คลังเก็บป้ายกำกับ: IOS

Apple Watch เตรียมเพิ่มระบบฟีเจอร์ ECG ในอัปเดต watchOS 7.3

อีกหนึ่งข่าวดีที่คนใช้ App Watch คงดีใจกันไม่น้อยกับการอัปเดตฟีแจอร์ใหม่ในชื่อ ECG โดยจะสามารถใข้งานได้บน App Watch Series 4,5 และ 6 ผ่านอัปเดตอย่าง iOS 14.4 และ WatchOS 7.3 โดยความสามารถของ ECG นั้นจะสามารถบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจผู้ใช้งานได้นั้นเอง ซึ่งมันจะช่วยแจ้งเตื่อนคุณเมื่อจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปรกติ

เรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมาก สำหรับด้านสุขภาพ ช่วยป้องคุณจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก  ส่วนการอัปเดต ECG นั้นคาดว่าจะมีการอัปเดตเข้ามาในเร็วๆนี้ ใครที่กำลังใข้งาน Apple Watch ก็อย่าลืมเตรียมโหลดมาใข้งานกันได้ บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์กับผู้ใช้อย่างมากเลยล่ะครับ

Source macrumors.com

ข่าว: Apple Watch เตรียมเพิ่มระบบฟีเจอร์ ECG ในอัปเดต watchOS 7.3 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/23/apple-watchos-7-3-rc.html

iOS 15 อาจไม่รองรับ iPhone 6s, iPhone SE รุ่นแรก

iPhoneSoft เผยข้อมูลว่า iOS 15 จะไม่รองรับ iPhone รุ่นเ […] More

from:https://www.iphonemod.net/ios-15-drop-support-iphone-6s-and-first-iphone-se-report.html

iPhone 13 อาจมาพร้อมกับสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอกับเค้าด้วย

Mark Gurman จาก Bloomberg บอกว่า iPhone 13 ที่จะเปิดตัวภายในปีนี้นั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ที่มากมายเท่าไหร่นัก โดยมีข้อมูลภายในบอกว่าปีนี้น่าจะเป็น iPhone 12s มากกว่า iPhone 13 ด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าการทดสอบภายในจะระบุว่าเป็นเพียงรุ่นการเปลี่ยนแปลงน้อยหรือรุ่น s แต่ก็มีข่าวว่า Apple กำลังพัฒนา Touch ID หรือสแกนลายนิ้วมือรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่เป็นปุ่ม แต่สามารถสแกนผ่านหน้าจอได้เลย ซึ่ง Apple ได้ถอด Touch ID ออกใน iPhone กลุ่มเรือธงตั้งแต่ iPhone X และหันมาใช้ Face ID หรือระบบสแกนใบหน้าแทน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสแกนลายนิ้วมือเข้ามาไม่ได้หมายความว่า Apple จะถอด Touch ID ออกจากเครื่องไปเลย iPhone 12s จะยังมี Touch ID และ Face ID ให้เลือกใช้ทั้งสองแบบ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีเพราะว่าปัจจุบันการที่เราต้องใส่หน้ากากนั้นสร้างความรำคาญในการใช้งานสแกนใบหน้าเป็นอย่างมาก

นอกจากเรื่องระบบความปลอดภัยแล้ว มีรายงานว่า Apple กำลังพิจารณาถอดที่ชาร์จออกด้วย ให้เปลี่ยนไปใช้เป็นชาร์จไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องของอนาคตี่ไกลอยู่เหมือนกัน

ข่าว: iPhone 13 อาจมาพร้อมกับสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอกับเค้าด้วย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/18/apple-is-testing-in-display-fingerprint-iphone-12s.html

เกมที่มือถือกับคอมพ์สามารถเล่นด้วยกันได้!! แบบไม่ต้องโหลด Emulator

เกมที่คอมพ์กับมือถือสามารถเล่นด้วยกันได้!! แบบไม่ต้องโหลด Emulator

หลายๆ คนคงเป็นเหมือนกันใช่มั้ยคะ ที่อยากเล่นเกมกับเพื่อน แต่ถ้าเรามีแต่มือถือ เลยต้องอดเล่นกับเพื่อนที่ชอบเล่นบนคอมพ์ วันนี้มีเกมแนะนำสำหรับคนที่อยากเล่นกับเพื่อนที่ใช้คอมพ์ โดยเพื่อนที่ใช้คอมพ์ไม่ต้องเสียเวลาโหลด Emulator

1 Among us 




อมองอัสเป็นเกม ที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนนี้มากเลยค่ะ วิธีเล่นก็แสนง่าย ให้ความสนุกกับเพื่อนๆ  จับโกหกกันไปมา

โดยเกมจะสมมุติว่า เราเป็นกลุ่มนักบินอวกาศ ที่ต้องดูแลยาน แต่ว่ามีเอเลื่ยนแฝงตัวมาในยาน แล้วเราต้องจับให้ได้ว่าใครก่อนที่จะถูกฆ่าหมดยาน  โดยจะแบ่งเป็นสองทีม คือนักบินอวกาศ หรือ crewmate และ เอเลื่ยน หรือ impostor โดย crewmate จะต้องไปทำเควสของตนเองในหมด หากเควสของ crewmate ทุกคนเสร็จก่อนโดน impostor ฆ่าหมด crewmate จะชนะ หรือ crewmate โหวต mpostor ออกหมดจะชนะเช่นกัน  แต่ถ้า mpostor ฆ่า crewmate หมดก่อน mpostor จะชนะ

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

ดาวน์โหลดบน  CP

 

2 Minecraft ( bedrock edition )



มายคราฟ เกมอินดี้อมตะ ที่ใครก็ต้องรู้จัก แต่ไม่ใช่ทุกเวอร์ชั่นที่สามารถเล่น Cross platform ได้ อันนี้หนูกำลังพูดถึงฉบับเวอร์ชั่น bedrock edition ที่สามารถเล่นด้วยกันได้ เกมนี้ ไม่ว่าจะเล่นในมือถือหรือคอมพ์ต้องซื้อก่อนนะคะ มายคราฟในเกมมีสองโหมดหลักๆด้วยกันคือ Survival และ Creative

Survival หรือเอาชีวิตรอด เราต้องประจญภัย  คราฟของ ตามหาชิ้นส่วนประตู เพื่อยังโลก The End ตามล่าหามังกร และฆ่ามัน!

