คลังเก็บป้ายกำกับ: IBM

[Guest Post] ‘ไอบีเอ็ม ซิเคียวริตี้’ ชี้ การโจมตีเพิ่มขึ้นเท่าตัวในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด-19 พบหลายล้านเคสแรนซัมแวร์, คาดมัลแวร์โอเพนซอร์ส เพิ่มขึ้นประมาณ 40%, แบรนด์ ‘เครื่องมือจำเป็น’ สำหรับ social distancing กลายเป็นเป้าโจมตีสูงสุด

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ซิเคียวริตี้ เปิดเผยรายงาน 2021 X-Force Threat Intelligence Index ที่ชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของการโจมตีไซเบอร์ในปีที่ผ่านมา ที่มุ่งเป้าประเด็นท้าทายด้านภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ธุรกิจ และการเมือง อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบแฮคเกอร์มุ่งโจมตีธุรกิจที่เกี่ยวกับการรับมือโควิด-19 เช่น โรงพยาบาล ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และเภสัชกรรม รวมถึงหน่วยงานด้านพลังงานที่สนับสนุนระบบซัพพลายเชนของโควิด-19

 

รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการโจมตีไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ การผลิต และพลังงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่าเท่าตัว โดยแฮคเกอร์จะมุ่งเป้าหน่วยงานที่ไม่สามารถปล่อยให้ระบบของตนหยุดชะงักได้เพราะจะกระทบงานด้านการแพทย์หรือระบบซัพพลายเชนที่มีความสำคัญมาก ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตและพลังงานเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกโจมตีมากที่สุดในปี 2563 รองจากอุตสาหกรรมการเงินและประกันภัย อันเป็นผลมากจากการที่ผู้โจมตีพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบที่ใช้ควบคุมเครื่องจักรในอุตสาหกรรมต่างๆ (industrial control systems หรือ ICS) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ซึ่งเป็นระบบที่มีความจำเป็นต่อทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน

“การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ภูมิทัศน์ของระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเปลี่ยนไป และผู้โจมตีก็ทราบถึงเรื่องนี้ดี มีองค์กรจำนวนมากที่กลายเป็นด่านหน้าของการรับมือเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานวิจัยด้านโควิด-19 หน่วยงานที่สนับสนุนซัพพลายเชนของวัคซีนและอาหาร หรือหน่วยงานที่ผลิตอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล” นายนิค รอสส์แมนน์ หัวหน้างาน Global Threat Intelligence ของ IBM Security X-Force กล่าว “เหยื่อของการโจมตีเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ในแต่ละไทม์ไลน์ของโควิด-19 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัว มีทรัพยากรเพียบพร้อม และพร้อมเดินหน้าปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง”

รายงาน X-Force Threat Intelligence Index เป็นผลมาจากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและการมอนิเตอร์เหตุด้านซิเคียวริตี้กว่า 150,000 ล้านรายการต่อวันในกว่า 130 ประเทศ ร่วมด้วยข้อมูลที่รวบรวมและวิเคราะห์จากแหล่งต่างๆ ในไอบีเอ็ม อาทิ IBM Security X-Force Threat Intelligence and Incident Response, X-Force Red, IBM Managed Security Services และข้อมูลจาก Quad9 และ Intezer ที่มีส่วนร่วมในรายงานฉบับปี 2564 นี้

 

ไฮไลท์สำคัญๆ จากรายงาน ประกอบด้วย

  • อาชญากรไซเบอร์มีการใช้มัลแวร์ลินุกซ์เพิ่มขึ้น โดยปีที่ผ่านมา อินทิเซอร์เผยว่ามีการใช้มัลแวร์ในตระกูลลินุกซ์เพิ่มขึ้นถึง 40% และมีการใช้มัลแวร์ที่เขียนโดยภาษา Go เพิ่มขึ้น 500% ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2563 โดยกลุ่มนักโจมตีกำลังเร่ง migrate สู่มัลแวร์ลินุกซ์ ที่สามารถรันได้ง่ายบนแพลตฟอร์มหลากหลายรูปแบบ รวมถึงบนสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ด้วย
  • แบรนด์ที่กลายเป็นเป้าโจมตีสูงสุด ผลลัพธ์จากการแพร่ระบาด โดยแบรนด์ที่ให้บริการเครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกันในช่วง social distancing และการทำงานจากระยะไกล อย่างGoogle, Dropbox และ Microsoft รวมถึงแบรนด์ออนไลน์ช็อปปิ้งอย่าง Amazon และ PayPal อยู่ในกลุ่ม 10 อันดับแรกของแบรนด์ที่กลายเป็นเป้าโจมตีสูงสุดในปี 2563 ขณะที่ YouTube และ Facebook ที่ผู้บริโภคใช้ติดตามข่าวในปีที่ผ่านมา ก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของการถูกโจมตีเช่นกัน นอกจากนี้ สิ่งที่เหนือการคาดการณ์คือการที่ Adidas ได้เข้ามาอยู่ในอันดับที่เจ็ดของแบรนด์ที่ถูกแอบอ้างมากที่สุดในปี 2563 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะความต้องการที่มีต่อรองเท้าในไลน์ Yeezy และSuperstar
  • กลุ่มแรนซัมแวร์ชื่นมื่นโมเดลธุรกิจทำกำไร แรนซัมแวร์เป็นสาเหตุของการโจมตีเกือบหนึ่งในสี่ครั้งที่ X-Force ได้เข้าไปต่อกรด้วยในปี 2563 ด้วยรูปแบบการโจมตีที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีการใช้แท็คติคขู่กรรโชกแบบสองชั้น และกลายเป็นปีที่ทำกำไรเป็นอย่างมากให้แก่กลุ่มแรนซัมแวร์ Sodinokibi ที่ทาง X-Force พบว่าเป็นกลุ่มที่นำแท็คติคนี้มาใช้มากที่สุดในปี 2563 โดย X-Force คาดการณ์ว่ากลุ่มดังกล่าวสามารถทำเงินได้กว่า 3,600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยรายงานชี้ว่ามีเหยื่อสองในสามรายที่ยอมจ่ายค่าไถ่

