPad รุ่นที่มี Cellular ก็ให้ลองเปิดเซลลูลาร์ และดูสัญญาณโทรศัพท์ด้านมุมบนซ้ายของหน้าจอว่าสามารถเชื่อมต่อได้หรือไม่ พร้อมกับลองเข้า Safari เพื่อลองเข้าเว็บไซต์
  • ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังจากลำโพงด้านล่างของ iPad หรือไม่ โดยการลองเข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เสียง (Sounds) > เสียงเรียกเข้า (Ringtone) > เลือกฟังเสียงดูว่ามีเสียงดังออกจากลำโพงหรือไม่ และลองปรับเพิ่มลด-เสียงดู
  • ลองแตะหน้าจอ ปัดขึ้น ปัดลง เข้าแอปแล้วขยับท่าทางต่างๆ เช่น ขยับนิ้วทั้ง 5 เข้าหากัน เพื่อออกจากแอป, ปัดขึ้นเพื่อเปิด Control Center, ปัดลงเพื่อเข้าหน้าการแจ้งเตือน, แตะค้างเพื่อลบแอป เป็นต้น เพื่อดูการทำงานว่าการใช้ท่าทางและการสัมผัสหน้าจอทำงานได้ปกติหรือไม่
  • เช็คการใช้งานของไมโครโฟน ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ โดยเข้าเข้าแอปกล้อง (Camera) แล้วลองอัดวิดีโอดู เมื่ออัดเสร็จแล้ว ลองกดเล่นวิดีโอและฟังเสียง
  • ลองเปิดแอปแผนที่ (Maps) บน iPad ดู และอนุญาตการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งให้เรียบร้อย และลองแตะระบุตำแหน่งที่ตั้งด้านบนขวา เพื่อเช็คดูว่า GPS สามารถบอกตำแหน่งถูกต้องหรือไม่ อาจจะลองค้นหาสถานที่หรือตำแหน่งอื่นๆ ดูด้วยก็ได้
  • ตั้งค่าเปิดใช้งาน Siri ที่ การตั้งค่า (Settings) > Siri และการค้นหา (Siri & Search) > เปิดใช้งาน ฟัง “หวัดดี Siri” และตั้งค่าให้เรียบร้อย และเปิดใช้งาน กดปุ่มโฮมเพื่อคุยกับ Siri ด้วย ที่สำคัญต้องเปิดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเช็คการทำงานของ Siri ด้วยการทดสอบก็ลองเรียก หวัดดี Siri และตอบโต้พูดคุยดูว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ จากนั้นลองกดปุ่มโฮมค้างไว้ เพื่อเรียก Siri ดู
  • ทดสอบการทำงานของกล้องหน้าและกล้องหลัง สำหรับกล้องหน้า ลองทดสอบถ่ายรูปด้วยกล้องหน้า ลองเปิด Retina Flash สำหรับกล้องหลัง ทดสอบการแตะหน้าจอเพื่อโฟกัส การปรับแสงโฟกัส และลองเปิดแฟลชถ่ายรูป เพื่อเช็คการทำงาน
  • เช็คเซ็นเซอร์การหมุนหน้าจอ ด้วยการหมุนหน้าจอทั้งแนวตั้งและแนวนอน อย่าลืมตรวจสอบด้วยว่าเราได้ปิดฟีเจอร์การหมุนหน้าจอไว้หรือไม่
  • ทดสอบการชาร์จแบตเตอรี่กับอุปกรณ์ชาร์จที่มาพร้อมกล่อง iPad ว่ามีไฟเข้าและสามารถชาร์จได้ปกติหรือไม่ และให้ลองเสียงหัวชาร์จ Lightning ทั้ง 2 ด้านว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้หรือไม่
  • นอกจากนี้ก็ยังมีการทดสอบ ระบบ Gyroscope, เข็มทิศ รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ อย่างคอมพิวเตอร์ด้วย

สเปคของ iPad Gen 9th

สำหรับ iPad Gen 9th แล้วล่ะก็ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้มีความโดดเด่นเลยก็คือ ราคา เพราะเปิดตัวมาในราคาเริ่มต้นที่ ประมาณ 11,xxx บาท ทำให้ใครหลายคนเกิดความสนใจขึ้น เพราะไม่เพียงแต่จะราคาย่อมเยา (ที่สุดในบรรดา iPad) แล้ว ยังมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่ได้รับการพัฒนาจาก Apple อีกด้วย ทั้งตั้วเครื่องยังออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่ไม่หนาเกินไป และไม่บางจนเกินไป ด้วยหน้าจอขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้ง่ายต่อการรับชมคอนเทนต์ รวมไปถึงในการใช้งานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ ทำการบ้าน การทำงาน การอ่านหนังสือ หรือเล่นเกม ก็ครอบคลุมทุกการใช้งาน สำหรับสเปคที่ได้รับการพัฒนาจาก Apple นั้น มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง

