คลังเก็บป้ายกำกับ: HIGHLIGHT

GRAB ออกแถลงการณ์ชี้แจง CRC แค่เข้าถือหุ้นแต่ไม่ได้ฮุบกิจการตามข่าว

หลังข่าวแพร่สะพัดเมื่อช่วงเช้าเกี่ยวกับการเข้าถือหุ้น 67% ของ CRC ใน แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้ง ประเทศไทย เป็นการลงทุนบริษัทแต่ไม่ใช่การถือหุ้นทั้งบริษัท
.
เรื่อง แถลงการณ์จาก แกร็บ ประเทศไทย กรณีที่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในธุรกิจของ แกร็บ ประเทศไทย
.
จากกรณีที่มีรายงานข่าวของสื่อมวลชนบางราย เกี่ยวกับกรณีที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้เข้าซื้อหุ้น Porto Worldwide Limited (“Porto WW”) ในสัดส่วน 67% ซึ่งลงทุนใน แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในสัดส่วน 40% นั้น ได้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนว่า CRC จะเข้าถือครองธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่เป็นความจริง
.
ทั้งนี้ แกร็บ ประเทศไทย ขอยืนยันว่า การดำเนินธุรกรรมทางการเงินดังกล่าวของ CRC ไม่ได้เป็นการครอบครองกิจการของ แกร็บ ประเทศไทย (Takeover) แต่อย่างใด และ เครือเซ็นทรัล (Central Group) ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักใน แกร็บ ประเทศไทย โดยยังคงสัดส่วนการถือหุ้น 40% นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
.
โดยท่านสามารถอ่านข่าวฉบับเต็มซึ่ง CRC ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ที่
https://www.set.or.th/set/newsdetails.do?newsId=16384015916861&language=th&country=TH

ขอแสดงความนับถือ

แกร็บ ประเทศไทย

 

from:https://www.thumbsup.in.th/grab-stock-crc?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=grab-stock-crc

Google เผยรายงานการเปลี่ยนรูปแบบสู่ระบบดิจิทัลสามารถปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยปี 64 ได้ถึง 1 ล้านล้านบาท

Google เผยแพร่รายงานที่มีชื่อว่า “Unlocking Thailand’s Digital Potential” (การปลดล็อกศักยภาพทางดิจิทัลของประเทศไทย) ที่จัดทำโดย AlphaBeta โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่าการเปลี่ยนรูปแบบสู่ระบบดิจิทัลจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ถึง 2.5 ล้านล้านบาทต่อปี (7.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในปี 2573 หรือหากเทียบให้เห็นภาพชัดเจน มูลค่านี้จะเทียบเท่ากับประมาณ 16% ของ GDP ประเทศไทยในปี 2563

จากรายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า 65% ของโอกาสทางดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท (5.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) น่าจะมาจากการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิด-19 นอกจากนี้ การเปลี่ยนรูปแบบสู่ระบบดิจิทัลยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถด้านการฟื้นตัวในระยะยาวของธุรกิจไทย

นอกจากนี้รายงานยังได้ระบุว่า อัตราการนำระบบดิจิทัลไปใช้ของธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยยังคงต่ำอยู่ โดยมีสาเหตุมาจากการขาดแคลนทักษะดิจิทัล ความรู้ด้านเทคโนโลยี และบัณฑิตด้านเทคโนโลยี รวมทั้งต้นทุนที่สูงของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น เครือข่าย 5G

รายงานยังได้ระบุ 3 เสาหลักของการดำเนินการสำหรับประเทศไทยที่นำไปสู่การคว้าโอกาสทางดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งได้แก่ การช่วยให้ธุรกิจต่างๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้งานได้ง่ายขึ้น การปรับปรุงการฝึกอบรมทักษะและการศึกษาด้านระบบดิจิทัล และการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การค้าดิจิทัล

แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่คนไทยก็ได้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และคว้าโอกาสใหม่ๆ โดยนำเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทั้งนี้ Google ยังคงมุ่งมั่นในการช่วยให้ประเทศคว้าโอกาสทางดิจิทัลให้ได้อย่างเต็มศักยภาพผ่านโปรแกรมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรา”

จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับล่าสุดที่จัดทำโดย Google, Temasek และ Bain คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะแตะ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2573 สำหรับประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท (3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2564 คิดเป็นอัตราการเติบโต 51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีอีคอมเมิร์ซเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังพบว่า 34% ของผู้ค้าดิจิทัลเชื่อว่าพวกเขาจะไม่สามารถผ่านวิกฤตครั้งใหญ่นี้ไปได้เลยหากไม่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล และการเปลี่ยนรูปแบบสู่ระบบดิจิทัลจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปและเติบโตขึ้นได้

แจ็คกี้ กล่าวเสริมว่า “เราช่วยให้การนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้งานเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นด้วย Google Cloud และ Think with Google ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ นำเครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึกที่อิงจากข้อมูลจริงไปพัฒนาบริการของตนเอง ในส่วนของการพัฒนาการฝึกอบรมทักษะและการศึกษาด้านระบบดิจิทัล เราได้เปิดตัวโครงการ Saphan Digital โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย

รวมทั้งโปรแกรม Skillshop ที่เป็น one-stop-shop สำหรับฝึกฝนการใช้เครื่องมือต่างๆ ของ Google และสำหรับการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การค้าดิจิทัลระดับโลกนั้น เราได้เปิดตัวโครงการ Google for Startups Accelerator: Southeast Asia ที่ทำให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกของพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยทั้งหมดนี้เป็นความมุ่งมั่นของเราภายใต้พันธกิจ Leave no Thai behind”

Genevieve Lim ผู้บริหารของ AlphaBeta กล่าวว่า “หากมีการนำไปใช้ประโยชน์กับเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2573 เทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีได้ถึง 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 16% ของ GDP ประเทศไทยในปี 2563 อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจก็คือภาคธุรกิจอันดับต้นๆ อย่างค้าปลีก งานบริการ และการผลิต สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างไร โดย 21% ของโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นของภาคผู้บริโภค ค้าปลีก และงานบริการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลของเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคธุรกิจ ICT เท่านั้น”

from:https://www.thumbsup.in.th/google-digital-report?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=google-digital-report

CRC ลงทุน 4,500 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น Grab กว่า 67% ต่อยอดวิสัยทัศน์การเป็นดิจิทัลรีเทล

ข่าวใหญ่อีกหนึ่งเรื่องของเช้าวันนี้คงหนีไม่พ้นการที่เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อหุ้น GRAB สัดส่วนกว่า 67% เพื่อลงทุนในแกร็บ แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) (ชื่อบริษัทจดทะเบียนในไทย) และจะได้เพิ่มสิทธิ์ในการแลกหุ้นของ แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ไปเป็นหุ้นของ Grab Holdings Limited ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่จะทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกา การลงทุนครั้งใหญ่ของเซ็นทรัล ครั้งนี้ นับว่าเป็นการต่อยอดการเข้าถึงบริการของแกร็บจากเดิมที่เคยจับมือกันเมื่อ 3 ปีก่อน โดยครั้งนั้นเข้าถือหุ้นเปล่าแบบไม่มีอำนาจควบคุมกว่า 200 ดอลล่าร์สหรัฐ (อ่านข่าวเก่า)

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) ผู้นำค้าปลีกและแพลตฟอร์มออมนิแชแนลอันดับ 1 ของประเทศไทย ประกาศปิดดีลใหญ่ เข้าซื้อหุ้น Grab ประเทศไทย ซึ่งเป็นเบอร์ 1 Superapp ของอาเซียน ด้วยเงินลงทุน 4,500 ล้านบาท โดยได้เข้าซื้อหุ้น Porto Worldwide Limited (“Porto WW”) ในสัดส่วน 67% ซึ่งลงทุนใน แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด การปิดดีลในครั้งนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญเพื่อต่อยอดให้ เซ็นทรัล รีเทล เป็น Digital Retail ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศไทย และตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

