คลังเก็บป้ายกำกับ: INTEL_NOTEBOOK

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer น่าซื้อในงาน COMMART Crazy Offer รวมรุ่นเด่นราคาดิ่ง รุ่นใหม่ราคาโดนให้เลือก เริ่ม 35,900 บาทเอง!

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ยุคนี้มีแต่ของแรงให้เลือก จะซื้อทั้งทีไปโดนในงาน COMMART Crazy Offer ได้เลย!

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ไม่ว่าจะซีรี่ส์ Predator หรือ Nitro 5 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและมีรุ่นย่อยเปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมรุ่นย่อยอีกมากมาย เลือกสเปคได้ตามชอบว่าจะใช้ซีพียู AMD Ryzen หรือ Intel 12th Gen ก็ได้และยังติดตั้งการ์ดจอแยกประสิทธิภาพสูงจาก NVIDIA มาให้ใช้ทั้งทำงานและเล่นเกม ส่วนทีเด็ดคือพอร์ต LAN ซึ่งทาง Acer ติดตั้ง Intel Killer LAN E2600 ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer จะติดตั้ง Intel Killer มาให้ใช้เซ็ตแบนด์วิธให้กับการรับส่งข้อมูลว่าตอนนี้ต้องการให้เน้น (Priority) กับข้อมูลประเภทไหนเป็นอันดับแรกและรองลงมาได้อย่างละเอียด ยิ่งไปกว่านั้นโปรแกรมตั้งค่าตัวเครื่องอย่าง NitroSense และ PredatorSense ก็ถูกเซ็ตมาให้รีดประสิทธิภาพเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ทั้ง 2 ซีรี่ส์ให้ออกมาสูงที่สุดด้วย หากเกมเมอร์คนไหนไม่อยากประกอบคอมพิวเตอร์ให้เปลืองเวลาหรือทักษะการซ่อมและปรับแต่งพีซีไม่เก่งกาจนัก ก็ซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เหล่านี้ไปต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมแทนก็เป็นดีไม่แพ้กัน แต่ข้อดีคือทาง Acer มีประกัน Onsite Service รับประกันเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเหล่านี้อีก 3 ปีเต็มๆ คอยดูแลหลังการขายเมื่อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เครื่องใหม่ของเกมเมอร์เกิดเสียหายอีกด้วย

Advertisementavw

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer

และเร็วๆ นี้จะมีอีเว้นท์ใหญ่ของผู้ที่อยากซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่อย่าง COMMART Crazy Offer ให้ผู้ใช้ได้เดินเลือกซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer กันอย่างจุใจด้วย ดังนั้นถ้าใครมีแผนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าในบ้านอยู่แล้ว ก็มาเดินเลือกซื้อจอเกมมิ่ง, เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer รุ่นเด็ดรุ่นใหม่ในงานนี้ได้เลย ส่วนสเปคของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer รุ่นเด็ดทั้งใหม่และรุ่นเก่าเปิดตัวมาสักพักแล้วทั้ง 7 รุ่น จะสรุปสเปคได้ดังนี้

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer 7 รุ่นน่าซื้อในงาน Commart Crazy Offer CPU, GPU SSD, RAM, Software หน้าจอ,
น้ำหนัก
การเชื่อมต่อ ราคา (บาท)
Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 AMD Ryzen 5 6600H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.1

35,900
Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG AMD Ryzen 7 6800H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.1

50,900
Acer Nitro 5 AN515-58-5026 Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

45,900
Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

49,900
Acer Predator Helios 300 PH315-55-749G Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe 1TB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ QHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.6 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

DisplayPort x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.1

65,990
Acer Predator Helios 300 PH315-55-77UZ Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3070

M.2 NVMe 1TB

32GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ QHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.6 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

DisplayPort x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.1

77,990
Acer Nitro 5 AN517-41-R7UU AMD Ryzen 9 5900HX

NVIDIA GeForce RTX 3080

M.2 NVMe 1TB

32GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

17.3″ QHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.7 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

77,990

7 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ตัวเด็ดน่าซื้อในงาน Commart Crazy Offer

ในงาน Commart Crazy Offer นี้ ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำเจ้าต่างๆ ก็จะมีสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะโน๊ตบุ๊คทำงานหรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคเด็ดน่าซื้อมาให้เลือกกันอย่างแน่นอน ดังนั้นเกมเมอร์คนไหนกำลังคิดอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer สักเครื่องเอาไว้ทำงานและเล่นเกมล่ะก็ ในบทความนี้ผู้เขียนได้เลือกมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่นตั้งแต่ช่วง 30,000~80,000 บาท เพื่อให้เกมเมอร์ได้หารุ่นสเปคโดนใจเอาไว้เล่นเกมที่อยากเล่น ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่ารุ่นเริ่มต้นนี้ก็เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปี 2022 ได้อย่างแน่นอนและพร้อมเล่นเกมใหม่ๆ ได้อีก 2-3 ปีเป็นอย่างน้อยๆ อีกด้วย ซึ่งมีรุ่นแนะนำน่าซื้อดังนี้

  1. Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 (35,900 บาท)
  2. Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG (50,900 บาท)
  3. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 (49,900 บาท)
  5. Acer Predator Helios 300 PH315-55-749G (65,990 บาท)
  6. Acer Predator Helios 300 PH315-55-77UZ (77,990 บาท)
  7. Acer Nitro 5 AN517-41-R7UU (79,990 บาท)
1. Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 (35,900 บาท)

nitro51

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer รุ่นแรกในบทความนี้เป็น Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4 รุ่นใหม่ซีพียู AMD Ryzen ซึ่งมันแชร์บอดี้ร่วมกับ Nitro 5 สเปค Intel 12th Gen และยังอัดสเปคมาให้เต็มที่ไม่น้อยหน้ากันและยังอัพเกรดเพิ่มแรม, SSD ในเครื่องได้ด้วย ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดแรมไป 16GB DDR5 จะรีดประสิทธิภาพตัวเครื่องออกมาได้ดีขึ้น

ซีพียูเป็น AMD Ryzen รุ่นใหม่ล่าสุด รหัส AMD Ryzen 5 6600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz จับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 สามารถเรนเดอร์ภาพและเกมขึ้นหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมติดตั้งเกมและโปรแกรมต่างๆ มีแรม 8GB DDR5 บัส 4800MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ส่วนตัวเครื่องหนัก 2.5 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ราคาไม่แพงมากก็ดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R2D4
  • CPU : AMD Ryzen 5 6600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 35,900 บาท (Advice)
2. Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG (50,900 บาท)

nitro52

หากเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ในข้อก่อนหน้านี้แล้วสเปคยังแรงไม่ถึงใจ แนะนำให้เพิ่มงบอีกนิด ขยับมาซื้อ Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG เครื่องนี้ไปแทน ซึ่งสเปคโดยรวมจะแชร์ร่วมกันทั้งหมดแต่ทางบริษัทจะอัพเกรดซีพียูเป็น AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.7GHz เปลี่ยนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 และเพิ่มแรมเป็น 16GB DDR5 บัส 4800MHz แทน ซึ่งสเปคนี้เรียกว่าแรงจบไม่ต้องอัพเกรด ซื้อไปก็ต่อหน้าจอแยกจะ Full HD หรือ QHD ก็ได้และเล่นเกมได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-46-R8TG
  • CPU : AMD Ryzen 7 6800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 50,900 บาท (Advice)
3. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)

nitro53

ด้านของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ฝั่งซีพียู Intel 12th Gen รุ่นน่าซื้อก็มีให้เลือกเช่นกัน ได้แก่ Acer Nitro 5 AN515-58-5026 ซึ่งเป็น 1 ใน 4 รุ่นย่อยน่าซื้อ ฟีเจอร์เด่นน่าสนใจยกให้พอร์ต USB-C ที่รองรับ Thunderbolt 4 รองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คแบบ Power Delivery ได้ในตัว จัดว่าครบเครื่องมาก

สเปคเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz จับคู่การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 แสดงผลภาพและเกมขึ้นหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และมีแรมถึง 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตติดตั้ง Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 อีกด้วย ส่วนน้ำหนักเครื่องหนัก 2.5 กิโลกรัมเช่นกัน หากเทียบในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ด้วยกันแล้ว ผู้เขียนยกให้ Nitro 5 รหัสนี้ได้สเปคต่อราคาคุ้มค่าสุดรุ่นหนึ่งเลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-5026
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 45,900 บาท (Advice)
4. Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 (49,900 บาท)

nitro54

หากใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer สเปคแรงสักหน่อยเผื่อเอาไว้ทำงานสายคอนเทนต์ แนะนำให้ซื้อ Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 รุ่นย่อยในซีรี่ส์ Intel 12th Gen ตัวนี้แทนจะคุ้มค่ากว่า ซึ่งรหัสนี้จะแชร์สเปคกับ Nitro 5 ในข้อก่อนแทบทั้งหมด ยกเว้นซีพียูจะถูกอัพเกรดเป็น Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz ซึ่งมีกำลังการประมวลผลสูงขึ้น โดยรุ่นนี้จะมี P-core เพิ่มขึ้น 2 คอร์ ทำให้รันโปรแกรมขนาดใหญ่หรือเล่นเกมได้ดีขึ้นอีก หากใครมีงบช่วง 50,000 บาทแล้วไม่อยากเปิดฝาอัพเกรดก็ซื้อเครื่องนี้ไปได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-74W2
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 49,900 บาท (Advice)
5. Acer Predator Helios 300 PH315-55-749G (65,990 บาท)

predator1

หากเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ตระกูล Nitro 5 เป็นรุ่นราคาเข้าถึงง่าย Acer Predator Helios 300 PH315-55-749G รหัสนี้ก็เป็นรุ่นตัวแรงซึ่งทาง Acer อัดฟีเจอร์เน้นเกมมิ่งมาให้ครบครัน ได้บอดี้แบบใหม่สวยงามกว่าเดิมพร้อมระบบระบายความร้อน CoolBoost กับใบพัดลม 5th Gen AeroBlade 3D Fan ทำงานกับระบบระบายความร้อนโลหะเหลว (Liquid Metal) และสั่งให้แรงขึ้นเพียงแค่กดปุ่ม Turbo ก็เล่นเกมได้ลื่นไหลกว่าเดิมพร้อมจอความละเอียดสูงขึ้นกับลำโพง DTS:X อีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์ทั้งหมดนี้คุมการทำงานได้ง่ายๆ ผ่านทางโปรแกรม PredatorSense ในตัวเครื่อง

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียูรหัส Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz มาให้ จับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ใช้หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น มี M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ความจุ 1TB ติดตั้ง Windows 11 Home มาพร้อมแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz ส่วนพอร์ตมี Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, DisplayPort x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย และตัวเครื่องหนักราว 2.6 กิโลกรัมด้วยกัน หากใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer สเปคแรงระดับตัวท็อปล่ะก็ แนะนำให้ดูซีรี่ส์ Predator เอาไว้ได้เลย เพราะระบบต่างๆ จัดว่าดีเหนือตระกูล Nitro 5 อย่างชัดเจน

สเปคของ Acer Predator Helios 300 PH315-55-749G
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ความจุ 1TB 
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, DisplayPort x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.6 กิโลกรัม
  • Price : 65,900 บาท (ราคากลาง)
6. Acer Predator Helios 300 PH315-55-77UZ (77,990 บาท)

predator2

ถ้างบประมาณซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เครื่องใหม่ไม่ใช่ปัญหา ขอความแรงจัดเต็มไปเลย จะมี Acer Predator Helios 300 PH315-55-77UZ รุ่นนี้ซึ่งแชร์สเปคร่วมกับ Acer Predator ในข้อก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แต่ทาง Acer ได้อัพเกรดสเปคให้แรงขึ้น เริ่มจากการ์ดจอแยกเปลี่ยนเป็น NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6 แล้วเพิ่มแรมเป็น 32GB DDR5 บัส 4800MHz ซึ่งสเปคนี้นับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงแทนเกมมิ่งพีซี (Desktop Replacement) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สเปคของ Acer Predator Helios 300 PH315-55-77UZ
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ความจุ 1TB 
  • RAM : 32GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, DisplayPort x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.6 กิโลกรัม
  • Price : 77,900 บาท (ราคากลาง)
7. Acer Nitro 5 AN517-41-R7UU (79,990 บาท)

nitro55

ในข้อก่อนหน้าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ตัวแรงฝั่ง Intel แล้ว ด้าน AMD ก็ยังมี Acer Nitro 5 AN517-41-R7UU เป็นตัวแรงครองตำแหน่งอยู่เช่นเดิม แม้จะเป็นบอดี้ดีไซน์เก่าก็ตามแต่ความแรงเรียกว่าไม่แพ้ Nitro 5 หรือ Predator เครื่องอื่นอย่างแน่นอน

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6GHz กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 8GB GDDR6 มาให้ทำงานและเล่นเกม ได้หน้าจอใหญ่ 17.3 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz มาให้ใช้งาน มี M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรมอีก 32GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 กิโลกรัม และแม้รหัสนี้จะไม่ได้ใหม่แกะกล่องเหมือนเครื่องอื่นๆ ซึ่งเลือกมาแนะนำก่อนหน้าก็ตาม แต่ความแรงเรียกว่าไม่แพ้เครื่องไหนอย่างแน่นอน และถูกใจเกมเมอร์สาย AMD อย่างแน่นอน

สเปคของ Acer Nitro 5 AN517-41-R7UU
  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB 
  • RAM : 32GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 17.3 นิ้ว ความละเอียด 2K QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.7 กิโลกรัม
  • Price : 79,990 บาท (ราคากลาง)

Helios 300 BBY KSP 2 Medium

หากเกมเมอร์คนไหนอยากซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer เครื่องใหม่เอาไว้เล่นเกมอยู่แล้ว แต่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อเครื่องไหนดี ทั้ง 7 รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากและราคารุ่นเริ่มต้นก็เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงิน อัพเกรดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็พร้อมเล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้สบายๆ หรือใครจะซื้อเครื่องแรงเครื่องเดียวจบไม่ประกอบเกมมิ่งพีซีให้เปลืองเงินก็ขยับขึ้นมารุ่นบน ทุ่มงบเพิ่มเข้าไปอีกนิดก็ต่อหน้าจอแยกความละเอียด QHD~UHD ได้สบายๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อพีซีไปอีกหลายปีเลย

ยิ่งใกล้งาน COMMART Crazy Offer เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนมั่นใจว่าในงานอีเว้นท์นี้ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำเจ้าต่างๆ จะขนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, เกมมิ่งเกียร์และเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาให้เลือกซื้ออีกกันมากมาย ถ้าใครไม่รีบใช้งานก็แนะนำให้ไปเดินเลือกซื้อในงานนี้ได้เลย และอาจจะได้ส่วนลด, ของแถมหรือแม้แต่เกมมิ่งเกียร์อีกหลากหลายชิ้นกลับบ้านอีกด้วย โดยเฉพาะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Acer ในงานนี้ ผู้เขียนเองก็มั่นใจว่าทางบริษัทก็จัดเต็มเตรียมของสมนาคุณให้ลูกค้าอีกมากมายอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

nitro alder cover

acermonitor cover

aspireacer cover

from:https://notebookspec.com/web/656583-7-acer-gaming-laptop-to-buy-in-commart

Lenovo IdeaPad Gaming 3i พลิกโฉม เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสีขาว Intel Core i5+RTX3050 จอ 165Hz

Lenovo IdeaPad Gaming 3i โฉมใหม่ 2022 เพิ่มพลัง Intel Core i5+RTX3050 จอชัด รีเฟรชเรต 165Hz สวยสะดุดตา แค่ 37,900.-

Lenovo IdeaPad

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเรือธงในกลุ่ม Mid-end ที่พกพาประสิทธิภาพมาครบเครื่อง ในราคา 3 หมื่นกว่าบาท ดีไซน์สีขาวสะดุดตา ดึงดูดสายตาเส้นสายสีฟ้า บนบอดี้ที่คล้ายคลึงกับ Legion series ที่เป็นเกมมิ่งตัวแกร่งของค่าย หน้าจอแสดงผล 15.6″ ในแบบ IPS และอัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 165Hz ขุมพลัง Intel Core i5-12500H ให้แรม DDR4 3200 มาให้ 8GB และสล็อตสำหรับอัพเกรด ส่วนระบบ Storage มี SSD M.2 NVMe PCIe มาให้ มาตรฐาน 2242 ความจุ 512GB เพิ่มศักยภาพให้กับคอเกมด้วยกราฟิกสำหรับเกมเมอร์ระดับเริ่มต้น GeForce RTX3050Ti ในการรีดเฟรมเรตให้กับเกมหลายๆ เกมได้อย่างสนุก เพิ่มความตื่นตาด้วยคีย์บอร์ดสีขาว ตัดกับฟอนต์คีย์โปร่งใส และแสงไฟสีฟ้าลอดออกมาอย่างสวยงาม คู่กับทัชแพดขนาดใหญ่ ให้สัมผัสที่รวดเร็ว ระบบเสียง Nahimic โดยมีชุดระบายความร้อน ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ พอร์ตต่อพ่วง ที่มีทั้ง Thunderbolt 4 และพอร์ตแสดงผล HDMI ตัวเต็มมาให้ รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายทั้งแบบ Gigabit LAN และ WiFi 6ax, รองรับ Bluetooth 5.2 แบตเตอรี่แบบ 3-cell 60Wh น้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 2.25 กิโลกรัม สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 37,990 และการรับประกัน 3 ปี Onsite Service + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปี


Lenovo IdeaPad Gaming 3i เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2022


จุดเด่น

Advertisementavw
  • บอดี้สีขาวตัดกับแสงไฟสีฟ้าสวยงาม
  • หน้าจอสีสดใส ให้ความคมชัด
  • เซ็ตซีพียู Core i5+RTX3050Ti ในงบไม่ถึง 40,000.-
  • ระบายความร้อนได้ดี
  • รองรับการอัพเกรดได้ทั้งแรมและ SSD
  • มีพอร์ต Thunderbolt 4 มาด้วย
  • ให้เฟรมเรตในการเล่นเกมได้ดี
  • หน้าจอแสดงผล 165Hz

ข้อสังเกต

  • ไม่มีช่อง Media card reader
  • แกะอัพเกรดค่อนข้างซับซ้อน
  • ให้แรมเริ่มต้นมา 8GB เท่านั้น

Specification

Lenovo IdeaPad Gaming 3i 2022
Display 15.6″ 1920×1080, IPS, 165Hz, 300nits, Anti-glare
CPU Intel Core i5-12500H
RAM DDR4 3200 8GB (2x slot)
Storage SSD M.2 2280 NVMe PCIe 512GB upto 1TB
Graphic Intel Iris Xe Graphic, GeForce RTX 3050 Ti
Keyboard Thai/EN version w/Blue backlit
Port connector 2x USB 3.2 Type-A
1x Thunderbolt 4
1x HDMI
1x RJ-45
Network WiFi 6ax, BT 5.2
Webcam HD 720p w/ Privacy shutter
Dimension 359.6 x 266.4 x 21.8 mm
Weight 2.3Kg
Battery 3-cell, 60Wh
Power Adapter 170W Slim
OS Windows 11 Home
Warranty 3 Years Support Onsite Service + 1Year Accidental Damage Protection
Price 37,990 บาท

Hardware / Design

Lenovo IdeaPad

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นหนึ่ง ที่ถือว่ามาแรง และดีไซน์ได้สะดุดตาเกมเมอร์ไม่น้อยเลย กับโทนสีขาวตลอดทั้งบอดี้ ตัดกับขอบหน้าจอสีดำ ที่ทำให้ดูล้ำสมัย ใส่สีฟ้าไว้ที่ด้านท้ายในจุดระบายความร้อน และแสงไฟ Backlit สีฟ้าสดใส บนคีย์บอร์ด

Lenovo IdeaPad

แถบด้านหลังตรงช่องระบายความร้อนทั้งซ้ายและขวา ดึงดูดสายตาได้ดีทีเดียว ด้วยการใช้เส้นสายสีฟ้า ตัดกับบอดี้สีขาวได้อย่างลงตัว และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าช่องระบายความร้อนทั้ง 2 ส่วนนี้ กินพื้นที่ด้านหลังไปเกินครึ่งอีกด้วย ทำให้หลายคนมั่นใจได้ในเรื่องของการระบายความร้อน

Lenovo IdeaPad

และบานพับด้านบนจะเป็นรูปแบบของ Lenovo Legion อย่างชัดเจน ซึ่งต่างจาก IdeaPad Gaming 3 ก่อนหน้านี้อย่างกับคนละรุ่น

Lenovo IdeaPad

โลโก้ Lenovo ที่ไม่ได้เป็นแค่สติ๊กเกอร์หรือการสกรีนลงบนบอดี้เท่านั้น แต่ยังเป็นแบบปั้มนูนสีขาว ในกรอบสีเงิน ให้สัมผัสที่ชัดเจน อยู่ตรงมุมด้านบน แม้จะไม่เรืองแสง แต่ก็ดูน่าสนใจ

Lenovo IdeaPad

รูปลักษณ์ด้านข้าง ที่อาจทำให้หลายคนหลงไหล โดยเฉพาะโทนสีขาวแบบนี้ ตัดกับแสงสีฟ้าของคีย์บอร์ดได้อย่างสวยงาม เปลี่ยนโฉมของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ให้ดูสบายตามากขึ้น ไม่ได้มีแค่ดำดุเพียงอย่างเดียว

Lenovo IdeaPad

ขอบจอด้านบนมาพร้อมกล้องเว็บแคม 720p HD ที่ใช้ร่วมกับ Windows Hello ในการเข้าระบบด้วยการสแกนหน้าได้ และฟีเจอร์อย่าง Privacy shutter ในการเปิด-ปิดหน้ากล้องเพื่อความเป็นส่วนตัว พร้อมไมโครโฟนคู่

Lenovo IdeaPad

ขอบจอด้านบนกล้องเว็บแคม มีโลโก้รุ่น Lenovo IdeaPad Gaming ให้เห็นเล็กๆ เพิ่มความหรูหราให้ตัวเครื่องขึ้นอีกนิด


Keyboard / Touchpad

Lenovo IdeaPad

คีย์บอร์ดก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นนี้ มาในเลย์เอาท์แบบ Full-size ที่ให้สีสันของไฟ Backlit สีฟ้าสว่างสดใส ให้กับผู้ใช้ได้ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลย

เปรียบเทียบให้ชมกันก่อน ระหว่างภาพซ้าย ปิดไฟคีย์บอร์ด และด้านขวา แสงสว่างของไฟ Backlit เมื่อเปิดใช้งาน โดยแสงสว่างนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้เล็กน้อย คือ เปิด-ปิด และสเตปความสว่าง 2 ระดับ

Lenovo IdeaPad

ปุ่มคีย์มาพร้อมกับ Number pad ในตัวและเป็นปุ่มขนาดใหญ่ กดได้อย่างแม่นยำ ที่ทาง Lenovo ทำมาเพื่อเอาใจคอเกม กับคนที่จะต้องใช้ปุ่มกดในทุกวัน บ่อยกว่าการใช้เมาส์ เช่น พนักงานบริษัท ทำงานเอกสาร หรือด้านการเขียนโปรแกรม และสายแชต ด้วยปุ่มที่ตอบสนองไว ยิ่งคนที่พิมพ์สัมผัส จะทำงานได้ไวขึ้น รวมถึงการตั้งค่ามาโครบนโปรแกรม Lenovo Vantage ได้ เพื่อการสร้างชอร์ตคัตที่ไวขึ้น นอกจากนี้ยังปรับแสงไฟบนปุ่มกดด้วยการใช้ปุ่ม fn+Spacebar เท่านั้น

Lenovo IdeaPad

ในชุดของ Number pad ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ในกลุ่มที่ต้องการแป้นตัวเลขแบบจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แต่เกมเมอร์ แต่ยังรองรับการทำงานด้านบัญชี เอกสาร และการพิมพ์งานได้อย่างครบครัน และที่สำคัญปุ่มลูกศร ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา ยังมาแบบปุ่มเต็ม ซึ่งสะดวกกว่าการเป็นแบบครึ่งปุ่มอยู่ไม่น้อย กดได้แม่นยำขึ้น

Lenovo IdeaPad

แถบปุ่มฟังก์ชั่น (fn) ด้านบนตัวเครื่อง ประกอบด้วย การปิดลำโพง, เพิ่ม-ลดเสียง, ปิดไมโครโฟน, ลด-เพิ่มแสงสว่างหน้าจอ, ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอภายนอก, Flight mode, ปุ่มคีย์ลัดที่ตั้งเองได้ F9, ปิดทัชแพด, เรียกดูโปรแกรมทั้งหมดที่เปิด, Calculate ที่เหลือเป็นปุ่มพื้นฐาน เช่น Printscreen จับภาพหน้าจอ, Delete, Play/Pause เป็นต้น และปุ่มเพาเวอร์อยู่ด้านบนกลาง มีแสงไฟสีฟ้าเช่นกัน

Lenovo IdeaPad

ทัชแพดขนาดไม่ใหญ่มากนัก ถ้าเทียบกับบอดี้ แต่รองรับการใช้งาน Multi-touch Gesture บน Windows 11 ได้ไหลลื่น ซ่อนปุ่มกด คลิ๊กซ้าย-ขวาเอาไว้ด้านล่าง วัสดุและชิ้นส่วนเข้ารูปกันดี ไม่ยวบยาบ มีพื้นผิวนิดๆ ให้ได้พอสัมผัสได้ลื่นไหลและคอนโทรลง่ายขึ้น

แถบที่วางมือด้านซ้าย มาพร้อมสติ๊กเกอร์ Intel Core i5 และ nVIDIA GeForce RTX 3050 Ti ที่มี VRAM GDDR6 4GB ส่วนทางด้านขวา จะเป็นโลโก้ Lenovo


Screen / Speaker

Lenovo IdeaPad

ขนาดของจอภาพของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i 2022 ใหม่นี้ ยังคงมาถอดแบบมาจากรุ่นก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องของพื้นที่แสดงผล 15.6″ เป็นพาแนลในแบบ IPS และให้ค่ารีเฟรชเรตระดับ 165Hz ให้ภาพต่อเนื่องลื่นไหล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกม โดยมีขอบเขตสีที่กว้างระดับ 100% sRGB ซึ่งลงตัวทั้งการทำงานด้านภาพ พรีเซนเทชั่น หรืองานด้านวีดีโอ ที่ตัวเครื่องก็มีเรี่ยวแรงมากพอสำหรับงานนี้

Lenovo IdeaPad

ส่วนความคมชัดของภาพ ไม่ว่ามองจากมุมไหน ก็ยังให้ภาพที่คมชัด ไม่เกินการเบลอหรือภาพซ้อน หรือจะเป็นสีเทาดำให้ได้เห็น ทำให้การใช้งานในบางโอกาสทำได้ดีขึ้น รวมถึงการใช้งานร่วมกับคนรอบข้าง ซึ่งจะทำให้เห็นเป็นภาพและสีแบบเดียวกัน แม้จะไม่ได้มองภาพโดยตรงก็ตาม

บานพับของจอ จะเป็นแบบ 2 จุดใหญ่ ให้ความแน่นหนาในการปรับเลื่อนได้อย่างมั่นคง และรองรับการกางได้ราวๆ 160 องศา เรียกว่าไปจนไปแตะจุดระบายความร้อนด้านหลัง ซึ่งถือว่ามากพอสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ ได้สะดวก

Lenovo IdeaPad

และเมื่อวัดค่าขอบเขตสี ของการแสดงผลบนหน้าจอโน๊ตบุ๊ค Lenovo นี้ ด้วยอุปกรณ์และโปรแกรมทดสอบ ให้ค่า sRGB อยู่ที่เกือบ 90% และ DCI-P3 ประมาณ 62% แม้จะไม่ได้เป็นตัวเลขที่โดดเด่น เหมือนกับจอภาพบนโน๊ตบุ๊คระดับสตูดิโอหรือเวิร์กสเตชั่น ที่ราคาค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ในแง่ของการเล่นเกมหรือการทำงานโดยทั่วไปแล้ว ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ ส่วนถ้าต้องการความแม่นยำ ก็อาจจะใช้จอภาพคุณภาพสูง มาต่อพ่วงดูจะเป็นทางออกที่ดี

ส่วนค่าความสว่างถือว่าโดดเด่นมากๆ เพราะผลที่ได้จากการทดสอบ ให้ตัวเลขออกมามากกว่า 320cd/m2 ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูง หากเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ตในหลายๆ รุ่นที่เราได้ทดสอบมา เหมาะสำหรับการใช้งานในด้านของความบันเทิง ดูหนัง และการเล่นเกมเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงให้การใช้งานในพื้นที่ที่มีแสงรบกวนมากๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะการนำไปใช้นอกสถานที่ ในการปรับแสงสว่างมากขึ้น ก็ช่วยให้การมองภาพที่ชัดเจนกว่าเดิม

ส่วนจุดติดตั้งลำโพงถูกวางอยู่ใต้เครื่อง Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นนี้ ยังคงใช้ระบบเสียง Nahimic ที่ได้รับการปรับจูนมาเพื่อความบันเทิงและการเล่นเกมโดยเฉพาะ พร้อมกับซอฟต์แวร์ในการปรับแต่งเสียงมาให้ โทนเสียงแหลมยังไม่จัดจ้านนัก แต่เสียงกลางมาเด่นชัด ทั้งในเกม ที่ให้เสียงเอฟเฟกต์โครมคราม และเสียงสนทนาที่ชัดเจน ส่วนรายละเอียดก็มาพอได้ให้จับทิศทางเสียง ส่วนการฟังเพลงในแนวเครื่องดนตรีไม่หนัก เน้นไปทางเสียงร้อง ก็อิ่มเอมได้บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้

อย่างไรก็ดีถ้าเลือกเล่นเกมเยอะกว่า แนะนำให้ปรับจูน EQ และซอฟต์แวร์ให้ดี จะได้อรรถรสในการเล่น และพอจับทิศทางของศัตรูได้ดีพอสมควร


Connector / Thin And Weight

Lenovo IdeaPad

เรื่องของมิติ สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i 2022 ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ แม้บอดี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แม้ช่วงท้ายจะมีความหนาขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเพราะดีไซน์และการปรับลุคให้ดูล้ำขึ้น อีกทั้งโครงสร้างของชิ้นงาน ยังไปใกล้เคียงกับ Legion ที่เป็นรุ่นพี่ ชุดระบายความร้อนก็ปรับใหม่ ทำให้มิติเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับพื้นฐานของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คทั่วไป

แต่ทาง Lenovo IdeaPad ก็ออกแบบให้มีส่วนโค้งเว้าด้านใต้ และช่องระบายความร้อนที่ดูแล้วลงตัวดีทั้ง 2 ด้าน ทำให้มิติด้านหน้าดูบางลง โดยจุดที่หนาสุดอยู่ที่ 2.18cm

Lenovo IdeaPad

จากมุมด้านข้างจะเห็นได้ว่า ดีไซน์สีขาว เมื่อรวมกับบอดี้ที่ออกแบบมาให้เส้นสายไล่ระดับจากมิติด้านท้ายที่หนา มายังด้านหน้าที่บางลง และจอภาพที่มีความบางเช่นเดียวกัน ก็ทำให้ดูสวยลงตัวมากขึ้น และน่าจะทำให้เกมเมอร์หลายๆ คนหันมาหลงไหลกับโทนสีขาวแบบนี้ไม่น้อยเลย

Lenovo IdeaPad

สำหรับพอร์ตต่อพ่วงทางด้านขวา ประกอบด้วยช่องรีเซ็ตระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถแก้ไขปัญหาหรือต้องการลบให้กลับมาเป็นระบบใหม่ เหมือนตอนที่ซื้อมาครั้งแรกได้จากปุ่มนี้ หรือต้องการจะเปลี่ยนมือ ส่วนด้านข้างเป็นพอร์ต USB 3.2 Gen2 Type-A

Lenovo IdeaPad

ทางด้านซ้ายมือเป็นพอร์ต USB 3.2 Gen 2 Type-A เช่นเดียวกัน ให้มา 1 ช่อง และใกล้กันเป็น Combo jack 3.5mm สำหรับหูฟังและไมโครโฟน

Lenovo IdeaPad

แต่ไฮไลต์เด็ดของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i อยู่ที่ด้านหลัง มาพร้อมพอร์ต HDMI แบบตัวเต็ม, RJ-45 สำหรับ Gigabit LAN โดยมีพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้พอร์ตเดียว และ Power-In สำหรับอแดปเตอร์ในการชาร์จไฟ ก็เรียกว่ามีให้ไม่มากไม่น้อย จะขาดนิดหน่อยตรงที่ ไม่ได้ให้พอร์ต Media card reader มาด้วยเท่านั้น


Inside / Upgrade

Lenovo IdeaPad

พื้นที่ภายในทำออกมาได้เรียบร้อย และเตรียมองค์ประกอบไว้แน่นทีเดียว เพียงแต่การแกะจะค่อนข้างซับซ้อน และต่างจากในรุ่นเดิมอยู่พอสมควร เพราะนอกจากฝาปิดด้านใต้แล้ว ก็ยังต้องถอดฝาครอบด้านหลัง ในจุดที่เป็นช่องลมร้อนออก รวมถึงน็อตสกรู มีขนาดต่างกัน ใครที่คิดจะแกะเครื่องอัพเกรดเอง อาจจะต้องจัดวางให้เป็นระเบียบ เพื่อตอนติดตั้งกลับ จะได้ไม่สับสน และแกะด้วยความระมัดระวัง

Lenovo IdeaPad

ในด้านการระบายความร้อน มีพัดลมมาให้ 2 ชุด สำหรับซีพียูและ GPU โดยมีช่องลมร้อนออกทางด้านหลังและด้านข้างของทั้ง 2 ตัว และครีบระบายความร้อนสีฟ้าดูแปลกตา แต่ก็เข้ากับธีมของโน๊ตบุ๊คได้ดี ฮีตไปป์ลากผ่านชิปกราฟิกและซีพียูอย่างละ 2 เส้น ในการนำพาความร้อน รวมถึงฮีตซิงก์เล็กๆ ที่ครอบบริเวณ VRAM ของกราฟิกเอาไว้อีกด้วย โดยรวมดูแน่นและแข็งแรง

Lenovo IdeaPad

ส่วนการอัพเกรดมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆ คือ แรมที่ติดตั้งมาด้วยเป็น DDR4 3200 ความจุ 8GB ซึ่งจะอยู่ตรงกลางของโน๊ตบุ๊ค แต่ถูกซ่อนไว้ใต้แผ่นอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ผู้ใช้สามารถแกะด้วยการดึงออกมาตรงๆ ได้เลย ไม่ต้องไขน็อตสกรูแต่อย่างใด มีสล็อตแรม SO-DIMM 2 ช่อง อัพเกรดเพิ่มเติมได้ถึง 32GB ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีของผู้ใช้ แนะนำว่าอัพเป็น 16GB เป็นอย่างน้อย ถ้าต้องการความลื่นไหลในการทำงานและการเล่นเกมที่ดีขึ้น

Lenovo IdeaPad

อีกส่วนหนึ่งคือ Storage โดยพื้นฐาน Lenovo ติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe x4 มาให้จำนวน 1 โมดูล ที่เป็นแบบ M.2 2242 ในแบบสั้น ความจุ 512GB มาให้ โดยอยู่ด้านข้างของสล็อตแรม ซึ่งหากใช้งานทั่วไป ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่หากเป็นสายเกมที่จริงจังมากขึ้น มีเกมอยู่ในแอคเคาต์จำนวนมาก ก็สามารถอัพเกรดเปลี่ยนมาใช้ SSD 1TB ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าต้องการคงไดรฟ์นี้เป็นตัวหลัก และหาพื้นที่เสริมในการจัดเก็บข้อมูลสำรอง หรือใช้ติดตั้งเกม และโปรแกรม ยังมีสล็อตด้านล่างอยู่ระหว่างลำโพงด้านขวา และแบตเตอรี่ ที่อัพเกรด SSD M.2 2280 ในแบบ PCIe 4.0 x4 ได้อีกด้วย รองรับความจุที่ระดับ 1TB


Performance / Software

Lenovo IdeaPad

โปรแกรมตรวจสอบซีพียูและองค์ประกอบอื่นๆ CPUz รายงานซีพียู Intel Core i5-12500H ทำงานในแบบ 4P+6E Core/ 16 Thread ความเร็วสูงสุด 4.5GHz และชิปเซ็ตที่รองรับ PCI-Express 4.0

Lenovo IdeaPad

ส่วนแรมระบบที่ติดตั้งมาด้วย ความจุ 8GB DDR4 3200 เป็นชิปจาก Samsung มีค่า CL 24-22-22 ทำงานบน Single mode

Lenovo IdeaPad

ทดสอบเบื้องต้นด้วย CPUz เทียบกับอดีตเรือธง Intel Core i7-8700K ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน แต่ซีพียู i5 ก็แสดงศักยภาพออกมาได้เด่นชัดกว่าในโหมดของ Multi-Thread ส่วน Single-Thread ถือว่าใกล้เคียง

Lenovo IdeaPad

ส่วนกราฟิกที่ติดตั้งมาด้วยนี้ มีด้วยกัน 2 ส่วนคือ Intel Iris Xe Graphic ที่มีมาบนซีพียู Intel รุ่นนี้ และกราฟิกแยก nVIDIA GeForce RTX 3050 Ti ที่มาพร้อม CUDA 2560 ชุดและ Bus Width 128-bit ให้ VRAM GDDR6 4GB ในการเป็นบัฟเฟอร์ พร้อมการเชื่อมต่ออินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x8 โดยถือว่าเป็นตัวท็อปสุดบน RTX3050 series ด้วยกัน

Lenovo IdeaPad

ประสิทธิภาพของ Storage ที่ติดตั้งมาให้ ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 3,264MB/s และ 1,752MB/s ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งในปัจจุบัน แต่มีสล็อตรองรับ PCIe 4.0 กรณีที่ต้องการเพิ่มความเร็วในการทำงานที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องเลือก SSD ในมาตรฐานเดียวกันมาใช้ด้วย

Lenovo IdeaPad

มาทดสอบซีพียูให้โหดขึ้นอีกนิด เพื่อดูความสามารถของโน๊ตบุ๊คในการรับมือกับงานกราฟิกที่เป็นตัวแทนของโมชั่นกราฟิกอย่าง CINEMA4D ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งซีพียู Intel Core i5-12500H ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง กับตัวเลขคะแนนที่ออกมา กับงานในด้านมัลติเธรดกับการเรนเดอร์ที่รวดเร็ว ยังตอบโจทย์ในงานแนวนี้ได้ดีในระดับหนึ่ง

Lenovo IdeaPad

3DMark ทดสอบด้วยกัน 3 ส่วน โดยคะแนนส่วนใหญ่ทำออกมาได้ดี แต่การทดสอบที่น่าสนใจอย่าง Time Spy ให้ตัวเลขได้ใกล้เคียงกับการทดสอบบน IdeaPad Gaming 3 รุ่นก่อนหน้านี้ ที่มีกราฟิกตัวแรงอย่าง RTX 3060 อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความสามารถของกราฟิกการ์ดบนรุ่นใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี

Lenovo IdeaPad

DOTA2: เป็นเกมที่ไม่โหด ใช้ทรัพยากรไม่มาก ยกเว้นว่าคุณอยากได้ภาพสวยๆ เอฟเฟกต์ตระการตา โดยเฉพาะฮีโร่จัดเวทย์ชุดใหญ่ และการตะลุมบอนกัน และสิ่งนั้นเราก็อยากเห็น ด้วยการจัดค่าเป็น Best Looking บน Advance Mode เปิดสุด ภาพที่ได้ก็สวยหรูดูดี แถมมีเฟรมเรตเกิน 100fps. ไปอย่างไม่ยาก บนการทำงานของ GPU แค่ 65-77% เท่านั้น เช่นเดียวกับซีพียู แต่ก็ยังดูลื่นไหล ซูมดูใกล้ๆ ก็สวย

Lenovo IdeaPad

GTAV: สำหรับเกมที่ยังมีแฟนบอยชื่นชอบ กับความอิสระในโลกออนไลน์ Open World เวลาที่ได้เปิดโหมด Very High แล้วเจอกับภาพสวยๆ กราฟิกดี ไหลลื่น ก็แทบจะปลื้มเล่นได้ทั้งวัน เกมนี้แม้จะไม่ได้ไปถึง 100fps. แต่พีคสุดก็ไปกว่า 90fps. และที่สำคัญได้ภาพที่สวยสดใส ไหลลื่นกับเฟรมเรตเฉลี่ยระดับ 80fps. เลยทีเดียว และที่สำคัญใช้ซีพียูและ GPU ไปประมาณ 75% เท่านั้น สำหรับการตั้งค่าให้ภาพสวยๆ แบบนี้

Lenovo IdeaPad

PUBG: เกม Battle Royale ที่ยังอยู่ในใจคอเกมกับการตั้งค่า High และเปิด Render scale ให้เห็นระยะไกลได้มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อเฟรมเรตอยู่ไม่น้อย แต่ภาพก็ยังสวยและไหลลื่น โดยที่ไม่ต้องฝืนมากเกินไป และค่าเฉลี่ยเฟรมเรตที่ได้ยังอยู่แถวๆ 70fps. แบบนิ่งๆ ภาพในเกมก็ดูสมูท เหมาะทั้งสายบู๊และสายสไนป์ แต่ถ้าใครอยากได้เฟรมเรตใกล้ๆ 100fps. ลองปรับเป็น Medium และดัน Render scale มีได้เห็นแน่ๆ

Lenovo IdeaPad

Resident Evil: Village เรียกว่าเป็นเกมสายหลอน ที่เล่นแล้วสั่นประสาทได้ดี เกมนี้ก็ถือว่ากินสเปคหฤโหดเช่นกัน และเพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ GeForce RTX ก็จัดให้หนักแบบไม่เกรงใจสเปค ด้วยการตั้งค่า High และใส่ Detail ต่างๆ ให้ดูมีรายละเอียดมากขึ้น และผลที่ได้ก็คือ เฟรมเรตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 90fps. ลื่นไหล เล่นได้สบายตา แต่ก็มีบางจังหวะที่เฟรมหล่นลงมาบ้าง แต่ก็ไม่หลุดไปจากนี้มากนัก ใครที่เป็นคอเกมแนว Scary แบบนี้ อุ่นใจได้เลยว่าจะเล่นได้สนุกมากขึ้น


Battery / Heat / Noise

Lenovo IdeaPad

แบตเตอรี่ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นปี 2022 นี้ มาในแบบ 60Wh 3887mAh เรียกว่าไล่เลี่ยกับในรุ่นก่อน และเป็นขนาดที่ถูกวางลงในเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในปัจจุบัน จัดว่าอยู่ในระดับที่ไม่เยอะมาก แต่ก็เป็นขนาดที่เหมาะ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ และราคาไม่แพง

Lenovo IdeaPad

ผลการทดสอบระยะเวลาการใช้งาน ด้วยการเปิดเสียง 30% และปรับความสว่างหน้าจอระดับ 30% เช่นกัน ตัวเลขที่ได้อยู่ที่ราวๆ 3 ชั่วโมง โดยตัวเลขที่บันทึกนี้ เป็นช่วงที่ทดสอบการชมวีดีโอ 4K ผ่านการสตรีมมิ่งมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่พอใช้ได้ อาจจะไม่มาก แต่อย่าลืมว่าเป็นการปรับจูนแบบที่ใช้งานจริง เปิดได้มองเห็นหน้าจอ และฟังเสียงได้ชัดเจน ขณะที่นั่งอยู่หน้าโน๊ตบุ๊ค และถ้าหากต้องการให้ใช้งานได้มากกว่านี้ ก็อาจจะต้องลองปรับจูนในบางจุด เพื่อให้ระบบลดโหลดลงมา และหากคุณใช้งานแบบเปิดบ้าง สแตนบายบ้าง ก็จะยิ่งยาวนานขึ้นกว่านี้ อาจทำได้ถึง 4 ชั่วโมง

Lenovo IdeaPad

และอย่างที่เราได้เกริ่นไปในช่วงของการแกะดูองค์ประกอบภายในเพื่อการอัพเกรด แสดงให้เห็นถึงการออกแบบช่องระบายความร้อน และพัดลมที่อยู่ภายในถึง 2 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Entry Level และเกมเมอร์มือใหม่ มาดูการทดสอบเรื่องอุณหภูมิกันดีกว่า

Lenovo IdeaPad

ในโหมด idle บนการตั้งค่า Power Option แบบ Performance และเปิดโปรแกรมบางส่วน และรัน Background บ้างเล็กน้อย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส และไปนิ่งๆ แบบไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส เวลาที่ปล่อยทิ้งไว้ ในอุณหภูมิห้อง 25 องศาเซลเซียสโดยประมาณ

Lenovo IdeaPad

และเมื่อรันโปรแกรม Furmark ในโหมดของ CPU Burner ให้ซีพียูทำงานในแบบ Full load 100% ซีพียูทำงานไปที่ความเร็วระดับ 4GHz อุณหภูมิแกนหลัก ไปแตะที่ 95 องศาเซลเซียส นี่คือสูงสุดในชั่วขณะหนึ่งที่โปรแกรมตรวจเช็คได้ แต่อุณหภูมิก็ลดลงมา เมื่อระบบเริ่มนิ่ง โดยอยุ่ที่ประมาณ 84-87 องศาเซลเซียสเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าระบบระบายความร้อนที่ทาง Lenovo ออกแบบมานี้ จะสามารถจัดการความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญโอกาสการที่จะใช้งาน จนรีดพลังของซีพียูไประดับ 100% ตลอดเวลา ก็มีไม่มากในการทำงานพื้นฐานปัจจุบัน นั่นก็ทำให้ความร้อนจะไม่ได้สูงแบบนี้ได้ง่ายนัก


Conclusion / Award

สุดท้ายนี้มาเคาะกันดีกว่า สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i ในเวอร์ชั่นของปี 2022 นี้ น่าสนใจตรงไหน และเหมาะกับใครบ้าง เริ่มต้นจากดีไซน์ คงหนีไม่พ้นคนที่ชื่นชอบความแตกต่าง และความไม่ซ้ำจำเจกับโทนสีดำเทา ที่เราอาจจะคุ้นตากันในอดีต และยังเข้ากันได้กับหลายๆ โอกาส หลากสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือไปข้างนอก ด้วยน้ำหนักที่ไม่ได้หนักจนเกินไป และยังอยู่ในระดับของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คทั่วไป ก็ไม่เกินระดับที่เรียกว่านำไปใช้นอกบ้านได้ แบบไม่เป็นภาระมากเกินไป ซึ่งน่าจะถูกใจคอเกมที่จะเริ่มต้นกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในราคาไม่เกิน 40,000 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3i 86

