คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

Arm แจกฟรีรายงาน The IoT Business Index 2020 สรุปแนวโน้มการใช้ IoT ในธุรกิจจากการสำรวจผู้บริหารทั่วโลก

เพื่อให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกสามารถติดตามแนวโน้มการนำอุปกรณ์ IoT มาใช้งานในธุรกิจองค์กรได้ ทาง The Economist จึงได้ร่วมกับ Arm จัดทำการสำรวจและสรุปออกมาเป็นรายงาน The IoT Business Index 2020 และเปิดให้ผู้ที่สนใจนำไปศึกษาได้ทันทีโดยมีรายละเอียดและวิธีการโหลดรายงานดังนี้

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย The Economist Intelligence Unit และสนับสนุนโดย Arm เพื่อทำการศึกษาแนวโน้มของการใช้งานเทคโนโลยี IoT ในอุตสาหกรรมต่างๆ จากการสำรวจผู้บริหารของธุรกิจกว่า 825 แห่งจากทั่วโลกในช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา รวมถึงมีการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงเพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบรายงานด้วย ซึ่งรายงานฉบับนี้ก็มีความยาวกว่า 30 หน้า ประกอบไปด้วยประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • สถานการณ์ปัจจุบันของเทคโนโลยี IoT เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2020

  • การปรับตัวของธุรกิจ จากการวางแผนสู่การลงมือทำจริง วิเคราะห์ความพร้อมของธุรกิจในการใช้ IoT

  • กรณีศึกษาการใช้งาน IoT และ Analytics เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไต

  • การสร้างคุณค่าใหม่ๆ ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ IoT

  • ความกังวลที่มีต่อประเด็นด้าน IoT Security

  • บทสรุป

ผู้ที่สนใจสามารถโหลดเอกสารฉบับนี้ได้ทันทีที่ https://bit.ly/3i9vHn9 

from:https://www.techtalkthai.com/arm-the-economist-iot-business-index-2020-report/

เผยรายชื่อ 13 สถาบันการศึกษาเมืองไทย ร่วมจอย Huawei ICT Academy

หัวเว่ย จัดงานประชุม Huawei Asia Pacific ICT Talent Forum 2020 สำรวจเทรนด์แรงงานด้านไอซีทีและกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยงานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและศาสตราจารย์ด้านไอทีมาร่วมพูดคุยถึงความต้องการแรงงานทักษะสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้นำเสนอแผนดำเนินงานที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านไอซีทีในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ในงานยังได้ประกาศเปิดโครงการ Huawei Asia Pacific ICT Certification ให้แก่นักศึกษาหรือผู้ทำงานในสาขาไอซีที ที่เคยเข้าร่วมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2563 ผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุดจะได้รับรางวัลตามลำดับเวลาที่ทำได้

นายไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหาร ของหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “องค์กรทั้งหลายเริ่มปรับเปลี่ยนคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของพนักงาน ภูมิทัศน์ไอซีทีโฉมใหม่จะทำให้ตลาดขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงราว 5 ล้านคน เราตั้งเป้าที่จะพัฒนาแรงงานไอซีทีให้ได้ 2 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อป้อนแรงงานที่มีทักษะซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเข้าสู่ตลาด ในปี 2563 เราจะตั้งโครงการ Huawei ICT Academy อีกกว่า 200 แห่ง ตลอดจนฝึกอบรมและออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ให้แก่นักศึกษาและพนักงานกว่า 10,000 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ หัวเว่ยได้สร้างระบบนิเวศด้านบุคลากร เพื่อสนับสนุนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีที อันสอดคล้องกับกลยุทธ์การบ่มเพาะบุคลากรของบริษัท ระบบนิเวศนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 3 โครงการด้วยกัน คือ ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย (Huawei Certification), โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) และการแข่งขัน Huawei ICT Competition

ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ นายไมเคิล กล่าวว่า มีสถาบันการศึกษาไทยร่วมโครงการดังกล่าวแล้วประมาณ 13 สถาบัน โดยตั้งเป้าจะวางแผนให้ถึง 20 สถาบันภายในปีนี้ สำหรับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับหัวเว่ย ดำเนินโครงการนี้ในประเทศไทย ได้แก่
1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
5. วิทยาลัยเซาท์อีสท์บางกอก
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
8. มหาวิทยาลัยรังสิต
9. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
10. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
11. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
12. มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
13. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับตลาดไอซีทีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากหัวเว่ยได้ประกาศการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition ครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อปี 2561 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน ทีมผู้ชนะระดับประเทศจำนวน 3 คน และได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เซินเจิ้น ประเทศจีน อีกด้วย