Creative หรือสร้างสรรค์ สร้างสิ่งขอมต่างๆ ได้ไม่จำกัด เสริมสร้างจินตนาการมากๆ

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

ดาวน์โหลดบน  CP

 

3  Hearhstone





ฮาร์ทสโตน เป็นการ์ดเกมเปิดให้เล่นฟรีในคอมพ์ และ มือถือ และสามารถเล่นด้วยกันแบบ Cross platform ได้ด้วย โดยระบบของเกมจะเป็น Turn base สลับกันเล่นเป็นเทิร์น โดยสามารถจัดเด็คที่เป็นตัวของตัวเอง และแตกต่างจากผู้อื่นได้ ควบคู่กับ ฮีโร่ ที่เราเลือกมาลงสนามก็มีพลังที่แตกต่างกันไปในแต่ละตัวด้วย ทำให้เราสามารถพลิกแพลง tactic การเล่นได้ตลอด ทำให้เกมการเล่นหลากหลาย เล่นได้ไม่เบื่อเลยค่ะ ชอบเล่นกับพี่ชายมาก

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

ดาวน์โหลดบน  CP

 

4 Roblox     



โรบล็อก เกมภาพคล้ายเลโก้ที่อยู่อยู่ๆก้ฮิตไปทั้วบ้านทั้วเมือง เป็นเกมอิสระ ให้คนเล่นได้เข้าไปเล่นด่านที่ตัวเองชอบ แบบไหนก้ได้ แต่ละด่านจะมีแนวเกมของตัวเอง เพื่อมอบประสบการ์ณหลากหลายกับคนเล่น ไม่ว่าจะโหมดเนื้อเรื่อง ร้านอาหาร ยิงกันเอง หรือจะเป็นเล่นหนังผีก็มีนะคะ เล่นฟรีไม่ว่าจะบนคอมพ์หรือมือถือ

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

ดาวน์โหลดบน  CP

 

ข่าว: เกมที่มือถือกับคอมพ์สามารถเล่นด้วยกันได้!! แบบไม่ต้องโหลด Emulator มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/16/mobile-games-cross-platfrom.html

แนะนำ 5 แอปพลิเคชั่น สำหรับฟังเพลงบนมือถือ

แนะนำ 5 แอปพลิเคชั่นฟังเพลงบนมือถือ ทุกวันนี้การฟังเพลงค่อนข้างสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสื่ออารมณ์ ฟังให้หายเหงาหรือจะเป็นฟังเพราะคนที่ชอบฟังไม่ว่าจะเหตุผลอะไร เรานำ 5 แอปพลิเคชั่นสำหรับฟังเพลงมาแนะนำกัน

1  YouTube Music

มีครบจบในที่เดียวจริงๆ สำหรับแอปนี้ ถ้าเราฟังเพลงจนเบื่อแล้ว อยากดู MV ก็สามารถเปลื่ยนได้ตามต้องการ แถมตัวแอปได้รวบรวมเพลงของศิลปินหลานคนไว้ ทำให้เราสามารถฟังเพลงศิลปินที่เราชอบได้ง่ายๆ และสามารถเลือกดาวน์โหลดมาลงลิสต์ของเราได้ด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Cover หรือการแสดงสด แถมมีหมวดหมู่ต่างๆ สำหรับทำกิจกรรมที่เหมาะกับการฟังเพลง เช่น ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ หรือ นอนหลับ




 

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบนAndroid

2 JOOX




แอปนี้ใครก็น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาบ้างนะคะ แอปนี้เรื่องการใช้งาน จะบอกว่าใช้ง่ายมากๆ แถมไม่ได้แค่สามารถฟังเพลงเพราะๆ ได้อย่างเดียวสามารถร้องคาราโอเกะได้ด้วย แอปนี้เพลงไทยค่อนข้างเป็นจุดเด่นสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงไทย มีหลากหลายแนวให้เลือกเลย และมีชาร์ตเพลงที่คนฟังบ่อยในแต่ละแนวไว้ให้ คุณอาจจะเจอเพลงที่ใช่และชอบในชาร์ตก็เป็นได้นะคะ สามารถย้อนดูไลฟ์สดของศิลปินได้ด้วย และที่ชอบที่สุดคือ เรดิโอ นั่งฟังไปเรื่อยตอนทำงานคือฟินมาก หรือจะเป็นตอนนั่งเล่นสบายๆ มานั่งลุ้นว่าเพลงต่อไปเราจะรุ้จักมั้ยนะ บางที่ไม่เคยฟังมาก่อน แล้วชอบก็มีบ่อย

ดาวน์โหลด Android

ดาวน์โหลด iOS

3 Spotify



แอปนี้เพลงเยอะมาก ชอบตรงที่มีการจัดทำเพื่อเราด้วยง่า คือเราไม่ต้องไปนั่งหาเพลงต่อไปที่จะฟังเลย กดที่เค้าจัดหามาให้เล่นแบบสุ่ม ฟังกันไปยาวๆ มีชาร์ตเพลงที่คนฟังบ่อยในแต่ละแนวไว้ให้ แล้วมีแต่เพลงที่เราชอบ ไม่รู้สึกขัดเลย เเละเนื้อเพลงคือน่ารักมาก สามารถเลือกเพลย์ลิสต์ศิลปินได้ด้วย  แถมมีพอดแคสต์ไว้ให้ฟังกัน เป็นความรู้ด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสอนภาษาอังกฤษ หรือข่าว เรื่องเล่าสยองขวัญก็มี จะบอกว่าชอบโหมดนี้มาก

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

4 Fungiai




แอปนี้มีความพิเศษตรงที่ เพลงในแอปเป็นเพลงนอกกระแส ตัวแอปรวมเพลงอินดี้ไว้เยอะมากๆ แถมมีศิลปินหน้าใหม่เยอะมากในแอป แถมเพลงเพราะมาก เพลงแปลกๆเยอะ ใช้ง่ายดีค่ะ พึ่งใช้ไป1วันกว่าๆเอง รู้วิธีใช้หมดแล้ว เลิฟมาก แถมแอปฟรีด้วย

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน  Android

5 SOUNDCLOUD




 

แอปนี้ต่างจากแอปอื่นคือ มีเพลงอนิเมะด้วย เพลงจีนมีหมด แต่เพลงไทยอาจจะน้อยนิดนึง แอปนี้เหมาะสำหรับคนชอบฟังเพลงสากนะคะ สามารถคอมเม้นเพลงได้  มีเพลย์ลิสต์สำหรับอารมณ์ต่างๆ ไว้ให้ด้วย ไม่ว่าจะตอนนอน จอนนนั่งชิวๆ หรือตอนออกกำลังกาย  คนทั่วไปสามารถอัพโหลดเพลงของตัวเองขึ้นไปในแอปได้ด้วย รวบรวมเพลงที่เราชอบไว้ให้ด้วย โดยรวมใช้ได้เลย  แถมแอปฟรีแบบ100%

ดาวน์โหลดบน iOS

ดาวน์โหลดบน Android

ข่าว: แนะนำ 5 แอปพลิเคชั่น สำหรับฟังเพลงบนมือถือ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/15/app-for-music-on-smartphone.html

ในที่สุด iPhone 13 ก็จะมีรอยบากที่เล็กลงแล้ว แต่ดีไซน์เครื่องยังเหมือนเดิม

สำหรับปี 2021 หรือปีนี้นั้น Apple จะยังคงเลือกเปิดตัว iPhone 13 ทั้งหมด 4 โมเดลเช่นเดียวกับ iPhone 12 แต่ที่น่าเสียใจหน่อยคือดีไซน์โดยรวมของตัวเครื่องนั้นจะยังเหมือนกับ iPhone 12 อยู่

อ้างอิงข้อมูลจาก MacOtakara บอกว่า ดีไซน์ของ iPhone 13 นั้นจะยังคล้ายกับ iPhone 12 แต่ตัวเครื่องจะมีขนาดที่หนาขึ้นเป็น 0.26 มิลลิเมตร ส่วนตัวกล้องจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นประมาณ 0.9 มิลลิเมตร ทั้งกล้องครอบด้วยแซฟไฟร์ แต่คาดว่าความนูนของกล้องจะน้อยลงกว่าเดิม

