คลังเก็บป้ายกำกับ: HPE

[Guest Post] จับตาอนาคตยุคดิจิทัลกับการต่อกรภัยคุกคามไซเบอร์

เผลอแป๊บเดียวเราก็อยู่กับความไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด-19 มาเกือบครบปีแล้ว ซึ่งทั้งปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดิจิทัลนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางการตลาดบนฐานวิถีธุรกิจใหม่ผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์ที่มุ่งทำลายระบบไอที ข้อมูลขององค์กรและลูกค้าจนส่งผลเสียหายต่อธุรกิจ ดังนั้น การมองหาเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนได้คล่องตัวแบบอไจล์ (Agile) จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือรูปแบบการทำงานใหม่ ภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่มาพร้อมความคาดหวังในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น  

เมื่อแรนซัมแวร์ล็อคเป้าองค์กรธุรกิจ

การเปิดเผยภัยคุกคามครึ่งปีแรกของปี 2563 โดย เทรนด์ไมโคร พบว่าการคุกคามหนักสุดเกิดจาก แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 68 สายพันธุ์ และพบช่องโหว่ถึง 786 ช่องโหว่ โดยพฤติกรรมของแรมซัมแวร์ คือ เจาะช่องโหว่เพื่อป่วนระบบจัดการไอพีแอดเดรสและรหัสผ่าน หรือ สร้างพฤติกรรมเคลื่อนไหวแปลก ๆ  (Lateral Movement) ขณะที่ภัยคุกคามบนคลาวด์มีถึง 8.8 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่แฝงมากับอีเมลปลอม (Phishing E-mail) อีเมลลวงทางธุรกิจ (Business E-mail Compromise -BEC) เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น ปลอมอีเมลเพื่อสมัครงาน ล่อลวงให้โอนเงินไปบัญชีปลอม การหลอกด้วยเว็บไซต์ปลอม (Phishing Web) ซึ่งมีชื่อยูอาร์แอลใกล้เคียงเว็บไซต์จริงจนผู้ใช้ไม่ทันสังเกต หรือ การดาวน์โหลดเครื่องมือต่าง ๆ บนออนไลน์ที่มีทั้งจริงและปลอมสำหรับทำงานจากบ้าน เช่น วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถ้าโชคร้ายเป็นของปลอมอาจเกิดการดักฟังหรือเจาะข้อมูลขณะประชุมออนไลน์ได้

ถึงแม้ผู้ใช้เริ่มรู้ทันกับแรนซัมแวร์ที่มากับอีเมลลวงจนการก่อกวนลดลงแต่ยังพบแรนซัมแวร์ตัวใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ColdLock ซึ่งโจมตีฐานข้อมูลและอีเมลเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร Nefilim เน้นเจาะไฟล์ข้อมูลของเหยื่อไปขายต่อ Maze ที่คอยเจาะช่องโหว่บนวีพีเอ็น ไฟร์วอลล์  หรือแฝงการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเครื่องเดสก์ท็อประยะไกล (Remote Desktop) หรือจากการใช้งานบลูทูธ ไอโอเอส หรือแอนดรอยด์ผ่านอุปกรณ์โมไบล์เพื่อขโมยชื่อบัญชีและรหัสผ่านไปขายในเว็บมืด หรือแก้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านจนเจ้าของตัวจริงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง ทำให้เรียกเงินค่าไถ่ได้ถึงสองต่อ VoidCrypt ที่เน้นเจาะระบบโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นว่าแรนซัมแวร์ตัวใหม่ ๆ มุ่งทำลายเป้าหมายที่เจาะจงมากขึ้น (Target Breach) ซึ่งคือองค์กรธุรกิจ เพราะได้ราคาค่าไถ่ที่งามกว่าการหว่านแรนซัมแวร์ไปทั่ว บางกรณีสามารถเพิ่มจำนวนค่าไถ่ได้มากถึง 62.5% วิธีแก้เกมคือ หลีกเลี่ยงอีเมลที่น่าสงสัย หมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยให้กับเซิร์ฟเวอร์หลัก เครื่องลูกข่าย เมลเซิร์ฟเวอร์ และเมลเกตเวย์ กำหนดพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ไว้ล้อมกรอบเว็บหรืออีเมลลักษณะแปลก ๆ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด หรือใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยตรวจจับก็จะช่วยสร้างแนวป้องกันด่านหน้าให้กับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE Cohesity คือนิยามใหม่ของการจัดการข้อมูล พร้อมเพรียงด้วยการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานสำรองข้อมูล Scale-Out NAS S3 Storage และการทำงานแบบ Multi-Cloud นอกจากนั้นยังออกแบบมาเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย

หากจะให้แบ่งแยกความสำคัญของการป้องกันแรนซัมแวร์ เราอาจต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่จัดการด้าน Security เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครสามารถพังกำแพงด้านความปลอดภัยลงมาได้ แต่มีคำถามที่อยากให้ลองคิดตาม ดังนี้

1.       ถ้ากำแพงพังลงมา แล้ว Hacker เข้ามาได้ เรามีแนวทางในการรับมือหรือไม่

2.       หากเราโดน Ransomware Attack เราจะรู้ตัวไหมว่าโดน

3.       หากโดนแรนซัมแวร์ เราจะกู้คืนได้หรือไม่

คำถามเหล่านี้คือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อรองรับภัยคุกคาม “ปราการด่านสุดท้าย” หรือที่เราได้ยินคุ้นหูว่า Last line of defense