pad1
credit: Apple
  • ตัวเครื่องมีด้วยกัน 2 สี ได้แก่ เทาสเปซเกรย์ และสีเงิน
  • หน้าจอเป็นแบบ Retina Display จอภาพ Multi‑Touch แบ็คไลท์แบบ LED ขนาด 10.2 นิ้ว ปรับความสว่างได้สูงสุด 500 nits มาพร้อมการแสดงผลแบบ True Tone
  • มีด้วยกัน 2 ความจุ ได้แก่ 64GB และ 256GB
  • ชิปประมวลผล A13 Bionic
  • ระบบปฏิบัติการ iPadOS 15
  • กล้องหลังเป็นเลนส์ไวด์ ความละเอียด 8MP, รูรับแสงขนาด ƒ/2.4, ซูมดิจิทัลได้สูงสุด 5 เท่า
  • กล้องหน้าอัลตร้าไวด์ ความละเอียด 12MP, รูรับแสงขนาด ƒ/2.4 มุมมองภาพ 122 องศา
  • รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 4.2 และรองรับสัญญาณ 4G ในรุ่น Wi‑Fi + Cellular
  • ปลดล็อกผ่าน Touch ID ที่ปุ่ม Home
  • รองรับฟีเจอร์ Center Stage เหมาะสำหรับการ FaceTime
  • รองรับการชาร์จผ่านพอร์ตการเชื่อมต่อ Lightning
  • รองรับปากกา Apple Pencil 1
  • ราคาเปิดตัว
    • รุ่น WiFi ความจุ 64GB ราคา 11,400 บาท
    • รุ่น WiFi ความจุ 256GB ราคา 16,900 บาท
    • รุ่น WiFi + Cellular ความจุ 64GB ราคา 16,400 บาท
    • รุ่น WiFi + Cellular ความจุ 256GB ราคา 21,900 บาท

iPad 9 กับ iPad 8 แตกต่างกันอย่างไร

f1600191751

สำหรับ iPad Gen 9th ที่เปิดตัวมามีราคาสูงกว่ารุ่นก่อนอย่าง iPad Gen 8th อยู่ประมาณ 500 บาทนั้น ความแตกต่างระหว่าง iPad Gen 9 และ iPad Gen 8 มีดังนี้

  • ราคาเปิดตัว โดย iPad Gen 8th นั้น เปิดตัวอยู่ที่ 10,900 บาท ส่วนรุ่นที่ 9 นั้น เปิดตัวอยู่ที่ 11,400 บาท
  • ความแตกต่างทางด้านชิปประมวลผล โดย iPad รุ่นที่ 8 จะใช้ชิปประมวลผล A12 Bionic แต่รุ่นที่ 9 นั้นจะใช้ชิปประมวลผล A13 Bionic ที่ใหม่กว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานและการประหยัดพลังงานที่ทำได้ดีกว่า ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า 20%
  • ความแตกต่างในด้านความจุ โดยใน iPad Gen 8th นั้นมีความจุมาให้เลือก 2 ขนาด คือ 32GB และ 128GB แต่ในรุ่นที่ 9 นั้น ให้ความจุมามากกว่า คือ 64GB และ 256GB ถือว่ามากกว่าถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
  • ความแตกต่างในส่วนของกล้อง กล้องหลังมีความละเอียดที่เท่ากัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่กล้องหน้า เพราะ iPad 9 นั้น ให้ความละเอียดของกล้องหน้าถึง 12MP ส่วนรุ่นที่ 8 กล้องหน้านั้นมีความละเอียดเพียง 1.2MP เท่านั้น มีความแตกต่างกันถึง 10 เท่าเลย แถมรุ่นที่ 9 ยังเป็นเลนส์อัลตราไวลด์ด้วย มาพร้อม Center Stage
  • ส่วนของหน้าจอ ทั้งสองรุ่น มีขนาดหน้าจอที่เท่ากัน ในรุ่นที่ 9 รองรับการแสดงผลแบบ True Tone ด้วย คือ มีฟีเจอร์ที่รับแสงบริเวณรอบๆ ทำให้การมองเห็นนั้น เหมาะสมกับสภาพแสง ณ ขณะนั้น

ในส่วนที่เหมือนกันนั่นก็คือ ปากกา การรองรับปากกา และสมาร์ทคีย์บอร์ด ก็ยังคงเหมือนกัน มีปุ่ม Touch ID เหมือนกัน ถือเป็น iPad รุ่นเดียวที่มีปุ่ม Home ในปัจจุบัน สัญญาณ Bluetooth ก็ยังคงเป้น 4.2 เช่นเดิม


เปรียบเทียบ iPad Gen 9th, iPad Mini 6 และ iPad Air 4

ipad mini 6 air4 9

สำหรับใครที่สนใจซื้อเจ้าไอแพดมินิรุ่นใหม่ล่าสุดตัวนี้อยู่ ก็คงจะอดเปรียบเทียบไม่ได้ สำหรับในสเปคที่ไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก หรือในช่วงราคาใกล้ๆ กัน ว่าทั้งสามรุ่นอย่าง iPad Mini 6, iPad Gen 9th และ iPad Air 4 นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะจะเสียเงินทั้งที ก็ต้องเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เรามาดูความแตกต่างของทั้ง 3 รุ่นนี้กันเลย

