คลังเก็บป้ายกำกับ: INVESTMENT

Infor ได้รับเงินลงทุนเพิ่ม 48,000 ล้านบาท ก่อนแผนการ IPO ภายในปี 2019 – 2020

Infor ผู้พัฒนาโซลูชัน ERP ชื่อดัง ได้ออกมาประกาศถึงการรับเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,500 ล้านเหรียญหรือราวๆ 48,000 ล้านบาท ก่อนกำหนดการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ได้กำหนดเอาไว้

Credit: Infor

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นโดย Koch Equity Development LLC และ Golden Gate Capital โดยทาง Infor เองนั้นก็มีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หรือ IPO อยู่แล้วภายในปี 2019 – 2020 นี้ โดยในปีงบประมาณ 2018 ที่ผ่านมาทาง Infor เองก็ได้รายงานถึงรายรับประจำปีของตนเองที่ประมาณ 3,000 ล้านเหรีญหรือราวๆ 96,000 ล้านบาท

จุดเด่นของ Infor นั้นคือการถือครองเทคโนโลยีโซลูชันด้านระบบ ERP สำหรับธุรกิจเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ เอาไว้จำนวนมาก ทำให้การนำ Infor ไปใช้งานปรับแต่งสำหรับธุรกิจเฉพาะบางประเภทนั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยมี Best Practice ของธุรกิจนั้นๆ พร้อมให้ใช้งานได้ทันที

ตัวอย่างความสำเร็จของ Infor นั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อย อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา โรงพยาบาลกว่า 72% นั้นใช้โซลูชันของ Infor ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 19 ใน 20 อันดับแรกก็ใช้ Infor รวมถึงแบรนด์แฟชันชื่อดัง 8 ใน 10 อันดับแรกก็ใช้ Infor ด้วยเช่นกัน

ที่มา: https://www.reuters.com/article/us-walgreens-boots-microsoft/walgreens-and-microsoft-partner-to-develop-digital-healthcare-services-idUSKCN1P91V1

from:https://www.techtalkthai.com/infor-got-48000-million-thb-before-its-planned-ipo/

Advertisements

มุมมองหุ้นไทยปี 2019 จาก Credit Suisse “หุ้นไทยแพงแถมโตนิดเดียว” แนะเลือกรายหุ้น

บทวิเคราะห์หุ้นไทยล่าสุด จากสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง Credit Suisse ยังคงแนะนำว่าหุ้นไทยยังแพง แต่ยังแนะนำให้เลือกหุ้นเป็นรายตัวเอา เนื่องจากภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยยังดูไม่โอเค

ภาพจาก Unsplash

Credit Suisse ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับกลยุทธ์หุ้นไทยปี 2019 ยังคงมีมุมมองที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักต่อเนื่องจากบทวิเคราะห์หลังงบไตรมาส 3 ออกมา โดยปีที่ผ่านมาของหุ้นไทยทำผลงานได้แย่ที่สุดอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นจีน ขณะเดียวกันเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างอินโดนีเซีย รวมไปถึงฟิลิปปินส์กลับทำผลตอบแทนในปีนี้เป็นบวกเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ในไตรมาส 3 ที่มองว่าหุ้นไทยอาจ Rally ขึ้นเนื่องจากได้รับข่าวดีว่าจะมีการเลือกตั้งนั้นกลับไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

Brand Inside รวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาฝาก

หุ้นไทยแพงภาพรวมยังไม่ดี

นักวิเคราะห์ของ Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยยังมี Valuation ที่แพงมากๆ และยังมองว่านักลงทุนมองในด้านดีของหุ้นไทยมากเกินไปในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังใกล้จะเข้ามาทุกที เนื่องจากระยะเวลาจากปัจจุบันจนถึงระยะเวลาที่จะเลือกตั้งนั้นน้อยเกินไป

