คลังเก็บป้ายกำกับ: IP_CAMERA

กล้องวงจรปิด Wyze Cam Spotlight ลดเหลือ 37 ดอลลาร์ฯ

คุณกำลังมองหาระบบความปลอดภัยมาใช้ในบ้านเพิ่มเติมหรือเปล่า? ลองดูกล้องวงจรปิด Wyze Cam Spotlight v3 ที่กำลังลดเหลือ 36.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในแอมะซอน จากปกติที่เคยจำหน่ายอยู่ที่ราคา 50 ดอลลาร์ฯ มาตลอด

แค่ราคาเดิมคนก็รีวิวว่าคุ้มค่าจะแย่แล้ว การลดครั้งนี้จึงค่อนข้างเซอร์ไพรส์มาก (ในทางที่ดี) แล้วเพิ่งจะมาลดเอาตอนช่วงปีใหม่ด้วย จึงเดาได้ว่าอาจจะเพราะกำลังมีรุ่นใหม่ออกมา หรือไม่ก็ต้องการรีบถ่ายสต็อกเดิมออกให้หมด

ดังนั้นจึงแนะนำว่าใครหมายตัวตัวนี้อยู่ให้รีบก่อนตลาดวาย กล้องของ Wyze เองไม่ใช่กล้องกะโหลกกะลา แต่ถือเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่มีศักยภาพมากตัวหนึ่ง มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลากหลาย โดยเฉพาะการสาดสปอตไลท์ขนาดใหญ่

โดยสามารถฉายอัตโนมัติไปยังจุดที่พบความเคลื่อนไหว หรือสั่งเปิดไฟตรงหน้ากล้องเลยก็ได้ มีตัวตรวจจับความเคลื่อนไหวเพื่อเริ่มอัดภาพและเสียง รวมทั้งแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์ว่าพบกิจกรรมต้องสงสัย รวมทั้งใช้คุยเสียงได้สองทิศทาง

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Windowscentral

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/wyze-cam-spotlight-sale-37/

เชิญร่วมงานสัมมนา How to Improve Wireless Connection of IP Camera โดย TP-Link

TP-Link ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานสัมนาออนไลน์หัวข้อ TP-Link นำเสนอวิธีการเพิ่มสัญญาณ Wi-Fi เพื่อเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด พร้อมลุ้นรับของรางวัลและโปรโมชันพิเศษ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมเท่านั้น โดยเปิดให้เข้าร่วมฟังบรรยาย 2 รอบ คือ วันที่ 19 และ 26 ส.ค. เวลา 11:00 – 12:00 น.

ลงทะเบียนที่นี่: https://forms.gle/ZjXspgWfdrgCeVjG7

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • สินค้าแนะนำที่ใช้งานร่วมกับกล้อง IP Camera
  • วิธีการตั้งค่า Wi-Fi สำหรับกล้อง IP Camera
  • แนะนำกล้อง Tapo บนฟังก์ชัน Onvif
  • โซลูชันสำหรับการเพิ่มสัญญาณเพื่อการเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด
    • แยกตามช่วงสัญญาณ
    • รวมถึง Wi-Fi บนลิฟต์
  • ถามตอบปัญหาที่สงสัย

สามารถเลือกวันที่สะดวกเข้าร่วมงานได้ ดังนี้

  • รอบที่ 1: วันที่ 19 สิงหาคม 2021 เวลา 11.00 – 12.00 น.
  • รอบที่ 2: วันที่ 26 สิงหาคม 2021 เวลา 11.00 – 12.00 น.

หลังจากลงทะเบียนแล้ว ท่านจะได้รับอีเมลเพื่อยืนยันการเข้าร่วมงานอีกครั้งหนึ่ง

from:https://www.techtalkthai.com/how-to-improve-wireless-connection-of-ip-camera-by-tp-link/

วิธีการปกป้องระบบประปาสาธารณะด้วยกล้องวงจรปิด

การบริการน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคถือเป็นกลไกสำคัญของตัวเมือง โดยแม้มนุษย์จะอยู่รอดโดยไม่ได้ทานอาหารนานถึง 3 สัปดาห์ แต่ก็ทนไม่ได้รับน้ำเข้าร่างกายเลยได้แค่ 3 วันเท่านั้น นอกจากนี้โรงงานหลายประเภทไม่เพียงแค่โรงงานอาหารก็ยังต้องการน้ำป้อนเข้าแบบที่ไม่ติดขัดด้วย

หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคที่ดูแลเรื่องประปานั้นจึงถือเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากของประเทศ และต้องการการปกป้องเช่นเดียวกับด้านพลังงานไฟฟ้า บริการสุขภาพ การสื่อสารโทรคมนาคม และการบริการอื่นๆ ที่จำเป็น ทำให้หน่วยงานสำคัญอย่างศูนย์ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอังกฤษ และประเทศอื่นๆ ได้รวมการประปาในการดูแลด้วย

แม้ความท้าทายในการปกป้องระบบการประปาจะไม่เหมือนอย่างอื่นเสียทีเดียว แต่การนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นระบบกล้องวงจรปิด การควบคุมการเข้าถึง และเซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อได้ ก็กำลังพลิกโฉมระบบความปลอดภัยของการประปาในตอนนี้

ในแต่ละประเทศนั้นมีสถานีปรับปรุงคุณภาพและจ่ายน้ำมากมายหลายพันแห่ง ดูแลตั้งแต่แหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่นับพันล้านลิตรไปจนถึงสถานีผลิตน้ำประปาขนาดเล็กลงมา โดยเฉพาะสถานีส่งน้ำตามพื้นที่ห่างไกล ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความต้องการด้านความปลอดภัยและการจัดการที่แตกต่างกัน

และแต่ละแห่งก็มีขนาด รวมทั้งทรัพยากรที่พร้อมแตกต่างกันด้วย และแม้แต่ละแห่งก็มีบทบาทในการบริการที่สำคัญแตกต่างกันไป แต่ก็มีหลายแห่งที่ภาครัฐเองมองว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่เสี่ยงต่อการปัญหาการจ่ายน้ำในวงกว้างที่กระทบกับทั้งพลเมืองและภาคธุรกิจ

จึงมีการนำระบบกล้องวงจรปิดแบบเน็ตเวิร์ก และโซลูชั่นความปลอดภัยมาใช้ควบคู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้างาน ซึ่งถ้าเป็นสถานีผลิตน้ำที่มีขนาดเล็ก หรือเป็นสถานีบำบัดน้ำเสียแล้ว ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะขาดเจ้าหน้าที่ดูแลหน้างานแบบถาวร

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและกล้องวงจรปิดสมัยใหม่ ที่ผสานกับระบบอัตโนมัติที่เหมาะสม จะสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายได้พร้อมกัน ขณะที่สามารถปรับปรุงระบบความปลอดภัย และความเสถียรของการให้บริการได้

ที่มา : AXIS

from:https://www.enterpriseitpro.net/protecting-water-utilities-through-smart-surveillance/

การนำ Augmented Reality มาทำงานร่วมกับกล้องวงจรปิดให้เกิดประโยชน์

ใครจะไปรู้ว่าเทคโนโลยีที่เคยไดชื่อว่า “ฝันเฟื่อง” จะกลายเป็นจริง มีการนำมาใช้งานเป็นทางการแบบนี้ จนทำให้เราเริ่มเปิดกว้างในการวาดฝันกับคำถามที่ว่า “ถ้าเกิดแบบนั้นแบบนี้?” อะไรแบบนี้เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

และเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่เรา Axis เริ่มหันมาคิดกันว่าเทคโนโลยีอย่าง Augmented Reality (AR) อาจนำมาใช้ร่วมกับกล้องวงจรปิดได้ โดยเฉพาะการมองหาสถานการณ์และกรณีใช้งานที่ทำให้การผสานทั้งสองระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถการทำตามวิสัยทัศน์ของเราในการสร้าง “โลกที่ปลอดภัย และอัจฉริยะกว่าเดิม”

สำหรับ AR นั้น ความหมายกว้างๆ คือความสามารถในการแสดงข้อความ ภาพ หรือข้อมูลอื่นๆ ออกมาบนฉากภาพจริง หรือวิดีโอต่างๆ เพื่อให้มุมมองที่หลากหลายเพิ่มขึ้นแก่ผู้ใช้ โดยสามารถแสดงข้อมูลบนอุปกรณ์ใดๆ ที่ใช้แสดงภาพจากกล้องจริงได้ เช่น จอมอนิเตอร์ อุปกรณ์พกพา หรือแม้แต่แว่นตาหรืออุปกรณ์สวมหัวอัจฉริยะ

