คลังเก็บป้ายกำกับ: How_To

วิธีใช้งานและตั้งค่า Control Center ใน macOS Big Sur

Control Center เป็นสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน macOS Big Su […] More

from:https://www.iphonemod.net/how-to-use-control-center-in-mac-os-big-sur.html

วิธีตั้งค่าภาพพื้นหลังหน้าโฮม Safari ใน Safari 14 บน Mac

Safari 14 สำหรับ Mac ได้ปล่อยอัปเดตเมื่อ 2 เดือนที่ผ่าน […] More

from:https://www.iphonemod.net/how-to-setting-start-page-wallpaper-in-mac-safari-14.html

Living Smart : ระบบเสียง Dolby Atmos / DTS-X คืออะไร และจะต้องเซ็ตอย่างไรให้ได้เสียงที่ว่าในงบประมาณที่เหมาะสม…ที่นี่มีคำตอบ

หลังจากที่ตอนแรกใน Living Smart นั้นเราได้ชวนเพื่อนๆ พูดถึงเรื่องของระบบภาพที่เหมาะสมสำหรับบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, Apple TV+ และอื่นๆ อีกมากมายกันไปแล้ว รวมถึงได้ชวนคุยเรื่องการเลือกจอทีวีเพื่อให้มารองรับการใช้งานเหล่านี้ได้ในโจทย์ที่ว่าต้องดีในคุณภาพ ดีต่อใจ และดีต่อกระเป๋าสตางค์กันไปแล้วนั้น วันนี้ Living Smart และ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาพูดคุยกับเรื่องที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องของระบบเสียงและการเซ็ตอัพเดตลำโพงและระบบเสียงให้กับโฮมเธียร์เตอร์เราให้เหมาะสมกับบริการสตรีมมิ่งเซอร์วิสในปัจจุบันกันบ้างนั่นเอง

และหากเพื่อนๆ ยังไม่ได้อ่านตอนแรกที่เกี่ยวกับระบบภาพไป เพื่อนๆ ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านได้จากลิงก์นี้เลย

Living Smart: ชอบดู Netflix และ Apple TV+ ควรเลือกทีวีแบบไหนดี? ที่นี่มีคำตอบ


เอาล่ะ เกริ่นกันสักนิดก่อนดีกว่าว่าในบทความที่เพื่อนๆ กำลังอ่านกันอยู่นี้ เราจะไปทำความรู้จักกับระบบเสียงที่เราเห็นอยู่ในปกภาพยนตร์หรือรายละเอียดภาพยนตร์บน Netflix, Apple TV+, Disney+ รวมไปจนถึง Amazon Prime และบริการอื่นๆ อีกมากมายว่ามันหมายถึงอะไร โดยจะครอบคลุมไปถึงระบบ 5.1, 7.1, Dolby Digital, Dolby Surround และระบบเสียงล่าสุดที่ใครๆ ก็ว่าเจ๋งอย่าง Dolby Atmos และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องใช้อะไรบ้างในการเซ็ตอัพเสียงตามระบบที่เราต้องการ ต้องใช้ลำโพงกี่ตัว และตำแหน่งของลำโพงแต่ละตัวควรอยู่ตรงไหน วันนี้เราจะชวนไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน

ในมาตรฐานใหม่ๆ นั้นมีการเพิ่มระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS-X ขึ้นมา และตอนนี้มี IMAX Enhanced และ Auro 3D ขึ้นมาด้วยแต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันทั้งทางฝั่งผู้ใช้งานและฝั่งผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งหมายถึงโค๊ดเสียงใหม่ที่มีเมต้าจากมุมสูง โดยเราจะเรียกเสียงพวกนี้ว่า Object Based Surround System หรือระบบเสียงที่เสียงเกิดตามมิติของวัตถุที่แสดงผลจริงในหน้าจอนั่นเอง ทำให้เสียงจากภาพยนต์มีมิติมากขึ้นเยอะ


2. ระบบเสียง

sound-system-hometheater

ที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับการทำห้องชมภาพยนตร์ที่รองรับกับบริการสตรีมมิ่งในปัจจุบันนี้อย่างเต็มที่นั้นคือระบบเสียงนั่งเอง โดยระบบเสียงในบ้านที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนั้นจะเป็น 5.1 หรือ 7.1 (จริงๆ 9, 11 ก็มีนะครับ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้ตามบ้าน) โดยตัวเลขแรกนั้นบอกจำนวนลำโพง ในแนวราบรอบด้าน เช่น 5 คือมี 5 ตัว แบ่งเป็น คู่หน้า (Front) 2 ตัว, คู่หลัง (Rear) 2 ตัว และ Center อีก 1 ตัว ในขณะที่ 7 นั้นจะมีลำโพงเพิ่มด้านข้าง (Surround) มาอีก 2 ตัวนั่นเอง

ส่วน .1 ด้านหลังเป็นการระบุจำนวนซัพวูฟเฟอร์หรือลำโพงเสียงคลื่นต่ำในระบบ โดย .1 ก็หมายถึงมีซัพ 1 ลูก ในขณะที่ถ้าเป็น .2 นั้นจะหมายถึงมีซัพ 2 ลูกในระบบนั่นเองครับ


สรุปง่ายๆ คือ 5.1 จะมีลำโพง 5 ลูก ซัพ 1 ลูก และ 7.1 จะมีลำโพง 7 ลูก ซัพ 1 ลูก ในขณะที่ 5.2 จะมีลำโพง 5 ลูก ซัพ 2 ลูก และ 7.2 จะมีลำโพง 7 ลูก ซัพ 2 ลูกนั่นเอง ซึ่งการเซ็ตอัพแบบนี้จะทำให้เราสามารถเล่นเสียง Dolby Surround แบบขั้นต่ำ 5.1 ที่ใน Netflix และ Apple TV+ มีเป็นมาตรฐานในทุกเรื่องได้ รวมถึงเสียง DTS ด้วย (ใน Netflix จะมีระบุเป็นตัวเลขตรงรายละเอียดหนังว่าเป็น 5.1 แต่บางคนอาจเคยเห็นคำว่า Atmos ในบางเรื่องซึ่งเราจะพูดถึงกันต่อไป)


Dolby Atmos และ DTS-X มิติใหม่แห่งเสียงรอบทิศทางที่แท้จริง…เหรอ?

ในมาตรฐานใหม่ๆ นั้นมีการเพิ่มระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS-X ขึ้นมา และตอนนี้มี IMAX Enhanced และ Auro 3D ขึ้นมาด้วยแต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันทั้งทางฝั่งผู้ใช้งานและฝั่งผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งหมายถึงโค๊ดเสียงใหม่ที่มีเมต้าจากมุมสูง โดยเราจะเรียกเสียงพวกนี้ว่า Object Based Surround System หรือระบบเสียงที่เสียงเกิดตามมิติของวัตถุที่แสดงผลจริงในหน้าจอนั่นเอง ทำให้เสียงจากภาพยนต์มีมิติมากขึ้นเยอะ (เป็น 3D Audio เช่นเดียวกับที่ Apple มีการออกซัพพอร์ตให้ Airpods Pro ในชื่อ Spatial Audio นั่นเอง หรือในกรณีของ PlayStation 5 นั้น Sony ก็มีประกาศออกมาแล้วในชื่อรหัสเสียง Tempest Audio หรือ 3D Pulse) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานยุคใหม่ในปัจจุบันนี้ โดยโค๊ดการเซ็ตอัพลำโพงก็จะมี จุด (.) ต่อท้ายพ่วงเพิ่มขึ้นมา เช่น 5.1.2 ก็จะหมายถึง มีลำโพง 5 ตัว ซัพ 1 ตัว และลำโพงแนวสูงหรือลำโพง Atmos อีก 2 ตัวนั่นเอง เช่นเดียวกับ 5.1.4 ที่จะหมายถึงมีลำโพง Atmos ถึง 4 ตัว คือ Top Front และ Top Rear หรือ 5.1.6 ที่จะมีลำโพง Atmos มากถึง 6 ตัวด้วยกัน โดยจะเพิ่ม Top Middle มาอีกหนึ่งคู่นั่นเอง

ความเจ๋งของ Dolby Atmos นั้นคือการให้ประสบการณ์เสียงแบบ 360 องศา ล้อมรอบตัวเราเลยทีเดียว โดยมี Subwoofer ช่วยสร้างบรรยากาศเสียงจากพื้นขึ้นมา ในขณะที่ลำโพงเหนือศีรษะทั้งหมดนั้นจะสร้างบรรยากาศเสียงเหนือหัวของเรา ทำให้เวลาที่เราชมภาพยนตร์ เราจะได้รับประการณ์เสียงที่สมจริงตามที่ภาพแสดงผลบนหน้าจอของเรานั่นเอง

แต่ทั้งนี้ Dolby Atmos เอง ณ ปัจจุบันก็ยังแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกัน ซึ่งก็คือแบบ Lossy (Atmos ที่ถูกบีบอัดเสียงมา หรือที่เรียกว่า E-AC3, DD+) และแบบ Lossless (Atmos ที่ปล่อยเสียงเต็ม พวก TrueHD ทั้งหลาย) ซึ่งประเภทแรกนั้นจะหาได้จากบริการสตรีมมิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Apple TV+ หรือ Disney+ รวมไปจนถึงแอพพลิเคชั่นสำหรับดูหนังที่นิยมใช้กันบน Apple TV อย่าง Infuse และแบบที่ 2 นั้นจะหาได้จากแผ่น BluRay หรือ UHD ต่างๆ นั่นเอง


คุณภาพสัญญาณเสียง Dolby Atmos ที่แตกต่างกันในบริการสตรีมมิ่งแต่ละราย

แต่ถึงแม้ว่าบริการสตรีมมิ่งทั้งหลายนั้นจะใช้เสียง Dolby Atmos แบบที่เรียกว่า DD+ หรือ E-AC3 อย่างไรก็ตาม คุณภาพของสัญญาณเสียงที่ส่งออกมานั้นก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละบริการ เช่นเดียวกับคุณภาพของสัญญาณภาพโดยจากข้อมูลคุณ Sonoftumble ในวันที่ 26 มกราคม 2562 บนเว็บไซต์ AVSFORUM นั้นได้เผยถึงคุณภาพสัญญาณเสียงที่ส่งออกมาจากบริการสตรีมมิ่งดังนี้

Streaming Services

iTunes: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 770 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย is 25 Mbps.
MoviesAnywhere: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 256 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 25 Mbps
Netflix: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 436 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 16 Mbps.
Prime: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 448 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 10 Mbps.
Vudu: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 560 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 14 Mbps.