ด้านประสิทธิภาพของกล้องนั้น MacOtakara เชื่อว่า iPhone 13 Pro จะได้ sensor-shift optical image stabilization ตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน iPhone 12 Pro Max ด้วย ส่วนรอยบากของกล้อง TrueDepth จะมีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม เนื่องจากตัวรับสัญญาณที่ด้านบนจะย้ายไปอยู่บริเวณขอบของเครื่องแทน

แน่นอนว่ารุ่นหน้าก็ไม่มีที่ชาร์จมาเหมือนเดิมนะครับ

ข่าว: ในที่สุด iPhone 13 ก็จะมีรอยบากที่เล็กลงแล้ว แต่ดีไซน์เครื่องยังเหมือนเดิม มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/09/iphone-13-rumored-to-feature-thinner-notch-overall-design-to-remain-unchanged.html

แอปฯ หมอชนะ ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันตัวเองและต่อสู้โควิด วิธีใช้แสนง่าย

แอพพลิเคชั่นสำหรับในการรับมือกับวิกฤตโควิดของแผนประเทศไทย หนึ่งในเครื่องมือนั้นคือแอปฯ หมอชนะ

แอพพลิเคชั่นหมอชนะ รองรับการใช้งานกับสมาร์ทโฟนทั้งในระบบ Android และ iOS สำหรับ iPhone ทุกคนสามารถติดตั้งแอพได้ที่นี่

MorChana – หมอชนะ Android

MorChana – หมอชนะ iOS (สำหรับ iPhone)

แอพพลิเคชั่นตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ตรวจจับ แจ้งเตือน วิเคราะห์แยกบุคคลเสี่ยง โดยการอาศัยอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ทุกคนๆ มีใช้กันเป็นประจำอยู่แล้ว มาทำหน้าที่โครงข่ายตรวจสอบและแจ้งเตือนเพื่อกันและกัน โดยอาศัยสัญญาณ GPS และ Bluetooth ในการจับตำแหน่งกันและกัน



โดยถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญตามนโยบายของประเทศไทย ที่ให้ทุกๆ คนที่ใช้สมาร์ทโฟน ต้องติดตั้งแอพพลิเคชั่นตัวนี้เอาไว้ในเครื่องครับ

วิธีการติดตั้งและใช้งานหมอชนะ

MorChana – ดาวน์โหลด Android

MorChana -ดาวน์โหลด iOS (สำหรับ iPhone)

หลังจากติดตั้งแล้วเปิดเข้าแอพพลิเคชั่นเพื่อทำการลงทะเบียนใช้งานครั้งแรก ตัวแอพพลิเคชั่นจะให้เราทำการถ่ายรูปเพื่อเริ่มบันทึกประวัติ

หลังจากนั้นทำแบบสอบถามคร่าวๆ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของตัวเรา ตอบแบบสอบถามตามจริงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและคนรอบข้างนะครับ



หลังจากตอบแบบสอบถามแล้ว ตัวแอพก็จะทำการวิเคราะห์ว่าเราเป็นกลุ่มบุคคลเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ แล้วให้ทำการเซฟข้อมูลขึ้นมาเป็น QR Code เอาไว้ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเมื่อจำเป็น


ในขณะที่เราทำการลงทะเบียนการใช้ ตัวแอพจะขออนุญาตเข้าถึงตำแหน่ง (GPS) และสัญญาณ Bluetooth ให้เรากดอนุญาตการใช้งาน เพื่อให้ตัวแอพทำงานได้อย่างปกติและเต็มประสิทธิภาพที่สุดครับ (เปลีองแบตเตอรี่ไม่เยอะครับ)

 

หลังจากลงทะเบียนและอนุญาตการทำงานของแอพเรียบร้อย เราก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ ระบบของตัวแอพจะคอยทำงานและจับตำแหน่งของมันเอง เราก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังร่วมกันของคนในสังคมไทย

เมื่อมีเหตุการณ์หรือสภาพแวดล้อมใดๆ ที่ดูเป็นความเสี่ยงเกิดขึ้น ด้วยข้อมูลและการตรวจจับตำแหน่งของแอพหมอชนะ จะทำให้การจัดการดูแลควบคุม ทำได้ง่ายมากขึ้นนั้นเองครับ

แอพพลิเคชั่นตัวนี้ ในยามวิกฤตแบบนี้ แม้ไม่มีการบังคับก็ควรติดตั้งกันไว้ทุกคนนะ

ข่าว: แอปฯ หมอชนะ ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันตัวเองและต่อสู้โควิด วิธีใช้แสนง่าย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/07/app-morchana-for-covid-thailand.html

Google ยืนยันแล้วเตรียมอัพเดตแอปบน iOS อย่างเร็วในสัปดาห์นี้ พร้อมแจ้งการเก็บข้อมูล

หลังจากที่ Fast Company เขียนบทความว่า Google ไม่อัพเตดแอป iOS มาเกือบเดือนแล้ว คาดว่าเป็นเพราะนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่ของ App Store ล่าสุด Google ยืนยันกับ TechCrunch แล้วว่ากำลังจะปล่อยอัพเดตอย่างเร็วภายในสัปดาห์นี้ หรืออาจจะเป็นสัปดาห์หน้า

Google ยืนยันว่าไม่ได้หลีกเลี่ยงการชี้แจงข้อมูลในแอป ซึ่งอัพเดตใหม่นี้จะแจ้งการเก็บและใช้งานข้อมูลด้วย โดย TechCrunch ให้เหตุผลสนับสนุน Google ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้ต้องการจะปล่อยอัพเดตหรือรันโค้ดชุดใหม่กี่ไม่สัปดาห์ก่อนช่วงวันหยุดยาว ซึ่งนักพัฒนาและวิศวกรหยุดกันหมด ถ้าเกิดปัญหาก็จะไม่มีใครแก้

นอกจากนี้ TechCrunch ยังตรวจสอบข้อมูลกับ Sensor Tower และไล่ดูแอปบน iOS เองก็พบว่าจริง ๆ แล้ว Google อัพเดตแอป 2 ตัวหลังวันที่ 8 คือ Google Slide และแอปช่วยทำการบ้าน Socratic by Google เพียงแต่ยังไม่ได้อัพเดตเรื่องการเก็บข้อมูล

ที่มา – TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120395

1 ทศวรรษผ่านไป สมาร์ทโฟนเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เผลอแปปเดียวปี 2020 ก็ใกล้จบเข้าไปทุกที ๆ แล้วเหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เดียวเราก็จะได้เริ่มต้นปีใหม่กันเสียที และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและหวนคืนความหลังของวงการมือถือ วันนี้ Droidsans จะมารวบรวมให้ดูกันว่าเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา วงการสมาร์ทโฟนเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แล้วมือถือเมื่อ 10 ก่อนเผป็นอย่างไร

จุดเริ่มต้นของวงการสมาร์ทโฟนปี 2010

เรา ๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟนกันมาจนชินกันก็น่าจะลืมกันไปว่า 10 ปีที่แล้วสมาร์ทโฟนมันช่างต่างกับปัจจุบัณมาก ๆ ซึ่งเมื่อปี 2010 ก็ถือว่าเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนเริ่มจะมีบทบาทในวงการเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ กับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ Apple iPhone 4 ที่สั่นสะเทือนวงการมือถือไปด้วยสุดยอดสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตใช้งานแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้มากมาย แถมยังเป็น iPhone รุ่นแรก ๆ ที่เราได้เห็นความนิยมในประเทศไทยไม่น้อยเลยทีเดียว