นอกจากนั้น มีโอกาสที่ เซ็นทรัล รีเทล จะได้ประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มจากสิทธิ์ในการแลกหุ้นใน แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ไปเป็นหุ้นของ Grab Holdings Limited (“GHL”) บริษัทแม่ของ Grab ที่จะทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 3 ธันวาคม 2564 (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยมูลค่าหุ้น GHL ณ ราคา IPO (10 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่ Porto WW จะถือหากใช้สิทธิ์แลกหุ้น คิดเป็นประมาณ 14,000 ล้านบาท*

*มูลค่าหุ้นคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 USD = 33.72 บาท

ญนน์ โภคทรัพย์

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Grab ถือเป็นบริษัทสตาร์ทอัพระดับ Decacorn รายแรกของอาเซียน (บริษัท สตาร์ทอัพที่มีมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป) เซ็นทรัล รีเทล ตัดสินใจลงทุนใน Grab เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพของ Grab Superapp ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน สำหรับในประเทศไทย เซ็นทรัล รีเทล เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญกับ Grab มาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเปิดธุรกิจในประเทศไทย จนทำให้ Grab ประสบความสำเร็จเป็นผู้นำอันดับ 1 ของแพลตฟอร์มการบริการที่ครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจ บริการเดินทาง บริการส่งอาหาร บริการระบบโลจิสติกส์ บริการจองโรงแรมและที่พัก และบริการทางด้านการเงิน เราจะนำเอาความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายมาเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าคนไทยทุกคน วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและความภาคภูมิใจที่เราได้มีพันธสัญญาร่วมกัน เพื่อยกระดับวงการค้าปลีกและบริการของไทย ร่วมผลักดันเศรษฐกิจประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง เรามีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาและการเติบโตอย่างยั่งยืน”

รายละเอียดตามสารสนเทศที่เปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีดังนี้

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 OAL Holding Limited (“OAL”) ได้ใช้สิทธิขายคืนหุ้น Porto Worldwide Limited (“Porto WW”) จำนวน 133,545,740 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 67.0[1] ในราคาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาซื้อขายหุ้น ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 (“สัญญาซื้อขายหุ้น”) ให้แก่ Hillborough Group ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ การได้หุ้น Porto WW โดย Hillborough Group ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามภาระผูกพันในสัญญาซื้อขายหุ้น ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2562 และที่ประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 โดยบริษัทฯ ได้แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สำนักงาน ก.ล.ต.”) และได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาระผูกพันดังกล่าวต่อนักลงทุนในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นสามัญเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ แล้ว (“หนังสือชี้ชวน”)

โดยมีรายละเอียดของการซื้อหุ้นตามภาระผูกพันของสัญญา ดังนี้

  • วันที่คาดว่ารายการจะเสร็จสมบูรณ์ : ภายในเดือนธันวาคม 2564
  • ทุนจดทะเบียนของ Porto WW : 199,322,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • มูลค่าการลงทุน : ไม่เกิน 4,500 ล้านบาท (คำนวณตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้นซึ่งได้เปิดเผยไว้ในหนังสือชี้ชวนของบริษัทฯ)
  • สัดส่วนการลงทุน : 133,545,740 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 67.0 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ Porto WW
  • แหล่งเงินทุนที่ใช้ในการซื้อหุ้น : กระแสเงินสดภายในของบริษัทฯ และวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร
  • ประเภทธุรกิจ : ลงทุนในบริษัท แกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด สัดส่วนร้อยละ 40.0

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : การลงทุนในธุรกิจ Grab ในประเทศไทย จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอีโคซิสเต็มและแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่ง เนื่องจาก Grab เป็นผู้นำแพลตฟอร์มบริการออนไลน์สู่ออฟไลน์ที่มีการเติบโตและมีการขยายการให้บริการอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย Grab มีบริการที่หลากหลายและครบถ้วนทั้งบริการส่งอาหาร บริการเดินทาง บริการระบบโลจิสติกส์ บริการจองโรงแรมและที่พัก และบริการการเงิน ที่จะส่งเสริมและผลักดันองค์กรให้เป็น Digital Retail อย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยในการต่อยอดการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ อาจได้รับประโยชน์อีกด้านหนึ่ง หาก Porto WW ใช้สิทธิที่มีเพียงครั้งเดียว ในการแลกหุ้นแกร็บแท็กซี่ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ที่มีอยู่ทั้งหมดหรือบางส่วนไปเป็นหุ้นของ Grab Holdings Limited (“GHL”) ประเภท Class A Ordinary Share ที่จะทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 2 ธันวาคม 2564 (เวลาสหรัฐอเมริกา Eastern Time) ในราคาที่กำหนดไว้แล้วที่ 6.1629 ดอลล่าสหรัฐต่อหุ้น โดย Porto WW สามารถใช้สิทธิการแลกหุ้นดังกล่าวได้ภายในระยะเวลา 60 วันนับจากวันทำการแรกหลังจากครบ 6 เดือนหลังจากวันแรกที่หุ้นของ GHL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดอื่นๆ ของสัญญาที่เกี่ยวข้องและข้อมูลที่เปิดเผยในแบบแสดงรายการข้อมูลของ GHL (Form F-4) ทั้งนี้ ในกรณีที่ Porto WW ใช้สิทธิในการแลกหุ้นที่มีอยู่ทั้งหมด จะถือหุ้น GHL Class A Ordinary Shares ประมาณร้อยละ 1.06 ของจำนวนหุ้น GHL Ordinary Shares ทั้งหมด (ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านบาท ณ ราคา GHL IPO ที่ 10.0 ดอลล่าสหรัฐต่อหุ้น) ทั้งนี้ หาก Porto WW ประสงค์จะใช้สิทธิในการแลกหุ้น บริษัทฯ จะดำเนินการขออนุมัติและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/crc-grab-stock?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=crc-grab-stock

YouTube ประกาศผลวิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดและครีเอเตอร์ยอดนิยมแห่งปี 2564

YouTube ประเทศไทย ประกาศผลวิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดและครีเอเตอร์ยอดนิยมแห่งปี 2564 รวมทั้ง Shorts ครีเอเตอร์ยอดนิยมที่เป็นหมวดพิเศษของปีนี้ โดยรวบรวมจากคอนเทนต์ต่างๆ ที่เผยแพร่บน YouTube ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากผู้นำเสนอคอนเทนต์ที่มีการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และผู้คนทั่วประเทศที่มีพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนไป

ในปีนี้วิดีโอในหมวดทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย คือ “ตำนานแมลงปอ Skizztv (OPZTV fan animation)” จากช่อง PASULOL ที่ใช้เสียงประกอบกับภาพอนิเมชั่นช่วยเล่าเรื่องราวของแมลงปออย่างสนุกสนาน ส่วนอันดับ 2 เป็นของ “สุขสันต์วันเด็ก พิมรี่พายจัดใหญ่ให้น้องบนดอยสูง” จากช่อง พิมรี่พาย ซึ่งเป็นวิดีโอการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในวันเด็กแห่งชาติให้กับน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสบนดอยสูงที่ถูกพูดถึงอย่างมากมาย และ “เก๋ไก๋ Reaction คลิปไปร์ท ช่อง SPD ผู้ให้ No.1 ตลอดกาล” จาก Kaykai Salaider ครีเอเตอร์ไทยที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในประเทศ คว้าอันดับที่ 3 ไปครอง

