คลังเก็บป้ายกำกับ: INTEL

อินเทลโชว์เบนช์มาร์ค Core i9-11990K Rocket Lake นำหน้า Ryzen เรื่อง PCIe ราว 11%

อินเทลมีแผนเปิดตัวซีพียูเดสก์ท็อปรุ่นใหม่ Rocket Lake-S ภายในไตรมาส 1/2021 พอใกล้กำหนดการเข้ามาเรื่อยๆ ก็เริ่มมีเบนช์มาร์คออกมาข่มกัน ทั้งที่เป็นเบนช์มาร์คหลุดและเบนช์มาร์คจากอินเทลเอง

ล่าสุด Ryan Shrout ผู้บริหารตำแหน่ง Chief Performance Strategist ของอินเทล ออกมาโพสต์เบนช์มาร์คเปรียบเทียบซีพียูรุ่นท็อป Core i9-11900K เทียบกับคู่แข่งระดับเดียวกันคือ AMD Ryzen 9 5950X ในเรื่องประสิทธิภาพสตอเรจที่เป็น PCIe Gen 4

เดสก์ท็อปทั้งสองตัวใช้สตอเรจเป็น SSD Samsung 980 Pro 1TB รุ่นเดียวกัน โดยประสิทธิภาพของฝั่งอินเทล (วัดด้วยเบนช์มาร์ค PCMark 10 Quick System Drive) เหนือกว่าฝั่ง AMD ประมาณ 11% แสดงให้เห็นว่า Rocket Lake มีประสิทธิภาพ PCIe ที่สูงกว่า

แน่นอนว่า เบนช์มาร์คตัวนี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของการวัดผลในภาพรวมเท่านั้น (และอินเทลย่อมเลือกตัวที่ตัวเองชนะมาโชว์) แต่ก็เป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดซีพียูเดสก์ท็อปจะกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกในเร็วๆ นี้ หลังจากฝั่ง AMD ชนะขาดในยุค Ryzen 5000 มาตั้งแต่ช่วง Q4 ปีที่แล้ว

No Description

ที่มา – Notebookcheck

from:https://www.blognone.com/node/121400

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB ปี 2021 เน้นทำงานพกพา แนะนำ 6 รุ่นน่าซื้อ จอ 13.3″ – 14.5″ สเปก Core i เบาสุดน้อยกว่า 1 โล เริ่ม 2x,xxx บาท

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB เน้นทำงานน่าซื้อ หน้าจอ 13.3″ / 14″ / 14.5″ ช่วงต้นปี 2021 จากการที่ได้หน่วยความจำแรม 16GB โดย Notebook ที่มาพร้อมกับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 เป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม พร้อมมี AI ช่วยทำงานในบางโปรแกรม อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Iris Xe Graphics มาช่วยแสดงผลความละเอียดสูง หรืองาน 3D ด้วย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่ปี 2021 มาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz / 4266 MHz นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเลือกซื้อมาเพื่อใช้งานหนักๆ หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบา พกพาสะดวก เหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐานหรืองานหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่สะดุด

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สเปกอื่นๆ ที่นำมาแนะนำก็จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 13.3″ / 14″ / 14.5″  ที่สนับสนุนการใช้งานทุกรูปแบบ บนความละเอียด Full HD หรือมากกว่าเป็นระดับ 2K QHD ที่ให้ภาพคมชัดเรียบเนียน โดยหลักๆ แล้วจะได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดีเยี่ยม บางรุ่นระดับ sRGB 100% ที่ให้ภาพสดสวยสมจริงสุดๆ ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB – 1TB บางรุ่นได้การ์ดจอแยก NVDIA รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุด

และโน๊ตบุ๊คแรม 16GB หลายๆ รุ่นยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point มาให้ฟรีๆ ติดเครื่องใช้งานยาวๆ ทันที ในส่วนของการพกพาก็ทำได้เยี่ยมยอด โดยมีน้ำหนักเบาสุดแค่ 990 กรัมเท่านั้น พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสุดที่ 10 – 17 ชั่วโมงด้วยกัน ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปติดตามชมกันต่อได้เลย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB แนะนำ 6 รุ่นน่าซื้อ

  1. Lenovo ThinkBook 13 G2 ราคา 27,775 – 32,100 บาท
  2. HP Pavilion 13 ราคา 29,900 บาท
  3. Lenovo Yoga Slim 7i Carbon ราคา 34,900 บาท
  4. Acer Swift 5 SF514-55 ราคา 33,990 – 41,990 บาท
  5. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL ราคา 38,900 บาท
  6. Dell Inspiron 14 7400 ราคา 42,400 บาท

 

1. Lenovo ThinkBook 13s G2 ราคา 27,775 – 32,100 บาท

Lenovo ThinkBook 13s Gen 2 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake มี AI ช่วยประมวลผลในตัว จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ThinkBook Series คอมพิวเตอร์ซับแบรนด์จาก Lenovo สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในปี 2021 ที่มาพร้อมดีไซน์บางเฉียบ เพิ่มความคล่องตัวในทุกการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro

เติมเต็มศักยภาพการทำงานให้ธุรกิจสู่ยุคแห่งอนาคต โดย Lenovo ThinkBook 13s เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด 2K ที่มีความบางเฉียบเน้นพกพาสะดวก เบาเพียง 1.26 กิโลกรัม บางที่ 14.9 มิลลิเมตรรองรับทั้งการทำงานระดับมืออาชีพ รวมไปถึงความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบในเครื่องเดียวกัน

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

Lenovo ThinkBook 13s รุ่นใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าในส่วนฝาหลังที่ดูแล้วมีความทันสมัย เน้นออกแบบให้ตรงต่อรูปแบบการใช้งานของธุรกิจ SMB / SME ซึ่งให้ความสำคัญไม่เพียงเฉพาะดีไซน์ที่สวยงามพร้อมฟีเจอร์ที่เหนือชั้นกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมมีบริการหลังการขายและการรับประกันที่ดีเยี่ยม

สำหรับสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphic ที่รอบรับการทำงานหรือเล่นเกม 3 มิติพอได้ มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเริ่มต้นเพียง 27,755 บาทเท่านั้นเอง 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo ThinkBook 13s นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา พร้อมได้หน้าจอความละเอียดสูง ที่มากกว่า Full HD ส่งผลให้ Lenovo Notebook รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่ง Ultrabook ปี 2021 ที่น่าใช้งานสุดๆ สำหรับหน้าจอสามารถกางได้ถึง 180 องศาเลยทีเดียว

Lenovo ThinkBook 13s G2 ITL (i5) ราคา 27,755 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600)
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)

Lenovo ThinkBook 13s G2 ITL (i7) ราคา 32,100 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600)
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 1 Year

2. HP Pavilion 13 ราคา 29,900 บาท

HP Pavilion 13 นั้นถือเป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB  ปี 2021 ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 11 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา ในราคา 27,990 บาท ประกัน 2 ปี On-site Service และบริการอื่นๆ 

ได้สเปกจะเป็น Intel Core i7-1165G7 การ์ดจอออนชิป ris Xe Graphics หน่วยความจำแรม  RAM 16GB DDR4 Bus 3200MHz ได้ที่เก็บข้อมูล SSD 1TB ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอเป็นขนาด 13.3″ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

HP Pavilion 13 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่เบาเพียง 1.24 กิโลกรัม บางเพียง 17.7 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Natural Silver โดยฝาหลังและตัวเครื่อวภายในจะเป็นเงินโทนสว่าง จะมีเพียงขอบหน้าจอเท่านั้นที่เป็นสีดำ เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วนวัสดุที่ HP Pavilion 13 เลือกใช้ในบริเวณฝาหลังของเครื่องจะเป็นอลูมิเนียมเกรดสูงตัดด้วยโลโก้ของ HP ที่เป็นสีเงินเงางามบริเวณกลางฝาหลัง ส่วนด้านในเครื่องบริเวณหน้าจอเป็นแบบด้านลดแสงสะท้อน พร้อมด้วยยางรองขอบรอบตัวจอ

สำหรับตัวเครื่องด้านในบริเวณรอบๆ แป้นพิมพ์ ที่พักมือ ใช้วัสดุพลาสติกโลหะสูงเช่นกัน ที่สำคัญยังได้ลำโพง Bang & Olufsen ที่เสียงดีกว่าลำโพงทั่วไปอีกด้วย และขาดไม่ได้เลยสำหรับสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ผ่านทาง Windows Hello

HP Pavilion 13-bb0015TU ราคา 29,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Year On-site Service

3. Lenovo Yoga Slim 7i Carbon ราคา 34,900 – 42,900 บาท

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ซึ่งเป็นโมเดลไฮไลท์สำคัญของไลน์ผลิตภัณฑ์ Yoga มีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ที่สวยงามและความแข็งแกร่ง ให้ความคล่องตัวในการใช้งานด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 966 กรัมบนหน้าจอขนาด 13.3 นิ้วแบบ 16:10 และบางเพียงแค่ 14.25 มิลลิเมตร ทำให้เหนือชั้นกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุด 