Samsung Galaxy S I900 ตัวแรกสุด

แต่ไม่ได้เพียงเท่านั้นนะ เพราะปี 2010 ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของมือถือระบบปฏิบัติการหุ่นเขียวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ เริ่มจากมือถือ Galaxy S เครื่องแรกในปี 2010 ที่เป็นมือถือ Android เรือธงรุ่นบุกเบิกของ Samsung แถมทาง Google ก็เริ่มทำมือถือ Pure Android ของตัวเองเป็นตัวแรกอย่าง Nexus One ซึ่งมือถือเหล่านี้ก็เป็นเสมือนผู้เบิกทางสู่ความรุ่งเรืองของมือถือ Android ในตอนนี้เลยครับ

หน้าจอ

ขนาด

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดจากฟีเจอร์โฟนไปสู่สมาร์ทโฟนก็น่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอแสดงผล ซึ่ง 10 ปี ที่แล้วผู้ใช้งานหลาย ๆ คนก็เพิ่งจะเริ่มต้นปรับตัวเข้าหาการใช้งานมือถือแบบจอสัมผัสเต็มรูปแบบกัน ทำให้หลาย ๆ คนใน 10 ปีที่แล้วคิดว่าหน้าจอเฉลี่ยที่ 3.7 นิ้ว เป็นหน้าจอที่ใหญ่โตมโหฬารมาก ๆ แต่เมื่อมองถัดมาปัจจุบัณที่มือถือ Android ส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง iPhone ก็ต่างมีหน้าจอของรุ่นเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6 นิ้วขึ้นไปทั้งนั้น

Samsung Galaxy Note ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกผสมระหว่าง Tablet กับมือถือ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพกันชัด ๆ ทุกคนน่าจะจำ Galaxy Note รุ่นแรกที่ออกมาในช่วงปี 2011 กันได้แน่นอน ด้วยหน้าจอที่ใหญ่มาก ๆ พร้อมกับ S Pen ที่มาก่อนกาลบอกได้เลยว่าใครถือคือเท่มาก ๆ ซึ่งสมัยนั้นวงการมือถือก็ได้เริ่มตั้งคำนิยามสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอใหญ่แบบ Galaxy Note ว่า Phablet (Phone + Tablet) แต่เดี๋ยวก่อนนะ เพราะจริง ๆ แล้ว Galaxy Note มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.3 นิ้วเท่านั้น ซึ่งขนาดยังไม่ได้เท่ากับมือถือรุ่นเริ่มต้นของปี 2020 เลยด้วยซ้ำ

Galaxy Note 20 Ultra 

แถมคำนิยาม Phablet ก็ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ เพราะมือถือที่ค่อย ๆ เปิดตัวมาต่างก็เริ่มมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ๆ ในขณะที่ผู้ใช้งานก็เริ่มคุ้นชินกับขนาดแบบนี้กันไปแล้ว ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดกันมาก ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แถมหลาย ๆ แบรนด์ต่างก็เริ่มซอยย่อยรุ่นมือถือตามขนาดหน้าจอให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้กันตามความชอบอีกด้วย ซึ่งตอนนี้มือถือที่หน้าจอใหญ่ที่สุดในตลาด (แบบไม่พับ) ก็น่าจะเป็น Galaxy Note 20 Ultra ด้วยขนาดหน้าจอกว่า 6.9 นิ้วนั่นเอง

ความละเอียด

นอกจากขนาดที่คนให้ความสนใจกันเป็นหลัก ๆ แล้วก็จะมีเรื่องของความละเอียดที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ สำหรับหน้าจอมือถือ ยิ่งหน้าจอความละเอียดเยอะ ความคมชัดก็จะยิ่งสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งสมัยนั้นมือถือส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าจอความละเอียดเฉลี่ยอยู่ที่ 800 x 480 (480P) ซึ่งความละเอียดนี้ยังไม่ได้ถึงระดับ HD เลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับสมัยนั้นหน้าจอขนาดนี้ ด้วยความละเอียดขนาดนี้ถือว่าว้าวมาก ๆ แล้วครับ แถมในปีนั้น iPhone 4 ก็ได้เปิดตัวเทคโนโลยีหน้าจอความละเอียดสูงของตัวเองพร้อมตั้งชื่อ “Retina Display” ซึ่งเป็นหน้าจอที่มี Pixel ความละเอียดสูงมากกว่าที่ตาจะสามารถมองเห็นได้ซึ่งมีความหนาแน่น Pixel อยู่ที่ 326 ppi เลยทีเดียว

งานเปิดตัว Sony Xperia 1 

แต่เมื่อมองถัดมา 10 ปีให้หลัง หน้าจอมือถือได้มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดทั้งในเรื่องของขนาดที่ใหญ่ขึ้น และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งความละเอียดหน้าจอสมัยนี้อย่างมือถือตัวตัวประหยัดต่ำสุดที่รับได้เลยจะอยู่ที่ HD (720P) ไม่ต่ำกว่านี้แน่นอน แถมความละเอียดสูงสุดในมือถือเรือธงหลาย ๆ แบรนด์ก็มีอยู่ที่ Quad-HD (1440P) แถมยังมีรุ่นอย่าง Sony Xperia 1 ที่ทำหน้าจอสุดแจ่มความละเอียดไปได้มากสูงสุดถึง 4K (2160P) แล้วอีกด้วย ซึ่งถือว่าพัฒนาการที่เยอะมาก ๆ ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น

สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง

Samsung Galaxy S8 ที่เป็นมือถือรุ่นแรกของ Samsung ที่ตัดเอาปุ่ม Home ออกไป

ด้วยความต้องการหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้นของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ หลายแบรนด์ก็ต่างคิดค้นหาวิธีมากมายเพื่อที่จะเพิ่มพื้นที่สำหรับหน้าจอแสดงผล โดยที่ยังคงขนาด น้ำหนัก และความหนาตัวเครื่องเอาไว้เท่าเดิม ซึ่งมือถือรุ่นใหม่ ๆ อย่าง Galaxy S8 และ S8 Plus ก็ได้ทำการตัดปุ่ม Home ที่เป็นเสมือนปุ่มเดียวที่หลงเหลืออยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน กลับหายไป และมีตัว Virtual Button มาแทนด้านล่าง ทำให้ตัวเครื่อง Galaxy S8 ให้ความรู้สึกที่ไร้ขอบน่าใช้มาก ๆ

เปรียบให้เห็นภาพกันง่าย ๆ กับมือถืออย่าง Galaxy S ที่เปิดตัว 10 ปีที่แล้วมีค่าสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 57.88% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ Galaxy S20 ที่มีสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 90.62% เท่านั้น

รีเฟรชเรท

น่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในวงการมือถือกับอัตรารีเฟรชเรทหน้าจอที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ เมื่อเทียบกับ  10 ปีที่แล้วซึ่งมือถือทั้งหมดในช่วงปีก่อนล้วนแต่มีรีเฟรขเรทอยู่ที่ 60Hz ทั้งสิ้น และผู้ใช้งานทุกคนก็ไม่ได้ตะหงิดอะไรเท่าไหร่ ทำให้มือถือแต่ละเจ้าต้องวัดความลื่นกันที่ UI และความเสถียรของเครื่องกันเป็นหลัก

