คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

VDO : ขุดบิทคอยน์ด้วยเครื่องขนาดจิ๋ว 875 ดอลลาร์ฯ แถมใช้ไฟฟรีจากสตาร์บั๊ก

นาย Idan Abada ที่อาศัยอยู่ในเขต San Fernando Valley เมืองลอสแองเจลิส ได้โพสวิดีโอตัวเองที่ใช้ไฟฟรีจากสตาร์บั๊กในการรันเหมืองบิทคอยน์ขนาดเล็กมูลค่า 875 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนกลายเป็นไวรัลบนติ๊กต่อกที่มีคนดูกว่า 2.6 ล้านครั้ง

ตัวชุดแท่นขุดขนาดจิ๋วนี้รูปลักษณ์ค่อนข้างต่างจากชั้นวางการ์ดจอแน่นๆ พร้อมพัดลมทำความเย็นเต็มไปหมดที่เป็นภาพจำของชาวขุดเหมืองทั้งหลาย โดยนาย Abada ใช้แค่ฮับ USB ติดพัดลมขนาดเล็ก พร้อมแท่งยูเอสบีสิบแท่ง แต่ละแท่งมีชิปสำหรับขุดเหมืองโดยเฉพาะสองตัว

Abada อธิบายว่า “นี่เป็นชุดอุปกรณ์ขุดเหมืองที่ติดตั้งและใช้งานได้ง่ายที่สุดที่เคยมีมา คุณเพียงแค่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปเครื่องเดียวในการจัดการเท่านั้น กำลังไฟที่จ่ายด้วยยูเอสบีนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ใครก็ได้สามารถหันมาขุดเหมือง มาเป็นส่วนหนึ่งของโลกคริปโตนี้”

ที่ผ่านมานั้น Abada เริ่มขุดเหมืองบิทคอยน์ในห้องของตัวเองในบ้านที่แชร์กับคนอื่นตั้งแต่ปี 2015 โดยตกลงกับเพื่อนร่วมห้องที่จะจ่ายค่าไฟส่วนเพิ่มเติม จนในปี 2017 เขาได้ออกมาเปิดร้านเกี่ยวกับการขุดเหมืองนี้เป็นของตนเอง

“จากประสบการณ์ทำให้ผมเรียนรู้ว่า เราหาซื้อเครื่องมือสำหรับขุดเหมืองบิทคอยน์ได้ยากมาก จึงเป็นแรงจูงใจให้ตัวเองเปิดร้านออนไลน์ชื่อ BitcoinMerch.com ที่ตอนแรกคิดจะทำเพื่อแค่ขายสายเคเบิล และอุปกรณ์ที่ใช้ขุดเหมืองพื้นฐานเท่านั้น” Abada กล่าว

จนต่อมาบริษัทเติบโตไปถึงจุดที่สามารถจัดหาฮาร์ดแวร์ทุกอย่างที่ทุกคนต้องการสำหรับนำไปขุดเหมืองเงินคริปโตได้ ทั้งทางบริษัทวิจัยชื่อ Technavio ได้คาดการณ์ตลาดขุดเหมืองเงินคริปโตทั่วโลกว่าจะโตขึ้นเป็นมูลค่าถึง 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปี 2020 ไปถึงปี 2024

ส่วน Abada เองก็ระบุว่าธุรกิจของเขาโตขึ้นหลายเท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากช่วงที่คนหันมาสนใจเงินคริปโตเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยยอดขายของทาง Bitcoin Merch ขึ้นแต่ 428.000 เหรียญฯ ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 355% โดยอุปกรณ์ที่ขายดีที่สุดตัวหนึ่งคือ NewPac ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในคลิปไวรัลติ๊กต่อกนี้นี่เอง

ที่มา : CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/bitcoin-mini-rig-875-dollars-mine-from-starbucks/

ปิดฉากคดีหวยออนไลน์ ล็อกซเล่ย์ รับทรัพย์ทั้งหนี้และดอกกว่า 2 พันล้านบาท

บริษัทล็อกซเล่ย์ จีเท็คฯ เตรียมรับเงินค่าชดเชยจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเงินกว่า 1.6 พันล้านบาทภายในเดือนสิงหาคม โดยทั้งสองฝ่ายได้เข้าทำบันทึกข้อตกลงและยื่นต่อสำนักบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครอง เรียบร้อยแล้ว

ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ชำระเงิน 1,654,604,627.54 บาท ให้แก่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนถึง 10 เมษายน 2564 ต่อจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นร้อยละ 3 บวกเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 จนถึงวันชำระเสร็จ โดยให้ชำระเสร็จภายใน 60 วัน ตามหนังสือที่อ้างถึงนั้น

