คลังเก็บป้ายกำกับ: HILLSTONE

รู้จักกับ Hillstone Secure SD-WAN: ระบบ SD-WAN พร้อมความสามารถด้าน Security ตอบโจทย์ยุค Distributed Enterprise

SD-WAN นั้นได้กลายเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านระบบเครือข่ายที่ธุรกิจองค์กรจะขาดไม่ได้อีกต่อไป แต่โซลูชัน SD-WAN จากผู้ผลิตแต่ละรายนั้นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

Hillstone Secure SD-WAN คือระบบ SD-WAN ที่ต่อยอดมาจากการนำ Next-Generation Firewall มาใช้ในฐานะของ CPE เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านช่องทางหลากหลายผ่าน VPN พร้อมเลือกเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ และยังปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายได้ด้วยความสามารถที่รอบด้านของ Next-Generation Firewall อีกด้วย

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Hillstone Secure SD-WAN ให้เห็นภาพถึงการออกแบบและใช้งานระบบ รวมถึงความสามารถของโซลูชันนี้ที่แตกต่างจาก SD-WAN อื่นๆ กันครับ

Hillstone Secure SD-WAN: โซลูชัน SD-WAN ผสานความสามารถ Edge Security

Hillstone Secure SD-WAN นี้เป็นโซลูชันระบบ SD-WAN ที่เน้นเรื่องของความง่ายดายในการติดตั้งใช้งานดูแลรักษา พร้อมความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจองค์กร ที่รองรับในอุปกรณ์ CPE ที่เป็น Next-Generation Firewall ทำให้องค์กรสามารถผนวกรวมอุปกรณ์ Network และ Security ที่สาขาให้เหลือเพียงชิ้นเดียวได้ ในขณะที่การบริหารจัดการด้าน Network และ Security ร่วมกันก็สามารถทำได้จากศูนย์กลาง

Credit : Hillstone Networks

แนวทางดังกล่าวนี้ช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถออกแบบและบริหารจัดการระบบเครือข่ายของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ในขณะที่ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระยะยาวลงได้อย่างคุ้มค่า โดยภายในโซลูชันของ Hillstone Secure SD-WAN จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  1. SD-WAN Controller สำหรับติดตั้งที่สาขาหลักขององค์กร และทำหน้าที่ในการบริหารจัดการระบบโดยรวมจากศูนย์กลาง
  2. VPN HUB จุดศูนย์รวมเชื่อมต่อ VPN จากสาขาแห่งต่างๆ โดยสามารถติดตั้งได้ทั้งในองค์กรด้วยการใช้ Hillstone Next-Generation Firewall หรือติดตั้งบน Cloud ด้วย Hillstone CloudEdge
  3. CPE อุปกรณ์เชื่อมต่อ VPN จากสาขาปลายทาง พร้อมความสามารถด้าน Network Security ปกป้องระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานไปพร้อมกัน
Credit: Hillstone Networks

สำหรับความสามารถที่โดดเด่นและน่าสนใจของ Hillstone Secure SD-WAN จะมีดังต่อไปนี้

Credit: Hillstone Networks

1. ติดตั้งใช้งานได้ง่ายด้วย Zero Touch Provisioning

ในการติดตั้งใช้งาน CPE ตามสาขาต่างๆ ขององค์กรนั้น ระบบจะดำเนินการโดยอัตโนมัติทั้งหมด ตั้งแต่การเชื่อมต่อเครือข่ายมายัง SD-WAN Controller และดาวน์โหลดการตั้งค่าต่างๆ ไปทำการตั้งค่าเริ่มต้น และเริ่มให้บริการ SD-WAN ด้วยการเชื่อมต่อ VPN และควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายได้ทันที ทำให้การติดตั้ง CPE ที่แต่ละสาขานั้นไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT เดินทางไปติดตั้งด้วยตนเองแต่อย่างใด

  1. เชื่อมต่อ VPN บนหลากหลายลิงค์ พร้อม Intelligent Routing

การเชื่อมต่อ VPN แบบเข้ารหัสจาก CPE ไปยัง Data Center, Cloud และ SaaS นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านลิงค์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย 3G, 4G, 5G, Broadband, DSL หรืออื่นๆ ก็ตาม โดยระบบจะใช้เทคโนโลยี Intelligent Routing ในการควบคุมเส้นทางการรับส่งข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดเอาไว้ โดยหากมีลิงค์เชื่อมต่อใดที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งานไม่ได้ ระบบก็จะทำ Failover ให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้การเชื่อมต่อยังคงเกิดขึ้นได้และไม่กระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

  1. บริหารจัดการ SD-WAN ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง

ผู้ดูแลระบบ IT สามารถทำการบริหารจัดการและปรับแต่งการตั้งค่าของ SD-WAN ทั้งหมดที่ใช้งานผ่าน SD-WAN Controller ได้ในหน้าจอเดียว ช่วยให้การควบคุมการทำงานเชื่อมต่อ Network และนโยบายด้าน Security ของระบบเครือข่ายภายในองค์กรเป็นไปได้อย่างง่ายดาย และติดตามประสิทธิภาพหรือคุณภาพของลิงค์ที่เชื่อมต่อและสาขาเข้าด้วยกันได้ในแบบ Real-Time

  1. ปกป้องเครือข่ายและผู้ใช้งานด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย

Hillstone Secure SD-WAN นั้นได้ผสานรวมความสามารถทั้งหมดของ Next-Generation Firewall เอาไว้ภายในระบบ ทำให้สามารถปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายได้ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เช่น

