คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

เชิญร่วมงานสัมมนา The Future of IoT Home Innovation | 28 ต.ค. 11:00 น.

TP-Link ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “The Future of IoT Home Innovation” เพื่อเรียนรู้แนวทางการเปลี่ยนบ้านของคุณให้กลายเป็น Smart Home พร้อมอัปเดตสินค้า IoT ใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตคุณก้าวล้ำยิ่งขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม เวลา 11:00 – 12:00 น. ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: The Future of IoT Home Innovation
วัน: วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2021
เวลา: 11:00 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Webinar
ลิงก์ลงทะเบียน: https://forms.gle/aq7p7U3wstg15QrJ6

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • Basic Technologies of IoT
  • IoT Products Update
  • IoT Solutions
  • Basic Setup

หลังจากลงทะเบียนแล้วโปรดรอรับอีเมลยืนยันเพื่อใช้ในการเข้าดู Zoom อีกครั้ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @tplink

from:https://www.techtalkthai.com/tp-link-webinar-the-future-of-iot-home-innovation/

Intel vPro Gen 11 แพลตฟอร์ม ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของทุกธุรกิจ

Intel vPro Gen 11 แพลตฟอร์ม ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของทุกธุรกิจ
องค์ธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ความต้องการของผู้ใช้งานเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปเพื่อสอดรับกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เปลี่ยนรูปแบบไปสู่การทำงานแบบไฮบริด ที่พนักงานต้องสามารถทำงานได้ทั้งในและนอกสถานที ทำให้หลายธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดการ และการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์รายวัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำได้ง่ายๆ เพียงเดินไปแก้ไขให้ถึงโต๊ะในออฟฟิศ

ดังนั้น เพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจ ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องได้รับอีกระดับของประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัย พร้อมเสมอในทุกที่ ทุกเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเจ้าหน้าที่ไอที ซึ่งต้องเลือกสรรเทคโนโลยีให้แก่องค์กร การเลือกฮาร์ดแวร์ให้เหมาะสมกับงาน นับเป็นสิ่งสำคัญที่อาจส่งผลถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจได้

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมแพลตฟอร์ม Intel vPro เจนเนอเรชั่น 11 จึงเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่คุณไว้ใจได้ ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core vPro เจนเนอเรชั่น 11 ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์สำหรับธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก ช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าทึ่งให้กับแผนกไอที ผู้ใช้งาน และได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความปลอดภัยทางด้านธุรกิจ ประสิทธิภาพและการควบคุมจัดการจากระยะไกล

ทุกวันนี้ หลายกลุ่มธุรกิจ และผู้ให้บริการด้านไอทีได้พบแล้วว่า แพลตฟอร์ม Intel vPro มีส่วนช่วยเติมเต็มความต้องการ ตลอดจนเสริมสร้างรากฐานอันมั่นคงทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่หรือผู้ทำงานด้านไอทีล้วนไว้วางใจ และทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ของ Intel ซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจโดยตรง แพลตฟอร์ม Intel vPro มุ่งมั่นนำเสนอสุดยอดศักยภาพ ประสิทธิภาพ และเสถียรภาพ เพื่อสร้างสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การใช้งานเพื่อคุณ

แพลตฟอร์ม Intel vPro รากฐานอันแข็งแกร่ง เพื่อความมั่นคงของธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง

พีซีที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม Intel vPro พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลองของโลกธุรกิจในปัจจุบัน แพลตฟอร์ม Intel vPro มาพร้อมฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยขั้นสูงรันบนระบบที่ออกแบบมา เพื่อเน้นประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้

จุดเด่นของแพลตฟอร์ม Intel vPro

พีซีที่ขับเคลื่อนด้วย โมบายล์โปรเซสเซอร์ Intel Core vPro เจอเนอเรชั่น 11 ทำให้หลายธุรกิจได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพแก่ผู้ใช้งานให้การทำงานราบรื่นได้จากทุกที่

 

ที่สุดของประสิทธิภาพ อีกระดับแห่งประสบการณ์ใช้งานเพื่อธุรกิจ

ด้วยประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดและกราฟิกที่ทรงพลังโปรเซสเซอร์ Intel® Core ™ vPro® เจนเนอเรชั่น 11 มอบประสบการณ์การใช้งานจริงที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฝ่ายไอทีและพนักงาน โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยพนักงงานมีความสุข สนุกกับการทำงานที่ปราศจากความเครียด ไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหนก็ตาม

 ไม่สำคัญว่าพนักงานของคุณจะทำงานจากที่ไหน — พวกเค้าสามารถทำงานได้มากขึ้นด้วยพลังของกราฟิก Intel® Iris® Xe ที่มอบความสามารถในการสร้างและกราฟิกที่น่าทึ่งสำหรับประสบการณ์การทำงาน ช่วยเติมเต็มความสามารถ ความสร้างสรรค์ การประสานงาน และประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานด้านกราฟิก หรือการประมวลผลภาพและวิดีโอที่ไหลลื่น และสวยงามยิ่งขึ้น

 สะดวกด้วยเทคโนโลยี Intel Thunderbolt ™ 4 การเชื่อมต่อเพียงพอร์ตเดียว สามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่นชาร์จโน้ตบุ๊ก หรือการเชื่อมต่อจอภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ต่อพ่วงได้อย่างราบรื่น

 หน่วยความจำIntel® Optane ™ H20 พร้อม SSD เพิ่มขีดความสามารถให้กับแพลตฟอร์ม Intel ด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและออพชั่นหน่วยความจำขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าและการใช้พลังงานที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน รวมถึงการสนับสนุน Intel® Stable IT Platform Program

 ให้ความเร็วที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi ที่ดีที่สุดด้วย Intel® Wi-Fi 6/6E (Gig+) ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานแบบไร้สายเชื่อมต่อได้อย่างไหลลื่นภายในมาตรฐาน W-Fi6 สำหรับการประชุมผ่านวีดีโอทางไกล หรือการทำงานผ่านระบบออนไลน์ของออฟฟิศก็ทำได้อย่างไม่สะดุด

 เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของ AI บนพีซี ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Core ™vPro® เจนเนอเรชั่น 11 ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้แอพพลิเคชั่นและเวิร์กโฟลว์ทำงานได้ชาญฉลาดมากขึ้น โดยมีประสิทธิภาพ AI ที่ดีขึ้น

ระบบรักษาความปลอดภัยที่สอดรับกับธุรกิจ นับแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

Intel® Hardware Shield ที่มีให้เป็นพิเศษเฉพาะในอุปกรณ์ที่ใช้แพลตฟอร์ม Intel vPro® ทั้งหมดมอบการป้องกันพีซีในระดับฮาร์ดแวร์ในตัวเพื่อการทำงานทางธุรกิจที่ปลอดภัยมากขึ้นรวมถึง

 Intel® Control-flow Enforcement Technology (Intel® CET) ช่วยป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์ที่จะมาลักลอบควบคุมการทำงานต่างๆ ในเครื่อง.

 Intel® Threat Detection Technology (Intel® TDT) ที่ให้การตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น.

