คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

คู่แข่งใหม่ที่เข้ามาเบียดเวที Zoom และ Microsoft Teams

ล่าสุดมีการกล่าวถึงในโลกโซเชียลเป็นอย่างมากว่า “พระเอกที่จะมาแทน Zoom เปิดตัวแล้ว” ซึ่งค่อนข้างโดนใจคนบางกลุ่มที่โดนบริษัทบีบให้เปิด Zoom สแตนบายโผล่หน้าให้เห็นตลอดช่วงเวลาการทำงาน ที่ต้องการหาทางเลือกใหม่เพื่อปลดแอก

โปรแกรมใหม่ล่าสุดที่คนตั้งความหวังไว้นี้ชื่อ Vowel ซึ่งโปรยคำโฆษณาไว้ว่า ไม่ใช่โซลูชั่นประชุมผ่านวิดีโอธรรมดาเหมือน Zoom ที่แค่เปิดให้ผู้คนเสนอหน้าเข้ามาคุยกันผ่านวิดีโอเท่านั้น แต่มีลักษณะที่คล้ายโปรแกรมชื่อดังอย่าง Slack มากกว่า

จุดที่เหมือน Slack ที่ถือเป็นจุดได้เปรียบของ Vowel คือการที่ผู้ใช้และทีมงานที่กำลังสื่อสารแบบ “ถ่ายทอดสด” สามารถวางแผนล่วงหน้า เตรียมจัดการประชุม บันทึก หรือแม้แต่ถอดคำพูดออกมาเป็นตัวอักษรได้

เรียกว่า Vowel เหมือนกับระบบประชุมผ่านวิดีโอที่มีบันทึกการประชุมถูกสร้างขึ้นมาให้ดูพร้อมกันสำหรับใช้อ้างอิงได้ พร้อมบันทึกเอาไว้ดูทีหลังได้ ไม่หายไป เหมือนทำหน้าที่เป็นตัวเก็บข้อมูลการประชุมย้อนหลังเพื่อย้อนกลับไปค้นหาข้อมูลได้ ไม่ว่าคุณเคยเข้าร่วมหรือไม่

ที่มา :Zdnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-teams-and-zoom-have-a-new-competitor/

Arduino เปิดตัว Oplà IoT Kit ชุดเรียนรู้การพัฒนา IoT ราคา 114 ดอลลาร์

Arduino เปิดตัวชุดพัฒนาใหม่ในชื่อ Oplà IoT Kit โดยมีบอร์ดเสริม MKR IoT Carrier เพื่อให้ติดต่อกับผู้ใช้ได้คล้ายตัวควบคุมความร้อนในบ้านอย่าง Nest แต่เชื่อมต่อกับ Arduino IoT Cloud แทน

บอร์ด MKR IoT Carrier ประกอบไปด้วย ปุ่มแบบสัมผัส 5 จุด, หน้าจอ OLED วงกลม, เซ็นเซอร์แสง/อุณหภูมิ/ความชื้น/ความดันอากาศ, relay แบบ 24V ควบคุมอุปกรณ์ภายนอก, ช่องเสียบ SD, พอร์ตต่อเซ็นเซอร์ภายนอก, เซ็นเซอร์ความเคลื่อนไหว, ช่องใส่แบตเตอรี่แบบ Li-Ion, ไฟ RGB อีก 5 ดวง โดยในชุด Oplà IoT Kit จะมีเคสใสมาให้ด้วย

ตัวบอร์ดในชุดเป็น Arduino MKR WiFi 1010 และมีเซ็นเซอร์ความชื้นสำหรับปักดิน และเซ็นเซอร์ความเคลื่อนไหวมาให้ต่อเพิ่มได้ มีเนื้อหาการเรียนการสอนเป็นบทเรียน 2 ชุดสำหรับเรียนรู้ IoT และโครงการสำเร็จรูปอีก 8 โครงการ

ราคา 114 ดอลลาร์ไม่รวมภาษี ในชุดแถม Arduino Create Maker Plan ให้ฟรีอีก 1 ปี แต่บังคับใส่เลขบัตรเครดิตและจะถูกคิดเงินอัตโนมัติเดือนละ 5.99 ดอลลาร์หลังครบกำหนด

