คลังเก็บป้ายกำกับ: INTEL

Intel เปิดตัว SSD รุ่นใหม่ Intel Optane P5801X และ Intel D7-P5520 NAND SSD

Intel ประกาศเปิดตัว SSD รุ่นใหม่ Intel Optane P5801X และ Intel D7-P5520 NAND SSD มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้ขนาดตามมาตรฐาน E1.S Short Ruler

Credit: blocksandfiles.com

ใน Workshop ของงาน Open Compute Project (OCP) ที่ผ่านมา Intel ได้มีการกล่าวถึงแผนการเปิดตัว SSD รุ่นใหม่ที่ใช้ขนาดตามมาตรฐาน E1.S Short Ruler ออกมาด้วยกัน 2 รุ่นได้แก่ Intel Optane P5801X และ Intel D7-P5520 NAND SSD ซึ่งมีแผนที่จะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ สำหรับ P5801X นั้นจะมีความจุให้เลือก 2 ขนาดเท่านั้น เนื่องจากมีขนาดเล็กลง ได้แก่ 400GB และ 800GB โดยลดลงจากรุ่น P5800X ที่ใช้ขนาด U.2 format ที่กำลังวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ ซึ่งมีความจุสูงสุดอยู่ที่ 3.2TB อย่างไรก็ตาม Optane P5801X จะเน้นการเขียนข้อมูลความเร็วสูง โดยมีความเร็ว Sequential Read และ Sequential Write อยู่ที่ 7.4 GB/s ในขณะที่มี Latency การทำงานน้อยกว่า 6 microsecond เทียบเป็นความเร็วในการเขียนข้อมูลเพิ่มขึ้นจากรุ่น P5800X ประมาณ 20%

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลของ Intel D7-5520 มากนัก คาดว่า Intel จะใช้เทคโนโลยี 144-layer 3D NAND แบบ TLC ในการผลิต ซึ่งจะมีความเร็วในการอ่านและเขียนอยู่ที่ 7 GB/s และ 4.2 GB/s ตามลำดับ ซึ่งประสิทธิภาพจะใกล้เคียงในรุ่น D7-P5510 ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ D7-P5520 จะมีขนาดตามมาตรฐาน E1.S Short Ruler

ที่มา: https://blocksandfiles.com/2021/04/29/intel-adds-optane-drive-speed-tweak-and-short-ruler-nand-drive/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-announces-new-intel-optane-p5801x-and-intel-d7-p5520-nand-ssd/

Intel ลงทุน 600 ล้านดอลล่าร์เพิ่มกับ R&D ในอิสราเอล 2 แห่ง เตรียมตั้งโรงงานมูลค่า 1 หมื่นล้าน

แม้มีกระแสว่า Intel อาจจะให้ TSMC ช่วยผลิตชิปก็ตาม แต่ทางบริษัทก็ยังสร้างโรงงานและศูนย์วิจัยใหม่ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยแผนทัวร์ยุโรปของ Pat Gelsinger CEO คนปัจจุบันของอินเทล มีแผนแวะไปยังประเทศอิสราเอล 1 วัน โดยเป็นการประชุมระหว่างฝ่ายบริหารของอินเทลและ Mobileye บริษัทยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ทางอินเทลซื้อมาตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา และ Benjamin Netanyahu นายกรัฐมนตรีคนที่ 9 ของอิสราเอลด้วย

intel

Intel ลงทุนเพิ่ม 600 ล้าน สำหรับ R&D สองแห่งในอิสราเอล

mobileye

การลงทุน 600 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ก้อน ได้แก่ 400 ล้านดอลลาร์ เป็น R&D วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Mobileye ตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยนานาชาติของอินเทล ในกรุงเยรูซาเล็ม และ 200 ล้านดอลลาร์ เป็นศูนย์ R&D รหัส IDC12 ตั้งอยู่ในเมืองไฮฟาที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล โดยเป็นศูนย์วิจัยที่เน้นด้านซอฟท์แวร์, ฮาร์ดแวร์และ AI เป็นหลัก

สำหรับศูนย์ออกแบบชิปของทางอินเทลนั้น เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ที่รองรับพนักงานได้กว่า 6,000 คน ซึ่ง Pat เห็นว่าการลงทุนครั้งนี้จะนำไปสู่อนาคตอันดีของทั้งทางอินเทลและอิสราเอล และถ้าย้อนไปในปี 2019 นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอิสราเอลก็พร้อมเพิ่มเงินอุดหนุนให้สร้างโรงงานผลิตซีพียูของทางบริษัท 1 พันล้านดอลลาร์ และตอนนี้ทางบริษัทตัดสินใจเริ่มลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเริ่มการก่อสร้างโรงงานในเฟสแรกแล้ว

นอกจากนี้ ทางอินเทลก็มีโรงงาน Fab 28 ใน Kiryat Gat ซึ่งเอาไว้ผลิตชิปขนาด 10 นาโนเมตรแล้ว และเริ่มลงทุนสร้างโรงงานในอาริโซน่าอีก 2 แห่ง สำหรับผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตร ด้วยเงินลงทุน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่โรงงานใหม่ที่เริ่มต้นสร้างนี้ยังไม่เผยว่าเอาไว้ผลิตชิปขนาดกี่นาโนเมตร ซึ่งคาดว่าทางบริษัทจะประกาศออกมาในภายหลัง

intelproductionplant1

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอินเทลกับอิสราเอลนั้นเรียกว่าผูกพันกันมายาวนานตั้งแต่ปี 1974 ซึ่งทางบริษัทนั้นเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จ้างงานชาวอิสราเอลมากสุดกว่า 14,000 คน และปัจจุบันนี้มีศูนย์ R&D ของทางบริษัทอยู่ 4 เมืองหลักได้แก่

  1. Haifa : เน้นพัฒนาซอฟท์แวร์, ฮาร์ดแวร์และ AI
  2. Petah Tikvah : ศูนย์พัฒนาด้านระบบการสื่อสารและระบบปัญญาประดิษฐ์
  3. Jerusalem : ศูนย์วิจัยนานาชาติสำหรับยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติโดย Mobileye, ศูนย์วิจัยด้านการสื่อสาร, ซอฟท์แวร์และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
  4. Kiryat Gat : ศูนย์การผลิตสินค้าที่ล้ำสมัยที่สุดของอินเทล

ส่วนบริษัทที่ทางอินเทลซื้อเข้ามาอยู่ในเครือนั้น นอกจาก Mobileye ที่ซื้อตั้งแต่ปี 2017 ก็มีบริษัท Habana ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกซื้อเข้ามาในปี 2019 และ Moovit บริษัทประเภท MaaS (Mobility as a Service) รวมทั้งแผนที่ซึ่งเข้ามาอยู่ภายใต้อินเทลเมื่อปีก่อน

อินเทลอิสราเอลนับว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง อัตราส่งออกสินค้าไฮเทคทั้งหลายของทางบริษัทนั้น เพิ่มจาก 6.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 เป็น 8 พันล้านในปี 2020 จัดเป็นปริมาณ 14% ของสินค้าไฮเทคส่งออกของอิสราเอล มีมูลค่า GDP ของทั้งประเทศร่วม 2% ทีเดียว

ที่มา : Reuters, Intel Israel

from:https://notebookspec.com/web/592481-intel-invest-600-million-rd-in-israel

รีวิว MSI Summit E13 Flip EVO สเปก i7-1185G7 ที่สุด 2-in-1 Notebook ระดับโปร แพลตฟอร์ม Intel EVO แรงลื่นล้ำ

MSI Summit E13 Flip EVO เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สาย Business ระดับมืออาชีพ หน้าจอ 15.6″ ตัวแรงลื่น โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพและฟีเจอร์ใหม่ๆ อีกมากมาย ใช้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นล่าสุดอย่าง Core i7-1185G7 ที่แรงที่สุดในตลาด ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q เพื่องาน 3 มิติ

พร้อมสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งแรมขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด อีกทั้งได้การเชื่อมต่อที่ดีและใหม่ที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX / Bluetooth 5.1 สนับสนุนทั้งทำงานพื้นฐานหรือจริงจังที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ ในดีไซน์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน 

MSI Summit E13 Flip EVO

สำหรับ MSI Summit E13 Flip EVO ได้หน้าจอแสดงผลรองรับการทัชสกรีน มาตรฐานความละเอียด Full HD พร้อมด้วย ความทนทานระดับ Military Grade รวมถึงมีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 (Trusted Platform Module) เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญในธุรกิจ สมกับเป็น Commercial Notebook ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการทำงานระบบองค์กร  อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคา 59,900 บาท 

VDO Review

NBS Verdict

การมาของ MSI Summit E13 Flip EVO ซึ่งเป็นหนึ่งในที่สุดของ Business Notebook ส่งเสริมบุคลิกในการเป็นผู้นำ รูปแบบการใช้งานเป็น 2-in-1 Notebook ซึ่งมีปากกาสไตลัสในตัว พร้อมประสิทธิภาพสูงจาก MSI มาพร้อมชิปประมวลผลสเปก Intel Core I Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake รุ่นล่าสุด ได้ AI ช่วยทำงานในตัว พร้อมสุดยอดชิปกราฟิกออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายล้ำหน้า

ซึ่งจัดว่าเป็นการ์ดจอออนชิปสำหรับแสดงผลในตัวหน่วยประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา อีกทั้งได้ในส่วนของน้ำหนักเบาและดีไซน์ที่บาง แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงตามที่ทาง MSI เคลมเอาไว้ พร้อมมาตรฐาน Thunderbolt 4 / USB-C ชาร์จไฟได้สะดวกสบาย ตอบโจทย์ด้านการพกพาที่สะดวกสบายกว่าเดิม โดยต่อยอดมาจาก Modern Series / Prestige Series นั่นเอง

MSI Summit E13 Flip EVO

โน๊ตบุ๊ค MSI Summit Series ที่เป็นกลุ่มสายงานธุรกิจของ MSI ทั้งหมดนั้น ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังอันอยู่ในระดับสูงของกลุ่มผู้ใช้งานทางธุรกิจและระดับองค์กร แน่นอนว่ามาพร้อมกับการขจัดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการใช้งาน มาพร้อมมาตรฐานความทนทานระดับ Military Grade รวมถึงมีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญในธุรกิจ พร้อมระบบสแกนใบหน้าเพื่อการเข้าใช้งานรวดเร็ว

อีกทั้งรุ่นนี้ยังได้เห็นการปรับดีไซน์ของโลโก้ใหม่ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง โดยคำนึงถึงหลัก “จำนวน Fibonacci” และยังมีหลัก “สัดส่วนทองคำ” ที่ 16:1.168 เพื่อแสดงถึงวิสัยทัศน์ MSI ในการผลิตสินค้าที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่สูงที่สุดในการใช้งาน เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป ได้การใช้งานระดับมืออาชีพอย่างที่ MSI ไม่เคยมีมาก่อน

MSI Summit E13 Flip EVO

ข้อดี MSI Summit E13 Flip EVO

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู ดูจริงจัง น่าเชื่อถือ
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงด้วย Core i7-1185G7 ที่เป็น Core i Gen 11 U Series ที่ยาวนานที่สุด 
  • ได้แรมมาเลยขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe 512GB ความเร็วสูง
  • หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.4″ Full HD + แสดงผลได้อย่างสวยงาม
  • พับหน้าจอได้ 360 องศา ใช้งานได้หลากหลายโหมด พร้อมมีปากกาสไตลัสขีดเขียน 4,096 ระดับ
  • ฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ MSI Center ใช้งานได้ดี
  • แบตเตอรี่ตามที่ MSI เคลมว่าใช้งานได้ยาวนาน 20 ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดีมากๆ
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดีเยี่ยม มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง ดูแล้วสวยงามลงตัว
  • ทั้งการแสกนนิ้ว Fingerprint  และสแกนหน้าด้วย IR Camera เพื่อความสะดวกและปลอดภัย
  • ติดตั้งสวิตช์สำหรับล็อค Webcam เพื่อการใช้งานที่ง่ายอย่างที่สุดในการใช้งาน VDO Call 
  • MSI Noise Reduction Cam เพิ่มความคมชัดในขณะเปิดกล้องเว็บแคมเพื่อทำ VDO Call
  • มีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญ
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ ต่อหน้าจอ 4K / 8K หรือโอนถ่ายข้อมูล
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้

ข้อสังเกต MSI Summit E13 Flip EVO

  • เครื่องเดโมที่นำมาทดสอบแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเพียง 6:30 นาที
  • ความร้อนของชิปประมวผลค่อนข้างสูงเวลาทำงานหนักๆ มีผลต่อการใช้งานเล็กน้อย

Specification

MSI Summit E13 Flip EVO แบ่งออกเป็น 2 สเปก เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นในสายการทำงาน มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 / Core i7-1185G7 รสถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด พร้อมมี AI ในตัว ช่วยประมวลผลการทำงานบางโปรแกรม ให้ความแรงที่ทรงพลังเทียบเท่า Core i Gen 10H ได้การ์ดจอรุ่แรม 16GB / 32GB LPDDR4X Bus 4266MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB 

