คลังเก็บป้ายกำกับ: Headphones

[ลือ] Dyson กำลังพัฒนาหน้ากากกันฝุ่น ที่มีหูฟังในตัว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Dyson ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากอังกฤษ กำลังพัฒนาโครงการผลิตหน้ากากกันฝุ่นละออง ที่มีคุณสมบัติเสริมคือมีส่วนของหูฟังอยู่ในตัวด้วย ทำให้นอกจากใส่หน้ากากนี้เพื่อกันฝุ่นเวลาอยู่ภายนอกอาคารแล้ว ยังสามารถฟังเพลงไปได้พร้อมกัน

ปัจจุบัน Dyson มีไลน์สินค้าที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงเครื่องกรองอากาศตั้งพื้น ที่มีความสามารถเลือกกรองให้ออกมาเป็นลมร้อนหรือลมเย็นได้ อย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติของหน้ากากกันฝุ่นที่เป็นหูฟังเพลงในตัว ก็ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับ Dyson เช่นกัน

ตัวแทนของ Dyson ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อข่าวดังกล่าว

ที่มา: Bloomberg

alt="Mask"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106360

Advertisements

Review – SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 หูฟังสำหรับคอเกมโดยเฉพาะ เสียงดี ใส่สบาย ใช้ง่ายหลาย Platform

วันนี้เรามีหูฟังจากทาง SteelSeries มารีวิวให้เพื่อนๆ ดูกัน ในรุ่น SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 ซึ่งเมื่อดูจากชื่อรุ่นแล้วหลายคนอาจจะมีคำถามว่า ก็รุ่นเดิมหนิ? มีอะไรใหม่? แน่นอนว่าของใหม่อะมีอยู่แล้ว โดยหูฟังทั้งสามรุ่นนี้เป็นเหมือนกับรุ่น Minor Change มากกว่า ในส่วนของรายละเอียดทั่วไปจะมีความคล้ายกับของเดิมมาก ส่วนที่ต่างออกไปจะเป็นในเรื่องของความสะสบายในการสวมใส่ ที่ทาง SteelSeries ออกแบบปรับปรุงมาใหม่ ให้ใส่ได้สบายมากยิ่งขึ้น ส่วนจะดีอย่างที่เขาบอกมาจริงหรือไม่ไปหาคำตอบกันได้เลย

สเปคทั่วไปของ SteelSeries Arctis 3,5,7 2019

  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. แบบ Neodymium
  • การตอบสนองความถี่: 20Hz-20KHz
  • ความต้านทาน: 32 โอห์ม
  • ความไวเสียง: 98 db
  • การเชื่อมต่อ ช่องหูฟัง 3.5

ไมโครโฟน

  • ตัวไมโครโฟนเป็นแบบ Bidirectional
  • มีระบบ Noise Cancelling
  • การตอบสนองความถี่: 100Hz-10KHz
  • ความไวเสียง : -38 dB

สเปคเพิ่มเติมของ SteelSeries Arctis 5 2019

  • รองรับ DTS X Headphone 2.0
  • ไฟ RGB
  • ระบบเสียง 7.1
  • การเชื่อมต่อ USB ,ช่องหูฟัง 3.5

สเปคเพิ่มเติมของ SteelSeries Arctis 7 2019

  • รองรับ DTS X Headphone 2.0
  • ระบบเสียง 7.1
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายคลื่นความถี่ 2.4 GHz Lossless
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ 24 ชั่วโมง
  • การเชื่อมต่อ ช่องหูฟัง 3.5
  • การเชื่อมต่อไร้สาย (USB) ,ช่องหูฟัง 3.5

ราคา 

  • SteelSeries Arctis 3 2019 : 2,590 บาท
  • SteelSeries Arctis 5 2019 : 3,290 บาท
  • SteelSeries Arctis 7 2019 : 5,990 บาท

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง

SteelSeries Arctis 3 2019  : สายสัญญาณ 3.5 แบบ Combo ,สายสัญญาณ 3.5 ต่อเพิ่มความยาวแบบแยกเสียง กับไมโครโฟน และคู่มือ

SteelSeries Arctis 5 2019  : สายสัญญาณ ,สาย USB พร้อมที่ปรับ Balance ChatMix ,สายแปลง 3.5 แบบ Combo สำหรับใช้กับสมาร์ทโฟน และคู่มือ

SteelSeries Arctis 7 2019 : ตัวรับสัญญาณไร้สาย ,สายสัญญาณ 3.5 แบบ Combo ,สายชาร์จ Micro USB และคู่มือ

