คลังเก็บป้ายกำกับ: HYPERCONVERGED

Dell EMC PowerOne : ระบบอินฟราสตรัคเจอร์แบบ Autonomous สำหรับยุคดิจิตอล

Dell EMC PowerOne เป็นการ integrated กันระหว่าง Compute, Storage, Network, VMware และ intelligent controller ถูกทดสอบการทำงานร่วมกันจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้าง Autonomous Infrastructure โดยมุ่งเน้นไปที่ cloud outcomes มากกว่า การดูแล infrastructure (operates) แบบเดิมๆ ซึ่งจะไปลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนที่ทำโดยคน เพื่อลดข้อผิดพลาด ลดเวลาในการให้บริการธุรกิจในยุคดิจิตอล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชียวชาญ หรือ ต้องมีความสามารถในพัฒนาโปรแกรมเพื่อสร้าง automation

ความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ที่มีมากขึ้น

DELL EMC PowerOne ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการระบบที่มีความเป็นอัตโนมัติและแม่นยำ ในขณระบบที่จะตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องเป็นระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติและมีความพิเศษ รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่างเช่น

สามารถลดการทำงานได้อย่างมหาศาล : พบว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคน สำหรับงานที่เกิดขึ้นซ้ำและทำโดยคน นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานก็มักต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น การสร้าง VMware cluster ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทั้ง computer, storage, network และ VMware ซึ่ง DELL EMC PowerOne สามารถตอบโจทย์เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้

ลดความเสี่ยงในการเซตระบบ : ภาระหนักในการเซ็ตอัพระบบขึ้นมาใช้งาน ก็คือการตรวจและทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และซอฟแวร์ต่างๆ ปัจจุบันยังมีเพิ่มเรื่อง containers ซึ่งอินฟราสมัยใหม่จะต้องรองรับ เหล่านี้จะเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีปัญหาในการทำงานร่วมกันเมื่อเริ่มรันธุรกิจ หากกระบวนการนี้ลูกค้าจะดำเนินการเองทั้งหมด ขณะที่ DELL EMC PowerOne นั้นได้ถูกจัดเตรียมมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตเรียบร้อยแล้ว ผ่านการตรวจและทดสอบโดยผู้ชำนาญซึ่งมี certificated ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะรันธุรกิจในยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่น

ประหยัดเวลา : ขั้นตอนการเซ็ตอัพระบบเมื่อเริ่มต้น ถือว่าใช้เวลามาก กว่าจะทำให้ระบบพร้อมใช้งาน PowerOne Contoroller, Launch Assist และ PowerOne API ช่วยลดเวลาการ deployment และเริ่มธุรกิจได้เร็วขึ้น

ประหยัดค่าใช้จ่าย : ด้วยวงจรการบริหารจัดการแบบครบถ้วน (lifecycle management), ความสามารถในการตรวจสอบระบบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ(ene to end system monitoring) และกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มเติมได้อย่างอัตโนมัติ (automate expansion) ของ DELL EMC PowerOne นับเป็นการช่วยในเรื่องของการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ที่สำคัญมันช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในแง่ของการบำรุงรักษาและขั้นตอนการอัพเกรดไปได้อย่างยาวนาน

สร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย

การสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติ นับเป็นประเด็นที่สร้างความท้าทาย ให้กับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งหากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นอัตโนมัติจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงต้องใช้เวลาและงบประมาณมากมายที่จะจัดการกับมัน แต่อย่างไรก็ตามระบบที่ยอดเยี่ยมอย่าง DELL EMC PowerOne เข้ามาทลายขีดจำกัดในการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติลงอย่างสิ้นเชิงด้วยวิธีการอย่างง่ายดาย

DELL EMC PowerOne เป็นระบบอินฟราสตรัจเจอร์แบบ 3-Tier มีระบบ Compute, Networking และ Storage ที่ให้ขุมพลังด้านประสิทธิภาพมากกว่าระบบที่ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบมาตรฐานทั่วไป (ที่มีการลงซอฟต์แวร์ไฮเปอร์ไวเซอร์ และโพรวายด์ 3 โมดูลในข้างต้นลงไป) ซึ่ง DELL EMC PowerOne ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดการทำงานแบบแมนนวลลงได้ถึง 98% นอกจากนั้นแล้วมันยังให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานของทรัพยากรต่างๆ ที่มีความแตกต่างและเป็นอิสระต่อกันได้ และที่สำคัญมันยังสามารถเป็น Cloud-Ready ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการทำงานในลักษณะคลาวด์คอมพิวติ้งได้ ตลอดจนถึงการให้บริการในแง่ของ Consumption Models เพื่อช่วยลดภาระด้านการเงินให้แก่องค์กรที่ต้องการใช้อีกด้วย

PowerOne คือสุดยอดเทคโนโลยีรวมกันในหนึ่งเดียว

Dell Technologies ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่จะส่งมอบให้แก่ผู้ใช้งานมาโดยตลอด ซึ่ง DELL EMC PowerOne ก็นับเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่รวมเอาสุดยอดความเป็นเทคโนโลยีต่างๆ มาไว้ด้วยกัน โดยเริ่มจาก

ระบบ Compute : ที่ได้เลือกใช้ตัว PowerEdge MX Compute เป็นตัวประมวลผลที่สามารถทำการโพรวิชั่นทรัพยากรได้อย่างไดนามิก รวมถึงสร้างระบบบริหารจัดการได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงมาก รวมถึงขยายโหนดได้อย่างเต็มขั้น

ระบบ Networking : Dell ได้ใช้เลือกใช้ระบบอย่าง PowerOne System Fabric ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงมากในการจัดการโครงสร้างเครือข่ายทั้งระบบเป็นแบบอัตโนมัติ

ระบบ Storage : ด้วยขุมพลังจาก PowerMax Storage ที่มีประสิทธิภาพชั้นสูง มีความเป็นอัจฉริยะในแง่ของการปกป้องข้อมูลด้วยอัลกอริทึมต่างๆ และสามารจัดการทั้งในเรื่อง SAN ในแบบ Zero Touch ทำการสร้าง LUNs และ Volumes ของสตอเรจสำหรับใช้ใน Clusters ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงขีดสุด

ระบบ Virtualization : DELL EMC PowerOne เติมเต็มด้วยขุมพลังในการสร้างระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นโดยใช้สถาปัตยกรรม VMware ทั้ง vSphere, NSF, ESXi, vCenter Server ทำให้ผู้ใช้งานไว้วางใจในเรื่องของประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

วิธีการสร้างระบบอัตโนมัติของ DELL EMC PowerOne

DELL EMC PowerOne ช่วยเปลี่ยนให้องค์กรสู่โลกดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความทันสมัย โดยนำเสนอการทำงานแบบอัตโนมัติ ผ่านวิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจอันประกอบด้วย

Launch Assist : เป็นแนวทางที่สำคัญช่วยในการเริ่มต้นเซตอัพระบบตั้งแต่เริ่มแรกที่ต้องบอกว่าใช้เวลาสั้นมากไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ง VMware แพลตฟอร์ม การดีพลอยคลัสเตอร์ vSphere ที่ปรับแต่งให้ตรงกับเวิร์กโหลดที่เราต้องการ สามารถทำให้องค์กรนำไปใช้งานได้ทันที (On production) ที่ทำให้สามารถลดงานต่างๆ ที่เป็นแบบแมนนวลได้ 98% ผ่านขั้นตอนการทำงานแค่ 6 ขั้นตอนเท่านั้น

Lifecycle Assist : จัดการในด้านของการใช้เวลาและแรงงานในการจัดการงานต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงการลดความเสียงต่างๆ ที่อาจเกิดจากการที่ต้องเมนเทรนระบบและสร้างความปลอดภัยให้แก่อินฟราสตรัคเจอร์ ช่วยให้คุณไปใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีขี้น

Expansion Assist : สร้างกระบวนการในการขยายคอมโพเนนท์ของระบบได้อย่างง่าย ทำให้คุณสามารถเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

บทสรุป

จากข้อมูลในข้างต้นจะเห็นได้ว่า DELL EMC PowerOne เป็น Converged Infrastructure แบบอัตโนมัติ ช่วยสร้างความง่ายให้แก่องค์กรในการวางแผนสร้างระบบดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีของ Dell Technologies ต่างๆ มากมาย ครอบคลุมในส่วนขององค์ประกอบที่นำมารวมกัน ช่วยให้องค์กรลดการทำงานได้สูงถึง 98% ช่วยตอบโจทย์ของธุรกิจที่มองหาระบบที่ต้องการประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดงบประมาณที่ต้องติดตั้ง จัดการ และมอนิเตอร์ระบบ รวมถึงลดความเสี่ยงของความเข้ากันได้ของระบบ เป็นต้น

สนใจรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อได้ที่ Dell Technologies หรือ คุณวศิน โทร. 090 9490 823 email: admin@register-dellemc-th.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-powerone-autonomous-infrastructure/

สุดยอดเทคโนโลยีด้าน Backup and Recovery และการจัดการข้อมูล ระดับโลกจาก Cohesity

ความสามารถใหม่ที่รวมการปกป้องและจัดการ Workload ทั้ง Physical Server, Virtual Machine ,Big Data, Database, Containers และ Microsoft 365

Cohesity ผู้นำด้าน Hyperconverged Storage เผยโฉมระบบใหม่ที่มีความสามารถทั้งด้านการสำรองข้อมูล กู้คืนระบบ และจัดการข้อมูลระดับองค์กร ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น Physical Server, Virtual Machine, Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, แอพพลิเคชั่นภายใต้ Containers ของ Kubernetes, รวมทั้งระบบแบบ Software as a Service (SaaS) เช่น Microsoft 365 เป็นต้น

นับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นทั้งหมดเหล่านี้ ได้รับการปกป้องและจัดการผ่านหน้าเว็บศูนย์กลางได้ ช่วยให้องค์กรลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหาย, กู้คืนระบบได้รวดเร็วมากขึ้น, รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยของข้อมูล และรองรับมาตราฐานการจัดเก็บข้อมูลได้ภายในตัวเดียว

ปัจจุบันทั้ง Big Data บน Hadoop, ฐานข้อมูลแบบ NoSQL, Containers, และ SaaS ต่างเป็นองค์ประกอบที่พบได้ทั่วไปของระบบไอทีในองค์กร แต่โซลูชั่นที่สามารถปกป้อง Workload ยุคใหม่เหล่านี้มักทำงานแยกกัน ทำให้เกิดความซับซ้อนในการจัดการ และอาจส่งผลถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการเก็บข้อมูลที่อยู่ในหลายที่ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้องค์กรได้ในอนาคตได้อีกด้วย

Cohesity ได้นำการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนมาจัดการให้ง่ายและทันสมัย ด้วยการรวมเอาความสามารถในการสนับสนุนระบบ Hypervisor ชั้นนำ ( VMware, Nutanix AHV, Microsoft Hyper-V), ระบบฐานข้อมูลและแอพพลิเคชั่น (Oracle, SQL, SAP HANA), รวมถึง Workload ต่างๆ มาเป็นแพลตฟอร์มแบบ Software-Defined เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งโซลูชั่นนี้จะให้ความสามารถในการปกป้องและการป้องกันความเสียหายของข้อมูล รวมถึงความสามารถในการกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการจัดการที่มีศักยภาพเหนือขึ้นมาอีกระดับ แตกต่างจากเดิมที่เคยมีมา

การปกป้องผ่านเว็บสำหรับ Workload ของ Hadoop และ NoSQL

จากการควบรวมกิจการระหว่าง Cohesity กับ Imanis Data ทำให้ Cohesity มีความสามารถในการสำรองข้อมูล และการกู้คืนระบบ รวมถึงจัดการข้อมูลได้กับ Workload เช่น Hadoop Distributed File System (HDFS) และฐานข้อมูลแบบ NoSQL ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำได้เฉพาะกับฐานข้อมูลแบบเดิมเท่านั้น ความสามารถใหม่เหล่านี้จะผลักดันให้องค์กรยุคใหม่ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ดังต่อไปนี้

