คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

อินเทลประกาศหยุดทำ Compute Card พีซีขนาดเท่าบัตรเครดิต ออกมาได้เพียงรุ่นเดียว

Compute Card คอมพิวเตอร์ทั้งตัวที่มีซีพียู Core 7th Gen ในขนาดเท่าบัตรเครดิต เป็นผลิตภัณฑ์ที่อินเทลเปิดตัวในปี 2017 และได้รับความสนใจไม่น้อย

แต่ดูเหมือนว่า Compute Card จะไม่มีตลาดอย่างที่คิดไว้ตอนแรก ทำให้อินเทลประกาศไม่พัฒนา Compute Card ต่ออีกแล้ว เท่ากับว่า Compute Card เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น

อินเทลระบุว่าจะขาย Compute Card รุ่นเดิมต่อไปตลอดปี 2019 เพื่อซัพพอร์ตลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อไปแล้ว

ที่มา – Tom’s Hardware

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108805

โฆษณา

เปิดตัว NVIDIA Jetson Nano Developer Kit รองรับการทำ Neural Networks ในราคา 99 เหรียญ

ในงาน GTC 2019 ทาง NVIDIA ได้ออกมาประกาศเปิดตัว NVIDIA Jetson Nano Developer Kit ซึ่งเป็นชุดพัฒนาขนาดเล็กที่มีราคาเริ่มเพียงแค่ 99 เหรียญหรือประมาณ 3,200 บาท แต่รองรับการประมวลผล Neural Networks ได้ในตัว

Credit: NVIDIA

ชุดพัฒนานี้ถูกออกแบบมาสำหรับให้เหล่า Maker, Deverloper และผู้ที่ต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถพัฒนา AI Application บนบอร์ดขนาดเล็กนี้ได้โดยง่าย โดยอุปกรณ์ชุดนี้กินพลังงานเพียงแค่ 5 Watt และสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีที่เสียบการ์ด microSD ที่มี System Image ลงไป

สำหรับการพัฒนา Software นั้น สามารถใช้ NVIDIA JetPack SDK ที่ https://developer.nvidia.com/embedded/jetpack ซึ่งเป็น SDK กลางสำหรับใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ในตระกูล NVIDIA Jetson ได้ทั้งหมด รองรับทั้งการทำ Training และ Inference สำหรับ AI และสนับสนุน Framework หลากหลายทั้ง TensorFlow, PyTorch, Caffe และ MXNet รวมถึงยังมี Linux Desktop และความสามารถในการแสดงผลระดับสูงให้พร้อมใช้งานทันทีได้อีกด้วย

สเป็คของ NVIDIA Jetson Nano Developer Kit มีดังนี้

  • GPU 128-core Maxwell
  • CPU Quad-core ARM A57 @ 1.43 GHz
  • Memory 4 GB 64-bit LPDDR4 25.6 GB/s
  • Storage microSD (not included)
  • Video Encode 4K @ 30 | 4x 1080p @ 30 | 9x 720p @ 30 (H.264/H.265)
  • Video Decode 4K @ 60 | 2x 4K @ 30 | 8x 1080p @ 30 | 18x 720p @ 30 (H.264/H.265)
  • Camera 1x MIPI CSI-2 DPHY lanes
  • Connectivity Gigabit Ethernet, M.2 Key E
  • Display HDMI 2.0 and eDP 1.4
  • USB 4x USB 3.0, USB 2.0 Micro-B
  • Others GPIO, I2C, I2S, SPI, UART
  • Mechanical 100 mm x 80 mm x 29 mm

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://developer.nvidia.com/embedded/buy/jetson-nano-devkit

ที่มา: จดหมายข่าว NVIDIA

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-jetson-nano-developer-kit-is-announced/

สถาบันพลาสติก ผลักดันผู้ประกอบการใช้ IoT แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ซ้อมบำรุงเครื่องจักร