HPE Cohesity ไม่ใช่โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยดังเช่น Firewall IPS/IDS หรือ การทำงานของพวก Anti-Virus แต่โซลูชันของ HPE Cohesity นั้นจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น องค์กรจะสามารถเรียกข้อมูลส่วนที่โดนทำลายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

หากลองตอบคำถามข้างต้นทีละข้อโดยใช้ข้อมูล 3 องค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้ ก็จะสามารถหาข้อสรุปได้ว่าองค์กรของท่านปลอดภัยหรือไม่

1. แนวทางการรับมือและการป้องกัน (Prevent): ป้องกันในระดับ File System หรือ Immutable file system คือการป้องกันไม่ให้แรนซัมแวร์สามารถเข้ารหัส File Sharing หรือ ข้อมูลที่ทำการสำรองข้อมูลไว้

2. ตรวจได้และรู้ตัว หากเกิดภัยคุกคาม (Detect): สามารถตรวจสอบความผิดปกติด้วยระบบ Machine Learning เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานรายวัน และสามารถตรวจสอบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติที่อยู่ในประวัติการใช้งานของผู้ใช้ทั่วโลก

3. การตอบโต้อย่างรวดเร็ว (Respond):

  • a. ระบบที่แข็งแรงและไม่เป็น Silo สามารถรองรับการขยายตัวได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (Unlimited Files System) ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีข้อจำกัดในการสำรองข้อมูลทุกกรณี
  • b. สามารถค้นหาข้อมูลที่สำรองไว้ในระบบไฟล์ แม้ว่าจะสำรองข้อมูลทั้งเครื่อง ทั้ง VM ก็จะสามารถค้นหาและกู้คืนระดับไฟล์ได้อย่างง่ายดาย
  • c. กู้คืนข้อมูลกลับคืนมาทั้ง Volume VM หรือไฟล์ได้เพียงเสี้ยววินาที

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ทุกข้อ ก็มั่นใจได้ว่าข้อมูลปลอดภัยจากภัยคุกคามได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่ได้ HPE มีโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง 3 ข้อ Prevent / Detect / Response ครบจบทั้งโซลูชันที่เดียวใน HPE Cohesity

รวมศูนย์ข้อมูล-แบ็คอัพด้วยสูตร 3-2-1

สิ่งหนึ่งที่องค์กรต้องเผชิญจากการใช้แอปพลิเคชันหรืองานบริการผ่านเครือข่ายในองค์กรหรือออนไลน์คือ ข้อมูลที่กระจายไปทั่ว (Data Fragmentation) ทั้งใน Data center ตามสาขาห่างไกล หรือบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งยากต่อการควบคุมและเสี่ยงเพิ่มช่องโหว่การโจมตี แนวทางแก้ไขที่ทำได้ เช่น

การรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางโดยมี Web Scale File System เป็นตัวช่วยเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นสู่ที่เก็บข้อมูลกลาง หรือ Data Lake บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งเพิ่มขนาดได้ไม่จำกัดและกำกับดูแลจากจุดเดียว สามารถทดสอบปรับปรุงข้อมูล (Test/Dev) โดยมีกระบวนการ Data Masking มาปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูลเพื่อจำกัดการมองเห็นเท่าที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยก่อนใช้งาน และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบแบ็คอัพข้อมูลตามหลัก 3-2-1 ซึ่งหมายถึงการแบ็คอัพข้อมูลเป็น 3 ชุด ชุดต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 2 ชุด ที่ควรแบ็คอัพไว้บนอุปกรณ์จัดเก็บต่างชนิดกัน และแยกเก็บสำเนา 1 ชุดไปไว้ในอีกสถานที่หนึ่งนั่นเอง

ลดเสี่ยงเรื่องเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายคลาวด์

เพราะระบบเครือข่ายและความปลอดภัยส่วนใหญ่ยังติดตั้งอุปกรณ์แบบกล่อง (Box) และแยกกันทำงานเป็นส่วน ๆ แบบไซโล (Silo) แต่แนวคิดนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายคลาวด์ (Cloud Networking) เพื่อให้เกิดการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อแบบรวมศูนย์ (Unified Communication) ผ่านบริการคลาวด์ ลดความเสี่ยงจากการจัดการอุปกรณ์เครือข่ายหลายตัว และมีซอฟต์แวร์กำกับการใช้งาน (Software Defined Network) ซึ่งสามารถเพิ่ม ลด กำหนดความเร็ว-ช้าในการเชื่อมต่อให้เหมาะกับอุปกรณ์และลักษณะงานโดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อไอโอทีเพิ่มขึ้น สามารถติดตามแก้ไขปัญหาให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ต้องตอบโจทย์เรื่อง Zero Trust บนหลักการไม่ให้ความเชื่อถือกับทุกการเชื่อมต่อ ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอันเป็นผลจากแรนซัมแวร์ที่เล่นงานไปทุกภาคอุตสาหกรรม โดยการใช้งานระบบเครือข่ายต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัย มีการระบุตัวตน (Authentication) และตัวอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่ออย่างชัดเจน

