คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

การไฟฟ้านครหลวงเปิดโครงการ ‘Smart Metro Grid’ วางโครงสร้างพื้นฐานบน Oracle

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาได้มีงานแถลงลงนามสัญญาของการไฟฟ้านครหลวงกับ บริษัทยิบอินซอย และฟอร์ทคอร์ปอเรชัน เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบมิเตอร์วัดไฟฟ้าแบบดิจิทัล ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังคือผลิตภัณฑ์ของ Oracle นั่นเอง

คุณทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการของ Oracle ประเทศไทยได้เล่าให้ทีมงาน TechTalkThai ฟังถึงภาพรวมและประโยชน์มหาศาลที่จะตามมาของโครงการนี้ ซึ่งเราขอสรุปมาให้ติดตามกันสั้นๆครับ

โครงการ Smart Metro Grid จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับเมือมหานคร เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบมิเตอร์วัดไฟของประชาชนภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้เป็นระบบดิจิทัล พร้อมกันนี้ต้องทำให้ระบบโครงข่ายของการไฟฟ้านครหลวงรองรับกับระบบดิจิทัลอย่างสอดคล้องกัน โดยประโยชน์ที่จะตามมาหากโครงการนี้แล้วเสร็จคือ

  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถรับรู้ปัญหาไฟดับหรือความไม่สเถียรได้แบบ Proactive ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ต้องรอคนแจ้งเข้าไปถึงทราบปัญหา ดังนั้นเรียกได้ว่าเป็นการผลิกโฉมระบบการให้บริการครั้งใหญ่ได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้ใช้งานจะสามารถเรียกดูประวัติและปริมาณการใช้งานไฟฟ้าของตนเองได้เกือบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์ (แอปพลิเคชัน) ดังนั้นจึงสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม
  • ในกรณีของเขตโรงงานหรืออาคารพาณิชย์หลายคนคงไม่ทราบว่าธุรกิจเหล่านี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหากมีการใช้ไฟในช่วงเวลาพีคสูง ดังนั้นระบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนปรับตัวการใช้งานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถติดตามเหตุการณ์ (Troubleshoot) กรณีของการขโมยไฟฟ้าได้โดยละเอียด เช่น ไฟฟ้าออกจากจุดนี้เท่าไหร่ระหว่างทางถึงปลายทางเหลือเท่าไหร่ด้วยระบบวิเคราะห์ของ Oracle ที่จะกล่าวถึงต่อไป 
  • วางรากฐานให้พร้อมรับสำหรับการใช้งานโซล่าร์เซลล์ (ประชาชนทั่วไปหากทำได้เยอะอาจขายกลับได้ในอนาคต) ให้การไฟฟ้านครหลวงสามารถคาดการณ์การใช้งานไฟฟ้าได้ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวางแผนซื้อกำลังไฟ หรือโยกย้ายกำลังไฟไปในส่วนที่ต้องการมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ของการไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการสนับสนุนพลังงานสะอาดของประเทศด้วย
  • ดึงดูดนักลงทุนซึ่งต่อไปในเขต EEC อาจไม่ต้องถูกผูกขาดโดยผู้ขายไฟฟ้าเพียงเจ้าเดียว เอกชนผู้สนใจสามารถมาลงทุนให้บริการได้ เพราะมีระบบที่สามารถวัดค่าได้อย่างแม่นยำแล้ว ดังนั้นอาจเป็นการกระตุ้นการลงทุนอีกทางหนึ่ง
  • ในอนาคตหากมีการเริ่มใช้งานรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทางผู้ขายไฟฟ้าอาจจะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำแคมเปญการขายต่อไปได้ หรือเกิดโมเดลใหม่ของการขายไฟฟ้า

