คลังเก็บป้ายกำกับ: IOT

OPPO โชว์เทคโนโลยีมือถือจอม้วน, 5G , IoT และระบบ Wireless Air Charge ในงาน MWC SHANGHAI 2021

ในงาน Mobile World Congress (MWC 2021) ที่จัดขึ้น ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ ในสาธารณรัฐประชาชนจีนวันนี้ ทาง OPPO ก็ขนเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปโชว์ในงานกันแบบจัดเต็มไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G สุดแรง พร้อมที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น รวมถึงสมาร์ทโฟนแห่งอนาคตอย่าง OPPO X 2021 ก็มาในงานกับเขาด้วยเช่นกันครับ

OPPO 5G CPE Omni เร้าเตอร์ 5G อัจฉริยะ

ปัจจุบันเทคโนโลยี 5G ถือว่าก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลาย ๆ คนไปแล้ว โดยในไทยเรา หัวเมืองใหญ่ ๆ ก็ต่างมีเสารับส่งสัญญาณ 5G กันแทบจะทุกพื้นที่แล้ว แบบนี้เองทาง OPPO เลยได้พัฒนาเร้าเตอร์ 5G CPE Omni ที่จะเปลี่ยนสัญญาณ 5G ให้กลายเป็น WiFi ความเร็วสูงสำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ IoT (Internet of Things)

ตอนนี้ OPPO ไปกำลังทดสอบการใช้งาน 5G บนคลื่น mmWave กับพาร์ทเนอร์อย่าง Qualcomm และ Ericsson อยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยี 5G CPE Onmi นี้ สามารถใช้งานได้จริง และทำผลงานออกมาได้ตามที่ควรจะเป็น โดยจากผลการทดลอง OPPO ได้เผยว่า พวกเขาสามารถทำความเร็ว Downlink ด้วยการใช้คลื่น 5G ได้สูงสุดที่ 4.06 Gbps โดยเทคโนโลยี 5G CPE Omni ของ OPPO จะเข้ามาอำนวยความสะดวกดังนี้ (ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณและซิมรองรับ 5G ด้วย)

  • เล่นเกมได้ไม่จำกัดผ่านระบบคลาวด์ ไม่ต้องติดตั้งลงเครื่อง
  • เปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า IoTs ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ๆ ทุกที่ทุกเวลา
  • ทำงานแบบไม่มีสะดุด และทุกที่ทุกเวลา
  • ไม่มีการแย่ง Bandwidth

นอกจากนี้ OPPO ยังมีเทคโนโลยี O-Reverse 5G Antenna ที่จะใช้คลื่นความถี่ Sub-6GHz 5G โดยเลือกเสาสัญญาณ 4 เสา (จาก 8 เสา) ที่มีอัตราการรับส่งสัญญาณที่ดีที่สุด เพื่อให้อุปกรณ์ที่ใช้ได้รับการเชื่อมต่อที่เสถียรและแรงที่สุดนั่นเอง อีกทั้งยังมีระบบ O-Motion 5G Antenna ที่จะเข้ามาทำให้ตัวรับสัญญาณหมุนรอบตัวเองได้ 360 องศา ทำให้ตัวอุปกรณ์สามารถรับสัญญาณการเชื่อมต่อได้ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ OPPO ก็ได้เปิดตัวโครงการ 5G Landing Project ที่มุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับโอเปอร์เรเตอร์ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับการเตรียมความพร้อมในการใช้งาน 5G ซึ่งปัจจุบันพวกเขาได้ทำงานร่วมกับโอเปอร์เรเตอร์มากกว่า 80 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น China Telecom, Orange, Vodafone, Deutsche Telekom, China Mobile, Telefonica หรือ Telcel

ระบบ VOOC Flash Charge กับพาร์ทเนอร์ทั่วโลก

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน OPPO ได้เปิดตัวเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge ความเร็ว 20W ที่ตอนนั้นต้องบอกว่ามันว้าวมาก ๆ ใช้เวลาชาร์จไม่กี่นาที ก็ได้แบตมาใช้งานมือถือแบบเพลิน ๆ แล้วเกือบทั้งวัน จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2021 ที่ระบบชาร์จความเร็ว 20W แทบจะถูกมองว่าเป็นค่ามาตรฐานไปแล้ว

โดยตอนนี้เทคโนโลยี VOOC Flash Charge ของ OPPO ถือว่ามาไกลมาก ๆ แล้ว จากตอนแรกเริ่มต้นที่ 20W ตอนนี้มาถึง 125W ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่ง OPPO เคลมว่าเทคโนโลยีตัวใหม่นี้สามารถชาร์จแบตมือถือ 4000 mAh จาก 0% – 100% ในเวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น แถมยังมากับเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ 10 ตัว สำหรับตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยอีกต่างหาก

ซึ่งล่าสุด OPPO ก็ได้ออกมาประกาศว่า เขาได้นำเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge นี้ไปให้พาร์ทเนอร์ชื่อดังต่าง ๆ หลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Volkswagen ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า, Anker ผู้ผลิตพาวเวอร์แบงก์และเครื่องชาร์จแบบพกพา และในภาคอุตสาหกรรมชิปเซ็ตอย่าง NXP

นอกจากนั้นยังมีระบบชาร์จไร้สาย OPPO Wirleess Air Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้แม้ตัวเครื่องจะไม่สัมผัสกับแท่นชาร์จเลย ซึ่งถูกนำมาโชว์ในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สุดล้ำ OPPO X 2021

OPPO X 2021 มือถือจอม้วน ยืด-หดได้

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาทาง OPPO ได้โชว์นวัตกรรม Concept Phone สมาร์ทโฟนจอม้วนได้อย่าง OPPO X  ล่าสุดทางบริษัทก็ได้พัฒนาต่อกับ OPPO X 2021 ที่จะมากับหน้าจอ OLED ขนาด 6.7 นิ้ว ที่สามารถยืดขนาดไปได้เป็น 7.4 นิ้วแบบไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยี Warp Track พร้อม Roll Motor ที่เข้ามาทำให้การยืดหดนั้นทำงานได้อย่างลื่นไหล (ในทางทฤษฎีดีกว่ามือถือจอพับในตลาดตอนนี้เสียอีก)

และทาง OPPO ยังใส่ใจกับการออกแบบตัวเครื่องสมาร์ทโฟนจอม้วนให้แข็งแรงกว่าสมาร์ทโฟนจอพับทั่วไปด้วยระบบแผ่นเลื่อนหน้าจอสองแผ่นและมีกรอบแบบไดนามิกที่เสริมความแข็งแรงให้กับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี

นอกจากเทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว อีกสิ่งนึงที่ทาง OPPO อยากจะนำเสนอคือเทคโนโลยีด้านการชาร์จแบบใหม่ล่าสุดอย่าง Wireless Air Charging ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Magnetic Resonance ทำให้ OPPO X 2021 นั้นสามารถชาร์จแบบไร้สายอย่างแท้จริงได้เมื่อเข้าใกล้แผ่นรองชาร์จภายในระยะ 10 ซม. ด้วยกำลังไฟ 7.5W ทำให้จะชาร์จไปเล่นมือถือได้แบบง่ายดาย

 

source : OPPO Newsroom

from:https://droidsans.com/oppo-technology-in-mwc-2021-shanghai/

realme เปิดตัวสินค้า AIoT เอาใจคนชอบของล้ำ ๆ ด้วย Watch S Pro, แปรงสีฟันไฟฟ้า และโคมไฟอัตโนมัติ

นอกจาก realme จะมีสินค้าประเภทสมาร์ทโฟนสเปคเด็ด ๆ ราคาโดน ๆ ออกมามากมายหลายรุ่นแล้ว ก็ยังมีสินค้าประเภท AIoT ล้ำ ๆ อีกด้วย โดยคราวนี้ realme ได้นำเอาอุปกรณ์ AIoT เข้ามาเปิดตัวในบ้านเราถึง 4 ชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น realme Watch S Pro, แปรงสีฟันไฟฟ้า realme N1 และ M1 Sonic Electric Toothbrush ตบท้ายด้วยโคมไฟอัตโนมัติ realme Motion Activated Night Light ที่ต้องบอกเลยว่าแต่ละอย่างเนี่ย เจ๋งจริง ล้ำจริง!

สมาร์ทวอทช์ realme Watch S Pro

เริ่มต้นกันด้วยสมาร์ทวอทช์สุดเท่ ที่มีหน้าปัดวงกลม หน้าจอขนาด 1.39 นิ้ว ครอบด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass และเพิ่มความพรีเมี่ยมด้วยตัวเรือนที่ทำจากสเตนเลสสตีล

มากับฟีเจอร์สำหรับคนรักสุขภาพมากมายไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ PPG ที่อยู่ด้านหลังตัวเรือนทำให้สมาร์ทวอทช์ตัวนี้สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถวัดระดับออกซิเจนในเลือดหรือ SpO2 ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีโหมดกีฬา (Sport Mode) ให้เลือกประเภทของการออกกำลังกายได้สูงสุดถึง 15 ชนิด อาทิ วิ่ง, เดิน, ขี่จักรยาน, ว่ายน้ำ, บาสเกตบอล, โยคะ เป็นต้น ซึ่งในโหมดนี้จะมีการทำงานร่วมกับระบบ Dual-Satellite GPS ที่มีความแม่นยำสูง พร้อมวัดระยะทางไปในตัว เมื่อออกกำลังกายเสร็จ ก็สามารถซิงกับสมาร์ทโฟนเพื่อดูข้อมูลในได้แอปเลย

realme Watch S Pro จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปในราคา 4,999 บาท และจะมีโปรโมชั่น Flash Sale ในวันที่ 11, 16 และ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เหลือเพียง 3,999 บาท เท่านั้น

 

แปรงสีฟันไฟฟ้า realme N1 / M1 Sonic Electric Toothbrush

realme M1 Sonic Electric Toothbrush

ต่อด้วยแปรงสีฟันไฟฟ้าที่จะช่วยให้การดูแลรักษาสุขภาพฟันของเราทำได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่น realme M1 Sonic Electric Toothbrush ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าโซนิคความถี่สูง ที่สั่นมากถึง 34,000 ครั้งต่อนาที, ขนแปรง Dupont ที่ช่วยขจัดแบคทีเรียได้มากถึง 99.99% แต่มีขนแปรงที่นุ่มไม่ทำร้ายเหงือก