ทำให้การจัดการข้อมูลง่ายมากขึ้น สำหรับ Workload บน HDFS และฐานข้อมูลแบบ NoSQL อย่างเช่น MongoDB, Cassandra, CouchBaseDB, Hbase โดยสามารถจัดการทุกอย่างได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกัน
ให้ความคล่องตัวในการสำรองและกู้คืนระบบ ด้วยการสำรองข้อมูลแบบ Agentless และเข้าใจถึงความสัมพันธ์กับแต่ละแอพพลิเคชั่น
รองรับข้อกำหนดของการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น สามารถค้นหาประวัติการ Copy ข้อมูลที่สำคัญได้ หรือ การจัดการข้อมูลเพื่อใช้สำหรับ พัฒนาและทดสอบระบบ

สามารถสำรองข้อมูลและกู้คืนแอพพลิเคชั่นแบบ Containers ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เหมือนการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบก Virtual Machine

Cohesity มีความสามารถด้านการสำรองและกู้คืนระบบ สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ใช้ Containers ของ Kubernetes ในระดับเดียวกันที่ใช้สำรองข้อมูลและกู้คืนระบบกับ Virtual Machine ในการทำงานร่วมกับ Kubernetes ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ Cohesity สามารถปกป้องข้อมูลและแอพพลิเคชั่นต่างๆที่ทำงานบน Containers ได้ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสำรองระบบของแอพพลิเคชั่นทั้งหมดได้ ไม่ใช่แค่การสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียว

การสำรองข้อมูลและระบบของแอพพลิเคชั่นที่อยู่ใน Containers นั้น ทำในรูปแบบ Application-Consistent และเป็นการทำงานในรูปแบบ “Incremental forever” หมายความว่า ระบบจะทำการสำรองข้อมูลและระบบอย่างสมบูรณ์เพียงแค่ครั้งเดียว ( Full Backup ) และในครั้งๆ ต่อไป ก็จะเป็นการสำรองระบบเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดเวลาในการสำรองข้อมูลและระบบ นอกจากนี้การกู้คืนระบบยังสามารถทำได้ในหลายช่วงเวลา (Restore Point) รองรับการทำ Disaster Recovery และ ย้ายระบบ

สนับสนุนการสำรองข้อมูลในแอพพลิเคชั่นแบบ SaaS

Cohesity ช่วยให้องค์กรที่ใช้แอพพลิเคชั่นแบบ SaaS ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ด้วยการขยายความสามารถในการสำรองและกู้คืนระบบไปยัง Microsoft Office 365 ที่รวมไปถึง Microsoft OneDrive ทำให้ลูกค้าจะได้รับการป้องกันในกรณีอาจเกิดเหตุการณ์ข้อมูลสูญหายหรือติดไวรัสได้ รวมทั้งช่วยสนับสนุนระบบ E-Discovery และข้อกำหนดต่างๆในการเก็บข้อมูล โดย Cohesity จะช่วยทำให้องค์กร สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด และมีความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถทำงานร่วมกับ Azure Active Directory ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการทำงานในรูปแบบนี้เป็นการขยายการทำงานจากเดิม ซึ่งสามารถทำงานได้บน Microsoft Office 365 Exchange

สนใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ Cohesity สามารถติดต่อได้ที่ 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-Cohesity@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/cohesity-backup-and-recovery/

TechTalk Webinar: เพิ่มประสิทธิภาพ Data Center องค์กร ด้วยเทคโนโลยี Hyper-converged และการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่าย โดย Sangfor Technologies

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, Data Center Engineer และผู้ดูแลระบบ IT ทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “เพิ่มประสิทธิภาพ Data Center องค์กร ด้วยเทคโนโลยี Hyper-Converged และการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่าย โดย Sangfor Technologies” เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี Hyper-converged Infrastructure และโซลูชันด้าน Security จาก Sangfor Technologies ในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคมเวลา 14.00 – 15.30 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เพิ่มประสิทธิภาพ Data Center องค์กร ด้วยเทคโนโลยี Hyper-Converged และการรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่าย โดย Sangfor Technologies

ผู้บรรยาย: รัตสกานต์ ศรีสวัสดิ์, Product Manager

วันเวลา: ศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน

ภาษา: ไทย

เนื่องจากในปัจจุบันรูปแบบของ Data Center ภายในองค์กรมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการและมีการลงทุนสูง ทำให้หลายๆองค์กรไม่สามารถดำเนินการด้าน IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โซลูชั่น Next-Gen Data Center จึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่ง Sangfor ได้นำเสนอโซลูชันที่มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี Security Automation และ Data Protection ทำให้องค์กรปลอดภัยการการโจมตีทางไซเบอร์ และการจัดเก็บข้อมูลการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ทำให้ทีมงาน IT สามารถตรวจสอบระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัยไปพร้อมกัน

หัวข้อในการบรรยาย

1.) Next-Gen Data Center พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่

2.) การเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และพร้อมเก็บ Log ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์

พบกับทีมงาน Sangfor Technologies ที่จะมาเป็นผู้บรรยายและตอบคำถามต่างๆ ใน Webinar ครั้งนี้โดยตรง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_S2qCTVqaTzeoBJl1ybiixA โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-sangfor-hci-and-security-integrated/

บทวิเคราะห์ : 5 เหตุผลที่ราคาหุ้น Nutanix ร่วงดิ่งพสุธาทำสถิติ

ราคาหุ้นของบริษัทผู้บุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวิร์จรายนี้ร่วงลงมากกว่า 28 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากทาง Nutanix รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่สองของปีงบประมาณในคืนวันพุธก่อนหน้า

จนทำให้ช่วงเช้าของวันพฤหัส ราคาหุ้นของ Nutanix ลงมาอยู่ที่ 23.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับบริษัทที่ตั้งอยู่ที่ซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียรายนี้เคยแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจซอฟต์แวร์หลักของตัวเองและยอดขายจากการซัพพอร์ต ซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจหลักของ Nutanix และจากผลประกอบการไตรมาสที่สองที่ระบุรายรับของทั้งซอฟต์แวร์และการซัพพอร์ตขึ้นมาแตะ 338 ล้านเหรียญ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 14 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่เงินที่ได้จากซอฟต์แวร์และการซัพพอร์ตรวมกันกว่า 420 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้รายรับทั้งหมดของ Nutanix ในไตรมาสที่สองนั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็น 347 ล้านเหรียญ