หลายคนมักสับสนกับเวอร์ช่วลเรียลลิตี้หรือ VR ที่มักใช้งานผ่านอุปกรณ์สวมหัวเพื่อให้มุมมองบุคคลที่หนึ่งในสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ที่ผู้สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในนั้นจริงทางกายภาพ เป็นเหมือนภาพลวงตาจำลองสิ่งแวดล้อมให้เห็น

ขณะที่ AR เป็นการให้มุมมองภาพที่มีอยู่จริง แต่มีข้อมูลเพิ่มเติมโผล่ซ้อนขึ้นมาด้วย ตัวอย่างง่ายของ AR ได้แก่เวลาที่ผู้ใช้เดินตามท้องถนนในเมืองที่ไม่คุ้นเคย ที่นอกจากจะเห็นสภาพแวดล้อมจริงแล้ว ก็เห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซ้อนโผล่ขึ้นมาด้วยไม่ว่าจะผ่านแว่น AR หรือบนอุปกรณ์พกพา

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวอาจเป็นทิศทางไปยังตำแหน่งที่ต้องการ สถานที่ในท้องถิ่นหรือที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ใช้อาจสั่งผ่านคำสั่งเสียง เช่น “แสดงข้อมูลร้านอาหารที่ได้อันดับต้นๆ บนถนนนี้” เพื่อให้ AR แสดงข้อมูลซ้อนภาพจริงที่มองเห็นขึ้นมาตามคำสั่งได้ เป็นต้น

พาร์ทเนอร์ของ Axis บางรายได้ทำแอพที่แสดงข้อมูลซ้อนขึ้นมาบนภาพวิดีโอถ่ายทอดสดกันแล้ว อย่าง CamStreamer ก็พัฒนาแอพที่ทำให้สามารถแสดงไลฟ์ถ่ายทอดสดจากกล้องของ Axis ไปยังเว็บไซต์วิดีโอยอดนิยม พร้อมทั้งเพิ่มกราฟิกและข้อมูลไปบนภาพไลฟ์ได้ในตัว

ที่มา: https://www.axis.com/blog/secure-insights/augmented-reality-surveillance/

from:https://www.enterpriseitpro.net/axis-augmented-reality-cctv/

ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยยกระดับซุปเปอร์มาร์เก็ตให้เป็นแบบอัตโนมัติ

ลองนึกภาพเวลากำลังเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ประตูเปิดให้อัตโนมัติหลังคุณสแกนคิวอาร์ของตัวเอง พร้อมมีเสียงพูดต้อนรับคุณที่บันทึกไว้ล่วงหน้า มีเพลงเปิดคลอหลังจากเดินเข้ามาในตัวร้าน พร้อมเสียงพูดเกี่ยวกับโปรโมชั่นล่าสุดที่ปรับเข้ากับความต้องการส่วนตัวของคุณ

ร้านค้าที่เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมดนี้ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้อุตสาหกรรมด้านการค้าปลีกหันมาทำด้านระบบดิจิทัลกันส่วนใหญ่ ไปจนถึงการยอมรับของลูกค้าเกี่ยวกับระบบการซื้อของแบบอัตโนมัติก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

เหตุผลที่ทำให้เปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว หลักๆ แล้วมาจากกฎ มาตรการ และข้อจำกัดที่มาจากการแพร่ระบาดของโลก ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการซื้อของของเรา ซึ่งการจะป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น

ลูกค้าล้วนต้องการประสบการณ์การช็อปที่ง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือไร้การสัมผัสมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยจากการศึกษาของทาง m1nd-set เมื่อมิถุนายน 2020 พบว่าลูกค้ากว่า 62 เปอร์เซ็นต์ไม่อยากที่จะเข้าใกล้พนักงานขาย

ในอุดมคติแล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ตยุคปัจจุบันไม่ควรมีแค่ระบบการซื้อของแบบเว้นระยะห่างเท่านั้น แต่ควรมีระบบที่หลีกเลี่ยงการรอคิว การเปิดให้ชำระเงินผ่านบัตรหรือสมาร์ทโฟน รวมทั้งเปิดทำการนานขึ้นด้วย ซึ่งการที่ร้านค้าทางกายภาพจะสู้กับอีคอมเมิร์ซได้นั้น ก็ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบใหม่นี้ด้วย

เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัตินั้นช่วยให้การซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตสนุกและปลอดภัยมากขึ้น เราได้เห็นซุปเปอร์ที่จัดให้มีการชำระเงินแบบช่วยตัวเอง แบบที่ไม่ต้องอาศัยพนักงานแคชเชียร์เลย เหมือนกับเทรนด์ที่มีการย้ายมาทำงานจากบ้านกันมากขึ้น

ในอเมริกานั้น Amazon ได้ทำร้านที่ชื่อ Amazon Go ที่ลูกค้าสามารถซื้อของในลักษณะ “หยิบแล้วเดินออกไปได้เลย” โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจชำระเงินทีละชิ้น โดยทุกขั้นตอนเป็นแบบอัตโนมัติหมดผ่านคิวอาร์และกล้อง

ที่มา : https://www.axis.com/blog/secure-insights/autonomous-shops/

from:https://www.enterpriseitpro.net/ip-based-supermarket/

Webinar : วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE ด้วย LinkIQ

Fluke Networks ขอเรียนเชิญทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อ “วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE ด้วย LinkIQ” โดยท่านจะได้ทราบถึงสภาพปัญหาทีเกิดขึ้นของระบบ LAN และ PoE รวมถึงเทคนิคการใช้งานผลิตภัณฑ์ LinkIQ, พร้อมวิธีทำรายงานด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ LinkWare ตลอดจนโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LinkIQ – นอกจากนั้นแล้วในตอนท้ายของงานจะมีการมอบโชค Lucky Draw ให้แก้ผู้ร่วมสัมมนาภายในงานด้วย

กำหนดการ
– งานจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2564
– เวลา 14.00 – 15.30
– การบรรยายภาษาไทย
– บรรยายโดย คุณสมเกียรติ์ นิยมวัน จาก Measuretronix (ตัวแทนจำหน่าย Fluke Networks)

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่

https://bit.ly/3xdbUdN

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-001-9973

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-fluke-networks-linkiq-tester/

Webinar : วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE และ Fiber ด้วย LinkIQ

Fluke Networks ขอเรียนเชิญทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อ “วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE และ Fiber ด้วย LinkIQ” โดยท่านจะได้ทราบถึงสภาพปัญหาทีเกิดขึ้นของระบบ LAN, Fible และ PoE รวมถึงเทคนิคการใช้งานผลิตภัณฑ์ LinkIQ, พร้อมวิธีทำรายงานด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ LinkWare ตลอดจนโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LinkIQ – นอกจากนั้นแล้วในตอนท้ายของงานจะมีการมอบโชค Lucky Draw ให้แก้ผู้ร่วมสัมมนาภายในงานด้วย

กำหนดการ
– งานจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2564
– เวลา 14.00 – 15.30
– การบรรยายภาษาไทย
– บรรยายโดย คุณสมเกียรติ์ นิยมวัน จาก Measuretronix (ตัวแทนจำหน่าย Fluke Networks)

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่

https://bit.ly/3xdbUdN

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-001-9973

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-linkiq-fluke/

Webinar : วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE ด้วย LinkIQ

Fluke Networks ขอเรียนเชิญทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อ “วิธีทดสอบและแก้ปัญหาระบบเครือข่ายทั้ง LAN, PoE ด้วย LinkIQ” โดยท่านจะได้ทราบถึงสภาพปัญหาทีเกิดขึ้นของระบบ LAN และ PoE รวมถึงเทคนิคการใช้งานผลิตภัณฑ์ LinkIQ, พร้อมวิธีทำรายงานด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ LinkWare ตลอดจนโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LinkIQ – นอกจากนั้นแล้วในตอนท้ายของงานจะมีการมอบโชค Lucky Draw ให้แก้ผู้ร่วมสัมมนาภายในงานด้วย

กำหนดการ
– งานจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2564
– เวลา 14.00 – 15.30
– การบรรยายภาษาไทย
– บรรยายโดย คุณสมเกียรติ์ นิยมวัน จาก Measuretronix (ตัวแทนจำหน่าย Fluke Networks)

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่

https://bit.ly/3xdbUdN

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-001-9973

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-linkiq-fluke-networks/

6 ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับไฟฟ้าและการเชื่อมต่อสำหรับกล้องวงจรปิด