Razer Phone ที่มาพร้อมกับหน้าจอ refresh rate สูง 120Hz

แต่หลังจากปี 2017 เป็นต้นมาเราก็ได้เห็นแบรนด์งูเขียวชื่อดังอย่าง Razer หัวใสออกมาตีตลาดมือถือเพื่อการเล่นเกมเป็นหลักด้วยหน้าจอรีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz ทำให้เป็นมือถือรุ่นแรกที่มาพร้อมกับหน้าจอรีเฟรชเรทสูงกว่าปกติที่ 60Hz หลักจากนั้นแบรนด์มือถือต่าง ๆ ก็เริ่มเห็นข้อดีของหน้าจอรีเฟรชเรทสูง ๆ ที่ช่วยให้หน้า UI ลื่นไหลหน้าใช้ขึ้นมาก ๆ เราจึงได้เห็นมือถือรุ่นใหม่ ๆ ในปี 2020 ที่มาพร้อมกับหน้าจอรีเฟรชเรทสูงกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น 90Hz หรือ 120Hz แถมปีนี้เรายังได้เห็นมือถือราคาประหยัดอย่าง Mi 10T Pro ที่มีหน้าจอรีเฟรชเรทสูงถึง 144Hz กันอีกด้วย


Xiaomi Mi 10T Pro ที่มาพร้อมหน้าจอลื่น 144Hz

แต่ก็ไม่ใช้ทุกแบรนด์นะที่จะเริ่มหยิบหน้าจอรีเฟรชเรทสูงมาใช้งาน เพราะอย่างใน iPhone 12 ตัวล่าสุดทุกรุ่นที่ตอนแรกมีการคาดการณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าจะเอาหน้าจอรีเฟรชเรทสูงมาใช้ในมือถือรุ่นใหม่เหมือนกับที่เคยทำไปใน iPad Pro สุดท้ายแล้วก็ยังคงใช้หน้าจอ 60Hz เหมือนเดิมด้วยเหตุผลเรื่องแบตเตอรี่ แต่ผู้ใช้งาน Apple หลาย ๆ คนก็ยังพอใจในความลื่นไหล และความเสถียรของ iOS กันอยู่จนขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนทุก ๆ ปี และจากประสบการณ์ส่วนตัวก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า 60Hz บน iPhone นั้นมีความลื่นไหลใช้แล้วไม่ได้รู้สึกขัดใจเลย

ลักษณะหน้าจอ

Galaxy Note Edge ที่มาพร้อมจอโค้งด้านข้างสวยงาม

หน้าจอมือถือ 10  ปีที่แล้วต่างก็ใช้แบบเดิม ๆ เป็นแบบหน้าจอแบนเรียบไปกับขอบไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้เราได้เห็นมือถือหลาย ๆ แบรนด์ที่ได้นำเอาความยืดหยุ่นของหน้าจอ AMOLED เพื่อมาทำให้ขอบมีความโค้งมน สร้างรูปแบบหน้าจอที่ให้ความรู้สึกไร้ขอบมากขึ้น เริ่มจาก Samsung ที่ได้เริ่มมือถือไลน์ใหม่ในชื่อ Galaxy Edge ที่มาพร้อมกับหน้าจอขอบโค้งที่สามารถแตะขอบข้าง ๆ เป็นฟีเจอร์ลัดได้ จนเมื่อเวลาผ่านไป ซีรีส์ Edge ก็ได้หายไป แล้วจอขอบโค้งก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่มักจะติดมาในมือถือเรือธงหลาย ๆ แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S20 Series, Huawei Mate 40, OPPO Find X2 Pro และอื่น ๆ อีกมากมาย

นอกจากหน้าจอโค้งที่กลายเป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว แต่ปี 2020 น่าจะเป็นปีทองของมือถือพับได้จริง ๆ เพราะเรา ๆ ต่างก็ได้เห็นหน้าตามือถือพับได้เจ๋ง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นมือถือพับด้านข้างแบบ Galaxy Z Fold 2 หรือจะเป็นมือถือ Clamshell สุดเท่แบบ Galaxy Z Flip ก็เปิดตัวออกมาให้เราได้เห็นกันว่าสมาร์ทโฟนสมัยนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมือถือหน้าจอสีเหลี่ยมรูปร่างจำเจอีกต่อไป

ดีไซน์

นอกจากสเปคด้านในจะต้องเจ๋งแล้ว เรื่องหน้าตาความหล่อก็สำคัญไม่แพ้กันอีกด้วย ซึ่งสมาร์ทโฟน 10 ปีที่ผ่านมาก็ต้องบอกเลยว่ายิ่งเปิดตัวกันมาก็ยิ่งสวยดูล้ำไปด้วยดีไซน์ และวัสดุใหม่ ๆ เต็มไปหมด

ปัญหากล้องหน้า ที่แก้ไม่หาย

บาก และติ่งกล้องหน้าแบบต่าง ๆ ในสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบัณ

สมาร์ทโฟนในปีหลัง ๆ ต่างก็พยายามที่จะสรรหาวิธีต่าง ๆ นา ๆ เพื่อที่จะเอากล้องหน้าออกไปจากหน้าจอมือถือเพื่อที่จะได้มีสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูงขึ้น ซึ่งวิธีแรกที่เราได้เจอกันก็จะเป็นลักษณะของ Notch (รอยบาก) นั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวรอยบากก็เข้ามาช่วยให้รู้สึกเหมือนมีพื้นที่หน้าจอที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ยังมีผู้ใช้งานหลาย ๆ คนที่รู้สึกว่ามันเกะกะลูกหูตาเสียเหลือเกิน

เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า iPhone X เป็นคนบุกเบิกดีไซน์รอยบากเป็นแบรนด์แรก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก และผิดในเวลาเดียวกัน (ขึ้นอยู่กับว่าผู้อ่านจะให้ความหมายรอยบากว่าอย่างไรนะ) เพราะ LG V10 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ใส่หน้าจอที่สองมาบริเวณส่วนบนของตัวเครื่องเพื่อวางกล้องหน้าลักษณะคล้ายรอยบาก ทำให้หน้าจอมีความรู้สึกที่กว้างขึ้นนั่นเอง

LG V10 ที่มาพร้อมกับหน้าจอแยกด้านบนทำหน้าที่คล้ายรอยบาก

หลังจากนั้นแบรนด์มือถือหน้าใหม่อย่าง Essential Phone ก็ได้เปิดตัวมือถือที่มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า Notch จริง ๆ อย่าง Essential Phone PH1 ที่มากับดีไซน์หน้าจอพร้อมกล้องหน้าเป็นติ่งเล็ก ๆ แทรกออกมาตรงกลางหน้าจอ ทำให้มีพื้นที่แสดงผลเยอะขึ้นมาก ๆ และช่วงนั้นมือถือเครื่องนี้ก็ถือว่าเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมากในวงการสมาร์ทโฟน