ที่มา – Arduino Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/119238

IBM ก้าวหน้าอีกขั้นในการพัฒนา AI ทำนายโรคอัลไซเมอร์อย่างแม่นยำ

IBM ได้จับมือกับยักษ์ใหญ่ด้านยาและเภสัชกรรมอย่าง Pfizer ในการออกแบบโมเดลสมองกล (AI) เพื่อทำนายแนวโน้มการเกิดโรคทางประสานได้ล่วงหน้าถึง 7 ปีก่อนจะเริ่มมีอาการ ซึ่งปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ปัญหาคือกว่าวินิจฉัยเจอก็สายเกินกว่าจะป้องกันไม่ให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อาการที่เกี่ยวข้องของโรคนี้ได้แก่ การสูญเสียความทรงจำทีละน้อย การสับสนงุนงง รวมไปถึงการทำกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

จากรายงานใน The Lancet eClinical Medicine ระบุว่า นักวิจัยได้ใช้ตัวอย่างข้อมูลด้านภาษาจากการทดสอบความสามารถในการพูดทางการแพทย์จำนวนหนึ่งที่ได้จากการศึกษาที่ชื่อว่า Framingham Heart Study

ซึ่งเป็นการศึกษาระยะยาวที่ได้ติดตามสุขภาพของคนกว่า 5,000 คนและครอบครัวตั้งแต่ปี 1984 เพื่อนำมาสอนให้โมเดล AI เรียนรู้ จนทำให้สามารถตรวจบุคคลที่ยังสุขภาพดีอยู่ได้ว่า จะเกิดอาการของโรคขึ้นในบั้นปลายชีวิตหรือไม่

ที่มา : ZDnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/ibm-is-a-step-closer-to-developing-accurate-ai/

สรุปแนวโน้มตลาด IoT สำหรับภาคธุรกิจในเมืองไทยปี 2021 จากงาน Intermach 2020

ในงาน Intermach 2020 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2020 ณ ไบเทค บางนา ทางทีมงาน AIS IoT ได้ขึ้นเวทีบรรยายในหัวข้อ The Future of Thailand’s IoT/M2M 2021 Market & Trend ร่วมกับสมาคมไทยไอโอทีและบริษัท มัลติ อินโนเวชั่น ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจองค์กรไทยต้องจับตามองเพื่อเตรียมปรับตัวสู่อนาคต ทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปประเด็นต่างๆ เอาไว้ดังนี้

สมาคมไอโอทีกับการผลักดันเทคโนโลยี IoT ในประเทศไทย

คุณนิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไอโอที ได้เริ่มต้นวงเสวนาด้วยการเล่าถึงสมาคมไอโอทีมีดประสงค์สี่ด้านของสมาคม ดังนี้

  • การสร้างความรับรู้เรื่อง IoT ตั้งแต่ระดับนิสิต นักศึกษา นักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการ
  • การสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT ในไทยยังขาดแคลน
  • การสร้าง Alliance เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ
  • การทำให้เทคโนโลยี IoT เกิดขึ้นและใช้งานได้จริง

คุณนิติยังได้เสริมอีกว่าที่ผ่านมาสมาคมไอโอทีจะเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้าน IoT มากขึ้น โดยสำหรับ Value Chain ของ IoT เองก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Smart Module, Smart Object, Smart Connectivity, Platform, Software Customization, Application และ Customer จึงจะครบวงจรตั้งแต่การสร้างสรรค์ไปจนถึงการใช้งานจริง และประเทศไทยก็ยังคงขาดส่วนประกอบสำคัญเหล่านี้อยู่ ดังนั้นทางสมาคมจึงมีแผนที่จะสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกประเทศ, การผลักดันให้เกิดเวทีวิชาการด้าน IoT, การผลักดันให้เกิด Mega Project ทางด้าน IoT ขึ้นมาให้ได้ในประเทศไทย, การจัดการ IoT Expo ในระดับนานาชาติ และการวางมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ IoT ในประเทศไทย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมาคมไอโอทีได้ที่ https://iotthailand.net/