คอนเทนเนอร์ คลื่นลูกใหม่ในวงพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทุกวันนี้ แอปพลิเคชัน งานบริการ และข้อมูล ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Data center เสมอไป เห็นได้จากการเติบโตของแพลตฟอร์มบนคลาวด์ หรือ Edge Computing ที่มุ่งนำการบริการและประมวลผลไปใกล้ผู้ใช้งานให้มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการได้รวดเร็ว แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มบริการทำนองนี้มักจะพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อให้มีขนาดเล็ก กินทรัพยากรไอทีน้อย และปรับเปลี่ยนโยกย้ายเร็ว ทำให้องค์กรสามารถตัดตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้กะทัดรัดและส่งต่อขึ้นสู่คลาวด์หรือ Edge โดยใช้เวลาไม่นาน และรวมถึงเทคโนโลยี Data Fabric ซึ่งช่วยให้องค์กรมองเห็นข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เสมือนเป็นข้อมูลผืนเดียวกันในลักษณะ Data Virtualization สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่ส่งขึ้นไปใช้งานบนคลาวด์ หรือ Virtual Machine ได้โดยไม่เสียเวลาทำซ้ำข้อมูลก่อนนำไปใช้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดิมได้อย่างปลอดภัย

การวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้หลักการ PDPA

เดิมการจัดการข้อมูลจะเน้นไปที่การทำความสะอาดข้อมูล การออกรายงานเพื่อให้เห็นมุมมองธุรกิจ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงระดับการวิเคราะห์ที่ไปสู่การคาดการณ์อนาคต แต่ในยุคดิจิทัลซึ่งมีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มเกิดใหม่บนคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานส่วนบุคคลมากขึ้น จนเกิดข้อมูล Big Data ที่เป็นประโยชน์เชิงธุรกิจ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งมี AR และ VR มาช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นเสียจนบางทีเจ้าของข้อมูลเริ่มตั้งคำถามถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งองค์กรก็ต้องเร่งพัฒนาระบบกำกับการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นด้วยความโปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จัดเก็บและใช้งานในศูนย์ข้อมูลขององค์กร บนคลาวด์ หรือโซเชียลมีเดียก็ตาม

แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ (Customer Data Cloud) นับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยจัดการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งกระจายใช้งานตามจุดต่าง ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองตาม PDPA ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ แก้ไข นำไปใช้ ส่งต่อให้บุคคลที่สาม และลบข้อมูลได้โดยเจ้าของข้อมูลหรือผู้ได้รับอนุญาต การจัดระเบียบข้อมูลประวัติลูกค้าแต่ละราย (Single Customer Profile) ควบคู่กับ กระบวนการจัดทำคำยินยอมให้ใช้ข้อมูล (Consent Management) ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อถือเพื่อที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องไปใช้ประกอบธุรกิจ หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยไม่ละเมิดกฎหมายในท้ายที่สุด

สอบถามรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ HPE Cohesity เพิ่มเติมติดต่อ

เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210

e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#HPE

#Cohesity

#YIPINTSOI

from:https://www.techtalkthai.com/data-protection-in-digital-era-with-hpe-cohesity-by-yip-in-tsoi/

HPE GreenLake with Cohesity (Pay-as-you-go Data Management) Cohesity โดย HPE GreenLake ให้คุณจ่ายค่าการจัดการข้อมูลตามการใช้งานจริง

“Cohesity โดย HPE GreenLake จะช่วยคุณแก้ปัญหาของข้อมูลจำนวนมากที่กระจัดกระจาย ลดเวลาในการกู้คืน
และนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น”

HPE GreenLake with Cohensity (Pay-as-you-go Data Management)

ในปัจจุบันผู้นำทางธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนความคาดหวังจากการใช้งานระบบไอทีขององค์กร ผ่านประสบการณ์การใช้งานระบบคลาวด์ ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล เกิดความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูล องค์กรของท่านจะตอบสนองต่อความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและยืดหยุ่นกว่าเดิมได้อย่างไร โดยยังคงงบค่าใช้จ่ายไว้และสามารถควบคุมการบริหารจัดการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโซลูชั่น Cohesity-HPE

  • Eliminate multiple point solutions
    ลดจุดซ้ำซ้อนจากหลากหลายโซลูชั่น ด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลเดียวระดับองค์กร
  • Safeguard your data
    ปกป้องข้อมูลของคุณ ด้วยฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยที่ built-in มาในตัวและการป้องกัน Ransomware
  • Simplify management
    ลดความซับซ้อนในการจัดการ ด้วยอินเตอร์เฟซผู้ใช้งานระบบเดียวทุกการเชื่อมต่อ Core, Cloud และ Edge
  • Accelerate hybrid/multi-cloud
    เพิ่มความเร็วในการใช้ ไฮบริดคลาวด์ /มัลติคลาวด์ รองรับคลาวด์สาธารณะชั้นนำ
  • Do more with your backup and unstructured data
    ใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อมูลสำรองและข้อมูล Unstructured สำหรับข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ

Credit: Hewlett Packard Enterprise (HPE)

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ

ติดต่อทีมงาน G-Able เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE GREENLAKE หรือขอทดสอบใช้งานระบบได้ทันทีที่ บริษัท จีเอเบิล จำกัด (Email : inquiry@g-able.com)

Credit: Hewlett Packard Enterprise (HPE)

