คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

วงการมือถือเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีติดตามตัว เพื่อสกัดการแพร่กระจาย COVID-19

เพื่อที่จะจำกัดวงการระบาดของ COVID-19 นั้น ทางเหล่าผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างรวมกันสร้างระบบแบ่งปันข้อมูลทั่วโลกที่สามารถตรวจติดตามแต่ละบุคคลทั่วโลกได้ นำโดยเจ้าหน้าที่อาวุโสของ GSMA ที่กำลังพูดคุยกับทุกบริษัทเพื่อที่จะช่วยกันติดตั้งระบบนี้ในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

แน่นอนว่าข้อเสียของการพัฒนาระบบแบบนี้ย่อมหมายถึงการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อติดตามตัวบุคคลสำหรับรับมือกับ COVID-19 นั้นได้ถูกจำกัดโดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั้งการเฝ้าตรวจสอบข้อมูลภายในประเทศของตัวเอง หรือแม้แต่การพูดคุยกับผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมและบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ตาม

ซึ่งประเทศที่มีอุปสรรคดังกล่าวได้แก่สหรัฐฯ, อินเดีย, โปแลนด์, อิหร่าน, สิงคโปร์, อิสราเอล, และเกาหลีใต้ แม้แนวคิดในการสร้างตัวติดตามจะสามารถช่วยตามติดการแพร่ระบาดของโรคได้ แต่ในขณะเดียวกันก็น่ากลัวพอสมควร

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/mobile-industry-is-looking-for-trackers-to-restrain-covid-19-spread/

บัญญัติ 10 ประการ ที่ควรพึงตระหนักเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน

ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องการแพร่ระบาดของโรคร้าย Covid-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนวิถีการทำงานของคนปัจจุบันให้มีโอกาสและสามารถทำงานอยู่ที่บ้านมากขึ้นเนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในบ้านให้มากที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสและการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

ถึงแม้จะเป็นวิกฤติแต่ถือว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างวัฒนธรรมในการทำงานรูปแบบใหม่ขึ้นมาจากเดิมที่ต้องไปนั่งทำงานที่ออฟฟิต ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วหลายๆ งานนั้นสามารถนั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็ได้ เช่นนี้แล้วก่อให้เกิดข้อดีตามมามากมาย ทั้งเรื่องของการประหยัดเวลาและทรัพยากรต่างๆ ทั้งนี้ก็ไม่ควรจะละทิ้งข้อเสียที่อาจจะมีได้บ้าง ซึ่งถ้าใครอยาก Work From Home จึงควรตระหนักในภาวะที่บีบบังคับให้เราต้องทำงานอยู่ที่บ้านเหล่านี้

1. วินัย
เมื่อพูดถึงการทำงานอยู่บ้านหลายคนจะต้องนึกว่าชีวิตนี้โคตรชิลไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องแต่งตัวหล่อๆ สวยๆ ก็สามารถทำงานหาเงินได้เหมือนกัน แต่…มันก็ใช่อ่ะนะ แต่…สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการรักษาวินัยของการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่แสนจะชิล โดยเฉพาะวินัยเรื่องเวลาที่จะต้องมีการกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่า เวลาไหนจะกินข้าว ทำงาน พักเบรกจิบกาแฟ ต้องรักษาเวลาให้ได้เสมือนหนึ่งว่าเราทำงานอยู่ที่ออฟฟิตทำได้แบบนี้แล้วก็จะหมดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องผลลัพธ์ของงานที่ได้เราต้องเห็นใจองค์กรเราด้วยว่ามันต้องไม่ต่างจากการทำงานอยู่ที่ออฟฟิต ข้อดีคือ ดีไม่ดีประสิทธิภาพที่ได้นั้นจะได้มากกว่าที่เราทำงานที่ออฟฟิตซะอีก เพราะการทำงานอยู่ที่บ้านอาจทำให้เรามีสมาธิมากกว่าการนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตที่มีบรรยากาศที่จ๊อกแจ๊กจอแจมากกว่าที่บ้านซะอีก

2.แผนการทำงาน
เป็นสิ่งที่ควรต้องทำอยู่แล้วไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตหรือที่บ้าน เพราะการมีแผนทำงานที่ดีจะทำให้เรามีกรอบในการปฏิบัติงาน ไม่ทำงานมั่วซั่วสะเปะสะปะ อาจจะเริ่มเล็กๆ จากการที่มาดูในแต่ละวันเช้ามาให้เวลาในการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้างช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะทำอะไรกี่โมงจัดตารางสิ่งที่ต้องทำมาให้ชัดเจน สำหรับบางงานที่อาจไม่ใช่งานที่ต้องทำรายวันอาจต้องขยายเวลาออกมาให้กว้างขึ้นเช่นแผนรายสัปดาห์หรือรายเดือนว่าอาทิตยนี้หรือเดือนนี้เราจะทำอะไรถ้าลักษณะงานของเรามันต้องใช้เวลานาน และถึงแม้จะต้องใช้เวลานานในแต่ละโปรเจคงาน เราก็ยังคงสามารถแบ่งย่อยงานให้ละเอียดมากที่สุดเป็นรายสัปดาห์หรือรายวันได้ยิ่งดี