AIS แบ่งปันผลการศึกษาตลาด IoT ในประเทศไทย

คุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ Enterprise Marketing Management Manager แห่ง AIS ได้มาเล่าถึงภาพของ AIS ในฐานะของผู้ให้บริการด้านระบบโครงข่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของโซลูชัน IoT จึงได้มีการจับมือกับธุรกิจต่างๆ ในเมืองไทยเพื่อผลักดันให้โซลูชันด้าน IoT เกิดขึ้นจริง และสร้างชุมชนนักพัฒนา IoT ตั้งแต่รุ่นเยาว์มาจนถึงรุ่นผู้ประกอบการ โดยเมื่อ 5G เริ่มกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาในเมืองไทย AIS เองก็เล็งเห็นถึงโอกาสมากมายที่จะเกิดขึ้นใน Ecosystem ของ IoT ทั่วไทยที่จะสามารถพัฒนาโซลูชันต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงโดยไม่ติดข้อจำกัดด้านระบบโครงข่ายอย่างในอดีตอีกแล้ว

AIS นั้นได้มีการสำรวจตลาด IoT ในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ทาง AIS ก็ได้ร่วมมือกับ IDC จัดทำการสำรวจว่า COVID-19 นั้นจะส่งผลกระทบต่อตลาด IoT ในเมืองไทยอย่างไรบ้าง และได้รับผลสำรวจดังนี้

  • มูลค่าตลาดรวมกันในทุกภาคส่วนได้แก่ Hardware, Services, Software และ Connectivity ของปี 2020 นี้ มีมูลค่ารวมกันอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งถือว่าไม่น้อย แต่หากไม่มี COVID-19 มูลค่าของตลาดก็น่าจะสูงกว่านี้
  • หากมองแยกที่แต่ละส่วนของตลาด ทุกส่วนนั้นเติบโตขึ้นหมด แต่ล้วนก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะโครงการบางส่วนหยุดชะงักไป โดยส่วนของ Connectivity นั้นได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่ฝั่งของ Hardware, Services และ Software นั้นได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะโครงการพัฒนาระบบเหล่านี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อรอการกลับมาของตลาด
  • อีกปัจจัยที่จะส่งผลกับตลาด IoT ชัดเจนมากก็คือ 5G ที่จะทำให้เกิดกรณีการใช้งานของโครงข่ายที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางสำหรับการใช้งาน IoT โดยเฉพาะได้ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีกว่ากรณีการใช้งานเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงอย่างแพร่หลาย

โดยสรุปคือตลาด IoT ยังคงเติบโตต่อเนื่องไปในอนาคต ถึงแม้อาจจะเติบโตไม่รวดเร็วเท่าที่เคยทำนายเอาไว้ก่อนที่ COVID-19 จะมา แต่ภาพรวมวงการก็ยังคงขับเคลื่อนไปได้

ในมุมของ AIS เองนั้นก็มีตัวเลขสถิติด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายสำหรับ IoT ในประเทศไทยที่น่าสนใจจากเดือนมิถุนายน 2020 มาแบ่งปันกันดังนี้

  • การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ผ่านโครงข่ายของผู้ให้บริการโดยรวมมีสูงกว่า 1.338 ล้านการเชื่อมต่อแล้ว เติบโตขึ้นมาจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 23% โดยเป็นการเชื่อมต่อที่ใช้ connectivity จาก AIS ถึง 783,000 อุปกรณ์ หรือมากกว่า 60% ของการเชื่อมต่อในประเทศ
  • สำหรับตลาดประเทศไทย มีการใช้งาน IoT ในธุรกิจ Transportation & Logistics มากที่สุด ตามมาด้วย Finance และ Retail
  • สำหรับตลาดระดับโลก มีการใช้งาน IoT ในภาคธุรกิจ Manufacturing มากที่สุด ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าในไทยยังมีโอกาสที่ตลาด IoT สำหรับ Manufacturing จะเติบโตตามเทรนด์โลกได้
  • ในประเทศไทย IoT Application ที่ถูกใช้งานมากที่สุดได้แก่ Fleet Management, Mobile EDC และ Kiosk ตามลำดับ

