คลังเก็บป้ายกำกับ: Human_Resource

รู้จักนาฬิกาชีวิตตามบุคลิก 4 แบบ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา

ทำไมบางคนสดชื่นเมื่อตื่นเช้า บางคนคิดอะไรไม่ออกตอนบ่าย บางคนไอเดียดีๆ เกิดขึ้นหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้ว คำตอบคือ Chronotpye หรือนาฬิกาชีวิตของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

Dr. Michael Breus นักจิตวิทยาได้แบ่งบุคลิกภาพตามนาฬิกาชีวิตของคนเราเป็น 4 ลักษณะ โดยเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ หมี สิงโต หมาป่า และโลมา

ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดจะมีช่วงเวลาที่เหมาะแก่การตื่น-นอน การทำงาน และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนกัน หากเรานำมาปรับใช้ให้เหมาะสมก็จะช่วยให้การดำเนินชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หมี ตื่น-นอนตามเวลา

พฤติกรรมการนอนสอดคล้องกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก คนกลุ่มนี้มักมีบุคลิกเป็นมิตร เปิดใจกว้าง มีตารางชีวิตคงที่ ให้ความสำคัญกับการนอนมาก หากวันธรรมดา (Weekday) นอนไม่พอ มักนอนชดเชยในวันหยุด (Weekend) ช่วงเวลาทำงานที่ดีที่สุดคือกลางวัน

บุคลิกแบบหมีคิดเป็น 50-55% ของประชากร

หมาป่า นอนดึกตื่นสาย

พฤติกรรมนอนดึก ตื่นสายคือบุคลิกภาพแบบหมาป่า คนกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นคนเก็บตัว อารมณ์แปรปรวน แต่มีความคิดสร้างสรรค์ มักมีปัญหาการตื่นนอนในตอนเช้า ช่วงเวลาทำงานที่ดีที่สุดคือตอนเย็น

บุคลิกแบบหมาป่าคิดเป็น 15% ของประชากร

สิงโต ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก

คนตื่นเช้าคือบุคลิกแบบสิงโต สามารถตื่นเช้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุก มีลักษณะเป็นคนอารมณ์มั่นคง มองโลกในแง่ดี มักมีอาการสมองล้าในช่วงบ่าย มีพลังงานมากที่สุดก่อนเที่ยง แต่จะเหลือพลังงานน้อยในตอนเย็น ช่วงเวลาทำงานที่ดีที่สุดคือตอนเช้า

บุคลิกแบบสิงโตคิดเป็น 15% ของประชากร

โลมา หลับๆ ตื่นๆ

ลักษณะการนอนแบบหลับๆ ตื่นๆ คนกลุ่มนี้มักมีนิสัยขี้กังวล ชอบความสมบูรณ์ ไม่ชอบความเสี่ยง มีความเฉลียวฉลาด มีปัญหาการนอนไม่หลับ แต่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งวัน ช่วงเวลาทำงานที่ดีที่สุดคือช่วงสายถึงบ่าย

บุคลิกแบบโลมาคิดเป็น 10% ของประชากร

ทั้งนี้ ใครที่มีบุคลิกแบบไหนไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นตลอด Dr. Breus เผยว่านาฬิกาชีวิตของแต่ละคนอาจเปลี่ยนไปตามอายุ เช่น วัยเด็กเป็นหมี ตอนวัยรุ่นเป็นหมาป่า วัยทำงานเป็นโลมา วัยเกษียณเป็นสิงโต เป็นต้น

ที่มา

Power of When

from:https://www.thumbsup.in.th/sleep-chronotype?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sleep-chronotype

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เผยแนวโน้มและสัดส่วนของตลาดแรงงานปี 2564

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เผยทิศทางตลาดแ และการปรับตัวของแรงงานในปี 2564 ชี้ผลพวงวิกฤตไวรัสโควิด-19 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลตลาดงาน-แรงงานเปลี่ยนวิถี รูปแบบการทำงานและมองภาพปี 2564 เป็นปีแห่งฟื้นตัวสู่การฟื้นฟู พร้อมจัดอันดับงานมาแรง 10 อันดับที่ตลาดงานต้องการ และ 10 อันดับงานที่แรงงานพร้อมลุย เพื่อเป็นการลดช่องว่างและเติมเต็มตลาดงานในปัจจุบัน

นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป  เปิดเผยต่อว่า แนวโน้มในปี 2564 ตลาดงานในส่วนขององค์กรธุรกิจมีการกลยุทธ์และการออกแบบการทำงานในรูปแบบใหม่  เพื่อการลดต้นทุนจะถูกนำมาใช้ในองค์กรต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้รูปแบบการจ้างงานมีความยืดหยุ่นจากการจ้างงานแบบประจำมาเป็นรูปแบบการจ้างงานระยะสั้น ทั้งการจ้างงานชั่วคราว การจ้างงานแบบสัญญาจ้าง และการจ้างงานในรูปแบบเอาท์ซอร์ส (Outsource)จะเป็นที่นิยมแพร่หลายตอบโจทย์การขาดแคลนกำลังคนได้ตามความต้องการ