เกี่ยวกับ G-Able

G-Able คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน Modern Digital Solutions, Enterprise Business Solutions และ IT Infrastructure Solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท จีเอเบิล จำกัด
โทร : 065-719-3899
Email : inquiry@g-able.com
หรือสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ G-Able ได้ที่ https://www.g-able.com/contact-us/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-greenlake-with-cohesity-pay-as-you-go-data-management-cohesity-by-g-able/

HPE (Aruba) ได้รับตำแหน่งผู้นำใน Gartner Magic Quadrant 2020

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ประกาศในวันนี้ว่า HPE (Aruba) ได้รับตำแหน่งผู้นำใน “Magic Quadrant for Wired and Wireless LAN Access Infrastructure” ตามรายงานฉบับล่าสุดของ Gartner Inc. นับเป็นปีที่สิบห้าติดต่อกันและถูกจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งที่ไกลที่สุดไปทางขวาทางด้านวิสัยทัศน์ (Vision) เมื่อเทียบกับผู้ผลิตทั้งหมด นอกจากนี้ในรายงาน “Critical Capabilities for Wired and Wireless LAN Access Infrastructure” ที่เผยแพร่ร่วมกันของ Gartner ยังให้ Aruba ได้รับคะแนนสูงสุดในทั้ง 6 กรณีการใช้งาน (Use Cases) เป็นครั้งที่ 2 อีกด้วย

Gartner ประเมินผู้ผลิตที่ร่วมอยู่ใน Magic Quadrant ตามเกณฑ์หลัก 2 ประการ ได้แก่ ความครบถ้วนสมบูรณ์ของวิสัยทัศน์และความสามารถในการทำตามวิสัยทัศน์นั้นให้เป็นจริงขึ้นมาได้ HPE (Aruba) ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ไกลที่สุดทางด้านวิสัยทัศน์จากผู้ผลิตทั้งหมดใน Quadrant โดย Aruba เชื่อมั่นในการตระหนักถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความสามารถอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการคาดการณ์และตอบสนองความต้องการที่เป็นความท้าทายใหม่ ๆ จากลูกค้า

นอกจากนี้ในรายงาน Critical Capabilities for Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ที่เผยแพร่พร้อมมากับ Magic Quadrant ของ Gartner ได้ประเมินประสิทธิผลของผู้ผลิตในการตอบสนองความต้องการขององค์กรใน 6 กรณีการใช้งานสำคัญหลัก ๆ ได้แก่ Unified Wired and WLAN Access, WLAN-only Refresh/New Build, Wired-only Refresh/New build, Remote Branch Office with Corporate HQ, Performance Stringent Applications, and Hands-off NetOps ล้วนพบว่า Aruba ได้รับคะแนนสูงสุดในทั้ง 6 กรณีการใช้งานทั้งหมดนี้

คุณไมเคิล ดิกแมน (Michael Dickman) รองประธานอาวุโสฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของ Aruba บริษัท ในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าวว่า “การที่ Gartner ให้การยอมรับอย่างต่อเนื่องต่อ HPE (Aruba) เป็นเรื่องน่ายินดีและทำให้เราสามารถภาคภูมิใจในความเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจนของเราผ่าน Aruba ESP (Edge Services Platform) ได้ ภูมิทัศน์ของตลาดระบบเครือข่ายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานี้โดยมีผู้ผลิตรายต่าง ๆ เข้ามาและจากไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นของ Aruba ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้าทำให้เราอยู่แถวหน้าในทุกขั้นตอน เรากลายเป็นบริษัทที่ได้รับความเชื่อมั่นในด้านการต่อเชื่อม (Edge Authority) ที่ตลาดต้องหันมาสนใจครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรคู่ค้าที่ให้ความไว้วางใจเราอย่างต่อเนื่องเสมอมา”

นอกจากในรายงาน Magic Quadrant ประจำปี 2020 สำหรับ Wired and Wireless LAN Access Infrastructure และ Critical Capabilities reports แล้ว HPE (Aruba) ยังได้รับการยอมรับจาก Gartner ในด้านอื่น ๆ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีกด้วย โดยในเดือนกันยายนปีนี้ เพียงสองปีหลังจากเปิดตัวโซลูชัน SD-Branch ทำให้ Aruba ได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary) ใน Gartner Magic Quadrant สำหรับ WAN Edge Infrastructure และสำหรับ Silver Peak ที่ HPE (Aruba) พึ่งควบรวมกิจการเข้ามาเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้รับตำแหน่งผู้นำ (Leader) ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสามปีในรายงานหัวข้อนี้ด้วย และ HPE (Aruba) ยังได้รับการจัดตำแหน่งให้เป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ (Visionary) ใน 2020 Magic Quadrant สำหรับ Data Center and Cloud Networking อีกด้วย

Product Scores for Unified Wired and WLAN Access

“ในนามของ Aruba ประเทศไทย ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกองค์กรในประเทศไทยที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และบริการของเรามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรายังคงเป็นผู้นำใน Magic Quadrant ต่อเนื่องมาได้ถึง 15 ปี” คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “ด้วยการถูกจัดตำแหน่งให้เป็นผู้นำที่มี Visionary สูงสุด ในรายงาน Magic Quadrant for Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ของ Gartner รวมถึงได้รับคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในแกนทั้ง 6 ของ Critical Capabilities Reports นี้ก็ทำให้เรามั่นใจว่าที่ผ่านมาเราได้นำเสนอเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าในเมืองไทยมาโดยตลอด เพราะเรามีผลิตภัณฑ์ที่ครบถ้วนที่สุด รวมทั้งทีมงานและพันธมิตรคู่ค้าที่พร้อมให้บริการลูกค้าได้เสมอ หลังจากนี้เราก็พร้อมที่จะช่วยผลักดันองค์กรธุรกิจในประเทศไทยให้เติบโตร่วมกันต่อไปในอนาคต”