จึงน่าแปลกใจว่าทำไมราคาหุ้นของ Nutanix ถึงร่วงลงมาถึง 28 เปอร์เซ็นต์ได้ ซึ่งทาง CRN ได้วิเคราะห์เหตุผลหลัก 5 ประการที่ทำให้หุ้นของบริษัทนี้ร่วงลงอย่างถล่มทลาย

1. การลดตัวเลขประมาณการณ์จากความหวาดกลัวปัญหาไวรัสโคโรน่า

การระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลกอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซึ่งจากความไม่แน่นอนของผลกระทบจากไวรัสนี้จึงถูกใช้เป็นหนึ่งในสองเหตุผลหลักที่ทาง Nutanix ลดตัวเลขรายรับประมาณการณ์

2. การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็นการสมัครสมาชิกเร็วเกินไป

เมื่อปี 2018 ทาง Nutanix ได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์ด้านไอที มาเป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์และการให้บริการ ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น ได้เปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ แผนการ และยุทธศาสตร์ทั้งหมดมาเป็นการขายการสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์แทน

3. การเติบโตที่หยุดชะงักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

Nutanix ระบุว่าการลดตัวเลขประมาณการณ์นั้นมีสาเหตุหลักมาจากการถดถอยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นหรือ APJ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคนี้ขึ้นกับธุรกิจเปิดใหม่เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าโดนผลกระทบจากไวรัสอย่างแรง

4. การหยุดการจ้างงาน

ทาง Nutanix เคยเพิ่มจำนวนพนักงานทั่วโลกในทุกแผนกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทว่าจากความไม่แน่นอนของตลาด ทำให้บริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานเพิ่มในระยะสั้นนี้ โดยเฉพาะทีมงานด้านอื่นนอกจากฝ่ายขาย

5. การขาดทุนเป็นมูลค่า 217 ล้านเหรียญฯ

ในไตรมาสที่สองของปี 2020 นี้ ทาง Nutanix รายงานการขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 1.13 ดอลลาร์ฯ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมที่ 217 ล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วรายงานการขาดทุนอยู่ที่ 123 ล้านดอลลาร์ฯ

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/here-are-5-reasons-why-nutanixs-stock-price-is-dropping/

Dell เปิดตัวโซลูชัน Storage – Infrastructure ในงาน Dell Technologies World 2019

ในงาน Dell Technologies World 2019 ที่ลาสเวกัส วันที่ 2 นอกจากการเปิดตัวโน้ตบุ๊คชุดใหญ่ ยังมีการเปิดตัวโซลูชันสำหรับจัดการด้านข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานอีกชุดใหญ่เช่นกัน

Dell EMC Unity XT

สตอเรจมิดเรนจ์รุ่นใหม่ โดย Dell EMC Unity XT มีความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากรุ่นก่อนหน้า ทำ Data Reduction ได้ถึงระดับ 5:1 และประสิทธิระบบดีขึ้น 85% รวมทั้งเป็นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานคลาวด์จากหลายผู้ให้บริการ (Multi-Cloud) สามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลไปยังพับลิกคลาวด์ได้ผ่าน Dell EMC Cloud Storage Services และสร้างบล็อกได้สำหรับ Dell Technologies Cloud เริ่มจำหน่ายเดือนกรกฎาคม 2019

alt="Dell EMC Unity XT"

Dell EMC Isilon OneFS 8.2

The Dell EMC Isilon OneFS ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดการข้อมูลสำหรับงาน AI รองรับยูสเคสอย่างเช่น รถยนต์อัตโนมัติ วงการสื่อบันเทิง ตลอดจนอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ สามารถสเกลในระดับคลัสเตอร์ได้มากขึ้น 75% สูงสุด 252 โนด ความจุ 58PB และทรูพุทรวม 954 GB/s

alt="Dell EMC Isilon"

Dell EMC Cloud Storage Services

Dell EMC Cloud Storage Services เป็นบริการด้านคลาวด์เช่นเดียวกับที่เดลล์ประกาศในวันก่อน เพื่อรองรับลูกค้าองค์กรที่ต้องการเก็บข้อมูลจาก on-premise ไปไว้บนพับลิกคลาวด์ ทั้งสำหรับงาน DR หรือ Analytics

alt="Dell EMC Cloud Storage Services"

Dell EMC PowerProtect

เดลล์ยังเปิดตัว Dell EMC PowerProtect แพลตฟอร์มสำหรับปกป้องและกู้คืนข้อมูล รวมทั้งอุปกรณ์จัดการข้อมูลแบบ All-Flash Dell EMC PowerProtect X400 รองรับการสเกลออก และใช้ Machine Learning เพื่อปรับโหลดบาลานซ์ให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำที่สุด

alt="Dell EMC PowerProtect X400"

นอกจากนี้เดลล์ยังเปิดตัวโซลูชันสำหรับจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะ 5G, AI, คลาวด์ และความปลอดภัย

  • Dell EMC SD-WAN Edge แพลตฟอร์มสำหรับจัดการ WAN ทำงานบน VMware
  • Dell EMC PowerSwitch สินค้ารีแบรนด์ใหม่ตระกูลสวิตช์เครือข่ายของเดลล์
  • Dell EMC VxFlex อุปกรณ์สำหรับโครงสร้างแบบ hyperconverged
  • Dell EMC VxRail ACE ซอฟต์แวร์สำหรับตรวจสอบจัดการเวิร์กโหลดบน VxRail
  • Dell EMC DSS 8440 เซิร์ฟเวอร์ 4U ออกแบบสำหรับงาน compute ด้าน Machine Learning

ที่มา: Dell Technologies [2]

from:https://www.blognone.com/node/109493

HPE ขยายฐานผลิตภัณฑ์เครือข่าย ไฮเปอร์คอนเวิร์จ (HCN) ด้วยการซื้อ Plexxi

ล่าสุด HPE ออกมาเผยแผนยกระดับเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองด้วยการซื้อกิจการ Plexxi โดยเฉพาะธุรกิจแฟบริกเครือข่ายแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ หรือภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

Plexxi ก่อตั้งขึ้นในปี 2553 โดยเน้นตลาดผลิตภัณฑ์เครือข่ายแบบ Software-Defined (SDN) ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่ HPE เชื่อว่ามีการเติบโตสูงทั้งระบบประมวลผลและสตอเรจการดึงความสามารถของ Plexxi มาใช้จะช่วยพัฒนาโซลูชั่นทั้งแบบ Hyperconverged และ Composable บนแฟบริกเครือข่ายข้อมูลแบบ Next-Gen ที่ช่วยปรับแบนด์วิธตามโหลดงานที่ต้องการได้อย่างอัตโนมัติ

