คลังเก็บป้ายกำกับ: HYBRID_WORK

“Bangkok Airways” ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลหนุนการทำงานแบบ Work from Anywhere

เมื่อโครงข่ายสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีศักยภาพเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สนับสนุนให้ “Bangkok Airways” สามารถเผชิญกับความท้าทายของสายการบินในยุค Covid-19 ได้อย่างแข็งแกร่ง การปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ทางด้านไอทีอย่างไม่หยุดยั้งขององค์กร จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการคงเสถียรภาพด้านการบริการให้ดีที่สุดของธุรกิจสายการบินแห่งนี้เช่นเดียวกัน

“ธเนตร ชัยพล” ผู้อำนวยการส่วนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์ในการทำ digital transformation อย่างจริงจังขององค์กร จน Bangkok Airways สามารถปรับตัวทั้งด้านธุรกิจและปรับกรอบความคิดของพนักงานได้อย่างรวดเร็ว

หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการทำ digital transformation คือ การเลือกใช้โครงข่ายสื่อสารข้อมูลที่มีความครอบคลุม มีความเสถียร ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นในการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายหลักด้านไอทีขององค์กร นั่นคือการวางรูปแบบการทำงานแบบ remote working เพื่อให้พนักงานสามารถ Work from Anywhere

ปรับใช้เทคโนโลยีหนุนวัฒนธรรมขององค์กร

ธเนตร ย้ำว่า ทางบริษัทฯ มีการปรับรูปแบบการทำงานด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ และส่วนประกอบอื่นๆที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การดำเนินงานผ่าน Collaboration Tool การนำเทคโนโลยีและโซลูชั่น work from anywhere มาปรับใช้ไปพร้อมๆกับการปรับ mindset ของพนักงาน จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤต Covid-19 ต้องมีการรักษาระยะห่าง พนักงานต้อง work from home เราจึงมีความพร้อมและมีเครื่องมือจำเป็น ที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้จากสถานที่ทุกแห่งได้ทันที โดยเฉพาะความสามารถในการประสานงานและรับส่งข้อมูลทั้งภาพเสียงและการทำงานที่ซับซ้อนอื่นๆได้อย่างราบรื่น

ก่อนจะเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในรูปแบบ Work from Anywhere เราได้ศึกษา learning curve จนสรุปได้ว่า พนักงานสามารถปรับการทำงานจากระยะไกลได้แบบทันที พนักงานสามารถเรียนรู้ได้อย่างฉับพลัน สามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอการ training ในรูปแบบปกติ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง กราฟการใช้งาน Tools ต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ โปรแกรม แอปพลิเคชัน ระบบงานเกี่ยวข้องด้านไอทีเพิ่มสูงขึ้น นั่นถือเป็นความสำเร็จที่บริษัทได้พบ เพราะการเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารองค์กรที่รวดเร็ว ทำให้เราสามารถเดินหน้าธุรกิจได้เป็นอย่างดีในยุค new normal

นอกจากปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแล้ว Bangkok Airways ยังปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องมือสื่อสารให้ทำงานบนเครือข่ายไอที เช่น การปรับระบบโทรศัพท์พื้นฐานมาทำงานอยู่บน Collaboration Tool หรือ Software มากขึ้น เพื่อเพิ่ม mobility ให้พนักงานสามารถสื่อสารและทำงานจากที่ใดก็ได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการสื่อสารในอีกหลายส่วน ยกตัวอย่างเล็กๆ เช่นระบบวิทยุสื่อสาร Walkie Talkie ในสนามบินก็สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ Software ใน Collaboration Tool ชุดเดียวกัน เพื่อสื่อสารด้วยเสียงบนระบบเน็ตเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

เตรียมพร้อมสยายปีกเต็มรูปแบบอีกครั้งอย่างแข็งแกร่ง

ที่ผ่านมาสายการบิน Bangkok Airways พิสูจน์ความเหนือชั้นด้วยรางวัลการันตีมากมาย อาทิ รางวัลสุดยอดแบรนด์แห่งปี 2560 – 2561 รางวัล Skytrax 2019 World Airline Awards และรางวัล Thailand Best Employer Brand Awards 2020 (Airline & Aviation) จากสถาบันด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (World HRD Congress) นั่นจึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการปรับแผนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคที่ทุกคนพร้อมออกเดินทางอย่างเสรีอีกครั้ง หลังจากมีการใช้วัคซีน Covid-19

ธเนตร ย้ำว่าเครือข่ายที่ดีนับเป็นหัวใจที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ เราจึงเลือก NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งในผู้ให้บริการระบบเครือข่ายของเรา โดยเฉพาะการมอบสิทธิเหนือระดับให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ เช่น บริการ Free WIFI Lounge สถานีหลัก ได้แก่ สนามบินสมุย สนามบินกระบี่ สนามบินภูเก็ต สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินสุโขทัย เป็นต้น โครงข่ายการสื่อสารจึงต้องมีความเสถียร มีประสิทธิภาพ และพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง

ในส่วนของภาคปฏิบัติการ เราเลือกใช้โครงข่ายสื่อสารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การทำงานภาคพื้นดินมีการเชื่อมต่อที่ไม่สะดุดและมีความปลอดภัยสูง รองรับการทำงานทั้งในออฟฟิศ และ รูปแบบ Work from Anywhere

นอกจากโครงข่ายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแล้ว เรื่องของความปลอดภัยก็มีความท้าทายมากเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบัน องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือ International Civil Aviation Organization (ICAO) เริ่มมีการระบุถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyber security) ดังนั้นไม่แค่เพียงเสถียรภาพเท่านั้น แต่ความปลอดภัยของเครือข่ายข้อมูลการบินก็ทวีความสำคัญมากขึ้นไปด้วย เราจึงได้มีการหารือกับ NT ถึงระดับการให้บริการ cyber security ที่เข้มข้นมากขึ้น

ต้องขอบคุณ NT ที่เคียงข้าง และสนับสนุนธุรกิจให้เดินไปได้ในวันที่สายการบินต้องเผชิญวิกฤต Covid – 19 ทำให้เรารู้ว่า NT คือ พันธมิตรสำคัญ ที่ช่วยให้เราดำเนินธุรกิจและปรับตัวในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว” ธเนตรกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/how-bangkok-airways-transform-to-work-from-anywhere/

Panduit Webinar: อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีสาย LAN ปี 2021 พร้อมออกแบบระบบให้รองรับ Wi-Fi 6 และมาตรฐานอื่นในอนาคต [30 มี.ค. 2021 – 14.00น.]