อ่านรายงาน Magic Quadrant และ Critical Capabilities ได้ที่นี่:

2020 Magic Quadrant for Wired and Wireless LAN Infrastructure

2020 Critical Capabilities for Wired and Wireless LAN Infrastructure

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-aruba-gartner-magic-quadrant-2020/

HPE Small Business Solutions for Scalable Storage ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในราคาที่เหมาะสม

เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานความสามารถของระบบเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจเข้าไว้ด้วยกัน ออกแบบมาเพื่อรองรับกับระบบปฏิบัติการ Windows Server ที่เน้นการทำงานโดยการเชื่อมโยงระหว่างบนระบบ On-Premise และบน Cloud Computing ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงสามารถรองรับระบบที่จะขยายตัวในอนาคต

HPE Small Business Solutions for Scalable Storage มีรูปแบบการใช้งานด้วยกันอยู่สองประการ เพื่อออกแบบให้องค์กรเลือกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน

รูปแบบแรกเป็นการใช้ HPE ProLiant DL360 Gen 10 ร่วมกับ HPE MSA 1060 เหมาะอย่างยิ่งกับบริษัทที่มีผู้ใช้จำนวน 50 ถึง 150 ราย เป็นทางเลือกที่คุ้มค่า สำหรับองค์กรที่เน้นจัดเก็บและให้บริการไฟล์ข้อมูล

รูปแบบที่สอง เป็นสตอเรจรุ่น MSA 1060 และ 2062 เป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง, รองรับไฮบริดและการขยายตัวได้ดีกว่า มาพร้อมกับคุณสมบัติต่างๆ ทำให้ผู้ใช้ ดึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ลดเวลาในการจัดเก็บข้อมูล และยกระดับประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล

สนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ อินแกรม ไมโคร 02-012-2222 ต่อ 2411, 2412

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-small-business-solutions-for-scalable-storage/

HPE StoreEver LTO ระบบเทปแบ็กอัพในการจัดเก็บข้อมูลที่ยอดเยี่ยม

HPE ได้พัฒนาระบบ Media Storage Tape ในรุ่น HPE StoreEver LTO ที่สามารถจัดเก็บข้อมูล ให้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้นยังมีระบบการป้องกันและการกู้คืนข้อมูลที่ไม่ซับซ้อน ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ เช่น ภัยแรนซัมแวร์, ภัยพิบัติ, การโจมตีจากแฮ็กเกอร์ และข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

และด้วยคุณสมบัติของ LTO (Linear Tape-Opened) ช่วยให้องค์กรสามารถเก็บข้อมูลในระบบเทปได้ยาวนานกว่า 30 ปี

สนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ อินแกรม ไมโคร 02-012-2222 ต่อ 2411, 2412

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-storeever-lto/

HPE GreenLake สุดยอดบริการ แบบ Everything As-a-Service

HPE GreenLake คือรูปแบบการบริการที่ออกแบบมาให้ทุกๆ อย่างในโลกของไอทีกลายเป็น “เซอร์วิส” หรือที่เรียกกันว่า Everything-as-a-Service โดยสามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรที่มีความต้องการอย่างเช่น
– จ่ายตามการใช้งานจริง (Pay only for what you use) เป็นวิธีที่จะช่วยในการจำกัดงบประมาณเกินความจำเป็น เป็นการจ่ายเงินตามการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง
– ขยายระบบได้ตามต้องการ (Scale as Needed) โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลในครั้งแรก ค่อยๆ ทยอยอัพระบบเมื่อธุรกิจเติบโต
– เพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ (Business Agility) ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัว ดำเนินการได้อย่างราบรื่น
– ดำเนินการได้โดยง่าย (Simplify Operations) ให้ประสิทธิภาพระดับสูง ในขณะที่ใช้วิธีการดำเนินงานได้โดยง่าย
ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่และเป็นการปรับเปลี่ยนไปสู่โลกของดิจิทัลอย่างแท้จริง คุณสามารถเอาเวลาไปใส่ใจกับนวัตกรรม และการพัฒนาบริการให้ลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้คุณพัฒนานวัตกรรมออกสู่ตลาดได้มากและรวดเร็วยิ่งขึ้น เร่งความเร็วมากขึ้นถึง 65% และปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 99% ต่างพึงพอใจ และเป็นส่วนหนึ่งของ HPE GreenLake มาอย่างยาวนาน
สนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ อินแกรม ไมโคร 02-012-2222 ต่อ 2411, 2412

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-greenlake-everything-as-a-service/

HPE เตือนผู้ใช้งานอัปเดต Patch อุดช่องโหว่ความรุนแรงสูงสุดบน Storage และ 64 ช่องโหว่บน HPE Intelligent Management Center

