คลังเก็บป้ายกำกับ: IDC

IDC เผยยอดขาย Ethernet Switch และ Router ปี 2018 Cisco เป็นผู้นำ 100GbE, 25GbE เติบโตอย่างมั่นคง

IDC ได้ออกมาเล่าสรุปถึงยอดขายของตลาด Ethernet Switch และ Router ในปี 2018 ที่มีการเติบโตมากขึ้น โดยมี Cisco, Huawei, Arista ขึ้นเป็นผู้นำในตลาด พร้อมรายงานถึงแนวโน้มอื่นๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

Credit: IDC
  • ยอดขาย Layer 2/3 Ethernet Switch รวมทั้งตลาดในปี 2018 มีมูลค่า 28,100 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 899,200 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 9.1%
  • ยอดขาย Enterprise Router และ Service Provider Router รวมทั้งตลาดในปี 2018 มีมูลค่า 15,500 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 496,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.8%
  • ตลาด Asia/Pacific ที่ไม่รวมญี่ปุ่น เติบโตถึง 15.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • ตลาด 100GbE Switch และ 25GbE Switch นั้นยังเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งคู่ ในขณะที่ถึงแม้ 10GbE Switch จะมีปริมาณการสั่งซื้อที่สูงขึ้น แต่ราคาที่ลดต่ำลงมาก็ทำให้รายรับโดยรวมกลับลดลงแทน
  • 1GbE Switch ยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่มากถึง 41.8%
  • ถึงแม้ในภาพรวม ตลาด Router จะเติบโตไม่มากนัก แต่หากพิจารณาเฉพาะ Asia/Pacific ที่ไม่รวมญี่ปุ่นแล้ว ตลาดนี้ก็เติบโตสูงถึง 13.6% เลยทีเดียว
  • Cisco มีส่วนแบ่งตลาด Ethernet Switch สูงถึง 52.8% และมีส่วนแบ่งตลาด Router สูงถึง 38.8% โดย 10GbE Switch ถือเป็นตลาดที่โดดเด่นมาก
  • Huawei มีส่วนแบ่งตลาด Ethernet Switch 20.2% และมีส่วนแบ่งตลาด Router 28.7%
  • Arista Networks มีส่วนแบ่งตลาด Ethernet Switch 6.5% โดยมี 100GbE Switch เป็นตลาดที่เติบโตมากถึง 69.4%
  • HPE มีส่วนแบ่งตลาด Ethernet Switch 6.1%
  • Juniper Networks มีส่วนแบ่งตลาด Ethernet Switch 3.1% และมีส่วนแบ่งตลาด Router 14.7%

ทาง IDC วิเคราะห์ว่าการที่ตลาด Ethernet Switching ทั่วโลกเติบโตนั้นเป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นจากการที่เหล่าองค์กรกำลังปรับปรุงระบบ Network Infrastructure เพื่อให้รองรับต่อการทำ Digital Transformation กันนั่นเอง

ที่มา: https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prUS44898419&utm_medium=rss_feed&utm_source=Alert&utm_campaign=rss_syndication

from:https://www.techtalkthai.com/idc-reveals-ethernet-switch-and-router-trends-2018/

โฆษณา

IDC ทำนาย การลงทุน Blockchain ทั่วโลกปี 2019 จะมีมูลค่า 92,800 ล้านบาท พร้อมวิเคราะห์กรณีการนำไปใช้งานจริง

IDC ได้ออกมาเผยถึงข้อมูลสรุปจากรายงาน Worldwide Semiannual Blockchain Spending Guide ว่าในปี 2019 นี้เหล่าองค์กรทั่วโลกนั้นจะลงทุนใน Blockchain เป็นมูลค่า 2,900 ล้านเหรียญหรือราวๆ 92,800 ล้านบาท และจะเติบโตจนมีมูลค่าการลงทุนทั่วโลกรวมสูงถึง 12,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 396,800 ล้านบาทในปี 2022

 

Credit: IDC

 

