คลังเก็บป้ายกำกับ: IOT

ซิสโก้มองไกล ! ลงทุนในบริษัท IoT ด้านเกษตรของออสเตรเลีย

บริษัท IoT ด้านการเกษตรสัญชาติออสเตรเลียชื่อ “Titan Class” เพิ่งได้รับเงินลงทุนที่ไม่เปิดเผยจำนวนจากทางซิสโก้ เพื่อร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีภาคการเกษตร โดยทั้งซิสโก้และ Titan Class ได้สร้างแพลตฟอร์มช่วยตัดสินใจโดยใช้ IoT

ซึ่งระบบที่ช่วยเกษตรกรนี้มีชื่อว่า eXtensible Decision Platform เป็นทูลคิตไมโครเซอร์วิสแบบโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาเป็นพิเศษสำหรับบริการ IoT เปิดให้เกษตรกรสามารถใช้เซ็นเซอร์เป็นพันตัวได้โดยไม่มีข้อจำกัด

ทั้งนี้ทางซิสโก้ให้สัมภาษณ์ว่า เซ็นเซอร์เหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบบนฟาร์มทดลองแล้วว่าสามารถสื่อสารได้อย่างมีเสถียรภาพเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรจากหอคอยสื่อสารอย่างง่ายกลางฟาร์ม และแต่ละเซ็นเซอร์ใช้แบตเตอรี่ราคาย่อมเยาที่ให้พลังงานได้นานหลายปี

ด้านการเกษตรนี้เป็นอีกด้านที่มีศักยภาพในการพัฒนามากมาย มีนักวิจัยพัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยที่ซิสโก้ร่วมมือด้วยได้จัดตั้งตำแหน่งใหม่ในชื่อ Cisco Chair of the IoT ด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-extensible-decision-platform/

รีวิว blurams Home Pro ราคาถูกแต่ฉลาด กล้องวงจรปิด Wi-Fi ที่มีระบบจดจำใบหน้าคนเดินผ่านได้

blurams Smart Home Camera รุ่น Home Pro แม้จะชื่อรุ่นว่า โฮม แต่จริงๆ ก็เป็นกล้องวงจรปิดที่สามารถนำไปใช้งานได้หมดนะครับ ทั้งบ้าน ในร้านค้า ในโรงรถ โกดังเก็บของ ที่ใดๆ มันก็สามารถทำงานได้ แต่เพียงมีสัญญาณอินเตอร์ Wi-Fi ของเราอยู่ในพื้นที่เท่านั้นเอง




blurams Home Pro เป็นกล้องวงจรปิด FullHD ชนิดใช้สัญญาณ Wi-Fi (2.4G เท่านั้น) ไม่ต้องเดินสาย แค่เสียบปลั๊กใส่ MicroSD card และเชื่อมต่อ Wi-Fi ไว้ก็พร้อมใช้งานในทันที

ตัวอุปกรณ์มีขนาดเล็กครับ เบา ภายในกล่องมีตัวกล่อง ปลั๊กไฟแบบ USB และขายึดสกรูกับฝาผนังมาให้ ตัวกล้องหักมุมได้ 90 องศา




ความสามารถพื้นญานของ blurams Home Pro ก็จะเหมือนกับกล้องวงจรปิดแบบใช้อินเตอร์เน็ตทั่วไปครับ สามารถดูและบันทึกภาพจากกล้องได้แบบเรียลไทม์ ดูได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่นบนระบบสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Adroid สามารถเก็บภาพลักษณะกล้องมุมกว้าง 131 องศา

เป็นกล้องรักษาความปลอดภัยที่มีฟังก์ชั่นครบครับ มีทั้งระบบการแจ้งเตือนจากการจับการเคลื่อนไหว, สามารถตรวจจับเสียง  มีโหมดภาพกลางคืนที่คมชัดมาก กล้องจะปรับเป็นกล้องขาวดำที่รักษาสมดุลแสงได้ดีมากๆ เทียบกับเจ้าอื่นที่ราคาใกล้กันแล้วภาพดูดีกว่าเยอะเลยครับ