Design / การออกแบบ

อย่างที่ต้องพูดถึงอย่างแรกเลยคงจะเป็นเรื่องของกล่อง Package ที่มีขนาดเล็กลงมาก เนื่องจากการจัดวางของข้างในแบบใหม่ ส่วนตัวหูฟัง SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 จะมีรูปทรงดีไซน์ภายนอกคล้ายกันกับ SteelSeries Arctis รุ่นเดิม สำหรับดีไซน์จะขอเริ่มที่ SteelSeries Arctis 3,5 2019 ส่วน SteelSeries Arctis 7 2019 จะมีรายละเอียดที่ต่างจากสองรุ่นนี้จึงขอยกไว้ภายหลัง

SteelSeries Arctis 3 2019

เริ่มกันที่ตัว Body ด้านนอกจะใช้วัสดุเป็นพลาสติกแบบด้านแบบเดียวกันทั้งตัว พร้อมโลโก้ Steelseries ถัดมาเป็นสาย Ski Goggles ที่สามารถปรับความยาวได้จากตีนตุ๊กแกที่ติดมาให้ ช่วยให้สวมใส่ได้กระชับมายิ่งขึ้น ตัวสายใช้วัสดุที่ทำจากผ้ายืด ส่วนสิ่งที่รู้สึกต่างจากรุ่นเดิมคงจะเป็นเรื่องของความนุ้มนิ้ม ที่ของใหม่นิ้มกว่า และมีความรู้สึกใกล้เคียงผ้าจริงมากกว่า ตัวหูฟังจะมีมาให้เลือกสองสีคือ สีดำ และ สีขาว

ตัว Ear Cup ทำมาจากผ้าเนื้อละเอียด ทำให้ความรู้สึกเวลาสวมใส่จะรู้สึกแตกต่างกับผ้ากำมะหยี่ ซึ่งพอนำไปใช้จริงๆ ก็รู้สึกว่าใส่สบาย ตัว Pad มีความนุ้ม และ มีขนาดใหญ่ครอบหูพอดี ทำให้ใส่ได้นาน ทำสำคัญเลยคือ ไม่คัน และไม่ร้อนมาก คือถ้าใส่ในห้องแอร์จะไม่ร้อนเลย และถ้าเทียบกับหนังจะรู้สึกว่าร้อนน้อยกว่ามาก แต่ถ้าใส่ในห้องปกติก็จะมีร้อนบ้าง ส่วนที่รู้สึกว่าต่างจากรุ่นเก่าคือ ตัว Ear Cup มีความแน่นที่ลดลง ทำให้ใส่ได้นานมากยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนของ Ear Cup แบบผ้า เมื่อเทียบกับแบบหนัง จะพบว่าตัดเสียงรบกวนได้น้อยกว่า ทำให้ได้ยินเสียงจากภายนอกเยอะกว่า แต่เวลาใส่แล้วเปิดเพลง ก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงจากภายนอกเลย ส่วนการสวมใส่ถือว่าทำได้ดี ในเรื่องของความบีบหัว และในเรื่องของขนาดความยาวของหูฟัง ใส่สบายไม่อึดอัด ซึ่งทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด

คือรุ่นก่อนเวลาผมใส่จะรู้สึกเหมือนกับตัวหูฟังจะดันขึ้นตลอดเวลา ทำให้เหมือนไปดันติ่งหูอยู่ตลอด ขนาดปรับตัวสายรัดแบบยาวสุดแล้ว ใสนานๆ แล้วไม่สบาย และเมื่อมองเข้าไปจะพบกับตัวลำโพงไดรเวอร์ขนาด 40 มิลลิเมตร ที่มีผ้าบางๆกั้นอยู่

ถัดมาในส่วนของชุดควบคุมตัวหูฟัง เริ่มกันที่ด้านซ้ายประกอบไปด้วย ปุ่ม ปิด-เปิดไมโครโฟน โดยเมื่อปิด (Mute) ที่ปลายก้านของไมโครโฟนจะมีไฟสีแดงติดขึ้นมา ยกเว้นรุ่น SteelSeries Arctis 3 2019 ถัดมาจะเป็นที่ปรับระดับเสียง และช่องเชื่อมต่อสายสัญญาณเสียงเฉพาะจากทาง SteelSeries, ช่อง AUX 3.5 และไมโครโฟนแบบดึงเข้า-ออกได้ ตัวก้านไมโครโฟนจะสามารถดัดงอ หรือ ปรับตำแหน่งได้

