คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

[Guest Post] การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ของผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (SI)

การเลือกโซลูชั่น IIoT (Industrial Internet of Things) ที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะมักมีความท้าทาย เช่น การหลีกลี่ยงคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์เเละค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งานรายหนึ่งอาจไม่เหมือนกับผู้ใช้งานอีกรายหนึ่ง เเม้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

โดยปกติแล้ว ความแตกต่างระหว่างขอบข่าย เช่น ค้าปลีกอัฉริยะ เมืองอัฉริยะ การผลิตอัฉริยะสามารถบ่งบอกถึงความสำคัญที่ต้องใช้แนวทางที่ต่างกันสำหรับ IIoT ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบ ทำให้ระดับความเจาะจงนั้นสูงขึ้น เเละได้เพิ่มความท้าทายต่อผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (System Integration)

ผู้รวบรวมข้อมูลสามารถช่วยผู้รวมระบบ (SI) ในการเลือกโซลูชันที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าปลายทางมากที่สุด ในบางกรณีอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเลือกเฉพาะองค์ประกอบที่ดีที่สุดจากหลากหลายโซลูชันและนำมาประกอบเป็นแนวทางที่กำหนดเองเพื่อให้เหมาะสมกับข้อกำหนดและงบประมาณของลูกค้าปลายทาง

ผู้รวบรวมข้อมูลสามารถช่วยผู้รวมระบบ (SI) โดยการเลือกโซลูชันที่เหมาะสมต่อความต้องการของลูกค้าปลายทางให้ได้มากที่สุด ซึ่งในบางกรณีการเลือกองค์ประกอบเฉพาะที่ดีที่สุดจากหลากหลายโซลูชั่นเเละนำมาประกอบเป็นแนวทางที่สามารถกำหนดเองได้ เพื่อให้เหมาะสมกับข้อกำหนดและงบประมาณของลูกค้าปลายทาง

Dennis Niu รองประธานฝ่าย IoT Solutions ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WPI Group ได้อธิบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกจาก Intel Market Ready Solutions และ Intel RFP Ready Kits ในการช่วยผู้รวมระบบ (SI) ระบุตัวเลือกต่าง ๆ รวมถึงตัวเลือกที่ยังไม่ได้มีการแสดงผลออกมาในทันที

Niu กล่าวว่า “เราช่วยให้ผู้รวมระบบเข้าใจว่าสามารถแยกส่วนประกอบของโซลูชันต่าง ๆ ได้ จึงช่วยให้ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (ODM) ผู้ผลิตอุปกรณ์ (OEM) หรือแม้แต่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) โดยใช้แนวทางแบบแยกส่วน (modular approach)”

การให้ความรู้แก่สมาชิก Intel Market Ready Solution ถือเป็นการยกระดับมูลค่าของระบบนิเวศ

WPI ช่วยผู้รวมระบบและบริษัทในกลุ่ม Intel® Market Ready Solution สามารถให้บริการลูกค้าปลายทางได้ดีขึ้นพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจไปในเวลาเดียวกัน

IIoT เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

Giada หรือที่รู้จักในนาม Shenzhen ASL Intelligent Systems Ltd. นั้นเป็นลูกค้าของ WPI และเป็นบริษัทในกลุ่มของ Intel Market Ready Solutions อีกด้วย Giada ได้พยายามค้นหาโซลูชันทางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มการจดจำใบหน้าใน Giada Digital Signage Management System

Niu กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราพิจารณาอย่างรอบคอบและเสนอให้ Giada ทำงานร่วมกับ Gorilla Technology (ซึ่งก็อยู่ในกลุ่ม Intel Market Ready Solutions) โดยใช้ส่วนประกอบจาก Intelligent Video Analytics Recorder (IVAR)

IVAR มีคุณลักษณะมากมาย ทั้งการตรวจจับและจดจำใบหน้า การตรวจจับและจดจำยานพาหนะ การวิเคราะห์พฤติกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยในการสรุปภาพรวมของข้อมูลทางธุรกิจ (business intelligence) แต่โซลูชันที่ WPI แนะนำมีเพียงการจดจำใบหน้าเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการระบุเพศและอายุด้วย