มากับโหมดทำความสะอาดถึง 4 โหมด ทั้ง Soft Mode สำหรับการแปรงแบบถนอมเหงือก, White Mode เพื่อฟันที่ขาวขึ้น และช่วยเคลือบฟันไปในตัว, Polish Mode เพื่อขจัดคราบฟัน และสุดท้ายคือ Last Memory เพื่อเปิดโหมดใช้งานล่าสุดจะได้ไม่ต้องมาเลือกใหม่

realme M1 Sonic Electric Toothbrush วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปในราคา 1,499 บาท และจะมีโปรโมชั่น Flash Sale วันที่ 11, 16, 19 กุมภาพันธ์ 2564 เหลือเพียง 999 บาท เท่านั้น

 

realme N1 Sonic Electric Toothbrush

ต่อด้วยรุ่นน้อง realme N1 Sonic Electric Toothbrush ที่ราคาย่อมเยากว่าแต่ก็ยังมีฟีเจอร์หลากหลายให้มา ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าโซนิคความถี่สูง 20,000 ครั้ง / นาที, ขนแปรง Dupont, โหมดทำความสะอาด 3 โหมด Soft Mode, White Mode และ Polish Mode พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 800 mAh ที่ใช้งานได้ยาว ๆ ถึง 130 วัน

realme N1 Sonic Electric Toothbrush วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปในราคา 699 บาท และจะมีโปรโมชั่น Flash Sale วันที่ 11, 16, 19 กุมภาพันธ์ 2564 เหลือเพียง 599 บาท เท่านั้น

 

โคมไฟอัตโนมัติ realme Motion Activated Night Light

สุดท้ายกับ realme Motion Activated Night Light โคมไฟเปิด-ปิด อัตโนมัติโดยจะใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ (Human Motion Detection) ที่สามารถเปิดไฟได้เองเมื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ภายในระยะ 6 เมตร มุมกว้าง 120° และจะดับลงหลังจากไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 15 วินาที

มีให้เลือกใช้ 2 โหมด คือ โหมดไฟระดับต่ำ ที่ให้แสงนุ่มนวลอบอุ่นเหมาะสำหรับการตื่นนอนแบบไม่แสบตา และ โหมดไฟระดับสูง เหมาะสำหรับการให้แสงสว่างในที่มืดและทำให้สว่างบริเวณรอบ ๆ เหมาะสำหรับติดตามทางเดินในบ้านเพื่อส่องแสงเวลาเดินเข้าห้องน้ำเป็นต้น โคมไฟนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ AAA จำนวน 3 ก้อน ซึ่งอยู่ได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

realme Motion Activated Night Light วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปในราคา 399 บาท และจะมีโปรโมชั่น Flash Sale วันที่ 11, 16, 19 กุมภาพันธ์ 2564 เหลือเพียง 299 บาท เท่านั้น

ใครที่สนใจสินค้าตัวไหนก็กาปฏิทินรอวันวางจำหน่ายเอาไว้ได้เลย โดยเฉพาะวันที่จัดโปร Flash Sale ก็ยิ่งได้ของดีในราคาถูกมากขึ้นไปอีก…สินค้าทั้งหมดสามารถหาซื้อได้จาก realme Brand Shop และร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงร้านค้าออนไลน์ด้วยครับ

from:https://droidsans.com/realme-iot-watch-s-pro-electric-toothbrush-night-light/

ส่อง 5G! เมื่อเทคโนโลยีดึงศักยภาพ IoT ติดปีกระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ

สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ประเมินว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและอุทกภัยจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2030 คิดเป็นเงิน 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 511 ล้านล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ยิ่งทำให้ภัยแล้งทวีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการนำทรัพยากรน้ำมาใช้ ถ้าไม่มีการบริหารจัดการให้ดี มีการปล่อยน้ำทิ้ง โดยไม่นำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

dtac

เพราะน้ำคือปัจจัยในการผลิตที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย น้ำดิบ (Raw Water) น้ำสำหรับกระบวนการผลิตทั่วไป (Process Water) หรือน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) ที่ต้องการความบริสุทธิ์สูงมาก และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทอย่าง โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

ส่วนน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้ว ก็จะถูกนำมาบำบัด (Wastewater Treatment) ตามมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กำหนดไว้ว่าน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมต้องมีค่าตามมาตรฐาน เช่น pH อยู่ในช่วง 5.5 – 9.0 อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส และมีสารเคมีที่ปนเปื้อนในน้ำไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด  โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง ที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มีความจำเป็นต้องลดการใช้น้ำลง ส่งผลให้ค่ามาตรฐาน pH มีความเข้มข้น จึงต้องอาศัยระบบบำบัดน้ำเสียที่แม่นยำในกระบวนการบำบัดน้ำ แสดงให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบำบัดน้ำเสียที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10% ในแต่ละปี*

เราต้องนำเทคโนโลยีหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (Wastewater Reclamation) มาใช้อย่างมีนัยยะ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่ยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

เพื่อตอบรับการการขยายตัวของปริมาณการใช้งานน้ำในอุตสาหกรรม ทำให้ทางบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้ให้บริการโซลูชั่นครอบวงจรด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค พลังงงาน และ ดิจิตัล แพลทฟอร์ม รายใหญ่ของประเทศไทย ปัจจุบันได้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมมากกว่า 12 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 68,900 ไร่ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำนวัตกรรมน้ำเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจากการบำบัด ‘น้ำเสีย’ ให้หมุนเวียนกลับมาเป็น ‘น้ำดี’ เพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ จะช่วยให้ประเทศไทยแก้ปัญหาในการจัดการคุณภาพน้ำ และบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตน้ำให้แก่พื้นที่ EEC ตามแนวทางของ สทนช.  โดยมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรมนั้น มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 8.8% ระหว่างปี 2560 – 2565* โดยปัจจุบัน ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้มีการลงทุนในระบบ Wastewater Reclamation อย่างต่อเนื่อง มีกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 ลบ.ม. ต่อวัน

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีอย่าง 5G เข้ามาจะช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Smart Water Management) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เป้าหมายหลักในการร่วมกันขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รองรับกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และดึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาสู่ตลาดไทย

หนึ่งในเทคโนโลยีที่จะมาช่วยทรานฟอร์มอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล คือ การนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มคุณภาพในการบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรม ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ให้ตรงตามความต้องการของแต่ละโรงงานในแบบเรียลไทม์ และช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนาแผนจัดการคุณภาพน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมได้เพิ่มเติม จากที่ปัจจุบันดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มีกำลังการผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมกว่า 294,000 ลูกบาศก์เมตร แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมฯ และมีกำลังการบำบัดน้ำเสียรวมวันละ 120,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า น้ำเสียที่ใช้แล้วจะได้รับการจัดการ และรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เมื่อนิคมอุตสาหกรรมมีการขยายตัว ทั้งนี้เป้าหมายของบริษัทฯ ในการพัฒนาการให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำคือการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ภายใต้ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะผ่านเครือข่ายที่มีความมั่นคงสูง สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของบริษัทฯ ได้อย่างครอบคลุม

5G ติดปีกเซ็นเซอร์ IoT สู่การบริหารจัดการน้ำในนิคมฯ ทั่วประเทศ

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป และ ดีแทค ในการนำเทคโนโลยี 5G เข้ามายกระดับเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ จากเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำ นำไปสู่การวิเคราะห์และบริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำ 5G มาใช้ในระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management) ร่วมกับอุปกรณ์อย่าง Massive Machine Type Communications (mMTC) หรือ Massive IoT ช่วยในการมอนิเตอร์คุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม ช่วยลดความผิดพลาดในการดูแลคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะค่าความเป็นกรดและด่าง (pH) ร่วมกับการนำเซ็นเซอร์ที่ช่วยวัดค่าออกไซด์ในน้ำ วัดระดับการขึ้น-ลงของน้ำ มาส่งข้อมูลผ่านโครงข่าย 5G ที่มีความเสถียร และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำให้สามารถเฝ้าระวังกรณีระดับน้ำมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับกำลังการผลิตน้ำให้เพียงพอกับการใช้งาน โดยที่ผ่านมากลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดคือ กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า ที่ รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี  ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจอุปโภคบริโภค ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับในพื้นที่ของแต่ละนิคมอุตสาหกรรมมีความต้องการระบบสาธารณูปโภคที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการนำเทคโนโลยี 5G ของดีแทค มาร่วมบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอตะวันออก (มาบตาพุด)  ที่มีพื้นที่โครงการกว่า  3,760 ไร่ ด้วยการนำเซ็นเซอร์ IoT ที่เชื่อมต่อผ่านโครงข่าย 5G มาใช้งาน จะช่วยให้ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป สามารถบริหารจัดการน้ำในนิคมฯ ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการลงด้วย

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาดีแทคให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตร ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ 5G ซึ่งกลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทรานฟอร์มภาคอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล สร้างโอกาสในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือการนำ 5G มาใช้กับระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ที่จะผลักดันให้รูปแบบของการให้บริการสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำข้อมูลที่ได้แบบเรียลไทม์ และแม่นยำ จากเซ็นเซอร์ IoT จำนวนมหาศาล มาช่วยสร้างโอกาสในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนต่อยอดสู่การนำไปใช้งานในระดับประเทศ

“ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยจุดประกายให้นิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยี 5G บนคลื่นความถี่ 26 Hz หรือ mmWave ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากรองรับการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง ไปพัฒนาต่อยอดสู่การบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ เพื่อรับกับการแข่งขันในยุคดิจิทัล รวมถึงใช้ในการรับมือกับเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้”

สำหรับ 5G Use Case ในการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยี 5G ของ ดีแทค เข้ามาผสมผสานกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมกลับมาเติบโต ต่อเนื่องมายังการร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พลิกฟื้นกลับมาได้ด้วยการนำ 5G ไปใช้งาน และตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในประเทศไทย ที่พร้อมขยายการลงทุนสู่ระดับภูมิภาค