นอกจากในแง่ของโครงข่าย ทาง AIS เองก็มี AIS AIAP ซึ่งเป็นชุมชนของนักพัฒนา IoT ในประเทศไทยที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2018 จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกมากกว่า 1,900 รายแล้ว และได้สร้างโครงการ IoT สำหรับธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงแล้วมากกว่า 35 โครงการ ส่วนโครงการที่กำลังถูกพัฒนามากที่สุดในยามนี้คือ Smart Agriculture, Smart Building และ Smart City เป็น 3 อันดับแรก

IoT ยังมีอนาคตในไทย หลังธุรกิจได้เริ่มใช้งานตั้งแต่ก่อน COVID-19 และผู้คนได้สัมผัสกับเทคโนโลยีมากขึ้นในช่วง COVID-19

คุณสาธิต สาตรพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม บริษัท มัลติ อินโนเวชั่น ได้เล่าถึงมุมของตนเองในฐานะของ Systems Integrator ที่จะมามีบทบาทในการผสานเทคโนโลยีในโลก IoT เข้าเป็นโซลูชันสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจ ซึ่งมี 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) ส่วนของการผลิตหลอดไฟ, Sensor, Hardware และอื่นๆ 2) ส่วนของธุรกิจ SI สำหรับให้บริการหน่วยงานภาครัฐ กองทัพ และมหาวิทยาลัย 3) ส่วนของธุรกิจด้านพลังงานทั้งโรงงาน Bio Gas และโซลาร์เซลล์ 4) ส่วนของการพัฒนาระบบ Platform E-Marketplace ของไทยที่มีร้านค้ามากกว่า 1,000 แห่งเข้าร่วม

สำหรับโครงการทางด้าน IoT ที่มัลติ อินโนเวชั่นเคยทำมา ก็เห็นภาพชัดเจนว่าการมาของ COVID-19 นั้นทำให้การลงทุนทางด้าน IoT ของธุรกิจต่างๆ ชะงักไป แต่หลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะเติบโตกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และมีอนาคตอีกไกล โดยในช่วงก่อน COVID-19 ก็มีโอกาสได้ไปร่วมในโครงการด้าน Smart Lighting ที่เป็นยุคถัดจาก LED ที่ IoT จะมาช่วยให้หลอด LED ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่โครงการกลุ่ม Smart City ซึ่งมีการใช้อุปกรณ์ปริมาณมหาศาลและสร้างผลกระทบขนาดใหญ่เองก็จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ตลาด IoT ยังเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต

มองย้อนกลับมา อุปกรณ์ IoT เองก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ และในทางกลับกันเองถึงแม้ที่ผ่านมา COVID-19 จะทำให้ตลาดโดยรวมของ IoT ชะลอลง แต่ก็ทำให้การบริโภคอุปกรณ์ IoT ในแง่มุมที่หลากหลายเกิดมากขึ้น และเชื่อว่าหลังจากนี้ธุรกิจองค์กรต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับโครงการด้าน IoT มากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ค่าใช้จ่ายด้าน Connectivity จะลดลงอย่างต่อเนื่อง

คุณนวชัยจาก AIS ได้เสริมถึงกรณีการใช้งานจริงที่ AIS ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างโครงการ Smart Seaport ที่ได้นำ 5G ไปร่วมมือกับทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อทดสอบการควบคุมเครนยกของในท่าเรือจากระยะไกลได้อย่างแม่นยำและ Real-time ทำให้การจัดการท่าเรือเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่กรณีศึกษาถัดมาคือความร่วมมือกับ SCG และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการใช้ 5G ควบคุมรถ Forklift ระยะไกล โดยผู้ควบคุมอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และรถ Forklift อยู่ที่สระบุรี ทำให้เห็นถึงอนาคตของการควบคุมเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ในรูปแบบอื่นๆ จากระยะไกลผ่าน 5G ได้ ทำให้การทำงานเป็นไปได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น และทำให้ผู้คนสามารถหลีกเลี่ยงการทำงานที่อันตรายด้วยการทำงานผ่านเครื่องจักรเหล่านี้ในระยะไกลได้