ล้ำหน้าด้วยความสามารถในการจัดการจากระยะไกล และเสถียรภาพของแพลตฟอร์ม
ดูแลพีซีสำหรับธุรกิจของพนักงานและลูกค้าคุณให้พร้อมใช้งานได้จากทุกที่ด้วยแพลตฟอร์ม Intel vPro® ที่มี Intel® Active Management Technology IT อันเป็นโซลูชันเดียวที่นำเสนอการแก้ไขระยะไกลบนคลาวด์เพื่อคืนพีซีของให้อยู่ในสถานะที่ดี พร้อมใช้งานไม่ว่าพนักงานจะทำงานอยู่ที่ใด หรือแม้ระบบปฏิบัติการจะหยุดทำงานก็ตาม10

เสถียรภาพ
 ตรวจสอบความเสถียรของอุปกรณ์และความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ทุกคนด้วย Intel® Stable IT Platform Program (Intel® SIPP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยในการเปลี่ยนและอัพเกรดระบบของผู้ใช้ เพื่อให้พีซีมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่มั่นใจได้
 แพลตฟอร์ม Intel vPro® เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยปรับปรุงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และมอบสิ่งที่ธุรกิจของคุณต้องการเพื่อให้เติบโตก้าวหน้าได้ทันที

การจัดการ
 แพลตฟอร์ม Intel vPro ® ได้สนับสนุนการใช้งานในอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย ตั้งแต่แล็ปท็อป ป้ายดิจิทัล อุปกรณ์ IoT และอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าของคุณสามารถควบคุมอุปกรณ์ที่ใช้งานสำหรับธุรกิจของเขาได้มากขึ้น.
ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านไอทีให้ลูกค้าของคุณ ด้วยความสามารถในการจัดการระยะไกลสำหรับกลุ่มพีซีที่ใช้ระบบคลาวด์ผ่าน Intel® Active Management Technology (Intel® AMT) ซึ่งขับเคลื่อนโดย Intel® Endpoint Management Assistant (Intel® EMA) ที่จะทำให้เวิร์กโฟลว์ของผู้ใช้หยุดชะงักน้อยที่สุดเมื่อมีการแก้ไขและการบำรุงรักษา ทำให้ผู้ใช้ยังทำงานได้มีประสิทธิผลไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอยู่ที่ใด รวมถึงทีมไอทีที่สามารถใช้ระบบเข้าไปจัดการแก้ไขในกรณีที่มีการละเมิดความปลอดภัย

ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพด้านไอที

แพลตฟอร์ม Intel vPro® ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการประยุกต์ไอทีเข้ากับธุรกิจทั้งใหญ่เล็ก ช่วยเสริมความสามารถแก่ผู้ใช้งาน รักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กร และง่ายต่อการบำรุงรักษา ช่วยให้งานไอทีสอดรับกับนโยบายองค์กร ให้บริการด้านความปลอดภัย ปรับปรุงแก้ไข บำรุงรักษาได้ง่ายตลอดจนการใช้งาน เหมาะกับองค์กรในทุกขนาด

Intel vPro® เจนเนอเรชั่น 11 คือแพลตฟอร์มสำหรับภาคธุรกิจ ออกแบบมาเพื่อเป็นรากฐานสำคัญต่อเทคโนโลยี และเสริมสร้างประสิทธิภาพการประมวลผลและด้วยการลงทุนด้านไอทีโซลูชันอย่างชาญฉลาด ย่อมทำให้องค์กรสามารถแข่งขันและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดสัมฤทธิผลโดยรวม เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคง

เริ่มต้นประสบการณ์การใช้งานพีซีสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัลด้วย แพลตฟอร์ม Intel vPro®

ศึกษาข้อมูล Intel vPro เพิ่มเติมได้ที่ https://intel.ly/39JVvEc
สนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายได้ดังนี้

Ingram
https://intel.ly/3zK9PXB
กรุงเทพ : th-allbkksales@ingrammicro.com
ต่างจังหวัด : th-upcountry@ingrammicro.com

SiS
https://intel.ly/3ufsMAq
email : sis@sisthai.com
Tel : 0-2020-3000

Synnex
https://intel.ly/39IbgeF
Add Line : @SynnexThailand
หรือคลิก : https://intel.ly/3kK7c3L

VST ECS
https://intel.ly/3ueoTMc
e-mail : pr@vstecs.co.th
Tel : 02-032-9999

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-vpro-gen-11-business-platform/

How to : การใช้งาน CommScope RUCKUS Managed Wi-Fi ด้วย IoT Suite สำหรับอาคารพักอาศัย

โซลูชั่นสำหรับเจ้าของอาคารห้องพักอาศัย (MDU) เพื่อสร้างรายได้แบบใหม่จากค่าเช่าบริการ Wi-Fi ในขณะที่สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของภาพรวม ผ่านแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะใหม่อีกด้วย

ลองนึกภาพว่าคอมมิวนิตี้ของอพาร์ทเม้นท์ในอนาคตที่สามารถทำได้มากกว่าเป็นเพียงบ้านและที่พักอาศัย ลองนึกภาพว่าคุณสามารถเฝ้าติดตามสิ่งต่างๆ เช่น พลังงานที่คุณใช้ไป หรือ การแจ้งให้คุณทราบหากมีคนพยายามจะบุกรุกเข้ามาในบ้านของคุณ หรือแม้แต่การแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำรั่วหรือไฟไหม้ ลองนึกภาพคอมมิวนิตี้ของอพาร์ทเม้นท์ที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คุณไม่จำเป็นต้องจินตนาการอีกต่อไป เพราะด้วยโซลูชั่น RUCKUS WI-FI และ IoT Suite รวมทั้งแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะอื่นๆ สำหรับบ้านอีกมากมาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดายและคุ้มค่า ซึ่งมีประสิทธิภาพกับอาคารที่มีผู้พักอาศัยหลายยูนิตร่วมกัน

โซลูชั่นของ RUCKUS Wi-Fi และ IoT Suite ช่วยให้คุณทำทุกอย่างที่ต้องการได้ด้วยแอพพลิเคชั่นใหม่ ซึ่งรวมถึงระบบเครือข่ายที่ใช้ IP แบบปกติเป็นพื้นฐาน ช่วยปรับการจัดการให้คล่องตัวในขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถนำระบบใหม่นี้ไปใช้งานด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือ หลายเดือน

นี่คือประตูทางเข้าออนไลน์, เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ, เครื่องตรวจจับควันและการรั่วซึม, ชุดควบคุมไฟและผ้าม่านไร้สาย ซึ่งกำลังเป็นจริงตามที่เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ต่างคาดหวัง และด้วยโซลูชั่น RUCKUS ที่มีการจัดการแบบรวมศูนย์ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้

ด้วยระบบ Wi-Fi ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานทั่วโลกและเป็นเครือข่ายสำหรับ IoT แอพพลิเคชั่น จึงทำให้เป็นฟังก์ชั่นการใช้งานสมาร์ทโฮมอันชาญฉลาด สามารถเสนอให้กับผู้พักอาศัยได้ง่าย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมจากค่าเช่าต่อเดือนไม่มาก และเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับผู้พักอาศัยเพราะว่าบ้านของพวกเขามีการติดตั้งฟังก์ชั่นสมาร์ทโฮมในราคาที่ถูกลงมาก โดยพวกเขาสามารถติดตั้งได้เองและยิ่งดีมากสำหรับผู้จัดการฝ่ายอาคารและเจ้าของอาคาร เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ใหม่ๆเพิ่มเติมในแต่ละเดือน แต่ยังทำให้การจัดการในเรื่องสำคัญๆอย่าง ความปลอดภัยในคอมมิวนิตี้ การควบคุมการเข้าอาคาร การจัดการเกี่ยวกับการใช้พลังงานต่างๆ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่ายด้วยเครือข่ายเดียว จากการใช้รูปแบบเดิมที่มีหลายเครือข่าย ในการควบคุมและติดตั้งกล้อง เพื่อความปลอดภัยนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างซับซ้อน