พร้อมกันนี้เขายังบอกว่าโครงการที่หัวเว่ยตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างเช่นในเรื่อง ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย และ โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ จะทำให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น และยังสามารถที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางในการสร้างรายได้หรือเงินเดือนที่สูงขึ้นให้แก่ตัวเองในอนาคตอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ict-academy/

[Guest Post] สองยักษ์ใหญ่ไอโอที ไทย – มาเลย์ ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมขนส่ง ให้บริการระบบติดตามงานขนส่งข้ามแดนแบบไร้รอยต่อ

บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด (THINGS ON NET CO., LTD.) ผู้นำโซลูชันอินเทอร์เน็ต ออฟ ติงส์ หรือไอโอที (Internet of Things: IoT) ครบวงจรและ Xperanti Solutions (M) Sdn Bhd (XPERANTI) ผู้ให้บริการเครือข่ายไอโอทีรายแรกและใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามข้ามแดนแบบไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ให้การปฏิบัติงานของภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นไปอย่างราบรื่น

Mr. Vicks Kanagasingamประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Xperanti (Malaysia) และ นายปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด

 

การผนึกกำลังของสองบริษัทชั้นนำครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพการติดตามแบบครบวงจรระหว่างไทย – มาเลเซีย โดยนำเสนอระบบติดตามและค้นหาที่ใช้งานได้จริง ไม่ยุ่งยาก และไม่มีค่าบริการโรมมิ่ง เหมาะสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการควบคุม ปกป้องทรัพย์สิน อาทิ รถพ่วง ตู้คอนเทนเนอร์ และเพลท ตั้งแต่ต้นทางไปถึงจุดหมายปลายทาง รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจให้สามารถปฏิบัติงานบริการที่สอดคล้องข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระหว่างปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส และ กรุงเทพ – ระยอง

นายปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด ในฐานะผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกส์ ฟอกส์ (Sigfox) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ติงส์ ออน เน็ต เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ ด้วยการเสนอโซลูชันเครือข่ายทรงประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านการสื่อสารไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลต่ำ (Low Power Wide Area Network: LPWAN) ของซิกส์ ฟอกส์ ที่ให้ความยืดหยุ่น ราคาไม่แพง และสามารถบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบครบวงจร อันเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการฟื้นตัวในยุคนิว นอร์มอล (New Normal) ตลอดจนยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ โซลูชันโลจิสติกส์อัจฉริยะจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคลังสินค้าและยานพาหนะ สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่ของธุรกิจ ลดความกังวล และยกระดับความสามารถของการปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน อุปกรณ์ติดตามที่ได้การรับรองจากซิกส์ ฟอกส์ ยังติดตั้งและบำรุงรักษาง่าย ประหยัดพลังงาน สามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องชาร์จไฟหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่

นอกจากนี้ อุปกรณ์เซ็นเซอร์ยังสามารถให้ข้อมูลการทำงานและตำแหน่งของรถตู้คอนเทนเนอร์และอุปกรณ์ส่วนควบในการขนส่ง เช่น พาเลท พัสดุ และรถเข็น ขณะที่ระบบติดตามสามารถรายงานข้อมูลรอบด้าน เช่น อุณหภูมิ ผลกระทบ และความผิดปกติ  เพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างกรอบความรับผิดชอบที่ดีขึ้น รวมทั้งการดูแลให้มั่นใจว่า สิ่งของที่บอบบางแตกหักง่าย จะถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย ตรงเวลา และอยู่ในสภาพดี

“การเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และต้นทุนต่ำ ตอกย้ำว่าโซลูชันไอโอทีเป็นเทคโนโลยีเหนือชั้นซึ่งช่วยปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรม 4.0 ให้กับภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก อีกทั้งส่งเสริมการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ติงส์ ออน เน็ต มั่นใจว่าด้วยการสนับสนุนจาก Xperanti ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ผนวกกับเทคโนโลยีไอโอทีชั้นนำระดับโลกของซิกส์ ฟอกส์ จะทำให้ติงส์ ออน เน็ต สามารถพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีที่ครอบคลุมเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้” นาย ปวิณ กล่าว

ด้าน Mr. Vicks Kanagasingamประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Xperanti (Malaysia) เปิดเผยว่า การขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในประเทศมาเลเซีย ให้บริการหลากหลาย ตั้งแต่โซลูชันการขนส่งและบริหารคงคลังแต่ละยูนิต  ไปจนถึงการจัดการซัพพลายเชนทั้งระบบแบบบูรณาการ ตัวอย่างลูกค้ารายสำคัญหนึ่งในบริษัทด้านโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ในมาเลเซียที่ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากรถพ่วงและตู้คอนเทนเนอร์  ได้ใช้โซลูชันโลจิสติกส์อัจฉริยะของ Xperanti บนเครือข่ายไอโอทีที่ครอบคลุมทั่วประเทศของซิกส์ ฟอกส์ เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ช่วยลดการเสียเวลารอได้กว่า 80% ในเส้นทางการขนส่ง