*(https://www.thai-water.com/thw/2021/en/index.asp)

from:https://www.mobileocta.com/5g-iot-boosts-smart-water-management/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5g-iot-boosts-smart-water-management

[Guest Post] ติงส์ ออน เน็ต เผย 5 ท็อปเทรนด์ไอโอที ปี 2564

ติงส์ ออน เน็ต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำไอโอทีโซลูชันครบวงจรด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารชั้นนำระดับโลก ระบุ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ติงส์ หรือไอโอที (Internet of Things: IoT) ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถให้กับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมด้านต่างๆ และเป็นหนึ่งในหัวเรือหลักช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยขยับเข้าใกล้เป้าหมาย “ประเทศไทยเมืองอัจฉริยะ”   

 

นายปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลจากซิกฟอกส์ (Sigfox) ผู้นำด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ LPWAN มีเครือข่ายครอบคลุม 72 ประเทศทั่วโลก ว่า ความท้าทายในช่วง 18 – 24 เดือนข้างหน้านี้ คือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ให้ทันการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เพราะไอโอที คือหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อโลกทางกายภาพกับโลกดิจิทัล ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจและสิ่งแวดล้อม  โดยเทรนด์ไอโอทีที่น่าจับตามองในปี 2564 มีดังนี้

 

  1. การติดตามและตรวจสอบสินค้า

ในวงการการติดตามและตรวจสอบสินค้าได้พัฒนาเครื่องมือการระบุตำแหน่งด้วยเทคโนโลยีไอโอที เพื่อให้เกิดฟังก์ชันใหม่ๆ จากเดิมที่บอกแค่ว่าสินค้านั้นได้ส่งออก – ถึงมือผู้รับหรือยัง มาเป็นการติดตามสินค้าตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง การขนส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ถึงผู้ซื้อสามารถ Track ได้ตลอด เมื่อสินค้าถูกขนออกนอกเส้นทาง ระบบจะส่งสัญญาณเตือน ทำให้สามารถติดตามสินค้ากลับมาได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องเสียเวลาติดตามค้นหาสินค้า นอกจากนี้ ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของ workflow เพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อความเสียหายในการขนส่งลดลง ประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าย่อมดีขึ้น ปัจจุบัน IoT trackers ไม่เพียงสามารถติดตามทรัพย์สินขนาดใหญ่ แต่ยังใช้กับการขนส่งสินค้าที่มีขนาดเล็ก หรือแม้แต่การขนส่งทางไปรษณีย์ ซึ่งคาดการณ์ว่าภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ จะหันมาใช้บรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมที่สามารถส่งคืนได้มากขึ้นโดยติดตั้งอุปกรณ์ติดตามที่เปิดใช้งาน IoT เพื่อหลีกเลี่ยงการรั่วไหลในการผลิตและขนส่ง เนื่องจาก IoT trackers สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานเชิงลึก เพิ่มการหมุนเวียนการใช้บรรจุภัณฑ์ระหว่างซัพพลายเออร์และผู้ผลิตในอัตราสูงสุด ลดการสูญเสีย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน

 

  1. การมอนิเตอร์สภาพแวดล้อมของสินค้าระหว่างขนส่ง

เทคโนโลยีไอโอที  สามารถตรวจสอบอุณหภูมิและความชื้นได้แบบเรียลไทม์  สำหรับภาคอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าในระหว่างการขนส่งควบคู่ไปกับการติดตามตำแหน่งของสินค้า ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการและลูกค้าในการขนส่งสินค้าที่ต้องมีการควบคุมและดูแลเป็นพิเศษ อาทิ การขนส่งอาหารหรือของสดต่างๆ รวมถึงการขนส่งวัคซีนโควิด-19 ที่มีมูลค่าและความไวต่ออุณหภูมิสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ ไอโอทีเซ็นเซอร์ยังสามารถประยุกต์ใช้กับเครื่องมืออื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น เครื่องตรวจจับควัน หรือเครื่องตรวจวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับพบการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติไปยังผู้ใช้งาน  โดยสามารถรับการแจ้งเตือนได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นเหนือเครื่องมือรูปแบบเดิมๆ

 

  1. ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

เทคโนโลยีไอโอที มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า ช่วยให้มิเตอร์อัจฉริยะสามารถบริหารจัดการการไหลเข้าและออกของพลังงานจากโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ ป้องกันการรั่วไหลของไฟฟ้า ป้องกันการโจรกรรมพลังงาน และช่วยให้เจ้าของบ้านส่งพลังงานส่วนเกินจากแผ่นโซล่าร์กลับคืนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะทำให้ประหยัดค่าไฟได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือแม้แต่การประยุกต์ใช้ IoT กับยานยนต์อัจฉริยะ smart vehicles ช่วยให้การชาร์จไฟมีประสิทธิภาพดีขึ้น

 

  1. วงจรชีวิตการใช้งานและการเลือกใช้อุปกรณ์เฉพาะเจาะจง

แนวโน้มหนึ่งที่มาแรงในปี 2564 คือการพัฒนาอุปกรณ์ IoT ที่เจาะจงการใช้งานมากขึ้น เป็นอุปกรณ์ที่มีวงจรชีวิตการใช้งานและความสามารถเฉพาะสำหรับการปรับใช้ อย่างเช่น เซ็นเซอร์แบบใช้งานครั้งเดียว มีฟังก์ชันที่ง่ายขึ้น แต่จำกัดการทำงานและถูกตั้งโปรแกรมให้มีหน้าที่เฉพาะการส่งข้อความที่ต้องการเฉพาะจะมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์

ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อลดความซับซ้อน อุปกรณ์ IoT อาจจะง่ายขึ้นด้วยการจำกัดการทำงานหรือป้องกันการรวมเซ็นเซอร์ที่ซ้ำซ้อนกัน สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยใช้ฟังก์ชันที่ง่าย ในตำแหน่งที่ตั้งหลักเพื่อส่งข้อมูลสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิไปยังอุปกรณ์ใกล้เคียง การทำงานแบบ “edge approach” นี้ สามารถลดความซับซ้อนของการออกแบบอุปกรณ์ได้อย่างมากและเป็นการช่วยลดต้นทุน

 

  1. IoT security

ในปี 2564 เทคโนโลยีไอโอทีด้านระบบรักษาความปลอดภัยจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกัน cyber attacks และการใช้ในทางที่ผิด สามองค์ประกอบที่ต้องให้ความสำคัญคือ การรับรองความน่าเชื่อถือ ความสมบูรณ์แบบในการทำงานของเครื่องมือ และการรักษาความลับของข้อมูลที่ถูกส่ง รวมถึงการเข้ารหัส ซึ่งจำเป็นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเก็บความลับของข้อมูล

นอกจากการพัฒนาเครื่องมือแล้ว ซอฟต์แวร์และ dashboard ก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไป ความท้าทายในระยะยาวคือ ทำอย่างไรให้เครื่องมือเหล่านี้สามารถทำงานได้หลายปีและยังสามารถกู้คืนข้อมูลได้ นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของเทคโนโลยีไอโอทีคือ ขุมพลังในการควบคุมและสั่งการเครื่องมือจำนวนมากๆ พร้อมกัน เช่นเมื่อเราติดตั้งเครื่องมือจำนวนมากและต้องการปรับเปลี่ยนการทำงานของเครื่องมือทั้งหมด เทคโนโลยีไอโอทีสามารถช่วยปรับจูนเครื่องมือจำนวนมากถึงแสนตัวได้พร้อมกันภายในเวลาเพียง 2 – 3 วัน

 

เกี่ยวกับ ติงส์ ออน เน็ต

ปัจจุบัน Things on Net เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำไอโอทีโซลูชันครบวงจรด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารชั้นนำระดับโลก และเป็นผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกฟอกส์ (Sigfox) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลต่ำ (Low Power Wide Area Network: LPWAN) โดยมีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ 72 ประเทศทั่วโลก พร้อมให้บริการเรื่อง Asset Tracking ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมใช้งานในการติดตามสถานะสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ทราบสถานะในการจัดเก็บและขนย้าย เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ฯลฯ

นอกจากนี้ Things on Net ยังเป็นผู้ให้บริการครบวงจรด้วยเทคโนโลยีระดับโลก และอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานที่ครอบคลุมทุกธุรกิจ อาทิ Smart City & Smart Building ระบบเมืองอัจฉริยะและอาคารอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย, Cold Chain Management ระบบตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้นสำหรับตู้แช่สินค้า ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งในอุตสาหกรรมค้าปลีก หรือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพความเย็นที่เหมาะสม ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง และการวางจำหน่ายจนถึงมือผู้บริโภค, ระบบ Safety and Environmental สามารถตรวจวัดอุณหภูมิและคุณภาพอากาศเพื่องานด้านความปลอดภัยในการบริหารงาน Facility management และระบบ Energy saving ผู้ช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IoT Solutions ได้ที่ Contact Center : 02-157-9499

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-thingonnet-5-trends-iot-64/

Xiaomi เปิดตัวกล้องวงจรปิด Mi 360° Home Security Camera 2K Pro และนาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock

นอกจาก Xiaomi จะเปิดตัวมือถือสเปคสุดคุ้มอย่าง Redmi 9T และ Redmi Note 9T ไปแล้ว ก็ยังมีการเปิดตัว 2 อุปกรณ์ IoT ไฮเทคใหม่ล่าสุด ก็คือ กล้องวงจรปิด Mi 360° Home Security Camera 2K Pro ที่หมุนดูได้รอบตัวตามชื่อ มองเห็นได้ดีแม้เวลากลางคืน พร้อมระบบ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหว และยังมีนาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock ที่รองรับระบบสัมผัส สั่งงานผ่านเสียง และใช้ฟังเพลงได้ด้วย

Mi 360° Home Security Camera 2K Pro

กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ หรือ Xiaomi Mi 360° Home Security Camera 2K Pro มาพร้อมกับกล้องความคมชัดให้ความละเอียดสูงถึง 2K สามารถบันทึกภาพได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะมีโหมดแสดงภาพสีในเวลากลางคืนมาให้ด้วย ทำให้ไม่ว่าจะเวลาไหนก็บันทึกภาพได้อย่างชัดเจน