RUCKUS เสนอโซลูชั่น Wireless ที่ครบวงจรซึ่งรวมเทคโนโลยี IoT ใน Wi-Fi ที่ช่วยให้โซลูชั่นนี้ใช้งานง่ายและลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ IoT เพิ่มเติม ด้วยการเปิดใช้บริการจากเจ้าของห้องพักซึ่งสามารถใช้แอพพลิเคชั่นได้อย่างไม่จำกัดและจะช่วยทำให้การบริหารจัดการดีขึ้นมาก ช่วยให้ใช้เวลากับไลฟ์สไตล์ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ในเครือข่ายไร้สายเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องมีบิลเรียกเก็บหลายๆใบจากเครือข่าย IoT ตามแอพพลิเคชั่นต่างๆ

เครือข่ายของ RUCKUS เพียงหนึ่งเดียวที่รองรับแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะสำหรับบ้านได้ทั้งหมด ทั้งสมาร์ทอพาร์ทเม้นท์, สมาร์ทคอมมิวนิตี้และเจ้าของอาคารผู้มีวิสัยทัศน์ ภายในปี 2025 วงการไอทีคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ IoT มากถึง 75,000 ล้านชิ้นที่ถูกนำมาใช้งานทั่วโลก กับความต้องการที่สูงมากขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะการเลือก managed wireless ที่มีความสามารถสูง เราจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ได้เลย ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกจินตนาการและลงมือทำให้มันเป็นจริง

ท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Ruckus สามารถติดต่อได้ที่อีเมล์ TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/commscope-ruckus-managed-wi-fi/

How to : การใช้งาน CommScope RUCKUS Managed Wi-Fi ด้วย IoT Suite สำหรับอาคารพักอาศัย

โซลูชั่นสำหรับเจ้าของอาคารห้องพักอาศัย (MDU) เพื่อสร้างรายได้แบบใหม่จากค่าเช่าบริการ Wi-Fi ในขณะที่สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของภาพรวม ผ่านแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะใหม่อีกด้วย

ลองนึกภาพว่าคอมมิวนิตี้ของอพาร์ทเม้นท์ในอนาคตที่สามารถทำได้มากกว่าเป็นเพียงบ้านและที่พักอาศัย ลองนึกภาพว่าคุณสามารถเฝ้าติดตามสิ่งต่างๆ เช่น พลังงานที่คุณใช้ไป หรือ การแจ้งให้คุณทราบหากมีคนพยายามจะบุกรุกเข้ามาในบ้านของคุณ หรือแม้แต่การแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำรั่วหรือไฟไหม้ ลองนึกภาพคอมมิวนิตี้ของอพาร์ทเม้นท์ที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คุณไม่จำเป็นต้องจินตนาการอีกต่อไป เพราะด้วยโซลูชั่น RUCKUS WIFI และ IoT Suite รวมทั้งแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะอื่นๆ สำหรับบ้านอีกมากมาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดายและคุ้มค่า ซึ่งมีประสิทธิภาพกับอาคารที่มีผู้พักอาศัยหลายยูนิตร่วมกัน

โซลูชั่นของ RUCKUS Wi-Fi และ IoT Suite ช่วยให้คุณทำทุกอย่างที่ต้องการได้ด้วยแอพพลิเคชั่นใหม่ ซึ่งรวมถึงระบบเครือข่ายที่ใช้ IP แบบปกติเป็นพื้นฐาน ช่วยปรับการจัดการให้คล่องตัวในขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถนำระบบใหม่นี้ไปใช้งานด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือ หลายเดือน

นี่คือประตูทางเข้าออนไลน์, เครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ, เครื่องตรวจจับควันและการรั่วซึม, ชุดควบคุมไฟและผ้าม่านไร้สาย ซึ่งกำลังเป็นจริงตามที่เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ต่างคาดหวัง และด้วยโซลูชั่น RUCKUS ที่มีการจัดการแบบรวมศูนย์ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้

ด้วยระบบ Wi-Fi ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานทั่วโลกและเป็นเครือข่ายสำหรับ IoT แอพพลิเคชั่น จึงทำให้เป็นฟังก์ชั่นการใช้งานสมาร์ทโฮมอันชาญฉลาด สามารถเสนอให้กับผู้พักอาศัยได้ง่าย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมจากค่าเช่าต่อเดือนไม่มาก และเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับผู้พักอาศัยเพราะว่าบ้านของพวกเขามีการติดตั้งฟังก์ชั่นสมาร์ทโฮมในราคาที่ถูกลงมาก โดยพวกเขาสามารถติดตั้งได้เองและยิ่งดีมากสำหรับผู้จัดการฝ่ายอาคารและเจ้าของอาคาร เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้ใหม่ๆเพิ่มเติมในแต่ละเดือน แต่ยังทำให้การจัดการในเรื่องสำคัญๆอย่าง ความปลอดภัยในคอมมิวนิตี้ การควบคุมการเข้าอาคาร การจัดการเกี่ยวกับการใช้พลังงานต่างๆ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ง่ายด้วยเครือข่ายเดียว จากการใช้รูปแบบเดิมที่มีหลายเครือข่าย ในการควบคุมและติดตั้งกล้อง เพื่อความปลอดภัยนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างซับซ้อน

RUCKUS เสนอโซลูชั่น Wireless ที่ครบวงจรซึ่งรวมเทคโนโลยี IoT ใน Wi-Fi ที่ช่วยให้โซลูชั่นนี้ใช้งานง่ายและลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ IoT เพิ่มเติม ด้วยการเปิดใช้บริการจากเจ้าของห้องพักซึ่งสามารถใช้แอพพลิเคชั่นได้อย่างไม่จำกัดและจะช่วยทำให้การบริหารจัดการดีขึ้นมาก ช่วยให้ใช้เวลากับไลฟ์สไตล์ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ในเครือข่ายไร้สายเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องมีบิลเรียกเก็บหลายๆใบจากเครือข่าย IoT ตามแอพพลิเคชั่นต่างๆ

เครือข่ายของ RUCKUS เพียงหนึ่งเดียวที่รองรับแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะสำหรับบ้านได้ทั้งหมด ทั้งสมาร์ทอพาร์ทเม้นท์, สมาร์ทคอมมิวนิตี้และเจ้าของอาคารผู้มีวิสัยทัศน์ ภายในปี 2025 วงการไอทีคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ IoT มากถึง 75,000 ล้านชิ้นที่ถูกนำมาใช้งานทั่วโลก กับความต้องการที่สูงมากขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะการเลือก managed wireless ที่มีความสามารถสูง เราจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ได้เลย ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกจินตนาการและลงมือทำให้มันเป็นจริง

ท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Ruckus สามารถติดต่อได้ที่อีเมล์ TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/how-to-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-commscope-ruckus-managed-wi-fi-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2-iot-suite-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab/

Amazfit เผยอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ พร้อมเปิดตัวสมาร์ทวอทช์ระดับโลก

Amazfit ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสวมใส่ได้และชาญฉลาด ได้เปิดตัวอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ที่โดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองการแสดงออกและสะท้อนคุณค่าและไลฟ์สไตล์อย่างกล้าหาญยิ่งขึ้น