MSI Summit E13 Flip EVO

สเปกหน้าจอขนาด 13.4″ สัดส่วน 16:10 ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล Full HD + พื้นผิวเป็นประจก รองรับการทัชสกรีน 10 จุดพร้อมๆ กัน ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก  รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับเป็น 2 แกน ก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 360 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

สเปกตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6E AX (ดีกว่า Wi-Fi 6 ปกติ ในเรื่องของความสเถียร) และ Bluetooth 5.1 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต เป็นมาตรฐานอีกด้วย พร้อมซอฟต์แวร์ MSI Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน ได้การรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI (ในชุดบันเดิลให้กระเป๋า MSI อย่างดี และ MSI Pen มาให้ด้วย)

MSI Summit E13 Flip Evo A11MT-057TH ราคา 46,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4x Bus 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.4″ IPS Full HD+ Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

Hardware / Design

สำหรับ MSI Summit E13 Flip EVO ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ประสิทธิภาพสูงเน้นภาพลักษณ์ให้ความรู้สึกแบบคนทำงานตัวจริง แต่บางเบาพกพาสะดวก ด้วยขนาดหน้าจอ 13.4″ รุ่นล่าสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง ขอบจอบางเฉียบ ถูกพัฒนาแยกออกมาจากสาย Content Creator อย่างซีรีส์ Modern / Prestige / Creator แต่ก็ยังได้ในเรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางและเบาที่มากกว่าพวก Commercial Notebook แบบเดิมๆ 

MSI Summit E13 Flip EVO

โดยยังรักษาความเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ภูมิฐานให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมสีดำด้าน ที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมตัดขอบเพชรสีทองเพิ่มความหรูหรา อีกทั้งเสริมความเฉียบคมที่ขอบตัวเครื่องด้านหลังมีการตัดมุมด้วย ให้ความแตกต่างจากโน้ตบุ๊ตทั่วไปชัดเจน 

MSI Summit E13 Flip EVO

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สี Ink Black ที่เป็นสีดำด้าน กับตัวเครื่องด้านนอกและสีเทากับตัวเครื่องด้านใน พร้อมตกแต่งรายละเอียดด้วยสีทองแซมตลอดทั้งตัวเครื่อง ตั้งแต่โลโก้ (แบบใหม่ปี 2021) ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ (ในต่างประเทศจะมีสี Pure White เป็นตัวเลือกด้วย)

ซึ่งดูแล้วเป็นการเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่โน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพต้องดูดำๆ ดีไซน์โบราณ ให้กลายเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดูแล้วทันสมัยแต่ให้ความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญไม่พูดไม่ได้เลยกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ โดยมีการติดตั้ง Micro SD Card Reader แบบซ่อนกับตัวเครื่อง และสวิตช์สำหรับล็อค Webcam ส่วนอีกฝั่งเป็นเก็บปากกาได้ง่ายๆ ด้วยแม้เหล็กด้านข้างตัวเครื่อง

MSI Summit E13 Flip EVO

ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบนของชุดคีย์บอร์ด พร้อมบริเวณบานพับก็เป็นช่องระบายความร้อน ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน  ด้านฐานล่างตัวเครื่องมียางรองกระจายไปทั่วช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง MSI ใส่ใจเป็นพิเศษอยู่แล้วไม่แพ้ฝั่ง Gaming Notebook เลย ที่แม้ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Gaming Notebook แต่ได้น้ำหนักที่เบาและตัวเครื่องที่ดูหรูหราและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาแทน

MSI Summit E13 Filp EVO Review 26
MSI Summit E13 Filp EVO Review 21
MSI Summit E13 Filp EVO Review 22
MSI Summit E13 Filp EVO Review 17
MSI Summit E13 Filp EVO Review 18
MSI Summit E13 Filp EVO Review 49

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Summit E13 Flip EVO เห็นแล้วต้องบอกว่าแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คเล่นเกมรุ่นอื่นๆ ของทาง MSI แบบสิ้นเชิง ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ มีระยะกดที่ 1.5 มิลลิเมตร ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าคีย์บอร์ด MSI แบบเดิมๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม

พร้อมขอบโปร่งแสงเข้ากับตัวปุ่มสีดำเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ แน่นอนว่าไม่มีชุด Numpad อยู่แล้ว จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่ลงตัวนั่นเอง จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก MSI Center ใช้งานสะดวกด้วย

MSI Summit E13 Flip EVO

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับขนาดสัดส่วนของตัวเครื่อง ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือมากๆ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว

นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย ส่วนการใช้งานก็ตอบสนองได้รวดเร็วไม่แพ้มือถือในปัจจุบันเลยล่ะ

MSI Summit E13 Filp EVO Review 11
MSI Summit E13 Filp EVO Review 13
MSI Summit E13 Filp EVO Review 14

Screen / Speaker

MSI Summit E13 Flip EVO ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 13.4″ พื้นผิวกระจก ทัชสกรีนได้ทั้งนิ้วมือและปากกา ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล Full HD + ได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม 

MSI Summit E13 Flip EVO

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบ ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคม HD พร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบน ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12 ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามตรงระวังเล็กน้อย เพราะขอบหน้าจอด้านหลังจะสัมผัสกับพื้นได้

MSI Summit E13 Filp EVO Review 5
MSI Summit E13 Filp EVO Review 6
MSI Summit E13 Filp EVO Review 8

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 91% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

s1 2
s2 2
s3 2

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางและมุมซ้ายบนป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องกมุมขวาล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 13% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 ถือว่าน่าประทับใจ

ลำโพงยังจัดวางมาในตำแหน่งส่วนของขอบตัวเครื่องด้านหน้าในส่วนด้านใต้เครื่อง แบบขนาด 2W x 2 คุณภาพเสียงเบสให้แน่นลึกยิ่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพราะชุดลำโพงข้างในขยับได้เมื่อต้องการเสียงทุ่ม สำหรับคุณภาพเสียงการใช้งานต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ดี น่าประทับใจให้เสียงที่ดังพอตัว เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน ส่วนช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรจะรองรับระบบเสียง Hi-Res Audio ด้วย

MSI Summit E13 Filp EVO Review 31
MSI Summit E13 Filp EVO Review 30
MSI Summit E13 Filp EVO Review 32

Connector / Thin And Weight

MSI Summit E13 Flip EVO จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 13.4″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x Thunderbolt 4 / 1 x USB 3.2 Type-A / Micro SD Card Reader แบบซ่อนกับตัวเครื่อง ซึ่งไว้อ่านการ์ดต่างๆ หรือเพิ่มความจุของตัวเครื่อง และ Mic-in/Headphone-out ให้ความครบเครื่องมากกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาดเล็กทั่วไป

โดดเด่นด้วย Thunderbolt ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน รองรับการชาร์จไฟด้วย เพราะอแดปเตอร์ก็เป็น USB-C แล้ว และรองรับ Power Bank ที่เป็น PD (Power Delivery) ด้วย อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6E AX ที่ดีเยี่ยมในเรื่องของสัญญาณที่สเถียร พร้อมใช้งานที่เหนือชั้นกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ในปี 2021 (โน๊ตบุ๊คส่วนมากจะเป็น Wi-Fi 6 AX ปกติ)

MSI Summit E13 Flip EVO

ส่วนของการพกพาก็ถือว่าทำได้เยี่ยมยอดเมื่อเทียบกับสเปก ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ดีกว่าตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คค่ายอื่นๆ ที่ใช้สเปกนี้มาก ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 90 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติ ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ น้ำหนักโดยรวมแล้วไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่นอน นับว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจังที่เหมาะสมกับงานระดับองค์กรที่เน้นพกพาพมากเลยทีเดียว 

MSI Summit E13 Filp EVO Review 36
MSI Summit E13 Filp EVO Review 37
MSI Summit E13 Filp EVO Review 47

Multi-Mode / Pen 

MSI Summit E13 Flip EVO ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น ไว้ใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

MSI Summit E13 Flip EVO

สำหรับปากกาสไตลัส MSI Pen รุ่นล่าสุด เบา 13.5. กรัม รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัสนี้ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานร่วมกับการ Presentation โดยมีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 3 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

MSI Summit E13 Flip EVO

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คส่วนมาก เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ เชื่อได้ว่าเป็นโหมดหลักของการใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 แน่นอน

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

MSI Summit E13 Filp EVO Review 44
MSI Summit E13 Filp EVO Review 45
MSI Summit E13 Filp EVO Review 46

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้ รวมไปถึงวางบนโซฟาหรือที่นอนได้อย่างลงตัว 

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

MSI Summit E13 Filp EVO Review 50
MSI Summit E13 Filp EVO Review 54
MSI Summit E13 Filp EVO Review 58

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Home ได้อย่างลื่นไหล ส่วนตัวปากกาสไตลัสได้เทคโนโลยี MPP 2.0 ทำให้ MSI Pen เป็นปากกาที่มีความเสถียรที่สุดในการจดบันทึก แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 65 ชั่วโมง และมีสถานะพลังงานบอกทุกครั้งที่ใช้งานด้วย โดยเก็บปากกาได้ง่ายๆ ด้วยแม้เหล็กด้านข้างตัวเครื่อง

Performance / Software

สเปกเครื่องเดโมนี้เป็นฮาร์ดแวร์เครื่องทดสอบ เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลย โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1185G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 3.0 – 4.80 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบ 4 x 2GB เป็นมาตรฐาน LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบออนบอร์ด ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

  c1 1.   c2 1

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 1.   g2 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรุ่นแรงอย่าง Core i7 รุ่นก่อนๆ ก็จัดว่ามีคะแนนใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงพอตัวอยู่แล้ว เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนตระกูล U ของ Intel Core i Gen 11 ในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ที่แรงเทียบเท่าการ์ดจอแยก และมี AI ในตัว ที่เน้นการทำงานประมวลผลเป็นหลัก

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูงสุดๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1972 MB/s และเขียนที่ 972 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมแล้ว นับว่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น คาดว่าเป็นเครื่องเดโม

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3641 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพ ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง i7-1185G7 มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics พร้อม AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Notebook สเปก Gaming ทีเดียว 

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1845 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 50+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้ง PCMark 10 / 3D Mark ได้คะแนนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

3dmark 1

ที่สำคัญยังมีซอฟต์แวร์ MSI Center for Business & Productivity ซึ่งปรับมาจาก Creator Center อีกที เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ Dragon Center เป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ Gaming MSI ก็ถูกมาปรับใช้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูมีอาทิเช่น Creator Mode / System Monitoring / System Tuner Battery Master / Tools & Help

msi

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Summit E13 Flip EVO เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 6:30 ชั่วโมง โดยส่วนตัวก็ถือว่าใช้ได้นานมาก ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงแล้ว

batt 1

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor ยังไม่สามารถตรวจสอบในส่วนของชิปประมวลผลได้ แต่จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 100 องศาเซลเซียส นับว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่เกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงควบคุมอยู่ โดยจะเป็นการลดความเร็วลงไป 

temp 1

Conclusion / Award

MSI ได้มีความตั้งใจในการนำเสนอโน้คบุ๊คสายทำงานมืออาชีพออกมาใหม่เรื่อยๆ จากการที่ปกติเราจะเห็นแต่สาย Gaming หรือ Content Creator ถึงเวลาที่ MSI จะต้องขยายผลิตภัณฑ์ตระกูล Summit ซีรีส์ใหม่ สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake พร้อมนำมาประยุกต์เข้ากับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และตัวเองถนัด เรียกได้ว่าปรับใช้ได้อย่างลงตัวทีเดียวพร้อมเสริมเรื่องความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์เพื่องานองค์กร ที่เราหาไม่ได้ในโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปแน่นอน อย่าง TPM 2.0 เป็นต้น 

MSI Summit E13 Flip EVO จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook สเปก Intel Core i Gen 11 ที่ทรงพลังที่สุดในตลาดตอนนี้ เพราะเลือกใช้เป็น Core i7-1185G7 เหมาะสำหรับมืออาชีพแบบเน้นใช้งานธุรกิจ ให้ภาพลักษณ์ที่ดูจริงจัง และที่ต้องการความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ด้วยหน้าจอ 13.4″  เกรดสูงและทัชสกรีนได้ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยม ทำให้มันกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัด 

MSI Summit E13 Flip EVO

ดีไซน์ภายนอกสีดำให้ความจริงจังพร้อมแซมสีทอง เพื่อให้มีความเรียบหรูมากขึ้น และมาพร้อมกับไฟคีย์บอร์ดสีดำ ทัชแพดก็มีขนาดที่ใหญ่โต มีที่สแกนลายนิ้วมือด้วย โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอลูมิเนียม และมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม เบามากเมื่อเทียบกับความแรง บางเฉียบที่ 1.49 มิลลิเมตร พกพกไปไหนมาไหนได้สะดวกสุดๆ แน่นอน อีกทั้งตัวเครื่องยังแข็งแรงทนทานต่อทุกๆ การใช้งานด้วย 