สำหรับวิดีโอยอดนิยมในหมวดทั่วไปที่ติดโผในอันดับอื่นๆ ได้แก่ “ชาเลนจ์คนจน VS คนรวย อาหาร ถูก VS แพง ปลาหมึกยักษ์ #Mukbang​ RICH vs POOR FOOD CHALLENGE: ขันติ” จากช่อง KunTi ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนจนและคนรวย พร้อมทั้งแฝงคติให้คิดคือทุกคนต้องขยันทำงานถึงจะรวยได้ “ล่าหมึกล่ากั้งสดๆ มาต้มกับบะหมี่ถ้วยร้อน…!! อร่อยสุดๆ [โจโฉ]” วิดีโอรีวิวการรับประทานบะหมี่ที่ไม่ธรรมดาจากช่อง JoCho Sippawat และ “รักมั่นคงกับนางในฝัน | HIGHLIGHT วันทอง EP.1 | 1 มี.ค. 64 | one31” ฉากไฮไลท์จากละคร “วันทอง” ของช่อง one31

10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube ประเทศไทย หมวดทั่วไป (จัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2564)

  • ตำนานแมลงปอ Skizztv (OPZTV fan animation) – PASULOL
  • สุขสันต์วันเด็ก พิมรี่พายจัดใหญ่ให้น้องบนดอยสูง – พิมรี่พาย
  • เก๋ไก๋ Reaction คลิปไปร์ท ช่อง SPD ผู้ให้ No.1 ตลอดกาล – Kaykai Salaider
  • เก็บรูปคู่ไว้ในความทรงจำ 7 ปี (SPD!!) – SpriterDer SPD
  • แกล้งครูอกหักแฟนมีชู้ #18 | scary teacher 3D – zbing z.
  • ผัวขอเคลียร์กรณีพังบ้านยับ เพราะเมียไม่ให้พาหญิงอื่นอยู่ร่วมชายคา! | EP.1015 | 19 ส.ค.64 |#โหนกระแส – โหนกระแส (Hone-Krasae) Official
  • ชาเลนจ์คนจน VS คนรวย อาหาร ถูก VS แพง ปลาหมึกยักษ์ #Mukbang​ RICH vs POOR FOOD CHALLENGE: ขันติ – KunTi
  • ล่าหมึกล่ากั้งสดๆ มาต้มกับบะหมี่ถ้วยร้อน…!! อร่อยสุดๆ [โจโฉ] – JoCho Sippawat
  • ปรากฏการณ์ธรรมชาติประหลาดลึกลับ..ขนาดนักวิทยาศาสตร์ยังต้องทึ่ง – MR.B
  • รักมั่นคงกับนางในฝัน | HIGHLIGHT วันทอง EP.1 | 1 มี.ค. 64 | one31 | – one31

ด้านวิดีโอยอดนิยมในหมวดมิวสิควิดีโอ อันดับ 1 ผลเป็นไปตามคาดกับเพลง “ทน” โดย Sprite x Guygeegee ของช่อง HYPE TRAIN ซึ่งเป็นเพลงไทยเพลงแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ติดอันดับ 89 ในชาร์ต Billboard Global ในขณะที่เพลงลูกทุ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดย  6 ใน 10 ของมิวสิควิดีโอยอดนิยมเป็นเพลงลูกทุ่ง ส่วนอันดับ 2 เป็นเพลงลูกทุ่งอีสาน “บ้านพี่สกลหนาวเเล้ว” โดย MAN’R x BEARING ft ท้าวคำสิงห์ x ขยะหน้าต้นไม้ ผลงานจากช่องของซูเปอร์สตาร์ลูกทุ่ง ก้อง ห้วยไร่ ต่อด้วยอันดับ 3 กับเพลง “ແພງອ້າຍ (แพงอ้าย)” จากช่อง Sophana CHANNEL ตามมาด้วยอันดับ 4 กับเพลง “เพื่อนเล่น ไม่เล่นเพื่อน” ที่ Tilly Birds ร่วมร้องกับ MILLI จากช่อง Gene Lab และอันดับ 5 ได้แก่เพลง “หนังเรื่องเก่า” โดยนักร้องลูกทุ่งสาว เนสกาแฟ ศรีนคร

10 อันดับวิดีโอยอดนิยมบน YouTube ประเทศไทย หมวดมิวสิควิดีโอ (จัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2564) 

  • SPRITE x GUYGEEGEE – ทน (Prod. by MOSSHU) OFFICIAL MV – HYPE TRAIN
  • บ้านพี่สกลหนาวเเล้ว – MAN’R x BEARING ft ท้าวคำสิงห์ x ขยะหน้าต้นไม้ (​Official MV) – ก้อง ห้วยไร่
  • ແພງອ້າຍ (แพงอ้าย) SOPHANA x Nutdao x Mild&Mint x แบกือ BiGYAI [OFFICIAL MV] – Sophana CHANNEL
  • เพื่อนเล่น ไม่เล่นเพื่อน (Just Being Friendly) – Tilly Birds Feat. MILLI |Official MV| – Gene Lab
  • หนังเรื่องเก่า – เนสกาแฟ ศรีนคร 【OFFICIAL MV】 – เนสกาแฟ ศรีนคร Official
  • LISA – ‘LALISA’ M/V – BLACKPINK
  • รักควรมีสองคน  – DUO ทีมเมีย (พร จันทพร) vs ทีมชู้ (เนย ภัสวรรณ) [MV VERSION] – พอดีม่วน STUDIO
  • Txrbo Ft. PEARWAH – น้ำลาย (Lie) (Prod. By NINO & Txrbo) [Official MV] – High Cloud Entertainment
  • แสดงอาการ – เม้ก อภิสิทธิ์ [Official MV] จอนนี่มิวสิค – จอนนี่มือปราบอินดี้ official
  • MAN’R X BEARING – หน้าสุดท้ายของปฏิทิน (Official MV) – MANR

ตามมาด้วยหมวดครีเอเตอร์ยอดนิยมแห่งปี อันดับ 1 เป็นของช่อง SpriteDer SPD กับสโลแกน SPD NO. 1 ผู้ให้ตลอดกาล ที่มีคอนเทนต์สนุกๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างมาก ส่วนอันดับ 2 เป็นของแป้ง นักแคสเกมยอดนิยม zbing z. ครีเอเตอร์ไทยที่มีผู้ติดตามมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วยจำนวนผู้ติดตามกว่า 15 ล้านคน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่  PRIMKUNG และ อันดับ 4 เป็นของช่องพิมรี่พาย และครีเอเตอร์สายเกมอีก 1 ช่อง MNJ TV ติดโผอันดับ 5

10 อันดับครีเอเตอร์ยอดนิยมบน YouTube ประเทศไทย (จัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2564)

  • SpriteDer SPD
  • zbing z.
  • PRIMKUNG
  • พิมรี่พาย
  • MNJ TV
  • My Mate Nate
  • หลอนไดอารี่
  • LowGrade
  • Kyutae Oppa
  • Bie The Ska

สำหรับหมวดครีเอเตอร์ดาวรุ่งและเติบโตอย่างรวดเร็วบน YouTube ในปี 2564 อันดับ 1 เป็นของช่อง พี่น้องไทย ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ประเภทละครสั้น อันดับ 2 คือ Eoirndaime อันดับ 3 ได้แก่ครีเอเตอร์สายเกม Lucky Camel11 สำหรับอันดับ 4 และ 5 เป็นของนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง Jackfanchan และ หนุ่มคงกระพัน official

10 อันดับครีเอเตอร์ดาวรุ่งบน YouTube ประเทศไทย (จัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2564) 

  • พี่น้องไทย
  • Eoirndaime
  • Lucky Camel11
  • Jackfanchan
  • หนุ่มคงกระพัน official
  • OwenKingDoM
  • The Xesitz
  • ราชาหล่อเท่
  • อ้าย.นาวิน Channel
  • YANAKON CHANNEL

ส่งท้ายด้วยหมวดพิเศษในปีนี้คือ Shorts ครีเอเตอร์ยอดนิยม อันดับ 1 ได้แก่ช่อง Taiyang Media กับละครสั้นสอนใจ อันดับ 2 คือช่อง HASAN Nattapong อันดับ 3 เป็นช่อง MomMe Chidjun ของพลอย ชิดจันทร์ ส่วนช่อง โมเมายากันยุง และ Bie The Ska Shorts คว้าอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ

10 อันดับ Shorts ครีเอเตอร์ยอดนิยมบน YouTube ประเทศไทย (จัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2564)

  • Taiyang Media
  • HASAN Nattapong
  • MomMe Chidjun
  • โมเมายากันยุง
  • Bie The Ska Shorts
  • THAMMACHAD
  • Lady SO เชอริลิน
  • หนิง-ตั้ม ซุปตาร์
  • Non Tachi
  • oooOng

และในปีนี้ YouTube ประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก YouTube ครีเอเตอร์ ที่ได้รับรางวัลอันดับ 1 ในหมวดต่างๆ  มาช่วยประกาศผลวิดีโอและครีเอเตอร์ยอดนิยมในแต่ละหมวด ด้วยการร่วมทำคลิปวิดีโอ อาทิ วิดีโอประกาศ 10 ครีเอเตอร์ดาวรุ่งบน YouTube ประเทศไทย โดยช่อง พี่น้องไทย

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-announces-top-trending-videos-and-creators-of-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-announces-top-trending-videos-and-creators-of-2021

Watson มั่นใจความแข็งแรงในธุรกิจความงามตลอด 25 ปี เดินหน้า O+O โอกาสใหม่ในการเข้าถึงลูกค้า

แม้วัตสัน (Watson) จะอยู่ในธุรกิจความงามมาตลอด 25 ปี และถือว่าเป็นธุรกิจที่ให้บริการเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงามแก่คนไทยและต่างชาติที่มาท่องเที่ยวเมืองไทยจนเป็นที่ยอมรับของคนทุกช่วงวัย

แต่ภาวะโควิด-19 ก็ทำให้วัตสันต้องปรับเปลี่ยนช่องทางการขายที่นอกจากจะขยายหน้าร้านจนมีกว่า 619 สาขาแล้ว ยังเดินหน้าช่องทางการขายแบบ O+O เพื่อรับเทรนด์การปรับเปลี่ยนสู่อนาคต

คุณพสิษฐ์ มั่นคงขันติวงศ์ Managing Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า จากอัตราการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทย ทำให้วัตสันไปให้ความสำคัญในพื้นที่ให้บริการสำหรับคนไทยมากขึ้น และปรับเปลี่ยนการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทย

แต่เพื่อให้บริการลูกค้าได้เข้าถึงทุกระดับยังคงมีแผนเปิดสาขาต่อเนื่องจากปัจจุบัน 619 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะมี 640 สาขา ทำให้ภาพรวมการเปิดสาขาของปีนี้มากกว่า 50 สาขาและปีหน้าก็ได้มีการเสนอไปทางสำนักงานใหญ่ในการขออนุญาตขยายสาขาอีก 50 แห่งและได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงสาขาเดิมไม่ต่ำกว่า 100 สาขาในแต่ละปี นี่จึงเป็นจุดที่ยืนยันให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าวัตสันยังคงแข็งแรงในกลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงาม

คุณนวลพรรณ ชัยนาม Customer Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดโควิดหนักมาก ทำให้วัตสันเองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันตามความต้องการของลูกค้า โดยจะเป็นการเชื่อมโยงลูกค้าแบบ O+O (Online + Offline) คือ ลูกค้าช้อปสินค้าออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน เพราะสะดวกและมั่นใจในความปลอดภัยในการมารับเองที่สาขา

แม้ว่าการแข่งขันในธุรกิจสุขภาพและความงามจะดุเดือดขึ้นเพราะมีทั้งรายใหญ่และรายใหม่เข้ามาหลายราย แต่วัตสันก็มั่นใจว่าเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มธุรกิจนี้ ซึ่งวัตสันพยายามที่จะปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้บริโภค

ทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.watsons.co.th และแอปพลิเคชัน Watsons TH โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้บริการลูกค้าได้อย่างตรงตามความต้องการ เช่น บริการ Click & Collect ที่ช้อปสินค้าผ่านออนไลน์

แต่เลือกรับสินค้าที่สาขาใกล้บ้านหรือที่ทำงานตามที่ลูกค้าสะดวก และ Watsons Chat & Shop ช้อปผ่านการแชทแบบเรียลไทม์กับพนักงานประจำร้านวัตสัน 250 สาขา รวมถึงช่องทางล่าสุดที่วัตสันได้เข้าไปจับมืออย่างเป็นทางการกับ Delivery platform เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสั่งซื้อแล้วสามารถรอรับสินค้าได้เลย

“ช่วงโควิด-19 ลูกค้ามีการใช้บริการที่เรียกว่า Chat&Shop ในการให้พนักงานตรวจสอบและเช็คสินค้า จากนั้นจัดส่งถึงบ้านหรือมารับที่สาขาก็ได้ตามความสะดวก ทำให้วัตสันขยายทุกอย่างเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งช่องทางออนไลน์ การโต้ตอบลูกค้า แวร์เฮ้าส์ที่ภาคอีสานและภาคเหนือเพิ่มเติมเพื่อขยายช่องทางในการจัดส่ง เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้อย่างสะดวกขึ้น”

ทางด้านของสินค้าขายดี ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ไม่ค่อยต่างกัน คือ Skincare, Derma Skin, Personal Care, Health & Fitness และ Cosmetic ซึ่งสินค้าเหล่านี้ไม่ได้เก็บมูลค่าตลาดที่ชัดเจนแต่มีการเติบโตเกือบ 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ส่วนเหตุผลที่มีการเติบโตคือส่วนของ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เจลแอลกอฮอล์ คนทำสีผมเองที่บ้านเยอะขึ้น ส่งผลให้ยอดซื้อต่อบิลในช่องทางออนไลน์มีการสั่งซื้อจำนวนซื้อเยอะขึ้นโตกว่าหน้าร้าน 2.5 เท่า

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบยอดขายระหว่างออนไลน์และออฟไลน์นั้น การจับจ่ายที่หน้าร้านยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท แต่ก็คาดการณ์ว่าในอนาคตช่องทางออนไลน์จะสร้างรายได้ถึง 20% เพราะเป็นเทรนด์การปรับเปลี่ยนการจับจ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ วัตสัน ยังได้เชิญชวนลูกค้าร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคมไทยผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมและโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น โครงการคืนรอยยิ้มสู่น้อง (Give a Smile) มอบความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้กับเด็กๆ ที่ประสบปัญหาโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือ โครงการโบว์สีเขียว (Green Ribbon) ที่ช่วยเหลือสตรีและเด็ก

 

from:https://www.thumbsup.in.th/watson-celebration-25-years?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=watson-celebration-25-years

3 เทคนิคสร้างผู้ติดตามแบรนด์ให้เติบโตเพิ่มในช่วงปลายปี

กำลังจะก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งถือว่าเป็นไฮซีซั่นที่นักการตลาดและแบรนด์อยากได้กลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ๆ เพิ่ม เพื่อสร้างโอกาสทางการขายกันใช่ไหมคะ Instagram ก็ได้แนะนำเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

Lolly Hu ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องเขียนอย่าง Oh Lolly Day นับว่าเป็นเจ้าของแบรนด์ที่สามารถสร้างผู้ติดตามและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในแบรนด์ของผู้ชมได้เป็นจำนวนมาก

โดยเคล็ดลับของเขาก็คือ การสร้างชุมชน (Community) และสิ่งอำนวยความสะดวกในการมีส่วนร่วมให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย เพราะผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างก็ต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และอยากได้ “เสียงตอบกลับ” จากแบรนด์ที่รับฟังในการแสดงความคิดเห็นและทำให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีคนสนใจหรือคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน

  • ธุรกิจขนาดเล็กที่แชร์ประสบการณ์การเติบโตและเทคนิคการทำธุรกิจบน Feeds หรือ Stories บน Instagram มักจะได้รับความสนใจและยอมรับจากผู้ติดตามเสมอ (small business are always growing Share your journey on your instagram feed or stories)
  • สร้างคอนเทนต์ซีรี่ส์ที่ผู้ติดตามของคุณจะมีโอกาสมีส่วนร่วมได้ หรือใช้แฮชแท็กที่น่าสนใจมาส่งเสริมการแชร์และเพิ่มโอกาสพูดถึง (create a series that your audience can be a part of. use hashtags to encourage conversation)
  • สร้างช่วงเวลาสุดพิเศษด้วย GIF หรือ Filter สนุกๆ ของธุรกิจคุณเพื่อให้ผู้ติดตามของคุณนำไปแชร์หรือมีส่วนร่วมกับความพิเศษนี้ไปด้วยกัน (create special moments make a GIF or filter for your business that your audience can share and interact with)

ทั้ง 3 เทคนิคนี้ เป็นเรื่องที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ง่ายและเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมและสร้างการเติบโตได้ ลองทำกันค่ะ

 

 

ที่มา : Instagram for Business

from:https://www.thumbsup.in.th/3-technic-your-instagram-efforts?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=3-technic-your-instagram-efforts

Let’s Get To Work แคมเปญล่าสุดจาก ซีค เอเชีย ที่จะมาปลุกขวัญและกำลังใจให้ผู้ประกอบการและคนหางาน

Let’s Get To Work แคมเปญล่าสุดของ ซีค เอเชีย (SEEK Asia) เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง โดยสื่อสารครอบคลุมทั้งช่องทางดิจิทัล สื่อนอกบ้าน (OOH) โซเชียลมีเดีย และการประชาสัมพันธ์ เน้นการสื่อสารที่สร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้หางานออกล่าตามฝัน เพื่อหางานที่ใช่ โดยแคมเปญนี้ถือเป็นการสานต่อการปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปี 2563 และยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่แสดงถึงการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแสดงจุดยืนของ จ๊อบสตรีท (JobStreet) และ จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) ที่ต้องการเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มหางาน และต้องการเป็นสื่อกลางช่วยให้ผู้ประกอบการเจอผู้หางานที่ใช่ และผู้หางานได้พบกับงานที่ชอบ

โดยแคมเปญนี้มุ่งหวังบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้อัตราคนว่างงานพุ่งสูงขึ้นถึงราว 81 ล้านคนในเอเชีย และทำให้คนหางานจำนวนมากยังไม่สามารถหางานได้ สถานการณ์โรคระบาดนี้ยังได้เปลี่ยนทัศนคติที่คนทำงานมีต่อการทำงานด้วยเช่นกัน กล่าวคือ คนทำงานส่วนใหญ่หันกลับมาพิจารณาความต้องการเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน รูปแบบการทำงาน และประเภทของงาน จนนำไปสู่กระแสที่เรียกกันว่า “การลาออกครั้งใหญ่ (Great Resignation)” ซึ่งเป็นคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการจัดการ แอนโธนี่ โคลทซ์ จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เอ แอนด์ เอ็ม ซึ่งกระแสดังกล่าวนี้ช่วยอธิบายถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่แม้แต่คนทำงานที่มากประสบการณ์ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อหางานใหม่ที่มีความหมายกับตัวเองมากกว่า

เจน ครูซ-วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีค เอเชีย กล่าวว่า “สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบทำให้เกิดการหยุดจ้างงานเป็นวงกว้าง รวมถึงการลดชั่วโมงทำงานและการลดเงินเดือน ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายคนได้กลับมาพิจารณาเป้าหมายส่วนตัวอีกครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังจากการทำงาน ในปัจจุบันเป้าหมายของผู้หางานไม่ได้มุ่งเน้นเพียงค่าตอบแทนอีกต่อไป แต่ผู้หางานมองหาการเติมเต็ม ความสมดุลระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว และความก้าวหน้าในอาชีพ ดังนั้นหลาย ๆ บริษัทจึงต้องปรับตัวสู่โลกใบใหม่ของการจ้างงานและการทำงาน ซีค เอเชีย (SEEK Asia) จึงเปิดตัวแคมเปญ Let’s Get To Work เพื่อจูงใจผู้หางานให้ออกไปหางานที่ชอบ โดยมีแพลตฟอร์มของเราช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้พบโอกาสงานใหม่ที่ตรงตามความสนใจ และเป็นเสมือนคู่คิดด้านการทำงานที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานรุ่นใหม่ และสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาได้เป็นตัวเอกในเส้นทางอาชีพของเขาเอง”

แคมเปญ Let’s Get To Work นี้ ได้เชิญชวนเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงจากทั่วภูมิภาคมาร่วมแคมเปญ อาทิ ชารอน ออ นักแสดงชาวสิงคโปร์, ฮาริธ อิสกันเดอร์ นักแสดงตลกชาวมาเลเซีย, เกอร์รี่ กิเรียนซ่า บล็อกเกอร์ชาวอินโดนีเซีย, มาร์วิน อากัสติน นักแสดงและเชฟชาวฟิลิปปินส์ ชาร์ลส์ อึ้ง เจ้าของธุรกิจฟิตเนสชาวฮ่องกง และครูพี่แอน-วรินธร เอื้อวศินธร ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษชาวไทย เพื่อให้เข้าถึงตลาดงานของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ในปี 2565 ซีค เอเชีย (SEEK Asia) เตรียมเปิดตัวมหกรรมหางานสายเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าจับคู่งานในสายเทคโนโลยีหลายพันตำแหน่งให้กับผู้สมัครนับแสนคน เพื่อเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยให้ผู้หางานได้พบโอกาสในการทำงานใหม่ ๆ กับบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น

ปีเตอร์ บิโธส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีค เอเชีย กล่าวว่า “ซีค เอเชีย (SEEK Asia) เป็นแพลตฟอร์มหางานที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายของเราคือการเติบโตให้ได้ 4 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า และขยายแพลตฟอร์มของเราให้เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มที่คนรู้จักในวันนี้ เรากำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการลงทุนในบุคลากร นวัตกรรม และเทคโนโลยี สำหรับแคมเปญ Let’s Get To Work เราได้มีส่วนร่วมและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หางานได้พบกับงานที่มีความหมายกับพวกเขามากขึ้น รวมถึงการที่ผู้หางานเลือกแพลตฟอร์มของเราก็จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการให้เข้ามาหาผู้สมัครที่ใช่ในแพลตฟอร์มของเราเพิ่มขึ้น และนำไปสู่โอกาสต่าง ๆ อีกมากมาย แคมเปญ Let’s Get To Work เป็นส่วนสำคัญของความมุ่งมั่นของ ซีค เอเชีย (SEEK Asia) ที่มีต่อผู้หางานและผู้ประกอบการ ซึ่งแคมเปญนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของแผนการพัฒนาของเราเท่านั้น”

สำหรับการเปิดตัวแคมเปญนี้ในประเทศไทย นางสาวพรลัดดา เดชรัตน์วิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) ในฐานะแพลตฟอร์มหางานชั้นนำของไทย เราต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทั้งผู้ประกอบการที่อาจจะได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงผู้หางานที่อาจจะยังไม่เจองานที่ใช่ ให้กลับเข้าสู่ตลาดงานอีกครั้ง เราสื่อสารแคมเปญนี้ผ่านอินฟลูเอนเซอร์หลายท่าน อาทิ ครูพี่แอน-วรินธร เอื้อวศินธร ติวเตอร์ชื่อดัง, หมูปิ้ง-ศุภชัย บุญกระจ่าง รปภ. ที่โด่งดังบน TikTok, แคมป์-มนัสวี ประสิทธิ์ถิรวัฒน์ ศิลปินหนุ่มเสียงดี และคุณหนุ่ม-ปณัสย์ ลิมปกาญจน์ จาก The Hunters มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่จะช่วยปลุกพลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นและก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยกัน โดย จ๊อบส์ดีบี (JobsDB) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถเป็นแพลตฟอร์มสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเจอผู้หางานที่ใช่ และผู้หางานได้พบกับงานที่ชอบ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสู่ความสำเร็จ”