ซึ่งหากดูจากข้อมูลดังกล่าวแล้วเราจะเห็นว่าบริการสตรีมมิ่งจาก Apple นั้นให้คุณภาพของเสียงและภาพที่ดีที่สุด (โดยดูจาก Bitrate ที่ปล่อยออกมา) ในขณะที่หากโฟกัสที่เสียงเป็นสำคัญแล้ว บริการ Prime จาก Amazon เข้าวินมาเป็นอันสอง เฉือนชนะ Netflix มาได้เพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางปีที่ผ่านมา Netflix ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า High Quality Audio โดยเป็นเป็นบริการสำหรับสมาชิกแบบ Premium ที่ Netflix เองจะเลือก Bitrate เสียงในการสตรีมให้เหมาะสมกับคุณภาพของอินเตอร์เน็ตในขณะนั้น ซึ่งสำหรับเสียง Dolby Atmos นั้น Netflix เองจะสตรีมเสียงออกไปสูงสุดที่บิตเรต 768kbps ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับบริการของ Apple ที่มีการทดสอบเอาไว้มากทีเดียว


ต้องทำยังไงถึงจะได้ Dolby Atmos และ DTS-X มาใช้ในห้องโฮมของเรา

เมื่อเราพูดถึงเรื่องเสียง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวขับเสียงและลำโพงของเรานั่นเอง โดย ณ ปัจจุบันนี้มีสองเทคโนโลยีสำคัญที่นิยมใช้กันตามบ้านเรือน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับเม็ดเงินลงทุนและพื้นที่หน้างาน

 

  • Soundbar อุปกรณ์ขับเสียงพร้อมลำโพงในตัวแบบลงทุนไม่มากและประหยัดพื้นที่

JBL Bar 9.1

ปัจจุบันนี้ Soundbar ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนลำโพงและตัวขับเสียง เพราะนอกจากจะประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งแล้ว ยังประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์อีกด้วย ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี Soundbar ในปัจจุบันนั้นไปไกลมาก หลายต่อหลายตัวรองรับเทคโนโลยีอย่าง Dolby Atmos โดยจำลองเสียงเหนือหัวได้ใกล้เคียงกับ Sound Stage ประหนึ่งมีลำโพงเหนือหัวทั้ง 2 ตัวและ 4 ตัว และมีลำโพงรอบตัวอีกตั้งแต่ 5 ตัวไปจนถึง 9 ตัว ยกตัวอย่างเช่น Soundbar ของ Samsung รุ่น HW-Q80R ที่จำลองเสียงเสมือน 5.1.2 ได้ในราคาเพียงประมาณ 16,000 บาท หรือหากงบไหวจะขยับไปอีกหน่อยเป็น HW-Q90R ที่จำลองเสียงเสมือน 7.1.4 ได้ในราคาประมาณ 24,000 บาท นั่นเอง

นอกเหนือจาก Samsung แล้ว อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจคงเป็นค่ายลำโพงคุณภาพอีกค่ายอย่าง JBL ที่ก็มีตัว JBL Bar 9.1 ที่สามารถจำลองระบบเสียงได้ทั้ง 5.1.4 และ 9.1 ชาแนล โดยลูกเล่นสำคัญในการสร้างสนามเสียงนั้นคือการที่ Soundbar สามารถแยกร่างลำโพงขนาดเล็ก 2 ตัวออกมาจากชุดใหญ่เพื่อเอาไปวางไว้ที่ตำแหน่งหลังจัดรับชมแบบไร้สายได้นั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 29,900 บาท

โดยทุกรุ่นที่พูดไปด้านบนนั้นรองรับการส่งรหัสเสียง Dolby Atmos TrueHD (และพวก E-AC3 หรือ DD+ ด้วย) และ DTS-X ซึ่งเป็นมาตรฐานเสียงยุคใหม่ที่ใช้อยู่ในบริการสตรีมมิ่งตามที่กล่าวมาข้างต้น ในงบประมาณที่จับต้องได้ และพื้นที่ใช้สอยที่ประหยัด ดังนั้นใครจะเอาไปใช้กับห้องรับแขก หรือเซ็ตทีวีที่บ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ติดตั้งหรือการเซ็ตค่าเสียงแต่อย่างใด เพราะ Soundbar พวกนี้มาพร้อม AI ที่จะช่วยเซ็ตเสียงให้เหมาะสมกับพื้นที่รับชมได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

 

  • ชุด AVR (Audio/Video Receiver) และลำโพงตามความเหมาะสม  เหมาะกับผู้ที่มีห้องดูหนังเป็นสัดส่วน ราคารวมสูงพอประมาณ

AVR Marantz Set

AVR หรือ Audio/Video Receiver นั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการสร้างห้องโฮมอย่างเป็นกิจลักษณะ โดย ARV ในปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายแบรนด์ และที่นิยมในบ้านเราและในตลาดโลกคงหนีไม่พ้นแบรนด์ตลาดอย่าง Denon, Marantz, Onkyo และ Yamaha นั่นเอง ทั้งนี้ในแต่ละปี แบรนด์ต่างๆ ก็จะออก AVR รุ่นใหม่ที่มาพร้อมคุณสัมบัติใหม่ๆ ที่น่าสนใจ โดยครอบคลุมตั้งแต่รุ่นที่มีราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นที่เน้นสเป็กแต่ราคาก็โหดไปด้วย

เนื่องจากการจะทำระบบ Home Theater โดยใช้ AVR นั้นค่อนข้างที่จะต้องลงทุนสูง เพราะเมื่อได้ AVR ที่ค่าตัวก็หลายหมื่นมาแล้ว เราก็ยังต้องหาลำโพงแยกแต่ละตัวมาประกอบให้ครบชุด 5.1, 7.1, 9.1 และพวกลำโพง Atmos หากเราต้องการเซ็ตอัพระบบที่รองรับ Atmos เพราะเหตุนี้แบรนด์ผู้ผลิตจริงมีชุดเซ็ต Home Theater ที่เราเรียกว่า HITB หรือ Home Theater In the Box ซึ่งเป็นการจับรวมชุด AVR รุ่นตั้งต้นเข้ากับพวกลำโพง OEM ของแบรนด์ตัวเอง เพื่อลดต้นทุนในการลงทุนให้กับผู้ที่สนใจระบบ Home Theater ที่อาจจะยังไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพเสียงและภาพมากนัก แต่เน้นประหยัดและง่ายกว่า โดยเพียงแค่แกะกล่องเสียบสายลำโพงต่างๆ ที่แถมมาเข้ากับ AVR ก็พร้อมใช้งานแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเป็น AVR แยก หรือจะเป็น AVR ชุดรวมลำโพง ในโรงของเครื่องเสียง Home Theater นั้น เทคโนโลยีที่เอาไปใส่ใน AVR พวกนี้ก็ถือว่าใหม่สุดและดีสุดเท่าที่เซ็ตอัพโฮมเธียเตอร์ตามบ้านจะต้องการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรองรับระบบเสียงทั้ง Dolby Atmos และ DTS-X ยาวไปจนถึงระบบเสียงใหม่อย่าง IMAX Enhanced และ Auro 3D ที่เกริ่นไปในตอนต้นอีกด้วย และผู้เล่นยังสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามต้องการด้วยการหาลำโพงที่ชอบมาใช้งานได้อย่างอิสระ จึงทำให้เจ้า AVR+ ลำโพงแยกนั้นเป็นเป้าหมายของใครหลายๆ คนที่อยากเข้ามาสู้โลกของโฮมเธียร์เตอร์อย่างจริงจังนั่นเอง

ซึ่งเมื่อว่ากันถึงระบบเสียง Dolby Atmos หรือ DTS-X แล้ว การเซ็ตอัพลำโพงเสียงเหนือหัวเพื่อเชื่อมต่อกับ AVR นั้นก็มีหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน

เริ่มจากง่ายสุดคือลำโพง Dolby Atmos Enabled (Upfiring) หรือลำโพงที่จัดวางไว้กับลูกโพงคู่หน้าหรือคู่หลังเพื่อยิงขึ้นเพดานแล้วให้ตกกระทบเสียงเหนือหัวลงมายังตำแหน่งที่รับฟัง ซึ่งลำโพงประเภทนี้จะได้ผลน้อยสุด แต่ก็ได้เปรียบเรื่องราคาและการติดตั้งมากที่สุดเช่นเดียวกัน

ประเภทที่ 2 นั้นจะเป็นลำโพงจำพวก High Elevated หรือลำโพงยกสูงที่นำไปติดตั้งไว้กับผนังเหนือจอภาพ แล้วยิงเสียงลงมายังจุดรับฟัง เพื่อให้เสียงเหนือหัว ซึ่งลำโพงพวกนี้ข้อดีคือให้เสียงที่ดีกว่าลำโพงแบบ Upfiring มากๆ แต่การติดตั้งและการลงทุนก็มีสูงกว่าพอสมควร

ประเภทที่ 3 นั้นคือลำโพงที่แนะนำที่สุดสำหรับคนที่อยากได้คุณภาพ นั่นก็คือ In-Ceiling หรือ On-Ceiling Speaker ซึ่งลำโพงพวกนี้จะนิยมติดฝังไปในฝ้าทำมุมองศากับจุดรับฟังตามที่ Dolby กำหนดไว้ (ในบางเซ็ตอัพก็จะติดลอยเอาไว้บนฝ้า) ซึ่งลำโพงพวกนี้จะมีความวุ่นวายในการติดตั้งมากที่สุด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมก็อาจจะสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองประเภทก่อนหน้าด้วย แต่เพื่อผลลัพธ์ของ Atmos หรือ DTS-X ที่ดีที่สุดก็ต้องบอกว่าใครไหวก็น่าลงทุนมากๆ ครับ ส่วนตัวที่บ้านก็ใช้เป็นประเภทนี้เช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตอัพลำโพง Atmos แบบใดก็ตามใน 3 แบบบนที่ว่ามานี้ ก็จะถือว่าระบบเรา Qualify หรือรองรับการใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos หรือ DTS-X ตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการแล้วล่ะครับ

 

  • (ของแถม) ใช้ HomePod จาก Apple และ Apple TV 4K ในการรับชมคอนเทนต์และจำลองระบบเสียง Dolby Atmos

HomePod Apple TV 4K Atmos

อีกหนึ่งลูกเล่นล่าสุดจาก Apple นั้นคือการปล่อยอัพเดตให้เจ้า HomePod สามารถจำลองระบบเสียง Dolby Atmos ได้หากใช้งานคู่กับ Apple TV 4K ซึ่งเพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยจะรองรับเฉพาะกับเจ้า Homepod ตัวใหญ่เท่านั้น สำหรับ Homepod Mini นั้นไม่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้

โดยหากเพื่อนๆ ใช้งาน Apple TV 4K อยู่แล้ว ก็เพียงแค่อัพเดตเป็น tvOS ล่าสุด คือ tvOS14 จากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อ Homepod ที่อัพเดตระบบปฏิบัติการเป็น HomePod Software 14.2 แล้วเข้าด้วยกันในโหมด Home Theater โดยจะใช้ Homepod แค่เพียงตัวเดียว หรือ 2 ตัวเชื่อมกันในโหมด Stereo ก็ได้ เจ้า HomePod ของเราก็จะเล่นหนังจาก Apple TV+, iTunes, Netflix และบริการต่างๆ ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos บน Apple TV 4K ของเรา โดยการจำลองเสียง Dolby Atmos ออกมาให้ได้ค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว ซึ่งจากที่อเล็กซ์ได้ทดสอบก็ต้องบอกว่าดีพอๆ กับ Sounbar ระบบเสียง Dolby Atmos ชั้นนำหลายๆ ตัวก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Homepod ยังไม่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และยังใช้ได้กับ Apple TV 4K เพียงเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปใช้กับพวกอุปกรณ์ Media Player อื่นๆ อย่างพวก Dune หรือ Zidoo ได้ ดังนั้นจึงอาจถือเป็นตัวเลือกการเซ็ตอัพระบบเสียง Dolby Atmos ที่ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่นักสำหรับหลายๆ คน แต่หากใครที่ที่บ้านใช้งาน Apple TV 4K และมี Homepod อยู่แล้ว การลองเซ็ตอัพ Dolby Atmos ด้วยความสามารถใหม่ของ Homepod และ Apple TV 4K นั้นก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไร แถมยังมีแต่ได้กับได้สำหรับคนที่อยู่ใน Apple Eco System อยู่แล้วอีกด้วย