สำหรับเหตุผลที่มาของพันธมิตร 3 รายที่เข้าร่วมในโครงการนี้คือฟอร์ทคอร์ปอเรชันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมิเตอร์ที่ให้บริการการไฟฟ้านครหลวง ส่วนยิปอินซอยคือ SI รายใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในสินค้าและบริการของ Oracle มายาวนาน โดย Oracle เองสามารถตอบโจทย์เทคโนโลยีได้แบบ Full-stack ให้กับโครงการ ทั้งในระดับ Hardware ที่ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์และ Middleware นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าตลาดระบบฐานข้อมูลสำหรับองค์กรอย่าง Oracle Database ด้วย สำหรับในส่วนของ Business Software เอง Oracle ได้นำประสบการณ์โมเดลการให้บริการในต่างประเทศมาปรับให้รองรับกับ Use Case ของการไฟฟ้านครหลวงดังนี้

  • Oracle Utility Meter Data Management System (MDMS) – ระบบบริหารจัดการและตรวจวัดข้อมูลจากมิเตอร์
  • Oracle Utility Network Management System (OMS) – ระบบติดตามไฟฟ้าเพื่อช่วยในการวางแผนการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งการติดตามไฟฟ้าดับจะถูกแก้ไขได้จากองค์ประกอบนี้
  • Oracle Utility Analytics – หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจากปัญหาข้างต้นเรื่องไฟฟ้าถูกขโมย ต่อไปทางการไฟฟ้านครหลวงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าไฟฟ้าต้นทางสู่ปลายทางมีการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร

จะเห็นได้ว่าโครงการนี้สร้างผลประโยชน์มหาศาลทั้งในแง่การลงทุนและการบริหารจัดการให้การไฟฟ้านครหลวง การลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคต และด้วย 3 ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิปอินซอย ฟอร์ทคอร์ปอร์เรชันและโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งแบบ Full-stack จาก Oracle เชื่อแน่ว่าในไม่ช้าประสบการณ์การใช้ไฟฟ้าของคนกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบปริมณฑลจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

from:https://www.techtalkthai.com/mea-smart-metro-grid-on-oracle-infrastructure/

บราวเซอร์ Edge แบบ Chromium ตัวใหม่ของไมโครซอฟท์ ให้อัพเดตแล้ว!

ล่าสุดไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวเว็บบราวเซอร์ที่พัฒนาบน Chromium ในชื่อเดิมอย่าง Microsoft Edge ทั้งสำหรับวินโดวส์และ MacOS ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์รายนี้ได้สร้างแอพขึ้นจากความช่วยเหลือของกูเกิ้ล เพื่อให้อัพเดทได้ง่ายขึ้น และมีส่วนประกอบแยกกันน้อยลง

ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ดังกล่าวผ่านช่องทางสำหรับพรีวิว ซึ่งบริษัทกล่าวว่ามีการดาวน์โหลดไปแล้วหลายล้านครั้ง โดยผู้ใช้วินโดวส์ทั่วไปจะสามารถรอตัววินโดวส์อัพเดทให้โหลดบราวเซอร์ตัวใหม่นี้บนพีซีของตัวเองได้ในไม่ช้า

แม้ว่าซอฟต์แวร์ทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นจากเอนจิ้น Chromium แต่ก็มีการพัฒนาเสริมเพิ่มเติมที่ไมโครซอฟท์เองทำขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ไมโครซอฟท์ได้เพิ่มฟีเจอร์บางอย่างเช่น การป้องกันการสืบข้อมูลกิจกรรมการใช้งานโดยดีฟอลต์ อีกทั้งยังมีระดับการควบคุมมากถึง 3 ระดับเกี่ยวกับคุกกี้ เป็นต้น นอกจากนี้ตัว “New Tab” ก็สามารถปรับแต่งรวมเอาหน้าเพจและ Favorite ต่างๆ ที่เพิ่งแชร์ได้ด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsofts-new-edge-chromium-browser-is-out/

CAT จัดแข่งเทคโนโลยีเชื่อม IoT หัวข้อ ติดตามเฝ้าระวังเพื่อสุขภาวะผู้สูงวัย

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ร่วมมือกับ สมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม จัดการแข่งขัน TESA Top Gun Rally ครั้งที่ 14 โดยคราวนี้จัดแข่งพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้หัวข้อ “ระบบติดตามเฝ้าระวังและจัดการสุขภาวะแก่ผู้สูงวัยและประชาชนทั่วไป”