นอกจากนี้ เรากำลังเห็นแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีในการทำให้ขั้นตอนบางอย่างเป็นอัตโนมัติและดิจิตัล โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นบางส่วนจนถึงทั้งกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มทักษะการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่แรงงานต้องเตรียมพร้อมให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

เราพบการมีพนักงานที่หลากหลายและมีกลุ่มคนทำงานหลายช่วงอายุในองค์กร (Multi-Generational Pool of Workers) ซึ่งปัจจุบัน แต่ละเจนเนอเรชั่นมีสัดส่วนที่เป็นกำลังแรงงานที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปีในส่วนของ Gen X กับ Y มีมากสุด และในกลุ่ม Gen Z  จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามการเริ่มต้นเข้ามาในตลาด ซึ่งคนแต่ละรุ่นมีวิธีคิดและการทำงานที่แตกต่างกันไปตามประสบการณ์และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงานที่จะต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จด้วยกันต่อไป

อีกหนึ่งแนวโน้มที่จะเห็นในโลกของการทำงาน กลุ่มแรงงานจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การสร้างทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มคนทำงานประจำยังคงรักษาความมั่นคงในอาชีพและจะมีการสร้างรายได้เสริมจากการรับงานอิสระประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานหรือเป็นเรื่องที่ถนัด เช่น ทำขนม ทำอาหารขายออนไลน์ หรือการขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

ทางด้านกลุ่มแรงงานที่ทำงานอิสระจะรับทำงานที่หลากหลายมากขึ้น บางคนผันไปเป็นรายได้หลักและการสร้างความมั่นคงจากงานระยะสั้นหลายๆงาน โดยสามารถบริหารจัดการและเลือกทำงานพร้อมๆ กันได้หลายอย่าง  นอกจากนี้ กระบวนการเรียนรู้และการเสริมทักษะต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในระดับบุคคลจะเป็นตัวเชื่อมโยงแรงงานและอาชีพต่างๆ ให้สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบทั้งงานปัจจุบันและงานในอนาคตได้

สำหรับภาพรวมทิศทางตลาดแรงงานปี 2564 มีความสอดคล้องกัน 8 ใน 10 สายงาน แต่ลดลงมาจากปีที่แล้วร้อยละ 10  เนื่องจากตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะชะลอตัวทำให้บางสายงานโตสวนกระแส บางสายงานความต้องการลดลงถึงคงที่จากผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและโควิด-19 โดยจากผลสำรวจจากกลุ่มลูกค้าของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย 10 อันดับสายงานที่ตลาดงานต้องการและ 10 อันดับสายงานที่แรงงานต้องการ ดังนี้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตลาดงานและแรงงานยังมีความสอดคล้องในสัดส่วนความต้องการของตลาดกับแรงงาน อีกทั้ง ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าสายงานขนส่งและโลจิสติกส์มีอัตราการเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ 4.83%  ตามทิศทางธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ, ค้าขายออนไลน์ และธุรกิจเดลิเวอรี่  ทางด้านงานขายและการตลาดขึ้นอันดับ 1 มา 5 ปีต่อเนื่องกันซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการเติบโตทางธุรกิจให้ความสำคัญกับบุคลากรที่เป็นตัวกลางในการนำเสนอสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าความงาม และสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ

“ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในตลาดงานและแรงงานในปีนี้ต่อไปจนถึงอนาคต การทำงานของแรงงานจะต้องตอบโจทย์ตลาดงาน มีทักษะที่มีความหลากหลาย พร้อมกับการพัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป แม้ในยามวิกฤตที่เกิดขึ้น หากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและแรงงานเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ เราจะสามารถค้นพบ ‘ทางเลือกสู่ทางรอดแรงงานไทยปี 64’ เท่าทันยุคเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วได้ต่อไป”  นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/manpower-labor-market-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=manpower-labor-market-2021

เช็คเรตเงินเดือนพนักงานไทย เรามีรายได้ตามที่ผลสำรวจบอกมารึยังนะ

เรื่องของเงินเดือนนั้น มักเป็นปัญหาโลกแตกของทุกคนเวลาไปสมัครงานว่า “ควรเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ดี” เพราะแต่ละสายอาชีพต่างก็มีความสามารถและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน แถมยังเป็นปัญหาภายในองค์กรได้ด้วย หากว่าเรานั้นเป็นพนักงานเก่าที่อยู่มานานแต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่าพนักงานใหม่ที่เข้ามาเสียอีก

ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวไปค่ะ เพราะทาง JobDB เขาได้ทำผลสำรวจเกี่ยวกับ รายงานอัตราเงินเดือนของพนักงานไทยประจำปี 2564 (Salary Report 2021) จากข้อมูลฐานเงินเดือนต่ำสุด-สูงสุดแบ่งตามประเภทงาน และยังครอบคลุมตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ถึงระดับผู้บริหารอีกด้วย เห็นตัวเลขแล้วบอกได้เลยว่า สายคอนเทนต์อย่างไรคงได้แต่ฝันเท่านั้น 

เรียงลำดับเงินเดือนจากระดับเจ้าหน้าที่ – ผู้บริหาร

ระดับเจ้าหน้าที่ สายงานที่มีฐานเงินเดือนสูงสุดได้แก่ 1) สายงานไอที 2) สายงานบริการเฉพาะทาง 3) สายงานโทรคมนาคม เพราะเป็นสายงานที่ต้องเน้นความสามารถด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างสูง ทำให้ทั้งสามกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดในตลาดงาน

ระดับหัวหนัางานย่อมหมายถึงประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น แน่นอนด้วยเทรนด์การใช้งานเทคโนโลยีและดึงให้ผู้บริโภคเข้าสู่โลกออนไลน์ได้นั้น ทำให้กลุ่มสายงานอีคอมเมิร์ซ สายงานโทรคมนาคม และสายงานไอที ยังคงเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงและต้องการเน้นที่คนมีความสามารถพร้อมประสบการณ์มาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ

เมื่อขึ้นสู่ระดับผู้จัดการได้ นั่นหมายถึงคุณต้องสามารถบริหารคน บริหารทีม รวมถึงวางแผนงาน ออกแบบรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับทีมได้แล้ว งานที่มาพร้อมกับภาระหนักขึ้นแบบนั้น คงหนีไม่พ้น สายงานประกันภัย สายงานไอทีและสายงานธนาคาร ที่เน้นเรื่องการวางแผนหารายได้เข้าบริษัท และสร้างโอกาสทำกำไรใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดและเติบโตได้

เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เงินเดือนของคนทำงานกลุ่มนี้จะสูง เพราะเงื่อนไขในการรับตำแหน่งของคนกลุ่มนี้ถือว่าหนักที่สุด ทั้งการเป็นตัวแทนแบรนด์ สื่อสารกับตลาดได้อย่างเหมาะสม รวมถึงต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีรับผิดชอบต่อสังคม เพราะผู้บริหารจะเปรียบเสมือนหน้าตาของแบรนด์ พนักงานและลูกค้าจะจำคุณได้จากผลงานและความสามารถ ซึ่งผู้บริหารต้องสามารถสร้างแรงยึดเหนี่ยวใจให้พนักงานในองค์กรและลูกค้า ภักดีต่อแบรนด์ได้ด้วย งานยากแบบนี้ระดับเงินเดือนที่สูงคือ กลุ่มสายงานบริการเฉพาะทาง  สายงานอีคอมเมิร์ซและสายงานธนาคาร 

สายงานที่ต้องการของตลาด

สายงานที่ตลาดยังคงต้องการมากคือ

  • สายงานไอที อยู่ที่ 19%
  • สายงานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ อยู่ที่ 17%
  • สายงานวิศวกรรม อยู่ที่ 10%
  • สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ อยู่ที่ 8%
  • สายงานบัญชี อยู่ที่  7%

ด้านเหตุผลที่สายงานไอทียังเป็นที่ต้องการอยู่มากนั้น อาจเป็นเพราะในไทยยังมีจำนวนของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้น้อยกว่าความต้องการของตลาด ตามมาด้วยงานขายและพัฒนาธุรกิจที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจ จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะเจาะจง

เมื่อเราไม่สามารถเลือกสายงานหรือเรียนจบได้ตรงตามสายงาน ก็ลองหาคอร์สพัฒนาความสามารถ พยายามที่จะศึกษาและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อทำงานข้ามสายงานได้

เรื่องของการทำงานนั้น หากเรามีการวางแผนให้ชัดมาตั้งแต่สมัยเรียนและต่อยอดความรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ ย่อมไม่ยากหากเราจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ และได้เงินเดือนตามที่คาดหวังไว้

from:https://www.thumbsup.in.th/salary-rate-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=salary-rate-in-thailand

Empathy vs Sympathy เมื่อความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นทักษะสำคัญในการทำงาน

ในโลกของการทำงานไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่ เราทุกคนต่างต้องทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ทักษะ Empathy และ Sympathy เลยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน

Empathy แปลตามพจนานุกรมคือ ความร่วมรู้สึก หรือความสามารถในการเอาความรู้สึกคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนประสบด้วยตัวเอง แต่พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ความเห็นอกเห็นใจทั้งในด้านความคิด มุมมอง และความรู้สึก โดยที่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง แต่รับฟังความคิดและปัญหาจากมุมมองของผู้อื่น เพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น