 

การลงทุนในมัลแวร์โอเพนซอร์สเพื่อเจาะสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์

หลายองค์กรมองถึงการเร่งใช้คลาวด์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 “อันที่จริงแล้ว ผลสำรวจโดยการ์ทเนอร์เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 70% ขององค์กรที่ใช้บริการคลาวด์ในวันนี้วางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายเกี่ยวกับคลาวด์อันเป็นผลมาจากดิสรัปชันที่เกิดจากโควิด-19” [1] แต่การที่ปัจจุบันลินุกซ์อยู่เบื้องหลัง เวิร์คโหลดคลาวด์ถึง 90% และมีการเพิ่มขึ้นของมัลแวร์ตระกูลลินุกซ์ถึง 500% ตามรายงานของ X-Force ทำให้เป็นไปได้ว่าสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์จะเป็นเป้าโจมตีหลักของนักโจมตี

ไอบีเอ็มประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของมัลแวร์โอเพนซอร์ส อาจมีสาเหตุมาจากการที่นักโจมตีต้องการเพิ่มมาร์จินกำไร ไม่ว่าจะด้วยการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธาพ หรือการสร้างโอกาสในการทำกำไรจากการโจมตีมากขึ้น โดยกลุ่ม APT28, APT29 และ Carbanak ที่กำลังหันมาใช้มัลแวร์โอเพนซอร์ส ระบุว่าเทรนด์นี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำสู่การโจมตีระบบคลาวด์ในปีที่จะถึงนี้

รายงานยังระบุว่านักโจมตีใช้พลังประมวลผลบนคลาวด์ที่ขยายการใช้งานได้ และปล่อยให้องค์กรที่ตกเป็นเหยื่อรับภาระค่าใช้คลาวด์ที่แสนโหดนี้ไป ดังที่อินทิเซอร์ได้ตรวจพบว่ามีโค้ดขุดเงินสกุลดิจิทัลแบบลินุกซ์เพิ่มขึ้นถึง 13% ในปี 2563 หลังจากตรวจไม่พบที่ก่อนหน้านี้

ผลจากการที่นักโจมตีพุ่งเป้าไปที่คลาวด์ทำให้ X-Force แนะนำให้องค์กรหันมาใช้กลยุทธ์ซิเคียวริตี้แบบ zero-trust  รวมถึงนำ confidential computing มาเป็นคอมโพเน้นท์หลังของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านซิเคียวริตี้ เพื่อปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนขององค์กร โดยการเข้ารหัสข้อมูลขณะใช้งานจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ประสงค์ร้ายจะหาข้อมูลพบ แม้ว่าจะสามารถเจาะเข้าระบบมาได้แล้วก็ตาม

 

อาชญากรไซเบอร์ปลอมเป็นแบรนด์ดัง  

ไฮไลท์ของรายงานปีนี้ยังรวมถึงการที่อาชญากรไซเบอร์มักปลอมตัวเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ ดังตัวอย่างของหนึ่งในสุดยอดแบรนด์ทรงพลังของโลกอย่าง Adidas ที่อาชญากรไซเบอร์จะล่อลวงผู้บริโภคที่อยากได้รองเท้าไปยังเว็บที่ได้รับการออกแบบมาให้แลดูคล้ายเว็บจริง และเมื่อผู้ใช้เข้าไปที่เว็บเหล่านั้นแล้ว อาชญากรไซเบอร์ก็จะหาทางล่อลวงให้เกิดการจ่ายเงินออนไลน์ ขโมยข้อมูลด้านการเงิน เก็บข้อมูลประจำตัว หรือจู่โจมอุปกรณ์ของเหยื่อด้วยมัลแวร์

รายงานระบุว่า การตกเป็นเป้าโจมตีของ Adidas ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับรองเท้าในไลน์ Yeezy และSuperstar โดยมีรายงานว่าเฉพาะไลน์ Yeezy มีการเปิดดูถึง 1,300 ล้านครั้งในปี 2563 และเป็นหนึ่งในรองเท้ากีฬาที่ขายดีที่สุดของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬารายนี้ โดยคาดว่านักโจมตีได้ใช้โอกาสในแต่ละครั้งที่มีการโฆษณาถึงการเปิดตัวรองเท้าแบบใหม่ ในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