“การมีระบบติดตามและตรวจสอบประสิทธิภาพของการทำงานเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผน โดยเฉพาะด้านการขนส่งข้ามพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย – ไทย ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเครือข่ายของ      ซิกส์ ฟอกส์ และ Xperanti ที่มุ่งมั่นในการสนับสนุนติงส์ ออน เน็ต อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ด้วย”

Mr. Kanagasingam กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า โซลูชันไอโอทีที่มีอยู่ทั่วโลกได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ดังนั้น เครือข่ายซิกส์ ฟอกส์ ที่ครอบคลุมทั่วโลกจะช่วยติดตามการทำงานของรถตู้คอนเทนเนอร์ข้ามพรมแดนได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น ยกระดับธุรกิจขนส่งของประเทศไทยและมาเลเซีย สู่ตลาดโลกอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศ ทางทะเล ทางรถไฟ หรือทางบก”

ปัจจุบัน บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด ประเทศไทย และ Xperanti ประเทศมาเลเซีย ต่างเป็นผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกส์ ฟอกส์ เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านการสื่อสารไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลต่ำ (Low Power Wide Area Network: LPWAN) และถูกออกแบบมารองรับเทคโนโลยีไอโอที มีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ติงส์ ออน เน็ต ในฐานะผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกส์ ฟอกส์ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่บริการเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยภายในสิ้นปี 2563 ควบคู่ไปกับการประกาศความพร้อมผลักดันและสนับสนุนกลุ่มผู้ออกแบบและนักพัฒนาระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอโอทีให้ได้มากที่สุดเพื่อสอดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0

 

ข้อมูลเกี่ยวกับติงส์ ออน เน็ต

บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด (TON) ผู้นำไอโอทีโซลูชันครบวงจรด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารชั้นนำระดับโลก ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การกำหนดกลยุทธ์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านไอโอที รองรับการใช้งานอุปกรณ์และบริการ Internet of Things อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทุกธุรกิจตั้งแต่ B2B จนถึง B2C โดยยึดหลักการสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งการใช้ชีวิตของคนในสังคม และสิ่งแวดล้อม

ติงส์ ออน เน็ต เป็นผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกส์ ฟอกส์ (Sigfox) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานในการรับส่งข้อมูลต่ำ (Low Power Wide Area Network: LPWAN) โดยมีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 ประเทศทั่วโลก

Website: www.thingsonnet.net

Media contact: ratiros@thingsonnet.net

 

เกี่ยวกับ Xperanti:

– Xperanti Solutions (M) Sdn Bhd เป็นเครือข่าย IoT รายแรกและใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ดำเนินงานทั่วประเทศด้วยเทคโนโลยี Sigfox ที่มีสัญญาณครอบคลุมทั่วโลก  Xperanti นำเสนอโซลูชั่น IoT แบบครบวงจร สำหรับภาคธุรกิจ ผ่านความร่วมมือของพันธมิตรคู่ค้าที่ร่วมปลดล็อกโอกาสอันยิ่งใหญ่ของ Industry 4.0  เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมของเรานำเสนอโซลูชั่นที่ใช้งานได้จริง ปรับให้เหมาะสมและสร้างความยั่งยืนสำหรับภาคส่วนสำคัญ ๆ เช่นแอปพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทซิตี้,  การขนส่งและโลจิสติกส์,  สาธารณูปโภค,  การเกษตร, น้ำมันและก๊าซ, การผลิต, การดูแลสุขภาพและชุมชน

Website: www.xperanti.com

Media contact: shobana@xperanti.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-malaysia-seamless-tracking-of-cross-border-containers/

ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เลือกใช้ระบบเครือข่ายจาก Alcatel-Lucent Enterprise ต่อยอดสู่ภาพ Smart City

การที่หน่วยงานภาครัฐนั้นจะตอบรับต่อนโยบาย Thailand 4.0 ได้ การวางระบบเครือข่ายที่มีคุณภาพเพื่อรองรับต่อการนำเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาประยุกต์ใช้นั้นถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และที่ผ่านมาศาลาว่าการกรุงเทพมหานครก็ได้มีการติดตั้งระบบเครือข่ายใหม่เพื่อรองรับการต่อยอดนวัตกรรมด้าน IoT โดยเฉพาะด้วยการเลือกใช้ระบบ Network จาก Alcatel-Lucent Enterprise หรือ ALE