Niu กล่าวต่อว่า “Giada ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบการตรวจจับยานพาหนะหรือวิเคราะห์พฤติกรรม และบริษัทต่าง ๆ มักคิดว่าโซลูชันที่วางจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาดทั่วไปนั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับความต้องการของบริษัทได้ แต่การทำงานร่วมกันของ Giada และ Gorilla Technology ช่วยให้ทั้งสองบริษัทได้รับประโยชน์จากโซลูชันอย่างเหมาะสม”

WPI ได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Gorilla Technology ได้ใช้โปรแกรม IPC ของ Giada (IPC media player) และ Giada ได้รับซอฟต์แวร์ของ Gorilla Technology คุณ Niu ได้เน้นอีกว่า “นั่นทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถทดสอบระบบของกันและกันได้อย่างละเอียด แทนที่จะให้เพียงแค่รายละเอียดและข้อกำหนด และเอาแต่หวังว่าแต่ละบริษัทจะหาวิธีการกันเอง”

Intel OpenVINO Toolkit มีบทบาทสำคัญในตัวอย่างนี้เเละในโปรเจคอื่นๆของ WPI นอกจากนี้ WPI ยังทำงานร่วมกับ OEM และ ODM เพื่อช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับ Toolkit และวิธีการใช้เครื่องมือนี้เพื่อปรับปรุงโซลูชันของตนเอง

WPI ยังช่วยให้ผู้รวมระบบ (SI) นำ AI และ Software-as-a-Service (SaaS) มาใช้ในการวิเคราะห์และตอบสนองแบบเรียลไทม์ เนื่องจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างมากขึ้นนั้นสามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน IIoT ต่าง ๆ ได้

Niu กล่าวว่า “ด้วยการแยกคุณลักษณะออกจากกันและการที่เราสามารถเลือกแต่ละคุณลักษณะได้ เราจึงสามารถเพิ่มขนาดกลุ่มลูกค้าของผู้รวมระบบ (SI) และ กำลังช่วยให้ผู้รวมระบบ (SI) ค้นพบตัวเลือกเพิ่มเติมเพื่อสร้างโซลูชันที่เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค”

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Intel สามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อติดต่อทีมงาน WPIG ได้ที่ https://bit.ly/iot-partner-2

from:https://www.techtalkthai.com/iiot-opportunities-for-si-businesses-by-wpi-group-and-intel/

มาแอบดูวินโดวส์เวอร์ชั่นถัดไปอย่าง Windows 10X กัน

Windows 10X นี้มีการประกาศรายละเอียดออกมาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว และในที่สุดก็มีกำหนดที่จะเผยโฉมออกมาให้ได้ใช้กันในปีนี้แล้ว โดยจะเริ่มจากบนโน้ตบุ๊กแบบ 2-in-1 (ใช้เป็นแบบพับเป็นแท๊บเล็ตหรือกางเป็นโน้ตบุ๊กได้) ที่มาจากพาร์ทเนอร์ของทางไมโครซอฟท์ก่อน

สิ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากวินโดวส์ 10 เดิมคือ วินโดวส์ 10X ใหม่นี้จะเน้นความเรียบง่าย เรียบหรู ทำงานเร็วขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับวินโดวส์ตัวใหม่นี้ ต้องย้อนอธิบายว่าก่อนหน้านั้น วินโดวส์ 10X ถูกออกแบบมาครั้งแรกเพื่ออุปกรณ์แบบสองหน้าจอ (Dual-Screen) โดยเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น Surface Neo, Lenovo ThinkPad X1 Fold, และโน้ตบุ๊กที่กำลังทดลองทำอยู่ของอินเทล แต่มาในปี 2020 ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์กลับประกาศเปลี่ยนแผนด้วยการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่นี้บนอุปกรณ์หน้าจอเดียว (Single-Screen) แทนในปี 2021

จากรายงานที่ออกมาระบุว่า วินโดวส์ 10X น่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ แต่บังเอิญว่ามีเวอร์ชั่นที่ปล่อยหลุดออกมาให้พวกเราได้แอบยลโฉมกันก่อน ซึ่งสิ่งที่ใหม่อันดับแรกคือสตาร์ทเมนู ที่ไม่ได้มาเป็นกล่องๆ สี่เหลี่ยมเยอะๆ แบบเดิม