 

แรนซัมแวร์ครองแชมป์การโจมตีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในปีก 2563

ข้อมูลจากรายงานชี้ว่าในปี 2563 โลกต้องเผชิญกับการโจมตีแบบแรนซัมแวร์มากกว่าปี 2562 โดยเกือบ 60% ของการโจมตีที่ทางทีม X-Force ได้เข้าไปรับมือ ได้ใช้กลยุทธ์การขู่กรรโชกแบบสองชั้น ด้วยการที่นักโจมตีเข้ารหัส ขโมย จากนั้นจึงขู่ปล่อยข้อมูลถ้าเหยื่อไม่ยอมจ่าย ทั้งนี้ 36% ของข้อมูลรั่วไหลที่ทีม X-Force ตรวจพบเป็นการโจมตีแบบแรนซัมแวร์ที่มาพร้อมกับคำกล่าวอ้างจากโจรขโมยข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าการที่ข้อมูลรั่วและการโจมตีแบบแรนซัมแวร์กำลังมาถึงจุดที่บรรจบกัน

กลุ่มแรนซัมแวร์ที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในปี 2563 คือกลุ่ม Sodinokibi (เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า REvil) ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุแรนซัมแวร์ที่ X-Force ตรวจพบถึง 22% โดย X-Force คาดว่า Sodinokibi ขโมยข้อมูลราว 21.6 เทราไบต์จากเหยื่อ และมีเหยื่อเกือบสองในสามที่ยอมจ่ายค่าไถ่ ขณะที่ข้อมูลของเหยื่อประมาณ 43% รั่วไหล ซึ่ง X-Force คาดว่ากลุ่มดังกล่าวสามารถทำเงินได้กว่า 3,600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มแรนซัมแวร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปี 2563 ต่างเน้นที่การขโมยข้อมูลและปล่อยข้อมูลรั่วไหลเช่นเดียวกับ Sodinokibi รวมถึงรวมกลุ่มผูกขาดทำ ransomware-as-a-service และเอาท์ซอร์สส่วนงานหลักๆ ของการปฏิบัติการไปยังกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่มีความเชี่ยวชาญการโจมตีเฉพาะด้าน และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือแรนซัมแวร์ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ X-Force จึงได้แนะนำให้องค์กรจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและปกป้องบัญชีผู้ใช้ที่ได้รับสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลมากๆ ด้วย privileged access management (PAM) และ identity and access management (IAM).

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงานยังแสดงให้เห็นว่า

  • การเจาะช่องโหว่พุ่งแซงหน้าฟิชชิงจนกลายเป็นวิธีที่นิยมที่สุด โดยวิธีการที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อมากที่สุดคือการสแกนและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ (35%) ซึ่งแซงหน้าฟิชชิง phishing (31%) เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
  • ยุโรปสัมผัลได้ถึงความรุนแรงของการโจมตีในปีที่ผ่านมา การโจมตีเกิดขึ้นในยุโรปมากที่สุด นับเป็น 31% ของการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยเป็นแรนซัมแวร์มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการโจมตีจากคนในองค์กรมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งมากกว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นที่อเมริกาเหนือกับเอชียรวมกัน

รายงานยังได้นำเสนอข้อมูลที่ไอบีเอ็มได้รวบรวมไว้ในปี 2563 เพื่อให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิทัศน์ภัยคุกคามทั่วโลก และเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านซิเคียวริตี้ได้ทราบถึงภัยคุกคามที่เกี่ยวกับองค์กรของตนมากที่สุด สามารถดาวน์โหลดรายงาน X-Force Threat Intelligence Index 2021 ได้ที่ https://www.ibm.biz/threatindex2021   

 

ข้อมูลอ้างอิง

[1] Gartner Press Release, Gartner Forecasts Worldwide Public Cloud End-User Spending to Grow 18% in 2021, 17 พฤศจิกายน 2563

 

เกี่ยวกับไอบีเอ็ม ซีเคียวริตี้

ไอบีเอ็ม ซีเคียวริตี้ นำเสนอหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการด้านซิเคียวที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุด ที่ได้รับการสนุนข้อมูลวิจัยจาก X-Force® ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของไอบีเอ็ม จึงช่วยให้องค์กรสามารถจัดการความเสี่ยงและป้องกันภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไอบีเอ็มบริหารจัดการองค์กรด้านการวิจัย การพัฒนา และการส่งมอบบริการด้านซิเคียวริตี้ที่ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยติดตามเฝ้าระวังเหตุการณ์ด้านซิเคียวริตี้  150,000 ล้านเหตุการณ์ต่อวัน ในกว่า 130 ประเทศ และได้รับสิทธิบัตรด้านความปลอดภัยมากกว่า 10,000 ฉบับทั่วโลก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ibm.com/security ติดตามทวิตเตอร์ @IBMSecurity หรือเยี่ยมชมบล็อคข่าวสารความรู้ด้านซิเคียวริตี้ของไอบีเอ็ม 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-security-2021-x-force-threat-intelligence-index/