Essential Phone PH1 วางเทียบกับ Mi Mix 2 

หลังจากนั้นเป็นต้นมาเราก็ได้เห็นมือถือหลากหลายแบรนด์ที่เริ่มนำเอาดีไซน์แบบ Notch เข้ามาใช้ แล้วตัดปุ่มโฮมออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่าง Pixel 3 XL ที่มีนอทช์ที่แคบลง ไปจนถึง OPPO R17 ที่มีดีไซน์เป็นนอทช์หยดน้ำตัวแรก

ถัดมาไม่นานก็เริ่มมีแบรนด์อย่าง OPPO และ Vivo ที่เริ่มคิดนอกกรอบเอาส่วนประกอบขยับได้มาช่วยทำเป็นตัวกล้องแบบโมเตอร์ฝังอยู่ในตัวเครื่อง และจะเปิดออกมาก็ต่อเมื่อเปิดแอปกล้องทำให้มือถือเหล่านีเป็นมือถือรุ่นแรก ๆ ที่ไม่มีอะไรมาบดบังหน้าจอเลย แต่ก็ดูเหมือนวิธีนี้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเท่าไหร่เพราะส่วนประกอบที่ขยับได้ก็มักจะสึกหรอไปตามกาลเวลาพึ่งพาไม่ได้ซักเท่าไหร่


รูป Huawei Nova 4 พร้อมกล้องเจาะรูตัวแรก

จน Huawei Nova 4 เปิดตัวออกมาพร้อมกับกล้องหน้าแบบเจาะรูตัวแรกของซึ่งถือว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะกล้องหน้าก็กินพื้นที่ไปน้อยแถมส่วนตัวผมก็คิดว่าเป็นดีไซน์ที่เหมาพสมที่สุดแล้ว จนกระทั่งทาง Samsung ก็ได้เอาดีไซน์นี้ไปพัฒนาเพิ่มเป็นหน้าจอแบบ Infinity-O บน Galaxy A8s ที่เรา ๆ น่าจะคุ้นเคยกันดีในตอนนี้นั่นเอง

วัสดุที่ใช้เป็นอลูมีเนียม และฝาหลังแบบกระจกสะท้อนสีต่าง ๆ เพื่อความพรีเมี่ยม

มือถือเมื่อ 10 ที่แล้วส่วนใหญ่ต่างก็ใช้เป็นวัสดุแบบเดียวกันอย่างพลาสติกเป็นหลัก เนื่องจากความทนทาน ราคาถูก และน้ำหนักที่เบาทำให้มือถือ แม้กระทั่งเรือธงสมัยนั้นนิยมใช้พลาสติกเป็นวัสดุหลักเสียส่วนใหญ่ แต่ก็จะมีทางด้านของ iPhone 4 ที่มาแปลกกว่าใครเพื่อนในยุคนั้นด้วยฝาหลังจะจก และบอดี้เป็นอลูมีเนียม ให้ความรู้สึกที่มีราคา และพรีเมี่ยมขึ้นมาก ๆ

HTC One ที่มาพร้อมกับตัวเฟรมเป็นโลหะทั้งเครื่อง

ซึ่งสมาร์ทโฟนตัวเรือธงหลัง ๆ ก็เริ่มมีการใช้ฝาหลังเป็นกระจก และตัวเฟรมเป็นอลูมิเนียมมากขึ้นเริ่มจาก HTC One ที่เริ่มทำมือถือเป็นโลหะหนึ่งชิ้นให้ความรู้สึกที่พรีเมียมสมราคา มาจนถึง Galaxy S6 ที่เริ่มหยิบดีไซน์ฝาหลังเป็นกระจกแบบถอดไม่ได้ และบอดี้อลูมีเนียมมาใช้อีกด้วย


Samsung Galaxy Note 20 ที่มาพร้อมกับฝาหลังแบบ Glasstic 

แต่ปี 2020 ก็มีเทรนด์แปลก ๆ ที่ผุดขึ้นมาให้เราเห็นกันอย่างวัสดุที่เรียกว่า Reinforce Polycarbonate (พลาสติกความทนทานสูง) ที่ได้ถูกทำไปใช้ในมือถือเรือธงอย่าง Galaxy Note 20 ตัวใหม่ ซึ่งก็ได้สร้างความงงงวยให้กับผู้ใช้งานว่ามันเหมาะสมไหมกับราคาหลัก 30,000 ต้น ๆ แบบนี้ แต่

กล้อง

สมัยก่อนใครจะไปคิดว่ากล้องบนมือถือจะกลายเป็นหนึ่งในฟีเจอร์หลักที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกันมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจำนวน Mega Pixel ที่มากขึ้น เซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น หรือเทคโนโลยีมากมายที่ใส่เข้ามาทำให้กล้องมือถือเริ่มจะเข้ามาก่อกวนตลาดกล้องมากขึ้นทุกที ๆ

จำนวนกล้องที่มากขึ้น

HTC One M8 ที่มาพร้อมกับ Depth sensor เป็นเครื่องแรก

หลายปีหลัง ๆ ที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกล้องมือถือที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก (จำนวนมากขึ้น) ด้วยความที่เลนส์ระยะต่าง ๆ ทำเป็นต้องขยับได้เพื่อให้ได้ระยะหลาย ๆ แบบ เลยมีแบรนด์มือถือหัวใส ใสกล้องเข้าไป 2 ตัวกับเลนส์ 2 ชนิดเพื่อให้สามารถเปลี่ยนได้ตามสะดวก เริ่มต้นจาก HTC M8 ที่ใช้กล้อง 2 ตัวโดยให้กล้องรองเก็บรายละเอียดสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อสร้าง Depth of Field เพิ่มเติม ทำให้เกิดภาพหน้าชัดหลังเบลอนั่นเอง

LG G5 ที่มาพร้อมกับกล้อง Ultra-wide เพื่อถ่ายภาพมุมกว้าง

หลังจากนั้นมือถือหลาย ๆ แบรนด์ก็เริ่มทำตามโดยเอากล้องหลาย ๆ ระยะมาใส่เพิ่มเช่น LG G5 ที่ใส่กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 8MP มาใส่เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสเลนส์กล้องที่กว้างสุดลูกหูลูกตากว่าที่เคยเห็นกันมาก่อนมาก

iPhone 7 Plus ที่มากับกล้องเทเลโฟโต้อีกตัว

หลังจากที่ทางค่าย Android เริ่มมีกล้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาง Apple ก็ไม่ลังเล เริ่มใส่กล้องตัวที่ 2 เข้ามาใน iPhone 7 Plus โดยกล้องตัวที่สองเป็นกล้องเทเลโฟโต้ มีระยะซูมที่ไกลขึ้น แถมไม่เสียคุณภาพรูปอีกด้วยเพราะเป็นการซูมแบบ optical


Huawei Mate 20 และ 20 Pro

หลังจาก Dual Camera กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกล้องบนมือถือในช่วงนั้น ถัดมาในช่วงต้นปี 2018 ทาง Huawei ก็ได้เปิดตัวมือถือเครื่องใหม่อย่าง Huawei P20 และ Mate 20 Pro ที่ได้ยกระดับกล้องบนมือถือขึ้นไปอีกขั้นด้วยกล้องทั้งหมดถึง 3 ตัวด้วยกันซึ่ง Huawei P20 ก็มาพร้อมกับกล้องหลักความละเอียด 40 ล้าน กล้องเทเลโฟโต้ และกล้อง ขาว-ดำ เอาไว้สำหรับการถ่ายรูปกลางคืนที่ดีขึ้น แล้วค่อยมาเปลี่ยนเป็นกล้อง Ultra-wide ใน Huawei Mate 20 Pro 