แต่คราวนี้มาในรูปไอคอนตายตัวเหมือนบน ChromeOS อย่างบนแอพ Microsoft Store และ Progressive Web App ที่ทำงานบน Microsoft Edge ซึ่งโดยดีฟอลต์นั้น สตาร์ทเมนูจะมีชอร์ทคัทสำหรับแอพและเซอร์วิสยอดนิยมอย่าง Microsoft Teams, Microsoft Edge, และ Settings โดยจะแสดงเฉพาะแอพและเว็บไซต์

คุณจะไม่สามารถรวมแอพเป็นกลุ่มหรือสร้างเป็นโฟลเดอร์ได้ แต่จะสามารถคลิกขวาที่ไอคอนที่ต้องการเพื่อเข้าถึงหน้าการตั้งค่าของแอพดังกล่าว หรือปักหมุดบนทาส์กบาร์ นอกจากนี้ตัวทาส์กบาร์ยังมีมุมมองใหม่มารวมอยู่ตรงกลางที่ปรับขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ที่เอื้อให้ใช้กับหน้าจอสัมผัสได้ง่ายด้วย

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่คือ Action Center ที่เปลี่ยนโฉมมาอยู่ในรูปลอยตัวอิสระ ซึ่งมีส่วนที่เคยเป็น System Tray บนทาส์กบาร์ในนี้ด้วย รวมถึงตัวปรับระดับเสียงใหม่ ตัวเลือกการใช้พลังงาน และแบตเตอรี่ สำหรับบนวินโดวส์ 10X นี้จะเน้นที่ปุ่มปรับแต่งต่างๆ แล้วลดเวลาการแถบแจ้งเตือน รวมทั้งปรับไม่ให้ Action Center ใหญ่ปิดทั้งหน้าจอเหมือนเมื่อก่อนด้วย

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-10x-a-closer-look/

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในปี 2021

หุ่นยนต์ทั้งหลายกำลังจะก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ได้ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีสมองกล (AI) โดยอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไปจนถึงอากาศยาน หรือตั้งแต่ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์จนถึงการผลิตยาและเวชภัณฑ์

ถือว่าหุ่นยนต์ได้ก้าวเข้ามาสู่โลกของโรงงานผลิตจนเป็นสิ่งที่จำเป็นไปแล้ว ซึ่งทั้งหุ่นยนต์และระบบการทำงานแบบอัตโนมัตินั้น เมื่อมองในแง่ดีแล้ว นับเป็นแนวทางสำคัญของบริษัทด้านการผลิตในปัจจุบันที่ต้องการประสบความสำเร็จด้านการปฏิวัติทางดิจิตอลมากขึ้น

อ้างอิงจากทาง Robo Global ระบุว่า “จากภาวะเศรษฐกิจขาลงที่ศักยภาพในการใช้จ่ายทั่วโลกลดลงในช่วงปี 2019 แล้วมาโดนซ้ำเติมจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคในปี 2020 ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดสองประเภทที่พึ่งพาหุ่นยนต์และออโตเมชั่นเป็นอย่างมาก

อันได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราก็คาดหวังที่จะกลับมาเห็นตลาดหุ่นยนต์ในโรงงานเติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้งในปี 2021 โดยน่าจะมีการติดตั้งหุ่นยนต์จำนวนเกินกว่า 3.2 ตัวภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งมากกว่าปี 2015 อยู่เท่าตัว”

ที่มา : AnalyticInsight

from:https://www.enterpriseitpro.net/robotics-in-2021-progress-and-development/

IBM ซื้อบริษัทที่ปรึกษาด้าน Salesforce ชื่อว่า 7Summits

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา IBM ออกมาประกาศว่า ตัวเองได้ซื้อกิจการบริษัทให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ Salesforce ชื่อ 7Summits เพื่อยกระดับทั้งส่วนธุรกิจ Salesforce ไปพร้อมๆ กับระบบคลาวด์และ AI โดยไม่ได้เปิดเผยตัวเลขมูลค่าดีลนี้

IBM กล่าวว่าการซื้อกิจการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายการลงทุนของบริษัทให้กว้างขึ้นในด้านการให้บริการและความร่วมมือระหว่างพาร์ทเนอร์ เพื่อสนับสนุนการปฏิวัติทางดิจิตอลของลูกค้าผ่านระบบไฮบริดจ์คลาวด์และ AI