3.สิ่งแวดล้อม
การจัดสิ่งแวดล้อมในการทำงานอยู่ที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพราะการทำงานอยู่บ้านมักจะต้องเผชิญกับสิ่งรบกวนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก เมีย หมา แมว คนประกาศขายของ คนข้างบ้าน ต่างๆ นานาสารพัดที่จะต้องพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโต๊ะทำงานและห้องทำงาน ต้องเลือกสถานที่ที่เราจะนั่งทำงานที่เป็นส่วนตัวให้ห่างจากสิ่งรบกวนทั้งหลายถ้าบ้านไหนมีห้องทำงานก็แล้วไป แต่บางบ้านอาจจะไม่สะดวกต้องพยายามหาซักมุมหนึ่งในการนั่งทำงานให้เรามีสมาธิมากที่สุด บางคนใช้ห้องนอนนั่งทำงานมีโต๊ะทำงานก็ดีแต่อาจนั่งบนเตียงซักแปร๊บเผลอเอนหลับไป…อ้าวจบไม่ต้องทำงานกันพอดี

4. เครื่องมือ
สิ่งที่เป็นเครื่องมือให้เราสามารถนั่งทำงานอยู่ที่บ้านได้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอยู่เหมือนกันเพราะถ้าไร้เครื่องมือก็เหมือนมือปืนไม่มีปืน ดังนั้นเครื่องมือเครื่องไม้อุปกรณ์ต่างๆ เบื้องต้นต้องพร้อมใช้งานและคุณภาพต้องพอสมควรไม่จำเป็นต้องเว่อวังอลังการก็ได้ โดยทั่วไปแล้วเครื่องมือเบื้องต้นก็คือ คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น PC Notebook หรือ Tablet ตามใจชอบ กล้อง ไมโครโฟน เผื่อว่าต้องประชุมกัน นอกจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แล้วทางด้านซอฟแวร์ก็จำเป็นไม่แพ้กันเพราะการทำงานอยู่คนละที่ทางนั้นการติดต่อสื่อสารนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือจะทำยังไงให้สามารถสื่อสารกันได้เหมือนนั่งอยู่ที่ออฟฟิต ดังนั้นเครื่องมือในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการคุยกันผ่านเสียงหรือพิมพ์คุยกัน ซอฟแวร์ที่ใช้ประชุม การแชร์ไฟล์ระหว่างกัน เหล่านี้เบื้องต้นต้องพร้อมใช้งานและใช้งานได้ดีด้วย และที่แน่นอนว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากที่บ้านต้องดีมีเสถียรภาพความเร็วพอเพียงด้วย

5.ปลอดภัย
ความปลอดภัยในที่นี้เน้นเรื่องความปลอดภัยในการเชื่อมต่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพราะว่าการทำงานของเรานั้นจะไม่เหมือนที่นั่งอยู่ที่ออฟฟิตใช้ระบบเครือข่ายขององค์กร แต่นี่เราอยู่ภายนอกและเชื่อมต่อเข้าสู่องค์กรเพื่อใช้ทรัพยากรต่างๆ ขององค์กรในการทำงาน เบื้องต้นนั้นควรต้องมีการเข้ารหัสการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายขององค์กรเนื่องจากจะได้มั่นใจในข้อมูลที่ผ่านเข้าและออกระหว่างบ้านไปยังองค์กรส่วนใหญ่แล้วก็มักจะใช้ระบบ VPN(Virtual Private Network) เป็นพิมพ์นิยมในปัจจุบันซึ่งก็ถือว่าโอเคใช้ได้ แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของอุปกรณ์ที่เราใช้งานซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักซึ่งมักจะมีปัญหากับมัลแวร์ประเภทต่างๆ ที่มารบกวนอยู่ตลอดเวลา แก้ปัญหาโดยควรต้องมีโปรแกรม Antivirus เป็นพื้นฐานให้กับคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานและควรต้องมีการอัพเดตแพตซ์ของ Antivirus กันอย่างสม่ำเสมอด้วย

