คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

หลายคนติดดอย เพราะบิทคอยน์และเงินคริปโตกำลังร่วงลงอย่างน่าใจหาย

ถือเป็นช่วงที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่งในโลกของคริปโตที่ราคาทั้งบิทคอยน์และค่าเงินคริปโตอื่นร่วงกระหน่ำเมื่อช่วงตุลาคมที่ผ่านมา และร่วงต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 เดือน จนทำให้มูลค่าโดยเฉลี่ยตกลงมามากกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดไว้ว่า ระดับราคาที่น่าจะร่วงลงมามากที่สุดน่าจะอยู่ที่ระดับ 8,000 ดอลลาร์ฯ แต่ล่าสุดช่วงปลายเดือนที่แล้วก็ร่วงทะลุลงมาอยู่ที่ 7,448.75 ดอลลาร์ฯ ซึ่งเหล่านักลงทุนต่างไม่แน่ใจถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ราคาร่วงแรงทำสถิติเช่นนี้

แต่ผู้ที่อยู่ในวงการบิทคอยน์ก็พูดกันถึงต้นเหตุ 2 ประการได้แก่ การเข้ามาของ Libra จากเฟซบุ๊ก ที่ไม่นานมานี้มาร์ก ซักเกอร์เบิร์กได้แถลงต่อหน้าสภาคองเกรสเกี่ยวกับการที่บริษัทของเขาวางแผนจะเข้ามาสร้างสกุลเงินคริปโตใหม่ที่อาจกระทบกับบิทคอยน์เล็กน้อย

แต่ที่สำคัญกว่านั้นอาจเป็นเรื่องของความก้าวหน้าใหม่ล่าสุดจากศูนย์วิจัยควอนตัมของกูเกิ้ล ที่ล่าสุดประกาศการใช้งานคอมพิวเตอร์ควอนตัมครั้งแรก ซึ่งสามารถแก้ปัญหาที่เดิมซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เคยใช้เวลาหลายปีได้อย่างรวดเร็ว อันส่งผลถึงความสามารถในการถอดรหัสที่เกี่ยวข้องกับคริปโตโดยตรง

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/bitcoin-and-cryptocurrencies-take-a-fall/

โลโก้ใหม่ล่าสุด Edge Chromium มาพร้อมกับความเป็นสไตลิสต์เต็มขั้น

ๅจจ

โดยโลโก้โฉมใหม่ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนพร้อมๆ กับการเปลี่ยนไอคอนของตัวผลิตภัณฑ์ Office ของพวกเขาด้วย โลโก้ดังกล่าวยังความเป็นลักษณะของตัวอักษร ‘e’ อยู่ แต่แน่นอนว่าแตกต่างจากไอคอน Internet Explorer อย่างชัดเจน มันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่และยังรวมถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่เน้นการพัฒนาไปข้างหน้า

ก่อนหน้านี้เจ้าไอคอน Edge ตัวใหม่นี้ได้ถูกเผยโฉมผ่านทางเกมส์ที่ชื่อว่า Easter egg hunt ที่หลายๆ คนคุ้นเคย สำหรับเจ้าตัว Edge Chromium บราวเซอร์นี้ได้มีการออกรุ่นเบต้ามาให้ลองใช้ประมาณ 4 เดือนก่อน และเมื่อเร็วๆ นี้ก็กำลังจะออกรุ่นตัวเต็มให้ได้ใช้งานกัน

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-introduces-new-edge-browser-logo/

AIS เปิดเทรนด์ IoT ปี 2020 จับมือสมาคมไทยไอโอที, ม.ศรีปทุม ยกระดับ IoT ไทยแข็งแกร่ง

AIS เดินหน้าประกาศความสำเร็จในตลาด Internet of Things หรือ IoT ครองส่วนแบ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT เป็นอันดับ 1 พร้อมแชร์เทรนด์สำคัญของ IoT ในไทยและต่างประเทศ และที่สำคัญคือ AIS ยังร่วมกับ สมาคมไทยไอโอที และมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดงาน Thai IoT International Conference งานประชุมวิชาการด้าน IoT ครั้งแรกของประเทศไทยด้วย