Panduit ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Network Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีสาย LAN ปี 2021 พร้อมออกแบบระบบให้รองรับ Wi-Fi 6 และมาตรฐานอื่นในอนาคต” เพื่อทำความรู้จักกับเทคโนโลยีล่าสุดของระบบสาย LAN ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างหลากหลาย พร้อมแนวทางการออกแบบระบบ LAN ภายในองค์กรเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Wi-Fi 6, IoT และเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ในวันอังคารที่ 30 มีนาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีสาย LAN ปี 2021 พร้อมออกแบบระบบให้รองรับ Wi-Fi 6 และมาตรฐานอื่นในอนาคต โดย Panduit
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Panduit ประเทศไทย
วันเวลา: วันอังคารที่ 30 มีนาคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. 
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://pages.panduit.com/TH-Wifi6SolutionWebinar-Registration.html

การออกแบบระบบเครือข่ายภายในอาคารที่ดีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรมีความคล่องตัวในการทำงานและการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์และการใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างคุ้มค่า ด้วยการมาของแนวโน้มการทำงานแบบ Hybrid Work, การนำ IoT มาใช้ในธุรกิจเพื่อทำ Social Distancing ไปจนถึงการมาของ Smart Building และ Edge Computing นั้น ล้วนเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบ LAN  ภายในองค์กรต้องเร่งปรับตัว

Panduit ในฐานะของผู้นำทางด้านระบบสายรับส่งสัญญาณเครือข่ายที่มีนวัตกรรมของตนเองอย่างหลากหลาย เห็นว่าก้าวแรกในการปรับระบบ IT Infrastructure สำคัญขององค์กรนี้ ก็คือการออกแบบระบบสาย LAN ให้รองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Wi-Fi 6 และ IoT ให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ไปจนถึงการจ่ายพลังงานผ่าน PoE และการออกแบบระบบให้มีความยืดหยุ่น ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด

ใน Webinar ครั้งนี้จะเจาะลึกถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • แนวโน้มและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ Wi-Fi 6 และ IoT
  • คำแนะนำในการวางระบบการเดินสาย LAN สำหรับรองรับ Wi-Fi 6 และมาตรฐานอื่นๆ ในอนาคต
  • ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ Wi-Fi 6 และ IoT
  • เจาะลึกกับสาย Category 6A และประเภทของสาย Category 6A ที่มีให้เลือกใช้งาน
  • การออกแบบระบบ PoE ภายในอาคาร รวมถึงประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยภายในอาคาร
  • ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบจุดเชื่อมต่อต่างๆ ภายในการเดินสาย

การเข้าร่วมชม Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Panduit ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://pages.panduit.com/TH-Wifi6SolutionWebinar-Registration.html โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/panduit-webinar-latest-lan-and-cabling-technology-in-2021-for-wi-fi-6/

ปรับการทำงานสู่ Hybrid Work อย่างมั่นคง ด้วยบริการ Windows 10 Virtual Desktop จาก AIS Business

ทุกธุรกิจองค์กรนั้นต่างรู้กันดีว่าโจทย์สำคัญสำหรับปี 2021 นี้ คือการทำอย่างไรเพื่อปรับให้การทำงานของพนักงานภายในองค์กรนั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอน โดยการลงทุนนั้นต้องไม่สูงจนเกินไป ในขณะที่ยังคงต้องตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยและพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่กำลังจะบังคับใช้ในปีนี้

นอกจากนี้ เพื่อให้การลงทุนในครั้งนี้เกิดผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว การปรับการทำงานในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่จะต้องรองรับการทำงานแบบ Work from Home ได้ในระยะสั้น แต่ยังต้องรองรับการปรับไปสู่ Hybrid Work อย่างเต็มตัวได้ในระยะยาว เพื่อให้สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ได้อยู่ตลอด อีกทั้งในอนาคตเองก็ยังสามารถปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นได้ และยังตอบรับต่อการทำ Business Continuity Plan หรือ BCP สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้อีกด้วย

ด้วยโจทย์ดังกล่าวนี้ Windows Virtual Desktop (WVD) หรือเทคโนโลยี VDI ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจองค์กรไม่น้อยในการนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่รูปแบบ Hybrid Work อย่างเต็มตัว ด้วยการนำแนวคิดของ Cloud Desktop มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลบน Cloud พร้อมบริการจาก AIS Business ที่จะช่วยเชื่อมต่อระบบของ Windows Virtual Desktop ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบ Application ที่ธุรกิจองค์กรใช้งานอยู่ได้อย่างมั่นใจ

Windows Virtual Desktop ตอบโจทย์การทำงานจากที่บ้านได้ด้วยประสบการณ์เหมือนการทำงานจากออฟฟิศ

ถึงแม้เทคโนโลยีสำหรับใช้ในการตอบโจทย์ Work from Home และ Hybrid Work นั้นจะมีด้วยกันหลากหลาย แต่บริการ Cloud Desktop อย่าง Windows Virtual Desktop นี้ก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาตอบโจทย์นี้ได้อย่างโดดเด่น ด้วยคุณสมบัติดังนี้

ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Windows Virtual Desktop ได้จากทุกที่ทุกเวลาจากทุกอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย ทำงานแบบ Hybrid Work ได้ตามต้องการ

ใช้งานได้ง่าย ด้วยประสบการณ์การทำงานแบบเดิม

ในมุมของผู้ใช้งานนั้น ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อเข้าไปยัง Windows Virtual Desktop ของตนเองได้ผ่านทาง Web Browser โดยการ Login ด้วย Username และ Password เดียวกับที่เคยใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ขององค์กรได้ทันที เพราะระบบสามารถทำการเชื่อมต่อกับ Active Directory ที่ธุรกิจใช้งานอยู่ภายในองค์กร หรือเชื่อมต่อกับ Azure AD บน Cloud ก็ได้เช่นกัน