โดยเฉพาะในแง่ของการดีไซน์มีเอกลักษณ์พร้อมความทันสมัย ต่างจากรุ่นอื่นๆ ของ MSI ชัดเจน สเปกภายในและฟีเจอร์จัดว่าเน้นความสเถียร์ภาพเป็นหลัก ยังไงใครต้องการโน๊ตบุ๊คพกพาเน้นทำงานที่เน้นองค์กรแบบมืออาชีพ หรือต้องการหน้าทัชสกรีนมีปากกาตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เหมาะมากๆ กับคนทำงานที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่ครบเครื่องทั้งประสิทธิภาพ พร้อมภาพลักษณ์และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย 

MSI Summit E13 Flip EVO

ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นนึง ด้วยค่าขอบเขตสี sRGB ที่ 91% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมี Wi-Fi 6E AW และพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็น USB-C ที่ต้องบอกว่าเป็นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ทดสอบได้เพียง 6:30 ชั่วโมงเท่านั้น นับได้ว่าน้อยกว่าที่ทาง  MSI เคลมไว้ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะเครื่องเดโม รวมไปถึงสเปกเองก็ไม่ตรงกับสเปกขายจริงนะครับ ไว้มีโอกาสรีวิวเครื่องจริงอาจจะมีการรีวิวอีกที 

MSI Summit E13 Flip EVO

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊ค 2-in-1 ขนาดหน้าจอ 13.4″ ด้วยกัน ซึ่ง MSI Summit E13 Flip EVO ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Inte Core i5-1135G7 / Core i7-1185G7  ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ประสิทธิภาพแรงด้วย AI สุดล้ำช่วยทำงาน พร้อมการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB / 1TBในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB / 32GB แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

award new performance

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาของ MSI Summit E13 Flip EVO อยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.3 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 1.5 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ อีกทั้งแบตสามารถใช้งานได้ยาวนาน 20 ชั่วโมง (ตามที่ MSI เคลมไว้) พอร์ตการชาร์จก็ยังเป็นมาตรฐาน USB-C ที่สะดวกต่อทุกอุปกรณ์

NBS award 4 Mobility

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน MSI Summit E13 Flip EVO ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ แต่มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ออกแนวพรีเมียมและเรียบหรูมากยิ่งขึ้นพร้อมกับใช้สีดำด้าน Ink Black กับตัวเครื่องด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่น่าเชื่อถือ จริงจัง พรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมแซมด้วยสีทองตลอดทั้งตัวเครื่อง ได้ความแข็งแรงทนทาน เชื่อได้ว่าหลายๆ คนส่วนมากต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

NBS award 7 Design

 

 

from:https://notebookspec.com/web/592358-review-msi-summit-e13-flip-evo-i71185g7

รีวิว Lenovo YOGA Slim 7i Pro สเปก Core i Gen 11 + GeForce MX450 จอ IPS 2.2K เบา 1.3 โล เริ่ม 34,990 บาท ประกัน 3 ปี On-site

Lenovo YOGA Slim 7i Pro รุ่นใหม่สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake มี AI ช่วยประมวลผลในตัว จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม การตอบสนอง การเชื่อมต่อ แบตเตอรี่ ที่ดีที่สุด มาพร้อมดีไซน์บางเฉียบ เพิ่มความคล่องตัวในทุกการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

เติมเต็มศักยภาพการทำงานให้ธุรกิจสู่ยุคแห่งอนาคต โดย Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ พาเนล IPS ความละเอียด 2.2K ที่มีความบางเฉียบเน้นพกพาสะดวก เบาเพียง 1.3 กิโลกรัม บางที่ 14.9 มิลลิเมตรรองรับทั้งการทำงานระดับมืออาชีพ รวมไปถึงความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบในเครื่องเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจที่สุดของทาง Lenovo 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

Lenovo YOGA Slim 7i Pro รุ่นใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าในส่วนฝาหลังที่ดูแล้วมีความทันสมัย เน้นออกแบบให้ตรงต่อรูปแบบการใช้งานของธุรกิจ SMB / SME ซึ่งให้ความสำคัญไม่เพียงเฉพาะดีไซน์ที่สวยงามพร้อมฟีเจอร์ที่เหนือชั้นกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมมีบริการหลังการขายและการรับประกันที่ดีเยี่ยม

สำหรับสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphic ที่รอบรับการทำงานหรือด้วย NVIDIA GeForce MX450 ที่เล่นเกม 3 มิติได้ลื่นไหล มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB/1TB สนนราคาที่ 34,990 / 39,990 บาทเท่านั้นเอง 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัวด้วยราคา 34,990 – 39,990 บาท จัดว่าไม่สูงจนเกินไปถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พร้อมการันตีด้วยแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ทรงพลัง ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง

อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็น่าประทับใจ นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด ถอดแบบมาจาก ThinkBook ที่เป็นสายทำงานมืออาชีพยุคใหม่ซึ่งดูเป็นแฝดพี่แฝดน้อง ส่วนเรื่องดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยสวยงามเหมาะกับไลฟสไตล์วัยรุ่นก็ทำมาได้อย่างลงตัวสวยงาม พร้อมวัสดุและงานประกอบคุณภาพสูงตามมาตรฐาน Lenovo ที่ทุกคนให้การยอมรับ 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

นอกจากนี้ Lenovo YOGA Slim 7i Pro ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Thunderbolt 4 และ Wii-Fi 6 AX ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด และยังมี IR Camera ระบบแสกนหน้าเพื่อ Login ผ่านทาง Windows Hello ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ที่ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกรอกรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยทุกครั้ง ที่สำคัญคือการที่ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งาน Word / Excel / Power Point  ติดเครื่องยาวๆ ด้วย ถูกใจคนทำงานเอกสาร ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อแยกมาเพิ่มแต่อย่างใด

เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สายทำงานตัวจริงพร้อมความบันเทิงแบบจัดเต็มอีกหนึ่งรุ่น ที่น่าซื้อมาใช้งานอย่างแท้จริง รวมไปถึงการบริการหลังการขายที่ยอมเยี่ยมอย่างการรับประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย อย่างไรก็ตามความร้อนเมื่อทำงานหนักๆ อาจจะสูงหน่อย เพราะว่าสเปกแรง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ รวมไปถึงแบตเตอรี่อาจจะใช้งานได้ยาวนานน้อยไปหน่อยที่เกือบๆ 14 ชั่วโมง จากที่เคลมไว้ 18 ชั่วโมงเท่านั้นเอง 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 46

จุดเด่น Lenovo YOGA Slim 7i Pro

  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ YOGA  มีความหรูหรา พรีเมียม
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • น้ำหนักเบา ขอบจอบาง พกพาสะดวกเหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • ชิปประมวลผลประสิทธิภาพแรงจาก Intel Core i Gen 11ใช้งานลื่นไหล ทั้งทำงานและบันเทิง
  • ได้สเปกหน่วยความจำแรม 16GB LPDDR4X พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุด
  • หน้าจอความละเอียด 2440 x 1400 พิกเซล พาเนล IPS สีสันสวยงาม มีฟีเจอร์ Dolby Vision
  • มาพร้อมการสแกนใบหน้า IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • Intelligent Cooling ที่ปรับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หรือเลือกเองได้
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าเกือบ 14 ชั่วโมง 
  • รองรับ Rapid Charge  ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง
  • ลำโพง HARMAN ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ทันที
  • ฟรีโปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งาน Word / Excel / Power Point 
  • ซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ใช้งานได้จริง
  • ประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และมีบริการอื่นๆ 

ข้อสังเกต Lenovo YOGA Slim 7i Pro

  • ไม่มีมีอแดปเตอร์แปลงเป็นพอร์ตอื่นๆ มาให้ในบันเดิลด้วย
  • ความร้อนค่อนข้างสูงเวลาใช้งานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งานอะไร
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานก็จริง แต่ก็ยังน้อยกว่าที่เคลมไว้ที่ 18 ชั่วโมง

Specification

โดย Lenovo YOGA Slim 7i Pro ที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้ จะเป็นรุ่นราคา 39,990 บาท มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.80 GHz สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้เป็น 4.70 GHz พร้อมมี AI ในตัวช่วยทำงานบางโปรแกรม การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics สำหรับการใช้งานทั่วไปรวมไปถึงงาน 3 มิติ ซึ่งนับว่าเป็นการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

พร้อมกันนั้นยังได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) ที่แรงเทียบเคียงตระกูล GTX 10 Series เลยทีเดียว ทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266MHz แบบ Quad Channel ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลก็ใช้เป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ทำให้สเปคโดยรวมนั้นลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐาน เล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ทำเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง หรืองานมืออาชีพสำหรับภาพธุรกิจ เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ WQXGA (2240 x 1400) อัตราส่วน 16:10 ซึ่งมีความละเอียดที่มากกว่าสัดส่วนที่มากกว่าจอทั่วๆ ไป ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ซึ่งจัดว่าเป็นสเปคจอที่เหมาะสำหรับการใช้งานแทบทุกรูปแบบ มาพร้อม Windows 10 Home และติดตั้งโปรแกรม Office Home & Student 2019 ให้เราใช้งาน Word / Excel / Power Point ได้ทันที และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 1 พอร์ต ที่สำคัญได้พอร์ตชาร์จไฟเป็นมาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. ยังมีมาให้ การเชื่อมต่อไร้สายจะเป็นมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.0 นอกจากนี้ยังมี IR Camera สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย  สำหรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านตามมาตรฐาน Lenovo

Lenovo Yoga slim 7i Pro-82FX001KTA ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Iris Xe Graphics + GeForce MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2.2K 2240×1400
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Year On- site Service

Lenovo Yoga slim 7i Pro-82FX001LTA ราคา 39,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.8 – 4.7GHz)
  • GPU : Iris Xe Graphics + GeForce MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2.2K 2240×1400
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Year On- site Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา พร้อมได้หน้าจอความละเอียดสูง ที่มากกว่า Full HD ส่งผลให้ Lenovo Notebook รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งอพลตฟอร์ม Intel EVO ที่น่าใช้งานสุดๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม กับความบางของตัวเครื่องเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น สำหรับหน้าจอสามารถกางได้เกือบๆ 180 องศาเลยทีเดียว

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบเพียง 5 ม.ม. ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา พร้อมสีสันสีเงิน Slate Grey ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ พร้อมให้ลุคทันสมัยแต่แฝงไว้ด้วยความเรียบหรูเป็นทางการ ภายในติดตั้งด้วยวัสดุและเทคโนโลยีที่ให้ความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานระดับมืออาชีพตัวจริงที่พกพาได้บางเบาอย่างตระกูล YOGA 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 8

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย ส่วนฝาหลังจะโดดเด่นด้วยการทำพื้นที่แบบ 2 โซน พร้อมโลโก้ YOGA ที่มุมซ้ายบนตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 40

นอกเหนือจากนี้ Lenovo Notebook รุ่นนี้ยังมีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนแบบ 2 ตัวแบบ Gaming Notebook ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ โดยดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมทั้งช่องคีย์บอร์ด ทำให้การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ในการใช้งานไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความร้อนภายใน ส่วนใต้ตัวเครื่องก็มาพร้อมงานประกอบเรียบร้อยมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo ระดับสูง เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วนด้วย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 43
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 38
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 53
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 18
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 25
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 61
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 37
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 35
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 45

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดนั้นตัวปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องพร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกดในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบตัวเครื่องทางขวาพร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 19

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ที่สำคัญยังมรในส่วนของฟีเจอร์ Intelligent Cooling ที่ปรับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หรือเราจะกดเลือกโหมดเองก็ได้ผ่านทางปุ่ม Fn + Q ประกอบไปด้วย Quiet, Balance และ Performance ตามการใช้งานของเรา ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีใน Lenovo Notebook เกือบทุกรุ่นด้วย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 21
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 24
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 23

Screen / Speaker

หน้าจอของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นแบบด้านขนาด 14″ ความละเอียด WQXGA ที่ 2240 x 1400 พิกเซล พาเนล IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ กว่า 97% เป็นหน้าจอแสดงผล ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่สมจริงอย่าง Dolby Vision และเทคโนโลยีภาพไดนามิกสูง (HDR) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความคมชัดและแสดงเม็ดสีแม่นยำ พร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆ เปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าและไมโครโฟน 2 ตัวที่ซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน พร้อมระบบ 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 10

อีกทั้งใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้ และที่ถึงแม้ขอบจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมไปอยู่บริเวณขอบจอด้านบนของหน้าจอได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนใบหน้า IR Camera ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 17
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 13
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 12

ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้สบายๆ เหมาะกับการใช้งานนอกสถานที่ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน ยิ่งได้เรื่องความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า Full HD ด้วย ยิ่งตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยม

s4 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมกลางและขวาบนของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับงช่องกลางและซ้ายแถวล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลง 15%ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว พร้อมค่าการคลาดสี (Delta-E) ที่เฉลี่ยต่ำกว่า 2 อีกด้ว 

s1 10
s2 10
s3 10

ด้านของลำโพงสเตอรีโอใช้เป็นแบรนด์คุณภาพอย่าง HARMAN ทำงานแบบ 2W x 2 พร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก พร้อมปรับแต่งได้ โดยถูกติดตั้งบริเวณด้านล่างซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 55
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 54
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 56

