คลังเก็บป้ายกำกับ: HIGHLIGHT

การตลาดในช่วงวิกฤต เตรียมรับมือในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ทุกครั้งที่มีการ Disruption ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ก็เช่นกันเพียงแต่มันมาในรูปแบบของไวรัสโควิด-19 หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง หลายธุรกิจต้องเลย์ออฟพนักงาน ปรับลงเงินเดือน แต่สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

คำแนะนำสำหรับทุกแบรนด์

พร้อมปรับในระยะสั้น รักษาในระยะยาว

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันเราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนบางโปรเจ็กต์ที่มีต้นทุนสูงและไม่เหมาะในตอนนี้ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้จะคงอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน แต่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรักษากลยุทธ์ในระยะยาวอยู่เสมอ

ตรวจสอบการสื่อสารให้ถูกต้อง

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการสื่อสารของเราเกี่ยวข้องและตรงตามบริบทของสังคมปัจจุบัน เนื่องจากในวิกฤตไวรัสโควิด-19 ผู้บริโภคจะมีความอ่อนไหวต่อการสื่อสารมาก ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการจะสื่อให้ถูกต้องและตรวจสอบว่าผู้บริโภคเข้าใจตรงกัน

คำแนะนำสำหรับธุรกิจที่ชะลอตัว

หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับการสูญเสียรายได้ ก่อนอื่นต้องบอกว่าช่วงเวลานี้เป็นความท้าทายอย่างมากและไม่ใช่เรื่องง่าย หากธุรกิจของคุณยังพอมีเงินทุนหมุนเวียนและพนักงานเพียงพอ มีหลายสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การพัฒนาทักษะภายใน

ในสถานการณ์ที่ไวรัสแพร่ระบาดหลายธุรกิจปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน ทำให้หลายคนมีเวลาเพิ่มขึ้นจากการไม่ต้องเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานพร้อมที่จะทำงานหนักขึ้น พัฒนาตัวเอง และยกระดับให้กับธุรกิจ การจัด Internal Training ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งทำให้พนักงานได้ทักษะใหม่ ได้แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองทำได้ให้กับคนอื่นๆ

การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า

หากสินค้าหรือบริการของคุณยังไม่เหมาะกับบริบทปัจจุบัน นี่เป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ป้องกันการตื่นตระหนก และรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

การดูแลลูกค้า

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคะแนนหรือโปรโมชั่นวันเกิดต่างๆ จะสามารถนำกลับมาใช้เมื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้ไป อย่าปล่อยให้คะแนนหมดอายุหรือลูกค้าพลาดโอกาสไป หรือหากสามารถนำเสนอสินค้าและบริการออนไลน์ได้ก็ควรสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจถูกต้อง

คำแนะนำสำหรับธุรกิจที่งานหนักยิ่งกว่าเดิม

หากธุรกิจของคุณมีความต้องการจากผู้บริโภคสูงมากในช่วงเวลานี้ ผมมั่นใจว่าคุณคงมีเวลาน้อยที่จะทุ่มเทในการพัฒนาด้านอื่น ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสั้นๆ

กำหนดความคาดหวังของลูกค้า

ใช้การสื่อสารกำหนดความคาดหวังในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การจัดส่งพัสดุมีความล่าช้า มีช่วงมีเวลาติดต่อที่จำกัด เวลาเปิดทำการที่ลดลง เพื่อลดความไม่พึงพอใจของลูกค้าและช่วยรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

ช่วยประชาสัมพันธ์องค์กร

ในสถานการณ์ปัจจุบันธุรกิจที่มีความต้องการสูงย่อมเกิดการหยุดชะงัก การดำเนินงานไม่ราบรื่น ดังนั้นการสื่อสารเพื่อเพิ่มบุคลากร จ้างงานเพิ่มจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน ลดความไม่สะดวกของลูกค้าให้น้อยที่สุดก็จะช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์และสนับสนุนธุรกิจในระยะยาว

สุดท้ายนี้ไม่ว่าสถานการณ์ของธุรกิจจะเป็นอย่างไร ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ ทางทีมงาน Thumbsup ขอให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-during-economy-crisis

6 บทเรียนจากบริษัทระดับโลก เติบโตหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลายธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง หลายธุรกิจต้องเลย์ออฟพนักงานออก แต่ก็มีหลายธุรกิจที่สามารถผลิกวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละยุค

นี่คือ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สามารถเติบโตจากช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