เมื่อทำการ Login เสร็จแล้ว ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองบน Cloud ได้ ซึ่งภายในเครื่อง Windows Virtual Desktop นี้จะมีการติดตั้ง Corporate Application และเชื่อมต่อกับข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานเอาไว้อย่างครบถ้วน ดังนั้นไม่ว่าจะเชื่อมต่อเข้าไปด้วยเครื่อง PC, Notebook, Tablet หรือ Smartphone นั้น ก็จะได้รับประสบการณ์เสมือนกับว่านั่งทำงานอยู่ภายในออฟฟิศเหมือนกันเสมอ

ด้วยแนวคิดดังกล่าวนี้ ข้อมูลของการทำงานทั้งหมดจะไม่ถูกจัดเก็บอยู่บนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเลย ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้อุปกรณ์ของผู้ใช้งานจะสูญหายหรือเสียหายไป ก็จะไม่กระทบกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งสิ้น และผู้ใช้งานสามารถทำการเปลี่ยนอุปกรณ์และเชื่อมต่อเข้ามายังระบบ Windows Virtual Desktop ขององค์กร เพื่อทำงานต่อเนื่องได้ทันที

เพิ่มทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น หมดกังวลเรื่องเครื่องช้า

ถ้าหากผู้ใช้งานรู้สึกว่าระบบสามารถทำงานได้ช้าเพราะไม่มีทรัพยากรในการประมวลผลเพียงพอ ก็สามารถแจ้งผู้ดูแลระบบ IT เพื่อเพิ่มขยายทรัพยากรได้ทันที เนื่องจาก Windows Virtual Desktop นี้ทำงานอยู่บนบริการ Cloud ชั้นนำอย่าง Microsoft Azure จึงสามารถเพิ่มขยายทรัพยากรได้ตามต้องการ

โดยสรุปแล้ว การใช้ Windows Virtual Desktop นี้ก็เปรียบเสมือนกันการย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตัวของพนักงานแต่ละคนขึ้นไปอยู่บน Cloud แล้วเปิดให้พนักงานแต่ละคนสามารถทำการเชื่อมต่อเข้าไปใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัยนั่นเอง

ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการ Windows Virtual Desktop ได้จากศูนย์กลาง ควบคุมการใช้งานได้อย่างคุ้มค่า

เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบเองทั้งหมด

ในมุมของผู้ดูแลระบบนั้น การใช้ Windows Virtual Desktop นี้สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการ Login เข้าไปบริหารจัดการผ่าน Microsoft Azure และทำการสร้างเครื่อง Virtual Desktop ให้พนักงานใช้เท่านั้น โดยไม่ต้องยุ่งยากในการจัดการติดตั้งระบบส่วนอื่นๆ เนื่องจาก Microsoft ได้เตรียมระบบให้พร้อมใช้งานได้แล้วบน Cloud

Windows Virtual Desktop นี้สามารถทำการผูกระบบยืนยันตัวตนเข้ากับ Microsoft Active Directory ภายในองค์กรก็ได้ หรือจะสามารถผูกการยืนยันตัวตนเข้ากับ Microsoft Azure AD ก็ได้ ดังนั้นผู้ดูแลระบบจึงมั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะยังคง Login เข้าไปใช้งานเครื่อง Cloud Desktop เหล่านี้ได้ด้วย Username และ Password ชุดเดิม

บริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง ผู้ใช้งานยังคงมีความเป็นส่วนตัวในการทำงาน

ในเชิงของการบริหารจัดการ ผู้ดูแลระบบสามารถสร้าง Template ของ WindowsVirtual Desktop ขึ้นมาได้ โดยภายในแต่ละ Template นั้นจะสามารถระบุได้ว่าแต่ละเครื่องจะมีการติดตั้ง Application อะไรเอาไว้บ้าง เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดได้ว่าเครื่อง Cloud Desktop สำหรับพนักงานแต่ละแผนกที่ต้องการ Application และทรัพยากรที่แตกต่างกันนี้จะเป็นอย่างไร เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และหากต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ก็สามารถทำการเปลี่ยนแปลงบน Template ของแต่ละแผนกได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งหรือแก้ไขทีละเครื่องอย่างการดูแลเครื่อง PC ในอดีตอีกต่อไป

สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่าย ผู้ดูแลระบบสามารถทำการเชื่อมให้ Windows Virtual Desktop บน Microsoft Azure มีเครือข่ายที่เชื่อมต่อกลับมายัง Data Center ขององค์กรได้ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าในกรณีที่มีระบบ Application หรือข้อมูลเฉพาะอยู่ภายในองค์กรแล้ว ผู้ใช้งานจะยังคงสามารถทำงานได้เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ Windows 10 Virtual Desktop นี้จะมีการใช้งานเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า FSLogix ซึ่งจะทำให้ระบบมีการจัดเก็บ Profile ของผู้ใช้งานแต่ละคนแยกออกจากกัน โดยเมื่อผู้ใช้งานทำการ Login แล้ว ระบบก็จะนำข้อมูล Profile ส่วนนี้มาใช้ในเครื่องของผู้ใช้งานคนนั้นๆ ด้วย ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้งานแต่ละคนเคยใช้ เช่น ประวัติการเข้าเว็บไซต์ การจัดตำแหน่งของสิ่งต่างๆ บนหน้าจอ หรือประวัติการเปิดไฟล์ต่างๆ นั้นติดตามผู้ใช้งานไปด้วย เสมือนกับว่ากำลังใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์เดิมในการทำงาน

มั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์ธุรกิจได้ในระยะยาว

ในเชิงของความมั่นคงปลอดภัย Windows Virtual Desktop นี้ทำงานอยู่ภายใน Microsoft Azure ที่มีการควบคุมดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสูงของ Microsoft และสามารถปรับแต่งการตั้งค่าด้านความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติมให้สอดคล้องต่อความต้องการของธุรกิจองค์กรได้ รวมถึงยังสามารถกำหนดให้ทำ Compliance ตามมาตรฐานที่ต้องการ รวมถึงการตอบรับต่อพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะบังคับใช้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถทำการ Backup ข้อมูลได้ง่ายเพื่อให้ครอบคลุมต่อการรับมือกับ Ransomware

ลงทุนคุ้มค่า คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง

การใช้ Windows Virtual Desktop นี้ยังช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากการที่ระบบทั้งหมดทำงานอยู่บน Cloud ดังนั้นจึงสามารถทำการเพิ่มลดทรัพยากรตามการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่เกิดการลงทุนที่เสียเปล่าเหมือนการซื้ออุปกรณ์อย่างในอดีตแน่นอน