ทั้งนี้บริษัท 7Summits ก่อตั้งเมื่อปี 2009 ที่วิสคอนซิน เป็นบริษัทให้บริการเกี่ยวกับ Salesforce ครบวงจร คอยออกแบบและพัฒนาโซลูชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจตามเป้าหมาย ทั้งด้านการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า

ไปจนถึงการบริหารพนักงาน การมีส่วนร่วม งานขาย และการลดค่าใช้จ่าย มีลูกค้าชื่อดังอาทิเช่น มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด, Mitsubishi Electric, และ Tenable ทาง 7Summits จะเข้าร่วม IBM ในส่วนธุรกิจบริการ Salesforce ทั่วโลก

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/ibm-acquires-salesforce-consultancy-firm-7summits/

วีเอ็มแวร์คาดการณ์ 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรต้องรู้

แน่นอนว่าทุก ๆ ปี แต่ละองค์กรจะต้องมีแผนการทำธุรกิจ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา แต่แผนที่วางไว้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประกาศใช้แผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและพักแผนงานใหม่ ๆ ไว้ก่อน ซึ่งบางคนอาจคิดว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นปีที่จะเห็นได้เทคโนโลยีเกิดใหม่ด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วเรากลับได้เห็นองค์กรต่าง ๆ รับมือความท้าทายที่เกิดขึ้นด้วยการปรับใช้โซลูชันหลากหลาย

ข้อมูลต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์ในปี 2563 และการคาดการณ์ทิศทางของเทคโนโลยีระดับองค์กร 5 เทรนด์ในปี 2564

1. เทคโนโลยี Edge กลายเป็นหน้าด่านสำหรับนวัตกรรมใหม่

หลายองค์กรในภูมิภาคนี้กำลังลงทุนในเทคโนโลยี Edge ที่มีอยู่แล้ว เพื่อรับมือและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปีหน้าเราจะยังคงเห็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Edge อย่างต่อเนื่อง

ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของเครือข่ายส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของพนักงานและลูกค้า ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การเปิดตัว SD-WAN ที่ขยายขอบเขตในเทคโนโลยี Edge ให้กว้างขึ้นไปถึงระดับโฮมออฟฟิศ ด้วย SaaS-delivered solutions (รวมถึงฮาร์ดแวร์) อย่างง่าย จะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้นในทุกที่ที่พนักงานเลือกทำงาน และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นเทรนด์ด้วยโซลูชั่นเหล่านี้เป็นบรรทัดฐาน

นอกจากนี้ ผมคาดหวังว่าองค์กรต่าง ๆ จะนำโซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE) มาใช้มากขึ้น เนื่องจากในอนาคตเราจะพึ่งพาแอปพลิเคชันและบริการผ่านโครงสร้างพื้นฐานอันเนื่องมาจากการทำงานของซอฟต์แวร์ การ deployed และการจัดการเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดซื้อแบบเดิม องค์กรต่าง ๆ จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

2. การกระจายอำนาจของ Machine Learning

เราเริ่มเห็นการนำ Federated Machine Learning (FML) มาใช้งานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในทุกอุตสาหกรรม องค์กรต่าง ๆ กำลังคิดค้นกระบวนการที่จะทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลมาขับเคลื่อนการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับการใช้ประโยชน์จากการตามรอยต้นแบบเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

ด้วยความสามารถในการประมวลผลได้ทุกที่ การเรียนรู้แบบรวมศูนย์ (Federated Learning) ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสอนโมเดล ML โดยใช้ชุดข้อมูลที่พวกเขามี โปรเจกโอเพนซอร์ส เช่น FATE และ Kubeflow กำลังได้รับความสนใจ ผมคาดว่าการเกิดขึ้นของแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยเร่งให้เกิดการนำไปใช้

จากการนำ ML มาใช้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการขับเคลื่อนโซลูชันแบบครบวงจรที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ “ผู้ใช้งานทุกคน” องค์กรเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการใช้ ML โดยไม่ต้องลงทุนสูงสร้างทีมวิทยาการข้อมูล (data science teams) – อันเป็นเรื่องยากที่ท้าทายขององค์กร เนื่องจากปัจจุบันยังขาดแคลนในส่วนของนักวิทยาการข้อมูล