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Lenovo YOGA Slim 7i Pro นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีการกระชับพื้นที่มากๆ แต่ยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (รองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่น) พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร ที่ติดตั้งอยู่ทางด้านขวา โดดเด่นด้วยติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ที่เป็น Full Function ที่ประกอบไปด้วย USB 3.2 / DisplayPort / PD รองรับการชาร์จไฟในตัวอีกด้วย ซึ่งถ้าจะต่ออุปกณ์เพิ่มอย่าง HDMI / LAN ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมอย่าง USB-C Hub กันอีกที   

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 48

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอะแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งตัวอะแดปเตอร์เองก็ถือว่าจ่ายไฟได้มากกว่าปกติเพราะเป็นขนาด 95W จากการที่รุ่นนี้มีการ์ดจอแยก ซึ่งรวมๆ แล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันทีเดียว

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 50
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 47
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 70

Inside / Upgrade

การแกะฝาล่างของเครื่องนั้นสามารถทำได้ง่ายมากๆ จากการที่ฝาหลังเป็นโลหะทำให้ค่อนข้างแข็งแต่ยืดหยุ่นพอสมควร เอาจริงๆ คือขอแค่มีไขควงแบบหัวดาวขนาดพอดี ก็สามารถไขได้แล้ว ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกที่ละส่วนได้เลย แต่ก็ต้องทำแบบใจเย็น ซึ่งเมื่อเปิดถึงภายในเครื่องแล้วจะเห็นการวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ มีความดูดีเรียบร้อยกับงานประกอบภายนอกเลย นับว่าเป็นอีกมาตรฐานของ Lenovo ที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 72

เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมีพัดลม 2 ตัวเหมือนกับ Gaming Notebook พร้อมด้วย Heat Pipe จำนวน 2 เส้น วางพาดชิปประมวลผลและการ์ดจอ โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านหลังของตัวเครื่อง นอกจากนั้นแรมที่ติดตั้งมาขนาด 16GB จะเป็นแบบฝังบอร์ด ทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ภายหลังตามสไตล์โน๊ตบุ๊คบางเบา โดยจะเห็นถึง SSD M.2 NVMe PCIe จำนวน 1 สล็อตซึ่งก็ติดตั้งมาแล้ว ความจุ 1TB นอกจากนั้นเรายังเห็นถึงแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ จัดว่าเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นที่ตัวเครื่องเลยทีเดียว 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 73
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 74
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 75

Performance / Software  

Lenovo YOGA Slim 7i Pro สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.70 – 4.80 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266MHz ทำงานแบบ  Quad Channel ฝังเมนบอร์ดทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุด ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน แบบไร้อาการคอขวดเลยทีเดียว 

c1 9.   c2 9

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา กรณีที่เราเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในกลุ่มของการ์ดจออนชิปด้วยกัน อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) มาร่วมทำงานในส่วนของที่ทรัพยากรมากกว่า ที่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการ์ดจอ Gaming ระดับเริ่มต้นเลยทีเดียว 

g1 9.   g2 9

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH R15 / R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 7.   cine20 7

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ระดับความเร็วสูงสุดในตลาด แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 หรือ SSD M.2 NVMe PCIe แบบทั่วไป ในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3168 MB/s และเขียนที่ 3096 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับบนอย่างแท้จริง

ssd2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,541 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง i7-1165G7  ที่มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics + MX450 พร้อม AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

pc10 10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 2,602 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 50+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน3dmark 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่ดีทีเดียว เพราะเราปรับทุกเกมกราฟิกสุดทั้งหมด ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้น แม้จะไม่ลื่นไหลมากแต่ก็พอเล่นเกม แต่ถ้าให้ดีปรับกลางๆ ลงไปก็ทได้ เว้นแต่ในส่วนของ RE 3 เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 2GB ต้องบอกว่าเฟรมต่ำมากเล่นไม่ได้เลย

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทน่าพอใจ อย่างไรก็ตามอยากให้ลื่นกว่านี้ปรับลงมาที่กราฟิกกลางๆ ต่ำๆ ก็ได้ 

game test 2 1

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ IR Camera ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

van

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด ประมาณ 5,000 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานเกือบๆ 14 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบดู YouTube ผ่าน Wi-Fi ถือได้ว่าเป็น Intel EVO อีกรุ่นหนึ่งเลยที่มีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานในการใช้งานจริงก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ทั้งวันได้เลย ที่สำคัญมีเทคโนโลยีรองรับระบบชาร์จเร็ว (Rapid Charge) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ด้วยอแดปเตอร์ขนาด 95Watt

batt3 1

ผลการตรวจสอบอุณหภูมิขณะเครื่องทำงานปกติ มีเปิดโปรแกรมทำงานอยู่ด้วยบางส่วน โดยทดสอบเมื่ออยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส พบว่าความร้อนของ CPU จะอยู่ในช่วง 40 –  50 องศา ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติของโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ใช้ชิป Core i7 ส่วนถ้าเป็นอุณหภูมิหลังจากทดสอบงานประมวลผลหนักๆ แล้ว จะเห็นว่าอุณหภูมิสูงสุดของ CPU นั้นไปสูงสุดที่ 100 องศาเซลเซียส  และ GPU อยู่ที่ 85 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนที่แผ่ออกมานั้นก็ไม่ได้รบกวนการทำงานแต่อย่างใด รวมไปถึงถ้าไม่ใช้งานหนัก ตัวเครื่องเองก็ระบายความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็วดี

temp2 4

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ที่เป็นรุ่นระดับสูง ที่เป็นรุ่นรองในส่วนของ Lenovo YOGA Slim 9i เท่านั้น คือได้ความหรูหราที่น้อยได้ แต่ได้สเปกที่แรงยิ่งกว่า มาพร้อมความสมบูรณ์แบบพร้อมเปลี่ยนเป็นซีรีส์เป็น YOGA ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน สมกับเป็นหนึ่งใน Intel EVO ของ Lenovo ที่ทุกคนต่างให้ความนิยม ที่สำคัญคือความเชื่อใจในระดับการทำงานมืออาชีพ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro ก็ยังครบครันทั้งแง่ของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ทั้ง i5 / i7 ที่แรงลื่นด้วย AI และการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด ทำงานร่วมสเปกอื่นๆ ที่เป็นระดับบน แสดงผลผ่านหน้าจอ 14″ คุณภาพสูงพาเนล IPS ความละเอียด 2240 x 1400 พิกเซล มาพร้อมเทคโนโลยีที่สมจริงอย่าง Dolby Vision และเทคโนโลยีภาพไดนามิกสูง (HDR) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความคมชัดและแสดงเม็ดสีแม่นยำ พร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ที่ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ตอบโจทย์ทั้งการทำงานจริงจัง หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิง ตอบโจทย์ได้หมด

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

กับราคา 34,990 – 39,990 บาท ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชูเรื่องของนวัตกรรมของทาง Lenovo ในกลุ่มของ Notebook สายทำงานที่คุ้มค่าอีกหนึ่งรุ่น พร้อมกันนั้นยังได้ในส่วนของแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ตอกย้ำเรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมในทุกๆ ด้าน ซึ่งส่วนตัวเองก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้สัมผัสและรีวิวโน๊ตบุ๊คแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ครุ่นราคาใกล้เคียงกันกับหน้าจอ 14″ ที่บางเบาพอๆ กัน จะเห็นได้ว่า Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นรุ่นที่น่าซื้อมากกว่าจริงๆ ยังไงไว้ลองคิดเป็นตัวเลือกแรกๆ ดูนะครับ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเครื่องบางเบา ขนาดหน้าจอ 13.3″ ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro มีความโดดเด่นเรื่องความพรีเมียม รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน อีกทั้งความบางเบาคือจุดเด่น ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ บางแค่ 15.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.3 กิโลกรัม ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

NBS award 7 Design

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้าน Mobility ก็คือขนาดที่กะทัดรัด พร้อมตัวเครื่องที่มีความแข็งแรงทนทาน แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่รองรับทั้ง Wi-Fi 6 AX (2×2) รวมถึง Bluetooth 5 ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานเกือบ 14 ชั่วโมง แทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์กันเลยทีเดียว หรือจะชาร์จไฟกลับก็สามารถทำได้รวดเร็ว และรองรับ USB PD ด้วย 

NBS award 4 Mobility 

Best Performance

Lenovo YOGA Slim 7i Pro มีสเปคที่ครบครันและทรงพลังที่สุดรุ่นนึง ทั้งชิบประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics + MX450 ที่ทรงพลังมาก พร้อมแรมตัวเครื่องที่ให้มา 16GB และ SSD M.2 ความเร็วสูงสุด ความจุ 512GB / 1TB และให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วสูงรองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล รวมไปถึงหน้าจอ IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด 2240 x 1400 พิกเซล แสดงผลภาพดีมาก ทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็สมบูรณ์แบบ รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้

award new performance

 

from:https://notebookspec.com/web/591089-review-lenovo-yoga-slim-7i-pro-i7-mx450

รีวิว HUAWEI MateBook 14 สเปก Core i5-1135G7 + Iris Xe + RAM 16GB + SSD 512GB จอทัช 2K IPS 3:2 ราคา 34,990 บาท

HUAWEI MateBook 14 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ฟีเจอร์ล้ำรุ่นล่าสุดปี 2021 ที่ทาง HUAWEI ประเทศไทยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอ MateBook มาหลากหลายรุ่นแล้ว ที่เป็นพร้อมท้าชนกับรรดาเจ้าตลาดแบรนด์ต่างๆ แน่นอนว่าสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะมีตัวเลือกที่มากขึ้น กับการที่ได้สเปกใหม่ๆ โดดเด่นด้วยการใช้งานร่วมกับมือถือ HUAWEI

ด้วยประสิทธิภาพชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ตัวแรงมี AI ช่วยทำงาน อย่าง Core i5-1135G7 ได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด Iris Xe Graphics อีกได้จัดเต็มแรมมาขนาด 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่ารองรับการทำงานได้เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เป็นรุ่นใกล้เคียงกัน ได้ประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐานของ HUAWEI

HUAWEI MateBook 14

โดย HUAWEI MateBook 14 มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยงามพรีเมียม ซึ่งเป็นหน้าจอขนาด 14″ รองรับความละเอียดที่ระดับ 2160 x 1440 พิกเซล ที่มีอัตราส่วน 3:2 น้ำหนักเบาที่ 1.49 กิโลกรัม มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร ราคา 34,990 บาท เหนือชั้นกว่าที่ได้หน้าจอเป็นทัชสกรีนด้วย ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ HUAWEI Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และแชร์จอมือถือไปยังหน้าจอโน๊ตบุ๊คได้อีกด้วย

VDO Review

NBS Verdict

HUAWEI MateBook 14 อีกหนึ่ง Intel Notebook ปี 2021 จากแบรนด์ HUAWEI ประสิทธิภาพทรงพลังด้วยชิปประมวลผล Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่มี AI ช่วยทำงานในบางโปรแกรมอย่างที่ไม่มีในรุ่นก่อนๆ ได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด Iris Xe Graphics รองรับทั้งงาน 2 มิติ 3 มิติ  โดยบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และเบาที่ 1.49 กิโลกรัม

ทำงานร่วมกับพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว Shark Fin แบบคู่ ช่องระบายความร้อน 2 ทาง เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งของตลาดโน๊ตบุ๊คประเทศไทยเลยก็ว่าได้ นั่นหมายถึงความจริงจังเข้าไปอีกกับการที่นำเสนอ HUAWEI MateBook อีก 1 รุ่นที่แตกต่างไม่เหมือนใครทั้งตัวสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ จากหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์สายมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ 

HUAWEI MateBook 14

เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดมาจาก MateBook รุ่นก่อนๆ ที่แตกต่างไม่เหมือนใครทั้งตัวสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ จากหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์สายมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ หน้าจอขอบบางเฉียบ FullView Display 14″ พาเนล IPS เกรดสูง สัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล ทัชสกรีนได้ เหมาะสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานพื้นฐาน เช่นเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงสายงาน Content Creator ต่างๆ น่าจะชื่นชอบกัน

ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ อย่างสเปกฮาร์ดแวร์ภายในก็ได้เป็นหน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 ความจุ 512GB ก็จัดได้ว่าทรงประสิทธิภาพต่อใช้งานพื้นฐานหรือหนักๆ ได้ลื่นไหลแน่นอนกว่ารุ่นโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ ที่ช่วงราคาใกล้เคียงกันแน่นอน รวมไปถึงมีฟีเจอร์พิเศษอย่างที่ Intel Notebook อื่นๆ เค้ามีกัน อย่างแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน (ความร้อนอาจจะสูงหน่อย แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้) 