ให้ความเหมาะมือจึงสามารถพกพาไปได้ในทุกที่ ตัวเครื่องที่สวยงามเรียบหรูนี้มาพร้อมกับความทนทานด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีขาว Moon White ซึ่งผ่านการทดสอบ 9 อย่าง ความทนทานเทียบได้กับมาตรฐานในระดับ MIL-STD-810G โดยมาพร้อมกับการรับประกันแบบ 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน อีกทั้งมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปให้ใช้งานอีกด้วย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 จึงให้การทำงานที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมได้เทคโนโลยีกราฟฟิก Intel Iris Xe ช่วยให้เครื่องแสดงผลเร็วขึ้น 3 เท่า และสามารถจัดการความร้อนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 และการส่งถ่ายข้อมูลผ่านพอร์ต Thunderbolt 4 ที่มีมาให้ถึง 2 พอร์ต ความจุแบตเตอรี่สูงถึง 50 วัตต์

ทำให้ YOGA Slim 7i Carbon รองรับการเล่นวีดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 15 ชั่วโมง หรือใช้ทำงานทั่วไปได้นานถึง 13 ชั่วโมง อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Rapid Charge Boost ให้ประสิทธิภาพแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพียงพอถึง 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 15 นาที

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

หน้าจอความละเอียดแบบ 2560 × 1600 QHD รองรับการแสดงผลกว่า 4 ล้านพิกเซล และความสว่างขนาด 300 nit ช่วยให้ทุกตัวหนังสือและทุกภาพคมชัดแม้ใช้งานกลางแจ้ง ค่าสีแสดงผลแบบ 100% sRGB colour gamut และรองรับ Dolby Vision HDR ให้สีสันสวยงามสมจริง ถนอมสายตาด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการรองรับสิทธิบัตร TÜV Rheinland Eye Comfort Certified ว่าสามารถช่วยลดการเมื่อยล้าของตา

คุณภาพเสียงจากลำโพง 2 x 2W ระบบ Dolby Atmos ให้อรรถรสการฟังในแบบ 3 มิติ พร้อมมีเทคโนโลยีการจัดการเครื่องอย่าง Lenovo Q-Control ที่ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อน  Lenovo Intelligent Thermal System 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและจัดการพลังแบตเตอรี่ ในส่วนของระบบปฏิบัติการได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที 

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon-82EV002BTA ราคา 34,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600) 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon-82EV003LTA ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600) 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

4. Acer Swift 5 SF514-55 ราคา 33,990 – 41,990 บาท

Acer Swift 5 SF514-55 เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ที่จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย อาทิ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ ที่หน้าจอและทัชแพด โดยสเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11  แบ่งเป็น 2 สเปกอย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรง

ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2 อีกทั้งได้ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 อีกด้วย ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

Acer Swift 5 SF514-55 มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 1.05 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่แรงลื่นใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเกรด 

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 SF514-55 ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวก ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเล็กกระชับมากๆ

แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5 SF514-55TA-519K ราคา 33,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years (1 Year On-site Service)

Acer Swift 5 SF514-55TA-7494 ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years (1 Year On-site Service)

5. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL ราคา 38,900 บาท

ASUS ZenBook 14 UX435 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 + MX450 สายทำงานบางเบาประสิทธิภาพสูง มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 14.9 มม. และเบาสุดที่น้ำหนักเพียง 990 กรัมเท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด โดยมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต

อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง + พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake อย่าง Core i7-1165G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 รุ่นใหม่ ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนลเกรดสูง IPS สีสันสวยงามมุมมองกว้าง 

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย สนนราคาเพียง 38,900 บาท ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย เรียกได้ว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คบางเบาแต่ประสิทธิภาพสูง รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกแน่นอน 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สดุหลักเป็นอลูมิเมียมและแม็กนีเซียมอัลลอยด์แบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey ให้ความหรูหราพรีเมียมไม่เหมือนใคร ตัวเครื่องมีความทนทานระดับ US MIL-STD 810G ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 17 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera

ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL-KC031TS ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

6. Dell Inspiron 14 7400 ราคา 42,400 บาท

Dell Inspiron 14 7400 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ขอบบางเฉียบ ขนาดพิเศษที่ 14.5″ ไม่เหมือนใคร ความละเอียด 2K QHD 2560 x 1600 พิกเซล สัดส่วน 16:10 เน้นพกพา มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ใหม่ล่าสุด มีการ์ดจอออนบอร์ด Iris Xe Graphics และการ์ดจอแยก GeForce MX350 เป็นโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ที่ 1.25 กิโลกรัม เล็กกระทัดรัดบางสุดเพียง 16.75 มิลลิเมตร แนวคิดโดยรวม ถอดแบบมาจาก Dell XPS Series ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย

ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย เมื่อกางหน้าจอใช้งานจากการที่ขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวให้สูงยิ่งขึ้น พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา จากสีสันสีเงินที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน หรือสีชมพูที่เหมาะกับสาวๆ พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีเดียวกับตัวเครื่องที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมสำหรับฝาหลัง และพลาสติกคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบอื่นๆ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ที่สำคัญคือพื้นผิววัสดุทั้งหมดเป็นแบบด้านส่งผลให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากอีกด้วสนนราคาที่ 42,400 บาท

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 4267 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX (2×2)  และ Bluetooth 5.0 ด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน 

Dell Inspiron 14 7400-W567154107THW10ราคา 42,400 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX350
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4267 MHz 
  • DISPLAY: 14.5″ IPS QHD 16:10 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Year On-site Service 

สรุปปิดท้ายบทความแนะนำโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ปี 2021 เน้นทำงานพกพา 6 รุ่นน่าซื้อ จอ 13.3″ – 14.5″ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake เบาสุดน้อยกว่า 1 โล เริ่ม 2x,Xxx บาท บางรุ่นยังได้แพลตฟอร์ม Intel Evo ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ถึงความอัจฉริยะของเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการออกแบบและทดสอบแล้วว่าให้การตอบสนอง ประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่และความสามารถในการชาร์จที่ดีและเร็วขึ้น

ตารางเปรียบเทียบโน๊ตบุ๊คแรม 16GB

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB CPU GPU RAM Storage Display Office Price
Lenovo ThinkBook 13 G2 i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 13.3″ IPS QHD No 27,775
HP Pavilion 13 i7-1165G7 Iris Xe 16GB DDR4 SSD 1TB 13.3″ IPS FHD Yes 29,900
Lenovo Yoga Slim 7i Carbon i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 13.3″ IPS QHD Yes 34,900 – 42,900
ASUS ZenBook 14 i7-1165G7 Iris Xe + MX450 16GB LPDDR4X SSD 1TB 14″ IPS FHD Yes 38,900
Acer Swift 5 i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 14″ IPS FHD Yes 33,990 – 41,990
Dell Inspiron 14 7400 i7-1165G7 Iris Xe + MX350 16GB LPDDR4X SSD 512GB 14.5″ IPS QHD No 42,400

from:https://notebookspec.com/web/578571-notebook-ram16gb-buyerguide-spec-core-i

พรีวิว ASRock B560 Steel Legend สายคุ้ม

หลังจากทีมงานได้มีโอกาสพรีวิวเมนบอร์ด ASRock Z590 Steel Legend ตัวแรงกันไปแล้ว ก็มาถึงเวลาเมนบอร์ดสายคุ้ม ASRock B560 Steel Legend ที่อัพเกรทขึ้นมาไม่แพ้พี่ใหญ่ และที่สำคัญคือรองรับ Intel Gen 11 พร้อมออปชั่นใหม่ที่ยกมาเพียบ

ASRock B560

ASRock B560 Steel Legend เป็นหนึ่งในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมชิปเซ็ต Intel B560 ที่อัพเกรทขึ้นมาเพื่อใช้งานร่วมกับซีพียู Intel Gen 11 กับซีรีย์เมนบอรืดที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในบ้านเราอย่าง Steel Legend โดยจุดเด่นที่อัพเกรทขึ้นมาจากรุ่นก่อนอย่าง B460  ด้วยแรม DDR4 ที่ความเร็วบัส 4800MHz ในโหมดโอเวอร์คล๊อค ระบบเสียง 7.1 CH HD Audio ((Realtek ALC897), Nahimic Audio พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน รองรับ PCI Express 4.0 แล้ว เสริมฟีเจอร์ Steel Armor มาให้กับสล็อต เพื่อใช้ร่วมกับการ์ดจอขนาดใหญ่ และยังมีตัวเลือกทั้ง SATA3 และ Ultra M.2 มาให้กับผู้ใช้อีกด้วย รวมถึงเสริมหล่อด้วยไฟ RGB บนเมนบอร์ด พร้อมออปชั่นจัดเต็มสำหรับผู้ที่ต้องการเมนบอร์ด ATX ไซท์ใหญ่ และที่สำคัญคือราคาที่น่ารักคุ้มค่า