นายสุรช ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับแจ้งจาก บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่บริษัทถือหุ้นทางตรงและทางอ้อม รวมเป็นจำนวน 35% ระบุว่า สำนักงานสลาก และ ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค ได้มีการเจรจาชำระหนี้กัน และในวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากได้มีมติชำระหนี้กรณีสัญญาจ้างบริการระบบเกมสลากให้แก่ ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค ดังนี้

1. ชำระหนี้จำนวน 1,654,604,627.54 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2564

2. ชำระดอกเบี้ยจำนวน 444,745,338.27 บาท ภายในปีงบประมาณ 2565 โดยชำระงวดแรกภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 งวดที่สองภายในวันที่ 4 มกราคม 2565 งวดที่สามภายในวันที่ 1 เมษายน 2565 และงวดที่สี่ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 โดยแบ่งจ่ายงวดละเท่า ๆ กัน

โดยในวันนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายได้เข้าทำบันทึกข้อตกลงและนำไปยื่นต่อสำนักบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครอง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

from:https://www.enterpriseitpro.net/loxley-lotto-online/

เพิ่มความคล่องตัว สร้างความมั่นคง ด้วยบริการ Fujitsu Work Life Shift

ธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป องค์กรแต่ละแห่งต้องสามารถดำเนินการ อยู่รอด และเติบโตได้ ไม่ว่าโลกรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างรูปแบบเรียนรู้อย่างรวดเร็ว สร้างกลยุทธ์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนทันท่วงที ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกความสำเร็จ

ซึ่งคุณพรชัย พงศ์เอนกกุล หัวหน้ากลุ่ม DX Modernization บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Fujitsu Work Life Shift หนึ่งในบริการสำคัญที่ช่วยให้ฟูจิตสึสามารถปรับตัว รับมือกับความท้าทาย พลิกโฉมการทำงาน ขับเคลื่อนธุรกิจในยุค New Normal และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ วันนี้ฟูจิตสึพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำ Fujitsu Work Life Shift มาสู่องค์กรในประเทศไทย เพื่อร่วมนำพาธุรกิจไปข้างหน้าร่วมกัน

บทความนี้จึงขอสรุปรูปแบบการให้บริการ Fujitsu Work Life Shift เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ มองเห็นภาพ และนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร

ทำไมองค์กรต้องใช้ Fujitsu Work Life Shift ?

Fujitsu Work Life Shift คือ บริการที่ช่วยรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยองค์กรธุรกิจ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สู่การทำงานจากที่ใดก็ได้ หรือ Work from Anywhere ที่ไม่เพียงทำให้พนักงานสามารถทำงานได้เหมือนเดิมเท่านั้น แต่ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งมอบประสบการณ์แบบไร้พรมแดนที่สะดวก และปลอดภัยไปพร้อมกัน

Fujitsu Work Life Shift ไม่ได้เป็นเพียงบริการที่ช่วยให้พนักงานทำงานได้จากทุกที่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้เสมือนนั่งอยู่ที่ออฟฟิศ Work Life Shift ประกอบขึ้นจากโซลูชันแบบครบวงจรที่สามารถปรับให้เหมาะสมตามความต้องการที่ต่างกันของแต่ละธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถปรับใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว อันจะช่วยส่งผลดีต่อองค์กรยุคใหม่ในด้านต่าง ๆ ได้แก่

การมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่พนักงาน (User Experience) ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวกและปลอดภัยในทันทีต้องการ ด้วย Workplace Support ที่พร้อมให้บริการ แม้ผู้ใช้จะทำงานอยู่นอกสถานที่หรือ Work From Home ก็ตาม การวิเคราะห์ข้อมูล Workforce Analytics อันจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของพนักงานในองค์กรได้ดีขึ้น การรวมระบบ คน และข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ผ่านการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวด้วยแนวคิดด้านความมั่นคงปลอดภัย (Zero Trust Network) ไม่ว่าจะใช้งานจากอุปกรณ์ใดก็ตาม

เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ และนำข้อมูลมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ (Data Driven Analysis) เพื่อเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และการเปลี่ยนระบบการทำงานหลังบ้าน (Back Office Transformation) โดยการนำระบบอัตโนมัติอย่าง RPA เข้ามาช่วยทำงานแทนมนุษย์ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดไปพร้อมกัน ช่วยให้พนักงานมีเวลาทุ่มเทให้แก่งานที่มีความสำคัญ และสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ Fujitsu Work Life Shift ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถมองภาพรวมว่าจะสามารถให้บริการตอบสนองต่ออุตสาหกรรมใดได้บ้าง ทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้น และด้วยความสามารถ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับ-ส่งงาน บน Cloud Based ทำให้สามารถที่จะใช้เก็บข้อมูล ฝากไฟล์ ส่งอีเมล์ จากที่ใดก็ได้ ผ่านโซลูชันจากมีพันธมิตร อาทิ Microsoft, Palo Alto Prisma เป็นต้น และผ่านจุดเดียวในการเข้าจัดจัดการ (Remote Working)