Image credit : Pixabay

6.การสื่อสาร
นอกจากผลของงานที่ต้องได้รับเท่ากับการนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตแล้ว สิ่งที่จะทำให้การทำงานที่บ้านประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งนั่นคือกระบวนการสื่อสารที่ต้องไม่ด้อยไปกว่าการอยู่ที่ออฟฟิตทั้งนี้อาจดีกว่าการนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตด้วยซ้ำไป ซอฟแวร์ที่ช่วยในการสื่อสารทุกรูปแบบต้องจัดเต็มมาทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคุยกันด้วยเสียง หรือพิมพ์แชตโต้ตอบกัน มากไปกว่านั้นถ้าต้องการคุยกันเยอะๆ พร้อมๆ กันในทีเดียวหรือการประชุมออนไลน์ก็ต้องหาซอฟแวร์ที่มีความเหมาะสมกับองค์กรมาใช้งาน ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาทำงานทุกคนต้องพร้อมออนไลน์อยู่ตลอดเวลาด้วยเพื่อการสื่อสารระหว่างกันในทีมที่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าแอบไปงีบบนเตียงนอนจนไม่สนใจเพื่อนที่รอคำตอบจากเรานะจ๊ะ

7. Productivity vs creativity
เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควรในสไตล์การทำงานของคนเราว่าใครทำงานแบบ Productivity นั่นคือได้ปริมาณ และแบบ Creativity ทำอย่างสร้างสรรค์ ทั้งที่ทั้งสองแบบควรมีการรักษาสมดุลกันให้ดีๆ เนื่องจากมันมีประโยชน์ทั้งสองแบบ แบบใดแบบหนึ่งมากหรือน้อยเกินไปไม่ควรจะดี ปกติแล้วการทำงานให้ได้ปริมาณมักต้องใช้สมาธิพอสมควรเนื่องจากการที่เราจะทำอะไรให้ได้เยอะๆ มันต้องมีโฟกัส และโฟกัสนี่แหละที่จะทำให้เราได้ปริมาณงานที่เยอะๆ โดยโฟกัสนั้นมันต้องสร้างจากสมาธิที่ดีก่อนซึ่งในออฟฟิตบางที่สิ่งแวดล้อมก็เอื้ออำนวยมีบริเวณส่วนตัวพอสมควรแต่ละคนเคารพซึ่งกันและกันไม่ทำให้เพื่อนเดือดร้อนรำคาญก็ดีไป แต่บางที่นี่ออฟฟิตอย่างกับตลาดนัดจ๊อกแจ๊กจอแจซึ่งก็จะทำให้เรามีสมาธิน้อยลงไม่โฟกัสและผลคือปริมาณงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร ต่างกับการมีสมาธินั่งทำงานอยู่ที่บ้านเงียบๆ คนเดียวอาจได้ปริมาณงานที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า ในส่วนของความสร้างสรรค์นั้นอาจต้องอาศัยทั้งสองส่วนนั่นคือการได้พบปะเพื่อนฝูงได้มีการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดโต้ตอบหารือช่วยกันคิดซึ่ง Work From Home อาจสามารถทดแทนกันได้ด้วยระบบประชุมออนไลน์ที่ดี ทุกคนเข้าใจและสามารถใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ และหลังจากได้ประมือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปพอสมควรแล้วการต่อยอดเพื่อให้ได้สิ่งที่สร้างสรรค์นั้นอาจต้องอาศัยการปลีกวิเวกทำสมาธิเพื่อนำแนวคิดจากการหารือกันมาตกผลึกต่อยอดสร้างสรรค์กันต่อไป

8. ประหยัดเวลา
เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อเราใช้ชีวิตนั่งทำงานอยู่บ้านมันทำให้เราเกิดการประหยัดไปซะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเวลาที่จะต้องเดินทาง เวลาในการอาบน้ำแต่งสวย แต่งหล่อ ยกเว้นค่าไฟแอร์ที่อาจต้องยอมเสียจากที่ก่อนหน้าอาศัยแอร์ที่ออฟฟิตมาตลอด นอกจากเรื่องการประหยัดเวลาแล้วเราอาจได้ประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าอาหารจากที่มักจะนัดเพื่อนฝูงไปหาร้านอาหารอร่อยๆ มื้อเที่ยงบ่อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นหาอะไรง่ายๆ กินในบ้านยิ่งถ้าเป็นคนโสดปากเดียวก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่สั่งอาหาร Delivery มากินง่ายๆ ไม่ต้องทำเอง ไม่ต้องไปหาวัตถุดิบให้เสียเวลาเสี่ยงติดโรค หรือบางคนประหยัดซะจนมาม่าแทบทุกมื้ออันนี้ก็ต้องระวัง