แถมยังสามารถซูมภาพแบบ Digital ได้อีกด้วย ซึ่งยังให้ความคมชัดได้อยู่เนื่องจากภาพมีความละเอียดถึง 2K นั่นเอง และยังมากับความสามารถตามชื่อของมันก็คือ การหมุนกล้องดูได้รอบตัวแนวนอนแบบ 360 องศา และหมุนแนวตั้งได้ 180 องศา เรียกว่าแทบไม่มีจุดบอดเลย


ใช้ระบบ AI ในการตรวจจับและติดตามการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ พร้อมทั้งแจ้งเตือนผู้ใช้งานได้อีกด้วยว่าในขณะนั้นมีการเคลื่อนไหวของมนุษย์เกิดขึ้น


ยังมีโหมดป้องกันความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานด้วยการหมุนกล้องลงไปที่ด้านล่างสุดเพื่อปิดเลนส์กล้องในเวลาที่ไม่ต้องการใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ใช้งานยังสามารถสั่งงานด้วยคำสั่งเสียงผ่าน Google Assistant ได้ และยังมีไมโครโฟน + ลำโพงที่ตัวกล้องให้สามารถพูดโต้ตอบระหว่างตัวกล้องกับมือถือได้อีกต่างหาก


Mi Smart Clock

ต่อด้วยนาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock ที่มาพร้อมหน้าจอสีแบบสัมผัส ขนาด 3.97 นิ้ว สามารถใช้งานด้วยการปัดเลื่อนไปมา, ตั้งค่าให้แสดงภาพที่เราต้องการได้เหมือนกรอบรูปดิจิตอล และยังสั่งงานด้วยคำสั่งเสียงผ่าน Google Assistant เพื่อบอกเวลา, สภาพอากาศ, ตั้งเวลาปลุก หรืออื่น ๆ ได้


รวมไปถึงใช้แอป Mi Home เพื่อควบคุมอุปกรณ์ AIoT ภายในบ้านอย่างเครื่องดูดฝุ่น, โคมไฟ หรือแม้กระทั่งดูภาพที่บันทึกจากกล้องวงจรปิด Mi 360° Home Security Camera 2K Pro ผ่านหน้าจอนาฬิกาอัจฉริยะก็สามารถทำได้


ยิ่งไปกว่านั้นยังรองรับบริการสตรีมเพลงมาฟังที่ตัวนาฬิกาได้อีกด้วย เพราะ Mi Smart Clock มีลำโพงคุณภาพสูงให้เราสามารถฟังเพลงที่ชื่นชอบได้ด้วยแบบเพราะพริ้ง และยังมีฟีเจอร์ Sunrise โดยนาฬิกาจะปลุกเราตามเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นได้


ราคา Mi 360° Home Security Camera 2K Pro และ Mi Smart Clock

  • Mi 360° Home Security Camera 2K Pro : ราคา 1,590 บาท
  • Mi Smart Clock : ราคา 49.99 ยูโร หรือประมาณ 1,840 บาท

สำหรับ Mi 360° Home Security Camera 2K Pro จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ส่วน Mi Smart Clock ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือไม่ครับ

from:https://droidsans.com/xiaomi-announced-mi-home-security-camera-and-mi-smart-clock/

Xiaomi เปิดตัว Mi Smart Clock และ Mi 360 Home Security Camera 2K Pro

พร้อม ๆ กับ Redmi ทาง Xiaomi ยังมีอุปกรณ์ IoT ใหม่ 2 ตัวที่เปิดพร้อมกันคือ Mi Smart Clock นาฬิกาอัจฉริยะที่มีหน้าจอ พร้อมรองรับ Google Assistant และ Chromecast ในตัว สามารถสตรีวิดีโอจากกล้องวงจรปิด แคสต์แพลงหรือหนังจากสมาร์ทโฟน ยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่าย

อีกตัวคือ Mi 360 Home Security Camera 2K Pro กล้องวงจรปิดความละเอียด 3 ล้านพิกเซล สามารถแสดงผลได้สูงสุด 2304×1296 รูรับแสง f/1.4 ไมโครโฟนคู่ มีอัลกอริทึมตรวจจับเงาของคนและแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบ สามารถสั่งกล้องได้ผ่าน Mi Home และควบคุมด้วยเสียงผ่าน Google Assistant และ Amazon Alexa

Mi 360 Home Security Camera 2K Pro ขายวันที่ 25 มกราคมนี้ ราคา 1,590 บาทบน JD Central, Shopee, Lazada และร้านตัวแทนจำหน่าย

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120451

Xiaomi เปิดตัวของใหม่ใช้ในบ้าน! นาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock และ กล้องวงจรปิด Mi 360 2K Pro

Xiaomi จัดงานใหญ่ เปิดตัวทั้งสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่น่าสนใจ และยังเปิดตัวอุปกรณ์ IoT สำหรับใช้งานภายในบ้านอีกสองตัว

นอกจาการประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi Note 9T และ Redmi 9T ออกมาแล้ว ทาง Xiami ยังได้เปิดตัวอุปกรณ์ IoT เป็นนาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock และกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ Mi 360 ° Home Security Camera 2K Pro

นาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock นั้นถูกออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่กะทัดรัด ใช้หน้าจอสัมผัสแบบสีขนาด 3.97 นิ้ว โดยจะสามารถแสดงเวลา สภาพอากาศ ปฏิทินและแม้กระทั่งใช้งานเป็นกรอบรูปดิจิตอลได้อีกด้วย

นาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock สามารถค่อยๆ เพิ่มความสว่างของหน้าจอและเสียงปลุกได้ เมื่อปิดนาฬิกาปลุกก็จะทำให้ผู้ใช้ค่อยๆ ตื่นนอน นอกจากนี้ยังพร้อมใช้งานเป็น Google Assistant และ Chromecast ในตัว เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุม AIoT และความบันเทิงภายในบ้านควบคุมด้วยคำสั่งเสียงของอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายได้ด้วยนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวใหม่นี้ของ Xiaomi ครับ

 

กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ Mi 360 ° Home Security Camera 2K Pro ตัวใหม่มาพร้อมกล้องความละเอียดภาพที่ชัดถึง 3 ล้านพิกเซล รายละเอียด 2304×1296 เน้นการจับภาพที่ชัดเจน รูรับแสงขนาดใหญ่ f/1.4 มีอัลกอริทึมการตรวจจับมนุษย์ด้วย AI รุ่นใหม่ ช่วยตรวจจับเงาและแจ้งให้ผู้ใช้ทราบอัตโนมัติ

ใช้การจับเสียงด้วยไมโครโฟนคู่และเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ Mi 360 ° Security Camera 2K Pro จึงรองรับการสื่อสารสองทางที่คมชัด

สามารถสั่งให้กล้องหมุนเข้าด้านในทันทีเพื่อความเป็นส่วนตัวโดยผ่านคำสั่งง่ายๆ บนแอพ Mi Homeและอุปกรณ์นี้ยังรองรับการควบคุมด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรีผ่าน Google Assistant และ Amazon Alexa ได้โดยตรงอีกด้วย

โดยกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ Mi 360 ° Home Security Camera 2K Pro จะวางจำหน่ายในไทยวันที่ 25 มกราคม 2564 นี้เลยครับ ขายทั้งบน JD Central, Shopee และ Lazada และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ในราคา 1,590 บาทครับ

ข่าว: Xiaomi เปิดตัวของใหม่ใช้ในบ้าน! นาฬิกาอัจฉริยะ Mi Smart Clock และ กล้องวงจรปิด Mi 360 2K Pro มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/08/xiaomi-mi-smart-clock-mi-360-home-security-camera-2k-pro-launch.html

7 สิ่งที่จำเป็นต้องทราบเพื่อวางระบบ AIOps ให้ประสบความสำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็นอัลกอริทึมที่ใช้กับแอพเรียกรถโดยสารไปจนถึงระบบบริการลูกค้าผ่านบอทเอไอ ก็ต้องถือว่าเทคโนโลยีสมองกลนี้ได้ถูกนำมาใช้ยกระดับการให้บริการได้หลากหลายรูปแบบมากในยุคปัจจุบัน

ซึ่งคำว่า AIOps ในที่นี้มีความหมายว่า ระบบสมองกลสำหรับผู้ที่ทำงานด้านไอที หรือกล่าวถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำงานด้านไอทีได้แบบอัตโนมัติ และยกระดับการทำงานได้ผ่านระบบอนาไลติกและแมชชีนเลิร์นนิ่ง

AIOps ทำงานโดยการรวบรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณมหาศาลและหลากหลายที่นำเข้ามาผ่านเครื่องมือด้านไอทีแบบต่างๆ เพื่อที่จะตรวจจับและดำเนินการกับปัญหาทั้งหลายได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งให้ข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกย้อนหลังไปพร้อมกัน

ถ้านำ AIOps มาใช้อย่างเหมาะสมแล้ว จะให้ประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาดหรือไม่สำคัญ ที่ช่วยเร่งความเร็วในการตรวจจับปัญหาและหาแนวทางแก้ไขในด้านการให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การทลายพรมแดนที่เคยแยกข้อมูลเป็นส่วนๆ ออกจากกัน ทำให้ได้มุมมองภาพรวมที่ครบถ้วนตลอดทั้งระบบไอที ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้บนเครือข่ายต่างๆ ไปจนถึงระบบสตอเรจ

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ระบบ AIOps ให้ผลลัพธ์ที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องพิจารณาและตรวจประเมินวิธีการติดตั้งและวางระบบใช้งานอย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งเราควรมองถึงปัจจัย 7 ประการดังต่อไปนี้

1.ไม่ว่าจะเป็นอัลกอริทึมที่ใช้กับแอพเรียกรถโดยสารไปจนถึงระบบบริการลูกค้าผ่านบอทเอไอ ก็ต้องถือว่าเทคโนโลยีสมองกลนี้ได้ถูกนำมาใช้ยกระดับการให้บริการได้หลากหลายรูปแบบมากในยุคปัจจุบัน ซึ่งคำว่า AIOps ในที่นี้