ประสิทธิภาพของโซลูชั่นกล้องวงจรปิดนั้นล้วนเป็นผลมาจากหลายส่วน แม้หลายคนจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบที่ “มองเห็นได้” ก่อน เช่นตัวกล้องและเครื่องบันทึกภาพ แต่การวางระบบจะตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกปัจจัยทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีเท่านั้น

แน่นอนว่ากล้อง หรืออุปกรณ์เครือข่ายอื่นจำเป็นที่ต้องได้รับพลังงานไฟฟ้า และมีการส่งข้อมูลออกมาบนเครือข่าย แต่เรื่องของไฟฟ้าและการเชื่อมต่อก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ตรงไปตรงมาอย่างที่หลายคนคาดคิด ซึ่งทาง AXIS ได้อธิบายถึง 6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ควรพิจารณาไว้ดังต่อไปนี้

1. พิจารณาเรื่องพลังงานไฟฟ้าและการเชื่อมต่อตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน
แม้การป้อนทั้งไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายดูจะเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยี PoE ทำให้ใช้แค่สายเคเบิลเส้นเดียวก็ได้ครบทั้งสองอย่าง แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ควรคิดวางแผนล่วงหน้าที่มักจำเพาะกับแต่ละครั้งการติดตั้ง

2. ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ติดตั้งโซลูชั่นกล้องวงจรปิด
เริ่มจากประเทศที่เราติดตั้งระบบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทุกส่วนประกอบของโซลูชั่นควรผ่านการรับรองให้ใช้ได้ในประเทศนั้นๆ เพื่อให้มั่นใจทั้งเรื่องการรับประกัน และด้านประสิทธิภาพในการทำงาน

3. สภาพแวดล้อมทางกายภาพของกล้องวงจรปิด
อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารนั้นจำเป็นต้องทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้ายกว่าปกติ อย่างเช่นตัวกล้องรุ่นที่เหมาะกับการติดตั้งภายนอกจะถูกออกแบบให้ป้องกันการซึมผ่านของน้ำเข้าไปด้านในได้

4. ประเภทของอุปกรณ์และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
อุปกรณ์คนละแบบ ก็มีความต้องการไฟแตกต่างกัน ซึ่งควรพิจารณาล่วงหน้าเวลาวางแผนโหลดไฟสำหรับติดตั้งโซลูชั่นกล้องวงจรปิดทั้งหมด อย่างกล้องที่เป็นโดมติดตายตัวจะใช้ไฟน้อยกว่ากล้องที่แพนไปมาได้ (PTZ)

5. การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม
แม้ในอุดมคติ การออกแบบระบบมักเริ่มจากพื้นที่ว่างๆ ให้เราสามารถใส่เทคโนโลยีใหม่เข้ามาได้เต็มที่ แต่ความเป็นจริงแล้วลูกค้ามักเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากระบบที่มีอยู่เดิมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าและเน็ตเวิร์กของกล้องวงจรปิด

6. การวางระบบกล้องวงจรปิดให้แข็งแกร่งที่สุด
สายโซ่นั้นจะแข็งแรงเท่ากับห่วงที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเส้น เช่นเดียวกับองค์ประกอบต่างๆ ในระบบกล้องวงจรปิด ตั้งแต่เซ็นเซอร์ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ ที่ต้องทำงานเสถียรเพียงพอเพื่อให้โซลูชั่นมีประสิทธิภาพและได้คุณภาพตามต้องการ

ที่มา : Axis

from:https://www.enterpriseitpro.net/6-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a/

ทุกคนในวงการเน็ตเวิร์กล้วนต้องเคยได้ยินเกี่ยวกับแลนหรือ Local Area Network (LAN) โดยมักเข้าใจว่าเป็นเน็ตเวิร์กที่ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ แอคเซสพอยต์สำหรับไวไฟ โทรศัพท์ VOIP กล้องวงจรปิด เป็นต้น ที่ทั้งหมดนี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในตำแหน่งที่ตั้งทางกายภาพเดียวกัน