เทคโนโลยีของ Plexxi นี้จะนำมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีไฮเปอร์คอนเวอร์เจนที่ HPE เคยซื้อมาจาก SimpliVity ด้วยมูลค่ากว่า 650 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปีก่อน ซึ่งซอฟต์แวร์จัดการของ SimpliVity จะช่วยให้แอดมินควบคุมทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์ และใช้ทรัพยากรทั้งส่วนเซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ, และเน็ตเวิร์กแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในชื่อ HPE Synergy ที่ทำงานบน HPE OneView แล้ว ทาง HPE ยังมีแผนที่จะออกโซลูชั่นบน Rack แบบ Composable ที่ช่วยขยายขอบเขตรูปแบบการใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ให้มากกว่าเดิมด้วย

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-hcn-plexxi/

มาทำความรู้จักกับ Hyperconvergence ในงาน Nutanix และ DellEMC

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลหรือที่เรียกกันว่า Digital Transformation ต้องเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีระบบดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคต นั่นหมายถึงว่าคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ เพื่อพลิกโฉมธุรกิจของคุณ

DellEMC และ Nutanixด้ร่วมกันจัดงานสัมมนา HCI Masterclass Intel & Nutanix XC Series เพื่อที่จะให้คุณเห็นถึงประสิทธิภาพ ของเทคโนโลยีด้านไฮเปอร์คอนเวิร์ชอันล้ำเลิศ ที่จะช่วยให้คุณเปิดมิติใหม่แห่งโลกของ Software-Defined Data Center (SDDC) ที่ส่งผ่านระบบโครงสร้างแบบ Hyper-Converged Infrastructure (HCI)

โดยสิ่งที่คุณจะได้สัมผัสในงานนี้จะประกอบด้วยเรื่องราวมากมาย อาทิ

– วิธีสำคัญที่ระบบไฮเปอร์-คอนเวิร์ช จะเพิ่มความคล่องตัว, การปฏิบัติการที่แสนง่าย และการช่วยลดความเสี่ยง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่จาก VxRail ของ EMC
– สุดยอดเทคโนโลยีระบบไฮเปอร์คอนเวิร์ชในการสร้างบล็อก ด้วยเทคโซลูชั่นอัจฉริยะ
– เข้าใจถึงการผสานระหว่างตัวไฮเปอร์-คอนเวิร์ช แอพพลายแอนซ์ ที่ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบการจัดการคลาวด์ของ Nutanix

กำหนดการ

วัน : อังคารที่ 3 เมษายน 2561
เวลา : 08.30-12.20 น.
สถานที่: ห้อง Sora room ชั้น 3, โรงแรม The Okura Prestige

คลิกลงทะเบียนทันที !! 

 

 

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่นี่
For additional information, please contact Pattamaporn at +66 86 392 7091

from:https://www.enterpriseitpro.net/nutanix-dellemc-hci-masterclass/

ก้าวสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านธุรกิจและไอที ด้วยบริการ One Stop ICT Service จาก CS LOXINFO

จากนโยบายดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรรม ดิจิตอล และระบบไอซีที ส่งผลให้องค์กรธุรกิจขนาดเล็กและกลางตื่นตัวต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มีการพัฒนาระบบที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจต่อไป

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ Vice President Marketing & Sales บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ ISP กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุค Digital Economy ที่เทคโนโลยีหรือระบบไอทีได้เปลี่ยนจากส่วนงานที่สนันสนุนธุรกิจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจขององค์กรเติบโตตามทันกระแสดิจิทัล และยังต้องเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ขององค์กรอีกด้วย แน่นอนว่าการพัฒนาระบบไอทีให้เป็นไปตามความต้องการภายใต้งบประมาณที่เหมาะสมนั้นองค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาจากพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการไอทีหรือ System Integrator ที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมให้บริการและบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างมืออาชีพ

“จากการให้บริการด้าน ISP มากกว่า 20ปี ทำให้พบว่าบ่อยครั้งที่องค์กรธุรกิจประสบปัญหาจากผู้ให้บริการไอที เช่น ผู้ให้บริการที่มีแพทเทิร์นการทำงานตายตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบหรือขนาดของธุรกิจจึงส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้ให้บริการท้องถิ่นที่ให้บริการด้วยราคาย่อมเยาแต่ไม่มีระบบบริหารจัดการภายในองค์กรแต่อิงกับตัวบุคลากรซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว”

One Stop ICT Service จาก CS LOXINFO
ด้วยประสบการณ์ในการเป็น ISP มากกว่า 20 ปี ทำให้เราทราบถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้า เราจึงพัฒนาความเชี่ยวชาญต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการระบบไอทีครบวงจร หรือ ICT Solution ให้บริการทั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบไอที Data Center และ Cloud Computing แบบ One Stop Service เพื่อให้ลูกค้าบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นหรือองค์กรธุรกิจไม่ต้องกังวลว่าระบบต่างๆ อาจทำงานไม่สอดคล้องกัน ให้บริการในราคาสมเหตุสมผลไม่คำนึงว่าต้องเป็นโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณสูง เพื่อให้ระบบไอทีขององค์กรธุรกิจช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้ต่อเนื่องสร้างผลกำไรให้เติบโตได้มากขึ้น

ในวันนี้ CS LOXINFO ก็พร้อมแล้วที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญและแข็งแกร่งให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ ด้วยการให้บริการ ICT (Internet, Computer and Telecommunication) แบบครบวงจร ด้วยเป้าหมายการให้บริการ 3 ต่อ

ต่อเชื่อม เพื่อให้ทุกระบบภายในหน่วยงานธุรกิจเชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ตโดยบริหารจัดการได้รวดเร็วจากที่เดียว