[ลือ] IBM กำลังพิจารณาขายธุรกิจ Watson Health

Wall Street Journal รายงานอ้างอิงคนในว่า IBM กำลังพิจารณาขายธุรกิจ Watson Health ที่นำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งานด้านสาธารณสุข ยาและสุขภาพ เนื่องจากตัวธุรกิจยังไม่สามารถทำกำไรได้

ความสามารถด้านสุขภาพเป็นขาหนึ่งที่ IBM พยายามผลักดันความสามารถของ Watson อย่างมาก แต่กลับไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนัก เพราะสายการแพทย์ยังไม่เปิดรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์มากนัก

อย่างไรก็ตามการพิจารณาขายธุรกิจยังอยู่แค่ในขั้นแรกเริ่มเท่านั้น และ IBM ก็กำลังมองหาลู่ทางอื่น ๆ เช่นควบรวม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่มา – WSJ

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121283

IBM ออกงานวิจัยชิป AI 7nm ประหยัดพลังงานชิ้นแรกของโลก

IBM เผยแพร่งานวิจัยฉบับใหม่ที่เผยให้เห็นถึงการพัฒนาชิป AI ประหยัดพลังงานด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโมเดล AI ที่หลากหลายและใช้พลังงานได้คุ้มค่ากว่าชิปอื่นๆในปัจจุบัน

Credit: IBM

งานวิจัยของ IBM ที่ถูกนำเสนอในงาน 2021 International Solid-State Circuits Virtual Conference ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานั้นเผยถึงชิป AI ใหม่ขนาด 4-core ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่องาน Low precision workload ในโมเดล AI และ Machine Learning โดยเฉพาะ

การเลือกใช้เทคนิค Low-precision นั้นช่วยให้ IBM สามารถพัฒนาชิปที่ขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำกว่าแบบ High-precision ซึ่งนำไปสู่การจัดการ Cache ที่ดีขึ้น และการลดคอขวดในหน่วยความจำ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและพลังงานในการเทรนโมเดล AI ได้

ชิป AI Accelerator ชิ้นนี้เป็นชิปขนาด 7nm ที่ถูกผลิตด้วยเทคนิค Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ซึ่งนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้ โดยในตัวชิปมีการนำเทคนิค Hybrid FP8 (HFP8) format ซึ่งสามารถทำงานได้ละเอียดในระดับ 8-bit Floating Point มาใช้ในการเทรนโมเดล Deep Learning ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้ชิปดังกล่าวสามารถประหยัดพลังงานได้เหนือกว่าชิปอื่นๆ

ตารางเปรียบเทียบการทำงานของชิปนี้และชิปอื่นๆในตลาด (Credit: IBM)

นอกจากนี้ ตัวชิปยังมีกลไกการจัดการพลังงานที่ช่วยให้ชิปสามารถทำงานได้ดีที่สุดภายในขอบเขตของพลังงานที่จำกัด ด้วยการลดความเร็วของชิปลงในช่วงที่ทำการคำนวณ (Computation Phase) ที่ใช้พลังงานมาก

ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้กล่าวถึงสถิติการทำงานต่อเนื่องของชิปซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการนำชิปมาใช้งานจริง โดยจากการวัดผล IBM พบว่าชิปนี้มีอัตรา Utilization มากกว่า 80% ในการเทรนโมเดล และมากกว่า 60% ในงาน Inference ซึ่งนับว่าอยู่ที่ระดับที่ดีมากหากเทียบกับ GPU ทั่วไปที่มีอัตรา Utilizaiton ต่ำกว่า 30%

ในขณะนี้ ชิปดังกล่าวยังอยู่เพียงในช่วงการวิจัยและพัฒนาเท่านั้น โดย IBM คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะสามารถนำชิปดังกล่าวออกมาใช้งานได้ในงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้ในเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ การประมวลผลภาพและวิดีโอ หรือการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เช่น การแปลงเสียงพูดเป็นตัวอักษร

ที่มา:

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-ai-7nm-chip-low-precision/

IBM ออกโซลูชัน Power Private Cloud ขยายฐาน Hybrid Cloud

Power Private Cloud (PPC) Rack เป็นโซลูชันใหม่จาก IBM ที่คุยว่าจะช่วยให้ลูกค้าย้ายการทำงานจาก On-premise สู่ Private Cloud 

อันที่จริงแล้วสิ่งที่ IBM ทำใน Power Private Cloud ก็คือการเสนอ Hypercoverged ที่มาพร้อมกับ Software Stack อย่าง RHEL, PowerVM Enterprise Edition, Cloud PowerVC Manager, OpenShift Container Platform และ OpernShift Container Storage ที่แน่นอนว่าพร้อมสำหรับการทำงานแบบ Hybrid Cloud อยู่แล้ว และจะช่วยย่นระยะเวลาการ Deploy จากปกติหลายสัปดาห์เป็นไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้ยังคุยว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า x86 มาก