สั้นๆ กระชับ ได้ใจความ เซ็ตอัพแบบไหนเหมาะกับใคร ถ้าต้องการะบบ Dolby Atmos และ DTS-X

เขียนมาซะยืดยาวเพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ ได้เห็นภาพและเข้าใจว่าการเซ็ตอัพระบบเสียง Dolby Atmos นั้นต้องมีอุปกรณ์อะไร และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะอย่างนั้นผมจึงขอถือโอกาสใช้พื้นที่ตรงนี้สรุปสั้นๆ อีกครั้งกันการสับสนกันสักหน่อยดีกว่า

หากชุดรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมของเรานั้นมีพื้นที่จำกัด และเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่ห้องแยกอิสระสำหรับการเป็น Home Theater โดยเฉพาะ เช่นการใช้ห้องรับแขกเพื่อการดูหนัง การเลือกเซ็ตอัพตระบบเสียงด้วย Soundbar หรือ HomePod น่าจะถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะประหยัดเนื้อที่ ทำให้ห้องดูไม่เกะกะ รวมถึงประหยัดงบประมาณในกระเป๋าด้วย แต่หากอยากไปให้สุด มีพื้นที่ทำห้อง Home Theater แบบเป็นสัดเป็นส่วน สามารถวุ่นวายกับการเดินสายและหาตำแหน่งวางอุปกรณ์ที่เหมาะสมได้ และมีงบประมาณรองรับ การเล่น AVR และจัดเต็มกับลำโพงให้ครบตามหลักก็ควรจะเป็นตัวเลือกที่ต้องพิจารณา เพราะแน่นอนว่ามันย่อมให้ประสบการณ์เสียงที่อิ่มเอมกว่าตัวเลือกแรกอย่าง Soundbar หรือ Homepod อย่างแน่นอน

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาหรือต้องการทำเซ็ตอัพให้รองรับ Atmos / DTS-X นั้นเริ่มต้นกับการจัดแต่งห้องดูหนังของตัวเองได้ง่าย ไว และเหมาะสมมากยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งหากใครมีข้อแลกเปลี่ยนทางความคิดเห็นอะไร ก็สามารถส่งมาพูดคุยกันได้ผ่านทางแฟนเพจ AppDisqus เลย อเล็กซ์และทีมงานทุกคนรอคุยกับเพื่อนๆ อยู่นะ


นอกจากระบบภาพและเสียงที่ควรจะต้องพิจารณาในการทำห้องโฮมเธียร์เตอร์สักห้องแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่อยากให้ใส่ใจคงหนีไม่พ้นเรื่องของการจัดไฟ การสร้างบรรยากาศ ซึ่ง APPDISQUS เองได้มีการเขียนถึงประเด็นเอาไว้ในรีวิว Philips Hue Sync Box หนึ่งในเรื่องราวน่าสนใจที่อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองไปติดตามต่อกันนั่นเอง

hue-spiderman-into-spiderverse

ส่วนรอบหน้านั้นเราจะมาว่ากันถึงเรื่องของแผ่นซับเสียงหรือ Acoustic Panel ว่ามีความสำคัญมากน้อยเพียงใดกับการเซ็ตอัพระบบ Home Theater ของเรา และจะมีแนวทางหรือวิธีการจัดการกับเจ้าแผ่นซับเสียงพวกนี้ได้อย่างไร รวมถึงงบประมาณนั้นจะอยู่ประมาณเท่าไหร่ ติดตาม APPDISQUS เอาไว้เพื่อจะได้ไม่พลาดทุกการอัพเดตสำคัญจากเรา นะครับ

ข่าว: Living Smart : ระบบเสียง Dolby Atmos / DTS-X คืออะไร และจะต้องเซ็ตอย่างไรให้ได้เสียงที่ว่าในงบประมาณที่เหมาะสม…ที่นี่มีคำตอบ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/22/dolby-atmos-dts-x-and-how-to-set-one-up-under-budget.html

ลงวินโดวส์ 10 สำหรับมือใหม่ Step by Step เริ่มสร้างตัวบูต ติดตั้ง อัพเดตครบ

สำหรับใครที่อาจเพิ่งซื้อคอมมาใหม่ และอยากจะลงวินโดวส์ 10 ด้วยตัวเอง แต่ยังกังวลว่าจะยุ่งยากเสียเวลามั้ย หรือกลัวทำผิดขั้นตอน วันนี้เรามีขั้นตอนง่ายๆ สำหรับคนที่คิดจะทำเอง ด้วยขั้นตอนแบบ Step by step ตั้งแต่การเตรียม USB Flash drive มาใช้เป็นตัวบูตและติดตั้ง ไปจนถึงขั้นตอนการลง และปิดท้ายด้วยขั้นตอนหลังจากที่ลงวินโดวส์เสร็จแล้ว จะต้องทำอะไรเพิ่มให้สมบูรณ์ที่สุด

Windows10 cov3

แต่ก่อนจะไปลงวินโดวส์ 10 ควรจะต้องเตรียมสิ่งสำคัญเอาไว้ 2 เรื่องคือ Windows 10 ที่คุณจะใช้เป็นเวอร์ชั่นใด เหมาะสมกับการใช้งานของคุณหรือไม่ และลิขสิทธิ์หรือ License แต่ละแบบต่างกันอย่างไร ต่อไปจึงจะเป็นการจัดเตรียม USB แฟลชไดรฟ์ ที่ใช้สำหรับบูตและติดตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้ซื้อวินโดวส์ ที่เป็นแบบมีแฟลชไดรฟ์ติดตั้งมาด้วย หรือยากได้เวอร์ชั่นใหม่ ที่ไม่ต้องอัพเดตมากเกินไปจนเสียเวลา

windows 10 material wallpaper 1920x1200 1
  • Windows 10 Home: สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป
  • Windows 10 Pro: สำหรับการใช้งานทั่วไป และยกระดับมาเป็นธุรกิจขนาดเล็ก
  • Windows 10 Enterprise: สำหรับธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และระดับองค์กร

OEM (Original Equipment Manufacturer)
OEM จะเป็นลิขสิทธิ์ Windows แท้แบบสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่นั้นมักจะถูกติดตั้งมาแล้วกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะใน Notebook (ฝัง License ลงใน Mainboard) ผู้ใช้งานไม่จำเป็นจะต้องติดตั้ง Driver เพิ่มเติม สำหรับ OEM นั้น จะเป็น License ที่สามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น ไม่สามารถนำ License ย้ายไปใช้งานในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องเดิมแล้วก็ตาม (ซึ่งแสดงว่าหากเมนบอร์ดใน Notebook หรือคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ๆ เสียหายจนกระทั่งต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ ผู้ใช้ก็จะเสียสิทธิ์ในการใช้งาน License ของ Windows 10 ไปด้วยนั่นเอง)

FPP (Full Package Product)
License แบบ FPP นั้น จะมีความแตกต่างกับ OEM ตรงที่ผู้ใช้สามารถย้ายสิทธิ์ในการใช้งานจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไปยังเครื่องใหม่ได้ โดยผู้ใช้จะต้องลบซอฟต์แวร์ของ Windows ออกจากเครื่องเก่าก่อน แล้วจากนั้นจึงจะสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 ลงในเครื่องใหม่และทำการ Activate ได้ สำหรับ License แบบ FPP นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์ IT ทั่วไป โดยจะมีทั้งแบบที่เป็นลักษณะของ Flash Drive ติดตั้ง Windows (หรือบางที่จะมีลักษณะเป็น License Key มาให้ ในกล่อง แต่จะไม่มี Flash Drive สำหรับติดตั้งวินโดวส์มาให้ ผู้ใช้จะต้องเข้าไปทำการดาวน์โหลด Windows 10 จากทางเว็บไซต์ของ Microsoft ด้วยตนเอง)

Volume License
ในการลงวินโดวส์ 10 สำหรับ Volume License นั้น จะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ของ Windows จากทาง Microsoft สำหรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรและสถานศึกษา โดยรุ่นที่สามารถซื้อในรูปแบบนี้ได้ ได้แก่ Windows 10 Enterprise, Windows 10 Education, Windows 10 Mobile Enterprise และ Windows 10 IoT

สร้าง USB Flash Drive สำหรับติดตั้ง
ข้อดีของการทำแฟลชไดรฟ์ สำหรับติดตั้งวินโดว์ นอกจากจะง่าย ทำได้รวดเร็วแล้ว ยังใช้งานอย่างอื่นได้ นอกเหนือจากการใช้ติดตั้งวินโดว์ เช่น การแก้ไข ปรับปรุงระบบ รวมถึงกรณีที่เกิดความผิดปกติของระบบได้อีกด้วย เช่น บูตวินโดว์ไม่ได้ Recovery system ไฟล์เสีย ตรวจเช็คและหรือการใช้ Startup Repair และอื่นๆ อีกมากมายเลย

Download Windows 10 USB jpg 1 1

สิ่งที่ต้องเตรียมในการลงวินโดวส์ 10

1.แฟลชไดรฟ์ ความจุอย่างน้อย 8GB ที่ไม่มีข้อมูลใดๆ  เพราะเมื่อระบบเริ่มสร้างตัวบูตบนแฟลชไดรฟ์ ข้อมูลภายในจะถูกลบทั้งหมด

2.การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สำหรับใช้ในการดาวน์โหลดไฟล์ ISO ดาวน์โหลด Windows 10 USB

3.โน๊ตบุ๊คหรือพีซี ใช้สำหรับการสร้างตัวบูต ควรมีพอร์ต USB ว่างๆ สำหรับติดตั้ง USB แฟลชไดรฟ์สำหรับการสร้างตัวบูต

Download Windows 10 USB 2

เข้าไปที่หน้า ดาวน์โหลดวินโดว์ 10 แล้วคลิ๊ก “ดาวน์โหลดเครื่องมือทันที” 

ลงวินโดวส์ 10

เมื่อดาวน์โหลดไฟล์เสร็จ ให้ดับเบิลคลิ๊กไฟล์ที่ได้มา เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งเครื่องมือสร้างตัวบูต Windows ด้วยแฟลชไดรฟ์ ด้วย Windows 10 USB

Download Windows 10 USB 4 1

ถ้าติดตั้ง USB Flash drive ไว้แล้ว ให้เลือกที่หัวข้อ “Create installation media (USB Flash drive, DVD or ISO file) for another PC”

Download Windows 10 USB 5 1

เลือกภาษา และเวอร์ชั่นของวินโดวส์ ใส่เครื่องหมายหน้า Use the recommended options for this PC

Download Windows 10 USB 6 1

สร้าง boot Windows หัวข้อ Choose which media to use ให้เลือกไดรฟ์ที่จะนำไปใช้บูต ใช้แฟลชไดรฟ์ ให้เลือก USB flash drive แล้วคลิ๊ก Next

Download Windows 10 USB 7 1

ควรถอดไดรฟ์ที่ไม่ได้ใช้งานออก เพื่อไม่ให้สร้างผิดไดรฟ์ เลือกไดรฟ์ที่ใช้ เช่นตัวอย่างจากไดรฟ์ E: แล้วคลิ๊ก Next

Download Windows 10 USB 8 1

การดาวน์โหลด Windows 10 USB มาติดตั้งอยู่ในแฟลชไดรฟ์ ความเร็วอินเทอร์เน็ตและแฟลชไดรฟ์มีผลต่อการทำงาน

ลงวินโดวส์ 10

หากดาวน์โหลด Windows 10 มาติดตั้งในแฟลชไดรฟ์เสร็จเรียบร้อย ให้คลิ๊กทื่ Finish

Download Windows 10 USB 10 1

เปิด File Explorer กดปุ่ม Win+E เลือกไปที่ไดรฟ์ ที่เป็นแฟลชไดรฟ์ เช่น E: แล้วดูข้อมูลภายในไดรฟ์ว่าตรงกันถูกต้องมั้ย?