  • Application Control ครอบคลุม Application มากกว่า 3,000 รายการ
  • Intrusion Prevention โดยมี Signature มากกว่า 8,000 รายการ
  • Antivirus ตรวจจับ Virus และ Malware ได้พร้อมการอัปเดต Signature แบบ Real-Time
  • Network Attack Defense ปกป้องการโจมตี DoS, DDoS และ Protocol Anomaly ในเครือข่าย
  • User Control ยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานร่วมกับ Active Directory ในองค์กร
  • URL Filtering คัดกรอง URL มากกว่า 140 ล้านรายการ
  • Anti-Spam ป้องกันการสแปมอีเมล์ผ่าน SMTP และ POP3
  • Sandbox ตรวจสอบพฤติกรรมของ File และ Protocol ต่างๆ เพื่อค้นหาภัยคุกคามที่แอบแฝง

จะเห็นได้ว่าการใช้ Next-Generation Firewall มาทำหน้าที่เป็น CPE ในระบบ SD-WAN นั้น ช่วยให้การปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายขององค์กรเป็นไปได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน และง่ายต่อการบริหารจัดการ เนื่องจาก Network และ Security นั้นได้ผสานการทำงานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วในโซลูชัน Hillstone Secure SD-WAN นี้

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hillstone Secure SD-WAN สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hillstonenet.com/solutions/secure-sd-wan-for-enterprise/

ปกป้องระบบ IT Infrastructure ของคุณอย่างมั่นใจ ด้วยโซลูชัน Infrastructure Protection ครบวงจรจาก Hillstone Networks

Hillstone Networks นั้นเป็นผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Infrastructure Protection ที่ใช้หลักการ 3 ประการในการรับมือกับภัยคุกคามและโจมตีรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจองค์กร ได้แก่

  1. See มีโซลูชัน Network Security ที่ครอบคลุมทั้งแต่ Edge ถึง Cloud และตรวจสอบข้อมูลในเครือข่ายได้ทั้งระดับของผู้ใช้งานไปจนถึง Application
  2. Understand ใช้ Advanced Threat Intelligence และ Analytics เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  3. Act มีเทคโนโลยีสำหรับตอบสนองต่อภัยคุกคามได้หลายแนวทาง ทั้งในระดับของ Edge, Cloud, Server, Endpoint, Application และ Web

ด้วยหลักการดังกล่าวนี้เอง ทำให้ Hillstone Networks นั้นมีการพัฒนาโซลูชันด้าน Cybersecurity ใหม่ๆ มาเสริม Portfolio อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการใช้งาน ตอบสโจทย์ความต้องการขององค์กรให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือไปจากโซลูชันที่มีหลากหลายครบถ้วนครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรแล้ว Hillstone Networks ยังมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น เช่น

  • การนำ AI มาใช้ในระบบ NDR และ XDR เพื่อให้ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ
  • การทำ Micro-segmentation และ NFV สำหรับการบริหารจัดการและปกป้อง Cloud Workload โดยเฉพาะ
  • โซลูชัน SD-WAN และ ZTNA ที่สามารถปกป้องผู้ใช้งานในการทำงานแบบ Hybrid Work ที่เกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาได้อย่างง่ายดาย

ระบบ Firewall ของ Hillstone Networks นั้นได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Gartner’s Magic Quadrant for Network Firewalls ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว โดยในรายงานฉบับล่าสุดของปี 2021 ทาง Gartner ก็จัดอันดับให้ Hillstone อยู่ในกลุ่ม Visionary

สนใจโซลูชันด้าน Cybersecurity ติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันทางด้าน Cybersecurity ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันทีที่คุณ Wanlop Tongvanitniyom, Country Manager, Hillstone Networks ประเทศไทย ได้ที่โทร: +66 88 6282446 หรือ Email: wanlop@Hillstonenet.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.hillstonenet.com/ 

from:https://www.techtalkthai.com/hillstone-secure-sd-wan-for-distributed-enterprise-security/

Gartner Magic Quadrant ทางด้าน Intrusion Detection and Prevention Systems ประจำปี 2017

Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant ทางด้าน Intrusion Detection and Prevention Systems (IDPS) ประจำปี 2017 พบ Trend Micro (Tipping Point) กลับมาอยู่ในตำแหน่ง Leader ของ Gartner อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่อันดับหนึ่งและสองยังคงเป็น Cisco และ Intel Security (McAfee) ตามลำดับ

Gartner ให้คำนิยามโซลูชัน IDPS ไว้ว่า เป็นอุปกรณ์แบบ Physical หรือ Virtual Appliance สำหรับตรวจสอบทราฟฟิคเครือข่าย ไม่ว่าจะทั้งบนแคมปัสหรือบนระบบ Cloud ซึ่งปกติจะเปิดใช้เป็นโหมดสำหรับตรวจจับอย่างเดียว (IDS) โดยวางขวางระบบเครือข่ายเพื่อตรวจสอบทราฟฟิคที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่เป็นที่ต้องการ ผ่านหลากหลายวิธี เช่น Signatures, Protocol Anomaly Detection, Behavioral Monitoring and Heuristics, Advanced Threat Defense (ATD) Integration และ Threat Intelligence แต่ถ้าต้องการบล็อกทราฟฟิคด้วย สามารถกระทำได้ในโหมด IPS แต่อาจต้องระวังการเกิด False Positive นอกจากนี้ ตลาดปัจจุบันยังมี Next-generation IDPS ซึ่งถูกพัฒนาต่อยอดเพื่อตรวจจับภัยคุกคามระดับสูงที่สามารถหลบหลีกการตรวจจับของ IDPS ยุคแรกได้

