คลังเก็บป้ายกำกับ: IOT

เสียวหมี่ ส่งแคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale พร้อมดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50%

เสียวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เอาใจนักช้อปออนไลน์สไตล์วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ส่งแคมแปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale มอบดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50% และเอาใจเพิ่มต่อที่สองด้วยโค้ดส่วนลด เมื่อกดติดตามร้าน หรือรับโค้ดส่วนลดที่หน้าร้าน นอกจากนี้ลูกค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 ยังจะได้รับเครื่องกรองอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 บาท ฟรี

มร.โจนาธาน คัง ผู้จัดการใหญ่ประจำเสียวหมี่ประเทศไทย เปิดเผยว่า “จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนมานิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และในเดือนกรกฎาคมนี้ เสียวหมี่ยังคงร่วมมือกับ Shopee ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งมอบดีลราคาสุดพิเศษสูงสุดถึง 50%

และยังให้เพิ่มมากขึ้นไปอีกกับโค้ดส่วนลด เพื่อใช้ซื้อสินค้าเสียวหมี่ภายใต้แคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale ในครั้งนี้ และพิเศษสุดๆ กับลูกค้าที่มียอดการซื้อสินค้าสูงสุดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 จะได้รับเครื่องกรองอากาศ Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 ”

สำหรับไฮไลท์โปรโมชั่น Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale แคมเปญ มีรายละเอียดดังนี้

  • Redmi Note 9 ความจุ 3 GB+64 GB ลดเหลือ 4,699 บาท จาก 4,999 บาท
  • Redmi Note 9 Pro ความจุ 6 GB+64 GB ลดเหลือ 7,599 บาท จาก 7,999 บาท
  • POCO F2 Pro ความจุ 6 GB+128 GB ลดเหลือ 17,399 บาท จาก 17,999 บาท

และลูกค้าที่มียอดการซื้อสินค้าสูงในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น จะได้รับฟรีเครื่องกรองอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 3H มูลค่า 5,990 บาท ฟรี โดยจะต้องทำรายการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันดังกล่าว รายชื่อผู้โชคดีจะประกาศผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คแฟนเพจของ Fanslink Thailand ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2563

นอกจากนี้ลูกค้ายังจะได้รับดีลสุดพิเศษไปกับ Flash Sale ตลอดช่วงวันที่ 7 กรกฏาคม 2563 กับขบวนสินค้ามากมายที่มาทุบราคาพร้อมส่วนลดมากสุดถึง 42% ยังไม่พอสำหรับลูกค้าที่ช้อปสินค้าในวันที่ 7 กรกฏาคม 2563 นักช้อปสามารถเลือกบัตรส่วนลดได้ ทั้งจากการกดติดตามหน้าร้านค้าจะได้รับบัตรส่วนลดมูลค่า 100 บาทเมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไป (บัตรส่วนลดมีจำนวนจำกัด) หรือเลือกรับบัตรส่วนลดง่ายๆ มูลค่า 100 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าภายในร้านมูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป โดยบัตรส่วนลดมีจำนวนจำกัด

สำหรับสาวกเสียวหมี่และผู้ที่สนใจต้องห้ามพลาด กับแคมเปญ Xiaomi Shopee 7.7: Mid-Year Sale ในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2563 นี้ พบส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษของเสียวหมี่ ได้ที่ https://bit.ly/2NEBvYi

from:https://www.mobileocta.com/xiaomi-shopee-7-7-mid-year-sale-campaign/

ไมโครซอฟท์ซื้อ CyberX เพื่อยกระดับด้าน IoT มูลค่าประมาณ 165 ล้านเหรียญฯ

ไมโครซอฟท์ได้ซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้านระบบความปลอดภัยชื่อ CyberX ด้วยเป้าหมายในการยกระดับ และปกป้องระบบ Internet of Things (IoT) ของลูกค้าตัวเอง แม้ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของดีลนี้ออกมา แต่สำนักข่าวต่างๆ ก็ระบุว่าน่าจะสูงประมาณ 165 ล้านเหรียญฯ

จากประกาศของทางบริษัทระบุว่า “CyberX จะเข้ามาเติมเต็มความสามารถด้านความปลอดภัยของ IoT บน Azure ที่มีอยู่เดิม โดยขยายความครอบคลุมไปยังอุปกรณ์อย่างในระบบ IoT เชิงอุตสาหกรรม, ระบบเทคโนโลยีในโรงงาน (OT), และในโครงสร้างพื้นฐานแบบต่างๆ”

CyberX จะเปิดให้ลูกค้าสามารถระบุอุปกรณ์ IoT ที่มีอยู่ รวมทั้งจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์เหล่านั้นได้ โดยลูกค้าจะสามารถเห็นแผนที่แบบดิจิตอลของอุปกรณ์จำนวนหลายพันเครื่องบนพื้นที่ของโรงงานหรือภายในอาคาร

ระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ และช่องโหว่ที่พบด้วย อย่างช่วงเดือนที่ผ่านมาก็มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยพบช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจทำให้อุปกรณ์ IoT ทั่วโลกโดนแฮ็กได้หลายรายการ ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการในครั้งนี้

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-procures-cyberx-to-upsurge-iot/

มัลแวร์ Kaiji ตัวใหม่ พุ่งเป้าโจมตีแบบ Brute-Force ผ่าน SSH ไปยังอุปกรณ์ IoT

มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุว่า ค้นพบมัลแวร์อีกสายพันธุ์ที่เชี่ยวชาญการแพร่เชื้อบนเซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์และอุปกรณ์อัจฉริยะจำพวก IoT ทั้งหลาย ที่สามารถเปลี่ยนระบบเหล่านี้เป็นกองทัพซอมบี้ในการโจมตีแบบ DDoS ต่อไปได้

มัลแวร์ใหม่นี้มีชื่อว่า Kaiji ตรวจพบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยที่ใช้ชื่อ MalwareMustDie ร่วมกับทีมงานจาก Intezer Labs มัลแวร์นี้แตกต่างจากมัลแวร์ IoT สายพันธุ์อื่นเป็นอย่างมากด้วยสาเหตุที่เขียนจากภาษาโปรแกรมมิ่ง Go มากกว่าภาษาทั่วไปอย่าง C หรือ C++ ที่มักนิยมนำมาใช้เขียนโค้ดมัลแวร์ IoT ส่วนใหญ่

ในปัจจุบัน มัลแวร์ที่ใช้ภาษา Go นั้นพบได้น้อยเนื่องจากแฮ็กเกอร์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้โค้ดภาษา C/C++ ที่แชร์บน GitHub และเว็บบอร์ดอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ทำบอทเน็ตได้ง่ายกว่า

มีผู้พัฒนามัลแวร์ IoT จำนวนน้อยมากที่ยอมเสียเวลาตัวเองเขียนโค้ดบอทเน็ตตั้งแต่แรก ซึ่งจริงๆ แล้ว บอทเน็ต IoT ส่วนใหญ่ตอนนี้ก็มักเป็นการเอาโมดูลและโค้ดส่วนต่างๆ จากหลายสายพันธุ์มาผสมกันให้ดูเป็นตัวใหม่ทั้งสิ้น

ที่มา : Zdnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/kaiji-iot-brute-force/

กสทช. เร่งผลักดัน IoT เดินหน้าลดความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ SM Magazine (เอสเอ็มแมกกาซีน) นิตยสารการตลาดชั้นนำ ร่วมกัน จัดงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์กับการใช้งาน IoT

ปัจจุบันนี้ การเชื่อมโยงของเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ ตลอดจนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์ IoT (Internet of Thing) เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการวางระบบความปลอดภัยที่มากพอ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการคุกคามอย่างมาก ดังนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันตระหนักถึงภัยทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยควรเฝ้าระวัง และประเมินความเสี่ยง พร้อมสร้างยุทธศาสตร์รอบด้านเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจสร้างความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมในการกำกับดูแล และพัฒนากิจการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ได้เร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริหารจัดการด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า IoT หรือ Internet of Thing นั้นหมายถึง สรรพสิ่งหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ปัจจุบันมีการใช้งาน IoT อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ Smart Device ของใช้ส่วนตัวของผู้บริโภค ไปจนถึงนำมาใช้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการ Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ โดยจากผลการสำรวจ Gartner พบว่าอุปกรณ์ IoT ทั่วโลกปัจจุบันมีมากกว่า 26 พันล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากเมื่อราว 4 ปีก่อนที่มีจำนวนอยู่ราว 6 พันล้านชิ้น ที่น่าสนใจคือ มีคาดการณ์ว่าเมื่อมีการใช้งาน 5G จำนวนของอุปกรณ์ IoTจะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน

ทว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ IoT กำลังถูกคุกคามทางด้านไซเบอร์ในหลายรูปแบบ และจะมีมากยิ่งขึ้นตามจำนวน IoT ที่มากขึ้นในอนาคต เช่น มีการโจมตีเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ล้ม หรือ ที่เรียกว่า Distributed Denial of Service หรือ DDoS ด้วยอุปกรณ์ IoT โดยตรง ที่เรียกว่า Mirai ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์ IoT เช่น CCTV, DVR หรือ Webcam โดยเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เป็น Botnet เพื่อใช้โจมตีแบบ