ลงวินโดวส์ 10

เมื่อได้แฟลชไดรฟ์ Windows 10 มาแล้ว ให้ติดตั้งลงบนพอร์ต USB ของโน๊ตบุ๊คหรือพีซี แล้วเตรียมการทำในขั้นตอนต่อไป

เริ่มการลงวินโดวส์ 10

ลงวินโดวส์ 10

ช่วงเวลานี้สำคัญมาก ปกติคอมพิวเตอร์จะถูกกำหนดให้เริ่มบูตจากฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ที่ติดตั้งไว้ในเครื่อง แต่เนื่องจากเราต้องการลงวินโดวส์ 10 ในเครื่องนี้ และต้องการให้บูตจาก USB Flash drive ในช่วงที่กำลังบูต เราจึงต้องกดปุ่มบนคีย์บอร์ด เพื่อเลือกตัวบูตให้ระบบเอง (Boot Device) ส่วนปุ่มที่เป็นตัวเลือกก็จะต่างกันออกไป เช่น F9, F11 หรือจะเป็น F2 ให้ศึกษาจากคู่มือเมนบอร์ดของคุณ

เสียบแฟลชไดรฟ์ กดปุ่มเพาเวอร์ ตั้งค่าการบูต

จากตัวอย่างนี้เป็นเมนบอร์ด ASRock ตัวเลือก Boot Device จะเป็น F11 และมีขึ้นมาว่า ต้องการจะให้บูตจากอุปกรณ์ใด และตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น หากคุณมีฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ในเครื่องจำนวนมาก อาจสร้างความสับสนในการเลือกไดรฟ์ และเพื่อป้องกันการฟอร์แมตผิดไดรฟ์ ควรถอดสายไดรฟ์ที่ไม่เกี่ยวข้องในการลงวินโดวส์ 10 ออกเสียก่อน จะปลอดภัยมากที่สุด

แถวที่ 1: AHCI: Crucial บรรทัดแรก จะเป็นไดรฟ์ SSD ที่เราต้องการติดตั้ง Windows 10 ลงไป

ส่วนแถวที่ 2: UEFI: ADATA USB Flash Drive 1100 เป็นแฟลชไดรฟ์ตัวบูต ที่เราสร้างเอาไว้ ให้เลื่อนปุ่มมีที่ Device อันนี้ จากนั้นคลิ๊กที่ Enter Setup

ลงวินโดวส์ 10

ระบบจะทำการเริ่มบูตใหม่อีกครั้ง และเริ่มกระบวนการต่อไป ในหน้าจอนี้ อาจเปลี่ยนไปตามโลโก้ของเมนบอร์ด หรือโน๊ตบุ๊คในแต่ละรุ่น อาจจะเป็น ASUS, MSI, GIGABYTE หรืออื่นๆ

ลงวินโดวส์ 10

จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่หน้าจอการลงวินโดวส์ 10 โดยจะเริ่มที่ 0% และตรงจุดนี้ ย้ำว่า ห้ามปิดเครื่อง กดปุ่มหรือทำอะไรก็ตาม ให้รอจนกว่าตัวเลข 0% จะขยับไปเรื่อยๆ

ลงวินโดวส์ 10

จากตัวอย่างนี้คือ มาที่ 96% แล้ว ให้เรารอจนกว่าจะเสร็จสิ้น และเข้าสู่หน้าจอต่อไป อย่าลืมว่า อย่ากดปุ่มปิดเครื่อง หรือดึงปลั๊กใดๆ ก็ตาม เพราะคุณอาจจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ หากช้า แต่ตัวเลขยังขยับไปเรื่อยๆ ก็ถือว่ายังทำงานปกติ

ตั้งค่าภาษาของระบบและคีย์บอร์ด

ลงวินโดวส์ 10

และเมื่อเสร็จจากกระบวนการ Install Windows ระบบจะบูตตัวเองใหม่ แล้วเข้าสู่หน้า “Let’s Start with region. Is this right?” ในส่วนนี้ให้เราเลือก Region หรือประเทศที่เราอยู่ หรือที่เราติดตั้งนี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตั้งค่า ภาษาเริ่มต้น ที่จะตั้ง Default ให้กับเครื่อง แต่ในขั้นตอนนี้ เราจะเลือกข้ามไปก่อน ด้วยการกด Yes กับภาษาหลักอย่าง US แล้วค่อยเข้าไปแก้ไขในภายหลัง เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วได้เช่นกัน ด้วยการเข้าไปที่ Region & Language หรือ Settings > Region > Region format แล้วเลือก Thailand

Windows 10 install 27

ถัดจาก Region ก็มาที่ Keyboard layout ตรงจุดนี้ จะใช้เป็นตัวกำหนดภาษาที่จะใช้บนคีย์บอร์ดของคุณ เดิมจะเป็น US อยู่แล้ว ที่ใช้กันทั่วไป แต่ถ้าจะปรับให้ภาษาไทยเป็นตัวแรก เริ่มต้น ก็ให้คลิ๊กเลือกที่ Thai ก็ได้ เช่นเดียวกัน คุณสามารถกด Yes เพื่อเข้าไปปรับตั้งค่าด้วยตัวเองในหน้า Language ได้เช่นเดียวกัน

ลงวินโดวส์ 10

ในหน้านี้จะให้คุณเพิ่มเลย์เอาท์คีย์บอร์ดชุดที่ 2 เข้ามาในระบบ จากก่อนหน้านี้ที่เราเลือก US keyboard ไว้เป็นภาษาแรก และหากต้องการเพิ่มภาษาที่ 2 ที่เป็นไทย เข้าไป ก็สามารถคลิ๊ก Add layout จากหน้านี้ได้ หรือจะกด Skip แล้วเข้าไปเพิ่มเติมในภายหลังได้เช่นกัน

ลงวินโดวส์ 10

เมื่อกด Skip แล้ว ระบบจะให้เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งคุณจะเลือกเชื่อมต่อในขั้นตอนนี้ก็ได้ แต่ระบบจะให้คุณทำงานลงทะเบียน Microsoft account ไปด้วยเลย แต่ถ้ายังไม่มีแอคเคาต์หรือยังไม่อยากเชื่อมต่อ ก็สามารถคลิ๊กที่ I don’t have internet ที่อยู่ทางมุมซ้ายล่างของหน้าจอ เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลย

ลงวินโดวส์ 10

ต่อจากขั้นตอนก่อนหน้า ไมโครซอฟท์ก็จะแนะนำฟีเจอร์ที่เมื่อคุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว จะได้ใช้อะไรบ้าง รวมถึงระบบก็จะให้ติดตั้งเพื่อพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น

  • Advanced Security and Privacy – ตั้งค่าความปลอกภัยให้กับระบบ
  • Free access to Office Online, Outlook, Skype, and more – ฟีเจอร์การใช้ Office online และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Cloud ด้วย OneDrive เป็นต้น
  • Unlock the best windows 10 features – ฟีเจอร์พิเศษบน Windows 10 อื่นๆ

หากคุณต้องการเซ็ตค่าเหล่านี้ ด้วยแอคเคาต์ของคุณ ก็สามารถต่ออินเทอร์เน็ตและเลือก Connect Now ได้ทันที แต่ก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ แล้วจึงจัดการในภายหลัง เพื่อความสะดวกในการติดตั้งได้เช่นกัน ให้เลือก Continue with limited setup

ตั้งชื่อและพาสเวิร์ดให้คอมของคุณ

ลงวินโดวส์ 10

มาถึงขั้นตอนนี้แล้ว ก็แสดงว่าใกล้ลงวินโดวส์ 10 เสร็จสิ้น “Who’s going to use this PC?” ใครคือผู้ใช้เครื่องนี้ ก็ใส่ชื่อพีซีของคุณไปได้เลย จะเป็นชื่อเล่น ชื่อจริง หรือใช้ชื่อสิ่งที่คุณชื่นชอบลงไปก็ได้ จะเป็นตัวเล็ก ใหญ่ หรีอใส่ตัวเลขก็ได้เช่นกัน เมื่อได้ชื่อแล้ว ให้คลิ๊ก Next

ลงวินโดวส์ 10

หลังจากใส่ชื่อ ว่าเป็นคอมของคุณ และคุณครอบครองสิทธิ์ในเครื่องนี้ เพื่อความเป็นส่วนตัว อาจใส่เป็นรหัสหรือ Password เข้าไปก็ได้ เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบใช้เครื่องของคุณโดยพละการ ซึ่งในส่วนของรหัสจะสั้นยาว ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ หรือถ้าใครไม่มีไอเดีย จะตั้งรหัสอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูวิธีการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยมั่นใจได้ หรือถ้ายังไม่สะดวก ก็กด Next ผ่านไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปใน User Accout แล้วตั้งพาสเวิร์ดในภายหลังได้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว Privacy

ลงวินโดวส์ 10

Windows 10 install 34

ในขั้นตอนก่อนจะเข้าไปสู่ Windows 10 จะให้คุณตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • Online speech recognition – การใช้คำสั่งเสียงร่วมกับ Cortana หรือแอพอื่นๆ ที่ใช้เสียงในการทำงาน หรือบางครั้งเป็นการบันทึกเสียง จะเปิดหรือไม่ก็ตามความเหมาะสม
  • Find my device – โหมดค้นหาอุปกรณ์ ในกรณีที่โน๊ตบุ๊คหรืออุปกรณ์ของคุณสูญหาย โดนโจรกรรม ยังพอใช้ฟีเจอร์นี้ทำงานร่วมกับ Location ในการติดตาม
  • Inking & Typing – จะเป็นการส่งข้อมูลการสั่งการด้วยเสียง และการพิมพ์ตัวอักษรส่งกลับไปยัง Microsoft เพื่อใช้ในการปรับปรุงด้วยหรือไม่ ปิดได้หากไม่ต้องการ
  • location – ระบุที่ตั้งหรือตำแหน่งของคุณ เพื่อใช้ร่วมกับแอพบางตัวหรือเสริมการให้บริการที่ต้องการข้อมูลที่อยู่โดยรอบตัวคุณได้ เปิดหรือไม่เปิดก็ได้
  • Diagnostic Data – ส่งข้อมูลการเข้าถึงของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บเบราว์เซอร์ แอพ และอุปกรณ์ รวมถึงข้อผิดพลาดในการใช้งาน เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไข
  • Tailored experiences – ไมโครซอฟท์จะใช้ข้อมูล Diagnostic datda ของคุณในการแนะนำสิ่งที่เหมาะสมในการนำเสนอ ทั้งเรื่องการใช้งาน และโฆษณา
  • Advertizing HD
ลงวินโดวส์ 10

ในหน้านี้จะให้คุณได้เตรียมใช้งานการสั่งงานด้วยเสียง หรือการใช้งานด้วยการตั้งค่าเสียง โดยการใช้ Cortana ถ้าเลือก Accept ก็จะเข้าสู่การตั้งค่าใช้งานได้ทันที แต่ถ้ายังไม่ต้องการให้เลือก Not Now เพื่อตั้งค่าในภายหลังได้

Windows 10 install 36

ทักทายกัน หลังจากที่ฝ่าฟันกันมานาน ใครที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่เตรียมยิ้มได้แล้ว

ลงวินโดวส์ 10

ถ้าคุณมาถึงในหน้านี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะใกล้ที่จะเข้าสู่ปลายทางการติดตั้งวินโดวส์ที่คุณรอคอยแล้ว

ลงวินโดวส์ 10

หลังจากที่เข้ามาสู่หน้าต่าง Windows 10 ได้เรียบร้อย ในเบื้องต้นให้ทำการเชื่อมต่อเครือข่าย ไม่ว่าจะต่อสาย LAN หรือเชื่อมต่อ Wireless LAN ก็ตาม เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อให้ Windows 10 ทำการปรับปรุงและตรวจเช็คตัวเองในเบื้องต้น สังเกตได้ว่า เมื่อเริ่มต่อเน็ตแล้ว จะมีการเช็คไดรเวอร์ของ เมาส์ คีย์บอร์ด และสิ่งที่เชื่อมต่ออื่นๆ แบบอัตโนมัติอีกด้วย

คำถามต่อมา สิ่งที่ต้องทำหลังจากที่ลงวินโดวส์ 10 เสร็จแล้ว มีอะไรต้องทำอีกบ้าง?