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนใน Blockchain สูงนั้นได้แก่ธุรกิจการเงินและประกันที่มูลค่า 1,100 ล้านเหรียญหรือราวๆ 35,200 ล้านบาท ตามมาด้วยธุรกิจโรงงานและทรัพยากรที่มูลค่า 653 ล้านเหรียญหรือราวๆ 20,896 ล้านบาท และธุรกิจจัดจำหน่ายและบริการที่มูลค่า 642 ล้านเหรียญหรือราวๆ 20,544 ล้านบาทตามลำดับ โดยเชื่อว่าสองอุตสาหกรรมหลังนี้จะเติบโตรวดเร็วที่สุด

ด้านกรณีการนำไปใช้งาน Cross Border Payments & Settlements นั้นมีส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งที่ 15.9% ตามมาด้วย Trade Finance & Post-Trade/Transaction Settlements ที่ 10.0% ส่วนกรณีการใช้งานอื่นๆ นั้นก็ได้แก่ Lot Lineage/Provenance, Asset/Goods Management และ Regulatory Compliance ตามลำดับ

ในมุมของเทคโนโลยี การลงทุนกับบริการทางด้าน IT และธุรกิจนั้นจะมีส่วนแบ่งในการลงทุนด้าน Blockchain ในองค์กรปี 2019 นี้สูงถึง 70% เลยทีเดียว ในขณะที่ตลาดของ Blockchain Platform Software นั้นจะเป็นตลาดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดหลังจากนี้

ภูมิภาคที่จะมีการลงทุนใน Blockchain สำหรับองค์กรสูงสุดนั้นได้แก่สหรัฐอเมริกา, ยุโรปตะวันตก และจีน ตามลำดับ

ผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็ม สามารถตรวจสอบรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ https://www.idc.com/tracker/showproductinfo.jsp?prod_id=1842

ที่มา: https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prUS44898819

from:https://www.techtalkthai.com/idc-predicts-enterprise-blockchain-spending-2019/

[รายงาน] Apple Watch ขายได้ทั้งสิ้น 10.4 ล้านเครื่องในไตรมาส 4 ปี 2018

Apple Watch SalesIDC รายงานว่าในไตรมาส 4 ปี 2018 Apple Watch ขายได้ทั้งสิ้น 10.4 ล้านเครื่องจากอุปกรณ์สวมใส่ของ Apple ที่ขายได้ 16.2 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 21.5% แบบปีต่อปี Apple Watch ขายดีช่วงไตรมาสปลายปี 2018 รายงานจาก IDC เผยว่า ยอดขายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2018 นั้นอยู่ที่ 59.3 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 31.4% โดย Apple ครองอันดับหนึ่งแบรนด์ผู้จำหน่ายอุปกรณ์สวมใส่สูงสุด สินค้าประเภท Smart Watch นั้นเติบโตขึ้น 55.2% แบบปีต่อปี สร้างรายได้เป็นสัดส่วน 34.3% ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ รองลงมาคือสายรัดข้อมือ 30% และหูฟัง 21.9% สำหรับ Smart Watch ของ Apple นั้น […]

from:https://www.iphonemod.net/apple-watch-shipments-10-4-million-in-q4-2018-idc-report.html

IDC คาดการณ์ 10 เทรนด์สำคัญด้านไอทีในปี 2562

IDC ฟันธงเทรนด์อุตสาหกรรมด้านไอทีในปี 2562 เชื่อว่าไอทีจะสร้างการเติบโตให้ประเทศ และกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่แบบดิจิทัล

Photo : Shutterstock

IDC เปิดเผยการคาดการณ์เทรนด์ด้านไอทีสำหรับประเทศไทยในปี 2562 และปีต่อไปว่า มองว่าในปี 2562 ถึง 2565 เกิดจากการผลักดันให้มีการใช้จ่ายด้านไอที ประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ IDC เชื่อว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านระบบดิจิทัลได้ทำการขับเคลื่อนเข้าไปในตลาดท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของ IDC ประเทศไทยยังเปิดเผยถึงแนวโน้มสำคัญที่กำหนดให้นำเสนอโอกาสและความท้าทายแก่ผู้นำด้านไอทีในปี 2562 และในปีถัดไป ดังนี้