บริการ Fujitsu Work Life Shift ยังได้รับการรับรอง และคว้ารางวัลจาก Gartner ในฐานะผู้ให้บริการที่สามารถช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบดิจิทัล โดยสามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่า และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพเท่าเดิม หรือดีขึ้น

อีกทั้งบริการของ ฟูจิตสึ ยังเป็นบริการที่ผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของฟูจิตสึ เข้ากับองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่ได้รับจากการพัฒนาโซลูชัน เพื่อรองรับพนักงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมไปถึงการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานสำหรับพนักงานของฟูจิตสึกว่า 130,000 คนทั่วโลก ที่พร้อมช่วยธุรกิจออกแบบ และวางระบบรูปแบบการทำงานใหม่ให้ง่ายขึ้น

การนำ Fujitsu Work Life Shift มาเปลี่ยนแปลงองค์กรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. การกำหนดรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม (Smart Working), 2.ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน (Borderless Office) และ 3.ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) โดยมีรายละเอียดดังนี้

การกำหนดรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม (Smart Working) : การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานระหว่างบุคลากร ให้มีประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีการวิเคราะห์ และวางแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถจัดงานที่มีให้เป็นระเบียบมีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชัน Modern Workspace บริการด้านประสิทธิภาพการทำงาน และพื้นที่ทำงานบนระบบคลาวด์ “Evergreen” นำเสนอบริการด้านการติดต่อสื่อสาร รวมถึง Microsoft 365, Microsoft Teams และ Box, โซลูชัน Secure Remote Working หรือบริการโครงสร้างพื้นฐาน Virtual Desktop “Virtual Workspace” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจรั่วไหลเพราะอุปกรณ์สูญหายหรือถูกโจรกรรม และโซลูชันทางด้าน Zero Trust Network บริการความยืดหยุ่นในการปรับเพิ่ม หรือลดขนาดตามแนวคิดความปลอดภัย และลดการพึ่งพา VPN ช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อคำร้องขอในกรณีเร่งด่วน เพื่อลดระยะเวลาที่ระบบเกิดขัดข้อง (Downtime) ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ และมุ่งในการพัฒนาธุรกิจ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า

ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน (Borderless Office) : ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน ด้วยการจัดตั้งฝ่ายบริการช่วยเหลือ Service Desk ที่คอยทำหน้าที่ให้บริการตอบข้อซักถาม และแก้ไขปัญหาผ่านโซลูชันCustomer Experience Center บริการช่วยเหลือ “Intelligent Service Desk” บริการตอบข้อซักถาม และแก้ไขปัญหาผ่านทางโทรศัพท์ เว็บ แชท ฯลฯ แก่บุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่ และโซลูชัน Workplace Support บริการสนับสนุนด้านเทคนิค และการบำรุงรักษานอกสถานที่ “Global Onsite Operation” ด้วยการจัดส่ง และซ่อมแซมอุปกรณ์ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง

ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) : ให้บริการช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานที่ทำงานร่วมกันในแต่ละหน่วยงาน โดยจะแสดงผลข้อมูลการทำงานร่วมกันในสถานการณ์ต่าง ๆ และรองรับรูปแบบการทำงานที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชัน Virtual Collaboration ซึ่งเป็นบริการพื้นที่เสมือนจริงสำหรับการทำงานร่วมกัน ช่วยเสริมศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพให้กับทีมงาน และสร้างทักษะการประสานงานผ่านโลกเสมือน และโซลูชัน Workforce Analytics เพื่อวิเคราะห์กำลังคน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของบุคลากรภายในองค์กร ด้วยข้อมูลรูปแบบการทำงานของบุคลากร รองรับการติดต่อสื่อสาร และให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน


ดังนั้นกล่าวได้ว่า Fujitsu Work Life Shift เป็นบริการที่สนองตอบต่อความต้องการขององค์กรในปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานแบบเชื่อมโยงกัน ไม่จำกัดพื้นที่การทำงานได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยืดหยุ่น ได้ในทุกธุรกิจ

ซึ่งปัจจุบันมีหลาย ๆ อุตสาหกรรมได้ใช้บริการ Fujitsu Work Life Shift ของ ฟูจิสึแล้ว โดยอุตสาหกรรมที่ตื่นตัวมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing), อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) และอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) นอกจากนี้บริการ Fujitsu Work Life Shift นี้ยังพร้อมให้บริการผสมผสานกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ในรูปแบบ as-a-service โดยคิดค่าบริการเฉพาะส่วนที่ต้องการใช้งาน