ติดตามเรื่องราวปลุกพลัง ปลุกฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้คุณอยากจะลุกขึ้นมาเพื่อทำตามความฝันและออกก้าวเดินอีกครั้งเพื่อตามหางานที่ใช่ ผ่านประสบการณ์ชีวิตของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยได้ที่ https://jobsdb.me/Letsgetwork

 

from:https://www.thumbsup.in.th/lets-get-to-work-seek-asia?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=lets-get-to-work-seek-asia

LINE ลงสนามสู้เทรนด์คลิปวีดีโอสั้น ส่ง LINE VOOM เอาใจวัยรุ่น

ไม่ยอมตกขบวนเรื่องคลิปวีดีโอสั้น สำหรับ LINE ปรับการให้บริการ  “LINE TIMELINE” สู่แพลตฟอร์มวิดีโอใหม่ล่าสุด “LINE VOOM” หวังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานรุ่นใหม่ที่เน้นการใช้งานบนแพลตฟอร์มสำหรับคลิปวิดีโอสั้น ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสนุกได้อย่างไม่สิ้นสุด

โดย “LINE VOOM” จะเปิดใช้งานพร้อมกันในประเทศไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยผู้ใช้งาน LINE สามารถใช้งาน LINE VOOM ได้บน LINE เวอร์ชัน 11.20 ขึ้นไป เท่านั้น

ทั้งนี้ LINE VOOM จะเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายให้ผู้ใช้งานได้เลือก ชม-แชร์-ช้อป-ชาเลนจ์ และได้ตั้งเป้าผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากฐานผู้ใช้งานต่อเดือนของ LINE TIMELINE เดิมที่มีอยู่กว่า 35 ล้านคน

นอกจากนั้น LINE VOOM จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น ปรับรูปแบบการมองเห็นคอนเทนต์ของผู้อื่น จากรูปแบบการเพิ่มเพื่อน (Friend-based) สู่การติดตามบัญชี (Follow-based) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานอื่นได้อย่างง่ายดายมากขึ้น และเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์แชร์ให้กับผู้ใช้งาน LINE อื่นอีกกว่า 50 ล้านคน

รวบรวมคอนเทนต์พิเศษจากทั่วโลกที่สามารถรับชมได้ผ่าน LINE VOOM เท่านั้น รวมถึงคอนเทนต์สุดพิเศษสาย K-Pop ซึ่งจะขนขบวนมาให้รับชมได้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นไป

“LINE VOOM” ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิด “เข้าถึงทุกคอนเทนต์ จัดเต็มทุกความสนุก” ที่ผู้ใช้งานสามารถส่งไอคอนแสดงความรู้สึกหรือเขียนคอมเมนต์ให้กับวิดีโอ ที่ชื่นชอบและสามารถแชร์ต่อให้กับเพื่อนในแอปพลิเคชัน LINE ได้

โดยคำว่า “VOOM” มาจากการผสมกันของคำว่า ว่า “Video Room” “Visual Room” และ “Boom” สื่อให้เห็นถึงการที่ผู้ใช้งานสามารถสนุกกับวิดีโอได้ทุกที่ทุกเวลา อันแน่นด้วยเทรนด์ใหม่ๆ และเรื่องราวยอดนิยม

ระบบจะทำการศึกษาประวัติการเข้าชมคอนเทนต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานเข้าดู และวิเคราะห์ความสนใจเพื่อแสดงผลวิดีโอ ที่ตรงต่อความสนใจนั้นๆ บนแถบ “แนะนำ” โดยวิดีโอที่ระบบแนะนำจะปรับเปลี่ยนไปตามผู้ใช้งานแต่ละคน ยิ่งรับชมมาก ระบบจะยิ่งแนะนำวิดีโอที่น่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้และค้นพบสิ่งใหม่ๆ ผ่านทางคอนเทนต์วิดีโอที่หลากหลายได้อีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/line-voom-short-clip?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-voom-short-clip

เข้าถึงลูกค้าแบบ 24/7 บัซซี่บีส์ มั่นใจระบบ Loyalty Platform ครอบคลุมตลาดทุกเซ็กเมนต์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์

เทรนด์ตลาดโลกทุกวันนี้ ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องเริ่มลงทุนกับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กับความต้องการ เลือกใช้แพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และทำ Personalize ที่เหมาะกับแบรนด์ของตนเอง ซึ่งนับเป็นเทรนด์การตลาดแห่งอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบัซซี่บีส์ ที่ได้นำ Learning Machine เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่จะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภค คู่แข่ง และเข้าใจสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงพฤติกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบริบทสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บัซซี่บีซ์ เติบโตจาก Tech Startup และก้าวสู่ผู้นําด้าน CRM Privileges & Loyalty Platform อันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อเป็น Digital Engagement Platform ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงาน หรือ Roadmap ให้กับบัซซี่บีส์ก้าวมาสู่ความสำเร็จและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในวันนี้

นางสาวณัฐนันท์ ฉันทปริยวาท ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (Buzzebees) กล่าวว่า ปัจจุบัน บัซซี่บีส์ได้ขยายธุรกิจจากการให้บริการพัฒนาแพลตฟอร์ม CRM และการจัดหา Privileges สู่การเป็นผู้บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบดิจิทัลครบวงจร เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) และลูกค้าขนาดย่อม (Retail) มากขึ้น โดยแบ่งบริการเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1. โปรแกรมความภักดีระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค (Loyalty Program) 2. การบริหารจัดการด้านการจัดหาสิทธิพิเศษและดีลต่างๆ (Privileges Management) และ 3. บริการด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครอบคลุม (E-Commerce Service) โดยระบบหลังบ้านทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันอยู่บน Eco-System ของบัซซี่บีส์ ซึ่งครอบคลุมตลาดในทุกเซ็กเม้นต์ อาทิ ธุรกิจการเงินการธนาคาร, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจอุปโภคบริโภค, ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจเทคโนโลยี, ธุรกิจปิโตรเลียม, ธุรกิจยานยนต์ และธุรกิจการเกษตร เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้น แพลตฟอร์มของและบริการของ บัซซี่บีส์ ยังครอบคลุมไปถึงผู้บริโภคในทุกกลุ่มเซ็กเมนต์ ตั้งแต่กลุ่มแมส กลุ่มพรีเมียมแมส รวมไปถึงกลุ่มลักซ์ชัวรี่ และได้เข้ามามีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในทุกจังหวะชีวิตและทุกช่วงเวลา ผ่านแพลตฟอร์มการสะสมคะแนนผ่านการซื้อสินค้าและกิจกรรมต่างๆ การช้อปปิ้งออนไลน์บนแพลตฟอร์ม E-Commerce หรือบนแอปพลิเคชั่นของแบรนด์เอง, การสั่งอาหารออนไลน์เดลิเวอรี่, การแลกสิทธิพิเศษกับร้านค้าที่หน้าร้านหรือผ่านแอปพลิเคชั่น, การใช้สิทธิ์แลกซื้อของ Vending Machine และการชำระเงินแบบ Cashless ที่หน้าร้านค้า โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีส่วนเชื่อมโยงกับ Buzzebees Eco-System ซึ่งจะเก็บอยู่รูปแบบ Big Data และด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่มากมายมหาศาล ยิ่งทำให้สามารถวิเคราะห์ในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเทรนด์แห่งอนาคต