ปีนี้ได้มีสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศส่งนิสิตนักศึกษารวม 183 คน จำนวน 37 ทีม จัดแข่งเมื่อวันที่ 5-11 ม.ค. ทีมชนะเลิศในปีนี้ ได้แก่ “ทีมขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูด” สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง สามารถตอบโจทย์ที่ครบถ้วนทั้งรายละเอียดด้านมุมมองของผู้ใช้งาน เช่น ความเหมาะสมของอุปกรณ์ที่จะใช้ติดตั้งกับผู้สูงอายุ วิธีการแจ้งเตือนผู้สูงอายุ แจ้งเตือนคนในบ้าน ตลอดจนมุมของการต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อพัฒนาเป็นบริการ การกำหนดแพ็คเกจราคา เป็นต้น

No Description

ที่รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ “ทีมฉุนสมุนไพร” จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง รองชนะเลิศอันดับ 2 “ทีมชุมนุมปืนบน” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รองชนะเลิศอันดับ 3 ทีม “Type your Text” จากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

ดร.วงกต วิจักขณ์สังข์สิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจดิจิทัล CAT กล่าวว่าโจทย์ในปีนี้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ประยุกต์ระบบสมองกลฝังตัวผนวกกับเทคโนโลยี IoT ช่วยในการดูแลติดตามสุขภาพและความปลอดภัยของผู้สูงอายุตลอดจนระวังความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในรูปแบบของอุปกรณ์ติดตัวบุคคล สามารถแจ้งเตือนสถานการณ์ สภาพแวดล้อมมลภาวะแต่ละพื้นที่ เช่น กระแสลม หมอกควัน โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้สูงวัย หรือแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นไปยังผู้ดูแลอย่างทันท่วงที

No Description

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://www.blognone.com/node/114146

Xiaomi เปิดตัวแอร์อัจฉริยะ SmartMi Full DC Inverter ราคาเริ่มหมื่นเดียว

สินค้าในครัวเรือนของ Xiaomi มีหลากหลาย รวมถึงเครื่องปรับอากาศที่เปิดตัวในชื่อ SmartMi Full DC Inverter ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญจาก HITACHI และ Panasonic มาช่วยพัฒนา ผ่านมาตรฐานการใช้พลังงานรายปี (APF: annual performance factor) ที่รัฐบาลจีนกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 4.5 โดยแอร์จาก Xiaomi ทำได้ที่ 4.65 และทางบริษัทเคลมว่ารุ่นนี้ประหยัดพลังงานกว่าแบรนด์คู่แข่ง 20%

SmartMi Full DC Inverter เลือกได้ระหว่างรุ่น 1 ตัน (ประมาณ 12,000 BTU) ราคา 2,299 หยวน หรือราว 10,000 บาท กับ 1.5 ตัน (ราว 18,000 BTU) ราคา 2,699 หยวน หรือราว 12,000 บาท ในแพ็คเกจมีครบทั้งตัวแอร์, คอมเพรสเซอร์และรีโมต

No Description

สเป็กของแอร์รุ่นนี้มีเสียงตอนทำงานอยู่ที่ 21 เดซิเบล, คุมการทำงานผ่านแอป MiSmart Air ใช้สั่งเปิดแอร์จากนอกบ้าน, สั่ง Xiao AI ระบบ Assistant ของ Xiaomi เปิดปิดและปรับอุณหภูมิแอร์ได้ ส่วนห้องที่เหมาะกับแอร์รุ่นนี้ Xiaomi แนะนำให้ใช้กับห้องขนาด 23 ตารางเมตร

No Description

No Description

No Descriptionภาพทั้งหมดจาก Xiaomi

ที่มา: Xiaomi, Gizmochina

from:https://www.blognone.com/node/114145

รู้จักกับ Digital Twin – เมื่อวัตถุต่างๆมีฝาแฝดอยู่ในโลกดิจิทัล

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ CAT datacom News & promotion