HUAWEI MateBook 14

เชื่อว่าแฟนๆ HUAWEI น่าจะสนใจกันอยู่ไม่น้อย เหมาะกับคนที่ใช้งานมือถือ HUAWEI อยู่แล้ว เพื่อใช้งานทั่วไปร่วมกันผ่านทาง HUAWEI Share 3.0 ช่วยเรื่องของแชร์ไฟล์และแชร์หน้าจอได้อย่างเต็มรูปแบบ ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ก็มีจุดเด่นที่น่าใช้งานมากๆ อย่างไรก็ตามน่าเสียดายในส่วนของพอร์ต USB-C ที่ติดตั้งให้มานั้นยังไม่ได้เป็นมาตรฐาน Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุด และแรมไม่สามารถเพิ่มได้แล้ว

ซึ่งนอกจาก HUAWEI Share 3.0 แล้ว ยังได้พอร์ตชาร์จไฟและอแดปเตอร์ 65W SuperCharge ก็ให้มาเป็น USB-C ที่สะดวกสบาย ตัวเครื่องพรีเมียมวัสดุดีเยี่ยม งานประกอบแน่นๆ มีระบบสแกนลายนิ้วมือ และกล้องเว็บแคมแบบซ่อน รวมไปถึงมีรุ่นอื่นๆ อย่าง HUAWEI MateBook D14 / D15 ให้ลือกซื้อด้วย อันนี้เพื่อนๆ ก็ต้องลองเลือกตามลักษณะความต้องการหรือการใช้งานจริงๆ ของแต่ละคนกันไป 

ข้อดี HUAWEI MateBook 14

  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงามและหรูหรา พื้นผิวเป็นรอยนิ้วมือยาก ผ่านการชุบอโนไดซ์
  • แข็งแรงทนทานสวยงาม ด้วยงานประกอบอลูมิเนียมแบบ Unibody ผ่านกระบวนการ CNC
  • ขอบจอบางเฉียบ ตัวเครื่องบางเบา เพียง 1.49 กิโลกรัม บาง 15.9 มิลลิเมตร
  • ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 ประสิทธิภาพทรงพลัง มี AI ในตัว
  • ได้แรมขนาด 16GB DD4 Bus 3200MHz ที่ใช้งานได้ทันที เพียงพอต่อทุกๆ การใช้งาน
  • มาพร้อมที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงลื่นพอตัว
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ 2K ที่ 2160 x 1440 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง (R7 ทัชสกรีนได้)
  • กล้องเว็บแคมแบบ Pop Up (Recessed Camera) ซ่อนเอาไว้ระหว่างปุ่ม F6 – F7 ดูแปลกตา
  • มีพอร์ต USB 3.2 Type-C ที่รองรับการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่อง ทำให้สะดวกเวลาใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ 
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไฟด้วย USB PD
  • อแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C มีขนาดเล็ก นำไปใช้กับมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้หมด
  • ติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ที่ช่วยในเรื่องของความสะดวกและปลอดภัย
  • ซอฟต์แวร์ PC Manager / Huawei Share ใช้งานได้ดีเยียมมากๆ ทั้งแชร์ไฟล์และหน้าจอ

ข้อสังเกต HUAWEI MateBook 14

  • ไม่สามารถอัพเกรดแรมได้ เพราะของเดิมเป็นแบบฝังบอร์ดมา
  • ส่วนเชื่อมต่อกับมือถือรองรับเฉพาะแบรนด์ Huawei เท่านั้น
  • แม้ระบบระบายความร้อนจะดีแล้ว แต่ยังอาจจะสูงหน่อย แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ 
  • แม้ชิปประมวลผลจะแรงมากๆ แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับเล่นเกมหนักๆ เพราะไม่มีการ์ดจอแยก

Specification

สเปกภายในของตัว Huawei MateBook 14 ปี 2021 รุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมี 1 สเปกในตอนนี้ ประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ราคา 30,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphics  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

HUAWEI MateBook 14

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานพื้นฐานหรืองานหนักๆ แน่นอน สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็นความเร็วสูงแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB  มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ขอบหน้าจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้านแบบ FullView Display ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้าง ขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100%

ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.0 รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ ที่สำคัญมีการติดตั้งช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei 

HUAWEI MateBook 14

โดย HUAWEI MateBook 14 ราคาอยู่ที่ 34,990 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นสั่งจองตั้งแต่วันนี้ รับฟรีของแถมสุดพิเศษ HUAWEI Display และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 5,989 บาท ที่ Huawei Experience Store และ Huawei Online Store ที่ https://shop.huawei.com/th และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2564 นี้ 

นอกจากนี้ยังมี HUAWEI MateBook D14 และ HUAWEI MateBook D15 โน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมขุมพลังใหม่ ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ และดีไซน์สุดโดดเด่น กับสเปก Intel Core i Gen 11 และ Intel Core i Gen 10 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 23,990 บาทเท่านั้น พร้อมได้ของแถมอาทิ MediaPad T8 และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 4,380 บาทด้วย

HUAWEI MateBook 14 ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bud 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2K 2160 x 1440 พิกเซ
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

Hardware / Design

รื่องการออกแบบดีไซน์ของ HUAWEI MateBook 14 โดดเด่นด้วยหน้าจอมีขอบบางสุดๆ ทั้ง 4 ด้าน จากเทคโนโลยี  FullView Display คิดเป็นพื้นที่ 90% ของสัดส่วนหน้าจอทั้งหมด ที่เป็นขนาดหน้าจอขนาด 14″ สัดส่วนแบบ 3:2 ที่ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล (2K) ส่วนการใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือที่ปุ่ม Power มุมขวาบนเลย

ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น น้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.49 กิโลกรัม ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยการใช้เพชรเจียระไนในแต่ละมุมเพื่อส่งมอบงานออกแบบระดับพรีเมียมที่ล้ำสมัย ให้ความลงตัวแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คสายบางเบาในตลาดทั้งหมดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ 

HUAWEI MateBook 14

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่อง HUAWEI MateBook 14 เลือกใช้เป็นอลูมิเมียมอัลลอยด์ ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น ทั้งจากที่ดูด้วยตาเปล่าและการสัมผัส จากขั้นตอนขั้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC

พร้อมพื้นผิวเป็นแบบลื่นไหลเรียบสุดๆ ด้วยวิธีการอโนไดซ์หลายขั้นตอน ทำให้ได้สัมผัสความเนียนอย่างที่สุด และเป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ที่สำคัญตัวเครื่องรอบๆ ได้มีการทำตัดขอบแบบ Daimond Cut บอกได้ถึงงานดีไซน์ที่ยกให้เป็นระดับโน๊ตบุ๊คพรีเมียมอย่างแต่มาในราคาที่แสนจะคุ้มค่า เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ สเปกภายใน และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ได้

HUAWEI MateBook 14

พร้อมกันนั้นยังแตกแต่งด้วยการเลือกที่จะติตตั้งไมโครโฟน 4 ตัวด้วยกันบริเวณขอบตัวเครื่องด้านหน้า ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยสีสัน Space Grey (สเปซเกรย์) ​หรือสีเทาด้าน ยิ่งเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก อีกทั้งฝาหลังเองก็มีแต่โลโก้ Huawei เท่านั้น คาดว่าคนที่ชอบความน้อยแต่มากต้องถูกใจกันแน่นอน

ส่วนภายในใต้หน้าจอด้านก็จะพบกับโลโก้ Huawei ที่เป็นตัวอักษรเท่านั้นเอง เรียกได้ว่ามีความเรียบหรูตามสไตล์ของ Huawei ไม่ต่างจากมือถือเรือธงระดับอย่าง Huawei P40 Pro เลยล่ะ ยิ่งใช้คู่กันยิ่งดูลงตัวเข้าไปอีก ซึ่งในรีวิวนี้เราก็ใช้ Huawei P40 Pro ในการร่วมทดสอบใช้งาน Huawei Share 3.0 ด้วย

HUAWEI MateBook 14

มิติโดยรวมของตัวเครื่องมีความเล็กกระทัดรัดพอๆ กับโน๊ตบุ๊คที่มีหน้าจอ 14″ รุ่นอื่นๆ เรียกได้ว่าตอบสนองในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คเจ้าตลาดหลายๆ รุ่น โดยสามารถกางหน้าจอได้กว้างสุดที่ประมาณ 145 องศา

สำหรับช่องระบายความร้อนถูกซ่อนอยู่ใต้หน้าจอบริเวณบานพับ โดยเป็นการใช้งานพัดลมระบาย 2 ตัว Shark Fin 2.0 ที่ออกแบบมาใหม่ ช่วยนำพาความร้อนชิปประมวลผลให้เย็นลงได้อย่างรวดเร็วและเงียบกว่าที่เคย ซึ่งการใช้งานโดยรวมถือว่าเอาอยู่ ที่มีช่องดูดลมเย็นด้านล่างตัวเครื่องทำหน้าที่ร่วมกันเป็นอย่างดี 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 32
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 30
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 39
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 50
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 62
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 64

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้เป็นแบบ Chiclet Keyboard สีดำตัดกับตัวเครื่อง ซึ่งมาพร้อมไฟ Backlit สีขาวให้ความรู้สึกหรูหรา ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างดี พิมพ์ได้ดีมากๆ ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว ที่สำคัญคือมาพร้อมแป้นคีย์บอร์ดภาษาไทย ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบน พร้อมปุ่มสแกนลายนิ้วมือในตัวเดียว ส่งผลให้ทั้งง่ายและรวดเร็วพร้อมดีไซน์เป็นหนึ่งเดียวกัน

HUAWEI MateBook 14

ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ผิวมีลักษณะเป็นกระจก ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็อาจจะมีความแข็งพอดีๆ การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดี ให้สัมผัสที่ลื่นไหล ตอบสนองการทำงานได้ทันใจ อีกทั้งในการเชื่อมต่อกับมือถือ HUAWEI ก็สามารถแต่ตรงทัชแพดได้ด้วย ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 Home ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 29
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 25
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 31

Screen / Speaker

Huawei MateBook 14 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ มีขอบที่บางที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด กว่า 90% เป็นพื้นที่แสดงผล ได้ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล  พร้อมรองรับการทัชกรีนได้ด้วยนิ้ว 10 นิ้วพร้อมๆ กัน โดยให้ความเรียบเนียนตากว่าความละเอียด Full HD อย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนแปลกตาที่ 3:2 แต่ได้พื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ซึ่งน้อยโน๊ตบุ๊คนักที่จะใส่สัดส่วนหน้าจอแบบนี้

และด้วยพาเนลระดับ IPS เกรดสูงให้มุมมองกว้างถึง 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน สีสันสวยงาม โดยเป็นแบบกระจกที่มีความสดใสกว่าจอแบบด้าน แต่มีข้อสังเกตก็คือแสงสะท้อนเล็กน้อย ต้องปรับดีๆ ให้เรื่องของมุมมองและองศาของจอเวลานำไปใช้งานนอกสถานที่ที่มีแสงเยอะๆ

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 27

ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจมาก เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คจอ 14″ ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องของสัดสวนและความละเอียด ให้สีที่สวยที่สุด สมจริงที่สุด พร้อมความเรียบเนียนตาแบบหาได้ยาก แน่นอนว่าจากการที่เป็น FullView Display ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีพื้นที่ติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบเดิมๆ ส่งผลให้ต้องย้ายไปไว้ที่ระหว่างปุ่ม F6 – F7 แทน แบบ Pop Up ที่ความละเอียด 1 ล้านพิกเซล มุมมองใช้จริงๆ ถือว่าใช้ได้อยู่ ไม่ได้เสยจนใช้งานลำบาก

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 118
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 117
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 141

ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับพอใช้ทั่วไป เช่นเอาไปทำงานเอกสารหรือดูหนังฟังเพลง ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน แต่ถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกระดับมืออาชีพหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงแล้วอันนี้ก็ถือใช้งานได้สบายๆ หายห่วงเลย

s1 9
s2 9
s3 9

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องขวากลางเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวล่างตรงกลาง รวมไปถึงช่องซ้ายกลางทั้งหมดจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ระดับ 13% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ในส่วนของลำโพงติดตั้งมาเป็นแบบ 2 ตัว พร้อมระบบเสียง Surround-sound effect โดยลำโพง 2 ตัวติดตั้งไว้ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป พร้อมความสามารถจำลองมิติทิศทางของเสียงดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 49
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 46
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 48

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับตามมาตรฐาน เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต และช่องต่อหูฟังกับไมค์ขนาดแบบคอมโบขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร รวมไปถึงมี USB 3.2 Type-C อีก 1 พอร์ต ที่รองรับการชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์ในตัวเดียว 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 40

นอกจากนี้ยังมีส่วนของพอร์ต HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกอย่างมอนิเตอร์หรือว่าสมาร์ททีวี ซึ่งสำหรับการใช้งานพื้นฐานเพียงพอแน่นอน  ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จที่เป็น USB-C ที่จ่ายไฟสูงสุด 65Watt เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ นิ้วทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ขนาดมิติโดยรวมอยู่ที่ 307.5 x 223.8 x 15.9 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.49 กิโลกรัม