สเปค iPad mini 6 iPad Gen 9th iPad Air 4
ปีที่เปิดตัว 2021 2021 2020
ดีไซน์และขนาด ขนาด 195.4 x 134.8 x 6.3 มม.
ไม่มีปุ่ม Home
ขนาด 250.6 x 174.1 x 7.5 มม.
มีปุ่ม Home
ขนาด 247.6 x 178.5 x 6.1 มม.
ไม่มีปุ่ม Home
สี เทาสเปซเกรย์, ชมพู, ม่วง, สตาร์ไลท์ เทาสเปซเกรย์, เงิน เทาสเปซเกรย์, เงิน, โรสโกลด์, เขียว, สกายบลู
จอภาพ Liquid Retina ขนาด 8.3 นิ้ว
ความละเอียด 2266 x 1488 พิกเซล
รีเฟรชเรท 60Hz
ความสว่าง 500 นิต
รองรับเทคโนโลยี True Tone
Retina Display ขนาด 10.2 นิ้ว
ความละเอียด 1620 x 2160 พิกเซล
รีเฟรชเรท 60Hz
ความสว่าง 500 นิต
รองรับเทคโนโลยี True Tone
Liquid Retina Display ขนาด 10.9 นิ้ว
ความละเอียด 1640 x 2390 พิกเซล
รีเฟรชเรท 60Hz
ความสว่าง 500 นิต
รองรับเทคโนโลยี True Tone
ปากกา รองรับปากกา Apple Pencil 2 รองรับปากกา Apple Pencil 1 รองรับปากกา Apple Pencil 2
ชิปประมวลผล Apple A15 Bionic Apple A13 Bionic Apple A14 Bionic
ความจุ 64GB
256GB
64GB
256GB
64GB
256GB
กล้องหลัง 12MP, f/1.8
แฟลช 4 ดวง
ถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K ที่ 60 fps
8MP, f/2.4
ถ่ายวิดีโอสูงสุด 1080p ที่ 25fps และ 30 fps
12MP f/1.8
ถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K ที่ 24 fps, 30 fps หรือ 60 fps
กล้องหน้า 12MP, f/2.4
มุมกว้าง 122 องศา
ถ่ายวิดีโอสูงสุด 1080p ที่ 60 เฟรมต่อวินาที
12MP f/2.4
มุมกว้าง 122 องศา
ถ่ายวิดีโอสูงสุด 1080p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที
7MP f/2.2
ถ่ายวิดีโอสูงสุด HD 1080p ที่ 60 fps
ลำโพง สเตอรีโอคู่ สเตอรีโอเดี่ยว สเตอรีโอคู่
การเชื่อมต่อ Wi‑Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax
Bluetooth 5.0
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac
Bluetooth 4.2
Wi‑Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax
Bluetooth 5.0
เครือข่ายที่รองรับ 5G
ในรุ่น Wi-Fi + Cellular รองรับ Nano-SIM, eSIM
4G
ในรุ่น Wi-Fi + Cellular รองรับ Nano-SIM, eSIM
4G
ในรุ่น Wi-Fi + Cellular รองรับ Nano-SIM, eSIM
เซ็นเซอร์ปลดล็อก Touch ID ที่ปุ่ม Power ด้านข้าง Touch ID ที่ปุ่ม Home Touch ID ที่ปุ่ม Power ด้านข้าง
พอร์ต USB Type-C Lightning USB Type-C
แบตเตอรี่ 19.3 วัตต์ต่อชั่วโมง 32.4 วัตต์ต่อชั่วโมง 28.6 วัตต์ต่อชั่วโมง
ราคาเปิดตัว รุ่น Wi-Fi ความจุ 64GB ราคา 17,900 บาท
รุ่น Wi-Fi ความจุ 256GB ราคา 23,400 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 64GB ราคา 23,400 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 256GB ราคา 28,900 บาท
รุ่น Wi-Fi ความจุ 64GB ราคา 11,400 บาท
รุ่น Wi-Fi ความจุ 256GB ราคา 16,400 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 64GB ราคา 16,900 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 256GB ราคา 21,900 บาท

รุ่น Wi-Fi ความจุ 64GB ราคา 19,900 บาท
รุ่น Wi-Fi ความจุ 256GB ราคา 24,900 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 64GB ราคา 24,400 บาท
รุ่น Wi-Fi + Cellular ความจุ 256GB ราคา 29,400 บาท

สรุป

iPad Gen 9th นั้น ถือว่าเป็นไอแพดที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูง เพราะใช้ชิปประมวลผล A13 Bionic ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นชิปตัวใหม่ล่าสุดจากทาง Apple แต่ประสิทธิภาพในการทำงานนั้นยังคงทำได้ดีเยี่ยม ไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ในเรื่องของเราคา บอกเลยว่าได้เปรียบมากๆ เพราะถูกที่สุดในบรรดา iPad ที่ทาง Apple วางจำหน่าย ณ ขณะนี้แล้ว แถมยังมีฟีเจอร์อื่นๆ มากมาย เหมาะแก่ทั้งการดูหนัง ฟังเพลง การเรียน รวมไปถึงการทำงานด้วย ถ้าถามว่าแล้วใครเหมาะกับ iPad Gen 9th ก็ต้องบอกเลยว่าได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ ด้วยทั้งดีไซน์ที่ยังคงเอกลักษณ์ มีปุ่ม Home สามารถใช้งานได้ง่าย ราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้ รองรับการใช้งานปากกาอย่าง Apple Pencil ด้วย แถมตัวเครื่องยังพกพาไปไหนมาไหนได้ง่าย ทำให้ถือว่าคุ้มสุดๆ ที่จะเลือกซื้อ iPad Gen 9th มาใช้งาน แต่สำหรับใครที่ยังลังเลระหว่างรุ่นนี้กับรุ่นอื่นๆ ทีมงานก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นหนึ่งในเหตุผลสำหรับการตัดสินใจซื้อได้ว่า เราเหมาะกับไอแพดรุ่นไหน ต้องการการทำงานที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาประหยัด หรืออยากเปลี่ยนไปเลือกรุ่นอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าแต่ราคาก็สูงตามไปด้วย