นอกจากนี้ WindowsVirtual Desktop ยังมีการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง รวมถึงยังสามารถเลือกใช้ Windows 10 Enterprise Multi-session ที่เป็นระบบปฏิบัติการพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้งานหลายคนทำการ Login เข้ามาใช้งานเครื่องเดียวกันได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ด้วยแนวทางดังกล่าวนี้ ธุรกิจองค์กรจึงสามารถใช้งาน Windows Virtual Desktop เพื่อสร้างระบบ Cloud Desktop สำหรับพนักงานในแต่ละแผนกขององค์กร โดยติดตั้ง Application ที่จำเป็นต่อการทำงานของแต่ละคนลงไป และเชื่อมต่อกับ Server ต่างๆ ที่จำเป็นทั้งบน Cloud และภายใน Data Center เพื่อให้พนักงานคนนั้นสามารถทำการเชื่อมต่อไปยัง Cloud Desktop ของตนเอง และทำงานได้ด้วย Application และข้อมูลเดียวกับที่ใช้ภายในออฟฟิศได้ทันที

ที่ผ่านมาหลายธุรกิจองค์กรนั้นได้มีการเลือกใช้งาน Windows Virtual Desktop ในการทำงานแบบ Work from Home กันมาบ้างแล้ว โดยสำหรับบางองค์กรนั้นก็ตัดสินใจเลือกใช้ Windows Virtual Desktop เป็นหลักในการทำงาน ในขณะที่บางองค์กรนั้นก็เลือกใช้ Windows Virtual Desktop สำหรับเฉพาะแผนกหรือพนักงานบางคนที่จำเป็นต้องมีการใช้งาน Application หรือระบบข้อมูลเฉพาะทางเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ธุรกิจเองก็สามารถเลือกใช้งาน Windows Virtual Desktop ให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้

AIS Business ในฐานะพันธมิตรของ Microsoft เองก็พร้อมให้บริการ Windows Virtual Desktop อย่างเต็มตัว โดยนอกเหนือจากการช่วยออกแบบระบบ, ติดตั้งใช้งาน และการฝึกอบรมแล้ว AIS Business เองก็ยังมี AIS ExpressRoute ซึ่งเป็นบริการเชื่อมต่อเครือข่ายตรงไปยัง Microsoft Azure ทำให้ประสบการณ์การใช้งาน Windows Virtual Desktop นั้นมีความลื่นไหลสูงสุดอีกด้วย

ผสาน Windows Virtual Desktop พร้อมก้าวสู่ Hybrid Work ได้ทันทีที่ต้องการ

Windows Virtual Desktop นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถทำ Work from Home ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจเท่านั้น แต่ในระยะยาว Windows Virtual Desktop เองก็ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคธุรกิจให้สามารถทำงานแบบ Hybrid Work ได้อย่างเต็มตัวในอนาคต เพราะด้วยการใช้งาน Cloud Desktop นี้ ไม่ว่าพนักงานจะทำงานจากที่บ้านหรือภายในออฟฟิศ ก็จะได้รับประสบการณ์ในการทำงานรูปแบบเดียวกันเสมอ และเข้าถึงระบบ Application หรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้อยู่ตลอด ทำให้การทำงานจากทุกที่ทุกเวลานั้นเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

นอกเหนือจากความสะดวกสบายในการเข้าถึง Windows 10 Virtual Desktop ได้จากทุกอุปกรณ์บนทุกเครือข่ายแล้ว AIS และ Microsoft เองก็ยังพร้อมจะมอบความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจองค์กร ด้วยการนำเทคโนโลยีด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ Microsoft Azure ผสานกับบริการให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างครบวงจรของ AIS เพื่อช่วยปกป้องให้ระบบ Cloud Desktop และข้อมูลสำคัญของธุรกิจนั้นมีความมั่นคงปลอดภัย และตอบโจทย์ต่อพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ได้ในเวลาเดียวกัน

ใช้งาน Windows Virtual Desktop เพื่อก้าวสู่การทำงานแบบ Hybrid Work ได้ทันที ด้วยเทคโนโลยีและบริการสำหรับภาคธุรกิจครบวงจรจาก AIS Business และ CSL

AIS Business และ CSL พร้อมสนับสนุนให้ทุกธุรกิจไทยปรับตัวสู่แนวทางการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งเป็นการทำงานโดยมีเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาโดยที่พนักงานและผู้บริหารนั้นสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัย ดังนั้นสถานที่ในการทำงานจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวสู่การทำงานแบบ Work from Home ได้ทันทีที่ต้องการหากเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกครั้งหนึ่ง

AIS Business และ CSL มีโซลูชันทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย ทั้งบริการด้านระบบเครือข่าย, Cloud, Data Center, ระบบโทรศัพท์ และระบบประชุมงาน โดย Windows Virtual Desktop นี้ถือเป็นหนึ่งในบริการหลักที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งทีมงาน AIS Business และ CSL ก็พร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยธุรกิจองค์กรให้เปลี่ยนจากอุปกรณ์ PC มาสู่การใช้ Cloud Desktop ได้อย่างเต็มตัว

ลูกค้าองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Windows Virtual Desktop สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือศึกษารายละเอียดของบริการต่างๆ และสมัครหรือแจ้งความต้องการผ่านเว็บได้ที่

https://business.ais.co.th/workingfromhome/#solutions

from:https://www.techtalkthai.com/hybrid-work-with-windows-10-virtual-desktop-by-ais-business/

เตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมก้าวสู่ปี 2021 ด้วยแนวคิด Hybrid Work จาก AIS Business ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีที่เหมาะสมจะช่วยให้ธุรกิจมีความมั่นคง และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น AIS Business พร้อมนำเสนอดิจิทัลโซลูชัน ทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสาร และระบบ Cloud เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นใจด้วยแนวทางการทำงานแบบ Hybrid Work ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนซึ่งจะกลายเป็น New Normal นับจากปี 2021 นี้ต่อไป

ปี 2021 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า GDP ทั่วโลกจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ข่าวสารการกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ในประเทศไทยนี้อาจทำให้หลายธุรกิจต้องหยุดชะงักอีกครั้งหนึ่ง แต่ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างมีประสบการณ์ในการฝ่าวิกฤตโรคระบาดนี้กันมาแล้วไม่มากก็น้อย และเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจนั้นสามารถปรับตัวรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ดียิ่งขึ้น ทาง AIS Business จึงขอนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติในมุมมองธุรกิจทั่วโลกจาก GlobalData เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถนำไปใช้อ้างอิงประกอบการตัดสินใจท่ามกลางภาวะนี้ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ภาพรวมแนวโน้มการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับประเทศไทยเองที่มีการนำนโยบายต่างๆ มาใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดเองนี้ก็ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย

อ้างอิงข้อมูลจาก GlobalData, National Statistics Office, World Bank และ IMF พบว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาแนวโน้ม GDP จะติดลบกันทั่วโลก (ยกเว้นประเทศจีน) จนส่งผลให้ GDP ของโลกในภาพรวมนั้นติดลบที่ -3.8% เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์เดิมช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ +2.6% อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่าแนวโน้มของ GDP ในปี 2021 จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดย GDP เฉลี่ยทั่วโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้น +5.3% เนื่องจากความพร้อมทางด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มีมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องประเมินถึงความไม่แน่นอนในการแจกจ่ายและประสิทธิภาพของวัคซีนด้วยเช่นกัน

ปีที่ผ่านมาวิกฤต COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มูลค่าดรรชนีตลาดหดตัวถึง 18% ตามมาด้วยธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจก่อสร้าง 10%, ธุรกิจกลุ่มอวกาศและความมั่นคง 8% และธุรกิจประกันที่หดตัว 8% เช่นเดียวกัน

สำหรับคาดการณ์แนวโน้ม GDP ของประเทศไทยนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือปี 2020 นี้จะติดลบที่ -5.93% และจะฟื้นกลับมาเป็นบวกในปี 2021 ที่ +4.72% ซึ่งถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการไทยต้องรีบเตรียมธุรกิจของตนให้พร้อมรับเศรษฐกิจในช่วงขาขึ้นที่จะกลับมาในปี 2021 นี้

พนักงานทั่วโลกต้องการทำงานแบบ Hybrid Work มากกว่าการกลับเข้าไปทำงานที่บริษัททุกวันอย่างในอดีต

จากการสำรวจของ GlobalData พบว่าธุรกิจทั่วโลกมีความกังวลต่อ COVID-19 น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นสำหรับภัยโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งก็เชื่อว่าเป็นเพราะทุกคนนั้นเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสมากขึ้น และรู้แนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับโรคได้ดีขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจเองก็ปรับตัวให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตนี้ได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ก็ยังคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

แนวโน้มหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือการที่พนักงานบริษัทต้องการความคล่องตัวในเรื่องสถานที่ทำงานเพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยจากการสำรวจทั้งในเชิงภูมิภาคและแยกตามอุตสาหกรรมพบว่ามากกว่าครึ่งของพนักงานที่เดิมเคยทำงานเต็มเวลาในออฟฟิศไม่ต้องการกลับไปทำงานแบบเดิมแล้ว โดยส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ผสมผสานระหว่างการทำงานจากภายนอกและภายในออฟฟิศ ซึ่งการทำงานในรูปแบบนี้จะเป็น New Normal ที่กำลังเกิดขึ้นและต่อเนื่องไปในอนาคต ที่องค์กรธุรกิจเริ่มมีการปรับตัวเพื่อทำให้ทุกคนพร้อมจะทำงานจากภายนอกองค์กรโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวกลาง และพร้อมที่จะกักตัวเฝ้าระวังอาการกันได้ทุกเมื่อ ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • พนักงานและผู้บริหารนั้นนั้นมีความยืดหยุ่นในการทำงานด้วยเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงระบบแอปพลิเคชันหรือข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้จากภายนอกออฟฟิศได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าในอดีต
  • การประชุมงานนั้นเกิดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ที่แต่ละธุรกิจจัดเตรียมเอาไว้ให้พนักงานใช้กันมากขึ้น ทำให้การประชุมแบบพบปะซึ่งหน้ากันนั้นมีปริมาณลดน้อยลง มีการเดินทางที่น้อยลง แต่ปริมาณการประชุมนั้นก็อาจมีหลายครั้งมากขึ้นจากความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นมานี้
  • การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ตอบรับต่อพฤติกรรมของพนักงานและคู่ค้าที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีด้าน AR/VR มาประยุกต์ใช้ทั้งในการฝึกอบรม, การขาย และการให้บริการหลังการขาย รวมถึงการนำ AI เข้ามาใช้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • ในมุมของลูกค้านั้น การรับประสบการณ์แบบเสมือนผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับภาคธุรกิจในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการเดินทางไปยังหน้าร้านของแบรนด์ต่างๆ เพื่อซื้อของน้อยลง ในขณะที่บริการและการขายในรูปแบบ Self-Service หรือ Automate นั้นได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เพราะแนวทางนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและทันใจ

ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจได้เริ่มปรับตัวในประเด็นหลักๆ ที่สำคัญต่อธุรกิจของตนไปแล้ว และอาจยังหลงเหลือบางประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งไม่ว่าระดับความพร้อมของธุรกิจจะมีมากน้อยเพียงใด AIS Business ก็พร้อมจะเป็นพันธมิตรเพื่อให้ภาคธุรกิจนั้นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นและตอบโจทย์ต่อการทำงานในยุค New Normal ในรูปแบบ Hybrid Work นี้ได้เป็นอย่างดี

ทำงานแบบ Hybrid Work จากทุกที่ทุกเวลาได้อย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีและบริการสำหรับภาคธุรกิจครบวงจรจาก AIS Business และ CSL

แนวทางการทำงานแบบ Hybrid Work คือการทำงานโดยมีเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาโดยที่พนักงานและผู้บริหารนั้นสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัย ดังนั้นสถานที่ในการทำงานจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวสู่การทำงานแบบ Work from Home ได้ทันทีที่ต้องการหากเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกครั้งหนึ่ง

AIS Business และ CSL มีโซลูชันทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Work ได้ดังนี้