บทความของ Psychology Today ได้ระบุคุณสมบัติของ Empathy ต้องมีดังนี้

  • ความสามารถในการมองเห็นโลกในมุมที่คนอื่นเห็น
  • การไม่ตัดสินคนอื่น
  • การเข้าใจความรู้สึกกับผู้อื่น
  • การสื่อสารความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับความรู้สึกของบุคคลนั้น

ทักษะความเห็นอกเห็นใจถูกนำไปปรับใช้กับการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่มีความคิดเห็นหลากหลาย งานบริการที่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุด งานบริหารที่หัวหน้ากับลูกน้องเข้าใจกันมากขึ้นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

Empathy vs Sympathy

แตกต่างจาก Sympathy ที่หมายถึงความสงสารเห็นใจ ความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกแย่หรือปัญหาของผู้อื่น แต่ไม่ได้เข้าใจหรือมองหาวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น การรับฟังปัญหาผู้อื่นและอยากให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายได้

อย่างไรก็ตาม Sympathy ไม่ใช่สิ่งที่แย่ การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่เราควรใช้ร่วมกันกับ Empathy เพราะเมื่อรวมกันแล้ว การรับฟังและมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่นจะช่วยให้เข้าใจผู้อื่นได้ดีมากขึ้น และช่วยให้ทำงานหาทางออกร่วมกันได้อย่างสมเหตุสมผล

ที่มา

Psychology Today

Theconversation

from:https://www.thumbsup.in.th/empathy-vs-sympathy?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=empathy-vs-sympathy

ความแตกต่างระหว่างคนที่เป็น ผู้นำ (Leader) กับ หัวหน้า (Boss)

คำว่า ‘ผู้นำ’ กับ ‘หัวหน้า’ มีความหมายคล้ายคลึงกันในแง่ของคำนิยาม แต่ในโลกของการทำงานสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก

หัวหน้าอาจได้มาจากการมีตำแหน่งที่สูงกว่า หรือสถานะนายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ผู้นำสามารถสะท้อนได้จากพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ ไปดูกันครับว่าสองบทบาทนี้มีทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างไร

หัวหน้าพูดมากกว่าฟัง vs ผู้นำฟังมากกว่าพูด

ผู้นำจะรับฟังมากกว่าพูด เปิดโอกาสให้ผู้ตามออกความคิดเห็น ออกไอเดียหรือมุมมองใหม่ๆ เพราะเชื่อว่าการรับฟังความเห็นจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงบรรยากาศภายในทีมที่สร้างสรรค์

หัวหน้ากดดัน vs ผู้นำจุดประกาย

หัวหน้าจะโยนความกดดันต่างๆ ให้เป็นแรงกระตุ้นในการในทำงาน ขณะที่ผู้นำจะจุดประกายการทำงานในคนในทีม สร้างความกระตือรือร้นและความมั่นใจ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

หัวหน้าจะควบคุม vs ผู้นำสร้างแรงบันดาลใจ

ทุกการทำงานย่อมมีปัญหาให้แก้ โดยหัวหน้าจะยึดงานทุกอย่างไว้กับตัว ควบคุมทุกขั้นตอน เนื่องจากไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำ ส่วนผู้นำเมื่อมอบหมายงานแล้ว จะคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่ห่างๆ และเข้าไปให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

หัวหน้าใช้คนทำงาน vs ผู้นำพัฒนาคนเพื่อทำงาน

หัวหน้าจะมุ่งเป้าให้งานสำเร็จ มีแนวทางเกี่ยวกับงานอย่างชัดเจน ส่วนผู้นำที่ดีจะสามารถดึงความสามารถของทุกคนออกมาใช้ให้เต็มที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำงานเต็มศักยภาพ ให้ความสำคัญกับคนไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์ของงาน

หัวหน้าให้คำตอบ vs ผู้นำให้วิธีแก้ปัญหา

ผู้นำจะส่งเสริมให้ลูกน้องคิดนอกกรอบ และมองภาพกว้างเป็นหลัก มองให้ออกว่าปัญหาเกิดจากอะไร จากนั้นแก้ไขให้ตรงจุด แต่หัวหน้ามักชี้ให้เห็นว่าคำตอบของปัญหาคืออะไร โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง

———————————————————————————————

สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความแตกต่างระหว่างหัวหน้าและผู้นำ ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับแต่ผลลัพธ์การทำงานจะออกมาแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้ยังส่งผลต่อด้านอื่นๆ อาทิ บรรยากาศการทำงาน ความสุขของพนักงาน รวมไปถึงอัตราการลาออกอีกด้วย

ที่มา

valorisgroup

villanovau

from:https://www.thumbsup.in.th/different-between-leader-and-boss?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=different-between-leader-and-boss