  1. Digitalized Economy

ภายในปี 2565 จีดีพีของประเทศไทยกว่า 61% จะถูกทำให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัลโดยมีการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนแบบดิจิทัลด้วยการนำเสนอ การดำเนินงานและความสัมพันธ์ที่เติบโตถึง 7,200 ล้านดอลล่าสหรัฐ ในมูลค่าการใช้จ่ายทางด้านไอทีในปี 2562 ถึง 2565

  1. Digital-native IT

ภายในปี 2565 การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทย 60% จะใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ 3 เนื่องจากมากกว่า 30% ขององค์กรที่อยู่สภวะแวดล้อมไอทีแบบ “ดั้งเดิม” ได้ทำเปลี่ยนแปลงเพื่อให้กิดการเติบโตเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล

3. Expand to the Edge

ภายในปี 2565 การปรับใช้ระบบคลาวด์ขององค์กรในประเทศไทยมากกว่า 20% รวมถึงการประมวลผลข้อมูลที่อยู่ใกล้กับแหล่งข้อมูลให้มากที่สุดและ 25% ของอุปกรณ์และระบบปลายทางจะใช้อัลกอริธึม AI

  1. AppDev Revolution

ภายในปี 2565 แอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ของประเทศไทย 70% จะเป็นแบบสถาปัตยกรรมไมโครไซต์ที่ปรับปรุงความสามารถในการออกแบบ แก้จุดบกพร่อง อัปเดตและใช้ประโยชน์จากโค้ดจากภายนอก และ25% ของแอพพลิเคชั่นการผลิตทั้งหมดจะเป็นระบบคลาวด์

Photo : Shutterstock

5. New Developer Class

ภายในปี 2567 นักพัฒนามืออาชีพรุ่นใหม่ที่ผลิตรหัสโดยไม่มีสคริปต์ที่กำหนดเอง และจะขยายจำนวนผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้น 20% ในประเทศไทย

  1. Digital Innovation Explosion

จากปี 2561 ถึงปี 2566  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ/ แพลตฟอร์มใหม่ จำนวนผู้พัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น วิธีการที่คล่องตัวมากกว่าเดิมและการใช้รหัสซ้ำจำนวนมาก มีจำนวน 4 ล้านแอปลอจิคัลใหม่ จะถูกสร้างขึ้นในประเทศไทย

  1. Growth Through Specialization

ภายในปี 2565 15% ของการประมวลผลแบบคลาวด์สาธารณะจะใช้โปรเซสเซอร์ที่ไม่ใช่ x86 (รวมถึงควอนตัม) ในประเทศไทย ภายในปี 2565 องค์กรต่างๆจะใช้จ่ายกับแอพพลิเคชั่นในรูปแบบการให้บริการแบบคลาวด์มากกว่าแอพพลิเคชั่นแบบที่ใช้ทั่วไป

  1. AI is the New UI

ภายในปี 2567 อินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน AI และกระบวนการอัตโนมัติจะแทนที่หนึ่งในสามของแอพที่ใช้หน้าจอในปัจจุบันในประเทศไทย ภายในปี 2565 ผู้ประกอบการ 20% จะใช้เทคโนโลยีการพูดสนทนาเพื่อการมีส่วนร่วมของลูกค้า

  1. Expanding/Scaling Trust

ภายในปี 2566 25% ของเซิร์ฟเวอร์จะทำการเข้ารหัสข้อมูลที่เหลือและการเคลื่อนไหวต่างๆในประเทศไทยโดยมีวิธีการแจ้งเตือนที่มีความปลอดภัยมากกว่า 20% ซึ่งจะได้รับการจัดการโดยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ 3.5 ล้านคนจะมีอัตลักษณ์ทางดิจิตอลโดยใช้บล็อกเชน