มีความหมายว่า ระบบสมองกลสำหรับผู้ที่ทำงานด้านไอที หรือกล่าวถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำงานด้านไอทีได้แบบอัตโนมัติ และยกระดับการทำงานได้ผ่านระบบอนาไลติกและแมชชีนเลิร์นนิ่ง

AIOps ทำงานโดยการรวบรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณมหาศาลและหลากหลายที่นำเข้ามาผ่านเครื่องมือด้านไอทีแบบต่างๆ เพื่อที่จะตรวจจับและดำเนินการกับปัญหาทั้งหลายได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งให้ข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกย้อนหลังไปพร้อมกัน

ถ้านำ AIOps มาใช้อย่างเหมาะสมแล้ว จะให้ประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาดหรือไม่สำคัญ ที่ช่วยเร่งความเร็วในการตรวจจับปัญหาและหาแนวทางแก้ไขในด้านการให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

หรือแม้แต่การทลายพรมแดนที่เคยแยกข้อมูลเป็นส่วนๆ ออกจากกัน ทำให้ได้มุมมองภาพรวมที่ครบถ้วนตลอดทั้งระบบไอที ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้บนเครือข่ายต่างๆ ไปจนถึงระบบสตอเรจ

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ระบบ AIOps ให้ผลลัพธ์ที่ต้องการในเวลาอันรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องพิจารณาและตรวจประเมินวิธีการติดตั้งและวางระบบใช้งานอย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งเราควรมองถึงปัจจัย 7 ประการดังต่อไปนี้

1. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการวางระบบ AIOps ที่ต้องทำให้แน่ใจว่าคุณมีพนักงานที่เหมาะสมเข้ามาดูแล ที่เข้าใจเทคโนโลยีและรู้วิธีที่จะประยุกต์มาใช้กับธุรกิจของคุณได้อย่างลงตัว

แต่ถึงแม้คุณจะโชคดีที่ได้คนคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้มาใช้งาน แต่ก็ควรมองหาพนักงานเพิ่มเติมที่เชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระบบออโตเมชั่นด้วย แม้พวกเขาจะสามารถทำงานจากระยะไกลก็ตาม

2. บอกกล่าวให้รู้ หนึ่งในเคล็ดลับของการบริหารจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AIOps ก็คือ การทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่คุณกำลังจะทำ ทั้งกลุ่มผู้ใช้ และผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการวางระบบด้วย

3. เรียนรู้การใช้ประโยชน์จาก AIOps คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงความสามารถของระบบใหม่นี้ รวมทั้งผลลัพธ์ที่ต้องการจากระบบดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเป็นการมองหาสิ่งผิดปกติ การโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ การทำให้การแจ้งเตือนแม่นยำขึ้น เป็นต้น

4. ทดสอบและตรวจติดตาม การตั้งค่าและเปิดใช้งานระบบในสเกลเล็กๆ ที่ไม่กระทบกับงานหลักก่อนนั้นจะทำให้ได้ไอเดียในการใช้งานจริงโดยไม่มีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหาย โดยเฉพาะการเลี้ยงกลไกแมชชีนเลิร์นนิ่งในช่วงแรก

5. คอยดูแลสอนการทำงานให้ระบบ ด้วยการกำหนดหน้าที่การทำงานด้านไอทีที่ต้องทำเป็นประจำ ที่ระบบ AIOps สามารถเข้าจัดการหรือทำนายได้อย่างรวดเร็วก่อน เพื่อดูว่า AIOps ทำงานนั้นๆ ได้มีประสิทธิภาพหรือไม่

6. การติดตั้ง หลังจากได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจจากการทดสอบระบบในสถานการณ์หลากหลายแบบแล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรติดตั้งระบบในเครือข่ายที่ใหญ่กว่าเดิม โดยอาจตั้งค่าให้ทำงานโหมดทดสอบก่อนในช่วงเริ่มต้นได้

เหตุผลก็คือ เพื่อประกันว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความแม่นยำ นำไปใช้ประโยชน์โดยผู้ใช้งานที่เราต้องการได้ ในบางกรณีอาจยกระดับการใช้งานด้วยการผสานกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์คุณภาพข้อมูลด้วยก็ได้

7. การประเมินและพัฒนา หลังจากนำมาใช้งานจริงหลายสัปดาห์แล้ว ทีมงานของคุณควรร่วมกันพิจารณาประสิทธิภาพการทำงานของระบบในแง่ของการได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่เคยวางเอาไว้ในช่วงที่เลือกนำระบบเข้ามาใช้ตอนแรก

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขที่ตรวจวัดได้อย่างการลดจำนวนความผิดพลาดของระบบ ไปจนถึงการสำรวจและบันทึกเสียงตอบรับจากลูกค้า ซึ่งโดยรวมแล้ว AIOps ที่ประสบความสำเร็จควรทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาการให้บริการ

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/7-things-you-need-know-successfully-deploy-aiops/

Aruba ESP ผสานรวมระบบเครือข่ายสำหรับ IoT, IT และ OT เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น

แพลตฟอร์มแรกที่ควบคุมการทำงานผ่านการโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์เพื่อผสานรวมระบบเครือข่าย IT, IoT และ OT พร้อมด้วยการทำ Zero Trust Security และ AIOps ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติและปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย, มีความมั่นคงทนทาน และใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Aruba

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (NYSE: HPE) ได้ออกมาประกาศถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่ของ Aruba ESP (Edge Services Platform) ที่ผนวกรวมเอาระบบเครือข่ายสำหรับ IoT, IT และ Operational Technology (OT) เข้าด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้งานสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

Aruba ESP คือแพลตฟอร์มแรกที่สามารถควบคุมการทำงานผ่านการโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างข้อมูลแวดล้อม เช่น ข้อมูลระบุตัวตน, สถานที่, สถานะความมั่นคงปลอดภัย และแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งานอยู่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ในการทำ AIOps

ด้วยระบบถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันจากพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีของอรูบ้านี้ ลูกค้าของอรูบ้าจึงสามารถรับรู้สถานะการทำงานเชิงลึก (Hyper-Aware) ของสภาพแวดล้อมที่ใช้ในการทำงานได้ และทำให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับต่อความต้องการของธุรกิจ, ผู้มาเยี่ยมชม และพนักงานที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา

ในทุกวันนี้ “โครงข่ายที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน” (Connected Facilities) นั้นสามารถรองรับได้เพียงการเชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับบริการด้านการควบคุมเพียงบางส่วนเท่านั้น ในขณะที่โครงข่ายที่สามารถรับรู้สถานะการทำงานเชิงลึก (Hyper-aware Facility) ได้นี้จะใช้ข้อมูลแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นโดย Aruba ESP เพื่อให้โครงข่ายสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้ใช้งานและสภาพแวดล้อมในการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น

ด้วยการผสานรวมเครือข่าย IoT, IT และ OT เข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์ม Aruba ESP และการรับรู้ถึงข้อมูลแวดล้อมอย่างครบถ้วนนี้ จึงทำให้โครงข่ายแบบ Hyper-aware Facility นี้ก็จะมีความปลอดภัยที่สูงขึ้น, สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่จะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เหนือกว่าการเชื่อมต่อเพียงทั่วไป ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเครือข่ายด้วยการใช้ Machine Learning

การปรับปรุงครั้งนี้ของ Aruba ESP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ Cloud-Native ซึ่งขับเคลื่อนโดย AI ได้ผนวกรวมเอาความสามารถในการรับรู้, การวิเคราะห์ และการตอบสนองต่อข้อมูลจากอุปกรณ์และข้อมูลแวดล้อมเอาไว้ด้วยกัน อุปกรณ์แอคเซสพอยท์ (Access Points) และสวิตช์ (Switches) ของอรูบ้าจะถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ IoT และ OT ที่สามารถรองรับการทำงานได้หลายโปรโตคอลเพื่อเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีในระบบนิเวศของอรูบ้าที่กำลังเติบโต

โดยทั่วไปแล้วระบบใด ๆ ที่มีการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อรับข้อมูลหรือแสดงผล (I/O) นั้นสามารถใช้งานได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นระบบสำหรับใช้งานในสายการผลิตของโรงงานหรือระบบมัลติมีเดียในห้องของ CEO ตั้งแต่ระบบตรวจสอบการเว้นระยะทางสังคม, ระบบตรวจสอบเสียงปืน, อุปกรณ์ตรวจสอบการหมุนของเครื่องจักร ไปจนถึงระบบนำทางแขกผู้มาเยี่ยมชม

โดยมีโซลูชันที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะสำหรับใช้งานในสถานศึกษา, องค์กรธุรกิจ, โรงพยาบาลและสาธารณสุข, โรงแรมและที่พักอาศัย, โรงงานอุตสาหกรรม, การผลิต, ธุรกิจค้าปลีก, การคมนาคมขนส่ง และหน่วยงานภาครัฐ

กรณีการใช้งาน (Use Cases) ของการรับรู้สถานการณ์ทำงานในเชิงลึกของของ Aruba ESP นี้ได้แก่ อาคารอัจฉริยะ, โรงงานอุตสาหกรรมและการผลิต และการใช้ Intelligent Edge สำหรับงานอื่น ๆ:

อาคารอัจฉริยะที่รับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึกสำหรับองค์กรธุรกิจ, สถานศึกษา, โรงพยาบาลและสาธารณสุข, โรงแรมและที่พักอาศัย, ธุรกิจค้าปลีก และหน่วยงานภาครัฐ