ทั้งนี้หลังจากนี้ AIS เองก็จะมีความร่วมมือกับธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันภาพของการใช้ 5G ให้มีความหลากหลายและเกิดประโยชน์ต่อภาคงธุรกิจให้มากขึ้น และ AIS เองก็ยังเปิดรับต่อความร่วมมือใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในภาคธุรกิจ, การศึกษา และการพัฒนา

สมาคมไอโอทีจับมือ AIS ร่วมผลักดันสร้าง Ecosystem ด้าน IoT

หลังจากเวทีเสวนาจบลง ก็ได้มีประกาศถึงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีไอโอที ระหว่างสมาคมไทยไอโอทีและบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนของผู้ประกอบการทางด้าน IoT ในประเทศไทยเพื่อตอบสนองต่อโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ กันอย่างเป็นระบบ และสร้าง Ecosystem ที่เข้มแข็งร่วมกัน เป็นอีกแรงสำคัญในการผลักดันธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศไทย

ความร่วมมือนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน IoT ใดๆ นั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งจากภาคธุรกิจที่มีโจทย์ที่ชัดเจน ทางภาคผู้พัฒนาเทคโนโลยีซึ่งมีองค์ความรู้ และทางด้านผู้ให้บริการโครงข่ายซึ่งจะสามารถสนับสนุนสัญญาณเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลที่เหมาะสม พิธีลงนามในครั้งนี้ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการทางด้าน IoT มีโอกาสได้พบเจอกับโจทย์ทางธุรกิจซึ่งตรงกับทักษะของตนเอง และได้รับการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจให้เป็นจริงขึ้นมาได้

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-iot-trends-2021-from-intermach-2020-with-ais/

สร้าง Home Office ด้วย HPE ProLiant Microserver Gen10 Plus

ต้องบอกว่าผลิตภัณฑ์ HPE ProLiant Microserver Gen10 Plus สามารถสร้างออฟฟิศได้ในแบบกล่องสำเร็จรูป โดยการรวมกันระหว่าง MicroServer GEn10 Plus, RDX และ Aruba Instant On AP11 เหมาะสมอย่างมากในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศขนาดเล็ก, สำนักงานสาขา, ร้านกาแฟ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหาร, โรงพยาบาล เป็นต้น

อีกทั้งอุปกรณ์อย่าง Aruba Instant On, Access Point ที่มีความเสถียรสูง ซึ่งมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่น เชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

สำหรับ HPE ProLiant MicroServer Gen10 Plus มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ ตัวผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอันทรงพลัง ด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เชื่อมต่อการทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ InfoSight และมาพร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย ตามมาตรฐาน HPE Silicon Root of Trust อีกทั้งสามารถเพิ่มการใช้งานระบบบริหารจัดการ iLo5 ได้ด้วย Option เพิ่มเติมที่เรียกว่า HPE MicroServer Gen10+iLO Enablement Kit

นี่คือการเชื่อมต่อธุรกิจของคุณ ทั้งกับลูกค้าและกับพนักงานในองค์กรของคุณให้ดำเนินงานได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จ

สนใจสอบถามผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ อินแกรม ไมโคร 02-012-2222

from:https://www.enterpriseitpro.net/home-office-hpe-proliant-microserver-gen10-plus/

Raspberry Pi Compute Module 4 ออกแล้ว

Raspberry Pi Foundation ได้ประกาศออก Compute Module 4 แล้ว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 25 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 700 กว่าบาทเท่านั้น

Compute Module 4 มีขนาดเพียง 2.16 x 1.57 นิ้วเท่านั้น ในด้านประสิทธิภาพแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า ด้วยศักยภาพในการประมวลผลระดับ 64 บิต 1.5 GHz Quad-core BCM2711 หรือเหมือนกับใน Raspberry Pi 4 นั่นเอง และยังรองรับ HDMI 2 ตัว พร้อมกับกราฟฟิคระดับ 4K 60 FPS (Decode) และ 1080p 30 FPS (Encoding)