3. แรงหนุนต่ออายุโครงการ Workplace 2.0

จากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้เกิดแรงผลักดันมากมายเกี่ยวกับ Workplace 2.0 ขึ้นอีกครั้ง AR และ VR กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้ฝีกอบรมพนักงาน การนำ AR มาใช้ในการนำทาง (เช่น นำมาใช้ค้นหาที่ตั้งสาขาในองค์กร) และในการประชุมออนไลน์ ถึงแม้จะยังต้องการการผลักดันให้เกิดการยอมรับและมีการนำหลักการนี้ไปประยุกต้ใช้มากขึ้น ในปี 2564 เราจะเห็นได้ว่ามีการนำ AR และ VR มาใช้มากขึ้นอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีระดับองค์กรที่มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย, ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อการบริหารจัดการอุปกรณ์

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ VR ในความคิดของผมคือ ไม่มี Microsoft PowerPoint ที่รองรับการใช้งาน VR กล่าวอีกนัยหนึ่งในอนาคต หากผมสามารถทำคอนเทนท์ 3 มิติได้อย่างรวดเร็วที่สามารถใช้ใน VR ได้ วันนี้ยังไม่มีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างคอนเทนท์ 3 มิติที่สมบูรณ์ได้ทุกมิติอย่างรวดเร็วที่ใช้ประโยชน์จากภาพพาโนรามา 360 องศา ผ่าน VR ผมหวังว่านี่จะเป็นจุดที่นักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR จะมุ่งเน้นต่อไปในอนาคต

4. วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของความปลอดภัยที่แท้จริงและการปกป้องข้อมูล

ตามรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกของวีเอ็มแวร์ คาร์บอนแบล็ค (VMware Carbon Black’s Global Threat Report) ฉบับประจำปี 2563 เผยให้เห็นว่า ความถี่ในการโจมตีทางไซเบอร์สูงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย 76% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ APJ ต้องเผชิญกับปริมาณการโจมตีที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2564 การให้ความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ๆ จะกลับมาอีกครั้ง เหตุจากทั้งแรนซัมแวร์และการรักษาความปลอดภัยในระดับ edge เข้ามาอยู่ในความสนใจมากขึ้น จากการประสบการณ์ที่ผ่านมาที่การโจมตีของแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดเป้าหมายอยู่แค่ฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสำรองข้อมูลและระบบแบ็กอัพอีกด้วย แม้กระทั่งระบบการกู้คืนก็ยังถูกโจมตีอีกด้วย

เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปกป้องระบบและข้อมูล และกลับมาทบทวนตั้งแต่ต้นว่าการสำรองและกู้คืนระบบมีขอบเขตครอบคลุมถึงอะไรบ้าง โซลูชันเดิม ๆ ที่มีการนำเสนอการป้องกันแบบ static และการกู้คืนจะกลับมาอาจเผชิญกับความชะงักงันอีกครั้งเหมือนในปีที่ผ่านมาก

5. ประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อจัดการความท้าทายเดิม ๆ

ในปี 2564 นี้ สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องเก่าจะกลายเป็นเรื่องใหม่อีกครั้ง ลองพิจารณาในอีกมุมจะเห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถมาช่วยแก้ปัญหาเก่า ๆ ได้อย่างไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น, ในการประมวลผลแบบยั่งยืนมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม โดยปัจจุบันนี้ VMware มีโครงการ xLabs เพื่อช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมลมเย็นและลมร้อนของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลการศึกษาที่เผยให้เห็นถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านแพลตฟอร์มการบริหารระบบการจัดการความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์

และในไม่ช้านี้ ML อาจเข้ามาช่วยปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึง และในทางกลับกันจะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-predict-5-technologies/

หัวเว่ย ลงนาม MOU กับ ม.วลัยลักษณ์ ขยายโครงการการพัฒนาทักษะไอซีที

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อสร้างเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีเน็กซ์เจนเนอเรชั่นให้แก่นักศึกษา เตรียมความพร้อมรองรับตลาดงานในยุคดิจิทัล