  • การควบคุมอาคารและการทำ Digital Twin – ด้วยการใช้ความสามารถของ AI ที่มีในระบบเพื่อสร้างโมเดลจำลองอย่างทันท่วงที (Real-Time Simulation Models) ที่เปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ถึงขั้นตอนต่าง ๆ ภายในอาคาร อรูบ้าได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีอย่างเช่น Microsoft Azure IoT เพื่อสร้างคู่แฝดดิจิทัลหรือโมเดลของซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อระบุถึงกระบวนการย่อยในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การแนะนำการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการตรวจสอบแนวโน้มของการใช้พลังงานที่จำเป็นต่อการปรับปรุงแก้ไขในเชิงรุก
  • การตอบสนองและแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงทีโดยมีข้อมูลแวดล้อมประกอบ – ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายใด ผู้ที่อยู่ภายในอาคารนั้นย่อมต้องการรับทราบถึงข้อมูลด้านความปลอดภัยในแบบทันท่วงที (Real-Time Safety Information) ส่งตรงมายังอุปกรณ์พกพา ในขณะที่ผู้ที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์นี้ก็จะต้องทำการสื่อสารอย่างต่อเนื่องถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ Aruba ESP ที่มาพร้อมกับโซลูชันจากพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างเช่น Critical Arc และ Patrocinium สามารถทำการสื่อสารไปยังผู้ที่อยู่ภายในอาคาร, แขกผู้มาเยี่ยมชม และพนักงานภายในอาคารได้ โดยมีการใช้เทคโนโลยีกราฟฟิก 4 มิติที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ผู้ที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าผู้คนในพื้นที่ใดของอาคารกำลังประสบเหตุดังกล่าวอยู่บ้าง
  • ต่อยอดจาก 5G อย่างไร้รอยต่อด้วย Wi-Fi – Aruba ESP เปิดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์สามารถต่อยอดระบบ 5G ให้ครอบคลุมภายในอาคารได้อย่างไร้รอยต่อและให้บริการ Wi-Fi Calling ได้ด้วยประสิทธิภาพในระดับกิกะบิตด้วยการใช้เทคโนโลยี Aruba Air Slice แนวทางนี้จะช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับผู้ใช้งานและสามารถเชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการใช้งานเหล่านี้ กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่เอกสาร Designing hyper-aware smart buildings

โครงข่าย Hyper-aware Facility สำหรับอุตสาหกรรมที่รับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึก

  • การเปลี่ยนจากการซ่อมบำรุงแก้ไขไปสู่การบำรุงรักษาล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ – การซ่อมบำรุงรักษาล่วงหน้าในประเด็นปัญหาที่ตรวจพบสามารถช่วยลดเวลาที่ต้องหยุดทำงาน และเพิ่มอัตราการใช้งานและประสิทธิภาพของทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ โดยแนวทางนี้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาลงได้สูงสุดถึง 40% ด้วยการผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของพันธมิตรทางเทคโนโลยีอย่างเช่น Ability Smart Sensor จาก ABB ก็ทำให้ Aruba ESP รองรับการทำให้เซ็นเซอร์สำหรับเครื่องจักรสามารถตรวจสอบอุปกรณ์อย่างเช่นมอเตอร์, วาล์ว และปั๊มเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ ระบุปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง, ปรับปรุงประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และเพิ่มความคุ้มค่าให้สูงยิ่งขึ้นได้
  • ลดเวลาที่ใช้ในการซ่อมแซมด้วย Location Services – การเดินทางในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นอาจเป็นความท้าทายซึ่งทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพและอาจส่งผลต่อประเด็นด้านความปลอดภัยได้ นวัตกรรมจาก Aruba Meridian และ Aruba ESP สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่โรงงานมีข้อมูลนำทางอย่างละเอียดในการเดินทางไปยังเป้าหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากพนักงานคนอื่น ๆ
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของบุคลากรและทรัพย์สิน – สำหรับสภาพแวดล้อมที่อาจเกิดเหตุระเบิดได้ ระบบรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยปกป้องพนักงานและแขกผู้มาเยี่ยมชม Aruba ESP ร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีอย่าง Mobilaris สามารถนำเสนอระบบตรวจสอบสถานการณ์แบบ 3 มิติได้ด้วยการติดตามสถานที่ของผู้คนและทรัพย์สิน และยังสามารถทำงานร่วมกับระบบระบายอากาศอัตโนมัติ, ระบบควบคุมการเข้าออกในพื้นที่ และระบบนำทางบนยานพาหนะได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีการใช้งานเหล่านี้ กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่เอกสาร Designing hyper-aware industrial facilities

เพื่อให้การทำงานแบบอัตโนมัติที่จำเป็นต่อกรณีการใช้งานเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง Aruba AIOps จึงได้ใช้ AI และ Big Data เพื่อทำการปรับปรุง, ตรวจจับ, คัดแยก และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทนทาน โดยเมื่อแหล่งกำเนิดข้อมูลจากระบบ IoT, IT และ OT มีจำนวนมากขึ้น

การจำแนกแหล่งต้นตอของปัญหาหรือการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเป็นอย่างมาก Cloud AI ของอรูบ้าได้ทำการรวมข้อมูลชี้วัดการทำงานจากลูกค้ามากกว่า 65,000 รายและอุปกรณ์เครือข่ายมากกว่า 1 ล้านชุด พร้อมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ยาวนานกว่า 18 ปีเพื่อสร้างระบบ Supervised Learning ขึ้นมา Aruba ESP ได้สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาจากระบบ AI โดยมีความแม่นยำสูงกว่า 95% เพื่อช่วยปรับปรุงการสื่อสารและการตรวจสอบระบบ IoT, IT และ OT ให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

ซึ่งภายในระบบโครงสร้าง Unified Infrastructure และ Zero Trust Security Framework ของ Aruba ESP นี้ก็มีระบบ Aruba AIOps ที่สามารถทำงานได้เหนือกว่าระบบตรวจสอบเครือข่ายหรือระบบที่ใช้ Machine Learning อย่างง่าย เรียกได้ว่า Aruba AIOps นี้คือจุดเปลี่ยนที่จะมาช่วยให้การทำงานของระบบเครือข่ายต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดเวลาที่ต้องใช้ในการซ่อมบำรุงลง

นอกเหนือจากระบบโครงสร้าง Unified Infrastructure และ AIOps แล้ว Aruba ESP ก็ยังสามารถสร้างข้อมูลแวดล้อมที่จะทำให้ระบบเครือข่ายสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจองค์กรได้ โดย Zero Trust Security Framework จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ IoT ใดที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือเชื่อมต่อเครือข่ายได้จนกว่าจะมีความน่าไว้วางใจเพียงพอ

แนวทางนี้มีการใช้งาน AI และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยกับผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยมากกว่า 130 ราย เพื่อทำความเข้าใจในเชิงลึกถึงแต่ละอุปกรณ์และบทบาทของอุปกรณ์นั้น ๆ เพื่อให้โครงข่าย Hyper-aware Facility สามารถผนวกรวมกิจกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้

“เครื่องจักร, แอปพลิเคชัน และช่องทางการเชื่อมต่อนั้นมักถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับแต่ละแอปพลิเคชันทางด้าน IoT, IT และ OT ทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบเครือข่าย” คุณ Will Townsend ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Analyst แห่ง Moor Insights & Strategy กล่าวว่า “ผมได้ทำการวิเคราะห์ถึงการใช้ Aruba ESP และเชื่อว่าแพลตฟอร์มเชิงสถาปัตยกรรมที่มีการใช้งาน Unified Infrastructure, Zero Trust Security และ AIOps นี้จะช่วยลดความซับซ้อนลงได้ และช่วยเร่งให้เกิดกรณีการใช้งานของโรงงานอัจฉริยะและการรับรู้ถึงสถานการณ์ทำงานในเชิงลึก (Hyper-aware) เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งแบบโครงสร้างภายในองค์กรเองและบน Cloud”

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวว่า “ในการก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ใช้ดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องการระบบเครือข่ายที่มีเสถียรภาพ Aruba ESP ตอบโจทย์นี้ด้วยแพลตฟอร์มที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็น Cloud-native ที่มีความปลอดภัยระดับ Zero Trust Security และสามารถโปรแกรมให้เรียนรู้และปรับตัวโดยอัตโนมัติได้ด้วย AIOps ที่ใช้ Big Data, AI และ Machine Learning โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลระบบ สามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ต่างๆใน ecosystem ของพันธมิตรทางเทคโนโลยีของอรูบ้าได้ด้วย

ทำให้เกิดการประสานระบบโครงข่าย IT เข้ากับ OT (Operational Technology) และ IoT โดยมี Hyper-Aware รับรู้สถานการณ์โดยรวมของสภาพแวดล้อมทั้งระบบ จึงปรับตัวให้มีเสถียรภาพ ความปลอดภัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงได้โดยอัตโนมัติ    Aruba ESP รองรับโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้ทุกธุรกิจของลูกค้าทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ Start-up ที่ต้องให้บริการเชิงดิจิทัลครบครันอย่างเช่น ระบบอาคารอัจฉริยะ ระบบสำนักงานดิจิทัล โรงแรม อพาร์ทเม้น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ที่พักคนชรา สนามกีฬาเป็นต้น และโรงงานอัจฉริยะสำหรับธุรกิจการผลิตและการจัดส่งที่ถูกต้องรวดเร็วด้วยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ รวมถึงเมืองอัจฉริยะที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 อีกด้วย โดยทีมงาน Aruba ประเทศไทยพร้อมและยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษาทุกท่านอย่างเต็มที่”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีของอรูบ้า สามารถตรวจสอบได้ที่ https://www.arubanetworks.com/partners/programs/

from:https://www.mobileocta.com/the-aruba-esp-integrates-networking-for-iot-it-and-ot-for-flexible-adaptation/

รีวิว อุปกรณ์ realme AIoT ราคาดี เก่งระดับโปร ความสามารถน่าใช้ ควบคุมทั้งหมดได้ผ่านแอปพลิเคชั่นเดียว

realme เปิดตัวอุปกรณ์ AIoT ชุดใหญ่ออกมาอีกครั้งครับ ก็เป็นการออกผลิตภัณฑ์สวมใส่และ IoT อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งครั้งนี้เปิดตัวมาพร้อมกันถึงสี่อุปกรณ์ครับ หูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนตัวโปร realme Buds Air Pro, นาฬิกาสวมใส่รุ่นใหม่ realme Watch s, กล้องความปลอดภัยไร้สาย realme Smart Cam 360 และตาชั่งที่วัดค่าร่างกาย realme SmartScale 