หลังจากนั้นไม่นานทาง Samsung ก็ไม่น้อยหน้า เปิดตัวมือถือ Galaxy A9 พร้อม Quad-camera (กล้องสี่ตัว) เป็นรุ่นแรกซึ่งก็ขนขบวนเลนส์มาครบทุกชนิดตั้งแต่กล้องหลักธรรมดา กล้องเทเลโฟโต้สำหรับซูม กล้อง Ultra-wide เอาไว้ถ่ายมุมกว้าง และกล้อง Depth อีกตัวเอาไว้สำหรับถ่ายหน้าชัดหลังเบลอถือว่าครบครันมาก ๆ เลย


Samsung Galaxy S20 Ultra ที่มาพร้อมกล้อง 4 ตัว

หลังจากผ่านสงครามจำนวนกล้องกันมาซักพัก ทั้งผู้ใช้งาน และก็แบรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มรู้กันแล้วว่าเลนส์ไหนที่ควรมี และเลนส์ไหนที่ควรปล่อยไป ทำให้เราเห็น Set-up กล้องที่มีประมาณ 3 ตัวเสียส่วนใหญ่ หรือในเรือธงพรีเมียมบางตัวก็มี 4 อย่าง Galaxy S20 Ultra ในขณะที่ Pixel 5 ก็ยังขนมาเพียงกล้องหลักความละเอียด 12MP และกล้อง Ultra-wide อีกตัวแต่ก็ยังผู้ใช้งานหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบกล้องของ Pixel 5 อยู่

โหมด Portrait จากตัวช่วยของ Hardware แบบต่าง ๆ

การสร้างเอฟเฟค Depth of field เป็นอะไรที่ทำได้ค่อนข้างยากมากในกล้องสมาร์ทโฟน ซึ่ง Hardware สมัย 10 ปีที่แล้วก็ถือว่าค่อนข้างเป็นไปได้ยากพอตัวที่จะทำได้ ด้วยขนาดรูรับแสง และเซนเซอร์ที่มีขนาดเล็ก แต่มือถือในปีหลัง ๆ มานี้เราก็ได้เห็นการใส่เซ็นเซอร์จำพวก Depth เข้ามาเพื่อหาความตื้นลึกหนาบาง แล้วใช้ Software เพื่อสร้างเอฟเฟคหน้าชัดหลังเบลอที่เราได้เห็น ๆ กันนั่นเอง ซึ่งมือถือเครื่องแรกที่มาพร้อมกล้อง Depth ก็จะเป็น HTC M8 ที่เป็นมือถือเครื่องแรกที่มาพร้อมกับกล้อง 2 ตัวช่วยให้เวลาถ่ายรูปแล้วเกิดเอฟเฟคหน้าชัดหลังเบลอมี Depth ที่สมจริงนั่นเอง

หลังจากนั้นแบรนด์มือถือต่าง ๆ ก็เริ่มมีการใส่เซนเซอร์ Depth เข้ามาเรื่อย ๆ เพื่อเข้ามาช่วยในการถ่ายรูปแบบหน้าชัดหลังเบลอ ยกตัวอย่างเด่น ๆ เช่น LiDAR ของ iPhone 12 Pro และ iPad Pro ที่ทำหน้าที่เหมือนเซนเซอร์ Depth เข้ามาช่วยให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ชิปเซ็ต

ขุมพลังที่อยู่ภายใต้การทำงานของมือถือทุกเครื่องก็จะเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากชิปเซ็ตที่เป็นเหมือนสมองของตัวเครื่อง ที่คอยช่วยประผลต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของกราฟิก และการทำงานทั่วไป ซึ่ง 10 ปีที่แล้วมือถืออย่าง Nexus One และ HTC Incredible ที่ใช้ชิป Snapdragon รุ่นแรก ๆ ต่างก็มีประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมมากเมื่อเทียบกับมือถือในชั้นเดียวกัน

ทางฝั่งของ Samsung กับ Galaxy S ก็เริ่มต้นมาด้วยชิปเซ็ต Humming Bird ซึ่งก็เป็นชิป ARM ที่ทาง Samsung ผลิตเองก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นชื่อ Exynos รุ่นต่าง ๆ แบบที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ มาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลไม่เบาเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับยุคนั้น แถม RAM เมื่อ 10 ปีก่อนที่ให้มา 1GB ตอนนี้มือถือเรือธงต่าง ๆ ก็ใส่มาให้สูงสุดถึง 12GB ซึ่งตอนนี้ก็มากกว่าคอมตั้งโต๊ะบางบ้านเสียอีกครับ

จำนวน Core ที่มากขึ้น

พัฒนาการที่เห็นได้ชัดที่สุดเลยคือจำนวน Core ที่มากขึ้นใน Chipset ซึ่งชิปเซ็ตสมัยนั้นล้วนใช้งานเป็นแบบ Single-core ที่ความเร็วราว ๆ 1Ghz ทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับการใช้งานทั่วไปสมัยนั้นก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่สมาร์ทโฟนเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ชิปเซ็ตก็ต้องถูกพัฒนาตามเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเสพสื่อเช่นการเล่นเกม ไปจนถึงการใช้งานทั่วไป ซึ่งตอนนี้ชิปเซ็ตระดับเรือธงส่วนใหญ่ก็ล้วนผลิตมาสูงสุดถึง 8 Core เลยทีเดียว

ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมที่เล็กลง

นอกจากจำนวน Core ที่มากขึ้นแล้ว อีกเรื่องที่ผู้ผลิตชิปต่างพยายามพัฒนาก็คือเรื่องขนาดสถาปัตยกรรมในการผลิตชิปนั่นเอง ซึ่งชิปเซ็ตตัวแรกของ Samsung อย่าง Hummingbird ก็ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 45 นาโนเมตร ส่วนของ Snapdragon S1 QSD8250 ที่อยู่ในเครื่อง Nexus One ก็ผลิตในสถาปัตยกรรมขนาด 65 นาโนเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยนี้แล้วถือว่าต่างกันลิบลับเลย

ถัดมาสมัยนี้ก็มีแบรนด์ชิปเซ็ตให้ได้เลือกใช้มากมายอย่าง Qualcomm, MediaTek, Samsung, Kirin, Apple, Unisoc ที่ต่างก็ผลิตชิปเรือธงที่มีประสิทธิภาพระดับแถวหน้าของวงการด้วยสถาปัตยกรรมที่เล็กสุดอยู่ที่ 5 นาโนเมตรอย่าง A14 Bionic ของ Apple แล้วอีกไม่นานค่ายอื่น ๆ ต่างก็รอปล่อยชิปที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรม 5 นาโนเมตรของตัวเองอย่าง Snapdragon 888 และ Exynos 2100 เช่นเดียวกัน

ระบบปฏิบัติการ

 