ฟีเจอร์เด่น ASRock B560 Steel Legend

  • สนับสนุน ซีพียู Intel® Core™ เจนเนอเรชั่นที่ 10 และ ซีพียู Intel® Core™ เจนเนอเรชั่นที่ 11
  • 10 Phase Dr.MOS Power Design
  • สนับสนุน DDR4 4800MHz (OC)
  • 1 x PCIe 4.0 x16, 1 x PCIe 3.0 x16, 2 x PCIe 3.0 x1
  • 1 x M.2 Key-E สำหรับโมดูล WiFi
  • ช่องเชื่อมต่อกราฟิก: HDMI, DisplayPort
  • รระบบเสียง 7.1 CH HD เสียง (Realtek ALC897 เสียง Codec), Nahimic เสียง
  • 6 SATA3, 1 x Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4), 1 x Ultra M.2 (PCIe Gen3 x4)
  • 1 x M.2 (PCIe Gen3 x2 & SATA3)
  • 1 x หน้า USB 3.2 Gen2x2 Type-C (20 Gb/s)
  • 1 x หลัง USB 3.2 Gen2 Type-C (10 Gb/s)
  • 6 x USB 3.2 Gen1 (4 x หลัง, 2 x หน้า)
  • Dragon 2.5 Gigabit LAN

razer001 razer002

ASRock B560 Steel Legend มากับซีรีส์ Steel Legend ทาง ASRock ก็ยังใช้รูปแบบกล่องที่เห็นปุ๊ปก็รู้เลยว่าซีรีย์อะไร ในโทนสีเทากับโลโก้ S (Steel)ที่ออกโทนเงิน เสริมด้วยสีฟ้าดูสดใสขึ้น ด้านหลังกล่องใส่ฟีเจอร์ต่างๆ มาอย่างมากมาย

razer003

ภายในกล่องมาพร้อมบันเดิลแบบกระทัดรัด ประกอบด้วยคู่มือการใช้งาน Quick Install และแผ่นปิดด้านหลัง รวมไปถึงยังให้ DVD driver มาอีกด้วย (ให้มาทำไมนิ แถมเป็นแฟลชไดร์ฟเลยยังดีซะกว่า) น๊อต M.2 สายรัด และสติกเกอร์ติดเคสมาอย่างครบครัน

razer004

razer005 razer006

หน้าตาของเมนบอร์ด ASRock B560 Steel Legend ยังคงหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว กับโทนสีดำ-เทา ตัดด้วยชิ้นส่วนและเส้นสายที่เป็นสีขาวเงินของ Armor ด้วยการออกแบบมาใน ATX form factor ไซท์มาตรฐานไม่ใหญ่เกินไปใส่ในเคสมาตรฐานได้เกือบหมด และยังติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ จึงสามารถยัดฟังก์ชั่นต่างๆ เอาไว้แน่นบอร์ดเลยทีเดียว ติดโลโก้ Steel Legend เอาไว้ชัดเจน เป็นเมนบอร์ดราคาประหยัดที่ออปชั่นครบมากเลยทีเดียว

razer012

ASRock B560 Steel Legend ที่แตกต่างจาก Z590 เลยก็คือ ภาคจ่ายไฟที่ลดลงเหลือ 10 จาก 14 Phase แต่ยังคงเป็น Dr.MOS Power Design ทำให้อาจจะไม่สามารถโอเวอร์คล๊อคได้มากมายเหมือนรุ่นใหญ่อย่าง Z590

razer015

อีกส่วนคือภาคจ่ายไฟของซีพียู 8 PIN 1 ชุด ตามมาตรฐาน จะต่างจาก Z590 ที่มีถึง 2 ชุด

razer007

แรมแบบ 4 Channel รองรับบัสสูงถึง 4800 MHz ในโหมดโอเวอร์คล๊อค โดยในซีพียู11th Gen Intel® Core™ (i9/i7/i5) จะรองรับแรม 3200 MHz เป็นมาตรฐาน ส่วนCore™ (i3), Pentium® และ Celeron® จะรองรับ DDR4 up to 2666 MHz เป็นมาตรฐาน
ส่วนซีพียู 10th Gen Intel® Core™ (i9/i7) จะรองรับ DDR4 ที่ความเร็ว 2933 MHz เป็นมาตรฐาน ส่วนใน Core™ (i5/i3), Pentium® and Celeron® จะรองรับ DDR4 up to 2666 MHz เป็นมาตรฐาน

razer009

M.2 จะรองรับ PCIe 4.0 1 Slot ซึ่งสามารถใช้ได้เฉพาะใน 1th Gen Intel® Core™ และยังมีแบบ PCIe 3.0 อีก 2 ช่อง เท่ากับใส่ SSD M.2 ได้ถึง 3 ช่อง และยังไม่รวมกับช่องสำหรับการ์ด WiFi ที่แยกมาให้ต่างหากอีก 1 ช่อง

razer008

จุดเชื่อมต่อ IO ของเคส จะอยู่แนวด้านล่างทั้งหมด

razer010

พอร์ต SATA มีมาให้ 6 พอร์ต ด้านข้าง 4 และด้านล่าง 2

razer017

พอร์ตเชื่อมต่อ

  • 3 x Antenna Mounting Points
  • 1 x พอร์ต เมาส์และคีย์บอร์ด PS/2
  • 1 x พอร์ต HDMI
  • 1 x DisplayPort 1.4
  • 1 x พอร์ต ออพติคอล SPDIF Out
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C Port (10 Gb/s) (ReDriver) (รองรับการป้องกัน ESD)
  • 4 x พอร์ต USB 3.2 Gen1 (ASMedia ASM1074 hub) (รองรับการป้องกัน ESD)
  • 2 x พอร์ต USB 2.0 (รองรับการป้องกัน ESD)
  • 1 x พอร์ต LAN RJ-45 พร้อมไฟ LED (ACT/LINK LED และ SPEED LED)
  • แจ็คสำหรับ HD เสียง: ลำโพงหลัง / กลาง / เบส / สัญญาณขาเข้า / ลำโพงหน้า / ไมโครโฟน (แจ๊คต่อช่องเสียงแบบสีทอง)

razer018

razer019 razer020

ASRock Z590 Steel Legend ด้านหลังเมนบอร์ดโล่งๆไม่มีอะไรมาก แต่ก็มีการเคลือบเสริมความแข็งแรง และมีจุดที่โชว์ไฟ RGB บริเวณขอบด้วย

razer025

สำหรับท่านที่ต้องการเมนบอร์ดสุดคุ้ม แต่ออปชั่นครบพร้อมรองรับการอัพเกรทในอนาคตได้ ASRock B560 Steel Legend น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ กับซีรีย์เมนบอรืดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมอัพเกรทชิปเซ็ตใหม่อย่าง Intel B560 ที่นอกจากอัพเกรทให้รองรับซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Intel Gen 11 ที่ยังไม่รู้จะมาเมื่อไร แต่ยังยังสามารถใส่ซีพียูอย่าง Intel Gen 10 ได้ด้วย แนอกจากนั้นยังอัพเกรทเทคโนโลยีให้เทียบชั้นคู่แข่ง ทั้งสเปคแรมที่รองรับได้สูงขึ้น มาพร้อม PCIe 4.0 ทั้งการ์ดจอและ M.2 และยังรองรับการโอเวอร์คล๊อคได้พอสมควร

นอกจากนั้นตัวเมนบอร์ดยังรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะ แรม SSD หรือแม้กระทั่งสล๊อต PCIe ที่ให้มาอย่างเยอะ อีกทั้งตัวเมนบอร์ดยังมาในดีไซน์ที่สวยงามแม้ไม่ได้จัดจ้านมาก แต่ก็มาอย่างเพียงพอไม่ว่าจะใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมหนักๆ เปิดเครื่องตลอด 24*7 ก็ไม่มีปัญหา สมกับเป็นซีรีย์เมนบอร์ดขวัญใจชาวไทย

ASRock Z560 Steel Legend คาดว่าจะมาในราคาไม่เกิน 5,000 บาท เหมาะกับเพื่อนๆที่ต้องการเมนบอร์ดเพื่อการอัพเกรท ในราคาสุดคุ้ม

จุดเด่น

  • มีสล็อต M.2 มาถึง 3 สล็อต
  • พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน
  • รองรับ PCIe 4.0
  • ราคาคุ้ม

ข้อสังเกต

  • ยังไม่วางจำหน่าย

from:https://notebookspec.com/web/574505-asrock-b560-steel-legend

Intel Alder Lake เดสก์ท็อป IPC ดีขึ้น 20% คาดมา กย. 2021

ก่อนหน้านี้มีข่าวคะแนนหลุดซีพียู Intel Alder Lake สำหรับโน๊ตบุ๊คออกว่ามีสเปค 14 คอร์ 20 เธรด มาก่อนหน้านี้ ซึ่งในซีพียูเวอร์ชั่นโน๊ตบุ๊คจะมีคอร์ประสิทธิภาพสูง Golden Cove รองรับ Hyperthreading จับคู่กับคอร์ประหยัดพลังงาน Gracemont เป็นสถาปัตยกรรมแบบ big.LITTLE ซึ่ง YouTuber เจ้าของช่อง Moore’s Law Is Dead ได้ออกมาพูดถึงซีพียูรุ่นที่ 12 ของ Intel นี้ด้วยว่าประสิทธิภาพของชิปใหม่จาก Intel นี้ถ้าเป็นไปตามทฤษฎีทั้งหมดแล้ว มันจะทำงานได้ดีกว่าชิป Rocket Lake และอาจจะดีกว่า AMD Ryzen 9 5900X ทีเดียว

intel alder lake

ประสิทธิภาพของ Intel Alder Lake

YouTuber เจ้าของช่อง Moore’s Law Is Dead ที่มักมีข่าวหลุดเกี่ยวกับซีพียูรุ่นใหม่ออกมาเป็นระยะ ๆ พูดถึงซีพียูอินเทลรุ่นที่ 12 “Alder Lake” ตัวนี้ว่าประสิทธิภาพของ IPC (instructions per cycle/clock) แบบ Single-threaded เหนือกว่า Intel Rocket Lake ที่กำลังจะเปิดตัวร่วม 20%