DDoS ให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่ IoT นั้นเชื่อมต่อล้มสลาย นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้อุปกรณ์ IoT เป็นฐานในการโจมตี มีจำนวนมากกว่าการใช้ PC และมีอำนาจในการทำลายร้างที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าการใช้ PC แบบเดิม
ซึ่งในการกำกับดูแล IoT ยังคงเป็นปัญหาที่ยังมีการถกเถียงในหลายประเทศ โดยข้อดีของการกำกับดูแลอุปกรณ์ IoT ทุกชนิดก็เพื่อช่วยปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลถึงกฎระเบียบหรือข้อกำหนดที่หากมีมากเกินไปอาจยับยั้งการผลิตเชิงนวัตกรรมได้ รวมทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่บริษัทขนาดเล็กซึ่งอาจแข่งขันสู่บริษัทใหญ่ไม่ได้หากมีกฎเกณฑ์ที่มากเกินไป รวมทั้งหากมีการออกระเบียบหรือข้อกำหนดมาแล้ว หน่วยงานรัฐเองอาจขาดความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในหลายประเทศใช้แนวทางในการกำกับดูแลผู้ให้บริการโครงข่ายเป็นสำคัญ และได้มีการออกแนวทางสำหรับการใช้ IoT

ซึ่งสำหรับในประเทศไทยทางสำนักงาน กสทช. ได้วางมาตราการเข้มงวดในการกำกับดูแล และตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ดังนั้น จะเห็นได้จากการที่ กสทช.ผลักดันให้เกิดการประมูล 5G ต้องการให้เกิด IoT อย่างเป็นรูปธรรมใช้งานได้แท้จริง ซึ่งในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลนั้น ผู้ชนะการประมูลจะต้องสร้างโครงข่ายให้รองรับและเป็นไปตามมาตรฐาน 5G ทั้งในด้านความเร็ว ความหน่วง และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมากดังที่กล่าว นอกจากนั้นผู้ชนะโดยเฉพาะในคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz จะต้องสร้างโครงข่าย 5G ให้รองรับ 50% ของพื้นที่ใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะนำ 5G มารองรับ IoT ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งจะต้องส่งแผนการดำเนินการทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแผนการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล มาให้ทาง กสทช. เพื่อพิจารณาก่อน ซึ่งสำนักงาน กสทช. ต้องตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม 2 พ.ร.บ. ดังกล่าว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

นอกจากตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. แล้ว ในขณะเดียวกันสำนักงาน กสทช. ก็จะเร่งเดินหน้าตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานให้ผ่านมาตรฐานในระดับสากล และเร่งรัดจัดทำคู่มือหรือแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ “พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์” ย้ำว่าเพื่อให้การลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนและภาคองค์กรทุกส่วนต้องตระหนักถึงความจริงว่าความเสี่ยงของการใช้อุปกรณ์ IoT ดังนั้น องค์กรควรปฏิบัติตามแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามปกติอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์ IoT และการติดตั้ง โดยต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึงภัยดังกล่าว รวมทั้งต้องมีการจัดทำการทดสอบช่องโหว่ หรือ Penetration Test เป็นประจำทุกปี และต้องมีการทดสอบเข้มข้นมากขึ้นหากมีอุปกรณ์ IoT เข้ามาใช้ในองค์กร สำหรับประชาชนผู้ใช้งานควรต้องตระหนักด้วยการตั้งคำถามและหาคำตอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ เมื่อมีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อภายในบ้านหรือองค์กรของเรา เพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น

ในขณะเดียวกันภายในงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT นี้ยังได้รับเกียรติ จาก นิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที ให้เกียรติมาร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impacy of IoT” โดยมาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระบบห่วงโซ่ของ Internet of Things (IoT) ที่มีหลายมิติ และทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ และธุรกิจไทยอย่างแท้จริง พร้อมเผยถึงการเปิดระบบ 5G ในไทย ที่จะกลายเป็นเครือข่ายสำคัญที่ช่วยให้ภาคสังคม ธุรกิจ สามารถใช้ประโยชน์จาก IoT ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ธิบดี สุรัสวดี Head of Analytics Solutions, True Digital Group และ ฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ Chief Information Security Officer and Chief Data Officer จาก True Digital Group มาร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Data protection and security challenging in Iot” โดยให้ข้อมูลในด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) กับ ความมั่นคง (Security) ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพะในโลกของข้อมูล (Data) สิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอย่างแรก บทบาทที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่ของธุรกิจและสังคมในด้านข้อมูลคืออะไร รวมถึงบทบาทความสำคัญของ IoT ที่มีผลต่อการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัล

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/sm-iot-and-security/

กสทช. เร่งผลักดัน IoT เดินหน้าลดความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์

 

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ SM Magazine (เอสเอ็มแมกกาซีน) นิตยสารการตลาดชั้นนำ ร่วมกัน จัดงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์กับการใช้งาน IoT