HPE ได้ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้ทำการอัปเดต Patch ความรุนแรงระดับสูงสุดที่ได้คะแนนเต็ม 10/10 บนระบบบริหารจัดการของ HPE Primera และ HPE 3PAR StoreServ รวมถึงช่องโหว่อื่นๆ อีก 64 รายการบน HPE Intelligent Management Center (iMC)

Credit: ShutterStock.com

ช่องโหว่แรกนั้นคือช่องโหว่รหัส CVE-2020-7197 ที่ได้รับคะแนนความรุนแรงระดับ 10/10 โดยปรากฎอยู่บน HPE 3PAR StoreServ Management Console (SSMC) ตั้งแต่รุ่น 3.7.0.0 และก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้โดยไม่ต้องทำการยืนยันตัวตน โดย HPE แนะนำให้ทำการอัปเดตไปใช้รุ่น 3.7.1.1 หรือใหม่กว่านั้นแทน โดยสามารถโหลดซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุดได้ที่ https://myenterpriselicense.hpe.com/cwp-ui/free-software/SSMC_CONSOLE

สำหรับ 64 ช่องโหว่ถัดมานั้นคือช่องโหว่ Remote Code Execution, Authentication Bypass และ Privilege Escalation ที่มีความรุนแรงตั้งแต่ 8.8 คะแนนจนถึง 9.8 คะแนน ซึ่งปรากฎอยู่บน HPE iMC รุ่นก่อนหน้า 7.3 ทั้งหมด และทาง HPE ก็แนะนำให้อัปเดตเป็นรุ่น 7.3 เป็นต้นไปได้จากที่ https://support.hpe.com/hpesc/public/home และ https://asp.arubanetworks.com/

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hpe-fixes-maximum-severity-remote-auth-bypass-bug-in-ssmc-console/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-releases-vulnerability-patches-for-its-storages/

สร้าง Home Office ด้วย HPE ProLiant Microserver Gen10 Plus

ต้องบอกว่าผลิตภัณฑ์ HPE ProLiant Microserver Gen10 Plus สามารถสร้างออฟฟิศได้ในแบบกล่องสำเร็จรูป โดยการรวมกันระหว่าง MicroServer GEn10 Plus, RDX และ Aruba Instant On AP11 เหมาะสมอย่างมากในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศขนาดเล็ก, สำนักงานสาขา, ร้านกาแฟ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหาร, โรงพยาบาล เป็นต้น

อีกทั้งอุปกรณ์อย่าง Aruba Instant On, Access Point ที่มีความเสถียรสูง ซึ่งมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่น เชื่อมต่อกับผู้คนได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

สำหรับ HPE ProLiant MicroServer Gen10 Plus มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ ตัวผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอันทรงพลัง ด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เชื่อมต่อการทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ InfoSight และมาพร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย ตามมาตรฐาน HPE Silicon Root of Trust อีกทั้งสามารถเพิ่มการใช้งานระบบบริหารจัดการ iLo5 ได้ด้วย Option เพิ่มเติมที่เรียกว่า HPE MicroServer Gen10+iLO Enablement Kit

นี่คือการเชื่อมต่อธุรกิจของคุณ ทั้งกับลูกค้าและกับพนักงานในองค์กรของคุณให้ดำเนินงานได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จ

สนใจสอบถามผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนฝ่ายขายหรือฝ่ายผลิตภัณฑ์ อินแกรม ไมโคร 02-012-2222

from:https://www.enterpriseitpro.net/home-office-hpe-proliant-microserver-gen10-plus/

[Guest Post] HPE ชนะการประมูลจัดหา Supercomputer มูลค่า 48 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ให้ Pawsey Supercomputing Centre ประเทศออสเตรเลีย

Hewlett Packard Enterprise (HPE) ชนะการประมูลจัดหา Supercomputer มูลค่า 48 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 1 พันล้านบาทไทย) ให้ Pawsey Supercomputing Centre ประเทศออสเตรเลีย

Pawsey Supercomputing Centre เป็นหน่วยงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย ที่ให้บริการ Supercomputer แก่นักวิจัยกว่า 1,600 คน ในการวิจัย และค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การวิจัยทางดาราศาสตร์ในการค้นหากาแลคซีใหม่, การวิจัยไวรัสในเถาองุ่น เพื่อเพิ่มผลผลิตองุ่นสำหรับการผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงของออสเตรเลีย, การใช้ AI เพื่อสอนหุ่นยนต์ให้ว่ายน้ำเหมือนปลา สำหรับการปฏิบัติงานใต้น้ำ รวมถึงวิจัย COVID-19 เป็นต้น

ซึ่ง Supercomputer ระบบใหม่ที่จัดหานี้จะมีประสิทธิภาพสูงถึง 50 petaFLOPs ที่ดีกว่าของเดิม (Pawsey’s Magnus และ Galaxy systems) ที่เป็น Cray เช่นกันกว่า 30 เท่า และประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า ประกอบด้วย HPE Cray EX Supercomputer ที่ใช้ AMD EPYC™ CPUs และ AMD Instinct™ GPUs next generation เป็นตัวประมวลผล และใช้ Cray ClusterStor E1000 Storage Systems เป็นตัวจัดการข้อมูล

ที่มาของข่าว

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-wins-supercomputer-project-for-pawsey-supercomputing-centre/

เสริมความมั่นคงทนทานและความยืดหยุ่นให้กับ Container และ Kubernetes ของธุรกิจองค์กร ด้วย HPE Intelligent Data Platform