ส่วนถ้ามองในแง่ของฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชเรตสูง 165Hz และให้ขอบเขตสีที่กว้างพอสมควร ก็ดูจะเหมาะกับคนที่เน้นการเล่นเกม แต่ก็ควบคู่ไปกับการทำงานด้านภาพ และวีดีโอ ซึ่งอาจจะไม่ได้เป๊ะปังแบบจอระดับสตูดิโอ แต่เรื่องสีสัน และความคมชัด Lenovo รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงที่มี Thunderbolt 4 มาให้ แม้จะมีเพียงพอร์ตเดียวก็ตาม แต่ก็ยังมีพอร์ตอื่นๆ ให้ใช้งานอยู่เกือบครบครัน ส่วนคีย์บอร์ดที่เป็นสีฟ้า ทำให้ดูน่าใช้งานมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีลูกเล่นพิเศษมากนัก แค่ปรับระดับแสงได้เท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าไฟสีขาวที่ดูธรรมดาเกินไป

Lenovo IdeaPad Gaming 3i 92

เรื่องสุดท้ายคือ ประสิทธิภาพในการเล่นเกม เฟรมเรตที่ปรากฏ ก็น่าจะเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจน ด้วยการทดสอบเกมพื้นฐาน บนโหมดการตั้งค่าแบบ High และ Very High เฟรมเรตไปแตะที่ราว 80-90fps. ได้ไม่ยาก ซึ่งในบางเกม ก็เป็นตัวแทนของเกมรุ่นใหม่ๆ ได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Monster Hunter หรือ God of War แต่ถ้าในสายเกม Apex Legend หรือเกมแนว Racing ต่างๆ ก็เรียกว่าสนุกสนานได้แบบที่ไหลลื่นมากขึ้น แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าเพิ่มแรมเป็นสัก 16GB ทำงานในแบบ Dual-channel ก็ดูจะลงตัวขึ้นอีกเยอะ โดยส่วนตัวมองว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในราคาเริ่มต้น ประมาณ 37,900 บาท ที่ลงตัวทั้งรูปลักษณ์และประสิทธิภาพ ทดแทนพีซีได้ในกรณีที่คอมเครื่องเก่าพัง หรืออยากจะซื้อคอมใหม่ แต่มีพื้นที่ทำงานจำกัด Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็นทางออกที่น่าสนใจ

award new value

สำหรับรางวัลนี้ เรียกว่าคุ้มค่าน่าใช้ น่าลงทุน เพราะสนนราคาที่เคาะออกมาประมาณ 37,900 บาท เมื่อเทียบกับสเปคที่ได้ Intel Core i5 Gen 12 รุ่นใหม่ และกราฟิกการ์ด GeForce RTX 3050 Ti ที่เมื่อรีดเฟรมเรตออกมาในหลายๆ เกม ทำได้น่าสนใจ อีกทั้งดีไซน์ก็ใหม่หมด พร้อมพอร์ต Thunderbolt 4 มาด้วย ช่วยให้การใช้งานคล่องตัวมากขึ้น ราคานี้หยิบจับได้ง่าย ไม่ต้องเอื้อมมาก มีงบเหลือไปลงกับเกมมิ่งเกียร์หรืออัพเกรดแรมเพิ่มได้อีก

NBS award 7 Design

พูดได้เลยว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คโทนสีขาว ไฟสีฟ้าแบบนี้ หาได้ยาก ลบภาพโทนสีในแบบเดิมๆ ไปได้เลย แต่สำหรับรางวัลนี้ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของฟังก์ชั่น ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตต่อพ่วง ที่ย้ายไปด้านหลังเป็นส่วนใหญ่ ใช้งานแบบต่อสายก็ไม่เกะกะ กล้องเว็บแคม มาพร้อม Privacy shutter และภายในอัพเกรดแรมและ SSD เพิ่มได้อีก แสงไฟสีฟ้าของ Backlit บนคีย์บอร์ด ก็ทำให้ดูมีเสน่ห์ขึ้นไม่น้อยเลย รางวัลนี้ถือว่าเหมาะสม

from:https://notebookspec.com/web/655576-lenovo-ideapad-gaming-3i-2022

รีวิว ASUS ROG Strix Scar 17 SE G733CX เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงสุดในโลก!! ฟีเจอร์ล้นตัวกับราคา 124,990 บาท

ASUS ROG Strix Scar 17 SE แรงสุด ทรงพลังสุดในโลกจนพีซีมีอายกันบ้าง!

rogstrixscar17se cover

ASUS ROG Strix Scar 17 SE ต้องถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นที่แรงสุดของ ASUS ที่มีให้เกมเมอร์ได้เลือกซื้อเอาไว้เล่นเกม ณ ปี 2022 นี้ ซึ่งตัวเครื่องมีขนาดใหญ่กว่า ASUS ROG Strix Scar 15 ซึ่งมีรีวิวให้รับชมไปก่อนหน้านี้ ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงสเปคทรงพลังที่สุด ทาง ASUS ก็ประเคนฟีเจอร์สุดยอดต่างๆ เข้ามามากมายให้สมกับความเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธง ไม่ว่าจะซีพียูและการ์ดจอระดับท็อปจาก Intel และ NVIDIA และระบายความร้อนโดยโลหะเหลว Liquid Metal ที่วิจัยพัฒนาร่วมกับทาง Thermal Grizzly Conductonaut Extreme กับฮีตไปป์อีก 6 เส้น ช่วยลดความร้อนและอุณหภูมิได้ดีกว่าระบบระบายความร้อนทั่วไปถึง 14 องศาเซลเซียส เมื่อผสานกับพัดลมระบายความร้อน Arc Flow Fans แบบ 84 ใบพัด ระบายออกช่องระบายความร้อน 4 ช่องทั้งด้านข้างและหลังทำให้ตัวเครื่องเย็นตลอดเวลาที่เล่นเกมหรือทำงานหนักและมีฟีเจอร์ 0dB Ambient cooling ที่ถ้าหากซีพียูมีอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส พัดลมก็จะไม่หมุนสร้างเสียงรบกวนเวลาใช้งานอีกด้วย

Advertisementavw

เมื่อชุดระบายความร้อนมีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้ ก็ทำให้ ASUS ROG Strix Scar 17 SE สามารถปรับแต่งค่าวัตต์ไฟฟ้าเข้าตัวซีพียูได้ด้วย นั่นคือ หากเปิดใช้งาน Turbo Mode ค่าวัตต์รวมจะอยู่ที่ 230 วัตต์ แชร์เป็นซีพียู 55 วัตต์ และจีพียู 175 วัตต์ หากปรับแต่งเองใน Manual Mode ก็สามารถดันค่าวัตต์ของซีพียูไป 65 วัตต์ และจีพียู 175 วัตต์ ทำให้ค่าวัตต์รวมเป็น 240 วัตต์พอดี รีดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่องออกมาได้โดยไม่มีปัญหาต่อการใช้งานอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดนี้จะคุมการทำงานด้วยชิป MUX Switch ซึ่งจะเซ็ตให้ตัวชิปทำงานตามปกติหรือปรับแต่งเองให้ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ได้ เช่นกัน และทาง ASUS ก็อัพเกรด RAM เป็น DDR5 กับ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 อัพเกรดเพิ่มความจุเป็น 2TB ทั้ง 2 ช่องและตั้งค่าเป็น RAID 0 เร่งประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย จึงกล่าวได้ว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ทรงพลังที่สุดในโลก ณ ปี 2022 ได้อย่างเต็มปาก

ASUS ROG Strix Scar 17 SE

นอกจากสเปคตัวเครื่องจัดเต็มระดับนี้แล้ว หน้าจอของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ก็ให้มาแบบไม่กั๊กเลย ด้วยหน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด WQHD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 240Hz กับ Response Time 3ms เรียกว่าตอบสนองเร็วทันใจและต่อเนื่อง ไม่มีอาการภาพขาดด้วยฟีเจอร์ AdaptiveSync และให้สีสันสวยสดใจเพราะเป็นหน้าจอ Dolby Vision HDR อีกด้วย ซึ่งเหมาะกับความบันเทิงทุกรูปแบบอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นเกมก็ดีสุดๆ จับคู่กับชุดลำโพง 4 ตัว เสริมระบบ Smart Amp Technology เอาไว้ครบเครื่อง ทำให้ได้ลำโพง Dolby Atmos และได้รับการรับรองเสียงระดับ Hi-Res Audio อีกด้วย

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02661

ด้านความสวยงามถือว่าสมค่าตัว 124,990 บาท อย่างที่สุด ทั้งไฟคีย์บอร์ด 4-Zone RGB, แถบไฟ RGB กรอบหน้าเครื่อง “Surrounded Light Bar”, ไฟ RGB โลโก้ ROG ที่ฝาหลังตัวเครื่องแบบใหม่ล่าสุด “Aura Glow” และยังถอดเปลี่ยนขอบสันเหนือตัวเครื่องอย่าง Armor Cap ได้ถึง 3 แบบ และยิ่งไปกว่านั้น จุดเด่นซึ่งซ่อนอยู่ในดีไซน์ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE นั่นคือ “Cipher” หรือการเข้ารหัสโดยซ่อนไว้ในลวดลายรหัสลับเอาไว้บนฝาหลังเครื่อง ซึ่งถ้าไม่ส่องด้วยไฟฉาย UV ในกล่องก็จะไม่เห็นอย่างแน่นอน และนั่นคือรหัสลับสำหรับเล่นเกม Scar Runner ธีม Cyberpunk จากทาง ASUS ซึ่งผู้เล่นที่ได้คะแนนสูงสุดก็จะได้รับรางวัลหลากหลายแบบ ซึ่งมูลค่าสูงสุดก็จะมี ASUS ROG Strix Scar 17 SE อีกด้วย เรียกว่าถึงจะใช้บอดี้แบบเดิมแต่ก็ยังสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน จัดว่ายอดเยี่ยมอย่างไม่น่าสงสัยเลย

ยิ่งไปกว่านั้น จุดเด่นเฉพาะไม่มีใครเหมือน คือ ชิป Keystone II กุญแจเปิดใช้งานฟังก์ชั่นพิเศษของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จัดเป็นฟีเจอร์ลูกเล่นน่าสนใจ ทำให้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มี 2 บุคลิคในตัวเดียว ซึ่งเจ้าของเครื่องสามารถเซ็ตได้ว่าจะให้ทำงานแบบไหน เช่น หากต่อ Keystone II เอาไว้ก็อยู่ในโหมดเกมมิ่งรีดประสิทธิภาพออกมาสุดตัว หรือถอดออกมาเก็บไว้ก็กลายเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คโหมดประหยัดพลังงาน ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้สบายๆ ก็ได้ เรียกว่าน่าสนใจและมีโหมดการตั้งค่าหลากหลายแบบให้เลือกใช้งานได้ด้วย

NBS Verdicts

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02657

หากเกมเมอร์คนไหนไม่อยากนั่งประกอบเกมมิ่งพีซีให้เสียเวลา มีงบประมาณหลักแสนบาทเอาไว้ลงกับคอมพิวเตอร์ดีๆ สักเครื่อง ASUS ROG Strix Scar 17 SE คือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ดีสุด น่าใช้ที่สุด ณ ปี 2022 นี้แล้ว ด้วยความแรงของมันก็ถือว่าสุดยอดที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย จะใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์หน้าจอ 4K UHD ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดทุกอย่างก็ยังรีดเฟรมเรทได้สูงและเอาไปทำงานหนักๆ อย่างเขียนแบบ AutoCAD หรือทำโมเดล 3D CG ก็ใช้ได้ ไม่ต้องคิดเรื่องเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ไปอีกหลายปี และถ้าสเปคเดิมจากโรงงานยังไม่พอใจก็เปิดฝาอัพเกรดเพิ่มได้อีกด้วย

แต่แม้เครื่องนี้จะสุดยอดแค่ไหน ก็ยังมีจุดสังเกตเล็กน้อยๆ อยู่บ้าง ไม่ว่าจะไม่มีกล้อง Webcam ติดตั้งมาให้ หากประชุมออนไลน์หรือ Livestream เกมก็ต้องมีกล้องแยกอย่าง ROG Eye เอาไว้สักตัวไม่ก็ต้องใช้กล้องสมาร์ทโฟนแทน และตัวเครื่องเองก็ใส่ฟีเจอร์ต่างๆ มาแบบจัดเต็มที่สุด ทำให้น้ำหนักเครื่องมากถึง 3 กิโลกรัม รวมปลั๊กเฉพาะของตัวเครื่องก็อยู่ที่ 4 กิโลกรัมทีเดียว จำเป็นต้องพึ่งกระเป๋าเป้ใบใหญ่พิเศษหรือใช้กระเป๋าล้อเลื่อนไปเลยหากไม่อยากให้น้ำหนักทำให้ปวดคอบ่าไหล่ ยิ่งไปกว่านั้น คือ หากจะเปิดฝาอัพเกรดต้องระวังสายแพของ Surrounded Light Bar เพราะตัวสายค่อนข้างสั้น ถ้ารีบดึงเปิดออกมาอาจจะทำให้สายแพขาดเสียหายได้ และควรสังเกตฝั่งเข้าสายแพให้ดี เนื่องจากตัวสายแพเส้นฝั่งซ้ายมือจะหลุดได้ค่อนข้างง่าย

ข้อดีของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE
  1. ดีไซน์ตัวเครื่องถึงจะแชร์กับตระกูล ROG Strix ก็ตาม แต่ก็สวยแตกต่างด้วยไฟ RGB ที่จุดต่างๆ ได้แก่ Aura Glow, Surrounded Light Bar, 4-Zone RGB Keyboard และลวดลาย Cipher แบบพิเศษเพื่อใช้เล่นเกม Scar Runner
  2. งานประกอบสวยแข็งแรง เปลี่ยน Armor Cap ให้เข้ากับสไตล์ของผู้ใช้ได้ง่ายๆ
  3. มีชิป Keystone II ใช้ปรับโปรไฟล์ใช้งานได้ตามการตั้งค่าของเจ้าของเครื่อง
  4. ประสิทธิภาพตัวเครื่องสูงไร้ที่ติ ติดตั้ง Intel Core i9-12950HX กับ NVIDIA GeForce RTX 3080 Ti รุ่นที่ดีสุดของทั้งสองค่ายมาให้
  5. ปรับแต่งค่าวัตต์ของซีพียูจาก 55 เป็น 65 วัตต์ เพื่อรีดประสิทธิภาพเครื่องเพิ่มได้
  6. มี MUX Switch สำหรับปรับแต่งโหมดการทำงานได้ตามความเหมาะสม ใช้งานสะดวก
  7. ติดตั้งระบบระบายความร้อน Liquid Metal ที่พัฒนาร่วมกับ Thermal Grizzly มาให้ ระบายความร้อนได้ยอดเยี่ยม เมื่อไม่ได้ใช้งานหนักเสียงก็เบาไม่รบกวนตอนทำงาน
  8. อัพเกรด RAM ได้ 64GB DDR5 กับ M.2 NVMe SSD ได้ช่องละ 2TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 
  9. หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด WQHD ค่า Refresh Rate 240Hz และขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 เป็นจอ Dolby Vision HDR เหมาะสมทั้งทำงานและเล่นเกม
  10. ลำโพง 4 ตัว พร้อมชิป Smart Amp รองรับเสียงแบบ Dolby Atmos ได้รับการรับรอง Hi-Res Audio มาให้ คุณภาพเสียงดีน่าประทับใจ
  11. รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E กับ Bluetooth 5.2 ในตัว เชื่อมต่อได้เสถียรดีมาก
  12. ปรับแต่ง Macro Hot Key ได้ 5 ปุ่ม เซ็ตได้ตามความสะดวกทั้งทำงานและเล่นเกม
  13. ได้ประกันตัวเครื่อง ASUS Exclusive Care ดูแลยาวนาน 3 ปี On-Site Service ทั้งในและต่างประเทศ พร้อม Perfect Warranty 1 ปี
ข้อสังเกตของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE
  1. ตัวเครื่องหนักและใหญ่ ควรใส่กระเป๋าโน๊ตบุ๊คสำหรับตัวเครื่องขนาด 17.3 นิ้วโดยเฉพาะ
  2. ไม่มีกล้อง Webcam ติดตั้งมาให้ ถ้าต้องการไลฟ์สตรีมเกมจะต้องต่อกล้องแยกหรือใช้สมาร์ทโฟนแทน
  3. สายแพ Surrounded Light Bar ค่อนข้างสั้น ควรระวังตอนเปิดฝาอัพเกรดเครื่อง

รีวิว ASUS ROG Strix Scar 17 SE

Specification

strixscar smol

สเปคของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ต้องถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสุดเท่าที่ ASUS เปิดตัวมาในปี 2022 นี้ก็คงจะไม่ผิดนัก เนื่องจากทางบริษัทเลือกซีพียู, จีพียู, แรม, M.2 NVMe SSD รุ่นใหม่ที่สุดมาติดตั้งให้ในเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ อีกมากมาย โดยมีสเปคดังนี้

สเปคของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE
  • CPU : Intel Core i9-12950HX แบบ 16 คอร์ (8P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.6-5.0GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3080 Ti แรม 16GB GDDR6 ค่า TGP 175W
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 รองรับการอัพเกรดได้แบบ 2TB x 2 
  • RAM : 32GB DDR5 บัส 4800MHz อัพเกรดได้สูงสุด 64GB
  • Display : 17.3 นิ้ว ความละเอียด WQHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 240Hz, Response Time 3ms, รองรับขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3, Adaptive-Sync, รองรับ Dolby Vision HDR
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1 รองรับ DisplayPort, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort / ชาร์จแบบ Power Delivery / G-SYNC, USB-A 3.2 Gen 1 x 2, HDMI 2.1 x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 3 กิโลกรัม
  • Price : 124,990 บาท

Hardware & Design

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02655

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02634
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02635
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02636
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02631
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02630
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02629

ดีไซน์ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะแชร์กันในซีรี่ส์ ROG Strix แต่ถูกดัดแปลงบอดี้บางส่วนให้ล้ำสมัย ได้ธีม Cyberpunk อารมณ์เหมือนไซบอร์กไปในตัว ซึ่งหากมองหน้าตรงจะเห็นว่านี่คือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในตระกูล ROG Strix แต่เพิ่มรายละเอียดในส่วนต่างๆ เข้ามา เช่น บอดี้เครื่องแบบทูโทน เป็นพลาสติกซอฟท์ทัชฝั่งซ้ายและคาดเส้นสีขาวสกรีนโลโก้ ROG ไว้คั่นบอดี้ใสสีควันบุหรี่จนมองเห็นชิ้นส่วนภายในตัวเครื่องเอาไว้ พร้อมสกรีนตัวอักษรต่างๆ ของ ASUS ROG Strix เอาไว้ครบถ้วน ให้ความเท่มีเอกลักษณ์

จะเห็นว่าขอบบนเหนือคีย์บอร์ดจะมีไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่องติดเอาไว้ ทำให้เห็นสถานะการทำงานชัดเจน พอพับหน้าจอปิดลงมาก็จะเห็นผ่านทางช่องกรอบระหว่างตัวเครื่องและหน้าจอที่ตัดเว้นเอาไว้ด้วย ส่วนก้านขาบานพับหน้าจอจะเป็นก้านโลหะแข็งแรงกางหน้าจอได้ด้วยนิ้วมือนิ้วเดียวและไม่เกิดอาการโยกยวบเลยแม้แต่นิดเดียว และจุดน่าสนใจของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะมีไฟ RGB ติดอยู่ตรงขอบใต้หน้าจอฝั่งขวาที่ตัดเว้นบอดี้ตัวเครื่องเอาไว้ สามารถปรับเอฟเฟคไฟไปได้ตามที่เราตั้งค่าอีกด้วย

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02615

ความแข็งแรงของขาบานพับหน้าจอจะให้ตัวได้ดีพอควร สามารถกางหน้าจอได้กว้างมากราว 120 องศา จะวางบนพื้นโต๊ะหรือที่วางโน๊ตบุ๊คก็กางหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาได้ง่ายๆ แต่เนื่องจากตัวเครื่องมีขนาดใหญ่และหนักพอควร ดังนั้นถ้าใครจะวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คควรหารุ่นที่แข็งแรงและออกแบบมาเพื่อโน๊ตบุ๊คขนาดใหญ่โดยเฉพาะจะดีที่สุด

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02607

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02607
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02608
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02605
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02606
ASUS ROG Strix Scar 17 SE IMG20220520102805
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02622

ฝาหลังของตัวเครื่อง หากมองเผินๆ ก็จะเห็นว่ามันไม่ต่างกับ ASUS ROG Strix รุ่นอื่นๆ แต่จริงๆ แล้ว ASUS ROG Strix Scar 17 SE มีลูกเล่นซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะไฟ RGB ตรงโลโก้ ROG ในชื่อเฉพาะว่า Aura Glow, เพลตตัวเครื่องลาย ROG “Armor Cap” ซึ่งถอดเปลี่ยนยได้ 3 ลายด้วยกัน ได้แก่ สีดำล้วน Prismatic Black, สีเงินใส Stealth Silver, ดำใส Translucent Speckled Black ซึ่งติดอยู่ด้านข้างบอดี้ตัวเครื่องซึ่งถูกออกแบบเป็นช่องลมเข้า

ส่วนสำคัญนั่นคือดีไซน์ Cipher ลวดลายเส้นแบบพิเศษ ซึ่งถ้าถูกแสงไฟตามปกติจะเห็นเป็นเส้นสีดำเทาตามปกติเท่านั้น แต่หากใช้ไฟฉาย UV ซึ่ง ASUS แถมมาให้ในกล่องส่องใส่พาร์ทส่วนนี้จะเห็นเป็นลวดลายสีน้ำเงินและเขียวสว่างชัดขึ้นมา ซึ่งเป็นการเข้ารหัสลับที่ใช้ในเกม Scar Runner ซึ่งผู้เล่นที่ทำคะแนนได้สูงสุดจะได้รับของรางวัลจากทางบริษัทไปด้วย

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02664

ดังนั้นสรุปแล้ว นอกจาก ASUS ROG Strix Scar 17 SE และอแดปเตอร์ของตัวเครื่อง จะมีของแถมใส่มาให้ในกล่องคือ Armor Cap x 3 ชิ้น (ติดอยู่กับตัวเครื่อง 1 ชิ้น), ไฟฉาย UV พร้อมถ่านไฟฉาย 1 ก้อน, ชิป Keystone II พร้อมสายห้อยเนื้อยางแบบพวงกุญแจอีก 1 ชุด ซึ่ง Keystone II จะสื่อสารกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ผ่านทาง NFC แล้วเปลี่ยนโปรไฟล์ตัวเครื่องได้ทั้งหมด 2 แบบ ผู้ใช้สามารถเซ็ตโปรไฟล์และฟีเจอร์ได้ในโปรแกรม Armoury Crate 

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02584

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02586
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02587

ด้านใต้ตัวเครื่องจะแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ช่องลมเข้าสำหรับดึงอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อน กินพื้นที่ไปราว 65% ของพื้นที่ทั้งหมดและครึ่งล่างเป็นบอดี้ตัวเครื่องผิวเรียบพร้อมช่องลำโพงอีก 2 ช่องด้วยกัน และสังเกตว่าทาง ASUS จะติดแถบยางป้องกันด้านใต้ตัวเครื่องแบบพิเศษเอาไว้ 3 ชิ้นด้วยกัน ได้แก่เส้นเล็กสลักคำว่า “For Those Who Dare” ตรงมุมซ้ายบน และครึ่งฝั่งขวาเป็นช่องเนื้อยางทั้งหมด มีคำว่า “Back On Top” อยู่ด้านบนและขอบล่างสลักตัวเลข 18-15-07 06/06, Republic Of Gamers เอาไว้ด้วย

สำหรับชุดตัวเลขนี้เป็น Easter Egg ของทาง ASUS โดยวิธีถอดรหัสจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 18-15-07 เป็นลำดับของตัวอักษรในภาษาอังกฤษ เมื่อนำมาเรียงตามลำดับทั้ง 26 ตัว แล้วแกะเป็นตัวอักษร 3 ตัว จะได้คำว่า R-O-G และเลข 06/06 คือ เดือนและปีที่ ASUS ก่อตั้งแผนก Republic Of Gamers “ROG” ขึ้นมา นับว่า ASUS ใส่ใจรายละเอียดการออกแบบและใส่รหัสลับต่างๆ ซ่อนเอาไว้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เยอะพอควร

Screen & Speaker

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02623

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02626
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02624
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02628

หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะมีความละเอียดหน้าจอให้เลือกทั้งหมด 2 สเปค แบ่งเป็นความละเอียด WQHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 240Hz, Response Time 3ms, รองรับขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3, Adaptive-Sync, รองรับ Dolby Vision HDR ซึ่งเป็นรุ่นจำหน่ายในประเทศไทย อีกสเปคจะลดความละเอียดเหลือ Full HD (1920×1080) พาเนลIPS ค่า Refresh Rate 360Hz และ Response Time 3ms รองรับ Adaptive-Sync และเป็นจอ Dolby Vision เหมือนกัน โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าทาง ASUS เลือกจอ WQHD มาขายเช่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากความละเอียดหน้าจอและสเปคของตัวเครื่องสมกันกำลังดี ได้ค่า Refresh Rate และความละเอียดสูงพร้อมๆ กัน

display data

monitor gamut
monitor information deep

ส่วนผู้ใช้คนไหนที่ต้องการปรับค่า Refresh Rate หน้าจอระหว่าง 60 และ 240Hz ให้เข้ามาที่ System > Display > Advanced display แล้วเลือกที่แถบ Choose a refresh rate จะเลือกเปลี่ยนความลื่นไหลของหน้าจอได้ โดยผู้เขียนแนะนำว่าถ้านั่งทำงานตามปกติก็เปลี่ยนเป็น 60Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ แล้วเปลี่ยนเป็น 240Hz ตอนเล่นเกมจะดีที่สุด

ส่วนขอบเขตสีหน้าจอเมื่อ Calibrate ด้วย Calibrite รวมทั้งเซ็ตโปรไฟล์สีด้วย DisplayCal 3 จะเห็นว่า Gamut coverage ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE กว้างระดับ 99.7% sRGB, 83.3% AdobeRGB และ 98.7% DCI-P3 ส่วน Gamut Volume สูงมากระดับ 145.2% sRGB, 100% AdobeRGB และ 102.9% DCI-P3 ค่าความเที่ยงตรงสี Delta-E เฉลี่ย 0.17 เท่านั้น ถือว่าเที่ยงตรงสุดๆ และความสว่างหน้าจอ (Luminance) สูงถึง 327.16 cd/m2 ทีเดียว ถือว่าทาง ASUS เลือกใช้พาเนลหน้าจอคุณภาพสูง ทำให้ดูหนังและเล่นเกมได้อย่างเต็มอรรถรสหรือจะเอาไปทำงานเช่นพรู้ฟสีงานอาร์ตเวิร์คก็ทำได้สบายๆ

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02589
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02590
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02599
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02600

ด้านลำโพง 4 ตัวพร้อมชิป Smart Amp นับว่าเป็นลำโพงโน๊ตบุ๊คที่ดีไม่แพ้ใครอีกชุดหนึ่ง ซึ่งความดังเมื่อวัดด้วยเครื่องวัดเดซิเบลจะได้ความดังราว 83dB ซึ่งถือว่าดังมาก และถ้าเปิดเสียงดังสุดต้องถือว่าเนื้อเสียงมีคุณภาพดี ตอนดูหนังจะได้ความมีมิติและรู้สึกได้เลยว่าเสียงมีทิศทางจากฝั่งใดสู่ฝั่งใดด้วยลำโพงแบบ Dolby Atmos และเนื้อเสียงตอนฟังเพลงจะได้สเตจค่อนข้างกว้างและเหมาะกับเสียงสไตล์เพลงร็อคกับเพลง R&B เป็นพิเศษ เนื่องจากเนื้อเสียงมีความทุ้มในตัวอยู่ระดับหนึ่ง ส่วนการเล่นเกมเรียกว่าแบ่งทิศทางเสียงได้ดี รู้ทิศทางศัตรูชัดเจนและได้อารมณ์เป็นพิเศษในช่วง Gun Fight ในเกม FPS ก็ถือว่าทำได้ดีมีน้ำหนักพอควร

ส่วนคนชอบเพลงแนวป็อบแจ๊สก็จัดว่าฟังได้เพราะพอควร แต่เนื้อเสียงจะเจือขุ่นอ่อนๆ ไม่ได้ใสเป็นแก้วคาดว่าเพราะลำโพงนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ดังนั้นเสียงก็จะได้โทนแบบเอื้อเบสและหนักทางเกมมิ่งมากกว่า 

Keyboard & Touchpad

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02637

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02638
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02639
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02640
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02642

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะเป็นคีย์บอร์ดแบบ Full-Size พร้อมไฟ RGB แบบ 4-Zone ปรับเปลี่ยนสีสันของไฟได้ตามรสนิยมของผู้ใช้ในโปรแกรม Armoury Crate มีเอฟเฟคให้เลือกมากมาย และถ้าใครไม่อยากได้แสงไฟก็สามารถกดปิดไฟทิ้งได้โดยปุ่มลัดตรง F1-F12 ด้วย นอกจากนี้ส่วนเหนือคีย์บอร์ดจะมีบรรทัดพิเศษติดตั้งปุ่มมาโครไว้ 5 ปุ่ม สามารถเซ็ตได้ว่าจะให้ปุ่มเหล่านี้ทำงานอย่างไร แยกได้ตามโปรไฟล์อีกด้วย

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02638

สำหรับ Function Hotkey ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะมีแยกอยู่หลายโซนและมีฟังก์ชั่นติดตั้งมาให้ครบถ้วนทีเดียว โดยมีฟังก์ชั่นดังนี้

  • F1 – ปิดเสียงลำโพง
  • F2-F3 – ลดหรือเพิ่มแสงไฟ RGB คีย์บอร์ด
  • F4 – Aura Sync ปรับเอฟเฟคไฟคีย์บอร์ด
  • F5 – ปรับโปรไฟล์การทำงานของตัวเครื่อง แยกเป็น Silent, Performance, Turbo
  • F6 – เรียกโปรแกรม Snipping Tool 
  • F7-F8 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F9 – ปุ่ม Project เซ็ตการทำงาหน้าจอหลักและเสริม
  • F10 – ปิดหรือเปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – สั่งเครื่องเข้า Sleep Mode
  • F12 – เปิด Airplane Mode
  • M1-M2 – ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • M3 – ปิดไมโครโฟน
  • M4 – ปรับโปรไฟล์การทำงานของตัวเครื่องเหมือน F5
  • M5 – เรียกโปรแกรม Armoury Crate ขึ้นมาใช้งาน

ด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน แม้เซ็ตปุ่ม M1-M5 เหนือแถว F1-F12 จะมีคำสั่งพื้นฐานซ้ำกันอยู่บ้างแต่ก็สามารถปรับแต่งให้เข้ากับสไตล์การใช้งานได้สะดวก และถือว่าทาง ASUS ก็ Mapping คำสั่งต่างๆ เอาไว้ให้ค่อนข้างครบถ้วนทีเดียว ไม่ว่าจะปุ่มเรียกโปรแกรม Armoury Crate, เปลี่ยนไฟ RGB ของคีย์บอร์ด, เปลี่ยนโหมดการทำงานของตัวเครื่องก็มี แต่ให้ดีกว่านี้ผู้เขียนเสนอว่าถ้า ASUS เพิ่มคีย์ลัดเปลี่ยนค่า Refresh Rate ของตัวเครื่องเข้ามาให้ในเซ็ตคีย์ลัดเหล่านี้จะยิ่งดีขึ้นไปอีก ผู้ใช้จะได้สลับโหมดการใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02644

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02645
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02646
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02647
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02648

ด้านคีย์ลัดอื่นๆ ของทาง ASUS ก็เซ็ตมาให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะปุ่มลูกศรที่ซ้อนคำสั่ง Page Up, Page Down, Home, End เอาไว้, Function Key สำหรับคนทำงานเหนือชุด Numpad หรือแม้แต่คีย์ลัดเรียกเครื่องคิดเลขตรงปุ่ม Enter ก็มีให้ใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้นคีย์บอร์ดก็มีคำสั่ง Windows Lock ติดมาให้ เพียงแค่กด Fn+Windows เพื่อล็อคไม่ให้ปุ่ม Windows ทำงานเมื่อมือเผลอไปโดนตอนเล่นเกมอยู่ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นคีย์ลัดที่เหมาะสมกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมากๆ 

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02652
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02653

ส่วนทัชแพดของตัวเครื่องจะมีขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ตรงที่พักข้อมือของตัวเครื่อง ดีไซน์แบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและขวาและสังเกตว่าขนาดจะกว้างทีเดียว โดยอยู่ตั้งแต่ครึ่งปุ่ม Alt ซ้ายลากยาวไปจนถึงหัวปุ่ม Ctrl ฝั่งขวามือทีเดียว ตัวแป้นรองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วนเช่นกัน แต่จุดสังเกตคือตัวคลิกของแป้นทัชแพดจะค่อนข้างอ่อนทีเดียว ทำให้กะน้ำหนักมือได้ยากอยู่บ้าง ต้องอาศัยการปรับตัวระดับหนึ่ง

Connector / Thin & Weight

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02610

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02616
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02617

พอร์ตของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะติดตั้งเอาไว้ทั้งหมด 2 ด้าน คือซ้ายและด้านหลังเครื่อง ส่วนฝั่งขวามือจะเป็นช่องใส่ชิป Keystone II เพียงช่องเดียวเท่านั้น ส่วนพอร์ตด้านอื่นจะมีดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – USB-A 3.2 Gen 1 x 2 ช่องและ Audio combo x 1
  • ด้านหลังจากซ้ายมือ – Thunderbolt 4 x 1 รองรับ DisplayPort, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการเชื่อมต่อหน้าจอแบบ DisplayPort รองรับ NVIDIA G-SYNC ในตัวและชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย, HDMI 2.1, LAN RJ45 x 1, ช่องอแดปเตอร์
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 

จะเห็นว่าพอร์ตของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ติดตั้งมาครบถ้วน ไม่ว่าจะ USB-A 3.2 สำหรับต่ออุปกรณ์เช่นเมาส์และคีย์บอร์ด ด้านของ Thunderbolt 4 ก็รองรับการเชื่อมต่อหน้าจอแยกเช่นเดียวกับ USB-C 3.2 Gen 2 ซึ่งฟังก์ชั่นติดตั้งมาครบถ้วนมาก ทั้งชาร์จแบตเตอรี่และต่อหน้าจอแยกได้ รวมทั้งรองรับ G-SYNC อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครต้องการต่อหน้าจอแยกก็ต่อเพิ่มได้ถึง 3 หน้าจอ ได้แก่ USB-C ทั้ง 2 ช่องและ HDMI อีกช่อง โดยเฉพาะ HDMI 2.1 จะต่อหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 8K ได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครต่อจอเกมมิ่ง 4K 120Hz ก็ต่อได้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

แต่ที่น่าเสียดายอยู่บ้างแต่ก็พอรับได้ คือไม่มีช่อง MicroSD Card Reader ติดตั้งมาให้ ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังต่อผ่าน USB-C Multiport Adapter หรืออุปกรณ์เสริมแบบอื่นๆ แทน เพราะถ้าติดตั้งมาให้ช่างกล้องหรือทีมวิดีโอสามารถโอนวิดีโอหรือภาพถ่ายมาทำงานได้ทันที แต่ก็ยังพอมีตัวช่วยอื่นๆ อยู่ไม่ได้เป็นประเด็นนัก

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02619

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02620
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02621

ด้านพอร์ตพิเศษสำหรับใส่ชิป Keystone II ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะเชื่อมต่อกับตัวชิปผ่านทาง NFC เท่านั้น ช่วยให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีลูกเล่นมากยิ่งขึ้นและเปลี่ยนโปรไฟล์ตอนใช้งานได้ทั้งตอนต่อและไม่ต่อชิปตัวนี้เอาไว้กับตัวเครื่อง โดยฟังก์ชั่นที่เซ็ตในโปรแกรม Armoury Crate จะมีคำสั่งดังนี้

  • ฟังก์ชั่นพื้นฐานของ Keystone II
    • Shadow Drive – ฟังก์ชั่นไดรฟ์พิเศษสำหรับใส่ข้อมูลส่วนตัวซึ่งไม่อยากเผยให้คนอื่นเห็นหรือใช้งานร่วม ถ้าถอด Keystone II ออก ตัวเครื่องจะซ่อนไดรฟ์ให้โดยอัตโนมัติและเรียกกลับมาให้ใช้งานเมื่อต่อไดรฟ์กลับมาในเครื่อง
    • Redeem เกมส์ต่างๆ ได้
    • เซฟแบ็คอัพงานต่างๆ ในเครื่องขึ้นสู่ระบบ Cloud ที่ใช้งานอยู่
  • ฟังก์ชั่นพิเศษของ Keystone II (เลือกได้ 1 คำสั่งเท่านั้น)
    • Stealth – โหมดซ่อนตัวโดยออกจากระบบของตัวเครื่อง (Sign out)
    • HyperFan Mode Switch – ปรับโหมดการทำงานของพัดลม เช่น ตั้งเป็นโหมดพัดลมทำงานเต็มที่เพื่อเล่นเกมก็ได้
    • Log-Out Windows – ออกจากระบบ Windows เมื่อถอดออกจากเครื่อง
    • Launch an app/game – เมื่อต่อเข้ากับตัวเครื่องแล้วเรียกโปรแกรมหรือเกมที่ต้องการเล่นขึ้นมาในทันที
    • Account Login / Restore Account Config – เข้าสู่ระบบ, คืนการตั้งค่า Account ของตัวเครื่อง

จะเห็นว่าชิป Keystone II เป็นชิปตัวเด่นใจความอีกรุ่นของทาง ASUS เลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครอยากใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เอาไว้ทำงานเครื่องเดียว ก็ใช้ชิปตัวนี้เป็นตัวตั้งค่าปรับเปลี่ยนโปรไฟล์ตอนใช้งานได้เลย เรียกว่าสะดวกและได้ความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นแน่นอน

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02581

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02583
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02582

น้ำหนักของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลต้องถือว่ามีน้ำหนักมากทีเดียว เฉพาะตัวเครื่องหนัก 2.94 กิโลกรัม พอรวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 1.05 กิโลกรัมแล้ว จะหนักถึง 4 กิโลกรัมพอดีไม่มีเศษเลย ซึ่งน้ำหนักระดับนี้หากไม่ใช้กระเป๋าโน๊ตบุ๊คไซซ์ 17.3 นิ้วก็จะใส่ไม่ได้อย่างแน่นอน แม้จะพอใส่ในกระเป๋าขนาด 15.6 นิ้วได้บ้างแต่ก็ต้องฝืนใส่และเอียงตัวเครื่องเล็กน้อยให้รูดซิปได้ ไม่อย่างนั้นก็ควรหากระเป๋าล้อลากสักใบมาใช้งานก็เป็นทางออกที่ดี

Inside & Upgrade

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02588

หากต้องการอัพเกรด ASUS ROG Strix Scar 17 SE ก็สามารถเปิดฝาอัพเกรดได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตแบบแฉก Philip Head จำนวน 11 ดอกแล้วเอาการ์ดแข็งไล่ตามกรอบตัวเครื่องส่วนบนได้เลย โดยผู้เขียนแนะนำให้ไล่จากขอบด้านบนของตัวเครื่องไล่มาตามขอบซ้ายขวาแล้วเว้นโซนพื้นที่ Surrounded Light Bar เอาไว้เป็นจุดสุดท้าย เนื่องจากขอบเครื่องส่วนนี้จะมีสายแพต่ออยู่ 2 เส้น ถ้าเปิดโดยไม่ระวังสายแพอาจจะขาดหรือเกิดความเสียหายได้

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02591

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02597
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02596
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02598

ด้านในตัวเครื่องจะมีจุดให้อัพเกรดทั้งหมด 2 ส่วน คือ M.2 NVMe SSD ที่เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ติดตั้งมาให้จากโรงงาน 1TB x 1 ช่อง เหลือช่องว่างอยู่ 1 ช่อง อัพเกรดได้สูงสุดช่องละ 2TB และสามารถทำ RAID 0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกด้วย แรมเป็น SO-DIMM ทั้งสองช่อง ติดตั้งมาให้ 32GB (16GB x 2) DDR5 บัส 4800MHz รองรับการอัพเกรดสูงสุดช่องละ 32GB สูงสุด 64GB ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าแรม 32GB DDR5 จากโรงงานมีความจุเยอะเพียงพอใช้ทั้งทำงานและเล่นเกมอย่างแน่นอน ยกเว้นว่าใครทำงานกราฟฟิคหรือทำงาน 3D CG หนักๆ ค่อยอัพเกรดในภายหลัง

Performance & Software

cpu 3

สเปคของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE นั้นรวมของดีที่สุดที่มี ณ ปี 2022 มาให้เต็มที่ ไม่ว่าจะซีพียู Intel Core i9-12950HX แบบ 16 คอร์ (8P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.6-5.0GHz เป็นซีพียูสถาปัตยกรรม Intel Alder Lake Mobile ที่ดีสุด ณ ตอนนี้ ค่า TDP อยู่ที่ 55 วัตต์ มีฟังก์ชั่น Dynamic Boost เพิ่มค่าวัตต์ของซีพียูไป 65 วัตต์ เพื่อเร่งประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นอีก

สำหรับตัว Intel Core i9-12950HX ถือว่าเป็นซีพียูโน๊ตบุ๊ครุ่นที่กำลังประมวลผลสูงไม่แพ้ซีพียูเดสก์ท็อปรุ่นใกล้เคียงกันเลย ดังนั้นถ้านำมาทำงานหรือเล่นเกมก็คาดหวังประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย

ram3

ram2 1
ram1

แรมในเครื่องมีความจุ 32GB (16GB x 2) DDR5 บัส 4800MHz ชิปแรมผลิตโดย Micron Technology หากใช้เล่นเกมและตัดต่อคลิปวิดีโอก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครอยากอัพเกรดก็เพิ่มแรมได้มากสุดถึง 64GB DDR5 ทีเดียว ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าถ้าเล่นเกมและตัดต่อคลิปเป็นหลัก แรม 32GB เดิมๆ จากโรงงานก็ตอบโจทย์อย่างแน่นอน ยกเว้นคนที่ทำโมเดล 3D หรือเขียนแบบ AutoCAD อาจจะอัพเกรดแรมเพิ่มก็ดีเช่นกัน

3080ti
tgp rtx 3080 ti

การ์ดจอแยกเป็นรุ่น NVIDIA GeForce RTX 3080 Ti มีแรม 16GB GDDR6 มีประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่ง CUDA Cores ในตัวการ์ดจอจะมีอยู่ 7,424 คอร์ มีมากกว่า NVIDIA GeForce RTX 3080 ที่มี 6,144 คอร์ ถึง 1,280 คอร์ด้วยกัน ดังนั้นในแง่การทำงานกราฟฟิค 3D CG หรือตัดต่อวิดีโอก็ใช้งานได้ดีอย่างแน่นอน ด้านค่า TGP เมื่อเช็คใน System Information แล้วอยู่ที่ 175 วัตต์ รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งต่างๆ ครบถ้วน ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, CUDA, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing, PhysX ดังนั้นการ์ดจอนี้เมื่อติดตั้งมาใน ASUS ROG Strix Scar 17 SE นอกจากเล่นเกมได้ยอดเยี่ยมแล้ว ยังสามารถเรนเดอร์วิดีโอหรือโมเดล 3D ต่างๆ ได้ดีแน่นอน

devicemgr 3

ส่วนของพาร์ทภายในเครื่อง เมื่อเช็คผ่านทาง Device Manager จะเห็นว่าทาง ASUS เลือกแต่พาร์ทคุณภาพดีมาติดตั้งให้ ได้แก่ การ์ด Wi-Fi รุ่น Intel Wi-Fi 6E AX211 มีแบนด์วิธคลื่น 160MHz ซึ่งถือว่ากว้างทีเดียว รวมทั้งการ์ด LAN เป็นรุ่น Realtek Gaming 2.5GbE ทำให้ดูหนังฟังเพลงหรือเล่นเกมออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้อย่างต่อเนื่องและเสถียร และมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาให้เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลภายในเครื่องและเป็นชิปสำคัญของ Windows 11 อีกด้วย

ssd 4

M.2 NVMe SSD ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็น Samsung MZVL21T0HCLR-00B00 หรือ Samsung PM9A1 รหัส OEM ของ Samsung 980 PRO 1TB รุ่นยอดนิยมซึ่งผู้ผลิตหลายเจ้านิยมนำมาติดตั้งในโน๊ตบุ๊คใช้ SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 โดยสเปคหน้าเว็บไซต์ของ Samsung คือ ตัว SSD เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 7,000MB/s และ Sequential Write 5,100MB/s เมื่อทดสอบด้วย AS SSD Benchmark แล้ว ได้ผลคือ Sequential Read 5,143.3MB/s และ Sequential Write 4,289.36MB/s จัดว่าทำงานได้ดีโหลดโปรแกรมต่างๆ และเกมได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องความเร็วหรืออยากทำ RAID 0 ก็ไม่จำเป็นต้องอัพเกรดก็ได้

ในทางกลับกัน หากใครอยากอัพเกรด M.2 NVMe SSD ให้ทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นอาจจะเปลี่ยนมาใช้ Samsung 980 PRO, WD Black SN850, Kingston KC3000 หรือจะ Kingston FURY Renegade ก็จัดเป็น M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หากใครมีรุ่นนอกเหนือจากนี้ก็เลือกมาเติมให้ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เครื่องนี้ก็ได้ 

r15 3
r20 3

ด้านการทำงาน 3D CG เมื่อทดสอบการเรนเดอร์งานด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 แล้ว จะเห็นว่าคะแนน OpenGL ที่เน้นทดสอบการเรนเดอร์ของการ์ดจอนั้นทำได้ 216.53 fps และคะแนน CPU เองก็จัดว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งอยู่ที่ 3,038 cb หากเทียบแล้วต้องถือว่ากำลังประมวลผล 3D CG นั้นสูงพอใช้ทำงานตัดต่อวิดีโอ, แต่งภาพหรือแม้แต่ทำโมเดล 3D CG ได้สบายๆ ยิ่งกำลังประมวลผลของ CPU ก็ยิ่งน่าประทับใจ เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R20 แล้ว จะเห็นว่าคะแนน CPU อยู่ที่ 7,485 pts จึงสรุปได้ว่าซีพียู Intel Core i9-12950HX ใน ASUS ROG Strix Scar 17 SE ใช้รันงานกราฟฟิคหนักๆ ได้อย่างไหลลื่นแน่นอน จะนำไปทำงานด้านครีเอเตอร์ก็ดีไม่น้อยหน้ารุ่นไหนเลย