หากองค์กร ที่สนใจนำ Fujitsu Work Life Shift ไปประยุกต์ใช้งานในองค์กร สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555
เว็บไซต์ http://th.fujitsu.com

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/fujitsu-work-life-shift/

จีนสั่งห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีปรากฏตัวผ่านไลฟ์และวิดีโอออนไลน์

ทางหน่วยงานควบคุมด้านไซเบอร์ของจีนหรือ CAC ได้มีคำสั่งพิเศษออกมาเมื่อวันพุธก่อนว่า ห้ามเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 16 ปีปรากฏตัวอยู่ในคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สดออนไลน์ หรือบนแพลตฟอร์มวิดีโอต่างๆ

พร้อมทั้งประกาศว่าแพลตฟอร์มดิจิตอลต่างๆ จำเป็นต้องลบคอนเทนต์ต่างๆ ที่มีเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกม การระดมทุน คอนเทนต์ด้านความรุนแรง หรือที่สุ่มเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งต้องทำการสืบสวนกรณีการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์หรือพฤติกรรมรุนแรงในกลุ่มชุมชนออนไลน์ด้วย

คำสั่งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีที่พบภาพลามกอนาจารของเด็กที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Kuaishou, Tencent QQ, Taobao, Sina Weibo, และ Xiaohongshu ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ล้วนถูกปรับข้อหาที่ปล่อยให้แสดงคอนเทนต์ดังกล่าวไปแล้ว

รวมทั้งโดนสั่งให้ลบคอนเทนต์ พร้อมกับแบนบัญชีผู้ใช้ทุกรายที่โพสต์คอนเทนต์ดังกล่าว โดยทาง CAC มองว่าเจ้าของแพลตฟอร์มจงใจปล่อยให้มีการโชว์เพราะจะได้เรียกทราฟิกเรียกวิว จึงย้ำว่า “จะไม่ทน” กับการละเมิดกฎใหม่นี้อีกต่อไป

ที่มา : ZDnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/china-bans-children-under-16/

ตามไปดูเครื่องคอมพิวเตอร์ Pi ที่มีจอขนาดใหญ่ถึง 6 จอ

เป็นที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อมีชาวเว็บ Reddit ที่ชื่อ Holistech (หรือรู้จักกันในชื่อ Sören Gebbert) ที่ถือคติสวนทางกับคนอื่นว่า “More is More” โดยสร้างคอมพิวเตอร์ใช้งานขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยหน้าจอกรอบสีส้มสดใส ทำงานบน Raspberry Pi ถึงสามตัวด้วยกัน

ถือเป็นการออกแบบที่ดูทรงพลังเหมือนกับหน้าจอบังคับยานอวกาศสงครามในหนังไซไฟที่มีหน้าจอไว้ควบคุมมากถึง 6 จอแบบนี้ ซึ่งก่อนหน้า Sören ก็เคยโชว์ผลงานคล้ายกันมาแล้วบน hackster.io

ซึ่งตอนนั้นเรียกกระแสฮือฮาจากชาว Raspberry Pi เป็นอย่างมาก ด้วยการประกอบเครื่องที่มีถึง 4 หน้าจอให้ทุกคนเห็นเป็นครั้งแรก ที่รัน Linux Mint บนเครื่อง Raspberry Pi สองตัว ที่หลายคนต่างประทับใจกันมาก

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ปฏิกิริยาของหลายคนจะช็อคยิ่งกว่าเดิม เมื่อเข้าไปเช็คความเคลื่อนไหวของ Holistech บน Reddit แล้วพบกับสเตชั่นที่มีมากถึง 6 หน้าจอเช่นนี้ ถือเป็นการเลเวลอัพอย่างไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้

เหมือนกับยิ่งว่ายิ่งยุ ที่เขาพยายามทำผลงานตัวเองให้อลังการกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ แถมยังสร้างสรรค์ขึ้นมาได้เร็วมาก เร็วกว่าที่ทุกคนเตรียมจะเชิดชูยกย่องผลงานก่อนหน้าของเขาเสียอีก ทั้งนี้สำหรับโปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดนั้น

Sören เผยว่าความตั้งใจแรกของเขาคือการจะเอา Raspberry Pi Zero มาใช้เนื่องจากมีขนาดเล็ก เก็บซ่อนไม่เกะกะได้ง่ายกว่า แต่สุดท้ายกับหน้าจอจำนวนมากของเขา ทำให้ต้องเลือกรุ่นที่ให้กำลังประมวลผลที่มากขึ้นอย่าง Raspberry Pi 4 แทน