ภายใต้โครงการ หัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี (Huawei ICT Academy) ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านไอทีระดับสูงให้แก่นักศึกษา ผ่านคอร์สการเรียนการสอนแบบปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสการฝึกงานในสายอาชีพด้านนวัตกรรมการศึกษาเพื่อดิจิทัล (Digital Educational Innovation) โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมพิธีเพื่อลงนามในบันทึกข้อตกลง ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร. สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นายเควิน เฉิง ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ และนายเจสัน เผิง รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ หัวเว่ยยังได้มอบอุปกรณ์เราเตอร์ อีเธอร์เน็ต สวิตช์ และไวท์บอร์ดอัจฉริยะ IdeaHub เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ให้แก่ ศ. ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อใช้สนับสนุนการฝึกอบรมและบ่มเพาะสำหรับนักศึกษาด้านไอซีที สร้างอีโคซิสเต็มการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-mou-walailak-university/

ซัมซุงเปิดตัวโครงการนำ Samsung Galaxy เครื่องเก่ามาเป็นอุปกรณ์ IoT ในบ้าน

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy Upcycling at Home เป็นโปรแกรมให้นำมือถือ Samsung Galaxy ตัวเก่ามาทำเป็นอุปกรณ์ IoT ใช้งานในบ้านได้ จากวิดีโอเปิดตัว จะเห็นว่าสามารถนำ Samsung Galaxy มาใช้ได้ในกรณี เช่น เป็นอุปกรณ์ดูแลเด็กเล็ก ส่งเสียงแจ้งเตือนเมื่อเด็กร้อง หรือใช้คู่กับ SmartThings เพื่อจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ซัมซุงไม่ได้เจาะรายละเอียดว่า Samsung Galaxy รุ่นไหนบ้างที่สามารถนำมาเข้า Galaxy Upcycling at Home ได้ และจะมีซอฟต์แวร์ชนิดไหนบ้างที่จะมาติดตั้งบนอุปกรณ์ และยังไม่ระบุเวลาเปิดตัวที่แน่นอน

ที่มา – 9to5Google

from:https://www.blognone.com/node/120531

Huawei เผยเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2025

ปี 2020 เป็นหนึ่งในปีที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลอย่างมากกับทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมทั่วโลก ทั้งกับการดำเนินชีวิตของผู้คนและแนวทางการดำเนินธุรกิจขององค์กรที่มีการนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ซึ่งในปี ค.ศ. 2021 ที่กำลังจะมาถึง เราก็จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ แห่งอนาคตกันอีก โดยจะมีเทรนด์ดิจิทัลเทคโนโลยีสำคัญถึง 10 เทรนด์ ซึ่งมีอย่างน้อย 4 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศกันอีกครั้ง และจะเป็นการกำหนดอนาคตของการสร้างโลกอัจฉริยะอย่างครอบคลุมในปี ค.ศ. 2025

อาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยถึงเทรนด์นวัตกรรมที่มีนัยสำคัญภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ว่า เทรนด์เทคโนโลยีโลกที่น่าจับตามองต่อจากนี้ครอบคลุม 4 ประเด็นหลักได้แก่ Augmented Creativity, Symbiotic Economy, 5G Rapid Rollout และ 5G Rapid Rollout โดยเทคโนโลยีด้าน ICT จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทรนด์เหล่านี้ และจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างโลกอัจฉริยะให้เป็นจริงขึ้นมาได้”

1. Augmented Creativity
คือการผสานกันระหว่าง AI และเทคโนโลยีใหม่อื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ในกระบวนการสร้างสรรค์งาน ทั้งนี้ รายงาน GIV (รายงานด้านวิสัยทัศน์ด้านอุตสาหกรรมโลกในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจัดทำโดยหัวเว่ย) ระบุว่าองค์กรขนาดใหญ่มากกว่า 97% จะเริ่มนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ ลดต้นทุน รวมถึงส่งมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า

2. Symbiotic Economy
เมื่อองค์กรต่าง ๆ ต้องการสร้างความเติบโตทางธุรกิจไปในระดับโลกมากขึ้น กว่า 85% จะใช้งานแอปพลิเคชันทางธุรกิจของตนเองผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อการเข้าถึงเทคโนโลยีได้จากทุกแห่งหน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ทำงานร่วมกับ
พาร์ทเนอร์ธุรกิจจะเป็นเรื่องปกติ และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจะต้องเป็นไปอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