เรียกว่าเปิดตัวออกมาทั้งที่ ก็ครบวงจรกว่าเดิม ซึ่งผมจะบอกว่า realme ทำมาได้ดีมากซะด้วย กำหนดราคาได้ดี ทำมาได้น่าใช้แต่ราคาเบา ก็เป็นแนวทางของแบรนด์เหมือนเครื่องสมาร์ทโฟนของเขานั้นแหละครับ

และ realme ยังพัฒนาแอพพลิเคชั่น realme Link สำหรับการจัดการอุปกรณ์ AIoT ของเขาทั้งหมดไว้ในแอพเดียวออกมาได้ดีด้วย มันเข้าถึงได้ทุกอย่างจากบนสมาร์ทโฟน ทั้งการจัดการ การจัดเก็บข้อมูล และการตั้งค่าใช้งาน ทำให้ผู้ใช้หลายๆ อุปกรณ์ของ realme จะรู้สึกสะดวก ถ้าเลือกใช้สินค้าแบรนด์เดียวกันก็จะทำให้ครบวงจรและควบคุมสั่งงานได้ง่ายครับ

ซึ่งอุปกรณ์ใหม่ทั้งสี่ตัวก็เป็นสี่ประเภทสินค้าที่แตกต่างกัน ในบทความนี้ผมจะมาแนะนำกันเป็นรายตัวว่ามันมีจุดเด่นที่ตรงไหน และราคาจำหน่ายออกมาเท่าไหร่กันบ้างครับ

realme Buds Air Pro

หูฟัง TWS ไร้สายระดับโปรครับ เสียงแน่นแบบกระหึ่มรูหู พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกระดับสูง ที่ปรับระดับของการตัดเสียงได้หลายระดับตามต้องการ และมีโหมดสำหรับการใช้งานในการเล่นเกม ลดความหน่วงของเสียงได้เกือบจะสมบูรณ์ เสียงดีมากและมีระบบ BassBoots+ เพิ่มเสียงหนักและแน่นของเบสให้มากขึ้น รับประกันเลยครับเรื่องคุณภาพเสียง ดีมาก และเป็นหูฟังที่มีฟังก์ชั่นเหมือนตัวหูไร้สายระดับโปรราคาแพง คุ้มสุดๆ เพราะเปิดขายแค่ 2,999 บาทเท่านั้น

realme Buds Air Pro เชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.0 ใช้ไดรเวอร์เสียงขนาด 10มม. ปรับจูนเสียงมาแน่นมาก แนวหนักเบาเบสแน่น เสียงทุกอย่างชัดมาเป็นก้อนๆ ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล S1 ซึ่งใช้พลังงานต่ำพร้อมกับความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 486 mAh มีระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) และรองรับการชาร์จเร็วผ่านพอร์ท USB Type C เพียงชาร์จแค่ 10 นาทีสามารถใช้งานได้ 3 ขั่วโมงและชาร์จเต็ม 100% ภายในเวลา 1 ชั่วโมง


ตัวหูฟังกันน้ำระดับ IPX4 รองรับการทัชสั่งงานทั้งแบบดับเบิ้ลทัช และทริปเบิ้ลทัช สามารถกำหนดคำสั่งที่ต้องการใช้งานได้ผ่านแอพพลิเคชั่น realme Link มีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ เปิดปิดการเล่นเพลงเองเมื่อถอดออกจากหูและเสียบกลับเข้าไปใหม่ครับ




เขามีการใส่ฟังก์ชั่นที่เพิ่มประสิทธิภาพเสียงเบสแบบ Dynamic Bass Boost ช่วยให้เสียงเบสมีความลึกและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายโหมดความหน่วงต่ำเพื่อรองรับการเล่นเกม โดยสามารถลดระดับความหน่วงให้ต่ำลงได้ถึง 94ms เล่นเกมแอคชั่นได้มัน จังหวะเสียงไม่หน่วงน่ารำคาญ แต่เกมอาศัยจังหวะที่ต้องการเสียงแม่นยำ 100% ก็ยังคงไม่เหมาะจะใช้งานอยู่ดี

ระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation เป็นแบบประสิทธิภาพสูง เพราะมันมี Transparency mode หรือโหมดเพื่อฟังเสียงภายนอกได้ ผู้ใช้งานสามารถสลับโหมดการตัดเสียงหรือฟังเสียงรอบข้างได้ในคลิ๊กเดียว ฟังคนอื่นได้ยินโดยไม่ต้องถอด realme Buds Air Pro ออก

ในการสนทนาใช้ไมโครโฟนแบบคู่ พร้อมตัดเสียงรบกวนเวลาสนทนา เสียงไมค์ชัดใส ไม่เก็บเสียงฟุ้งรอบข้าง ของดีราคาดี 2,999 บาท เดินผ่านร้านก็จัดการได้เลยครับ หูฟังนี้ไม่มีผิดหวัง


realme Watch s

นาฬิกาสมาร์ท อุปกรณ์สวมใส่หน้าจอใหญ่ราคาประหยัด 2,999 บาทเท่านั้นครับ หน้าจอสีรองรับสัมผัส ขนาดใหญ่ 1.3 นิ้ว ความละเอียด 360*360 พิกเซล ปรับแสงหน้าจอได้ 5 ระดับ ความสว่างสูงสุดมีค่าถึง 600 นิต ช่วยให้มองเห็นหน้าจอได้อย่างชัดเจนแม้ในแสงแดด มาพร้อมกับฟิล์มกันรอย 2.5D Gorilla Glass รอบหน้าจอ และในทันที่ที่เปิดจำหน่ายวันนี้ realme เตรียมพร้อมหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกใช้มากกว่า 100 แบบ เรียบร้อยแล้วครับ อย่าหวังว่า realme จะมาแบบเล่นๆ เตรียมพร้อมมาครบตั้งแต่วันแรกจำหน่าย




ตัวเรือนกันน้ำ IP68 ลงน้ำได้ลึก 1.5 เมตร ใช้เคสอลูมิเนียมอัลลอย น้ำหนักรวมเบามากแค่ 48 กรัม(ไม่รวมสาย) ตัวสายผลิตจากยางซิลิโคนที่มีความเบาและเป็นมิตรต่อผิว สามารถเปลี่ยนสายได้ครับ โดยในไทยมีเข้าจำหน่าย 4 สี ได้แก่ สีดำ สีน้ำเงิน สีส้มและสีเขียว

ใช้แท่นชาร์จแบบกลมเป็นแม่เหล็ก มีระบบชาร์จไว ใช้เวลาในการชาร์จเต็ม 100% ในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง และเป็นสมาร์ทวอทช์แบบสายอึด ชาร์จเต็ม 100% ใช้งานได้นาน 15 วัน

ราคาไม่ถึงสามพัน แต่มาครบ ทั้งเซนเซอร์การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความสามารถในการวัดระดับออกซิเจนในเลือด ใช้เซ็นเซอร์ดีซะด้วยครับ เป็นเซนเซอร์ PPG จาก Goodix โดยจะสามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทุกๆ 5 นาทีตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนเมื่อพบว่าอัตราของหัวใจเต้นต่ำกว่าหรือสูงกว่าค่ามาตรฐาน รวมถึงเมื่อพบว่าออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ด้วยครับ

ในการออกกำลังกาย สามารถตรวจจับรองรับการเล่นกีฬา 16 ประเภท วิ่งกลางแจ้ง การเดินเร็ว การวิ่งในร่ม ปั่นจักรยานกลางแจ้ง แอโรบิค การฝึกกล้ามเนื้อ ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เทเบิลเทนนิส แบตมินตัน การปั่นจักรยานในร่ม เครื่องเดินวงรี โยคะ คริกเกต ปั่นจักรยาน เครื่องออกกำลังกายกรรเชียงบก (rowing machine)

สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวระหว่างวันได้อัตโนมัตินับจำนวนก้าวเดิน ตรวจจับการเคลื่อนไหวต่างๆ วัดคุณภาพการนอน แค่เพียงสวมใส่ไว้เท่านั้นครับโดยข้อมูลทั้งหมดของเราจะถูกจัดเก็บเอาไว้ในแอพ realme Link ที่ใช้ในการเชื่อมต่อและตั้งค่าอุปกรณ์ของ realme ทั้งหมดครับ ดูข้อมูลการออกกำลังกาย และสุขภาพร่างกายย้อนหลังได้ในแอพนี้เลยครับ



การใช้งานของ realme Watch s ไวครับ การสไลด์เปลี่ยนหน้าจอทำได้เร็วไม่หนืดไม่อืด มีฟังก์ชั่นการปิดหน้าจอและการแจ้งเตือนในโหมดห้ามรบกวน สามารถปิดฟังก์ชั่นการยกเพื่อเปิดหน้าจอได้ด้วยไอคอนลัดใช้ในกรณีอย่างเข้าโรงภาพยนตร์ และสามารถปิดหน้าจอได้ทันทีแค่ปิดจอด้วยฝ่ามือ

และเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน realme Watch จะรองรับการแจ้งเตือนได้จากทุกแอปพลิเคชั่นที่มีการแจ้งเตือนบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะแสดงการโทร SMS หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ Facebook, Whatsapp, Instagram ซึ่งเราสามารถตั้งค่ากำหนดได้ว่าต้องการให้แอพใดแจ้งเตือนมายังนาฬิกาเราบ้าง แจ้งเตือนเป็นภาษาไทยสมบูรณ์ อ่านได้ชัดเจนไม่มีปัญหา

แต่ตัวนาฬิกาจะไม่มีลำโพงหรือไมค์สำหรับการสนทนาโดยตรงจากนาฬิกานะครับ ใช้ได้แค่แจ้งให้เรารู้ว่ามีการติดต่อเข้ามา และเราจะสามารถกดปฏิเสธสายหรือปิดเสียงเรียกเข้าได้จากนาฬิกาครับ เราสามารถควบคุมการฟังเพลง และใช้นาฬิกาเป็นรีโมทกล้องถ่ายรูปได้ รวมถึงตั้งค่าให้นาฬิกาคอยเตือนด้านสุขภาพ เช่นเตือนให้ลุกขึ้นขยับร่างกาย หรือเตือนให้ดื่มน้ำ เราสามารถกำหนดช่วงเวลาในการเตือนได้ทั้งหมดครับ