สำหรับกรอบสีส้มจัดจ้านนี้ Sören ใช้การพิมพ์แบบสามมิติขึ้นมา ซึ่งด้านหลังของส่วนตัวเครื่องก็เปิดโล่งให้ใช้กับพัดลมหล่อเย็น มาพร้อมกับจอควบคุมขนาดเล็กที่แสดงอุณหภูมิของซีพียูและความเร็วของพัดลม ส่วนหน้าจอทั้งหกของเขานั้น แต่ละจอมีขนาดถึง 5×5 นิ้ว

ที่มา : https://www.raspberrypi.org/blog/mega-six-screen-cyberdeck/

from:https://www.enterpriseitpro.net/mega-six-screen-cyberdeck/

Amazon ประกาศรองรับโปรโตคอล Matter บนอุปกรณ์ Echo เกือบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นแรกสุด

Matter เป็นโปรโตคอลตัวใหม่สำหรับอุปกรณ์ IoT/Smart Home ภายใต้การผลักดันของกลุ่ม CSA (ZigBee เดิม) โดยมียักษ์ใหญ่ทั้ง Google, Amazon, Apple, Samsung SmartThings หนุนหลัง

ก่อนหน้านี้ Google Android/Nest ประกาศรองรับ Matter ไปก่อนใครแล้ว ล่าสุด Amazon ก็ประกาศรองรับ Matter บนอุปกรณ์ตระกูล Echo ของตัวเองเช่นกัน

นโยบายของ Amazon คืออุปกรณ์ Echo “ส่วนใหญ่” จะได้อัพเกรดให้รองรับ Matter ด้วย โดยจะมีแค่ลำโพง Echo และ Echo Dot รุ่นแรกสุด (first gen) เท่านั้นที่ไม่ได้ไปต่อ ส่วนอุปกรณ์ Echo รุ่นหลังๆ เช่น Echo Show, Echo Studio, Echo Flex, Echo Plus จะใช้งานกับ Matter ได้ทั้งหมด

ฝั่ง Samsung SmartThings ก็ออกมาประกาศว่าจะรองรับ Matter แล้ว แต่ยังไม่ให้รายละเอียดว่ามีสินค้ารุ่นใดบ้างจะได้อัพเกรด

ที่มา – Amazon Developer, TechHive

Amazon Echo รุ่นล่าสุด (4th gen)

from:https://www.blognone.com/node/123833

VDO : เซิร์ฟเวอร์ Pi ตัวใหม่ที่มีแบตสำรองในตัว ไฟดับก็ไม่หวั่น

เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Raspberry Pi 4 ตัวล่าสุดจาก Michael Klements แห่งเว็บไซต์ DIY Life ที่ทำขึ้นโดยการปริ๊นท์สามมิติและทำเลเซอร์คัท ให้ลุคที่โฉบเฉี่ยวมาก แต่เหนือกว่ารูปลักษณ์คือมาพร้อม UPS ที่ไม่หวั่นแม้ไฟดับ และหน้าจอ OLED ที่ไว้แสดงข้อมูลที่จำเป็นด้วย

จุดเด่นของเซิร์ฟเวอร์นี้อยู่ที่การใช้การ์ด Micro SD 32 กิกะบิต พร้อมกับหล่อเย็นด้วยพัดลม Ice Tower และฮีตซิงค์ที่กะทัดรัดแต่ทรงพลัง ซึ่ง UPS นี้เป็นโมดูลจาก GeeekPi via AliExpress ใช้แบตเตอรี่แบบถ่านชาร์จลิเธียมอิออนขนาด 2600 mAh จำนวนสองก้อน

ตัวยูพีเอสจะเป็นเหมือน Hat บนตัว Pi ซีงที่เข้าไปลงล็อกอยู่ด้านใต้พอดี สัมผัสกับด้านล่างของพิน GPIO ทำให้ Klements สามารถรันเครื่องนี้ได้นานถึงชั่วโมงครึ่งโดยอาศัยไฟจากแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มที่ สำหรับหน้าจอ OLED ที่มาด้วยมีความละเอียดอยู่ที่ 128 x 64px

จอ OLED นี้เชื่อมต่อกับพิน GPIO ผ่านอินเทอร์เฟซ I2C เพื่อแสดงข้อมูลเครื่องอย่างอย่างสถานะแบตเตอรี่ของยูพีเอส ที่อยู่ไอพี และซีพียูเป็นต้น ส่วนการเชื่อมต่อกับแหล่งไฟฟ้าภายนอกทำผ่านพอร์ต USB-C ของ Pi โดยตรง

ที่มา : TomsHardware

from:https://www.enterpriseitpro.net/3d-printed-pi-server-with-ups/

4 เทคโนโลยีน่ารู้สำหรับออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิดและ IoT ด้วย Allied Telesis จาก Digitalcom