สถาบันพลาสติก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศนำเทคโนโลยีด้าน IoT มาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการด้านพลาสติกในเครือข่ายของสถาบัน ตามนโยบายการผลักดัน Industry 4.0

ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า จากการสำรวจของสถาบันฯ พบว่า 80% ของผู้ประกอบการทั้งหมดประมาณ 3,000 ราย เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีรูปแบบการผลิตเน้นปริมาณ มีระบบช่วยการผลิตเข้ามาประยุกต์ใช้บ้าง แต่ยังคงใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเริ่มประสบปัญหาด้านแรงงาน การวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรม 4.0 เข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้

การนำ IoT เข้ามาใช้งาน โดยเฉพาะส่วนอุปกรณ์เซ็นเซอร์ (sensor) กับเครื่องจักรหรือเครื่องขึ้นรูปพลาสติก จะทำให้เกิดการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ ถือเป็นก้าวแรกสู่การปฏิวัติสถานประกอบการ

สถาบันพลาสติก ได้บริษัทเอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC มาเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาโซลูชัน IoT เชื่อมกับเครื่องขึ้นรูปพลาสติก เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และส่งไปวิเคราะห์ต่อบนคลาวด์ ทำให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิต ทราบสภาวะการผลิตได้ทันที ช่วยดูแลรักษาเครื่องจักรโดยสามารถออกแบบการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) และลดอัตราการเกิดการหยุดทำงาน (break down) ของเครื่องจักรด้วย

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์, Facebook สถาบันพลาสติก

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108682

บริษัทด้านไอทีกำลังหวาดผวากับปรากฏการณ์ “BREXIT” การออกจากอียูของอังกฤษ

ผลสำรวจล่าสุดจาก The Guardian พบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า กว่า 4 ใน 10 ของงบริษัทด้านเทคโนโลยีกำลังพิจารณา (และค่อนข้างแน่นอนว่า) จะย้ายไปตั้งทำการอยู่ประเทศอื่นแทน ภายหลังที่ Brexit หรือการออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรเสร็จสิ้นกระบวนการ

นอกจากนี้ เมืองที่เป็นศูนย์กลางด้านไอทีในอังกฤษอย่างแคมบริดจ์, แมนเชสเตอร์, และนิวคาสเซิ่ล ต่างแสดงความกังวลว่าศูนย์กลางด้านไอทีของภูมิภาคยุโรปจะย้ายไปอยู่ในเมืองคู่แข่งอย่างกรุงเบอร์ลินของเยอรมัน จนทำให้เมืองสำคัญในอังกฤษถูกทิ้งร้างจากนักลงทุน

จริงๆ แล้วกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีไม่ใช่วงการเดียวที่วิตกกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับ Brexit แต่ที่น่าสนใจคือเหตุผลที่ชาวไอทีต่างหวาดกลัวอนาคตหลังการเปลี่ยนแปลงนั้นคือ การที่ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ยังพึ่งพากฎและมาตรฐานที่อังกฤษทำความตกลงไว้ในฐานะส่วนหนึ่งของอียู โดยเฉพาะกฎหมายสุดฮ็อตอย่าง GDPR และกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์กับข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆซึ่งความลำบากที่ตามมานั้นได้แก่การที่ต้องแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าหรือผู้ใช้บริการออกเป็นกลุ่มที่อยู่ในอังกฤษ และกลุ่มในสหภาพยุโรป เพื่อให้สามารถเข้าควบคุมดูแลได้ถูกต้องตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ยังไม่นับรวมกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มเวลาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งสองกลุ่มที่ต้องแยกระบบให้ยุ่งยากมากขึ้นด้วย