No Description

AIS ครองส่วนแบ่งตลาด IoT

ที่ผ่านมา AIS ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมโซลูชัน IoT เพื่อประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงข่าย IoT ทั้ง NB-IoT และ eMTC ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศเป็นรายแรกและรายเดียวในไทย ตลอดจนการสนับสนุนและร่วมพัฒนานวัตกรรม IoT ให้กับทุกภาคส่วนผ่านโครงการ AIS IoT Alliance Program หรือ AIAP เพื่อสร้าง IoT ecosystem ของประเทศให้แข็งแกร่ง

นนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าแผนกงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS เผยตัวเลขส่วนแบ่งตลาด IoT ในไทย โดยพบว่า ตลาดมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT 1.1 ล้านการเชื่อมต่อ ในจำนวนนี้มีสัดส่วนการเชื่อมต่อจากโครงการ AIS 6.62 แสนการเชื่อมต่อ ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1

No Description

จากข้อมูลการเชื่อมต่อ IoT ภายใต้เครือข่ายของ AIS มีการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานในหลายรูปแบบและหลายอุตสาหกรรม งานที่นำ IoT ไปใช้เยอะที่สุดคือ การติดตามรถยนต์ (fleet management) 30.53% เครื่องรูดบัตร (Mobile EDC) 30.31% ตู้ให้บริการอัตโนมัติ (Payment Kiosk) 23.6% ด้านอุตสาหกรรมที่นำไปใช้งานมากที่สุดคือ ภาคการเงิน 55.51% การขนส่ง 29.23%

การนำ IoT มาใช้ในอนาคตจะยิ่งขยายวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เพราะเครือข่ายมีความพร้อมมากขึ้น ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Frost&Sullivan ระบุว่า ตอนนี้ตลาด IoT ไทยมีมูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท และมูลค่าจะพุ่งสูงถึง 4.1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2020

จากที่ AIS สร้างเครือข่ายพันธมิตร IoT ผ่าน AIS IoT Alliance Program หรือ AIAP ก็มองเห็นเทรนด์ว่า นักพัฒนาในไทยมีความสนใจนำ IoT ไปต่อยอดด้านใดบ้าง ที่เห็นชัดที่สุดคือด้าน Smart Cities, Smart Living, Smart Industrial, Smart Health

ประกาศความร่วมมือสมาคมไทยไอโอที, มหาวิทยาลัยศรีปทุม ยกระดับ IoT Ecosystem ในไทย ประเดิมจัดงาน Thai IoT International Conference ครั้งแรกของประเทศ

AIS ในฐานะผู้นำตลาด IoT ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับสมาคมไทยไอโอที และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อยกระดับเทคโนโลยี IoT ของไทยให้ก้าวหน้า โดยจะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี IoT ให้กับสมาชิกสมาคมฯ และประชาชนที่สนใจ พร้อมเปิดให้นำโซลูชัน IoT ที่พัฒนาขึ้นมาทดลองทดสอบบนโครงข่าย IoT จริง รวมไปถึงร่วมจัดประชุมวิชาการงานวิจัยด้าน IoT ที่พร้อมนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชันที่ให้บริการได้จริงในอนาคต ซึ่งจะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถบุคลากรด้าน IoT ของไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน IoT แห่งอาเซียนในอนาคต

ประเดิมความร่วมมือแรกกับการจัดงาน Thai IoT International Conference งานประชุมวิชาการด้าน IoT ครั้งแรกของประเทศไทย เป็นงานผสมผสานระหว่างการจัดการประชุมเชิงวิชาการ (Academic conference) และการหาผู้ร่วมลงทุนทางการค้า (Pitching) ให้นักวิจัยที่มีผลงานทางด้าน IoT สามารถนำเสนองานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ นำผลงานไปเสนอเพื่อหาผู้ร่วมลงทุนในธุรกิจได้จริง
No Description

นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมไทยไอโอที กล่าวว่า Thai IoT International Conference จัดขึ้นเพื่อผลักดันวงการ IoT ในไทย นำผลการศึกษาวิจัยออกสู่สายตานักลงทุน นำผู้เชี่ยวชาญมา pitching กัน สร้างความตระหนักรู้ และเพิ่มขีดความสามารถด้าน IoT ให้กับประเทศไทย