เมื่อ Container และ Kubernetes ได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับธุรกิจองค์กร การปรับ Enterprise Application ให้อยู่ในรูปของ Container เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวต่อการนำไปใช้งานและการดูแลรักษานั้นก็ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญ และก็ทำให้ธุรกิจองค์กรต้องมองหาหนทางในการปรับสถาปัตยกรรมของ Container ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Stateless Workload มาสู่การรองรับ Stateful Workload ให้ได้

HPE ในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Data Center ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของประเด็นปัญหานี้ และได้พัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดเสริมให้กับโซลูชัน Storage ชั้นนำของตนเองทั้ง HPE Nimble Storage และ HPE Primera Storage เพื่อให้รองรับการทำ Data Management สำหรับ Container และถูกผนวกรวมเข้าไปใน CI/CD Pipeline ได้อย่างสมบูรณ์ และเปลี่ยนให้ Container กลายเป็นระบบที่รองรับงานแบบ Stateful ท่ามกลางโลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างแท้จริง

Container สำหรับ Enterprise Application ต้องมีข้อมูลล่าสุดควบคู่กับ Application เสมอ

ในมุมของธุรกิจองค์กรนั้น Container และ Kubernetes นอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยรองรับ Cloud Native Application ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำ DevOps ได้อย่างคล่องตัวแล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ยังถือเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยปูทางไปสู่ภาพของ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ได้อย่างยืดหยุ่นอีกด้วย

อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปแล้วการใช้งาน Container นั้นมักถูกใช้เพื่อรองรับ Workload ที่เป็นแบบ Stateless ในขณะที่ระบบจัดเก็บข้อมูลสำคัญของธุรกิจนั้นมักถูกแยกออกไปเป็นอีกระบบหนึ่ง ทำให้ในการใช้งานจริง การย้าย Workload ระหว่างระบบ IT Infrastructure ไม่ว่าจะภายในองค์กรเองหรือย้ายออกไปยังบริการ Cloud นั้น จะต้องมีขั้นตอนของการจัดการกับข้อมูลเพื่อให้ Application ยังคงทำงานได้สมบูรณ์ครบถ้วนอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ระบบขาดความคล่องตัวอย่างที่ธุรกิจองค์กรคาดหวัง

แนวคิดของการปรับระบบ Container เพื่อให้รองรับ Stateful Workload และทำให้ข้อมูลนั้นถูกผูกไปกับ Application และ Stateless Workload ทั้งหมดจึงกลายเป็นทางออกที่หลายธุรกิจองค์กรมองหา ซึ่งแนวคิดนี้จะทำให้ Enterprise Application ที่เคยถูกพัฒนาขึ้นมาแบบ Monolithic หรือยังคงมีส่วนของข้อมูลปริมาณมหาศาลอยู่ภายในระบบนั้น สามารถได้รับประโยชน์จาก Container ได้ และทำให้มั่นใจได้ว่าการย้ายระบบ Application ไปยัง IT Infrastructure ใดๆ นั้นจะทำให้ Application ยังคงทำงานได้สมบูรณ์ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างแน่นอน

ผสานเทคโนโลยี Storage เสริม Container ให้รองรับทั้งงาน Stateless และ Stateful

HPE ได้พัฒนาแนวทางเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยอาศัยระบบ Enterprise Storage เป็นศูนย์กลางสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำเข้าไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Container, ขั้นตอนการทำ CI/CD และการ Deploy ระบบ Application เสมอ และทำให้ระบบ Application บน Container ทั้งหมดสามารถเริ่มต้นทำงานได้ด้วยข้อมูลชุดล่าสุดทันที ไม่ว่าระบบนั้นๆ จะทำงานอยู่บน IT Infrastructure ใดก็ตาม

ในแนวทางดังกล่าว HPE ได้เลือกที่จะเชื่อมระบบ Storage ชั้นนำของตนเองไม่ว่าจะเป็น HPE Primera Storage หรือ HPE Nimble Storage ให้สามารถทำงานร่วมกับ Kubernetes ได้ ทำให้การจัดการกับข้อมูลนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pipeline ในการพัฒนาระบบ และพัฒนา Workflow เพิ่มภายในระบบ Storage เพื่อให้มีกระบวนการการทำงานที่สอดคล้องไปกับขั้นตอนปกติในการใช้ Container เพื่อเสริมความมั่นคงทนทานและความมั่นคงปลอดภัยให้กับข้อมูล ในขณะเดียวกัน HPE ก็ได้เสริมความสามารถในส่วนของการทำ Hybrid Cloud ให้กับข้อมูลด้วย ทำให้การ Deploy ระบบบน IT Infrastructure ใดๆ นั้น ข้อมูลชุดล่าสุดจะถูกนำไปใช้งานด้วยเสมอ

หัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือ HPE CSI Driver for Kubernetes ที่รับบทบาทสำคัญในการเชื่อมผสาน HPE Storage เข้ากับระบบ Kubernetes และทำให้การเชื่อมต่อ Storage จากเดิมที่เป็นแบบ Static นั้นกลายมาเป็นแบบ Dynamic ได้ และสามารถควบคุมผ่านแนวทาง Infrastructure-as-Code ทำให้การจัดเตรียมทรัพยากรเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้แบบอัตโนมัติผ่าน Script หรือการกำหนดค่าการทำงานบน Kubernetes ได้นั่นเอง