ต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ต่อยอด เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจใช้ระบบไอทีทำงานได้อย่างมีความยืดหยุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เสริมเกราะให้เครือข่ายพร้อมรับมือทุกภัยคุกคาม
จากการโจมตีทางไซเบอร์สครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในเอเชียเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ได้ทำให้หลายประเทศในเอเชียหันมาใส่ใจกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์มากขึ้น รวมทั้งกรณีล่าสุดเมื่อกลางปี 2560 ที่มีการปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ออกมาโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรต่างๆ มากกว่า 200,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ดร.สมชาย กล่าวเสริมว่า จากกรณี WannaCry, Petyaซึ่งเป็น Ransomware ที่มีลักษณะแบบ Zero-Attack โดยการเรียกค่าไถ่ไฟล์จากเหยื่อ ยังไม่นับรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่นๆ ที่มาพร้อมกับอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์และโซลูชันการป้องกันแบบเดิมๆ ไม่อาจต้านทานภัยคุกคามได้ จึงจำเป็นต้องหาโซลูชั่นด้านความปลอดภัยประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรธุรกิจป้องกันเครือข่ายจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจสะดุดได้

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาของอุปกรณ์ Next-Gen Firewall แบบ On-Premise มีราคาสูงทำให้องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นการให้บริการแบบ Security as a Service ที่ลูกค้าไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงดูแลรักษา และจ่ายบริการเป็นรายเดือนช่วยตอบโจทย์การต้องการความปลอดภัยแก่ลูกค้าทุกกลุ่มทั้งเล็ก กลาง และระดับ Enterprise ได้”

CS LOXINFO ผนึกกำลังกับ Palo Alto Networks ให้บริการ Palo Alto on Cloud ซึ่งถือการให้บริการ Next-Gen Firewall on Cloud รายแรกในประเทศไทย ที่แตกต่างจากFirewall อื่นเพราะไม่ต้องลงทุนดูแลรักษาอุปกรณ์แต่ยังสามารถ ตั้งค่า ดู Report หรือ ควบคุมนโยบายความปลอดภัยต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สามารถใช้ทุกฟังก์ชันฟีเจอร์ Next-Gen Firewall ของ Palo AltoNetworks ทั้งยังสามารถปรับ Model และ ฟีเจอร์ของบริการได้ตามความต้องการ โดยจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ Vice President Marketing & Sales บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

บริการนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรธุรกิจเพราะไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ Firewall แบบ On-Premise และไม่ต้องลงทุนเจ้าหน้าที่ไอทีเพื่อดูแลระบบและอุปกรณ์ เพราะ CS LOXINFO ให้บริการแบบ One Stop Service มีทีมงานพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นทั้งปัญหาอินเทอร์เน็ต Cloud และ Security ได้จากจุดเดียวด้วยบริการแบบ 24X7 นับเป็นการผนึกกำลังเสริมความแข็งแกร่งการป้องกันภัยคุกคามผ่าน Cloud ที่CS LOXINFO ให้บริการเป็นรายแรกในประเทศไทย

ก้าวทันทุกเทรนด์ไอทีเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด
นอกจากการการป้องกันเครือข่ายเพื่อการเชื่อมต่อแบบไม่สะดุดแล้วองค์กรธุรกิจต่างมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นที่ตอบสนองการทำงานแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยี Hyper-Converged ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Virtualization หรือระบบเสมือนที่สามารถควบรวม IT Infrastructure ทั้ง Server, Storage, Switch, NAS และอื่นๆ เข้ามาร่วมกันไว้ภายในระบบเดียว ให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยลงและประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรธุรกิจ

CS LOXINFO ร่วมกับ Nutanix ผู้ผลิต Server Hyper–Converged ชั้นนำระดับโลก สร้างปรากฏการณ์เพื่อเปิดโลกระบบ Hyper–Converged แก่องค์กร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Server ของ Nutanix แตกต่างจาก Server อื่นๆ เพราะผนวกเอา Server และ Storage ไว้ด้วยกัน และยังมี Hypervisor เป็นของตัวเอง คือ Acropolis แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถติดตั้งHypervisor อื่นๆ ได้อีกด้วย

ดร.สมชาย ย้ำต่อไปว่า Hyper-Converged Infrastructure ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถขยายระบบ Scale Out ได้ตามความต้องการ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ทำให้ระบบซับซ้อนน้อยลง และผู้ดูแลระบบทำงานได้ง่ายขึ้น ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าบริหารจัดการ, ค่าพลังงานไฟฟ้า, และประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอีกด้วย

จากการปรับราคาของ Nutanix เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรทุกระดับ ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญของทีมงาน CS LOXINFO ที่มีประสบการณ์ทำงานด้าน Virtualization และ Hyper-Converged จึงทำให้องค์กรธุรกิจมั่นใจได้ว่าได้รับบริการที่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ พร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำเพื่อออกแบบระบบที่ทำให้ผู้ดูแลระบบบริหารและจัดการได้ง่าย และให้ระบบช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้สูงสุด

ผู้ที่สนใจขอคำปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดสามารถติดต่อทีมงาน CS LOXINFO ได้ที่อีเมล์ presales@csloxinfo.net หรือโทร 02-263-8185 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ที่ https://www.csloxict.com ทันที

from:https://www.enterpriseitpro.net/one-stop-ict-csloxinfo/

5 แนวโน้มปี 2018 ที่ Data Center จะเข้าสู่ยุค Gen4

ยุคหน้าของดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) จะทลายกำแพงเดิมๆ โดยจะอยู่เหนือข้อจำกัด และมันจะเชื่อมโยงกับอุปกรณ์หลักเข้ากับโครงข่ายรอบข้างได้อย่างชาญฉลาดและตอบโจทย์สำคัญของธุรกิจ ซึ่งมันคือยุคที่เราเรียกว่า Gen4 ซึ่งมันจะกลายเป็นต้นแบบของเครือข่ายไอทีสำหรับอนาคต นับเป็น 1 ใน 5 เทรนด์ของดาต้า เซ็นเตอร์ ปี 2561

มร.อนันท์ ชังกี ประธาน เวอร์ทีฟ ภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยว่า “ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ได้ผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างมหาศาลของเครือข่ายโคโลเคชั่น เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ในเอเชียได้เคลื่อนย้ายข้อมูลและแอพพลิเคชั่นที่สำคัญไปอยู่ในระบบคลาวด์ อีกทั้ง ยังมีความตื่นตัวอย่างสูงในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ตอบรับกับการเรียกร้องของผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การบริการที่ราบรื่น ไม่ติดขัดและรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของดาต้า เซ็นเตอร์ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่อยู่ตรงกลางและโครงข่ายรอบข้าง”