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 159

และเมื่อรวมกับตัวอะแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักราวๆ 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักเบามาก ซึ่งแน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมไปถึงโดดเด่นด้วยสายชาร์จเป็น USB-C to USB-C ทำให้เรานำไปชาร์จมือถือหรือ Gadget ที่เป็น USB-C ทั้งหมดในอะแดปเตอร์เดียว ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเหนือชั่นกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในตลาดช่วงราคาที่ใกล้ๆ กัน

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 41
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 44
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 154

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนา ต้องใช้ฝีมือและทักษะประมาณนึง ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว (น๊อตหัวแบบดาว) ต้องใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากหลังมาหน้า ควรทำอย่างใจเย็น และขอบฝาด้านล่างตรงแกนฝาพับค่อนข้างคมระวังบาดนิ้วมือกันด้วย

โดยเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ อย่างชัดเจนตามรูปเลย เห็นได้ว่ามีความเรียบร้อยเป็นอย่างดี ในส่วนที่สามารถทำการอัพเกรดได้จะมีเพียง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ติดตั้งมาให้แล้วเท่านั้น ถ้าอยากจะอัพเกรดเพื่อความจุ ก็ต้องถอดของเดิมก่อน ส่วนแรมดูจากภาพแล้วคาดว่าเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนหรืออัพเกรดใดๆ ได้ 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 162

แต่จริงๆ แล้ว 16GB น่าจะเพียงพอแล้วกับการใช้งานทุกๆ อย่างที่สัมพันธ์กับสเปกอื่นๆ สำหรับเรื่องการจัดการความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 2 เส้น วางพาดยาวไล่ผ่านชิปประมวลผล ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 2 ตัว เป่าลมร้อนออก 2 ช่องทางผ่านบานพับ เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คดีไซน์บางเบาหน้าจอ 14″ บางเบาทั่วไป จากการที่ชิปประมวลผลแรงลื่นกว่า ที่ดูแล้วน่าจะเพียงพอต่อการระบายความร้อนแล้ว

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 163
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 164
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 165

Performance / Software

เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด (Dual Channel) เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 8.   c2 8

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 8.   g2 8

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 6.   cine20 6

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ความเร็วสูงจาก WD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูง แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3401 MB/s และเขียนที่ 2702 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจมากๆ

ssd 9

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,613 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 9

ทดสอบเกมได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ บนความละเอียด Full HD เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่มีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ดีที่สุดในตลาดนั่นเอง 

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 35 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 25 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 35 รวมไปถึงเกมกินสเปกอย่าง PUBG เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว

game test 8

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ MateBook ทุกๆ รุ่นก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง PC Manager โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับมือถือเพื่อนโอนไฟล์ไปมาก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย แต่ก็รองรับเฉพาะมือถือ HUAWEI เท่านั้น (ในตอนนี้)

huawei

การแชร์ไฟล์แบบอัจฉริยะด้วย HUAWEI Share ส่งวิดีโอและรูปภาพจากสมาร์ทโฟนเข้า PC รวมไปถึง Screen Mirror โดยเชื่อมต่อผ่าน NFC / Wi-Fi Direct ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าง่ายมากๆ มาพร้อมความสามารถในกาอัพโหลดรูปภาพ 500 รูป ใน 1 นาที และวิดีโอขนาด 1 GB ใน 35 วินาที ถ้ารูปของเรามีข้อความ MateBook จะแยกข้อความออกมาจากรูปเพื่อให้คุณแก้ไขได้ง่ายๆ ส่วนการ Screen Mirror ก็ช่วยให้เราไม่ต้องจับมือถือไปมา แต่สามารถสั่งการผ่านทางโน๊ตบุ๊คได้เลย เช่นตอบ Line หรือเปิดแอปพลิเคชั่นในมือถือเป็นต้น

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 68

ซึ่งคุณสมบัตินี้รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟน HUAWEI ที่มีคุณสมบัติ NFC ร่วมกับระบบปฏิบัติการ EMUI เวอร์ชั่นใหม ในการีวิวครั้งนี้เราใช้ HUAWEI P40 Pro ทำงานร่วมกับ HUAWEI MateBook 14 ถือได้ว่าน่าประทับใจทีเดียว เรียกได้ว่าคนที่ใช้มือถือ HUAWEI อยู่แล้ว จะซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ซักเครื่องไว้เน้นใช้งานทั่วไป ก็ต้องโดนใจกับฟีเจอร์นี้แบบจังๆ ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเยอะทีเดียว ส่วนการใช้งานก็ไม่ต้องเป็นห่วง ทาง HUAWEI ได้เตรียมคู่มือแบบวีดีโอไว้แล้ว 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 74
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 73
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 76

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 5000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 12 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง

batt 5

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผลมีความร้อนสูงสุดคือ 96 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบาง อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้น่าพอใจเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้

hwm

โดยการใช้งานปกติทั่วไปสามารถจัดการระบบระบายความร้อนออกมาอย่างน่าประทับใจ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนและการจัดการจาก Huawei ที่ดีกับมาตรฐานตัวเครื่องที่บางเบาทำให้การใช้งานจริงๆ ยาวนานต่อเนื่องอย่าง เล่นเน็ต พิมพ์งาน ดูหนังฟังเพลง โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนื่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook 

Conclusion / Award

HUAWEI MateBook 14 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สเปก Intel Core i Gen 11 ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพความแรงมากๆ อีกทั้งยังได้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาพร้อมฟีเจอร์ ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11  ส่วนสเปกอื่นๆ อย่างแรมและที่เก็บข้อมูลก็จัดเต็ม หน้าจอก็ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งกว่า พร้อมด้วยฟีเจอร์มากมายแบบที่หาได้ยากในรุ่นอื่นๆ อาทิ ที่ จอ 2K อะแดปเตอร์ชาร์จ  หรือ HUAWEI Share จัดว่าน่าสนใจไม่น้อย รวมถึงเมื่อรวมกับของแถมมูลค่ากว่า 5,898 บาท ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจไปอีก

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 99

โดยมีช่องเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB 3.2 Type-A, USB 3.2 Type-C, ช่องต่อหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต HDMI ซึ่ง USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย  แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ อย่างมือถือ Huawei เองได้ด้วย ที่สำคัญยังได้ การใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือ Fingerprint ซึ่งเป็นปุ่ม Power ในปุ่มเดียว ที่เปิดปุ๊มสแกนปั๊บในครั้งเดียว โดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นทีเดียว ตรงนี้ก็ยอมรับว่าทำได้ดีประทับใจมากๆ ยิ่งถ้าใครใช้มือถือ HUAWEI อยู่แล้ว น่าจะถูกใจกับฟีเจอร์ HUAWEI Share อย่างที่สุดอีกด้วย 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 103

โดยให้ประสิทธิภาพการทำงานที่พอใช้งานทั่วๆ ไป หรือจะใช้งานหนักๆ อย่างประมวลผลไฟล์ รวมถึงตัดต่อวีดีโอจริงๆ ก็ทำได้เยี่ยม กับความบางและน้ำหนักที่เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ รวมไปถึงยังประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก แบตเตอรี่ก็ยาวนานที่ประมาณ 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการมองหาโน๊ตบุ๊คไว้ใช้งานนอกบ้าน กับราคา 34,990 บาท แม้ต้องยอมรับว่า HUAWEI ไม่ใช่แบรนด์โน๊ตบุ๊คที่มีส่วนแบ่งในไทยเยอะ แต่มาในทิศทางนี้สำหรับคนที่ไม่ติดแบรนด์เดิมๆ ก็น่าซื้อมาใช้งานกัน 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 90

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ต บุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ด้วยกัน ซึ่ง HUAWEI MateBook 14 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ในกลุ่มโน๊ตบุ๊คที่รองรับการทำงานรอบด้านและมาพร้อมหน้าจอ 14″ ที่ให้วัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์ พร้อมกับบวนการ CNC และอโนไดซ์หลายขั้นตอน อีกทั้งมีดีไซน์ที่ทันสมัยสุดๆ แน่นอนว่าทำได้น่าประทับใจเสมอมาสำหรับ HUAWEI MateBook รุ่นนี้ทำมาจากวัสดุโลหะตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมพื้นผิวแบบเรียบเนียน งานประกอบก็มีความเรียบร้อยแบบสุดๆ แถมยังบางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.49 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องเพียงที่ 15.9 ม.ม. จากแบตเตอรี่ที่นำไปไว้ในตัวเครื่อง

NBS award 7 Design

Best Performance

ประสิทธิภาพโดยรวมของ AHUAWEI MateBook รุ่นนี้ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานและความบันเทิงกับราคา 34,990 บาท ที่มาพร้อมสเปกใหม่อย่าง Intel Core i Gen 11 การ์ดจอออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนที่มีการ์ดจอแยกเสียอีก รวมถึงมีแรม 16GB และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มีสแกนลายนิ้วมือ โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมงก็ถือว่าใช้งานได้มากแล้ว ชาร์จผ่านอะแดปเตอร์ USB PD ที่จ่ายไฟ 65W ที่ชาร์จไฟได้หลายอุปกรณ์

award new performance 

 

from:https://notebookspec.com/web/590825-review-huawei-matebook-14-2021-i5-1135g

แนะนำ HUAWEI MateBook รุ่นใหม่ 2021 สเปก Intel Core i หน้าจอ 14″ / 15.6″ ฟีเจอร์ล้ำ ราคาเริ่ม 23,990 บาท ของแถมจัดเต็ม

HUAWEI MateBook รุ่นใหม่ปี 2021 จัดเต็มเดินหน้ารุกตลาดโน๊ตบุ๊คในไทย ยกระดับประสบการณ์การใช้งานพร้อมนวัตกรรมล้ำยุคขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว รุ่นต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย MateBook 14 ซึ่งล้ำหน้า FullView Display คมชัด 2K ที่มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รวมถึง MateBook D15 และ MateBook D14  โน๊ตบุ๊คเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ในราคาเริ่มต้นที่ 23,990 บาท พร้อมมีของแถมมากมาย

HUAWEI MateBook

HUAWEI MateBook ปี 2021 มาพร้อมกับ HUAWEI Share 3.0 มิติใหม่ของการส่งข้อมูลแบบไร้รอยต่อ ที่สามารถทำให้การแชร์หน้าจอสมาร์ทโฟนมีความไร้ขีดจำกัดมากยิ่งขึ้น เพราะมีการเพิ่มศักยภาพการทำงาน ให้แสดงหน้าจอสมาร์ทโฟนบนโน๊ตบุ๊คได้มากกว่าหนึ่งแอปพลิเคชัน โดยสามารถเปิดดูหน้าจอสมาร์ทโฟนได้พร้อมกันถึง 3 หน้าจอบนโน๊ตบุ๊ค

HUAWEI MateBook

ซึ่งโดยเฉพาะบน MateBook 14 ที่มีระบบ Multi-touch screen จะมาพร้อมวิธีการสัมผัสรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ 3 นิ้วลากลงเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ หรือลากข้อมูลจากสมาร์ทโฟนลงมาเซฟในตัวเครื่อง ก็สามารถแชร์ไฟล์ รูปภาพ วิดีโอและข้อมูล ให้สามารถเข้าถึงและแก้ไขไฟล์ต่างๆ บนสมาร์ทดีไวซ์ที่ถนัดได้อย่างสะดวกสบาย

HUAWEI MateBook

ที่สำคัญคือไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะมีปุ่มเปิดปิดที่มาพร้อมระบบอ่านลายนิ้วมือ “Fingerprint Power Button” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานโน๊ตบุ๊คได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์รหัสปลดล็อคเครื่องให้เสียเวลา ปิดท้ายด้วยกล้องหน้าที่แตกต่างแบบ Recessed Camera ทำงาน Pop up ปกป้องความเป็นส่วนตัวอีกด้วย ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

HUAWEI MateBook ปี 2021 รุ่นต่าง ๆ สเปก Core i Gen 10/ Gen 11

  1. HUAWEI MateBook D15 : i5-10210U ราคา 23,990 บาท
  2. HUAWEI MateBook D14 : i5-10210U ราคา 24,990 บาท
  3. HUAWEI MateBook D15 : i5-1135G7 ราคา 27,990 บาท
  4. HUAWEI MateBook 14 : i5-1135G7 ราคา 34,990 บาท

MateBook D15 : i5-10210U / i5-1135G7 ราคา 23,990 / 27,990 บาท

MateBook D15 ก็เน้นความเรียบง่าย ด้วยวัสดุอลูมิเนียมที่ดูดีเกินราคากับสีสันเป็นสีเงินดูสวยงามลงตัว โดยมีความบางเฉียบของตัวเครื่องที่ 16.9 มม. น้ำหนักเบา เน้นพกพาใช้งานสะดวก อีกทั้งได้เรื่องของขอบหน้าจอแบบเฉียบ FullView screen ทั้งให้เล็กกระทัดรัด ซึ่งมีสัดส่วนจออยู่ที่ 86% กล้องเว็บแคมไปยังติดตั้งแบบ Pop Up ที่ชุดคีย์บอร์ด และยังมีระบบ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเพื่อใช้งานได้ปลอดภัย ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ Huawei Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และขึ้นหน้าจอยังได้อีกด้วย