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง/บทความเพิ่มเติม

iPad Mini 6
แอพคำนวณสารอาหาร แอพนับแคล
แอพฝึกพูดภาษาอังกฤษ
แอพบัญชีรายรับรายจ่าย
แอพล้างขยะ เคลียร์แรม

from:https://notebookspec.com/web/618575-ipad-gen-9th-the-great-ipad

iPad รุ่นที่ 9, iPad mini 6 รุ่น Wi-Fi + Cellular สั่งซื้อได้แล้วที่ Apple Store Online ไทย

11 ต.ค. 64, Apple เปิดให้กดสั่งซื้อ iPad รุ่นที่ 9, iPa […] More

from:https://www.iphonemod.net/ipad-9-ipad-mini-6-available-order-apple-store-online-th.html

รีวิว iPad mini รุ่นที่ 6 พลังใหญ่ ในร่างเล็ก

ตื่นเต้นกว่าที่เคย การกลับมาของ iPad mini 6 เปลี่ยนดีไซ […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-ipadmini6.html

รีวิว iPad (รุ่นที่ 9) ชิป A13 Bionic กล้องหน้าดีขึ้น ความจุเพิ่มขึ้น ในราคา 11,400 บาท

เปิดขายในไทยแล้ว iPad (รุ่นที่ 9) เฉพาะรุ่น Wi-Fi ในราค […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-ipad-get-9.html

รีวิว iPad (รุ่นที่ 9) ชิป A13 Bionic กล้องหน้าดีขึ้น ความจุเพิ่มขึ้น ในราคา 11,400 บาท

เปิดขายในไทยแล้ว iPad (รุ่นที่ 9) เฉพาะรุ่น Wi-Fi ในราค […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-ipad-gen-9.html

จุดสังเกตความต่าง iPad รุ่นที่ 9 กับ iPad รุ่นที่ 8

Apple เปิดขาย iPad รุ่นที่ 9 แล้ว แต่ดีไซน์ตัวเครื่องเห […] More

from:https://www.iphonemod.net/ipad-9-and-ipad-8-different-comparison.html

ลือ… Apple พับโครงการ iPad Air จอ OLED ชั่วคราว เตรียมใช้จอ LCD เหมือนเดิมในปีหน้า

Ming-Chi Kuo ออกมาบอกว่า Apple ประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและต้นทุนการผลิตหน้าจอ OLED สำหรับ iPad รุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่หลุดออกมาจากแหล่งข่าววงในอุตสาหกรรมว่า บริษัทฯ เจรจากับ Samsung ไม่ลงตัว ในขณะที่การหันไปพึ่งพา LG อาจยังไม่ใช่คำตอบ เพราะกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ทั้งนี้ Kuo ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Apple อาจตัดสินใจใช้หน้าจอ LCD ต่อไปก่อนอีกอย่างน้อย 1 ปี

Apple ต้องการนำหน้าจอ OLED ที่มีโครงสร้างแบบ double-stack หรือที่เรียกว่า tandem มาใช้ใน iPad Air ซึ่งมีข้อดีในเรื่องของความสว่างและความทนทานที่มากกว่าทั่ว ๆ ไปตามที่ใช้กันในปัจจุบัน ในขณะที่ Samsung อยากขายหน้าจอ OLED แบบ single-stack ให้เสียมากกว่า เนื่องจากการทำตามคำขอของ Apple จำเป็นต้องเปิดสายการผลิตใหม่ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงมาก ๆ อีกทั้งกระบวนการผลิตยังยากกว่า ใช้เวลาเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มทุนหาก iPad Air จำหน่ายไม่ได้ตามเป้า เพราะต้องไม่ลืมว่า ในปี 2563 ทาง Samsung เคยเรียกค่าชดเชยจาก Apple เป็นเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์มาแล้ว ฐานสั่งซื้อพาเนล OLED ไม่ถึงเป้าตามที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก

Kuo ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ Apple ตัดสินใจปรับแผนให้ iPad Air รุ่นใหม่กลับมาใช้หน้าจอ LCD ตามเดิม อาจเป็นเพราะบริษัทฯ กลัวจะทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว ในปัจจุบันที่ใช้หน้าจอ Mini-LED นั่นเองครับ

กล่าวโดยสรุป เราคงไม่ได้เห็น iPad Air ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ตามที่หลายคนรอคอย อย่างน้อยจนกว่าจะถึงปี 2566 เว้นแต่ Apple จะมีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจครับ

 

ที่มา : MacRumors

from:https://droidsans.com/apple-ipad-air-oled-cancel-stick-lcd/

6 คีย์บอร์ด iPad น่าใช้ ซื้อไว้พิมพ์งานก็ฟิน พกไปไหนก็สะดวก เริ่มต้น 280 บาทก็ได้ใช้แล้ว