5 เทรนด์สำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของดาต้า เซ็นเตอร์ ในปี 2561 ประกอบด้วย

1. การเกิดขึ้นของดาต้า เซ็นเตอร์ เจนเนอเรชั่น 4 (Gen4 Data Center) :
องค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ จะพึ่งพาเทคโนโลยีโครงข่ายรอบข้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ใช้ตู้ไอทีแบบดั้งเดิมหรือมีศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กขนาด 1,500 ตารางฟุต ดาต้าเซ็นเตอร์ เจนฯ 4 จึงเกิดขึ้นเพื่อผสมผสานเชื่อมต่อเทคโนโลยีโครงข่ายรอบข้างให้เข้ากับส่วนกลางหลักได้อย่างลงตัว เป็นการยกระดับและสร้างสรรค์ระบบโครงสร้างใหม่ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครือข่ายที่กระจายข้อมูลอย่างเดียว

สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือสถาปัตยกรรมของระบบที่ก้าวล้ำ เป็นโมดุลที่มีสมรรถภาพในการทำงานแบบเรียลไทม์ หลากหลายรูปแบบ และประหยัดคุ้มทุนที่เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานความร้อนให้ดีที่สุด รวมทั้ง อุปกรณ์ไฟฟ้าความหนาแน่นสูง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และยูนิตกระจายกำลังไฟฟ้าขั้นสูง นอกจากนี้ ยังมีระบบเทคโนโลยีการตรวจสอบและการบริหารระบบขั้นสูง ที่จะช่วยจัดสรรโหนดไอทีแบบกระจายที่มีอยู่นับร้อยหรือหลายพันชุดให้ทำงานอย่างผสมผสานกัน ลดอัตราการสะดุดของการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มอัตราการใช้งาน ลดความซับซ้อน และช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ

2. ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ สู่ โคโล (collocation) :
การยอมรับระบบคลาวด์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในหลายๆ กรณีผู้ให้บริการระบบคลาวด์ไม่สามารถตอบสนองได้ทันกับความต้องการของอุตสาหกรรม ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการควรมุ่งให้ความสำคัญกับการให้บริการและความสำคัญอื่นๆ มากกว่าที่จะมาสร้างศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ใหม่ น่าจะหันไปหาผู้ให้บริการโคโลเคชั่น (collocation) เพื่อรองรับความต้องการด้านสมรรถนะทางเทคโนโลยีขององค์กร

จากการที่โคโลเคชั่น เน้นด้านประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น สามารถตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ด้วยค่าใช้จ่ายที่ลดลง อีกทั้งมีโครงข่ายโคโลเคชั่นกระจายอยู่กว้างขวาง จึงช่วยให้ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สามารถเฟ้นหาพันธมิตรโคโลเคชั่นเข้ามาเป็นโครงข่ายรอบข้างได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคปลายทาง นอกจากนี้ โคโลเคชั่น ยังทำหน้าที่รองรับงานในส่วนดาต้า เซ็นเตอร์ได้ตามที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ต้องการ หรือสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหนึ่งของระบบปฏิบัติงาน

3. การปรับระบบดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกลาง:
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์มีอัตราเติบโตสูงสุดในพื้นที่ที่มีความต้องการผู้ให้บริการระบบคลาวด์หรือผู้ให้บริการโคโลเคชั่น และโครงข่ายรอบข้าง ในขณะนี้ จากการเติบโตของเครือข่ายโคโลเคชั่นและระบบคลาวด์ จึงเป็นโอกาสให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมๆ ทบทวนและปรับระบบ ทั้งในส่วนอุปกรณ์และทรัพยากรที่สามารถคงความสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรไว้

hyperconverged

สำหรับองค์กรที่มีดาต้า เซ็นเตอร์หลายๆ แห่ง ยังคงเดินหน้าเพื่อจัดระบบและรวบรวมทรัพยากรด้านไอทีภายในของตนเข้าด้วยกัน หรืออาจปรับเปลี่ยนไปเก็บไว้กับในระบบคลาวด์หรือโคโลเคชั่น ในขณะเดียวกันก็ลดขนาดและเพิ่มประโยชน์ของโครงสร้างเพื่อการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งระบบและอุปกรณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเล็กลง แต่เปี่ยมประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากขึ้น มีความพร้อมใช้งานสูงรองรับกับลักษณะภารกิจที่สำคัญของข้อมูลที่องค์กรต้องการปกป้อง

4. การมาถึงของยุคข้อมูลที่จะมีสูงมากขึ้น:
ในรอบทศวรรษ ชุมชนดาต้าเซ็นเตอร์ ได้คาดการณ์ว่าความหนาแน่นของแร็คจะเพิ่มขึ้นจนเต็มอิ่ม ถึงแม้ว่า ความหนาแน่นต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์ต่อแร็คยังคงเป็นบรรทัดฐาน แต่การใช้งานของแร็คขนาด 15 กิโลวัตต์จะกลายเป็นขนาดที่ไม่เหมาะในระบบที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีการใช้งานสูง และบางส่วนต้องการแร็คที่มีขนาดถึง 25 กิโลวัตต์

ทำไมต้องตอนนี้? การเข้ามาและการยอมรับอย่างกว้างขวางของระบบคอมพิวติ้ง hyper-converged จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แน่นอน โคโลเคชั่น จึงเป็นตัวเลือกชั้นยอดของระบบ ประกอบกับการใช้แร็คที่มีความหนาแน่นสูงอาจหมายถึงรายได้ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานขั้นสูงในเซิร์ฟเวอร์และชิป สามารถจะจัดการปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอัดแน่นของข้อมูลสูงที่เพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของข้อมูลสูงๆ ที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสามารถเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานของบทบาทดาต้า เซ็นเตอร์ จากการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไปเป็นสิ่งที่องค์กรใช้ช่วยในการจัดการการทำงานภายใต้ความหนาแน่นข้อมูลสูงที่เกิดขึ้น ยุคข้อมูลหนาแน่นสูงกำลังจะเกิดขึ้น แต่จะเห็นได้ชัดเจนในช่วงหลังของในปี 2561