SteelSeries Arctis 3 2019 Album
SteelSeries Arctis 3 2019

SteelSeries Arctis 5 2019

สิ่งที่เพิ่มมาใน SteelSeries Arctis 5 2019 คือเรื่องของไฟ RGB แต่แอบเสียดายที่ตัวโลโก้ไม่ได้มีไฟด้วย และเปลี่ยนการเชื่อมต่อเป็นแบบ USB ทำให้มันมาพร้อมกับที่ปรับ Balance ChatMix เสียงเกมกับเสียงคุย โดยจะมีหน้าตาเป็นที่ปรับระดับเสียงแบบหมุน และนำหูฟังมาต่อพ่วงอีกที

SteelSeries Arctis 5 2019 Album 
SteelSeries Arctis 5 2019

SteelSeries Arctis 7 2019

สำหรับ SteelSeries Arctis 7 2019 จะมีรายละเอียดในส่วนของ Body ต่างจากรุ่นอื่นๆ เล็กน้อย เริ่มกันที่ตัว Headband จะใช้วิธีการพาดสาย Ski Goggles ที่ต่างกัน วัสดุที่ตัว Headband ก็ต่างกันด้วย โดยใช้เป็นอะลูมิเนียมแทน ส่วนถัดไปจะเป็นเรื่องของ การเพิ่มช่องชาร์จไฟ Micro-USB เข้ามา และเพิ่มปุ่ม Power รวมไปถึงที่ปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงคุย จะถูกย้ายมาไว้ที่ตัวหูฟังด้วย

เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สายทำให้ต้องใส่แบตเตอรี่เข้ามาด้วย จึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักของตัวหูฟังขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ แต่ก็ไม่ได้หนักมาก จนทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบาย แค่รุ่นที่ไม่มีแบตทำได้ดีกว่า ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะเหมือนกันกับรุ่นอื่นที่ได้พูดถึงไปแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือเรื่องของตัวส่งสัญญาณไร้สาย จะพบว่ามีปุ่มอยู่ปุ่มหนึ่งเป็นปุ่มสำหรับเอาไว้จับคู่กับหูฟัง (Pair) กรณีที่หูฟังเชื่อมต่อไม่ได้ และมีช่องหูฟัง 3.5 มาให้สองอันด้วย สำหรับรับ Input เสียงจากแห่งอื่นส่งไปให้ตัวหูฟังของเรา เช่น นำสาย AUX 3.5 มาเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเรา เสียงที่สมาร์ทโฟนของเราก็จะไปออกที่หูฟังด้วย เหมือนได้หูฟังไร้สายเลย

และช่อง Output สำหรับส่งสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ของเราไปที่ลำโพงอะไรแบบนั้น ซึ่งดีมาก เหมาะสำหรับคนที่วางเคสไว้ใต้โต๊ะหรือวางไกลๆ ทำให้เราไม่ต้องสอดสาย USB บ่อยๆ หรือไม่ต้องเปลี่ยน Interface ให้เสียงออกบ่อยๆ เมื่อไม่ใช้งานหูฟัง โดยการทำงานของมันคือ เมื่อเปิดหูฟังเสียงจะออกที่ตัวหูฟังปกติ ส่วนถ้าปิดหูฟังเสียงจะออกที่ลำโพงแทน แต่ถ้าจะใช้งานก็หาสาย AUX ที่หัวมีขนาดเล็กๆ หน่อยมาใช้ด้วยนะ

สิ่งที่รู้สึกได้ว่าแตกต่างจากรุ่นก่อนคงจะเป็นเรื่องความสบายในการใส่ ที่รู้สึกว่าหูฟังมีความ Lite มากยิ่งขึ้นทั้งน้ำหนักที่เบา และความกระชับที่พอดีกับคนหัวใหญ่ ส่วนรุ่นที่ผมคิดว่าใส่สบายที่สุดคงจะเป็น SteelSeries Arctis 3 2019 เพราะมีน้ำหนักที่เบาที่สุด และจากที่ผมนำไปใช้งานก็สามารถใส่ยาวๆ ทั้งวันได้ไม่มีปัญหา

SteelSeries Arctis 7 2019 Album 

SteelSeries Arctis 7 2019

Feature / จุดเด่น

หัวข้อนี้จะเป็นการพูดถึงฟีเจอร์ที่ได้มีการชูโรงมา และความรู้สึกหลังจากที่ได้ใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้ ซึ่ง SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 มีจะมีคล้ายๆ กัน ผมจะขอเริ่มไล่จาก SteelSeries Arctis 3 2019 ก่อน ตามด้วย Arctis 5  และ 7 ตามลำดับ

สวมใส่สบาย ด้วยการปรับปรุง และออกแบบใส่สวนของความสบายในการสวมใส่ให้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งที่รู้สึกได้จริงๆ คงจะเป็นในเรื่องของลักษณะการสวมใส่ที่ อยู่ติดหูในจุดที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และฟองน้ำมีความนุ้มที่มากขึ้นกว่าเดิม