 

ปัจจุบันนี้ การเชื่อมโยงของเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ  ตลอดจนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์ IoT (Internet of Thing) เข้ามาร่วมด้วย

ซึ่งถ้าไม่มีการวางระบบความปลอดภัยที่มากพอ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการคุกคามอย่างมาก ดังนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันตระหนักถึงภัยทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยควรเฝ้าระวัง และประเมินความเสี่ยง พร้อมสร้างยุทธศาสตร์รอบด้านเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจสร้าง

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมในการกำกับดูแล และพัฒนากิจการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ได้เร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริหารจัดการด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

NBTC

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า IoT หรือ Internet of Thing นั้นหมายถึง สรรพสิ่งหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ปัจจุบันมีการใช้งาน IoT อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่  Smart Device ของใช้ส่วนตัวของผู้บริโภค ไปจนถึงนำมาใช้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการ Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ โดยจากผลการสำรวจ Gartner พบว่าอุปกรณ์ IoT ทั่วโลกปัจจุบันมีมากกว่า 26 พันล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากเมื่อราว 4 ปีก่อนที่มีจำนวนอยู่ราว 6 พันล้านชิ้น ที่น่าสนใจคือ มีคาดการณ์ว่าเมื่อมีการใช้งาน 5G  จำนวนของอุปกรณ์ IoTจะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน

ทว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ IoT กำลังถูกคุกคามทางด้านไซเบอร์ในหลายรูปแบบ และจะมีมากยิ่งขึ้นตามจำนวน IoT ที่มากขึ้นในอนาคต  เช่น มีการโจมตีเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ล้ม หรือ ที่เรียกว่า Distributed Denial of Service หรือ DDoS ด้วยอุปกรณ์ IoT โดยตรง ที่เรียกว่า Mirai ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์ IoT เช่น CCTV, DVR หรือ Webcam โดยเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เป็น Botnet เพื่อใช้โจมตีแบบ DDoS ให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่ IoT นั้นเชื่อมต่อล้มสลาย

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้อุปกรณ์ IoT เป็นฐานในการโจมตี มีจำนวนมากกว่าการใช้ PC และมีอำนาจในการทำลายร้างที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าการใช้ PC แบบเดิม

ซึ่งในการกำกับดูแล IoT ยังคงเป็นปัญหาที่ยังมีการถกเถียงในหลายประเทศ โดยข้อดีของการกำกับดูแลอุปกรณ์ IoT ทุกชนิดก็เพื่อช่วยปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลถึงกฎระเบียบหรือข้อกำหนดที่หากมีมากเกินไปอาจยับยั้งการผลิตเชิงนวัตกรรมได้

รวมทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่บริษัทขนาดเล็กซึ่งอาจแข่งขันสู่บริษัทใหญ่ไม่ได้หากมีกฎเกณฑ์ที่มากเกินไป รวมทั้งหากมีการออกระเบียบหรือข้อกำหนดมาแล้ว หน่วยงานรัฐเองอาจขาดความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในหลายประเทศใช้แนวทางในการกำกับดูแลผู้ให้บริการโครงข่ายเป็นสำคัญ และได้มีการออกแนวทางสำหรับการใช้ IoT

ซึ่งสำหรับในประเทศไทยทางสำนักงาน กสทช. ได้วางมาตราการเข้มงวดในการกำกับดูแล และตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562  ดังนั้น จะเห็นได้จากการที่ กสทช.ผลักดันให้เกิดการประมูล 5G  ต้องการให้เกิด IoT อย่างเป็นรูปธรรมใช้งานได้แท้จริง

ซึ่งในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลนั้น ผู้ชนะการประมูลจะต้องสร้างโครงข่ายให้รองรับและเป็นไปตามมาตรฐาน 5G ทั้งในด้านความเร็ว ความหน่วง และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมากดังที่กล่าว นอกจากนั้นผู้ชนะโดยเฉพาะในคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz จะต้องสร้างโครงข่าย 5G ให้รองรับ 50% ของพื้นที่ใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะนำ 5G มารองรับ IoT ในภาคอุตสาหกรรม

รวมทั้งจะต้องส่งแผนการดำเนินการทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแผนการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล มาให้ทาง กสทช. เพื่อพิจารณาก่อน ซึ่งสำนักงาน กสทช. ต้องตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม 2 พ.ร.บ. ดังกล่าว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

นอกจากตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. แล้ว ในขณะเดียวกันสำนักงาน กสทช. ก็จะเร่งเดินหน้าตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานให้ผ่านมาตรฐานในระดับสากล และเร่งรัดจัดทำคู่มือหรือแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ “พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์”  ย้ำว่าเพื่อให้การลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์  ประชาชนและภาคองค์กรทุกส่วนต้องตระหนักถึงความจริงว่าความเสี่ยงของการใช้อุปกรณ์ IoT ดังนั้น องค์กรควรปฏิบัติตามแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามปกติอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์ IoT และการติดตั้ง โดยต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึงภัยดังกล่าว