Update Windows:

ลงวินโดวส์ 10

Update Windows: เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ หลังจากที่คุณลงวินโดว์ 10 และต่ออินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว เพราะนอกจากจะช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบให้ดีขึ้น อุดช่องโหว่ และแก้บั๊กต่างๆ ก็จะมีผลกับการอัพเดตไดรเวอร์ ในขั้นตอนต่อไปด้วย การอัพเดตวินโดวส์ ให้เลือกที่ Settings > Update & Security > เลือกที่ Check for Update

Update Driver:

Update Driver: เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องทำ เมื่อลงวินโดว์ พร้อมกับ Update Windows เรียบร้อยแล้ว เพราะไดรเวอร์พื้นฐานที่ระบบมีให้ หลายครั้งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เก่ากว่า เพราะมากับระบบเป็นค่าพื้นฐานให้ใช้งานได้เท่านั้น วิธีการอัพเดตไดรเวอร์มีอยู่มากมายเลยทีเดียว เช่น การเข้าไปที่ Device Manager แล้วเลือกอัพเดตทีละตัว

Screenshot 10

หรือไดรเวอร์บางตัว เช่น การ์ดจอ เมนบอร์ด อาจจะใช้วิธีเข้าไปในเว็บไซต์ผู้ผลิตแต่ละราย เช่น nVIDIA หรือ AMD แล้วเลือกตามฮาร์ดแวร์ที่คุณใช้ในแบบ Step by step ที่แนะนำ จะง่ายที่สุด

อัพเดตไดรเวอร์การ์ดจอ >> nVIDIA

อัพเดตไดรเวอร์การ์ดจอและชิปเซ็ต >> AMD

อัพเดตไดรเวอร์ >> Intel

สำหรับคนที่เพิ่งลงวินโดวส์ใหม่ แล้วต้องการเปลี่ยน ภาษา ด้วยปุ่ม ~ ตัวหนอน ที่อัพเดตล่าสุดหลังเวอร์ชั่น v.1909 ไปแล้ว หลังจากที่เพิ่มภาษาไทยเข้ามา และจะสลับใช้กับภาษาอังกฤษ US ที่เป็นค่าเริ่มต้น อาจไม่สะดวก ซึ่งขั้นตอนอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก็สามารถ สลับภาษา ได้เอง แบบง่ายๆ ในไม่กี่ขั้นตอน

เปลี่ยนภาษาด้วยปุ่ม ~ ตัวหนอน

ลงวินโดวส์ 10

คลิ๊กขวาที่ไอคอนภาษา บริเวณ Taskbar ด้านล่างขวาของหน้าจอ แล้วเลือกที่เมนู Language preferences

ลงวินโดวส์ 10

เมื่อเข้ามาที่หน้า Language ให้เลื่อนเมาส์ลงมาที่ Choose an input method to always use as default ในหัวข้อ Preferred language

ลงวินโดวส์ 10

เมื่อเข้ามาในหน้า Override for default input method ให้เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Input language hot keys จากนั้นเมื่อเข้าสู่หน้าต่าง Change Key Sequence ให้ใส่เครื่องหมาย Grave Accent (~) ในแถบด้านซ้าย ใต้หัวข้อ Switch Input Language แล้วคลิ๊ก OK และอย่าลืม คลิ๊ก Apply และ OK ในหน้า Text Services and Input Languages เพื่อเป็นการยืนยันการใช้งาน เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถสลับภาษา หรือ เปลี่ยนภาษา ผ่านทางปุ่ม ~ ตัวหนอน ได้แล้ว

Windows Activate

และสุดท้าย เมื่อซื้อ Windows 10 ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์มาแล้ว ก็ใส่ Product key ตามที่ระบุไว้ในกล่องหรือในแพ็คเกจให้เรียบร้อย จากนั้น Activate ไปตามขั้นตอน เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ ที่เหลือก็อยู่ที่ความต้องการของคุณเองแล้ว ว่าจะติดตั้งโปรแกรม เกมหรือยูทิลิตี้อื่นๆ มาเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการติดตั้ง Windows 10 แบบง่ายๆ Step by step ที่คุณสามารถทำเองได้ ส่วนใครที่ติดในขั้นตอนใด หรืออยากให้เราแนะนำเพิ่มเติม คอมเมนต์มาสอบถามได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/web/549008-install-windows-10-step-by-step

Calling คืออะไร? ทำไมต้องตามหางานที่เรารัก

“ถ้าได้ทำงานที่คุณรัก คุณจะไม่ต้องทำงานเลยสักวัน” ใครซักคนได้กล่าวไว้ จนกลายเป็นประโยคคลาสสิคที่คอยเตือนใจให้หลายคนมุ่งค้นหาสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ

แต่จะมีผู้โชคดีสักกี่คนที่ได้ทำงานที่รัก เชื่อว่าทุกคนก็อยากทำงานที่ชอบ มีรายได้ที่เหมาะสมกันทั้งนั้น แต่ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายๆ อย่างอาจทำให้ได้งานที่ไม่ตรงกับความต้องการ

ส่วนใหญ่ยังคงต้องตื่นมาเจอกับเช้าวันจันทร์ที่ไม่อยากให้มาถึง และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะถึงวันศุกร์ พร้อมกับความรู้สึกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ผ่านไปไวจริงๆ

ผู้เขียนเลยอยากจะมาพูดถึงวิธีตามหา Calling หรือ ‘งานที่รัก’ ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง ดังนี้

งานท่ีทำแล้วมีความสุข – แน่นอนว่าทำงานที่รักเราต้องมีความสุข ไม่ได้หมายความว่าเป็นงานที่ไม่เครียดหรืองานที่สบาย เพราะงานทุกงานย่อมมีปัญหาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่มุมมองในการทำงาน เช่น ความสนุก ความมุ่งมั่น ความถนัด เลิกงานก็อยากจะทำมันอยู่ นอนหลับฝันก็ยังคิดถึงงาน

งานที่มีความหมาย – งานที่ดีต้องทำให้เราภูมิใจ งานที่ดีจึงไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนดี แต่ต้องเป็นงานที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของตัวเอง ภูมิใจกับงานตรงหน้าและรู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย ได้ส่งต่อคุณค่าให้กับสังคมในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรากระหายที่จะเรียนรู้ต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการทำงาน

มีรายได้ที่เพียงพอ – งานซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่อยากได้ต้องใช้เงินซื้อ แม้ว่าจะได้ทำงานที่ชอบแค่ไหนแต่รายได้ไม่เพียงพอก็คงไม่มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือการผ่อนสิ่งต่างๆ ทุกอย่างล้วนใช้เงินทั้งนั้น

แล้วเราจะตามหางานที่รักได้อย่างไร?

1. สังเกตตัวเอง คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ไปได้มากกว่าตัวเราเอง เป็นคนแบบไหน ชอบทำงานแบบไหน ถนัดอะไร อะไรที่ทำได้ดีที่สุด หากเรารู้ว่าเราชอบอะไรและมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาศักยภาพ เราก็สามารถสร้างมูลค่าจากความสามารถของเราได้

2. ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ หลายคนไม่ค้นพบตัวเองซักที จะเลือกสายวิทย์หรือศิลป์ เลือกเข้าคณะอะไรดี ทำงานอะไรดี การค้นหาสิ่งที่ชอบสุดท้ายก็ต้องลงมือทำ ลองไปสัมผัสประสบการณ์เพื่อพิสูจน์มัน ทั้งนี้งานที่รักของเราอาจไม่ได้เป็นงานที่พบเจออยู่ทั่วไปก็ได้ เมื่อ 10 ปีก่อนใครจะไปคิดว่าเล่นเกมส์ หรือการกินอาหารให้คนอื่นดูจะกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้

อ้างอิง Learn, Forbes,

 

from:https://www.thumbsup.in.th/calling-jobs-we-love?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=calling-jobs-we-love

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค 9 ปัญหาที่เจอบ่อย แก้ไขอย่างไร ค่าซ่อมแพงมั้ย เรามีคำตอบ

อาการผิดปกติที่เกิดกับโน๊ตบุ๊ค บางทีก็เกินกำลังในการซ่อมโน๊ตบุ๊คด้วยตัวเอง เพราะฮาร์ดแวร์หลายขิ้น อะไหล่หลายตัว ไม่สามารถให้ผู้ใช้ทั่วไป มาเปิดซ่อมหรือแก้ไขได้เอง เปิดเครื่องไม่ติด ลำโพงไม่มีเสียง จอดับ บูตไม่เข้าระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มีทางเดียวก็ต้องส่งซ่อมเท่านั้น

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

แต่จะเช็คอย่างไร ว่าอาการใด ต้องยกไปหาช่าง เข้าศูนย์ซ่อมโน๊ตบุ๊ค ในเบื้องต้นง่ายๆ เลยคือ สังเกตว่าเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น การใช้แฟลชไดรฟ์บูตเข้าเครื่องด้วยตัวเอง หรือการ Reset PC ได้ตามปกติ รวมถึงบางคนอาจจะพอแกะอุปกรณ์ เช่น แรม หรือ SSD, HDD เอามาทดสอบ ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ หรือบางคนอาจจะอยู่ในระดับ Advanced ที่สามารถถอดเปลี่ยนหน้าจอได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน ดังนั้นสิ่งที่อาจจะต้องพอรู้ไว้ ก็จะเป็นเรื่องของอาการ ที่คุณจะต้องสังเกตได้ และบอกเล่ากับช่างที่รับซ่อมสินค้าของคุณได้อย่างละเอียด เพราะจะคล้ายกับการที่คุณไปหาหมอ หากบอกอาการได้ละเอียดครบถ้วน ก็จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้ครบถ้วนและรวดเร็วยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่า คุณก็จะหายได้เร็วกว่าการที่ไปแบบไม่แน่ใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การรับประกัน เราเคยอาจได้ยินการรับประกันที่มีหลายรูปแบบ เช่น ประกัน 3 ปี ประกันอุบัติเหตุ ประกัน On-site service หรือเป็นแบบ Carry on ซึ่งสิ่งเหล่านี้คืออะไรกันบ้าง อาจจะต้องทำความเข้าใจไว้บ้าง เพื่อที่จะไม่เสียสิทธิ์ของคุณเอง รวมถึงในแต่ละที่ก็จะมีเงื่อนไขในการรับประกันสินค้าที่อาจต่างกันออกไปดังนี้