Magic Quadrant นี้โฟกัสเฉพาะ IDPS Appliance แบบ Stand-alone เท่านั้น สำหรับ IDPS ที่เป็นฟังก์ชันหนึ่งของอุปกรณ์อื่นๆ เช่น NGFW หรือ UTM ให้ไปดูผลวิเคราะห์ที่ Magic Quadrant ทางด้านเหล่านั้นแทน นอกจากนี้ Gartner ยังคาดการณ์ไว้ว่า ปี 2017 ตลาด IDPS จะเริ่มซบเซาลง เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวมักจะเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์อื่นๆ แทน ถ้าตลาดจะโตกว่านี้ นั่นหมายความว่า Vendor จะต้องเพิ่มโซลูชันสำหรับตอบโจทย์การใช้งานบนระบบ Cloud และ Virutalization

* เกี่ยวกับ Magic Quadrant: แกน X แสดงถึงวิสัยทัศน์ของ Vendor ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเดินมาถูกทาง และตอบรับทิศทางในอนาคตมากน้อยเพียงใด ส่วนแกน Y แสดงถึงการตอบโจทย์ลูกค้าในปัจจุบันและส่วนแบ่งทางการตลาด (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Magic Quadrant ของ Gartner)

จาก Magic Quadrant จะเห็นได้ว่า ผู้นำอันดับหนึ่งอยู่ในตำแหน่ง Leader ตกเป็นของโซลูชัน NGIPS จาก Cisco ตามมาด้วย Network Security Platform ของ Intel Security (McAfee) และก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ คือ TippingPoint ที่ทาง Trend Micro ซื้อมาจาก HPE กลับขึ้นมาตำแหน่ง Leader อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทาง Trend Micro พุ่งเป้ามาที่ตลาด IDPS อย่างแท้จริงและพร้อมให้บริการลูกค้าทั่วโลกแล้ว

“การอัปเดตข้อมูลของ IDPS มาจาก Digital Vaccine Labs DVLabs) ของ TippingPoint ซึ่งทีม DVLabs ทำงานร่วมกับ Zero Day Initiative (ZDI) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลช่องโหว่อันแสนยอดเยี่ยม และมีนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยอิสระหลายคนให้การสนับสนุน นอกจากนี้ทีมนักวิจัยของทั้งทาง TippingPoint และ Trend Micro ยังทำงานวิจัยเกี่ยวกับมัลแวร์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับมัลแวร์ของ IDPS ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น” — Gartner ระบุในรายงาน

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานของ Gartner ฉบับเต็มได้ที่ http://www.trendmicro.com/us/business/cyber-security/gartner-idps-report/

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-magic-quadrant-intrusion-detection-prevention-systems-2017/

TechTalk Webinar: วิดีโอย้อนหลังเรื่อง “รู้อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall ‘อัจฉริยะ’ ควรมี”

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย TechTalk Webinar เรื่อง “อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall ‘อัจฉริยะ’ ควรมี” โดยทีมงานจาก Bangkok System & Software ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือใครที่ต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถดูวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้

ผู้บรรยาย: Kris Nawani, Thaweesak Srinaa และ Pissanu Seeingyen ที่ปรึกษาทางด้าน Security จาก Bankok System & Software

Next-generation Firewall เป็นหนึ่งในระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่สำคัญที่สุดที่ทุกองค์กรควรมี ซึ่งนอกจากจะสามารถกรอง Traffic ในระดับ Application ได้แล้ว ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น IPS, URL Filtering, VPN และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม แฮ็คเกอร์ก็พยายามคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ที่ซับซ้อนและแยบยลเพื่อให้สามารถเจาะผ่านระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไปได้ เช่น Zero-day Exploits และ Advanced Persistent Threats เป็นต้น

Webinar นี้จะบรรยายเกี่ยวกับแนวโน้มของภัยคุกคามล่าสุดในปัจจุบัน พร้อมทั้งวิธีการรับมือโดยใช้ Next-generation Firewall อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด เช่น APTs, Zero-day Attacks และ BYOD-transmitted Malware
  • วิธีการรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ รวมไปถึง Insider Threats
  • ทำความรู้จักกับ Locky Ransomware พร้อมวิธีป้องกัน
  • การบริหารจัดการและเฝ้าระวังภัยคุกคามโดยใช้ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ”
  • การตรวจจับภัยคุกคามโดยใช้เทคนิค Behavior-based Analytics
  • Threat-based Security และ Risk-based Security ต่างกันอย่างไร
  • การจัดเก็บและวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล (Forensic Analysis)
  • ทำความรู้จักกับ Hillstone: Intelligent Next-generation Firewall พร้อมชม Live Demo

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-hillstone-ingfw-video/

TechTalk Webinar: อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ” ควรมี

bangkoksystem_logo

Bangkok System & Software Co.,Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยชื่อดัง ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจทางด้าน Network และ Security เข้าร่วมฟังบรรยายในหัวข้อเรื่อง “อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall ‘อัจฉริยะ’ ควรมี” ในวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2016 ผ่านช่องทาง TechTalk Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ttt_webinar_5

รายละเอียดการบรรยาย

  • หัวข้อ: อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ” ควรมี
  • ผู้บรรยาย: Kris Nawani, Thaweesak Srinaa และ Pissanu Seeingyen ที่ปรึกษาทางด้าน Security จาก Bangkok System & Software
  • วันเวลา: วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2016 เวลา 14.00 – 15.00 น.
  • ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx Meeting
  • จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
  • ภาษา: ไทย

หัวข้อและกำหนดการ

Next-generation Firewall เป็นหนึ่งในระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่สำคัญที่สุดที่ทุกองค์กรควรมี ซึ่งนอกจากจะสามารถกรอง Traffic ในระดับ Application ได้แล้ว ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น IPS, URL Filtering, VPN และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม แฮ็คเกอร์ก็พยายามคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ที่ซับซ้อนและแยบยลเพื่อให้สามารถเจาะผ่านระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไปได้ เช่น Zero-day Exploits และ Advanced Persistent Threats เป็นต้น