  1. Consolidation vs Multicloud

ภายในปีพ. ศ. 2565 กลุ่มผู้ให้บริการคลาว์  “ที่รองรับระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่” สี่อันดับแรกจะใช้พื้นที่ 80% ของการติดตั้ง IaaS / PaaS ในประเทศไทย แต่ภายในปี 2566 70% ขององค์กรในประเทศไทย 100 (T100) จะช่วยลดการล็อคอินผ่านเทคโนโลยีระบบคลาวด์ที่หลากหลายและเครื่องมือที่สามารถขับเคลื่อนได้มากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/idc-prediction-trends-it-2019/

แข่งขันเพื่อสร้างนวัตกรรมกับ 10 เทรนด์ที่ IDC คาดการณ์ในปี 2019

 

มาทุกปีสำหรับผลสำรวจเทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคธุรกิจ ผ่านบริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลก สำหรับผลวิจัยของทาง IDC Research ครั้งนี้ จะเป็นการคาดการณ์เทคโนโลยีล่วงหน้าไปอีก 5 ปี นับจากปี 2019-2022 คาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 61% และหลายองค์กรจะปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล

ทั้งนี้ ภาคเอกชนจะไม่ใช่แค่การลงทุนเทคโนโลยี แต่จะมองข้ามไปถึงการนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้าธุรกิจ ทำให้ภาพของการลงทุนจะไม่ได้มองแค่ลงทุนไปแล้วจะได้อะไร แต่จะลงทุนเพื่อให้ธุรกิจเหนือกว่าตลาด และนั่นหมายถึงการเดินหน้าธุรกิจด้วย IOT, Analytics และ AI มาใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนครั้งนี้จะเป็นเฉพาะในกลุ่มการลงทุนของภาคเอกชนที่มีการเดินหน้าธุรกิจด้วยเทคโนโลยีบ้างแล้ว และวิเคราะห์จากแผนงานในอนาคตที่ธุรกิจจะทำต่อเนื่อง

ดิจิทัลจะกลายเป็นแกนหลักของธุรกิจมากกว่าแค่โครงสร้างพื้นฐาน

คาดการณ์ 1 : ในปี 2022 เกินกว่า 61% จะเป็นดิจิทัลหมดแล้ว เศรษฐกิจดิจิทัล มาเป็นตัวขับเคลื่อนภาพรวม องค์กรจะหนุนให้คนใช้ดิจิทัลสูงขึ้นและผลักดันให้ใช้งานในองค์กรและมีการเพิ่มความสามารถด้านไอทีมากขึ้น ฝั่งไอทียังต้องเฟ้นหาความรู้และทำต่อเนื่อง องค์กรที่เป้นผู้นำด้านไอทีจะวาง DX เป็นแกนหลักของธุรกิจ

(#1: Digitalized Economy. By 2022, over 61% of Thailand GDP will be digitalized, with growth in every industry driven by digitally enhanced offerings, operations, and relationships, driving US$ 72 billion in IT-related spending from 2019 through 2022.)

คาดการณ์ 2 : 3rd platform จะเข้ามาเป็นเทคโนโลยีหลักในการทำงาน ส่งผลให้การเติบโตของพับลิคคลาวด์โต 20% จะยิ่งช่วยเร่งให้การลงทุนในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น หรือแม้ฮาร์ดแวร์เก่าจะดึงความสามารถในการทำงานลงก็ตาม

ปัญหาหลักยังเป็นเรื่องของ legacy system ว่าจะเป็นเหตุผลหลักที่คนไม่ลงทุนแต่ก็ต้องลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะการแข่งขันดิจิทัลจะสู้ไม่ไหว 

แต่ก็มีหลายองค์กรเอกชนที่พยายามสร้างหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อปั้นคนไอที เช่น scb abacus ที่เป็นทีมแยกออกจากธนาคาร มาปั้นเรื่องเทคโนโลยีและฟินเทคเต็มที่ หรือ tesco lotus ที่พัฒนาตัวรับส่งสัญญาณที่สาขาเพื่อส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าผ่านมือถือ ที่อยู่ในโลเคชั่นที่ใกล้กับสาขา จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของแบรนด์ หรืออย่าง HONDA ที่มีการพัฒนาโมบายแอพที่เชื่อมต่อกับรถยนต์ จัดการซ่อมแซมรถยนต์

(#2: Digital-native IT. By 2022, 60% of Thailand’s IT spending will be on 3rd Platform technologies, as over 30% of all enterprises build "digital-native" IT environments to thrive in the digital economy.)