  • On-site service เป็นการรับประกันแบบมาซ่อมให้ถึงที่ จะเปลี่ยนอะไหล่ หรือซ่อมแซมในเงื่อนไข
  • Next Business Day จะคล้ายกัน เพียงแต่จะมาซ่อมให้ในวันถัดไป หลังจากที่แจ้ง
  • Carry-In Service ผู้ใช้นำโน๊ตบุ๊คเข้าไปให้ทางศูนย์ซ่อมด้วยตัวเอง
  • แต่กรณีที่ไม่เร่งด่วนหรือผู้ใช้ยังพอทำเองได้ หลายที่ก็จะมีบริการให้ข้อมูลด้านเทคนิค ตั้งแต่เรื่องซอฟต์แวร์ ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ผู้ใช้พอแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นได้

Fixed Notebook 2020 9

ส่วนเงื่อนไขเพิ่มเติมในการรับประกัน ก็จะค่อนข้างคล้ายกันเกือบทุกค่าย

  • ไม่เกิดจากการตกหล่น แตก บิ่น หัก
  • ไม่รับประกันในส่วนที่เสียหายจากสัตว์ แมลงหรือมีมด หนู ไปทำรังเป็นต้น
  • เสียหายอันอาจเกิดจากอุปกรณ์ต่อพ่วง
  • หรือมีการดัดแปลงนอกเหนือไปจากที่ผู้ผลิตกำหนดให้
  • การรับประกันฮาร์ดแวร์ เช่น แบตเตอรี่ อแดปเตอร์ รับประกัน 1 ปี
  • ซอฟต์แวร์มาตรฐานในเครื่องรับประกัน 30 วัน
  • หน้าจอมี Dot หรือ Dead pixels ต้องมีตั้งแต่ 4 จุดขึ้นไป

แต่บางค่าย ก็จะมีการรับประกันนอกเหนือจากการใช้งานปกติ เช่น เกิดอุบัติเหตุ ตกหล่น น้ำหกใส่ หรือไฟฟ้าลัดวงจร แบบนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนถ้านอกเหนือจากนั้น อาจจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20% ของค่าซ่อมเป็นต้น

อาการที่เจอบ่อยและค่าใช้จ่ายซ่อมโน๊ตบุ๊ค

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

1.เปิดเครื่องไม่ติด บูตไม่เข้าวินโดว์

เนื่องจากการบูตระบบมีปัญหาหรืออาจคาบเกี่ยวไปที่ฮาร์ดแวร์ด้วย ส่วนใหญ่มักจะไปจบที่การ ฟอร์แมต ลงวินโดวส์ใหม่ และไม่มีใครอยากจะต้องทำแบบนั้นจริงๆ ถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจมีผลต่อข้อมูลและโปรแกรมที่เซ็ตไว้ดีแล้ว แต่กรณีที่เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรืออุปกรณ์บางอย่างทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น แรม ฮาร์ดดิสก์หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ติดตั้งมายบนเมนบอร์ด อาจทำให้เกิดการรีบูตแบบไม่หยุดหรือบูตไม่เข้าระบบ ฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ก็มีส่วนสำคัญทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ให้ลองนำฮาร์ดดิสก์ที่มี มาลองติดตั้งและบูตเข้าสู่ระบบดูก่อน เผื่อว่าฮาร์ดดิสก์เริ่มเสียหรือบางส่วนเสียหาย ทำให้ไม่อ่านไฟล์ในจุดดังกล่าวได้ ก็มีผลทำให้ไม่สามารถบูตเข้าระบบได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่แน่ใจจริง หรือไม่อยากแกะด้วยตัวเอง ส่งศูนย์ซ่อมน่าจะปลอดภัยและสะดวกกว่า

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: เฉพาะค่าฮาร์ดดิสก์ 1TB อยู่ที่ราวพันกว่าบาท ส่วนถ้าเป็น SSD ก็อยู่ที่ประมาณ ไม่ถึงพันบาท ไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับความจุและรูปแบบ ยังไม่รวมค่าแรง

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

2.จอภาพดับ

จอภาพเปิดไม่ติด ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาการที่หนักพอควร สำหรับผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค เปิดคอมติด แต่ไม่ขึ้นภาพ จอดำ ไม่แสดงผล อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ได้จำเพาะว่าเกิดจากหน้าจอเท่านั้น แต่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งตัวเครื่อง เมนบอร์ด สายแพและจอแสดงผล ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะแก้ไขด้วยตัวเองได้ยาก เพราะอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใน หากไม่ชำนาญในการแกะโน๊ตบุ๊ค ก็ไม่แนะนำที่จะให้ทำด้วยตัวเอง ลองกดปุ่มเพาเวอร์เพื่อเข้าสู่ระบบ จากนั้นกด F2 หรือปุ่มสำหรับการเข้าสู่ BIOS ส่วนจะเป็นปุ่มใด ก็ขึ้นอยู่กับโน๊ตบุ๊คในแต่ละรุ่น ในขั้นต้นนี้ลองดูก่อนว่าสามารถเข้าไบออสได้หรือไม่ หากไม่มีสัญญาณใดๆ เข้าสู่หน้าจอ ก็อาจคาดการณ์ได้ว่า เกิดปัญหาที่ในส่วนของ จอไม่ติด การแสดงผลและสายสัญญาณที่ต่อเข้าหน้าจอนั่นเอง ส่วนถ้าแสดงผลได้ในส่วนของไบออส แต่ยังเข้าระบบปฏิบัติการไม่ได้ ก็เป็นได้ว่าเกิดจากในส่วนของซอฟต์แวร์หรือโปรแกรม แต่ถ้าระบบไม่สามารถที่จะแสดงผลได้เลย ไม่ว่าจะแก้ไขในส่วนใดแล้วก็ตามแต่ ก็น่าจะเกิดความเสียหายบนเมนบอร์ด กราฟฟิกหรือชิปเซ็ตที่อยู่ภายใน ซึ่งก็คงจะเกินจากความสามารถของเรา มีเพียงวิธีเดียวก็คือ ต้องส่งเคลมหรือศูนย์ซ่อมเท่านั้น ในการตรวจเช็คอาการและแก้ไข

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: หากเป็นที่จอภาพ อาการจอดับ ไม่ขึ้นภาพ ค่าซ่อมอยู่ที่ราว 2,500 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความเสียหาย หรือคุณภาพของจอภาพในแต่ละรุ่น ซึ่งถ้าเปลี่ยน ก็อาจจะสูงกว่า 3,000 บาท++ บนจอภาพความละเอียด Full-HD ขึ้นไป

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

3.ลำโพงไม่มีเสียง

โดยปกติของระบบเสียง ของคอมพิวเตอร์นั้น เครื่องหมายลำโพงจะมีรูปลำโพงคือปกติ แต่ถ้าเป็นเครื่องหมายอื่นแสดงว่าระบบเสียงของเราอาจมีปัญหา ต้องรีบเช็คเพื่อให้ความบันเทิงของเรากลับมาเหมือนเช่นเดิม สังเกตว่า ตัวลำโพง ไม่ได้ขึ้นเครื่องหมายผิดปกติ ซึ่งเกิดจาก Windows รายงานความผิดพลาด รูปลำโพงกลายเป็นเครื่องหมายสีแดงแบบนี้ ซึ่งหมายถึงปิดการทำงานของลำโพง อาจจะเผลอไปกดที่ปุ่ม Hotkey หรือการคลิ๊กผิดไปโดนก็ตาม ดังนั้นแม้จะปรับ Volume ให้ดัง เสียงก็ไม่ออกมา เวลาแก้ไข ให้กดที่รูปลำโพงที่อยู่ด้านใต้แถบระดับเสียงหนึ่งครั้ง ให้เครื่องหมายกลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าลำโพงเสียงไม่ออก? เสียงยังไม่ดัง ก็ให้เราไป Device Manager โดยให้เราคลิกขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties จะมีคำสั่ง Device Manager แสดงอยู่เป็นคำสั่งแรกของแถบฝั่งซ้ายมือ ให้เราคลิกเข้าไปแล้วดูที่ไดร์เวอร์รูปลำโพงที่ติดตั้งเอาไว้ในเครื่อง ซึ่งถ้ามีเครื่องหมายสามเหลี่ยมสีเหลือง ก็อาจเป็นไปได้ว่า ไดรเวอร์ Speaker หายไป ถูกลบออก หรือลำโพงเสียก็เป็นได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องส่งซ่อม

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: ลำโพงโน๊ตบุ๊คเฉพาะค่าอะไหล่ เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ไปจนถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับโน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่น เพราะบางรุ่นมาเฉพาะลำโพง แต่บางรุ่นมีซับวูเฟอร์มาด้วย รวมถึงอาการเสียข้างเคียง ซึ่งไม่รวมถึงชิปเสียงที่เป็นคอนโทรลเลอร์บนเมนบอร์ด

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

4.แบตไม่เก็บไฟ แบตหมดไว

อาการแบตเสื่อมแบตเสีย อาจทำให้ไม่สามารถบูตเครื่องได้ เนื่องจากเกิดอาการแบตเสื่อม ซึ่งเช็คได้ง่ายๆ ด้วยการ ชาร์จแบตด้วยการต่อไฟจากที่ชาร์จเอาไว้ จนกว่าจะเต็ม จากนั้นคลิกขวาที่ปริมาณแบตใน System tray ว่าเต็มหรือไม่ ถ้าแบตเริ่มเสื่อมมักจะชาร์จไม่เต็ม เพราะประสิทธิภาพในการเก็บประจุลดลง จากนั้นเปิดเครื่องในหน้า Windows ทิ้งไว้ ไม่ต้องใช้งาน แล้วดูว่าแบตลดลงรวดเร็วหรือไม่ โดยปกติ ก็จะค่อยๆ ลดลงนิดหน่อย กรณีที่ Idle บน Windows อยู่ๆ แบตลดลงไปเกือบครึ่งในไม่กี่นาที หรืออยู่ดีๆ เครื่องดับ ก็แสดงว่าแบตเสื่อมเยอะแล้วไม่เก็บไฟ การแก้ไขมี 2 ทางคือ ต่อไฟขณะใช้งานตลอดเวลา อาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานนอกบ้าน หรือจะเปลี่ยนแบตลูกใหม่ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: สนนราคาของการซ่อมโน๊ตบุ๊ค ด้วยการเปลี่ยนแบตรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่ได้แพงมาก จะเลือกแบบของแท้หรือของเทียบ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมตามงบประมาณในกระเป๋า ราคาเริ่มต้นกับแบต 3-cell ที่ประมาณพันกว่าบาท ไปจนถึงรุ่นท็อปๆ หรือบางรุ่นอะไหล่หายาก เช่นกลุ่มโน๊ตบุ๊คบางเบาหรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวใหญ่ ราคาก็อาจจะสูงขึ้นไปอีก