Webinar นี้จะบรรยายเกี่ยวกับแนวโน้มของภัยคุกคามล่าสุดในปัจจุบัน พร้อมทั้งวิธีการรับมือโดยใช้ Next-generation Firewall อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด เช่น APTs, Zero-day Attacks และ BYOD-transmitted Malware
  • วิธีการรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ รวมไปถึง Insider Threats
  • ทำความรู้จักกับ Locky Ransomware พร้อมวิธีป้องกัน
  • การบริหารจัดการและเฝ้าระวังภัยคุกคามโดยใช้ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ”
  • การตรวจจับภัยคุกคามโดยใช้เทคนิค Behavior-based Analytics
  • Threat-based Security และ Risk-based Security ต่างกันอย่างไร
  • การจัดเก็บและวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล (Forensic Analysis)
  • ทำความรู้จักกับ Hillstone: Intelligent Next-generation Firewall พร้อมชม Live Demo
  • ถามตอบคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย

TechTalk Webinar นี้เหมาะสำหรับ

  • IT Admin และ Security Engineer
  • ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • ผู้ที่สนใจทางด้าน Cyber Security ทั่วไป

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar: อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ” ควรมี ได้ฟรี โดยทีมงาน TechTalkThai และ Bangkok System & Software ขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย และจะแจ้งผลตอบรับการลงทะเบียนภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัพเดท TechTalk Webinar: อัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามล่าสุด พร้อมแนะนำฟีเจอร์ที่ Next-generation Firewall “อัจฉริยะ” ควรมี บน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/104192850061663/

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-intelligent-next-generation-firewall-by-bangkok-system/

Gartner ออก Magic Quadrant สำหรับ UTM ปี 2016 อันดับหนึ่งยังคงเป็น Fortinet

gartner_logo

Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ประกาศผลการจัดตำแหน่ง UTM หรือ Unifed Threat Management ประจำปี 2016 โดยผลิตภัณฑ์ที่ครองตำแหน่ง Leader ในปีนี้ยังคงเป็น 3 ผลิตภัณฑ์เดิม ได้แก่ Fortinet ที่อยู่ขวาบนสุด ครองตำแหน่งอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Check Point และ Sophos

คำนิยามของ UTM

UTM หมายถึง อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง (SMB)* ที่ทำงานได้หลายฟังก์ชัน ได้แก่ Enterprise Firewall, IPS, Remote Access, Secure Web Gateway, Secure Email Gateway และอื่นๆ นอกจากนี้ UTM ควรมีฟังก์ชันการบริหารจัดการผ่านเว็บเบราเซอร์ มีความง่ายในการตั้งค่า และสามารถจัดทำรายงานได้ภายในตัวเอง อย่างไรก็ตาม การใช้งานหลายฟังก์ชันเหล่านี้พร้อมกัน อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและศักยภาพการทำงานของ UTM ได้

สำหรับ Branch Office หรือสำนักงานสาขา ที่มีขนาดใกล้เคียงกับ SMB จะไม่ถูกนำมาคิดคำนวณรวมกับตลาด UTM เนื่องจากมีนโยบายรักษาความปลอดภัยที่ต่างกัน รวมทั้งมีความสลับซับซ้อนในการตั้งค่าใช้งาน ตลาดของ Branch Office จะถูกนำไปคิดรวมกับตลาด Enterprise Firewall แทน (ดู Magic Quadrant ของ Enterprise Firewall ได้ที่นี่)

* SMB ประกอบด้วยพนักงานประมาณ 100 – 1,000 คน

gartner_mq_utm_2016

* เกี่ยวกับ Magic Quadrant: แกน X แสดงถึงวิสัยทัศน์ของ Vendor ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเดินมาถูกทาง และตอบรับทิศทางในอนาคตมากน้อยเพียงใด ส่วนแกน Y แสดงถึงการตอบโจทย์ลูกค้าในปัจจุบันและส่วนแบ่งทางการตลาด (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Magic Quadrant ของ Gartner)

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านผลวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์แต่ละเจ้าได้ผ่านช่องทางของ Sophos ที่: https://secure2.sophos.com/en-us/security-news-trends/reports/gartner/magic-quadrant-utm.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-mq-utm-2016/

Gartner เผย Magic Quadrant สำหรับ Enterprise Network Firewalls ปี 2016 Palo Alto Networks ขึ้นบัลลังก์อันดับ 1 แทน Check Point

gartner_logo

Gartner, Inc บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ประกาศ Magic Quadrant สำหรับ Enterprise Network Firewall ประจำปี 2016 ออกมา พบ Palo Alto Networks ขึ้นแท่นอันดับ 1 แซง Check Point ได้สำเร็จ ตามมาด้วย Forinet และ Cisco

อ่านรายละเอียดฉบับเต็มผ่านช่องทางของ Palo Alto ได้ที่: http://go.paloaltonetworks.com/Gartner2016

คำนิยามของ Enterprise Network Firewall

เงื่อนไขของการเป็น Enterprise Network Firewall คือ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายขององค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะ โดยต้องรองรับการติดตั้งไฟร์วอลล์แบบใช้งานได้ทุกฟังก์ชันในฮาร์ดแวร์เดียว, รองรับการติดตั้งขนาดใหญ่และซับซ้อน รวมทั้งใช้งานกับสาขา และทำ DMZ แบบหลายโซนได้ (Multitiered Demilitarized Zones) นอกจากนี้ ต้องมีตัวเลือกในการใช้งานแบบ Virtualization สำหรับ Data Center ได้

นอกจากนี้ ควรมีตัวเลือกในการติดตั้งบน Public Cloud Environment เช่น Amazon Web Service (AWS) และ Microsoft Azure ได้ มีความสามารถในการขยายระบบออกไปได้ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Network Edge, Data Center, Branch Office, Virtualized Server และ Public Cloud รวมไปถึงสามารถบริหารจัดการระบบทั้งหมดอย่างรวมศูนย์ได้