คาดการณ์ 3 : ข้อดีของคลาวด์ทำให้องค์กรปรับมาใช้งานกันมากขึ้น เพราะยืดหยุ่นกว่า ในขณะที่หลายหน่วยงานมองเรื่อง EDGE computing มากขึ้น เพราะมีความรวดเร็วในการทำงานได้ดีกว่า Latency ก็ต่ำ

นอกจากนี้ 5g ในไทยก็เป็นปัจจัยที่จะเร่งให้ EDGE computing มีการเติบโตที่ดีขึ้น เพราะหลายธุรกิจต้องการจะเชื่อมต่อผ่านความเร็วสูงมากขึ้นและใช้งาน volume data ที่มาก ดังนั้นการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และ latency ต่ำลง จำเป็นสำหรับสายธุรกิจที่เดินหน้าด้วยเทคโนโลยีมาโดยตลอดและการทำงานของระบบต่างๆ ควรทำงานได้แบบเรียลไทม์มากขึ้น

(#3: Expand to the Edge. By 2022, over 20% of Thailand’s organizations' cloud deployments will include edge computing, and 25% of endpoint devices and systems will execute AI algorithms.)

คาดการณ์ 4 : 70% ของแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในไทย จะมีองค์ประกอบหลากหลายมากขึ้น

สมัยก่อน Dev จะพัฒนาทีละขั้นตอน ใช้เวลาการทำงานยาวนานเฉลี่ยอย่างน้อย 1-2 ปี แต่การมีบริการไมโครเซอร์วิสจะทำให้การพัฒนาแต่ละแอพพลิเคชั่นจะแยกส่วนกันได้ ทำให้ time to market ของแอพเดินหน้าเร็วขึ้น

กลุ่มธุรกิจ FMCG และแพลตฟอร์ม จะมีดีมานด์ของลูกค้าในการใช้งานผ่านแอพมากขึ้น ทำให้ต้องพัฒนาแอพใหม่ๆ ให้ใช้งานได้เร็วขึ้น ซึ่งบริการใดที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการช่วยพัฒนาแอพจำนวนมากๆ ให้ได้ประสิทธิภาพที่เร็วขึ้น หรือบางองค์กรอาจะต้องทำ Hyperagile เพื่อเป็นตัวช่วยในการรวมแอพหลายๆ อันและสื่อสารกับระบบให้เร็วขึ้น ลดเวลาการโหลดข้อมูลของระบบ ช่วยให้แอพที่ทำออกมาใช้งานมีประสิทธิภาพขึ้น

(#4: AppDev Revolution. By 2022, 70% of Thailand’s new apps will feature microservices architectures that improve the ability to design, debug, update and leverage third-party code; 25% of all production apps will be cloud-native.)

คาดการณ์ 5 : DEV ต้องมีความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เขียนตาม Coding แบบเดิม และตำแหน่งงานอื่นๆ ก็ต้องการคนที่มีความสามารถมากขึ้น ไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป เช่น Dev นอกจากเรียนระบบต้องเขียนคอนเทนต์ได้ ต้องสื่อสารกับลูกค้าได้ หรือคอนเทนต์ต้องทำมาร์เก็ตติ้งได้ ขายของแฝงกับบริการได้

นอกจากนี้ การพัฒนาระบบใดๆ จะต้องมองเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาตอบโจทย์ด้านใด รูปแบบการใช้งานจะต้องง่ายและสะดวกขึ้น ทำให้เกิดโปรแกรมส่วนกลางสนับสนุนนักพัฒนาหน้าใหม่มากขึ้น และจะช่วยให้อุปกรณ์ทั้ง IOT/AR/VR ใช้งานง่ายขึ้น มีบุคลากรที่มีความสามารถในองค์กรมากขึ้น โดยไม่ต้องเป็นนักพัฒนาระบบโดยตรงก็สามารถออกแบบเครื่องมือดิจิทัลได้ดีขึ้น ความตั้งใจในการพัฒนา access องค์กรจะมีมากขึ้น

(#5: New Developer Class. By 2024, a new class of professional developers producing code without custom scripting, will expand the developer population by 20% in Thailand- accelerating digital transformation.)