3dmark 2

ในเมื่อ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปของทางบริษัทแล้ว ผลการทดสอบด้วย 3DMark Time Spy ก็ทำคะแนนได้ดี ทะลุหลักหมื่นคะแนนได้โดยไม่ยากเย็น โดยได้คะแนนรวมไป 12,339 คะแนน แยกเป็นคะแนน CPU score 11,880 คะแนน ส่วน Graphics score 12,424 คะแนนด้วยกัน เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงสามารถรันเกมฟอร์มยักษ์ความละเอียดระดับ QHD~UHD ได้แน่นอนและได้เฟรมเรทต่อเนื่องเป็นอย่างมาก

pcmark10 2

ด้านการทำงาน ASUS ROG Strix Scar 17 SE ก็สามารถทำงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กับโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนๆ อย่างแน่นอน โดยคะแนนที่ได้จากโปรแกรมจำลองการทำงานออฟฟิศอย่าง PCMark 10 อยู่ที่ 7,208 คะแนน จัดว่าได้คะแนนสูงระดับหัวแถวไม่แพ้กับโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นอื่นๆ อย่างแน่นอน แต่สังเกตในหมวดคะแนนแยกย่อย จะเห็นว่าการทดสอบ Digital Content Creation จะทำคะแนนได้สูงนำหมวดการใช้งานเอกสารทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ก็สรุปได้ว่าเป็นผลจากซีพียู Intel Core i9-12950HX, NVIDIA GeForce RTX 3080 Ti และแรมอีก 32GB DDR5 บัส 4800MHz เป็นตัวส่งเสริมนั่นเอง ดังนั้นนอกจากเล่นเกมซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้ว มันก็สามารถรันงาน 3D เช่น เรนเดอร์และปั้นโมเดล 3 มิติต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ครีเอเตอร์โน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นเลย 

rog

เมื่อนำไปทดสอบเล่นเกม จะเห็นว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์โดยปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดได้สบายๆ ไม่ว่าจะ Resident Evil Village, Death Stranding, Horizon Zero Dawn และ GTA V ก็ไม่มีปัญหา และสังเกตว่าเฟรมเรทเฉลี่ยของเกมที่ยกตัวอย่างมาจะได้เฉลี่ยเกิน 100 fps ทั้งหมด ด้วยความละเอียดหน้าจอระดับ Full HD ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าต่อให้เล่นเกมบนหน้าจอระดับ QHD ซึ่งเป็นความละเอียดหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็ยังรีดเฟรมเรทได้สูงไม่แพ้กันอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะที่ผู้เขียนประทับใจเองเป็นพิเศษ คือ ตอนทดสอบเล่น Red Dead Redemption 2 ซึ่งเป็นเกมกินสเปคตัวเครื่องเป็นพิเศษอยู่แล้ว หากเครื่องไม่แรงจริงก็อาจจะเกิดอาการเฟรมเรทตกได้ง่ายๆ โดยในการทดสอบครั้งนี้ผู้เขียนปรับกราฟฟิคไปที่ Favor Quality ระดับสูงสุดแล้วทดลองเล่นดู ก็ยังได้ภาพที่ไหลลื่นทุกฉาก ไม่ว่าจะตอนยิงต่อสู้บนหลังม้า, โยนระเบิดหรือจะวิ่งเข้าออกตัวอาคารและหลบกระสุนไปมา ASUS ROG Strix Scar 17 SE ก็ยังรีดเฟรมเรทเฉลี่ยได้สูง โดยได้เฟรมเรทเฉลี่ย 86 fps โดยไม่ยากเย็นและไม่เกิดอาการกระตุกให้เห็นเลย ดังนั้นสรุปง่ายๆ ได้ทันทีว่าเกมเมอร์เจ้าของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์แบบปรับกราฟฟิคสูงสุดทุกอย่างบนหน้าจอความละเอียดสูงของตัวเครื่องหรือต่อหน้าจอแยกก็ได้ตามต้องการ ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะทรงพลังพร้อมเล่นได้ทุกเกมไปอีก 4-5 ปีอย่างแน่นอน

main 2

macro
scenario profile
settings 1
game visual
keystone ชิปแดงด้านข้างอ่ะ

ส่วนของการปรับตั้งค่าตัวเครื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยน MUX Switch, เซ็ตมาโครให้แต่ละปุ่มบนคีย์บอร์ด, เปลี่ยนโปรไฟล์ตัวเครื่อง, ตั้งค่าวอลเปเปอร์ AURA Sync ก็สามารถเซ็ตตั้งค่าในโปรแกรมนี้ได้ทันที ซึ่งเคล็ดลับหนึ่งจากผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเกมเมอร์ที่อยากรีดประสิทธิภาพของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ให้เต็มที่ เพียงแค่ปรับโหมด MUX Switch เป็น Discrete GPU หรือบังคับใช้การ์ดจอแยกอย่างเดียวจะทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เล่นเกมได้ดีกว่าเดิมสูงสุด 43% เลยทีเดียว แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้เปิดโหมดนี้ก็ต่อเมื่อเสียบอแดปเตอร์ติดกับตัวเครื่องเท่านั้น หากใช้การ์ดจอแยกกับแบตเตอรี่จะทำให้ใช้งานได้ไม่นาน และเมื่อแบตเตอรี่หมดจนต้องชาร์จจาก 0% ขึ้นมาใหม่ อาจจะทำให้เซลแบตเตอรี่เสื่อมได้เร็วขึ้นด้วย

Battery & Heat & Noise

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02601

แบตเตอรี่ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะมีขนาดใหญ่ วางแนวขวางเกือบสุดขอบตัวเครื่อง โดยติดกับลำโพงฝั่งขวามือและฝั่งซ้ายจะเว้นพื้นที่ไว้ให้เล็กน้อยให้ M.2 NVMe SSD อีกตัวหนึ่ง เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียมโพลีเมอร์ มีความจุ 90Wh แยกเป็น Typical Capacity 5,845mAh และ Rated Capacity ที่ 5,675mAh จัดว่ามีความจุเยอะพอใช้งานได้นานระดับหนึ่ง

batt 1

ส่วนการทดสอบระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ด้วย BatteryMon ตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์ คือ ปิดไฟ RGB ทุกส่วนของตัวเครื่อง, ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, เปิดเสียงลำโพง 10% แล้วเปลี่ยนโหมดใน Armoury Crate เป็น Silent ส่วน Windows เป็น Battery Saver แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที ก่อนจะได้ผลว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE สามารถใช้งานด้วยแบตเตอรี่ในเครื่องได้ 5 ชั่วโมงกับ 8 นาทีด้วยกัน

ในส่วนนี้ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้ใช้หลายคนอาจจะติดใจว่าทำไมได้แบตเตอรี่ 90Wh แล้วทั้งที เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็น่าจะใช้งานได้เกินหรือเท่ากับ 7 ชั่วโมง ก็ต้องขออธิบายว่ามันมีปัจจัยหลายส่วนทีเดียว ไม่ว่าจะซีพียูรหัส HX ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดจาก Intel เองก็ไม่ได้เน้นเรื่องประหยัดพลังงานอยู่แล้ว แต่เน้นประสิทธิภาพการประมวลผลต้องได้ดีที่สุด เรียกว่าได้อย่างก็ต้องยอมแลกอะไรสักอย่างไป ดังนั้นเมื่อใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมงเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกอะไรนัก แต่วิธีการให้เจ้าของเครื่องสามารถใช้ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เครื่องนี้ตอนพกไปใช้งานนอกสถานที่ได้นานสุด คือ ต้องมีปลั๊ก GaN กำลังไฟ 100 วัตต์ขึ้นไปติดกระเป๋าคู่กับสาย USB-C ที่เป็น Thunderbolt อยู่เสมอ เวลาทำงานหรือเข้าเลคเชอร์ไประยะหนึ่งแล้วแบตเตอรี่เริ่มลดต่ำลงก็ต่อชาร์จผ่าน USB-C ได้ทันที พอตอนนั่งโต๊ะทำงานหรือเล่นเกมก็ใช้อแดปเตอร์ของเครื่องชาร์จและจ่ายพลังงานให้รีดประสิทธิภาพให้เต็มที่ก็ได้

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02592

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02593
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02594
ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02595

ด้านระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ซึ่งทาง ASUS ร่วมพัฒนากับทาง Thermal Grizzly เป็นระบบระบายความร้อนแบบ Liquid Metal หรือใช้โลหะเหลวเป็นตัวนำความร้อนออกมาที่ฮีตไปป์ 6 เส้นแล้วเป่าออกที่พัดลมระบายความร้อน Arc Flow Fans แบบ 84 ใบพัด ระบายออกช่องระบายความร้อน 4 ช่อง แยกเป็นด้านข้างและหลังเครื่องด้วยกัน ซึ่งข้อดีที่ทาง ASUS เคลมไว้ คือ ชุดระบายความร้อนใน ASUS ROG Strix Scar 17 SE จะลดอุณหภูมิในเครื่องไปได้สูงสุด 14 องศาเซลเซียสทีเดียว และมีระบบ 0dB Ambient Cooling หากอุณหภูมิของซีพียูไม่เกิน 60 องศา พัดลมจะไม่หมุนให้เกิดเสียงและใช้พลังงานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

hwmonitor 1

โดยอุณหภูมิในตัวเครื่องเมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor ระหว่างที่กำลังเล่นเกม จะเห็นว่าอุณหภูมิตัวเครื่องอยู่ระหว่าง 52~100 องศา เฉลี่ย 62 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นเป็นอุณหภูมิของซีพียูและการ์ดจอภายในชุดระบายความร้อน Vapor Chamber และตัวโปรแกรม HWMonitor วัดได้ ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าผู้อ่านหลายคนคาดหวังให้เครื่องนี้ระบายความร้อนได้ดีและเย็นกว่านี้ก็ตาม แต่ขอให้มองในมุมว่า Intel Core i9-12950HX เป็นซีพียูโน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพการทำงานเทียบชั้นเครื่อง Desktop แต่อยู่ในพื้นที่ที่มีจำกัดเช่นนี้ การจำกัดอุณหภูมิให้ได้ระดับนี้ก็ถือว่าเย็นที่สุดเท่าที่ระบบ Vapor Chamber ทำได้แล้ว

ในทางกลับกันตอนใช้งานจริงนั้นกลับไม่เจอปัญหาเรื่องความร้อนจากตัวเครื่องรบกวนตอนเล่นเกมเลยแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะแผ่ความร้อนขึ้นมาหรือว่าเกิดอาการร้อนระอุบนบอดี้ตัวเครื่องก็ตาม อาจนับเป็นข้อดีที่ทางบริษัทเอาระบบระบายความร้อนที่ดีสุด ณ ตอนนี้มาติดตั้งใน ASUS ROG Strix Scar 17 SE ก็ได้ ดังนั้นเกมเมอร์ที่ต้องการเล่นเกมแล้ววางมือบนแป้นคีย์บอร์ด ไม่ต่อคีย์บอร์ดแยกเพื่อเล่นเกมก็ทำได้ ไม่มีปัญหา ไม่เกิดปัญหา Throttle Down จากความร้อนมารบกวนและเล่นเกมต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

User Experience

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02662

หากยกยอดเรื่องอุณหภูมิที่หลายคนอาจจะกังวล, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง และน้ำหนักเครื่อง 4 กิโลกรัมไปแล้ว ผู้เขียนกล่าวได้เต็มปากว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นที่แรงที่สุดในโลก ณ ปี 2022 นี้ได้อย่างเต็มปาก เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement ได้อย่างแท้จริง กำลังการประมวลผลของมันสามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์, ทำงาน 3D CG ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ไม่แพ้พีซีสเปคแรงๆ สักเครื่องอย่างแน่นอน ดังนั้นนอกจากเล่นเกมแล้วก็ยังเอาไปทำงานตัดต่อวิดีโอและงานกราฟฟิคหนักๆ ได้อย่างดีไม่มีปัญหาเลย

จากการใช้งานจริงยอมรับว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ทรงพลังมาก หลังจากทดสอบเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ของทางเว็บไซต์แล้ว ผู้เขียนเองก็ลองเล่นเกมเดียวกับที่ทดสอบแต่ปรับความละเอียดหน้าจอเป็นระดับ QHD แทน ก็เรียกว่าได้ประสบการณ์ความไหลลื่น เล่นเกมได้สนุกไม่ต่างกับหน้าจอ 1080p เลยแม้แต่น้อย ทว่าจุดที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม คือ ได้ภาพที่คมชัดกว่า สีสันสวยเข้มยิ่งขึ้นด้วยจอ Dolby Vision HDR และลำโพง Dolby Atmos ที่ได้อารมณ์ยิ่งกว่าเดิม ยิ่งใครชอบเล่นเกมแนว FPS ก็น่าจะชอบลำโพงนี้เพราะมันแยกทิศทางเสียงได้ดีและชัดเจนมากหรือจะต่อหูฟังเพื่อเล่นเกมก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน หากเป็นผู้เขียนเอง อาจจะอัพเกรดแค่ M.2 NVMe SSD ให้มีความจุเป็น 2TB ทั้งสองช่องก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าแรม 32GB DDR5 บัส 4800MHz ในตัวถือว่าประสิทธิภาพสูงพอใช้งานตั้งแต่เล่นเกมไปจนตัดต่อวิดีโอก็ยังได้สบายๆ ยกเว้นว่าใช้งานต่อไปอีก 2-3 ปี เกมกินสเปคมากขึ้นแล้วแรม 16GB กลายเป็นมาตรฐานสเปคขั้นต่ำเมื่อไหร่ ค่อยคิดเรื่องการอัพเกรดก็ได้เช่นกัน

ดังนั้นถ้าใครพร้อมจ่ายเงินเรือนแสนบาทเพื่อเกมมิ่งพีซีดีๆ สักเครื่องแต่ไม่อยากประกอบคอมพิวเตอร์ให้ลำบากและเสียเวลา ไม่ถนัดงานซ่อมงานประกอบตอนคอมพิวเตอร์มีปัญหาล่ะก็ หันมาซื้อ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ไปต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมแทนก็ได้ไม่ต้องเสียเวลาประกอบเกมมิ่งพีซีเลย และยังได้รับการรับประกันต่อเนื่องนานถึง 3 ปีเต็มๆ ทั้งในประเทศแบบ On-site service และยังเข้าศูนย์ได้ 57 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งมีประกัน ASUS Perfect Care อีก 1 ปีแรก คอยดูแลค่าอะไหล่อีก 80% เมื่อเกิดความเสียหายอีกด้วย

Conclusion & Award

ASUS ROG Strix Scar 17 SE DSC02663

ถ้าให้จำกัดความแล้ว ก็ต้องถือว่า ASUS ROG Strix Scar 17 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ทรงพลังที่สุด แรงที่สุด เหมาะจะใช้ทั้งทำงานและเล่นเกมและเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement ได้โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ยิ่งถ้าใครอยู่คอนโดมิเนียมมีพื้นที่จำกัดแต่อยากเสพย์ความสุขของการเล่นเกมฟอร์มยักษ์ ปรับกราฟฟิคสูงสุดให้ได้สัมผัสความ Next-Gen อย่างเต็มที่ ก็หันมาหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้เลย เพราะมันกินพื้นที่มากสุดเท่าโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ๆ เครื่องเดียว แล้วต่อหน้าจอแยกความละเอียดระดับ QHD ค่า Refresh Rate สูงๆ เชื่อว่าเกมเมอร์จะต้องมีความสุขและหลงรักมันอย่างแน่นอน

นอกจากเกมเมอร์แล้ว คนทำงานตัดต่อวิดีโอ, ทำโมเดล 3D, ใช้งาน AutoCAD หรืองานครีเอเตอร์ต่างๆ ก็เหมาะกับ ASUS ROG Strix Scar 17 SE เครื่องนี้เช่นกัน เพราะได้ Intel Core i9-12950HX กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 Ti พ่วงแรม 32GB DDR5 บัส 4800MHz เข้าไปด้วย ทำให้เรนเดอร์งานและโปรเจคใหญ่ๆ เสร็จได้อย่างรวดเร็วและพกเครื่องไปพรีเซนต์งานกับลูกค้าได้สบายๆ ดังนั้นโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงไม่จำกัดอยู่ในกรอบของความเป็นเกมมิ่งอย่างเดียวแน่นอน

award

award new performance

Best Performance

ในแง่ประสิทธิภาพของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE สามารถพูดได้เต็มปากว่ามันทรงพลังอย่างไม่มีคู่แข่งหรือคู่ต่อกร สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์หรือทำงานหนักๆ ได้สบายๆ ไม่มีปัญหาและยังอัพเกรดเพิ่ม SSD, RAM ได้อีกและรองรับ RAID 0 อีกด้วย จึงคู่ควรกับรางวัล Best Performance เป็นที่สุด

award new Gaming

Best Gaming

รางวัล Best Gaming ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE ได้จากสเปคตัวเครื่องที่แรงจบไม่ต้องอัพเกรดก็ยังได้ เมื่อจับคู่กับหน้าจอ 17.3 นิ้ว ความละเอียด QHD ค่า Refresh Rate สูงและเป็นจอ Dolby Vision ทำให้ได้อรรถรสตอนเล่นเกมยอดเยี่ยม ต่อหน้าจอแยกก็ยิ่งได้อรรถรสยิ่งกว่าเดิม และมั่นใจว่าสเปคนี้สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้อีก 3-4 ปีเป็นอย่างต่ำๆ แน่นอน

NBS award 7 Design

best design

รางวัล Best Design ของ ASUS ROG Strix Scar 17 SE มาจากการพลิกดีไซน์เดิมของตระกูล ROG Strix ให้แตกต่างด้วยองค์ประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะ  Armor Cap, Surrounded Light Bar, Aura Glow, Cipher เป็นลูกเล่นการดีไซน์ซึ่งแตกต่างไม่เหมือนรุ่นอื่นในตระกูลนี้อย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/651764-review-asus-rog-strix-scar-17-se

5 Acer Aspire มีการ์ดจอแยก ตัดคลิปได้แต่งภาพดี เล่นเกมไหว อัพเดทกลางปี 2022

Acer Aspire มีการ์ดจอแยกให้ใช้เหมือนกันนะ ใครหาเอาไว้ใช้ไม่ต้องจ่ายแพงด้วย!

aceraspire cover

ผู้ใช้ที่หาโน๊ตบุ๊คคุ้มค่าเอาไว้ทำงานสักเครื่อง มั่นใจว่าชื่อ Acer Aspire น่าจะเด่นชัดในหัวเป็นกลุ่มแรกๆ แน่นอน แต่ถ้าทำงานกราฟฟิคด้วย Acer Aspire มีการ์ดจอแยกก็มีให้เลือกซื้อไปใช้งานได้ด้วยและราคาค่างวดก็ไม่แพงมาก เพียงแค่หลักหมื่นต้นๆ ก็ซื้อรุ่นมีการ์ดจอ NVIDIA GeForce MX Series มาใช้งานได้แล้ว และถ้าเพิ่มเงินอีกนิดก็มีรุ่นจับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX Series ให้เลือก ซึ่งการ์ดจอนี้ก็ยังประสิทธิภาพดี เล่นเกมฟอร์มยักษ์หลายๆ เกมแบบปรับกราฟฟิคกลาง~สูงได้อยู่ และข้อดีร่วมของตระกูล Acer Aspire นั่นคือมันอัพเกรดเครื่องเพิ่มแรม, SSD ได้ และยังมีพอร์ตใช้งานค่อนข้างครบเครื่อง และบางรุ่นก็ติดตั้งซีพียู Intel Gen 12 มาให้ ซึ่งประสิทธิภาพดีไว้ใจได้ เหมาะกับผู้ใช้ที่หาโน๊ตบุ๊คคุ้มๆ สักเครื่องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่หรือเพิ่งจบแล้วได้งานใหม่ก็ดีทั้งนั้น

Advertisementavw

Acer Aspire มีการ์ดจอแยก

สเปคของ Acer Aspire มีการ์ดจอแยก CPU, GPU SSD, RAM, Software หน้าจอ, น้ำหนัก การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Acer Aspire 3 A315-58G-323G Intel Core
i3-1215U

NVIDIA GeForce MX550
(2GB GDDR6)

M.2 NVMe
512GB

ออนบอร์ด 4GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.79 กก.

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

17,900
Acer Aspire 3 A315-59G-39AV Intel Core
i3-1115G4

NVIDIA GeForce MX350
(2GB GDDR5)

M.2 NVMe
512GB

4GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.7 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

18,900
Acer Aspire 7 A715-75G-58NH Intel Core
i5-10300H

NVIDIA GeForce GTX 1650
(4GB GDDR6)

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4 2933MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

2.15 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

25,900
Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX AMD Ryzen 5 5500U

NVIDIA GeForce GTX 1650
(4GB GDDR6)

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.15 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

24,390
Acer Aspire 7 A715-42G-R4KZ AMD Ryzen 7 5700U

NVIDIA GeForce GTX 1650
(4GB GDDR6)

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.15 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

26,350

5 Acer Aspire มีการ์ดจอแยก ทำงานได้เล่นเกมก็เจ๋ง!

เกมเมอร์หรือคนทำงานตัดต่อวิดีโอแต่งภาพคนไหนกำลังอยากซื้อโน๊ตบุ๊คดีๆ ราคาไม่แพงมากแต่มีการ์ดจอแยกสักเครื่องอยู่ ตอนนี้ Acer Aspire มีการ์ดจอแยกน่าซื้อในปี 2022 นี้จะมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น และราคาก็ไม่แพงมาก หากมีงบประมาณราว 25,000 บาทก็หาซื้อมาใช้งานได้แล้ว โดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Acer Aspire 3 A315-58G-323G (17,900 บาท)
  2. Acer Aspire 3 A315-59G-39AV (18,900 บาท)
  3. Acer Aspire 7 A715-75G-58NH (25,900 บาท)
  4. Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX (24,390 บาท)
  5. Acer Aspire 7 A715-42G-R4KZ (26,350 บาท)
1. Acer Aspire 3 A315-58G-323G (17,900 บาท)

Aspire A315 59G f

Acer Aspire มีการ์ดจอแยก รุ่นแรกสำหรับคนเน้นความคุ้มค่าราคาไม่แพง ยกให้ Acer Aspire 3 A315-58G-323G รุ่นนี้นอกจากได้ Intel Gen 12 แล้ว ยังมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce ติดตั้งมาเสริมตอนตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพได้ไหลลื่นและยังเพิ่มแรมและ SSD ในเครื่องได้อีกด้วย

สเปคจากโรงงานเรียกว่าน่าสนใจเพราะติดตั้ง Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz จับคู่กับ NVIDIA GeForce MX550 แรม 2GB GDDR6 แสดงผลขึ้นหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างดีไม่มีปัญหา มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้ มีแรมออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ได้ และน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.79 กิโลกรัมเท่านั้น และถ้าใครเล็ง Acer Aspire มีการ์ดจอแยกรุ่นนี้อยู่ก็แนะนำให้ซื้อได้เลย เพราะได้ความสดใหม่ใช้งานดีอย่างแน่นอน

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-58G-323G
  • CPU : Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce MX550 แรม 2GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : แรมออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.79 กิโลกรัม
  • Price : 18,900 บาท (Advice)
2. Acer Aspire 3 A315-59G-39AV (18,900 บาท)

20210427 172409 c

Acer Aspire มีการ์ดจอแยกรุ่นน่าซื้อรุ่นถัดมาเป็น Acer Aspire 3 A315-59G-39AV เครื่องนี้ที่แม้จะเปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่ก็ยังน่าใช้หากเน้นใช้ทำงานออฟฟิศ, ตัดต่อแต่งภาพหรือใช้เรียนออนไลน์หรือพ่อแม่จะซื้อเอาไว้ให้ลูกใช้เรียนก็เหมาะสมทั้งคู่

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง Intel Core i3-1115G4 มี 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 3.0-4.1GHz พร้อมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 แรม 2GB GDDR5 มาให้ใช้งานกับหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มาให้ ส่วน M.2 NVMe SSD มีความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับแรม 4GB DDR4 บัส 3200MHz มาให้ รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 Home ได้ พอร์ตการเชื่อมต่อมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ได้ และตัวเครื่องเบาเพียง 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่ง Acer Aspire มีการ์ดจอแยกสเปคนี้ก็ยังใช้ทำงานออฟฟิศหรือเรียนออนไลน์อย่างแน่นอน อย่างมากอาจอัพเกรดแรมเป็น 8GB ก็เพียงพอแล้ว

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-59G-39AV
  • CPU : Intel Core i3-1115G4 มี 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 3.0-4.1GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce MX350 แรม 2GB GDDR5
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.7 กิโลกรัม
  • Price : 17,900 บาท (Advice)
3. Acer Aspire 7 A715-75G-58NH (25,900 บาท)

Aspire 7 A715 bk

ถ้าอยากซื้อ Acer Aspire มีการ์ดจอแยกสเปคแรงระดับหนึ่งพอใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์สักนิด Acer Aspire 7 A715-75G-58NH รุ่นนี้แม้จะเปิดตัวมาสักพักแล้วแต่สเปคก็ยังดีพอใช้ทำงานและเล่นเกมได้สบายๆ และถ้าอัพเกรดเพิ่มแรม, SSD อีกสักนิด ก็สเปคแรงพอใช้งานได้นานราว 4 ปีอย่างแน่นอน

ซีพียูเป็น Intel Core i5-10300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 ส่วนหน้าจอเครื่องขนาด 15.6 นิ้ว เป็นจอ Full HD พาเนล IPS พร้อม M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับแรมอีก 8GB DDR4 บัส 2933MHz มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ได้ ส่วนน้ำหนักเครื่องเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.15 กิโลกรัม ซึ่งสเปคแม้จะไม่ได้ใหม่ที่สุดก็ตาม แต่สเปคของเครื่องนี้ก็เป็น Acer Aspire มีการ์ดจอแยกที่น่าใช้ไม่แพ้เครื่องรุ่นใหม่ๆ เลย

สเปคของ Acer Aspire 7 A715-75G-58NH
  • CPU : Intel Core i5-10300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 2933MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 10 Home
  • Weight : 2.15 กิโลกรัม
  • Price : 25,900 บาท (Advice)
4. Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX (24,390 บาท)

Aspire 7 A715 42G Black f

Acer Aspire มีการ์ดจอแยกรหัส Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX ตัวนี้จะเปลี่ยนซีพียูจาก Intel เป็น AMD Ryzen เป็นรุ่นทางเลือกให้กับเกมเมอร์และคนทำงาน ซึ่งกำลังการประมวลผลถือว่าจัดจ้านไม่แพ้โน๊ตบุ๊คซีพียู Intel อย่างแน่นอน

ซีพียูที่ติดตั้งมาให้เป็น AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz และใช้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6 สำหรับเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องยังอยู่ที่ 2.15 กิโลกรัมไล่เลี่ยกับรุ่นในข้อที่ผ่านมา สำหรับผู้ใช้คนไหนที่อยากใช้ซีพียู AMD Ryzen ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานพอตัวก็ซื้อ Acer Aspire มีการ์ดจอแยกเครื่องนี้ไปได้เลย

สเปคของ Acer Aspire 7 A715-42G-R4BX
  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.15 กิโลกรัม
  • Price : 24,390 บาท (Advice)
5. Acer Aspire 7 A715-42G-R4KZ (26,350 บาท)

20210720 170421 c

ส่วน Acer Aspire มีการ์ดจอแยกเครื่องสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้เป็น Acer Aspire 7 A715-42G-R4KZ ซึ่งแชร์สเปคร่วมกับ Acer Aspire 7 ในข้อที่แล้วแทบทั้งหมด แต่รุ่นนี้เปลี่ยนซีพียูมาเป็น AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz แทน ทำให้มีคอร์และเธรดเยอะมากพอให้รันโปรแกรมใหญ่ๆ หรือเปิดโปรแกรมย่อยๆ ได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น หากใครมีงบประมาณสักนิด ก็ขยับมาซื้อรุ่นนี้ได้เลยเพราะสเปคจัดว่าน่าสนใจมาก

สเปคของ Acer Aspire 7 A715-42G-R4KZ
  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.15 กิโลกรัม
  • Price : 26,350 บาท (Advice)

acer laptop aspire 7 main banner m

สำหรับ Acer Aspire มีการ์ดจอแยกทั้ง 5 รุ่นที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีซีพียู Intel ตั้งแต่รุ่นเก่าไปจนรุ่นใหม่ล่าสุดหรือแม้แต่ AMD Ryzen ให้เลือกซื้อกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะเหมาะกับผู้ใช้แยกกันไปตามสเปค ซึ่งในข้อ 1, 2 ของบทความนี้จะเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่เรียนอยู่หรือจบใหม่แต่อยากได้โน๊ตบุ๊คที่สเปคต่อราคาคุ้มค่า ทำงานดีเอาไว้ใช้งานสักเครื่องแต่ไม่อยากจ่ายแพงเกินไป ก็เลือกสองรุ่นแรกได้เลย ส่วนรุ่นการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 ก็จะเหมาะกับคนที่ทำงานตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพบ่อยๆ ก็น่าพิจารณารุ่นนี้ จะได้มีการ์ดจอแยกเอาไว้ช่วยเรนเดอร์ภาพและวิดีโอได้ด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

nitro alder cover

nitro5secondcover

predator cover2

from:https://notebookspec.com/web/655038-5-acer-aspire-with-discrete-gpu

รีวิว Lenovo Legion 5 15IAH7H หัวใจ Intel Gen 12 สุดแรง ฟีเจอร์แจ่มแจ๋วครบเครื่อง ค่าตัว 56,990 บาท

Lenovo Legion 5 15IAH7H รุ่นใหม่หัวใจ Intel Intel Gen 12 มาแล้ว และยังแรงไม่แพ้รุ่นก่อนแน่นอน!

legion5 cover 2

 

Advertisementavw

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เพราะประสิทธิภาพดีและเล่นเกมได้สบายๆ Lenovo Legion 5 15IAH7H ก็เป็นหนึ่งในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเรือธงพร้อมฟีเจอร์ล้นเครื่อง ได้แก่ คีย์บอร์ด TrueStrike ซึ่งได้สัมผัสตอนใช้งานไม่ต่างกับ Mechanical Keyboard พร้อมไฟ RGB เลือกสีได้ตามชอบ, ระบบระบายความร้อนอย่างดีเพื่อระบายความร้อนจากซีพียู Intel 12th Gen และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 Series แบบ Max-P รุ่นใหม่ล่าสุดได้อย่างรวดเร็วและได้แรม DDR5 ที่รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ติดตั้งพอร์ตใช้งานมาให้มากมายครบเครื่องทั้ง USB-C, USB-A, HDMI ให้ต่ออุปกรณ์เสริมหรือหน้าจอต่างๆ ได้ครบเครื่อง ยิ่งในตอนนี้ทางบริษัทก็อัพเกรดการเชื่อมต่อไร้สายของ Lenovo Legion 5 15IAH7H ให้รองรับ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth เวอร์ชั่นใหม่ยิ่งขึ้น ทำให้รับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็วและเสถียรยิ่งกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรมติดเครื่องอย่าง Lenovo Vantage ก็สามารถปรับ Overclock การ์ดจอให้รีดเฟรมเรทได้เยอะกว่าเดิมโดยไม่ทำให้การ์ดจอเสื่อมสภาพเร็วเกินไป ได้ลำโพง Nahimic Audio แบบจูนเสียงมาเพื่อเล่นเกมโดยเฉพาะอีกด้วย

ด้านหน้าจอของ Lenovo Legion เองก็เป็นจุดเด่นเช่นกัน เพราะหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS นี้ สามารถปรับความสว่างได้ 300 nits ไม่พอ ยังได้ค่า Refresh Rate สูงถึง 165Hz จากโรงงาน แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 รองรับ NVIDIA G-SYNC และเป็นจอ Dolby Vision มันจึงเหมาะทั้งเอาไว้ทำงาน, ดูหนัง, เล่นเกมหรือจะตัดต่อวิดีโอก็ทำได้ยอดเยี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อครีเอเตอร์กลายๆ ก็ไม่ผิดนัก ยิ่งไปกว่านั้น Lenovo Legion 5 15IAH7H ยังคงเอกลักษณ์เรื่องการอัพเกรดเครื่องได้ง่าย รองรับ M.2 NVMe SSD ด้วยอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ได้สูงสุด 2 ช่อง ช่องละ 1TB และตั้งค่า RAID 0 ได้ อัพเกรดแรมจาก 16GB DDR5 บัส 4800MHz ในเครื่องได้สูงสุด 32GB จัดว่ามีความจุเยอะพอใช้ทำงานหรือเล่นเกมได้สบายๆ 

Lenovo Legion 5 15IAH7H

NBS Verdicts

Legion 5 Alder Lake NYX09142

หากใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ทำงานและเล่นเกมแบบครบเครื่องอยู่ล่ะก็ Lenovo Legion 5 15IAH7H นับเป็นรุ่นน่าสนใจ สเปคดีระดับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Desktop Replacement ได้อย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันนี้ Intel 12th Gen มีประสิทธิภาพดีมาก ทำงานต่างๆ ได้ดีไม่พอ ยิ่งจับคู่กับ NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P ค่า TGP 140 วัตต์แล้ว จะทำงานตัดต่อวิดีโอ, ทำโมเดล 3D CG หรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้ก็เล่นได้สบายๆ ด้วยหน้าจอ 15.6 นิ้ว พาเนล IPS คุณภาพสูงที่ทางบริษัทติดตั้งมาให้ จะใช้บนจอ Lenovo Legion 5 15IAH7H เอง หรือจะต่อหน้าจอแยกก็ได้ และยังอัพเกรดเพิ่ม SSD, RAM ในเครื่องให้มากขึ้นไปได้อีก เรียกว่าซื้อมาเครื่องเดียวใช้งานไปได้นาน 3-4 ปีได้สบายๆ

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็ให้มาเต็มที่กว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ แบรนด์ เพราะมีทั้ง USB-C แบบ Thunderbolt 4 กับ USB-C 3.2 Gen 2 รอบเครื่องแล้วก็มีมากถึง 3 ช่อง และยังมีพอร์ตใช้งานพื้นฐานครบเครื่องทั้ง USB-A 3.2 Gen 1, HDMI 2.1 และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E และรองรับ Bluetooth 5.1 ในตัวอีกด้วย นับว่าครบสุดๆ จนไม่น่ามองข้ามเลย ด้านคีย์บอร์ด Legion TrueStrike ก็นับว่าล้ำหน้ากว่าคีย์บอร์ดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คร่วมรุ่นหลายๆ ตัว ไม่ว่าจะได้ 100% Anti-Ghosting ป้องกันอาการกดไม่ติดตอนเกมเมอร์รัวปุ่มแล้ว ยังได้ไฟ 4-Zone RGB backlight ให้ความสวยงามถูกใจเกมเมอร์อย่างแน่นอนอีกด้วย

ส่วนข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ จากการใช้งานจริงแต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่จนเสียอรรถรสการใช้งาน อย่างแรกหากเทียบกับตระกูล Legion ด้วยกัน ก่อนหน้านี้จะมี Lenovo Legion Slim 7 ซึ่งติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาตรงปุ่ม Power ของตัวเครื่องแล้ว แต่ Lenovo Legion 5 15IAH7H รุ่นนี้ยังไม่ติดตั้งมาให้ ซึ่งถ้าทาง Lenovo ต้องการยกระดับฟีเจอร์ของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้น ก็หวังว่า Legion รุ่นย่อยหรือรุ่นใหม่ๆ จะได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาเป็นมาตรฐานไปเลยจะยอดเยี่ยมขึ้นแน่นอน และพอร์ต USB-C ด้านหลังเครื่อง ถึงจะรองรับ Power Delivery แต่ต้องใช้ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ขึ้นไปเท่านั้น ใช้แบบกำลังชาร์จ 65 วัตต์ไม่ได้ ดังนั้นถ้าใครพกเครื่องไปไหนมาไหนเป็นประจำแนะนำให้หาปลั๊ก GaN 100 วัตต์ ดีๆ ติดกระเป๋ารอเอาไว้ได้เลย

ข้อดีของ Lenovo Legion 5 15IAH7H
  1. ติดตั้งซีพียู Intel Core i7-12700H สถาปัตยกรรม Intel 12th Gen มาให้ ประสิทธิภาพดี ทำงานหรือเล่นเกมก็ได้
  2. ติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P ค่า TGP 140 วัตต์มาให้
  3. แรมจุ 16GB DDR5 บัส 4800MHz อัพเกรดได้มากสุด 32GB DDR5
  4. M.2 NVMe SSD เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 อัพเกรดได้ 2 ช่อง ช่องละ 1TB ทำ RAID 0 ได้ด้วย
  5. หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้ค่า Refresh Rate 165Hz ลื่นไหล ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  6. หน้าจอได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 รองรับ NVIDIA G-SYNC, Dolby Vision ครบเครื่อง
  7. ได้พอร์ตครบเครื่อง ทั้ง USB-C PD, USB-A 3.2, HDMI รองรับ Wi-Fi 6E ในตัว
  8. มีสวิตช์ E-Shutter สั่งเปิดปิดการทำงาน Webcam ได้เมื่อต้องการหรือไม่อยากใช้งาน
  9. คีย์บอร์ด Legion TrueStrike รองรับ 100% Anti-Ghosting กดหลายปุ่มได้ไม่รวนง่ายๆ
  10. โปรแกรม Lenovo Vantage ตั้งค่าการทำงานได้ดี มีฟีเจอร์ Lenovo Edge รองรับการ Overclock ตัวเครื่องและการ์ดจอรวมทั้งมี AI เสริมการทำงานด้วย
  11. มีคีย์ลัดปรับโหมดเครื่อง 3 แบบ ตั้งแต่ใช้งานทั่วไปจนใช้กำลังสูงสุดด้วยปุ่ม Fn+Q
  12. หน้าจอโน๊ตบุ๊คสามารถกางได้แบนราบ 180 องศา ปรับองศาจอให้เข้ากับมุมสายตาได้ดี
  13. มีปุ่มลัด Multimedia Key ติดตั้งมาให้ใช้ โดยเซ็ตอยู่เหนือชุด Numpad
ข้อสังเกตของ Lenovo Legion 5 15IAH7H
  1. ยังไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาเหมือนรุ่น Lenovo Legion Slim 7 ที่เปิดตัวมาก่อน
  2. ถ้าจะชาร์จแบตเตอรี่ด้วยปลั๊ก GaN ต้องใช้รุ่นที่กำลังชาร์จ 100 วัตต์ขึ้นไป
  3. ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่อยู่ได้นานสุดราว 4 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
  4. หน้าจอยังเป็นความละเอียด Full HD ถ้าเอาความละเอียดจอ QHD ต้องเพิ่มเงิน 1,000 บาท

รีวิว Lenovo Legion 5 15IAH7H

Specification

Lenovo Legion 5 15IAH7H

Lenovo Legion 5 15IAH7H นับเป็นภาคต่อของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเรือธงของทาง Lenovo ซึ่งรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake มาให้ พร้อมอัพเกรดชิ้นส่วนภายในอีกหลายอย่าง โดยมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ Lenovo Legion 5 15IAH7H
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (6P+8E)
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) Max-P (TGP 140W)
  • SSD : M.2 NVMe 512GB PCIe 4.0
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800 MHz
  • Monitor : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz, Response Time 3ms ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB, VESA DisplayHDR 400, Dolby Vision รองรับ NVIDIA G-SYNC ความสว่าง 300Nits
  • Port : Thunderbolt 4 x 1 รองรับ DisplayPort, USB-C 3.2 Gen 2 x 2 รองรับ DisplayPort ทั้งสองช่อง มี 1 ช่องรองรับ Power Delivery 135 วัตต์, USB-A 3.2 Gen 1 x 1, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.4 กิโลกรัม
  • Price : 56,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

Legion 5 Alder Lake NYX09139

Legion 5 Alder Lake NYX09092
Legion 5 Alder Lake NYX09091
Legion 5 Alder Lake NYX09102
Legion 5 Alder Lake NYX09163
Legion 5 Alder Lake NYX09090
Legion 5 Alder Lake NYX09116

ดีไซน์ของ Lenovo Legion 5 15IAH7H รุ่นใหม่นี้ จะยังอิงดีไซน์จาก Legion รุ่นก่อนหน้ามาเหมือนเดิม แต่ทางบริษัทเลือกอัพเกรดภายในตัวเครื่องให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยเป็น Intel 12th Gen จับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P และติดสติกเกอร์ของ Intel, NVIDIA เอาไว้ขอบที่พักข้อมือฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาเป็นสติกเกอร์บอกคีย์ลัด Fn+Q สำหรับปรับโหมดของตัวเครื่อง 3 แบบ ตั้งแต่โหมดเงียบประหยัดพลังงาน, โหมดทำงานปกติ หรือเร่งประสิทธิภาพตัวเครื่องเต็มที่ก็ได้

ด้านของดีไซน์ส่วนอื่นๆ จะคล้ายกับ Lenovo Legion รุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะขอบบนของหน้าจอเหนือ Webcam จะทำเป็นติ่งยื่นขึ้นมาเล็กน้อยให้ใช้มือข้างเดียวกางหน้าจอได้ และทางบริษัทก็บาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องมาได้ดี ไม่มีอาการบอดี้ตัวเครื่องกระดกขึ้นมาแม้แต่น้อยและตัวจอไม่มีอาการสั่นกระพือเวลาปล่อยมือเลยแม้แต่น้อย ส่วนนี้ต้องยกความดีให้กับฐานบานพับหน้าจอแข็งแรง แน่นและเป็นวัสดุอลูมิเนียมอีกด้วย ส่วนขอบบนของตัวเครื่องเหนือคีย์บอร์ดเป็นปุ่ม Power พร้อมไฟสีฟ้าแบบปกติ ไม่ได้เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเหมือน Lenovo Legion Slim 7 ที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าทางบริษัทจะมีรุ่นย่อยที่ให้ปุ่ม Power แบบรวมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาด้วยในอนาคต จะได้ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกและมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Legion 5 Alder Lake NYX09101

การกางหน้าจอ Lenovo Legion 5 15IAH7H นี้สามารถกางได้แบนราบ 180 องศา เทียบชั้นกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่นในปัจจุบันได้เลย นอกจากจะวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คหรือโต๊ะแล้วปรับองศาจอให้เข้ากับมุมสายตาได้สะดวกแล้ว เวลาทำงานก็สามารถกางหน้าจอแบนราบแล้วแชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้สะดวก ไม่ต้องหันเครื่องไปมาก็ได้ เหมาะกับช่วงประชุมงานแล้วต้องแชร์ข้อมูลงานร่วมกันเป็นอย่างมาก

Legion 5 Alder Lake NYX09082

Legion 5 Alder Lake NYX09083
Legion 5 Alder Lake NYX09084
Legion 5 Alder Lake NYX09088
Legion 5 Alder Lake NYX09093
Legion 5 Alder Lake NYX09167
Legion 5 Alder Lake NYX09165

ด้านหลังเครื่อง บริเวณฝาบานพับหน้าจอจะมีเพลตโลโก้ LEGION แบบอลูมิเนียมติดเป็นแนวตั้งเอาไว้ตรงมุมบนซ้ายมือ ส่วนมุมล่างขวาของฝาหลังจอติดเพลตอลูมิเนียมของ Lenovo ไว้อีกหนึ่งจุด ถัดลงมาด้านล่างจะเป็นขอบตัวเครื่องซึ่งออกแบบให้ยื่นออกมาให้ช่องระบายความร้อนถอยออกมาเหนือคีย์บอร์ดอีกเล็กน้อย มีช่องระบายความร้อนทั้งหมด 4 ช่อง 2 คู่ แยกเป็นคู่หลังและคู่ซ้ายขวาอย่างละชุด ยิงเลเซอร์บอกชื่อพอร์ตต่างๆ เอาไว้ครบถ้วนพร้อมไฟ LED บอกสถานะการชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย ถ้าแบตเตอรี่ยังไม่เต็ม 100% ไฟจะเป็นสีส้มและพอชาร์จเต็มจะกลายเป็นสีขาว ซึ่งการยิงเลเซอร์สกรีนบอกชื่อพอร์ตเอาไว้และหันฟ้อนท์เข้าหาคีย์บอร์ด แม้จะเป็นดีไซน์เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ช่วยให้เจ้าของเครื่องหาพอร์ตที่อยากใช้งานได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น

Legion 5 Alder Lake NYX09077
Legion 5 Alder Lake NYX09079

ด้านใต้เครื่องจะมีช่องนำลมเย็นเข้าไประบายอากาศให้ระบบระบายความร้อน Coldfront 4.0 กินพื้นที่ราว 40% ของพื้นที่ฝาใต้ตัวเครื่องทั้งหมด ติดขอบยางกันบอดี้ตัวเครื่องเอาไว้ 3 เส้นด้วยกัน โดยเส้นบนเป็นแถบยาวพร้อมโลโก้ LEGION สลักเอาไว้ตรงกลางและมีแถบยางยาวราว 2 นิ้วติดเอาไว้ขอบล่างด้านซ้ายและขวามือของตัวเครื่องใกล้ๆ กับลำโพงฝั่งซ้ายและขวาของตัวเครื่อง ซึ่งชุดระบายความร้อนใหม่นี้ ทางบริษัทออกแบบให้ดึงลมเย็นเข้าไประบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น และล็อคด้วยน็อตหัว Philips Head หรือหัวแฉกเอาไว้ทั้งหมด 10 ตัวด้วยกัน ซึ่งแน่นหนาไม่หลุดง่ายอย่างแน่นอน

Screen & Speaker

Legion 5 Alder Lake NYX09103

Legion 5 Alder Lake NYX09106
Legion 5 Alder Lake NYX09105
Legion 5 Alder Lake NYX09107
Legion 5 Alder Lake NYX09108
Legion 5 Alder Lake NYX09161
Legion 5 Alder Lake NYX09089

หน้าจอของ Lenovo Legion 5 15IAH7H มีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS แม้ความละเอียดหน้าจอยังไม่เป็น QHD (2560×1440) เหมือน Lenovo Legion รุ่นอื่นที่เปิดตัวเมื่อก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ทาง Lenovo ก็เลือกพาเนลคุณภาพสูงมาติดตั้งให้สมเป็นซีรี่ส์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธง ได้ค่า Refresh Rate 165Hz, Response Time 3ms รองรับ NVIDIA G-SYNC เป็นจอ Dolby Vision ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB เคลมความสว่างไว้ 300Nits ดังนั้นถ้าใครซื้อมาแล้วจะใช้ทำงานต่างโน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์สักเครื่องก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้กันแน่นอน