สเปกของ Huawei MateBook D15 จะมีอยู่ 2 สเปก โดยเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U (4C/8T : 1.6 – 4.2GHz) หรือ Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz) ที่โดดเด่นด้วยการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics รองรับการเล่นเกมออนไลน์พอได้ แรมให้มาขนาด 16GB DDR4 ที่ลื่นไหลกับการเปิดหลายๆ โปรแกรม สำหรับที่เก็บข้อมูลให้มาเป็น SSD ความเร็วสูงแบบ NVMe M.2 ความจุ 512GB ที่เพียงพอกับทุกๆ การใช้งาน 

HUAWEI MateBook

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบหน้าจอบางเฉียบ ส่งผลให้ต้องติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ระหว่างปุ่ม F6 – F7 ลักษณะการใช้งานเป็นแบบ Pop-up และมีไมค์ดิจิตอลติดตั้งอยู่ขอบตัวเครื่องด้านหน้า ส่วนพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 1 ช่อง, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ

และยังมี USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย พร้อมอแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 160 กรัมเท่านั้น แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คช่วงราคาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 AX กับ Bluetooth 5.1 และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.56 กิโลกรัม พร้อมการรับประกัน 2 ปีตามมาตรฐานของ Huawei สนนราคาที่ 23,990 – 27,990 บาท

HUAWEI MateBook

HUAWEI MateBook D15 ราคา 23,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10210U (4C/8T : 1.6 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel UHD 620 Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2666 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD 1920 x 1080 พิกเซล
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

HUAWEI MateBook D15 ราคา 27,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ 2K 2160 x 1440 พิกเซ
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

MateBook D14 : i5-10210U ราคา 24,990 บาท

MateBook D14 มีอยู่สเปกเดียว คือใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U ความเร็ว 1.60 GHz ที่สามารถเร่งการทำงานไปได้ถึง 4.20 GHz โดยเป็นชิปประหยัดพลังงานพิเศษ แบบ 4 คอร์ 8 เทรด ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 10 (Comet Lake) ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 14″ ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบหน้าจอบางเฉียบ ส่งผลให้ต้องติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ระหว่างปุ่ม F6 – F7 ลักษณะการใช้งานเป็นแบบ Pop-up และมีไมค์ดิจิตอลติดตั้งอยู่ขอบตัวเครื่องด้านหน้า ส่วนพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 1 ช่อง, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ

HUAWEI MateBook

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่องของ MateBook D14 เลือกใช้เป็นอลูมิเมียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่อง โดดเด่นด้วยหน้าจอมีขอบบางสุดๆ ที่ 5.3 มิลลิเมตร คิดเป็นพื้นที่ 87% ของสัดส่วนหน้าจอทั้งหมด ที่เป็นขนาดหน้าจอขนาด 14″ ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ FullView screen สัดส่วนแบบ 16:9 ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น น้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.38 กิโลกรัม 

และยังมี USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย พร้อมอแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 160 กรัมเท่านั้น แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คช่วงราคาเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมี Windows Hello ที่ใช้งานผ่าน Fingerprint ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 AX กับ Bluetooth 5.1 พร้อมการรับประกัน 2 ปีตามมาตรฐานของ HUAWEI สนนราคาที่ 24,990 บาท

HUAWEI MateBook

HUAWEI MateBook D14 ราคา 24,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10210U (4C/8T : 1.6 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel UHD 620 Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2666 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD 1920 x 1080 พิกเซล
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

MateBook 14 : i5-1135G7 ราคา 34,990 บาท

MateBook 14 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ฟีเจอร์ล้ำรุ่นล่าสุดปี 2021 ซึ่งจัดว่าเป็นรุ่นท็อปสุดในตอนนี้ จากที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอ MateBook มาหลากหลายรุ่นแล้ว พร้อมท้าชนกับรรดาเจ้าตลาดแบรนด์ต่างๆ แน่นอนว่าสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะมีตัวเลือกที่มากขึ้น กับการที่ได้สเปกใหม่ๆ โดดเด่นด้วยการใช้งานร่วมกับมือถือ HUAWEI อย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยประสิทธิภาพชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ตัวแรงมี AI ช่วยทำงาน อย่าง Core i5-1135G7 ได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด Iris Xe Graphics อีกได้จัดเต็มแรมมาขนาด 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่ารองรับการทำงานได้เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เป็นรุ่นใกล้เคียงกัน 

HUAWEI MateBook

โดย MateBook 14 มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยงามพรีเมียม ซึ่งเป็นหน้าจอขนาด 14″ รองรับความละเอียดที่ระดับ 2160 x 1440 พิกเซล ที่มีอัตราส่วน 3:2 น้ำหนักเบาที่ 1.49 กิโลกรัม มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร ราคา 34,990 บาท เหนือชั้นกว่าที่ได้หน้าจอเป็นทัชสกรีนด้วย ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ HUAWEI Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และแชร์จอมือถือไปยังหน้าจอโน๊ตบุ๊คได้อีกด้วย

พร้อมกันนั้นยังแตกแต่งด้วยการเลือกที่จะติตตั้งไมโครโฟน 4 ตัวด้วยกันบริเวณขอบตัวเครื่องด้านหน้า ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยสีสัน Space Grey (สเปซเกรย์) ​หรือสีเทาด้าน ยิ่งเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.1 รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ ที่สำคัญมีการติดตั้งสแกนลายนิ้วมือช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei 

HUAWEI MateBook

HUAWEI MateBook 14 ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ 2K 2160 x 1440 พิกเซล
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

สรุปปิดท้ายสำหรับคนที่สนใจสามารถ พรีออเดอร์ได้แล้ว พร้อมโปรโมชั่นของแถมจัดเต็ม ซึ่งเลือกซื้อได้ตามงบประมาณได้เลย แม้ต้องยอมรับว่า HUAWEI ไม่ใช่แบรนด์โน๊ตบุ๊คที่มีส่วนแบ่งในไทยเยอะ แต่มาในทิศทางนี้สำหรับคนที่ไม่ติดแบรนด์เดิมๆ ก็น่าซื้อมาใช้งานกัน เพราะฟีเจอร์หลายๆ อย่างก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ยิ่งถ้าใครใช้งานสมาร์ทโฟน HUAWEI อยู่แล้ว ก็จะสามารถใช้งาน MateBook ได้เข้ากันเป็นอย่างดีอีกด้วย

โดย MateBook 14 ราคาอยู่ที่ 34,990 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นสั่งจองตั้งแต่วันนี้ รับฟรีของแถมสุดพิเศษ HUAWEI Display และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 5,989 บาท ที่ Huawei Experience Store และ Huawei Online Store ที่ https://shop.huawei.com/th และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2564 นี้ 

HUAWEI MateBook

นอกจากนี้ยังมี MateBook D14 และ  MateBook D15 โน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมขุมพลังใหม่ ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ และดีไซน์สุดโดดเด่น กับสเปก Intel Core i Gen 11 และ Intel Core i Gen 10 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 23,990 บาทเท่านั้น พร้อมได้ของแถมอาทิ MediaPad T8 และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 4,380 บาทด้วย

HUAWEI MateBook

ตารางสเปก HUAWEI MateBook ปี 2021

MateBook CPU GPU RAM SSD Display Price
D15 i5-10210U UHD 620 16GB 512GB 15.6″ FHD 23,990
D14 i5-10210U UHD 620 16GB 512GB 14″ FHD 24,990
D15 i5-1135G7 Iris Xe 16GB 512GB 15.6″ FHD 27,990
14 i5-1135G7 Iris Xe 16GB 512GB 14″ 2K Touch 34,990

from:https://notebookspec.com/web/592325-huawei-matebook-model-2021-intel-core-i

Microsoft Defender ดักจับมัลแวร์แอบขุดเหมืองได้แล้ว ดูจากพฤติกรรมของซีพียู

ไมโครซอฟท์ร่วมกับอินเทล ออกฟีเจอร์ใหม่ให้ Microsoft Defender for Endpoint (บริการแบบเสียเงิน) สามารถตรจจับสคริปต์หรือมัลแวร์ขุดเหมือง (cryptojacking) ในเครื่องเราได้แล้ว แม้ว่ามัลแวร์พยายามซ่อนตัวอย่างแนบเนียนอยู่ใน VM ก็ตาม

วิธีการตรวจจับจำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ฝั่งฮาร์ดแวร์ Intel Threat Detection Technology (TDT) ที่เปิดตัวในปี 2018 โดยซีพียูอินเทลที่มี TDT มีหน่วยมอนิเตอร์ประสิทธิภาพซีพียู performance monitoring unit (PMU) ทำงานแยกต่างหาก คอยส่งข้อมูลการทำงานของซีพียูในระดับล่าง (low-level) มาให้

ฝั่ง Microsoft Defender จะนำข้อมูลจาก PMU มาวิเคราะห์ ซึ่งไมโครซอฟท์บอกว่าการขุดเหมืองมักมีพฤติกรรมการคำนวณเป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน ที่ machine learning สามารถเรียนรู้และดักจับได้

เทคนิคนี้สามารถใช้ได้กับซีพียู Intel Core 6th Gen ขึ้นไป โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม (ยกเว้นจ่ายเงินค่า Microsoft Defender for Endpoint)

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/122400

พรีวิว AORUS Z590 PRO AX ออปชั่นครบ สเปคแน่นเพื่อ Gen 11

การเปิดตัวของ Intel Gen 11 ทำให้มีเมนบอร์ดใหม่ๆที่ออปชั่นแน่นเยอะขึ้นอย่าง AORUS Z590 PRO AX รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมออปชั่นแน่น สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเมนบอร์ดออปชั่นครบ ประสิทธิภาพสูงเพื่อการใช้งานที่เหนือกว่า

AORUS Z590

AORUS Z590 PRO AX เป็นเมนบอร์ดรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ Gigabyte ที่อัพเกรทสเปคสูงขึ้น ออปชั่นแน่นขึ้นด้วยชิปเซ็ต Intel Z590 พร้อมดีไซน์ที่ดุดัน เพื่อซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Intel Gen 11 (แต่ก็ยังรองรับ Intel Gen 10 อยู่ด้วย) ฟีเจอร์เด็ดๆมาเต็มไม่ว่าจะเป็น PCIe 4.0 ภายจ่ายไฟเพื่อขา OC ถึง 12+1 เฟส ,Intel® WiFi 6 802.11ax ,Intel® 2.5GbE LAN และออปชั่นอื่นที่จัดเต็มเพื่อการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพ แต่จะมีอะไรเด็ดๆบ้างไปชมกัน

AORUS Z590 PRO AX

  • CPU
    LGA1200 package:

    1. 11th Generation Intel® Core™ i9 processors / Intel® Core™ i7 processors / Intel® Core™ i5 processors
    2. 10th Generation Intel® Core™ i9 processors / Intel® Core™ i7 processors / Intel® Core™ i5 processors / Intel® Core™ i3 processors/ Intel® Pentium® processors / Intel® Celeron® processors*
      * Limited to processors with 4 MB Intel® Smart Cache, Intel® Celeron® G5xx5 family.
    3. L3 cache varies with CPU

    (Please refer to “CPU Support List” for more information.)

  • Chipset
    1. Intel® Z590 Express Chipset
  • Memory
    1. 11th Generation Intel® Core™ i9/i7/i5 processors:
      Support for DDR4 5400 (O.C) / DDR4 5333(O.C.) / DDR4 5133(O.C.) / DDR4 5000(O.C.) / 4933(O.C.) / 4800(O.C.) / 4700(O.C.) / 4600(O.C.) / 4500(O.C.) / 4400(O.C.) / 4300(O.C.) /4266(O.C.) / 4133(O.C.) / 4000(O.C.) / 3866(O.C.) / 3800(O.C.) / 3733(O.C.) / 3666(O.C.) / 3600(O.C.) / 3466(O.C.) / 3400(O.C.) / 3333(O.C.) / 3300(O.C.) / 3200 / 3000 / 2933 / 2800 / 2666 / 2400 / 2133 MHz
    2. 10th Generation Intel® Core™ i9/i7 processors:
      Support for DDR4 2933/2666/2400/2133 MHz memory modules
    3. 10th Generation Intel® Core™ i5/i3 /Pentium®/Celeron® processors:
      Support for DDR4 2666/2400/2133 MHz memory modules
    4. 4 x DDR4 DIMM sockets supporting up to 128 GB (32 GB single DIMM capacity) of system memory
    5. Dual channel memory architecture
    6. Support for ECC Un-buffered DIMM 1Rx8/2Rx8 memory modules (operate in non-ECC mode)
    7. Support for non-ECC Un-buffered DIMM 1Rx8/2Rx8/1Rx16 memory modules
    8. Support for Extreme Memory Profile (XMP) memory modules

    (Please refer “Memory Support List” for more information.)

  • Onboard Graphics
    Integrated Graphics Processor-Intel® HD Graphics support:

    1. 1 x DisplayPort, supporting a maximum resolution of 4096×2304@60 Hz
      * Support for DisplayPort 1.2 version and HDCP 2.3

    (Graphics specifications may vary depending on CPU support.)