ด้านเศรษฐกิจภาพใหญ่ของไทยในปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ลดลง นักท่องเที่ยวที่ลดลงโดยเฉพาะจากประเทศจีน ยังรวมไปถึงความต้องการใช้จ่ายในประเทศในประเทศที่ยังดูอ่อนแอจากภาคการเกษตร แต่ยังได้การลงทุนและภาคการบริโภคที่ดูดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่ Credit Suisse มองว่าผู้มีรายได้สูงกลับสามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น โดยเทียบกับการซื้อของคงทน เช่น รถยนต์ แต่ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย การซื้อของไม่คงทน เช่น เครื่องใช้ต่างๆ แทบไม่ฟื้นตัวขึ้นด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันหุ้นไทยในตอนนี้ถือว่ามีมูลค่าแพงกว่าค่าเฉลี่ยไปแล้ว (ดูได้จากกราฟด้านล่าง) ไม่ใช่แค่นั้นตลาดหุ้นไทยยังมีพรีเมี่ยมที่แพงเมื่อเทียบกับในทวีปเอเชียอีกด้วย

ข้อมูลจาก Credit Suisse

กำไรโตน้อย

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวอยู่อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตได้ดีมาก แต่สภาพแบบนี้กลับไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นกำไรของบริษัทเอกชนต่างๆ ได้ และด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นนี้กลับทิ้งคนที่รายได้น้อยไว้อีกด้วย โดยมองจากภาคการเงินของไทยและรวมไปถึงกลุ่มสื่อสารของไทยที่เติบโตช้าลง

Credit Suisse มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเติบโตได้ประมาณ 5-6% และตลาดหุ้นไทยจะได้ผลดีจากสถาพคล่องที่ล้นเหลือในประเทศ

แต่ถ้าหากเทียบกำไรใน 2018-2019 ตลาดหุ้นไทยถือว่าน่าเป็นห่วง ถ้าเทียบกำไรเฉลี่ยในกลุ่ม TIP แล้วไทยมีกำไรเติบโตรั้งท้ายกลุ่มด้วยซ้ำ ขณะประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม TIP อย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เติบโตกว่าด้วย

ข้อมูลจาก Credit Suisse

แล้วเลือกลงทุนอะไรดี?

Credit Suisse แนะนำให้เลือกหุ้นไทยเป็นรายตัว และให้เลือกกลุ่มที่เน้นความต้องการภายในประเทศ นอกจากนี้ยังให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น กลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากเศรษฐกิจภาพใหญ่แย่กว่าคาด และให้เป้าหมายของ SET Index ปลายปี 2019 อยู่ที่ 1,672 จุด

หุ้นไทยที่ Credit Suisse แนะนำได้แก่

  • BDMS
  • LH
  • AP
  • MTC
  • DTAC
  • SCB
  • CPALL

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Credit Suisse

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-stocks-2019-view-from-credit-suisse-pe-still-high-and-low-growth/

SCBS มอง SET Index ปีหน้า 2,000 จุด ปัจจัยเศรษฐกิจโลกปีหน้าหนุนตลาดเกิดใหม่

SCBS ออกบทวิเคราะห์ของไตรมาส 1 ปีหน้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความหวังจากนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมองว่ามีโอกาสที่หุ้นไทยจะทะยานไป 2,000 จุดอีกด้วย

ภาพจาก Shutterstock

มุมมองล่าสุดจากหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ หรือ SCBS มองว่า SET Index ในปลายปี 2019 จะสามารถแตะที่ระดับ 2,000 จุด ได้เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่ดีขึ้น และรวมไปถึง Valuation ที่น่าสนใจมากๆ โดยหุ้นไทยตอนนี้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีแล้วด้วยซ้ำ

Brand Inside รวบรวมมุมมองที่คุณต้องรู้จาก SCBS

มองว่าตลาดเกิดใหม่จะปรับตัวดีขึ้น

SCBS อ้างอิงถึงรายงานของ IMF ที่รายงานสภาพเศรษฐกิจโลกล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มองว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้มากถึง 3.6-3.7% นอกจากนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนากำลังจะชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ที่ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้สถานการณ์ของเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ดูดีมากขึ้น วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐได้สิ้นสุดลง ความเสี่ยงวิกฤติค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ลดลงด้วย