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

5.โน๊ตบุ๊คร้อนแล้วดับ

อาการโน๊ตบุ๊คร้อนแล้วดับ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โน๊ตบุ๊คมีระบบการระบายความร้อนที่จำกัดกว่าคอมพีซี จึงร้อนได้ง่าย ฝุ่นเข้าไปสะสม ทำให้ระบบระบายความร้อน เช่น พัดลม ทำงานไม่เป็นปกติ โน๊ตบุ๊คโดนกระแทก หรือตกหล่น เพราะอาจทำให้พัดลมระบายความร้อนเสียหาย การซ่อมโน๊ตบุ๊คในเบื้องต้นอาจจะไม่ได้ทำให้โน๊ตบุ๊คเสียหาย ช่างที่ชำนาญอาจจะแค่ แกะพัดลมและซิงก์ออกมาทำความสะอาดและทาซิลิโคนเข้าไปใหม่ รวมถึงปัดฝุ่นที่พัดลม หรือที่ขวางทางเข้าออกของอากาศ ก็ช่วยให้โน๊ตบุ๊คกลับมาเย็นเหมือนเดิมได้แล้ว แต่ถ้าในกรณีที่ไปเจอปัญหาใหญ่ เช่น พัดลมเสีย ก็ต้องว่ากันตามอาการ

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: โชคดีที่ปัจจุบัน พัดลมโน๊ตบุ๊คมีอะไหล่ค่อนข้างหาง่าย และมีทดแทนในแต่ละรุ่นได้พอสมควร จึงเปลี่ยนได้ง่ายกว่าในอดีต แต่เรื่องของราคาในบางรุ่น อาจจะแพงอยู่บ้าง สนนราคามีตั้งแต่หลักร้อยต้นๆ ขึ้นไป ยังไม่รวมค่าดำเนินการ

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

6.Blue screen บ่อย

Blue screen หรือ BSOD มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งจากฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจเช็คระบบให้พร้อมสำหรับการทำงาน ที่พบกันบ่อย จะเป็นเรื่องของ แรม ฮาร์ดดิสก์และซอฟต์แวร์หรือยูทิลิตี้ที่ติดตั้งไว้ ความไม่เข้ากันหรือไฟล์ระบบบางส่วนเสียหาย ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหานี้ได้ แต่ที่เจอกันบ่อยก็หนีไม่พ้นปัญหาแรมเสีย อาจจะเป็นแรมออนบอร์ดหรือเป็นสล็อตแรมแยกก็ตาม รวมไปถึงฮาร์ดดิสก์ที่ติด Bad sector รวมไปถึงเมนบอร์ดของโน๊ตบุ๊กเกิดความเสียหาย ทั้งการลัดวงจร ชิปหรือแผงวงจรมีปัญหา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผู้ใช้ทั่วไปอาจแก้ไขเองไม่ได้ ต้องส่งช่างที่ศูนย์ ถอดเปลี่ยนหรือซ่อม แล้วแต่กรณี

ค่าใช้จ่ายในการซ่อมโน๊ตบุ๊ค: การเปลี่ยนเป็นแนวทางที่ดีที่สุด สนนราคาของแต่ละชิ้นก็ต่างกันออกไป เช่น แรม DDR4 8GB ตกประมาณพันกว่าบาท หรือจะเป็นฮาร์ดดิสก์ 1TB ก็ราคาพอๆ กับแรมที่ว่ามา แต่ถ้าเป็น SSD ก็แล้วแต่ความจุ ว่ากันตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไป ส่วนถ้าเป็นการซ่อมชุดเก็บประจุบางชิ้นก็ไม่แพง แต่ถ้าเปลี่ยนทั้งบอร์ดก็หลายพันบาทเลย

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

7.ต่ออินเทอร์เน็ต เชื่อมต่อ WiFi ไม่ได้

อาการนี้ค่อนข้างชัดว่าเกิดปัญหาจากคอนโทรลเลอร์ WiFi ที่อยู่ในโน๊ตบุ๊ค อาจจะเช็คอาการได้โดย ใช้มือถือหรือคอมเครื่องอื่น เชื่อมต่อ WiFi ตัวเดียวกัน ถ้าใช้งานได้ ก็พอชี้ชัดได้ว่าเป็นปัญหาที่โน๊ตบุ๊ค ในเบื้องต้นอาจจะใช้วิธี Install Driver Wireless controller เข้าไปใหม่ หรืออัพเดตให้เป็นตัวล่าสุด รวมถึงลองปิดและเปิดการทำงานของ WiFi เช็คใน Device Manager ว่ายังสามารถ Detect สัญญาณได้ตามปกติหรือไม่ ซึ่งถ้าทั้งหมดยังใช้ไม่ได้ ก็พอมี 2 วิธีให้เลือกคือ แบบแรก ซื้อโมดูล USB WiFi มาติดตั้ง ข้อดีคือ ใช้งานได้เลย ข้อเสียคือ เสียพอร์ต USB ไปและต้องถอดเข้าออกทุกครั้ง อีกแบบหนึ่งคือ ส่งซ่อม ข้อดีคือ กลับมาใช้งานได้ปกติ ข้อเสียคือ มีค่าใช้จ่าย และต้องส่งโน๊ตบุ๊คไปซ่อมอาจใช้เวลาหลายวัน

ค่าใช้ในการซ่อม: โดยปกติถ้าเป็นโมดูลที่ไม่ได้ฝังมาบนเมนบอร์ด ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องยาก เปลี่ยนชิ้นโมดูลราคาไม่แพงมากนัก แต่ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คบางๆ เบาๆ อาจจะต้องซ่อมและถอดเปลี่ยน ซึ่งใช้เวลาและฝีมือ ราคาอาจจะสูงในระดับพันบาท

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

8.คีย์บอร์ดกดไม่ติด

อาการคีย์บอร์ดกดไม่ติด หรือติดบ้างไม่ติดบ้าง ก็อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลักๆ คือ สายแพที่ต่อเข้ากับบนบอร์ดมีปัญหา แต่ถ้าโชคดีก็แค่หลวม ช่างเปิดเครื่องขยับเล็กน้อยก็ทำงานได้แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการตกหล่นหรือเจอกระแทก แต่ถ้าสายหักก็ต้องเปลี่ยนใหม่ อาการแบบนี้เช็คด้วยการแกะเครื่องเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นเครื่องในหลายๆ ปีก่อน แต่ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน สามารถแกะออกมาดูได้ไม่ยากนัก

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: อาการนี้ถือว่าไม่น่ากลัวสักเท่าไรในการซ่อมโน๊ตบุ๊ค เพราะถ้าดูจากราคาของคีย์บอร์ดที่เป็นอะไหล่วางจำหน่ายอยู่นั้น เริ่มที่หลักร้อย ไปจบที่พันกลางๆ ถึงสองพัน แต่คุณอาจจะต้องเสียเวลาค่อนข้างนานในการส่งซ่อม

ซ่อมโน๊ตบุ๊ค

9.บานพับและกรอบจอแตก

เป็นอาการที่เรียกว่าค่อนข้างน่าห่วง เพราะปัญหาแรกคือ ถ้าซ่อมแล้วไม่สวย ก็ไม่น่าใช้ รวมถึงบานพับก็เป็นสิ่งสำคัญ เปิดไปเปิดมา ก็อาจจะเสียได้อีก และที่สำคัญคือ บานพับก็จะเกี่ยวข้องกับบรรดาสายแพ สายสัญญาณต่างๆ อาจส่งผลทำให้สิ่งเหล่านี้เสียหายได้อีกด้วย หากซ่อมแล้วไม่จบ ดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องส่งซ่อมแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายลุกลามได้ อาการที่เจอคือ กรอบจอเริ่มเปิดอ้า ไม่แนบไปกับแผงจอ หรือปิดพับโน๊ตบุ๊คลงไม่สนิด มักจะเจอได้บนโน๊ตบุ๊คที่ใช้มาหลายปี หรือหล่นกระแทกจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในการซ่อม: เนื่องจากกรอบบานของหน้าจอนั้น จะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ซึ่งจะไม่เหมือนกัน บางรุ่นที่นิยม มีจำหน่ายในบ้านเราเยอะ ก็มักมีเป็นสต๊อกสำรองเอาไว้ บางครั้งเบิกศูนย์ยังพอได้ แต่บางรุ่นก็อาจจะต้องสั่งและรออะไหล่ ซึ่งผู้ใช้จะเปลี่ยนเองก็ได้ หากสั่งของจากต่างประเทศ แต่ก็ค่อยแนะนำ เพราะโอกาสที่ทำพลาด แตกหักก็มี เพราะเครื่องมือไม่พร้อม ก็ยิ่งทำให้เสียเวลา เสียเงินเพิ่มขึ้น ฝากทางร้านหรือศูนย์ที่วางใจได้เปลี่ยนให้ แถมยังมีประกันร้านให้อีก เพิ่มเงินไม่มาก แต่อุ่นใจได้มากกว่า

from:https://notebookspec.com/web/547679-fixed-9-problem-notebook-2020

ถูกหวยขึ้นรางวัลได้ที่ไหน เช็กอัตราค่าธรรมเนียมแต่ละที่

วันสำคัญวนมาถึงทีไรใจเต้นทุกที แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากเป็นเศรษฐี งวดนี้อาจจะถึงเวลาของเราแล้วก็ได้ เตรียมพร้อมสำหรับการถูกหวยไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย

รวมสถานที่ขึ้นเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ละที่มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน รวมถึงมีเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมที่ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.สลากที่ถูกรางวัลพร้อมลงชื่อหลังสลาก

2 .บัตรประชาชน

ขั้นตอนการรับรางวัล

1.ติดต่อสอบถามและรับบัตรคิว

2.รับเงินรางวัลและชำระค่าอากรแสตมป์/ภาษี

อยากรวยต้องไปทางไหน

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

แน่นอนว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ต้องไปขึ้นเงินรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดตั้งแต่เวลา 8.30-15.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์​ เบอร์โทรติดต่อ 02-528-9682 และ 02-528-9732

เงื่อนไข: หากถูกรางวัลไม่เกิน 20,000 บาทรับเงินสด หากมากกว่านั้นรับเช็คเงินสดไปขึ้นเงิน

ค่าธรรมเนียม: 0.5% ของเงินรางวัล

ธนาคารกรุงไทย

เปิดให้บริการจ่ายเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีค่าธรรมเนียมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจะคิด 1% ของรางวัลที่ได้ บวกรวมเข้ากับ ค่าอากรสแตมป์อีก 0.5% ก็จะเท่ากับถูกหักออกจากเงินรางวัลที่ได้เป็นจำนวน 1.5%

เงื่อนไข: แลกได้ทุกรางวัลยกเว้นรางวัลที่ 1 ไม่รับแลกสลากถูกรางวัลงวดย้อนหลัง

ค่าธรรมเนียม: 1.5% ของเงินรางวัล

ธ.ก.ส.