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า บทบาทหลักของมหาวิทยาลัย คือสร้างองค์ความรู้และผลิตบุคลากร การจัดงานนี้ทำให้องค์ความรู้กระจายตัวออกไปได้มากขึ้น และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง โดยเทรนด์สำคัญที่ IoT จะตีโจทย์ได้คือเกษตรกรรม จึงคาดหวังในระยะยาวว่า การผลักดัน IoT จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนได้

ผู้เข้าร่วมงานจะได้ฟังหัวข้องานวิจัยด้าน IoT จากสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุม 8 หัวข้อ คือ ด้านการเกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ อุตสาหกรรม พลังงาน โลจิสติกส์ ด้านการจัดการและสังคมศาสตร์ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ IoT

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ธันวาคม 2562 ณ ห้องออดิทอเรียม 2 อาคาร 11 มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ tiicthailand.com

from:https://www.blognone.com/node/112984

IMC เปิดลงทะเบียนงานสัมมนา Digital Trends 2020: The 7 Elements of Digital Transformation ซื้อบัตรได้วันนี้แล้ว

IMC Institute ร่วมกับบริษัท Optimus (Thailand) จัดงานสัมมนา Digital Trends 2020: The 7 Elements of Digital Transformation งานที่รวบรวมคำตอบของการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จไว้อย่างครบถ้วน การันตีด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมากประสบการณ์ชื่อดังจากทั่วประเทศ ที่จะมาให้มุมมองกระแสของเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดที่คุณควรรู้ในวันที่ 17 – 18 ธันวาคมนี้ ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้วันนี้แล้ว

IMC Institute ร่วมกับบริษัท Optimus (Thailand) ได้จัดงานสัมมนา IT Trends มาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2013 โดยงานสัมมนานี้จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ในประเทศไทยมากล่าวถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศของโลกในปีหน้า โดยบรรยายถึงแนวโน้มที่สำคัญต่างๆ อาทิ Artificial Intelligence, Blockchain, Big Data, Cloud Computing, Internet of Things, ตลอดจนการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการต่างๆเช่น Finance, Media/Communication, SME, Government, Manufacturing/Retail รวมถึงมีการเสวนาในหัวข้อต่างๆ อีกมาก

สำหรับในปีนี้ ซึ่ง IMC จัดงานเป็นปีที่ 7 ผู้จัดได้เล็งถึงความสำคัญของการทำ Digital Transformationโดยต้องการชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มของเทคโนโลยีในปีหน้าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไร โดยเน้นถึงองค์ประกอบ 7 ด้านของการทำ Digital Transformation จึงกำหนดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ Digital Trends 2020: The 7 Elements of Digital Transformation โดยมีจะมีการบรรยายที่ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและทั้ง 7 ด้านมาเล่าประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดในงานนี้ โดยประกอบไปด้วยด้านต่างๆ ดังนี้

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: Digital Trends 2020: The 7 Elements of Digital Transformation
วันอบรม: 17 – 18 ธันวาคม 2019
เวลา: 9:00 – 17:00 น.
สถานที่: ห้องเลอ คองคอร์ด บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด (MRT ห้วยขวาง, แผนที่)
ค่าอบรม: 8,900 บาท ลดราคาเหลือ 8,500 บาทเมื่อสมัครก่อนวันที่ 15 พฤศจิกายน (ราคายังไม่รวม VAT 7%)
กำหนดการและรายละเอียดงานสัมมนา: http://bit.ly/2C7FdE3
ลิงค์ลงทะเบียน: http://www.imcinstitute.com/training/course-registration (เลือก 17 – 18 Decemver : Digital Trends 2020)

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับ C-Level, ผู้จัดการด้าน IT, เจ้าหน้าที่ด้าน IT, วิศวกร IT, พนักงาน IT, นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ไปจนถึงผู้บริการหน่วยงานและแผนกอื่นๆ ที่สนใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

from:https://www.techtalkthai.com/digital-trends-2020-the-7-elements-of-digital-transformation-by-imc/

Google เข้าซื้อกิจการ Fitbit มูลค่า 63,000 ล้านบาท ขยายตลาด Wearable Device และ Wear OS

หลังจากมีข่าวลือหลุดออกมาในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ในที่สุด Google ก็ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Fitbit แล้วที่มูลค่า 2,100 ล้านเหรียญหรือราวๆ 63,000 ล้านบาท รุกตลาด Wearable Device อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