โดยในปี 2564 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก บัซซี่บีส์ โดยรวมยังคงเติบโต คาดการณ์ว่าผลประกอบการในปี 2564 จะมีรายได้รวมที่ 1,250 ล้านบาท โดยเติบโตจากที่ปี่ผ่านมาถึง 35% นอกจากนี้ บัซซี่บีส์ได้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนธุรกิจหรือสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ Buzzebees Network รวมมูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท ปัจจุบันบัซซี่บีส์มีฐานข้อมูลผู้ใช้งานถึง 85 ล้านบัญชี บนกว่า 300 แพลตฟอร์ม ทำให้สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดในการวางแผนกลยุทธ์ให้กับลูกค้า ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์องค์กร รวมถึงผู้ประกอบการ SME ขนาดย่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในพันธมิตรรายใหม่กลุ่มลักซ์ชัวรี่แบรนด์ คุณนันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เฟอร์รารี่แต่เพียงผู้เดียวในไทย กล่าวว่า “ทางบริษัทดูแล Super Luxury Brand ซึ่งมีความเป็น Exclusive ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สินค้า โชว์รูม ศูนย์บริการแบบครบวงจร รวมถึงการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ฉะนั้นแอปพลิเคชั่นก็ย่อมมีความสำคัญมากเช่นกันในการตอบสนองการดูแลเจ้าของรถในแบบอย่างของ Customer Service Excellence เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรงทุกที่ทุกเวลา ต้องมีความเหนือระดับและมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ด้านบริการดูแลรถยนต์ให้กับลูกค้าอย่างครบครัน”

ขณะที่พันธมิตรด้านเออร์บันไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้งมอลล์ คุณจิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์ รองกรรมการบริหาร เกษรวิลเลจ กล่าวถึงจุดเด่นของเกษรวิลเลจว่า “เราต้องการยกระดับประสบการณ์การมาเยือนเกษรวิลเลจให้กับลูกค้าทุกคนให้ได้พบกับความพิเศษที่มีมากกว่าการมาเดินช้อปปิ้ง ลูกค้าทุกคนจะได้พบกับ Uniquely Gaysorn Experience ซึ่งเป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แตกต่างอย่างเหนือระดับด้วย Personalized & Customization concept และการ Enriched Services ฉะนั้นการมอบประสบการณ์บน Digital CRM Platform ยังคงคอนเซ็ปต์เดียวกัน ที่มุ่งเน้นการบริการให้กับลูกค้าที่ถือบัตรสมาชิก Gaysorn Membership แบบเอ็กซ์คลูซีฟ โดยการมอบสิทธิพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม คุณภาพที่ดี และคุณค่าทางใจ ซึ่งทางบัซซี่บีส์จะต้องคัดสรรสิ่งต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าของเกษรวิลเลจเกิดความประทับใจ และรู้สึกพิเศษเฉพาะตัว ตามคอนเซ็ปต์ Personalization โดยเกษรวิลเลจเชื่อมั่นและไว้วางใจบัซซี่บีส์ ในความเป็นมืออาชีพด้าน CRM เพราะลูกค้าของเกสรวิลเลจได้รับประสบการณ์ที่ดีเสมอมา”

ปิดท้ายด้วยคุณไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวปิดท้ายว่า “บัซซี่บีส์ขอขอบคุณพันธมิตรทุกๆ ราย ที่ให้ความไว้วางใจ เป้าหมายของเราคือช่วยให้พันธมิตรเติบโตไปข้างหน้า ด้วยประสบการณ์ด้านการดำเนินการ Loyalty Platform ที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านการตลาดและ Data Management Platform บนระบบของบัซซี่บีส์ที่มีการเชื่อมโยงระบบหลังบ้านอย่างเป็นระบบและมีความปลอดภัยขั้นสูงจากการเป็นพันธมิตรในระดับ Gold Member กับ Microsoft”

บัซซี่บีส์มั่นใจว่าจะมุ่งพัฒนาคุณภาพและผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยจะนำ Machine Learning หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพของแพลตฟอร์ม รวมถึงการขยาย Eco-System และ Network ผ่านบริการและการเชื่อมต่อกับพันธมิตรรายใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพันธมิตรทุกรายสูงสุดและเพื่อจุดหมายสู่การเป็น Digital Engagement Platform ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

from:https://www.thumbsup.in.th/buzzybees-loyalty-platfrom?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=buzzybees-loyalty-platfrom

การ์ทเนอร์เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงแห่งปี 2565

การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาดูและศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า ส่วนใหญ่ยังเน้นที่ระบบข้อมูล (DATA) เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

 

แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงแห่งปี 2565 ได้แก่

กำเนิดใหม่ปัญญาประดิษฐ์ [Generative Artificial Intelligence (AI)]

หนึ่งในเทคนิคของการพัฒนา AI ที่เป็นที่รู้จักและมีประสิทธิภาพมากที่สุดและกำลังเข้าสู่ตลาดคือ Generative AI ซึ่งเป็นแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับคอนเทนท์หรือ Data Object และใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นต้นฉบับและมีความเสมือนจริง

Generative AI สามารถใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การสร้างโค้ดซอฟต์แวร์ เร่งกระบวนการพัฒนายาและการทำตลาดที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Targeted Marketing) อย่างไรก็ดียังพบว่ามีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้เพื่อละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผู้อื่น ปลอมแปลงข้อมูลประจำตัว หลอกลวง ฉ้อโกง บิดเบือนข้อมูลทางการเมือง และอื่น ๆ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 เทคโนโลยี Generative AI จะมีสัดส่วนเป็น 10% ของข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับการผลิตขึ้นมา สูงกว่าปัจจุบันที่มีปริมาณน้อยกว่า 1%

โครงข่ายข้อมูล [Data Fabric]

จำนวนข้อมูลและแอปพลิเคชันแบบไซโลเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนบุคลากรที่มีทักษะในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data and Analytics – D&A) กลับคงที่หรือลดลง

Data Fabric ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรวมข้อมูลที่ยืดหยุ่นและรองรับการทำงานระหว่างแพลตฟอร์มและระหว่างธุรกิจได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการรวมข้อมูลขององค์กรง่ายขึ้น และสร้างสถาปัตยกรรมที่พร้อมสำหรับการขยายขนาดซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสะสมทางเทคนิคที่เกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่า “หนี้ทางเทคนิค” (Technical Debt) ซึ่งพบบ่อยในทีม D&A โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความท้าทายในการรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเข้าด้วยกัน

ประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Data Fabric คือความสามารถในการปรับปรุงการใช้ข้อมูลแบบไดนามิกด้วยการวิเคราะห์ภายในตัวมันเอง ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลได้มากถึง 70% ซึ่งช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า

องค์กรแบบกระจาย [Distributed Enterprise]

ด้วยปัจจุบันรูปแบบการทำงานระยะไกลและไฮบริดที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับองค์กรที่เคยเน้นการทำงานในออฟฟิศเป็นศูนย์กลางก็ปรับตัวไปสู่องค์กรแบบกระจาย (Distributed Enterprise) ที่รองรับรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทั้งในออฟฟิศและนอกสถานที่

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้บริหารไอทีต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคและการบริการที่สำคัญเพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น อย่างไรก็ดีเหรียญมักมีสองด้านเสมอ เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจ ไม่ว่าจะองค์กรใด ตั้งแต่กลุ่มค้าปลีกไปจนถึงกลุ่มองค์กรทางด้านการศึกษาที่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบกระจายเช่นนี้ เพราะคนทั้งโลกไม่เคยมีใครคาดมาก่อนว่าภายในช่วงเวลาแค่สองปีเราต้องเปลี่ยนการไปลองเสื้อผ้าที่ร้านไปเป็นการลองผ่านระบบดิจิทัลแทน”

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2566 75% ขององค์กรที่ใช้ประโยชน์จากการสร้างประสบการณ์ทำงานในรูปแบบกระจายจะมีรายได้เร็วเติบโตไวกว่าคู่แข่ง 25%

แพลตฟอร์ม Cloud-Native (CNPs)