ภาพห้องมืดของ blurams

ตัวกล้องสามารถพุชการแจ้งเตือนสิ่งที่มันตรวจจับเจอะมายังสมาร์ทโฟนของเราได้ทันที และที่สำคัญ เจ้า blurams Home Pro เป็นกล้องวงจรปิดแบบ Audio 2-Way หรือระบบที่สามารถรับเสียงจากกล้องมายังสมาร์ทโฟน และส่งเสียงจากสมาร์ทโฟนไปยังกล้องได้ครับ ฉะนั้นจึงสามารถใช้เป็นช่องการสื่อสารแบบอินเตอร์คอมพ์ หรือสนทนากับคนที่อยู่ในพื้นที่ได้เมื่อยามจำเป็น

ที่ผมบอกไปแม้จะครบครันแต่ก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างพื้นฐานครับ มีให้กันอยู่แล้วในตลาด แต่สิ่งที่เจ้า blurams Home Pro เหนือกว่าตัวอื่นๆ ในตลาดทั่วๆ ไป มันคือความสามารถต่อจากนี้

blurams Home Pro มีระบบจดจำใบหน้าผู้ที่เดินผ่านเข้ามาในรัศมีกล้องได้ครับ มันสามารถตรวจจับใบหน้ามนุษย์ และเทียบเคียงความใกล้เคียงด้วย AI ทำให้มันสามารถระบุแยกคนที่เดินผ่านเข้าออกเอาไว้ได้เป็นรายบุคคล

และเมื่อกล้องสามารถแยกแยะบุคคลว่าใครเป็นใครได้แล้ว ความสามารถพิเศษอื่นๆ ก็จะตาม

  • การระบุบุคคลว่าเป็นใคร เราสามารถตั้งค่าไว้ได้จากใบหน้าที่กล้องตรวจพบ และกำหนดไว้ว่าเป็นใคร แยกกลุ่มคนได้เช่น ครอบครัว เพื่อนรวมงาน คนในพื้นที่ หรือบุคคลอันตราย
  • ย้อนดูเหตุการณ์ได้เป็นรายบุคคล โดยตัวกล้องจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตรวจพบใคร ในวันไหน และช่วงเวลาไหนบ้าง
  • แยกการแจ้งเตือนเมื่อพบบุคคลเข้ามาในพื้นที่ เช่นคนในครอบครัวกลับมาบ้านแล้วให้แจ้งเตือน หรือมีคนแปลกหน้าที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเข้ามาในพื้นที่ก็ให้แจ้งเตือน



ความสามารถพื้นฐานที่ค่อนข้างครบ และความสามารถที่พิเศษมากกว่าใครในเรื่องของการตรวจจับใบหน้าได้ ทำให้กล้อง blurams Home Pro ถือว่ามีดีเกินค่าตัวครับ เพราะราคาขายมันแค่พันเดียวเท่านั้นเอง

แต่ความสามารถของ blurams Home Pro ยังมีเพิ่มเติมอีกมากในแอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งาน blurams Smart Home Camera ครับ




โดยตัวแอพของ blurams จะเป็นตัวหลักในการอัพเดทเฟิร์มแวร์ กำหนดตั้งค่าและควบคุมการทำงานของตัวกล้อง ใช้ระบุชื่อและใบหน้าของบุคคลที่ค้นพบ โดยภายในแอพเราจะสามารถดูเหตุการณ์ย้อนหลังจากตัวกล้องได้เป็นรายวัน และจะแยกแยะเหตุการณ์เอาไว้ชัดเจนว่าตรวจจับเจออะไร หรือเจอใคร ตั้งค่าการแจ้งเตือนได้ว่าต้องการให้เตือนอะไรบ้าง เช่นตรวจพบความเคลื่อนไหว ตรวจพบเสียง ตรวจพบใบหน้าบุคคลแปลกๆ หรือตรวจพบใบหน้าบุคคลในครอบครัว

รวมถึงการกำหนดความถี่ในการแจ้งเตือนจากกล้องในกรณีตรวจพบเหตุการณ์เดียวกันในระยะเวลาติดกัน เพื่อลดการรบกวน หรือกำหนดช่วงเวลาในการทำงานของระบบแจ้งเตือนเอาไว้ล่วงหน้า



สามารถตั้งค่าการบันทึกวีดีโอได้ ซึ่งอันนี้พิเศษครับ เพราะ blurams Home Pro มีฟังก์ชั่นการบันทึกแบบพิเศษ คือให้กล้องตรวจจับเจอเหตุการณ์หรือการเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างก่อนค่อยบันทึก เป็นระบบอัตโนมัติที่ช่วยประหยัดพื่นที่จัดเก็บได้มากเลยครับ และไฟล์ที่ได้ก็จะแยกเป็นเหตุการณ์ๆ ไว้ ว่าบันทึกไว้เพราะอะไรครับ