สำหรับตัวโซลูชันเองมีการ Deployment ได้ 2 รูปแบบคือ PPC Rack for new deployment โดยมีสเป็คคือ Power System S922 จำนวน 20 คอร์ แรม 256 กิกะไบต์ Local Storage แบบ NVMe ขนาด 3.2 เทระไบต์ทั้งหมด 3 เครื่อง นอกจากนี้ยังมี FlashSystem 5200 และ SAN Switch มาด้วย ในขณะ Rack Starter deployment จะประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ 1 โหนดที่ถูกตั้งค่ากับ NFS Storage มาพร้อมกับ RHEL8, PowerVM, PowerVC และซอฟต์แวร์ Red Hat OCP

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3607230/ibm-launches-aix-to-cloud-app-migration-program.html

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-launches-power-private-cloud-expands-hybrid-cloud-solution/

IBM เปิดตัว FlashSystem 5200

IBM ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Storage ตัวใหม่หรือ FlashSystem 5200 ออกมาแล้ว

credit : IBM

FlashSystem 5200 ถูกออกแบบมาสำหรับงานแบบ Hybrid Cloud, Remote Office และ Edge Computing อย่างแท้จริง โดยสามารถเชื่อมต่อกับ Microsoft Azure และ AWS ได้ รวมถึงรองรับการทำงานกับ Red Hat OpenShift, Ansible, Kubernetes และ VMware หรือใช้เป็น Container storage สำหรับ Kubernetes นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องมือบริหารจัดการอย่าง BM Storage Insights, IBM Spectrum Virtualize และ IBM Hyperswap

โดย FlashSystem 5200 มีสเป็คเริ่มต้นที่ 38 TB และขยายได้สูงสุดถึง 1.7 PB ในขนาด 1U ในวาระเดียวกันนี้ IBM ยังได้ปล่อย FlashSystem 5015 และ 5035 ที่มีขนาด 2U ออกมาด้วย

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/ibm-rolls-out-flashsystem-5200-aims-to-bring-high-end-storage-to-smaller-footprint/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-launches-flashsystem-5200/

[Guest Post] ออโตเมชัน เอไอ ชี้อนาคตธุรกิจปี 2021

นายสวัสดิ์ อัศดารณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโกลบอลบิสสิเนสเซอร์วิส (Managing Director, Global Business Services หรือ GBS) ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) ที่ร่วมกับอ็อกซ์ฟอร์ดอิโคโนมิคส์ พบว่าลักษณะงานที่ใช้ระบบออโตเมชันจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2567 โดยการใช้ระบบในงานธุรการและงานทั่วไปในแผนกจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ร้อยละ 20 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าจะมีการนำระบบออโตเมชันมาใช้ในการทำธุรกรรมข้ามแผนกภายในองค์กรมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 5 มองว่าจะเริ่มมีการนำระบบเข้ามาสนับสนุนงานซับซ้อนที่ต้องอาศัยข้อมูลเรียลไทม์หรืออินพุทจากหลายแหล่งในการแก้ปัญหา

นายสวัสดิ์ อัศดารณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโกลบอลบิสสิเนสเซอร์วิส (Managing Director, Global Business Services หรือ GBS) ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

 

 

“โควิด-19 สอนให้เรารู้ว่าความเสียหายจากระบบปฏิบัติการที่หยุดชะงักนั้นมากเพียงใด วันนี้ผู้บริหารเองต่างก็ทราบถึงความจำเป็นของการนำระบบออโตเมชันมาใช้เพื่อปรับปรุงระบบทั่วทั้งองค์กรให้มีความยืดหยุ่น ปรับสเกลการทำงานและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า รวมถึงโมเดลการดำเนินงานรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว” นายสวัสดิ์กล่าว


อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันเทคโนโลยีพลิกเกมปี 2564

นายสวัสดิ์อธิบายว่า “ออโตเมชันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่หลายองค์กรตั้งแต่โรงงานไปจนถึงธนาคารนำมาใช้แล้วร่วม 10 ปี แต่วันนี้ ออโตเมชันไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเทคโนโลยีที่หลายองค์กรตั้งแต่โรงงานไปจนถึงธนาคารนำมาใช้แล้วร่วม 10 ปี แต่วันนี้ เมื่อเราผนวกเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่วันนี้เดินมาถึงจุดที่สามารถนำไปใช้งานได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเอไอ อนาไลติกส์ ไอโอที หรือแม้แต่ 5G จึงนำสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน’ ที่วันนี้เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการเพิ่มประสิทธิภาพของเวิร์คโฟลว์ การทำอนาไลติกส์เชิงคาดการณ์ หรือการใช้งานร่วมกับแมชชีนเลิร์นนิง โดยผลการศึกษาคาดว่าร้อยละ 80 ขององค์กรที่ใช้อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันจะก้าวเหนือกว่าคู่แข่งในแง่รายได้และความสามารถในการทำกำไรภายในระยะเวลาสามปีข้างหน้า”

 

 