Next Generation Firewall (NGFW) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างดีที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากรองรับฟังก์ชันด้านความปลอดภัยที่หลากหลาย เช่น สามารถตรวจจับและควบคุมการใช้งานแอพพลิเคชันและผู้ใช้งานได้, มีระบบป้องกันภัยคุกคามที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น IPS, Sandboxing และ Threat Intelligence รวมไปถึงสามารถทำ SSL VPN ได้ NGFW มีการออกแบบฮาร์ดแวร์ และปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า เพื่อให้รองรับการใช้งานในธุรกิจขนาดใหญ่ได้

gartner_mq_ngfw_2016

* เกี่ยวกับ Magic Quadrant: แกน X แสดงถึงวิสัยทัศน์ของ Vendor ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเดินมาถูกทาง และตอบรับทิศทางในอนาคตมากน้อยเพียงใด ส่วนแกน Y แสดงถึงการตอบโจทย์ลูกค้าในปัจจุบันและส่วนแบ่งทางการตลาด (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Magic Quadrant ของ Gartner)

Palo Alto Networks

Palo Alto Networks เริ่มให้บริการเมื่อปี 2007 โดยรู้จักกันดีในนามของผลิตภัณฑ์ที่ริเริ่มฟีเจอร์การควบคุมการใช้งานแอพพลิเคชัน การเพิ่มฟีเจอร์ IPS และ Cloud-based Malware Detection มาไว้ในตัวเอง ปัจจุบันนี้ Palo Alto Networks มีผลิตภัณฑ์รวม 19 รุ่น รองรับ Throughput สูงสุด 200 Gbps (PA-7080) หลังจากเข้าซื้อ Cyvera ได้พัฒนาต่อยอดโซลูชัน Advanced Endpoint Protection กลายเป็น Traps นอกจานี้ยังมี WildFire ระบบ Threat Intelligence Cloud สำหรับวิเคราะห์มัลแวร์อีกด้วย

จุดแข็งของ Palo Alto Networks คือ ประสิทธิภาพและความง่ายในการใช้ App-ID และ IPS ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ “Single Pass” ซึ่งช่วยลดเวลาในการประมวลผลทราฟฟิคเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์คู่แข่ง นอกจากนี้ Palo Alto Networks ยังถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดเมื่อมีการแข่งโปรเจ็คท์ สำหรับ Roadmap นั้น จะเน้นที่การขยายโซลูชัน VM Server ไปยังระบบ Cloud และ SDN

Check Point Software Technologies

Check Point เป็นบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยขนาดใหญ่ที่ให้บริการโซลูชันที่หลากหลาย เช่น NGFW, Endpoint และ Mobile Security ซึ่งต่อมาได้เพิ่มบริการ Cloud-based Malware Detection สำหรับ SaaS Email สำหรับ Subscription ของ Check Point (เรียกว่า Software Blade) ประกอบด้วย Advanced Malware Protection (Threat Emulation และ Threat Extraction) และ Multiple Threat Intelligence Feed (ThreatCloud IntelliStore และ Anti-bot) นอกจากนี้ Check Point ยังรองรับการใช้งานร่วมกับ AWS, Microsoft Azure, VMware NSX และ Cisco ACI

จุดเด่นของ Check Point คือ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งลูกค้าขาประจำที่ต้องการขยายระบบ และลูกค้าใหม่ที่ต้องการวางระบบอันแสนซับซ้อน ซึ่งการวางระบบนี้เอง ที่ Check Point เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือ Check Point มีทีม R&D ที่ช่วยพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น Threat Extraction นอกจากนี้ยังตอบรับความต้องการของระบบ ICS, SCADA และแพลทฟอร์ม SDN ต่างๆ

รายละเอียดฉบับเต็มและผลิตภัณฑ์ใน Quadrant อื่นๆ สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ http://go.paloaltonetworks.com/Gartner2016

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-mq-ngfw-2016/

Hillstone เปิดตัว CloudEdge ระบบ Virtual Firewall สำหรับใช้งานบน Amazon Web Services

hillstone_cloudedge_banner

Hillstone Networks ผู้ผลิตโซลูชั่นชั้นนำทางด้านความปลอดภัยเครือข่าย ได้ประกาศเปิดตัว Hillstone CloudEdge ระบบ Virtual Firewall ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Next-Generation Firewall (NGFW) สำหรับใช้งานบน Amazon Web Services (AWS) เพื่อทำหน้าที่เป็น Amazon Virtual Private Cloud (Amazon VPC) Gateway สำหรับรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม โดยรองรับความสามารถดังต่อไปนี้

  • Firewall
  • Application Visibility
  • Application Identification
  • IPSec VPN
  • SCVPN
  • Server Load Balancing
  • IPS
  • QoS

ปัจจุบันนี้ Hillstone มีลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 10,000 องค์กร และการมาของ Virtual Firewall อย่าง CloudEdge เองก็จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเสริมความปลอดภัยให้กับระบบต่างๆ บน AWS ได้ดีขึ้นด้วย

สำหรับองค์กรที่สนใจ Hillstone Networks หรือโซลูชั่นสำหรับรักษาความปลอดภัยในองค์กร สามารถติดต่อทีมงาน Bangkok System Software ได้ทันทีที่คุณคริส IT Security Solution Manager ที่โทร 085-552-2333 หรืออีเมล์ krisnawani@bangkoksystem.com ได้ทันที

ที่มา: http://www.hillstonenet.com/?hillstone_press=hillstone-networks-delivers-additional-layer-of-security-for-customers-on-amazon-web-services

from:https://www.techtalkthai.com/hillstone-launched-cloudedge-virtual-firewall-on-aws/