ท่องเที่ยวไทยยังมีความหวัง

มาดูทางด้านเศรษฐกิจไทยกันบ้าง แม้ว่า GDP ในไตรมาส 3 ของไทยจะต่ำกว่าคาด โดยปัจจัยมากจากการส่งออกที่ต่ำกว่าคาด เนื่องจากประเทศอื่นๆ ที่ความต้องการที่ลดลง อย่างไรก็ดี SCBS มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยอดส่งออกของไทยเดือนตุลาคมกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

ส่วนเรื่องปัญหานักท่องเที่ยวที่ลดลงนั้น SCBS มองว่าการชะลอตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมองภาพรวมจากนักท่องเที่ยวทั้งหมดยังเป็นขาขึ้นอยู่ ส่วนปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยน้อยลง เป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นปัญหาเฉพาะที่ไทยเอง เมื่อเทียบปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศอื่นๆ ซึ่งปัญหานี้น่าจะคลี่คลายไปได้

ข้อมูลจาก SCBS

เป้า SET Index ปลายปีหน้า 2,000 จุด

แม้ว่าในปี 2018 นี้สินทรัพย์ทั่วโลกจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีก็ตาม แต่ในปีหน้า SCBS มองว่า SET Index สามารถทะยานในปีนี้ได้ เนื่องจากกำไรปกติกำลังจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลว่าเร็วๆ นี้กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยอาจชะลอตัวลงก็ตาม คาดว่ากำไรของปี 2019 จะอยู่ประมาณ 11%

อีกประเด็นหนึ่งคือ GDP ไทยที่เติบโตควรจะทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นบวกด้วย และมองว่าในปีหน้าผลตอบแทนของหุ้นไทยไม่ควรที่จะติดลบอีกรอบเหมือนผลตอบแทนในปีนี้ โดยมองว่าตลาดน่าจะมีสิทธิ์รีบาวน์ได้มากถึง 20% บนสมมติฐานที่ว่าจะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้

นอกจากนี้ในปีหน้าคาดว่า SET Index จะทะยานไปที่ 2,000 จุด จาก Forward P/E และหุ้นไทยซื้อขายกันเหนือค่าเฉลี่ย 1 ส่วนเบี่ยงเบียนมาตรฐาน ทำให้คาดว่าหุ้นไทยจะทะยานไปถึงจุดนั้นได้ นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศในอาเซียนที่มี FDI ไหลเข้ามากด้วย รวมไปถึงวัฏจักการลงทุนเป็นขาขึ้นของไทยด้วย

หุ้นเด่นไตรมาส 1/2019

SCBS แนะนำหุ้นไตรมาส 1 ของปีหน้าไว้ 6 ตัว โดยมองว่า 2 ปัจจัยที่สำคัญมาจาก วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่ง FDI ของไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และรวมไปถึง วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศ รวมถึงไทยกำลังที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

  • CPF ราคาหมูที่สูงขึ้นในไทยและเวียดนาม จะทำให้กำไรปรับตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ในปีนี้
  • TU ต้นทุนของทูน่ามีระดับต่ำ เงินบาทอ่อนค่า และการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์
  • ROJNA บริษัทเริ่มซื้อที่ดินเพิ่มใน EEC นอกจากนี้ยังมี Valuation น่าสนใจ
  • WHA ยอดขายรอรับรู้รายได้สูง ได้ปัจจัยจากจากโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้า
  • BBL ได้รับปัจจัยจากวัฏจักรการลงทุน สินเชื่อขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
  • KTB การปรับพอร์ตสินเชื่อ กำไรพิเศษจากการขายที่ดินของ AQ

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก SCBS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scbs-view-set-index-will-reach-2000-next-year/

Mitsui & Co ประกาศเพิ่มการลงทุนใน IHH Healthcare กลุ่มโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในเอเชีย

กลุ่มการแพทย์ในเอเชียกลับมาเป็นที่น่าสนใจอีกครั้งเมื่อ Mitsui & Co ประกาศลงทุนใน IHH Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภาพจาก Unsplash