รวมทั้งต้องมีการจัดทำการทดสอบช่องโหว่ หรือ Penetration Test เป็นประจำทุกปี และต้องมีการทดสอบเข้มข้นมากขึ้นหากมีอุปกรณ์ IoT เข้ามาใช้ในองค์กร สำหรับประชาชนผู้ใช้งานควรต้องตระหนักด้วยการตั้งคำถามและหาคำตอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ เมื่อมีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อภายในบ้านหรือองค์กรของเรา เพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น

ในขณะเดียวกันภายในงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT นี้ยังได้รับเกียรติ จาก นิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที ให้เกียรติมาร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impacy of IoT” โดยมาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระบบห่วงโซ่ของ Internet of Things (IoT)  ที่มีหลายมิติ และทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ และธุรกิจไทยอย่างแท้จริง พร้อมเผยถึงการเปิดระบบ 5G ในไทย ที่จะกลายเป็นเครือข่ายสำคัญที่ช่วยให้ภาคสังคม ธุรกิจ สามารถใช้ประโยชน์จาก  IoT ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก  ธิบดี สุรัสวดี Head of Analytics Solutions, True Digital Group  และ ฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ  Chief Information Security Officer and Chief Data Officer จาก True Digital Group มาร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Data protection and security challenging in Iot”

โดยให้ข้อมูลในด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) กับ ความมั่นคง (Security) ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพะในโลกของข้อมูล (Data) สิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอย่างแรก บทบาทที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่ของธุรกิจและสังคมในด้านข้อมูลคืออะไร รวมถึงบทบาทความสำคัญของ IoT  ที่มีผลต่อการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัล

 

from:http://mobileocta.com/nbtc-urges-iot-to-reduce-cyber-threat/

Xiaomi เปิดตัวแอร์ SmartMi Full DC Inverter มี AI ควบคุมอุณหภูมิ สั่งงานผ่านแอปได้ ราคาเริ่มต้นราว 10,000 บาท

หลังจากที่ Xiaomi ได้ประสบความสำเร็จในเครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะเจ้า Mi Air Purifiers ที่ขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า คราวนี้อัปเกรดมาอีกขั้นเป็นแอร์ติดบ้าน ชื่อ SmartMi Full DC ใช้ระบบ Inverter ที่ประหยัดไฟสุดๆ พร้อมกับมีระบบ AI ที่คอยควบคุมอุณหภูมิและสามารถสั่งงานผ่านแอป MiSmart Air ได้ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2299 หยวน หรือประมาณ 10,000 บาท

สำหรับแอร์ SmartMi Full DC Inverter ของทาง Xiaomi นั้นได้ผู้เชี่ยวชาญจาก HITACHI และ Panasonic มาช่วยในการผลิต โดยดีไซน์ตัวเครื่องออกแบบมาเรียบหรู บอดี้เครื่องเป็นสีขาวดูทันสมัย ในเบื้องต้นตัวแอร์จะมีสเปคต่างๆ ดังนี้

  • กินไฟสูงสุด 3500W เมื่อทำความเย็น / ทำความร้อนกินไฟสูงสุด 4500W
  • เหมาะกับใช้ห้องขนาดพื้นที่ 23 ตร.ม
  • ปล่อยลมความแรงได้สูงสุด  700 m3/h
  • ทำงานเสียงดังสูงสุดแค่ 21 เดซิเบล
  • มี AI คอยควบคุมอุณหภูมิ และสามารถสั่งงานผ่านแอป MiSmart Air ได้

นอกจากนี้เจ้า SmartMi Full DC Inverter ยังผ่านมาตรฐานการใช้พลังงานรายปี หรือ APF โดยได้ค่าอยู่เฉลี่ยที่ 4.65 จากที่รัฐบาลจีนกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 4.5 โดยทาง Xiaomi เองก็ได้เคลมว่าแอร์รุ่นนี้ประหยัดไฟกว่าแอร์รุ่นอื่นของคู่แข่งกว่า 20% อีกด้วย

ราคาวางจำหน่าย SmartMi Full DC Inverter จะมี 2 รุ่น

  • ขนาด 12,000 BTU ราคา 2,299 หยวน (ประมาณ 10,000 บาท)
  • ขนาด 18,000 BTU ราคา 2,699 หยวน (ประมาณ 12,000 บาท)