HPE Intelligent Data Platform ตอบโจทย์ Container สำหรับธุรกิจองค์กรด้วย HPE Nimble Storage และ HPE Primera Storage

ภายใต้แนวคิด HPE Intelligent Data Platform นี้ ทาง HPE ได้นำเสนอ 3 คุณสมบัติใหม่ที่ระบบ Enterprise Storage จะต้องมีเพื่อรองรับการทำ Stateful Workload บนโลกของ Container ได้แก่

1. Container Data Management Experience การทำให้นักพัฒนา Software นั้นสามารถจัดการกับระบบ IT Infrastructure ในส่วนของการจัดเก็บข้อมูล, ชุดข้อมูล และระบบฐานข้อมูลได้เสมือนกับการจัดการ Application โดย HPE ได้ใช้ Kubernetes StorageClass ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการสร้าง Volume บน HPE Storage นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายและเป็นอัตโนมัติผ่าน Kubernetes

ด้วยแนวทางนี้จึงไม่เพียงแต่จะทำให้ข้อมูลนั้นสามารถถูกผูกติดไปกับ Application ได้เท่านั้น แต่ในกระบวนการพัฒนา, การทำ QA และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยมีชุดข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดสำหรับใช้ในระหว่างการทำงาน ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น และทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปได้ด้วยจากการใช้ Snapshot ที่ถูกสร้างขึ้นและใช้ในการสำเนาข้อมูลได้ รวมถึงยังทำการลบตัวเองทิ้งได้เมื่อไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้งานในภายหลังแล้ว ทำให้ใช้พื้นที่บนระบบ Storage ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

2. Operational Efficiency อีกบทบาทสำคัญของ HPE Storage ก็คือการช่วยให้ Service-Level Objective หรือ SLO ของระบบดีขึ้น โดยระบบต้องมีประสิทธิภาพ, ความมั่นคงปลอดภัย, การปกป้องระบบ, ความมั่นคงทนทาน และมีความสามารถในการเพิ่มขยายระบบได้ตามความต้องการของธุรกิจ ซึ่ง HPE ก็สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ด้วยวิธีการอันหลากหลาย

  • การทำ Snapshot หรือ Clone ผ่าน Kubernetes StorageCass ช่วยปกป้องข้อมูลในทุกขั้นตอนการพัฒนาและการ Deploy
  • การสำเนาข้อมูลผ่านการทำ Replication ระหว่าง Data Center หรือ Cloud เพื่อให้มีอิสระในการเลือก Deploy ระบบไปยังแต่ละที่ได้ โดยไม่ต้องมี Overhead รอการ Copy ข้อมูลระหว่างระบบอีกต่อไป
  • การกำหนด QoS ในระดับ Volume เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ Application จะมีประสิทธิภาพเพียงพอกับที่ต้องการ
  • การทำให้ Data Volume ในระบบ Storage ที่หลากหลายทำงานร่วมกันแบบ Multitenancy ได้ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  • สามารถเพิ่มขยายจำนวน Pod สำหรับแต่ละ Worker Node ได้
  • สามารถทำการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยได้
  • รองรับการเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งในแบบ File และ Block ทำให้ Application สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะอยู่บนระบบใด

3. True Hybrid Cloud for Containers เพื่อให้ Stateful Container สามารถทำงานได้แบบ Hybrid Cloud อย่างเต็มที่ ทาง HPE จึงได้พัฒนา HPE Cloud Volumes ขึ้นมา เพื่อให้อุปกรณ์ HPE Storage สามารถส่งข้อมูลขึ้นไปยังบริการ Public Cloud และใช้งานข้อมูลเหล่านั้นได้เสมือนกับการใช้งาน HPE Storage ภายในองค์กร ช่วยให้การย้ายข้อมูลระหว่าง Data Center และ Cloud เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และย้ายระบบทั้งส่วนของ Application และข้อมูลไปยัง IT Infrastructure ที่ต้องการใช้งานได้ทันที

สำหรับโซลูชันของระบบ HPE Storage หลักๆ ที่สามารถรองรับการทำ Stateful Container ได้นั้นก็ได้แก่

  • HPE Nimble Storage ระบบ Storage สำหรับธุรกิจองค์กรที่เน้นเรื่องของประสิทธิภาพ, ความคุ้มค่า และความง่ายดายเอาไว้ในหนึ่งเดียว สำหรับรองรับ Business Application และ Workload ที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน https://www.hpe.com/emea_europe/en/storage/nimble.html
  • HPE Primera Storage ระบบ Tier-0 Storage ที่เน้นเรื่องของประสิทธิภาพและความมั่นคงทนทานเพื่อรองรับ Mission Critical Workload เป็นหลัก สำหรับระบบ Application สำคัญอย่างเช่น ERP https://www.hpe.com/emea_europe/en/storage/hpe-primera.html

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ BizCon ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน BizCon เพื่อขอรับคำปรึกษา, ใบเสนอราคา หรือบริการด้านเทคนิคได้ทันทีที่

Email: BizconMarketing@bizcon.co.th หรือโทร 082-0103588, 098-5523307

from:https://www.techtalkthai.com/make-your-container-more-resilience-and-flexible-with-hpe-inteliigence-data-platform-by-bizcon-solutions/