เพื่อนำเสนอความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างแท้จริงจากทุกที่ องค์กรจำเป็นต้องทิ้งกลยุทธ์การถ่ายโอนการทำงานแบบเดิม “ยกและเปลี่ยนใหม่” ไปสู่ CNP โดยการปรับใช้ CNP นั้นจะใช้ความสามารถหลักของคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อสร้างบริการในรูปแบบ “As A Service” ซึ่งจะเพิ่มความสามารถแก่ระบบไอทีให้มีความยืดหยุ่นและรองรับการปรับขยายให้แก่บริษัทเทคโนโลยีที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเพิ่มมูลค่าจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการไปยังตลาดและผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ลดต้นทุนไปพร้อมกัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 แพลตฟอร์ม Cloud-Native จะทำหน้าที่เป็นเทคโนโลยีหลักที่เป็นรากฐานสำหรับการสร้างนวัตกรรมหรือเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ มากถึง 95% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่น้อยกว่า 40% ในปี 2564

ระบบอัตโนมัติขั้นกว่า (Autonomic Systems)

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น การเขียนโปรแกรมแบบดั้งเดิมหรือใช้ระบบอัตโนมัติแบบเก่าอาจไม่ตอบโจทย์ Autonomic Systems เป็นระบบทางกายภาพหรือระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการและเรียนรู้สภาพแวดล้อมของการใช้งานได้ด้วยตนเอง จะต่างจากระบบอัตโนมัติทั่ว ๆ ไป หรือระบบอัติโนมัติที่ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ควบคุม (Autonomous System) โดย Autonomic Systems สามารถปรับเปลี่ยนอัลกอริธึมของตัวเองได้แบบไดนามิก ไม่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ภายนอก ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับเงื่อนไขหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในรูปแบบเดียวกับที่มนุษย์สามารถทำได้

“ระบบ Autonomic ได้ถูกปรับใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันตามสภาพแวดล้อมการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อน แต่ในระยะยาวระบบนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไปในแบบที่จับต้องได้ เช่น หุ่นยนต์ โดรน เครื่องจักรที่ใช้ในภาคการผลิต และพื้นที่อัจฉริยะ” กรูมบริดจ์ กล่าว

การตัดสินใจอัจฉริยะ [Decision Intelligence (DI)]

ความสามารถในการตัดสินใจขององค์กรมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์สำคัญที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้องค์กรได้

โซลูชั่นที่เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจได้อัจฉริยะ (Decision Intelligence) เป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจโดยการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งการออกแบบวิธีการตัดสินใจ และประเมินผลลัพธ์ จัดการ และปรับปรุงจากคำติชมได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หนึ่งในสามขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้การตัดสินใจอัจฉริยะเป็นโครงสร้างในการตัดสินใจเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

แอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (Composable Applications)

ในบริบทของทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความต้องการในการปรับตัวทางธุรกิจจะนำองค์กรไปสู่สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เน้นความรวดเร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (หรือ Composable application architecture) ได้ช่วยเสริมความสามารถให้กับการปรับตัวดังกล่าว และธุรกิจที่ใช้ปรับใช้แนวทางดังกล่าวจะนำหน้าคู่แข่งถึง 80% ในด้านความเร็วของการนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ ๆ แก่ผู้บริโภค

“ตลอดช่วงการระบาดที่สร้างความปั่นป่วน หลักการทางธุรกิจที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจำเป็นต่อความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ หากไม่มีสิ่งนี้ องค์กรสมัยใหม่เสี่ยงที่จะสูญเสียโมเมนตัมของตลาดและความภักดีของลูกค้าไป” กรูมบริดจ์ กล่าว

เครื่องมืออัตโนมัติแบบยิ่งยวด [Hyperautomation]

Hyperautomation ช่วยเร่งเครื่องให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นด้วยความสามารถในการแปลผลลัพธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และทำให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปโดยอัตโนมัติให้ได้มากที่สุด

“งานวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าทีม Hyperautomation ที่มีประสิทธิภาพสูงให้ความสำคัญกับสามประเด็นหลัก: ได้แก่ 1.การปรับปรุงคุณภาพงาน 2.การเร่งกระบวนการทางธุรกิจ และ 3.การเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีนักเทคโนโลยีทางธุรกิจสนับสนุนความคิดริเริ่มในด้านระบบอัตโนมัติโดยเฉลี่ย 4.2 โครงการ ในปีที่ผ่านมา” กรูมบริดจ์ กล่าว

เพิ่มประสิทธิภาพประมวลผลความเป็นส่วนตัว [Privacy-Enhancing Computation (PEC)]

เนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายด้านความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องรักษาความไว้วางใจของลูกค้าที่อาจเกิดจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 60% ขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้เทคนิคการประมวลผลข้อมูลเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวอย่างน้อยหนึ่งเทคนิคภายในปี 2568

PEC เป็นเทคนิคการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ครอบคลุมการปกป้องตั้งแต่ระดับข้อมูลซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ การแบ่งปัน การรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างปลอดภัยขณะที่ยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันมีการปรับใช้เทคนิคดังกล่าวแล้วในหลายองค์กรจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานพับบลิกคลาวด์ (อาทิ สภาพแวดล้อมการดำเนินการที่เชื่อถือได้)

ตาข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ [Cybersecurity Mesh]

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “ในปีนี้นอกจากปริมาณดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดาต้ายังเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงกันตลอดทั้งปี แต่ดาต้าจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อองค์กรต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเท่านั้น วันนี้สินทรัพย์และผู้ใช้กระจายตัวอยู่ทุกหนแห่ง หมายความว่าเราไม่สามารถใช้การรักษาความปลอดภัยในรูปแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป จึงต้องอาศัยสถาปัตยกรรมที่ป้องกันและจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบตาข่ายหรือ Cybersecurity Mesh Architecture (CSMA)”

CSMA ช่วยเตรียมโครงสร้างและแนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงแหล่งของสินทรัพย์ ภายในปี 2567 องค์กรต่าง ๆ ที่นำ CSMA มาใช้บูรณาการเครื่องมือและระบบรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานเป็นระบบนิเวศแบบมีส่วนร่วมจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลได้เฉลี่ยถึง 90%

ปัญญาประดิษฐ์ทางวิศวกรรม [AI Engineering]

ผู้นำด้านไอทีติดปัญหาในการผสานรวมระบบ AI เข้ากับแอปพลิเคชัน ทำให้เสียเวลาและเงินไปกับโครงการ AI ที่ไม่เคยนำไปสู่การผลิต หรือการพยายามรักษาคุณภาพของโซลูชัน AI เมื่อเปิดตัว ซึ่ง AI Engineering เป็นแนวทางแบบบูรณาการสำหรับการดำเนินงานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “สำหรับทีมฟิวชั่นที่ทำงานด้าน AI ตัวสร้างความต่างที่แท้จริงสำหรับองค์กรพวกเขาก็คือความสามารถในการเพิ่มมูลค่าได้อย่างต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบ AI อย่างรวดเร็ว ภายในปี 2568 จะพบว่า 10% ขององค์กรที่สร้างแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านวิศวกรรม AI จะสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อยสามเท่าจากความพยายามปรับใช้ AI หรือมากกว่า 90% ขององค์กรที่ไม่ได้ทำ”

ประสบการณ์เต็มรูปแบบ [Total Experience (TX)]

TX เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ผสมผสานประสบการณ์ลูกค้า (CX) ประสบการณ์พนักงาน (EX) ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) และประสบการณ์หลากหลาย (Multiexperience – MX) เข้าด้วยกัน เป้าหมายของกลยุทธ์ TX คือการสร้างความมั่นใจ ความพึงพอใจ ความภักดี และการสนับสนุนมากขึ้นจากลูกค้าและพนักงานที่พึงพอใจกับประสบการณ์ที่ได้รับการยกระดับ ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ สามารถเพิ่มรายได้และสร้างผลกำไรจากการบรรลุประสิทธิผลทางธุรกิจของ TX ที่ปรับตัวและยืดหยุ่น

from:https://www.thumbsup.in.th/trend-technology-by-gartner?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=trend-technology-by-gartner