ปกติกล้องจะเก็บภาพลักษณะกล้องมุมกว้าง 131 องศา และยังมีโหมดปรับลดความบิดเบือนของภาพจากเลนส์ Fisheye ให้เป็นภาพมุมกว้างสมส่วนตามปกติได้


อีกทั้งยังสามารถกำหนดพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นได้จากพื้นที่มองเห็นของตัวกล้อง เราสามารถทำฉากสีบังเอาไว้ เช่นในกรณีเป็นหน้าจอ PC ส่วนตัวทีไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราทำอะไรอยู่เป็นต้นครับ



ซึ่งทาง blurams เขาก็มีบริการคลาวด์สโตร์สำหรับการจัดเก็บวีดีโอบันทึกไว้ให้เราแบบเป็นรายเดือน/รายปีด้วยนะครับ ในกรณีเราค่อนข้างซีเรียสกับระบบความปลอดภัยในพื้นที่ ถ้ากลัวว่ากล้องวงจรปิดของเราและตัวจัดเก็บข้อมูลจะหายไป ก็ใช้บริการของเขาได้ครับ จะมีทั้งบริการแบบจัดเก็บย้อนหลังให้ 7 วัน และจัดเก็บย้อนหลังให้ 30 วัน แม้ MicroSD การ์ดหายไป การ์ดชำรุด หรือมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวกล้อง เราก็ยังสามารถดูภาพเหตุการณ์ได้จากบริการคลาวด์สโตร์ของ blurams แต่ก็จะมีค่าบริการเพิ่มเติม ซึ่งตอนที่ผมกำลังทำรีวิวอยู่นี่ อยู่ในช่วงเทศกาล Black fridays มีราคาค่าบริการแบบตลอดชีพออกมาด้วย ประมาณสามพันกว่าบาทเท่านั้นเอง ^^ ถ้าใครไม่ทันก็รอโปรโมชั่นในเทศกาลต่อๆ ไปนะครับ มีมาแน่ๆ

แต่ในเบื้องต้น ทาง Blurams มอบสมาชิกใช้งานให้ฟรี 1 เดือนเป็นการทดลองใช้ครับ




ประสิทธิภาพการใช้งาน

รู้จักฟังก์ชั่นการใช้งานมันไปกันแล้วใช่มั้ยครับ เยอะมาก มีอะไรหลายๆ อย่างที่เหนือกว่ากล้องตัวอื่นในตลาด และก็ขอปิดท้ายรีวิวนี้ด้วยประสิทธิภาพการทำงานของมันกันนะครับ

ก่อนอื่นเลยต้องขอชมกล้อง blurams Home Pro กับแอพพลิเคชั่นของมัน เพราะส่วนใหญ่ผมจะเจอปัญหาการเข้าใชงานกล้องได้ช้าเมื่อทำการเชื่อมต่อระยะไกล แต่สำหรับ blurams Home Pro เข้าถึงภาพจากกล้องได้ไวมาก แทบจะกดแล้วก็มาเลย

ภาพจากกล้องคมชัดดี ทั้งกลางวันและกลางคืน ระบบตัวแอพก็ทำมาได้ครอบคลุมครับ ซอฟท์แวร์นิ่ง ใช้งานจะครบเดือนยังไม่เจอปัญหาค้าง ช้า แลค รวน ใดๆ เลย

ข้อเสียที่พบก็คงเป็นการเชื่อมต่อสัญญาณ WIFi ครั้งแรกของกล้อง ทำมายุ่งยากตรงต้องใส่ชื่อ SSID ของ WiFi ด้วยตัวเราเอง

และระบบจดจำใบหน้าจะมีความแม่นยำเมื่ออยู่ในระยะประมาณไม่เกิน 1.5 เมตรจากกล้อง มุมองศาประมาณ 30องศาจากหน้าเลนส์ ถ้ายิ่งวางกล้องไกลหรือเอียงสูงต่ำมากไป โอกาสจำคนไม่ได้ก็ยิ่งสูง แต่ไม่ว่ายังไงกล้องก็ยังตรวจพบเสมอครับว่ามีคนเข้ามาในพื้นที่ แต่แค่จะแยกบุคคลได้ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นใคร ซึ่งในจุดนี้ตัวแอพก็มีทำทางแก้ไขไว้ให้เราแล้ว โดยเราสามารถรวมใบหน้าที่เป็นคนเดียวกันเข้าไป เพื่อเป็นการสอนกล้องให้รู้ว่านี่คือคนเดียวกันไปในตัวครับ