การศึกษาจากฟอร์เรสเตอร์ ยังชี้ว่าอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันจะมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 25 ของการนำ RPA มาใช้ โดยในปีนี้ องค์กรร้อยละ 30 จะหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของระบบออโตเมชัน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของการวางแผนและทดสอบระบบก่อนที่จะเริ่มใช้งานจริงและเปิดให้พนักงานเข้าใช้ระบบ

ลดต้นทุน ติดสปีดการดำเนินงาน

นายสวัสดิ์เสริมว่า “ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการลดต้นทุนและการดำเนินงานแบบเอนด์ทูเอนด์ที่มีประสิทธิภาพของส่วนงานต่างๆ ภายในองค์กร ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ระบบออโตเมชันในอุตสาหกรรมมักใช้เครือข่ายมิเตอร์อัจฉริยะและเซ็นเซอร์ในการรวบรวมข้อมูลการผลิตที่สำคัญ จากนั้นระบบเอไอจะเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้ให้กลายเป็นมุมมองเชิงลึกที่แสดงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต โดยองค์กรสามารถนำมุมมองเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและลดการหยุดทำงานของระบบได้”

 

 

“ดังตัวอย่างของโรงแยกก๊าซของ ปตท. ที่ช่วยให้บริษัทสามารถคาดการณ์ความเสียหายของชิ้นส่วนต่างๆ ได้ล่วงหน้า 3 เดือน ช่วยลดความสูญเสียมูลค่าหลายร้อยล้านบาทจากเหตุหยุดชะงักต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น”

“ขณะที่พีทีที เทรดดิ้งก็ได้นำเอไอและออโตเมชัน รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีการแปลงไฟล์ภาพเอกสารให้เป็นข้อความ (Optical Character Recognition หรือ OCR) มาใช้กับการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้การค้า ช่วยลดระยะเวลาการดำเนินการได้ถึงสี่เท่าภายในหกสัปดาห์ และคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 16.6 ล้านบาทภายในสามปี”

ในอีกแง่มุมหนึ่ง เราเริ่มเห็นการนำอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบบรรทุกสินค้า การกำหนดเส้นทาง และการบริหารจัดการอะไหล่ต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งผนวกความสามารถของแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อสร้างการแจ้งเตือนตามลักษณะเหตุการณ์ ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรพื้นที่สำหรับสินค้าคงคลังได้ทันท่วงที และทำการแก้ไขระหว่างการขนส่งได้ตามการแจ้งเตือนเหล่านี้

 

เวิร์คโฟลว์อัจฉริยะกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

นายสวัสดิ์อธิบายว่า “การลดต้นทุน การลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน การเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ เป็นข้อดีหลักๆ ของอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชัน”

 

“ดังตัวอยางของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่วันนี้นำระบบออโตเมชันและเอไอมาช่วยบริหารจัดการกระบวนการซ่อมบำรุง การบริหารคลังอุปกรณ์ การจัดซื้อชิ้นส่วน รวมถึงการบริหารจัดการซัพพลายเออร์ ทำให้สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์แต่ละประเภทที่มีอยู่ในคลัง บริหารและกำหนดลำดับความสำคัญของงานซ่อมแซมในเชิงรุกได้ ซึ่งลดต้นทุนในการรักษาอุปกรณ์ที่มีอยู่ในคลังลงได้ถึงร้อยละ 30 ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ลงได้ร้อยละ 3-5 ช่วยให้ กฟผ. มีชิ้นส่วนอะไหล่สำรองพร้อมใช้ รวมถึงสามารถยืดอายุของอุปกรณ์สำคัญๆ ได้ถึงร้อยละ 5”

การนำออโตเมชันมาช่วยตั้งแต่เรื่องกระบวนการทำงานของทีมแบ็คออฟฟิศ ไปจนถึงการคาดการณ์การตอบสนองลูกค้าในอนาคตและการปรับเปลี่ยนรูปแบบของภาระงาน รวมถึงการผนวกระบบเข้ากับเอไอที่สามารถวิเคราะห์แพทเทิร์นต่างๆ ได้แม้เป็นข้อมูลที่ไร้โครงสร้าง จะทำให้ต่อไประบบออโตเมชันสามารถทำการตัดสินใจหรือขอบริการจากอุปกรณ์หรือระบบอื่นๆ ได้เองอัตโนมัติหากตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

 

เตรียมความพร้อมสำหรับงานในอนาคต

อินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันสร้างโอกาสสำคัญให้กับองค์กร แต่ก็นำสู่ความจำเป็นในการปรับตัวเช่นกัน โดยร้อยละ 89 ของกลุ่มองค์กรที่นำออโตเมชันมาใช้ ตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและกระบวนการภายใน ตลอดจนฝึกทักษะใหม่ให้แก่พนักงานเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันได้สูงสุด

นายสวัสดิ์ทิ้งท้ายว่า “ทักษะทางเทคโนโลยีที่จำเป็นในวันนี้อาจล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นองค์กรที่พนักงานร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและความร่วมมือ จะมีความพร้อมในการตอบสนองต่อรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะในการนำอินเทลลิเจนซ์ ออโตเมชันมาใช้ องค์กรจะต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว”