Microsoft ปี 1975

ในช่วงต้นปี 1970 สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นเวลากว่า 16 เดือน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ในช่วงเวลาดังกล่าว Bill Gates และ Paul Allen พัฒนาแนวคิดการคอมพิวเตอร์ใช้งานง่ายสำหรับบ้านและสำนักงาน ช่วยลดข้อจำกัดของธุรกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีและนำไปสู่การก่อตั้ง Microsoft บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

Netflix ปี 1997

Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ ก่อตั้งในปีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม เศรษฐกิจตกต่ำจนเกือบต้องขายกิจการในราคา 50 ล้านดอลลาร์ให้กับ Blockbuster ธุรกิจเช่าภาพยนตร์ยักษใหญ่ ในช่วงนั้น Netflix ฝ่าฟันอุปสรรค มุ่งพัฒนานวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสตรีมวิดีโอ จนกลายเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ของโลก

Apple ปี 2001

ในช่วงต้นปี 2000 Steve Jobs กลับสู่ Apple และเปิดตัว iPod แม้ว่าจะมีราคาสูง แต่ด้วยความทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทำให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก หลังจากนั้น Tim Cook ประธานบริหารคนปัจจุบันก็เชื่อมั่นในการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาตลอด

MailChimp ปี 2001

MailChimp ผู้นำการตลาดผ่านอีเมลระดับประเทศ ในช่วงต้นบริษัทฯ มุ่งเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่เพื่อเก็บค่าบริการรายปี แต่เมื่อเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ตัดสินใจเพิ่มบริการ Freemium (ใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จ่ายเงินสำหรับฟังชั่นพรีเมี่ยม) ในปี 2009 จนฐานผู้ใช้งานเพิ่มจาก 85,000 เป็น 450,000 ราย

Airbnb ปี 2008

Airbnb ธุรกิจปล่อยเช่าที่พักก่อตั้งในปี 2008 เกิดวิกฤต Subprime เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ Brian Chesky และ Joe Gebbia ผู้ก่อตั้ง Airbnb มีจุดเริ่มต้นจากความคิดปล่อยเช่าห้องในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าอีกที และนั้นก็เป็นไอเดียในการก่อตั้งธุรกิจอย่าง Airbnb จนได้รับความนิยมครอบคลุม 34,000 เมือง ใน 191 ประเทศทั่วโลก

Warby Parker ปี 2010

Warby Parker ธุรกิจแว่นตาออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านแต่มีบริการส่งตัวอย่างให้ลูกค้าสั่งถึงบ้านเพื่อลองของจริงก่อนได้ ถือเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซรุ่นแรก แม้จะก่อตั้งในช่วงกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ยอดสั่งจองแว่นตาทุบเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับ 1 ปี ภายใน 3 สัปดาห์ และมีลูกค้ารอคิวกว่า 20,000 คน

from:https://www.thumbsup.in.th/6-company-growth-during-crisis

4 ช่องทางการเปลี่ยน “Passion” เป็น “Income” รายได้เสริมทำได้ที่บ้าน

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส หลายคนคงต้องกักตัวอยู่ภายในบ้าน ทำงานจากที่บ้าน รวมถึงเรียนที่บ้าน 

หากมองในแง่ดีคือ การไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางในแต่ละวัน ซึ่งหลายคนอาจได้เวลาเพิ่มขึ้นถึง 1-2 ชั่วโมงต่อวัน โดยเราสามารถใช้เวลาดังกล่าวไปการพัฒนาตัวเอง เพิ่มทักษะความสามารถ รวมถึงทำใน ‘สิ่งที่ชอบ(Passion)’

และถ้าหากใครเชี่ยวชาญ มีความถนัดในสิ่งที่ชอบ และพร้อมที่จะทุ่มเทในการหารายได้เสริม(Income) นี่คือ 5 ช่องทางที่จะสามารถเปลี่ยน ‘สิ่งที่ชอบ (Passion)’ เป็น ‘รายได้ (Income)’

YouTube

Youtuber หลายคนประสบความสำเร็จจากความชอบความสนใจ ยกตัวอย่าง ช่อง PEACH EAT LAEK เริ่มต้นจากชื่นชอบในการกิน จนมีความเชี่ยวชาญด้านการกินจุ ถ่ายวิดีโอลง YouTube จนมีคนสนใจติดตามจำนวนหลายล้านคน อ้างอิงข้อมูลจาก SocialBlade มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 3 แสน ถึง 5 ล้านบาทต่อเดือน