Amazfit เป็นแบรนด์ของ Zepp Health ซึ่งได้จัดส่งอุปกรณ์ไปแล้วกว่า 100 ล้านชิ้นตั้งแต่ปี 2557 ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องที่ลูกค้าได้รับการเติมเต็มด้วยโอกาสที่ไม่สิ้นสุดและอารมณ์อันต่อเนื่อง, ความรู้สึกและเป้าหมายที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน, แบรนด์ Amazfit นำเสนอความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ส่งผ่านความต้องการทั้งความหลงใหล ความเป็นธรรมชาติได้อย่างทันท่วงทีและสร้างสรรค์ในเชิงบวก อัตลักษณ์ใหม่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสีสันอันโดดเด่นและวิวัฒนาการที่สนุกสนานของโลโก้ Amazfit

“เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คน – ช่วยให้พวกเขาได้แสดงถึงบุคลิกภาพ พลังงาน และทัศนคติ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะรีเฟรชและอัพเกรดแบรนด์ Amazfit เพื่อการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า และส่งเสริมให้ผู้คนใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม สำหรับก้าวแรกในการเดินทางครั้งนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะแสดงโลโก้ใหม่ Amazfit ที่นำเสนอโลกที่มีสีสัน และแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการเป็นหนึ่งเดียว” คุณฮวง หวัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazfit กล่าว

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/amazfit-smart-watch/

จริงหรือที่แอปเปิ้ลกำลังหลอกคุณเกี่ยวกับแบตเตอรี่ไอโฟน?

แอปเปิ้ลดูเหมือนกำลังเล่นตุกติกกับผู้ใช้ในการแสดงข้อมูลสถานะอายุของแบตเตอรี่ ที่สามารถเข้าไปดูได้ที่ Settings > Battery > Battery Health ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุณเดาได้ว่า ถ้าซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาเลย ตัวเลขนี้ก็ควรเป็น 100% แล้วค่อยๆ ลดลงเมื่อใช้งานไปนานๆ

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าจริงๆ แล้วตัวเลขนี้ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เลย รวมทั้งไม่มีวิธีไหนที่ทำให้คุณสามารถรักษาค่าสภาพของแบตเตอรี่นี้ให้เต็ม 100% ได้ ถึงจุดนี้แล้วคงอยากรู้กันสิว่าต้องใช้เวลานานประมาณไหน ตัวเลข 100% นี้ถึงลงมาที่ 99% เป็นต้น

ข้อเท็จจริงคือ ค่า Maximum Capacity ในหน้า Battery Health นั้นเป็นการประมาณเท่านั้น เนื่องจากแบตเตอรี่ทุกตัวก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพเหมือนกันหมด โดยช่องยูทูป Payette Forward ได้ออกมาพิสูจน์ว่าตัวเลขนี้ห่างไกลจากหลักการทางวิทยาศาสตร์

ที่สำคัญ การรักษาตัวเลขนี้ให้สูงได้นานที่สุดก็ขึ้นอยู่กับดวง จริงอยู่ที่ทุกครั้งในการชาร์จไอโฟน หรืออุปกรณ์ทุกอย่างที่ีใช้แบต ก็จะทำให้แบตเสื่อมลงเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่การแสดงตัวเลขที่ไม่ได้สื่อถึงความเป็นจริงนี้น่าจะเป็นแค่เรื่องการตลาดที่แอปเปิ้ลอยากสื่อว่าเครื่องของคุณเก่าเกินไป ควรซื้อรุ่นใหม่ได้แล้วมากกว่า

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-is-lying-to-you/

[Guest Post] เปิดตัว Asset Activator ผู้นำ Digital Twin

เปิดตัว Asset Activator ผู้นำ Digital Twin ปั้นคู่เสมือนโลกดิจิทัล ปฏิวัติมาตรฐานใหม่งานบริหารอสังหาไทยทัดเทียมสากล ระดมกูรูชั้นนำลุยสัมมนาออนไลน์ Digital Twin Thailand Series By Asset Activator 

แอสเซ็ท แอคทิเวเตอร์ (Asset Activator) ผนึกพลัง 4 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ ปักธงเป็น Property TechOps Company เนรมิตโซลูชั่นอัจฉริยะ Digital Twin เทคโนโลยีเมกาเทรนด์ระดับโลก ปั้นคู่เสมือนโลกดิจิทัล สู่การพลิกโฉมมิติใหม่งานบริหารจัดการข้อมูลสินทรัพย์ไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน มั่นใจช่วยเพิ่มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มสินทรัพย์-อสังหาริมทรัพย์ยั่งยืน พร้อมจัดสัมมนาออนไลน์ให้ความรู้เปิดโลก Digital Twin หวังยกระดับมาตรฐานใหม่วงการอสังหาไทยทัดเทียมสากล 

ผศ.ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซ็ท แอคทิเวเตอร์ จำกัด (Asset Activator) เผยว่า “การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจยุค Digital Disruption คือ ต้องมีข้อมูล โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากในอดีตที่เคยเป็น ‘ทรัพย์อยู่นิ่ง’ แต่ด้วยปัจจัยหลายประการ ทำให้ปัจจุบันสินทรัพย์มีการปรับปรุง-เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของผู้บริหารอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ คือ ‘ไม่มีข้อมูล’ หรือ ‘ไม่มีการจัดการข้อมูลสินทรัพย์’ นั้นๆ ยิ่งในอนาคตโลกจะขาดแคลนแรงงานมากยิ่งขึ้น ระบบ Autonomous (ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดังนั้นองค์กรจึงต้องพร้อม ‘ยืดหยุ่น’ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง (Agility) โดยหนึ่งในอาวุธสำคัญที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลสินทรัพย์ คือ Digital Twin (ดิจิทัล ทวิน) หรือคู่เสมือนทางดิจิทัล อย่างที่ Gartner บริษัทวิจัยให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกจัดให้ Digital Twin เป็น 1 ใน 10 เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ตั้งแต่ปี 2019 และคาดการณ์ว่าภายในปี 2021 บริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ครึ่งหนึ่งของโลกจะใช้ Digital Twin เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจและงานบริหารอาคาร-อสังหาริมทรัพย์

Asset Activator จึงได้ก่อตั้งขึ้นในฐานะเป็น Property TechOps Company ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการข้อมูลสินทรัพย์ ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Digital Twin มาสร้างโซลูชั่นอัจฉริยะ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจ ภายใต้ปรัชญา EMPOWERING PROPERTY ASSET VALUE WITH DIGITAL TWIN (บริหารข้อมูลสินทรัพย์ของคุณอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยี Digital Twin) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์-อสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน

จากการรวมตัวของทีมงานชั้นนำระดับประเทศ ประกอบด้วย บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในงานโครงสร้างและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่กว่า 2,500 โครงการ ทั้งในและต่างประเทศ, บริษัท มานูเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของไทย, บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด บริษัทรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ครบวงจร และ บริษัท คอนส์ โรโบติกส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและพัฒนาซอฟต์แวร์

“Digital Twin นับเป็นเมกาเทรนด์ของโลกที่องค์กรชั้นนำต่างประเทศใช้ ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตระดับโรงงาน งานก่อสร้างสามมิติ การแพทย์ ไปจนถึงจุดที่ใช้ Digital Twin ในงานบริหารจัดการสินทรัพย์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะธุรกิจอาคารและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์”