วางระบบเครือข่ายใหม่ เน้นรองรับอุปกรณ์ IoT ตอบโจทย์ Smart City ขานรับ Thailand 4.0

โจทย์ของศาลาว่าการกรุงเทพมหานครนั้นคือการวางระบบเครือข่ายใหม่ที่สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีอยู่เดิมกว่า 15,000 คนได้ และต้องรองรับการนำอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่จะนำมาใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อขานรับต่อนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การวางระบบเครือข่ายสำหรับรองรับอุปกรณ์ IoT นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มักมีจุดติดตั้งที่แตกต่างจากการใช้งานทั่วไป ซึ่งอาจรวมถึงภายนอกอาคารหรือสถานที่ที่ทำการติดตั้งอุปกรณ์ Switch ได้ลำบาก ดังนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายจึงต้องมีโซลูชันที่รองรับทั้งการติดตั้งใช้งานภายในอาคารและภายนอกอาคารอย่างครอบคลุม และการติดตั้งใช้งานต้องสามารถทนทานต่อสภาพภูมิอากาศเมืองไทยที่มีทั้งฤดูร้อนและฤดูฝนที่โหดร้ายให้ได้

เลือกใช้ Switch จาก Alcatel-Lucent Enterprise ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้ในโซลูชันเดียว

หลังจากที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครพิจารณาผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายหลายราย ก็พบว่า Alcatel-Lucent Enterprise หรือ ALE นั้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยความที่ ALE นั้นได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีระบบเครือข่ายเพื่อตอบโจทย์ Smart City หลากหลายโครงการทั่วโลกมาแล้ว ดังนั้นเทคโนโลยีของ ALE จึงสามารถนำมาใช้งานกับแผนของศาลาว่าการกรุงเทพมหานครได้อย่างเหมาะสม

วางระบบ Backbone Network ด้วยเครือข่ายความเร็ว 1/10/40GbE แบบ Software-Defined Networking

สำหรับระบบเครือข่ายหลักภายในองค์กร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครก็ได้เลือกใช้ ALE OmniSwitch 6860E และ ALE OmniSwitch 6900 ซึ่งเป็น Stackable Switch ในการใช้งานเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ โดยรองรับการเชื่อมต่อที่ความเร็ว 1/10/40GbE สำหรับรองรับอุปกรณ์เครือข่ายสมัยใหม่ได้ทันที และยังสามารถจ่ายพลังงานผ่าน Power over Ethernet หรือ PoE เพื่อรองรับอุปกรณ์ Access Point หรือ IoT ได้อีกด้วย

Switch ทั้งสองรุ่นนี้ต่างรองรับเทคโนโลยี Software-Defined Networking หรือ SDN เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และในโครงการครั้งนี้ ALE ก็ยังได้ทำการนำเสนอ ALE OmniVista 2500 Network Management System เพื่อใช้ในการบริหารจัดการอุปกรณ์เครือข่ายภายในโครงการจากศูนย์กลางเข้ามาด้วย

ตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ติดตั้งที่ไม่ธรรมดา ด้วย Hardened Switch

ในส่วนของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT นั้น ALE ได้ทำการนำเสนอ ALE OmniSwitch ในกลุ่ม Hardened Switch ที่ออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอก Data Center หรือภายนอกตู้ Rack และมีช่วงของอุณหภูมิที่รองรับในการทำงานได้กว้าง รวมถึงยังรองรับการจ่ายไฟผ่าน PoE ได้ ทำให้ในบางพื้นที่ที่ต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ IoT ที่อยู่ไกลจากอาคารทั่วๆ ไปนั้น ก็สามารถทำได้ด้วย Hardened Switch เหล่านี้

ด้วยโซลูชันที่นำเสนอนี้ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครจึงมีระบบเครือข่ายประสิทธิภาพสูงที่บริหารจัดการได้ง่าย และรองรับการใช้งานอุปกรณ์ IoT ได้อย่างยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้สามารถนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน รวมถึงยังรองรับการทำ Video Conferencing ด้วยความละเอียดสูงเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประชุมและการให้บริการแก่ประชาชนได้อีกด้วย

Download Whitepaper ฟรี แนวทางการออกแบบ Mobile Campus Network สำหรับรองรับอนาคต

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมถึงวิธีการในการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อให้รองรับต่อเทคโนโลยีดิจิตัล การเชื่อมต่อใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และการรองรับอุปกรณ์ IoT สามารถโหลดเอกสาร Whitepaper ในหัวข้อ Mobile Campus Network ความยาว 20 หน้าไปศึกษาได้ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2020/08/alcatel-lucent-enterprise-free-mobile-campus-network-solution-whitepaper/