คนบุคลิกภาพแบบไหนทำงานร่วมกันกันได้ดี จากแบบทดสอบ 16 Personalities

ในโลกของการทำงานเราต้องเจอกับคนมากมายที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจบุคลิกภาพของเพื่อนร่วมงาน พาร์ทเนอร์ธุรกิจ หัวหน้างาน รวมถึงลูกน้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) แบบทดสอบยอดฮิต ซึ่งได้แบ่งบุคลิกภาพของคนออกเป็น 16 แบบ จากมุมมอง 4 เรื่อง ผ่าน 8 ตัวอักษร ดังนี้

  • ชอบเข้าสังคม (E) หรือ เก็บตัว (I)
  • อยู่กับความเป็นจริง (S) หรือ มองการณ์ไกล (N)
  • ใช้ความคิด (N) หรือ ใช้ความรู้สึก (F)
  • มีระเบียบแบบแผน (J) หรือ ยืดหยุ่น (P)

สามารถทดสอบบุคคลิกภาพได้ที่ https://www.16personalities.com/th/

นักคำนวณ (ISTJ) + ผู้ประกอบการ (ESTP)

บุคลิกแบบ ISTJ เป็นนักแก้ปัญหาที่มีความสามารถในการจัดการและทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ตามความเป็นจริง ขณะที่ ESTP จะเป็นผู้ช่วยสร้างสมดุลในการทำงานร่วมกัน เนื่องจาก ESTP คิดวิเคราะห์ตามเหตุผล และมีพลังงานในการขับเคลื่อนให้งานเดินหน้า กล่าวคือ ISTJ เป็นเบื้องหลังที่ดี ขณะที่ ESTP จะเป็นเบื้องหน้าที่ยอดเยี่ยม

นักตรรกะ (INTP) + นักออกแบบ (INTJ)

บุคลิกแบบ INTP และ INTP อยู่ในหมวดนักเคราะห์เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบคนลักษณะแบบนี้เยอะในกลุ่ม นักสถาปนิก วิศวกร โดย INTJ เป็นคนช่างคิด ไม่หยุดที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ขณะที่ INTP เป็นผู้เปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ชอบวางแผนและลงมือทำตามแผนที่วางไว้ กล่าวคือ INTJ ชอบออกไอเดีย INTP ก็ทำให้ไอเดียเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

นักรณรงค์ (ENFP) + ผู้แนะนำ (INFJ)

ENFP เป็นคนที่ชอบลงมือทำ มีความกระตือรือร้น และนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ INFJ เป็นคนเงียบๆ แต่มีจินตนาการและชอบช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งยังชอบใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ ทำให้สองบุคลิกนี้เมื่อทำงานร่วมกันจะสามารถสื่อสารและรักษาความสัมพันธ์คนในทีมได้ดี

ผู้บัญชาการ (ENTJ) + ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ (ISTP)

ENTJ มักมีลักษณะของผู้นำ มีทักษะในแก้ไขปัญหาและการวางแผนได้ดี ซึ่งเป็นบุคลิกที่ทำงานร่วมกันได้ดีกับ ISTP ที่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติโดยธรรมชาติ ชอบทำงานที่ท้าทาย ส่งผลให้งานสามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายเมื่อสองบุคลิกนี้ทำงานร่วมกัน

นักผจญภัย (ISFP) + ผู้มอบความบันเทิง (ESFP)

ISFP และ ESFP ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ เหมาะสำหรับการทำงานที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งทั้งสองชอบความเป็นที่นิยมเหมือนกัน ทำให้เมื่อทำงานร่วมกันทั้งคู่มักสร้างความน่าตื่นเต้นและแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่นได้อยู่เสมอ

นักโต้วาที (ENTP) + ตัวเอก (ENFJ)

ทั้งสองบุคลิกเป็นกลุ่มชอบเข้าสังคม ดังนั้นเมื่อมีพวกเขา ในทีมจะมีพลังงานอย่างท่วมท้น ENTP เป็นนักแก้ไขปัญหาที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ สามารถทำงานได้ดีกับทุกบุคลิกภาพ แต่การจับคู่กับ ENFJ ที่มีความมั่นใจและมีเสน่ห์ในการดึงดูดผู้ฟัง ก็จะยิ่งยกระดับการทำงานขึ้นไปอีก

ผู้ตั้งรับ (ISFJ) + ผู้ไกล่เกลี่ย (INFP)

ISFJ เป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียด รอบคอบในการทำงาน มักเอาความรับผิดชอบเป็นเรื่องส่วนตัว ชอบทำงานเบื้องหลัง ขณะที่ INFP จะมาช่วยสร้างสมดุลในเรื่องการสื่อสารกับผู้อื่นและเปิดกว้างทางความคิด เมื่อทำงานร่วมกันจะทำได้ดีในงานเอกสารหรือรายงาน