สุดท้ายคือความพร้อมในอนาคตที่แอบเสียดาย วันที่ผมรีวิว blurams Home Pro ยังไม่รองรับกับการใช้งานร่วมกับ Google Home ครับ ขึ้นข้อมูลว่ากำลังพัฒนาอยู่ จะรองรับแค่เพียง Amazon Alexa เท่านั้นแต่ผมไม่มี ถ้ารองรับการใช้งานร่วมกับ Google Home ด้วยแล้ว จะยิ่งน่าใช้มากๆ ^^

สรุปท้ายรีวิว

ระบบดี ฉลาด ใช้ง่าย ราคาไม่แพงครับ ติดตั้งไว้ในบ้านในร้านค้า เอาไว้ดูแลความปลอดภัยหรือแม้แต่เอาไว้ดูแลบุตรหลายและญาติผู้ใหญ่ ประยุกต์ใช้ได้เยอะครับ

ข่าว: รีวิว blurams Home Pro ราคาถูกแต่ฉลาด กล้องวงจรปิด Wi-Fi ที่มีระบบจดจำใบหน้าคนเดินผ่านได้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/12/04/blurams-smart-home-camera-home-pro-wifi-cam-review.html

อุดรฯ วางแผน 6 โครงการ มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ “Udoncity Creative Community”

อันนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวดีของชาวอุดรธานีจริงๆ เมื่อทางเทศบาลนครอุดรธานี ได้วางแผนแม่บทในการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทศบาลนครอุดรธานี ระยะเวลา พ.ศ.2562 – พ.ศ.2565 โดยจะพัฒนาเทศบาลนครอุดรธานี ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้แนวคิด Udoncity Creative Community ชุมชมสร้างสรรค์กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบด้วยแผนที่จะพัฒนาด้วยกัน ดังนี้

1.ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ (Planetarium Edutainment Discovery Space : PED Space) จะเป็นศูนย์ที่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ หรืออาจจะเรียนกว่าเป็น ท้องฟ้าจำลองเทศบาลนครอุดรธานี ก็ว่าได้

2.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovative Learning Center)
ส่งเสริมการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับเยาวชน ประชาชน และบุคลากรเทศบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและต่อยอดสู่การนำไปสร้างมูลค่าเป็นธุรกิจ ยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มุ่งพัฒนาทักษะความสามารถ (Skill Set) ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วนให้สามารถพร้อมต่อการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เสริมศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่

3.แหล่งเรียนรู้ของนักสร้างนวัตกรรม (Market Space)
สถานที่ที่ผู้คนซึ่งมีความสนใจเดียวกัน เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือทำโครงงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมและเหมาะสมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับนักสร้าง (Maker) หรือนักนวัตกรรม (Innovator) ที่ต้องการจะมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการแหล่งความรู้ สื่อ หนังสือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่มีราคาสูง กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนานักสร้าง

4.พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) เพื่อส่งเสริมอุดรเมืองศูนย์กลาง
จะเป็นศูนย์กลาง Start-Up ที่มีศักยภาพ ในระดับสากล พร้อมเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันที่มีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมในการบ่มเพาะศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ และเป็นชุมชนย่อม ๆ อีกทั้งยังจะสร้างบรรยากาศการลงทุน และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ทั้งผู้ประกอบการ และเยาวชนที่มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตให้พร้อมต่อการเป็น “ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล”

5.E-Sport Stadium พื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลด้าน E-Sport
เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ด้าน e-Sports ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่สนใจด้านเกม ได้พัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณค่าด้วยการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้ อาทิ อาชีพนักพัฒนาเกม (Game Developer) นักกีฬา e-Sports สตรีมเมอร์ ผู้จัดการแข่งขัน นักพากย์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของอุตสาหกรรมเกมต่อสังคมไทย