แต่การสร้างช่อง YouTube ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทันที แต่จะต้องค่อยๆ พัฒนาเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เรียนรู้จากสถิติผู้เข้าชมและคอมเมนต์ แน่นอนว่าสิ่งที่เราสนใจ จะดึงดูดผู้ที่มีความสนใจเดียวกันเข้ามาดู สุดท้ายก็จะเปลี่ยนเป็นรายได้ให้กับช่อง

Instagram

Instagram จะเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่ดีหากมีคนติดตามเพียงพอ การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากมีความสนใจเกี่ยวกับ แฟชั่น, สัตว์เลี้ยง, ถ่ายภาพ หรือออกกำลังกาย ที่สามารถเผยแพร่ได้ดีด้วยภาพถ่ายและวิดีโอ

Influencer หลายคนสร้างรายได้จากการรีวิวสินค้าและบริการ สร้างเนื้อหาที่ดี เข้าถึงได้ง่ายก็จะดึงดูดแบรนด์และธุรกิจให้เข้ามาจ้างในการทำแคมเปญต่างๆ

Online Courses

หลายคนอยากเปลี่ยนความสนใจเป็นรายได้ แต่ความสนใจบางอย่างไม่สามารถขายในรูปแบบสินค้าได้ ก็มีช่องทางให้เราสามารถสร้างหลักสูตรออนไลน์ให้คนอื่นจ่ายเงินให้กับเราเพื่อเข้ามาเรียนรู้สิ่งที่เราเชี่ยวชาญ

การสร้างคอร์สออนไลน์ทำได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นสอนทำอาหาร สอนวิ่ง สอนร้องเพลง ซึ่งก็มีหลายแพลตฟอร์มที่เราสามารถสร้างหลักสูตรออนไลน์ได้ง่ายๆ เช่น Udemy, Thinkific และ SkillLane เป็นต้น

Blog

หากคุณรักในการเขียนและสามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับความชอบ ความสนใจ การเขียนบล็อกอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครหลายคน เราสามารถสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง หรือจะสมัครเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ของเว็บไซต์ต่างๆ ก่อนก็ได้

รายได้จากการเขียนส่วนใหญ่มากจากการโฆษณา ยิ่งเรามีความเชี่ยวชาญ รู้ลึกรู้จริง รวมถึงมีทักษะการเขียนได้มีเอกลักษณ์น่าติดตาม ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับเราอีกด้วย

ทั้งนี้ การนำสิ่งที่ชอบมาหารายได้เสริมในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีช่องทางมากมายให้เราเลือก เพียงมีอินเทอร์เน็ตและมือถือก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว สิ่งสำคัญคือการเริ่มลงมือทำ พัฒนาเนื้อหา เรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอ

อ้างอิง Entrepreneur, thesimpledollar

 

from:https://www.thumbsup.in.th/turn-passion-to-income-at-home

เช็ค 9 กลุ่ม ที่ไม่มีสิทธิรับเงินเยียวยา www.เราไม่ทิ้งกัน.com

วันนี้ (7 เม.ย.) มีผู้ลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ล่าสุดอยู่ที่ 24.3 ล้านคน และมีการยกเลิกการลงทะเบียนไปแล้วจำนวน 330,000 คน ซึ่งขณะนี้ มีผู้ผ่านเกณฑ์ เตรียมจะได้รับการโอนเงินจำนวนประมาณ 1.68 ล้านราย ซึ่งจะเริ่มทยอยโอนเงินระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย.นี้

‘ผู้ผ่านเกณฑ์’ คือ คนที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม และได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยอาชีพที่สามารถตรวจสอบได้รวดเร็วและมีสิทธิได้รับเงินก่อน ได้แก่ แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์, มัคคุเทศก์ ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และกลุ่มค้าขาย

ทั้งนี้ ‘ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์’ หรือผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเงินเยียวยาแบ่งได้เป็น 9 กลุ่ม ดังนี้

1.อายุต่ำกว่า 18 ปี

ไม่อยู่ในวัยทำงาน ไม่ถือเป็นแรงงานที่สามารถประกอบอาชีพได้

2.นักเรียน/นักศึกษา

เรียนเป็นหลัก ไม่ถือเป็นแรงงาน หรือลูกจ้างอิสระ

3.คนที่ว่างงานอยู่ก่อนแล้ว

ตกงานมาเป็นปี หรือตกงานมานาน ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