FN8MkkghoQ2niiqjeG8gpW 970 80

ส่วนของคอร์ประหยัดพลังงาน Gracemont ใน Alder Lake-U จะมีประสิทธิภาพสูงไล่เลี่ยกับซีพียู Intel Core i7-9700k “Skylake” แต่เป็นเวอร์ชั่นลดความเร็วคล็อกซีพียู ใช้พลังงานเพียง 15 วัตต์ เท่านั้น เทียบแล้วแรงไล่เลี่ย Intel Tiger Lake-U แต่ประสิทธิภาพโดยรวมจะน้อยกว่าราว 15% หมายความว่าคอร์ประหยัดพลังงานของอินเทลนั้นนอกจากประหยัดพลังงานยังทำงานได้ลื่นไหลแน่นอนและมี TDP ไม่เกิน 28 วัตต์

intel 1536x834 1

นอกจากนี้อินเทลก็จะมีซีพียู Alder Lake-P ตัวประสิทธิภาพสูง มีค่า TDP เกิน 35 วัตต์ ด้วย ซึ่ง Moore’s Law Is Dead แสดงความเห็นว่าทั้ง Alder Lake-U และ Alder Lake-P นั้นจะเหนือกว่า Tiger Lake-U อย่างมาก และคาดว่า Intel Core i9 “Alder Lake-S” รุ่น 8 คอร์ประสิทธิภาพสูงและ 8 คอร์ประหยัดพลังงานจะมีประสิทธิภาพดีกว่า AMD Ryzen 9 5900X อย่างแน่นอน แต่ค่า TDP จะสูงถึง 125 วัตต์ ในขณะที่ Ryzen 9 5900X ยังมีค่า TDP แค่ 105 วัตต์ เท่านั้น

สำหรับ Intel Alder Lake เวอร์ชั่น PC จะเปลี่ยนไปใช้ LGA 1700 ทำให้ใช้กับเมนบอร์ดรุ่นก่อน ๆ ไม่ได้แน่นอน แต่จะรองรับทั้ง PCie 5.0 และใช้แรม DDR5 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่แกะกล่อง ดังนั้นถ้าใครวางแผนอัพเกรดเครื่องมาเป็น Tiger Lake แต่ไม่ใจร้อน รอได้ถึงไตรมาสที่ 3 ราวเดือนกันยายน 2021 นี้ได้ ก็คุ้มจะรอเปลี่ยนมาใช้ Alder Lake ทีเดียวไปเลย

 

ที่มา : Notebookcheck, TechRadar

from:https://notebookspec.com/web/578526-intel-alder-lake-may-beat-rocket-ryzen

รีวิว HP SPECTRE x360 13 สเปก i7-1165G7 อีกหนึ่งสุดยอด 2-in-1 Notebook หรูหรา บางเบา พรีเมียม Windows 10 Pro ประกัน 3 ปี On-site

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2021 โน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ รองรับการทัชสกรีน ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความพรีเมียมหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่ส่งเสริมภาพลักษณ์แบบสุดๆ

HP Spectre x360

สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ขับเคลื่อนด้วยแรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลความเร็วสูง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD กระจกเป็น Corning Gorilla แข็งแรงทนทาน รองรับทัชสกรีน ได้เป็น Windows 10 Pro สนนราคา 55,900 บาท  พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาพรีเมียม 2-in-1 Notebookมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

เรียกได้ว่าถ้าให้เทียบ HP Spectre x360 13 ก็ถือว่าเป็นตัวชนกับ 2-in-1 Notebook ระดับไฮเอนด์ของทุกแบรนด์โดยตรง ทั้งจากดีไซน์การออกแบบและสเปกด้านใน กับอะไรที่มากกว่านอกเหนือจากเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อไว้ใช้งานแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของเราอีกด้วย  แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ พร้อมได้ฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง อีกทั้งมีฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที  

HP Spectre x360

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง ดีไซน์บางเฉียบน้ำหนักเบาสุดๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 ที่จัดว่าได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีว่าได้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ การตอบสนอง การพกพา และแบตเตอรี่ที่ยาวนาน รวมไปถึงได้ Windows 10 Pro เพื่องานระดับมืออาชีพที่ปรับแต่งได้มากกว่า และการประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย

HP Spectre x360

ด้วยความที่เป็น 2-in-1 Notebook เน้นงานมืออาชีพหรือองค์กร ก็ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet พร้อมปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ชาร์จไฟแบบ USB-C ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ แม้ว่าดูราคาแล้วอาจจะสูงซักหน่อยถ้าเทียบกับสเปกที่ได้ แต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่มีความสามารถที่หลากหลายแบบในหนึ่งเดียว พร้อมที่จะ Work, Play & Sharing ได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนตัวถือว่าถ้างบไม่ใช่ปัญหา HP Spectre x360 น่าจัดมาใช้งานที่สุด

HP Spectre x360

จุดเด่น HP SPECTRE X360 13

  • เป็น 2-in-1 Notebook จอ 13.3″ มีความพรีเมียมบางเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด พร้อมได้ Intel EVO
  • มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View และ Webcam Kill ที่ใช้งานได้ง่ายใช้งานได้จริง
  • มีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดี ด้วยชิปประมวลผล Core i7-1165G7 / RAM 16GB / SSD 1TB
  • หน้าจอเป็นกระจก Corning Gorilla Glass ที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต ดูหรูหราและโดดเด่น
  • ใช้วัสดุชั้นดีอย่างอลูมิเนียมทำให้ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • มีช่องทางเชื่อมต่อความเร็วสูงรุ่นล่าสุดอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต
  • แม้จะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้ง USB 3.2 มาตรฐาน Type-A มาให้อยู่ 1 พอร์ต
  • มีปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ ชาร์จผ่าน USB-C มาให้พร้อมใช้งาน
  • มีตัวแปลง USB 3.1 Type-C มาให้ในบันเดิลเลย รองับพอร์ตหลากหลาย
  • สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน
  • รองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2)
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานสุดถึง 12 ชั่วโมง 
  • มีซอฟต์เคสลักษณะเป็นซองหนังสุดหรู อแดปเตอร์ก็ดูดีกว่าทั่วไป
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ใช้งานได้ทันที
  • รับประกันอยู่ที่ 3 ปี พร้อมบริการ On-site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกต HP SPECTRE X360 13

  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกภายใน
  • ดีไซน์ภายนอกเหมือนกับรุ่นปีก่อน

Specification

HP Spectre x360 13 สเปก Intel Core i Gen 11 มีอยู่ 1 รุ่นในตอนนี้ กับสเปก Core i7-1165G7 ราคา 55,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ที่ล้ำหน้า เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ โปรแกรม ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด มีความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ Iris Xe Graphics ที่แรงกว่าเดิม

แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ลื่นไหล ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ทัชสกรีนได้ รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด

HP Spectre x360

สเปกอื่นๆ ได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

ที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 4 ที่ออกแบบมาพิเศษ จำนวน 2 พอร์ต เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP

บันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุดที่เปลี่ยนไปจากการใส่ถ่าน AAAA เป็นแบบมีแบตเตอรี่ในตัว ชาร์จผ่านทาง USB-C ได้ รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 4 ด้วย

HP SPECTRE X360 13-aw2092TU ราคา 55,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD IPS 60Hz Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Hardware / Design

การออกแบบ HP Spectre x360 13 ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ตัวท็อปสุดในตลาดอีกหนึ่งรุ่น เพราะด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 14.7 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น โดยตามรีวิวนี้มาพร้อมสี Poseidon Blue ตัดกับสี Copper Luxe ที่ดูแพงและหรูหรากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบเห็นได้ชัด ซึ่งทุกรายละเอียดพร้อมสร้างความแตกต่าง จากทั้งวัสดุอลูมิเนียมที่มอบภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมขอบตัวเครื่องแบบมันวาว สะท้อนความงามที่แตกต่างในสองมิติ พร้อมแม่เหล็กที่ฝาหลังที่สามารถติด HP Active Pen ได้ด้วย 

HP Spectre x360

ถือได้ว่างานประกอบเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ HP รุ่นนี้ทำได้เป็นอย่างดีที่สุดในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ที่ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก รวมไปถึงบานพับโน๊ตบุ๊คแบบสองข้อ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากรายละเอียดงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบานพับดีไซน์เรียบหรูสะอาดตา ซึ่งบริเวณนั้นยังมีคำว่า Spectre ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพรีเมียม อีกทั้งฝาหลังก็เป็นโลโก้ HP ระดับสูง ที่ใช้กับซีรีส์ ENVY / Spectre เท่านั้น

HP Spectre x360

จากการที่ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ส่งผลให้มีการติดตั้งปุ่ม Power (Wake Up / Sleep) ยังได้ถูกออกแบบเอาไว้ขอบตัวเครื่องด้านนอก อีกทั้งที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4/ USB-C ได้สะดวกขึ้น ดูแล้วอาจจะไม่คุ้นตาเหมือนกับ Ultrabook รุ่นอื่นๆ แต่เมื่อใช้งานจริงแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้คล่องตัวและสะดวกมากๆ จากการที่มันเป็น 2-in-1 Notebook พับได้ 360 องศานั่นเอง

HP Spectre x360

ด้านล่างตัวเครื่องของ HP Spectre x360 13 จะเห็นว่ายางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 2 เส้นยาวเพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและเวลาใช้งานจะแน่นหนากับพื้นที่วาง พร้อมช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษ แน่นอนว่าตรงนี้จะมีโลโก้ Windows 10 นอกจากนี้ตรงส่วนขอบด้านหน้าที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