เกี่ยวกับ Alcatel Lucent Enterprise

ALE ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อกับชุมชนของคุณได้ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งสำหรับผู้คน, สาธารณชน และองค์กรของคุณ ด้วยการเป็นธุรกิจที่ครอบคลุมทั่วโลกและให้ความสำคัญกับความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เราได้นำเสนอระบบเครือข่ายและการสื่อสารที่มั่นคงปลอดภัยซึ่งออกแบบมาเพื่อให้นำไปใช้เพื่อให้บริการสื่อสารโต้ตอบภายในชุมชนโดยเฉพาะ ทำให้ประชาชนสามารถสื่อสารกันได้อย่างปลอดภัย และโต้ตอบกันได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็สามารถเชื่อมต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการสาธารณะได้อย่างมั่นคง รวมถึงตัวแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐเองก็สามารถเชื่อมต่อเพื่อริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ, สื่อสารทำงานระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เป้าหมายของเราคือการเชื่อมต่อทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่ลูกค้าของเราต้องการ ทั้งภายในที่ทำงาน, บน Cloud หรือทั้งสองแห่งรวมกัน เราสามารถนำเสนอระบบเครือข่ายและการสื่อสารที่ใช้งานได้จริงสำหรับบุคลากร, กระบวนการ และลูกค้าของคุณ

ด้วยนวัตกรรมและความทุ่มเทเพื่อให้ลูกค้าประสบความสำเร็จมาตั้งแต่อดีตนั้น ก็ได้ทำให้ ALE ภายใต้แบรนด์ Alcatel-Lucent Enterprise นี้กลายเป็นผู้ให้บริการหลักทางด้านระบบเครือข่าย, การสื่อสาร และบริการสำหรับองค์กรให้แก่ลูกค้าทั่วโลกกว่า 830,000 ราย ALE นั้นมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก และให้ความสำคัญกับทุกภูมิภาคด้วยพนักงานมากกว่า 2,200 คนและพันธมิตรมากกว่า 2,900 รายใน 50 ประเทศทั่วโลก ที่ผ่านมา ALE ประสบความสำเร็จได้จากการช่วยให้องค์กรของคุณสามารถทำ Digital Transformation ในรูปแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ ด้วยการผสานรวมระบบ, ติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูล และนำเทคโนโลยี Mobile และ Internet of Things เข้ามาช่วยสร้างนวัตกรรมโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับนวัตกรรมที่จะมาต่อยอดในอนาคตเพิ่มเติม https://www.al-enterprise.com

from:https://www.techtalkthai.com/bma-alcatel-lucent-enterprise-network-use-case/

VDO สาธิตการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ AP ของ Ruckus – 5 นาทีเสร็จ!!

ตามไปดู VDO สาธิตวิธีการการอัพเกรดเฟิร์แวร์ของผลิตภัณฑ์ Access Point จากค่าย CommScope Ruckus ทำได้ง่ายเพียงใช้เวลาไม่นาน ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Wi-Fi ขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว

คลิกรับชม VDO ที่ – https://www.facebook.com/enterpriseitpro/videos/4138739946199083/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่
บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด
อีเมล์ : TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-ruckus/

ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาบลูทูธและ GPU ของอินเทลบนวินโดวส์ 10 2004

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกตัวแก้ไขปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์วินโดวส์ 10 ที่ใช้ฮาร์ดแวร์อย่าง Realtek Bluetooth และหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ integrated หรือ iGPU ของอินเทล เป็นอุปสรรคต่อการอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น May 2020

โดยปัญหาทั้งสองรายการนี้ถูกแก้ในตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 KB4568831 non-security preview cumulative update ที่ออกมาล่าสุดนี้ รวมทั้งยังมาพร้อมกับตัวแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างการสั่งพิมพ์ผ่านเน็ตเวิร์ก

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ และฟีเจอร์ความปลอดภัยในครอบครัวด้วย สำหรับปัญหารายการแรกนั้นทำให้วินโดวส์ 10 2004 ทำงานร่วมกับหน้าจอที่ใช้ฟีเจอร์ Variable refresh rate (VRR) ร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ iGPU ของอินเทลไม่ได้

ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งเป็นกรณีที่ไดรเวอร์ของ Realtek Bluetooth บางเวอร์ชั่นทำงานร่วมกับวินโดวส์ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เปิดปัญหามาต่อเนื่องนั้น ไมโครซอฟท์ได้รับปากว่าจะทำการแก้ไขให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-fixes-windows-10-2004/