4.ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคมกรณีว่างงาน (ผู้ประกันตนมาตรา 33)

5.เกษตรกร

เกษตรกรมีมาตรการเยียวยาอื่นๆ รองรับ

6.ผู้ค้าขายออนไลน์

การค้าขายออนไลน์ยังสามารถทำได้ปกติ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

7.คนงานก่อสร้าง

การก่อสร้างยังสามารถดำเนินต่อได้ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

8.ข้าราชการ

ได้รับเงินเดือนตามปกติ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

9.ผู้รับเงินบำนาญ

ได้รับเงินบำนาญตามปกติ ถือว่าไม่ได้รับผลกระทบ

*กรณีได้รับผลกระทบ หมายถึงรายได้ที่เป็นตัวเงินลดลง

*ลูกจ้างในสถานประกอบการ/พนักงานเอกชน ที่ยังจ่ายเงินประกันสังคมไม่ครบ 6 เดือนและยังไม่มีสิทธิ์รับเงินกรณีว่างงาน มีสิทธิรับเงินเยียวยา 5,000 บาท หากได้รับผลกระทบ

ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง Fiscal Policy Office

 

from:https://www.thumbsup.in.th/checklist-group-5000-baht

ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัด 2.3 หมื่นล้าน TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุด

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้คนหลายล้านคนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้าน อัตราการใช้แอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัดกว่า 2.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากรายงานของ App Annie พบว่าเวลาที่ใช้แอปฯ บนอุปกรณ์ Android เพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคบนอุปกรณ์ IOS และ Android เพิ่มขึ้น 15% และ 5% ตามลำดับ ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่านแอปฯ มากถึง 23.4 พันล้านเหรียญ ถือเป็นการใช้จ่ายในไตรมาสเดียวที่สูงที่สุด

เวลาที่ใช้แอปฯ ในประเทศอิตาลีเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมณี เวลาใช้แอปฯ เพิ่มขึ้น 10%, 15% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการกักตัวที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สำหรับใครที่กำลังหาช่องทางสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า จากข้อมูลขอแนะนำว่า Social Media ยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการทำการตลาดในช่วงนี้

ที่มา techcrunch

จากตารางจะเห็นว่า TikTok เป็นอันดับ 1 ของแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ตามมาด้วย WhatsApp, Facebook และ Instagram ตามลำดับ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ธุรกิจจ่ายเงินโฆษณาน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลามากขึ้นในแอปฯ โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบทางการเงินของธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%af-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b1

ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัด 2.3 หมื่นล้านเหรียญ TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุด

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้คนหลายล้านคนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้าน อัตราการใช้แอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัดกว่า 2.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แอปฯ TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาส 1 ของปี 2020

จากรายงานของ App Annie พบว่าเวลาที่ใช้แอปฯ บนอุปกรณ์ Android เพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคบนอุปกรณ์ IOS และ Android เพิ่มขึ้น 15% และ 5% ตามลำดับ ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่านแอปฯ มากถึง 23.4 พันล้านเหรียญ ถือเป็นการใช้จ่ายในไตรมาสเดียวที่สูงที่สุด

เวลาที่ใช้แอปฯ ในประเทศอิตาลีเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมณี เวลาใช้แอปฯ เพิ่มขึ้น 10%, 15% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการกักตัวที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สำหรับใครที่กำลังหาช่องทางสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า จากข้อมูลขอแนะนำว่า Social Media ยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการทำการตลาดในช่วงนี้

ที่มา techcrunch

จากตารางจะเห็นว่า TikTok เป็นอันดับ 1 ของแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ตามมาด้วย WhatsApp, Facebook และ Instagram ตามลำดับ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ธุรกิจจ่ายเงินโฆษณาน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลามากขึ้นในแอปฯ โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบทางการเงินของธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อ้างอิง Techcrunch, Socialmediatoday

from:https://www.thumbsup.in.th/purchasing-in-app-23-4-billion-tiktok-top-download

วิธีสร้าง Ad บน TikTok แอปวีดีโอที่มาแรงที่สุดในตอนนี้

นาทีนี้คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก Tiktok แอปพลิเคชั่นวีดีโอสั้นที่มาแรงที่สุดในเวลานี้ มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านแอคทีฟต่อเดือน ทำให้แอปนี้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นักการตลาดจะมองข้ามไม่ได้แล้ว ยิ่งถ้าคุณกำลังมองหากลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีด้วยละก็ ต้องไม่พลาดแพลตฟอร์มนี้เลย