5. โลกตอบสนองต่อ Edge Network รอบข้าง:
ในยุคที่องค์กรจำนวนมากขึ้น ได้อาศัยโครงข่ายรอบข้างมาใช้เป็นส่วนหนึ่งการดำเนินธุรกิจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินปัจจัยสำคัญรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยและความเป็นเจ้าของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ โดยรวมทั้งประเด็นของการออกแบบทางกายภาพและเครื่องจักรกล การก่อสร้าง และความปลอดภัยของอุปกรณ์ รวมถึงคำถามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และการเป็นเจ้าของข้อมูล หัวข้อเหล่านี้ กำลังเป็นจุดท้าทายของรัฐบาลและหน่วยงานด้านการกำกับดูแลทั่วโลก ที่จะพิจารณาและดำเนินการ

การส่งข้อมูลจากทั่วโลกไปยังระบบคลาวด์หรือระบบอุปกรณ์หลัก เพื่อการวิเคราะห์แล้วส่งกลับมายังจุดกำเนิดช้าเกินไปและยุ่งยากก่อให้เกิดโครงข่ายรอบข้างมากขึ้น โดยทำหน้าที่เป็นดาต้าครัสเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที โครงข่ายรอบข้างจะตั้งอยู่ตามเมือง รัฐ หรือประเทศต่างๆ ที่อยู่นอกเขตที่ธุรกิจตั้งอยู่ แต่ใครเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านั้น และพวกเขาได้รับอนุญาตให้ทำอะไรบ้าง การถกเถียงในประเด็นเหล่านี้ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ในปี 2561 จะเห็นการอภิปรายก้าวไปสู่ทางออกเชิงปฏิบัติและคำตอบได้

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-data-center-gen4/

Hyper-Converge Infrastructure Solution เทรนด์ไอทีเพื่อรวมอุปกรณ์ไอทีไว้ในระบบเดียว ให้ระบบไม่ซับซ้อน ทำงานได้ไม่สะดุด

หลากหลายองค์กรที่ใช้ IT Infrastructure แบบเดิมกำลังประสบกับปัญหาที่จะต้องดูแลทั้ง Server Storage และ Network ที่ทำงานแยกจากกัน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ การจัดเก็บ การกู้คืนข้อมูล และความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ที่มาจากผู้ผลิตแต่ละราย ส่งผลให้ระบบไอทีที่กำลังทำงานอยู่ หยุดชะงัก ธุรกิจสะดุด ดังนั้นเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้มีเทคโนโลยี Hyper-Converged

Hyper-Converge Infrastructure Solution จึงเป็นการนำ เทคโนโลยี Hyper-Converged มาควบรวม IT Infrastructure ทั้ง Server Storage และ Network ไว้ในระบบเดียว ทำงานได้ต่อเนื่องมีปัญหาน้องลง หากระบบใดมีปัญหา ระบบอื่นสามารถทำงานแทนได้

CS LOXINFO ร่วมกับ Nutanix ผู้ผลิต Server ชั้นนำ นำเสนอ Hyper-Converge Infrastructure Solution เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มได้สัมผัสระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ซับซ้อนน้อยลง ติดตั้งง่าย ใช้เวลาในการย้ายระบบไม่นาน และยังใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทันที ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดพื้นที่สำหรับวางอุปกรณ์อีกด้วย

HCI Solution by CS LOXINFO เป็นการนำ Nutanix ที่มีแพลตฟอร์มที่ผสานรวมทรัพยากรของ Server Storage และ Virtualization (หรือ Network) เข้าไว้ด้วยกันและทำงานในสภาพแวดล้อม Virtualizationได้ทุกรูปแบบ นอกจากนี้ยังมี Acropolis Hypervisor ที่ติดตั้งมาแล้วโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

คุณสรรเสริญ ชุมภูนุช Business Solution Manager บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

จากการใช้ทรัพยากรร่วมกันทำให้ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเสียเวลาในการตั้งค่ายุ่งยากเหมือนกับ Server, SAN หรือ NAS Storage ทั่วๆไปหากมี Server ตัวใดตัวหนึ่งไม่ทำงานระบบจัดการให้ Server สำรองทำงานแทนได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการออกแบบระบบของทีมวิศวกรที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจและการใช้งานขององค์กร และะออกแบบให้สามารถขยายแบบ Scale-Out เพิ่มทรัพยากรตามต้องการหรือครั้งละโหนดได้ ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองกับการลงทุนครั้งแรก หรือไม่ต้องมีระบบใหญ่เกินความจำเป็น


Hyper-Converged Infrastructure
ทางเลือกสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ

คุณสรรเสริญ ชุมภูนุช Business Solution Manager บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าHCI Solution by CS LOXINFO ช่วยให้องค์กรทำงานได้ง่ายและรวดเร็ว พร้อมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายจากการต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมแต่องค์กรธุรกิจใช้ Acropolisทำงานได้เลย หรือจะLicense Hyperconvergedรุ่นอื่นก็ทำได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ Nutanix ได้ปรับราคาให้เหมาะสมกับองค์กรธุรกิจกลุ่มต่างๆ มากขึ้น ทั้งกลุ่มเอสเอ็มบี (SMB) กลุ่มมิด-เอ็นเทอร์ไพรส์ (Mid-Enterprise) ตลอดจนองค์กรเอ็นเทอร์ไพรส์ขนาดใหญ่ก็สามารถเลือกใช้ Nutanix ได้เช่นกัน ในปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่ใช้งานโซลูชั่นของNutanixนั้นครอบคลุมทั้งแมนูแฟคเจอริ่ง, รีเทล, เฮลท์แคร์, และสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น

อุ่นใจด้วยบริการและเซอร์วิสจาก CS LOXINFO

ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญของ CS LOXINFO ซึ่งมีประสบการณ์การด้านระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นและระบบ Hyper-Converged อย่างยาวนาน ด้วยการบริการมืออาชีพแบบ One Stop Service หากระบบของลูกค้าเกิดเหตุขัดข้อง ทีมงานของ CS LOXINFO พร้อมให้คำแนะนำ ปรึกษา และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้ระบบขององค์กรธุรกิจเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและต่อยอดผลกำไรได้

from:https://www.enterpriseitpro.net/hyper-converge-infrastructure-solution/