ลือหึ่ง ทาง Garmin ยอมจ่ายค่าไถ่ ถึงได้ตัวถอดรหัสจากแรนซั่มแวร์

ทางสำนักข่าว BleepingComputer ออกมายืนยันว่า Garmin ได้คีย์ถอดรหัสสำหรับกู้ไฟล์ที่โดนล็อกไว้จากการโจมตีของแรนซั่มแวร์ WastedLocker แล้ว

หลังจากเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาต้องเผชิญกับระบบล่มทั่วโลก ที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่อของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Garmin Connect, flyGarmin, Strava, inReach เป็นต้น จากนั้นทาง BleepingComputer ก็ออกมาเป็นสื่อแรกที่เผยว่าบริษัทนี้โดนโจมตีทางไซเบอร์

หลังจากมีพนักงานแชร์รูปของคอมพิวเตอร์ที่โดนเข้ารหัสไฟล์ออกมา รวมทั้งพบตัวอย่างของแรนซั่มแวร์ที่ถูกใช้ในการโจมตีด้วย ต่อมาพนักงานเองก็ได้แชร์ข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักข่าวว่าถูกเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงินถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากระบบล่มต่อเนื่องกัน 4 วัน อยู่ดีๆ ทาง Garmin ก็ออกมาประกาศให้บริการได้ตามปกติ จนคนเดาว่าน่าจะยอมจ่ายค่าไถ่ ล่าสุดทางสำนักข่าว BleepingComputer ได้รับไฟล์ Executiable จากฝ่ายไอทีของ Garmin สำหรับถอดรหัสไฟล์ ซึ่งพิจารณาแล้วว่าไม่น่าใช่ตัวถอดรหัสที่บริษัทสร้างเอง ค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะได้มาจากการจ่ายค่าไถ่จริง

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/garmin-received-a-wastedlocker-decryption-key/

พลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตด้วยระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IoT จาก CSL

วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากจะทำให้ทุกธุรกิจทั่วไทย เปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้พึ่งพาระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องการทำงานได้จากทุกที่ รวมถึงการควบคุมการผลิตให้เกิดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพ เพื่อเป็น Digital Factory แน่นอนว่าระบบดิจิทัลจะมีประสิทธิภาพได้นั้นต้องทำงานบนโครงสร้างพื้นฐาน (IT Infrastructure) ด้วยเช่นกัน

CSL ผู้ให้บริการ Data Center ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร จึงได้นำเสนอโซลูชันเพื่อพัฒนา IT Infrastructure ของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเฝ้าระวังระบบต่างๆ แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบ IoT เพื่อนำข้อมูลมาใช้สำหรับวางแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที ลดภาระของผู้ดูแลระบบ และให้องค์กรมีความสามารถในการสร้างการเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุคนี้

IT Infrastructure ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่า IT Infrastructure ทั้ง Network และ System ต่างเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Machine Learning ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้สามารถปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องต่อความต้องการ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที ความสามารถของ Machine Learning ที่ช่วยเฝ้าระวังสถานะการทำงานของ Servers, Storages และ Network แบบรวมศูนย์ พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลระบบทราบ ก็ช่วยให้สามารถตรวจพบและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงความสูญเสียและลด Downtime เมื่อเกิดเหตุขัดข้องที่ไม่คาดฝันได้

CSL ผนึกกำลัง Dell และ Ruckus ตอบโจทย์ Digital Transformation กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New normal

CSL ผู้ให้บริการ Data Center, ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ทุกธุรกิจในประเทศไทยเพื่อทำ Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็น Conferencing & Collaboration, Wi-Fi, Data, Workspace Management, Security, End-user Devices, Internet of Things, Cloud Services และ Platform for End-user Computing โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ ออกแบบ ติดตั้ง ปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย CSL Managed Service เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลและพร้อมแข่งขันในตลาด

ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบและเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม รวมไปถึงมีระบบ Storage ที่คอยจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก่อนนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสายการผลิต CSL นำเสนอระบบ Cloud-based Storage Analytics และระบบผสาน Cloud Wi-Fi และ IoT จาก Dell Technologies และ Ruckus เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามสถานะระบบ Storage และเครือข่ายไร้สาย ระบบ IoT และ ได้จากศูนย์กลางจากที่ไหนก็ได้ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังระบบ IT Infrastructure

ยกระดับระบบการจัดเก็บ (Storage) ด้วยการเฝ้าระวัง ติดตาม และวิเคราะห์ เพื่อประเมินเหตุการณ์ล่วงหน้า รับมือปัญหาได้ทันท่วงทีและทำงานได้ต่อเนื่อง