ผู้ให้คำปรึกษา (ESFJ) + ผู้บริหาร (ESTJ)

บุคลิก ESTJ ชอบทำตามละเบียบขั้นตอน ตรงไปตรงมาและเป็นคนมุ่งมั่น เหมาะแก่การเป็นผู้นำในสังคมประชาธิปไตย ส่วน ESFJ เป็นคนที่มีพลังบวกในการทำงาน เก่งในการเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อทำงานร่วมกันจะบริหารทีมได้ดีทั้งตัวงานและความสัมพันธ์

ที่มา

16personalities

business2community

from:https://www.thumbsup.in.th/personality-work-well-together?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=personality-work-well-together

กลยุทธ์การสร้าง Resilience ภายในองค์กร ให้พร้อมรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 คำว่า ‘Resilience’ หรือความยืดหยุ่น กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ไม่มีความแน่นอนแบบนี้ แต่เราจะทำอย่างไรให้ทีมหรือองค์กรของเรามีความยืดหยุ่น บทความนี้จะพาไปหาคำตอบกันครับ

ความยืดหยุ่นในที่นี้สามารถตีความได้หลายแง่มุม ในแง่ของธุรกิจหมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการต่างๆ ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในแง่ของพนักงานหมายถึงการรับมือกับความกดดัน มีความมั่นใจ และทัศนคติที่เป็นบวก

พื้นที่ปลอดภัย

ทีมที่มีความยืดหยุ่นคือทีมที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญได้ แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือหากพูดออกไปแล้วอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในทีมได้ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ หรือพื้นที่ที่ทุกคนในทีมสามารถแชร์ข้อเสนอแนะได้เต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความยืดหยุ่นในทีม

เพิ่มเวลาส่วนตัว

การเพิ่มเวลาส่วนตัว หรือเวลาพักผ่อนให้คนในทีมเป็นวิธีสร้างพลังงานที่ดี เพื่มเวลาทานอาหารกลางวัน การเลิกงานตรงเวลา มีเวลาให้ผ่อนคลาย ทำงานอดิเรก พบปะเพื่อนฝูง ใช้เวลากับครอบครัว เมื่อจิตใจของทีมได้รับการฟื้นฟูก็จะสามารถสร้างภาวะยืดหยุ่นภายในจิตใจและกลับมาสู่สภาวะที่จะเตรียมพร้อมพัฒนาต่อไปข้างหน้าได้นั่นเอง

สื่อสารกับทีมอยู่เสมอ

นอกจากการสื่อสารเกี่ยวกับงานแล้ว ก่อนเริ่มต้นประชุมควรมีช่วงเวลาให้ทีมได้แลกเปลี่ยนและระบายความเครียดจากงานด้วย คนในทีมบางคนอาจมีความเครียดแต่ไม่ได้บอกใคร การใช้เวลาสักครู่เพื่อพูดคุยและรับฟังก็ช่วยคลายความเครียดไปได้มาก นอกเหนือจากนี้ก็สามารถอัปเดตชีวิตประจำวัน อาทิ กีฬาที่เล่น ร้านอาหารร้านใหม่ที่เจอ รวมถึงแชร์เรื่องพบเจอ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และสุขภาพจิตที่ดีภายในทีม

การอบรมและพัฒนาบุคลากร

การส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ ตลอดจนมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพการงาน นอกจากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์กร เห็นว่าองค์กรใส่ใจและพร้อมส่งเสริมพนักงานอีกด้วย

เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรร่วมกัน

การทำให้คนในทีมรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดจนเป็นเจ้าของร่วมกัน ในแง่ของการทำงานเราต้องทำให้พนักงานเข้าใจปัญหาหรือสภาพธุรกิจขององค์กรนั้นๆ อย่างแท้จริง
การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาย่อมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ทำให้มีความทุ่มเทและพัฒนาองค์กรให้ประสบความสำเร็จร่วมกัน

สร้างความยืดหยุ่นให้กันและกัน

สุดท้ายการสร้างทีมที่ยืดหยุ่นไม่สามารถทำได้ด้วยคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องทำร่วมกัน มีความคาดหวังเดียวกัน พร้อมสนับสนุนกันและกัน เต็มใจที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทีมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ที่มา

HBR

enterprisersproject

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/build-resilience-team?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=build-resilience-team

2020 ปีแห่งการเรียนรู้ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล

ตลอดทั้งปี 2020 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resource หรือ HR) การแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้พลิกโฉมชีวิตประจำวันและการทำงานของทุกคน จนเกิดคำนิยามใหม่ที่ว่า New Normal หรือความปกติใหม่

ดังนั้น วิธีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนไปย่อมกระทบต่อบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งมีหน้าที่ดูแลพัฒนาพนักงาน สื่อสารองค์กรและบริหารจัดการวิกฤต (Crisis management)