ขณะที่วีแลนหรือ Virtual LAN (VLAN) แม้ไม่ได้มีตัวตนจริงทางกายภาพ แต่ก็ประพฤติตัวเสมือนเป็นการแบ่งส่วนแลนออกเป็นแลนเล็กๆ แยกกันทางกายภาพ ที่เปิดให้เราใช้ในการแยกส่วนทราฟิกตามหน้าที่การทำงานได้ ซึ่งบรรดาผู้ติดตั้งและช่างเทคนิคที่คุ้นเคยแต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอาจจะไม่ได้ชำนาญเรื่องนี้

ครั้งนี้ Fluke จึงพาทุกคนมาดูว่าทำไมต้องมีวีแลน และวีแลนส่งผลต่อการแก้ปัญหาระบบสายเคเบิลอย่างไรบ้าง

วัตถุประสงค์ของ VLAN และทำไมเราต้องใช้?
ระบบแลนทั่วไปนั้นประกอบด้วยอุปกรณ์และระบบคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย ที่ล้วนแต่มีหน้าที่การทำงานของตัวเอง ซึ่งอุปกรณ์บางประเภทนั้นก็มีรูปแบบการใช้งานที่จำเพาะ อย่างเช่น:

• วอยซ์
• ดาต้า
• ความปลอดภัย
• การควบคุมการเข้าถึง
• การควบคุมแสงสว่าง
• ระบบอัตโนมัติในอาคาร เป็นต้น

ขณะที่อุปกรณ์ในแลนอย่างอื่นอาจแบ่งตามฝ่ายที่ใช้งานได้อย่าง:
• ฝ่ายบัญชี
• ฝ่ายขาย
• ฝ่ายวิศวกรรม
• ฝ่ายบุคคล
• บุคคลภายนอก เป็นต้น

โดยอุปกรณ์และระบบทั้งหมดนี้ที่เชื่อมต่อกันภายในแลน สามารถตั้งอยู่จุดไหนก็ได้ในสถานที่เดียวกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนี้ควรสามารถเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างกันได้ทั้งหมด หรือมีการใช้งาน / ได้รับสิทธิ์ในการใช้งานแบบเดียวกันด้วย

ถ้าปล่อยให้ทุกอุปกรณ์ในวงแลนสามารถสื่อสารระหว่างกัน มองเห็นทราฟิกของกันและกัน และเข้าถึงระบบเดียวกันได้แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยภายในองค์กรเป็นอย่างมาก (นึกภาพถ้าพนักงานทุกคนสามารถเห็นข้อมูลเงินเดือนของพนักงานคนอื่นได้) นอกจากนี้ยังทำให้อุปกรณ์ทุกตัวอยู่ภายใต้โดเมนบรอดคาสต์เดียวกัน หมายความว่าแต่ละอุปกรณ์ที่อยู่ในโดเมนนี้จะได้รับทราฟิกบรอดคาสต์ทั่วถึงกันหมด ซึ่งจำเป็นต่อการสื่อสารในวงแลนอย่างการค้นหาและการควบคุมทรัพยากรภายในวง แน่นอนว่ายิ่งมีอุปกรณ์แออัดมากเท่าใดในโดเมนเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้ข้อมูลบรอดคาสต์จากทุกอุปกรณ์แย่งกันออกมาจนแบนด์วิธเต็ม ประสิทธิภาพในการสื่อสารลดลง จนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการโดนโจมตีอย่าง Denial of Service (DoS) หรือการเจาะระบบทางไซเบอร์อื่นๆ ด้วย

ดังนั้นเราจึงควรแยกกลุ่มอุปกรณ์และระบบในวงแลนรวมออกเป็นเครือข่ายย่อยๆ แทนเพื่อป้องกันปัญหาข้างต้น แถมยังช่วยให้จัดการเครือข่ายในรูปดิจิตอลได้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะในโลกที่มีระบบและการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ถึงแม้เราสามารถแยกส่วนเครือข่ายได้ทางกายภาพด้วยการย่อยแลนหลักออกเป็นซับเน็ตย่อยทางกายภาพ แต่ก็ต้องใช้สวิตช์ เราเตอร์ แอคเซสพอยต์ และระบบกายภาพอื่นเพิ่มอีกมากมาย ทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพ จัดการได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง

ลองนึกภาพว่าถ้าเราต้องมีสวิตช์แยกกันหลายตัวในห้องเก็บอุปกรณ์ หรือต้องมีแอคเซสพอยต์ไวไฟหลายเครื่องสำหรับดูแลแต่ละระบบทั้งๆ ที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน หรือแม้แต่การต้องมานั่งจัดหาพื้นที่แยกต่างหากให้อุปกรณ์หรือระบบแต่ละกลุ่มนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลทั้งสิ้น นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องใช้วีแลน