ด้านกรอบหน้าจอถูกดีไซน์ให้บาง 3 ด้าน คือขอบบนหน้าจอที่ยื่นสูงขึ้นเล็กน้อยตรงโซนกล้อง Webcam ความละเอียด และฝั่งซ้ายและขวาของหน้าจอก็บางลงเพื่อเพิ่มพื้นที่การแสดงผล มีโลโก้ LEGION ยิงเลเซอร์เอาไว้ตรงขอบล่างของหน้าจอด้วย และเมื่อพับหน้าจอลงจะเห็นว่าพาเนล IPS นี้มีคุณภาพดี เพราะยังแสดงสีสันได้ดีไม่เกิดอาการเงาสะท้อนหรือสีเพี้ยนบนหน้าจออีกด้วย

display

gamut 2
gamut profile 1
285771057 10159767339439597 269616527172447066 n

เมื่อ Calibrate หน้าจอด้วย Calibrite ColorChecker Display ด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่าหน้าจอของ Lenovo Legion 5 15IAH7H แสดงขอบเขตสีหน้าจอได้กว้างมาก ได้ค่า Gamut coverage 98.6% sRGB, 69.8% Adobe RGB, 73.6% DCI-P3 ได้ Gamut volume ที่ 104.5% sRGB, 72% Adobe RGB, 74% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรงสีหรือค่า Delta-E อยู่ที่ 0.14~1.11 ซึ่งเมื่อค่า Delta-E <2 เช่นนี้ จัดว่าเที่ยงตรง สามารถนำไปตัดต่อแต่งภาพได้ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์หลายๆ รุ่นอย่างแน่นอน

ความสว่างหน้าจอที่ Calibrite ColorChecker Display เช็คได้ จะสว่างถึง 328.73 cd/m2 จัดว่าสว่างมากไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งจากแบรนด์คู่แข่งหลายๆ รุ่น และสว่างกว่าที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้ในงานเปิดตัวอีกเล็กน้อย ซึ่งจอนี้จัดว่าสว่างพอสู้แสงแดดนอกอาคารได้สบายๆ ถ้าจะติดเครื่องไปนั่งทำงานชานร้านกาแฟหรือนั่งในห้องแล้วแสงแดดส่องหน้าจอก็สามารถปรับความสว่างสู้ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใช้ในอาคารหรือออฟฟิศแนะนำให้ปรับความสว่างลดลงมาช่วง 60~70% ก็สว่างพอใช้งานได้สบายๆ แล้ว

Legion 5 Alder Lake NYX09080
Legion 5 Alder Lake NYX09081
Legion 5 Alder Lake NYX09073
Legion 5 Alder Lake NYX09074

ส่วนลำโพงของ Lenovo Legion 5 15IAH7H ตัวนี้จะเป็นลำโพงคู่ กำลังขับข้างละ 2 วัตต์ พอปรับเสียงให้ดังสุด 100% แล้วจะดังราว 83~86dB ดังพอใช้เพื่อความบันเทิงหรือประชุมงานได้อย่างแน่นอน และได้ทาง Nahimic Audio มาปรับจูนเสียงให้เป็นลำโพงสำหรับเกมมิ่ง เลยช่วยให้แยกทิศทางเสียงตอนเล่นเกมได้เป็นอย่างดี

ส่วนการฟังเพลงต้องถือว่าเสียงลำโพงดังฟังชัด ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องชัดเจนและไม่ทับไลน์เสียงกันอีกด้วย แต่โทนเสียงจะออกไปทางขุ่นนิดหน่อยและเบสไม่ค่อยชัดเจน แรงปะทะเบสไม่ค่อยหนักแน่นอย่างที่ควร ซึ่งถ้าใช้ฟังเพลงทั่วไปไม่ว่าจะป็อป, ร็อค, แจ๊สถือว่าดีพอควร แต่ถ้าเป็นเพลงแนวเน้นเบสหรือใครชื่นชอบการฟังเพลงล่ะก็ แนะนำให้ต่อลำโพงแยกดีๆ สักชุดเสริมเข้าไปจะได้อรรถรสตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้น

Keyboard & Touchpad

Legion 5 Alder Lake NYX09117

Legion 5 Alder Lake NYX09118
Legion 5 Alder Lake NYX09119
Legion 5 Alder Lake NYX09113
Legion 5 Alder Lake NYX09111

คีย์บอร์ด TrueStrike ของ Lenovo Legion 5 15IAH7H เป็นดีไซน์แบบ Full-size มีฟีเจอร์เฉพาะตัวคือ 100% Anti-Ghosting ทำให้เกมเมอร์สามารถรัวปุ่มตอนเล่นเกมได้โดยไม่เกิดอาการกดปุ่มแล้วไม่ทำงาน (Ghosting) มีไฟ RGB แบบ 4-Zone RGB Backlight สามารถเปลี่ยนโหมดหรือปิดไฟได้ง่ายๆ โดยกด Fn+Spacebar เพื่อเปลี่ยนโหมดได้ทันที ส่วนขอบล่างของคีย์บอร์ดจะโค้งลงเล็กน้อยให้รับนิ้วได้ดีกว่าเดิม

ด้านสัมผัสตอนทดลองใช้ TrueStrike พิมพ์งานหรือเล่นเกมจัดว่าโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งหลายๆ รุ่นที่ได้รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งตัวปุ่มจะไม่ได้อ่อนกดง่ายรัวปุ่มได้เร็ว แต่ได้สัมผัสจะคล้ายกับสวิตช์ Mechanical Keyboard แบบ Tactile เพราะตัวปุ่มค่อนข้างแข็งกดสนุกมือได้สัมผัสแน่น ข้อดีของสวิตช์แบบแข็งเช่นนี้จะช่วยลดโอกาสตอนวางนิ้วแล้วน้ำหนักนิ้วไปทำปุ่มลั่นในจังหวะที่ไม่ต้องการใช้งานได้ ส่วนสัมผัสตอนทดลองพิมพ์งานมั่นใจว่าผู้ใช้ที่ชอบ Mechanical Keyboard สวิตช์ Tactile น่าจะถูกใจอย่างแน่นอน

Legion 5 Alder Lake NYX09133

Legion 5 Alder Lake NYX09120
Legion 5 Alder Lake NYX09128
Legion 5 Alder Lake NYX09124
Legion 5 Alder Lake NYX09125

เลย์เอ้าท์คีย์บอร์ด TrueStrike ของ Lenovo Legion 5 15IAH7H จะเป็นทรง Full-size แต่ทรงคีย์บอร์ดจะไม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยปุ่มลูกศรจะยื่นลงมาด้านล่างเล็กน้อยแยกจากเซ็ตปุ่มหลักและชุด Numpad และมีขีด Marking ตรงลูกศรชี้ลงเช่นเดียวกับปุ่ม S, F, J และออกแบบให้ปุ่ม Grave Accent (~) มีขนาดเล็กลงเหลือครึ่งเดียว มีปุ่ม Fn ติดเอาไว้ข้าง Ctrl ซ้ายมือ

คีย์ลัดต่างๆ บนคีย์บอร์ด ได้แก่ FnLock โดยกด Fn+Esc, Multimedia Hotkey เซ็ตรวมกับปุ่ม Home, End, Page Up, Page Down เหนือชุด Numpad และปุ่ม Print Screen มีคำสั่งเรียก Snipping Tool รวมเอาไว้ด้วย ซึ่งถือว่าค่อนข้างครบเครื่อง แต่สังเกตว่า Lenovo Legion 5 15IAH7H เครื่องนี้ยังไม่มีคำสั่ง Windows Lock ติดตั้งมาให้ แต่ทางบริษัทออกแบบให้ปุ่ม Windows ไปติดกับปุ่ม Alt แทน ทำให้โอกาสไปโดนปุ่ม Windows ลดลงไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็หวังว่าทาง Lenovo จะพิจารณาเพิ่มฟังก์ชั่นนี้เข้ามาให้กับ Lenovo Legion รุ่นถัดๆ ไปด้วย

Legion 5 Alder Lake NYX09131

ส่วนของ Function Hotkey ตรงบรรทัดปุ่ม F1-F12 เวลาต้องการใช้งานจะต้องกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะใช้งานได้ โดยคำสั่งที่ทางบริษัทเซ็ตมาให้จะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดไมโครโฟน
  • F5-F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอเสริม
  • F8 – Airplane Mode
  • F9 – Lenovo Smart Key
  • F10 – ปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – เรียกโปรแกรมทั้งหมดขึ้นมาเหมือนกด Windows+Tab
  • F12 – เรียกโปรแกรม Calculator
Screenshot 2022 06 17 143643

Lenovo Smart Key

ในส่วนของคีย์ลัด Lenovo Smart Key ตรงปุ่ม F9 ของ Lenovo Legion 5 15IAH7H เมื่อกดครั้งแรกจะเปิดตัวเป็นการตั้งค่าว่าจะให้ปุ่มนี้ทำงานเช่นใด โดยใช้เรียกโปรแกรม Lenovo Vantage, เรียกการให้บริการแก้ไขตัวเครื่องออนไลขน์, Vantage Toolbar เช็คสถานะการทำงานตัวเครื่องหรือ Preference เรียกโปรแกรมที่ต้องการใช้งานขึ้นมาก็ได้ พอเซ็ตเสร็จแล้วเมื่อต้องการใช้คำสั่งลัดนี้ ให้กด F9 สองครั้งเพื่อเรียกคำสั่งที่ต้องการได้เลย จัดว่าสะดวกใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าการเซ็ตตั้งค่าให้กด 2 ครั้งเช่นนี้ก็ไม่ผิดแต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยเพราะคิดว่ากดครั้งเดียวแล้วปุ่ม F9 ต้องเรียกคำสั่งที่เซ็ตเอาไว้ขึ้นมาให้ใช้งานได้เลย จึงอยากแนะนำทางบริษัทว่าหากอัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ อยากให้ปรับการทำงานโดยกดครั้งแรกเป็นการเซ็ตปุ่ม F9 ตามที่ต้องการ พอกดเซฟการตั้งค่าแล้วให้ระบบเปลี่ยนเป็นกดครั้งเดียวเปิดคำสั่งนั้นทันที แล้วถ้าต้องการตั้งค่าปุ่ม F9 ใหม่ ให้กด 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าต่าง Lenovo Smart Key ขึ้นมาอีกครั้งจะดีกว่า

Legion 5 Alder Lake NYX09136
Legion 5 Alder Lake NYX09135

ทัชแพดของ Lenovo Legion 5 15IAH7H มีขนาดใหญ่รองรับคำสั่ง Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน ติดตั้งเอาไว้ตรงกลางที่วางข้อมือซ้ายขวา กว้างจนเกือบจรดปุ่ม Alt ทั้งสองฝั่ง จากที่ทดลองเล่นเกมดูแล้วมือของผู้ใช้แทบไม่โดนปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ดเลย ทว่าสันมือกลับพาดอยู่บนทัชแพดแบบเลี่ยงไม่ได้และอาจจะเกิดอาการทัชแพดลั่นหากไม่กดปิดทัชแพดทิ้งเสียก่อน ดังนั้นถ้าใช้งานตามปกติอาจจะเปิดทัชแพดเอาไว้แล้วปิดตอนเล่นเกมจะดีกว่า

Connector / Thin & Weight

Legion 5 Alder Lake NYX09086

Legion 5 Alder Lake NYX09095
Legion 5 Alder Lake NYX09098
Legion 5 Alder Lake NYX09099

พอร์ตและการเชื่อมต่อของ Lenovo Legion 5 15IAH7H นับว่าให้มาเยอะครบเครื่องเสมอ และมีสวิตช์ E-Shutter ปิดการทำงานกล้อง Webcam ติดตั้งมาให้ปิดเวลาไม่ต้องการใช้งานได้ด้วย โดยการเชื่อมต่อทั้งหมดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – Thunderbolt 4 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – Audio combo, สวิตช์ E-Shutter, USB-A 3.2 Gen 1
  • ด้านหลังเครื่อง – LAN, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4 และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ ต้องการกำลังไฟ 135 วัตต์, HDMI 2.1, USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง ฝั่งขวาเป็น Sleep&Charge ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยใช้แบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊ค, ช่องแดปเตอร์ดีไซน์เฉพาะของ Lenovo 
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1

จะเห็นว่าทางบริษัทติดตั้งพอร์ตมาให้ Lenovo Legion 5 15IAH7H แบบครบเครื่องและไม่หวงเอาไว้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะพอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอทั้ง HDMI 2.1 และ USB-C 3.2 และ Thunderbolt 4 นับรวมแล้วผู้ใช้สามารถต่อหน้าจอแยกได้ถึง 3 จอพร้อมกัน ซึ่งถ้าใครดูกระดานหุ้นหรืออยากใช้แทนเกมมิ่งพีซีสักเครื่อง ก็สามารถต่อใช้งานได้สบายๆ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดสังเกตคือพอร์ต USB-PD นี้ต้องการอแดปเตอร์แบบจ่ายไฟได้ 135 วัตต์ขึ้นไป ดังนั้นปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์อาจจะพอใช้ชาร์จได้ แต่เชื่อว่าจะชาร์จได้ช้าและหากโปรแกรมไหนเรียกใช้การ์ดจอแยกก็คงมีกำลังไฟไม่พอใช้ ดังนั้นถ้าใครจะเซ็ตโต๊ะทำงานไว้รองรับ Lenovo Legion 5 15IAH7H แนะนำให้ลงทุนซื้อ GaN Desktop Charger กำลังชาร์จ 150 วัตต์กับสาย USB-C ที่รองรับกระแสไฟเกิน 100 วัตต์มาเตรียมไว้ได้เลย

Legion 5 Alder Lake NYX09058

Legion 5 Alder Lake NYX09060
Legion 5 Alder Lake NYX09059

น้ำหนักของ Lenovo Legion 5 15IAH7H เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วจะหนัก 2.48 กิโลกรัม รวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 953 กรัมแล้ว จะมีน้ำหนักรวมถึง 3.5 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครจะใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เครื่องเดียวทั้งเล่นเกมและทำงานด้วยล่ะก็ แนะนำให้ลงทุนกับกระเป๋าเป้ดีๆ สักใบจะได้รับน้ำหนักเครื่องได้ดีและไม่เป็นปัญหาต่อสรีระร่างกายในอนาคตด้วย

Inside & Upgrade

Legion 5 Alder Lake NYX09061

Legion 5 Alder Lake NYX09068
Legion 5 Alder Lake NYX09067
Legion 5 Alder Lake NYX09070
Legion 5 Alder Lake NYX09072

ด้านการอัพเกรดตัวเครื่อง เมื่อขันน็อตหัวแฉกทั้ง 10 ตัวออกจนหมดแล้ว ตัวเครื่องจะมีสลักเกี่ยวฝาใต้เครื่องอยู่อีกหนึ่งชิ้น แนะนำให้เจ้าของเครื่องวางโน๊ตบุ๊คคว่ำหน้าลงแล้วจับฝาท้ายเลื่อนขึ้นไปทางช่องพัดลมระบายความร้อนสักเล็กน้อยจะเปิดเครื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น

ภายในเครื่องจะเห็นว่าทาง Lenovo ให้อินเตอร์เฟสสำหรับอัพเกรดโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มาครบครัน มีช่องแรม DDR5 แบบ SO-DIMM สองช่อง ปิดเอาไว้ด้วยกรอบโลหะแบบติดคลิปหนีบไร้น็อต ใช้มือดึงขอบกรอบโลหะเบาๆ ก็ถอดอัพเกรดได้แล้ว และรองรับความจุสูงสุด 32GB DDR5 บัส 4800MHz แต่เดิมๆ จากโรงงานก็ได้มา 16GB แล้ว ดังนั้นถ้าใครจะใช้เล่นเกมอย่างเดียวก็สามารถใช้แรมความจุเดิมๆ จากโรงงานไปได้เช่นกัน

ส่วน M.2 NVMe SSD ก็ถูกปิดเอาไว้ด้วยเพลตโลหะแบบขันน็อต 3 จุด แต่เป็นหัวแฉก Philips head ทั้งหมด สามารถขันออกมาอัพเกรดได้ง่ายๆ และมีช่องไกด์สำหรับครอบเพลตโลหะด้วย เป็นการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจผู้ใช้ดีมาก อินเตอร์เฟสของ SSD เป็น PCIe 4.0 x4 ทั้งสองช่อง รองรับช่องละ 1TB และทำ RAID 0 ได้ ซึ่งเจ้าของเครื่องอาจใส่ M.2 NVMe SSD ความจุช่องละ 1TB ไว้ติดตั้งเกมกับโปรแกรมใช้งานหลักๆ หรือทำ RAID 0 เพิ่มความเร็วตอนใช้งานก็น่าสนใจ ซึ่งในส่วนของ SSD ผู้เขียนถือว่าทางบริษัทจัดสเปคมาได้เหมาะสมแล้ว แต่หวังว่าทาง Lenovo จะอัพเกรดให้รองรับช่องละ 2TB ไปเลยจะได้อัพเกรดได้เต็มที่ รองรับอนาคตได้หลายปี

Performance & Software

CPU Z 6 4 2022 7 52 28 PM

CPU Z 6 4 2022 7 52 31 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 41 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 44 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 48 PM

Lenovo Legion 5 15IAH7H นับเป็น Legion รุ่นที่ 7 โดยเครื่องรีวิวติดตั้งซีพียู Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (6P+8E) สถาปัตยกรรม Alder Lake ทรานซิสเตอร์ขนาด 10 นาโนเมตร มีค่า TDP 45 วัตต์ด้วยกัน โดยตัวซีพียูจะรองรับชุดคำสั่งสำหรับใช้งานครบถ้วน สามารถใช้ทำงานหรือเล่นเกมได้อย่างดี

เมนบอร์ดในเครื่องจะผลิตโดย Lenovo เอง โดยใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ทำให้เจ้าของเครื่องเลือกใส่ SSD รุ่นใหม่ๆ ที่ความเร็ว Sequential Read/Write สูงได้โดยไม่มีปัญหา ติดตั้งแรมมา 16GB DDR5 บัส 4800MHz จากโรงงาน เป็นความจุที่มากพอใช้ทำงานและเล่นเกมต่างๆ ได้สบายๆ แต่ถ้าต้องทำงานตัดต่อวิดีโอหรืองานหนักๆ แนะนำให้อัพเกรดไป 32GB เลยก็ได้

TechPowerUp GPU Z 2.46.0 6 4 2022 7 50 41 PM

TechPowerUp GPU Z 2.46.0 6 4 2022 7 51 00 PM
tgp 1

กราฟฟิคการ์ดนอกจาก Intel Iris Xe Graphics จะมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ให้ใช้งานด้วย ตัวการ์ดมี CUDA จำนวน 3,840 คอร์ รองรับ DirectX 12 ค่า TGP 130 วัตต์ สามารถถ่ายเทค่าวัตต์มาเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 140 วัตต์ได้ และการ์ดจอทั้งสองตัวในเครื่องรองรับชุดคำสั่งสำหรับใช้งานครบถ้วน ยกเว้นฝั่ง Intel จะไม่มี CUDA, Ray Tracing เหมือนฝั่ง NVIDIA เท่านั้น

device mgr 2

เมื่อเช็คพาร์ทในตัวเครื่อง จะเห็นว่า Lenovo Legion 5 15IAH7H มีชิ้นส่วนใช้งานสำคัญติดตั้งมาให้ครบเครื่อง ไม่ว่าจะชิป TPM 2.0 ที่ Windows 11 ต้องใช้สำหรับรักษาความปลอดภัยและติดตั้ง Wi-Fi PCIe Card เป็น Intel AX 211 รองรับ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax มีแบนด์วิธสัญญาณกว้าง 160MHz ใช้รับส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi ได้เร็วและเสถียร เหมาะทั้งทำงานและเล่นเกมอย่างแน่นอน

CrystalDiskMark 8.0.4 x64 Admin 6 4 2022 8 01 13 PM

ส่วน M.2 NVMe SSD ในเครื่องเป็น Samsung MZVL2512HCJQ-00BL2 ความจุ 512GB หรือรหัส OEM ในซีรี่ส์ของ Samsung PM9A1 ประสิทธิภาพจัดว่าเทียบชั้นกับ Samsung 980 Pro อีกด้วย โดยตัว SSD นี้จะเป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 คุมโดยคอนโทรลเลอร์ Samsung Elpis เข้ารหัส AES-256 ในตัว มีความเร็ว Sequential Read 6,900 MB/s และ Sequential Write 5,000 MB/s จัดว่าเร็วไว้ใจได้ เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark ได้ความเร็ว Sequential Read 6,751.10 MB/s และ Sequential Write 4,880.1 MB/s ซึ่งถือว่าเร็วใช้ได้ใกล้เคียงหน้าสเปค ใช้บูตเกมและโปรแกรมขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนผู้ใช้คนไหนอยากอัพเกรดเพิ่มความจุและความแรงอีกสักนิดก็ยังแนะนำให้อัพเกรดเป็น WD Black SN850, Kingston KC3000, Kingston Fury Renegade ความจุ 1TB จะดีที่สุด เพราะมันใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ได้อย่างเต็มที่

r15 2
r20 2

ส่วนการทดสอบ CINEBENCH R15 เพื่อวัดประสิทธิภาพตอนเรนเดอร์ 3D CG แล้ว จะเห็นว่า Lenovo Legion 5 15IAH7H ทำคะแนน OpenGL ได้ 190.86 fps และ CPU 2,336 cb พอเน้นทดสอบประสิทธิภาพการเรนเดอร์ของซีพียูด้วย CINEBENCH R20 จะได้คะแนน CPU 6,828 pts ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าซีพียู Intel Core i7-12700H ในโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทรงพลัง ใช้ตัดต่อเรนเดอร์ 3D CG, ตัดต่อวิดีโอได้สบายๆ โดยเฉพาะคะแนนของ CINEBENCH R20 เรียกว่าสูสีกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ซีพียู Intel Core i9-12900H บางรุ่นเลย ดังนั้นถ้าใครใช้เล่นเกมอย่างเดียวก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหาแน่นอน

3dmark timespy

ผลการทดสอบ 3DMark Time Spy เพื่อวัดประสิทธิภาพเวลาเล่นเกม จะเห็นว่า Lenovo Legion 5 15IAH7H ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 9,420 คะแนน แม้จะยังไม่แตะหลักหมื่นคะแนน แต่ถ้าดูแยกเป็นหมวดหมู่แล้วจะเห็นว่าคะแนน CPU score สูงถึง 13,116 คะแนน และ Graphics score ได้ไป 8,974 คะแนน พูดได้ว่าซีพียู Intel Core i7-12700H ดึงพลังของ NVIDIA GeForce RTX 3060 ออกมาได้หมดจด ใช้เล่นเกมบนหน้าจอความละเอียด 1080p Full HD ได้สบายๆ หรือจะต่อจอแยกความละเอียด QHD ก็เล่นได้ไหลลื่นแน่นอน

pcmark10 2

ส่วนการทดสอบจำลองสภาพการทำงานด้วยโปรแกรม PCMark 10 ตัว Lenovo Legion 5 15IAH7H ทำคะแนนเฉลี่ยรวมได้สูงมากถึง 7,782 คะแนน และพอดูแยก 3 หมวดการทดสอบจะเห็นว่า Legion 5 เครื่องนี้กวาดคะแนนได้เกินหลักหมื่นคะแนน ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรม, เบราเซอร์, ทำงานกับไฟล์เอกสารก็ตาม และยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อทดสอบตัดต่อแต่งภาพหรือวิดีโอและเรนเดอร์โมเดล 3D จะทำคะแนนได้สูงเกินหน้าสองหมวดแรกเสียด้วย ดังนั้นถ้าใครคิดจะซื้อ Legion 5 เอาไว้ใช้แบบเหมาหมดทั้งทำงานและเล่นเกม ก็ทำงานได้ยอดเยี่ยมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

legion5

สเปคของ Lenovo Legion 5 15IAH7H ที่ติดตั้ง Intel Core i7-12700H คู่กับ NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P ค่า TGP 140 วัตต์แล้ว จะเห็นว่าเกมฟอร์มยักษ์ที่ผู้เขียนหยิบมาทดสอบแบบปรับกราฟฟิคสูงสุดจะได้เฟรมเรทเฉลี่ยเกิน 60 fps ทุกเกม โดยเฉพาะเกมแนว Battle Royal อย่าง Apex Legends จะทำเฟรมเรทเฉลี่ยทะลุหลักร้อยเฟรมได้สบายๆ หรือจะเกมพอร์ตจากเครื่องคอนโซลเช่น Horizon Zero Dawn ก็เฟรมเรทสูงสุดเกินค่า Refresh Rate ของหน้าจอไปเสียด้วยซ้ำ

ตอนใช้ Lenovo Legion 5 15IAH7H เล่นเกมแทนเกมมิ่งพีซีเพื่อทดสอบและดูประสบการณ์การใช้งาน ต้องถือว่ายอดเยี่ยมจนผู้เขียนกังขากับการประกอบเกมมิ่งพีซีเสียด้วยซ้ำ เพราะเมื่อต่อหน้าจอแยกแล้วก็ได้ประสบการณ์การเล่นเกมและใช้งานไม่ต่างกันกับเกมมิ่งพีซีสักเครื่องเลย โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้ความเร็วอย่าง Resident Evil Village, Apex Legends ไม่เกิดอาการเฟรมเรทหน่วงแม้แต่น้อย สามารถกวาดหน้าจอไปมามองหาและยิงศัตรูได้ทันใจไม่เกิดอาการภาพฉีกขาด ยิ่ง Red Dead Redemption 2 (ตัวย่อ RDR 2) หรือ GTA V นอกจากรายละเอียดฉาก แสงและเงาตกกระทบตัวละครก็ได้ความสมจริง หรือตอนโฟกัสเป้าเล็งเป้าก่อนยิงปืนก็ต่อเนื่อง ไม่เกิดอาการเริ่มจับโฟกัสแล้วภาพตัดเข้าตอนเล็งเป้าเหมือนตอนใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคไม่แรงมากเล่นเกมนี้สักนิด

ดังนั้นเกมเมอร์คนไหนอยากเล่นเกมฟอร์มยักษ์หลายๆ เกมในปัจจุบันนี้แต่พื้นที่ในห้องมีจำกัด อยู่หอพักหรือคอนโดมิเนียมล่ะก็ ผู้เขียนอยากให้ลองเปิดใจให้กับ Lenovo Legion 5 15IAH7H ดู เพราะมันครบเครื่องในตัวมาก เวลาอยู่บ้านอยากเล่นเกมเพื่อผ่อนคลายก็แค่ต่ออแดปเตอร์, หน้าจอแยกและเกมมิ่งเกียร์ก็เล่นเกมได้ พกไปออฟฟิศก็เตรียม GaN Desktop Charger กำลังชาร์จ 150 วัตต์กับสาย USB-C PD เอาไว้ให้ครบ เท่านี้ก็ไม่ต้องประกอบเกมมิ่งพีซีและซื้อโน๊ตบุ๊คแยกเอาไว้ทำงานแล้ว ลดปริมาณอุปกรณ์ส่วนตัวซ้ำซ้อนแล้วเอาเงินไปซื้อของใช้อื่นๆ เพิ่มได้อีกมาก

Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 52 PM

Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 30 PM
Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 15 PM

ส่วนโปรแกรมตั้งค่าและซัพพอร์ตตัวเครื่องอย่าง Lenovo Vantage จะเห็นว่าตัวโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับตระกูล Lenovo Legion โดยเฉพาะ สังเกตที่แถบคำสั่ง Legion Edge จะมีคำสั่ง GPU Overclock สำหรับโอเวอร์คล็อครีดประสิทธิภาพการ์ดจอได้ โดยในส่วน Advanced Settings ตัว Lenovo Vantage จะเปิดให้ปรับค่าคล็อกของการ์ดจอได้ตามต้องการ สามารถเร่งคล็อกไปได้สูงสุดระดับ 3,000MHz แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้เปิดตามค่ามาตรฐานจากโรงงานก็แรงเพียงพอแล้ว

Battery & Heat & Noise

Legion 5 Alder Lake NYX09069

แบตเตอรี่ของ Lenovo Legion 5 15IAH7H จะวางตัวยาวชิดกับลำโพงทั้งสองฝั่ง เป็นแบบลิเธียมไอออน มีความจุ 80Wh แยกเป็น Typical Capacity ได้ 5,182mAh และ Rated Capacity 5,052mAh จะนับเป็น 78Wh ซึ่งความจุนี้ถือว่าเยอะกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คช่วง 3-4 หมื่นบาทแต่ยังไม่ถึงกับรุ่นเรือธงบางรุ่นที่แตะระดับ 90Wh ขึ้นไป อย่างไรก็ตามก็ถือว่าเยอะใช้ได้ใช้งานได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

battmon

เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุดและเปิดลำโพงดังเพียง 10% ปรับโหมดตัวเครื่องเป็น Battery Saver ใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นานต่อเนื่อง 30 นาที จะใช้งานได้นานสุด 3 ชั่วโมง 44 นาที จัดว่าใช้งานได้นานระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึง 5 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใครจะพก Lenovo Legion 5 15IAH7H ติดไปทำงานนานหลายชั่วโมงหรือจะเอาเข้าคลาสเลคเชอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงแนะนำให้เตรียมอแดปเตอร์ติดกระเป๋าเสมอ ไม่ให้เครื่องดับกลางอากาศเวลากำลังทำงานหรือประชุมอยู่

Legion 5 Alder Lake NYX09062

Legion 5 Alder Lake NYX09065
Legion 5 Alder Lake NYX09064
Legion 5 Alder Lake NYX09063

Legion 5 Alder Lake NYX09076

ระบบระบายความร้อน Coldfront 4.0 จะมีพัดลมโบลวเวอร์ไว้ระบายความร้อน 2 ตัว กับฮีตไปป์ 3 เส้นใหญ่ เสริมฮีตไปป์อีก 1 เส้นเล็กเดินแนวพาดซีพียูและการ์ดจอแยกมายังฮีตซิ้งค์แล้วระบายความร้อนออก 4 ช่องทั้งด้านข้างและหลังตัวเครื่อง ซึ่งตอนใช้งานตามปกติแทบไม่ได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อนทำงานเลย แต่ตอนเล่นเกมหรือทำงานกราฟฟิคจะได้ยินเสียงพัดลมทำงานดังขึ้นมาชัดเจน

hwmonitor

สำหรับอุณหภูมิของตัวเครื่องเมื่อทดสอบเล่นเกมแล้ววัดด้วย CPUID HWMonitor จะมีอุณหภูมิอยู่ช่วง 47~100 องศา เฉลี่ย 50 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอแยกอยู่ช่วง 52.3~88.4 องศา เฉลี่ย 56.3 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิเมื่อวัดด้วยโปรแกรมอาจจะดูสูงก็จริง แต่ตอนใช้งานจริงกลับไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดและไม่เกิดอาการลดประสิทธิภาพตัวเครื่องเมื่ออุณหภูมิสูง (Throttle Down) อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครซื้อ Lenovo Legion 5 15IAH7H มาก็ใช้งานไปตามปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องอุณหภูมิก็ได้

User Experience

Legion 5 Alder Lake NYX09151

ในฐานะผู้เขียนเป็นเกมเมอร์คนหนึ่ง ถือว่า Lenovo Legion 5 15IAH7H เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูง เล่นเกมฟอร์มยักษ์ต่างๆ ได้ดีไม่มีปัญหา ยิ่งถ้าใครมีพื้นที่ใช้สอยน้อยหรืออยู่คอนโดมิเนียมแล้วไม่อยากประกอบเกมมิ่งพีซีล่ะก็ นาทีนี้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นคำตอบที่ลงตัวอย่างแน่นอน ตอนเล่นเกมก็สามารถเล่นได้ยอดเยี่ยม ได้เฟรมเรทไหลลื่นและไม่เกิดอาการร้อนจนประสิทธิภาพตัวเครื่องลดลงแม้แต่นิดเดียว สามารถปรับกราฟฟิคสูงสุดแล้วเล่นเกมได้เลย ด้านคีย์บอร์ด Legion TrueStrike ก็ตอบสนองไวและมีแรงต้านดันนิ้วกลับพอตัว และมีพอร์ตให้ใช้งานครบเครื่องไม่หาอุปกรณ์เสริมอย่าง USB-C Multiport Adapter มาต่อให้เสียเงิน หากใครซื้อ Lenovo Legion 5 15IAH7H มาแล้วก็เอาเงินไปลงกับเกมมิ่งเกียร์ที่อยากใช้ได้เลยและยังได้ประกันตัวเครื่องจากทาง Lenovo คอยซัพพอร์ตอีกด้วย

สเปค Intel Core i7-12700H เมื่อจับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 ได้แรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz และ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 แล้ว ต้องถือว่าทาง Lenovo จัดสเปคมาได้ลงตัว เวลาเล่นเกมหรือเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานนั้นเร็วแทบจะทันทีทันใด โดยเฉพาะตอนเล่นเกมเรียกว่าไหลลื่นไม่แพ้เกมมิ่งพีซีสักเครื่องหนึ่งเลย และรองรับการอัพเกรดเพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย ผู้เขียนมั่นใจว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ไปได้อีก 3-4 ปี อย่างแน่นอน

กลับกัน แม้ทางบริษัทจะเคลมเอาไว้ว่า Lenovo Legion 5 รุ่นใหม่นี้หนาราว 19.9 มม. แต่ตัวเครื่องก็ยังใหญ่และค่อนข้างหนา มีน้ำหนักราว 2.5 กิโลกรัม พอรวมอแดปเตอร์ก็หนักถึง 3.5 กิโลกรัมอยู่ดี ดังนั้นถ้าใครจะซื้อมาทำงานและพกพาไปไหนมาไหนด้วยรถโดยสารประจำทางล่ะก็ มันจะหนักพกพาไม่สะดวกอย่างแน่นอน ยกเว้นเสียว่ามีรถส่วนบุคคลก็ยังพอทำเนา เวลาใส่กระเป๋าเป้แบกเดินระยะสั้นๆ แค่เข้าออกออฟฟิศก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าเดินเทียวไปมาและหาร้านกาแฟนั่งทำงานก็คงใช้งานได้ไม่เป็นสุขแน่ๆ

ถ้าให้สรุปง่ายๆ ถ้าใครอยากซื้อ Lenovo Legion 5 15IAH7H ไว้ใช้งาน ในมุมของผู้เขียนมองว่ามันเหมาะจะเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแบบ Desktop Replacement เน้นวางโต๊ะแล้วเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ มากกว่าจะพกไปไหนมาไหน ตอบโจทย์กลุ่ม เกมเมอร์หรือฝ่ายตัดต่อวิดีโอ แต่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่เดินทางไปไหนมาไหนบ่อยๆ อย่างเซลส์หรือ AE เลย ยกเว้นเสียว่าจะมีพาหนะส่วนตัวเอาไว้ใช้งานก็ยังพอว่า แต่แนะนำให้หันไปหาโน๊ตบุ๊คบางเบาจะดีกว่า

Conclusion & Award

Legion 5 Alder Lake NYX09153

ในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจากหลากหลายแบรนด์ในปัจจุบันนี้ Lenovo Legion 5 15IAH7H เป็นอีกตัวเลือกที่ดีจนไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะได้สเปคแรง, ฟีเจอร์ครบเครื่องและพอร์ตการเชื่อมต่อทันสมัย รับส่งข้อมูลทั้งมีและไร้สายได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ Wi-Fi 6E ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เสถียรต่อเนื่องอีกด้วย มันจัดว่าเหมาะกับคนทำงานหนักหรือฮาร์ดคอร์เกมเมอร์อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

และแม้ราคาเครื่องนี้จะมีรุ่นย่อยรุ่นตัวเลือกอยู่บ้าง เพราะรุ่นนี้เป็นจอ 15.6 นิ้ว Full HD ถ้าจะเอารุ่นจอ QHD ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาท จาก 56,990 บาทก็เพิ่มเป็น 57,990 บาท ถ้าใครอยากได้จอความละเอียดสูงขึ้นอีกสักหน่อย จะลงทุนเพิ่มอีกนิดก็คุ้มค่าและค่าผ่อนค่างวดก็ไม่ได้ดีดตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน และสเปคระดับนี้จัดว่าคุ้มจะลงทุนจ่ายแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกมไปได้อีก 3-4 ปี ก็คุ้มค่าอีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์, ฝ่ายศิลป์งานกราฟฟิค, ช่างกล้องนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน และไม่ต้องประกอบพีซีก็ยังไหว

award

award new Gaming

best gaming

สเปคของ Lenovo Legion 5 15IAH7H นับว่าแรงพอเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้แบบเปิดกราฟฟิคสูงสุดได้สบายๆ ไปอีก 3-4 ปี จะเล่นที่จอ Full HD ก็ได้ หรือต่อจอ QHD ก็ยังไหลลื่นเช่นกัน จึงคู่ควรกับรางวัล Best Gaming อย่างไม่ต้องสงสัย

award new performance

best performance

นอจากเล่นเกมได้ดีก็ใช้ทำงานได้สบายๆ ด้วยซีพียู Intel Intel Gen 12 ตามที่ได้กล่าวไปในรีวิว ดังนั้นถ้าใครไม่ได้เน้นเล่นเกมแต่หาโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ทำงานหนักๆ สักเครื่องล่ะก็ Lenovo Legion 5 15IAH7H เป็นตัวเลือกที่ลงตัวอย่างแน่นอน

award new Graphic

best graphic

โดยปกติแล้วเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมักให้พาเนลหน้าจอทั่วไปที่ขอบเขตสีไม่ค่อยกว้างและไม่เที่ยงตรงเท่าที่ควร แต่ Lenovo Legion 5 15IAH7H ตรงข้ามกับข้อความข้างต้นทั้งหมด ถ้าใครเป็นช่างกล้อง, คนทำงานอาร์ตหรือตัดต่อวิดีโอล่ะก็ สามารถใช้หน้าจอของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานได้เลย

from:https://notebookspec.com/web/653955-review-lenovo-legion-5-15iah7h

รีวิว Lenovo Legion 5i หัวใจ Intel Gen 12 สุดแรง ฟีเจอร์แจ่มแจ๋วครบเครื่อง ค่าตัว 56,990 บาท

Lenovo Legion 5i รุ่นใหม่หัวใจ Intel Intel Gen 12 มาแล้ว และยังแรงไม่แพ้รุ่นก่อนแน่นอน!

legion5inewcover

 

Advertisementavw

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เพราะประสิทธิภาพดีและเล่นเกมได้สบายๆ Lenovo Legion 5i ก็เป็นหนึ่งในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเรือธงพร้อมฟีเจอร์ล้นเครื่อง ได้แก่ คีย์บอร์ด TrueStrike ซึ่งได้สัมผัสตอนใช้งานไม่ต่างกับ Mechanical Keyboard พร้อมไฟ RGB เลือกสีได้ตามชอบ, ระบบระบายความร้อนอย่างดีเพื่อระบายความร้อนจากซีพียู Intel 12th Gen และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 Series แบบ Max-P รุ่นใหม่ล่าสุดได้อย่างรวดเร็วและได้แรม DDR5 ที่รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ติดตั้งพอร์ตใช้งานมาให้มากมายครบเครื่องทั้ง USB-C, USB-A, HDMI ให้ต่ออุปกรณ์เสริมหรือหน้าจอต่างๆ ได้ครบเครื่อง ยิ่งในตอนนี้ทางบริษัทก็อัพเกรดการเชื่อมต่อไร้สายของ Lenovo Legion 5i ให้รองรับ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth เวอร์ชั่นใหม่ยิ่งขึ้น ทำให้รับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็วและเสถียรยิ่งกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรมติดเครื่องอย่าง Lenovo Vantage ก็สามารถปรับ Overclock การ์ดจอให้รีดเฟรมเรทได้เยอะกว่าเดิมโดยไม่ทำให้การ์ดจอเสื่อมสภาพเร็วเกินไป ได้ลำโพง Nahimic Audio แบบจูนเสียงมาเพื่อเล่นเกมโดยเฉพาะอีกด้วย

ด้านหน้าจอของ Lenovo Legion เองก็เป็นจุดเด่นเช่นกัน เพราะหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS นี้ สามารถปรับความสว่างได้ 300 nits ไม่พอ ยังได้ค่า Refresh Rate สูงถึง 165Hz จากโรงงาน แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 รองรับ NVIDIA G-SYNC และเป็นจอ Dolby Vision มันจึงเหมาะทั้งเอาไว้ทำงาน, ดูหนัง, เล่นเกมหรือจะตัดต่อวิดีโอก็ทำได้ยอดเยี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อครีเอเตอร์กลายๆ ก็ไม่ผิดนัก ยิ่งไปกว่านั้น Lenovo Legion 5i ยังคงเอกลักษณ์เรื่องการอัพเกรดเครื่องได้ง่าย รองรับ M.2 NVMe SSD ด้วยอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ได้สูงสุด 2 ช่อง ช่องละ 1TB และตั้งค่า RAID 0 ได้ อัพเกรดแรมจาก 16GB DDR5 บัส 4800MHz ในเครื่องได้สูงสุด 32GB จัดว่ามีความจุเยอะพอใช้ทำงานหรือเล่นเกมได้สบายๆ 

Lenovo Legion 5i

NBS Verdicts

Legion 5 Alder Lake NYX09142

หากใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ทำงานและเล่นเกมแบบครบเครื่องอยู่ล่ะก็ Lenovo Legion 5i นับเป็นรุ่นน่าสนใจ สเปคดีระดับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Desktop Replacement ได้อย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันนี้ Intel 12th Gen มีประสิทธิภาพดีมาก ทำงานต่างๆ ได้ดีไม่พอ ยิ่งจับคู่กับ NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P ค่า TGP 140 วัตต์แล้ว จะทำงานตัดต่อวิดีโอ, ทำโมเดล 3D CG หรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้ก็เล่นได้สบายๆ ด้วยหน้าจอ 15.6 นิ้ว พาเนล IPS คุณภาพสูงที่ทางบริษัทติดตั้งมาให้ จะใช้บนจอ Lenovo Legion 5i เอง หรือจะต่อหน้าจอแยกก็ได้ และยังอัพเกรดเพิ่ม SSD, RAM ในเครื่องให้มากขึ้นไปได้อีก เรียกว่าซื้อมาเครื่องเดียวใช้งานไปได้นาน 3-4 ปีได้สบายๆ

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็ให้มาเต็มที่กว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ แบรนด์ เพราะมีทั้ง USB-C แบบ Thunderbolt 4 กับ USB-C 3.2 Gen 2 รอบเครื่องแล้วก็มีมากถึง 3 ช่อง และยังมีพอร์ตใช้งานพื้นฐานครบเครื่องทั้ง USB-A 3.2 Gen 1, HDMI 2.1 และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E และรองรับ Bluetooth 5.1 ในตัวอีกด้วย นับว่าครบสุดๆ จนไม่น่ามองข้ามเลย ด้านคีย์บอร์ด Legion TrueStrike ก็นับว่าล้ำหน้ากว่าคีย์บอร์ดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คร่วมรุ่นหลายๆ ตัว ไม่ว่าจะได้ 100% Anti-Ghosting ป้องกันอาการกดไม่ติดตอนเกมเมอร์รัวปุ่มแล้ว ยังได้ไฟ 4-Zone RGB backlight ให้ความสวยงามถูกใจเกมเมอร์อย่างแน่นอนอีกด้วย

ส่วนข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ จากการใช้งานจริงแต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่จนเสียอรรถรสการใช้งาน อย่างแรกหากเทียบกับตระกูล Legion ด้วยกัน ก่อนหน้านี้จะมี Lenovo Legion Slim 7 ซึ่งติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาตรงปุ่ม Power ของตัวเครื่องแล้ว แต่ Lenovo Legion 5i รุ่นนี้ยังไม่ติดตั้งมาให้ ซึ่งถ้าทาง Lenovo ต้องการยกระดับฟีเจอร์ของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้น ก็หวังว่า Legion รุ่นย่อยหรือรุ่นใหม่ๆ จะได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาเป็นมาตรฐานไปเลยจะยอดเยี่ยมขึ้นแน่นอน และพอร์ต USB-C ด้านหลังเครื่อง ถึงจะรองรับ Power Delivery แต่ต้องใช้ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ขึ้นไปเท่านั้น ใช้แบบกำลังชาร์จ 65 วัตต์ไม่ได้ ดังนั้นถ้าใครพกเครื่องไปไหนมาไหนเป็นประจำแนะนำให้หาปลั๊ก GaN 100 วัตต์ ดีๆ ติดกระเป๋ารอเอาไว้ได้เลย

ข้อดีของ Lenovo Legion 5i
  1. ติดตั้งซีพียู Intel Core i7-12700H สถาปัตยกรรม Intel 12th Gen มาให้ ประสิทธิภาพดี ทำงานหรือเล่นเกมก็ได้
  2. ติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P ค่า TGP 140 วัตต์มาให้
  3. แรมจุ 16GB DDR5 บัส 4800MHz อัพเกรดได้มากสุด 32GB DDR5
  4. M.2 NVMe SSD เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 อัพเกรดได้ 2 ช่อง ช่องละ 1TB ทำ RAID 0 ได้ด้วย
  5. หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้ค่า Refresh Rate 165Hz ลื่นไหล ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  6. หน้าจอได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 รองรับ NVIDIA G-SYNC, Dolby Vision ครบเครื่อง
  7. ได้พอร์ตครบเครื่อง ทั้ง USB-C PD, USB-A 3.2, HDMI รองรับ Wi-Fi 6E ในตัว
  8. มีสวิตช์ E-Shutter สั่งเปิดปิดการทำงาน Webcam ได้เมื่อต้องการหรือไม่อยากใช้งาน
  9. คีย์บอร์ด Legion TrueStrike รองรับ 100% Anti-Ghosting กดหลายปุ่มได้ไม่รวนง่ายๆ
  10. โปรแกรม Lenovo Vantage ตั้งค่าการทำงานได้ดี มีฟีเจอร์ Lenovo Edge รองรับการ Overclock ตัวเครื่องและการ์ดจอรวมทั้งมี AI เสริมการทำงานด้วย
  11. มีคีย์ลัดปรับโหมดเครื่อง 3 แบบ ตั้งแต่ใช้งานทั่วไปจนใช้กำลังสูงสุดด้วยปุ่ม Fn+Q
  12. หน้าจอโน๊ตบุ๊คสามารถกางได้แบนราบ 180 องศา ปรับองศาจอให้เข้ากับมุมสายตาได้ดี
  13. มีปุ่มลัด Multimedia Key ติดตั้งมาให้ใช้ โดยเซ็ตอยู่เหนือชุด Numpad
ข้อสังเกตของ Lenovo Legion 5i
  1. ยังไม่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาเหมือนรุ่น Lenovo Legion Slim 7 ที่เปิดตัวมาก่อน
  2. ถ้าจะชาร์จแบตเตอรี่ด้วยปลั๊ก GaN ต้องใช้รุ่นที่กำลังชาร์จ 100 วัตต์ขึ้นไป
  3. ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่อยู่ได้นานสุดราว 4 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
  4. หน้าจอยังเป็นความละเอียด Full HD ถ้าเอาความละเอียดจอ QHD ต้องเพิ่มเงิน 1,000 บาท