คีย์บอร์ด iPad นอกจากที่ Apple ทำมาขายสาวกแล้ว ยังมีแบรนด์ชั้นนำทำออกมาขายอีกเพียบ

ipadcover

 

 

คีย์บอร์ด iPad นอกจากที่ทาง Apple ผลิตมาให้ใช้คู่กับสินค้าของตัวเองแล้ว ถ้าใครไม่ได้ยึดถือว่าจะต้องใช้เป็นสินค้าของ Apple ทั้งหมดทุกชิ้น ก็สามารถหาซื้อรุ่นที่ประสิทธิภาพดีเทียบเคียงกันในราคาที่ถูกกว่าจากผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบรนด์อื่นๆ ได้สบายๆ และอาจจะมีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น สลับการทำงานระหว่างอุปกรณ์ชิ้นอื่นที่เชื่อม Bluetooth เอาไว้กับคีย์บอร์ดตัวนี้ หรือดีไซน์บางเฉียบพกง่ายก็มีให้เลือกด้วย

โดยเฉพาะแบรนด์ชั้นนำอย่าง Logitech ที่ผลิตเมาส์และคีย์บอร์ดออกมาเรื่อยๆ หรือ Keychron ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องก็มีคีย์บอร์ดหรือเคสพร้อมคีย์บอร์ดสำเร็จรูปออกมาให้ซื้อไปใช้กับ iPad ได้เลย แต่สำหรับใครที่เลือกซื้อเป็นคีย์บอร์ดแยกโดยเฉพาะเลย ก็จะเอาไปต่ออุปกรณ์อื่นนอกจาก iPad อย่างพีซีหรือโน๊ตบุ๊คก็ได้ ทำให้ซื้อของชิ้นเดียวแต่ใช้ได้หลายอุปกรณ์พร้อมกันเลย

คีย์บอร์ด iPad

6 คีย์บอร์ด iPad ซื้อเอาไว้ใช้ พิมพ์งานสะดวกสบาย พกไปไหนมาไหนก็ได้

ถ้าใครเพิ่งซื้อ iPad ตัวใหม่มาใช้งาน แต่เห็นราคา Magic Keyboard แล้วกลุ้มใจ จะหาแบรนด์ทางเลือกราคาไม่แพงมากมาใช้งานแทนล่ะก็ ตอนนี้ก็มีคีย์บอร์ดจากผู้ผลิตรายอื่นให้เลือกหลายรุ่น ใช้งานได้ทั้ง iPadOS, macOS, Windows เลยทีเดียว โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำได้แก่

  1. Nubwo Promise NKB100 (280 บาท)
  2. Ajazz 308i (590 บาท)
  3. Logitech K380 (1,590 บาท)
  4. Keychron K3 (64 ดอลลาร์ หรือราว 2,100 บาท)
  5. Logitech Slim Folio (3,499 บาท)
  6. Logitech Combo Touch (6,499 บาท)
1. Nubwo Promise NKB100 (280 บาท)

f8bb7f6dac180546b93e7248fef8651c

คีย์บอร์ดรุ่นแรกที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำ เป็น Nubwo Promise NKB100 ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง และผู้เขียนเองก็เคยใช้คีย์บอร์ดรุ่นนี้กับ iPad ของตัวเองมาระยะหนึ่ง โดยตัวคีย์บอร์ดจะบางและด้านใต้คีย์บอร์ดเป็นแม่เหล็กทำให้ดูดติดกับฝาพับของเคส iPad ได้เลย แต่จุดสังเกตที่ผู้เขียนพบระหว่างใช้งาน คือถ้าเป็นคนพิมพ์งานเร็วเกิน 70 คำ/นาที ตัว Bluetooth จะส่งสัญญาณไป iPad ไม่ทันบ้าง หรือมีอาการหน่วงในบางครั้ง ดังนั้นถ้าใครเป็นคนพิมพ์เร็วอาจจะมองข้ามรุ่นนี้ไปก่อนจะดีกว่า

สเปคของคีย์บอร์ดตัวนี้เป็นดีไซน์แบบบาง 78 สวิตช์ ใช้สวิตช์แบบ Scissor switch ที่ตอบสนองได้ดี เชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น Android, iOS, Windows, macOS ได้เลย มีแบตเตอรี่ในตัว 110 mAh ซึ่งทางผู้ผลิตเคลมว่าใช้งานต่อเนื่องได้นาน 40 ชั่วโมง เวลาจับคู่กับ iPad สามารถกดปุ่ม Connect ค้างไว้สักครู่แล้วจับคู่กับ iPad ใช้งานได้เลย

สเปคของ Nubwo Promise NKB100
  • คีย์บอร์ดดีไซน์บาง 78 ปุ่ม ใช้สวิตช์แบบ Scissor switch ที่ปุ่มสกรีนภาษาไทยไว้
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth เข้ากับพีซีหรือแท็บเล็ตได้
  • แบตเตอรี่ในตัว 110 mAh ใช้งานได้นานสุด 40 ชั่วโมง
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Android, iOS, Windows, macOS
  • ราคา 280 บาท (Shopee)
2. Ajazz 308i (590 บาท)