 

เดินหน้าธุรกิจด้วยเทคโนโลยีไม่ใช่แค่คำพูด

คาดการณ์ 6 : Digital Innovation Explosion พาร์ทเนอร์จะร่วมมือกับส่วนต่างๆในการพัฒนาอินโนเวชั่นมากขึ้น ผ่านการนำเสนอเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เป็นตัวกลางช่วยในการพัฒนาและสร้างสรรค์แกนเครื่องมือใหม่ ให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

(#6: Digital Innovation Explosion. From 2018 to 2023 – with new tools/platforms, more developers, agile methods and lots of code reuse – 4.0 million new logical apps will be created in Thailand)

 

คาดการณ์ 7 : ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นในปี 2565 นั่นคือความเร็วในการใช้งานพับลิคคลาวด์ จะต้องใช้ระบบประมวลผลสูงมาก และแน่นอนว่าธุรกิจจะลงทุนเรื่องนี้กันจริงจังมากขึ้น ร่วมทั้งมีการพัฒนาเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกบุคลากรในองค์กรมากขึ้น#7: Growth Through Specialization. By 2022, 15% of public cloud computing will be based on non-x86 processors (including quantum) in Thailand; by 2022, organizations will spend more on vertical SaaS apps than horizontal apps.

 

คาดการณ์ 8 : AI จะไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่ทำงานซ้ำๆ แต่จะเป็นหนึ่งใน ส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่มีไว้ในการกระทำกับระบบและถูกตั้งค่าเป็นกระบวนการอัตโนมัติ ที่ธุรกิจจะนำมาใช้พัฒนาเป็นเครื่องมือสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงจัง

#8: AI is the New UI. By 2024, AI-enabled user interfaces and process automation will replace one-third of today's screen-based apps in Thailand. By 2022, 20% of enterprises will use conversational speech tech for customer engagement.

 

คาดการณ์ 9 : ขอบเขตการขยายความเร็วของเซิร์ฟเวอร์จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น โดย Expanding/scaling Trust ของธุรกิจจะเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าสะดวกขึ้น และควบคุมข้อมูลไอทีง่ายขึ้นมีการป้องกันมากขึ้น ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และร่วมมือกับ CISCO ในการควบคุมข้อมูลเยอะขึ้น รวมทั้งมีตัวกลางในการยืนยัน Blockchain มากขึ้น
#9: Expanding/Scaling Trust. By 2023, 25% of servers will encrypt data at rest and in motion in Thailand; over 20% of security alerts will be handled by AI-powered automation; and 3.5 million people will have blockchain-based digital identities.

 

คาดการณ์ 10 :  Consolidation vs Multicloud ใช้กลยุทธ์มัลติคลาวด์มากขึ้น 54% ขององค์กรไทยใช้ไฮบริดคลาวด์มากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2014 ผู้ให้บริการคลาวด์ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มแบบใดจะเปลี่ยนไปเป็นไฮบริดและมัลติคลาวด์มากขึ้นช่วยให้ออกแบบแอพได้ดีข้ึนและนักออกแบบไปทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆมากขึ้น

#10: Consolidation vs Multicloud. By 2022, the top four cloud "mega platforms" will host 80% of IaaS/PaaS deployments in Thailand, but by 2023 70% of Thailand 100 (T100) organizations will mitigate lock-in through multicloud/hybrid technologies and tools.