 “ปี 2021 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถและความเปิดกว้างพร้อมทรานส์ฟอร์มและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร เพราะองค์กรที่จะรอดพ้นจากการทรานส์ฟอร์มในอนาคตนั้นอาจไม่ใช่องค์กรที่พร้อมที่สุด เร็วที่สุด หรือแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นองค์กรที่ปรับตัวได้มากที่สุด”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-automation-feture-of-work-2021/

IBM จับมือ Palantir ยกระดับโซลูชัน Cloud Pak for Data ด้วย AI และการพัฒนาแอปแบบ Low-code

IBM ได้จับมือกับ Palantir ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำจุดเด่นของทั้งสองให้บริการผ่านโซลูชัน Palantir for IBM Cloud Pak for Data

credit : zdnet

Palantir for IBM Cloud Pak for Data ได้เชื่อมต่อระหว่างการปฏิบัติงานด้านข้อมูลเข้ากับ AI จาก IBM Watson พร้อมกับทำให้กลายเป็นเรื่องง่ายด้วยแพลตฟอร์มที่เป็น No/Low Code นอกจากนี้ยังสามารถตอบโจทย์ความเป็น Hybrid Cloud ได้ด้วยการใช้ Red Hat Openshift เป็นไปเบิกทาง ทั้งนี้คาดว่าจะพร้อมให้บริการได้ในเดือนมีนาคมปีนี้

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/ibm-palantir-forge-partnership-in-low-code-ai-data-processing-space/ และ https://www.storagereview.com/news/palantir-for-ibm-cloud-pak-for-data-announced

from:https://www.techtalkthai.com/palantir-for-ibm-cloud-pak-for-data-proposed-ai-data-app-with-low-code/

[ข่าวลือ] IBM ปลดพนักงานด้านบล็อคเชนออกเกือบหมด หลังรายได้ธุรกิจไม่เข้าเป้า

เว็บสายคริปโต CoinDesk รายงานข่าวว่า IBM ปลดพนักงานในธุรกิจบล็อคเชนออกเกือบหมด หลังไม่ทำเงินเยอะตามที่คาดไว้

แหล่งข่าวของ CoinDesk ระบุว่าธุรกิจบล็อคเชนของ IBM ทำเงินได้เพียง 10% จากเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้ต้องปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ และทีมงานจำนวนมากก็ลาออกจากบริษัทไปแล้ว อดีตพนักงานของ IBM รายหนึ่งให้ความเห็นว่าตอนนี้บริษัทโฟกัสไปที่ไฮบริดคลาวด์ ดังนั้นธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะถูกลดความสำคัญลง

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ IBM ตอบโต้ข่าวนี้ว่าธุรกิจบล็อคเชนยังไปได้ดี แต่ก็ยอมรับว่าปรับโครงสร้างภายในของทีม ซึ่งทำเป็นปกติทุกปี

ภาพรวมของ IBM ช่วงหลังประสบปัญหาธุรกิจเดิมหดตัวลงมาก แต่ธุรกิจใหม่ก็ยังไม่เติบโตขึ้นมาทดแทนได้ ในไตรมาสล่าสุด บริษัทมีรายได้ลดลง 6% จากปีก่อน

No Description

ที่มา – CoinDesk

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120965

[Guest Post] ‘กฟผ.’ ดึงเทคโนโลยี ‘เอไอ’ ของ ‘ไอบีเอ็ม’ บริหารจัดการอุปกรณ์สำคัญของโรงไฟฟ้า

วันนี้ ไอบีเอ็มประกาศว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยงานผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ได้นำโซลูชันบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอของไอบีเอ็ม เข้าช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์สำคัญๆ ของโรงผลิตไฟฟ้า

 

โซลูชันแม็กซิโมสำหรับการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Maximo Enterprise Asset Management) ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอของไอบีเอ็ม และติดตั้งโดยบริษัท ทริปเปิลดอท คอนซัลติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของไอบีเอ็ม ได้ช่วยให้ กฟผ. สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ในแบบองค์รวม ตั้งแต่กระบวนการซ่อมบำรุง การบริหารคลังอุปกรณ์ การจัดซื้อชิ้นส่วน ไปจนถึงการบริหารจัดการซัพพลายเออร์ ตัวอย่างเช่น วันนี้ กฟผ. สามารถใช้เอไอช่วยตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงเพื่อเสริมการตัดสินใจ สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของอุปกรณ์แต่ละประเภทที่มีอยู่ในคลัง รวมถึงบริหารและกำหนดลำดับความสำคัญของงานซ่อมแซมในเชิงรุกได้ โดยสามารถบริหารจัดการสถานะของงานต่างๆ ได้อัตโนมัติทุกที่ทุกเวลา พร้อมแสดงการรายงานผลแบบเรียลไทม์ส่งตรงไปยังอุปกรณ์โมบายล์ที่ได้รับอนุญาต