ผู้เขียนจึงได้รวบรวมบทเรียนที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ดังต่อไปนี้

Re-skill พนักงานให้เท่าทันเทคโนโลยี

เมื่อการทำงานจำเป็นต้องย้ายไปสู่ออนไลน์มากขึ้น การ Re-skill หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่่ยงไม่ได้ ในวันที่พนักงานต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างการประชุมออนไลน์ การบันทึกการทำงาน การส่งต่องาน และอื่นๆ อีกมากมาย จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในการจัดโปรแกรมฝึกอบรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุขภาพจิตกลายเป็นปัญหาสำคัญ

ในวิกฤตโควิด-19 สร้างความกังวลให้ทุกคนในหลายมิติทั้งด้านสุขภาพ ด้านการเงิน และด้านความเป็นอยู่ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล รวมไปถึงความเบื่อหน่ายในการทำงานที่บ้าน สุขภาพจิตจึงถูกยกขึ้นมาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกของหลายองค์กร

การสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นในองค์กร

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของนโยบายก็ควรมีการปรับปรุงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่าย HR ต้องมีส่วนร่วมตลอดจนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจและควรสื่อสารไปยังพนักงานอย่างครบถ้วนและเหมาะสม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการสื่อสารมาตรการของรัฐและข่าวสารที่กระทบต่อการพนักงานที่ต้องคัดกรองให้ดี เพราะในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ทุกคนย่อมต้องการความแน่นอน

ปรับวิธีสรรหาบุคลากรใหม่ๆ

หลายองค์กรต่างต้องแข่งขันกับสรรหาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพมาร่วมงาน แต่สิ่งที่องค์กรกำลังมองหาจากคนทำงานในยุคนี้อันดับหนึ่งคือ ความสามารถในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ อันดับสอง ความสามารถในการทำงานเชิงรุก (Proactive) อันดับสามการจัดลำดับความสำคัญของงาน อันดับสี่การสื่อสารและการถ่ายทอดข้อมูล และสุดท้ายคือ การบริหารเวลา

การรักษาวัฒนธรรมองค์กร

เมื่อพนักงานต่างทำงานจากที่บ้าน การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ย่อมไม่สามารถแทนที่การสื่อสารแบบเจอหน้ากัน การรักษาวัฒนธรรมองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน รวมไปถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับฝ่าย HR

สรุป

ปี 2020 ถือเป็นปีแห่งการเรียนรู้ของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องมีความยืดหยุ่นอย่างมาก และเชื่อว่าจะพร้อมรับมือกับความท้าทายและวิกฤตขององค์กรในอนาคต

ข้อมูลจาก

Forbes (1)

Forbes (2)

from:https://www.thumbsup.in.th/2020-learning-year-for-hr?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=2020-learning-year-for-hr

บริษัท 20 อันดับแรกที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานมากที่สุด โดย WorkVenture

WorkVenture เว็บไซต์ค้นหางานที่มีผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 5 ล้านคน ได้เผยอันดับ 20 บริษัทที่คนรุ่นใหม่สนใจร่วมงานด้วยมากที่สุดในปี 2020

จากผลสำรวจผู้ใช้งาน ช่วงอายุระหว่าง 21-35 ปี จํานวน 10,000 คน พบว่าปัจจัยในการเลือกงานของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากปีก่อนคือ “ความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท”

ดังนั้น บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานมากที่สุดในปีนี้นอกจาก เงินเดือน สวัสดิการ และสถานที่ตั้งแล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมไปถึงบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคงก็ยังครองตำแหน่งไว้ได้เช่นกัน

อันดับ 20  AIS : แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศตามจํานวนผู้ใช้งาน

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/39nTVXI

อันดับ 19  L’Oréal : ลอรีอัล

บริษัท ลอรีอัล จำกัด กลุ่มบริษัทที่ดําเนินธุรกิจความงามระดับโลก เจ้าของแบรนด์เครื่องสําอางค์และเวชสําอางค์ชื่อดัง

อันดับ 18  Krungsri : ธนาคารกรุงศรี

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร ทั้งเงินฝากออมทรัพย์ สินเชื่อ บัตรเครดิต

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3nxjzhZ

อันดับ 17  Mitr Phol : มิตรผล

กลุ่มมิตรผล ธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของประเทศ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3oCatBR

อันดับ 16  Grab : แกร็บ

บริษัท แกร็บ ประเทศไทย จํากัด สตาร์ทอัพสัญชาติมาเลเซีย ผู้ให้บริการธุรกิจบริการเรียกรถ, แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์, ส่งพัสดุ และสั่งอาหาร ผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3sdhkUA

อันดับ 15  Workpoint TV : เวิร์คพอยท์ ทีวี

บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จํากัด ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาบันเทิงครบวงจร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2MTVQfh