ผลสรุปจากทั้ง 10 เทรนด์

นอกจากนี้ การเติบโตของสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนมีทิศทางที่ดีขึ้น ยิ่งการลงทุนด้านนวัตกรรมและร่วมมือกับธุรกิจใหม่ๆ ทำให้ผู้บริโภคไม่ยึดติดว่าสมาร์ทโฟนจะมีสัญชาติจากที่ใด เห็นได้จาก ช่วงไตรมาส 4 ปี 2018 ที่ผ่านมา แย่งส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าใหญ่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 ได้นั้น เพราะลูกค้าที่ต้องการเครื่องคุณภาพดี ราคาไม่สูงเริ่มมีมากขึ้น และฟีเจอร์ต่างๆ ในเครื่องก็ดีไม่แพ้แบรนด์ดัง

แต่ภาพรวมทั้งปี ซัมซุงและหัวเว่ย ยังมีส่วนแบ่งที่ดีกว่าเพราะมีสินค้าในทุกระดับราคา ซึ่งการที่ทุกแบรนด์จับตลาดพรีเมียมกันมากขึ้นอาจจะเป็นช่วงเวลาหนึ่ง หากกำลังซื้อของลูกค้าไปไม่ถึงอาจมีการปรับลด เพราะแต่ละค่ายก็ยังไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ว้าวเหมาะแก่การลงทุน

เรื่องของ 5G เอง ในภาคเอกชนมีความพร้อมมาก ปัญหาคือหน่วยงานที่กำกับดูแลไม่ได้มีความเข้าใจทันต่อสถานการณ์ ดังนั้น ถามว่าเร่งประมูลตอนนี้ดีหรือไม่ ส่วนตัวนักวิจัยของ IDC มองว่าก็ยังไม่เร่งด่วนขนาดนั้น เพราะเทคโนโลยีก็ยังไม่พร้อมและยังไม่รู้ว่าควรใช้งานบนคลื่นความถี่ใดถึงจะเหมาะสมกับอุปกรณ์ต่างๆ

สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐควรทำคือร่วมกันศึกษาตลาดและเปิดคลื่นให้แต่ละอุตสาหกรรม อาจจะเป็น Pilot Project ร่วมกันและนำไปปรับใช้กับธุรกิจก่อน เพื่อให้ทราบข้อดีข้อเสีย ธุรกิจเองจะได้ทราบว่าสิ่งไหนควรเดินหน้าลงทุนต่อหรือควรหยุด ส่วนรัฐก็จะได้ทราบว่าสิ่งไหนควรสนับสนุนหรือป้องกันล่วงหน้า มากกว่าคิดแค่เรื่องเงินลงประมูลเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าคุ้มค่ากับคลื่นที่จัดสรร

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแต่ละองค์กรเองต่างก็ต้องดูความพร้อมของตนเองก่อน ทีมบริหารก็ควรที่จะประเมิณความสามารถในการลงทุนก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ จะมองเรื่องเม็ดเงินมากเกินไปไม่ได้ แต่ต้องดูว่าลงทุนแล้วสร้างศักยภาพหรือโอกาสในวงกว้างอย่างไร

ตัวแปรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาพรวมประเทศ ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานหรือความเร็ว เพราะสิ่งเหล่านี้เอกชนเดินหน้าไปไกลมากแล้ว แต่สิ่งที่ควรทำเข้าไปรับรู้และออกกฏหมายหรือเงื่อนไขที่รัดกุมป้องกันการผูกขาดมากกว่า

เช่น การเปิดให้อาลีบาบาเข้ามาลงทุนโดยช่วยลดภาษีนั้น จะการเป็นโอกาสผูกขาดตลาดอีคอมเมิร์ซจากจีนหรือไม่ แล้วทำไม Google หรือ Facebook ไม่เข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย แต่ไปอยู่สิงคโปร์หรือมาเลเซียดีกว่า สิ่งเหล่านี้ควรมองให้รอบด้านและเอาข้อกฏหมายเขามาศึกษาและปรับให้เหมาะสมกับภาพรวมของประเทศ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/idc-trend-2019/