6.ศูนย์ปฏิบัติการเมืองอัจฉริยะ (Smart City Operation Center)
เป็นศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลกลางของเมืองอัจฉริยะ และควบคุมสั่งการเมืองแบบบูรณาการ ใช้งานที่ครอบคลุมการจัดการสารสนเทศ และการควบคุมสั่งการการจราจรและความปลอดภัยในเขตเมือง ควบคุมสั่งการและประสานการดำเนินงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ติดตามสถานะ การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบัน

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/udoncity-creative-community/

มิติใหม่แห่งการนอน…Xiaomi เปิดตัว 8H Milan Smart Electric Bed ที่นอนอัจฉริยะปรับองศาได้ตามต้องการด้วยคำสั่งเสียง

ช่วงหลังมานี้จะเห็นว่า Xiaomi เริ่มรุกตลาดอุปกรณ์ล้ำๆ เทพๆ เพิ่มขึ้น อย่างเร็วๆ นี้ก็มีทั้งไม้แคะหูอัจฉริยะ, ที่ตากผ้าเช็ดตัว, E-Reader และล่าสุดก็ได้เปิดตัวที่นอนอัจฉริยะออกมาอีก (จะล้ำไปถึงไหน) ในชื่อ 8H Milan Smart Electric Bed ซึ่งเป็นเตียงไฟฟ้าที่สามารถปรับองศาได้หลากหลายแบบตามที่เราต้องการด้วยการกดปุ่ม หรือว่าจะสั่งงานด้วยเสียงก็ยังได้

8H Milan Smart Electric Bed มองถายนอกก็เป็นแค่ที่นอนนิ่มๆ ธรรมดาๆ แต่ข้างในจะมีมอเตอร์ซ่อนอยู่ 2 ตัว สำหรับปรับระดับบริเวณหัวที่นอน และปลายที่นอน โดยตรงหัวสามารถปรับองศาได้สูงสุดที่ 60° และตรงปลายปรับได้ 30° เพื่อให้เหมาะกับการนอนของเราในขณะนั้น ประมาณว่าถ้าอยากนอนเล่นมือถือ ก็ดันส่วนหัวของที่นอนให้งอขึ้นมาเหมือนกับโซฟาได้ โดยไม่ต้องใช้หมอนมารองเพิ่ม หรือพอจะนอนก็ปรับให้มันราบลงไปเหมือนเดิม

การปรับองศาของที่นอนนี้ เราสามารถตั้งค่าได้เองตามใจชอบ แต่มันก็จะมีรูปแบบที่ตั้งเอาไว้ให้เลือกใช้ได้ง่ายๆ อยู่ 5 โหมด เช่น โหมดแบนราบปกติ, โหมดป้องกันการนอนกรน, โหมดอ่านหนังสือ, โหมดดูทีวี และโหมด Zero Gravity (อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นยังไงเหมือนกัน) ซึ่งการตั้งค่าดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยการกดปุ่มจากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ หรือจะสั่งงานผ่านแอป Mijia ที่เชื่อมต่อกับมือถือเพื่อสั่งการด้วยเสียงแบบล้ำๆ ไปเลยก็เท่ดีเหมือนกัน

ที่นอน 8H Milan Smart Electric Bed มีความแข็งแรงต่อการใช้งานได้หลากหลายเพราะทำมาจาก Fiberglass และโลหะ Alloy ความทนทานสูง แถมมอเตอร์ที่ใช้ในการปรับองศาก็ยังแข็งแรงพอที่จะปรับระดับได้ในระหว่างที่มีคนนอนอยู่ด้วย (น้ำหนักไม่เกิน 75 กก.) ส่วนเตียงก็สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 1000 กก. หรือ 1 ตัน เลยทีเดียว

8H Milan Smart Electric Bed พร้อมให้สั่งจองได้ในประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปในราคาเบาๆ แค่ 1,999 หยวน หรือราวๆ 8,600 บาท เท่านั้น…ถือว่าราคาดีมากสำหรับเตียงล้ำๆ รุ่นนี้ (เตียงธรรมดาบางยี่ห้อยังแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ)

 

source : 8hsleep

from:https://droidsans.com/xiaomi-8h-milan-smart-bed/

มิติใหม่แห่งการนอน…Xiaomi เปิดตัว 8H Milan Smart Electric Bed ที่นอนอัจฉริยะปรับองศาได้ตามต้องการด้วยคำสั่งเสียง