โดยทั่วไปแล้วระบบเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) นั้นมักถูกออกแบบให้แยกขาดจากระบบเครือข่ายสำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กร เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและการบริหารจัดการ ดังนั้นการเลือกใช้ระบบเครือข่ายที่มีเทคโนโลยีสำหรับตอบโจทย์งานเฉพาะทางกลุ่มนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถลงทุนในระบบเครือข่ายได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

บทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 4 เทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับการออกแบบระบบเครือข่ายเพื่อรองรับกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ IoT โดยเฉพาะที่ไม่เหมือนใครจาก Allied Telesis ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดดังกล่าวมามากกว่า 10 ปี ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับธุรกิจองค์กรในการลงทุนวางระบบเครือข่ายอย่างยั่งยืน

  1. PoE Passthrough ลดความซับซ้อนในการเดินสาย เชื่อมต่อเครือข่ายพร้อมจ่ายกระแสไฟฟ้าไปถึงทุกจุดที่ต้องการ

ในการออกแบบระบบกล้องวงจรปิดหรือระบบบ IoT นั้น บางอุปกรณ์อาจจะต้องถูกติดตั้งในตำแหน่งที่ห่างไกลออกไปจากพื้นที่ใช้สอยปกติ ทำให้ต้องมีการเดินระบบไฟและระบบสายสัญญาณเพิ่มเติม ซึ่งในบางครั้งพื้นที่ดังกล่าว มีข้อจำกัด สำหรับการเดินระบบไฟไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้ จำเป็นต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ทดแทน

Allied Telesis เข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงทำการนำเทคโนโลยี PoE Passthrough มาใช้ในอุปกรณ์ PoE Switch สำหรับรุ่นที่รองรับนั้นจะมีความสามารถในการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้สูงสุดถึง 30 วัตต์ต่อหนึ่งช่องเชื่อมต่อ เป็นการตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของการเดินสายสัญญาณและระบบไฟไปพร้อมๆ กันในตัว ช่วยให้การออกแบบระบบเครือข่ายนั้นมีความง่ายดายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมสายสัญญาณได้อีกด้วย

2. PoE Continuous จ่ายไฟผ่าน PoE ได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะทำการ Reboot อุปกรณ์ Switch อยู่ก็ตาม

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการวางระบบกล้องวงจรปิดหรืออุปกรณ์ IoT ที่มีความต้องการให้มี Downtime ต่ำที่สุด โดยทั่วไปแล้วมักจะต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญบางอย่างในการใช้งานอาทิเช่นการอัปเดต Firmware ของ PoE Switch ที่จำเป็นต้องมีการ Reboot อุปกรณ์ใหม่ทุกครั้ง เพื่อให้อุปกรณ์ดังกล่าวมีความสามารถบนพื้นฐานของ Firmware ใหม่ที่มีการอัปเดตได้ ซึ่งทำให้อุปกรณ์ปลายทางที่รับพลังงานจาก PoE Switch เหล่านี้ต้องหยุดการทำงานไปชั่วขณะ

ด้วยเหตุนี้ Allied Telesis จึงได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยี PoE Continuous ขึ้นมา เพื่อให้อุปกรณ์ PoE Switch สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่มีขาดตอน ถึงแม้ว่าตัวอุปกรณ์ IoTเองจำเป็นต้องทำการ Reboot หลังจากทำการอัปเดต Firmware เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งเป็นผลทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ PoE Switch นั้นสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

3. Active Fiber Monitoring (AFM) ตรวจสอบการทำงานของสาย Fiber Optic แบบ Online เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

โดยทั่วไปแล้วการออกแบบระบบกล้องวงจรปิดหรืออุปกรณ์ IoT ไปยังพื้นที่ห่างไกลตัวอาคารนั้น มักจะต้องมีการเดินสายไฟเบอร์ออฟติก สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกลไปยังอุปกรณ์ Switch หรือกล้องวงจรปิด/อุปกรณ์ IoT โดยตรง

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือสายไฟเบอร์และจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างเส้นทางที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลอาจจะมีคุณภาพลดลง เป็นเหตุให้การส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดและต้องมีการส่งข้อมูลซ้ำ ๆ กันไปมา ซึ่งการตรวจสอบคุณภาพของสายไฟเบอร์จากปัญหาที่กล่าวมานั้นสามารถกระทำได้ยาก เนื่องจากระยะทางของตัวสายเองและการระบุจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ที่ทำให้การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของสายไฟเบอร์ดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย

Allied Telesis จึงได้นำเสนอเทคโนโลยี Active Fiber Monitoring หรือ AFM ที่อยู่ภายใน Module พิเศษเฉพาะของ Allied Telesis ซึ่งสามารถทำการวิเคราะห์ค่าการสูญหายของสัญญาณ หรือที่เรียกว่าค่า Loss ที่เกิดขึ้น จากการรับส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก และทำการแจ้งเตือนแก่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายในทันที่ที่เกิดการ Loss แบบผิดปกติซึ่งมีแนวโน้มที่คุณภาพของสายสัญญาณจะลดลง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที

4. Autonomous Management Framework (AMF) บริหารจัดการระบบเครือข่ายจากศูนย์กลาง ด้วยแนวทางที่ง่ายดาย

เนื่องจากระบบเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ IoT นั้นมักถูกออกแบบแยกขาดจากระบบเครือข่ายสำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กร การดูแลรักษาระบบเครือข่ายในส่วนนี้ให้ดีจึงควรมีความง่ายดาย ไม่ซับซ้อน เพื่อให้สามารถเพิ่ม ลด หรือย้ายการติดตั้งอุปกรณ์ในระบบได้อย่างรวดเร็ว และรวมถึงแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างสะดวก

Allied Telesis จึงได้นำแนวคิดของเทคโนโลยี Software Defined Network หรือ SDN มาใช้งาน โดยการนำอุปกรณ์ Switch จำนวนหลายๆ ชุดในเครือข่ายมาทำงานร่วมกันเป็น Virtual Switch เพียงชุดเดียว ซึ่งการทำงานร่วมกันดังกล่าวนั้นสามารถบริหารจัดการตั้งค่าการทำงานได้ทั้งหมดจากหน้าจอ เดียวจากจุดศูนย์กลาง ทำให้การจัดการระบบเครือข่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยี SDN ที่กล่าวมานั้นทาง Allied Telesis ได้ตั้งชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Autonomous Management Framework หรือ AMF

สำหรับเทคโนโลยี AMF นี้เองยังมีความสามารถเพิ่มเติมที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยการทำ Auto Backup เพื่อที่จะสำรองการตั้งค่าอุปกรณ์แต่ละชุดเอาไว้ได้ตามวันเวลาที่ต้องการ การทำ Auto-Recovery และการทำ Auto-Provisioning เพื่อที่จะให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถนำอุปกรณ์ชุดใหม่เข้าไปติดตั้งทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายได้อย่างทันท่วงทีหรือเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ณ จุดติดตั้งใหม่ที่กำหนดไว้ได้อย่างรวดเร็ว และ การทำ Auto-Upgrade เพื่อที่จะให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถทำการปรับปรุงเวอร์ชั่นของซอร์ฟแวร์ที่ถูกใช้งานอยู่ในอุปกรณ์เครือข่ายของ Allied Telesis ได้โดยอัตโนมัติ

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 4 อย่างนี้ นั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี และนี่เองก็เป็นสาเหตุที่ธุรกิจองค์กรจำนวนมากในไทยเลือกใช้ Allied Telesis ในการวางระบบเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิดและระบบ IoT รวมไปถึงโซลูชั่นอย่าง Smart Building, Smart City หรืออื่นๆ เนื่องจากความง่ายตั้งแต่การออกแบบ, การติดตั้งใช้งาน และการดูแลรักษาในระยะยาว รวมไปถึงภาพรวมของโซลูชันที่มีความคุ้มค่าสูง เพราะสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้งานได้ รวมถึง AMF ที่ยังสามารถใช้งานได้ฟรีในเครือข่ายขนาดที่ไม่ใหญ่มากและยังสามารถทำการอัปเกรด License เพิ่มเติมเพื่อรองรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ในภายหลังอีกด้วย

PoE Switch 4 ตระกูลจาก Allied Telesis ตอบโจทย์ได้ทุกการวางระบบเครือข่ายสำหรับกล้องวงจรปิดและ IoT

สำหรับอุปกรณ์ PoE Switch เพื่อรองรับงานด้านนี้โดยเฉพาะจาก Allied Telesis นั้น ก็ยังมีการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักๆ เพื่อความเหมาะสม แต่ละธุรกิจองค์กร ดังนี้

1.) Fully Managed PoE Switch รองรับการบริหารจัดการเชิงลึกได้ เหมาะสำหรับระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อนสูงและต้องการตั้งค่าการทำงานโดยละเอียด ได้แก่รุ่น x930, x530 และ x320 Series. อีกทั้งรุ่น x320 ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ PoE Passthrough อย่างเป็นพิเศษ

2.) WebSmart PoE Switch สำหรับธุรกิจองค์กรขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ที่ต้องการใช้ Switch เพียงตัวเดียวสำหรับกล้องวงจรปิด, อุปกรณ์ IoT และผู้ใช้งานพร้อม ๆ กัน และต้องการบริหารจัดการเล็กน้อย ก็สามารถเลือกใช้รุ่น GS970 และ GS950 Series ตามลำดับ