3. 5G Rapid Rollout
มีการคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีสถานีฐานสำหรับการให้บริการ 5G ถึง 6.5 ล้านสถานีทั่วโลก รองรับการให้บริการผู้ใช้งานได้มากถึง 2,800 ล้านคน ครอบคลุมจำนวนประชากรโลกถึง 58%

4. Global Digital Governance
เมื่อเครือข่าย 5G แพร่หลายมากขึ้น ผู้คนและองค์กรธุรกิจใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้น จะส่งผลให้ปริมาณข้อมูลทั่วโลกที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมีจำนวนสูงถึง 180 เซตตะไบต์ (หรือ 180,000 ล้านเทระไบต์) จึงต้องมีขั้นตอนการบริหารจัดการข้อมูลที่รัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้งมาตรการป้องกันการล่วงละเมิดทางข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-4-trends-for-the-future/

ขบวนการแรนซั่มแวร์ Ryuk รีดไถเงินเหยื่อรวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์ฯ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ติดตามเส้นทางทางการเงินของเหยื่อแรนซั่มแวร์ Ryuk ไปจนถึงบัญชีเก็บเงินของอาชญากรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งพบว่าแก๊งนี้น่าจะรีดเงินจากเหยื่อมาได้รวมๆ แล้วอย่างต่ำมากถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยบริษัทด้านวิจัยข้อมูลอันตรายอย่าง Advanced Intelligence และ HYAS พบว่าขบวนการนี้ใช้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินคริปโตที่ถูกต้องตามกฎหมายสองแห่งเป็นหลักในการแลกบิทคอยน์ที่ได้มาจากเหยื่อออกมาเป็นเงินสด

ซึ่งมีวอลเล็ตบิทคอยน์กว่า 61 บัญชีที่โยงไปถึงองค์กรเบื้องหลังมัลแวร์ Ryuk มีการเคลื่อนย้ายเงินคริปโตไปยังตัวกลางฟอกเงินก่อนไหลไปยังตลาดแลกเปลี่ยนอย่าง Huobi และ Binance เวลาที่เหยื่อ Ryuk จ่ายเงินค่าไถ่มานั้น

เงินจะไหลไปที่ตัวกลางก่อนจะไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังมัลแวร์ ซึ่งจะใช้บริการฟอกเงินก่อนที่จะวิ่งไปยังตลาดแลกเปลี่ยนเงินคริปโตที่ถูกกฎหมาย หรือนำไปใช้จ่ายในตลาดมืดต่อไป และพบว่ามีหนึ่งในธุรกรรมขนาดใหญ่ที่สุดจากวอลเล็ตเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์ (365 บิทคอยน์)

from:https://www.enterpriseitpro.net/ryuk-ransomware-bitcoin-wallets-point-to-150-million-operation/

ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นจีน Baidu เตรียมตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ามาแข่งกับแอปเปิ้ล

สำนักข่าว CNBC อ้างแหล่งข่าววงในว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ชเอนจิ้นของจีนอย่าง Baidu ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งนั้น กำลังสร้างบริษัทด้านยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแยกออกมาต่างหาก พร้อมทั้งเข้าถือหุ้นใหญ่

โดยเปิดให้ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนอย่าง Geely เข้ามาถือหุ้นส่วนที่เหลือ ซึ่งทาง Geely จะรับผิดชอบด้านการผลิตรถยนต์ ขณะที่ Baidu จะดูเรื่องซอฟต์แวร์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของรถ อย่างไรก็ตามทั้ง Baidu และ Geely ต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้

ขณะที่ราคาหุ้นของ Geely ในตลาดฮ่องกงพุ่งขึ้นมากกว่า 13% หลังจากทางรอยเตอร์รายงานข่าวเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ปัจจุบัน Baidu มีรายได้จากการลงโฆษณาเป็นหลัก จึงน่าจะมองหาช่องทางธุรกิจอื่นที่หลากหลายเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์คอมพิวติง หรือแม้แต่ซอฟต์แวร์การขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติ ซึ่งอย่างหลังนี้นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างมองเห็นความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก ทาง Baidu เองก็คือทดสอบซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนรถยนต์ชื่อ Apollo ที่ใช้กับรถแท็กซี่ไร้คนขับในปักกิ่งมาแล้ว

ที่มา : CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/baidu-to-create-an-electric-vehicle/