เสียงดี ได้ยินทุกรายละเอียด ด้วยการออกแบบ Driver ของหูฟังให้เน้นแสดงรายละเอียดเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และรองรับการใช้งานเสียงแบบ 7.1 ตั้งแต่ SteelSeries Arctis 3 2019 เลย ทำให้เวลาเรานำไปเล่นเกมจะได้ยินเสียง ทิศทาง ระยะใกล้-ไกล

ไมโครโฟนรับเสียงแบบ Bidirectional และรองรับ Discoard Certified ทำให้มั่นใจว่าเสียงพูดคุยที่ได้มีความชัดเจน โดยผมได้ถามเพื่อนๆ ทีมงาน Gamer ที่เล่นเกมด้วยกันบ่อยๆ ก็บอกว่าชัดเจนดี

DTS X Headphone 2.0 เป็น DTS X Headphone รุ่นใหม่ ที่จะช่วยจำลองระบบเสียง 7.1 ให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ช่วยบอกทิศทาง และระยะของเสียงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันหูฟังที่รองรับเวอร์ชั่น 2.0 ยังมีน้อยอยู่

ChatMix หรือปุ่มปรับระดับเสียง ระหว่างเสียงเกม กับเสียงพูดคุย ว่าจะให้เสียงจากแห่งไหนมีความดังมากกว่ากัน ทำให้เวลาเล่นเกมเราไม่ต้องพับหน้าจอไปปรับเสียงพูดคุยใน ผมว่ามันก็สะดวกดีสำหรับคนที่ใช้เป็น ส่วนการตั้งค่าเราจะพูดถึงกันในหัวข้อถัดไป

ไฟ RGB จะมีเฉพาะ SteelSeries Arctis 5 2019 เท่านั้น การตั้งค่าการแสดงแสงไฟก็สามารถทำได้หลายแบบ ซึ่งสามารถปรับได้งาน Software SteelSeries Engine 3 ผมว่าตัวสีไฟที่แสงออกมาทำได้ดี สีขาวจะติดอมฟ้าเล็กๆ เหมือนไฟตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งมันก็สวยดี

SteelSeries Engine 3 โปรแกรมสำหรับปรับตั้งค่าหูฟัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับ EQ การตั้งค่าเสียง 7.1 หรือการตั้งค่าแสงไฟ RGB ผมคิดว่าตัว  SteelSeries Engine 3 เป็นโปรแกรมที่ทำงานค่อนข้างเสถียร และใช้งานง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ที่เคยใช้มา แต่เรื่องของความหลากหลายในการตั้งค่าไฟ RGB อาจจะน้อยไปหน่อย

ไร้สายบนคลื่นความถี่ 2.4 แบบ Lossless สำหรับฟีเจอร์นี้จะมีเฉพาะใน SteelSeries Arctis 7 2019 จากที่นำไปใช้งานมาพบว่า ระยะของสัญญาณอยู่ที่ประมาณระยะสัญญาณ Wi-Fi (ก็ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน) ส่วนเสียงที่ได้ไม่ได้ดรอปคุณภาพลงเมื่อเทียบกับ SteelSeries Arctis 5 2019 และอาการกระตุก สัญญาณขาดหาย ก็ไม่มีเช่นกัน ถือว่าทำได้เนียนมากเหมือนใช้สาย

แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ฟีเจอร์ที่ว่านี้เป็นของ SteelSeries Arctis 7 2019 ที่เป็นหูฟังไร้สาย ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงระยะเวลาใช้งานถือว่ายาวนานมาก น้อยคนนักที่จะใช้ต่อเนื้องเป็นระยะเวลาขนาดนั้น ผมทดสอบใช้ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ลดไปขีดเดียว เรียกได้ว่าชาร์จครั้งนึงใช้ได้หลายวัน ส่วนเวลาชาร์จต่อครั้งจะค่อนข้างนานถ้าใช้ไปเยอะ สิ่งที่เป็นข้อสังเกตจริงๆ คงจะเป็นเรื่องของการบอกปริมาณแบตเตอรี่ที่คงเหลือ ซึ่งที่ตัวหูฟังก็ดูยากมาก ส่วนในตัว Software ยังบอกได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

เรียกได้ว่าฟีเจอร์ที่ให้มาในทั้งสามรุ่นจะมีส่วนที่คล้ายกัน และจะมีส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปให้เหมาะสมกับการใช้งาน แต่ในภาพรวมก็ดูครบดี สิ่งที่ผมชอบที่สุดคงจะเป็นเรื่องของการสวมใส่ที่สบาย และ ChatMix ที่ใช้งานได้ดี และสะดวกมาก ถือว่าการปรับปรุง Minor change ครั้งนี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น และช่วยลบจุดด้อยของรุ่นเดิมได้หลายอย่าง