HP Spectre x360

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลม 2 ตัว ที่นำพาความร้อนไปได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ HP Sure View ที่เป็น Privacy Screen นี้กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย โดยเราสามารถปิดเปิดได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม F1 ที่คีย์บอร์ดเท่านั้น

HP Spectre x360

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ HP Spectre x360 13 รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นปี 2020 แม้ว่าดีไซน์ภายนอกรวมๆ แล้วยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะดูแล้ว HP ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ 2-in-1 Notebook เน้นความพรีเมียมและครบเครื่องที่สุดก็เลยเลือกใช้โมเดลนี้ไปอีกปี โดยภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ HP Spectre x360 13 ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ เพราะเป็นคีย์บอร์ดลักษณะเป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสคล้ายหมากฝรั่ง ได้ไฟเรืองแสงสีขาว (Backlit Keyboard) ให้แสงสว่างในการทำงานที่มืดหรือแสงน้อย พร้อมตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหราด้วยสีขาวที่ดูเข้ากับสีตัวเครื่องเป็นอย่างดี

ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่เพียงแตะเท่านั้น คล้ายๆ ใช้งานพวกสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากๆ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นอย่าง HP Sure View ติดตั้งไว้ที่ปุ่ม F1 

HP Spectre x360

ทัชแพดเป็นวัสดุกระจกแบบด้านมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา มองไปแล้วไม่เห็นปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมมากๆ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี  ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่าขณะกำลังพิมพ์ ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

หน้าจอขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) ซึ่งถือได้ว่าคมชัดเป็นอย่างมาก ที่มีขอบบางเฉียบถึง 3 ด้านด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบจอกระจก Corning Gorilla Glass ที่ทนทานกับรอยขีดขวน ซึ่งอาจจะมีการสะท้อนภาพบ้างเวลาใช้งานกลางแจ้งหรือที่มีแสงจัดๆ โดยตัวจอรองรับการทัชสกรีนจำนวน 10 จุด ทั้งการใช้งานทั้งนิ้วมือแบบมัลติทัชและปากกา HP Active Pen ไม่แค่นั้นตัวเรื่องยังสามารถรองรับแรงกดได้หลายระดับ

HP Spectre x360

อีกทั้งยังสามารถพับปรับจอได้ 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook และจากการที่ตัวจอเป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ทำให้สีสันคมชัดสมจริงไม่ว่ามองมุมไหน หรือการใช้งานโหมดใด ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้อง HP Wide Vision HD Camera และไมคโครโฟนคู่เพื่อใช้งาน VDO Call รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ อีกทั้งยังด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที 

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 23
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 26
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 83

ที่สำคัญคือเป็นโน๊ตบุ๊ค HP ที่ได้ติดตั้งฟีเจอร์ HP Sure View เป็นมาตรฐาน โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง ซึ่งที่ผ่านทางปกติจะมีเฉพาะรุ่นท็อปๆ เท่านั้น (แบรนด์อื่นๆ ไม่มี) รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่  ที่ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อฟิล์มมาติดเพิ่ม ไม่ต้องลอกออกไปมา เพราะเราสามารถกดปุ่มปิดเปิดได้ตามความต้องการ ที่ปุ่ม F1 เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานสายมืออาชีพที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสุดอีกด้วย 

ทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ HP Spectre x360 13 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี แต่ดีแค่ไหนต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรตหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด นอกจากนี้เรายังทำการ Display Analysis ดูประสิทธิภาพการแสดงผลแบบละเอียด อย่างที่ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ จึงต้องใช้เครื่องมือช่วย  

s1 6
s2 6
s3 6

โดยขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 74% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับ IPS ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้เป็นปกติจะเห็นว่าเหนือกว่ามากๆ โดยมีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดี ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ อย่างไรก็ตามถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นสีตรงกับอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ แบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางแถวบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับบางช่องจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 6% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 นับได้ว่าสมกับพาเนล IPS ระดับสูงจริงๆ

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 29

ด้านของลำโพงนั้นมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ติดตั้งซ้ายขวาขอบบนของตัวเครื่องด้านล่าง เรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนคุณภาพเสียงต้องบอกว่าเป็นของ Bang & Olufsen ที่ไว้ใจได้ คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว และดีกว่าโน๊ตบุ๊ค HP รุ่นอื่นๆ พอตัวรวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี HP Audio Boost ช่วยเพิ่มเสียงให้ก้องกังวาล เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความบันเทิงถึงขีดสุดจากเสียงคมชัด

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 67
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 64
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 65

Connector / Thin And Weight

สำหรับพอร์ต Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานของสเปก Intel Core i Gen 11 ที่รองรับการโอนถ่ายข้อมูล 40 Gb/s พร้อมรองรับการชาร์จไฟ Power Delivery 3.0 และเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก DisplayPort 1.4 ที่ความละเอียดสูง 4K/ 8K อีกทั้งรองรับ HP Sleep and Charge ด้วย บน ซึ่ง HP Spectre x360 13 นี้ ได้ถูกติดตั้งไว้บริเวณขอบตัวเครื่องด้านขวา โดยมีอยู่ 2 พอร์ตด้วยกัน เรียกได้ว่าติดตั้งมาได้แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ

HP Spectre x360

ที่โดดเด่นคือ แม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้งพอร์ต USB 3.2 Type A (HP Sleep and Charge) มาตรฐานเดิมมาให้ด้วย แต่เป็นแบบพิเศษที่เรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง การใช้งานคือเราต้องเปิดฝาออกมาก่อนจากนั้นจึงจะเสียบสายได้ นับได้ว่าเป็นการออกแบบที่ล้ำหน้าและได้ใช้งานจริง เพราะปกติแล้วถ้าเครื่องบางมากหรือออกแบบมาพิเศษ จะโดนตัด USB Type A ออกไปด้วย แน่นอนว่ายังมีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และ micro-SD Card Reader ไว้ถ่ายโอนข้อมูล ติดตั้งเอาไว้อยู่ด้วย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 62
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 57
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 10

ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะก็ไม่ต้องกังวล เพราะทาง HP ได้ให้อุปกรณ์เสริม อย่างยอแดปเตอร์ตัวแปลง USB-C Hub บันเดิลให้ในชุดฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อเองให้เสียงเงินและวุ่นวาย โดยรองรับขยายพอร์ตการใช้งานเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปถึงพอร์ตชาร์จไฟก็สามารถใช้งานได้ผ่านทาง USB-C Hub นี้ได้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าในส่วนนี้ HP คิดมาเป็นอย่างดี เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามาก เมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนัก 1.6 กิโลกรัมนิดๆ โดยในส่วนของอแดปเตอร์เตอร์ก็มีความพิเศษมากๆ จากการที่ดีไซน์มาได้สวยงาม ซึ่งสามารถพันสายเก็บได้เรียบร้อย รวมไปถึงตัวสายเองก็เป็นสายแบบถักที่นอกจากหรูหราแล้วยังทนทาน

Multi-Mode

HP Spectre x360 13 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร HP Spectre x360 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 46

สำหรับปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัส HP Active Pen ทาง HP ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานแบบ N-Trig, มีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 73
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 74
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 78

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 8

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Pro ได้อย่างลื่นไหล ก็สามารถเลือก HP Spectre x360 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ได้เลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 72
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 77
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 79

Performance / Software  

HP Spectre x360 13 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด Quad Channel เป็นมาตรฐาน DDR4 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 6.   c2 6

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 6.   g2 5

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro มาตั้งแต่แกะกล่อง โดยได้ฟีเจอร์การจัดการและการปรับใช้งานในธุรกิจที่มากกว่า Windows 10 Home ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows หรืองานมืออาชีพเลย ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 6.   cine20 6

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

    ssd 6

ด้านของ Storage เป็น SSD M.2 มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ได้ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3549MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2948 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ เห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4597 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game 1

ทดสอบเกมเพื่อให้รู้ถึงเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ความละเอียด Full HD ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 45 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 28 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 57 / 28 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 36 / 14 จากการที่ตัวเครื่องต้องควบคุมความร้อนให้ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

hp1

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Spectre x360 13 รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant เวอร์ชั่นล่าสุด โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดแสงและเสียงเหลือ 10% ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้สูงสุดที่ 12 ชั่วโมง ในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนาน จนแทบไม่ต้องอแดปเตอร์ไปข้างนอกสถานที่ด้วยเลย ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอลูมิเนียมของจอ ถึงพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt 5

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 89 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะร้อนจริงๆ แต่ก็สามารถนำพาความร้อนออกไปด้วยความรวดเร็วเช่นกัน ด้วยพัดลม 2 ตัวแบบหมุนรอบจัด ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วล่ะ คาดว่าเพราะ Intel Core i Gen 11 มีความแรงที่มากขึ้นแต่ความร้อนปลดปล่อยน้อยลง 

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ HP Spectre x360 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบให้เครื่องประมวลผลผลหนักๆ หลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด  จากการที่ชุดระบายความร้อนไม่ได้ใหญ่แถมตัวเครื่องยังบางเฉียบอีกด้วย

temp2 2

Conclusion / Award

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง การมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ได้แพลตฟอร์มเป็น Intel EVO ที่ยืนยันว่าผ่านมาตรฐานระดับสูงของทาง Intel อย่างที่หาไม่ได้ในโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น

แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ ด้วยการประกอบและดีไซน์สุดเนียบ ที่สำคัญยังเหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วย จากฟีเจอร์ความปลิดภัยเพื่อความอุ่นใจ ด้วย HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง และสวิตช์ Webcam Kill ซึ่งให้ความปลอดภัยอย่างที่สุด ซึ่งยังมี Windows 10 Pro เน้นการใช้งานระดับมืออาชีพองค์กรภาคธุรกิจอีก 

HP Spectre x360

แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือทุกๆ ที่ที่เราต้องการหยิบออกมาใช้งาน สมกับเป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง ที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ การทำงานขององค์กร หรือความบันเทิงส่วนตัว ที่ HP Spectre x360 13 ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด จัดได้ว่าพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือจะกล่าวว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ก็ว่าได้

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 31

HP Spectre x360 13 ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Bang & Olufsen คุณภาพดี ที่จัดได้ว่าให้อรรถรสของเสียงได้ดีกว่าลำโพงทั่วไปแบบรู้สึกได้ มีการเชื่อมต่อได้มาตรฐาน Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้ HP Notebook รุ่นนี้ เป็น 2-in-i Notebook ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ตัวในตลาด สนนราคาอยู่ที่ 55,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ตามมาตรฐาน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 50

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของ 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง HP Spectre x360 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้ 

Best Design 

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Spectre มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน HP Spectre x360 13 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ วัสดุอลูมิเนียมคุณภาพสูง งานประกอบแน่นหนา ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์ครุ่นใหม่ ขอบจอก็บางเฉียบ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่สำหรับคนนำไปทำงานเป็นทางการ โดยมีสีสันให้ความโดดเด่นภาพลักษณ์ดี อีกทั้งการออกแบบยังรองรับการพับหน้าจอ 360 องศา ตามลักษณะการใช้งานของ 2-in-1 Notebook ที่ให้ความบางเบาอีกด้วย

NBS award 7 Design 

Best Mobility 

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปข้างนอกด้วยเลย

NBS award 4 Mobility

Best Ultrabook 

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของ Ultrabook ที่เป็นมาตรฐานจากทาง Intel พร้อมได้ Intel EVO จากการที่มีความแรงลื่นและความบางเบาในเครื่องเดียว โดยได้หน้าจอบางเฉียบ Micro Edge display ของ HP รวมไปถึงอีกด้านยังมี HP Sure View ลดมุมมองหน้าจอ และ Webcam Kill ปุ่มเลื่อนไปมาสำหรับเปิดปิดการใช้งานกล้องเว็บแคม ที่ช่วยเราให้เรื่องของความปลอดภัย ได้ Windows 10 Pro ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อขั้นสูงทั้ง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) จึงทำให้คว้ารางวัล Best Ultrabook ไปด้วย

NBS award 1 Ultrabook

 

from:https://notebookspec.com/web/578035-review-hp-spectre-x360-13-i7-1165g7-10p

รีวิว ASUS ZenBook 13 UX325 จอ OLED 13.3″ ดีที่สุด สเปก i5-1135G7 แรงลื่นพกพาสะดวก ได้ Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site ราคาคุ้ม 28,990 บาท

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ ราคาถูกที่สุด โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.11 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์การพกพาแต่รองรับการใช้งานรอบด้าน มาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน

โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต โดยมีราคาเพียง 28,990 บาท อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 88% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร 

ASUS ZenBook 13

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนล OLED สีสันสวยงาม ขอบเขตดีที่สุดในราคาใกล้เคียงกัน

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว

NBS Verdict

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาจอดีจอสวยที่สุดจากการที่เป็นพาเนล OLED ซึ่งดีกว่า IPS แน่นอน ได้สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1135G7 เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม

อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน อีกทั้งยังได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท รวมไปถึงได้ประกันเทพๆ อย่าง 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก กับราคาเพียง 28,990 บาท นับว่ามีความคุ้มค่าน่าซื้อมากๆ 

ASUS ZenBook 13

ได้หน้าจอขนาด 13.3″ ทำให้เล็กกระทัดรักพกพาสะดวก ที่สำคัญเครื่องยังเบาเพียง 1.11 กิโลกรัม และตัวเครื่องบางสุดที่ 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือ Co Working Space อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook 13

ที่นอกจากได้เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ที่ดีแล้ว ยังได้ตัวเครื่องที่พรีเมียมหรูหรา โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน  อีกทั้งยังได้ Numper Pad 2.0 แป้นตัวเลขที่ทัชแพดทำให้ใช้งานสะดวก พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลงแถมมาให้ด้วย 

ASUS ZenBook 13

จุดเด่น ASUS ZenBook 13 UX325

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ จัดว่าเป็น รุ่นที่จอดีจอสวยที่สุดในรุ่นที่ใกล้เคียงกัน
  • น้ำหนักเบากแค่ 1.11 กิโลกรัม บางสุด 13.9 มิลลิเมตร วัสดุเครื่องคุณภาพสูงทั้งตัว
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วย Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอ Iris Xe Graphics
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ 
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อม 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี เมื่อเทียบรุ่นก่อนๆ 

ข้อสังเกต ASUS ZenBook 13 UX325

  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 
  • หน่วยความจำเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย และไม่รองรับการอัพเกรด 
  • น่าจะเบาได้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะเบากว่ารุ่น 14″ เพียง 600 กรัม

Specification

ASUS ZenBook 13 UX325 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i5-1135G7 ราคา 28,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

ASUS ZenBook 13 UX325

หน้าจอขนาด 13.3 เป็นพาเนล OLED ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย 

ASUS ZenBook 13 UX325 ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD OLED 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 1

Hardware / Design

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา จอดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 13 UX325 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.11 กิโลกรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันมากกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

ASUS ZenBook 13 UX325

วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey พร้อมรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น กับราคาก็ไม่แพงด้วยจากการที่สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 Gen 11 และ Iris Xe Graphics ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 29

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 150 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ฝาหลังเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียม พร้อมโลโก้ ASUS ตามมาตรฐานที่มีรัศมี Zen ที่เป็น DNA สำหรับขอบตัวเครื่องมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านที่ดูหรูหราไม่แพ้ด้านนอกทีเดียว ให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานตัวเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาหรูหราซึ่งมิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 40

ในส่วนของชุดบันเดิลที่ให้กับ ASUS ZenBook 13 UX325 มีทั้งในส่วนของซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง USB-A to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 58

ทำให้ในการใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้สะดวกสบาย เพราะเราสามารถนำอแดปเตอร์นี้ไปชาร์จมือถือรุ่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้แทบทั้งหมด อาทิ กล้องดิจิตอล หรือ Power Bank นับได้ว่า ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นการมาของ Intel Notebook หน้าจอ 14″ สายทำงานบางเบาที่ครบเครื่อง มีดีที่สเปกแรงลื่น ราคาคุ้มค่า ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้เลยว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบ รายละเอียด เพื่อการรองรับใช้งานจริงของคนรุ่นใหม่จริงๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 22
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 21
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 8
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 5
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 26
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 36
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 45
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 46
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 47

Keyboard / Touchpad

ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 UX425 มีขนาดใหญ่เป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง จัดว่าอยู่ในขนาดพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 14″ ทำให้พอมีพื้นที่เว้นว่างบ้าง โดยมีระยะการกดที่ 1.4 มิลลิเมตร ซึ่งให้สัมผัสในการกด การเด้งของปุ่มที่ดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ส่วนไฟ LED ที่คีย์บอร์ดก็จะเป็นสีขาวตัวอักษรเป็นสีขาวเข้ากัน พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องโดยรวมที่มีเล็กกระทัดรัดถือว่าจัดเต็มเรื่องของการใช้งานจริง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook 14 UX425 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 18
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 19
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 20

Screen / Speaker

หน้าจอของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นจอด้าน แบบขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ที่ดีกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน ให้ภาพคมชัดด้วยอัตราการตอบสนองที่เร็วถึง 0.2 ms สวยงามสมจริงทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ ตามสไตล์ NanoEdge Display โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 88% เป็นหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับ TÜV Rheinland certified eye care ช่วยถนอมสายตา และป้องกันแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของสีจาก PANTONE Validated

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 7

ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โดยสามารถกางหน้าจอได้สูงสุดที่ 150 องศา ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 9
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 10
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 54

พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

s1 5
s2 5
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 99% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีที่สูง รองรับการทำงานที่เน้นกราฟิก หรืองานด้านการถ่ายได้ระดับมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 350 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับกลางๆ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.5 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2021 นี้ เมื่อเทียบกับราคายิ่งจัดว่าคุ้มค่า

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว 2W x 2 ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ

พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า เมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นเพิ่มมิติของทิศทางเสียง  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 52
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 51
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 53

Connector / Thin And Weight

ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 42

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง อย่างไรก็ตามเป็นโมเดลตัวเครื่องที่ทาง ASUS เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป (เหมือนกับ ASUS ZenBook 13 UX425 รุ่นหน้าจอ 14″) แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ขนาดของตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.11 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13″ รุ่นก่อนๆ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน  ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 56
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 57
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 55

ASUS ZenBook 13 UX325 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 5.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 5.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 5.   cine20 5

 

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1877 MB/s และเขียนที่ 895 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับมาตรฐานที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ssd 5 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,611 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 4