“แต่ในประเทศไทยการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ยังเป็นเรื่องใหม่มาก ถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะทุกวันนี้ความทรงอานุภาพของ Digital Twin จะช่วยให้องค์กรรับมือกับการบริหารจัดการอาคารได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงใช้ช่วยลดต้นทุนอย่างที่คาดไม่ถึง แต่ยังช่วยในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจได้ (Profit Center) อีกด้วย ซึ่งเราพร้อมนำเทรนด์นี้มาใช้ในยกระดับวงการธุรกิจอสังหา ที่ผมมั่นใจว่าจะทำให้โลกอสังหาไทยพลิกโฉมหน้าเปลี่ยนแปลงจากเดิมไป” ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ กล่าว

เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างรู้ลึก-รู้จริงถึงความทรงพลังของการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง Digital Twin มาใช้ในงานบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น Asset Activator จึงได้จัดสัมมนาออนไลน์ Digital Twin Thailand Series By Asset Activator : เปิดโลกใหม่เทคโนโลยีบริหารอาคาร-อสังหาริมทรัพย์ ด้วย Digital Twin ขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Your Property Asset Information is as important as your property asset condition(ข้อมูลสินทรัพย์อาคารของคุณมีความสำคัญเช่นเดียวกับตัวสินทรัพย์อาคารของคุณ)

ระดมผู้เชี่ยวชาญชั้นนำหลากวงการที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเทคโนโลยี Digital Twin รวมถึงนักธุรกิจชั้นแนวหน้าและผู้บริหารระดับสูง มาแชร์ปัญหาสุดคลาสสิคของงานบริหารอาณาจักรสินทรัพย์ และทางออกของปัญหาจากการใช้เทคโนโลยี โดยสลับสับเปลี่ยนแขกรับเชิญ ทุกวันพฤหัส (สัปดาห์เว้นสัดาห์) เวลา 18.30 น.เต็มอิ่ม 2 ชั่วโมงเต็ม ตลอด 3 เดือนตั้งแต่ 7 ตุลาคม – 23 ธันวาคม 2564 ผ่านโซเชียลมีเดีย ClubHouse

ภายในงานสัมมนา จะได้พบกับ ดร.สรัสไชย องค์ประเสริฐ Vice-President BIM Service Leader จาก TEAM Group ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับประเทศ การันตีความสำเร็จในงานโครงสร้างและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่กว่า 2,500 โครงการ ทั้งในและต่างประเทศ, จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ หัวหน้าแผนกและผอ.ฝ่ายบริการบริหารจัดการอาคารและอสังหาริมทรัพย์ JLL ประเทศไทย, อวิรุทธ์ เลี้ยงศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบย์ คอมพิวติ้ง จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรักษาความปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร, ลุงวิศวกรสอนคำนวณ Uncle Engineer เพจชื่อดัง แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยียุคใหม่สไตล์ลงมือทำ, อิสรีย์ ปลื้มรุ่งเรือง Chief Finance Officer (CFO) ของ International Investment Firm ที่มีสาขาและคู่ค้าในหลายประเทศ

รายละเอียดและร่วมฟังสัมมนาฟรี! Digital Twin Thailand Series By Asset Activator พบกับแขกรับเชิญทุกพฤหัส สัปดาห์เว้นสัปดาห์ อัดแน่นความรู้ตลอด 3 เดือนเต็ม (7 ต.ค. – 23 ธ.ค.) คลิก www.terrabkk.com/news/200411

ติดตามข่าวสาร Asset Activator ได้ที่ www.assetactivator.co (อยู่ระหว่างการพัฒนา)

Facebook : AssetActivator

ข้อมูลจำเพาะ : Digital Twin (ดิจิทัล ทวิน)  คือ ฝาแฝดดิจิทัล หรือแบบจำลองเสมือนสามมิติของสินทรัพย์ เกิดจากการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลมหาศาลจากหลากหลายแหล่ง มาสร้างเป็นฐานข้อมูลในโลกดิจิทัลของอาคารหลังหนึ่ง หรือ อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ใดๆ ที่จะสะท้อนข้อมูลที่ถูกต้อง-ตรงกัน-เหมือนกับของจริง ตลอดเวลา

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-asset-activator-digital-twin/

โรงงาน WD ในประเทศไทย เข้าสู่โกลบอล ไลท์เฮ้าส์ เน็ตเวิร์ค

บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล แถลงในวันนี้ว่า เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum: WEF) ได้คัดเลือกให้โรงงานของเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่เป็นโรงงานอัจฉริยะในประเทศไทยเข้าสู่โกลบอล ไลท์เฮ้าส์ เน็ตเวิร์ค (Global Lighthouse Network) ซึ่งเป็นประชาคมของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีในกลุ่มของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) มาใช้

โรงงานเวสเทิร์น ดิจิตอล ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตแห่งแรกในประเทศจากโรงงานทั้ง 90 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในเครือข่าย Lighthouse ของ World Economic Forum ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีกิจกรรมในฐานการผลิตและการเชื่อมต่อของห่วงโซ่การผลิตแบบ E2E (End-to-End) เพื่อเร่งการนำเอาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ในวงกว้าง

เดวิด เกอเคเลอร์ (David Goekeler) ซีอีโอของเวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าวว่า “การที่ WEF คัดเลือกให้เวสเทิร์น ดิจิตอลเป็นเครือข่าย Lighthouse ในวันนี้นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และยังเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความพยายามในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรม 4.0 ทั้งในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร” และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในยุคที่โลกใช้เทคโนโลยีและพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลชั้นนำของโลก และเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาให้โรงงานผลิตของเราที่ดำเนินงานอยู่ในทั่วโลกเกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรของเรา ดังนั้น เราเข้าใจดีว่าไม่มีอะไรที่สำคัญมากไปกว่าเรื่องความรับผิดชอบต่ออนาคตของอุตสาหกรรม”

เวสเทิร์น ดิจิตอล นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ได้ในแต่ละวัน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ขั้นสูง และระบบอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมโยงในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) มาใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โรงงานของเวสเทิร์น ดิจิตอล ในจังหวัดปราจีนบุรี ประเทศไทย

ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อกำหนดด้านคุณภาพที่เข้มงวด และความเข้มข้นในเรื่องของต้นทุนการผลิตของฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่โรงงานเวสเทิร์น ดิจิตอล ในปราจีนบุรี ได้มีการนำเอาการเชื่อมต่อและเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูงมาใช้ประโยชน์ เพื่อเปลี่ยนให้โรงงานที่กำลังการผลิตมีความอิ่มตัวให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการแบบดิจิทัลที่สามารถมองเห็นได้แบบเรียลไทม์ตั้งแต่ ซัพพลายเออร์ การผลิต ลอจิสติกส์ และลูกค้า รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ตามข้อมูล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสามารถเพิ่มผลผลิตของโรงงานได้ถึง 123 เปอร์เซ็นต์ สามารถเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อและการผลิตลงได้ 30 เปอร์เซ็นต์ และลดอัตราการคืนสินค้าลงได้ 43 เปอร์เซ็นต์

การพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับโรงงานเวสเทิร์น ดิจิตอล ปราจีนบุรี ที่นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยี โรงงานที่ปราจีนได้เปิดตัวศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ (Center of Excellence: CoE) เป็นโครงการเพื่อให้ความรู้และบ่มเพาะความสามารถเพื่อปลูกฝังวิธีคิดรูปแบบใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยี 4IR ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานแห่งนี้ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและรัฐบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะขับเคลื่อนโครงการวิจัยเชิงลึก และมีส่วนร่วมในความพยายามเรื่องการประหยัดพลังงานและความยั่งยืน