Software / โปรแกรม

SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019  สามารถใช้งานร่วมกันกับโปรแกรม SteelSeries Engine 3 ได้ โดยตัวโปรแกรมจะสามารถใช้ตั้งค่าหูฟัง เช่น ปรับ EQ ,การตั้งค่าระบบเสียง 7.1 ,การตั้งค่าไฟ RGB และอีกมากมายที่เราจะพาไปดูกัน

เริ่มกันที่เมนูบนสุดอย่างการตั้งค่าเสียง 7.1 จะสังเกตว่ามีให้ปรับตั้งค่าหลายอย่างมาก ในส่วนนี้ยังไงก็ลองไปเล่นกันดูนะครับ ส่วนถัดมาจะเป็นการตั้งค่า EQ และสุดท้ายจะเป็นการตั้งค่าไมโครโฟน

ส่วนตรงกลางจะเป็นการตั้งค่าไฟ RGB สำหรับ SteelSeries Arctis 5 2019 นอจากนี้ด้านซ้ายยังมีการตั้งค่าโปรไฟล์ต่างๆ ด้วย และยังสามารถตั้งค่าให้เริ่มใช้งานโปรไฟล์นั้นตอนที่เปิดโปรแกรมต่างๆ ด้วย

หนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นทีเด็ดของ SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 คือ ตัวที่หมุนปรับ Balance ChatMix ระหว่างเสียงพูด กับ เสียงเกม ทำให้เราเลือกได้ว่าตอนเล่นเกมเราอยากได้ยินเสียงอะไรมากกว่ากัน เช่น ถ้าเล่นเกมที่ต้องคุยกับเพื่อน ก็หมุนไปที่เสียงเพื่อนมากหน่อย ก็จะทำให้ได้ยินเสียงเพื่อนชัดขึ้น ไม่ต้องพับหน้าจอไปปรับ อะไรแบบนั้น

โดยการทำงานของฟีเจอร์นี้คือ เมื่อเราเชื่อมต่อสาย USB กับคอมพิวเตอร์ของเรา จากนั้นจะพบว่ามีหูฟังสองตัวเชื่อมต่ออยู่ในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเขาตั้งใจทำมาแบบนั้น สำหรับการตั้งค่าผมแนะนำเลยว่าให้ทำตามนี้ คือตั้งค่าให้เสียหลักออกที่ตัว Headphone (Game) ส่วนเสียงจากโปรแกรมพูดคุยให้ออกที่ Headset (Chat) ส่วนวิธีการตั้งค่าก็ดูได้จากรูปภาพเลย ลองเล่นไม่นานก็เข้าใจแล้วละ

บางคนอาจจะซื้อมาแล้วพบว่าเสียงมันไม่ดีเลย หรือ DTS ไม่ทำงานเลย ให้ลองไปตั้งค่าแล้วเลือกเป็น Headphone (Game) ดูรับรองเสียงดีขึ้นแน่นอน

หลังจากที่ใช้งานไปสักพักก็พบว่าตัว Software ทำงานได้เสถียรดี ไม่มีงอแง แต่อาจจะอัพเดทบ่อยหน่อย ส่วน ChatMix ผมว่ามันก็ดีนะ คือปกติผมจะชอบเปิดเพลงฟังตลอด เรียกว่าเปิดคอม = เปิดเพลง และบางครั้งก็มีคุยกับเพื่อนด้วย ซึ่งเพื่อนบางคนไมโครโฟนก็เบาสะเหลือเกิน ทำให้เราต้องเบาเสียงเพลงลง ซึ่งบางทีเบาจนไม่รู้จะเบายังไงแล้วก็ยังคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง การใช้ ChatMix มีประโยชน์มากในส่วนนี้ เพราะจะทำให้เราปรับระดับเสียงทั้งสองอย่างนี้ได้ละเอียดมากขึ้น ยังไงก็ลองไปใช้งานกันดูนะครับ

Sound Test / การทดสอบเสียง

หากจะพูดถึงเสียงของทั้งสามรุ่นนี้ในภาพรวมมีความคล้ายกันมาก ต่างกันประมาณ 5-10%  คือถ้าไม่ได้ฟังแบบจับผิดจริงจังก็แยกไม่ออก ส่วนหนึ่งคงเพราะใช้ Driver ตัวเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้เสียงต่างกันคงเป็นในเรื่องของรูปแบบการเชื่อมต่อระกว่าง 3.5 กับ USB และชิพ DAC ที่ใช้