มีใครใช้งาน Tiktok บ้าง

จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าแบรนด์ที่ทำโฆษณาบน tiktok นั้น และประสบความสำเร็จได้นั้นมีหลายแบรนด์และสถิติเหล่านี้จะบอกให้รู้ว่าคุณควรทำโฆษณาบน tiktok หรือไม่

  • ผู้ใช้งานแตะ 800 ล้านรายต่อเดือน (เทียบกับ LinkedIn 660+ ล้านราย Reddit 430+ ล้าน, Snapchat 218+ ล้าน, Twitter 340+ ล้าน และ Pinterest 322+ ล้าน
  • ยอดดาวน์โหลดผ่านระบบปฏิบัติการณ์ 2 ระบบรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านครั้ง
  • เป็นแอพที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 6 ของโลกจากจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน
  • ครอบคลุมการใช้งานกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
  • ประเทศที่ดาวน์โหลดสูงสุดคือ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, อินเดียและเกาหลี
  • 63.5% เป็นสัดส่วนของผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 29 ปี
  • 51% ของผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา ทำเงินผ่านแพลตฟอร์มนี้กว่า 75,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

สถิติเหล่านี้ดูน่าสนใจหรือไม่ แต่ถ้าลองดูส่วนอื่นๆ ประกอบด้วยจะน่าสนใจกว่านี้

รูปแบบโฆษณาบน Tiktok

Tiktok มีรูปแบบการทำโฆษณาที่หลากหลายเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น

  • In-Feed Video : โฆษณาจะปรากฏในหน้า News Feed ของกลุ่มเป้าหมาย
  • Brand Takeover : โฆษณานี้จะแสดงผลขึ้นมาทันทีเมื่อผู้ใช้งานเปิดแอปขึ้น
  • Hashtag Challenge : โฆษณาจะปรากฏในรูปแบบของ Hashtag บน Discovery page เพื่อให้คนอื่นมาร่วมกันปั่นแฮชแท็กให้เป็นวงกว้าง
  • Branded AR Content : สร้างสติกเกอร์หรือเอฟเฟ็กต์ AR ในนามของแบรนด์
  • Customer Influencer Package : เป็นสปอนเซอร์คอนเทนต์ให้แก่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์บนระบบ tiktok

นักการตลาดจึงจำเป็นต้องมีบัญชีโฆษณาบน tiktok เพื่อเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ เพราะจะมีหน้า dashboard สำหรับนักการตลาดในการสร้างแคมเปญเหล่านี้ด้วยตนเองได้เลย

เริ่มต้นใช้เครื่องมืออย่างไร

หลังจากสมัครเข้าใช้งานแล้ว คุณต้องกรอกรายละเอียดของแคมเปญ เพื่อสร้างโฆษณาของคุณขึ้น tiktok จะช่วยให้คุณจัดระเบียบการโฆษณาได้หลายระดับ โดยคุณจะต้อง

  • กำหนดวัตถุประสงค์ของแคมเปญให้ชัดเจนก่อน
  • จากนั้นค่อยกำหนดระยะเวลาที่โฆษณาชิ้นนี้จะอยู่บนระบบ
  • ระบุกลุ่มเป้าหมาย
  • จากนั้นก็สร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่เราต้องการให้ผู้ใช้งานมาเข้าร่วม
  • หลังบ้านของ Tiktok จะทำการประมวลผลโฆษณาของคุณ

เรตราคาที่น่าสนใจ

แน่นอนว่ารูปแบบการทำโฆษณาแต่ละอย่างก็จะมีเงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • In-Feed Video : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 8 แสน – 1 ล้านบาทต่อวัน
  • Brand Takeover : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 ล้านบาทต่อวัน
  • Hashtag Challenge : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.94 ล้านบาทต่อ 6 วัน
  • Branded AR Content : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6-4 ล้านบาทต่อเอฟเฟค
  • Customer Influencer Package : ราคาของโฆษณาประเภทนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000-33,000 บาทต่อโพสต์

ดังนั้นใครที่สนใจอยากลองทำโฆษณาแบบไหนก็เลือกสรรกันได้เลยนะคะ

 

ที่มา : Hootsuite

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-advertising-on-tiktok