ฟรานซิสโก เบตติ (Francisco Betti) หัวหน้าฝ่ายสร้างการผลิตขั้นสูงและห่วงโซ่คุณค่าของ World Economic Forum กล่าว “ความกังวลของทั่วโลกในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยรักษาความสามารถในการดำเนินธุรกิจ” และเสริมอีกว่า “Lighthouse เรื่องความยั่งยืนนี้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำให้เห็นชัดเจนในเรื่องความสามารถในการตระหนักเทคโนโลยี 4IR ในการผลิต บริษัทต่าง ๆ สามารถก้าวขึ้นไปสู่ความยั่งยืนในการปฏิบัติการและโซลูชั่นการดำเนินการแบบ win-win ความสามารถในการแข่งขันในการดำเนินงานที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบต่อการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่อนาคตที่สะอาดขึ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น”

from:https://www.enterpriseitpro.net/world-economic-forum-wd/

[Guest Post] AIS จับมือ ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส (TCS) นำศักยภาพ 5G เชื่อมต่อเทคโนโลยี IoT สู่ขุมพลังโซลูชันส์ใหม่สุดล้ำเพื่อโรงงานอุตสาหกรรมไทย ตอกย้ำเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

การเสริมศักยภาพการทำงานของภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีโครงข่ายอัจฉริยะด้วยเครือข่าย 5G ยังคงเป็นเป้าหมายการทำงานของ AIS อย่างต่อเนื่อง ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของโรงงานอุตสาหกรรมไทยให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับโรงงานชั้นนำของโลก ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและหลากหลายกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูประเทศ ดึงดูดการลงทุนสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ โดยล่าสุดได้จับมือกับ “ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส” (TCS) ที่ปรึกษาและให้บริการไอทีสำหรับภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำ ร่วมกันพัฒนาโซลูชันส์ IoT ที่ทำงานบนโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ตอบโจทย์ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมโรงงาน ทั้งโซลูชันส์ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ, โซลูชันส์ digital twin, โซลูชันส์เพื่อการจัดการพลังงาน, โซลูชันส์สำหรับการเสริมความปลอดภัยสำหรับพนักงาน หรือแม้แต่โซลูชันส์บริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อช่วยทำให้โรงงานและภาคอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความต่อเนื่องของการผลิต 

 

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “เป้าหมายของ AIS ต่อการนำศักยภาพ 5G เข้าเชื่อมต่อเพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการพัฒนาโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพสามารถเชื่อมต่อการทำงานในภาคส่วนต่างๆ ได้ทุกรูปแบบ และที่สำคัญในส่วนของการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อใช้ความสามารถร่วมกันในการพัฒนาและส่งต่อบริการดิจิทัล หรือโซลูชั่นส์ที่สอดคล้องกับความต้องการในโรงงานรวมทั้งสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

โดยครั้งนี้ก็นับว่าเป็นอีกครั้งสำคัญที่เรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส (TCS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและ System integrator ร่วมกันสร้างโซลูชั่นส์ด้านเทคโนโลยี IoT เพื่อหนุนกระบวนการทำงานภาคการผลิตภายในโรงงานให้มีศักยภาพตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ที่มุ่งเอาเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพในมิติต่างๆ ของการทำงานที่ครอบคลุมจนสร้างขีดความสามารถที่แข็งแกร่งยกระดับความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

สำหรับความร่วมมือของ AIS และ TCS ในครั้งนี้เป็นการนำเอาสองจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาหลอมรวมกันเพื่อให้เกิดการบริการที่ตรงกับความต้องการของโรงงานต่างๆ ในประเทศไทย โดยจะใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านความเป็นผู้นำเทคโนโลยี IoT ของ AIS และ ความเป็นผู้นำด้านที่ปรึกษาและการให้บริการไอทีองค์กรที่หลากหลายของ ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส (TCS) เพื่อเสนอบริการโซลูชั่นส์ด้าน IoT ที่ช่วยตอบโจทย์ในการเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิต ทำให้ผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมต้นทุนในการผลิตที่ครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่ม Smart manufacturing: โซลูชันส์อัจฉริยะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานต่างๆ ภายในโรงงาน โดยการเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ เครื่องจักรด้วย IoT ไปยังดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ condition based maintenance, predictive maintenance, remote monitoring, remote diagnostics, digital twin เป็นต้น
  • กลุ่ม Energy management: โซลูชันส์การจัดการพลังงาน สำหรับอาคาร สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รักษาสิ่งแวดล้อมและ ลดต้นทุนของระบบการทำงานต่างๆ รวมถึงสายการผลิตได้เป็นอย่างดี
  • กลุ่ม Connected workforce: โซลูชันส์เพื่อสนับสนุนให้พนักงานสามารถทำงานได้จากนอกสถานที่ โดยใช้เทคโนโลยี เช่น AR/VR เพื่อควบคุมการทำงาน, เทรนนิ่งพนักงาน ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการทำงาน หรือแม้แต่การ ควบคุมป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงาน เช่น การใช้ IoT ควบคุมระยะห่างระหว่างบุคคล การสวมชุดทำงานที่ถูกต้อง การปฏิบัติตนที่ถูกต้องในพื้นที่การทำงาน เป็นต้น
  • กลุ่ม Logistic optimizer: โซลูชันส์เพื่อบริหารจัดการการขนส่ง การจัดการด้านคลังสินค้าให้มีความชาญฉลาดตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบต่างๆ ภายในโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้าน วิจายา ปันตยา ผู้จัดการสาขา ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส (TCS) ประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ที่ผ่านมา ทาทา คอนซัลแตนซี่ เซอร์วิส (TCS) มีความเชี่ยวชาญในการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทำให้เราเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยทำให้ศักยภาพการทำงานของภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งเรื่องของการบริหารจัดการ การควบคุมต้นทุน หรือแม้แต่การสร้าง Productivity ให้กับการทำงาน ซึ่งการได้ร่วมงานกับ AIS ในครั้งนี้ จะเป็นการทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นรูปธรรมและเกิดการใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้น

โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมตื่นตัวและเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ที่จะช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง เป้าหมายที่เราและ AIS มองร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เรายังมองถึงภาพใหญ่ที่ความร่วมมือนี้จะมีส่วนช่วยสำคัญในการสร้างจุดเด่นให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้ฟันเฟืองในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น”

สำหรับภาคการผลิต หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการให้บริการได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/iotmanufacturing.html

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-tcs-5g-iot-thailand-industry/

Fujitsu Smart Factory โซลูชันเสริมพลังจากนวัตกรรมเพื่อโรงงานอัจฉริยะ

ด้วยความมุ่งมั่นของภาครัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย Thailand 4.0 เพื่อบรรลุถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจยุคใหม่ อุตสาหกรรมการผลิตจึงได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเข้าสู่โลกดิจิทัลภายใต้ Industrial 4.0 ด้วยการอาศัยแนวทางการดำเนินงานที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มองเห็นภาพรวมของทั้งกระบวนการผลิต เชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าหากัน สามารถคาดการณ์และปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