9. อิสรภาพ vs ความรับผิดชอบ
ใครที่สามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้นี่บางทีอาจทำให้เพื่อนๆ คนอื่นอิจฉาที่สามารถทำงานได้โดยอิสระไม่ต้องมีเจ้านายนั่งเฝ้าอยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ใช่ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งตามมานั่นคือความรับผิดชอบ ที่เราต้องมีให้กับหน่วยงานองค์กรของเราเพราะอย่าลืมว่าหน่วยงานของเรานั้นยังต้องจ่ายเงินเดือนให้เราอยู่ในช่วงที่เราทำงานอยู่บ้านดังนั้นจงจำให้ขึ้นใจอยู่ตลอดเวลาว่า “จงทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่เค้าจ่ายให้เรา” และสิ่งที่จะทำให้เราสามารถรักษาความรับผิดชอบได้นั้นให้กลับไปดูในข้อที่ 1 วินัย ตัวเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณค่าไม่ว่าคุณจะนั่งทำงานอยู่ที่ดาวดวงไหนก็ตาม

10. พักผ่อน
บางครั้งการที่เรามีสมาธิที่มากเกินไปกว่าการนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตอาจทำให้เราเพลินซะจนลืมเวลา อาจทำให้เรานั่งยาวจนเกินควร นอกจากการมีวินัยในการจัดเวลาในการทำงานให้เป็นระเบียบแล้ว เช่นเดียวกันเราก็ควรมีวินัยในการพักผ่อนอิริยาบถด้วยเช่นเดียวกัน มันก็ไม่ต่างจากการที่เรานั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิตนั่นแหละ ถ้าอยากมีสุขภาพที่ดีเราควรละสายตาจากหน้าจอไปบ้างชั่วโมงละรอบก็ยังดี ออกไปเดินพบปะกับผู้คนโลกภายนอกบ้างเล็กน้อย หรืออาจจะเดินลงจากห้องนอนหรือห้องทำงานไปกดน้ำมาดื่ม แวะเล่นกับหมากับแมวบ้าง จะได้พักสายตาเพื่อเราจะได้มีแรงและสมาธิที่จะทำงานในรอบต่อๆ ไป

ผู้แต่ง : นายโอภาส หมื่นแสน วิศวกร สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/work-from-home-covid-19/

บทความน่ารู้ : ความจำเป็นในการทดสอบระบบดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge

คุณอาจเคยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทดสอบลิงค์สายไฟเบอร์ขณะที่แขวนตัวเองอยู่ขอบหน้าผาแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าคุณอาจจะกำลังทดสอบในพื้นที่ใหม่ๆ อยู่ก็ตาม แต่ระบบอย่างดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากสิ่งที่คุณเทสอยู่เป็นประจำสักเท่าไร

แล้วอะไรคือดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge กันแน่? เราลองมาดูในรายละเอียดดังนี้

มีปัจจัยผลักดันมากมาย

อย่างที่ทราบดีว่า Internet of Things กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และการสื่อสารผ่านอุปกรณ์พกพาก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มดังกล่าวด้วย ซึ่งจากรายงาน Cisco Visual Networking Index ระบุว่า ทราฟิกของสมาร์ทโฟนจะเพิ่มจนมากกว่าทราฟิกข้อมูลของเครื่องพีซีในที่สุด การเติบโตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างเช่น ระบบ IoT เชิงอุตสาหกรรม, การสื่อสารระหว่างเครื่องจักร, เกมออนไลน์, วิดีโอสตรีมมิ่ง, และรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองนั้นก็ต้องการความรวดเร็วอย่างมากในการตอบสนองและประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้การมาถึงของโครงข่ายโทรคมนาคมแบบ 5G จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่ 5 นี้ได้เพิ่มช่วงความถี่ในย่านต่างๆ จนทำให้สามารถเพิ่มทรูพุตตามทฤษฎีได้มากถึง 10 กิกะบิตต่อวินาที ถือเป็นความเร็วที่ตอบโจทย์กับการเติบโตของเทคโนโลยีโมบายล์ยุคนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลกระทบต่อเทคโนโลยีเหล่านี้คือ เวลาหน่วงของเครือข่ายหรือ Latency ซึ่งหมายถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้ในการรับส่งและประมวลผลข้อมูลที่ขึ้นกับจำนวนของสวิตช์ และระยะทางที่ข้อมูลจะต้องเดินทางบนเครือข่าย ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองนั้นรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายโทรคมนาคมแบบ 4G ปัจจุบันใช้เวลาอยู่ประมาณ 80 มิลลิวินาที แต่การที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์จราจรที่ฉุกเฉินนั้นจำเป็นต้องมีเวลาหน่วงน้อยกว่า 5 มิลลิวินาที หรือกับเกมออนไลน์ของคุณนั้น การ Lag หรือหยุดชะงักระหว่างการเล่นเกมที่มักสร้างความรำคาญให้คุณก็มักเกิดจากเวลาหน่วงทั้งสิ้น