เมื่อมองถึงความโลเลของรัฐบาลอังกฤษเองที่ก่อนหน้านี้เคยตั้งเป้าว่าต้องออกจากอียูอย่างสมบูรณ์ภายในเดือนนี้ แต่ในการประชุมสุดยอดอียูเมื่อตุลาคมกลับไม่ได้ข้อตกลงแบบสะเด็ดน้ำที่นำไปสู่การ Brexit อย่างเป็นทางการได้เลย สรุปได้ว่าอนาคตที่ไม่แน่นอน ทำให้บริษัทไอทีหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหนีไปฝากชีวิตในประเทศอื่นที่มั่นคงกว่านั่นเอง

ร่วมกับความหวาดกลัวกฎหมายใหม่ของอังกฤษเองที่มีแนวโน้มจะเพิ่มภาษี หรืออย่างกรณีอุตสาหกรรมวิดีโอเกมของอังกฤษที่เคยสร้างชื่อเสียงและเงินไหลเข้าประเทศจากเกมที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Grand Theft Auto (GTA) ซึ่งถือเป็นวงการที่จ้างพนักงานที่มีทักษะเฉพาะด้านจากประเทศอื่นๆ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจากอียูถึง 34%และพึ่งพาแพลตฟอร์มหรือการจัดจำหน่ายจากบริการระดับนานาชาติอย่าง Steam และ App Store นั้นกำลังจะได้รับผลกระทบจากการเป็นอิสระของอังกฤษ ที่ส่งผลต่อความยากในการจัดจ้างแรงงานจาก EU ที่เชื่อว่าลำบากกว่าเดิมแน่นอน รวมไปถึงการสูญเสียความสะดวกและความช่วยเหลือด้านการเงินในการออกแฟร์เพื่อระดมนักลงทุนจากในยุโรปเองอย่างงาน Gamescom

ที่มา :Technotification 

from:https://www.enterpriseitpro.net/tech-companies-worried-brexit/

ยอด Monero ลดฮวบ ! ส่งผลให้บริการสคริปต์ขุดเหมืองผ่านหน้าเว็บปิดตัว

Coinhive Team ได้ออกแถลงการเตรียมปิดตัวลงตั้งแต่มีนาคมนี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลที่เงินสกุล Monero ที่ขุดผ่านบริการนี้มีมูลค่าลดฮวบดิ่งพสุทาอย่างไม่หยุดยั้งจนได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้เหล่าแฮ็กเกอร์ที่ใช้ประโยชน์ต้องหัวเสียไปตามๆ กัน

โดยทางบริษัทระบุว่าเงินที่ขุดมาได้และค้างอยู่นั้นจำเป็นต้องเบิกออกไปก่อนเดดไลน์สิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งนับเป็นเวลาเพียงแค่สองปีนับตั้งแต่เปิดตัวในรูปของการขึ้นโฆษณาบนเว็บที่สามารถรันคริปต์ขุดเหมืองเงิน Monero บนเครื่องของผู้เข้าชมผ่านจาวาสคริปต์ที่ชื่อ coinhive.js

หลักการขุดเหมืองผ่านหน้าเว็บนี้คือ ตราบใดที่ผู้เข้าชมเว็บยังเปิดหน้าเว็บดังกล่าวอยู่ ก็จะถูกถลุงทรัพยากรบนเครื่องตัวเองเพื่อขุดเหมืองเงินคริปโตให้เจ้าของเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ ซึ่ง Coinhive อ้างว่าบริการของตนเอง “ถูกต้องตามกฎหมาย” เสมือนการที่เจ้าของเว็บไซต์หารายได้จากการโฆษณาบนเว็บตนเองแลกกับการเข้าดูคอนเท็นต์

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ Coinhive ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความอื้อฉาวครั้งใหญ่ด้วยการที่เว็บบิทที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง The Pirate Bay ได้แอบซ่อนสคริปต์นี้เพื่อหารายได้เสริม จนสุดท้ายคนที่ใช้บริการพบพิรุตและรุมประนามจนเว็บบิทดังกล่าวต้องถอดโค้ด Coinhive ออกเมื่อปลายปี 2017 เป็นต้น

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/the-pirate-bay-preferred-cryptominer-coinhive-shutting-down/