Fujitsu Smart Factory เป็นการทำงานร่วมกันของหลากหลายโซลูชัน เพื่อให้การปรับใช้และยอมรับนวัตกรรมใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น เส้นทางสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ จึงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในครั้งเดียว หรือมีโซลูชันสำเร็จรูปเพื่อการเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะได้แบบทันที หากแต่สามารถเลือกและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับความต้องการที่ต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรม บางธุรกิจต้องการเปลี่ยนข้อมูลในรูปของกระดาษที่จดด้วยมือไปสู่โซลูชันดิจิทัล หรือต้องการนำข้อมูลจากตัวควบคุม PLC (Programmable Logic Controller) มาแสดงในแดชบอร์ดเพื่อให้มองเห็นภาพรวมของโรงงานได้

ก็อาจจะเพียงพอ ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ อาจต้องการระบบอัตโนมัติ เครือข่ายระบบควบคุมอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงเครื่องจักรเข้าหากัน ใช้เทคโนโลยีการทำนายผล (Predictive Technology) และเครื่องจักรที่เรียนรู้ได้ (Machine Learning) เป็นต้น

โดยหัวใจหลักของโซลูชัน Fujitsu Smart Factory เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่การขับเคลื่อนสู่โรงงานอัจฉริยะก็คือ

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลด้วยข้อมูล เพื่อทำให้การตัดสินใจต่าง ๆ ใช้เวลาน้อยที่สุด ทั้งการให้ผู้ประกอบการรู้ว่า
ในระบบของตนเองมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง สามารถนำมาวิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อการตัดสินใจได้

เพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสาร เพราะการทำงานของอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน อาจไม่ได้อยู่แต่ที่หน้างาน
หรือภายในโรงงานอีกต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องมีโซลูชันที่ช่วยให้ทำงานและสื่อสารกันได้จากทุกเวลาทุกสถานที่

โซลูชัน Fujitsu Smart Factory ช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตยุคดิจิทัล ด้วยแนวคิดด้านประสบการณ์ใช้งาน (Experiences) อันน่าประทับใจ ซึ่งครอบคลุมถึงความสามารถในการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเกิดขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร รวมถึงระบุวิธีการแก้ไขปัญหา ได้แก่ Worker Experience, Factory Operation Experience และ Ecosystem Experience เพื่อให้การพัฒนาไปสู่โรงงานอัจฉริยะสามารถบรรลุผลลัพธ์ ได้แก่

1) ความพร้อมใช้งานและความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น: เพราะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานในสายการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ผู้ผลิตวางแผนการใช้ทรัพยากร และลดเวลาหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผนได้

2) ประสิทธิภาพการทำงาน: ผู้ผลิตสามารถมองเห็นภาพรวมของปริมาณงานและผลผลิตได้ดีขึ้น ลดเวลาหยุดทำงานและค่าใช้จ่าย รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม

3) การประกันคุณภาพ: การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิผล โดยลดความจำเป็นในการตรวจสอบด้วยสายตาตนเอง

Worker Experience
เป็นแกนหลักด้านหนึ่งในชุดโซลูชัน Fujitsu Smart Factory เต็มรูปแบบ ซึ่งมุ่งเพิ่มศักยภาพให้แก่พนักงานด้วยความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence) โดยสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

a. Smart Digitalization Operation จากการทำงานแบบเดิมที่ผู้ใช้จะบันทึกข้อมูลการตรวจสอบหรือข้อมูลต่าง ๆ
ลงในกระดาษ ดังนั้นขั้นตอนแรกของการนำไปสู่ Smart Factory คือ การแปลงข้อมูล (Convert Data)
จากกระดาษไปเป็นข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้หัวหน้างานสามารถยืนยันคำสั่ง ตรวจสอบ หรือช่วยให้คำแนะนำแก่ผู้ปฏิบัติงานได้ทันที หรืออีกกรณีคือ วิศวกรสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือคู่มือเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น ขั้นตอนต่อมาคือการทำ Centralize Apps Platform เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้ในเวลาจริง (Real-Time) และผู้ปฏิบัติงานได้รับข้อมูลชุดเดียวกันโดยทั่วถึงและทันท่วงที ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานของพนักงานเพิ่มสูงขึ้น
b. Collaborative Field Inspection การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการแบ่งช่วงเวลาทำงานเป็นกะ
ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญหรือหัวหน้างานไม่ได้ทำงานอยู่ ก็จะยังคงแก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์นั้นได้ ด้วยการเข้าถึงข้อมูลจากปัญหาที่ได้เคยถูกบันทึกไว้ รวมถึงคำแนะนำในการแก้ไข และการเข้าถึงจากระยะไกล (Remote) เพื่อแก้ไขปัญหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งหากเป็นการบันทึกข้อมูลด้วยกระดาษจะมีข้อจำกัดเรื่องการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย
c. Advance Digital Simulation การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่พนักงาน โดยการใช้เทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality) ความจริงเสมือน (Virtual Reality) และความจริงผสม (Mixed Reality) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ รวมถึงการจำลองสถานการณ์ให้เกิดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริง เป็นการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน

Factory Operation Experience
แกนหลักด้านที่ 2 ในชุดโซลูชัน Fujitsu Smart Factory คือ การพัฒนาด้านการบริหารจัดการภายในโรงงานที่ระดับของแผนก โดยมีความแตกต่างจากด้าน Worker Experience ซึ่งมุ่งพัฒนาในระดับรายบุคคล ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการปรับปรุงของกระบวนการผลิต (Production Improvement) โดยการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุน ได้แก่


a. Collaborative Development (สำหรับแผนกออกแบบ) เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือการออกแบบสายการผลิต (Production Line) ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยียุคใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันบนแบบร่างเดียวกันได้ (Collaborative Design) รวมไปถึงการจำลองผลิตภัณฑ์ (Product Simulation) และการจำลองสายการผลิต (Production Line Simulation) เพื่อให้งานต่าง ๆ ดำเนินต่อไปได้ โดยพนักงานยังคงสามารถทำงานอยู่ที่บ้านของตนเอง
b. Manufacturing Intelligence (สำหรับแผนกการผลิต) การนำข้อมูลของเครื่องจักรในการผลิตที่ได้ มาแสดงเป็นข้อมูลสำคัญ (KPIs) บนแผงควบคุม (Dashboard) เพื่อให้สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างตรงจุด
c. Asset Tracking and Optimization (สำหรับแผนกซ่อมบำรุง) เป็นระบบรายงานแสดงจำนวนของอุปกรณ์ สถานะของทรัพยากรที่อยู่ในคลังทั้งที่เป็นสินทรัพย์ชั่วคราวและถาวร การบริหารจัดการทั้งในด้านการใช้งาน สถานที่จัดเก็บ การซ่อมบำรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายงานผลิตต่อไป
d. Real-Time Quality and Conformance (สำหรับแผนกควบคุมคุณภาพ) การยกระดับด้วยการใช้ AI รวมถึงการใช้ข้อมูลดิจิทัล โดยการเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์ (Sensors) ของกล้องวิดีโอ เพื่อให้สามารถควบคุมประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างทันท่วงที ทำให้สามารถควบคุมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการและเกิดความพึงพอใจจากลูกค้า