Credit: CAT datacom

จะเป็นอย่างไร หากเราสามารถจำลองโลกทั้งใบขึ้นมาได้อย่างแม่นยำและเฝ้ารอดูได้ว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เป็นโลกจำลองที่เราสามารถทดลองได้ตามใจ ต้องเปลี่ยนที่ใด ปรับตรงไหน จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและป้องกันสิ่งไม่พึงประสงค์ได้ คงจะดีไม่น้อย หากเรารู้ว่าในหนึ่งนาทีนี้ควรทำอะไรเพื่ออนาคตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทุกวันนี้ แม้อาจไม่ใช่ทั้งโลก แต่รู้หรือไม่ว่าเราสามารถจำลองสิ่งต่างๆขึ้นมาในลักษณะนี้ได้แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Digital Twin

Digital Twin เป็นชื่อเรียกของแนวคิดการทำสำเนาหรือแบบจำลองของสิ่งต่างๆทางกายภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทว่า Digital Twin เหล่านี้ไม่เพียงเป็นภาพจำลองที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีกลไกเชื่อมต่อกับวัตถุของจริงผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่คอยเก็บข้อมูลสถานะทางกายภาพของวัตถุแบบ Real-time ทำให้แบบจำลองนั้นเป็นเสมือนการย้ายวัตถุไปไว้ในโลกดิจิทัลนั่นเอง

เมื่อมีแบบจำลองวัตถุที่สมจริง สิ่งที่ตามมาคือความสามารถในการตรวจสอบสถานะของวัตถุอย่างละเอียดโดยมีสื่อที่เป็นภาพคอยนำทาง และความสามารถในการจำลองสถานการณ์ขึ้นว่าหากสภาพแวดล้อม หรือสถานะจุดใดจุดหนึ่งภายในตัววัตถุเปลี่ยนไป จะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างกับวัตถุ โดยที่มากไปกว่านั้นคือ Digital Twin ของวัตถุแต่ละชิ้นนั้นเราย่อมสามารถนำมาเชื่อมต่อกันให้กลายเป็นระบบจำลองขนาดย่อมๆได้ ทำให้เราสามารถจำลองสถานการณ์และทำนายความเป็นไปได้ในภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับธุรกิจ ความสามารถเช่นนี้ของ Digital Twin หมายความว่าพวกเขาจะสามารถเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำลองเหตุการณ์และวางแผนการดำเนินการ เช่น การกะเวลาที่ควรซ่อมบำรุง การสร้างสถานการณ์สมมติ การตรวจสอบการทำงานร่วมกันของเครื่องจักรหลายชิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ Digital Twin อาจสามารถช่วยแจ้งเตือน และเริ่มดำเนินขั้นตอนในการทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อสถานะของวัตถุบ่งบอกว่าต้องการ Action อะไรบางอย่างต่อระบบ

เราใช้เทคโนโลยีอะไรสร้าง Digital Twin?

แนวคิดหลักของ Digital Twin นั้นคือการสร้างแบบจำลองวัตถุขึ้นในโลกดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของภาพ และข้อมูล แล้วจากนั้นในการใช้งานจะมีการดึงข้อมูลไปวิเคราะห์ สร้างสถานการณ์จำลอง ดังนั้นน่าจะพอเห็นภาพได้ว่า Digital Twin นั้นเป็นการผสมผสานของเทคโนโลยีหลายชนิด อันได้แก่

  • เทคโนโลยีผลิตภาพ 3 มิติ หรือ VR และ AR ทำหน้าที่สร้างรูปร่างของวัตถุในโลกดิจิทัล
  • เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ และ Internet of Things (IoT) รับผิดชอบการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกดิจิทัล รวมทั้งการอัปเดตข้อมูลใหม่ๆเข้ามาใน Digital Twin อยู่เสมอแบบ Real-time
  • เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งอาจประกอบไปด้วยหลายเทคโนโลยี เช่น Machine Learning เพื่อทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และ Software Analytics เพื่อดูแลการทำงานของซอฟต์แวร์ในระบบ
  • เทคโนโลยีสำหรับสร้างโมเดลจำลอง เช่น Artificial Intelligence และ Spatial Graph เพื่อจำลองภาพโดยรวมของระบบและจำลองเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น
  • เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสื่อสารเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน เช่น Cloud, Edge Computing, Automation, และระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่วยให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ด้วยดี
Credit: ShutterStock.com