Credit: Fitbit

ในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ทาง Fitbit คาดว่าจะได้ทรัพยากรจาก Google เข้ามาเสริมเพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้ขยายตลาด Wear OS ให้มากขึ้น และในอนาคตเองนั้นก็จะมีอุปกรณ์ Wearable Device ที่มาพร้อมแบรนด Made by Google ด้วย โดยทิศทางของ Fitbit ในอนาคตหลังจากนี้ก็จะยังคงอยู่ในฐานะของผู้ผลิตอุปกรณ์ Wearable Device ที่สามารถทำงานร่วมกับ Platform อื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น iOS หรือ Android ก็ตาม

ทาง Google นั้นได้ออกมายืนยันว่าข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ใช้งาน Fitbit นั้นจะไม่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Google Ads เด็ดขาด โดยถึงแม้จะมีการนำข้อมูลส่วนนี้ไปเก็บรวบรวมเอาไว้ แต่ก็จะนำไปใช้กับบริการอื่นๆ เท่านั้น

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 ที่จะถึงนี้

ที่มา: https://www.engadget.com/2019/11/01/google-buys-fitbit/ , https://www.blog.google/products/wear-os/investing-wear-os-ecosystem/

from:https://www.techtalkthai.com/google-acquires-fitbit/

ซัมซุงเผย SmartThings แพลตฟอร์ม IoT มีผู้ใช้ MAUs เกิน 45 ล้านคนแล้ว

ซัมซุงเปิดเผยในงาน Samsung Developer Conference 2019 ที่กำลังจัดขึ้นว่าแพลตฟอร์ม IoT ของตัวเองอย่าง SmartThings มีผู้ใช้งานรายเดือน (Monthly Active Users) เกิน 45 ล้านแล้ว โดยมีอุปกรณ์ที่รันอยู่กว่า 5,000 รุ่นจากผู้ผลิตกว่า 100 ราย

ตอนนี้ซัมซุงมีแค่ Works as SmartThings Hub (WASH) ที่ให้ OEMS ฝังซอฟต์แวร์ของ SmartThings เอาไว้ในอุปกรณ์ ขณะที่ SDKs ยังอยู่ในเฟสเบต้าก่อนจะเปิดตัวจริงในปีหน้า

ที่มา – Venturebeat

from:https://www.blognone.com/node/112830

พบ “บั๊ก” ทั้งใน Amazon Echo และ Kindle ทำให้คนขโมยข้อมูลได้

จากการตีแผ่การโจมตีที่เรียกว่า KRACK โดยนักวิจัยชาวเบลเยี่ยมสองท่านเมื่อตุลาคมปี 2017 ซึ่งนับเป็นการโจมตีที่อาศัยช่องโหว่บนโปรโตคอล WPA2 ที่มักใช้กันบนอุปกรณ์ Wi-Fi ปัจจุบัน ซึ่งผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้

เพียงแค่ใช้วิธีการติดตั้งคีย์ใหม่ถ้าเหยื่ออยู่ภายในเน็ตเวิร์กเดียวกัน ถ้าโจมตีสำเร็จก็จะทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถจารกรรมข้อมูลที่เป็นความลับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เลขบัตรเครดิต, รหัสผ่าน, ข้อความแชท, อีเมล์, รูปภาพ และอื่นๆ นับไม่ถ้วน

Amazon Echo และ Kindle ก็ถือเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีผู้ใช้หลายล้านรายทั่วโลก แต่ล่าสุดนักวิจัยจาก ESET Smart Home ตรวจพบว่าอุปกรณ์ทั้งสองตัวข้างต้นนี้มีช่องโหว่ที่อ่อนไหวต่อการโจมตีแบบ KRACK ด้วย

โดยนักวิจัยสามารถใช้สคริปต์ KRACK ในการติดตั้งคู่คีย์เข้ารหัส PTK-TK อีกครั้งในกระบวนการ Four-Way Handshake (ช่องโหว่ CVE-2017-13077) พร้อมทั้งติดตั้งคีย์กลุ่ม GTK ใหม่ในกระบวนการเดียวกัน (CVE-2017-13078) ได้

from:https://www.enterpriseitpro.net/bug-amazon-echo-kindle-vulnerability/