รีวิว Lenovo Legion 5i

Specification

Lenovo Legion 5 15IAH7H

Lenovo Legion 5i นับเป็นภาคต่อของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเรือธงของทาง Lenovo ซึ่งรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake มาให้ พร้อมอัพเกรดชิ้นส่วนภายในอีกหลายอย่าง โดยมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ Lenovo Legion 5i 
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (6P+8E)
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) Max-P (TGP 140W)
  • SSD : M.2 NVMe 512GB PCIe 4.0
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800 MHz
  • Monitor : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz, Response Time 3ms ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB, VESA DisplayHDR 400, Dolby Vision รองรับ NVIDIA G-SYNC ความสว่าง 300Nits
  • Port : Thunderbolt 4 x 1 รองรับ DisplayPort, USB-C 3.2 Gen 2 x 2 รองรับ DisplayPort ทั้งสองช่อง มี 1 ช่องรองรับ Power Delivery 135 วัตต์, USB-A 3.2 Gen 1 x 1, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.4 กิโลกรัม
  • Price : 56,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

Legion 5 Alder Lake NYX09139

Legion 5 Alder Lake NYX09092
Legion 5 Alder Lake NYX09091
Legion 5 Alder Lake NYX09102
Legion 5 Alder Lake NYX09163
Legion 5 Alder Lake NYX09090
Legion 5 Alder Lake NYX09116

ดีไซน์ของ Lenovo Legion 5i รุ่นใหม่นี้ จะยังอิงดีไซน์จาก Legion รุ่นก่อนหน้ามาเหมือนเดิม แต่ทางบริษัทเลือกอัพเกรดภายในตัวเครื่องให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยเป็น Intel 12th Gen จับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แบบ Max-P และติดสติกเกอร์ของ Intel, NVIDIA เอาไว้ขอบที่พักข้อมือฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาเป็นสติกเกอร์บอกคีย์ลัด Fn+Q สำหรับปรับโหมดของตัวเครื่อง 3 แบบ ตั้งแต่โหมดเงียบประหยัดพลังงาน, โหมดทำงานปกติ หรือเร่งประสิทธิภาพตัวเครื่องเต็มที่ก็ได้

ด้านของดีไซน์ส่วนอื่นๆ จะคล้ายกับ Lenovo Legion รุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะขอบบนของหน้าจอเหนือ Webcam จะทำเป็นติ่งยื่นขึ้นมาเล็กน้อยให้ใช้มือข้างเดียวกางหน้าจอได้ และทางบริษัทก็บาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องมาได้ดี ไม่มีอาการบอดี้ตัวเครื่องกระดกขึ้นมาแม้แต่น้อยและตัวจอไม่มีอาการสั่นกระพือเวลาปล่อยมือเลยแม้แต่น้อย ส่วนนี้ต้องยกความดีให้กับฐานบานพับหน้าจอแข็งแรง แน่นและเป็นวัสดุอลูมิเนียมอีกด้วย ส่วนขอบบนของตัวเครื่องเหนือคีย์บอร์ดเป็นปุ่ม Power พร้อมไฟสีฟ้าแบบปกติ ไม่ได้เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเหมือน Lenovo Legion Slim 7 ที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าทางบริษัทจะมีรุ่นย่อยที่ให้ปุ่ม Power แบบรวมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาด้วยในอนาคต จะได้ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกและมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Legion 5 Alder Lake NYX09101

การกางหน้าจอ Lenovo Legion 5i นี้สามารถกางได้แบนราบ 180 องศา เทียบชั้นกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่นในปัจจุบันได้เลย นอกจากจะวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คหรือโต๊ะแล้วปรับองศาจอให้เข้ากับมุมสายตาได้สะดวกแล้ว เวลาทำงานก็สามารถกางหน้าจอแบนราบแล้วแชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้สะดวก ไม่ต้องหันเครื่องไปมาก็ได้ เหมาะกับช่วงประชุมงานแล้วต้องแชร์ข้อมูลงานร่วมกันเป็นอย่างมาก

Legion 5 Alder Lake NYX09082

Legion 5 Alder Lake NYX09083
Legion 5 Alder Lake NYX09084
Legion 5 Alder Lake NYX09088
Legion 5 Alder Lake NYX09093
Legion 5 Alder Lake NYX09167
Legion 5 Alder Lake NYX09165

ด้านหลังเครื่อง บริเวณฝาบานพับหน้าจอจะมีเพลตโลโก้ LEGION แบบอลูมิเนียมติดเป็นแนวตั้งเอาไว้ตรงมุมบนซ้ายมือ ส่วนมุมล่างขวาของฝาหลังจอติดเพลตอลูมิเนียมของ Lenovo ไว้อีกหนึ่งจุด ถัดลงมาด้านล่างจะเป็นขอบตัวเครื่องซึ่งออกแบบให้ยื่นออกมาให้ช่องระบายความร้อนถอยออกมาเหนือคีย์บอร์ดอีกเล็กน้อย มีช่องระบายความร้อนทั้งหมด 4 ช่อง 2 คู่ แยกเป็นคู่หลังและคู่ซ้ายขวาอย่างละชุด ยิงเลเซอร์บอกชื่อพอร์ตต่างๆ เอาไว้ครบถ้วนพร้อมไฟ LED บอกสถานะการชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย ถ้าแบตเตอรี่ยังไม่เต็ม 100% ไฟจะเป็นสีส้มและพอชาร์จเต็มจะกลายเป็นสีขาว ซึ่งการยิงเลเซอร์สกรีนบอกชื่อพอร์ตเอาไว้และหันฟ้อนท์เข้าหาคีย์บอร์ด แม้จะเป็นดีไซน์เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ช่วยให้เจ้าของเครื่องหาพอร์ตที่อยากใช้งานได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น

Legion 5 Alder Lake NYX09077
Legion 5 Alder Lake NYX09079

ด้านใต้เครื่องจะมีช่องนำลมเย็นเข้าไประบายอากาศให้ระบบระบายความร้อน Coldfront 4.0 กินพื้นที่ราว 40% ของพื้นที่ฝาใต้ตัวเครื่องทั้งหมด ติดขอบยางกันบอดี้ตัวเครื่องเอาไว้ 3 เส้นด้วยกัน โดยเส้นบนเป็นแถบยาวพร้อมโลโก้ LEGION สลักเอาไว้ตรงกลางและมีแถบยางยาวราว 2 นิ้วติดเอาไว้ขอบล่างด้านซ้ายและขวามือของตัวเครื่องใกล้ๆ กับลำโพงฝั่งซ้ายและขวาของตัวเครื่อง ซึ่งชุดระบายความร้อนใหม่นี้ ทางบริษัทออกแบบให้ดึงลมเย็นเข้าไประบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น และล็อคด้วยน็อตหัว Philips Head หรือหัวแฉกเอาไว้ทั้งหมด 10 ตัวด้วยกัน ซึ่งแน่นหนาไม่หลุดง่ายอย่างแน่นอน

Screen & Speaker

Legion 5 Alder Lake NYX09103

Legion 5 Alder Lake NYX09106
Legion 5 Alder Lake NYX09105
Legion 5 Alder Lake NYX09107
Legion 5 Alder Lake NYX09108
Legion 5 Alder Lake NYX09161
Legion 5 Alder Lake NYX09089

หน้าจอของ Lenovo Legion 5i มีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS แม้ความละเอียดหน้าจอยังไม่เป็น QHD (2560×1440) เหมือน Lenovo Legion รุ่นอื่นที่เปิดตัวเมื่อก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ทาง Lenovo ก็เลือกพาเนลคุณภาพสูงมาติดตั้งให้สมเป็นซีรี่ส์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธง ได้ค่า Refresh Rate 165Hz, Response Time 3ms รองรับ NVIDIA G-SYNC เป็นจอ Dolby Vision ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB เคลมความสว่างไว้ 300Nits ดังนั้นถ้าใครซื้อมาแล้วจะใช้ทำงานต่างโน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์สักเครื่องก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้กันแน่นอน

ด้านกรอบหน้าจอถูกดีไซน์ให้บาง 3 ด้าน คือขอบบนหน้าจอที่ยื่นสูงขึ้นเล็กน้อยตรงโซนกล้อง Webcam ความละเอียด และฝั่งซ้ายและขวาของหน้าจอก็บางลงเพื่อเพิ่มพื้นที่การแสดงผล มีโลโก้ LEGION ยิงเลเซอร์เอาไว้ตรงขอบล่างของหน้าจอด้วย และเมื่อพับหน้าจอลงจะเห็นว่าพาเนล IPS นี้มีคุณภาพดี เพราะยังแสดงสีสันได้ดีไม่เกิดอาการเงาสะท้อนหรือสีเพี้ยนบนหน้าจออีกด้วย

display

gamut 2
gamut profile 1
285771057 10159767339439597 269616527172447066 n

เมื่อ Calibrate หน้าจอด้วย Calibrite ColorChecker Display ด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่าหน้าจอของ Lenovo Legion 5i แสดงขอบเขตสีหน้าจอได้กว้างมาก ได้ค่า Gamut coverage 98.6% sRGB, 69.8% Adobe RGB, 73.6% DCI-P3 ได้ Gamut volume ที่ 104.5% sRGB, 72% Adobe RGB, 74% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรงสีหรือค่า Delta-E อยู่ที่ 0.14~1.11 ซึ่งเมื่อค่า Delta-E <2 เช่นนี้ จัดว่าเที่ยงตรง สามารถนำไปตัดต่อแต่งภาพได้ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คสำหรับครีเอเตอร์หลายๆ รุ่นอย่างแน่นอน

ความสว่างหน้าจอที่ Calibrite ColorChecker Display เช็คได้ จะสว่างถึง 328.73 cd/m2 จัดว่าสว่างมากไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งจากแบรนด์คู่แข่งหลายๆ รุ่น และสว่างกว่าที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้ในงานเปิดตัวอีกเล็กน้อย ซึ่งจอนี้จัดว่าสว่างพอสู้แสงแดดนอกอาคารได้สบายๆ ถ้าจะติดเครื่องไปนั่งทำงานชานร้านกาแฟหรือนั่งในห้องแล้วแสงแดดส่องหน้าจอก็สามารถปรับความสว่างสู้ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใช้ในอาคารหรือออฟฟิศแนะนำให้ปรับความสว่างลดลงมาช่วง 60~70% ก็สว่างพอใช้งานได้สบายๆ แล้ว

Legion 5 Alder Lake NYX09080
Legion 5 Alder Lake NYX09081
Legion 5 Alder Lake NYX09073
Legion 5 Alder Lake NYX09074

ส่วนลำโพงของ Lenovo Legion 5i ตัวนี้จะเป็นลำโพงคู่ กำลังขับข้างละ 2 วัตต์ พอปรับเสียงให้ดังสุด 100% แล้วจะดังราว 83~86dB ดังพอใช้เพื่อความบันเทิงหรือประชุมงานได้อย่างแน่นอน และได้ทาง Nahimic Audio มาปรับจูนเสียงให้เป็นลำโพงสำหรับเกมมิ่ง เลยช่วยให้แยกทิศทางเสียงตอนเล่นเกมได้เป็นอย่างดี

ส่วนการฟังเพลงต้องถือว่าเสียงลำโพงดังฟังชัด ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องชัดเจนและไม่ทับไลน์เสียงกันอีกด้วย แต่โทนเสียงจะออกไปทางขุ่นนิดหน่อยและเบสไม่ค่อยชัดเจน แรงปะทะเบสไม่ค่อยหนักแน่นอย่างที่ควร ซึ่งถ้าใช้ฟังเพลงทั่วไปไม่ว่าจะป็อป, ร็อค, แจ๊สถือว่าดีพอควร แต่ถ้าเป็นเพลงแนวเน้นเบสหรือใครชื่นชอบการฟังเพลงล่ะก็ แนะนำให้ต่อลำโพงแยกดีๆ สักชุดเสริมเข้าไปจะได้อรรถรสตอนฟังเพลงดียิ่งขึ้น

Keyboard & Touchpad

Legion 5 Alder Lake NYX09117

Legion 5 Alder Lake NYX09118
Legion 5 Alder Lake NYX09119
Legion 5 Alder Lake NYX09113
Legion 5 Alder Lake NYX09111

คีย์บอร์ด TrueStrike ของ Lenovo Legion 5i เป็นดีไซน์แบบ Full-size มีฟีเจอร์เฉพาะตัวคือ 100% Anti-Ghosting ทำให้เกมเมอร์สามารถรัวปุ่มตอนเล่นเกมได้โดยไม่เกิดอาการกดปุ่มแล้วไม่ทำงาน (Ghosting) มีไฟ RGB แบบ 4-Zone RGB Backlight สามารถเปลี่ยนโหมดหรือปิดไฟได้ง่ายๆ โดยกด Fn+Spacebar เพื่อเปลี่ยนโหมดได้ทันที ส่วนขอบล่างของคีย์บอร์ดจะโค้งลงเล็กน้อยให้รับนิ้วได้ดีกว่าเดิม

ด้านสัมผัสตอนทดลองใช้ TrueStrike พิมพ์งานหรือเล่นเกมจัดว่าโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งหลายๆ รุ่นที่ได้รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งตัวปุ่มจะไม่ได้อ่อนกดง่ายรัวปุ่มได้เร็ว แต่ได้สัมผัสจะคล้ายกับสวิตช์ Mechanical Keyboard แบบ Tactile เพราะตัวปุ่มค่อนข้างแข็งกดสนุกมือได้สัมผัสแน่น ข้อดีของสวิตช์แบบแข็งเช่นนี้จะช่วยลดโอกาสตอนวางนิ้วแล้วน้ำหนักนิ้วไปทำปุ่มลั่นในจังหวะที่ไม่ต้องการใช้งานได้ ส่วนสัมผัสตอนทดลองพิมพ์งานมั่นใจว่าผู้ใช้ที่ชอบ Mechanical Keyboard สวิตช์ Tactile น่าจะถูกใจอย่างแน่นอน

Legion 5 Alder Lake NYX09133

Legion 5 Alder Lake NYX09120
Legion 5 Alder Lake NYX09128
Legion 5 Alder Lake NYX09124
Legion 5 Alder Lake NYX09125

เลย์เอ้าท์คีย์บอร์ด TrueStrike ของ Lenovo Legion 5i จะเป็นทรง Full-size แต่ทรงคีย์บอร์ดจะไม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยปุ่มลูกศรจะยื่นลงมาด้านล่างเล็กน้อยแยกจากเซ็ตปุ่มหลักและชุด Numpad และมีขีด Marking ตรงลูกศรชี้ลงเช่นเดียวกับปุ่ม S, F, J และออกแบบให้ปุ่ม Grave Accent (~) มีขนาดเล็กลงเหลือครึ่งเดียว มีปุ่ม Fn ติดเอาไว้ข้าง Ctrl ซ้ายมือ

คีย์ลัดต่างๆ บนคีย์บอร์ด ได้แก่ FnLock โดยกด Fn+Esc, Multimedia Hotkey เซ็ตรวมกับปุ่ม Home, End, Page Up, Page Down เหนือชุด Numpad และปุ่ม Print Screen มีคำสั่งเรียก Snipping Tool รวมเอาไว้ด้วย ซึ่งถือว่าค่อนข้างครบเครื่อง แต่สังเกตว่า Lenovo Legion 5i เครื่องนี้ยังไม่มีคำสั่ง Windows Lock ติดตั้งมาให้ แต่ทางบริษัทออกแบบให้ปุ่ม Windows ไปติดกับปุ่ม Alt แทน ทำให้โอกาสไปโดนปุ่ม Windows ลดลงไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็หวังว่าทาง Lenovo จะพิจารณาเพิ่มฟังก์ชั่นนี้เข้ามาให้กับ Lenovo Legion รุ่นถัดๆ ไปด้วย

Legion 5 Alder Lake NYX09131

ส่วนของ Function Hotkey ตรงบรรทัดปุ่ม F1-F12 เวลาต้องการใช้งานจะต้องกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะใช้งานได้ โดยคำสั่งที่ทางบริษัทเซ็ตมาให้จะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดไมโครโฟน
  • F5-F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอเสริม
  • F8 – Airplane Mode
  • F9 – Lenovo Smart Key
  • F10 – ปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – เรียกโปรแกรมทั้งหมดขึ้นมาเหมือนกด Windows+Tab
  • F12 – เรียกโปรแกรม Calculator
Screenshot 2022 06 17 143643

Lenovo Smart Key

ในส่วนของคีย์ลัด Lenovo Smart Key ตรงปุ่ม F9 ของ Lenovo Legion 5i เมื่อกดครั้งแรกจะเปิดตัวเป็นการตั้งค่าว่าจะให้ปุ่มนี้ทำงานเช่นใด โดยใช้เรียกโปรแกรม Lenovo Vantage, เรียกการให้บริการแก้ไขตัวเครื่องออนไลขน์, Vantage Toolbar เช็คสถานะการทำงานตัวเครื่องหรือ Preference เรียกโปรแกรมที่ต้องการใช้งานขึ้นมาก็ได้ พอเซ็ตเสร็จแล้วเมื่อต้องการใช้คำสั่งลัดนี้ ให้กด F9 สองครั้งเพื่อเรียกคำสั่งที่ต้องการได้เลย จัดว่าสะดวกใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าการเซ็ตตั้งค่าให้กด 2 ครั้งเช่นนี้ก็ไม่ผิดแต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยเพราะคิดว่ากดครั้งเดียวแล้วปุ่ม F9 ต้องเรียกคำสั่งที่เซ็ตเอาไว้ขึ้นมาให้ใช้งานได้เลย จึงอยากแนะนำทางบริษัทว่าหากอัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ อยากให้ปรับการทำงานโดยกดครั้งแรกเป็นการเซ็ตปุ่ม F9 ตามที่ต้องการ พอกดเซฟการตั้งค่าแล้วให้ระบบเปลี่ยนเป็นกดครั้งเดียวเปิดคำสั่งนั้นทันที แล้วถ้าต้องการตั้งค่าปุ่ม F9 ใหม่ ให้กด 2 ครั้งเพื่อเปิดหน้าต่าง Lenovo Smart Key ขึ้นมาอีกครั้งจะดีกว่า

Legion 5 Alder Lake NYX09136
Legion 5 Alder Lake NYX09135

ทัชแพดของ Lenovo Legion 5i มีขนาดใหญ่รองรับคำสั่ง Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน ติดตั้งเอาไว้ตรงกลางที่วางข้อมือซ้ายขวา กว้างจนเกือบจรดปุ่ม Alt ทั้งสองฝั่ง จากที่ทดลองเล่นเกมดูแล้วมือของผู้ใช้แทบไม่โดนปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ดเลย ทว่าสันมือกลับพาดอยู่บนทัชแพดแบบเลี่ยงไม่ได้และอาจจะเกิดอาการทัชแพดลั่นหากไม่กดปิดทัชแพดทิ้งเสียก่อน ดังนั้นถ้าใช้งานตามปกติอาจจะเปิดทัชแพดเอาไว้แล้วปิดตอนเล่นเกมจะดีกว่า

Connector / Thin & Weight

Legion 5 Alder Lake NYX09086

Legion 5 Alder Lake NYX09095
Legion 5 Alder Lake NYX09098
Legion 5 Alder Lake NYX09099

พอร์ตและการเชื่อมต่อของ Lenovo Legion 5i นับว่าให้มาเยอะครบเครื่องเสมอ และมีสวิตช์ E-Shutter ปิดการทำงานกล้อง Webcam ติดตั้งมาให้ปิดเวลาไม่ต้องการใช้งานได้ด้วย โดยการเชื่อมต่อทั้งหมดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – Thunderbolt 4 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – Audio combo, สวิตช์ E-Shutter, USB-A 3.2 Gen 1
  • ด้านหลังเครื่อง – LAN, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort 1.4 และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ ต้องการกำลังไฟ 135 วัตต์, HDMI 2.1, USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง ฝั่งขวาเป็น Sleep&Charge ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยใช้แบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊ค, ช่องแดปเตอร์ดีไซน์เฉพาะของ Lenovo 
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1

จะเห็นว่าทางบริษัทติดตั้งพอร์ตมาให้ Lenovo Legion 5i แบบครบเครื่องและไม่หวงเอาไว้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะพอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอทั้ง HDMI 2.1 และ USB-C 3.2 และ Thunderbolt 4 นับรวมแล้วผู้ใช้สามารถต่อหน้าจอแยกได้ถึง 3 จอพร้อมกัน ซึ่งถ้าใครดูกระดานหุ้นหรืออยากใช้แทนเกมมิ่งพีซีสักเครื่อง ก็สามารถต่อใช้งานได้สบายๆ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดสังเกตคือพอร์ต USB-PD นี้ต้องการอแดปเตอร์แบบจ่ายไฟได้ 135 วัตต์ขึ้นไป ดังนั้นปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์อาจจะพอใช้ชาร์จได้ แต่เชื่อว่าจะชาร์จได้ช้าและหากโปรแกรมไหนเรียกใช้การ์ดจอแยกก็คงมีกำลังไฟไม่พอใช้ ดังนั้นถ้าใครจะเซ็ตโต๊ะทำงานไว้รองรับ Lenovo Legion 5i แนะนำให้ลงทุนซื้อ GaN Desktop Charger กำลังชาร์จ 150 วัตต์กับสาย USB-C ที่รองรับกระแสไฟเกิน 100 วัตต์มาเตรียมไว้ได้เลย

Legion 5 Alder Lake NYX09058

Legion 5 Alder Lake NYX09060
Legion 5 Alder Lake NYX09059

น้ำหนักของ Lenovo Legion 5i เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วจะหนัก 2.48 กิโลกรัม รวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 953 กรัมแล้ว จะมีน้ำหนักรวมถึง 3.5 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครจะใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เครื่องเดียวทั้งเล่นเกมและทำงานด้วยล่ะก็ แนะนำให้ลงทุนกับกระเป๋าเป้ดีๆ สักใบจะได้รับน้ำหนักเครื่องได้ดีและไม่เป็นปัญหาต่อสรีระร่างกายในอนาคตด้วย

Inside & Upgrade

Legion 5 Alder Lake NYX09061

Legion 5 Alder Lake NYX09068
Legion 5 Alder Lake NYX09067
Legion 5 Alder Lake NYX09070
Legion 5 Alder Lake NYX09072

ด้านการอัพเกรดตัวเครื่อง เมื่อขันน็อตหัวแฉกทั้ง 10 ตัวออกจนหมดแล้ว ตัวเครื่องจะมีสลักเกี่ยวฝาใต้เครื่องอยู่อีกหนึ่งชิ้น แนะนำให้เจ้าของเครื่องวางโน๊ตบุ๊คคว่ำหน้าลงแล้วจับฝาท้ายเลื่อนขึ้นไปทางช่องพัดลมระบายความร้อนสักเล็กน้อยจะเปิดเครื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น

ภายในเครื่องจะเห็นว่าทาง Lenovo ให้อินเตอร์เฟสสำหรับอัพเกรดโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มาครบครัน มีช่องแรม DDR5 แบบ SO-DIMM สองช่อง ปิดเอาไว้ด้วยกรอบโลหะแบบติดคลิปหนีบไร้น็อต ใช้มือดึงขอบกรอบโลหะเบาๆ ก็ถอดอัพเกรดได้แล้ว และรองรับความจุสูงสุด 32GB DDR5 บัส 4800MHz แต่เดิมๆ จากโรงงานก็ได้มา 16GB แล้ว ดังนั้นถ้าใครจะใช้เล่นเกมอย่างเดียวก็สามารถใช้แรมความจุเดิมๆ จากโรงงานไปได้เช่นกัน

ส่วน M.2 NVMe SSD ก็ถูกปิดเอาไว้ด้วยเพลตโลหะแบบขันน็อต 3 จุด แต่เป็นหัวแฉก Philips head ทั้งหมด สามารถขันออกมาอัพเกรดได้ง่ายๆ และมีช่องไกด์สำหรับครอบเพลตโลหะด้วย เป็นการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจผู้ใช้ดีมาก อินเตอร์เฟสของ SSD เป็น PCIe 4.0 x4 ทั้งสองช่อง รองรับช่องละ 1TB และทำ RAID 0 ได้ ซึ่งเจ้าของเครื่องอาจใส่ M.2 NVMe SSD ความจุช่องละ 1TB ไว้ติดตั้งเกมกับโปรแกรมใช้งานหลักๆ หรือทำ RAID 0 เพิ่มความเร็วตอนใช้งานก็น่าสนใจ ซึ่งในส่วนของ SSD ผู้เขียนถือว่าทางบริษัทจัดสเปคมาได้เหมาะสมแล้ว แต่หวังว่าทาง Lenovo จะอัพเกรดให้รองรับช่องละ 2TB ไปเลยจะได้อัพเกรดได้เต็มที่ รองรับอนาคตได้หลายปี

Performance & Software

CPU Z 6 4 2022 7 52 28 PM

CPU Z 6 4 2022 7 52 31 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 41 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 44 PM
CPU Z 6 4 2022 7 52 48 PM

Lenovo Legion 5i นับเป็น Legion รุ่นที่ 7 โดยเครื่องรีวิวติดตั้งซีพียู Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (6P+8E) สถาปัตยกรรม Alder Lake ทรานซิสเตอร์ขนาด 10 นาโนเมตร มีค่า TDP 45 วัตต์ด้วยกัน โดยตัวซีพียูจะรองรับชุดคำสั่งสำหรับใช้งานครบถ้วน สามารถใช้ทำงานหรือเล่นเกมได้อย่างดี

เมนบอร์ดในเครื่องจะผลิตโดย Lenovo เอง โดยใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ทำให้เจ้าของเครื่องเลือกใส่ SSD รุ่นใหม่ๆ ที่ความเร็ว Sequential Read/Write สูงได้โดยไม่มีปัญหา ติดตั้งแรมมา 16GB DDR5 บัส 4800MHz จากโรงงาน เป็นความจุที่มากพอใช้ทำงานและเล่นเกมต่างๆ ได้สบายๆ แต่ถ้าต้องทำงานตัดต่อวิดีโอหรืองานหนักๆ แนะนำให้อัพเกรดไป 32GB เลยก็ได้

TechPowerUp GPU Z 2.46.0 6 4 2022 7 50 41 PM

TechPowerUp GPU Z 2.46.0 6 4 2022 7 51 00 PM
tgp 1

กราฟฟิคการ์ดนอกจาก Intel Iris Xe Graphics จะมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ให้ใช้งานด้วย ตัวการ์ดมี CUDA จำนวน 3,840 คอร์ รองรับ DirectX 12 ค่า TGP 130 วัตต์ สามารถถ่ายเทค่าวัตต์มาเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 140 วัตต์ได้ และการ์ดจอทั้งสองตัวในเครื่องรองรับชุดคำสั่งสำหรับใช้งานครบถ้วน ยกเว้นฝั่ง Intel จะไม่มี CUDA, Ray Tracing เหมือนฝั่ง NVIDIA เท่านั้น

device mgr 2

เมื่อเช็คพาร์ทในตัวเครื่อง จะเห็นว่า Lenovo Legion 5i มีชิ้นส่วนใช้งานสำคัญติดตั้งมาให้ครบเครื่อง ไม่ว่าจะชิป TPM 2.0 ที่ Windows 11 ต้องใช้สำหรับรักษาความปลอดภัยและติดตั้ง Wi-Fi PCIe Card เป็น Intel AX 211 รองรับ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax มีแบนด์วิธสัญญาณกว้าง 160MHz ใช้รับส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi ได้เร็วและเสถียร เหมาะทั้งทำงานและเล่นเกมอย่างแน่นอน

CrystalDiskMark 8.0.4 x64 Admin 6 4 2022 8 01 13 PM

ส่วน M.2 NVMe SSD ในเครื่องเป็น Samsung MZVL2512HCJQ-00BL2 ความจุ 512GB หรือรหัส OEM ในซีรี่ส์ของ Samsung PM9A1 ประสิทธิภาพจัดว่าเทียบชั้นกับ Samsung 980 Pro อีกด้วย โดยตัว SSD นี้จะเป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 คุมโดยคอนโทรลเลอร์ Samsung Elpis เข้ารหัส AES-256 ในตัว มีความเร็ว Sequential Read 6,900 MB/s และ Sequential Write 5,000 MB/s จัดว่าเร็วไว้ใจได้ เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark ได้ความเร็ว Sequential Read 6,751.10 MB/s และ Sequential Write 4,880.1 MB/s ซึ่งถือว่าเร็วใช้ได้ใกล้เคียงหน้าสเปค ใช้บูตเกมและโปรแกรมขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนผู้ใช้คนไหนอยากอัพเกรดเพิ่มความจุและความแรงอีกสักนิดก็ยังแนะนำให้อัพเกรดเป็น WD Black SN850, Kingston KC3000, Kingston Fury Renegade ความจุ 1TB จะดีที่สุด เพราะมันใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ได้อย่างเต็มที่

r15 2
r20 2

ส่วนการทดสอบ CINEBENCH R15 เพื่อวัดประสิทธิภาพตอนเรนเดอร์ 3D CG แล้ว จะเห็นว่า Lenovo Legion 5i ทำคะแนน OpenGL ได้ 190.86 fps และ CPU 2,336 cb พอเน้นทดสอบประสิทธิภาพการเรนเดอร์ของซีพียูด้วย CINEBENCH R20 จะได้คะแนน CPU 6,828 pts ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าซีพียู Intel Core i7-12700H ในโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทรงพลัง ใช้ตัดต่อเรนเดอร์ 3D CG, ตัดต่อวิดีโอได้สบายๆ โดยเฉพาะคะแนนของ CINEBENCH R20 เรียกว่าสูสีกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ซีพียู Intel Core i9-12900H บางรุ่นเลย ดังนั้นถ้าใครใช้เล่นเกมอย่างเดียวก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหาแน่นอน

3dmark timespy

ผลการทดสอบ 3DMark Time Spy เพื่อวัดประสิทธิภาพเวลาเล่นเกม จะเห็นว่า Lenovo Legion 5i ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 9,420 คะแนน แม้จะยังไม่แตะหลักหมื่นคะแนน แต่ถ้าดูแยกเป็นหมวดหมู่แล้วจะเห็นว่าคะแนน CPU score สูงถึง 13,116 คะแนน และ Graphics score ได้ไป 8,974 คะแนน พูดได้ว่าซีพียู Intel Core i7-12700H ดึงพลังของ NVIDIA GeForce RTX 3060 ออกมาได้หมดจด ใช้เล่นเกมบนหน้าจอความละเอียด 1080p Full HD ได้สบายๆ หรือจะต่อจอแยกความละเอียด QHD ก็เล่นได้ไหลลื่นแน่นอน

pcmark10 2

ส่วนการทดสอบจำลองสภาพการทำงานด้วยโปรแกรม PCMark 10 ตัว Lenovo Legion 5i ทำคะแนนเฉลี่ยรวมได้สูงมากถึง 7,782 คะแนน และพอดูแยก 3 หมวดการทดสอบจะเห็นว่า Legion 5 เครื่องนี้กวาดคะแนนได้เกินหลักหมื่นคะแนน ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรม, เบราเซอร์, ทำงานกับไฟล์เอกสารก็ตาม และยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อทดสอบตัดต่อแต่งภาพหรือวิดีโอและเรนเดอร์โมเดล 3D จะทำคะแนนได้สูงเกินหน้าสองหมวดแรกเสียด้วย ดังนั้นถ้าใครคิดจะซื้อ Legion 5 เอาไว้ใช้แบบเหมาหมดทั้งทำงานและเล่นเกม ก็ทำงานได้ยอดเยี่ยมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

legion5

สเปคของ Lenovo Legion 5i ที่ติดตั้ง Intel Core i7-12700H คู่กับ NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P ค่า TGP 140 วัตต์แล้ว จะเห็นว่าเกมฟอร์มยักษ์ที่ผู้เขียนหยิบมาทดสอบแบบปรับกราฟฟิคสูงสุดจะได้เฟรมเรทเฉลี่ยเกิน 60 fps ทุกเกม โดยเฉพาะเกมแนว Battle Royal อย่าง Apex Legends จะทำเฟรมเรทเฉลี่ยทะลุหลักร้อยเฟรมได้สบายๆ หรือจะเกมพอร์ตจากเครื่องคอนโซลเช่น Horizon Zero Dawn ก็เฟรมเรทสูงสุดเกินค่า Refresh Rate ของหน้าจอไปเสียด้วยซ้ำ

ตอนใช้ Lenovo Legion 5i เล่นเกมแทนเกมมิ่งพีซีเพื่อทดสอบและดูประสบการณ์การใช้งาน ต้องถือว่ายอดเยี่ยมจนผู้เขียนกังขากับการประกอบเกมมิ่งพีซีเสียด้วยซ้ำ เพราะเมื่อต่อหน้าจอแยกแล้วก็ได้ประสบการณ์การเล่นเกมและใช้งานไม่ต่างกันกับเกมมิ่งพีซีสักเครื่องเลย โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้ความเร็วอย่าง Resident Evil Village, Apex Legends ไม่เกิดอาการเฟรมเรทหน่วงแม้แต่น้อย สามารถกวาดหน้าจอไปมามองหาและยิงศัตรูได้ทันใจไม่เกิดอาการภาพฉีกขาด ยิ่ง Red Dead Redemption 2 (ตัวย่อ RDR 2) หรือ GTA V นอกจากรายละเอียดฉาก แสงและเงาตกกระทบตัวละครก็ได้ความสมจริง หรือตอนโฟกัสเป้าเล็งเป้าก่อนยิงปืนก็ต่อเนื่อง ไม่เกิดอาการเริ่มจับโฟกัสแล้วภาพตัดเข้าตอนเล็งเป้าเหมือนตอนใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคไม่แรงมากเล่นเกมนี้สักนิด

ดังนั้นเกมเมอร์คนไหนอยากเล่นเกมฟอร์มยักษ์หลายๆ เกมในปัจจุบันนี้แต่พื้นที่ในห้องมีจำกัด อยู่หอพักหรือคอนโดมิเนียมล่ะก็ ผู้เขียนอยากให้ลองเปิดใจให้กับ Lenovo Legion 5i ดู เพราะมันครบเครื่องในตัวมาก เวลาอยู่บ้านอยากเล่นเกมเพื่อผ่อนคลายก็แค่ต่ออแดปเตอร์, หน้าจอแยกและเกมมิ่งเกียร์ก็เล่นเกมได้ พกไปออฟฟิศก็เตรียม GaN Desktop Charger กำลังชาร์จ 150 วัตต์กับสาย USB-C PD เอาไว้ให้ครบ เท่านี้ก็ไม่ต้องประกอบเกมมิ่งพีซีและซื้อโน๊ตบุ๊คแยกเอาไว้ทำงานแล้ว ลดปริมาณอุปกรณ์ส่วนตัวซ้ำซ้อนแล้วเอาเงินไปซื้อของใช้อื่นๆ เพิ่มได้อีกมาก

Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 52 PM

Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 30 PM
Lenovo Vantage 6 4 2022 8 43 15 PM

ส่วนโปรแกรมตั้งค่าและซัพพอร์ตตัวเครื่องอย่าง Lenovo Vantage จะเห็นว่าตัวโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับตระกูล Lenovo Legion โดยเฉพาะ สังเกตที่แถบคำสั่ง Legion Edge จะมีคำสั่ง GPU Overclock สำหรับโอเวอร์คล็อครีดประสิทธิภาพการ์ดจอได้ โดยในส่วน Advanced Settings ตัว Lenovo Vantage จะเปิดให้ปรับค่าคล็อกของการ์ดจอได้ตามต้องการ สามารถเร่งคล็อกไปได้สูงสุดระดับ 3,000MHz แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้เปิดตามค่ามาตรฐานจากโรงงานก็แรงเพียงพอแล้ว

Battery & Heat & Noise

Legion 5 Alder Lake NYX09069

แบตเตอรี่ของ Lenovo Legion 5i จะวางตัวยาวชิดกับลำโพงทั้งสองฝั่ง เป็นแบบลิเธียมไอออน มีความจุ 80Wh แยกเป็น Typical Capacity ได้ 5,182mAh และ Rated Capacity 5,052mAh จะนับเป็น 78Wh ซึ่งความจุนี้ถือว่าเยอะกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คช่วง 3-4 หมื่นบาทแต่ยังไม่ถึงกับรุ่นเรือธงบางรุ่นที่แตะระดับ 90Wh ขึ้นไป อย่างไรก็ตามก็ถือว่าเยอะใช้ได้ใช้งานได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

battmon

เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุดและเปิดลำโพงดังเพียง 10% ปรับโหมดตัวเครื่องเป็น Battery Saver ใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นานต่อเนื่อง 30 นาที จะใช้งานได้นานสุด 3 ชั่วโมง 44 นาที จัดว่าใช้งานได้นานระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึง 5 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าใครจะพก Lenovo Legion 5i ติดไปทำงานนานหลายชั่วโมงหรือจะเอาเข้าคลาสเลคเชอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงแนะนำให้เตรียมอแดปเตอร์ติดกระเป๋าเสมอ ไม่ให้เครื่องดับกลางอากาศเวลากำลังทำงานหรือประชุมอยู่

Legion 5 Alder Lake NYX09062

Legion 5 Alder Lake NYX09065
Legion 5 Alder Lake NYX09064
Legion 5 Alder Lake NYX09063

Legion 5 Alder Lake NYX09076

ระบบระบายความร้อน Coldfront 4.0 จะมีพัดลมโบลวเวอร์ไว้ระบายความร้อน 2 ตัว กับฮีตไปป์ 3 เส้นใหญ่ เสริมฮีตไปป์อีก 1 เส้นเล็กเดินแนวพาดซีพียูและการ์ดจอแยกมายังฮีตซิ้งค์แล้วระบายความร้อนออก 4 ช่องทั้งด้านข้างและหลังตัวเครื่อง ซึ่งตอนใช้งานตามปกติแทบไม่ได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อนทำงานเลย แต่ตอนเล่นเกมหรือทำงานกราฟฟิคจะได้ยินเสียงพัดลมทำงานดังขึ้นมาชัดเจน

hwmonitor

สำหรับอุณหภูมิของตัวเครื่องเมื่อทดสอบเล่นเกมแล้ววัดด้วย CPUID HWMonitor จะมีอุณหภูมิอยู่ช่วง 47~100 องศา เฉลี่ย 50 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอแยกอยู่ช่วง 52.3~88.4 องศา เฉลี่ย 56.3 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิเมื่อวัดด้วยโปรแกรมอาจจะดูสูงก็จริง แต่ตอนใช้งานจริงกลับไม่ได้ร้อนอย่างที่คิดและไม่เกิดอาการลดประสิทธิภาพตัวเครื่องเมื่ออุณหภูมิสูง (Throttle Down) อีกด้วย ดังนั้นถ้าใครซื้อ Lenovo Legion 5i มาก็ใช้งานไปตามปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องอุณหภูมิก็ได้

User Experience

Legion 5 Alder Lake NYX09151

ในฐานะผู้เขียนเป็นเกมเมอร์คนหนึ่ง ถือว่า Lenovo Legion 5i เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูง เล่นเกมฟอร์มยักษ์ต่างๆ ได้ดีไม่มีปัญหา ยิ่งถ้าใครมีพื้นที่ใช้สอยน้อยหรืออยู่คอนโดมิเนียมแล้วไม่อยากประกอบเกมมิ่งพีซีล่ะก็ นาทีนี้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นคำตอบที่ลงตัวอย่างแน่นอน ตอนเล่นเกมก็สามารถเล่นได้ยอดเยี่ยม ได้เฟรมเรทไหลลื่นและไม่เกิดอาการร้อนจนประสิทธิภาพตัวเครื่องลดลงแม้แต่นิดเดียว สามารถปรับกราฟฟิคสูงสุดแล้วเล่นเกมได้เลย ด้านคีย์บอร์ด Legion TrueStrike ก็ตอบสนองไวและมีแรงต้านดันนิ้วกลับพอตัว และมีพอร์ตให้ใช้งานครบเครื่องไม่หาอุปกรณ์เสริมอย่าง USB-C Multiport Adapter มาต่อให้เสียเงิน หากใครซื้อ Lenovo Legion 5i มาแล้วก็เอาเงินไปลงกับเกมมิ่งเกียร์ที่อยากใช้ได้เลยและยังได้ประกันตัวเครื่องจากทาง Lenovo คอยซัพพอร์ตอีกด้วย

สเปค Intel Core i7-12700H เมื่อจับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 ได้แรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz และ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 แล้ว ต้องถือว่าทาง Lenovo จัดสเปคมาได้ลงตัว เวลาเล่นเกมหรือเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานนั้นเร็วแทบจะทันทีทันใด โดยเฉพาะตอนเล่นเกมเรียกว่าไหลลื่นไม่แพ้เกมมิ่งพีซีสักเครื่องหนึ่งเลย และรองรับการอัพเกรดเพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย ผู้เขียนมั่นใจว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ไปได้อีก 3-4 ปี อย่างแน่นอน

กลับกัน แม้ทางบริษัทจะเคลมเอาไว้ว่า Lenovo Legion 5 รุ่นใหม่นี้หนาราว 19.9 มม. แต่ตัวเครื่องก็ยังใหญ่และค่อนข้างหนา มีน้ำหนักราว 2.5 กิโลกรัม พอรวมอแดปเตอร์ก็หนักถึง 3.5 กิโลกรัมอยู่ดี ดังนั้นถ้าใครจะซื้อมาทำงานและพกพาไปไหนมาไหนด้วยรถโดยสารประจำทางล่ะก็ มันจะหนักพกพาไม่สะดวกอย่างแน่นอน ยกเว้นเสียว่ามีรถส่วนบุคคลก็ยังพอทำเนา เวลาใส่กระเป๋าเป้แบกเดินระยะสั้นๆ แค่เข้าออกออฟฟิศก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าเดินเทียวไปมาและหาร้านกาแฟนั่งทำงานก็คงใช้งานได้ไม่เป็นสุขแน่ๆ

ถ้าให้สรุปง่ายๆ ถ้าใครอยากซื้อ Lenovo Legion 5i ไว้ใช้งาน ในมุมของผู้เขียนมองว่ามันเหมาะจะเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแบบ Desktop Replacement เน้นวางโต๊ะแล้วเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ มากกว่าจะพกไปไหนมาไหน ตอบโจทย์กลุ่ม เกมเมอร์หรือฝ่ายตัดต่อวิดีโอ แต่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่เดินทางไปไหนมาไหนบ่อยๆ อย่างเซลส์หรือ AE เลย ยกเว้นเสียว่าจะมีพาหนะส่วนตัวเอาไว้ใช้งานก็ยังพอว่า แต่แนะนำให้หันไปหาโน๊ตบุ๊คบางเบาจะดีกว่า

Conclusion & Award

Legion 5 Alder Lake NYX09153

ในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจากหลากหลายแบรนด์ในปัจจุบันนี้ Lenovo Legion 5i เป็นอีกตัวเลือกที่ดีจนไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะได้สเปคแรง, ฟีเจอร์ครบเครื่องและพอร์ตการเชื่อมต่อทันสมัย รับส่งข้อมูลทั้งมีและไร้สายได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ Wi-Fi 6E ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เสถียรต่อเนื่องอีกด้วย มันจัดว่าเหมาะกับคนทำงานหนักหรือฮาร์ดคอร์เกมเมอร์อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

และแม้ราคาเครื่องนี้จะมีรุ่นย่อยรุ่นตัวเลือกอยู่บ้าง เพราะรุ่นนี้เป็นจอ 15.6 นิ้ว Full HD ถ้าจะเอารุ่นจอ QHD ต้องจ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาท จาก 56,990 บาทก็เพิ่มเป็น 57,990 บาท ถ้าใครอยากได้จอความละเอียดสูงขึ้นอีกสักหน่อย จะลงทุนเพิ่มอีกนิดก็คุ้มค่าและค่าผ่อนค่างวดก็ไม่ได้ดีดตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน และสเปคระดับนี้จัดว่าคุ้มจะลงทุนจ่ายแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกมไปได้อีก 3-4 ปี ก็คุ้มค่าอีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับฮาร์ดคอร์เกมเมอร์, ฝ่ายศิลป์งานกราฟฟิค, ช่างกล้องนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน และไม่ต้องประกอบพีซีก็ยังไหว

award

award new Gaming

best gaming

สเปคของ Lenovo Legion 5i นับว่าแรงพอเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้แบบเปิดกราฟฟิคสูงสุดได้สบายๆ ไปอีก 3-4 ปี จะเล่นที่จอ Full HD ก็ได้ หรือต่อจอ QHD ก็ยังไหลลื่นเช่นกัน จึงคู่ควรกับรางวัล Best Gaming อย่างไม่ต้องสงสัย

award new performance

best performance

นอจากเล่นเกมได้ดีก็ใช้ทำงานได้สบายๆ ด้วยซีพียู Intel Intel Gen 12 ตามที่ได้กล่าวไปในรีวิว ดังนั้นถ้าใครไม่ได้เน้นเล่นเกมแต่หาโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ทำงานหนักๆ สักเครื่องล่ะก็ Lenovo Legion 5i เป็นตัวเลือกที่ลงตัวอย่างแน่นอน

award new Graphic

best graphic

โดยปกติแล้วเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมักให้พาเนลหน้าจอทั่วไปที่ขอบเขตสีไม่ค่อยกว้างและไม่เที่ยงตรงเท่าที่ควร แต่ Lenovo Legion 5i ตรงข้ามกับข้อความข้างต้นทั้งหมด ถ้าใครเป็นช่างกล้อง, คนทำงานอาร์ตหรือตัดต่อวิดีโอล่ะก็ สามารถใช้หน้าจอของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานได้เลย

from:https://notebookspec.com/web/653955-review-lenovo-legion-5i

MSI Stealth 15M เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค Core i7 + RTX 3060 ได้จอ 144Hz เย็นเร็ว Cooler Boost 5

MSI Stealth 15M โน๊คบุ๊คเกมมิ่ง บางเบา ราคาจับต้องได้ง่าย Intel Core i7+RTX3060 จอ 144Hz เบาแค่ 1.8Kg