จริงๆ แล้ว วัตถุประสงค์ของดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge ก็เพื่อเพิ่มแบนด์วิธและลดดีเลย์ด้วยการนำส่วนของการประมวลผลข้อมูลและพื้นที่เก็บข้อมูลมาอยู่ใกล้กับผู้ใช้และอุปกรณ์ที่ส่วนขอบของเครือข่ายที่ต้องการการสื่อสารแบบเรียลไทม์ให้มากขึ้น แทนที่จะส่งข้อมูลทุกอย่างกลับไปยังดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลาวด์ที่อยู่ศูนย์กลางเพื่อประมวลผล ลองนึกถึง Netflix ที่เป็นผู้ให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดโลก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 140 ล้านราย แต่กินปริมาณทราฟิกทั้งหมดมากกว่า 15% ของทราฟิกบนอินเทอร์เน็ตรวมทั่วโลก ดังนั้นจึงเลือกวางข้อมูลคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge ที่สำนักงานในท้องถิ่นมากกว่ามาเก็บรวมในดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ ทำให้สามารถส่งมอบคอนเท็นต์ให้ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัด เสถียรกว่าเดิม

ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge คืออะไร? และหน้าตาเป็นอย่างไร?

ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge นั้นถูกสร้างขึ้นในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใกล้กับเสาสัญญาณ Wi-Fi ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการให้บริการโครงข่าย 5G, ตามหัวมุมถนนเพื่อรองรับระบบจัดการจราจรอัจฉริยะและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง, ในสำนักงานกลาง, หรือแม้แต่ภายในหรือบริเวณติดกับโรงงานอุตสาหกรรมหรืออาคารขององค์กรเช่น ศูนย์บริการทางการแพทย์ หรือพื้นที่ของมหาวิทยาลัย

เมื่อเปรียบเทียบกับดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ขนาดใหญ่ หรือแบบ Co-location แล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge จะมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่า และมีขนาดได้ตั้งแต่แบบเล็กมากที่กินพื้นที่แค่ไม่กี่ Rack เก็บอยู่ในตู้ที่ตั้งตามหัวถนน, หรืออาจเต็มทั้งตู้ชั้น Rack เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลของอาคารหนึ่ง, ไปจนถึงตู้ Rack หลายตู้ที่อยู่ในห้องดาต้าเซ็นเตอร์ของเสาสัญญาณ 5G, หรือแม้กระทั่วเป็นตู้ Rack จำนวนกว่า 40 – 50 ตู้ที่ตั้งอยู่ภายใต้สำนักงานใหญ่ของตัวเมือง

สิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge คือ ดาต้าเซ็นเตอร์แบบนี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์ของความเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะมีระบบการใช้พลังงาน, การทำความเย็น, การเดินสายเคเบิล, และการเชื่อมต่อต่างๆ ลักษณะเดียวกันกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป เพียงแค่มีขนาดเล็กกว่ามากเท่านั้น

ดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทนี้ยังใช้ระบบมาตรฐานเดียวกันอย่างเช่นมาตรฐาน TIA-942-A ที่ระบุไว้ตั้งแต่ห้องทางเข้า, พื้นที่การเชื่อมต่อหลัก, พื้นที่ระบบเชื่อมต่อรอง, และพื้นที่จัดวางอุปกรณ์เชื่อมต่อ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge อาจมีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของผู้ให้บริการ, คอร์สวิตชิ่ง, สวิตช์ Intermediate, และเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ รวมอยู่ภายในตู้เดียวกัน และเนื่องจากการรวมทุกอย่างผสานเข้าไปอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge มักมีความหนาแน่นต่อตู้มากกว่า ทั้งด้านจำนวนการเชื่อมต่อและความต้องการพลังงาน (โดยทั่วไปกินไฟอยู่ประมาณ 12 – 15kW ต่อตู้)

จำเป็นต้องมีการทดสอบสำหรบดาต้าเซ็นเตอร์เช่นกัน

เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge ก็ยังเป็นดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบหนึ่ง หมายความว่าการทดสอบที่คุณเคยทำกับดาต้าเซ็นเตอร์ปกติก็ยังใช้ได้กับแบบ Edge เช่นกัน โดยในดาต้าเซ็นเตอร์แบบนี้ คุณสามารถพบกับการเชื่อมต่อผ่านสายไฟเบอร์แบบซิงเกิลโหมดเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของผู้ให้บริการ, การเชื่อมต่อผ่าน MPO แบบมัลติโหมดที่เชื่อมระหว่างสวิตช์, ไปจนถึงสายเคเบิลแบบสายทองแดง หรือสาย SFP+ / SFP28 Twinax แบบ Direct Attach Cable (DAC) ที่เชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์ด้วยกัน