บอกเลยครับถ้าขายราคานี้จริง ถือว่าถูกมาก ตก BTU ละไม่ถึงบาท แถมยังได้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่ตลาดปกติไม่ค่อยมีกัน โดยเฉพาะการควบคุมผ่านแอปที่เป็นเหมือนอุปกรณ์ IoT แบบเวลาเรากำลังจะกลับบ้าน ก็สามารถกดสั่งผ่านมือถือให้เครื่องทำงานได้เลย สะดวกสุดๆ ส่วน Xiaomi ประเทศไทยจะนำเข้ามาขายในไทยหรือไม่ ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

ที่มา : xiaomi-mi, gizmochina

from:https://droidsans.com/xiaomi-smartmi-full-dc-inverter/

7 แนวโน้มด้าน Networking ที่เราน่าจะได้เห็นในปี 2020 นี้

มาดูกันถึง 7 สุดยอดกระแสด้านเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมเน็ตเวิร์กที่เราควรจะได้เห็นในปีใหม่นี้ ซึ่งปี 2020 ถือเป็นปีที่ค่อนข้างวุ่นวายมากปีหนึ่งสำหรับทีมงานด้านไอทีและเน็ตเวิร์ก

โดยนอกจากการวางระบบ SD-WAN และการอัพเกรดเป็น Wi-Fi 6 ทั่วทั้งองค์กรแล้ว ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าเราค่อนข้างเชื่องช้ากับการติดตั้งและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่ในปี 2020 นี้จะมีทีมงานด้านเน็ตเวิร์กจำนวนมากที่ได้รับมอบหมายให้ติดตั้งแพลตฟอร์ม

เครื่องมือ และระบบชั้นสูงต่างๆ ที่จะผลักดันให้เน็ตเวิร์กยุคเก่าก้าวสู่อนาคต ดังนั้นเราจะมาชี้ให้เห็นถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ฝ่ายไอทีของคุณควรวางแผนดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากมุมมองของผู้บริหารที่มักจะมอบหมาย

ให้ทีมงานด้านเน็ตเวิร์กสร้างเครือข่ายที่รองรับบริการใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว สร้างการประหยัดเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และขยายขอบเขตของเครือข่ายองค์กรให้ทั่วถึง ซึ่งการแปลงกระบวนการทำงานเดิม

ที่เคยทำด้วยตัวเองให้เป็นแบบอัตโนมัตินั้นจะยิ่งผลักดันความต้องการความเร็วของเครือข่าย และบริการใหม่ๆ อย่างรวดเร็วมากขึ้นไปอีก โดยหลายเทคโนโลยีจะถูกติดตั้งลงในเครือข่าย LAN/WAN ขณะที่บางเทคโนโลยี

อาจไปติดตั้งบนคลาวด์หรือใช้บริการจากผู้ให้บริการเป็นหลัก เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสามารถการมองเห็น ความเร็วในการวางระบบ และเร่งประสิทธิภาพการทำงานไปสู่ยุคทศวรรษใหม่ โดยเราจะได้เห็นสุดยอด 7 เทคโนโลยีด้านเน็ตเวิร์กดังนี้

1. Network Automation

ความต้องการติดตั้งบริการผ่านเครือข่ายอย่างรวดเร็วนั้นได้ก้าวนำหน้าความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการทีมงานด้านเครือข่ายไปแล้ว ดังนั้นทูลด้านการจัดการเครือข่ายอัตโนมัติจะเข้ามาช่วยทุกคนในจุดนี้

2. 5G สำหรับเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานสาขา

5G นั้นมักถูกมองจากด้านการเชื่อมต่ออุปรณ์พกพาเป็นหลัก ขณะที่เทคโนโลยีไร้สายใหม่ที่สำคัญนี้จะเข้ามายกระดับการทำงานขององค์กรได้มากจากมุมของสำนักงานสาขา โดยเราจะได้เห็นผู้ให้บริการผสาน 5G เข้ากับเกตเวย์ของสำนักงานสาขามากขึ้น

3. การแบ่งส่วนเครือข่ายและตรวจสอบเครือข่าย IoT

IoT ได้เติบโตมาจนเห็นการใช้งานจริงอย่างชัดเจนในปี 2020 นี้ แต่ด้วยความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ทำให้การแบ่งส่วนกลุ่มอุปกรณ์ IoT แบบเวอร์ช่วลแยกออกจากส่วนที่เหลือของเน็ตเวิร์กกลายเป็นงานใหญ่

4. การทำให้ส่วนใช้งานปลายทางของอินเทอร์เน็ตเรียบง่ายขึ้น

ขณะที่องค์กรทั้งหลายต่างย้ายแอพพลิเคชั่น ข้อมูล และบริการของตัวเองขึ้นไปยังพับลิกคลาวด์มากขึ้นนั้น หลายคนต่างพบว่าแทบไม่มีเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเลย ทำให้ Edge ของอินเทอร์เน็ตซับซ้อนมากขึ้น