MSI Stealth 15M

MSI Stealth 15M โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งในระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมฟีเจอร์ในการทำงานและความบันเทิงครบครัน สำหรับเกมเมอร์และคนทำงาน ที่ต้องการทั้งพลังขั้นสูงในการเล่นเกม และตอบรับกับงานในด้านต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ด้วยขุมพลัง Intel Core i7 Gen 12 รุ่นใหม่ จับคู่กับกราฟิกพลังสูง GeForce RTX 3060 Max-Q บนหน้าจอแสดงผล 15.6″ ที่อัตรารีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz และมีแรมระบบ DDR4 16GB เช่นเดียวกับ SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง เพื่อให้สอดรับกับงานและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ บนบอดี้ที่กระทัดรัด น้ำหนักประมาณ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น แม้จะบางเบา แต่ก็มีพอร์ตเอาไว้รองรับอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างครบครัน อาทิ USB Type-C หรือพอร์ตแสดงผล HDMI ก็ตาม และซอฟต์แวร์ MSI Center ที่ให้ผู้ใช้คอนโทรลสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในระบบได้อย่างคล่องตัว เพิ่มความเร้าใจกับแสงไฟบนคีย์บอร์ดที่มีสีสันสดใส พร้อมทั้งคีย์ลัดปรับโหมดการทำงาน และบอดี้ที่อะลูมิเนียม ที่มีความแข็งแกร่ง ภายใต้ดีไซน์ที่เข้ากันได้ในทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะในห้องประชุม ร้านกาแฟ หรือจะเป็นช่วงที่พักผ่อนสบายๆ นอกบ้าน และการนำไปเล่นเกม ก็ดูเร้าใจ ให้การรับประกัน เป็นโน๊ตบุ๊คในอุดมคติของใครหลายคน ที่เป็นแนว Work hard Play harder อย่างแท้จริง


จุดเด่น

Advertisementavw
  • มิติที่บางเพียง 1.7cm และเบาแค่ 1.8Kg. เท่านั้น
  • หน้าจอ IPS สีสันสดใส คมชัด รีเฟรชเรตสูง 144Hz
  • Storage ความเร็วสูง รองรับไฟล์งานและการเปิดข้อมูลที่ไว
  • มาพร้อมขุมพลัง Intel Core i7-1280P
  • การ์ดจอแยก GeForce RTX 3060 ตอบโจทย์การเล่นเกมได้
  • ให้เฟรมเรตในการเล่นเกมได้มากกว่า 100fps. ในบางเกม
  • ฟีเจอร์มีให้เยอะ ไม่ว่าจะเป็น MSI AI, ระบบเสียง Nahimic, MSI App Player เป็นต้น
  • คีย์บอร์ดมาพร้อมแสงไฟเป็นโซน ปรับระดับความสว่างได้
  • ใช้งานได้ในหลายๆ โอกาส ดูเรียบหรู
  • กางหน้าจอได้ถึง 180 องศา พร้อมฟีเจอร์ Flip and Share

ข้อสังเกต

  • มีเป็นพอร์ต USB-C มาให้เท่านั้น ไม่มี TB4
  • ปรับแสงไฟคีย์บอร์ดไม่ได้
  • น่าจะมี Media Reader Card และ RJ-45 มาให้

MSI Stealth 15M พรีเมียมเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค


Specification

MSI Stealth 15M
CPU Intel® Core™ i7-1280p Processor
OS Windows 11 Home (MSI recommends Windows 11 Pro for business.)
Windows 11 Pro
DISPLAY 15.6″ FHD (1920×1080), 144Hz, IPS-Level
GRAPHICS NVIDIA® GeForce RTX™ 3060 Laptop GPU 6GB GDDR6
Up to 1332MHz Boost Clock, 75W Maximum Graphics Power with Dynamic Boost.
*May vary by scenario
MEMORY DDR4-3200 16GB
2 Slots
Max 64GB
STORAGE CAPABILITY 1x M.2 SSD slot (NVMe PCIe Gen4)
WEBCAM HD type (30fps@720p)
KEYBOARD Spectrum Backlight Keyboard
COMMUNICATION 802.11 ax Wi-Fi 6 + Bluetooth v5.2
AUDIO 2x 2W Speaker
AUDIO JACK 1x Mic-in/Headphone-out Combo Jack
I/O PORTS 1x (4K @ 60Hz) HDMI
1x Type-C USB3.2 Gen2
2x Type-A USB3.2 Gen1
1x Type-C (USB3.2 Gen2 / DP)
BATTERY 3-Cell 53.8 Battery (Whr)
AC ADAPTER 180W adapter
DIMENSION (WXDXH) 358 x 248 x 17 mm
WEIGHT (W/ BATTERY) 1.8 kg
COLOR Core Black

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI Stealth 15M


Hardware / Design

MSI Stealth 15M

บอดี้มาในสี Core Black วัสดุอะลูมิเนียม เกือบทั้งบอดี้ ให้ความสวยงาม แม้ว่าจะมาในไซส์ 15.6” แต่ก็ดูกระชับ ไม่ใหญ่เทอะทะ ความละเอียดหน้าจอ Full-HD 1080p อัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 144Hz เพื่อคอเกมโดยเฉพาะ และยังเป็นพาแนล IPS ในแบบ Anti-Glare เพื่อลดแสงสะท้อนจากบริเวณรอบข้าง

MSI Stealth 15M

แม้ว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ จะมาในสไตล์ที่เรียบง่าย ภายใต้โทนสี Core Black ออกแนวเทาเข้มๆ แต่ทาง MSI ก็ยังใส่ลูกเล่นมาที่ Cover ให้ได้สะดุดตากับโลโก้ MSI พร้อมสัญลักษณ์มังกร ที่เป็นแบบกราฟิก เปลี่ยนสีไปตามมุมมองและแสงสะท้อน ดูเป็นเอกลักษณ์ดีทีเดียว

MSI Stealth 15M

ขอบจอด้านล่าง เชื่อมต่อกับบานพับและฐาน เพิ่มความหนาขึ้นเล็กน้อย เพื่อความแข็งแรง เมื่อเปิดหรือปิด บานพับแบบ 2 จุด ค่อนไปทางซ้ายและขวาสุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรง

MSI Stealth 15M

ด้านหน้า เมื่อปิดฝาพับค่อนข้างแนบสนิท จุดเด่น บอดี้แนบชิดกับ Cover แข็งแรงกว่า แต่เวลาจะเปิด ต้องจับส่วนที่เว้าเข้าไปด้านหน้า เพื่อให้มีจุดที่นิ้วเปิดออกได้ง่ายกว่า

MSI Stealth 15M

ช่องระบายความร้อนของโน๊ตบุ๊ค ซึ่งมีให้ถึง 4่ ช่องทางด้วยกัน ทั้งด้านซ้าย-ขวา และด้านหลัง ที่เป็นช่องขนาดใหญ่

MSI Stealth 15M

คีย์บอร์ดออกแบบมาสวยงาม ตัวปุ่มขนาดใหญ่ มีฟอนต์ที่ทำออกมาอ่านง่ายอีกด้วย และยังมีลูกเล่น ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ และฟังก์ชั่นมาให้อีกเพียบ

MSI Stealth 15M

ทัชแพดขนาดกลางๆ เหมาะกับสไตล์ของเกมเมอร์ ไม่เปลืองพื้นที่การวางมืออีกด้วย รองรับ Multi-Gesture พร้อมทั้งซ่อนปุ่มกดซ้าย-ขวาไว้ภายใน

MSI Stealth 15M

กล้องเว็บแคมยังเป็นแบบ HD 720p แต่มีไมโครโฟน ในการตัดเสียงรบกวนมาให้ด้วย ซึ่งเสียงที่ได้ ฟังได้จากการทดสอบนี้เลยครับ ทดสอบการใช้กล้อง และเสียงจากไมโครโฟนไปพร้อมๆ กัน เสียงสนทนาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และลดเสียงรอบข้างได้พอสมควร

MSI Stealth 15M

ภายในยังรองรับการอัพเกรดได้ แค่เปิดฝาหลัง ซึ่งมีน็อตสกรูเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ส่วนการอัพเกรดอาจไม่ง่ายนัก เพราะมีส่วนที่ปิดเพื่อป้องกันอุปกรณ์สีดำคลุมเกือบหมดทั้งแผงเลยทีเดียว

MSI Stealth 15M

น้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น แบ่งเป็นน้ำหนักตัวเครื่อง MSI Stealth 15M ที่ 1.8 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับกับที่เคลมไว้ในสเปค และอแดปเตอร์ 180W ขนาดไม่ใหญ่นัก หนักประมาณ 500 กรัม


Keyboard / Touchpad

MSI Stealth 15M

เรียกว่าเป็นจุดเด่นของค่ายนี้ก็ว่าได้ สำหรับเรื่องของคีย์บอร์ด ซึ่งในหลายๆ ครั้ง เราจะเห็นว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในซีรีส์ท็อปๆ ของค่าย จะใส่คีย์บอร์ดที่เป็นเกมมิ่งมาให้ เช่น SteelSeries มาด้วย รวมถึงสีสันที่สดใสของคีย์ ทำให้ดูเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม และโดยส่วนตัว เรื่องสัมผัสและการตอบสนองก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยบน MSI Stealth 15M รุ่นนี้ จะเป็นแบบ Spectrum Backlight ซึ่งมีแสงสีที่คล้ายกับคีย์บอร์ด RGB ที่แบ่งโซนสีออกเป็น 3 โซนสีด้วยกัน เพียงแต่ว่าปรับแต่งเอฟเฟกต์ไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะไม่ได้เป็นแบบ per key เหมือนกับในรุ่นพี่ๆ

คีย์บอร์ดมาในไซส์มาตรฐาน แต่พิเศษคือ ระยะการกดไม่หนักมาก ตอบสนองไวระยะ Travel key 1.7mm มีความทนทานกดได้ 20 ล้านครั้ง เหมาะทั้งเล่นเกม และพิมพ์สัมผัส แป้นพิม์ค่อนข้างใหญ่ ฟอนต์ทำออกมาดูง่ายดี เพียงแต่ฟอนต์อังกฤษดูจะหนากว่า ฟอนต์ไทย ทำให้มองไม่ถนัดอยู่บ้าง แต่ก็ได้ทดแทนด้วยแสงไฟ บนคีย์ที่ปรับความสว่างได้

MSI Stealth 15M

จากภาพด้านบนนี้ ทำให้เห็นเรื่องของแสงสี ความสว่าง เมื่อปิดแสงไฟ Backlight บนคีย์บอร์ด และภาพของสีสันเมื่อเปิดความสว่างสุด โดยเลือกปรับความสว่างของแสงได้ถึง 4 ระดับ และปิดแสงไฟคีย์บอร์ด เมื่อต้องการประหยัดพลังงาน หรือมีแสงโดยรอบมากพออยู่แล้ว

MSI Stealth 15M

แต่จุดหนึ่งที่น่าสังเกตก็คือ แป้นของปุ่มคีย์มีขนาดใหญ่ และมีพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มนวล รองรับกับพิมพ์แบบสัมผัสได้ดี ให้ระยะการกดไม่ลึก เพื่อให้ตอบสนองทั้งการทำงาน และการเล่นเกม หลายคนน่าจะชอบในส่วนนี้ ออกแบบให้รองรับการกดได้มากกว่า ทนทานกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปบนโน๊ตบุ๊คปกติ

MSI Stealth 15M

แต่ส่วนที่รู้สึกขาดๆ ไปบ้าง นั่นคือ ตัวภาษาไทยบนปุ่ม ค่อนข้างดรอปไปบ้าง เวลาที่ใช้งานแบบที่ไม่ได้เปิดแสงบนคีย์บอร์ด แต่ก็สว่างชัดเจนขึ้น เมื่อเปิดไฟคีย์บอร์ด ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากตัวฟอนต์ไทย ที่ไม่ได้ทำออกมาให้มีความหนา แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญอะไร สำหรับคนเล่นเกมหรือพิมพ์สัมผัสนั่นเอง

ปุ่ม Function ด้านบน ประกอบด้วย เพิ่ม-ลดเสียง, ปิดทัชแพด, เปิด-ปิดไมโครโฟน, กล้องเว็บแคม, F7 ใช้ในการปรับโพรไฟล์, F8 ปรับระดับความสว่างคีย์บอร์ด ส่วน F9-F10 ปรับความสว่างหน้าจอ และ F11 ส่งสัญญาณเชื่อมต่อจอภายนอก ส่วน F12 ใช้โหมด Flip and Share แต่ที่พิเศษคือ MSI ใส่ปุ่มที่คล้ายกับบน Number Pad มาให้ ในแถบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Print Screen และเพาเวอร์สวิทช์ในการเปิดเครื่อง อยู่ทางมุมบนขวาสุดของคีย์บอร์ด

MSI Stealth 15M

และจุดที่ชอบมากที่สุดเป็นการส่วนตัวก็คือ การแทรกปุ่ม Del, Insert, Page Up/ Down มาให้ และไฮไลต์อยู่ที่ปุ่มลูกศร มาแบบเต็มปุ่ม ไม่แบ่งครึ่งๆ ที่กดแม่น กดง่าย ไม่ต้องกังวลว่าจะกดผิด เหมือนกับคีย์บอร์ดครึ่งปุ่มที่ใครเคยเจอ ในส่วนนี้เอามาเล่นเกมได้อย่างสบายใจ

มาที่ทัชแพดกันบ้าง ด้วยไซส์ประมาณ 10.5cm (L) x 6.5cm (W) อาจจะดูไม่ได้กว้างขวางสักเท่าไร แต่ถ้าคิดกันในแง่ของการใช้งานและสัดส่วนพื้นที่การวางมือแล้ว ดูจะลงตัวมากที่สุดสำหรับเกมเมอร์ ที่แทบจะไม่ได้มีผลต่อการเล่นเกมมากนัก เนื่องจากใช้เกมมิ่งเกียร์มากกว่า และยังคงใช้ Multi-Gesture ได้ตามปกติอีกด้วย แต่ก็จะดีมากเลยหากเติมจุดสแกนนิ้วเข้ามาให้บนทัชแพดนี้ด้วย

เรื่องของน้ำหนักกับระยะในการกด ถือว่ามีความนุ่มนวลในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของอารมณ์ในการเล่น ยังคงต่างกับในรุ่นอย่าง Stealth หรือ Vector ที่เป็นคีย์บอร์ดแมคคานิคอล และยังเป็น RGB per key ที่ปรับแต่งแสงสีออกเป็นโซนได้อีกด้วย


Screen / Speaker

MSI Stealth 15M

หน้าจอแสดงผลของ MSI Stealth 15M รุ่นนี้ มีพื้นที่แสดงผลขนาด 15.6″ ที่ให้อัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 144Hz ที่จะเป็นเทรนด์ใหม่ของโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน เพื่อให้ภาพที่ได้บนฮาร์ดแวร์เช่นกราฟิกใหม่ๆ ทำได้ไหลลื่นมากขึ้น และดูนุ่มนวลกว่าภาพที่ได้จากจอระดับ 60Hz ที่ใช้อยู่บนโน๊ตบุ๊คก่อนหน้านี้อยู่พอสมควร และด้วยการใช้พาแนล IPS ที่ MSI มักจะนำมาใช้บนโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ก็ทำให้มุมมองภาพกว้างมากขึ้น การนั่งมองในองศาต่างๆ ก็ทำได้แทบจะไม่ผิดเพี้ยน รวมถึงสีสันก็ยังสวยงาม เหมาะทั้งในแง่ของการทำงาน เช่น เอกสาร พรีเซนเทชั่น หรือจะใช้ในงานตกแต่งภาพ ไปจนถึงการเล่นเกม อีกทั้งบานพับของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ก็ทำออกมาได้แข็งแรงทีเดียว แนบสนิทกับบอดี้ และยังกางหน้าจอออกได้ถึง 180 องศา มาพร้อมฟีเจอร์ Flip and Share ที่แบ่งปันหน้าจอให้คนที่อยู่ตรงข้ามได้เห็นชัดเจน

บานพับของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ แยกเป็น 2 ส่วน ซ้าย-ขวา ต่างจากในรุ่น Modern หรือ Prestige ที่เราเคยรีวิวให้ได้ชมกันไปก่อนหน้านี้ แต่ข้อดีก็ทำให้ตัวเครื่องดูโปร่งสบาย ไม่เทอะทะจนเกินไป แต่ก็ยังให้ความแข็งแรงได้ดี

MSI Stealth 15M

จุดเด่นของหน้าจอ สามารถกางได้ 180 องศา คือ กางออกไปจนสุด แทบจะแนบกับพื้นโต๊ะทั้งตัว ซึ่งดูแล้วจะทำได้มากกว่า Prestige 14 ที่เราเคยทดสอบอยู่เล็กน้อย เพราะไม่ติดตรงฐานใต้จอภาพ

MSI Stealth 15M

แต่ที่น่าสนใจคือ มีฟีเจอร์อย่าง Flip and Share มาให้ เป็นฟีเจอร์พิเศษ ที่ทาง MSI ใส่มาให้สำหรับโน๊ตบุ๊คในหลายๆ กลุ่มของตน จุดเด่นอยู่ที่ให้คนที่นั่งตรงข้ามสามารถดูข้อมูลบนหน้าจอ เสริมจากการกางหน้าจอแบบ 180 องศา เหมาะทั้งการใช้ในการนำเสนองาน พรีเซนเทชั่น เล่นเกมหรือจะใช้ในโอกาสต่างๆ ได้มากมาย และสลับหน้าจอไปมาได้ด้วยการกดปุ่ม F12 เท่านั้น

MSI Stealth 15M

กล้องเว็บแคมติดตั้งมาบนแถบด้านบนของจอ ซึ่งน่าแปลกที่ว่า ด้วยพื้นที่จำกัดบนขอบจอที่บางแบบนี้ ก็ยังจัดวางกล้องมาได้อีกด้วย โดยเป็นกล้องระดับ HD 720p เพียงพอต่อการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การประชุมออนไลน์ การเรียนการสอน รวมถึงการสนทนากับเพื่อนๆ ได้เห็นรายละเอียดและหน้าตาได้อย่างชัดเจนพอสมควร

ขอบจอที่เรียกว่าบางเป็นพิเศษ ในแบบ Thin Bezel จากที่เราวัดนี้ จะอยู่ที่ราวๆ 0.7cm เท่านั้น รวมถึงด้านบนที่หนาขึ้นอีกเล็กน้อย

MSI Stealth 15M

รายละเอียดของจอแสดงผลที่ระบุไว้ใน Display Properties บนระบบปฏิบัติการระบุเป็น Resolution 1920 x 1080 @144Hz

MSI Stealth 15M

ในการทดสอบขอบเขตสี ด้วยชุดทดสอบมาตรฐาน Calibrite Color Checker ให้ผลออกมาเรียกว่า แทบไม่ต่างจาก MSI Stealth 15M ก่อนหน้านี้มากนัก ขอบเขตสีที่ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานต่างๆ ออกมาดังนี้คือ sRGB อยู่ที่ 57.7% และ Adobe RGB 39.8% ส่วน DCI-P3 อยู่ที่ 40.9% ซึ่งหากดูจากตัวเลขที่ได้ ในแง่ประสิทธิภาพในการแสดงผลของสีและความแม่นยำ อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งในระดับเดียวกัน ซึ่งให้ค่าที่เหมาะกับการทำงานโดยทั่วไป งานพรีเซนเทชั่น และความบันเทิงเป็นหลัก ไม่ได้เน้นความแม่นยำของสีเช่นงานสตูดิโอ ส่วนความสว่างของหน้าจออยู่ที่ราว 270-380cd/m2 ก็เรียกว่าเป็นเกณฑ์ความสว่างที่เหมาะสม และตอบสนองกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้ดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีหากต้องการใช้งานจอที่เน้นความแม่นยำของสีที่ดีมากขึ้น ให้มองหาจอเฉพาะทางมาต่อเพื่อใช้งานเพิ่มน่าจะเหมาะสม

MSI Stealth 15M

ส่วนระบบเสียง Nahimic ก็สร้างความประทับใจได้ไม่แพ้กัน ใครที่อึดอัดหรือเบื่อกับการใส่หูฟังเป็นเวลานาน ลำโพงชุดนี้ที่ติดตั้งมาบน MSI Stealth 15M ก็บันเทิงใจในการดูหนัง ฟังเพลงได้ดีทีเดียว แม้เสียงแหลมจะยังไม่ได้เด่นมาก เพราะเป็นลำโพงคู่ จุดติดตั้งอยู่ด้านใต้เครื่อง แต่เสียงกลางที่เน้นหนัก ทำให้หนังแอ็คชั่นสนุกๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงซูเปอร์คาร์ ที่วิ่งเข้ามาใกล้ เสียงจากออโตบอท ที่สนทนาระหว่างกัน หรือจะเป็นเสียงเครื่องบินรบ ที่บินเหนือเสียงด้วยโซนิคบูมก็ตาม แต่พื้นฐานของเสียง ก็อาจจะต้องนวดหรือวอร์มกันพอสมควร เพื่อให้ดัน Volume สูงๆ ได้แบบไม่แตกพล่า

ส่วนเสียงในเกม ส่วนตัวชอบในแง่ของการเก็บรายละเอียด กับทิศทางเสียงได้พอสมควร เรียกว่าเสียงมาซ้าย-ขวาได้พอรู้ ยิ่งเกมหลอนๆ อย่าง RE: Village เรียกว่า บางทีต้องหันไปแบบไม่ทันรู้ตัว หรือจะเป็นเกม PUBG กับ Overwatch จะได้ยินเสียงฝีเท้ามาแต่ไกล แต่เกมนี้ส่วนใหญ่จะมีเสียงปืนที่ลั่นมาก่อน จากการโจม บางทีก็ทำเอางงอยู่เหมือนกัน แต่โดยรวมถึอว่าน่าประทับใจ อีกทั้งคุณสามารถคอนโทรลเรื่องเสียงผ่านทางซอฟต์แวร์ Nahimic ที่ติดตั้งมาด้วยได้ เพื่อให้ใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง


Connector / Thin And Weight

MSI Stealth 15M

มาดูกันที่มิติของโน๊ตบุ๊ค MSI Stealth 15M รุ่นนี้กันอีกที เราลองวัดความบางของโน๊ตบุ๊คในมุมที่บางสุดที่อยู่ด้านหน้าเครื่องอยู่ที่ประมาณ 1.6cm เท่านั้น และส่วนที่หนาสุด บริเวณด้านหลังที่เป็นบานพับอยู่ที่ราว 1.8cm ซึ่งถือว่าบางกว่าบนโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเกมมิ่งอยู่พอสมควร

MSI Stealth 15M

พอร์ตต่อพ่วงมีมาให้ทั้งด้านซ้ายและขวาของโน๊ตบุ๊ค ซึ่งทางด้านซ้ายมือ ประกอบด้วย ช่องต่อไฟจากอแดปเตอร์ USB 3.2 Type-A และ Combo Audio jack

ส่วนทางด้านขวาจะพิเศษขึ้นมาหน่อย นั่นคือ พอร์ต USB 3.2 Type-C ที่มีให้ 2 พอร์ต โดยมีหนึ่งพอร์ตที่รองรับการแสดงผลบนจอมอนิเตอร์ในแบบ DisplayPort และ USB 3.2 Type-A รวมถึงพอร์ตแสดงผล HDMI แบบตัวเต็ม

พอร์ตแสดงผลของ MSI Stealth 15M มาพร้อมการเชื่อมต่อแทบไม่ต่างจากในรุ่นก่อนหน้านี้ ที่เราได้เคยนำเสนอไป ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C ที่มีให้ 2 ช่อง และเป็น Type-A อีก 2 ช่อง และพอร์ตการแสดงผล HDMI และทำให้ผู้ใช้สามารถส่งสัญญาณแสดงผลไปยังจอภายนอกได้มากถึง 2 มอนิเตอร์ด้วยกัน ด้วยการใช้ USB-C และ HDMI ทำงานร่วมกันนั่นเอง อย่างไรก็ดีพอร์ต USB-C ที่เป็น DP หรือแสดงผลได้นั้นมีเพียงช่องเดียว ส่วนที่เหลือใช้สำหรับการโอนถ่ายข้อมูลนั่นเอง จะติดอยู่เล็กน้อยก็คือ การไม่ได้ใส่พอร์ต Thunderbolt 4 ที่น่าจะเป็นสิ่งสำคัญด้วยมาให้ จึงดูเหมือนขาดๆ หายๆ ไปบ้าง แต่ถ้าผู้ใช้ยังไม่ได้มีการใช้งานพอร์ต TB นี้อย่างจริงจัง ก็คงไม่ได้มีผลมากนัก ต่อการตัดสินใจ แต่ก็เรียนตามตรงว่า น่าจะมีมาให้อย่างน้อยสักพอร์ต สำหรับกลุ่มที่ต้องการทั้งเรื่องความเร็วและความยืดหยุ่นในการใช้งาน

MSI Stealth 15M

ชั่งน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องโน๊ตบุ๊คเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ราวๆ 1.85Kg. ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ทาง MSI เคลมเอาไว้

MSI Stealth 15M

ส่วนของอแดปเตอร์นั้นอยู่ที่ประมาณ 0.57Kg. ซึ่งเมื่อรวมทั้งโน๊ตบุ๊คและอแดปเตอร์แล้ว ก็อยู่ที่ราวๆ 2.4Kg. โดยประมาณ


Inside / Upgrade

MSI Stealth 15M

MSI Stealth 15M เปลี่ยนโฉมด้านใต้ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ให้ต่างจากในรุ่นก่อน จากเดิมที่เป็นแบบ EQ ที่เป็นช่องเล็กๆ สลับแนวไปมา กลายมาเป็นช่องในรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ถึง 5 ช่องด้วยกัน เมื่อดูจากขนาดถือเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของพื้นที่ด้านใต้ทั้งหมด เพื่อเป็นการจัดสรรทิศทางลม ให้เข้าสู่ระบบระบายความร้อนได้มากขึ้น

และสังเกตได้ว่าด้านใต้จะมีตัวยกที่เป็นเหมือนชิ้นยางมาให้ 4 จุดด้วยกัน โดยกระจายไปอยู่ทั้ง 4 มุม ส่วนนี้จะช่วยเสริมให้มีพื้นที่สำหรับลมด้านใต้ตัวมาไหลเวียนได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่อย่างไรก็ดี ส่วนตัวแนะนำให้จัดวางบนโต๊ะในมุมที่เหมาะสม ไม่ควรมีสิ่งใดมาปิดกั้นช่องที่เป็นทางลมเหล่านี้

MSI Stealth 15M

เวลาที่เราเปิดดูภายในระบบ จะเห็นว่ามีแผ่นสีดำ ปิดอยู่ด้านใต้ เพื่อเป็นตัวปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหายต่อแรม และชิ้นส่วนอื่นๆ โดยแผ่นนี้ปิดคลุมทุกอุปกรณ์ด้วยแถบกาวที่เหนียวมาก การอัพเกรดยังคงทำได้ แต่อาจจะมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร รวมถึงแผ่นสีดำนี้ อาจจะไม่ติดกลับได้ตามปกติ รวมถึงเมื่อแกะพลาสติกชิ้นนี้ ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการอัพเกรดได้ง่าย แนะนำว่ายกไปให้ทางร้านจำหน่าย อัพเกรดให้จะดีที่สุด โดยแรมพื้นฐานติดตั้งมาให้ 16GB และในสเปคเคลมว่าอัพเกรดได้ถึง 64GB เลยทีเดียว และ Storage ก็อัพเกรดได้เช่นกัน แต่จะเป็นการถอดเปลี่ยนจากของเดิม 1TB ถ้าไม่พอ ก็เปลี่ยนเป็น 2TB หรืออยากจะให้เร็วกว่านี้ PCIe 4.0 ไปเลยก็ได้ ราคาตอนนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 3 พันกว่าบาท สำหรับความ 1TB ครับ

MSI Stealth 15M

พัดลมระบายความร้อนที่ติดตั้งมาด้วย 2 ตัว ทั้งด้านซ้ายและขวา และครีบระบายความร้อนที่อยู่ด้านข้างทั้ง 2 จุด เป็นช่องในการนำลมร้อนออกไป ซึ่งเมื่อทำงานในโหมด Performance และเล่นเกมอยู่ จะมีเสียงดังในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับรบกวน เพราะระบบ AI ช่วยจัดการระดับความร้อนได้ดีทีเดียว

MSI Stealth 15M

แต่จุดหนึ่งที่ทำให้คุณอัพเกรดได้ง่ายก็คือ สล็อต M.2 สำหรับ SSD ในแบบ NVMe PCIe ซึ่งเป็น PCIe 4.0 อีกด้วย อย่างไรก็ดีทาง MSI จัดความจุระดับ 1TB มาให้แล้ว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แล้วว่า จะเลือกอัพเกรดแบบความเร็วเพิ่มขึ้น หรือจะเน้นที่ความจุ หรือจะเลือกทั้ง 2 รูปแบบ หากคุณชอบที่จะไปให้สุด ซึ่งในปัจจุบัน SSD PCIe 4.0 ความจุ 2TB ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 11,000 บาทเท่านั้น โดยมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่ 5,000MB/s

โมดูล WiFi 6 ที่ติดตั้งมาด้วยบนโน๊ตบุ๊ค MSI รุ่นนี้ รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ลดปัญหาคอขวดในการเชื่อมต่อ พร้อมฟีเจอร์ในด้านการสตรีมวีดีโอ และรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.2 ในตัวผ่านช่องทาง PCIe


Performance / Software

MSI Stealth 15M

CPUz แจ้งรายละเอียดของซีพียูไว้เป็น Intel Core i7-1280P มีแกนหลักแบบ 6P + 8E ทั้งหมด 20 Thread ความเร็วสูงสุด 4.50GHz รองรับ PCIe 4.0

MSI Stealth 15M

ติดตั้งแรม DDR4 3200 มาให้ 16GB แจ้งในรายละเอียดเป็นโมดูล Samsung 8GB x2

MSI Stealth 15M

ส่วนกราฟิกมีด้วยกัน 2 ส่วนคือ Intel Iris Xe Graphic ที่มีมาบนซีพียู Intel Core i7 และกราฟิกแยก nVIDIA GeForce RTX 3060 ในการทดสอบเบื้องต้น เมื่อเทียบกับซีพียูเดสก์ทอปที่เป็นอดีตเรือธงอย่าง Intel Core i7-8700K ดูเหมือนว่าซีพียู Alder Lake บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ จะแซงหน้าไปทั้งการทำงาน Single และ Multi-Thread

MSI Stealth 15M

กราฟิกการ์ดแยกที่ติดตั้งมาให้เป็นรุ่น GeForce RTX 3060 มาพร้อม VRAM GDDR6 6GB อินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อ PCIe 4.0 x16 และ Bus Width 192-bit เรียกว่าเป็น RTX สำหรับคนที่ขยับมาจาก GTX ได้อย่างคุ้มค่า

MSI Stealth 15M

การทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark10 ซึ่งทำให้มองเห็นประสิทธิภาพของระบบโดยรวม ซึ่งตัวเลขที่ได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร และยังได้คะแนนที่มากกว่า Stealth 15M ที่เป็นซีพียู Intel Gen Core i7 Gen 11 H-series รุ่นก่อนหน้านี้อีกด้วย ในการทำงานของทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น Essential, Productivity หรือจะเป็น Digital Content Creation ก็ตาม เรียกว่าสามารถจัดการกับงานและความบันเทิงในชีวิตประจำวันได้ นอกเหนือจากการเล่นเกม

MSI Stealth 15M

ตัวเลขในการทดสอบของ Storage ที่ติดตั้งมาใน MSI Stealth 15M รุ่นนี้ ให้ความเร็วได้ถึง 3,620MB/s ในการอ่านและการเขียนก็อยู่ที่ 3,500MB/s โดยประมาณเช่นกัน เป็นตัวเลขที่ทำออกมาได้ดี ซึ่งรองรับกับไฟล์ขนาดใหญ่ รวมถึงการเปิดไฟล์ข้อมูลได้รวดเร็วอีกด้วย อีกทั้งให้ความจุมามากถึง 1TB ทำให้เราสามารถติดตั้งเกม ลงโปรแกรมได้อย่างสนุก ไม่ต้องคอยมาลบกันบ่อยๆ ที่สำคัญยังพอมีที่ว่างในการจัดเก็บข้อมูลสำคัญ ที่ต้องใช้อยู่ประจำได้ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร รูปภาพ วีดีโอหรือจะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องอัพเดตแบบเรียลไทม์ก็ตาม

MSI Stealth 15M

ในการทดสอบด้านเกม 3D กับโปรแกรมอย่าง 3DMark ในส่วนต่างๆ ออกมาได้ดังนี้ โดยเป็นการทดสอบบนพื้นฐานความละเอียด Full-HD 1080p และตัวเลขที่ออกมา ก็ถือว่าทำได้ดี สำหรับกราฟิก GeForce RTX 3060 ที่มีมาบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้

MSI Stealth 15M

ในด้านของงานกราฟิกที่มีโปรแกรมทดสอบ CINEBench อันเป็นตัวแทนของการเรนเดอร์งานกราฟิกสามมิติบนพื้นฐาน CINEMA 4D ก็ชี้ให้เห็นว่า ไม่ได้เป็นรองคู่แข่งที่เป็นซีพียูในระดับไฮเอนด์รุ่นต่างๆ ในแง่ของการเรนเดอร์ด้วยซีพียูในด้าน Single-Thread และ Multi-Thread

MSI Stealth 15M

กับการทดสอบความลื่นไหล เพื่อหาเฟรมเรตในการเล่นเกมบน MSI Stealth 15M นี้ โดยมีซีพียู Intel Core i7-1280P และกราฟิก GeForce RTX 3060 GDDR6 6GB ผลที่ได้จากการทดสอบด้วย เกมต่างๆ อาทิ PUBG, Overwatch, RD2, RE: Village และ GTAV เป็นต้น ด้วยการปรับ Detail ไปที่ High เป็นหลัก บนความละเอียด Full-HD 1080p ซึ่งส่วนใหญ่เรียกการใช้ทรัพยากรของ VRAM ไปเท่ากับหรือมากกว่าที่มีอยู่บนกราฟิกการ์ด อย่างไรก็ดีเราสามารถปรับรายละเอียด และความสวยงามเพิ่มเติมเข้าไปได้ในบางเกม

MSI Stealth 15M

โดยที่เกมที่บริโภคทรัพยากรหนักๆ อย่าง Resident Evil: Village และ GTAV รวมถึง Red Dead Redemption 2 ต่างก็ตอบสนองได้ดี และคุณยังเล่นบนภาพที่ดูสวยงาม มีแสงเงาสดใส บนเฟรมเรตเฉลี่ยที่มากกว่า 80fps. เพียงแต่ RD2 นั้นอาจจะหล่นลงมาถึง 54fps. ในฉากที่มีความซับซ้อน แต่ถ้าคุณชอบเกมที่ไม่ใช่แนวโหดหินมากเกินไป เช่น DOTA2 หรือ Overwatch ก็สามารถเล่นด้วยเฟรมเรตลื่นๆ ที่มากกว่า 100fps. ได้ไม่ยาก และแทบไม่มีอาการหน่วงหรือกระตุกให้ได้เห็น

MSI Stealth 15M

โอกาสในการเด็ดชีพศัตรูมีไม่มาก แต่หากภาพมีอาการกระตุก หรือได้ยินเสียงรอบข้างไม่ชัด ก็อาจจะถูกจัดการเสียเอง งานนี้ได้ฟีเจอร์ Crosshair บนโน๊ตบุ๊คมาช่วยเพิ่มวิถีการเล็งมาให้แทนเป้าเล็งเล็กๆ ก็ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว

MSI Center 8

ถ้าใครเป็นแฟนบอยตัวยงกับการเล่นเกมบนมือถือ น่าจะชื่นชอบกับฟีเจอร์นี้ของ MSI เพราะช่วยให้คุณเล่นเกมมือถือ บนโน๊ตบุ๊คได้ แถมยังเปลี่ยนการคอนโทรลจากการแตะบนหน้าจอ มาเป็นการเล่นบนจอยสติ๊ก กับหน้าจอขนาดใหญ่ของโน๊ตบุ๊ค โดยทาง MSI ร่วมกับทีม BlueStack พัฒนาขึ้นมา เพื่อความสะใจของเกมเมอร์โดยเฉพาะ แค่คุณซิงก์ Google Account เพื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่นผ่านทาง MSI App Player นี้ หรือจะติดตั้งเกมที่เป็น APK ก็ได้ แค่ลากไฟล์มาใส่ไว้ในแอพฯ ก็พร้อมเล่นได้เลย


Battery / Heat / Noise

MSI Stealth 15M

จุดลมร้อนด้านหลังมาในสไตล์ที่ดูเรียบง่าย แต่มีขนาดใหญ่ ส่วนช่องลมร้อน ส่งออกทางด้านซ้าย-ขวา ทำออกมาเรียบง่ายมาก จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นพอร์ต USB ตรงนี้ต้องระวังไว้สักนิด จิ้มผิดอาจโดนฟินของฮีตซิงก์ได้เช่นกัน

MSI Stealth 15M

ช่องทางการระบายความร้อน 4 จุด ตามสไตล์ของ MSI สายเกมมิ่ง โดยดูดลมเย็นจากด้านใต้เครื่อง ซึ่งมีช่องขนาดใหญ่ ระบายลมร้อนออกด้านข้างซ้าย-ขวา และด้านหลัง

MSI Stealth 15M

โดยการระบายความร้อน มีเทคโนโลยี Cooler Boost 5 ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาให้ เพราะใส่มาแบบจัดเต็มทั้งในแง่ฮาร์ดแวร์ พัดขนาดใหญ่ 2 ตัว และใบพัดขนาดเล็กพิเศษ และฮีตไปป์ 4 เส้นด้วยกัน แยกส่วนการทำงานระหว่างซีพียูกับกราฟิกชิปอย่างชัดเจน ช่วยให้จัดการความร้อนได้ง่ายขึ้น

MSI Stealth 15M

เทคโนโลยี Cooler Boost 5 เป็นระบบระบายความร้อน มาพร้อมพัดลมภายในขนาดใหญ่และยังเป็นแบบบางพิเศษ ด้วยพัดลมที่มีใบบางเฉียบประมาณ 0.2mm เท่านั้น มาให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน และฮีตไปป์จำนวน 4 เส้น ที่ช่วยในการดึงความร้อนจากซีพียูและกราฟิกชิปได้เร็วมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ผู้ใช้สามารถปรับเลือกโหมดในการใช้งานได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น การลดเสียงรบกวน หรือจะเน้นประสิทธิภาพ ด้วยการกดปุ่ม F7 บนคีย์บอร์ด ซึ่งทำได้ง่ายมากๆ

MSI Stealth 15M

ประสิทธิภาพในการระบายความร้อน ด้วยการทดสอบรันซีพียูแบบ Full-load 100% บนโปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner ในอุณหภูมิห้องประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งผลทดสอบอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 97 องศาเซลเซียส และลดลงมาอยู่ในช่วง 88-93 องศาเซลเซียส ในการทำงานซีพียู 100% บนโหมด Performance ส่วนในโหมด idle ที่สแตนบายบนหน้าจอ Desktop ปกติ อยู่ที่ราวๆ 37-42 องศาเซลเซียส เท่านั้น ถือว่า MSI ยังคงออกแบบการระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MSI Stealth 15M

ส่วนการเล่นเกม จากเกม Red Dead Redemption 2 ที่เมื่อดูจากโปรแกรม MSI Afterburner นั้น เรียกใช้พลังซีพียู อยู่ที่ราวๆ 40-50% และทำให้ความร้อนไปอยู่ที่ราว 80 องศาเซลเซียสหรือมากกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

MSI Stealth 15M

ระยะเวลาในการใช้งาน MSI Stealth 15M จากการทดสอบด้วยโปรแกรม และใช้การตั้งค่า Volume 30% และปรับความสว่างที่ 30% พร้อมการเชื่อมต่อ WiFi ใช้เมาส์ไร้สายร่วมด้วย เพื่อจำลองการใช้งานจริง ด้วยการสตรีมมิ่งวีดีโ 4K ต่อเนื่อง ตัวเลขที่ได้อยู่ที่ราว 4-4.30 ชั่วโมง แต่ถ้าโหลดการทำงานของคุณน้อยกว่านี้ และปรับการใช้พลังงานลง ก็จะยืดระยะเวลาออกไปได้อีกไม่น้อยเลยครับ เรียกว่าถ้าใช้งานทั่วไป เปิดเครื่องและสแตนบายสลับกันไป ก็น่าจะได้มากกว่า 6 ชั่วโมง

MSI Stealth 15M

เรื่องของ AI บนโน๊ตบุ๊ค MSI รุ่นนี้ก็น่าสนใจด้วย MSI AI Engine นี้ระบบจะทำการปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับการใช้งานและสิ่งแวดล้อมของคุณให้อัตโนมัติ เช่น  การเร่งประสิทธิภาพ ด้วยโหมด Extreme Performance เร่งความเร็วในส่วนต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์การเล่นเกมและการทำงานได้ทันที ในช่วงแบตใกล้หมด ระบบสามารถลดการใช้พลังงานให้อัตโนมัติ รวมถึงการตรวจเช็คสภาพเสียงรอบข้าง ไม่ให้เกิดเสียงรบกวน ในโหมด Silent Power และยังลดการใช้พลังงานลงได้อีกทางหนึ่ง


Conclusion / Award

หากเปรียบเทียบสเปคกับราคาในช่วง 50,000 – 60,000 บาทนี้ ตัวเลือกค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในแง่ของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค และราคาอยู่ในเกณฑ์ของเกมมิ่งที่จริงจังกับการเล่นเกมมากขึ้น ส่วนตัวมองว่า MSI Stealth 15M รุ่นนี้ ราคาแม้จะขยับอยู่ราวๆ ครึ่งแสน ที่อาจเป็นราคาท้าทายของเกมมิ่งหลายรุ่นในตลาด แต่เรื่องของปัจจัยรอบด้าน เช่น น้ำหนัก ดีไซน์ และเทคโนโลยี รวมถึงสเปคในหลายจุด MSI รุ่นนี้ ทำออกมาได้น่าสนใจ โดยเฉพาะความพรีเมียมและความบางเบา ที่เป็นข้อได้เปรียบมากกว่า สำหรับคนที่ซีเรียสในเรื่อง Mobility เพราะส่วนใหญ่ จะขยับน้ำหนักไปที่ 2.1 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ในสเปคเดียวกัน แต่เรื่องที่คาใจก็มีอยู่บ้าง เช่น การที่ MSI ใช้แรม DDR4 บนเซ็ตนี้ ที่ดูเกือบจะจัดเต็มอยู่แล้ว และไฟคีย์บอร์ด ที่ปรับสีสันไม่ได้ มีแค่การเพิ่ม-ลดความสว่างเท่านั้น ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า ถ้าเติมเข้ามาแล้วราคาอัพขึ้นไปอีกเยอะ เท่านี้ก็เล่นเกมได้สนุกเหมือนกัน เงินที่เหลืออาจจะไปลงกับหูฟังเกมมิ่งหรือชุดเมาส์คีย์บอร์ดดีๆ เอามาเสริมการเล่นก็ดูจะน่าสนใจกว่า

Award

NBS award 7 Design

แม้ว่าหน้าตาภายนอกอาจจะดูเรียบๆ แต่ก็แฝงลูกเล่นและดีไซน์ในหลายจุด ที่เพิ่มทั้งในแง่ความสวยงามและความสมาร์ทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งแต่โลโก้ที่ทำให้เรามองเห็นเฉดสีต่างกันไปในแต่ละมุมมอง ดึงดูดสายตาได้ดี สีสัน Core Black ก็ทำให้ใช้งานในโอกาสต่างๆ ได้ บนโต๊ะทำงาน ร้านกาแฟ ประชุมลูกค้าหรือว่ารวมก๊วนเล่นเกมบ้านเพื่อนก็ตาม แต่ที่น่าสนใจคือ คีย์บอร์ดที่มีแสงสีมาให้ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมมากขึ้น หน้าจอกางได้ 180 องศา พร้อมฟีเจอร์ Flip and Share ก็ใช้งานได้จริง รวมถึงช่องระบายความร้อนที่ดูกลมกลืนไปกับบอดี้อีกด้วย รางวัลนี้ดูจะลงตัวมากบน MSI Stealth 15M รุ่นนี้

award new performance

เชื่อว่าในด้านประสิทธิภาพที่ได้จากซีพียู Intel Core i7-1280P ที่เป็นซีรีส์ Performance ที่มี Core P ถึง 6 core ด้วยกัน และมีถึง 20 Thread ก็น่าจะเป็นที่วางใจของเหล่าคนทำงาน เกมเมอร์ และการทำงานในด้านต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจ อีกทั้งมีกราฟิกการ์ด GeForce RTX 3060 มาเสริมกำลัง ทำให้การเล่นเกมในหลายๆ เกม ลื่นไหลได้มากกว่า 100fps. บน High Detail และมี SSD M.2 NVMe ที่มีความเร็วสูง ทั้งในเรื่องการอ่าน/เขียนมาอีก 1TB ทำให้ทุกอย่างดูลื่นไหล เช่นเดียวกับจอภาพที่มีรีเฟรชเรต 144Hz ก็ดูจะสอดคล้องกับการเล่น เพิ่มความสนุกสนาน ดูสบายตากับภาพที่ลื่นไหลมากขึ้น ก็น่าจะเป็นองค์ประกอบโดยรวมที่ทำให้คว้ารางวัลนี้ไปได้ไม่ยาก

from:https://notebookspec.com/web/653727-msi-stealth-15m-i7-rtx3060

4 Acer Nitro 5 หัวใจ Intel Gen 12 ตัวแรงน่าโดน

Acer Nitro 5 ซีพียู Intel Gen 12 มีให้เกมเมอร์ได้เลือกซื้อแล้วนะ!

nitro5secondcover

Acer Nitro 5 นับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขวัญใจเกมเมอร์ชาวไทยที่อยากหาโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้เล่นเกมสักเครื่อง ซึ่งนอกจากซีพียูที่ได้อัพเกรดเป็น Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake แล้ว ทางบริษัทเองก็ยังคงเอกลักษณ์ด้านความคุ้มค่าเอาไว้ จากรีวิวจะเห็นว่า Nitro 5 มีอินเตอร์เฟส M.2 NVMe SSD แบบบ PCIe 4.0 ถึง 2 ช่อง รองรับ RAID 0 ทั้งคู่แล้ว ยังเพิ่มความจุได้ช่องละ 2TB และใส่ 2.5″ SATA III SSD ได้อีกช่อง, ใช้แรมแบบ DDR4 รองรับบัส 3200MHz อัพเกรดได้มากสุด 2 ช่อง รวม 32GB ไม่พอ ยังมี MUX Switch คอยสลับการใช้งานการ์ดจอออนบอร์ดและการ์ดจอแยกโดยอัตโนมัติเพื่อให้โน๊ตบุ๊คทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานที่สุดอีกด้วย ด้านระบบระบายความร้อนที่คุมด้วยซอฟท์แวร์ NitroSense ก็ทำงานได้ยอดเยี่ยม ช่วยให้ Nitro 5 เย็นตลอดเวลาที่ทำงานและเล่นเกมอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น Nitro 5 รุ่นน่าสุดนี้ยังติดตั้งพอร์ตมาครบเครื่องและใช้พอร์ต LAN และการ์ด Wi-Fi ตระกูล Intel Killer ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการแบนด์วิธให้เน้นการเล่นเกมเป็นพิเศษและยังตั้งค่าเน้นโปรแกรมใดๆ เป็นพิเศษได้อีก ดังนั้นเกมเมอร์คนไหนที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ใช้สักเครื่อง ณ เรียกว่าห้ามมองข้ามเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตระกูลนี้เลย!