10 ปีที่แล้วก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความรุ่งเรืองของระบบปฏิบัติการ Android เลยก็ว่าได้ ด้วยมือถือ Android ยอดนิยมในยุคนั้นอย่าง HTC Incredible, Nexus One, Samsung Galaxy S, Moto Droid X ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android อย่าง Gingerbread and Froyo ที่ถ้าว่ากันตามตรงแล้วก็ไม่ได้เสถียรซักเท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่ Android เป็น Open-source ทำให้แบรนด์มือถือต่าง ๆ สามารถนำเอาระบบปฏิบัติการไปทำต่อได้อย่าง Touchwiz ของ Samsung และ Sense UI ของ HTC

ถัดมา 10 ปี Android ก็ได้ล่วงเลยมาถึงเวอร์ชั่น 11 แล้วมาพร้อมฟีเจอร์การใช้งานใหม่ ๆ และความเสถียรที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากทำให้ Android เป็นระบบปฏิบัติการที่มีคนใช้งานมากที่สุดทั่วโลก ณ ตอนนี้ แถมแบรนด์ต่าง ๆ ก็ล้วนมี UI Android เป็นของตัวเองทั้งสิ้น

ระบบรักษาความปลอดภัย

เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะทุกวันนี้ทั้งข้อมูลบัญชีธนาคาร และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ก็ล้วนถูกบันทึกเอาไว้ในมือถือทั้งหมด ซึ่ง 10 ปีที่แล้วมือถือก็จะมีการเข้ารหัสแบบปกติเช่น Password เป็นประโยค เป็น Pin ตัวเลข หรือจะเป็นแบบลาก Pattern ที่หลาย ๆ คนนิยมใช้กันเพราะความสะดวกง่ายดาย

แต่มือถือสมัยนี้ป้องกันแค่นั้นคงไม่พอ ทำให้แบรนด์มือถือเริ่มหยิบกุญแจที่ทุกคนมีอย่างลายนิ้วมือมาช่วยล็อคมือถือของทุกคนให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งมือถือเครื่องแรกที่เริ่มใช้งานการสแกนลายนิ้วมือก็จะเป็นอย่าง Motorola Atrix ที่มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือที่อยู่บริเวณด้านบนหลังตัวเครื่อง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เงียบหายไป

ระบบสแกนลายนิ้วมือกลับมาเป็นที่ฮือฮากันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ Apple ได้เปิดตัว iPhone 5S ที่มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Home ช่วยให้ผู้ใช้งานมือถือหลาย ๆ คนเริ่มเห็นความสะดวกสบายของฟีเจอร์นี้กันบ้างแล้ว ทางฝั่งของหุ่นเขียวอย่าง Samsung ก็ไม่น้อยหน้า เอาระบบสแกนลายนิ้วมือมาใส่ใน Galaxy S5 เช่นเดียวกัน ซึ่งกระแสตอบรับก็ถือว่าดีไม่เบาเลย

แต่หลังจากที่ถึงยุคที่ผู้ผลิตมือถือเริ่มเอาปุ่มโฮมด้านหน้าออก หลาย ๆ แบรนด์ก็เริ่มหาตำแหน่งวางระบบสแกนนิ้วมือใหม่ เริ่มจากด้านหลังตัวเครื่อง ขยับมาด้านข้างตรงปุ่ม Power และ Vivo ก็ถือว่าเป็นแบรนด์แรกที่ได้ทำฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือใต้จอได้สำเร็จอย่างใน Vivo X20 Plus UD แต่ทาง Apple ก็ได้ทิ้งฟีเจอร์ สแกนลายนิ้วมือไปหา Face ID อย่างถาวรไปเลย

แบตเตอรี่

ความจุแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น

how to charge smartphone properly

เรื่องแบตเตอรี่ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมาร์ทโฟน เพราะทุก ๆ ปีที่สมาร์ทโฟนเริ่มแรงขึ้น แบตเตอรี่ก็ต้องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นตามเพื่อที่จะสามารถใช้งานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการในชีวิตประจำวัน ซึ่งมือถือสมัยก่อนก็จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1500mAh ซึ่งก็ถือว่าใช้งานได้ปกติกับมือถือที่ชิปเซ็ตยังไม่ได้แรงเหมือนตอนนี้ แถมแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่สามารถถอดเปลี่ยนได้อีกด้วย ในขณะที่มือถือ Android สมัยนี้มีความจุเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 4000mAh เลยทีเดียว

วัสดุแบบใหม่ Charge Cycle มากขึ้น

นอกจากความจุแบตเตอรี่ที่สูงขึ้นมาก ๆ แล้ว ตัวแบตเตอรี่ก็ได้มีการเปลี่ยนวัสดุเคมีด้านในจากส่วนใหญ่ที่เป็น Li-Ion ซึ่งปีหลัง ๆ มาก็ได้มีการเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็น Li-Po ซึ่งมีจำนวนชาร์จไฟซ้ำที่มากขึ้นทำให้แบตเตอรี่เสื่อมช้าลงนั่นเอง

ระบบ Fast-Charge เอาใจคนเร่งรีบ

10 ปีที่แล้วมือถือส่วนใหญ่ต่างก็ทาพร้อมกับ Adapter ชาร์จ ที่มีกำลังไฟอยู่ที่ 5W-10W เสียเป็นส่วนใหญ่ จนหลาย ๆ แบรนด์เริ่มเลงเห็นว่านอกจากแบตเตอรี่จะต้องมีความจุเยอะ ความไวในการชาร์จก็เป็นส่วนประกอบสำคัญต่อการใช้งานอีกด้วย ทำให้เกิดเป็นฟีเจอร์ที่เรียกว่า Quick Charge ซึ่งสามารถชาร์จไฟได้สูงกว่า 10W เป็นต้นไป

ถัดมา 10 ปีให้หลัง มือถือหลาย ๆ แบรนด์ก็เริ่มมีการเปิดตัวฟีเจอร์ชาร์จไวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Dash Charge ของ OnePlus, OPPO Super VOOC Super Dart Charge ของ Realme และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งสูงสุดตอนนี้มีไปไกลได้มากถึง 12oW เลยทีเดียว

การเติบโตของตลาด Android

ขอบคุณรูปภาพจาก – MyBroadBand

นอกจากตัวมือถือที่มีการพัฒนาเรื่อย ๆ แล้ว การเติบโตของตลาด Android ก็มีการพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งการเติบโตส่วนใหญ่มาจากที่ตลาด Android นั้นได้มีการแบ่งมือถือหลากหลายรุ่นทั้งเรือธง และรุ่นประหยัดทำให้มือถือ Android เป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย ช่วยให้ Android ครองตลาดอย่างที่เห็นนั่นเองครับ

สรุป

ถือว่า 10 ปีที่ผ่านมามือถือมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในทุกด้าน ๆ ทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันที่ทุกคนขาดไม่ได้ ในฐานะคนที่เคยได้สัมผัสมือถือเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาเทียบกับปีนี้ก็ต้องบอกได้เลยว่าอุตสาหกรรมมือถือมาไกลมาก ๆ และด้วยการแข่งขันที่สูงขนาดนี้ ผมก็เชื่อว่าเราจะได้เห็นการเติบโตที่รวดเร็วแบบนี้ไปอีกในหลาย ๆ ปีข้างหน้าแน่นอน

from:https://droidsans.com/decades-of-smartphones-industry-what-happened-for-the-past-10-years/