ระบบรายงานที่เอื้อให้ทั้งองค์กรสามารถเข้าถึงมุมมองชุดข้อมูลเดียวกัน ช่วยให้ กฟผ. สามารถระบุได้ว่าอุปกรณ์ตัวใดที่ส่งผลอย่างมากต่อต้นทุนของคลังอุปกรณ์ สามารถวิเคราะห์และเข้าใจสต็อคอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการและควบคุมแตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนในการรักษาอุปกรณ์ที่มีอยู่ในคลังลงได้ถึงร้อยละ 30

การปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ช่วยให้ กฟผ. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการ ลดต้นทุนและความซับซ้อนอันเป็นผลมาจากความซ้ำซ้อนของระบบบริหารจัดการอุปกรณ์และกระบวนการแมนวลต่างๆ ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ลงได้ร้อยละ 3-5 ช่วยให้ กฟผ. มีชิ้นส่วนอะไหล่สำรองพร้อมใช้ รวมถึงสามารถยืดอายุของอุปกรณ์สำคัญๆ ได้ถึงร้อยละ 5 ความสามารถของระบบในการเชื่อมต่อเข้ากับระบบจัดซื้อยังช่วยให้ กฟผ. สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น

 

นายนพพล พันธ์เงิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.

 

“การที่ระบบเสีย บำรุงรักษาช้าเกินไป หรือการหยุดทำงานอันเนื่องมาจากปัญหาด้านคุณภาพของระบบ อาจนำสู่การหยุดชะงักของระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชน ประชาชน และธุรกิจหลายสิบล้านราย” นายนพพล พันธ์เงิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสินทรัพย์ผลิตไฟฟ้าของกฟผ. กล่าว “กฟผ.  ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งตั้งอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ และมีพันธกิจหลักในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งการนำเทคโนโลยีบริหารจัดการสินทรัพย์ของไอบีเอ็มมาใช้ในครั้งนี้ จะช่วยให้ กฟผ. เห็นภาพรวมของการดำเนินงานของอุปกรณ์สำคัญๆ ของโรงไฟฟ้า ช่วยให้การบริหารจัดการเป็นไปภายใต้ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด”

 

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

 

“ความสามารถในการสรุปรวมข้อมูลจากแผนกต่างๆ แบบเรียลไทม์ รวมถึงการดึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างๆ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานให้กฟผ. ในหลากหลายมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดระยะเวลาที่ระบบหยุดทำงาน การลดค่าใช้จ่ายที่ตามมาจากการสูญเสียกำลังการผลิต รวมถึงการลดความซับซ้อนจากระบบที่ซ้ำซ้อนและกระบวนการแบบแมนวลลง เพื่อที่จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และแบ่งปันทรัพยากรความรู้เหล่านี้ทั่วทั้งองค์กร” นางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “ในฐานะผู้นำแอพพลิเคชันสำหรับการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กร ไอบีเอ็มมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเทคโนโลยีของเราเข้าช่วยขับเคลื่อนงานปฏิบัติการที่เป็นเลิศให้แก่ กฟผ. ในวันนี้”

นอกจากนี้ โมเดลข้อมูลและเวิร์คโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเอไอ ร่วมด้วยการแบ่งปันทรัพยากร องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมทั่วทั้งองค์กร ยังผลักดันให้เกิดการนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices) นี้ไปใช้ทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้ทั้งวิศวกรและผู้ดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ของกฟผ. มีความเข้าใจในสถานะของอุปกรณ์สำคัญต่างๆ มากยิ่งขึ้น

 

ข้อมูลอ้างอิง:

*IDC MarketScape: SaaS and Cloud-Enabled Asset-Intensive EAM Applications (Software Vendors) 2019 Vendor Assessment (doc #. #US44891419, March 2019).

 

เกี่ยวกับ IBM Maximo Enterprise Asset Management

ปัจจุบันโซลูชัน Maximo Enterprise Asset Management ของไอบีเอ็ม ถูกนำไปใช้แล้วโดยองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมาก ใน 99 ประเทศ ในเจ็ดทวีปทั่วโลก ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ibm.com/products/maximo/asset-management

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-egat-ai/

IBM ไตรมาส 4/2020 กลุ่มธุรกิจ Cloud ยังเติบโตต่อตามกลยุทธ์

ไอบีเอ็มรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 รายได้รวมลดลง 6% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็น 20,367 ล้านดอลลาร์ มีกำไรสุทธิ 1,356 ล้านดอลลาร์

กลุ่มธุรกิจคลาวด์ที่เป็นธุรกิจใหม่ตามกลยุทธ์ของไอบีเอ็มยังคงเติบโต รายได้เพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ Red Hat รายได้เพิ่มขึ้น 19%

Arvind Krishna ซีอีโอไอบีเอ็ม กล่าวว่าในปี 2020 บริษัทได้ทำให้แพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์มาเป็นพื้นฐานสำคัญ สำหรับลูกค้าบริษัทที่กำลังเปลี่ยนไปสู่องค์กรดิจิทัล ท่ามกลางความท้าทายต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เขายังมั่นใจว่าไฮบริดคลาวด์ และ AI จะช่วยให้บริษัทเติบโตต่อในปี 2021 นี้

ที่มา: ไอบีเอ็ม (pdf)

alt="IBM"

alt="IBM"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120746