4093527661548ca16c8930313037ead0

สำหรับคีย์บอร์ด iPad ของ Ajazz รุ่น Ajazz 308i ที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำด้วยดีไซน์เรโทรย้อนยุคเหมือนพิมพ์ดีดแต่ฟีเจอร์และสีสันสวยงามเลือกได้ 7 สีด้วยกัน ด้านสเปค Ajazz 308i เป็นคีย์บอร์ด Rubberdome ขนาด 75% จำนวน 84 ปุ่ม มี Multimedia Key ที่ F1-F12 ใช้งานโดยกดปุ่ม Fn ค้างไว้ก่อนกด ใช้คุมแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊คที่เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 3.0 ได้ด้วย เวลาจับคู่สามารถกด Fn+C เพื่อจับคู่ได้เลย ใช้แบตเตอรี่ AAA x 2 ก้อน โดยผู้ผลิตเคลมว่าถ้าใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงต่อเนื่องจะใช้ได้นานสุด 1 สัปดาห์เต็ม รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, iOS, Android โดยกดสลับโหมดจับคู่ที่ปุ่ม Q, W, E ซึ่งถ้าใครใช้หลายๆ อุปกรณ์พร้อมกัน ก็แนะนำให้ซื้อตัวนี้มาใช้งานได้เลย

สเปคของ Ajazz 308i
  • คีย์บอร์ด Rubberdome ขนาด 75% จำนวน 84 ปุ่ม เลือกได้ 7 สี มี Multimedia Key ให้ใช้งานได้ด้วย
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 3.0 เข้ากับพีซีหรือแท็บเล็ตได้ 3 เครื่อง กดสลับได้ที่ Q, W, E
  • ใช้แบตเตอรี่ AAA x 2 ก้อน สามารถใช้งานได้นาน 1 สัปดาห์
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Android, iOS, Windows, macOS
  • ราคา 590 บาท (Neugadget Shopee)
3. Logitech K380 (1,590 บาท)

k380 blue

ถ้าพูดถึงคีย์บอร์ดทั้งมีหรือไร้สาย ยังไงก็มี Logitech เป็นรุ่นแนะนำให้คนที่หาคีย์บอร์ด iPad อยู่ โดยเฉพาะรุ่น Logitech K380 ที่เป็นคีย์บอร์ด Rubber dome ดีไซน์ 75% พร้อม Multimedia Key สกรีนปุ่มเป็นภาษาอังกฤษรวมเลเยอร์ของ Windows และ macOS เอาไว้รวมกัน เลือกได้ 4 สี ส่วนจุดเด่นของคีย์บอร์ดนี้ คือประหยัดแบตเตอรี่มาก เพราะใช้แบตเตอรี่ AAA x 2 ก้อน ก็อยู่ได้นานสุด 2 ปี เชื่อมต่อ Bluetooth 3.0 ได้ 3 อุปกรณ์ กดสลับที่ปุ่ม F1-F3 ได้เลย รองรับทั้ง Windows, macOS, iPadOS, iOS, Chrome OS, Android และยังโหลด Logitech Flow, Logitech Options มาใช้ควบคู่กับคีย์บอร์ดนี้ได้ด้วย ส่วนของขนาดคีย์บอร์ดจัดว่าเล็กพกพาง่ายจะใส่กระเป๋าคู่กับ iPad ไปไหนมาไหนหรือจะวางเอาไว้ประจำโต๊ะทำงานก็เวิร์คทั้งคู่เลย

สเปคของ Logitech K380
  • คีย์บอร์ด Rubberdome ขนาด 75% เลือกได้ 4 สี มี Multimedia Key ให้ใช้งาน
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 3.0 เข้ากับพีซีหรือแท็บเล็ตได้ 3 เครื่อง กดสลับที่ F1-F3
  • ใช้แบตเตอรี่ AAA x 2 ก้อน สามารถใช้งานได้นาน 2 ปี
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, iPadOS, iOS, Chrome OS, Android
  • ราคา 1,590 บาท (Logitech Shopee Mall)
4. Keychron K3 (64 ดอลลาร์ หรือราว 2,100 บาท)

keychronk3nonbacklightlowprofilewirelesskeyboard 1632550665062

 

สำหรับ Keychron ที่เป็น Mechanical Keyboard ต่อบลูทูธได้ยอดนิยมแบรนด์หนึ่งเลยทีเดียว แต่ถ้าจะหาคีย์บอร์ด iPad ที่พกไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ ใส่กระเป๋าคีย์บอร์ดแล้วจบล่ะก็ แนะนำให้ดูเป็น Keychron K3 ที่เป็นคีย์บอร์ด Low Profile หรือคีย์บอร์ดปุ่มเตี้ยตัวบางแทน ส่วนสเปคจะเป็น Low Profile Mechanical Keyboard จำนวน 84 ปุ่ม ตัวเฟรมเป็นอลูมิเนียมคีย์แคป ABS พร้อมแคปเสริมสำหรับเปลี่ยนเป็นเลย์เอ้าท์ของ macOS ได้ด้วย ติด Multimedia Key มาให้พร้อมใช้งาน สวิตช์ที่ใช้เป็น Gateron Low Profile เลือกได้ทั้ง Blue, Red, Brown ตามรสนิยมของแต่ละคน นอกจากนี้ยังมีขาตั้ง 2 ระดับ ปรับความสูงได้ 6, 9 องศา ส่วนการเชื่อมต่อรองรับ Bluetooth 5.1 หรือ USB-C ก็ได้ มากสุด 3 เครื่อง ติดตั้งแบตเตอรี่มาให้ในตัว 1,550 mAh โดยทางบริษัทเคลมว่าคีย์บอร์ดนี้ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 1 เดือน รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, Android, macOS, iOS อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการคีย์บอร์ด iPad ที่เป็น Mechanical Keyboard ล่ะก็ แนะนำให้ซื้อ Keychron K3 ตัวนี้ไปได้เลย