ทั้งนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ระหว่าง 25 ถึง 90 เหรียญสหรัฐฯ โดยสเป็คต่ำสุดคือแรม 1 GB แต่ไม่มีโมดูล Wireless ในขณะที่สูงสุดคือแรม 8 GB พร้อม Flash Storage 32 GB และการเชื่อมต่อ Wireless อย่างไรก็ดีโมดูลใหม่มีการเปลี่ยนรูปร่างการเชื่อมต่อทำให้ต้อใช้ I/O Board ใหม่โดยเฉพาะด้วยราคาราว 35 เหรียญสหรัฐฯ ผู้สนใจเริ่มหาซื้อได้แล้วกับตัวแทนที่เปิดจำหน่าย

ที่มา : https://www.reviewgeek.com/57610/the-2-inch-raspberry-pi-compute-module-4-launches-at-just-25/

from:https://www.techtalkthai.com/raspberry-pi-compute-module-4-has-been-released/

รีวิว : CHOETECH 2-in-1 Phone Holder และ Wireless Charger

จะบอกว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ตอบโจทย์การใช้งานของคนยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจากะเป็นแท่นวางมือถือแล้วมันยังสามารถที่จะใช้ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ได้โดยตรง (เป็น Wireless Charger)

แกะกล่อง
ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้ชื่อว่า CHOETECH 2-in-1 Flexible Phone Holder with Fast Wireless Charger รุ่น T548-1S ตัวกล่องก็เป็นสีขาว จากรูปบนกล่องเห็นได้ว่าตัวก้านสามารถปรับได้โค้งงอตามที่เราต้องการ และมีขาจับยึด ที่สามารถยึดกับโต๊ะได้อย่างแน่นหนา

ตัวปากยึดจับนั้นแตกต่างกับแท่นชาร์จทั่วๆ ไป ตรงที่ใช้ลักษณะเกลียวหมุน (ไม่ใช่สปริงแบบง้างเหมือนของทั่วไป) ทำให้มีความหนาแน่นมากในการยึดจับกับโต๊ะ ยิ่งมีแผ่นกันลื่นติดมาให้ที่ปากยึดนั้น ทำให้ยิ่งแน่นเข้าไปอีกหลายเท่าตัว

มาดูในส่วนของด้านจับยึดกับโทรศัพท์กันบ้าง ต้องบอกว่าออกแบบมาได้เข้าใจกับการใช้งานโดยตรง สามารถปรับการใช้งานรองรับมือถือได้ขนาดตั้งแต่ 4.7 นิ้ว จนถึง 7 นิ้ว สามารถปรับหมุนได้ 360 องศา และมีรูระบายอากาศด้านหลัง

สามารถปล่อยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 10W ส่วนด้านข้างจะมีเชือกช่วยในการถ่างขาจับ (นับว่าเป็นการเข้าใจการใช้งานโดยแท้จริง)

 

ทดสอบการใช้งาน
หลังจากที่เราได้ทดสอบการใช้งานก็พบว่า CHOETECH T548-1S เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การชาร์จเป็นเรื่องที่ง่ายดาย อีกทั้งยังสะดวกต่อการดูหนังและฟังเพลงอีกด้วย เราไม่ต้องมานั่งเอามือจับและวางเอียงกับโต๊ะเหมือนเช่นเคย กล่าวโดยสรุปแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนยุคนี้เจนนี้จริงๆ

คลิป VDO การใช้งาน

สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Choetech เข้าไปที่ช้อปใน Lazada ได้ที่นี่

from:https://www.enterpriseitpro.net/choetech-flexible-phone-holder-with-fast-wireless/

บอร์ด micro:bit ออกเวอร์ชั่น 2 เปลี่ยนชิปเพิ่มแรม 8 เท่า ใส่สำโพงและไมโครโฟนมาในตัว ยังรันซอฟต์แวร์เดิมได้