สรุปแล้ว วัตถุประสงค์ของวีแลน และเหตุผลที่เราต้องใช้ก็คือ การที่สามารถแบ่งส่วนเครือข่ายเพื่ออำนวยความสะดวกทั้งด้านความปลอดภัย การจัดการเครือข่าย และรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดในอนาคต รวมทั้งช่วยลดทราฟิกบรอดคาสต์และความแออัดบนเครือข่ายลงได้มาก

VLAN ทำงานอย่างไร?
โดยทั่วไปแล้ว VLAN ทำงานอยู่ในระดับเลเยอร์ที่ 2 ที่เรียกว่า Data Link ตามโมเดล OSI แต่ก็สามารถขึ้นมาทำงานครอบคลุมถึงเลเยอร์ 3 ที่ระดับเน็ตเวิร์กเพื่อเราท์ติ้งระหว่างวีแลน (ทำให้ทราฟิกสื่อสารนอกวีแลนได้) ซึ่งสวิตช์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันต่างใช้วีแลนได้ เราสามารถตั้งค่าวีแลนผ่านซอฟต์แวร์ของสวิตช์ที่เปิดให้ผู้จัดการเครือข่ายกำหนดได้ว่าพอร์ตสวิตช์ไหนอยู่ในวีแลนใดด้วยการติดป้ายชื่อหรือ VLAN Tag ซึ่งจำนวนวีแลนที่สามารถกำหนดได้บนแต่ละสวิตช์ และต้องอิงตามมาตรฐาน IEEE 802.1Q ที่กำหนดการแท๊กชื่อวีแลนบนเฟรมอีเธอร์เน็ต โดยจำนวนวีแลนแบบเลเยอร์ 2 บนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิน 4,096 ได้ ในที่นี้เราจะไม่ได้เจาะลึกลงไปอีก สิ่งที่ชาวเราควรคำนึงก็คือพอร์ตบนสวิตช์นั้นสามารถถูกตั้งค่าเป็นพอร์ตแบบ Access ที่อยู่ในสังกัดของวีแลนเดียว หรือตั้งค่าให้เป็นพอร์ต Trunk ที่รองรับหลายวีแลนได้ด้วย

เราสามารถกำหนดวีแลนตามอินเทอร์เฟซ, ที่อยู่ MAC, ที่อยู่ไอพี, ตามโปรโตคอล, หรือกำหนดตามข้อมูลเหล่านี้หลายตัวรวมกันก็ได้ เพื่อให้องค์กรตั้งค่าวีแลนได้ในรูปแบบที่คิดว่านำไปใช้งานได้ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการที่จำเพาะของตัวเองได้ เช่นการกำหนดวีแลนตามผู้ใช้หรือหน้าที่การทำงาน ซึ่งทำให้จัดการเครือข่ายได้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์และระบบต่างๆ สามารถตั้งอยู่ที่ไหนก็ได้ตามกายภาพ หรือแม้แต่เคลื่อนย้ายไปมาได้โดยที่ยังอยู่ในวีแลนเดิม แถมยังปลอดภัยขึ้นด้วยจากการที่มีแค่อุปกรณ์หรือระบบที่อยู่วีแลนเดียวกันที่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ การไหลของทราฟิกก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากแต่ละวีแลนก็มีโดเมนสำหรับบรอดคาสต์เป็นของตัวเอง ข้อมูลบรอดคาสต์จากอุปกรณ์หนึ่งก็จะไม่ส่งต่อข้ามออกไปข้างนอก นอกจากนี้วีแลนยังรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดระบบด้วย เมื่อเครือข่ายโตมากขึ้นก็สามารถเพิ่มจำนวนวีแลน เพิ่มโดเมน แต่ก็ยังจำกัดขนาดของแต่ละเครือข่ายให้เล็กพอประมาณเพื่อรักษาประสิทธิภาพของเครือข่าย และป้องกันการแออัดของการสื่อสารได้อยู่

โดยสรุปแล้ว วีแลนทำงานได้ด้วยการกำหนดแต่ละพอร์ตบนสวิตช์เข้ากับแต่ละวีแลน โดยตั้งค่าได้ผ่านซอฟต์แวร์ของสวิตช์ที่รองรับวีแลน

เราจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับ VLAN ได้อย่างไร?
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เรามักเริ่มต้นตรวจสอบที่ระบบสายเคเบิลก่อนเนื่องจากเป็นต้นเหตุของปัญหาส่วนใหญ่ โดยเรื่องของความต่อเนื่องการเชื่อมต่อหรือประสิทธิภาพเน็ตเวิร์กที่ต่ำนั้นมักเป็นผลมาจากการเข้าหัวที่ไม่ดี, ความเสียหาย, อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน, หรือการอัพเกรดเครือข่ายที่ระบบสายเคเบิลยังไม่รองรับ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพและดู Wiremap แต่ถ้าตรวจแล้วดูผลทุกอย่างก็ผ่าน ก็มีโอกาสที่ปัญหานั้นๆ จะเกิดขึ้นจากการกำหนดค่าวีแลนไม่เหมาะสม ถ้าอุปกรณ์หรือระบบถูกตั้งค่าเข้าผิดวีแลนแล้ว ก็จะไม่สามารถส่งทราฟิกไปยังอุปกรณ์บนวีแลนอื่นได้ ซึ่งการตั้งค่าบนสวิตช์ที่ผิดพลาด อย่างเช่นการที่ไม่ได้ตั้งค่าพอร์ตให้เข้าสังกัดวีแลนที่ถูกต้องก็อาจทำให้วีแลนดังกล่าวเชื่อมต่อไม่ได้

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการตั้งค่าวีแลนผิดก็คือ การทำและดูแลเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ดี แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเคลื่อนย้าย เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ตัวผู้ใช้หรืออุปกรณ์เองจะไปเสียบผิดพอร์ตสวิตช์ จนไปเข้าผิดวีแลนได้ ปัญหานี้ก็ไม่สามารถใช้เครื่องมือทดสอบสายเคเบิลพื้นฐานมาตรวจหาได้ด้วย แต่จะเป็นไปได้เมื่อเลือกใช้เครื่องทดสอบที่ตรวจได้ทั้งสายเคเบิลและข้อมูลเครือข่ายอย่างเช่น LinkIQ™ ตัวใหม่ล่าสุดของ Fluke Networks ที่ให้คุณตรวจเช็คข้อมูล VLAN ได้ด้วยนอกจาก Wiremap, การตรวจค่าคุณภาพต่างๆ, และการทดสอบ PoE เรียกว่าตรวจได้ครอบจักรวาลภายในเครื่องเดียวที่ราคาก็ย่อมเยาด้วย

LinkIQ เปิดให้คุณตรวจข้อมูล VLAN ได้ นอกจาก Wiremap, การตรวจค่าคุณภาพต่างๆ, และการทดสอบ PoE

สวิตช์เน็ตเวิร์กนั้นใช้โปรโตคอลค้นหาบนลิงค์เลเยอร์ (LLDP) ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือโปรโตคอลค้นหาของทางซิสโก้เอง (CDP) เพื่อระบุหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่และส่งต่อข้อมูลของอุปกรณ์นั้นๆ ซึ่งเครื่อง LinkIQ สามารถอ่านแพ็กเก็ตข้อมูลโปรโตคอลค้นหาเหล่านี้ที่ส่งมาจากสวิตช์ บนลิงค์ที่เชื่อมต่ออยู่เพื่อแสดงค่าวีแลนที่ลิงค์นั้นอยู่ในสังกัดได้ รวมทั้งยังแสดงชื่อและรายละเอียดของสวิตช์, ไอดีของพอร์ต, และความเร็วการรับส่งข้อมูลด้วย เครื่อง LinkIQ มีหน้าจอทัชสกรีนที่ใช้งานได้สะดวก จอกว้างแทบกินพื้นที่ทั้งหมดของเครื่อง ทำให้แสดงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยข้อมูลความเร็วที่ไม่ได้มีการส่งออกมาจากสวิตช์ก็จะจางเป็นสีเทาให้เห็น ทำให้สามารถระบุได้ว่าเราใช้ความเร็วบนลิงค์ที่ถูกต้องหรือไม่เวลาตรวจคุณภาพระบบสายเคเบิล

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/vlan-troubleshooting

from:https://www.enterpriseitpro.net/vlan-troubleshooting/