Hillstone: Next Generation Firewall หน้าใหม่ เหนือกว่าด้วยระบบการเรียนรู้อัจฉริยะ

hillstone_logo

ไฟร์วอลล์ในปัจจุบัน เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Next-generation Firewall (NGFW) นั่นคือ เป็นไฟร์วอลล์สถาปัตยกรรมใหม่ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถคัดกรองทราฟฟิคและควบคุมการใช้งานได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน (Layer 7) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากไฟร์วอลล์สมัยเก่าที่รับรู้ได้แค่เพียงหมายเลข IP และหมายเลขพอร์ท (L3/L4) การรู้จักและมองเห็นแอพพลิเคชันกลายเป็นฟีเจอร์พื้นฐานของ NGFW เนื่องจากปัจจุบันนี้มีแอพพลิเคชันให้เลือกใช้งานหลายประเภท แต่ละประเภทไม่ขึ้นกับหมายเลขพอร์ท หรืออาจใช้พอร์ทร่วมกันกับแอพพลิเคชันอื่น เช่น พอร์ท 80 HTTP ที่ยินยอมให้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ รับส่งอีเมลล์ ดูวิดีโอ หรือคุยโทรศัพท์หากันได้ การปิดพอร์ท 80 หมายถึงการปิดบริการเหล่านั้นทั้งหมดโดยไม่สามารถเลือกเป็นรายแอพพลิเคชันได้ NGFW จึงเข้ามามีบทบาทให้การควบคุมแต่ละรายแอพพลิเคชันโดยไม่จำกัดว่าแอพพลิเคชันเหล่านั้นทำงานอยู่บนพอร์ทใด

นอกจากการควบคุมการใช้งานระดับแอพพลิเคชันแล้ว NGFW ยังอาศัยขุมพลังฮาร์ดแวร์ในปัจจุบันที่พัฒนาก้าวไปไกลกว่าในอดีตในการให้บริการฟีเจอร์อื่นๆ เพื่อให้ NGFW กลายเป็นปราการด่านแรกและด่านสำคัญในการคัดกรองและควบคุมทราฟฟิคทั้งจากภายนอกวิ่งเข้าสู่ระบบเครือข่าย และจากการใช้งานภายในสู่ระบบอินเตอร์เน็ตภายนอก ฟีเจอร์สำคัญที่พบใน NGFW ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบป้องกันภัยคุกคาม (IPS), ระบบแอนตี้ไวรัส, ระบบพิสูจน์ตัวตนและติดตามผู้ใช้, ระบบคัดกรองการเข้าถึงเว็บไซต์, ระบบ VPN และอื่นๆ

hillstone_app_1

Hillstone NGFW น้องใหม่ ที่มาพร้อมกับระบบการเรียนรู้อัจฉริยะ

Hillstone เป็น NGFW หน้าใหม่ที่เริ่มให้บริการทั่วโลกเป็นปีที่ 2 โดยได้รับการันตีจาก Gartner, Inc. ให้อยู่ในตำแหน่ง Niche Player ด้านขวาสุดซึ่งเป็นรองแค่ Intel Security (McAfee) ที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเท่านั้น หมายความว่า ฟีเจอร์การใช้งานของ Hillstone NGFW สามารถตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้ค่อนข้างตรงตามความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน และมีแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในอนาคต

นอกจาก Hillstone NGFW จะเป็นไฟร์วอลล์น้องใหม่ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านระบบเครือข่ายและความปลอดภัยครบครันเหมือนอย่างรุ่นพี่แล้ว Hillstone ยังได้นำเสนอระบบไฟร์วอลล์อัจฉริยะ (Intelligent Firewall; iNGFW) ซึ่งช่วยวิเคราะห์และตรวจจับมัลแวร์รูปแบบต่างๆโดยอาศัยอัลกอริธึมการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานและการวิเคราะห์ข้อมูลระดับ Big Data ส่งผลให้ Hillstone iNGFW สามารถระบุมัลแวร์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถตรวจจับภัยคุกคามแบบ Zero-day ได้ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเครือข่าย

hillstone_ingfw_1

Hillstone NGFW ประกอบด้วย 4 สายการผลิตหลัก ตอบโจทย์การใช้งานตั้งแต่ออฟฟิสขนาดเล็ก จนไปถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับ ISP รวมไปถึงบริษัทที่ต้องการระบบ NGFW เพื่อปกป้องสภาวะแวดล้อมแบบคลาวด์และ Virtualization อีกด้วย ทั้ง 4 สายการผลิตประกอบด้วย

  • E-Series: NGFW สำหรับบริษัทขนาดเล็ก จนไปถึงองค์กรขนาดใหญ่
  • T-Series: iNGFW ที่ผสานความสามารถของระบบการเรียนรู้อัจฉริยะและ NGFW ไว้ด้วยกัน
  • X-Series: NGFW ที่ถูกออกแบบมาสำหรับห้อง Data Center โดยเฉพาะ
  • CloudHive/CloudEdge: NGFW สำหรับสภาวะแวดล้อมแบบคลาวด์และ Virtualization