Advertisementavw

Acer Nitro 5

ปัจจุบันนี้ ทาง Acer ได้เปิดตัว Nitro 5 ซีรี่ส์ใหม่ ซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake มาแล้วทั้งหมด 4 รุ่น สเปคแรงระดับพร้อมเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้สบายๆ ซึ่งสเปคโดยสรุปเป็นดังนี้

สเปค Acer Nitro 5 CPU, GPU SSD, RAM, Software หน้าจอ, น้ำหนัก การเชื่อมต่อ ราคา (บาท)
Acer Nitro 5 AN515-58-55UB Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

35,900
Acer Nitro 5 AN515-58-700H Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

39,900
Acer Nitro 5 AN515-58-5026 Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

45,900
Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4 3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

49,900

4 Acer Nitro 5 ตัวเด็ดน่าใช้ ซื้อมาเล่นเกมแล้วฟินแน่นอน

เกมเมอร์ที่สนใจเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตระกูล Nitro 5 เป็นทุนอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ทางบริษัทได้เปิดตัวรุ่นใหม่ที่ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake มาให้เลือกซื้อแล้ว และราคาอยู่ในระดับจับต้องได้ สเปคคุ้มค่าตัวทีเดียวโดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Acer Nitro 5 AN515-58-55UB (35,900 บาท)
  2. Acer Nitro 5 AN515-58-700H (39,900 บาท)
  3. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 (49,900 บาท)
1. Acer Nitro 5 AN515-58-55UB (35,900 บาท)

nitro512500h

รุ่นแรกที่เลือกมาแนะนำเป็นรุ่นที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในรหัส Acer Nitro 5 AN515-58-55UB สเปคนับว่าแรงตอบโจทย์เกมเมอร์หรือถ้าใครอยากซื้อเอาไว้ทำงานกราฟฟิคก็มีการ์ดจอแยกของ NVIDIA ให้ใช้งานและยังรองรับการอัพเกรดอีกด้วย

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz สถาปัตยกรรม Intel Alder Lake ค่า TDP 45W จับคู่กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 แสดงผลขึ้นหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้ มีแรมแบบ SO-DIMM ติดตั้งมา 8GB DDR4 บัส 3200MHz รองรับการอัพเกรดไป 32GB DDR4 ได้ด้วย ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 รองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย ส่วนน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม

สำหรับสเปคแรกนี้ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่หาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ตัดต่อวิดีโอ, ทำ Vlog แบบง่ายๆ หรือแต่งภาพสักเครื่องหรือเกมเมอร์ที่มีงบประมาณจำกัดแต่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์อยู่ระดับหนึ่งพร้อมเปิดฝาอัพเกรดด้วยตัวเองก็เลือก Nitro 5 รุ่นนี้มาใช้งานได้เลย เพราะการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 ก็มีประสิทธิภาพดีพอตัว ขาดแค่การอัพเกรดเครื่องเพื่อรีดประสิทธิภาพเพิ่มอีกเล็กน้อยก็ใช้งานได้ดีแล้ว

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-55UB
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 35,900 บาท (ราคากลาง)
2. Acer Nitro 5 AN515-58-700H (39,900 บาท)

nitro512700h

ถัดมาเป็น Acer Nitro 5 AN515-58-700H รหัสนี้เรียกว่าอิงสเปคจาก Nitro 5 ในข้อที่แล้วแทบทั้งหมด ยกเว้นแค่อัพเกรดซีพียูมาเป็น Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz ซึ่งจุดเด่นของ Nitro 5 รหัสนี้ จะโดดเด่นเวลาใช้งานโปรแกรมหรือเกมที่เน้นซีพียูเป็นหลัก (CPU Intensive) ตัวอย่างเช่น โปรแกรมเรนเดอร์ 3D CG, การคำนวนทางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงงานด้าน Database และเกมบางเกมเองก็กินทรัพยากรซีพียูเยอะกว่าการ์ดจอเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าพฤติกรรมการใช้งานของใครเน้นใช้ซีพียูประมวลผลเป็นหลัก ก็หันมาเลือก Nitro 5 รหัสนี้ไปใช้งานได้เลย และส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดแรมเพิ่มไปเป็น 16GB ขึ้นไปจะช่วยแก้ปัญหาแรมไม่พอใช้งานได้อย่างอยู่หมัด ส่วนฮาร์ดดิสก์และ SSD ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละคนว่าต้องการเซฟงาน, ติดตั้งโปรแกรมและเกมไว้ในโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มากน้อยแค่ไหนก็จัดการได้ตามชอบเลย

สเปคของ acer Nitro 5 AN515-58-700H
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 39,900 บาท (Advice)
3. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)

nitro512500h16gb

ส่วนเกมเมอร์สายจบ อยากเปิดเครื่องมาลงเกมแล้วเล่นได้เลย ไม่สันทัดจะเปิดฝาอัพเกรดเครื่องเท่าไหร่ Acer Nitro 5 AN515-58-5026 รหัสนี้นับว่าน่าสนใจมาก เพราะเอา Nitro 5 ในข้อแรกมาอัพเกรด โดยเปลี่ยนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 แล้วเพิ่มแรมเป็น 16GB DDR4 บัส 3200MHz แทน เพียงเท่านี้เกมเมอร์ก็สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดบนหน้าจอความละเอียด Full HD~QHD ได้สบายๆ จะเล่นบนจอโน๊ตบุ๊คหรือต่อจอแยกผ่านพอร์ต HDMI, Thunderbolt 4 ก็ได้

สเปคเครื่องแรงระดับนี้ ผู้เขียนเองก็ถือว่า Nitro 5 ตัวนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่แรงจนแทนเกมมิ่งพีซีสักเครื่องได้ (Desktop Replacement) ก็ไม่ผิด อย่างมากอาจอัพเกรด M.2 NVMe SSD ทั้ง 2 ช่องให้มีความจุเยอะกว่าเดิมสักหน่อยหรือทำ RAID 0 ให้ทำงานได้เร็วกว่าเดิมก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งสเปคนี้ผู้เขียนมั่นใจว่าสามารถใช้เล่นนเกมฟอร์มยักษ์ไปได้อีก 3-4 ปีอย่างแน่นอน และมันเหมาะกับเกมเมอร์ที่อยู่คอนโดฯ หรือเช่าหอพักอาศัยอยู่แล้วมีพื้นที่จำกัดและไม่อยากซื้อคอมพิวเตอร์ซ้ำซ้อนกัน ก็ซื้อแค่ Nitro 5 เครื่องนี้เครื่องเดียวจบได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-5026
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 45,900 บาท (Advice)
4. Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 (49,900 บาท)

nitro512700h16gb

รหัสสุดท้ายสเปคแรงสุดในหมู่ Nitro 5 รุ่นใหม่ ซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake มาให้เป็นรุ่น Acer Nitro 5 AN515-58-74W2 เครื่องนี้ โดยอิงสเปคในข้อก่อนหน้ามาแทบทั้งหมดแต่อัพเกรดซีพียูไปเป็น Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz แทน ซึ่งประสิทธิภาพเรียกว่าเอาอยู่ทุกงาน เล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้ทุกเกมในตอนนี้ เรียกว่าไม่ต้องประกอบพีซีให้เสียเงินเลยก็ได้ ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เครื่องเดียวจบได้เลย ด้านการอัพเกรดนั้น เนื่องจากสเปคใกล้เคียงกับ Nitro 5 ในข้อที่แล้วเป็นอย่างมาก ดังนั้นอาจใส่ M.2 NVMe SSD เพิ่มหรือถ้าใครทำงานหนักๆ ก็เติมแรมไป 32GB ให้สุดเท่าที่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้รับได้เลยก็ดีเช่นกัน แต่จุดสังเกตคือราคาจะค่อนข้างสูงสักหน่อยและพออัพเกรด งบประมาณอาจบานปลายได้มากพอควรแต่ก็ยังคุ้มค่าน่าลงทุนอยู่ดี

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-74W2
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 49,900 บาท (ราคากลาง)

Nitro 5 AGW KSP01

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

aspire cover

predator cover2

nitro5 cover

from:https://notebookspec.com/web/653982-4-acer-nitro-5-intel-gen-12

รีวิว MSI Modern 14 C12M บางเบาพกง่าย ได้ Intel Alder Lake ไว้ใช้งาน สายพกเครื่องถูกใจแน่นอน

MSI Modern 14 C12M ภาคต่อของโน๊ตบุ๊คบางเบาจากค่ายเกมมิ่ง หัวใจ Intel Alder Lake

msi modern alder cover

MSI Modern 14 C12M นับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาพกพาสะดวก นับเป็นรุ่นภาคต่อของ MSI Modern 14 รุ่นที่ได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งการอัพเดทใหม่โดยติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Intel Alder Lake เช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานดียิ่งขึ้นกว่าเดิม สามารถรันโปรแกรมที่กินทรัพยากรตัวเครื่องได้อย่างไหลลื่น รวมทั้งปรับแต่งดีไซน์บางส่วนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเสริมเรื่องขอบยางใต้กรอบหน้าจอให้บอดี้ตัวเครื่องไม่ถูกกับพื้นที่วางเครื่องโดยตรง รวมถึงปรับดีไซน์คีย์บอร์ดใหม่ให้เรียบร้อยสวยงาม, จัดการระบบเสียงให้เป็นแบบ Hi-Res Audio ให้คุณภาพเสียงคมชัดได้อรรถรสยิ่งขึ้นและยังคงเอกลักษณ์ความเบาบางให้เจ้าของเครื่องพกติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวกแต่ก็ทนทานเพราะได้รับการรับรอง MIL-STD-810G ด้วย อาจนับเป็นฉบับไมเนอร์เชนจ์ที่ปรับแต่งให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอีก นับเป็นรุ่นอัพเกรดที่ดีเพื่อคนทำงานทุกคนรวมถึงนักเรียนนักศึกษาด้วย

Advertisementavw

MSI Modern 14 C12M

NBS Verdicts

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09053

MSI Modern 14 C12M รหัสนี้ได้ติดตั้ง Intel 12th Gen มาแล้ว ช่วยเพิ่มความสดใหม่ให้ไลน์อัพสินค้านี้ของทาง MSI ในฐานะโน๊ตบุ๊คทำงานพกพาสะดวกสำหรับทุกคน พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่าย พกพาไม่ลำบากเกินไปและรุ่นใหม่ล่าสุดยังเสริมปรับแต่งดีไซน์เพิ่มเติมไม่ว่าจะเสริมแนวขอบยางพลาสติกเพื่อป้องกันบอดี้ตัวเครื่องไม่ให้โดนกับพื้นโต๊ะโดยตรง, อัพเกรดพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 ให้รองรับการชาร์จแบบ Power Delivery ได้และยังให้พอร์ตที่จำเป็นมาครบทั้ง HDMI, USB-A 3.2 Gen 2, MicroSD Card Reader ก็มีให้ใช้งานเช่นกัน

นอกจากนี้เรื่องน้ำหนักก็ถือว่าเบาไล่เลี่ยกับรุ่นเดิม โดยรุ่นใหม่นี้อยู่ที่ 1.4 กิโลกรัมจึงพกพาติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวก สามารถใส่ย่ามหรือกระเป๋าสะพายเฉียงติดตัวได้เลยและในกล่องสินค้าก็มีกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊คติดมาให้ สามารถใส่กระเป๋าใบนั้นติดไปไหนมาไหนก็ได้ และยังรองรับการชาร์ตแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ดังนั้นถ้าไม่สะดวกพกอแดปเตอร์ของตัวเครื่องก็หยิบปลั๊ก GaN พร้อมสาย USB-C ดีๆ สักเส้นใส่กระเป๋าติดตัวไปแทนได้เลย ดังนั้นผู้ใช้ที่เน้นพกพาโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนเช่น AE, เซลส์หรือจะนักเรียนนักศึกษาที่พกโน๊ตบุ๊คเข้าเรียน ก็เหมาะกับ MSI Modern 14 C12M เครื่องนี้ทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ MSI ไม่ยอมอัพเกรดเสียทีมีหลายส่วนทีเดียว อย่างแรก คือ ยังติดตั้งพอร์ต USB 2.0 มาให้ถึง 2 ช่อง ยังไม่อัพเกรดเป็น USB-A 3.0 เสียที ซึ่งแบรนด์คู่แข่งแทบไม่ได้ติดตั้งพอร์ตดังกล่าวมาให้แล้ว และยังไม่มีเซนเซอร์ชีวมาตร (Biometrics sensor) ติดตั้งมาให้ ทั้งที่แบรนด์คู่แข่งหลายๆ เจ้าให้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาแทบจะเป็นมาตรฐานแล้ว ไม่ว่าจะรวมเอาไว้กับปุ่ม Power หรือเป็นเซนเซอร์แยกติดตั้งเอาไว้บนตัวเครื่องก็ตาม และจุดที่น่ากังขาที่สุด นั่นคือ MSI ยังคงให้แบตเตอรี่ความจุ 38Wh มาเท่ารุ่นก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งที่โน๊ตบุ๊คบางเบาหลายรุ่นเริ่มขยับไปเป็นแบตเตอรี่ระดับ 46~51Wh กันแทบทั้งหมดแล้ว ซึ่งถ้าทาง MSI จะเปิดตัว Modern 14 รุ่นใหม่หมดก็ควรโฟกัสเรื่องแบตเตอรี่ให้มากขึ้น ผู้ใช้จะได้ใช้งานได้นานกว่าเดิม

ข้อดีของ MSI Modern 14 C12M
  1. อัพเกรดซีพียูเป็น Intel Core i7-1255U ประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพดีขึ้น
  2. ให้แรมออนบอร์ดมา 16GB DDR4 สามารถรันโปรแกรมและเบราเซอร์หลายๆ แท็บได้ดีขึ้น
  3. ตัวเครื่องน้ำหนักเบาเพียง 1.4 กิโลกรัม พกพาสะดวกใส่กระเป๋าสะพายข้างได้ง่ายๆ
  4. ขอบตัวเครื่องติดแถบยางมาให้ ทำให้พิมพ์งานสะดวกและป้องกันบอดี้สัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง
  5. ติดตั้งพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการชาร์จแบบ Power Delivery มาให้แล้ว
  6. ลำโพงรองรับเสียง Hi-Res ทำให้เสียงดีขึ้นทั้งตอนประชุมงานออนไลน์หรือดูคอนเทนต์
  7. ให้พอร์ตใช้งานมาครบถ้วนทั้ง USB-C, USB-A 3.0, HDMI, MicroSD Card Reader
  8. กางเครื่องได้แบนราบ 180 องศาพร้อมปุ่ม Flip-n-Share กลับหน้าจอให้เพื่อนดูได้ง่ายๆ
  9. ได้รับการรับรอง MIL-STD-810G ตัวเครื่องแข็งแรงไม่เสียหายง่าย
  10. ระบบระบายความร้อนจัดการพลังงานได้ดี ทำงานหนักก็ไม่ร้อนเกินไปจนวางมือใช้งานไม่ได้
ข้อสังเกตของ MSI Modern 14 C12M
  1. แบตเตอรี่ยังมีความจุ 38Wh เท่าเดิม ไม่มีการอัพเดทเพิ่มความจุตั้งแต่รุ่นก่อนหน้านี้ ทำให้ใช้งานได้ราว 8 ชั่วโมงเท่านั้น
  2. ยังไม่มีเซนเซอร์ปลดล็อคตัวเครื่องแบบชีวมาตร (Biometrics) ติดตั้งมาให้
  3. ยังติดตั้งพอร์ต USB 2.0 มาให้ 2 ช่องเหมือนเดิม ควรเป็น USB-A 3.0 ได้แล้ว

รีวิว MSI Modern 14 C12M

Specification

modern14cover

สเปคของ MSI Modern 14 C12M นั้นถูกอัพเกรดจาก MSI Modern 14 รุ่นก่อนให้ซีพียูเปลี่ยนจากสถาปัตยกรรม Intel Tiger Lake เป็น Intel Alder Lake แล้ว พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เข้ามาให้หลากหลายอย่าง โดยมีสเปคดังนี้

สเปคของ MSI Modern 14 C12M
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (2P+8E)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : M.2 NVMe 512GB PCIe 3.0
  • RAM : ออนบอร์ด 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Port : USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับ Power Delivery, HDMI 1.4 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.2
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : TBA

Hardware & Design

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09054

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09001
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08964

ด้านดีไซน์ของ MSI Modern 14 C12M เองจะใช้บอดี้ร่วมกับ Modern 14 รุ่นก่อนแทบทั้งหมด แต่ได้รับการปรับแต่งดีไซน์ตัวเครื่องเล็กน้อยในส่วนต่างๆ เพิ่มเติมโดยเน้นการใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น บนตัวเครื่องจะติดสติกเกอร์โชว์ซีพียูเอาไว้ตรงฝั่งขวามือใต้ที่วางข้อมือ และในกล่องจะแถมกระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คจาก MSI มาให้อีกหนึ่งใบ สำหรับใส่โน๊ตบุ๊ค, อแดปเตอร์และอุปกรณ์เสริมติดตัวไปทำงานหรือเรียนได้ง่ายๆ 

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08989

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08994
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08995
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08972

ด้านเอกลักษณ์เดิมของตระกูล Modern 14 อย่างการกางหน้าจอได้แบนราบ 180 องศา ทาง MSI ยังคงเอาไว้เหมือนเดิม โดยออกแบบให้ก้านฐานหน้าจอกับขอบล่างของจอติดเข้าหากันทำมุมเป็นตัว L กับฐานตัวเครื่อง เวลากางหน้าจอก็สามารถกางได้แบนราบ 180 องศาก็สามารถแชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้ง่ายๆ มีปุ่ม Flip-n-Share ให้พลิกหน้าจอได้ ไม่ต้องกดปุ่มลัดของ Windows ก็ได้

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08992

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09032
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09033

ถือว่าการกางหน้าจอได้ราบ 180 องศาและฟีเจอร์ Flip-n-Share เป็นเอกลักษณ์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อย่างแท้จริง เพราะว่าเวลาทำงานแล้วหลายๆ โอกาสที่ต้องการแชร์หน้าจอให้ทั้งตัวผู้ใช้และเพื่อนร่วมงานได้ดูแบบง่ายๆ ก็ไม่จำเป็นต้องต่อโปรเจคเตอร์หรือหน้าจอเสริมแต่อย่างใด แค่ดันจอให้ราบแล้วกดปุ่มนี้เพียงปุ่มเดียว หน้าจอก็จะพลิกกลับ 180 องศาให้เพื่อนร่วมงานดูได้เลย ซึ่งถ้าใครต้องประสานงานกับเพื่อนร่วมงานบ่อยๆ ก็น่าจะได้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่นนี้อย่างแน่นอน รวมถึงการกางหน้าจอได้ราบเช่นนี้ทำให้วางบนที่วางโน๊ตบุ๊คหรือพื้นได้สะดวก ปรับจอให้เข้ากับมุมสายตาได้ง่ายอีกด้วย

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08988

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08990
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08985
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08987

ด้านฝาหลังตัวเครื่องจะยังเป็นบอดี้อลูมิเนียมเหมือนเดิม แต่ถูกขัดมันและเปลี่ยนจากการยิงเลเซอร์โลโก้ MSI เป็นเพลตอลูมิเนียมแทน และสังเกตว่าชิ้นก้านพลาสติกชิ้นเล็กตรงขอบล่างตัวเครื่อง 2 ชิ้นถูกถอดออกไป แทนด้วยแถบยางหนึ่งเส้นยาวเกือบสุดขอบตัวเครื่องทั้งสองด้าน ป้องกันขอบล่างของหน้าจอสัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง ลดโอกาสเสียหายและรอยขนแมวไปได้

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08965

ด้านใต้ตัวเครื่องก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่เล็กน้อย ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวช่องระบายความร้อนที่ถูกเจาะรูถี่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นช่องแบบสั้นและยาวแทน แต่ก็ยังทำแนวระยะช่องสูงต่ำเหมือนคลื่นเสียงเช่นเดียวกับ MSI Modern 14 รุ่นก่อนหน้านี้ มีช่องลำโพงอีก 2 ช่องติดเอาไว้บริเวณขอบเครื่องฝั่งซ้ายขวาเช่นกัน ส่วนน็อตสำหรับปลดล็อคตัวเครื่องมีทั้งหมด 9 ตัว เป็นหัวแบบ Philips Head หรือหัวแฉก สามารถเอาไขควงทั่วไปขันออกได้โดยสะดวก

Screen & Speaker

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09005

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09007
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09006
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09009
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09010

สำหรับหน้าจอของ MSI Modern 14 C12M ถูกดีไซน์ให้กรอบข้างตัวเครื่องฝั่งซ้ายและขวาบางเป็นพิเศษเพื่อให้มีพื้นที่แสดงผลกว้างยิ่งขึ้น แต่ตัวเครื่องก็ยังเล็กพกพาง่ายเช่นเดิม ส่วนความละเอียดหน้าจออยู่ระดับ Full HD ใช้พาเนล IPS เช่นเดิม

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09051

gamut
gamut profiling

ซึ่งข้อดีของพาเนล IPS คือองศาการมองเห็นของหน้าจอกว้างถึง 178 องศา ซึ่ง MSI Modern 14 C12M เองก็สามารถมองจากมุมไหนของหน้าจอก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องเงาสะท้อนบนหน้าจอเหมือนโน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่ได้รีวิวไปก่อนหน้านี้และไม่เกิดอาการจอสว่างเกินไปอีกด้วย ส่วนขอบเขตสีหน้าจอจากการทดสอบด้วย Calibrite ColorChecker แล้ว แม้จะเป็นพาเนล IPS แต่ขอบเขตสียังไม่กว้างมาก โดย Gamut coverage อยู่ที่ 57.7% sRGB, 40.9% AdobeRGB, 42% DCI-P3 ส่วน Gamut Volume ได้ 59.3% sRGB, 40.9% AdobeRGB, 42% DCI-P3 เทียบความเที่ยงตรงสีเป็นค่า Delta-E แล้วได้อยู่ระดับ 0.07~1.73 เมื่อน้อยกว่า 2 ก็ถือว่าเที่ยงตรงทีเดียว

ระดับความสว่างหน้าจอเมื่อปรับสุด 100% จะสว่าง 344.54 cd/m2 ซึ่งความสว่างนี้ถือว่าสว่างสู้แสงแดดได้สบายๆ ไม่เกิดอาการจอมืดเมื่อเจอแสงจากสภาพแวดล้อมรบกวนอย่างแน่นอน แต่พอนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศหรืออาคารแนะนำให้ปรับความสว่างลงเหลือ 70% จะสว่างกำลังดี ไม่มืดเกินไป

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08968
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08969
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08975
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08974

ลำโพงของ MSI Modern 14 C12M เป็นลำโพง 2 วัตต์ 2 ตัว ติดตั้งอยู่ขอบข้างตัวเครื่องได้เสียง Hi-Res แสดงผลเสียงได้ดี ซึ่งจากที่ผู้เขียนทดลองฟังเพลงด้วยลำโพงของตัวเครื่องก็ถือว่าดังฟังชัดและเนื้อเสียงค่อนข้างดีทีเดียว เสียงนักร้องกับเสียงของเครื่องดนตรีไม่ได้ทับไลน์เกินไปและเนื้อเสียงเก็บรายละเอียดได้ดี จัดว่าฟังชัดแต่เสียงเบสจะไม่ได้โดดเด่น กล่าวคือพอมีให้ได้ยินและช่วยเสริมไลน์ดนตรีได้ เสียที่แรงปะทะถือว่าน้อยจนออกไปทางบางเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าใครทำงานเสร็จแล้วอยากดูหนังฟังเพลงให้ได้อารมณ์หรือชอบฟังเพลงแนว EDM ล่ะก็ แนะนำให้ต่อลำโพงแยกไปเลยจะดีที่สุด

Keyboard & Touchpad

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09002

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09016
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09017
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09021
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09022
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09024
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09025
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09026
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09027

คีย์บอร์ดของ MSI Modern 14 C12M เป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ มีระยะกด 1.5 มม. เท่ากันและมีไฟ LED Backlit ติดตั้งมาให้ ปรับความสว่างได้ 3 ระดับและไฟลอดตัวอักษรไทย, อังกฤษทั้งหมด ทำให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้นมาก มีไฟ LED สีฟ้าตเิดเอาไว้ที่ปุ่ม Power, Caps Lock เพื่อแสดงสถานะการทำงานด้วย และจุดสังเกตน่าสนใจคือ ทาง MSI จะเพิ่มจุด Marking วางนิ้วพิมพ์งานไว้ที่ปุ่ม W อีกปุ่มนอกจาก F, J ด้วย เพื่อสื่อถึงจุดวางนิ้วของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อเสียงของทางบริษัท

หากอิงจากรุ่นก่อน จะจำได้ว่าทาง MSI แยกปุ่ม Function Key เช่น Page Up, Page Down, Home, End เอาไว้เป็นปุ่มพิเศษฝั่งขวามือถัดจากปุ่ม Enter ด้วย แต่รุ่นใหม่นี้ทางบริษัทเอาทั้ง 4 ปุ่มมารวมไว้ตามจุดต่างๆ โดย Page Up, Page Down จะถูกเซ็ตเอาไว้เหนือปุ่มลูกศรซ้ายขวาและถ้ากด Fn จะเปลี่ยนเป็นปุ่ม Home, End ได้ด้วย ช่วยประหยัดพื้นที่บนคีย์บอร์ดได้มากและขยายพื้นที่เลเยอร์ปุ่มให้กว้างกว่าเดิมได้ด้วย และปุ่ม Fn ที่รุ่นก่อนถูกรวมเอาไว้กับปุ่ม Ctrl ขวาก็ถูกย้ายเอามาติดกับปุ่ม Ctrl ซ้ายแล้วแทนด้วยปุ่ม Backslash ( \ ) เข้ามาอีกปุ่ม ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าดีไซน์นี้จะได้ความคุ้นชินของผู้ใช้ส่วนใหญ่อย่างแน่นอน ส่วนปุ่ม Grave Accent (~) ยังมีขนาดปุ่มครึ่งเดียวเหมือนรุ่นก่อน

ข้อกังขาอย่างหนึ่งของผู้เขียน คือ ทาง MSI ไม่ได้ติดตั้งระบบปลดล็อคเครื่องแบบชีวมาตร (Biometrics) มาให้เลย ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหรือกล้อง IR Camera ก็ตาม ทั้งที่โน๊ตบุ๊คบางเบาหลายรุ่นจากแบรนด์คู่แข่งเริ่มติดตั้งฟีเจอร์นี้มาให้เป็นพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าจะรวมกับปุ่ม Power หรือเป็นเซนเซอร์แยกโดยเฉพาะก็ตาม หากเป็นไปได้ถ้าทาง MSI จะเปิดตัว Modern 14 รุ่นใหม่ยกเครื่องหรือจะเป็นรุ่นย่อยปรับอุปกรณ์ก็ตาม อยากให้ติดเซนเซอร์ชีวมาตรเข้ามาสักจุดหนึ่งเพื่อให้ผู้ใช้ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกรวดเร็วกว่าการพิมพ์รหัสผ่านปลดล็อคเครื่องตามปกติ

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09020

สำหรับ Function Hotkey ที่ถูก Mapping เอาไว้ตรงปุ่ม F1-F12 เรียกว่ายกแบบฉบับจาก MSI Modern 14 รุ่นก่อนหน้าทุกอย่างไม่มีผิด สามารถกดสลับเลเยอร์ระหว่าง F1-F12 กับ Function Hotkey ได้โดยกดปุ่ม Fn+Esc ให้ไฟสีฟ้าติดขึ้นมา โดยปุ่มที่ทาง MSI Mapping มาจะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดเปิดทัชแพด
  • F5 – ปิดเปิดไมโครโฟน
  • F6 – ปิดเปิด Webcam
  • F7 – คำสั่งปรับโหมดตัวเครื่องด้วย MSI Center Pro
  • F8 – ปรับความสว่างของไฟ LED Backlit คีย์บอร์ด ปรับได้ 3 ระดับแบบ Cycle Toggle
  • F9-F10 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F11 – ปุ่ม Project ตั้งการทำงานหน้าจอหลักและเสริม
  • F12 – คำสั่ง Flip-n-Share พลิกหน้าจอกลับ 180 องศา
  • Print Screen – รวมกับคำสั่งลัดเรียก Snipping Tools
  • Delete – รวมกับฟังก์ชั่น Insert 

สังเกตว่าคีย์ลัดของ MSI Modern 14 C12M ถูก Mapping ปุ่มมาให้ครบถ้วนพร้อมใช้งานและรวบเอาคีย์ลัดที่เกี่ยวข้องกันเอาไว้เป็นปุ่มเดียวด้วย เวลาใช้งานก็หาง่ายใช้สะดวก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าทาง MSI เซ็ตปุ่มมาได้สมบูรณ์ทีเดียว 

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09003
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09004

ทัชแพดของ MSI Modern 14 C12M เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าจะเห็นว่าขนาดของทัชแพดถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยช่วยเพิ่มพื้นที่เวลาลากนิ้วคุมเคอร์เซอร์เมาส์ให้ใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม ดีไซน์เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาและรองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน ซึ่งการตอบสนองของทัชแพดนับว่าตอบสนองได้ดีและเร็วต่อเนื่อง ส่วนขนาดของแป้นทัชแพดจะเยื้องไปทางขวามือทำให้สันมือซ้ายส่วนโคนนิ้วโป้งทาบอยู่ขอบทัชแพดและมือขวาทาบเกือบเต็มมือเลยทีเดียว เวลาพิมพ์งานบางครั้งอาจจะมีอาการทัชแพดลั่นได้นิดหน่อย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าตอนพิมพ์งานควรยกสันมือขึ้นเล็กน้อยจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ก็ต่อเมาส์แยกแล้วปิดการทำงานทัชแพดไปจะสะดวกกว่า

Connector / Thin & Weight

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09028
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09029

พอร์ตของ MSI Modern 14 C12M จะถูกติดตั้งเอาไว้ด้านข้างตัวเครื่องทั้งสองฝั่งเช่นเดียวกับรุ่นก่อน มีพอร์ตใช้งานหลักๆ ครบถ้วน โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องอแดปเตอร์เฉพาะของตัวเครื่อง, HDMI 1.4, USB-A 3.2 Gen 2, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ Power Delivery, Audio Combo
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – MicroSD Card Reader, USB 2.0 x 2
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.2

จะเห็นว่า MSI Modern 14 C12M รุ่นใหม่นี้ได้พอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 เพิ่มมา 1 ช่อง และ USB-C จากที่รองรับแต่การโอนไฟล์อย่างเดียวก็ใช้ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย นับเป็นเรื่องที่ดี แต่จุดที่ผู้เขียนยังไม่ประทับใจนัก คือ่ ทางบริษัทยังติดตั้งพอร์ต USB 2.0 มาให้ถึง 2 ช่อง ซึ่งแม้จะโอนไฟล์ได้เร็วระดับหนึ่งและใช้ต่อเมาส์คีย์บอร์ดเพิ่มได้ก็ตาม แต่เมื่อเป็นปี 2022 แล้วทั้งที ผู้เขียนเห็นว่าทางบริษัทน่าติดตั้ง USB-A 3.0 ทุกช่องไปเลย และถ้าให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นก็อัพเกรดให้พอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 กลายเป็นพอร์ต Thunderbolt 4 Full Function รองรับทั้งการชาร์จแบตเตอรี่และต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort ไปด้วยเลย เชื่อว่า MSI Modern 14 C12M จะได้รับการยอมรับมากขึ้นอย่างแน่นอน

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08960

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08963
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08961
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08962

น้ำหนักของตัวเครื่องเมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลจะเห็นว่าตัวเครื่องหนักกว่ารุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย จาก 1.2 ไป 1.44 กิโลกรัม เมื่อรวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 259 กรัมแล้วจะหนักสุทธิ 1.7 กิโลกรัมด้วยกัน และถ้าใส่กระเป๋าที่ทาง MSI แถมมาให้ในแพ็คเกจ จะมีน้ำหนัก 1.92 กิโลกรัมด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจาก MSI Modern 14 C12M ได้อัพเกรดพอร์ต USB-C ให้รองรับ Power Delivery แล้ว ตอนพกเครื่องไปทำงานก็ใช้ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์พร้อมสาย USB-C สักเส้นก็ชาร์จแบตเตอรี่ได้แล้ว ดังนั้นถ้านับเฉพาะน้ำหนักเครื่องอย่างเดียวก็จัดว่าพกสะดวกสบายไหล่ไม่เทอะทะเกินไป 

Inside & Upgrade

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08970

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08978
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08977
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08979
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08980

ส่วนภายในเครื่องและการอัพเกรด MSI Modern 14 C12M ให้ขันน็อตหัวแฉก Philips Head ทั้งหมด 9 ตัวออกแล้วเอาการ์ดแข็งไล่ตามขอบตัวเครื่องเพื่อปลดล็อคได้เลย แต่จะเห็นว่าบนบอร์ดแทบไม่มีส่วนไหนให้อัพเกรดเพิ่มเติมได้เลย เพราะทาง MSI ถอดช่อง SO-DIMM สำหรับใส่ RAM ออกแล้วใช้เป็นออนบอร์ดอย่างเดียว และย้าย M.2 NVMe SSD มาติดตั้งไว้ใต้พัดลมโบลวเวอร์แทนแต่ก็ไม่ใส่อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 ตัวรองเอามาเสริมเพิ่มความจุให้โน๊ตบุ๊คด้วยทั้งที่มีฐานน็อตรอเอาไว้แล้ว ดังนั้นจึงถอดเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ตัวหลักได้ตัวเดียวเท่านั้น

ส่วนตัวผู้เขียนเสนอว่าอยากให้ MSI เสริมอินเตอร์เฟส M.2 NVMe PCIe เข้ามาอีกช่องตรงจุดติดตั้ง SSD ตัวเดิม น่าจะดีต่อผู้ใช้หลายๆ คนที่ต้องเก็บงานไว้ในเครื่องไม่ต้องพก External SSD/HDD ติดตัวเป็นประจำ ก็เซฟงานเก็บไว้ในโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้เลย นอกจากนี้ยังได้พื้นที่ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมได้ด้วย อย่างนี้จะสมเหตุผลกว่าถอดออกไปเฉยๆ แล้วยังคงความจุแบตเตอรี่เท่าเดิมเช่นนี้

Performance & Software

cpu
mb

สเปคของ MSI Modern 14 C12M แม้จะใช้บอดี้เหมือนเดิมแต่อัพเกรดซีพียูเป็น Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake รุ่น Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz (2P+8E) รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานครบถ้วน สามารถทำงานออฟฟิศต่างๆ ได้อย่างไหลลื่นและรองรับชุดคำสั่งพื้นฐานที่ต้องใช้งานแล้ว เมนบอร์ดเป็นของ MSI เอง รองรับอินเตอร์เฟส PCIe 3.0

gpu

การ์ดจอในเครื่องเป็นออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics ซึ่งติดตั้งมาในตัวซีพียู Intel รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งต่างๆ ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน ใช้แสดงผลและเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอรวมทั้งตัดต่อแต่งภาพหรือทำวิดีโอได้ดีไม่มีปัญหา

ram

แรมออนบอร์ดใน MSI Modern 14 C12M ติดตั้งมาให้ 16GB DDR4 บัส 3200MHz ซึ่งความจุระดับนี้ถือว่าได้เยอะเพียงพอใช้ทำงานเอกสาร, เปิดเบราเซอร์ทำงานกับเว็บแอพฯ ต่างๆ ได้โดยไม่มีปัญหาและยังพอใช้งานได้อีก 2-3 ปีแน่นอน แต่น่าเสียดายอยู่บ้างที่ทาง MSI ไม่ได้ให้ช่องแรมมาด้วย ไม่อย่างนั้นผู้ใช้ก็ยังสามารถอัพเกรดแรมเพิ่มแล้วใช้งานได้อีกหลายปีแน่นอน

device mgr

พาร์ทภายในเครื่องเมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่าทางบริษัทติดตั้งชิป TPM 2.0 มาให้เพื่อรักษาความปลอดภัยตัวเครื่องและใช้ Wi-Fi PCIe Card เป็น Intel AX201 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัวและมีแบนด์วิธ 160MHz ด้วย สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เสถียรและลื่นไหล

ssd

สำหรับ M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุ 512GB แบบ OEM จาก Kingston รหัส OM8PDP3512B-AI1 เมื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 ของเมนบอร์ดแล้วทดสอบด้วยโปรแกรม AS SSD แล้วได้ค่า Sequential Read 2,167.88 MB/s และ Sequential Write 1,121.97 MB/s ซึ่งความเร็วจัดว่าพอใช้งานได้ แต่ก็ยังวิ่งได้ไม่เต็มความเร็วของอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 แต่ถ้าเน้นใช้ทำงานเอกสารและโปรแกรมพื้นฐานถือว่าเร็วเพียงพออย่างแน่นอน

กลับกันถ้าผู้ใช้คนไหนอยากอัพเกรดให้ SSD ใน MSI Modern 14 C12M โหลดโปรแกรมและงานได้เต็มความเร็วของอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 ก็อาจอัพเกรดมาใช้ M.2 NVMe SSD ตัวอื่น เช่น Samsung 980, Samsung 970 EVO Plus หรือ WD Blue Sn570 ก็ดีเช่นกัน 

r15
r20

ด้านการเรนเดอร์ 3D CG เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R15 ที่ทดสอบโดยรวมทั้ง CPU, GPU แล้ว MSI Modern 14 C12M ที่อัพเดทซีพียูเป็น Intel Core i7-1255U สามารถทำคะแนน OpenGL ได้ 98.97 fps ส่วน CPU ทำได้ 1,497 cb ซึ่งระดับคะแนนนี้จัดว่าสามารถเปิด Preview และดูโมเดล 3D ได้อย่างแน่นอน ส่วนการทดสอบกำลังการเรนเดอร์ 3D CG ของซีพียูด้วย CINEBENCH R20 จะคะแนน CPU ที่ 3,506 pts จัดว่ามีประสิทธิภาพดีระดับหนึ่ง พร้อมใช้ตัดต่อวิดีโอ Vlog หรือแต่งภาพไว้อัพโหลดขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือประกอบรายงานก็ทำได้สบายๆ ดังนั้น MSI เครื่องนี้จึงเหมาะกับคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาอย่างแน่นอน

3dmark

ด้านการเล่นเกมที่ไม่ได้เป็นโฟกัสของ MSI Modern 14 C12M นี้ เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy เสร็จแล้ว ได้คะแนนรวมเฉลี่ย 1,494 คะแนน ถ้ามองแยกในหมวด CPU score อยู่ที่ 5,931 คะแนน และ Graphics score ได้ 1,320 คะแนน ซึ่งคะแนนนี้ชี้ให้เห็นว่าอยู่ในระดับทั่วไปไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหลายๆ เครื่องที่ได้ทดสอบมาก่อนหน้านี้ แม้จะเล่นเกมฟอร์มยักษ์ไม่ได้ แต่ถ้าต้องการเล่นเกมง่ายๆ 8-bit ก็ถือว่าพอเล่นคลายเครียดได้ระดับหนึ่ง

pcmark10

การทดสอบทำงานทั่วไปด้วยโปรแกรม PCMark 10 ที่จำลองการทำงานด้วยโปรแกรมต่างๆ ไม่ว่าจะเปิดเบราเซอร์, ประชุมออนไลน์, ทำงานเอกสารหรือตัดต่อวิดีโอและแต่งภาพ จะเห็นว่า MSI Modern 14 C12M ทำคะแนนเฉลี่ยไปได้ 5,211 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนระดับสูงเพียงพอใช้ทำงานออฟฟิศ, เรียนออนไลน์และทำรายงานส่งอาจารย์ได้อย่างแน่นอน แต่เรื่องการแต่งภาพทำวิดีโออาจจะอยู่ในระดับทั่วไป อาจจะเรนเดอร์งานช้ากว่าโน๊ตบุ๊คที่มีการ์ดจอแยกอยู่บ้าง แต่ก็ยังทำงานให้จบได้อย่างแน่นอน

1 1

key setting
diagnosing
optimization
scan system

ส่วนการตั้งค่าตัวเครื่อง, อัพเดทซอฟท์แวร์หรือจะเช็คสภาพตัวเครื่องว่ายังรันการทำงานได้ดีเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ สามารถเปิดในโปรแกรม MSI Center Pro เพื่อเช็คโดยละเอียดได้ทันที และยังกดปรับโหมดตัวเครื่องให้เป็นโหมดประหยัดพลังงานหรือเร่งประสิทธิภาพเต็มที่ในนี้ได้ด้วย ซึ่งหน้าต่างโปรแกรมใช้งานได้สะดวกเข้าใจง่ายทีเดียว

Battery & Heat & Noise

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08976

ด้านแบตเตอรี่ใน MSI Modern 14 C12M ก้อนนี้มีความจุรวมอยู่ที่ 39.3Wh แบ่งเป็น Typical Capacity ที่ 3,448mAh ส่วน Rated Capacity อีก 3,316mAh ถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้จะเห็นว่าความจุของแบตเตอรี่ยังเท่ากับรุ่นที่ติดตั้ง Intel 11th Gen มาให้ไม่มีผิด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าทางบริษัทควรอัพเกรดเพิ่มความจุได้แล้ว เพราะโน๊ตบุ๊คบางเบาจากแบรนด์คู่แข่งหลายๆ รุ่นก็ให้ความจุระดับ 46~51Wh มาเกือบเป็นมาตรฐานแล้ว ยิ่งบางรุ่นที่เน้นระยะเวลาใช้งานยาวนานเป็นพิเศษก็ให้มามากถึง 75Wh ด้วยซ้ำ ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าโมเดลถัดไปหรือถ้าจะมีรุ่นย่อยเสริมเข้ามา แนะนำให้ทาง MSI เพิ่มปริมาตรความจุของแบตเตอรี่ให้มากขึ้นอีกสักหน่อยจะดีมาก

batt

เมื่อทดสอบระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์ โดยลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit, เปิดลำโพงดัง 10% เปลี่ยนโหมดตัวเครื่องเป็น Battery Saver แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที จะเห็นว่า MSI Modern 14 C12M สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุดเพียง 7 ชั่วโมง 52 นาทีเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาใช้งานระดับนี้ก็ถือว่าน้อยไปในฐานะโน๊ตบุ๊คทำงานบอดี้บางเบาที่เปิดตัวในปี 2022 นี้ ซึ่งแบรนด์คู่แข่งหลายเจ้าที่ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen ก็ทำได้นานราว 12~14 ชั่วโมงขึ้นไปทั้งหมดแล้ว

ดังนั้นถ้า MSI จะเปิดตัว Modern 14 รุ่นใหม่หรือเพิ่มรุ่นย่อยอื่นๆ เพิ่ม ขอแนะนำให้เพิ่มความจุแบตเตอรี่ให้มากขึ้น อย่างน้อยให้อยู่ที่ 46Wh ขึ้นไปจะได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานเกิน 10 ชั่วโมง เพราะประสิทธิภาพตัวเครื่องจัดว่าดีไว้ใจได้ แต่ตอนพกเครื่องไปไหนมาไหนยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาใช้งานที่อยู่ไม่เกิน 9 ชั่วโมงเป็นอุปสรรคอยู่ ถ้าเข้าคลาสเรียน Onsite ต่อเนื่องหรือประชุมงานออนไลน์หลายชั่วโมง แบตเตอรี่อาจจะพอใช้แบบฉิวเฉียดเกินไป

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08971

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08973
MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX08982

ระบบระบายความร้อนจะใช้ฮีตไปป์ 2 เส้น เดินแนวจากซีพียู Intel Core i7-1255U ตรงมาติดฮีตซิ้งค์แล้วเป่าออกด้วยพัดลมโบลวเวอร์หนึ่งตัวออกที่ขอบด้านบนของตัวเครื่อง สามารถระบายความร้อนให้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นบางเบาและใช้ซีพียูกับการ์ดจอออนบอร์ดเช่น MSI เครื่องนี้ได้สบายๆ และเสียงพัดลมตอนทำงานปกติก็ถือว่าเงียบดี ตอนเครื่องรันเต็มประสิทธิภาพก็อาจได้ยินเสียงพัดลมแว่วมาบ้าง แต่ก็ไม่รบกวนหูเกินไปอย่างแน่นอน

heat normal
heat top load

ในแง่อุณหภูมิตอนใช้งานตามปกติ อย่างเปิดเบราเซอร์, ทำงานเอกสารทั่วไป จะเห็นว่า MSI Modern 14 C12M จะมีอุณหภูมิในเครื่องอยู่ที่ 40~52 องศา เฉลี่ย 46 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดว่าเย็นมากและไม่ร้อนรบกวนตอนวางมือพิมพ์งานบนคีย์บอร์ดอย่างแน่นอน และเมื่อทดลองรันโปรแกรม Benchmark เพื่อบังคับให้ตัวเครื่องทำงานเต็มที่ก็ยังได้อุณหภูมิช่วง 40~86 องศา เฉลี่ย 69 องศาเซลเซียสเท่านั้น และจากที่ผู้เขียนทดลองใช้งานตามปกติมาสักระยะก็กล่าวได้ว่า MSI Modern 14 C12M ไม่ร้อนแม้แต่นิดเดียวและพัดลมระบายความร้อนก็ไม่ส่งเสียงดังรบกวนอีกด้วย หากใครคิดจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ทำงานออฟฟิศ, เรียนหนังสือทั้งออนไลน์หรือ Onsite ก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา ไม่ร้อนไม่รบกวนผู้ใช้อย่างแน่นอน

User Experience

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09037

MSI Modern 14 รุ่นใหม่นี้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาพกพาสะดวกเอาไว้อย่างครบถ้วน มันจึงเหมาะกับคนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนมากโดยเฉพาะยุคนี้ที่หลายออฟฟิศเริ่มออกนโยบาย WFH และปรับเข้ากับนโยบายดั้งเดิมของทางบริษัทด้วย เลยทำให้พนักงานหลายๆ คนไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเสมอไป ขอแค่มีโน๊ตบุ๊คและลงโปรแกรมเอาไว้ก็ประสานงานทั้งหมดผ่านอินเตอร์เน็ตได้แล้ว เลยทำให้หลายๆ คนที่นั่งทำงานในบ้านจนเบื่อก็ออกไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ด้านฝ่ายเซลส์หรือ AE ที่ต้องไปพบลูกค้าเป็นประจำ ต้องเตรียมคอมพิวเตอร์ไปพรีเซนต์งานกับลูกค้าบ่อยๆ หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่มีทั้งเรียนออนไลน์และ Onsite แล้วอยากหาโน๊ตบุ๊คดีๆ เอาไว้ใช้ทำรายงานและเรียนออนไลน์ได้ทั้งคู่ ก็เหมาะกับ MSI Modern 14 ที่น้ำหนักเครื่องเบาเพียง 1.4 กิโลกรัมอย่างแน่นอน

สำหรับดีไซน์กางหน้าจอได้แบนราบ 180 องศาและฟีเจอร์ Flip-n-Share ก็ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดี ช่วยให้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานได้สะดวกยิ่งขึ้น เพียงแค่กางหน้าจอจนราบกับพื้นโต๊ะแล้วกดปุ่มพลิกหน้าจอ ก็สามารถโชว์ข้อมูลที่ต้องการให้ดูได้ทันที ซึ่งทาง MSI ยังยกจาก Modern 14 รุ่นก่อนหน้ามาใส่ในรุ่นนี้เช่นเดิม ดังนั้นถ้าใครต้องประชุมงานหรือมี Brain Stromming กับเพื่อนร่วมงานบ่อยๆ ก็น่าจะได้ประโยชน์จากฟีเจอร์นี้

ด้านพอร์ตของตัวเครื่องพอได้ USB-C ที่รองรับ Power Delivery แล้ว ก็ไม่ต้องพกอแดปเตอร์เฉพาะของตัวเครื่องเสมอก็ได้ สามารถทิ้งอแดปเตอร์ไว้ที่ออฟฟิศแล้วใช้ปลั๊ก GaN ชาร์จผ่าน USB-C ร่วมกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ทันที ช่วยลดอุปกรณ์ภายในกระเป๋าลงไปได้อีกชิ้นใหญ่ๆ ไม่เหมือนรุ่นก่อนที่ต้องพึ่งอแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่อย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ยังกังขาเกี่ยวกับเรื่องพอร์ตอยู่ดี ว่าถ้าไม่ให้เป็น Thunderbolt 4 ก็อัพเกรดเป็น USB-C Full Function ให้ต่อหน้าจอแยกได้ด้วยเลยจะได้ครบเครื่อง ต่อ USB-C Multiport adapter เพิ่มพอร์ตที่ต้องการใช้ได้เยอะขึ้น แต่สิ่งที่ทาง MSI ควรอัพเดทเสียที คือ ไม่ควรให้พอร์ต USB 2.0 มาเยอะ 2 ช่องขนาดนั้น ควรเปลี่ยนเป็น USB-A 3.0 สักช่องหรือทั้ง 2 ช่องไปเลยยิ่งดี จะได้โอนไฟล์ได้เร็วทันใจ ไม่ติดคอขวดที่ความเร็ว 480 Mbps เพราะผู้เขียนมั่นใจว่าอุปกรณ์เก็บข้อมูลอย่าง External HDD/SSD หลายๆ รุ่นในปัจจุบันสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็กว่านั้นมาก

อีกฟีเจอร์ที่ขาดหาย คือ ระบบยืนยันตัวชีวมาตร (Biometrics) อย่างเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหรือกล้อง IR สแกนใบหน้าที่ทาง MSI ยังไม่ติดตั้งมาให้ ทั้งที่โน๊ตบุ๊คบางเบาของแบรนด์คู่แข่งพากันติดตั้งมาให้อย่างน้อย 1 ฟังก์ชั่นแล้ว และบางแบรนด์ก็ให้มาครบเครื่องทั้ง 2 แบบเลยก็มี พอขาดฟีเจอร์นี้เลยต้องกลับไปกรอกรหัสผ่าน ซึ่งอันที่จริงการกรอกรหัสผ่านก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้ามีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหรือกล้องสแกนใบหน้าเพิ่มเข้ามาจะช่วยให้ผู้ใช้ปลดล็อคโน๊ตบุ๊คได้สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

Conclusion & Award

MSI Modern 14 Intel 12th Gen NYX09049

ถ้าใครเป็นแฟนคลับและชื่นชอบโน๊ตบุ๊คของ MSI เป็นทุนอยู่แล้ว MSI Modern 14 C12M ก็เป็นรุ่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนเป็นประจำหรือต้องแชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานได้เห็นเพื่อช่วยกันแสดงความคิดเห็นก็เป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าไม่ได้ติดใจว่าอยากใช้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้าและยอมรับว่าระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่อยู่ราว 8 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถือว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นรุ่นที่น่าสนใจทีเดียว เพราะได้โน๊ตบุ๊คตัวเครื่องที่เบาพกง่ายและมิติตัวเครื่องกะทัดรัดใส่กระเป๋าสะพายข้างหรือแม้แต่ย่ามไปไหนมาไหนได้เลย และยิ่งไปกว่านั้น ดีไซน์ความสวยเรียบง่ายนี้ก็พิชิตรางวัล Red Dot Design Award มาแล้วด้วย

ดังนั้นถ้าใครต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนเป็นประจำ โดยเฉพาะเซลส์, AE หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่กลับเข้าห้องเรียนส่วนหนึ่งแล้วอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คบางเบาเครื่องใหม่มาใช้งานล่ะก็ MSI Modern 14 C12M จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจใช้ได้ และในแพ็คเกจก็มีกระเป๋าสำหรับใส่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้โดยเฉพาะแถมมาให้ด้วย 

award

NBS award 4 Mobility

best mobility

ด้วยน้ำหนักเครื่อง 1.4 กิโลกรัมและพอร์ต USB-C ที่รองรับ Power Delivery ด้วย ทำให้เจ้าของเครื่องไม่ต้องพกอแดปเตอร์ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปไหนมาไหนเป็นประจำ ดังนั้น MSI Modern 14 เครื่องนี้จึงคู่ควรกับรางวัล Best Mobility อย่างแน่นอน

NBS award 7 Design

best design

ดีไซน์เรียบง่ายมีระดับเสริมบุคลิคเจ้าของ และเมื่อกางหน้าจอแล้วตัวเครื่องยกแป้นคีย์บอร์ดเฉียงขึ้นเล็กน้อยและมีขอบยางรองรับด้วย ทำให้เจ้าของเครื่องสามารถพิมพ์งานได้สะดวกขึ้นและขนาดเครื่องก็เล็กกะทัดรัดดีด้วย จึงเหมาะกับรางวัล Best Design อย่างไม่ต้องสงสัย

from:https://notebookspec.com/web/653481-review-msi-modern-14-c12m

รีวิว RedmiBook 15 โน๊ตบุ๊คสายทำงานสเปคดีน่าใช้ พกง่าย แบตทนอยู่ได้ทั้งวัน!