ช่วงหลังมานี้จะเห็นว่า Xiaomi เริ่มรุกตลาดอุปกรณ์ล้ำๆ เทพๆ เพิ่มขึ้น อย่างเร็วๆ นี้ก็มีทั้งไม้แคะหูอัจฉริยะ, ที่ตากผ้าเช็ดตัว, E-Reader และล่าสุดก็ได้เปิดตัวที่นอนอัจฉริยะออกมาอีก (จะล้ำไปถึงไหน) ในชื่อ 8H Milan Smart Electric Bed ซึ่งเป็นเตียงไฟฟ้าที่สามารถปรับองศาได้หลากหลายแบบตามที่เราต้องการด้วยการกดปุ่ม หรือว่าจะสั่งงานด้วยเสียงก็ยังได้

8H Milan Smart Electric Bed มองถายนอกก็เป็นแค่ที่นอนนิ่มๆ ธรรมดาๆ แต่ข้างในจะมีมอเตอร์ซ่อนอยู่ 2 ตัว สำหรับปรับระดับบริเวณหัวที่นอน และปลายที่นอน โดยตรงหัวสามารถปรับองศาได้สูงสุดที่ 60° และตรงปลายปรับได้ 30° เพื่อให้เหมาะกับการนอนของเราในขณะนั้น ประมาณว่าถ้าอยากนอนเล่นมือถือ ก็ดันส่วนหัวของที่นอนให้งอขึ้นมาเหมือนกับโซฟาได้ โดยไม่ต้องใช้หมอนมารองเพิ่ม หรือพอจะนอนก็ปรับให้มันราบลงไปเหมือนเดิม

การปรับองศาของที่นอนนี้ เราสามารถตั้งค่าได้เองตามใจชอบ แต่มันก็จะมีรูปแบบที่ตั้งเอาไว้ให้เลือกใช้ได้ง่ายๆ อยู่ 5 โหมด เช่น โหมดแบนราบปกติ, โหมดป้องกันการนอนกรน, โหมดอ่านหนังสือ, โหมดดูทีวี และโหมด Zero Gravity (อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นยังไงเหมือนกัน) ซึ่งการตั้งค่าดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยการกดปุ่มจากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ หรือจะสั่งงานผ่านแอป Mijia ที่เชื่อมต่อกับมือถือเพื่อสั่งการด้วยเสียงแบบล้ำๆ ไปเลยก็เท่ดีเหมือนกัน

ที่นอน 8H Milan Smart Electric Bed มีความแข็งแรงต่อการใช้งานได้หลากหลายเพราะทำมาจาก Fiberglass และโลหะ Alloy ความทนทานสูง แถมมอเตอร์ที่ใช้ในการปรับองศาก็ยังแข็งแรงพอที่จะปรับระดับได้ในระหว่างที่มีคนนอนอยู่ด้วย (น้ำหนักไม่เกิน 75 กก.) ส่วนเตียงก็สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 1000 กก. หรือ 1 ตัน เลยทีเดียว

8H Milan Smart Electric Bed พร้อมให้สั่งจองได้ในประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปในราคาเบาๆ แค่ 1,999 หยวน หรือราวๆ 8,600 บาท เท่านั้น…ถือว่าราคาดีมากสำหรับเตียงล้ำๆ รุ่นนี้ (เตียงธรรมดาบางยี่ห้อยังแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ)

from:https://droidsans.com/xiaomi-smart-bed/

AWS ขยายบริการ Alexa สู่อุปกรณ์ IoT แค่มี RAM 1 MB ก็ใช้งานได้

AWS ประกาศขยายบริการ Alexa Voice Service สู่อุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ผู้ผลิตสามารถ Built-in Alexa ลงบนอุปกรณ์เพื่อใช้งาน Alexa Voice Assistant ได้ทันที ขอแค่มี RAM อย่างน้อย 1 MB และหน่วยประมวลผลทั่วไปที่ใช้งานกันก็พอ

ก่อนหน้านี้ อุปกรณ์จะรัน Alexa ได้จะต้องมี RAM 100 MB และ ARM Cortex A-class Processor เป็นอย่างน้อย แต่ล่าสุด แม้แต่อุปกรณ์ IoT ที่มี RAM เพียง 1 MB และใช้ Cortex-M Processor เช่น หลอดไฟอัจฉริยะหรือสวิตช์ไฟอัจฉริยะ ก็สามารถใช้งาน Alexa Voice Service ได้ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้ยังคงไม่สามารถรองรับฟังก์ชันที่มีความซับซ้อนอย่าง Voice Recognition หรือ Decision Engine ได้ แต่ฟังก์ชันเหล่านี้จะกระทำบน Cloud ของ AWS แทน สิ่งที่จำเป็นจริงๆ มีแค่การตรวจจับคำพูดเพื่อเริ่มใช้งาน Alexa เท่านั้น