เมื่อบริษัท Trading รายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Mitsui & Co ได้ประกาศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน IHH Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาลใหญ่สุดในเอเชีย ซึ่งมีโรงพยาบาลในมือกว่า 50 แห่ง เตียงผู้ป่วยกว่า 12,000 เตียง กระจายอยู่ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ตุรกี รวมไปถึง อินเดีย

โดย Mitsui & Co จะซื้อหุ้น 16% ต่อจากกองทุนความมั่งคั่งของประเทศมาเลเซีย หรือ Khazanah Nasional ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน IHH Healthcare ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 8,400 ล้านมาเลเซียริงกิต หรือราวๆ 66,000 ล้านบาท และทำให้ Mitsui & Co กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ทันที ด้วยสัดส่วน 32.9%

สาเหตุที่ทำให้กลุ่ม Mitsui & Co ลงทุนเพิ่มเติมใน IHH Healthcare คือ การกระจายการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันรายได้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีปริมาณสูงและขาดทุนในบางส่วนธุรกิจ และรวมไปถึง กลุ่มการแพทย์ในเอเชียยังเติบโตต่อเนื่อง รวมไปถึงประชากรที่ยังเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 13% และอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าราวๆ 517,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับกองทุนความมั่งคั่งของประเทศมาเลเซีย การขายหุ้นของ IHH Healthcare มาเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการขายธุรกิจที่ไม่จำเป็นออกมา เนื่องจากปัจจุบันมาเลเซียกำลังประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และยังรวมไปถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียได้ตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปเป็นจำนวนมาก เช่น การชะลอโครงการใหญ่ๆ ออกไปก่อน เป็นต้น

นอกจากนี้ในปี 2015 ทาง IHH Healthcare เคยสนใจที่จะลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือ BDMS ในสัดส่วนประมาณ 11.5% หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ท้ายที่สุดก็ยกเลิกการลงทุนไป

สำคัญยังไง

การเพิ่มการลงทุนของกลุ่ม Mitsui ครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะว่าเศรษฐกิจในเอเชียกำลังเติบโตอย่างมากทำให้กลุ่มการแพทย์ถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ แถมยังอยู่ในการเติบโตระยะยาวด้วย และต้องจับตามองกลุ่มการแพทย์ในไทยว่าอาจมีโอกาสที่โดน Takeover หรืออาจมีการควบรวมกิจการทั้งในประเทศด้วยกัน หรือจากต่างประเทศในอนาคตอีกด้วย

ที่มาMitsui & Co Press Release, Bloomberg, Business Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mitsui-raise-stake-more-in-ihh-healthcare/

มุมมองหุ้นไทยหลังงบไตรมาส 3 จาก Credit Suisse “ใกล้จุดขายหุ้นไทยแล้ว”

ถึงแม้ว่างบไตรมาส 3 ของบริษัทในไทยจะออกมาครบแล้วก็ตาม แต่สำหรับในมุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มองว่าบริษัทจดทะเบียนในไทยหลายๆ บริษัทมีผลประกอบการเริ่มที่จะไม่โตตามเป้าแล้ว

ภาพจาก Unsplash

มุมมองหุ้นไทยล่าสุดจากสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Credit Suisse หลังจากงบไตรมาส 3 ออกมาแทบจะครบทุกตัวแล้ว โดยมองว่าปัจจัยภายนอกตอนนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหุ้นไทยมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งรออยู่ก็ตาม

Brand Inside สรุปประเด็นสำคัญๆ ที่น่าสนใจของบทวิเคราะห์นี้

หุ้นไทยเริ่มแพง

Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยกำลังอยู่ในจุดที่เริ่มไม่น่าสนใจ โดยค่าเฉลี่ย P/E ของตลาดหุ้นไทยเริ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีค่าเฉลี่ยที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในเอเชีย นอกจากนี้กำไรของบริษัทที่เริ่มเติบโตช้า ทำให้ค่าเฉลี่ย P/E ของตลาดหุ้นไทยแพง Credit Suisse คาดว่ากำไรของตลาดหุ้นไทยปี 2019 จะเติบโตเพียงแค่ 7% เท่านั้น เติบโตช้ากว่าตลาดอื่นๆ ในเอเชีย