  • บริการ Work from Home องค์กรต้องเตรียมความพร้อมให้พนักงานมีระบบเครือข่ายความเร็วสูงสำหรับการทำงานและการโทรศัพท์ต่างประเทศในราคาประหยัดเพื่อให้สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าสูงสุด
    • แพ็กเกจ On-top อินเทอร์เน็ตสำหรับโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้งาน Office 365 และ Zoom Video Conferencing บนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา
    • กดรหัส 003 โทรต่างประเทศราคาประหยัด ครอบคลุม 16 ประเทศ เริ่มต้นเพียงนาทีละ 1.54 บาท
    • กดรหัส + โทรต่างประเทศคุณภาพพรีเมี่ยมราคาพิเศษ ครอบคลุม 22 ประเทศ เริ่มต้นนาทีละ 4.65 บาท
  • บริการ Cloud และ Data Center เพื่อให้ระบบแอปพลิเคชันสำคัญของธุรกิจองค์กรสามารถให้บริการพนักงานและผู้บริหารได้ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร โดยมีทีมงาน AIS Business และ CSL คอยช่วยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
    • Cloud & Data Center ย้ายข้อมูลองค์กรขึ้น cloud เพื่อให้ยืดหยุ่นต่อการเข้าใช้งาน มีให้เลือกทั้งแบบ local cloud (Enterprise Cloud) และ global cloud (Azure, AWS) หรือทำ private cloud ที่ Data Center ของ AIS ที่มีให้เลือกถึง 9 แห่งทั่วประเทศ
    • Microsoft Azure + Express Route เชื่อมต่อเครือข่ายของธุรกิจองค์กรตรงไปยัง Data Center ของ Microsoft Azure เพื่อเข้าถึงและใช้บริการบน Cloud ของ Microsoft ได้ด้วยความเร็วสูงและมั่นคงปลอดภัย
    • Virtual Desktop Infrastructure (VDI) จำลองหน้าจอให้พนักงานทำงานบนอุปกรณ์ส่วนตัวได้จากทุกที่ทุกเวลา เสมือนทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์องค์กรได้อย่างปลอดภัย
  • บริการด้านระบบเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีระบบเครือข่ายที่มั่นคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การทำงานจากภายนอกองค์กรของพนักงานและการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาได้อย่างมั่นใจ
    • 5G FWA เพื่อให้สำนักงานสำรอง (BCP Office) สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายได้อย่างสะดวก ส่งข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วบนเครือข่าย AIS 5G
    • VPN Link สำหรับเชื่อมต่อเข้าไปยังเครือข่ายสำนักงาน เพื่อใช้งานระบบแอพพลิเคชันต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
    • Bandwidth on Demand เพื่อให้ธุรกิจปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ตามต้องการ รองรับการทำงานจากที่บ้านที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้
  • บริการด้านระบบโทรศัพท์องค์กร ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าภายนอกเป็นจำนวนมาก หรือมีระบบ Call Center ให้บริการลูกค้าได้ โดยพนักงานขององค์กรสามารถทำงานได้จากที่บ้านของตนเอง และพูดคุยสื่อสารทำงานทำงานได้เหมือนเดิม
    • Cloud PBX วางระบบโทรศัพท์กระจายตามสาขาและบ้านของพนักงานหรือผู้บริหาร พร้อมกำหนดเบอร์โทรศัพท์สำนักงานหรือเบอร์ภายในได้อย่างอิสระ สร้างประสบการณ์ในการสื่อสารขององค์กรเสมือนระบบโทรศัพท์บนโต๊ะในที่ทำงานได้ทันที
    • 4G Wi-Fi Phone สำหรับสำนักงานขนาดเล็กที่ต้องการใช้งาน Internet และโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
  • บริการระบบสื่อสารภายในองค์กร เพื่อให้การทำงาน สื่อสาร และประชุมงานภายในองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าพนักงานแต่ละคนจะทำงานจากที่ใดก็ตาม
    • Office Anywhere ชุดแอปพลิเคชัน HR พื้นฐานสำหรับการทำงานนอกสถานที่ของพนักงาน
    • โซลูชันอุปกรณ์การประชุมทางไกล มีให้เลือกหลากรูปแบบตามการใช้งานของแต่ละบริษัท ได้แก่ ชุด Cisco Webex Room Kit Mini สำหรับองค์กรที่คุ้นเคยกับการใช้งาน Webex และ ชุด Conference Camera ราคาพิเศษจาก Logitech

ลูกค้าองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือศึกษารายละเอียดของบริการต่างๆ และสมัครหรือแจ้งความต้องการผ่านเว็บได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome

พิเศษเฉพาะสำหรับบริการ AIS 5G FWA สามารถดูรายละเอียดและแจ้งความต้องการใช้งานได้ที่ https://business.ais.co.th/5g/fwa.html

from:https://www.techtalkthai.com/prepare-for-2021-with-hybrid-work-by-ais-business/

แจกฟรี Whitepaper ภาษาไทย: 7 แนวทางการออกแบบระบบ VDI รับแนวโน้ม Hybrid Work สำหรับปี 2021

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถวางแผนรับมือกับการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคตอย่าง Hybrid Work ในปี 2021 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง Dell Technologies, Intel, VMware และ TechTalkThai จึงได้ร่วมกันจัดทำ Whitepaper ในหัวข้อ “7 แนวทางการออกแบบระบบ VDI รับแนวโน้ม Hybrid Work สำหรับปี 2021” เพื่อให้ผู้ที่สนใจทำการดาวน์โหลดไปศึกษาได้ทันที

เอกสารฉบับนี้มีความยาว 12 หน้า เนื้อหาเป็นภาษาไทยทั้งหมด โดยจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • นิยามของ Hybrid Work
  • VDI กับบทบาทสำคัญต่อการวางระบบเพื่อรองรับ Hybrid Work
  • 7 แนวทางการออกแบบ VDI เพื่อรองรับ Hybrid Work ในอนาคต
  • แนวทางการออกแบบระบบ VDI ด้วยโซลูชันจาก Dell Technologies

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้เพื่อโหลดเอกสารได้ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2020/10/free-thai-whitepaper-7-ways-to-design-vdi-for-hybrid-work-2021/

from:https://www.techtalkthai.com/free-thai-whitepaper-7-ways-to-design-vdi-for-hybrid-work-2021/

สัมภาษณ์คุณซามีร์ ซายิด แห่ง Poly กับประเด็นด้าน Hybrid Working ที่ทุกคนควรรู้และเตรียมปรับตัว

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณซามีร์ ซายิด กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีแห่ง Poly บริษัทที่เกิดจากการรวมกันของ Plantronics และ Polycom เกี่ยวกับแนวโน้มของการทำงานในอนาคตที่จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจในเชิงของการจ้างงานในอนาคต, Security, Call Center/Contact Center, 5G, AI และทิศทางของโซลูชัน Enterprise Collaboration ในอนาคต จึงขอสรุปเนื้อหาให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