โครงการ micro:bit ของ BBC เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2015 ในฐานะคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ที่ใช้แจกให้นักเรียนทั่วสหราชอาณาจักรถึงล้านชุด ตอนนี้ผ่านมา 5 ปีทางโครงการก็ประกาศอัพเกรดบอร์ดเป็น v2 โดยเปลี่ยนชิปหลักเป็น nRF52833 ที่ซีพียูแรงขึ้น สตอเรจเพิ่มสองเท่าเป็น 512kB และแรมเพิ่ม 8 เท่าเป็น 128kB และรองรับ Bluetooth 5.0

นอกจากชิปหลักแล้ว ตัวบอร์ดยังใส่ลำโพงและไมโครโฟนมาในตัว เปลี่ยนโลโก้เป็นเซ็นเซอร์ capacitive ตรวจจับการสัมผัส มีไฟแสดงสถานะการทำงาน และขาจ่ายไฟ 3V สามารถจ่ายเพิ่มเป็น 200mA จากเดิม 90mA

ทางโครงการยืนยันว่าซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วย MakeCode และ MicroPython บนบอร์ดรุ่นเดิมจะใช้งานในบอร์ดรุ่นใหม่ได้ (ซึ่งทำให้ห้องเรียนสามารถใช้บอร์ดรุ่นใหม่บางส่วนได้) ส่วนพลังประมวลผลที่มากขึ้นจะทำให้เพิ่มบทเรียนด้าน AI/ML ในห้องเรียนได้ด้วย

ทางโครงการระบุว่าบอร์ดรุ่นใหม่จะราคาเท่าเดิม (ในไทย Cytron ขายอยู่ 543 บาท) และจะเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเดือนพฤศจิกายนนี้

ที่มา – micro:bit

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/119031

สุดติ่ง! หัวเว่ย ลงทุนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลให้บริการ cloud ในประเทศไทยโดยเฉพาะ

หัวเว่ยชี้อีโคซิสเต็มของเทคโนโลยี cloud ผสานนวัตกรรม AI และ IoT ยุคใหม่ จะช่วยลดต้นทุน เสริมประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพบริการแก่ธุรกิจไทย ผลักดันทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศสู่ยุค “อัจฉริยะ” อย่างสมบูรณ์แบบ

เผยภายใน 5 ปี อุตสาหกรรมธุรกิจในภาพรวมจะปรับมาใช้งาน cloud อย่างเต็มตัว นำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความเร็วในการรับส่งข้อมูล รวมถึงอีโคซิสเต็มของ cloud จะเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ให้บริการ cloud ต้องให้ความสำคัญในอนาคต

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการนำเทคโนโลยี cloud, AI และ IoT มาปรับใช้กับภาคธุรกิจในประเทศไทยว่า “การร่วมกันผลักดันเทคโนโลยีทั้งด้านนโยบายภาครัฐและการสนับสนุนจากเอกชนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่เป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายผลักดันด้านเทคโนโลยีไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การสร้างโครงข่ายนวัตกรรมรวมถึงบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้งานชาวไทยอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับหัวเว่ย และเป็นตลาดเดียวที่เรานำเสนอครบทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Carrier, Enterprise, Consumers และ cloud & AI เพื่อให้สามารถส่งมอบอีโคซิสเต็มที่สมบูรณ์ ครอบคลุมเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างรอบด้าน และช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทยไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industry) ได้อย่างรวดเร็วขึ้น”

“เทคโนโลยี cloud ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการรองรับเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี AI, IoT, VR/AR, 5G เพื่อนวัตกรรมโครงข่ายแห่งอนาคต เนื่องจาก cloud เป็นดั่งรันเวย์ที่เสริมพลังการขับเคลื่อนด้านการประมวลผลให้แก่เทคโนโลยีเหล่านี้ หัวเว่ยจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี cloud ด้วยการลงทุนจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสำหรับให้บริการ cloud ในประเทศไทยโดยเฉพาะเป็นแห่งแรก รวมถึงกลยุทธ์ Cloud First ที่มุ่งเน้นพัฒนาอีโคซิสเต็มสำหรับประเทศไทยเพื่อการส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานชาวไทย” นายอาเบล เติ้ง กล่าวเพิ่มเติม

นางปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ แผนกธุรกิจคลาวด์ ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การผสานการทำงานระหว่างเทคโนโลยี cloud, AI และ IoT จะช่วยผลักดันให้เกิด Smart City ในระดับประเทศ เช่น ระบบการจัดการเมืองอัจฉริยะ การจัดการจราจรแบบอัจฉริยะ หรือการตรวจสอบภาคสนามทางไกลผ่านหุ่นโดรน เป็นต้น ส่วนในระดับภาคเอกชน การผสานของเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยปรับกระบวนการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในหลายมิติ โดยระบบเครือข่ายรวมไปถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ของ Internet of Things (IoT) จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายส่วนแล้วส่งขึ้นไปให้ AI ช่วยประมวลผลบน cloud ส่งผลให้องค์กรธุรกิจในประเทศไทยที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการประกอบการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลังบ้าน และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าได้”

(ซ้าย) นางปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ แผนกธุรกิจคลาวด์ ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด

“cloud, AI และ IoT จะช่วยปรับระบบการปฏิบัติงานในองค์กรให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงระบบจัดการย่อยๆ อย่างระบบไฟในสำนักงานหรือระบบประสานงานต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการประกอบการลดลง การดำเนินงานในบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น พนักงานในบริษัทก็จะสามารถส่งมอบสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น ดึงให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำและช่วยเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรอีกทางหนึ่งด้วย” นางปิยะธิดากล่าวเสริม

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-cloud-ai-iot/

ชาวเชียงใหม่เฮ! ได้จักรยานอัจฉริยะลดมลพิษ ผ่านโครงข่าย IoT ซิมจาก DTAC

เอนี่วิล (Anywheel) ผู้ให้บริการจักรยานขนส่งสาธารณะระยะสั้นที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ปัจจุบันได้เข้ามาเป็นทางเลือกให้ชาวเชียงใหม่ โดยให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือจากโครงข่าย IoT ซิม ของดีแทค เพื่อสนับสนุนการเดินทางในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ ที่พยายามผลักดันให้มีการใช้จักรยานเพื่อลดมลภาวะ

นายซีท เรีย เจีย ผู้จัดการทั่วไป เอนี่วิล สิงคโปร์ กล่าวว่า “เอนี่วิลเริ่มต้นเส้นทางธุรกิจในประเทศไทยและความตั้งใจในการช่วยสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นสมาร์ทซิตี้อย่างแท้จริง โดยได้ตัดสินใจเลือกเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งแรกของไทย เพราะเล็งเห็นว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับบริการ bike sharing อยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงแรก บริษัทได้นำร่องให้บริการในพื้นที่ตัวเมือง โดยปัจจุบันมีจุดจอดจักรยานมากกว่า 150 จุดรอบตัวเมืองเชียงใหม่ และสามารถรองรับผู้ใช้งานได้มากกว่า 6,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ทางเอนี่วิล ยังมุ่งเน้นให้บริการในพื้นที่ สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้ติดตั้งจุดจอดจักรยานมากกว่า 150 จุด”

นายธนัท มนัญญภัทร์ ผู้อำนวยการ สายงานการขายและบริหารช่องทางจำหน่าย ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “การใช้ IoT จะทวีบทบาทมากขึ้น รองรับแชร์ริ่งอีโคโนมี โดยใช้ IoT ติดที่อุปกรณ์ ตั้งแต่ รถจักรยาน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยานพาหนะ อื่นๆ ที่จะสามารถนำเสนอบริการ “ให้เช่าใช้” ได้ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และยืดอายุการใช้งานให้คุ้มค่าสูงสุด สำหรับธุรกิจเอนี่วีล ดีแทคได้ช่วยให้คำแนะนำ รวมทั้งการออกแบบแพ็กเกจที่ตอบกับความต้องการในราคาที่เหมาะสม โดยทีมดีแทคช่วยดูแลนับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบ การทดลองระบบ ไปจนกระทั่งการส่งมอบ IoT SIM ชุดแรก จำนวน 1,000 ชิ้น เพื่อนำไปติดตั้งที่ฐานการผลิต และช่วยเป็นที่ปรึกษาที่ดีต่อไป

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/anywheel-dtac-bicycle-sharing/