ทดสอบเกมได้เฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 8GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 43 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 21 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 67 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 20 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

game

ASUS ZenBook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

my 1

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ตัวเครื่องเป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4200 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ19 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ พร้อมกับลดแสงและเสียงเหลือ 10%

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt 4

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 91 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

temp 4

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

จัดว่าโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ZenBook 13 UX325 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ZenBook ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ ความทนทานที่ยอดเยี่ยมเหนือชั้นมากกว่า มาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดยมี Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับสูงของทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับ กับค่าตัว ASUS ZenBook 13 UX325 ถือว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่า สนนราคาที่ 27,990 บาท

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 17

 ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบและมีหน้าจอขนาด 13.3″ แต่มิติรูปทรง น้ำหนัก มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ทั่วไป เทียบเท่ากระดาษ A4 เลยก็ว่าได้ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.11 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตาม

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 14

เอาเป็นว่าสมแล้วที่จะเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คบางเบาได้หน้าจอ OLED ในราคาคุ้มค่า แต่ก็จัดเต็มทุกๆ อย่าง ที่โดดเด่นเลยก็คือ มาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตที่ดีที่สุด จากการที่สเปกเป็น Intel Core i Gen 11 พร้อมชูนวัตกรรม ErgoLift ของคีย์บอร์ดที่ทำมุม 3 องศา ช่วยให้การพิมพ์งานง่ายกว่าเคย

พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชิปประมวลผล แรม SSD และโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย ส่วนข้อสังเกตอาจมีบ้างอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่

ASUS ZenBook 13 UX325

สรุปรีวิว ASUS ZenBook 13 UX325  ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา การรับประกันก็ตามมาตรฐานของ ASUS ที่อัพเกรดเป็นมาตรฐานประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ้อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง Perfect Warranty แล้วด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 62

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook 13 UX325  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา ก็คือขนาดที่กะทัดรัด เบาแค่ 1.11 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานสาย Mobility ได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเฉียบ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยเลย หรือจะพกไปก็เล็กมากๆ

NBS award 4 Mobility

Best Design

ฟีเจอร์โดยรวมของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ มีความโดดเด่นในทุกๆ มิติ  อีกทั้งได้เป็น OLED คุณภาพสูงให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รายละเอียดรอบนอกเครื่องดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา (Pine Grey) ที่หรูหราพรีเมียม

NBS award 7 Design

Best Value

จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาพกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าไม่แพง จัดว่าคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยราคาขาย 28,990 บาท ที่มาพร้อมสเปคอย่าง Intel Core i Gen 11 รวมถึงมีแรม 8GB LPDDR4x 4266 MHz และที่เก็บข้อมูลมาตรฐานแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แถมมีสแกนใบหน้า 3D IR Camera และฟีเจอร์อื่นๆ จัดเต็ม เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม แถมได้ Office แท้ เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบนี้ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี On-site + Perfect Warranty ในปีแรกด้วย

award new value

from:https://notebookspec.com/web/577796-review-asus-zenbook-13-ux325-oled-i5g11

Intel Tiger Lake-H มาไตรมาสแรก เร็ว 5 GHz แรงกว่า Ryzen 30%

ตลาดซีพียูโน๊ตบุ๊คตอนนี้เราจะเห็นว่า AMD Ryzen นั้นมาแรงมาก คู่แข่งอย่าง Intel จึงส่งซีพียูใหม่รุ่นที่ 11 รหัส Intel Tiger Lake-H ลงสนามเช่นกัน โดยซีพียูนี้จะมีค่า TDP 35W และ 45W โดยเป้าหมายคือตลาดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คนั่นเอง โดย Intel เผยว่าตอนนี้ทางบริษัทได้แบ่งกลุ่มเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่กลุ่ม Essential ที่หาซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพดีราคาเป็นมิตรในเรท 20,000-30,000 บาท, Thin Enthusiast เน้นเครื่องเบาพกง่ายแต่เล่นเกมได้ด้วย และ Halo enthusiast เน้นประสิทธิภาพสูงเต็มทมีงบจ่ายที่ 60,000 บาทขึ้นไป

แต่กลุ่มใหม่กลุ่มที่ 4 อย่าง Ultraportable นั้นจะเป็นกลุ่มเครื่องบางพกพาง่าย แต่เล่นเกมปรับกราฟฟิคระดับ High แล้วได้เฟรมเรท 70 เฟรมขึ้นไปด้วย ซึ่งทาง Intel จะทำตลาดด้วยซีพียู Tiger Lake-H35 ส่วน Tiger Lake-H45 จะเป็นซีพียูของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นประสิทธิภาพสูง มีความเร็วต่อคอร์ที่ 5 GHz ขึ้นไป

Intel Tiger Lake-H

ประสิทธิภาพของ Intel Tiger Lake-H

csm 000685 9f8f517f69
csm 000882 f592e0f3b7
csm 000771 f14244d8db

สำหรับ Tiger Lake-H ที่จะติดตั้งในเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คกลุ่ม Ultraportable จะมี Intel Resizable BAR แล้วก็มีฟีเจอร์พื้นฐานอื่น ๆ เสริมการทำงานติดตั้งมาด้วย ได้แก่

  1. อินเตอร์เฟสการรับส่งข้อมูลกับการ์ดจอประสิทธิภาพสูง PCIe Gen4
  2. Killer Wi-Fi 6E Gig+ พร้อม Killer Prioritization Engine ช่วยปรับแต่งการรับส่งข้อมูลไร้สายให้ดียิ่งขึ้น
  3. Thunderbolt 4
  4. รองรับ Intel Optane H20 ช่วย SSD ประมวลผลได้เร็วยิ่งขึ้น

1 2

สำหรับ Tiger Lake-H35 จะมีรุ่นประสิทธิภาพสูงสุดคือ Intel Core i7-11375H Special Edition สามารถใช้ Turbo Boost 3.0 เพื่อเร่งความเร็วได้สูงสุด 5 GHz เป็นซีพียู 4 คอร์ 8 เธรด ส่วนรุ่นรองลงมาเป็น Intel Core i7-11370H กับ Intel Core i5-11300H มี 4 คอร์ 8 เธรด เหมือนกัน มีค่า TDP อยู่ระหว่าง 28-35 วัตต์

ประสิทธิภาพนั้น Intel เคลมว่าซีพียู Intel Core i7-11375H จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า AMD Ryzen 7 4800HS, Ryzen 9 4900H ที่มี 8 คอร์ 16 เธรด ร่วม 30% ทีเดียว โดยทาง Intel ตั้งเป้าว่า Tiger Lake-H35 จะต้องเล่นเกมที่ความละเอียด 1080p ได้ 70fps และ 4K ได้ลื่นไหลด้วย

2 4
3 4
4 3
5 1

จุดสังเกตคือตัว Tiger Lake-H35 จะไม่รองรับการ Overclock และไม่มีซอฟท์แวร์จูนประสิทธิภาพตัวเครื่องให้สูงขึ้นอย่าง Intel Extreme Tuning Utility (Intel XTU) ติดตั้งมาให้ เพราะถูกยกไปใส่ใน Intel Tiger Lake-H45 แทน

ด้านของ Intel Tiger Lake-H45 ของ Intel Core รุ่นที่ 11 นั้นจะมีค่า TDP 45W และมี 8 คอร์ 16 เธรด และทำความเร็วแตะระดับ 5 GHz ได้หลาย ๆ คอร์พร้อมกัน โดยรุ่นประสิทธิภาพสูงสุดเป็นรหัส Intel Core i9-11980HK มี 8 คอร์ 16 เธรด ส่วนกลุ่ม Tiger Lake-H45 จะมีซีพียูประสิทธิภาพสูงร่วมอีก 3 รุ่น ได้แก่

  1. Intel Core i9-11900H (8 คอร์ 16 เธรด)
  2. Intel Core i7-11800H (8 คอร์ 16 เธรด)
  3. Intel Core i5-11400H (6 คอร์ 12 เธรด)

ส่วนฟีเจอร์เด่น คือ มี PCIe 4.0 ทั้งหมด 20 เลน, รองรับ Thunderbolt 4, Wi-Fi 6 และ 6E, Intel XTU อีกด้วย

6

สำหรับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้ง Intel Tiger Lake-H45 จะเริ่มวางจำหน่ายก่อนหมดไตรมาสแรกของปี 2021 นี้ ส่วน Intel Tiger Lake-H35 จะมาหลังไตรมาสแรก ซึ่งคาดว่าเป็นเดือนเมษายนเป็นต้นไป ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Acer, ASUS, MSI, VAIO, DELL, HP, Lenovo และอื่น ๆ ร่วม 40 แห่ง ก็เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ซีพียู Tiger Lake-H35 ออกมาอย่างแน่นอน

ดังนั้นเกมเมอร์ที่รอจะซื้อโน๊ตบุ๊คติดตั้งซีพียูรุ่นใหม่ของ Intel อยู่ ควรกำเงินเอาไว้แน่น ๆ เพราะในปี 2021 นี้น่าจะมีรุ่นเด่นราคาไม่แรงเปิดตัวมาอย่างต่อเนื่องเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเช่นเราอย่างแน่นอน