สเปคของ Keychron K3
  • Mechanical Keyboard ขนาด 75% แบบ 84 ปุ่ม พร้อมปุ่ม Multimedia Key สวิตช์เป็น Gateron Low Profile เลือกได้ 3 สี ได้แก่ Blue, Red, Brown
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 เข้ากับพีซีหรือแท็บเล็ตได้ 3 เครื่อง หรือ USB-C
  • แบตเตอรี่ในตัว 1,550 mAh ทางบริษัทเคลมว่าใช้งานต่อเนื่องได้ 1 เดือนเต็ม
  • รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, Android, macOS, iOS
  • ราคา 64 ดอลลาร์ หรือราว 2,100 บาท (Keychron)
5. Logitech Slim Folio (3,499 บาท)

slim folio feature 02

ถ้า Apple มี Magic Keyboard ที่เป็นเคสรวมพร้อมคีย์บอร์ดสำหรับ iPad ล่ะก็ Logitech เองก็มี Logitech Slim Folio ที่เป็นรุ่นทางเลือกและมีขายในเว็บไซต์ของทาง Apple เองอีกด้วย โดยคุณสมบัติของมันเรียกว่าแทบจะไม่ต่างกับ Magic Keyboard เลย ทั้งเป็นเคสป้องกันตัวเครื่องและมีที่เก็บปากกา Apple Pencil รุ่นแรก หรือ Logitech Crayon เป็นห่วงอยู่ด้านข้างเครื่องอีกด้วย โดยคีย์บอร์ดพร้อมเคสตัวนี้จะเชื่อมต่อ Bluetooth กับ iPad 7th Gen หรือ 8 th Gen ส่วนแบตเตอรี่เป็นถ่านกระดุมฝังในตัวใช้งานต่อเนื่องได้ 4 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็ได้ ตัวคีย์บอร์ดออกแบบมาเพื่อ iPad โดยเฉพาะและมี Multimedia Key ติดตั้งไว้ขอบด้านบนสุดของคีย์บอร์ด และสามารถพับตัวเคสได้มากสุด 3 โหมด คือ โหมดวาด, พิมพ์งานหรืออ่านหนังสือ โดยตัวคีย์บอร์ดเคสนี้ใช้กับ iPad 5 – 8th Gen และ iPad Air 3th Gen ได้เลย

สเปคของ Logitech Slim Folio
  • คีย์บอร์ดติดเคส พร้อม Multimedia Key 
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth เข้ากับ iPad เพื่อใช้งาน มีช่องเก็บ Apple Pencil รุ่นแรก
  • แบตเตอรี่ถ่านกระดุมในตัว ใช้งานได้นาน 4 ปี
  • ใช้งานได้เฉพาะ iPad รองรับรุ่น iPad 5 – 8th Gen หรือ iPad Air 3th Gen
  • ราคา 3,490 บาท (Apple Thailand)
6. Logitech Combo Touch (6,499 บาท)

logi combo touch feature6

ตัว Logitech Combo Touch จะเป็นเคสคีย์บอร์ด iPad จาก Logitech แต่รุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อ iPad Pro 11 นิ้ว รุ่นที่ 1-3, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 5 และ iPad Air รุ่นที่ 4 โดยตัวนี้จะเป็นเคสรอบตัวแล้วเชื่อมต่อและจ่ายพลังงานให้คีย์บอร์ดผ่านทาง Smart Connector ที่ด้านหลังของตัว iPad Pro ได้เลย โดยคีย์บอร์ดนี้เป็นเลย์เอ้าท์แบบ Magic Keyboard พร้อมทัชแพดซึ่งใช้คุมการทำงานตัว iPad ได้ด้วย ตัวคีย์บอร์ดจะเป็นผ้าทอเนื้อลื่น ให้ความสวยงามและแข็งแรงและมี Multimedia Key ติดตั้งมาให้ใช้ครบถ้วน สามารถถอดคีย์บอร์ดแยกออกจากเคสและกางขาตั้งตัวเครื่องได้ด้วย รวมทั้งตัวเคสยังเว้นเพื่อติด Apple Pencil รุ่นที่ 2 ให้ด้วย เรียกว่าเป็นตัวเลือกทดแทน Magic Keyboard ที่ดีรุ่นหนึ่งเลย

สเปคของ Logitech Combo Touch
  • คีย์บอร์ดติดเคส พร้อม Multimedia Key สามารถถอดคีย์บอร์ดออกจากตัวเคสได้ มีขาตั้งตัว iPad ในตัว
  • เชื่อมต่อด้วย Smart Connector เข้ากับด้านหลัง iPad ได้ เว้นตัวเคสเพื่อติด Apple Pencil รุ่นที่ 2 ด้วย
  • ใช้ได้เฉพาะ iPad Pro 11 นิ้ว รุ่นที่ 1-3, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 5, iPad Air รุ่นที่ 4
  • ราคา 6,499 บาท (Mercular)