AWS ยังระบุอีกว่า Lower-powered Processor จาก NXP และ Qualcomm ก็รองรับ Alexa Voice Service ได้เช่นกัน ซึ่งทำให้อุปกรณ์ IoT ที่มีต้นทุนต่ำก็สามารถใช้งาน Alexa ได้ เมื่ออุปกรณ์ IoT รอบตัวเราต่างรองรับการใช้งาน Alexa แล้ว จะทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ AWS เรียกว่า “Ambient Intelligence” และ “Ambient Computing Space” อย่างแท้จริง กล่าวคือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบว่าระบบ Virtual Assistant อยู่ที่ไหน เพียงแค่ผู้ใช้ส่งเสียงออกมา สภาพแวดล้อมโดยรอบก็พร้อมจะตอบสนองต่อคำสั่งของผู้ใช้โดยทันที

ที่มา: https://techcrunch.com/2019/11/25/aws-expands-its-iot-services-brings-alexa-to-devices-with-only-1mb-of-ram/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-expands-alexa-voice-service-to-iot-devices/

กสทช. ประกาศโรดแมป 5G เตรียมเคาะประมูล ก.พ. 63 และเริ่มใช้ ก.ค. ปีเดียวกัน

ในที่สุดคนไทยก็กำลังจะได้ใช้คลื่นความถี่ 5G กันสักที หลักจากที่ กสทช. ได้ประกาศเตรียมจะจัดการประมูลคลื่นในวันที่ 16 ก.พ. 2563 ปีหน้านี้ และหากประมูลเสร็จสิ้นได้ตามกำหนดการ ก็จะสามารถเริ่มใช้ 5G ได้จริงในช่วงกรกฎาคม 2563 ปีเดียวกัน โดยคาดว่าเทคโนโลยี 5G นี่เองจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2563-2573 เฉลี่ยปีละ 5.68% ของ GDP ประเทศ แต่งานนี้เครือข่ายมือถือเตรียมกำเงินรอประมูลกันสนุก สร้างรายได้เข้าคลังอีกเพียบ

 700 MHz

1800 MHz

2600 MHz

 26 GHZ

คลื่นความถี่ต่อใบอนุญาต 2×5 MHz 2×5 MHz 10 MHz 100 MHz
จำนวนใบอนุญาต 3 ใบ 7 ใบ  19 ใบ 27 ใบ
ราคาต่อใบอนุญาต 8,792 ล้านบาท 12,486 ล้านบาท 1,862 ล้านบาท 300 ล้านบาท

กำหนดการวันเวลาประมูลคลื่น

  • ต.ค. 62 คณะทำงานเสนอร่างหลักเกณฑ์
  • 13 พ.ย.-12 ธ.ค. รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (30 วัน)
  • 27 ธ.ค. 62 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา
  • 2 ม.ค. 63 ประกาศเชิญชวน
  • 16 ก.พ. 63 ประมูลความถี่
  • มี.ค 63 มอบใบอนุญาต
  • ก.ค. 63 เริ่มให้บริการ

สำหรับคลื่นความถี่ที่นำออกมาประมูลครั้งนี้มีรวมทั้งสิ้น 56 ใบอนุญาต เริ่มต้นที่คลื่น 26 GHz ราคาตั้งอยู่ที่ 300 ล้านบาท ไปจนคลื่นแพงสุด 1800 MHz ราคา 12,486 ล้านบาท โดยทาง กสทช. กำหนดเกณฑ์การประมูลให้จ่ายปีแรก 10% ปีที่ 2-4 จะพักการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แล้วชำระอีกครั้ง 15% ปีที่ 5-10 ทั้งนี้มีเงื่อนไขคือต้องลงทุนพื้นที่สมาร์ทซิตี้ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วย พูดง่ายๆ คือช่วยรัฐบาลลงทุนทำโครงการต่างๆ ของรัฐบาลด้วยนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือคลื่นความถี่ 5G นี้ นอกจาก 3 เครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่ AIS, Dtac และ True ที่ต้องเข้าประมูลแน่ๆ แล้วยังมี ทีโอที (TOT) และ กสท โทรคมนาคม (CAT) เข้าร่วมประมูลด้วย โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นผู้สนับสนุนทั้ง 2 บริษัทนี้ และก็น่าจะทำให้ราคาแกว่งสู้กันพอสมควร