  • Audio
    1. Realtek® ALC4080 codec
    2. High Definition Audio
    3. 2/4/5.1/7.1-channel
    4. Support for S/PDIF Out
  • LAN
  1. Intel® 2.5GbE LAN chip (2.5 Gbit/1 Gbit/100 Mbit)
  • Expansion Slots
      1. 1 x PCI Express x16 slot, running at x16 (PCIEX16)
        * For optimum performance, if only one PCI Express graphics card is to be installed, be sure to install it in the PCIEX16 slot.
        * The PCIEX16 slot shares bandwidth with the M2B_CPU and M2C_CPU connectors.
        * The PCIEX16 slot operates at up to x8 mode when a device is installed in the M2B_CPU or M2C_CPU connector.
      2. (The PCIEX16 slot conforms to PCI Express 4.0 standard.)*

      1. *Supported by 11th Generation processors only.

    1. 2 x PCI Express x16 slots, running at x4 (PCIEX4_1/PCIEX4_2)
      (PCIEX4_1 and PCIEX4_2 slots conform to PCI Express 3.0 standard.)
  • Wireless Communication module
    Intel® Wi-Fi 6 AX200

    1. WIFI a, b, g, n, ac, ax, supporting 2.4/5 GHz Dual-Band
    2. BLUETOOTH 5.1
    3. Support for 11ax 160MHz wireless standard and up to 2.4 Gbps data rate
      * Actual data rate may vary depending on environment and equipment.
  • Multi-Graphics Technology
    1. Support for AMD Quad-GPU CrossFire™ and 2-Way AMD CrossFire™ technologies
  • Storage Interface
    CPU:

      1. 1 x M.2 connector (Socket 3, M key, type 2242/2260/2280 PCIe 4.0 x4/x2 SSD support) (M2A_CPU) *
      2. 2 x M.2 connectors (Socket 3, M key, type 2260/2280/22110 PCIe 4.0* x4/x2 SSD support) (M2B_CPU)(M2C_CPU)
      3. *Supported by 11th Generation processors only.

    Chipset:

    1. 1 x M.2 connector (Socket 3, M key, type 2242/2260/2280/22110 SATA and PCIe 3.0 x4/x2 SSD support) (M2P_SB)
    2. 6 x SATA 6Gb/s connectors

    Support for RAID 0, RAID 1, RAID 5, and RAID 10
    * Refer to “1-7 Internal Connectors,” for the installation notices for the M.2 and SATA connectors.
    Intel® Optane™ Memory Ready

  • USB
    Chipset:

    1. 1 x USB Type-C® port on the back panel, with USB 3.2 Gen 2×2 support
    2. 1 x USB Type-C® port with USB 3.2 Gen 2 support, available through the internal USB header
    3. 4 x USB 3.2 Gen 2 Type-A ports (red) on the back panel
    4. 2 x USB 3.2 Gen 1 ports available through the internal USB header)

    Chipset+USB 3.2 Gen1 Hubs:

    1. 4 x USB 3.2 Gen1 ports on the back panel

    Chipset+2 USB 2.0 Hubs:

    1. 8 x USB 2.0/1.1 ports (4 ports on the back panel, 4 ports available through the internal USB headers)
  • Internal I/O Connectors
    1. 1 x 24-pin ATX main power connector
    2. 1 x 8-pin ATX 12V power connector
    3. 1 x 4-pin ATX 12V power connector
    4. 1 x CPU fan header
    5. 1 x water cooling CPU fan header
    6. 4 x system fan headers
    7. 2 x system fan/water cooling pump headers
    8. 2 x addressable LED strip headers
    9. 2 x RGB LED strip headers
    10. 6 x SATA 6Gb/s connectors
    11. 4 x M.2 Socket 3 connectors
    12. 1 x front panel header
    13. 1 x front panel audio header
    14. 1 x USB Type-C® header, with USB 3.2 Gen2 support
    15. 1 x USB 3.2 Gen1 header
    16. 2 x USB 2.0/1.1 headers
    17. 2 x Thunderbolt™ add-in card connectors
    18. 1 x Trusted Platform Module header (For the GC-TPM2.0 SPI/GC-TPM2.0 SPI 2.0 module only)
    19. 1 x Clear CMOS jumper
    20. 2 x temperature sensor headers
    21. 1 x Q-Flash Plus button

    *All fan headers are subject to support AIO_Pump, Pump and high performance fan with the capability of delivering up to 2A/12V @ 24W.

  • Back Panel Connectors
    1. 1 x USB Type-C® port, with USB 3.2 Gen 2×2 support
    2. 4 x USB 3.2 Gen 2 Type-A ports (red)
    3. 4 x USB 3.2 Gen 1 ports
    4. 4 x USB 2.0/1.1 ports
    5. 2 x SMA antenna connectors (2T2R)
    6. 1 x DisplayPort
    7. 1 x RJ-45 port
    8. 1 x optical S/PDIF Out connector
    9. 5 x audio jacks
  • I/O Controller
    1. iTE® I/O Controller Chip
  • H/W Monitoring
    1. Voltage detection
    2. Temperature detection
    3. Fan speed detection
    4. Water cooling flow rate detection
    5. Fan fail warning
    6. Fan speed control
      * Whether the fan (pump) speed control function is supported will depend on the fan (pump) you install.
  • BIOS
    1. 1 x 256 Mbit flash
    2. Use of licensed AMI UEFI BIOS
    3. PnP 1.0a, DMI 2.7, WfM 2.0, SM BIOS 2.7, ACPI 5.0
       
       
       
  • Form Factor
    1. ATX Form Factor; 30.5cm x 24.4cm

AORUS Z590 PRO AX 01 AORUS Z590 PRO AX 02

หน้าตากล่องของ AORUS Z590 PRO AX  มาเป็นเอกลักษณ์ในแบบ AORUS พร้อมระบุฟีเจอร์ หน้าตาต่างๆอย่างครับครัน

AORUS Z590 PRO AX 04

อุปกรณ์ภายในกล่องมีทั้งคู่มือ สาย SATA สายต่อไฟ RGB เสา WiFi และน๊อตยึด M.2

AORUS Z590 PRO AX 15

AORUS Z590 PRO AX 06 AORUS Z590 PRO AX 07

AORUS Z590 PRO AX 21 AORUS Z590 PRO AX 11

หน้าตาของ AORUS Z590 PRO AX หล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว กับโทนสีดำ-เทา พร้อมเพลทโลหะช่วยระบายความร้อน ด้วยการออกแบบมาใน ATX form factor ไซท์มาตรฐานไม่ใหญ่เกินไปใส่ในเคสมาตรฐานได้เกือบหมด และยังติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ จึงสามารถยัดฟังก์ชั่นต่างๆ เอาไว้แน่นบอร์ดเลยทีเดียว

พร้อมเสริมโลหะที่สล๊อตทั้งแรม และ PCIexpress x16 เพื่อเสริมความแข็งแรง

AORUS Z590 PRO AX 13

ภาคจ่ายไฟที่มีฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน พร้อมภาคจ่ายไฟถึง 12 + 1 เฟส รองรับการ OC เต็มที่

AORUS Z590 PRO AX 17

ชุดจ่ายไฟ CPU จะเป็นแบบ 8 + 4 pin รองรับการ OC ได้เต็มที่

AORUS Z590 PRO AX 10

สล๊อต PCIx16 ให้มาถึง 3 สล๊อต พร้อม M.2 ที่มากถึง 3 สล๊อต และยังรองรับ PCIe 4.0 อีกด้วย

AORUS Z590 PRO AX 12

สล๊อตแรมที่เสริมความแข็งแรงเข้ามาด้วย รองรับ DDR4 ที่บัสสูงถึง 5400 MHz ในโหมด OC

AORUS Z590 PRO AX 22

AORUS Z590 PRO AX 23 AORUS Z590 PRO AX 24

ด้านหลังเมนบอร์ดไม่ได้แผ่นปิดแต่อย่างใด แต่จะมีเส้นไฟ RGB เสริมความสวยงาม

AORUS Z590 PRO AX 16

พอร์ต SATA III จำนวน 6 พอร์ต อยู่ด้านข้าง

AORUS Z590 PRO AX 20

พอร์ตเชื่อมต่อได้แก่

  • 1 x USB Type-C® port, with USB 3.2 Gen 2×2 support
  • 4 x USB 3.2 Gen 2 Type-A ports (red)
  • 4 x USB 3.2 Gen 1 ports
  • 4 x USB 2.0/1.1 ports
  • 2 x SMA antenna connectors (2T2R)
  • 1 x DisplayPort
  • 1 x RJ-45 port
  • 1 x optical S/PDIF Out connector
  • 5 x audio jacks

AORUS Z590 PRO AX 28

AORUS Z590 PRO AX เป็นเมนบอร์ดที่ออปชั่นแน่น ฟีเจอร์ครบทั้งสายเกมเมอร์ หรือผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถตอบสนองการใช้งานของ Intel Gen 11 ได้เต้มที่ โดยเฉพาะ PCIe4.0 แรมที่ความเร็วบัสสูงๆ พร้อมช่วยระบายความร้อนให้ภาคจ่ายไฟและ SSD M.2  พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน เสริมความแข็งแรงด้วยโหะตามสล๊อตต่างๆ หรือจะเป็นผู้ใช้ขั้นสูงที่ต้องการโอเวอร์คล๊อกก็สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ออปชั่นแน่นขนาดนี้ในราคา 9,650 บาท เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดออปชั่นแน่นเพื่อการใช้งานขั้นสูง

จุดเด่น

  • รุ่นใหม่มาพร้อม Intel Z590
  • ออปชั่นแน่นพอร์ตเชื่อมต่อเยอะ
  • โลหะเสริมความแข็งแรงสล๊อต
  • M.2 รองรับ PCIe 4.0
  • ภาคจ่ายไฟ 12+1 เฟส รองรับการโอเวอร์คล๊อก

ข้อสังเกต

  • ราคาสูง
  • ไม่มี Backplate

 

from:https://notebookspec.com/web/586268-preview-aorus-z590-pro-ax

ซีอีโอ Cisco คาดชิปจะขาดตลาดไปอีก 6 เดือน หลังจากนั้นจะดีขึ้นเพราะเร่งกำลังผลิตกันเต็มที่

บริษัทผลิตอุปกรณ์ไอทีต่างลดกำลังการผลิต ซึ่งเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์ชิปเซมิคอนดักเตอร์ขาดตลาด กระทบทั้งสายการผลิตตั้งแต่รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องปิ้งขนมปัง ล่าสุด Chuck Robbin ซีอีโอ Cisco บอกว่า วิกฤตินี้จะอยู่กับเราไปอีก 6 เดือน แต่หลังจากนั้นจะดีขึ้นในช่วง 12-18 เดือน เพราะบริษัทเทคโนโลยีต่างเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและพัฒนา

Intel เองก็รุกหนักในการผลิตชิปมากขึ้น ประกาศลงทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ ตั้งโรงงานในสหรัฐฯอีก 2 แห่ง Cisco เองก็เป็นหนึ่งในลูกค้า Intel ด้วย, TSMC ผู้ผลิตรายใหญ่จากไต้หวัน ประกาศลงทุนแสนล้านเหรียญใน 3 ปี เพิ่มกำลังผลิต ตั้งโรงงานใหม่ อย่างไรก็ตาม การผลิตชิปยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างภัยธรรมชาติ ที่ทำให้การผลิตต้องหยุดชะงักด้วย

Cisco เพิ่งเสร็จสิ้นกระบวนการเข้าซื้อบริษัท Acacia Communications ผู้ออกแบบชิปคอมพิวเตอร์ในมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ Robbin ก็ยืนกรานว่า Cisco ไม่ใช่ผู้มีความสามารถหลักในการผลิตชิป มีบริษัทอื่นที่ทำได้ดีกว่ามาก และ Cisco ก็กำลังทำงานกับบริษัทเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด

Cisco

ที่มา – BBC

from:https://www.blognone.com/node/122351

ซีอีโออินเทลเตรียมเดินสายยุโรป เจรจาตั้งโรงงานผลิตชิปเพิ่ม

อินเทลยืนยันข่าวว่าซีอีโอ Pat Gelsinger จะเดินสายไปยุโรปในสัปดาห์หน้า เพื่อเจรจาสร้างโรงงานผลิตชิปในยุโรป ตามแผน IDM 2.0 ที่เพิ่งประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า Gelsinger จะไปประเทศใดบ้าง

ช่วงหลัง ยุโรปเองก็พยายามผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายว่า 20% ของชิปที่ใช้งานในยุโรป ควรผลิตจากในยุโรปเอง (ปัจจุบันยุโรปมีสัดส่วนผลิตชิปประมาณ 10% ของโลก) ซึ่งอินเทลถือเป็นผู้ผลิตชิปรายสำคัญๆ ของโลกรายแรกที่ประกาศว่าจะไปตั้งโรงงานในยุโรปเพิ่มด้วย

No Description

ฐานการผลิตของอินเทลในปัจจุบัน

ที่มา – Reuters, ExtremeTech

from:https://www.blognone.com/node/122343