แต่เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge มีความหนาแน่นมาก อาจเป็นในรูปตู้เดี่ยว หรือดาต้าเซ็นเตอร์ที่อัดอยู่ในคอนเทนเนอร์ ทำให้คุณไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับทำการทดสอบได้สะดวกเหมือนในดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ดีที่ทาง Fluke Network ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้คุณทดสอบในพื้นที่แคบได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออย่าง FI-500 FiberInspector Micro ที่มีไฟส่องสว่าง PortBright™ ในตัวที่เข้ากับพื้นที่แคบได้ง่าย และทำให้ค้นหาตรวจสอบพอร์ตสายไฟเบอร์ในสภาพแวดล้อมที่หนาแน่นและมีแสงน้อยได้ง่าย รวมทั้งผลิตภัณฑ์อย่าง Mag Kit Magnetic Strap ที่ช่วยให้คุณยึดชุดทดสอบเข้ากับพื้นผิวโลหะได้ หรือสามารถใช้ระบบสอบเทียบมาตรฐานสายเคเบิล Versiv ที่มีการออกแบบเป็นโมดูลที่รองรับการตรวจเทียบมาตรฐานสายทองแดง และสายไฟเบอร์แบบซิงเกิลและมัลติโหมด ทั้งแบบ Tier 1 และ Tier 2 ทำให้คุณใช้อุปกรณ์ทดสอบจำนวนน้อยกว่าเดิมเวลาไปทำงานที่ฝั่ง Edge ได้อย่างคล่องตัว

สามารติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่เพจ Fluke Network

from:https://www.enterpriseitpro.net/testing-on-the-edge/

เฟสบุ๊กเปลี่ยนแผนเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโต และอาจจะเลื่อนการเปิดตัว! Libra

ทางเฟสบุ๊กกำลังเปลี่ยนแผนการสำหรับสกุลเงินคริปโตและวอลเล็ตที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยจากเสียงคัดค้านของหลายหน่วยงานที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานั้น ทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านสังคมออนไลน์ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเปิดตัว “Libra” และวอลเล็ตอย่าง “Calibra”

การที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งต่างออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับอำนาจของเฟสบุ๊กที่สามารถควบคุมสกุลเงินของตัวเองได้อย่างเบ็ดเสร็จนั้น

ทำให้เฟสบุ๊กเผยว่า Libra ดูเหมือนจะก้าวข้ามระบบการเงินของโลกมากไปหน่อย จนแม้จะดูเป็นการปฏิวัติวงการอย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็ทำให้วงการด้านกฎหมายและหน่วยงานควบคุมต่างๆ ตั้งคำถามมากมายที่ไม่สามารถตอบได้

เฟสบุ๊กจึงตัดสินใจเลื่อนการเปิดตัว Libra ที่ตอนแรกจะมีขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ไปเป็นช่วงไตรมาสที่ 4 แทน และแม้จะยังมีการพัฒนาระบบ Libra อย่างต่อเนื่องอยู่ เฟสบุ๊กก็จะเปิดให้สกุลเงินของรัฐบาลต่างๆ อย่างดอลลาร์ฯ และยูโรสนับสนุนโทเค่นของตัวเองได้ด้วย

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-is-changing-its-libra-cryptocurrency-plans/

โนเกียจับมืออินเทลและ Marvell พัฒนาชิป ReefShark

อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่าทาง Nokia ได้ทำข้อตกลงกับ Intel เพื่อร่วมกันพัฒนาชิป ReefShark ที่มีการประกาศเปิดตัวไปเมื่อปี 2018 ซึ่งถูกนำมาใช้กับสถานีฐานส่วนใหญ่ของผู้ให้บริการโครงข่ายหลายเจ้า

ความร่วมมือครั้งนี้มาจากการที่โนเกียต้องการเร่งความเร็วในการเปลี่ยนถ่ายไปใช้เทคโนโลยี 5G โดยนอกจากอินเทลแล้ว โนเกียยังได้ประกาศความร่วมมือกับทาง Marvell เพื่อพัฒนา System-on-Chip (SoC) ยุคใหม่

รวมทั้งหน่วยประมวลผลที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายที่เป็นเอกลักษณ์ของโนเกีย เมื่อผสานกับแพลตฟอร์มที่ใช้หน่วยประมวลผล Arm แบบมัลติคอร์ชั้นนำของ Marvell ก็จะสามารถลดได้ทั้งขนาดและอัตราการใช้พลังงาน

รวมไปถึงสามารถยกระดับทั้งความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมด้วย ความต้องการที่จะผนวกรวมดีไซน์แบบซุปเปอร์ซิลิคอนสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายนี้มาจากการที่ทางฝั่ง Front End ทางดิจิตอลเป็นอินเทอร์เฟซที่เชื่อมระหว่างเสาอากาศและตัวรับสัญญาณ