ตัวอย่างการใช้งานจริงของ Digital Twin ในอุตสาหกรรม

Digital Twin นั้นเป็นแนวคิดเทคโนโลยีที่มาในคลื่นเดียวกับ Industry 4.0 โดยในปี 2017 Gartner บริษัทวิเคราะห์เทคโนโลยีระดับโลกได้จัดให้ Digital Twin เป็น 1 ใน 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง และปัจจุบัน ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆก็มีการนำแนวคิด Digital Twin ไปใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

NASA นั้นเป็นองค์กรที่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนจากความสามารถในการยกวัตถุเข้ามาไว้ในโลกดิจิทัลไม่ว่าวัตถุนั้นจะอยู่ที่ใด พวกเขาเริ่มจากการใช้งานเทคโนโลยีซึ่งเรียกว่า Pairing Technology ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นต้นตระกูลของ Digital Twin มาช่วยดำเนินการในอวกาศ โดยมีผลงานสำคัญคือการกู้ภัยในภารกิจ Apollo 13 และทุกวันนี้พวกเขาใช้ประโยชน์จากการที่ Digital Twin กำจัดความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบอุปกรณ์ในสถานที่จริงมาใช้ในการเฝ้าระวังและวางแผนการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆที่อยู่ไกลถึงในอวกาศ

Chevron ก็เป็นหนึ่งบริษัทใหญ่ที่นำ Digital Twin มาใช้งาน โดยเน้นไปที่การตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์ในบ่อเจาะน้ำมันและโรงกลั่นแบบ Real-time ทำนายเวลาที่ต้องซ่อมบำรุงและวางแผนเพื่อกำหนดเวลาในการซ่อมบำรุงให้น้อยที่สุดโดยไม่เบียดเบียนการดำเนินงาน โดยในปี 2024 พวกเขาวางแผนจะนำ Digital Twin เข้ามาใช้ในอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินการทั้งหมด ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจช่วยลดต้นทุนได้หลายล้านเหรียญสหรัฐฯ

ด้านสิงคโปร์ก็ได้กลายเป็นประเทศที่มี Digital Twin ของทั้งประเทศเป็นที่แรกของโลกในปี 2018 ด้วยการจับมือกับ Dassault Systèmes ในการพัฒนาโมเดลจำลองของทั้งเมืองที่จะช่วยเฝ้าระวังภัยพิบัติ วางผังเมืองและจัดการพื้นที่ในเมือง เช่น วางแผนสร้างที่จอดรถตามจำนวนผู้อยู่อาศัยในระแวกใกล้เคียง และวางแผนการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างร่มเงา รวมไปถึงการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

Digital Twin ในสิ่งมีชีวิต

ในทำนองเดียวกัน แนวคิดของ Digital Twin นี้สามารถปรับใช้กับสิ่งมีชีวิตและอวัยวะในร่างกายของคนเราได้ด้วย อุตสาหกรรมแรกที่หลายคนอาจนึกถึงคืออุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งเมื่อจำลองร่างกายของมนุษย์ออกมาในรูปแบบ Digital Twin แล้ว แพทย์ก็จะสามารถวิเคราะห์ค่าต่างๆในร่างกาย นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลอื่นๆ และจำลองการรักษาเพื่อดูถึงผลลัพธ์ได้