ราคาดี ความสามารถก็เยอะครับ การใช้งานทำมาได้ดีตั้งแต่วันแรกจำหน่าย อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ใครสนใจหาสมาร์ทวอทช์มาใส่สักเรือนนึง และเอาตัวคุ้มราคาดี เอาตัวนี้ได้เลยครับ แนะนำอีกเช่นกัน ^^


realme Smart Cam 360

กล้องรักษาการความปลอดภัย 24 ชั่วโมง หมุนได้รอบตัว และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว แยกแยะได้ว่าเป็นบุคคลหรือเปล่า พร้อมแจ้งเตือนเข้าสู่สมาร์ทโฟน การเชื่อมต่อเข้ากล้องว่องไวด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi Relay ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ช่วยเพิ่มความเสถียรเมื่อมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย ยิ่งเมื่อโทรศัพท์และกล้องเชื่อมต่อกับ WiFi เดียวกัน สามารถรับชมดูวิดีโอผ่านแอป realme Link ได้ราบรื่นยิ่งขึ้น

ตัวกล้องต้องบอกว่าออกแบบน่ารักครับ ออกแบบมาเหมือนหุ่นยนต์ และทาง realme ใส่กิมมิคเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการใส่สติกเกอร์ตกแต่งตัวกล้องมาให้เราด้วยในกล่อง ^^ น่ารักมากๆ

ตัวกล้อง ใช่พอร์ทไฟแบบ Micro USB ให้สายมายาวประมาณ 2 เมตร ใช้หน่วยความจำ Micro SD Card สูงสุด 128GB และต้องบอกว่าภาพจากกล้องตัวนี้โคตรชัดครับ รองรับสูงสุด 1080P ใช้เทคโนโลยีที่มี WDR รุ่นใหม่ จะปรับไฮไลต์ของภาพและรายละเอียดที่มืดโดยอัตโนมัติ วิดีโอมีช่วงไดนามิกที่สูง รายละเอียดชัดมาก ชัดเจนแม้ในสภาวะแสงย้อนแสง และตอนแสงน้อย

จากที่ลองใช้เทียบกับกล้องวงจรปิดตัวอื่นๆ ที่ผมใช้ในสตูของผม ซึ่งผมบอกได้เลยว่าไม่น้อยหน้าตัวไหนแน่นอน มันสามารถจับภาพในที่มืดได้ไกลถึงประมาณ 10 เมตรจากตัวกล้องเลยครับ ภาพชัดมากๆ

ตัวกล้องมีความสามารถในการตรวจจับการเคลื่อนไหว ตรวจจับเสียง และตรวจจับบุคคล เราสามาถตั้งค่าเพื่อเลือก หรือใช้งานการตรวจจับทั้งหมด โดยตั้งเวลาให้การทำงานตรวจจับการทั้งหมดเปิดและปิดได้อัตโนมัติ ภายในแอพ realme Link ครับ

และด้วยความสามารถในการแพนกล้องได้รอบทิศทางของ realme Smart Cam 360 ทำให้มันมีความสามารถในการแพนกล้องติดตามวัตถุหรือบุคคลที่มันตรวจจับเจอได้เอง หรือเราจะควบคุมการแพนกล้องระยะไกลจากในแอพก็ได้ครับ


แต่แม้มันจะชื่อว่า 360 องศา แต่ในมุมก้มมุมเงย มันก็ไม่อาจจะขึ้นหรือลงสุดได้นะครับ จะเว้นระยะประมาณ 15 องศาใต้ฐานตัวมันเองนะครับ แต่แพนได้รอบตัว ด้วยกล้องที่ปรับระดับขึ้นลงและฐานที่หมุนได้ 360 องศา

ตัวกล้องมีลำโพงและไมค์ในตัว รองรับการสนทนาแบบ 2 ทาง สามารถพูดคุยโต้ตอบไปมาหากันได้แบบ Face to face และลำโพงดังดีมากครับ สามารถได้ยินชัดเจนในระยะ 4 เมตร

ดูไปแล้วก็ครบครัน หากจะหาสิ่งที่ realme ยังไม่มีให้สำหรับกล้องตัวนี้ ก็คงเป็นบริการจัดเก็บไฟล์วีดีโอแบบคลาวด์เซอร์วิสพรีเมี่ยมเท่านั้น เลยต้องอาศัยการจัดเก็บไฟล์บันทึกในหน่วยความจำในตัวกล้อง หรือกดบันทึกไว้จากหน้าแอพพลิเคชั่นบนตัวสมาร์ทโฟนครับ

realme Smart Cam 360 ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,499 บาทครับ คุณภาพกล้องความคมชัดสูงมาก ภาพที่จับได้สว่างและเห็นรายละเอียดได้ครบ ชัดเจน มีโหมดการติดตามบุคคลและตรวจจับบุคคล พร้อมการแจ้งเตือนที่ฉับไวมากจริงครับ


realme Smart Scale

ตาชั่งตัวบางๆ หน้าตาเรียบๆ แต่ฟังก์ชั่นเพียบนะครับ ขึ้นชั่งหนเดียว รองรับการวัดดัชนีสุขภาพได้ถึง 16 โหมด วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้แบบเรียลไทม์ และระบบชั่งน้ำหนักด้วยระบบดิจิตอลที่แม่นยำ รองรับการชั่งตั้งแต่น้ำหนักเพียง 50 กรัมเลยครับ ไม่จำเป็นต้องใช้แค่ชั่งน้ำหนักคน แต่เอาไปชั่งอะไรก็ได้ที่หนักกว่า 50 กรัมขึ้นไป ใช้ได้หมด ^^

เพราะมันมี Light Weight Mode ทำงานในช่วงน้ำหนัก 50 กรัม ถึง 9.99 กิโลกรัม มันจะมีความละเอียดในการวัดค่าละเอียดมาก เราจึงสามารถนำเจ้า realme Smart Scale ไปชั่งผักผลไม้ยังได้เลยครับ

ดีไซน์หรูครับ เอาไว้ประดับบ้านประดับห้อง วางไว้ก็สวยงาม บางเพียง 23.3 มิลลิเมตร ภายในกล่องมาพร้อมกับแบตเตอรี่เป็นถ่านขนาด AA 4ก้อน สามารถสแตนด์บายได้นานเป็นปี หรือประมาณ 365วัน

และแน่นอนสามารถเชื่อมต่อกับแอพอัจฉริยะ realme Link ได้เหมือนอุปกรณ์อื่นๆ ของ realme ครับ

บนตาชั่งเราจะเห็นแผ่นสัมผัสทำจากวัสดุเหล็กแมงกานีส ที่ภายในเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์ BIA ขั้นสูง ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวนี้จะช่วยจับค่าต่างๆ แล้วนำไปคำนวนผ่านอัลกอริทึมของระบบได้อย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือมันสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักได้แม่นยำ เพราะอย่างที่บอก มันอ่านค่าน้ำหนักได้ละเอียดถึงระดับ 50 กรัมนั้นเองครับ




สามารถตรวจจับข้อมูลสุขภาพได้ถึง 16 รายการ ได้แก่ น้ำหนัก สัดส่วนไขมัน รูปร่าง BMI อัตราความชื้น สัดส่วนกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในช่องท้อง กล้ามเนื้อลาย ความหนาแน่นมวลกระดูก โปรตีน มวลไขมัน อัตราการเต้นหัวใจ มวลกล้ามเนื้อ อายุร่างกาย อัตราการเผาผลาญและน้ำหนักร่างกายไม่รวมไขมัน นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจับอัตราการเต้นของหัวใจได้แบบเรียลไทม์ โดยเราสามารถดูผลลัพท์ของดัชนีร่างกายเราได้ทั้งหมดในแอพพลิเคชั่น realme Link


โดยตัวตาชั่งจะส่งข้อมูลในการขึ้นชั่งทุกครั้งเข้ามาในตัวแอพพลิเคชั่น โดยมันจะจัดเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เราสามารถแยกโปรไฟล์เป็นหลายบุคคล หลายไอดีได้เพื่อจัดเก็บข้อมูลแยกกันหลายผู้ใช้งานในตาชั่งเครื่องเดียว เรียกว่ามีตัวเดียวก็พอ ใช้งานได้ทั้งครอบครัวเลยครับ

และการเชื่อมต่อสัญญาณของตาชั่ง ที่เป็น Bluetooth 5.0 มันยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 4 เครื่องเลยทีเดียว ดังนั้น realme Smart Scale จึงเหมาะมากที่จะเป็นอุปกรณ์ตรวจร่างกายเบื้องต้น ที่ควรจะมีสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

เพราะราคาจำหน่ายมันแค่ 999 บาทเท่านั้นเองครับ ถูก ดี และใช้งานได้อัจฉริยะมาก realme Smart Scale มาด้วยกัน 2 สี สีขาว และอีกหนึ่งสีคือสีที่น่าจะมาแรง เพราะเด่นและอินเทรนด์เหลือเกินนั้นคือสีน้ำเงินครับ

ไปซื้อมาใช้กันไว้เถอะครับ ประโยชน์ของมันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ตาชั่งตัวเดียวไม่ถึงพัน รู้ถึงสุขภาพร่างกายของคนได้ทั้งบ้าน



นี่ก็คือสี่อุปกรณ์ใหม่ของ realme ที่ออกมาเพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมให้ได้ใช้งานกันภายในบ้านและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่ง realme ก็ทำออกมาได้ดี มีคุณภาพ การออกแบบน่าใช้ และที่สำคัญราคาไม่แพงเลยสักตัวครับ สมกับเป็นแบรนด์รุ่นใหม่จริงๆ

ก็เปิดจำหน่ายทั้งหมดแล้วทุกอุปกรณ์ สามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์ realme หรือแบรนด์ช้อป และมีการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย ผ่าน Realme Official Store ทั้งทาง LAZADA และ Shopee นะครับ

 

ข่าว: รีวิว อุปกรณ์ realme AIoT ราคาดี เก่งระดับโปร ความสามารถน่าใช้ ควบคุมทั้งหมดได้ผ่านแอปพลิเคชั่นเดียว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/11/review-realme-aiot-smartcam360-watchs-smartscale-buds-air-pro.html