*** การพูดคุยสัมภาษณ์ครั้งนี้ต่อเนื่องจากการเข้าร่วมการแถลงข่าวประเด็นนี้ครับ – โพลี ขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริด ในยุคเน็กซ์นอร์มอล 

ในยุคของ Hybrid Working ความพร้อมและความสามารถในการทำงานจากที่บ้านได้ อาจกลายเป็นหัวข้อที่ HR ต้องพูดคุยก่อนจ้างพนักงานคนใหม่

การพูดคุยกับคุณซามีร์ในครั้งนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นถึงภาพของการทำงานแบบ Hybrid Working ในอนาคตที่ไม่เพียงแต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่บทสนทนาในการจ้างงานและการต่อรองเงินเดือนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเมื่อโลกกำลังหมุนไปสู่การทำงานแบบ Hybrid Working ที่พนักงานนั้นถูกคาดหวังให้ต้องทำงานจากที่บ้านได้แล้ว การทำให้พนักงานคนนั้นๆ ทำงานได้จากที่บ้าน ควรเป็นสิ่งที่บริษัทต้องสนับสนุน หรือเป็นสิ่งที่พนักงานแต่ละคนต้องเตรียมมาเอง คุณซามีร์ได้เล่าถึงภาพของปัจจุบันก่อนว่าจากข้อมูลที่มีอยู่นั้น หลายบริษัทก็มีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป บางบริษัทอาจจะมีการให้ยืมอุปกรณ์ในการทำงาน บางบริษัทอาจกำหนดงบให้พนักงานไปซื้ออุปกรณ์มาใช้เองตามต้องการ หรือบางบริษัทนั้นก็อาจให้พนักงานจัดการประเด็นนี้ด้วยตัวเอง และเพิ่มส่วนต่างพิเศษให้ในเงินเดือน

สำหรับในอนาคต คุณซามีร์ก็คาดว่าทิศทางของประเด็นนี้จะลู่เข้าไปสู่ทิศทางเดียวกับแนวโน้มของ Bring Your Own Device หรือ BYOD อย่างที่เคยเป็นในยุคที่ Mobile Device เริ่มถูกใช้ในการทำงานเป็นหลัก และความพร้อมในส่วนนี้ก็อาจกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนอาจถูกซักถามตั้งแต่ตอนสมัครงาน ว่ามีความพร้อมในการทำงานที่บ้านหรือไม่ มีอุปกรณ์ใดบ้าง ไปจนถึงระบบ Internet ที่ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าหากมาทำงานด้วยกันแล้วและต้องทำงานจากที่บ้าน จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ติดข้อจำกัดใดๆ

ทั้งนี้ก็อาจไม่ใช่ทุกตำแหน่งที่ต้องการประเด็นนี้ และอาจไม่ใช่ทุกบริษัทที่เปิดให้พนักงานแต่ละคนเตรียมระบบการทำงานจากที่บ้านด้วยตนเอง ขึ้นกับกลยุทธ์และปัจจัยอื่นๆ แตกต่างกันออกไป

Security เป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วง COVID-19

เมื่อพูดคุยถึงประเด็นด้าน Security ในช่วง COVID-19 ที่หลายคนอาจกังวลว่าเมื่อบริษัทต้องปรับตัวอย่างฉุกเฉินมาสู่การทำงานแบบ Work from Home แล้ว ประเด็นด้าน Security ที่ย่อหย่อนลงจะส่งผลอะไรหรือไม่ คุณซามีร์ก็ได้นำเสนอข้อมูลว่าอันที่จริงแล้วธุรกิจองค์กรทั่วโลกนั้นล้วนให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน Security อยู่แล้วและคำนึงถึงประเด็นนี้เป็นอย่างมากในการปรับตัว ดังนั้นในผลการศึกษาที่ได้ทำมาจึงเห็นว่าหลายธุรกิจมีความพร้อมกว่าที่คิด โดยถึงแม้จะไม่ใช่ทุกบริษัทที่มีการเตรียมตัวในประเด็นนี้แบบครบถ้วน 100% แต่บริษัทจำนวนมากก็มีแนวทางและเทคโนโลยีสำหรับปกป้องข้อมูลสำคัญทางธุรกิจและพนักงานที่บ้านให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตี โดยมีเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ระบุว่าไม่ได้มีการปกป้องข้อมูลหรือพนักงานด้วยวิธีการใดๆ เลย

คุณซามีร์ได้ยกตัวอย่างของบริษัทที่มีความเข้มงวดว่า บริษัทเหล่านั้นถึงแม้จะบังคับให้พนักงานใช้อุปกรณ์ที่บริษัทกำหนดให้ซึ่งติดตั้งระบบตรวจสอบและรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเข้มงวดแล้ว แต่บริษัทเหล่านั้นก็ไม่อนุญาตให้มีการบันทึกข้อมูลสำคัญทางธุรกิจใดๆ ลงอุปกรณ์เหล่านั้นในระหว่างทำงานที่บ้าน แต่ให้พนักงานต้อง Remote เข้ามาทำงานผ่านระบบภายใน Data Center หรือ Cloud ที่องค์กรใช้อยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าโอกาสที่ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจจะรั่วไหลออกไปนั้นลดลงเหลือน้อยที่สุด

ในมุมของ Poly เองก็มีการนำเสนอโซลูชันด้านการสื่อสารเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลักอยู่มากมาย ดังนั้น Poly ก็สามารถกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับธุรกิจองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ได้

Contact Center และ Call Center กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางแบบ Hybrid

ในหัวข้อนี้ คุณซามีร์ได้เล่าย้อนไปถึงก่อนช่วง COVID-19 ว่าสำหรับระบบ Contact Center ที่เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารระหว่างธุรกิจกับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลายนั้น ก็มีการทำงานแบบ Hybrid อยู่แล้ว เพราะในการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ สามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านระบบเครือข่ายหรือปัจจัยอื่นๆ มากนัก และการเปิดให้พนักงานทำงานได้จากที่บ้านก็ถือว่ามีข้อดีในแง่ของการที่บริษัทจะได้ลดค่าใช้จ่ายและทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น