RedmiBook 15 โน๊ตบุ๊คสายทำงานน่าใช้จาก Xiaomi ผู้ผลิตสินค้าไอทีร้อยแปด!

remibook15 cover

ผู้ใช้ที่เห็นชื่อ Redmi ซึ่งเป็นอนุกรมย่อยของ Xiaomi เช่น RedmiBook 15 เครื่องนี้เมื่อไหร่ ก็ยังได้ความคุ้มค่าเหมือนเดิมด้วยสเปคที่ทางผู้ผลิตจัดสรรมาให้เป็น Intel Tiger Lake-U ซึ่งเป็นซีพียูกำลังประมวลผลสูง ทำให้เจ้าของโน๊ตบุ๊คสามารถรันงานหนักๆ เช่น งานตัดต่อแต่งภาพหลายเลเยอร์หรือจะเปิดเครื่องทำงานหลายๆ โปรแกรมพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหา รวมทั้งให้พอร์ตมาค่อนข้างครบเครื่องไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมมาก ไม่ว่าจะ SD Card Reader, USB-A 3.0 และ HDMI 1.4 สำหรับต่อหน้าจอแยกหรือโปรเจคเตอร์เพื่อพรีเซนต์งานได้สบายๆ ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เหมาะกับผู้ใช้หลากหลายกลุ่มตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ไปจนเด็กจบใหม่เพิ่งได้งานเป็นที่แรกและหาโน๊ตบุ๊คทำงานสเปคดีๆ เอาไว้สร้างเนื้อสร้างตัวสักเครื่อง พอทาง Xiaomi Redmi ทำโน๊ตบุ๊คออกมาขายก็ยังเอาเอกลักษณ์เรื่องความคุ้มค่าจากสมาร์ทโฟนในแบรนด์มาใช้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ของทางค่ายอีกด้วย เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คแบรนด์ทางเลือกที่เด่นและน่าสนใจไม่แพ้กับแบรนด์เจ้าตลาดเลย และยังเทียบรุ่นกับโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าต่างๆ ได้อย่างสมศักดิ์ศรีทีเดียว

Advertisementavw

RedmiBook 15

NBS Verdict

Redmibook 15 DSC08911

RedmiBook 15 ถือเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นจาก Xiaomi ซึ่งโด่งดังในตลาดสมาร์ทโฟนแล้วเปิดไลน์สินค้าเช่นโน๊ตบุ๊คมาให้เลือกซื้อไปใช้งานด้วย ซึ่งในแง่สเปคถือว่าคุ้มค่าน่าสนใจไม่แพ้รุ่นอื่นที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้เลย ยิ่งถ้าใครต้องรันโปรแกรมใหญ่ๆ พร้อมกันหลายโปรแกรมล่ะก็ ซีพียู Intel Tiger Lake-U รหัส i5-11300H ก็ยิ่งตอบโจทย์ เพราะประสิทธิภาพของมันสามารถรันโปรแกรมใหญ่ๆ ได้โดยไม่มีปัญหาและทำงานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ด้านการพกพา ต้องถือว่า RedmiBook 15 มีน้ำหนักเบาพกพาสะดวก แม้ตัวเครื่องจะมีขนาด 15.6 นิ้ว แต่ตัวเครื่องก็บางและหนักเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งปกติแล้วโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้จะหนักราว 2 กิโลกรัมขึ้นไป จึงกลายเป็นโน๊ตบุ๊คพกพาง่าย นักเรียนนักศึกษาพกสะดวก ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ก็ดี พกเครื่องไปทำรายงานในห้องสมุดหรือจะเอาไปเข้าชั้นเรียนเลคเชอร์ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานเกิน 10 ชั่วโมงอย่างแน่นอน ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าต้องพกอแดปเตอร์ติดไปไหนมาไหนเสมอก็ได้

แต่กลับกัน สิ่งที่ RedmiBook 15 ควรทำ คือ ควรใส่ช่องแรม SO-DIMM มาให้เหมือนเดิม ไม่ควรถอดออกจนเหลือแต่ลายวงจรเช่นนี้ เพราะนอกจากผู้ใช้อัพเกรดเครื่องเองไม่ได้, เหลือพื้นที่ว่างบนเมนบอร์ดอย่างน่าเสียดาย ยังเสียแต้มต่อเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นที่ให้มาแต่แรมออนบอร์ดอย่างเดียวอีกด้วย และยิ่งเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่เปิดตัวในปี 2022 นี้แล้ว ควรใส่พอร์ต USB-C ที่รองรับ Thunderbolt 3 หรือ 4 มาสักช่องเพื่อให้ใช้โอนไฟล์เข้าออกเครื่อง, ต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ในพอร์ตเดียว ช่วยลดปริมาณขยะอีเล็กทรอนิกส์ได้ไม่พอยังเอาอแดปเตอร์ของสมาร์ทโฟนในเครือที่กำลังชาร์จเกิน 65 วัตต์มาชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้อีกด้วย ซึ่งผู้เขียนหวังว่าทาง Redmi จะนำข้อสังเกตดังกล่าวไปปรับแต่งในรุ่นย่อยหรือโมเดลใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

ข้อดีของ RedmiBook 15
  1. ใช้ซีพียู Intel Core i5-11300H สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U มาให้ ประสิทธิภาพและการจัดการพลังงานดี
  2. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรง มีคุณภาพดีไม่แพ้โน๊ตบุ๊คจากแบรนด์เจ้าตลาด
  3. ตัวเครื่อง 15.6 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 1.8 กิโลกรัม พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก
  4. ให้พอร์ตที่จำเป็นต้องใช้งานมาครบทั้ง USB-A 3.0, HDMI 1.4 และ LAN ด้วย
  5. มี SD Card Reader ใช้ถ่ายโอนไฟล์ภาพและวิดีโอได้สะดวกไม่ต้องผ่านตัวแปลง
  6. ติดตั้ง M.2 NVMe SSD พร้อม Windows 11 Home มาให้ พร้อมใช้งานทันที
  7. ใช้งานต่อเนื่องได้นานเกิน 10 ชั่วโมง ไม่ต้องพกอแดปเตอร์ติดตัวตลอดก็ได้
  8. ดีไซน์คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี เน้นปุ่มที่ใช้งานบ่อยให้ยาว กดใช้งานสะดวก
  9. หน้าจอ 15.6 นิ้ว มีฟีเจอร์ DC Dimming ลดอาการจอกระพริบเวลาใช้งานในที่แสงน้อย
ข้อสังเกตของ RedmiBook 15
  1. ไม่มีพอร์ต USB-C แบบรองรับ Thunderbolt ติดตั้งมาให้ ควรมีให้ใช้อย่างน้อย 1 พอร์ต
  2. เพิ่มแรม SO-DIMM ในเครื่องไม่ได้เพราะผู้ผลิตจงใจถอดอินเตอร์เฟสติดตั้งแรมออกไป

รีวิว RedmiBook 15

Specification

redmi

RedmiBook 15 โน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่จากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังเช่น Xiaomi ออกแบบให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่แต่ไม่หนักมาก เลือกสเปคได้ 2 แบบด้วยกัน ทั้ง Intel Core i3-1115G4 และ i5-11300H ซึ่งรายละเอียดสเปคส่วนอื่นๆ จะแชร์กันแทบทั้งหมดโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • CPU แยกเป็น 2 รุ่นย่อย
  • GPU แยกตามรุ่นซีพียู
    • Intel Core i3-1115G4 เป็น Intel UHD Graphics
    • Intel Core i5-11300H เป็น Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe แยกตามรุ่นซีพียู
    • Intel Core i3-1115G4 ความจุ 256GB
    • Intel Core i5-11300H ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี DC Dimming 
  • Ports : USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB 2.0 x 1, HDMI 1.4 x 1, LAN x 1, SD Card Reader x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.8 กิโลกรัม

Hardware & Design

Redmibook 15 DSC08896

Redmibook 15 DSC08869
Redmibook 15 DSC08872
Redmibook 15 DSC08851

ดีไซน์ของ RedmiBook 15 จะเน้นความเรียบง่าย ใช้สีบอดี้ตัวเครื่องเป็นสีเทาดำควันบุหรี่ให้ความสวยเรียบหรูดูดี ไม่โดดเด่นเกินไป โดยตัวเครื่องมีขนาด 15.6 นิ้ว ติดสติกเกอร์ Intel แจ้งรุ่นซีพียูและการ์ดจอออนบอร์ดเอาไว้ตรงมุมล่างขวาของที่วางข้อมือฝั่งขวาจุดเดียว ทำให้สติกเกอร์ไม่รกเกินไป มีช่องระบายความร้อนถูกซ่อนเอาไว้ขอบบนของตัวเครื่องติดกับก้านบานพับจอ ทำให้ช่องระบายความร้อนไม่ประเจิดประเจ้อได้ความสวยงามเรียบร้อยไปในตัว ขอบล่างตัวเครื่องใต้ทัชแพดถูกตัดขอบเฉียงเพื่อให้ใช้นิ้วเปิดหน้าจอได้สะดวก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อลองใช้มือข้างเดียวเปิดหน้าจอจะสามารถกางได้ราว 50 องศาแล้วบอดี้ตัวเครื่องจะยกตามมา แนะนำให้ใช้สองมือช่วยกันจับเครื่องแล้วเปิดหน้าจอจะดีกว่า

Redmibook 15 DSC08868

การใช้ก้านบานพับหน้าจอแบบยึดปลายสองฝั่งไว้ริมด้านในเครื่อง ทำให้ RedmiBook 15 กางหน้าจอได้กว้างราว 120 องศา สามารถกางจอให้เข้ากับองศาและมุมสายตาของผู้ใช้ได้สะดวกไม่ว่าจะวางทำงานบนโต๊ะตามปกติในออฟฟิศ, ห้องเลคเชอร์หรือบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ดี ทำงานสะดวกอย่างแน่นอน

Redmibook 15 DSC08859

ตัวก้านบานพับหน้าจอเมื่อเปิดดูในเครื่อง จะเห็นว่าเป็นเหล็กก้านเส้นเดียวเดินแนวยาวตรงส่วนขอบล่างของหน้าจอและยึดฐานเอาไว้สองฝั่งด้านในเครื่อง ส่วนความแข็งแรงถือว่าไว้ใจได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเพราะกดให้ราบ 180 องศาติดพื้นโต๊ะไม่ได้ แต่จากที่ทดลองใช้งานมาก่อนหน้านี้ก็ถือว่ากว้างพอใช้งานทั่วไปแล้ว

Redmibook 15 DSC08864
Redmibook 15 DSC08865

ฝาหลังของ RedmiBook 15 จะออกแบบให้เรียบง่าย ใช้สีเทาควันบุหรี่เหมือนตัวเครื่องและไม่มีลวดลายอะไรตกแต่งเป็นพิเศษ เพื่อให้ดีไซน์ตัวเครื่องดูเรียบง่ายและได้ความหรูหรา อย่างมากมีเพลตชื่อ Redmi ทำจากอลูมิเนียมพร้อมยิงเลเซอร์ใส่คำขวัญ “Power Your Creativity” เอาไว้เท่านั้น ช่วยยกระดับการดีไซน์ให้ได้ความเรียบหรู เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเป็นอย่างมาก

Redmibook 15 DSC08846

ด้านใต้ตัวเครื่องนอกจากยางรองแท่นเครื่อง 4 มุมเพื่อยกบอดี้ไม่ให้ถูกพื้นโต๊ะโดยตรง จะมีช่องระบายความร้อนเป็นแผงแนวยาว 2 แถวสำหรับนำอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนในเครื่องกับช่องลำโพง 2W x 2 ช่องติดเอาไว้ฝั่งซ้ายและขวาเท่านั้น และเป็นลำโพงแบบ DTS Audio ด้วย ช่วยให้ฟังเสียงพูดตอนประชุมหรือเรียนออนไลน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Screen & Speaker

Redmibook 15 DSC08886

Redmibook 15 DSC08888
Redmibook 15 DSC08887
Redmibook 15 DSC08889
Redmibook 15 DSC08890

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เป็นหน้าจอดีไซน์ขอบซ้ายและขวาของตัวเครื่องบางลงเพื่อให้พื้นที่แสดงผลเยอะยิ่งขึ้น ติดกล้อง Webcam ความละเอียด 720p HD เอาไว้ขอบบนของตัวเครื่องพร้อมช่องไมค์อีก 2 ช่องสำหรับใช้ประชุมออนไลน์ได้ ส่วนขอบล่างของหน้าจอตรงสกรีนคำว่า Redmi เอาไว้กลางจอพอดีเหมือนกับโน๊ตบุ๊คแบรนด์ชั้นนำหลายๆ รุ่น ส่วนฟีเจอร์เด่นของจอ RedmiBook 15 เป็น DC Dimming ช่วยลดอาการกระพริบหน้าจอเวลาใช้งานในที่แสงน้อย จะนั่งเรียนหรือดูหนังฟังเพลงลดอาการปวดตาไปได้มาก

Redmibook 15 DSC08895

แต่จากที่ทดลองใช้งานจริงแล้ว พาเนล IPS ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ยังไม่ค่อยน่าประทับใจ เพราะนอกจากจะสว่างเกินไปจนทำสีบนหน้าจอชืดลงอย่างเห็นได้ชัด ยังออกอาการแสงขาวลอดจากขอบหน้าจออยู่บ้าง เมื่อพับหน้าจอลงจะยิ่งเห็นชัดว่าสีของวอลเปเปอร์บนเดสก์ท็อปจะชืดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นก็พอสรุปได้ว่าพาเนล IPS ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นเกรดกลางๆ พอใช้งานได้เท่านั้น

gamut 2
gamut data

พอจัดการ Calibrate หน้าจอโดย Calibrite ด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 แล้ว จะเห็นว่าพาเนล IPS ของ RedmiBook 15 มีขอบเขตสีกว้างระดับเทียบเท่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้เท่านั้น โดยได้ Gamut coverage 53.3% sRGB, 36.9% AdobeRGB, 38% DCI-P3 ส่วน Gamut volume อยู่ไล่เลี่ยกันที่ 53.6% sRGB, 36.9% AdobeRGB และ 38% DCI-P3 เทียบค่าความเที่ยงตรงสีสันบนหน้าจอ หรือ Delta-E จะเห็นว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.16~5.5 ซึ่งถือว่าสูงเกิน 2 ไปมาก ถ้าเอามาแต่งภาพเพื่อทำงานอาร์ตหรือแต่งภาพถ่ายจากกล้องแบบใช้ขายงานจริงจะไม่เหมาสมนักยกเว้นแต่งภาพอัพโหลดโซเชียลเน็ตเวิร์คยังพอทำเนา ถ้าจำเป็นแนะนำให้ต่อหน้าจอแยกจะดีกว่า ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดวัดได้ 282.09 cd/m2 จัดว่าสว่างพอใช้ทำงานในห้องอาคารออฟฟิศหรือนั่งชานร้านกาแฟก็สว่างพอสู้แสงแดดได้อย่างแน่นอน

Redmibook 15 DSC08849
Redmibook 15 DSC08850
Redmibook 15 DSC08852
Redmibook 15 DSC08853

ลำโพงของ RedmiBook 15 จะเป็นลำโพง 2 วัตต์ จำนวน 2 ตัว เป็นลำโพง DTS Audio ติดตั้งเอาไว้มุมฝั่งซ้ายและขวาของตัวเครื่อง โดยทางผู้ผลิตเน้นออกแบบมาให้ใช้เพื่อใช้งานทั่วไปเพื่อการประชุมเป็นหลักและใช้ดูสื่อประกอบการทำงาน ซึ่งเนื้อเสียงของผู้พูดจะดังฟังชัดดี แต่กลับกันเมื่อเอาไปฟังเพลงแล้ว เสียงนักร้องนำและเครื่องดนตรีจะได้ยินชัดดีแต่เสียงเบสและมิติเสียงเรียกว่าไม่โดดเด่น เสียงออกแห้งและบางเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าจะฟังเพลงให้ได้อรรถรสยิ่งขึ้นแนะนำให้ต่อหูฟังหรือลำโพงแยกไปเลยจะดีกว่า

Keyboard & Touchpad

Redmibook 15 DSC08874

Redmibook 15 DSC08873
Redmibook 15 DSC08879
Redmibook 15 DSC08878
Redmibook 15 DSC08877
Redmibook 15 DSC08876
Redmibook 15 DSC08875

คีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะเป็นขนาด Tenkeyless ไม่มี Numpad ติดตั้งมาให้เหมือนโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ แต่ก็ทำให้แต่ละปุ่มบนคีย์บอร์ดเป็นไซซ์ใหญ่ขนาดมาตรฐานทั้งหมดจนชุดปุ่มทั้งหมดบนคีย์บอร์ดเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีปุ่มที่เลยลงมากินพื้นที่ของที่วางข้อมือ สามารถกดใช้งานได้ง่าย ส่วนปุ่มแถว F1-F12 ด้านบนสุดให้เป็นปุ่มเล็ก เวลาพิมพ์งานจริงระยะกดปุ่ม (Key Travel) ระยะ 1.5 มม. ถือว่ากดได้ดี ตอบสนองทันใจและโอกาสกดปุ่มผิดน้อยลง คาดว่าเพราะขนาดตัวปุ่มที่ใหญ่เสมอกันทั้งหมดนั่นเอง

ฝั่งขวามือถัดจากแนวปุ่ม Enter จะเป็นปุ่ม Power และ Funtion Key ใช้งานประจำอย่าง Home, End, Page Up, Page Down ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานครบถ้วนอีกด้วย และจุดสังเกตคือ ทาง Redmi ออกแบบให้ปุ่ม Esc, Delete ยาวเป็นพิเศษ ช่วยให้ผู้ใช้กดปุ่มพลาดน้อยลง และจากการใช้งานจริงก็กดได้สะดวกขึ้นอย่างรู้สึกได้ และปุ่ม Esc ก็มีฟังก์ชั่น Fn Lock ติดตั้งมาให้ด้วย

Redmibook 15 DSC08880

สำหรับบรรทัด F1-F12 จะรวม Function Hotkey สำหรับตั้งค่าตัวเครื่องเอาไว้ให้ใช้งาน ซึ่งทาง Redmi ได้ Mapping ปุ่มมาค่อนข้างครบถ้วนทีเดียว โดยมีคีย์ลัดดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F7 – เรียกโปรแกรม Snipping Tool
  • F8 – Windows Aero Mode เรียกหน้าต่างโปรแกรมทั้งหมดขึ้นมาโชว์ Preview
  • F9 – ปิด/เปิด Touchpad
  • F10 – Airplane Mode
  • F11 – Print Screen
  • F12 – Insert

จะเห็นว่าคีย์ลัดของ RedmiBook 15 ติดตั้งมาให้ค่อนข้างครบถ้วน แต่จุดสังเกต คือ เมื่อทำปุ่ม Esc, Delete ให้ยาวกว่าปกติเป็นพิเศษ ทำให้พื้นที่ติดตั้งปุ่มหายไปราว 1 ปุ่มด้วยกัน ซึ่งปุ่มนั้นอาจจะเอา Print Screen มารวมกับคำสั่ง Snipping Tool หรือเซ็ตเพิ่มคำสั่งอื่นเข้ามาก็ได้ ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าหากทาง Redmi จะเปิดตัวรุ่นย่อยหรือโมเดลใหม่มาในอนาคต จะปรับแต่งส่วนของคีย์ลัดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

Redmibook 15 DSC08870
Redmibook 15 DSC08871

ด้านทัชแพดของ RedmiBook 15 จะเป็นทัชแพดขนาดใหญ่ดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและขวาไว้ใต้ตัวทัชแพด ใช้แรงกดน้อย รองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน สามารถใช้ 2-3 นิ้วลากเปลี่ยนคำสั่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดีและตอบสนองได้รวดเร็ว แต่ตอนใช้งานจริงสันมือจะพาดลงขอบทัชแพดพอดี และมีอาการทัชแพดลั่นเล็กน้อย ดังนั้นถ้าใครใช้งานไม่สะดวกแนะนำให้ต่อเมาส์แยกจะดีกว่า

Connector / Thin & Weight

Redmibook 15 DSC08891
Redmibook 15 DSC08893

พอร์ตเชื่อมต่อที่ทาง Xiaomi ติดตั้งให้ RedmiBook จะอยู่ขอบด้านข้างตัวเครื่องทั้งสองฝั่งและมีพอร์ตค่อนข้างครบเครื่องโดยมีพอร์ตดังนี้

  • พอร์ตฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องอแดปเตอร์, USBA 3.2 Gen 1, HDMI 1.4, USB-A 3.2 Gen 1
  • พอร์ตฝั่งขวาจากซ้ายมือ – Audio Combo, SD Card Reader, USB 2.0, LAN, Kensington Port
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0

ด้านของพอร์ตต้องถือว่าทาง Xiaomi ติดตั้งพอร์ตใช้งานหลักๆ มาค่อนข้างครบถ้วนทีเดียว แต่สังเกตว่าไม่มีพอร์ต USB-C ซึ่งแบรนด์คู่แข่งจะติดตั้งแบบรองรับการต่อหน้าจอแยกได้และบางรุ่นก็รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ด้วย ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าเป็นพอร์ตจำเป็นและควรมีติดให้กับโน๊ตบุ๊คที่เปิดตัวในช่วงปี 2022 นี้เป็นมาตรฐานแล้ว ซึ่งอาจจะเอามาใส่แทนช่องอแดปเตอร์ไปเลยก็ได้

Redmibook 15 DSC08842

Redmibook 15 DSC08844
Redmibook 15 DSC08843

น้ำหนักของตัวเครื่องอย่างเดียวเมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลจะหนัก 1.77 กิโลกรัม เมื่อรวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 365 กรัม จะอยู่ที่ 2.14 กิโลกรัม ซึ่งในฐานะโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วแล้ว ถือว่าค่อนข้างเบา พกพาสะดวกใช้ได้ แม้จะรวมกับอแดปเตอร์ก็ยังอยู่ช่วง 2 กิโลกรัมต้นๆ เท่านั้น จะใส่กระเป๋าเป้หรือสะพายข้างก็ไม่หนักเกินไปจนลำบากไหล่แน่นอน

ส่วนตัวผู้เขียนเสนอว่าหากทาง Xiaomi เปิดตัว RedmiBook รุ่นใหม่ ก็คาดหวังว่าทางบริษัทจะพิจารณาใส่ USB-C Full Function มาแทน จะได้ใช้ปลั๊กชาร์จไวของสมาร์ทโฟนในเครือแทนอแดปเตอร์แบบดั้งเดิมได้ ช่วยลดปริมาณอุปกรณ์ในกระเป๋าของผู้ใช้แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนเรื่องอแดปเตอร์ได้ด้วย

Inside & Upgrade

Redmibook 15 DSC08855

Redmibook 15 DSC08860
Redmibook 15 DSC08861

หากต้องการอัพเกรด RedmiBook 15 สามารถขันน็อตเกลียวหัวแฉกทั้ง 9 ตัวด้านใต้เครื่องแล้วเอาการ์ดแข็งไล่กรอบรอบตัวเครื่องเปิดฝาได้เลย แต่เมื่อดูที่เมนบอร์ดจะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้อัพเกรดได้แต่ M.2 NVMe SSD ตัวที่ติดมากับเครื่องเท่านั้นและไม่มีช่องใส่ M.2 NVMe SSD เสริมอีกช่องเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ด้านข้างของ SSD จะมีลายวงจรของช่องแรมว่างอยู่ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าถ้า Xiaomi ให้ช่องแรม SO-DIMM มาคู่กับแรมออนบอร์ดล่ะก็ มันจะเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ อย่างแน่นอน แต่พอถอดออกแล้วใช้แต่แรมออนบอร์ดอย่างเดียวก็ขาดจุดแข็งที่เป็นแต้มต่อไปอย่างน่าเสียดาย

Performance & Software

cpu 5

ซีพียูของ RedmiBook 15 ทั้งสองรุ่นจะแตกต่างกัน โดยรุ่นสูงสุดในรีวิวนี้ติดตั้ง Intel Core i5-11300H แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 3.1-4.4GHz มาให้ มีค่า TDP 35 วัตต์ เป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake-U ซึ่งรันโปรแกรมกินทรัพยากรตัวเครื่องหนักได้เป็นอย่างดีแล้วยังจัดการพลังงานได้ค่อนข้างดีทีเดียว

mb
ram 4

เมนบอร์ดของ RedmiBook เครื่องนี้จะผลิตโดย TIMI รองรับอินเตอร์เฟสแบบ PCIe 3.0 และมีแรมติดตั้งมาใาห้แบบออนบอร์ด ความจุ 8GB DDR4 บัส 3200MHz ซึ่งถ้าใช้ทำงานเอกสารและเรียนออนไลน์ทั่วไป ต้องถือว่าใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นนักบัญชีที่ต้องเปิดไฟล์ Excel ที่มีตารางข้อมูลเยอะหรือคนที่ทำงานกับเว็บแอพฯ เปิดเบราเซอร์หลายแท็บก็จำเป็นต้องบริหารโปรแกรมและแท็บบ้างเพื่อให้แรม 8GB ในเครื่องพอใช้งาน

integrated gpu 1

การ์ดจอของ RedmiBook เป็นแบบออนบอร์ดติดตั้งมากับซีพียู รุ่น Intel Iris Xe Graphics สามารถใช้ทำงานกราฟฟิคแบบตัดต่อแต่งภาพและเรนเดอร์ภาพต่างๆ ขึ้นหน้าจอได้เป็นอย่างดี รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่ง OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ซึ่งมีให้ใช้งานเป็นพื้นฐานครบถ้วนระดับหนึ่ง

device manager

ส่วนพาร์ทในตัวเครื่องเมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะเห็นว่าทาง Xiaomi ติดตั้งชิป TPM 2.0 มาให้รองรับ Windows 11 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และรองรับ Bluetooth 5.0 ด้วยชิป Realtek 8822CE เมื่อผู้เขียนทดลองเปิดเว็บไซต์และทำงานดูแล้ว ไดรเวอร์เวอร์ชั่นล่าสุดของทาง Realtek สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ต่อเนื่องไหลลื่นดี ไม่มีอาการความเร็วตกหรือเชื่อมต่อไม่เสถียรแม้แต่น้อย

ssd 6

SSD ของ RedmiBook 15 เมื่อเช็คใน Device Manager จะเป็นรุ่น Samsung MZVLQ512HBLU-00B00 หรือ Samsung PM991a เป็น M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ความจุ 512GB มีความเร็วอ่านเขียนข้อมูลสูงสุดที่เคลมจากโรงงานอยู่ที่ Sequential Read 3,100MB/s และ Sequential Write 1,800MB/s พอทดสอบด้วย AS SSD แล้ว จะได้ความเร็ว Sequential Read 1,426.63MB/s และ Sequential Write 902.91MB/s ซึ่งน้อยกว่าหน้าสเปคอยู่บ้างแต่ถ้าใช้ทำงานจริงก็ไม่ได้ถือว่าช้านัก แต่ถ้าใครต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มก็ขอแนะนำให้หา External Harddisk มาใช้คู่กันจะดีกว่า

r15 5
r20 5

ด้านประสิทธิภาพการเรนเดอร์โมเดล 3D CG ด้วยซีพียู Intel Core i5-11300H กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R15 จะเห็นว่ากำลังการเรนเดอร์ก็ถือว่าพอใช้งานได้และทำคะแนน OpenGL ไป 63.86 fps และคะแนน CPU อยู่ที่ 654 cb ซึ่งถ้าเอามาเรนเดอร์ตัดต่อแต่งภาพทั่วไปก็สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี และกำลังประมวลผลของซีพียูก็ถือว่าอยู่ในระดับใช้งานได้ ซึ่งผลการทดสอบด้วย CINEBENCH R20 ตัว Intel Core i5-11300H ก็ทำคะแนน CPU ได้ 1533 pts จัดว่าสามารถเรนเดอร์ภาพในโปรแกรมตัดต่อได้อย่างแน่นอน

3dmark 3

กลับกัน ถ้าจะเอา RedmiBook 15 มาเล่นเกมก็ไม่ตรงจุดประสงค์การใช้งานนัก ซึ่งผลทดสอบจาก 3DMark Time Spy จะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ยทำได้เพียง 917 คะแนนเท่านั้น แยกเป็นคะแนน CPU score อยู่ที่ 2,948 คะแนน และ Graphics score เพียง 818 คะแนนเท่านั้น นับว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไม่เหมาะจะเล่นเกมอย่างแน่นอน อย่างมากอาจจะเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ เป็นเกม 8-bit ทั่วไปหรือเกม RPG ยุคเก่าได้บ้างระดับหนึ่งพอคลายเครียดฆ่าเวลาได้บ้าง

pcmark10 4

ด้านการทำงาน เมื่อทดลองรันโปรแกรม PCMark 10 เพื่อจำลองการใช้ RedmiBook 15 ทำงานดู จะได้คะแนนเฉลี่ยรวมที่ 4,280 คะแนน ซึ่งคะแนนระดับนี้ถือว่าใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้ระดับหนึ่ง และถ้าดูผลคะแนนการทดสอบแยกหมวดแล้ว จะเห็นว่า RedmiBook 15 จะเด่นเรื่องการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์หรือเปิดเบราเซอร์และทำงานผ่านเว็บแอพฯ ต่างๆ ส่วนงานเอกสารในหมวด Productivity จัดว่าพอใช้งานได้ระดับหนึ่งแต่ส่วนที่ดึงคะแนนเฉลี่ยลงยังเป็นงานสายกราฟฟิค ตัดต่อแต่งภาพหรือทำโมเดล 3D เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโน๊ตบุ๊คการ์ดจอออนบอร์ดอยู่แล้ว

โดยสรุปจากผลการทดสอบทั้งหมด จะเห็นว่า RedmiBook 15 จะเหมาะกับการใช้ทำงานเอกสารและพกพาไปไหนมาไหนเป็นหลัก อาจจะพอใช้แต่งรูปอัพโหลดขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือประกอบการทำรายงานได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับใช้ทำงานสายอาร์ตโดยตรงแบบโน๊ตบุ๊คที่มีการ์ดจอแยกและติดตั้งพาเนลจอคุณภาพสูงมาให้ แต่ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกสำหรับนักเรียนนักศึกษา, พนักงานบริษัทจบใหม่ (First Jobber) ที่หาโน๊ตบุ๊คสเปคดีและคุ้มเอาไว้ทำงานสักเครื่องก็จัดว่า RedmiBook เครื่องนี้น่าสนใจทีเดียว

Battery & Heat & Noise

Redmibook 15 DSC08854

แบตเตอรี่ของ RedmiBook เป็นแบบลิเธียมไอออน ความจุ 46Wh ฝังเอาไว้ในตัวเครื่องติดลำโพงฝั่งขวามือและยาวเกือบสุดถึงลำโพงฝั่งซ้าย มี Typical Capacity 3,220mAh ส่วน Rated Capacity 3,090mAh จัดเป็นความจุที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่โน๊ตบุ๊คสายทำงานเน้นบางเบาหลายๆ รุ่น ซึ่งความจุระดับนี้เมื่อจับคู่กับ Intel 11th Gen ก็มั่นใจว่าสามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

battmon 4

จากการทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, เปิดเสียงลำโพงเพียง 10% และเปิดโหมด Battery Saver หรือโหมดประหยัดพลังงานแล้วใช้ Microsoft Edge เปิดดูคลิปใน YouTube นาน 30 นาทีแล้ว RedmiBook 15 สามารถใช้งานดูหนังฟังเพลงได้นาน 10 ชั่วโมง 21 นาที ซึ่งทาง Xiaomi ได้เคลมเอาไว้ว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 10 ชั่วโมงก็ถือว่าไม่ได้เป็นการเคลมเกินจริงแต่อย่างใด และระยะเวลาใช้งานระดับนี้จะนำเข้าห้องเรียนหรือไปประชุมงานต่อเนื่องนานๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางคันอีกด้วย และอาจจะปิดเสียงลำโพงแล้วเพิ่มความสว่างหน้าจอขึ้นเล็กน้อยก็เชื่อว่า RedmiBook เครื่องนี้ก็สามารถใช้งานต่อได้นานขึ้นอย่างแน่นอน

Redmibook 15 DSC08856

Redmibook 15 DSC08857
Redmibook 15 DSC08858
Redmibook 15 DSC08863

ด้านระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องจะเป็นฮีตไปป์ 1 เส้น เดินแนวจากซีพียู Intel ในตัวเครื่องตรงมายังฮีตซิงค์แล้วระบายความร้อนออกด้วยพัดลมโบลวเวอร์ออกที่ขอบด้านบนเหนือคีย์บอร์ดของตัวเครื่องเพื่อระบายความร้อน สามารถจัดการความร้อนจาก Intel Core i5-11300H ได้อย่างแน่นอน

cpuid hwmonitor

โดยอุณหภูมิที่วัดได้ตอนทดสอบกับโปรแกรม Benchmark โดย CPUID HWMonitor จะอยู่ช่วง 46~97 องศา เฉลี่ย 51 องศาเซลเซียส และ SSD มีอุณหภูมิ 46~77 องศา เฉลี่ย 46 องศาเซลเซียส ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลว่าความร้อนตอน Full Load ของตัวเครื่องอาจจะร้อนจนรบกวนการใช้งานก็ขอแจ้งว่ามันเป็นอุณหภูมิที่สูงจากการรันโปรแกรมทดสอบเพื่อรีดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งจากการใช้งานตามปกติก็ไม่พบปัญหาความร้อนสูงหรือไอร้อนจากตัวเครื่องแผ่ขึ้นมาที่มือแต่อย่างใด

User Experience

Redmibook 15 DSC08898

จากการใช้งานจริง โดยผู้เขียนได้พก RedmiBook 15 ติดตัวไปทำงานพิมพ์บทความ, เปิดเว็บไซต์ต่างๆ และดูคลิปบน YouTube บ้าง ในแง่การใช้งานจริงมันก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงโดยไม่มีปัญหา เรียกว่าอยู่ได้จบวันได้สบายๆ ด้วยประสิทธิภาพของ Intel Core i5-11300H สามารถเอาไปรันงานหนักๆ เปิดเบราเซอร์หลายแท็บพร้อมกับโปรแกรมตระกูล Word Processing คู่กันก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา ดังนั้นผู้ใช้ที่เป็นนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่หรือเพิ่งเรียนจบแล้วได้งานที่แรก ก็เหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สุดๆ ส่วนรุ่น Intel Core i3-1115G4 ผู้เขียนก็มั่นใจว่ามันสามารถทำงานทั่วไปได้ลื่นไหลไม่แพ้กันอย่างแน่นอน จะเอาไปเรียนออนไลน์หรือเข้าห้องเรียนตามปกติ, เข้าประชุมออนไลน์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็สามารถทำงานได้ดีไม่มีปัญหา

สำหรับน้ำหนักตัวเครื่อง 1.77 กิโลกรัมก็จัดว่าพกพาสะดวกใช้ได้ แม้รวมกับอแดปเตอร์แล้วหนักราว 2.14 กิโลกรัมก็ยังถือว่าเบากว่าโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ สามารถเอาใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้สะดวกมากและอแดปเตอร์ก็มีขนาดค่อนข้างเล็กก็ไม่ได้กินพื้นที่ในกระเป๋านัก จึงพกอุปกรณ์เสริมชิ้นอื่นอย่างเมาส์, External HDD/SSD เพิ่มเข้าไปได้สะดวก และพอร์ตด้านข้างตัวเครื่องก็ติดตั้งมาให้ค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะ USB-A 3.2 Gen 1 x 2 หรือจะ HDMI 1.4 ก็มีให้ใช้ เวลาต้องต่อหน้าจอแยกหรือโปรเจคเตอร์ก็ต่อได้ง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์ใดๆ อีกด้วย เรียกว่าสะดวกและมีประโยชน์มาก

แต่ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าทาง Xiaomi น่าจะใส่พอร์ต USB-C Full Function เข้ามาให้สัก 1 ช่อง จะได้เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่, ต่อหน้าจอแยกและโอนไฟล์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และถ้ามีพอร์ตนี้ติดมาก็สามารถใช้อแดปเตอร์ชาร์จแบบ GaN หรือปลั๊กของสมาร์ทโฟนในเครือมาใช้งานได้อีก เรียกว่ามีแต่ได้กับได้ ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าทาง Xiaomi จะนำพอร์ต USB-C เข้ามาใส่ให้ในรุ่นย่อยหรือโมเดลรุ่นใหม่ด้วยจะดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคาดหวังว่าทางบริษัทจะเติมช่องแรมเข้ามาให้สักช่อง เผื่อให้ผู้ใช้ที่ต้องการใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานหนักๆ อัพเกรดแล้วใช้งานได้หลายปีไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อยด้วย

Conclusion & Award

Redmibook 15 DSC08897

ในหมู่โน๊ตบุ๊คจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟน RedmiBook 15 จัดเป็นโน๊ตบุ๊คน่าใช้อีกรุ่นซึ่งได้ซีพียูประสิทธิภาพสูงจาก Intel ซึ่งสามารถรันงานหนักๆ ได้เป็นอย่างดีรวมทั้งจัดการพลังงานตัวเครื่องให้ใช้งานต่อเนื่องได้นานด้วย ดังนั้นโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10 ชั่วโมงได้สบายๆ ดังนั้นบางโอกาสก็ไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยทุกครั้งก็ได้หากไปติดต่อพรีเซนต์หรือประชุมงานกับลูกค้า หรือนำไปเข้าห้องเลคเชอร์ก็อยู่ได้สบายๆ ไม่ดับกลางคันอย่างแน่นอน นอกจากนี้หน้าจอยังมีฟีเจอร์ DC Dimming ปรับความสว่างหน้าจอได้อย่างเหมาะสม ทำให้ทำงานในที่แสงน้อยได้โดยไม่แสบตาอีกด้วย

ด้านน้ำหนักของตัวเครื่อง ถือว่าน้ำหนัก 1.77 กก. จัดว่าเบากว่าโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ และถึงจะพกอแดปเตอร์ใส่กระเป๋าไปก็หนักเพียง 2.14 กิโลกรัม ก็ยังถือว่าเบาพกพาง่าย นำติดตัวไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือประชุมงานกับลูกค้าได้สะดวกอีกด้วย ผู้เขียนจึงค่อนข้างประทับใจน้ำหนักของเครื่องนี้ทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตมีเพียงเรื่องอแดปเตอร์แบบทั่วไป ยังไม่ใช่พอร์ต USB-C และไม่มีช่อง RAM แบบ SO-DIMM ติดตั้งมาให้ ดังนั้นจึงต้องใช้แรมออนบอร์ด 8GB เท่านั้น ซึ่งถ้าใครซื้อมาทำงานหนักๆ แนะนำให้บริหารพื้นที่การใช้งานสักหน่อยก็จะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกสบายขึ้น ทว่าหากผู้ใช้เป็นนักเรียนนักศึกษาที่เน้นใช้ทำรายงานและเรียนออนไลน์เป็นหลักล่ะก็ RedmiBook 15 ก็ถือเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นตอบโจทย์ที่ใช้งานได้นานจนเรียนจบและเริ่มทำงานเลยก็ยังได้

award

NBS award 4 Mobility

best mobility

RedmiBook 15 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้ว แต่น้ำหนักเพียง 1.77 กิโลกรัม และถึงรวมอแดปเตอร์เข้าไปแล้วก็ยังหนักเพียง 2.14 กิโลกรัมนับเป็นโน๊ตบุ๊คที่พกพาสะดวก ติดตัวไปไหนมาไหนได้สบายไม่ลำบากเกินไป นำไปประชุมหรือเรียนได้สบายไม่ลำบากมาก จึงเหมาะกับรางวัล Best Mobility เป็นที่สุด

award new Battery Life

best battery life

RedmiBook 15 แม้จะมีแบตเตอรี่ในตัวเพียง 46Wh ซึ่งน้อยกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาบางเครื่อง แต่เมื่อผสานกับ Intel Core i5-11300H แล้ว นอกจากทำงานได้ลื่นไหล ยังใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 10 ชั่วโมงอีกด้วย จึงถือได้ว่าโน๊ตบุ๊คนี้เหมาะกับรางวัล Best Battery Life อย่างไม่ต้องสงสัย

from:https://notebookspec.com/web/652982-review-redmibook-15