ปัจจัยภายนอกไม่สนับสนุน

ไทยเป็นตลาดหนึ่งในกลุ่ม Emerging Markets ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เจอคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะทยอยขึ้นดอกเบี้ย และยังรวมไปถึงปัจจัยของค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังแข็งค่าขึ้นมา นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก จึงรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเต็มๆ ทำให้หุ้นไทยดูน่าสนใจน้อยกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าไทยจะมีบัญชีดุลสะพัดเป็นบวก ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นของไทยผันผวนน้อยกว่าที่อื่นก็ตาม

มองว่าธันวา-มกราปีหน้า หุ้นจะวิ่งช่วงสั้นๆ

อย่างไรก็ดี Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยจะได้ปัจจัยบวกในช่วงสั้นๆ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยวิ่งต่อในช่วง 1-2 เดือนต่อจากนี้ เช่น การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น RMF หรือแม้แต่ LTF ซึ่งจะเห็นเม็ดเงินมหาศาลเข้าตลาดในช่วงนี้ นอกจากนี้เราจะเห็นนักลงทุนรายย่อยเริ่มเก็งกำไรในในตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเลือกตั้ง ทำให้ Credit Suisse มองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสที่จะขายหุ้นถ้าหาก SET Index ถึงแนวต้าน

ยังแนะนำลงทุน

Credit Suisse มองถึงอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเนื่องจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มธนาคาร
  • กลุ่มอสังหา
  • กลุ่มอุปโภคบริโภค
  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ

ที่มา – บทวิเคราะห์ของ Credit Suisse

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/credit-suisse-view-of-thailand-equities-lastest-11-2018/

ข่าวดี! เวียดนามเตรียมยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ มีผลใช้ ปี 2020

รัฐบาลเวียดนามเตรียมที่จะยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติในหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนชาวต่างชาติทำให้ลงทุนในประเทศเวียดนามได้ง่ายขึ้น

Ho Chi Minh City – ภาพจาก Pixabay

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเวียดนาม เตรียมยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ​ ถือเป็นข่าวดีของนักลงทุนชาวไทย ซึ่งสนใจลงทุนในกิจการต่างๆ รวมไปถึงกองทุนต่างชาติ ที่สนใจการลงทุนในประเทศเวียดนาม เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ

ปัจจุบันเพดานของการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติจำกัดอยู่ที่ 49% โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเตรียมที่จะยกเลิกเพดานถือครองหุ้นของชาวต่างชาติออกไป คาดว่าข้อกฏหมายจะเข้าสภาในปีหน้า และจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2020

ก่อนหน้านี้รัฐบาลเวียดนามได้เพิ่มเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติในบางบริษัท เช่น Vinamilk ซึ่งเป็นผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดในประเทศ และได้รับความนิยมจากนักลงทุนชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

การซื้อหุ้นในเวียดนามในปัจจุบันถ้าหากจะซื้อหุ้นที่ติดเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ อาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม 15-30% จากชาวต่างชาติด้วยกันเพื่อที่จะได้หุ้นดีๆ ในตลาดหุ้นเวียดนาม การที่รัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดนี้จะสร้างสภาพคล่องในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกมาก

อย่างไรก็ดีการยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติจะยังจำกัดในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาวุธและความมั่นคง ประกันภัย โทรคมนาคม ที่เพดานการถือครองของชาวต่างชาติอยู่ที่ 49% เหมือนเดิม รวมไปถึง ธนาคาร ที่จำกัดเพดานลงมาเหลือแค่ 30% 

ปูทางสู่ MSCI Emerging Market

ปัจจุบันประเทศเวียดนามอยู่ในดัชนี MSCI Frontier Market และอาจได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่การคำนวณ MSCI Emerging Market ถ้าหากรัฐบาลเวียดนามสามารถยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ และกฏระเบียบต่างๆ ที่ทำให้ง่ายในการลงทุน รวมไปถึงการจัดการเรื่องสภาพคล่องของตลาด

ถ้าหากหุ้นของเวียดนามเข้าสู่การคำนวณ MSCI Emerging Market จะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นของเวียดนามอีกมหาศาล ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินของชาวต่างชาติในตลาดหุ้นของเวียดนามประมาณ 34,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มาReuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-prepare-to-lift-foreign-limit-and-using-in-2020/

วิเคราะห์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จะผลกระทบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ราคาทองคำ ยังไง?