นอกจากนี้ ในการจำลอง Digital Twin นั้นอาจจำลองแยกเป็นอวัยวะแต่ละส่วนไป เช่นโครงการ Blue Brain Project (BBP) ซึ่งมีเป้าหมาย ในการสร้างแบบจำลองสมองโดยละเอียดตามลักษณะทางชีววิทยาที่สามารถจำลองสถานการณ์ได้หลากหลาย โดยในเบื้องต้น BBP ได้ทำการพัฒนาสมองจำลองของสัตว์ฟันแทะ และในอนาคตจะมีการขยายผลไปพัฒนา Digital Twin ของสมองมนุษย์ต่อไป

อีกทางหนึ่งเทคโนโลยี Digital Twin ในสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ก็ได้ถูกนำเข้ามาใช้ในวงการบันเทิงเช่นกัน โดยในเทศกาลตรุษจีนในปี 2019 รายการโทรทัศน์ Spring Festival Gala ทางช่อง China Central Television ของจีน พิธีกรในรายการทั้ง 4 รายได้ดำเนินรายการร่วมกับ Digital Twin ของตัวเอง ซึ่งสามารถสื่อสารโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ และในอนาคต OBEN ผู้พัฒนาโซลูชันนี้ก็หวังว่าจะสามารถนำ Digital Twin ไปใช้จำลองมนุษย์ในอาชีพอื่นๆ เช่น ครู และแพทย์

Credit: ShutterStock.com

อนาคตของ Digital Twin

นับตั้งแต่แนวคิด Digital Twin เริ่มได้รับความสนใจ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนั้นมีต้นทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความพร้อมในการเปิดรับเทคโนโลยีของธุรกิจต่างๆก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ด้วยแนวโน้มดังกล่าว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะได้เห็น Digital Twin ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในธุรกิจต่างๆ มีการประยุกต์สร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ๆ และอาจเข้าถึงได้ในระดับที่ผู้บริโภคเริ่มนำมาใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น Digital Twin ของรถยนต์ หรือระบบเครือข่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเลยทีเดียว

ความสามารถในการเฝ้าระวังสถานะ วิเคราะห์ข้อมูล และจำลองเหตุการณ์ของ Digital Twin นั้นเปรียบเสมือนการอัพเกรดการวิเคราะห์ข้อมูลไปอีกขั้น ที่จะช่วยให้ธุรกิจ หน่วยงาน และบุคคลทั่วไปที่ได้งานมีภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในการตัดสินใจสิ่งต่างๆด้วยข้อมูล ทำให้การตัดสินใจนั้นแม่นยำและชาญฉลาดยิ่งขึ้น Digital Twin มีประโยชน์หลากหลายและสามารถนำไปใช้ได้กับงานหลายรูปแบบ เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่าเมื่อมีการใช้ Digital Twin อย่างแพร่หลายขึ้นแล้ว จะมีการต่อยอดการใช้งานอย่างไรต่อไปบ้าง

Sources

from:https://www.techtalkthai.com/introduction-to-digital-twin-by-cat-datacom/

สิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องรู้ เกี่ยวกับความสามารถหลักของ Wi-Fi 6 และบทบาทของ Ai

Wi-Fi 6 เป็นมาตรฐานที่น่าสนใจมากที่จะเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไอทีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายไร้สายมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่ AI สามารถมีบทบาทช่วยเหลือในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ได้

จากที่ทุกคนรอคอยกันมานาน ล่าสุดทาง Wi-Fi Alliance ก็ได้ปล่อยมาตรฐานการรับรอง Wi-Fi 6 ไปเมื่อเดือนกันยายน โดยระบุถึงความสามารถที่มากกว่าเกือบ 4 เท่าของมาตรฐานก่อนหน้า หรือให้ประสบการใช้งานที่ดีขึ้น

โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย อย่างเช่น พี่ทำงานที่มีการใช้อุปกรณ์ดิจิตอลหนาแน่นเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัย สนามบิน และสนามกีฬา ซึ่งตอนนี้มีผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ 2 เจ้าที่เริ่มขายผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6 กันแล้ว