ต้องบอกก่อนว่าปกติแล้วผมไม่ชอบหูฟังแบบ USB เพราะรู้สึกว่าเสียงมันแบน เลยพยายามเลือกซื้อแต่หูฟัง 3.5 เท่านั้น แต่ผมบอกเลยว่าครั้งนี้เปลี่ยนความคิดผมเลย

ด้วยความที่เป็นหูฟังแบบกึ่งเปิด Open-ear ทำให้มิติเสียงที่ได้ยินมีระยะห่างที่ดีกว่าหูฟังแบบปิด Close-ear แต่ก็แลกมากับเบส และ ความแน่นของเสียงที่จะน้อยกว่า คือฟังครั้งแรกจะรู้ได้ทันทีว่าเสียงไม่แน่น ไม่กระหึ่ม เท่าหูฟังตัวอื่น ถ้านำมาใช้ฟังเพลง แต่ถ้านำมาใช้เล่นเกมจะพบว่ามันคนละเรื่อง

ใช้ฟังเพลง

ก่อนที่จำทำการทดสอบผมได้ตั้งค่า EQ ให้เป็น Flat เพื่อให้หูฟังแสดงพลังออกมาถูกต้องที่สุด สำหรับการใช้ฟังเพลงเสียงที่ได้จะเป็นแนว Flat ตามสไตล์ SteelSeries แต่เป็น Flat ที่เด่นไปในย่านกลาง-แหลม ส่วนเบสจะไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ทำให้ถ้านำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก

  • เสียงกลาง มีความชัดเจนดี นักร้องอยู่ในระยะแนวเดียวกับเครื่องดนตรี
  • เสียงแหลม ผมถือว่าเป็นจุดเด่นเลยนะ รายละเอียดย่านแหลมถ่ายทอดออกมาได้ดี จนบางครั้งอาจจะติดคมไปบ้าง
  • เสียงเบส เป็นเบสที่กระชับเก็บตัวเร็ว ลูกไม่ใหญ่มาก และไม่ค่อยมีอาการสั่นกระพือของเบส ทำให้บางครั้งเจอเบสลูกใหญ่ๆ อาจจะแสดงรายละเอียดได้ไม่ดีนัก
  • สำหรับมิติเสียงทำได้ดีมาก ถือเป็นจุดเด่นของหูฟังตัวนี้เลย  สามารถโฟกัสตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้ดี

ในภาพรวมจะเป็นหูฟังที่ให้เสียงฟังสบาย ไม่ดุดัน รุกเร้ามากจนเกินไป สามารถนำไปฟังเพลงได้ทุกแนว แต่อาจจะไม่ถูกใจคอเบส ที่ชอบเสพเบสเป็นหลัก (ปรับ EQ เพิ่มได้นะ)

หลังจากที่ทำการ Burn-in ไปพบว่าเสียงเบสมีปริมาณที่เยอะขึ้นมาก และเสียงในภาพรวมทำได้ดีขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่ได้ Burn-in จากตอนแรกที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเบสมันอยู่ไหน พอ Burn-in ไปสัก 10 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเบสเริ่มมาละ แต่หลังจาก Burn-in 20 ชั่วโมงขึ้นไป ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงมันจะดีไปกว่านี้ คือผมก็ Burn-in ไปประมาณ 50 ชั่วโมง มันก็ไม่ค่อยต่างจาก 20 ชั่วโมงเท่าไหร่ แต่จริงๆ ต้อง 100 ชั่วโมงขึ้นไปนะ ถึงจะดี (ก่อนเขียนหัวข้อนี้ Burn-in แล้วนะ)

ใช้เล่นเกม 

คงจะเป็นวัตถุประสงค์ของหูฟังสามรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อนำมาใช้เล่นเกมจะทำได้ดีกว่าฟังเพลงมาก การแยกแยะทิศทางของแหล่งกำเหนิดเสียงทำได้ดี พวกเสียงเท้า เสียงปืน รู้สึกได้ว่ามีระยะใกล้-ไกล มิติเสียงทำได้ดีมาก แต่อาจะติดเรื่องของเสียงเท้าที่อาจจะยังไม่แน่นสักเท่าไหร่ ก็เสียงเท้ามันต้องเน้นเบสที่มันสั่นกระพือเยอะๆ อะนะ

DTS X Headphone 2.0 ในส่วนนี้จะเป็นการจำลองเสียงแบบ 7.1 ขึ้นมา และมีเฉพาะใน SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 เท่านั้น ความรู้สึกเมื่อเปิดกับไม่เปิดต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนที่คิดว่าต่างจริงๆ คงจะเป็นเรื่องของระยะใกล้-ไกล และทิศทางที่ละเอียดขึ้น คือถ้าเล่นเกมแนว FPS ไม่มีนี่คือรู้สึกว่าขาด