5. การวิเคราะห์เครือข่าย

ความก้าวหน้าในเรื่องบิ๊กดาต้าและ AI มาถึงจุดที่ทั้งคู่สามารถนำมาใช้แสดงข้อมูลสถานะประสิทธิภาพเครือข่ายได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยบางองค์กรได้นำร่องในการใช้ทูลอย่าง Network Analytic (NA) ในระบบของตัวเองแล้ว

6. การจัดการโพลิซีให้เป็นหนึ่งเดียว ที่ครอบคลุมเครือข่ายทั้งไฮบริดจ์และมัลติคลาวด์

หนึ่งในเรื่องที่น่าปวดหัวมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากมุมมองของชาวเน็ตเวิร์กคือ การที่จำเป็นต้องสร้างและดูแลโพลิซีด้านความปลอดภัยเน็ตเวิร์กให้เป็นหนึ่งเดียวกันอยู่เสมอทั่วทั้งทุกคลาวด์ที่ใช้งาน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ของคลาวด์

ทั้งแบบพับลิกและไพรเวทต่างใช้อุปกรณ์เครือข่ายแตกต่างกัน ขั้นตอนการตั้งค่าเครือข่ายเพื่อสร้างโพลิซีจึงแตกต่างกันมาก ด้วยการย้ายธุรกิจจากสถาปัตยกรรมแบบไฮบริดจ์คลาวด์ไปยังมัลติคลาวด์ การดูแลเครือข่ายให้เป็นหนึ่งเดียวยิ่งลำบากขึ้นหลายเท่า

7. การประมวลผลแบบ Edge ที่เข้ามาสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ

Edge Computing เป็นแนวคิดของการนำเรื่องการประมวลผลและข้อมูลมาอยู่ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้นเมื่อเทียบกับคลาวด์คอมพิวติงแบบเดิม ซึ่งจะให้ประโยชน์ในการลดค่าใช้จ่ายด้านแบนด์วิธเป็นอย่างมาก และลด Latency ได้ไปพร้อมกัน

 

ที่มา: Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/7-network-trends-you-can-expect-in-2020/

Samsung เปิดตัว Ballie หุ่นยนต์กลมกลิ้งวิ่งตามได้, สั่งงาน Smart Device ได้, จำใบหน้าคน และสัตว์เลี้ยงได้

ใครที่กำลังเหงาๆ อยู่ ต้องโดนแล้วกับหุ่นยนต์ Ballie สุดแสนน่ารักจาก Samsung ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน CES 2020 โดยหุ่นยนต์ตัวนี้จะเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน และมีความสามารถหลากหลายทั้งเป็นหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยติดกล้อง, เป็นเพื่อนเล่น, ดูแลจัดการอุปกรณ์ IoT ต่างๆ ภายในบ้าน ฯลฯ แถมยังจดจำใบหน้าเจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย

การทำงานของเจ้าตัวหุ่น Ballie ที่เอามาสาธิตโชว์ในงาน CES 2020 จะเห็นว่า Ballie รู้จักชื่อตัวเอง เรียกแล้วเดิน (กลิ้ง) เข้ามาหาได้ และสามารถเดินติดตาม CEO คิม ไปมาบนเวทีได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด โดยใช้ความสามารถของกล้องและเซนเซอร์ในการติดตามการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ

และจากในคลิปข้างบนเจ้าตัว Ballie ดูแล้วอารมณ์จะเหมือนเป็นหุ่นยนต์กล้องวงจรปิดภายในบ้านที่เคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง เป็นมิตรกับทั้งเด็กและสัตว์เลี้ยงไม่มีพิษภัยอะไร พร้อมกับสามารถสั่งงานอุปกรณ์ IoT ต่างๆ ได้หากเจอสิ่งผิดปกติ ตัวอย่างสถานการณ์จากคลิปคือ หมาทำของตกเกลื่อนบ้าน เจ้า Ballie ก็สั่งให้เครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดซะเลย เสมือนเป็นพ่อบ้านแม่บ้านคอยดูแลความเรียบร้อยเมื่อเราไม่อยู่ (แต่ในชีวิตจริงกลัวจะโดนสุนัขที่บ้านฟัดพังก่อน)

นอกจากนี้ Ballie ยังสามารถเปล่งเสียง “บีบ บี้บ..” ออกมาได้คล้ายกับหุ่นยนต์ BB-8 ในหนังเรื่อง StarWar อีกด้วย ดูน่ารักไม่น้อยเลยทีเดียว โดยทาง Samsung จะมีวางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 5 สีคือ สีฟ้า, เขียว, เหลือง, ส้ม และม่วง ส่วนราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ ทีมงานเห็นแล้วอยากได้มาใช้งานสักเครื่องจริงๆ

from:https://droidsans.com/samsung-ballie-robot-ai-assistant-ces-2020/

Gadget คุณแม่บ้าน! เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ Whirlpool ช่วยให้มั่นใจว่าอาหารของคุณจะสุกอย่างเหมาะสม

เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ Whirlpool อุปกรณ์สำหรับคนรักการทำอาหาร แต่ยังไม่มั่นใจในประสบการณ์นึ่งย่างของตัวเอง หากต้องการจะให้แน่ใจว่าอาหารทุกจานของคุณ “สุก” อย่างเหมาะสม ทาง Yummly และแบรนด์ Whirlpool เขาขอแนะนำอุปกรณ์เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ ที่ใช้เทคนิคการวัดอุณหภูมิสองทาง โดยวัดทั้งอุณภูมิเตาอบและอุณหภูมิอาหารของคุณ และจะแจ้งให้คุณทราบผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เมื่อถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม คุณไม่ต้องควรตรวจหรือห่วงการไก่อบปลาอบของคุณ และรอจะเช็คเป็นระยะ แต่จะทราบทันทีที่มันพร้อมกินครับ

นี่ไม่ใช่ยังไม่ใช่ที่สุดของปลายทางที่มันจะพัฒนาไปได้ครับ เพราะมันจะฉลาดขึ้นไปอีกในอนาคต การอัปเดตความสามารถเพิ่มเติมที่คาดว่าจะมาในช่วงปลายปีนี้ คือ เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ Whirlpool จะทำงานรวมกับเตาอบที่รองรับกันได้ด้วย เพิ่มการทำงานแบบอัตโนมัติที่เราสามารถปล่อยให้เตาอบปรับอุณหภูมิตามขั้นตอนของมันเองได้ตามสูตรอาหารที่กำหนดไว้ เราไม่ต้องคอยคำนึงถึงการควบคุมไฟในขณะที่รอกินอาหารหรือกำลังทำงานอย่างอื่นอยู่

เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ Whirlpool จะเริ่มจัดจำหน่ายต้นปี 2020 ในราคา $ 129 หรือประมาณ 3,900 บาทครับ

อุปกรณ์อัจฉริยะแบบนี่ นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวันครับ มีในทุกวงการและทุกสไตล์ในชีวิตประจำวัน มันจะมีออกมาอีกมากมายครับ ตามกันให้ทันนะครับ ^^

ข่าว: Gadget คุณแม่บ้าน! เทอร์โมมิเตอร์อัจฉริยะ Whirlpool ช่วยให้มั่นใจว่าอาหารของคุณจะสุกอย่างเหมาะสม มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/01/05/gadget-whirlpool-smart-thermometer.html

ปี 2020 ผู้ไม่หวังดีจะจ้องโจมตีเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามากขึ้น

แม้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าจะไม่ใช่กรณีที่พบจากการใช้ IoT ทั่วไปแต่เทคโนโลยีดังกล่าวก็มักมีรูปแบบพื้นฐานเหมือนกับการประยุกต์ใช้ IoT อื่นๆ ที่มีเซ็นเซอร์เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กเพื่อรวบรวมข้อมูลจากโลกทางกายภาพ

จากนั้นจึงนำมาแปลงเป็นรูปแบบดิจิตอลเพื่อวิเคราะห์สำหรับตอบสนองต่อไป ซึ่งกรณีนี้จะเป็นกล้อง IP ที่คอยสแกนหน้าตาของแต่ละคน แล้วตรวจสอบลักษณะเทียบกับฐานข้อมูลของใบหน้าที่รู้จัก ซึ่งถ้าพบอาชญากรโผล่ขึ้นในสนามบิน

ระบบจดจำใบหน้าก็สามารถแจ้งเตือนฝ่ายบังคับใช้กฎหมายได้อัตโนมัติ ด้วยตัวอย่างนี้ทำให้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้งานกับระบบควบคุมการเข้าถึงที่นอกเหนือจากการใช้ไบโอเม็ตตริกซ์แล้ว

แต่สิ่งเหล่านี้เองทำให้อาชญากรเริ่มจ้องที่จะเล่นงาน หรือปิดกั้นระบบนี้ โดยพบการพัฒนาระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง ที่สามารถต่อกรกับกลไกการจดจำใบหน้าหรือแม้แต่การจดจำภาพอย่างเช่นป้ายจราจร อยากงานวิจัยล่าสุดที่คิดค้นลายพรินท์บนเสื้อเชิ้ตที่ช่วยหลบการตรวจจับกล้องวงจรปิดได้ เป็นต้น

ที่มา : IoTworldToday

from:https://www.enterpriseitpro.net/black-hats-begin-to-target-facial-recognition-technology/