CSL ขอนำเสนอ CloudIQ เป็น Cloud-based Storage Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานะการทำงานของระบบ Storage แบบเชิงรุก (Proactive) โดยรวมรวบข้อมูลสถานะของ Storage ทั้งหมดขององค์กรมาแสดงบนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบมองเห็นภาพรวมและเข้าใจการทำงานของ Storage ได้ง่าย ทั้งยังสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติและประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาทำได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติเด่นของ CloudIQ ประกอบด้วย

  • Proactive Health Score: ติดตามและตรวจสอบสถานะการทำงานของ Storage ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น การทำงานของอุปกรณ์ (แหล่งจ่ายไฟ, พัดลม, ดิสก์), ความสอดคล้องของการตั้งค่าและการใช้งานจริง, ความจุเพียงพอต่อการใช้งาน, ประสิทธิภาพการทำงาน และการปกป้องข้อมูล โดยแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบคะแนน ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทำการประเมินแบบเชิงรุกได้ว่า อุปกรณ์ใดที่เริ่มหรือกำลังมีปัญหาอยู่ โดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้มาแจ้ง
  • Predictive Analytics: ประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนระบบ Storage ในอนาคต โดย Machine Learning จะทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และแจ้งถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทราบถึงสถานการณ์ความเสี่ยงและลงมือแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงคาดการณ์พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้งานสำหรับทำ Capacity Planning
  • Anomaly Detection: ตรวจจับพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่ผิดปกติ พร้อมค้นหาต้นตอของปัญหา ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานระบบ Storage

CloudIQ ให้บริการในรูปของแอปพลิเคชันแบบ Cloud-native สามารถใช้งานได้ทันทีผ่าน Web Browser หรือ Mobile App โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติม รองรับการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ Dell EMC Storage โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำงาน สามารถจัดเก็บ Log ได้นานถึง 2 ปี ลูกค้าของ Dell Technologies สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เครือข่าย Wi-Fi และ IOT ตอบโจทย์ให้ระบบในโรงงานทำงานได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดเก็บข้อมูลได้ไม่สะดุด

ในยุค Industry 4.0 อุปกรณ์ IoT ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนสายการผลิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การเชื่อมต่อและ Bandwidth มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การก้าวไปสู่การเป็น Digital Factory จึงต้องมีเครือข่าย Wired และ Wireless ที่ทันสมัย ที่พร้อมรองรับการใช้งานอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ ที่สำคัญคืออุปกรณ์ต้องสามารถใช้งานภายใต้สภาพแวดล้อมของโรงงานที่อาจเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ความชื้นสูง หรืออุณหภูมิที่มนุษย์ยากจะอยู่อาศัยได้

เฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะ Wi-Fi และ IoT พร้อมบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ด้วย Ruckus IoT Suite

CSL ร่วมกับ Ruckus ผู้ให้บริการเครือข่าย Wired และ Wireless อัจฉริยะที่พร้อมให้บริการ Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 (802.11ax) ซึ่งมีอัตราการรับส่งข้อมูลรวมสูงสุดถึง 6 Gbps พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อกับ Switch แบบ Multigigabit สามารถบริหารจัดการทั้งเครือข่าย Wired และ Wireless ได้จากศูนย์กลางผ่านระบบ Cloud ทั้งยังสามารถเฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะการทำงานของ  Access Point/Switch รวมไปถึงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้บนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามระบบเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ Network Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี AI/ML ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายแบบเชิงรุก (Proactive) อีกด้วย

Ruckus IoT Suite เป็นการผสานรวมการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ IoT ไว้ภายใต้ระบบบริหารจัดการ (Controller) เดียวกัน ในขณะที่ Access Point เองก็พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ผ่านโปรโตคอลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น BLE, LoRa หรือ Zigbee ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมอุปกรณ์ IoT ผ่านทางระบบของ Ruckus และบน Network Infrastructure เดิมได้ทันที รวมศูนย์การจัดการ Wired, Wireless และ IoT ทั้งหมดไว้ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สามารถใช้งานร่วมกับระบบล็อกประตูอัตโนมัติ กล้อง CCTV และอุปกรณ์ IoT จากแบรนด์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์

อุตสาหกรรมการผลิตที่สนใจโซลูชันระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IOT สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางอีเมล csl-presales@ais.co.th หรือโทร 02-263-8185