แต่สำหรับ Call Center ที่มุ่งเน้นเรื่องการโทรศัพท์อย่างเดียวนั้น ก่อน COVID-19 จะมา ระบบทั้งหมดจะต้องเป็นแบบรวมศูนย์อยู่ภายในอาคารที่ทำงาน เพื่อให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพของสัญญาณเสียง และทำการบันทึกเสียงหรือเปิดให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้เมื่อ COVID-19 แพร่ระบาดและการทำงานต้องมุ่งไปสู่การเป็น Hybrid Working การปรับระบบ Call Center ให้สามารถทำงานได้จากที่บ้านด้วยนั้นก็ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย โดยธุรกิจจะต้องลงทุนทั้งในส่วนของระบบ Call Center, ระบบเครือข่ายที่มีคุณภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยในการสื่อสาร เช่น SD-WAN, 5G และอื่นๆ รวมถึงเรื่องของ Security ที่จะละทิ้งไปไม่ได้เลย

5G คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงานในอนาคต

เมื่อมี 5G ปรากฎขึ้นมาในบทสนทนา คุณซามีร์ก็ได้ให้ความเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุค 5G ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ถือเป็น Game Changer ของการทำงานทั่วโลกเลยทีเดียว เพราะ 5G นั้นจะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของการเชื่อมต่อเครือข่ายและการสื่อสารสำหรับการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง และถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ให้บริการเครือข่าย 5G ที่จะพัฒนาให้เกิดโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ 5G ทั่วโลกนี้ได้ถูกชะลอลงจาก COVID-19 และผู้ผลิตเทคโนโลยี 5G นั้นก็ยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในแต่ละประเทศทั่วโลก ดังนั้นสำหรับแนวโน้มระดับโลกว่า 5G จะมีทิศทางอย่างไรต่อไปนั้นก็ยังคงเป็นที่ต้องจับตามอง

ในมุมของ Poly เองนั้น 5G ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจด้าน Collaboration ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรม เพราะ 5G นั้นจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถฝ่าข้อจำกัดของระบบเครือข่ายในปัจจุบันที่มีอยู่ได้ และทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งก็จะหมายความว่าตลาดของธุรกิจกลุ่มนี้ก็จะกว้างขึ้นไปด้วย และ Poly เองที่มีธุรกิจทั้งในส่วนของระบบและอุปกรณ์สำหรับผู้ใช้งาน ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับภาคธุรกิจเช่นกัน

Enterprise Collaboration กำลังมุ่งสู่ Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังทิ้ง On-Premises ไม่ได้

คุณซามีร์ระบุว่า Poly ถือว่าเป็นบริษัทที่โชคดีที่มีการเตรียมปรับตัวเองให้ตอบรับต่อแนวโน้มของ Cloud มาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อ COVID-19 แพร่ระบาด เทคโนโลยีของ Poly ที่พร้อมรองรับการทำงานร่วมกับ Cloud ด้าน Collaboration ชั้นนำทั้งหมดจึงสามารถตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้เป็นอย่างดี

นอกจากการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำด้าน Collaboration ได้หลากหลายแล้ว Poly เองก็มีบริการ Cloud ด้านการสื่อสารประชุมงานของตนเอง และมีระบบ Cloud สำหรับบริหารจัดการอุปกรณ์ด้านการประชุมงานของตนเพื่อให้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่อยู่ในสาขาต่างๆ ทั่วโลกได้จากศูนย์กลาง พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้านคุณภาพการสื่อสารอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ทำให้อุปกรณ์ Headset ของ Poly กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม และโซลูชันด้านวิดีโอของ Poly เองซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างห้องประชุมในพื้นที่ต่างๆ ได้ในต้นทุนที่ไม่สูงมากด้วยเช่นกัน

ในมุมของรูปแบบของโซลูชัน คุณซามีร์เห็นว่าตลาดของ Cloud นั้นกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตลาด On-Premises นั้นถึงแม้จะหดตัวลงไปบ้างแต่ก็ยังคงมีความต้องการจากภาคธุรกิจองค์กรอยู่ เพื่อใช้ในการสื่อสารที่มีความสำคัญและต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างสูงสุด และในอนาคตเราก็จะเห็นธุรกิจใช้งานโซลูชันด้าน Collaboration แบบ Hybrid มากขึ้น เช่น สำหรับการสื่อสารทำงานทั่วไปพนักงานก็อาจใช้บริการ Cloud ได้ แต่สำหรับฝ่ายการเงินหรือกฎหมาย ก็อาจต้องใช้การสื่อสารด้วยระบบภายใน เป็นต้น

AI และ Machine Learning จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสื่อสารประชุมงานแห่งอนาคต

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องราวของ AI และ Machine Learning ที่จะเข้ามาปรับให้ประสบการณ์การสื่อสารทำงานร่วมกันในภาคธุรกิจองค์กรดีขึ้น โดยทั้งสองเทคโนโลยีนี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่หลากหลาย อย่างเช่นภายใน Poly เองก็มีการใช้ Poly Meeting AI ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการประชุม เช่น การนัดหมายประชุมผ่านระบบเสียง ที่ต้องมีเบื้องหลังเป็น AI ในการแปลงเสียง, วิเคราะห์ข้อมูล, จัดตาราง และส่งหมายนัดประชุมให้ หรือในการเข้าร่วมประชุม ก็อาจมีการใช้ Proximity Sensor เพื่อตรวจสอบว่าใครเข้ามาใกล้ และถามว่าคนนั้นจะเข้าร่วมประชุมหรือไม่ แล้วดำเนินการตามคำตอบของคนๆ นั้น เป็นต้น

AI และ Machine Learning จะทำให้การประชุมเป็นอัตโนมัติมากขึ้น และผู้คนสามารถสื่อสารในการทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่ผสานรวมหลายระบบด้าน Productivity เข้าด้วยกัน และทำให้พนักงานแต่ละคนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และเราจะได้เห็นการใช้ AI ในรูปแบบที่หลากหลายสำหรับการสื่อสารมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต โดยเฉพาะหลังยุค COVID-19 ที่ระบบแบบ Contactless จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ

ก็จบเพียงเท่านี้สำหรับเนื้อหาในครั้งนี้ครับ โดยผู้ที่สนใจโซลูชันด้าน Enterprise Collaboration และชุด Headset สำหรับการทำงานในระดับมืออาชีพ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Poly ที่ https://www.poly.com/ ได้เลยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/poly-samir-sayed-interview-hybrid-working-post-covid-next-normal/