อันดับ 14  SCG : ปูนซิเมนต์ไทย

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จํากัด ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3nykYoD

อันดับ 13  Philip Morris Trading (Thailand) : ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์)

ฟิลลิป มอร์ริส เทรดดิ้ง เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบจากต่างประเทศ เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Marlboro และ L&M

อันดับ 12  Dtac : ดีแทค

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือดีแทค ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35KzbJ5

อันดับ 11  Starbucks : สตาร์บัค

บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด เชนร้านกาแฟคุณภาพระดับโลก

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/35wxbE6

อันดับ 10   Sansiri : แสนสิริ

บริษัท แสนสิริ จำกัด ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ โครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/39hsyPj

อันดับ 9  Central Group : กลุ่มเซ็นทรัล

บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในไทย อาทิ ธุรกิจห้างสรรพสินค้า, ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น, ธุรกิจโรงแรมและ รีสอร์ท, ธุรกิจร้านอาหาร รวมไปถึงธุรกิจดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/39o3ciy

อันดับ 8  Facebook : เฟซบุ๊ก

บริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย จํากัด ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35w2M8G

อันดับ 7  Thai Beverage : ไทยเบฟเวอเรจ

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ดำเนินธุรกิจสุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และร้านอาหาร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2LBOAUD

อันดับ 6  Shopee : ช้อปปี้

ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/2MREUpM

อันดับ 5  Agoda : อโกด้า

แพลตฟอร์มด้านการให้บริการเว็บไซต์จองห้องพักในโรงแรมยอดนิยม

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3oCMRNu

อันดับ 4  PTT : ปตท.

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและปิโตเลียมอย่างครบวงจร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/2Xqa1uu

อันดับ 3  Apple : แอปเปิล

บริษัทแอปเปิ้ล ประเทศไทย บริษัทนวัตกรรมระดับโลกเจ้าของนวัตกรรมอย่าง iPhone, iPad, MacBook และอื่นๆ อีกมากมาย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://apple.co/3bsT3nl

อันดับ 2  LINE : ไลน์

บริษัท ไลน์ ประเทศไทย จำกัด แอปพลิเคชันสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ http://bit.ly/3q6nqUJ

อันดับ 1  Google : กูเกิล ประเทศไทย.

บริษัท กูเกิล ประเทศไทย จำกัด เว็บไซต์ค้นหาอันดับหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มวิดีโออันดับหนึ่ง

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3ql1VzZ

from:https://www.thumbsup.in.th/20-top-companies-workventure?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=20-top-companies-workventure

Comfort Zone อุปสรรคของการเติบโตในหน้าที่การงาน

ครั้งสุดท้ายที่ก้าวออกจาก Comfort Zone คือเมื่อไหร่?

คอมฟอร์ต โซนหรือพื้นที่ปลอดภัย เป็นเหมือนความสบายใจ อาจจะเป็นที่ทำงานหรือตำแหน่งที่อยู่มานานพอที่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับงานในทุกๆ ด้าน หรือจะเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวันที่คาดเดาได้

ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเหมือนกรงที่รั้งไม่ให้เราได้แสดงศักยภาพที่แท้จริง การอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเราจะหยุดดิ้นรนหรือพยายามก้าวไปข้างหน้า การที่ทุกอย่างคาดเดาได้อาจเป็นเรื่องดีต่อใจในช่วงแรก แต่มักเป็นอุปสรรคของการเติบโตในหน้าที่การงาน

ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป หลายครั้งทำให้เราปลอดภัยจากสิ่งอันตราย แต่เรามักกลัวที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยจนเกินไป กลัวว่าตัวเองเก่งไม่พอที่จะทำงานที่ท้าทาย ทำให้ได้รับโอกาสในชีวิตน้อยลง ส่งผลให้หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น

เติบโตจากความท้าทาย

วิธีเดียวที่จะทำให้เราได้แสดงศักยภาพคือการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เราจะไม่เติบโตขึ้น หากทุกสิ่งที่เจอนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เราจะเติบโตขึ้นได้เมื่อเราเผชิญหน้ากับความท้าทาย

การมีประสบการณ์ทำงานนานหลายปี อาจไม่เพียงพอแล้วสำหรับตำแหน่งงานในปัจจุบัน องค์กรยุคใหม่ล้วนเปิดรับบุคลากรที่พัฒนาความรู้ความสามารถ รวมถึงกล้าคิด กล้าทำมากกว่าสิ่งที่ระบุใน Job Description

คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่กล้าเปิดรับความเปลี่ยนแปลง เราไม่จำเป็นที่ต้องกล้าเสี่ยง แต่เราต้องมั่นใจในตัวเอง หากล้มเหลวก็ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตจากมัน

from:https://www.thumbsup.in.th/comfort-zone-block-your-career?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=comfort-zone-block-your-career