เปิดให้บริการจ่ายเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีค่าธรรมเนียมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจะคิด 1% ของรางวัลที่ได้ บวกรวมเข้ากับ ค่าอากรสแตมป์อีก 0.5% ก็จะเท่ากับถูกหักออกจากเงินรางวัลที่ได้เป็นจำนวน 1.5%

เงื่อนไข: แลกได้ทุกรางวัลยกเว้นรางวัลที่ 1 ไม่รับแลกสลากถูกรางวัลงวดย้อนหลัง

ค่าธรรมเนียม: 1.5% ของเงินรางวัล

ธนาคารออมสิน

เปิดให้บริการจ่ายเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีค่าธรรมเนียมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจะคิด 1% ของรางวัลที่ได้ บวกรวมเข้ากับ ค่าอากรสแตมป์อีก 0.5% ก็จะเท่ากับถูกหักออกจากเงินรางวัลที่ได้เป็นจำนวน 1.5%

เงื่อนไข: แลกได้ทุกรางวัลยกเว้นรางวัลที่ 1 ไม่รับแลกสลากถูกรางวัลงวดย้อนหลัง

ค่าธรรมเนียม: 1.5% ของเงินรางวัล

แผงล็อตเตอรี่

สามารถขึ้นรางวัลได้ตามแผงล็อตเตอรี่ที่ติดป้ายรับซื้อสลาก ซึ่งหาได้ตามสถานที่ทั่วไป ไม่มีเรทราคาหักเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน ส่วนใหญ่คิดเปอร์เซ็นต์ที่ร้อยละ 1-3 ของเงินรางวัล

เงื่อนไข: ไม่มีเรทค่าธรรมเนียมที่แน่นอน

ค่าธรรมเนียม: 1-3% ของเงินรางวัล

ร้านทอง

ร้านทองจะเป็นในลักษณะเดียวกับแผงล็อตเตอรี่ คือไม่มีเรทหักเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน นิยมคิดเปอร์เซ็นต์ที่ร้อย 1-3% ของเงินรางวัล

เงื่อนไข: ไม่มีเรทค่าธรรมเนียมที่แน่นอน รับเงินสดได้ทันที

ค่าธรรมเนียม: 1-3% ของเงินรางวัล

——————————————————————————————————————————————————————————–

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวรวมค่าอากรแสตมป์/ภาษี (0.5%) เรียบร้อยแล้ว การไปแลกเงินรางวัลในแต่ละที่อย่าลืมที่จะคำนึงถึงความสะดวก การเดินทาง และค่าเสียเวลาด้วยนะครับ

ขอให้วันนี้ (และวันต่อๆ ไป) มีแต่ความร่ำรวยครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/lottery-tax-check?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=lottery-tax-check

เปิด Reduce Motion ลดการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความเร็วใน macOS Big Sur 11.0

หลายๆ คนอัปเกรด macOS Big Sur  รุ่นล่าสุดกันไปเป็นที่เร […] More

from:https://www.iphonemod.net/turn-on-reduce-motion-macos-big-sur.html

ลง windows 10 เวอร์ชั่นล่าสุด อัพเดตใหม่ New 2020 จากไมโครซอฟท์

ในปัจจุบันเรียกได้ว่าการลง Windows 10 เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าในอดีตมากมายเลยทีเดียว ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการ ไปจนถึงการติดตั้งและอัพเดตวินโดว์ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ทำด้วยตัวเอง หรือนานๆ ทำสักครั้ง ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ใช้วินโดว์แบบกลัวๆ และไม่ต้องเสียเงินไปให้ช่างที่ร้านลงให้ คุณก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง วันนี้แอดจะมาแนะนำกันทีละขั้นตอน

ลง Windows

ก่อนอื่นให้เตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อม โดยเฉพาะตัวบูตระบบ ที่จะนำมาใช้ในการติดตั้ง Windows 10 ซึ่งก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอการ ดาวน์โหลด Windows 10 USB ในการใช้ติดตั้ง ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่าย และสามารถทำได้ทุกคน สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ คอมพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค, USB Flash drive และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ลง Windows

ข้อดีของการทำแฟลชไดรฟ์ สำหรับติดตั้งวินโดว์อยู่ที่ ทำได้รวดเร็ว ขั้นตอนไม่ซับซ้อน และยังใช้ในการแก้ไข ปรับปรุงระบบ ในกรณีที่เกิดความผิดปกติบน Windows 10 ได้ ไม่ว่าจะเกิดปัญหา บูตวินโดว์ไม่ได้ Recovery system หรือการใช้ Startup Repair และอื่นๆ ด้วยการใช้แฟลชไดรฟ์เพียงตัวเดียวเท่านั้น

ลง Windows

ลง Windows 10 เวอร์ชั่นล่าสุด

คำแนะนำและสิ่งที่ต้องระวัง
ก่อนที่จะไปสู่การลง Windows 10 เวอร์ชั่นล่าสุด มีคำแนะนำสั้นๆ สำหรับคนที่มีฮาร์ดไดรฟ์, SSD หรือ Storage อื่นใดภายในเครื่อง เป็นไปได้ควรถอดสายหรืองดการใช้งานชั่วคราว เหลือไว้เพียงตัวไดรฟ์ที่คุณต้องการจะลง Windows เพื่อลดปัญหาการฟอร์แมตผิดไดรฟ์หรือการลบข้อมูลไปโดยที่คุณไม่ตั้งใจ

ลง Windows

Backup file สำรองไฟล์ส่วนตัวเอาไว้ด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ กรณีที่จะลง Windows 10 ใหม่ในแบบ Clean Install จะเป็นการลบข้อมูลในไดรฟ์ระบบที่คุณใช้ หากมีข้อมูลที่สำคัญ ต้องจัดเก็บ โยกย้ายหรือ Backup file ข้อมูลไปไว้ในไดรฟ์อื่น ไม่ว่าจะเป็น Document, Photo, Video หรืออื่นๆ โดยเก็บไว้ใน External drive ที่คุณมี แล้วจึงทำการฟอร์แมตและติดตั้งวินโดว์ไปตามกระบวนการ

ในการลงวินโดว์ เมื่อเตรียมแฟลชไดรฟ์แล้ว ให้ต่อเข้ากับพอร์ต USB บนเครื่อง จากนั้นกดปุ่มเพาเวอร์เพื่อบูต ขณะที่กดเปิดนั้น ให้กดปุ่มเพื่อเลือกการบูตให้ระบบ เช่น F10, F11, F12 แต่บางรุ่นอาจจะเป็น F8 ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่ผลิต BIOS ออกมา

ลง Windows

ในกรณีที่เข้าสู่ Boot Menu แล้ว ให้เลือกแฟลชไดรฟ์ ที่สร้าง USB Flash drive เป็นตัวบูตติดตั้งวินโดว์ไว้ก่อนหน้านี้ ในที่นี้คือ ADATA USB Flash Drive 1100 จากนั้นกด Enter

ลง Windows

ถัดมาระบบจะให้เราเลือกติดตั้ง Language (ภาษาของระบบ), Time (เวลาและรูปแบบในการแสดง) และคีย์บอร์ดที่นำมาใช้ จะเลือกติดตั้งในขั้นตอนนี้ก็ได้ หรือจะกด Next เพื่อเข้าไปในขั้นตอนอื่น แล้วค่อยมาเซ็ตค่าในภายหลังก็ได้เช่นกัน

ลง Windows

คุณเลือกซื้อ Windows License แบบใดมา ก็ให้ติดตั้งไปตามนั้น เช่น Windows 10 Home, หรือ Pro ตัว License key จะเป็นตัวกำหนด เลือกให้ตรง เพราะถ้าผิดจากที่ซื้อ จะไม่สามารถลงทะเบียนได้

Install Windows 10 9

ในหน้าถัดมา จะเป็นตัวเลือกในการติดตั้ง มีัทั้งแบบ Upgrade และ Custom ในกรณีนี้ จะเป็นการ Clean Install ให้คลิ๊กเลือก Custom: Install Windows only (Advanced) จะเป็นการติดตั้งที่ Clear ทุกสิ่งอย่าง ประหนึ่งว่าเป็นคอมเครื่องใหม่

Install Windows 10 11

ระบบจะพาเข้าไปในส่วนของพื้นที่ติดตั้ง ตรงนี้ให้ผู้ใช้เลือกไดรฟ์ที่ต้องการลง Windows 10 ถ้าเป็นไดรฟ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น HDD หรือ SSD และยังไม่ได้ถูกจัดการโดยระบบ จะขึ้นเป็น Unallocated ให้คลิ๊กแล้วเลือกความจุ และกด Apply (ในส่วนของ SSD ไม่แนะนำให้แบ่งพาร์ทิชั่น เพราะความจุไม่มาก และอาจทำให้ลดประสิทธิภาพลง)

Install Windows 10 13

และเมื่อ Apply เรียบร้อย ระบบจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ System, MSR และ Primary ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าคุณถอดบรรดาไดรฟ์ต่างๆ ที่คุณมีออกไปก่อน ก็จะลดความสับสนของไดรฟ์และพาร์ทิชั่นที่จะเกิดขึ้นในหน้านี้ ยังไงก็ลบหรือฟอร์แมตไม่ผิดอย่างแน่นอน ขั้นตอนต่อไปคือ เลือก Partition ที่เป็นตัวหลักมาใช้ในการบูตระบบ สังเกตได้จากขนาดพื้นที่ใหญ่สุด ในตัวอย่างนี้จะเป็น Partition 3 ที่ความจุ 476.8GB

ลง Windows

หลังจากนั้นระบบจะเข้าสู่การติดตั้ง ในส่วนนี้ให้รอจนกว่าจะเสร็จสิ้นขั้นตอน จะใช้เวลานานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็น HDD หรือ SSD

ลง Windows

และเมื่อระบบติดตั้งและก็อปปี้ไฟล์ระบบเสร็จ เตรียมเข้าสู่การเริ่มต้นใช้งาน ในเบื้องต้น จะมีให้เราเลือก Region สามารถเลือกจากตรงนี้เป็น Thailand หรือจะเข้าไปเปลี่ยนหลังจากเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้วก็ได้ โดยจะอยู่ในส่วนของการเปลี่ยนภาษาระบบ

Install Windows 10 22

ก่อนจะเข้าสู่การทำงานของ Windows ระบบจะให้เราตั้งชื่อพีซี สามารถใส่ในชื่อที่จำได้ง่ายหรือระบบตัวตน เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจน เมื่อมีการเชื่อมต่อ

ลง Windows

ในหน้าของ Privacy settings ก่อนจะเข้าสู่ Windows จะให้คุณกำหนดความเป็นส่วนตัวในเครื่องของคุณ จะมีให้เลือกอยู่มากมาย ทั้งการสั่งงานด้วยเสียง, การค้นหาตัวเครื่อง หรือการตั้ง Location เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานแอพฯ แต่ละตัว จะปิดไปทั้งหมดก็ได้ แล้วค่อยมาเลือกให้เข้ากับแอพฯ ในภายหลังก็ได้เช่นกัน

Install Windows 10 28

ก่อนหน้านี้ก็จะมีให้ตั้งค่าเล็กๆ น้อยๆ ลงไป ซึ่งเราเลือกในส่วนสำคัญที่จะมานำเสนอให้ได้ทราบ เพื่อลดขั้นตอนบางส่วนลง และเมื่อเข้าสู่หน้านี้แล้ว ใช้เวลารอสักเล็กน้อย ก็สามารถเข้าใช้งาน Windows 10 ได้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว อย่าลืม ติดตั้งไดรเวอร์อุปกรณ์ต่างๆ แล้วอัพเดตวินโดว์ ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ก็พร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว

เปลี่ยนภาษา Windows 10
สร้างตัวบูต USB สำหรับลงวินโดว์
Backup file ไดรเวอร์และ Bookmark แบบง่ายๆ

from:https://notebookspec.com/web/547206-install-windows-10-update-2020

ฟิลเตอร์เปลี่ยนสีผม สีเนียนไม่โป๊ะ ใช้งานได้จริง ลองเล่นง่าย ๆ เพียงเข้าแอป Instagram

สำหรับใครที่กำลังมองหาฟิลเตอร์เปลี่ยนสีผมใน Instagram ว […] More

from:https://www.iphonemod.net/instagram-filter-hair-color.html