Ecosystem Experience
แกนหลักด้านที่ 3 ในชุดโซลูชัน Fujitsu Smart Factory คือส่วนที่มุ่งเน้นด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กร โดยเน้นเรื่องของการรวบรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูล ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนให้ได้ดีที่สุด (Cost Optimization) โดยแบ่งตามหมวดหมู่ได้ดังนี้

a. Data Factory Platform โซลูชันสำหรับการรวบรวมข้อมูลของโรงงานมาไว้ในจุดเดียว ให้ความสามารถในการจัดการกับปริมาณของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับข้อมูลหลากหลายประเภท ทั้งแบบที่เป็นข้อมูลแบบมีโครงสร้าง (Structured Data) และข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ
มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต โดยคำนึงถึงการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้เกิดการใช้งานข้อมูลที่สะดวกและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
b. Edge Intelligence โซลูชันการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถส่งข้อมูลไปยัง Data Factory Platform รวมถึงการส่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตัวอุปกรณ์ไปยังผู้ดูแลระบบผ่านทางอุปกรณ์เครือข่าย (Network Devices) ซึ่งข้อมูลจะถูกจัดเก็บและนำมาใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป เช่น ล็อก (Log) การใช้งานระบบไฟฟ้า รวมถึงระบบ IoT อื่น ๆ ซึ่งนอกจากเรื่องการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างแผนก IT และแผนก OT (Operation Technology) แล้ว โซลูชันยังครอบคลุมถึงความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ด้วยเช่นกัน
c. Predictive Monitoring and Diagnostics เมื่อนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ Data Factory Platform เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้จะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ถึงการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงสามารถประเมินวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์และงานบำรุงรักษาอุปกรณ์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถบรรลุถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด (Cost Optimization) นั่นเอง

การขับเคลื่อน Smart Factory ให้อุตสาหกรรมต่างๆ
ที่ผ่านมาฟูจิตสึได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา Smart Factory ให้กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ด้วยโซลูชันย่อยหลายรูปแบบ ตามแต่ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันตามอุตสาหกรรม

ตัวอย่างเช่น ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) ได้เข้าไปมีส่วนช่วยในการสร้าง “โรงงานดิจิทัลอัจฉริยะ” (Digital Connected Plant) แห่งแรกในประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง เพื่อขยายระบบดิจิทัลสู่อุตสาหกรรมการผลิต ในธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนระบบงานแบบเดิมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก รวมถึงเอกสารที่เป็นกระดาษ
พร้อมปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กร โดยอาศัยการทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญผ่านการเชื่อมต่อระยะไกล (Remote Expert Collaboration) และเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning)

ลดการสูญเสียจากการหยุดเครื่องจักรโดยไม่ได้วางแผน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในแต่ละปี ลดระดับสินค้า
คงคลัง เพิ่มระบบความปลอดภัยการทำงาน ลดระยะเวลาการทำงานพนักงานใหม่ เนื่องจากมีมาตรฐานและกระบวนการทำงานที่เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เพิ่มความโปร่งใสในการจ่ายเงิน และลดค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมา

ขณะที่ในต่างประเทศโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ของอินเทล ในเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของ
อินเทลภายนอกสหรัฐฯ ได้มีการติดตั้งและใช้งานโซลูชัน Fujitsu Smart Factory และอุปกรณ์ IoT เพื่อบันทึกสถานะการทำงานของสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และข้อมูลสภาพแวดล้อมผ่านระบบคลาวด์ของฟูจิตสึ ทั้งจากมิเตอร์ไฟฟ้าและน้ำประปา รวมไปถึงเซ็นเซอร์สภาพแวดล้อมที่ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น และข้อมูลสถานะการปฏิบัติงานจากสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์

ระบบจะแสดงผลตัวบ่งชี้สำคัญ ๆ ด้านการจัดการ เช่น พลังงานที่ใช้ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้กำลังการผลิตของเครื่องจักร ผ่านทางแดชบอร์ดอัจฉริยะ (Intelligent Dashboard) ซึ่งแสดงผลข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ส่วนข้อมูลจากเครื่องจักรการผลิตในสายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ จากที่เคยถูกเก็บรวบรวมและใช้งานเป็นรายกรณี โซลูชันนี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบสถานะการทำงานของอุปกรณ์ทั่วทุกพื้นที่ภายในโรงงานในแบบเรียลไทม์ ผู้บริหารสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาในสายการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

ออมรอน คอร์ปอเรชัน หนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบควบคุมในอุตสาหกรรมระดับโลก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยร่วมมือกับฟูจิตสึในการนำโซลูชันเพื่อการมองเห็น การเคลื่อนไหวของสายการผลิตแบบเรียลไทม์ ด้วย Big Data ด้านอุตสาหกรรม โดยการเชื่อมผลิตแผงวงจรเข้ากับประเภทข้อมูลแต่ละประเภท ที่มีการบันทึก
ในระบบการผลิตแต่ละระบบในสายการผลิตเพื่อระบุจุดที่ต้องมีการปรับปรุง ซึ่งเป็นจุดที่หาได้ไม่ง่ายนัก แม้แต่พนักงานโรงงานที่มีประสบการณ์แล้วก็ตาม

โดยมีการพัฒนาระบบที่สร้างรายงาน “Timeline Data Visualization (การมองภาพข้อมูลตามแนวเวลา)” เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตามจริง ที่ง่ายต่อการเข้าใจได้อย่างรวดเร็วภายในพริบตาเดียว ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ถึง
6 เท่า

ก้าวต่อไปของผู้ผลิตไทย
การสร้างสภาพแวดล้อมโรงงานอัจฉริยะที่รวมเอาเทคโนโลยีคลาวด์และ IoT ไว้ด้วยกัน สามารถช่วยขับเคลื่อนโรงงานการผลิตของคุณไปสู่วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 หรือเกินกว่านั้นได้ เนื่องจากโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน
ความปลอดภัยและคุณภาพที่มีเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้โรงงานผลิตของคุณแตกต่างไปจากคู่แข่ง

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากข้อมูลข้างต้น คุณจะเห็นว่า การก้าวสู่เส้นทางของโรงงานอัจฉริยะ อาจไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม หรือต้องลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมากอย่างที่หลายคนคิด เพราะสามารถเริ่มต้นได้ด้วยจุดเล็ก ๆ เมื่อมีความพร้อมหรือเห็นว่าได้ประโยชน์อย่างชัดเจนจึงค่อยต่อยอดไปสู่โซลูชันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็ได้

ซึ่งสิ่งที่คุณต้องการคือมืออาชีพที่มีความเข้าใจธุรกิจ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญโซลูชันอย่างรอบด้าน พร้อมเป็นที่ปรึกษาและสร้าง Smart Factory ในแบบที่คุณต้องการให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งทั้งหมดนั้นจะพบได้จาก “ฟูจิตสึ”

ร่วมสร้างสรรค์ความสำเร็จกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจโรงงานไปสู่ยุคดิจิทัล เพราะฟูจิตสึได้ศึกษาและพัฒนาโซลูชันโรงงานอัจฉริยะส่วนหนึ่งขึ้นมาจากสายการผลิตของทางบริษัทฯ เอง จึงมีความรู้ในเชิงลึก รวมทั้งยังดำเนินธุรกิจในการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ (System Integrator) อีกด้วย

มาร่วมสัมผัสบริการและเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของฟูจิตสึได้ที่ Fujitsu ActivateNow 2021

ดูข้อมูลและลงทะเบียนได้ที่นี่

หากคุณต้องการทราบว่า ฟูจิตสึสามารถช่วยพัฒนาให้ธุรกิจการผลิตของคุณกลายเป็นโรงงานอัจฉริยะได้อย่างไร สามารถติดต่อเราที่

from:https://www.enterpriseitpro.net/fujitsu-smart-factory/