ส่วน SteelSeries Arctis 3 2019 จะไม่รองรับการใช้งานระบบเสียง 7.1 ผ่าน SteelSeries Engine 3 แต่สามารถใช้ได้ใน Windows Sonic Spatial Audio แทน ซึ่งผมบอกเลยว่าต่างกับที่ทำงานผ่าน Engine 3 อย่างรู้สึกได้ คือต่างกันประมาณ 50% เลย ทำให้เราต้องตั้งค่าในเกมช่วย อย่างบางเกมมีระบบเสียง 7.1 มาให้ เราก็แค่ไปเปิดใช้มัน เพราะที่ตัว Driver ของ SteelSeries Arctis 3 2019 รองรับเสียง 7.1 อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามระบบเสียง 7.1 DTS X Headphone 2.0 จะเหมาะสำหรับใช้เล่นเกม และดูหนัง มากกว่าที่จะนำมาใช้ฟังเพลง คือเปิดแล้วเสียงมันจะก้องๆ ทำให้ฟังเพลงไม่เพราะ

Microphone Test / การทดสอบไมโครโฟน

ไม่โครโฟนที่มาด้วยกันกับ SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 เป็นแบบก้านติดกับตัวหูฟังเวลาจะใช้งานสามารถดึงเข้าออกได้ ตัวก้านมีความยืดหยุ่นสูงสามารถดัดงอเพื่อให้ได้องศาที่ต้องการได้ง่าย

เสียงที่ได้ ให้เสียงพูดที่ชัดเจนดี เสียงที่ได้ของ SteelSeries Arctis 3 2019 จะพบว่ามีความอ้วน ใหญ่ ทุ้มกว่าของ Arctis 5 และ 7 2019 มาก แต่ก็มีเสียงรบกวนมากเช่นเดียวกัน

ส่วนเสียงไมโครโฟนของ SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 จะแบนๆ ความทุ้มนี่ต่างกันเลย ฟังแล้วชอบของ Arctis 3 มากกว่า แต่เสียงรบกวนที่เข้าไมโครโฟนของ Arctis 5 และ 7  ก็มีน้อยกว่าเช่นกันในความดังเท่ากัน

ส่วนนี้มข้อสังเกตอยู่นิดนึงในเรื่องคุณภาพเสียงไมโครโฟนของ SteelSeries Arctis 3 2019 จะขึ้นอยู่กับช่องต่อ 3.5 ด้วยว่ามีคุณภาพดีไหม เช่น ตัวผมเองที่ช่องโมโครโฟน 3.5 มีปัญหาเสียงเบา ทำให้ต้องใช้ไมโครโฟนแบบ USB แทน เพื่อให้เสียงดังเหมือนเดิม ยังไงก็ลองสำรวจกันด้วยนะครับ

Conclusion / สรุป

SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 เป็นหูฟังรุ่นทีเหมือนกับ Minor Change ของ Series Arctis มากกว่า ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปคงจะเป็นเรื่องของความสบายที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ส่วนอื่นๆ จะไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ เรียกได้ว่าใครที่มีรุ่นเดิมอยู่แล้วยังใช้งานได้ปกติยังไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ แต่สำหรับใครที่ใช้รุ่นเก่ากว่านั้นอย่าง SteelSeries Siberia ผมว่าเปลี่ยนก็ดี จะได้ใส่สบายขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงหูฟัง Gaming สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูคือเรื่องเสียง ถ้านำมาใช้เล่นเกมทำได้ดีมาก แยกแยะทิศทาง ตำแหน่งใกล้-ไกลได้ดี แต่ถ้านำมาฟังเพลงอาจจะดีสู้หูฟังที่ทำมาเพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะในราคาเท่ากันไม่ได้ ยังไงก็ลองไปฟังกันดูก่อนที่จะตัดสินใจซื้อจะดีมากๆ และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการออกแบบดีไซน์ที่ดูดีสมเป็นหูฟัง Gaming ที่นอกจากจะสวยแล้ว ยังใส่สบาย เล่นเกมได้ยาวๆ โดยที่ไม่ปวดหัว

ซึ่งผมการันตีได้ว่าใส่สบายจริง คือปกติแล้วผมเป็นคนชอบฟังเพลงทำให้เวลาใส่หูฟังที่ ใส่ได้เป็นวันโดยที่ไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร จะถอดก็ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำ หรือไปกินข้าวเท่านั้น ซึ่งถ้าได้หูฟังที่ใส่ไม่สบายมาต่อให้เสียงดีแค่ไหนใส่ไม่นานก็วางทิ้งแล้ว แต่ SteelSeries Arctis 2019 ไม่เป็นแบบนั้น ใส่ได้นานๆ ได้ไม่มีปัญหาอะไร (ไปลองเองจะดีที่สุด) สำหรับใครที่กำลังมองหาหูฟังสำหรับใช้เล่นเกมอยู่ SteelSeries Arctis 2019 ก็น่าสนใจไม่น้อย