ที่มา : Notebookcheck (Tiger Lake-H35), Notebookcheck (Tiger Lake-H45)

from:https://notebookspec.com/web/577256-intel-tiger-lake-h-1st-quarter-5ghz

Pat Gelsinger ซีอีโอใหม่อินเทลรับตำแหน่งแล้ว กลับคืนอินเทลหลังเว้นไป 11 ปี

Pat Gelsinger ซีอีโอใหม่ของอินเทลเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (15 ก.พ. ตามเวลาสหรัฐ) เขาถือเป็นซีอีโอคนที่ 8 ของอินเทล แถมยังเคยเป็นลูกหม้อของอินเทล ทำงานที่นี่มานาน 30 ปี ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งบริหารที่ EMC และซีอีโอของ VMware

เขากล่าวในโอกาสรับตำแหน่งซีอีโอว่า อินเทลคือไอคอนของวงการไอที ในฐานะที่เขาเป็นนักเทคโนโลยี เป็น geek เต็มตัว เขาก็ตื่นเต้นที่ได้มากุมบังเหียนของบริษัทนี้เพื่อพาบริษัทก้าวสู่ยุคใหม่

Pat Gelsinger เริ่มงานที่อินเทลตอนอายุ 18 ในตำแหน่ง quality control technician แล้วเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าระหว่างทำงานกับอินเทล เขาอยู่ในทีมออกแบบซีพียู 386 และ 486 อีกทั้งเคยเป็น CTO คนแรกของบริษัทด้วย ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือ Vice President ของ Digital Enterprise Group ต่อสู้กับ AMD Opteron ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ แล้วลาออกไปอยู่กับ EMC ในปี 2009 เท่ากับว่าห่างหายจากอินเทลไปนานประมาณ 11 ปี

Pat เดินเข้าตึกสำนักงานใหญ่ของอินเทลวันแรก ชื่อตึกตั้งตาม Robert Noyce ซีอีโอคนแรกของอินเทล

No Description

ที่มา – Intel

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121216

Intel Resizable BAR จับคู่ RTX 3000 ทำซีพียูโหลดฉากเกมไวขึ้น

Intel Resizable BAR เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เกิดจากการร่วมพัฒนาของ Intel, AMD, NVIDIA ซึ่งจะทำให้ซีพียูของ Intel สามารถเข้าใช้ frame buffer ของการ์ดจอได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ซีพียูของ Intel เองสามารถเรียกใช้ frame buffer ของการ์ดจอได้เพียง 256MB เท่านั้น

Resizable BAR ของ Intel นั้นเป็นฟีเจอร์ที่ทำงานกับส่วนของ PCI-Express ส่วน AMD ก็มีเช่นกันแต่ใช้ชื่อว่า SAM (Smart Access Memory) ซึ่งใช้งานกับซีพียูและการ์ดจอ AMD Radeon ได้ แต่ต้องเป็น Radeon RX 6000 Series ขึ้นไป

ฟีเจอร์นี้จะใช้ช่วยในการประมวลผลตอนเล่นเกมเช่นการโหลดฉากและ Texture ต่าง ๆ ให้ขึ้นมาเร็วยิ่งขึ้น ถ้าระบบมีไฟล์งานต้องประมวลผลพร้อมกัน ระบบจะจัดการประมวลผลแบบควบคู่กันไปเลย ทำให้ประสิทธิภาพของการประมวลผลเกมดีขึ้น 5-10%

Intel Resizable BAR

Intel Resizable BAR ใช้กับการ์ดจอรุ่นไหนบ้าง

2021 02 12 image 18 j
AMD ก็มีแล้วในชื่อ SAM ประสิทธิภาพก็จัดว่าเวิร์คด้วย

ตอนนี้ Intel รุ่นที่ 11 “Rocket Lake” รองรับ Resizable BAR ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แต่ต้องใช้กับเมนบอร์ดชิป Z490 ส่วน MSI และ ASUS ประกาศแล้วว่า Resizable BAR จะรองรับย้อนหลังซีพียู Intel Core รุ่นที่ 8 ด้วยแต่ต้องรอการอัพเดทไบออสมาในภายหลัง

ส่วนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 Series ไม่ว่าจะซีพียู Intel หรือ AMD ก็รองรับฟีเจอร์นี้แล้ว และได้รับอัพเดทไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และจะมีอัพเดทไบออสให้ Intel Core รุ่นที่ 10 และ 11 ชิปเซ็ต H45 และ H35 ใช้งาน Resizable BAR ได้ด้วย

intel

ด้านของการ์ดจอแยกสำหรับพีซีนั้น Intel Resizable BAR จะรองรับกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 Series ก่อน โดยตอนนี้รองรับถึง NVIDIA GeForce RTX 3060 โดยอัพเดทไบออสจะเปิดให้อัพเดทในช่วงเดือนมีนาคมนี้

สำหรับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตที่ประกาศเตรียมอัพเดทให้เมนบอร์ดรองรับ Resizable BAR ได้แก่ ASUS, ASRock, EVGA, GIGABYTE, MSI ซึ่งผู้ใช้คนไหนที่สนใจอยากลองฟีเจอร์นี้และมีการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3000 Series แนะนำให้ติดตามข้อมูลการอัพเดทจากผู้ผลิตเป็นระยะ ๆ จะดีที่สุด

ที่มา : NVIDIA, TechSpot, Tom’s Hardware

from:https://notebookspec.com/web/576933-intel-resizable-bar-pair-rtx-3000

Intel Gen 10 กับราคาที่แอบลดลงพร้อมด้วย i3 comet lake กับกล่องแบบใหม่

จากที่เว็บ Benchmark.pl ได้ทำการเก็บรวบรวมเปรียบเทียบราคา CPU Gen10th comet lake จากราคาเปิดตัวเทียบกับราคาปัจจุบัน ปรากฏว่า CPU แทบทุกรุ่นนั้นมีราคาค่าตัวที่ถูกลงเฉลี่ยแล้ว 13% เลยทีเดียว โดยราคาในฐานข้อมูลที่ทาง Benchmark.pl รวบรวมมานั้นมีรุ่นที่ลดน้อยที่สุด Core i7-10700 ที่ 10% และรุ่นที่ลดลงมากที่สุดคือ Core i5-10600KF ที่ลดไปถึง 22% ส่วนรุ่นที่น่าจับตามองที่สุดคือ Core i9-10850K CPU แบบ 10 Core 20 Theads  ซึ่งถ้าอ้างอิงราคาจากเว็บ headdaddy.com 13,950 บาท เท่านั้น นับว่าถูกลดมาราคาใกล้เคียง CPU ซีรี่ย์เก่าของคู่แข่งอย่าง R7 3800XT ที่เมื่อเทียบประสิทธิภาพแล้ว Core i9-10850K น่าจะเป็นต่อทุกอย่าง และน่าจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังหาซื้อ Zen3 (Ryzen 5000) ที่ ณ เวลานี้หาซื้อยากมาก


สำหรับ CPU Gen10th นั้นยังคงถูกผลิตด้วยกระบวนการผลิต 14nm โดยเป็นสถาปัตยกรรม comet lake ซึ่งใช้พื้นฐานมาจาก Skylake ที่ถูกวางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2015 นับเป็นเวลาเกือบ 6 ปีที่ลูกหลานของมันได้โลดแล่นในตลาด Desktop  CPU เหล่านี้ถูกผลิตโดยงานของ Intel เอง ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้ถูกจำกัดโดยกำลังการผลิตเหมือนกับโรงงานภายนอก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับ AMD ที่ต้องอาศัยสายพานการผลิตจาก TMSC เป็นหลักที่ดูเหมือนว่าจะมีข้อจำกัดทางด้านกำลังการผลิตเป็นอย่างมาก เพราะTMSC เองก็ต้องรับงานจากที่อื่นมาด้วย
มาต่อกับข่าว i3 กับกล่องรูปแบบใหม่ จากที่มีข้อมูลหลุดมาระยะหนึ่งแล้วว่า i3 Gen11th นั้นจะไม่ใช่ Rocket Lake-S ที่เป็นสถาปัตยกรรมใหม่แต่จะเป็น Comet Lake-Refresh แทน โดยจากภาพที่หลุดมาที่อ้างว่าหลุดจากจากร้านค้าในประเทศมาเลเซียได้เผยให้เห็นถึง บรรจุภัณฑ์ใหม่สำหรับซีพียูที่กำลังจะวางขายในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับการออกแบบจะเน้นความเรียบง่ายคล้ายกับรูปลักษณ์ลักษณะตัวอักษรของโลโก้ โดยที่หน้ากล่อง ก็ยังเขียนว่ามันคือ Gen10
สำหรับ i3 2 SKUs ที่จะออกมานี้จะมี i3-10305(F)และ i3-10105(F) โดยที่ i3-10105 จะมีค่า Base Clock ที่สูงกว่า i3-10100 100 MHz (ยังไม่ได้รับการยืนยัน) แต่ที่แน่นอนคือ 2 รุ่นนี้จะไม่มี iGPU Xe-LP graphics ซึ่งจะเป็นหนึ่งในจุดขายเฉพาะของ Gen 11 เท่านั้น
มีความเป็นไปได้ว่า Rocket Lake-S และ Comet Lake-Refresh จะถูกเปิดตัวในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ในขนาดนี้ยังไม่มีการระบุวันที่แน่นอนจากทางผู้ผลิตแต่จากการที่ Intel เคยประกาศไว้ว่าจะเปิดตัวซีรีส์ใหม่ในไตรมาสแรกของปีนี้ก็ซึ่งหมายความว่าเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่เราจะได้เห็น Rocket Lake-S วางจำหน่ายแล้ว.

 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/9CVSvdbCHaw/