Brand Inside รวบรวมมุมมองจากสถาบันการเงินเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น Goldman Sachs รวมไปถึง Citi และมุมมองของสถาบันการเงินในไทยอย่าง บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง และรวมไปถึงธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ภาพจาก Unsplash

อีกไม่กี่อึดใจการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาก็จะเกิดขึ้น โดยการเลือกตั้งจะจัดในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน โดยในการชิงคะแนนเสียงครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของทั้ง 2 พรรคไม่ว่าจะเป็น พรรครีพับลิกัน รวมไปถึง พรรคเดโมแครต แต่ละฝ่ายพยายามที่จะชิงเสียงไม่ว่าจะเป็นเสียงของสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึง วุฒิสภา เป็นการวัดใจของประธานาธิบดีว่าจะมีความนิยมมากแค่ไหน หลังการทำงานผ่านมา 2 ปี และแน่นอนว่าเรื่องนี้กระทบกับการลงทุนไม่น้อย

สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมนี้จะมีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 435 ที่นั่ง วุฒิสภา อีก 33 ที่นั่ง

ความน่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้

ปีนี้ความเข้มข้นของการเลือกตั้งจากฝ่ายเดโมแครตถือว่าสูงมาก เพราะว่าการพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ถือว่าผิดแผนไปอย่างที่คิดมหาศาล ทำให้เกิดผู้สมัครวัยหนุ่มสาวมากขึ้นจากเดโมแครตที่เน้นนโยบายไปทาง Socialist มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Brand New Congress ที่ไม่เชื่อในนโยบายการหาเสียงของพรรคในรูปแบบเดิมๆ และพยายามในการผลักดันคนรุ่นใหม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลายๆ คนที่ลงสมัครนั้นยังมีอายุน้อยกว่า 30 ปี แถมยังได้รับชัยชนะจากไพมารี่โหวตอีกด้วย นโยบายที่ผลักดันหลายๆ เรื่องคือไม่ว่าจะเป็น สนับสนุนนโยบายผู้อพยพให้สามารถมีสัญชาติอเมริกันได้ การประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐ และรวมไปถึง ยกเลิกหนี้การศึกษา 

ขณะที่ฝั่งรีพับลิกันของทรัมป์ก็พยายามผลักดันนโยบายการปฏิรูปภาษี รวมไปถึงการที่จะยกเลิกไม่ให้ผู้อพยพสามารถขอสัญชาติอเมริกันได้ เนื่องจากจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอาจล่มสลายเพราะผู้อพยพ

ข้อมูลจาก Goldman Sachs

Goldman Sachs มองว่าสภาพตลาดไม่เหมือนเดิม

Ben Snider นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มองว่าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐในปีนี้ไม่เหมือนกับช่วงสมัยที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเนื่องจากปัจจุบันมีแรงกดดันจากเรื่องของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมไปถึงนโยบายทางการเงิน

ฉะนั้นแล้วเขาจึงมองว่าถ้าหากจะเก็งกำไรในเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอมนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่เข้าท่าสักเท่าไหร่ โดยปัจจับสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงนี้คือนโยบายทางการเงินมากกว่า และนอกจากนี้การที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย

ข้อมูลจาก Goldman Sachs

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังได้สัมภาษณ์ Steve Elmendorf ซึ่งอดีตเขาเคยเป็นทีมงานของวุฒิสมาชิก Richard Gephardt ซึ่งเขามีมุมมองว่าพรรคเดโมแครตมีกลยุทธ์ที่แยกออกไปในแต่ละเขต โดยเขาแนะนำให้จับตาพื้นที่เลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างเช่นบางรัฐที่เดโมแครตเคยแพ้แต่นำผู้สมัครที่น่าสนใจอย่างเช่น ในเมือง Dallas มีอดีตผู้เล่น NFL อย่าง Colin Allred มาลงสมัครและระดมทุนได้เงินมหาศาล เขาเชื่อว่าจะสามารถชนะได้

ถึงแม้ว่าผลสำรวจล่าสุดจะมองว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนสำรวจนำพรรครีพับลิกัน อย่างไรก็ดี Steve มองว่าโอกาสที่เดโมแครตจะชนะแน่นอนไม่แน่เสมอไป เขาได้ยกตัวอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 ที่ผ่านมาว่าผลสำรวจตอนแรกเดโมแครตมีคะแนนนำ แต่เวลานับคะแนนจริงๆ กลับกลายเป็นว่าทรัมป์ชนะ ซึ่งงานนี้เขามองว่าไม่ง่ายเลย

ส่วนเรื่องความกังวลว่าเดโมแครตจะแก้ไขข้อกฏหมายเรื่องของภาษี Steve มองว่าคงเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีและรีพับลิกันยังครองเสียงวุฒิสมาชิก

ข้อมูลจาก Citi

Citi มองราคาทองไม่ผันผวน

Citi มองว่า เดโมแครตจะชนะสภาผู้แทนราษฎรส่วนทางด้านรีพับลิกันจะชนะวุฒิสภา มากที่สุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาผู้แทนราษฎรฝั่งเดโมแครต มีแววที่จะต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ความเสี่ยงอีกเรื่องที่ Citi มองคือมีโอกาสที่เดโมแครตอาจยื่นถอดถอนประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่า Impeachment ได้ด้วย และรวมไปถึงไม่ให้เพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับเศรษฐกิจสหรัฐได้ แต่คาดว่าทั้ง 2 เรื่องมีโอกาสต่ำมาก

สำหรับค่าเงินในกลุ่ม Emerging Markets ที่รวมประเทศไทยนั้น Citi มองว่าจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ดีค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงจะเป็นตัวรองรับผลกระทบในเรื่องนี้

ด้านราคาทองคำ Citi มองว่าราคาทองคำรวมไปถึงสินทรัพย์โภคภัณฑ์ไม่น่าจะมีความผันผวนในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม ยกเว้นแต่ว่าพรรคเดโมแครตครองเสียทั้ง 2 สภาเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ราคาโลหะรวมไปถึงทองคำมีราคาสูงขึ้น 3-5%

ข้อมูลจาก Citi

บัวหลวงและกรุงศรีมอง EM ได้ประโยชน์

สำหรับมุมมองของบล.ในไทยอย่าง บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง มีมุมมองว่า เดโมแครตจะชนะสภาผู้แทนราษฎร ส่วนทางด้านรีพับลิกันจะชนะวุฒิสภา มีโอกาสมากที่สุด มากถึง 59% และจะทำให้ตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Markets ได้ผลดีจากเรื่องนี้ รวมไปถึงหุ้นไทยด้วย เพราะนโยบายต่างๆ ที่ชะลอตัวลงจากเรื่องสงครามการค้า จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นใน Emerging Markets ได้ประโยชน์

ทางด้านของ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า เหตุการณ์สำคัญจะอยู่ที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยในปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงทั้งในสภาสูงและสภาล่าง แต่คาดว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

โดยกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ พรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงในสภาผู้แทนราษฎรแต่วุฒิสภาจะยังคงเป็นของรีพับลิกัน ถ้าหากเกิดสถานการณ์นี้ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลงเล็กน้อยและเป็นบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า Emerging Markets อย่างไรก็ดี ผลกระทบอาจจำกัดเนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs, Citi, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, หลักทรัพย์บัวหลวง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/analysis-about-us-midterm-election-and-whats-about-all-assets/