หลังจาก กสทช. ประกาศราคาประมูลแล้ว ก็ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารเครือข่ายทั้ง 3 แห่ง และต่างให้ข้อเสนอแนะ และความเป็นห่วงต่อการจัดประมูลครั้งนี้กันดังนี้

AIS โดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ มีความกังวลเรื่องราคาประมูลที่สุดท้ายอาจจะไปจบสูงเกินไปจนไม่คุ้มที่จะลงทุน หากมีเอกชนรายอื่นเข้ามาป่วนปั่นราคากัน จึงอยากให้มีการค้ำประกันเงินประมูลไว้ก่อน 100%  สำหรับผู้เล่นรายใหม่ เพื่อป้องกันปัญหา และเสนอให้มีการแบ่งเงินจากการประมูลคืนส่วนหนึ่ง แทนที่จะนำส่งคลังทั้งหมด ก็นำกลับมาให้เครือข่ายใช้ในการพัฒนาขยายสัญญาณ ซึ่งจะตอบโจทย์รัฐบาลที่อยากจะทำสมาร์ทซิตี้ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เครือข่ายก็จะมีงบประมาณในการลงทุนได้โดยง่าย

True โดยคุณวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ เห็นพ้องกับทาง AIS ที่แสดงความกังวลเรื่องปั่นราคาไม่ต่างกัน

Dtac โดยคุณอเล็กซานดาร์ ไรซ์ ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือโอเปอร์เรเตอร์บ้าง เช่น เวียดนามก็มีการจัดเก็บค่าคลื่นต่ำกว่าปกติในช่วงแรก เพื่อให้เอาเงินไปลงทุนเครือข่ายก่อน ยังไม่ต้องรีบชำระ เมื่อรายได้จากโครงข่าย 5G เริ่มมีดอกมีผลจึงเริ่มจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าในปีหลังๆต่อไป

*อธิบายเพิ่มเติม* เรื่องการลงทุนเครือข่าย 5G ในบางประเทศ มีการให้คลื่นเครือข่ายสามารถนำไปใช้ได้ฟรีเลยก็มี โดยมีเหตุผลหลักอยู่ 2 ประการคือ

  1. โมเดลธุรกิจ 5G ยังไม่ชัดเจน หากนำมาให้บริการเหมือน 4G แค่โทรหรือเล่นเน็ต จะไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้มากพอ โดย 5G จะเป็นกระดูกสันหลังของเหล่าอุปกรณ์ IoT นั่นเอง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความแน่ชัดว่าเครือข่าย 5G จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้อย่างไร โดยมากจะอยู่ในช่วงของการทดลองความเป็นไปได้อยู่เท่านั้น
  2. ต้องการขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แม้ว่าโมเดลธุรกิจของ 5G ยังไม่ชัดเจน แต่ทุกฝ่ายต่างมั่นใจว่ามันกำลังจะมาในเร็วๆนี้ ทุกประเทศต่างต้องการให้เครือข่าย 5G เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่นนั่นเอง

ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการประมูลไม่ว่าจะคืนเงินเพื่อพัฒนาเครือข่าย หรือจัดเก็บในราคาที่ต่ำ ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

คอมเมนต์ติดตลกจากทางผู้บริหาร AIS ถึงช่วงคลื่นต่างๆ ที่นำออกมาประมูล

ปัจจุบันเกาหลี และจีนได้เริ่มใช้งาน 5G กันไปเป็นที่เรียบร้อย ส่วนประเทศญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม และมาเลเซีย จะเริ่มต้นใช้งานคลื่นความถี่ 5G อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2563 ปีหน้าเช่นเดียวกัน หากไทยสามารถจัดการประมูลให้เกิดขึ้นได้ตามที่กำหนดไว้ ก็น่าจะทำให้เราเกาะเทรนด์ 5G นี้ได้ไม่ตกรถไฟของกลุ่มผู้นำอย่างแน่นอนครับ

 

ที่มา : ไทยรัฐ, BEC, mgronline

from:https://droidsans.com/nbtc-5g-auction-roadmap/