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/nokia-collaborating-with-intel-and-marvell-for-reefshark-chips/

กสทช. เร่งผลักดัน IoT เดินหน้าลดความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ SM Magazine (เอสเอ็มแมกกาซีน) นิตยสารการตลาดชั้นนำ ร่วมกัน จัดงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์กับการใช้งาน IoT

ปัจจุบันนี้ การเชื่อมโยงของเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ ตลอดจนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์ IoT (Internet of Thing) เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการวางระบบความปลอดภัยที่มากพอ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการคุกคามอย่างมาก ดังนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันตระหนักถึงภัยทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยควรเฝ้าระวัง และประเมินความเสี่ยง พร้อมสร้างยุทธศาสตร์รอบด้านเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจสร้างความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมในการกำกับดูแล และพัฒนากิจการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ได้เร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริหารจัดการด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า IoT หรือ Internet of Thing นั้นหมายถึง สรรพสิ่งหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ปัจจุบันมีการใช้งาน IoT อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ Smart Device ของใช้ส่วนตัวของผู้บริโภค ไปจนถึงนำมาใช้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการ Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ โดยจากผลการสำรวจ Gartner พบว่าอุปกรณ์ IoT ทั่วโลกปัจจุบันมีมากกว่า 26 พันล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากเมื่อราว 4 ปีก่อนที่มีจำนวนอยู่ราว 6 พันล้านชิ้น ที่น่าสนใจคือ มีคาดการณ์ว่าเมื่อมีการใช้งาน 5G จำนวนของอุปกรณ์ IoTจะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน

ทว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ IoT กำลังถูกคุกคามทางด้านไซเบอร์ในหลายรูปแบบ และจะมีมากยิ่งขึ้นตามจำนวน IoT ที่มากขึ้นในอนาคต เช่น มีการโจมตีเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ล้ม หรือ ที่เรียกว่า Distributed Denial of Service หรือ DDoS ด้วยอุปกรณ์ IoT โดยตรง ที่เรียกว่า Mirai ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์ IoT เช่น CCTV, DVR หรือ Webcam โดยเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เป็น Botnet เพื่อใช้โจมตีแบบ

DDoS ให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่ IoT นั้นเชื่อมต่อล้มสลาย นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้อุปกรณ์ IoT เป็นฐานในการโจมตี มีจำนวนมากกว่าการใช้ PC และมีอำนาจในการทำลายร้างที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าการใช้ PC แบบเดิม
ซึ่งในการกำกับดูแล IoT ยังคงเป็นปัญหาที่ยังมีการถกเถียงในหลายประเทศ โดยข้อดีของการกำกับดูแลอุปกรณ์ IoT ทุกชนิดก็เพื่อช่วยปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลถึงกฎระเบียบหรือข้อกำหนดที่หากมีมากเกินไปอาจยับยั้งการผลิตเชิงนวัตกรรมได้ รวมทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่บริษัทขนาดเล็กซึ่งอาจแข่งขันสู่บริษัทใหญ่ไม่ได้หากมีกฎเกณฑ์ที่มากเกินไป รวมทั้งหากมีการออกระเบียบหรือข้อกำหนดมาแล้ว หน่วยงานรัฐเองอาจขาดความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในหลายประเทศใช้แนวทางในการกำกับดูแลผู้ให้บริการโครงข่ายเป็นสำคัญ และได้มีการออกแนวทางสำหรับการใช้ IoT

ซึ่งสำหรับในประเทศไทยทางสำนักงาน กสทช. ได้วางมาตราการเข้มงวดในการกำกับดูแล และตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ดังนั้น จะเห็นได้จากการที่ กสทช.ผลักดันให้เกิดการประมูล 5G ต้องการให้เกิด IoT อย่างเป็นรูปธรรมใช้งานได้แท้จริง ซึ่งในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลนั้น ผู้ชนะการประมูลจะต้องสร้างโครงข่ายให้รองรับและเป็นไปตามมาตรฐาน 5G ทั้งในด้านความเร็ว ความหน่วง และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมากดังที่กล่าว นอกจากนั้นผู้ชนะโดยเฉพาะในคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz จะต้องสร้างโครงข่าย 5G ให้รองรับ 50% ของพื้นที่ใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะนำ 5G มารองรับ IoT ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งจะต้องส่งแผนการดำเนินการทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแผนการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล มาให้ทาง กสทช. เพื่อพิจารณาก่อน ซึ่งสำนักงาน กสทช. ต้องตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม 2 พ.ร.บ. ดังกล่าว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

นอกจากตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. แล้ว ในขณะเดียวกันสำนักงาน กสทช. ก็จะเร่งเดินหน้าตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานให้ผ่านมาตรฐานในระดับสากล และเร่งรัดจัดทำคู่มือหรือแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ “พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์” ย้ำว่าเพื่อให้การลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนและภาคองค์กรทุกส่วนต้องตระหนักถึงความจริงว่าความเสี่ยงของการใช้อุปกรณ์ IoT ดังนั้น องค์กรควรปฏิบัติตามแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามปกติอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์ IoT และการติดตั้ง โดยต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึงภัยดังกล่าว รวมทั้งต้องมีการจัดทำการทดสอบช่องโหว่ หรือ Penetration Test เป็นประจำทุกปี และต้องมีการทดสอบเข้มข้นมากขึ้นหากมีอุปกรณ์ IoT เข้ามาใช้ในองค์กร สำหรับประชาชนผู้ใช้งานควรต้องตระหนักด้วยการตั้งคำถามและหาคำตอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ เมื่อมีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อภายในบ้านหรือองค์กรของเรา เพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น

ในขณะเดียวกันภายในงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT นี้ยังได้รับเกียรติ จาก นิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที ให้เกียรติมาร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impacy of IoT” โดยมาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระบบห่วงโซ่ของ Internet of Things (IoT) ที่มีหลายมิติ และทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ และธุรกิจไทยอย่างแท้จริง พร้อมเผยถึงการเปิดระบบ 5G ในไทย ที่จะกลายเป็นเครือข่ายสำคัญที่ช่วยให้ภาคสังคม ธุรกิจ สามารถใช้ประโยชน์จาก IoT ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ธิบดี สุรัสวดี Head of Analytics Solutions, True Digital Group และ ฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ Chief Information Security Officer and Chief Data Officer จาก True Digital Group มาร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Data protection and security challenging in Iot” โดยให้ข้อมูลในด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) กับ ความมั่นคง (Security) ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพะในโลกของข้อมูล (Data) สิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอย่างแรก บทบาทที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่ของธุรกิจและสังคมในด้านข้อมูลคืออะไร รวมถึงบทบาทความสำคัญของ IoT ที่มีผลต่อการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัล

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/sm-iot-and-security/

Aruba AirTalk #2: BYOD และ IoT กับช่องโหว่ทางความมั่นคงปลอดภัยที่มองไม่เห็น

HPE Aruba ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Network & Security Engineer, IT Admin และผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยาย Aruba AirTalk #2 เรื่อง “BYOD และ IoT กับช่องโหว่ทางความมั่นคงปลอดภัยที่มองไม่เห็น” เพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยในการนำอุปกรณ์ BYOD และ IoT เข้ามาใช้งานในองค์กร รวมไปถึงวิธีการลดความเสี่ยงเหล่านั้น โดยทีมวิศวกรจาก HPE Aruba ประเทศไทย ในวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2020 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: BYOD และ IoT กับช่องโหว่ทางความมั่นคงปลอดภัยที่มองไม่เห็น
ผู้บรรยาย: คุณสุรชัย ชัยยารังกิจรัตน์ Senior System Engineer และคุณกฤษฎา ชินหทัยวัฒน์ System Engineer จาก HPE Aruba
วันเวลา: วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2020 เวลา 14.00 – 15.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_xKCJaM1eSTinkCxchjs5Aw

หัวข้อและกำหนดการ

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค 5G อุปกรณ์ Internet of Things (IoT) จะถูกนำเข้ามาใช้ในองค์กรมาขึ้นเรื่อยๆ ภายใน Aruba AirTalk นี้ ท่านจะได้ทำความรู้จักกับภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำอุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง BYOD เข้ามาใช้งานในระบบเครือข่ายขององค์กร, ความเสี่ยงและช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ตามมา และการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นให้เหลือน้อยที่สุด

เนื้อหาการบรรยายประกอบด้วย

  • ทำความรู้จักกับ IoT และ BYOD ให้มากขึ้น8
  • ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการใช้ IoT และ BYOD
  • วิธีลดความเสี่ยงของ IoT และ BYOD ให้เหลือน้อยที่สุด
  • เพิ่ม Visibility อุปกรณ์ IoT และ BYOD ในระบบด้วย ClearPass Device Insight
  • สาธิตการใช้งาน ClearPass Device Insight

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม Aruba AirTalk #2: BYOD และ IoT กับช่องโหว่ทางความมั่นคงปลอดภัยที่มองไม่เห็น ได้ฟรี โดยทีมงาน HPE Aruba ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้เข้าร่วม Aruba AirTalk 100 ท่านแรกเข้าฟังบรรยายโดยไม่คำนึงถึงอันดับการลงทะเบียนก่อนหลัง

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/198779768079529/

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-airtalk-byod-and-iot-security/