CSL พร้อมให้คำปรึกษาโซลูชันด้านที่เหมาะสมกับทุกองค์กรธุรกิจ

CSL มีโซลูชันที่ครบถ้วน พร้อมด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์โซลูชันด้าน ICT ให้กับองค์กรธุรกิจมาอย่างยาวนาน CSL จึงมีความพร้อมในการให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหาโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด พร้อมบริการหลังการขาย รวมถึงการบริการในรูปแบบ Managed Services ที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้าน ICT โดยรวมให้กับองค์กรธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ CSL พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1370 ในการให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาแก่ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-factories-with-storage-monitoring-and-iot-solutions-by-csl/

ไมโครซอฟท์อาจเข้าซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ผลพวงจากคำสั่งแบนของทรัมป์

มีรายงานว่า ไมโครซอฟท์กำลังพิจารณาในการซื้อธุรกิจแอพโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง TikTok ที่ดำเนินกิจการอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นของบริษัทจีนอย่าง ByteDance อยู่ ข่าวนี้เป็นผลจากการที่หลายสำนักข่าว

หรือแม้แต่บลูมเบิร์กได้รายงานเมื่อวันศุกร์ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีคำสั่งให้ ByteDance ต้องขายกิจการ TikTok ที่อยู่ในสหรัฐฯ ทิ้ง ด้วยเหตุผลด้านความกังวลต่อภัยความมั่นคงของชาติ

ข่าวลือเรื่องซื้อกิจการนี้มาจากทวิตเตอร์ของนักข่าว Fox Business Network อย่าง Charles Gasparino ที่ทวีตว่าได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นธนาคารด้านการลงทุนว่า ไมโครซอฟท์ “กำลังคุยที่จะซื้อ” ธุรกิจ TikTok ในประเทศสหรัฐฯ อยู่

แม้จะระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่สามารถยืนยันว่าไมโครซอฟท์จะซื้อจริง แต่ก็สื่อได้ชัดเจนว่ากำลังมีหลายบริษัททาบทามที่จะซื้อติ๊กต่อก ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์ด้วย ทาง ByteDance เองก็กำลังโดนสืบสวนจากคณะกรรมการด้านการลงทุนจากต่างชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วย

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-may-look-to-acquire-tiktok/

G-Able หนุนคนยุคใหม่เก่ง AI และ IoT เพิ่มขีดความสามารถในยุคดิจิทัล

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และ IoT ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การพัฒนาทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะมาช่วยมนุษย์ในเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัย รวมถึงในภาคอุตสาหกรรมก็จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในด้านการผลิต เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ยิ่งภาวะวิกฤตหลายอย่างที่โลกกำลังเผชิญอยู่ เทคโนโลยีทั้งสองนี้ ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้คนและองค์กรให้ก้าวผ่านวิกฤตการณ์ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ถึงแม้ว่าทั้งสองเทคโนโลยีจะมีความสำคัญลำดับต้นๆในยุคดิจิทัล แต่ในภาคอุตสาหกรรมของไทยยังขาดแคลนบุคคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนี้อีกเป็นจำนวนมาก ภาครัฐและภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเสริมสร้างพื้นที่ พัฒนากำลังคนทางด้าน AI และ IoT ที่มีคุณภาพ และสามารถทำงานได้จริง

ในฐานะที่เป็นผู้นำในการให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชันอย่างครบวงจร G-Able ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทั้งสองนี้ จึงร่วมมือกับภาคีในการจัดแข่งขันในโครงการ ค้นหาสุดยอดฝีมือโทรคมนาคมและไอซีทีเทิดพระเกียรติ ครั้งที่ 13” เพื่อพัฒนาบุคคลากรและเยาชนไทยให้มีทักษะความรู้ และความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

การแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการแข่งขันประเภททีม ทีมละไม่เกิน 2 คน เพื่อทดสอบความรู้ใน 2 สาขา ได้แก่ IoT (Smart NodeMCU) มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี Internet of Things เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในยุคดิจิทัล และ สาขา AI (Chatbot) เพื่อการพัฒนาแชทบอทและโปรแกรมสนทนาที่นำมาใช้ในการตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

โดยนอกจากผู้ร่วมแข่งขันจะได้ทดสอบความรู้ทางภาคทฤษฏีแล้ว ทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศจะต้องใช้ความรู้ ทักษะและความสามารถแข่งขันทางภาคปฏิบัติ เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้ใช้ได้จริง ผู้ชนะจากแต่ละสาขาจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช นอกจากนี้ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเงินรางวัล พร้อมทั้งใบประกาศเกียรติคุณจากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

โครงการฯ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2020 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดการแข่งขันและสมัครผ่านเว็บไซต์ https://contest.thaifstt.org/ และสามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ 02-781 9000 ต่อ 4532 อีเมล contest.thaifstt@gmail.com

from:https://www.techtalkthai.com/ai-and-iot-contest-2020-by-thai-fstt-and-g-able/