Hillstone E-Series: NGFW ยอดนิยมสำหรับบริษัททั่วไป

E-Series เป็น NGFW ซีรี่ย์ยอดนิยมสำหรับทุกบริษัท รองรับการใช้งานตั้งแต่ออฟฟิสขนาดเล็ก จนไปถึงหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการ NGFW ประสิทธิภาพสูง โดยซีรี่ย์นี้รองรับ Firewall Throughput เริ่มต้นตั้งแต่ 1 Gbps (รุ่น SG-6000-E1600) ไปจนถึง 40 Gbps และถ้าเปิดการใช้งานทุกฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันภัยคุกคาม ระบบแอนตี้ไวรัส และระบบ VPN จะรองรับ Throughput สูงสุดถึง 10 Gbps (รุ่น SG-6000-E5960)

hillstone_e1

คุณสมบัติเด่นที่สำคัญของ E-Series

  • มองเห็นและควบคุมการใช้งานได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน: สามารถจำแนกแอพพลิเคชันได้โดยไม่สนใจหมายเลขพอร์ทและโปรโตคอล รวมทั้งสามารถกำหนดกฏไฟร์วอลล์เพื่อควบคุมการใช้งานแอพพลิเคชันได้ตามชื่อผู้ใช้ ซึ่งยืดหยุ่นกว่าการใช้หมายเลข IP เหมือนไฟร์วอลล์สมัยเก่า รวมทั้งสามารถจำกัดและการันตีแบนวิธด์ให้การใช้งานแต่ละแอพพลิเคชันได้อย่างอิสระ โดยปัจจุบันนี้ Hillstone รู้จักแอพพลิเคชันมากกว่า 3,000 แอพพลิเคชัน
  • ระบบป้องกันภัยคุกคามเชิงรุก: ตรวจจับและป้องกันการบุกรุกโจมตีได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส, สปายแวร์, เวิร์ม, บ็อทเน็ต, โทรจัน, DoS/DDoS, Buffer Overflow และ SQL Injection เป็นต้น โดยมีฐานข้อมูลรูปแบบการโจมตีมากกว่า 7,000 รูปแบบ และฐานข้อมูลมัลแวร์มากกว่า 1.3 ล้านรูปแบบที่พร้อมอัพเดทตลอดเวลา รวมทั้งสามารถกรองการเข้าถึง URL ของพนักงานในองค์กรตามชื่อหรือประเภทของ URL ได้
  • บริการระบบเครือข่าย: รองรับการทำ Switching, Routing (Static, OSPF, BGP, RIPv2), การทำ DHCP, NTP, DNS Server และรองรับการใช้งาน IPv6
  • บริการไฟร์วอลล์พื้นฐาน: รองรับการทำ NAT, QoS Traffic Shaping, Load Balancing และ Virtual Firewall ได้สูงสุดถึง 250 vSYS
  • รองรับการทำ VPN: ทั้งแบบ Site-to-site และ Client-to-site สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS, Android และ Windows
  • การพิสูจน์ตัวตนและอุปกรณ์: สามารถพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้งานร่วมกับระบบ LDAP, RADIUS, AD หรือฐานข้อมูลบนตัวอุปกรณ์ได้
  • อื่นๆ: รองรับการทำ HA ทั้งแบบ Active/Active และ Active/Passive, บริหารจัดการผ่านหน้าเว็บหรือ CLI และสามารถจัดเก็บ Log เพื่อทำรายงานในรูปแบบกราฟิคสวยงามได้

ดูคุณสมบัติของฮาร์ดแวร์ได้ที่ Hillstone E-Series Data Sheet
รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.hillstonenet.com/our-products/next-gen-firewalls-e-series/

Hillstone T-Series: iNGFW ล้ำหน้าด้วยระบบการเรียนรู้อัจฉริยะ

T-Series เป็น NGFW ที่พัฒนาต่อยอดจาก E-Series โดยเพิ่มระบบการเรียนรู้อัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์หน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง ด้วยการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ และพฤติกรรมของมัลแวร์ ทำให้ Hillstone T-Series สามารถดักจับมัลแวร์รูปแบบต่างๆ รวมไปถึงมัลแวร์แบบ Zero-day ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีระบบวิเคราะห์หลักฐานเชิงดิจิตอล (Forensic Analysis) ที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายอีกด้วย

hillstone_t1

ระบบการเรียนรู้อัจฉริยะประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  1. การทำคลัสเตอร์เชิงสถิติ: อัลกอริธึมเฉพาะของ Hillstone ที่ช่วยให้สามารถตรวจจับมัลแวร์ที่รู้จัก (Known Malware) ได้อย่างรวดเร็วด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมของมัลแวร์ รวมทั้งแจ้งเตือนและแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับมัลแวร์เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบและมั่นใจได้ว่าเป็นภัยคุกคามจริง ไม่ใช่ False Positive
  2. การวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม: มีการทำ Machine Learning พฤติกรรมของผู้ใช้ รวมทั้งใช้ Big Data Analytics และโมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่าย ส่งผลให้สามารถตรวจจับมัลแวร์และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆและประเภท Zero-day ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การวิเคราะห์หลักฐานเชิงดิจิตอล: ให้ข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกของเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถหาสาเหตุของปัญหาและต้นตอของการโจมตีได้โดยง่าย รวมทั้งให้ข้อมูล Log และจัดทำรายงานแนวโน้มเชิงสถิติสำหรับใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงในอนาคตได้

hillstone_t2

Hillstone T-Series รองรับคุณสมบัติ NGFW เช่นเดียวกับ E-Series และสามารถเลือกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้ถึง 5 รุ่น ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับบริษัทขนาดกลางไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยรุ่นใหญ่สุดอย่าง SG-6000-T5860 รองรับ Firewall Throughput สูงสุดที่ 40 Gbps และเมื่อเปิดการใช้งานทุกฟังก์ชันจะมี Throughput สูงสุดที่ 10 Gbps

hillstone_t3

ดูคุณสมบัติของฮาร์ดแวร์ได้ที่ Hillstone T-Series Data Sheet
รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.hillstonenet.com/our-products/intelligent-next-gen-firewalls-t-series/