สรุปสเปคคีย์บอร์ด iPad ทั้ง 6 รุ่น สอยมาทำงานยังไงก็เวิร์ค

ตัวคีย์บอร์ด iPad ในปัจจุบันนี้ เรียกว่ามีตัวเลือกให้เลือกซื้อหลากหลายรุ่นตั้งแต่ราคาถูกไปจนของตรงรุ่นเลยทีเดียว สำหรับสเปคโดยสรุปแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคคีย์บอร์ด iPad ดีไซน์และจำนวนปุ่ม การเชื่อมต่อและระบบปฏิบัติการที่รองรับ ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ ราคา
Nubwo Promise NKB100 ดีไซน์บาง
78 ปุ่ม

คีย์บอร์ดแบบ Scissor switch

เชื่อมต่อ Bluetooth

รองรับระบบปฏิบัติการ Android, iOS, Windows, macOS

ใช้งานได้
นานสุด 40 ชั่วโมง
280 บาท
Ajazz 308i Rubberdome ขนาด 75% จำนวน 84 ปุ่ม พร้อม Multimedia Key Bluetooth 3.0 เชื่อมต่อได้ 3 อุปกรณ์

รองรับระบบปฏิบัติการ Android, iOS, Windows, macOS

แบตเตอรี่
AAA x 2 ก้อน

ใช้งานได้นาน
1 สัปดาห์

590 บาท
Logitech K380 Rubberdome ขนาด 75% จำนวน 84 ปุ่ม พร้อม Multimedia Key Bluetooth 3.0 เชื่อมต่อได้ 3 อุปกรณ์

รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, iPadOS, iOS, Chrome OS, Android

แบตเตอรี่
AAA x 2 ก้อน

ใช้งานได้นาน 2 ปี

1,590 บาท
Keychron K3 Mechanical Keyboard ขนาด 75% แบบ 84 ปุ่ม พร้อมปุ่ม Multimedia Key

สวิตช์ Gateron Low Profile เลือกได้ 3 สี

Bluetooth 5.1 เชื่อมต่อได้ 3 เครื่อง หรือ USB-C

รองรับระบบปฏิบัติการ Windows, Android, macOS, iOS

แบตเตอรี่ในตัว 1,550 mAh

ใช้งานได้นาน
1 เดือน

64 ดอลลาร์ หรือราว 2,100 บาท
Logitech
Slim Folio
คีย์บอร์ดติดเคสพร้อม Multimedia Key เชื่อมต่อด้วย Bluetooth

ใช้ได้เฉพาะ
iPad 5 – 8th Gen
หรือ
iPad Air 3th Gen

แบตเตอรี่แบบถ่านกระดุมในตัว ใช้งานได้นาน 4 ปี 3,490 บาท
Logitech Combo Touch คีย์บอร์ดติดเคสพร้อม Multimedia Key

ถอดคีย์บอร์ดออกจากตัวเคสได้และมีขาตั้งตัวเครื่องในตัว

เชื่อมต่อด้วย Smart Connector

ใช้ได้เฉพาะ
iPad Pro 11 นิ้ว รุ่นที่ 1-3, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 5, iPad Air รุ่นที่ 4

ใช้แบตเตอรี่จาก iPad 6,499 บาท

สำหรับคีย์บอร์ด iPad นั้น ส่วนตัวผู้เขียนอยากแนะนำให้ผู้สนใจเลือกซื้อเป็นคีย์บอร์ดแบบ Bluetooth ไปใช้งานเลย นั่นเพราะคีย์บอร์ดประเภทนี้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้หลายเครื่องพร้อมๆ กัน แต่ในกรณีของคีย์บอร์ด iPad แบบเป็นเคสในตัวด้วยก็น่าสนใจ เพราะซื้อทีเดียวก็เป็นเคสให้แท็บเล็ตไปพร้อมๆ กันเลย เรียกว่าซื้อทีเดียวไม่ต้องหาอะไรเพิ่มนอกจากจะหาซื้อ Apple Pencil หรือ Logitech Crayon มาใช้งานเพิ่มเติมก็คุ้มเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ขอย้ำเช่นเดิมว่าให้คิดถึงโจทย์การใช้งานของตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อน ว่าเราจะใช้งานเฉพาะที่แท็บเล็ตอย่างเดียวหรือจะสลับใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นด้วย ซึ่งถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าโจทย์การใช้งานของเราเป็นแบบใด ก็ค่อยเลือกซื้อจะดีที่สุด


บทความที่เกี่ยวข้อง

kbcover

iPad Mini 6

apple cover

from:https://notebookspec.com/web/616170-6-alternated-keyboard-for-ipad

ซื้อ iPad รุ่นที่ 9 เพิ่มเงิน ฿500 จาก iPad รุ่นที่ 8 ได้อะไรบ้าง ?

iPad รุ่นที่ 9 เปิดตัวไปในงาน California Streaming เมื่ […] More

from:https://www.iphonemod.net/what-you-get-from-ipad-gen-9th-that-pricing-500%e0%b8%bf.html