IDC เผยยอดขายสมาร์ทโฟนอินเดียปี 2018 – Xiaomi ครองแชมป์, ตลาดรวมยังโต 14.5%

IDC เผยส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอินเดีย (ถือเป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากประเทศจีน) ประจำไตรมาส 4/2018 และตัวเลขรวมของปี 2018 ทั้งปี

ข้อมูลของ IDC สอดคล้องกับ ข้อมูลของ Counterpoint Research ที่ออกมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ Xiaomi เป็นแชมป์แบบทิ้งห่าง ด้วยยอดขาย 41.1 ล้านเครื่อง เติบโตถึง 58.6% จากปีก่อน ครองส่วนแบ่งตลาด 28.9%

อันดับสองคือแชมป์เก่าซัมซุง ที่ยอดขาย 31.9 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 4% ครองส่วนแบ่งตลาด 22.4% ลดลงจากปีก่อนที่มีส่วนแบ่งตลาด 24.7% แต่ซัมซุงก็หวังจะชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนด้วย Galaxy M ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้

อันดับที่เหลือคือ Vivo (ส่วนแบ่ง 9.4%), Oppo (ส่วนแบ่ง 7.5%), Transsion (ส่วนแบ่ง 2.9%) ทั้งสามรายมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนแบรนด์อื่นๆ ที่เหลือนอก Top 5 มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันลดลง 10.7%

No Description

แบรนด์ที่น่าจับตาคือ Realme ที่มาแรงในช่วงท้ายปี และแซงหน้า Oppo ขึ้นมาเป็นเบอร์ 4 ของไตรมาส 4 แล้ว แต่รวมยอดขายทั้งปียังไม่ติด Top 5 โดยยังเป็น Transsion ที่ครองอันดับอยู่ แต่ถ้า Realme ยังรักษาโมเมนตัมนี้ได้ ก็น่าจะติด Top 5 ของปี 2019 ได้ไม่ยาก

No Description

ตลาดรวมของอินเดียยังมียอดขายสมาร์ทโฟนเติบโตจากปีก่อน 14.5% รวมเป็น 142.3 ล้านเครื่องตลอดทั้งปี 2018 ซึ่งแตกต่างจากตลาดจีนที่ยอดขายรวมลดลงแล้ว

ที่มา – IDC

from:https://www.blognone.com/node/108083

IDC เผยยอดขายสมาร์ทโฟนจีน แอปเปิลตกหนัก 20%, Huawei โตสวนกระแส 23%

IDC เผยยอดขายสมาร์ทโนจีนประจำไตรมาส 4/2018 จุดที่น่าจับตาคือยอดขายของแอปเปิลลดลงถึง 19.9% จากปีก่อน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับ 4 ลดจาก 12.9% มาเหลือ 11.5%

แต่บริษัทที่แย่กว่าแอปเปิลก็ยังมี เพราะ Xiaomi ยอดตกลงถึง 34.9% ตกลงมาอยู่อันดับ 5 โดยภาพรวมของตลาดสมาร์ทโฟนจีนมียอดขายลดลง 9.7% จากปีก่อน

ส่วนบริษัทที่เติบโตสวนกระแสคือ Huawei ที่ยอดพุ่งแรงถึง 23.3% ยังครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง อันดับสองคือ Oppo เติบโตเล็กน้อย 1.5% และอันดับสาม Vivo เติบโต 3.1%

IDC บอกว่าความสำเร็จของ Huawei เกิดจากการใช้สองแบรนด์คือ Huawei และ Honor แยกกันทำตลาด โดยการเติบโตมาจากฝั่งของ Honor เป็นหลัก

ก่อนหน้านี้เพิ่งมีสถิติของ Strategy Analytics ประจำไตรมาส 4/2018 ที่สะท้อนทิศทางเดียวกัน

ตอนนี้หน้าเว็บของ Apple China ก็เริ่มโครงการ trade in นำเครื่องเก่ามาแลกซื้อ iPhone รุ่นใหม่ๆ แบบเดียวกับในประเทศอื่นๆ แล้วเช่นกัน

ที่มา – Reuters, SCMP

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108072