Hillstone X-Series: NGFW สมรรถะสูงระดับ Carrier-grade

Hillstone X7180 เป็น Data Center NGFW สมรรถนะสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบเครือข่ายระดับ ISP และองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะ มีสถาปัตยกรรมแบบ Elastic Security ซึ่งช่วยให้รองรับปริมาณ Througput และจำนวนเซสชันที่สูง รวมทั้งสามารถขยายการใช้งานในรูปของ Virtual Firewall ได้สูงสุดถึง 1,000 vSys นอกจากนี้ X7180 ยังรองรับการตรวจสอบทราฟฟิคแบบ Deep Packet Inpection (DPI) และการทำ QoS แบบ Next-generation อีกด้วย

hillstone_x1

คุณสมบัติเด่นที่สำคัญของ X7180

  • สถาปัตยกรรมแบบ Elastic Security: มีการออกแบบจำนวนและประสิทธิภาพของพอร์ทอินเตอร์เฟสเพื่อรองรับปริมาณการเชื่อมต่อและภาระงานอันมหาศาลในห้อง Data Center โดยรองรับพอร์ทระดับ 10 Gbps สูงสุดถึง 68 พอร์ท หรือพอร์ทระดับ 1 Gbps สูงสุดถึง 144 พอร์ท นอกจากนี้ยังมีการออกแบบฮาร์ดแวร์ให้รองรับปริมาณ Throughput ได้สูงสุดถึง 360 Gbpsและจำนวนเซสชันสูงถึง 120 ล้านเซสชัน เพื่อตอบโจทย์จำนวนผู้งานในองค์กรขนาดใหญ่
  • ความเสถียรระดับ Carrier-grade: อุปกรณ์มีชิ้นส่วนสำรองแบบ Hot-swap ไม่ว่าจะเป็นแหล่งจ่ายไฟ, พัดลม, System Control Module (SCM), Security Service Module (SSM) และ I/O Module (IOM) รวมทั้งรองรับการทำ HA ทั้งแบบ Active/Passive และ Active/Active เพื่อการันตีว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้แบบ 24×7
  • QoS แบบ Next-generation: สามารถควบคุมการใช้แบนวิธด์ได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน หรือตามชื่อผู้ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดแบนวิธด์, การันตีแบนวิธด์, จัดลำดับความสำคัญของทราฟฟิค และ FlexQoS ที่ช่วยปรับแต่งแบนวิธด์ให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยอัตโนมัติ

Hillstrone X7180 ครอบคลุมฟีเจอร์ NGFW เช่นเดียวกับ E-Series และมีคุณสมบัติด้านฮาร์ดแวร์ ดังนี้

hillstone_x3

ดูคุณสมบัติทั้งหมดของฮาร์ดแวร์ได้ที่ Hillstone X-Series Data Sheet
รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.hillstonenet.com/our-products/datacenter-next-gen-firewalls-x-series/

CloudHive/CloudEdge: NGFW สำหรับระบบคลาวด์และ Virtualization

Hillstone CloudHive/CloudEdge เป็น NGFW ที่ถูกออกแบบมาสำหรับสภาวะแวดล้อมแบบคลาวด์และ Virtualization โดยเฉพาะ โดยให้บริการครบทุกฟังก์ชันเช่นเดียวกับ E-Series ตั้งแต่ Layer 2 – 7 ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการใช้งานถึงระดับแอพพลิเคชัน การป้องกันภัยคุกคามและมัลแวร์ การพิสูจน์ตัวตนและควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้งาน รวมไปถึงฟีเจอร์ด้านระบบเครือข่าย และอื่นๆ CloudHive เป็นโซลูชันสำหรับป้องกันแต่ละ Virtual Machine (VM) บนระบบคลาวด์ ในขณะที่ CloudEdge สามารถใช้งานในรูปของ Firewall as a Service บนสภาวะแวดล้อมแบบ Virtualization ผ่าน Cloud Management Platform (CMP) หรือติดตั้งในรูปของ Security Gateway สำหรับ Virtual Private Cloude (VPC) บนระบบคลาวด์สาธารณะได้

hillstone_v1

CloudEdge รองรับการติดตั้งบนเทคโนโลยี Hypervisor หลากหลายแบบ เช่น KVM, Xen, VMware ESXi และสามารถทำงานร่วมกับระบบ CMP เช่น Amazon AWS, Openstack และ VMware vCenter ได้ แต่สำหรับ CloudHive นั้นรองรับเฉพาะ VMware ESXi และ VMware vCenter ตามลำดับเท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.hillstonenet.com/our-products/hillstone-cloudedge/

Promotion สำหรับทดลองใช้งาน Hillstone NGFW

เพื่อให้องค์กรและผู้ที่สนใจได้ทดลองใช้และเข้าใจถึงแนวคิดของระบบ Hillstone Next-generation Firewall และระบบการเรียนรู้อัจฉริยะ บริษัท Bangkok System & Software Co.,Ltd. ตัวแทนจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ Hillstone จึงจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ผู้ที่สนใจทดสอบการใช้งานได้ในงาน CDIC Conference 2015 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ ณ บูธ G17 – 18 BITEC บางนา สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนในงานนี้ สามารถรับโปรโมชัน

  • ซื้อพร้อม Security แบบ 1 ปี ได้ฟรีปีที่ 2 (พร้อมติดตั้งและฝึกอบรม)
  • ซื้อพร้อม Security แบบ 2 ปี ได้ฟรีปีที่ 3 (พร้อมติดตั้งและฝึกอบรม)
  • หรือซื้อแบบ 1 ปี แล้วได้ Hardware Warranty 3 ปี (พร้อมติดตั้งและฝึกอบรม)

ติดต่อ Bangkok System & Software Co.,Ltd.

ทุกผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ Hillstone พร้อมให้บริการในประเทศไทยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือทดสอบการใช้งานได้ที่บริษัท Bangkok System & Software Co.,Ltd. โดยติดต่อ คุณคริส IT Security Manager โทร 085-552-2333 หรืออีเมลล์ krisnawani@bangkoksystem.com

bangkoksystem_logo

from:https://www.techtalkthai.com/hillstone-intelligent-next-generation-firewall/