SparkFun เปิดตัวบอร์ด SparkFun Edge รองรับ TensorFlow Lite รับคำสั่งผ่านเสียงได้

SparkFun ร่วมมือกับกูเกิลเปิดตัวบอร์ด SparkFun Edge บอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ประหยัดพลังงานแต่ยังมีพลังประมวลผลพอจะทำงานปัญญาประดิษฐ์ เช่น การจดจำภาพหรือจดจำเสียง โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และใช้พลังงานต่ำเพียงพอที่จะใช้ถ่านกระดุมเท่านั้น

ตัวบอร์ด SparkFun Edge ใช้ชิป Ambiq Micro Apollo3 คอร์เป็น Cortex-M4F 48MHz เร่งเทอร์โบได้ถึง 96MHz แรม 1MB หน่วยความแฟลช 384KB ขณะที่พลังประมวลผลสูงแต่การกินกระแสสูงสุดประมาณ 1mA เท่านั้น โดยรวมสามารถใช้พลังงานจากถ่านกระดุม CR2032 ได้นานหลายวันหรืออาจจะหลายสัปดาห์ ด้านการเชื่อมต่อบนบอร์ดมีไมโครโฟน 2 ตัว, พอร์ตเชื่อมต่อกล้อง, และ accelerometer

ทาง SparkFun เตรียมเอกสารสำหรับการใช้ Ambiq SDK เพื่อพอร์ตเอาโมเดลปัญญาประดิษฐ์มารันบนบอร์ดสร้างระบบจดจำเสียงได้แล้ว และจะปล่อยตัวอย่างสำหรับการประมวลผลภาพตามมาภายหลัง

ที่มา – SparkFun

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108541

Steinway & Sons เปิดตัว Spirio | r เปียโนอัจฉริยะ มาพร้อม iPad Pro

ผู้เล่นเปียโนหรือนักดนตรีเล่นเปียโนหลายคน น่าจะคุ้นเคยกับ Steinway & Sons ผู้ผลิตเปียโนชื่อดัง และบางคนก็อาจเคยมีประสบการณ์ได้เล่นหรือจับจองเป็นเจ้าของมาแล้ว ล่าสุด บริษัทได้ทำการเปิดตัวเปียโนรุ่นใหม่ “Spirio | r”

สำหรับเปียโนรุ่นนี้เป็นการพัฒนาต่อจากรุ่น Spirio เมื่อปี 2015 ที่สามารถเล่นเพลงแล้วเชื่อมต่อกับ iPad ทำให้เครื่องเล่นเพลงเองได้เสมือนหนึ่งนักดนตรีมาเล่นเอง ส่วนความสามารถพิเศษของรุ่นนี้ที่เพิ่มเข้ามาคือการบันทึกการเล่นสดของนักดนตรีหรือผู้เล่นได้ เล่นกลับ (playback) ค้นหา แล้วบันทึก รวมถึงแก้ไขรายละเอียดต่างๆ ได้เพิ่มเติมจากแอพของบริษัทใน iPad Pro ที่เชื่อมต่อเข้ากับเปียโนโดยเฉพาะ

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทยังระบุว่าสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์เพื่อเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปให้กับเปียโนด้วย โดยที่ยังคงมาตรฐานการผลิตทุกอย่างเหมือนเดิม

แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ Model D Concert Grand (รุ่นหลัก) ที่ขนาด 274 เซนติเมตร และ Model B (รุ่นรอง) ที่ขนาด 211 เซนติเมตร พร้อมรองรับทั้ง MIDI, MP3 และยังแถม iPad Pro มาให้ด้วย ไม่ต้องซื้อแยกแต่อย่างใด

ราคายังไม่ประกาศ แต่ถ้าดูจากราคารุ่นเก่าที่หลังละ 84,000 – 116,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 – 3.7 ล้านบาท) คงไม่น่าจะต่างจากเดิมมากเท่าใดนัก

ที่มา – Steinway & Sons, Engadget

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108517