อันได้แก่ Samsung Galaxy S10 และ iPhone 11 เรียกว่าเวลาถึงเวลาที่ผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่จะเริ่มย้ายไปใช้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกันแล้ว ดังนั้นเราลองมาดูเทคโนโลยีสำคัญใน Wi-Fi 6 ดังนี้

OFDMA ย่อมาจาก Orthogonal Frequency Division Multiple Access การพัฒนาหลักที่สำคัญของมาตรฐานนี้เนื่องจากช่วยเพิ่มการรองรับการใช้งานที่หนาแน่นของอุปกรณ์ และเสถียรภาพของแอพพลิเคชั่น

BSS Coloring ซึ่ง BSS ย่อมาจาก Basic Service Set เป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการอธิบายตัวแอคเซสพอยต์ไร้สาย (AP) พี่อุปกรณ์ client ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อด้วย ซึ่งมาตรฐาน IEEE 802.11ah นี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นวิทยุได้

1024-QAM เวลาที่คนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปคลื่นวิทยุนั้นจะเป็นการสร้างสัญญาณ ที่ความถี่ของจุดแสดงถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถส่งได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มทรูพุตได้มากถึง 25%

Extending MU-MIMO ดาวน์ลิงค์สำหรับผู้ใช้หลายคนพร้อมกันผ่าน MIMO ที่เปิดตัวมาตั้งแต่มาตรฐาน 802.11ac Wave 2 (หรือที่เรียกกันว่า Wi-Fi 5) นี้ จะอำเภอความสะดวกให้หลายอุปกรณ์สามารถรับข้อมูลพร้อมกันจากแอคเซสพอยต์ตัวเดียวกันได้

Target Wait Time (TWT) เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการลดการใช้พลังงานซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุปกรณ์ IoT ที่ใช้แบตเตอรี่ โดยเปิดให้อุปกรณ์สามารถกำหนดได้ว่าจะเปิดทำงานเพื่อรับส่งข้อมูลหรือจะพักการทำงานเมื่อไหร่

บทบาทของ AI ใน Wi-Fi 6 ตัว Wi-Fi 6 ถือเป็นโปรโตคอลที่ซับซ้อน จะซับซ้อนเกินกว่าที่บริษัทต่างๆ จะนำใช้งานได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่ง AI ในการจัดการและปรับปรุงเครือข่ายแบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น OFDMA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากในการใช้งาน แต่ AI สามารถเข้ามาหาวิธีที่ดีที่สุดในการแบ่งช่องสัญญาณ โดยอิงจากลักษณะของอุปกรณ์ไคลเอนต์ที่อยู่รวมกันบนเครือข่ายได้ (เช่น กรณีที่มีอุปกรณ์บางส่วนเท่านั้นที่รองรับ Wi-Fi 6)

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/wi-fi-6s-top-features-and-the-role-of-ai/

Arduino เปิดตัวบอร์ด ‘Portenta H7’ สนับสนุน Low-code Platform

Arduino ได้ประกาศเปิดตัวบอร์ดรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Portenta H7’ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรขนาดเล็กให้สามารถนำไปพัฒนาโซลูชัน IoT ของตัวเองได้ง่ายขึ้นเขียนโค้ดให้น้อยลง

credit : Techcrunch

Portenta H7 มีส่วนประกอบทุกอย่างที่จำเป็นในการเริ่มพัฒนา IoT มาให้แล้วเช่น ชิปเข้ารหัส โมดูล Wi-Fi Bluetooth Low Energy (BLE) และ LTE แม้กระทั่ง NB-IoT นอกจากนี้ยังใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์จาก ARM รุ่น Cortex-M7 หรือ M4 ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ในระดับอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ หรือการประมวลผลระดับ Edge รวมถึงรองรับ Mbed Os โค้ดของ Arduino แม้กระทั่ง Python หรือ JavaScript โดยคาดว่าจะออกวางจำหน่ายในเดือนหน้า

ที่มา :  https://techcrunch.com/2020/01/07/arduino-launches-a-new-modular-platform-for-iot-development/

from:https://www.techtalkthai.com/arduino-debuts-portenta-h7-support-low-code-platform/