3.) Unmanaged PoE Switch สำหรับระบบเครือข่ายที่ไม่ต้องการความซับซ้อน และไม่ต้องการวุ่นวายกับการตั้งค่าการทำงานอุปกรณ์เลย ก็สามารถเลือกใช้รุ่น GS950 และ GS920 Series ได้

4.) Industrial PoE Switch หากระบบเครือข่ายที่ต้องการติดตั้งในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง, มีความชื้น หรือมีฝุ่น ก็สามารถเลือกใช้รุ่น IE340, IE200 และ IS230 Series ได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Allied Telesis PoE Switch ได้ที่ https://www.alliedtelesis.com/en/products/switches/poe-switches

สนใจโซลูชันระบบเครือข่ายจาก Allied Telesis ติดต่อได้ที่

บริษัท ดิจิตอลคอม จำกัด  ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการด้าน IP security and IT infrastructure & Communications System สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบเครือข่ายจาก Allied Telesis หรือต้องการออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับระบบกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ IoT สามารถติดต่อทีมงาน Digitalcom ได้ที่ อีเมล : info@digitalcom.co.th หรือเบอร์โทร : +66 – 2641 -5879

from:https://www.techtalkthai.com/4-technologies-for-cctv-and-iot-with-allied-telesis-from-digitalcom/

Zoom ลงทุนเพิ่ม ซื้อสตาร์ทอัพชาวเยอรมัน Kites ผู้พัฒนาระบบ AI แปลภาษา

Zoom แพลตฟอร์มประชุมวิดีโอสัญชาติอเมริกัน ได้ซื้อสตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีแปลภาษาด้วย AI แบบเรียลไทม์ชื่อ Karlsruhe Information Technology Solutions (Kites) เพื่อยกระดับความสามารถในการแปลภาษาหลายภาษาของตัวเอง

โดยทาง Zoom กล่าวว่า ทีมงานนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมืออาชีพกว่า 12 ท่านจะเข้ามาร่วมงานกับทีมวิศวกรรมเพื่อพัฒนากลไกการแปลด้วยสมองกล สำหรับ Kites แล้วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 โดย Dr. Alex Waibel และ Dr. Sebastian Stüker

เริ่มต้นจากการพัฒนาทูลแปลภาษาในห้องเรียนสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเข้าใจภาษาอังกฤษหรือเยอรมันที่อาจารย์พูดระหว่างเลคเชอร์ในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ทาง Zoom ไม่ได้เปิดเผยเงื่อนไขหรือตัวเลขมูลค่าการซื้อกิจการครั้งนี้

แต่ยืนยันแล้วว่าทาง Dr. Stüker และทีมงานที่เหลือของ Kites จะยังทำงานอยู่ในเมือง Karlsruhe ประเทศเยอรมนี โดย Zoom ตั้งใจจะลงทุนและขยายทีมงานในเยอรมัน พร้อมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในเยอรมันในอนาคตด้วย

ที่มา : gccbusinessnews

from:https://www.enterpriseitpro.net/zoom-acquires-german-ai-translation-startup-kites/

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 365 บริการโอเอสบนคลาวด์รุ่นใหม่!

วันนี้ไมโครซอฟท์ เปิดตัวบริการ Cloud PC ใหม่ โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Windows 365 เป็นบริการที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 หรือ Windows 11 ลงบนคลาวด์และสตรีมโอเอสไปยังอุปกรณ์ตัวไหนก็ได้ โดยจะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ อุปกรณ์ที่สามารถลงวินโดวส์ได้นั้นยังรวมไปถึง Mac, iPad หรืออุปกรณ์ Android ก็ทำได้เช่นกัน

โดยบริการ Cloud PC นี้จะเป็นลักษณะแบบ instant-on และให้บริการเป็นแบบสมัครสมาชิกรายปี โดย Windows 365 นี้ ไม่ได้มาแทน Windows 11 หรือ Windows 10 (ซึ่ง Windows ในสองรุ่นที่กล่าวนี้ไม่ต้องสมัครรายปี) แต่สำหรับ Windows 365 จะทำงานบนคลาวด์แต่จะให้ผู้ใช้สตรีมทั้งสองโอเอสทั้ง 11 และ 10 ลงไปใช้เครื่องไหนก็ได้

Windows 365 ติดตั้งอยู่บน Azure Virtual Desktops ทำงานคล้ายๆ กับ XCloud ของไมโครซอฟท์ที่ช่วยให้สตรีมเกมจากคลาวด์ลงมาได้ สำหรับริการนี้จะเปิดให้บริการกับกลุ่ม Enterprise ก่อนในช่วงแรก ส่วนลูกค้าแบบที่ไม่ใช่องค์กรนั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงไหน

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-windows-365/