SteelSeries Arctis 3 2019

SteelSeries Arctis 3 2019 เหมาะกับคนที่งบน้อยที่กำลังมองหาหูฟังในราคาเริ่มต้น หรือผู้ที่จะนำไหใช้กับสมาร์ทโฟน ,Nintendo Switch หรือพวกอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ 3.5 เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ คือถ้าไม่ได้ใช้งานระบบเสียง 7.1 ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเงินไปเล่น Arctis 5 2019

ข้อดี 

  • การเชื่อมต่อแบบ 3.5
  • ใส่สบาย
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • ใช้งานได้ Multi Platform

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • ระบบเสียง 7.1 ที่ต้องใช้ของ Windows

SteelSeries Arctis 5 2019

SteelSeries Arctis 5 2019 เหมาะกับคนที่เน้นใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เพราะจะได้ในเรื่องของระบบเสียง 7.1 การปรับตั้ง EQ ไฟ RGB และไมโครโฟนที่ดีกว่า ส่วนการใช้งานด้วยช่องหูฟัง 3.5 ถึงแม้จะมีสายแปลงมาให้ แต่ผมมองว่าตัวแปลงมันดูหายง่ายไปหน่อย

ข้อดี 

  • รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย 3.5 ,USB
  • ใช้งานได้ Multi Platform
  • ใส่สบาย
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • มีไฟ RGB
  • การปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงพูดคุย ถ้าตั้งค่าถูกต้องจะใช้งานดีมาก

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • ปุ่มปรับ ChatMix ดูเลื่อนง่ายไปหน่อย อยากได้แน่นกว่านี้

SteelSeries Arctis 7 2019

SteelSeries Arctis 7 2019 เหมาะกับคนที่ใช้ PS4 Xbox One หรือคนที่ต้องการหูฟังไร้สาย แน่นอนว่ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาโดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าต้องการหูฟังไร้สายเสียงดีใส่สบายในราคานี้ ก็ไม่มีรุ่นอื่นที่น่าสนใจไปกว่า SteelSeries Arctis 7 2019

ข้อดี 

  • รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย 3.5 ,USB
  • ใช้งานได้ Multi Platform
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • การปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงพูดคุย ถ้าตั้งค่าถูกต้องจะใช้งานดีมาก
  • เป็นหูฟังไร้สาย ใช้งานได้คล่องตัว
  • คุณภาพของสัญญาณไร้สายดีมากเหมือนใช้สาย

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ต่อครั้งใช้เวลานาน
  • ใส่ไม่สบายเท่า Arctis 3 และ 5

และถ้าถามผมว่าชอบรุ่นไหนที่สุด บอกเลยว่า SteelSeries Arctis 5 2019 เพราะผมเน้นนำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ส่วนสมาร์ทโฟนผมมีหูฟังเฉพาะอยู่แล้ว และผมต้องการไมโครโฟนที่เสียงดีๆ มีความดัง ส่วนไฟ RGB ผมก็ชอบนะ แต่ไม่ได้เน้น บางทีมองแล้วนึกถึงตัว SteelSeries Siberia V2 Frost Blue ที่เป็นหูฟังรุ่นหนึ่งผมชอบมาก (แต่เสียงไม่ดีเลยไม่ได้ซื้อมา) แล้วทำไมผมถึงไม่เลือก SteelSeries Arctis 7 2019 เพราะผมคิดว่ามันยังใส่ไม่สบายเท่า SteelSeries Arctis 5 2019 ง่ายๆ แบบนั้นเลย

ส่วนเพื่อนๆ ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอารุ่นไหนดีผมสรุปให้อีกที SteelSeries Arctis 3 2019 เหมาะกับคนงบน้อย ,Arctis 5 เหมาะกับคนที่อยากจัดเต็ม และใช้กับคอมเป็นหลัก และ Arctis 7 เหมาะกับคนที่ต้องการใช้หูฟังไร้สาย และนำไปใช้กับเครื่อเล่นเกม PS4 Xbox One เป็นต้น

from:https://notebookspec.com/review-steelseries-arctis-357-2019/459463/

Kingston – เปิดตัว HyperX Cloud Mix หูฟัง Gaming แบบต่อสาย พร้อมรองรับ Bluetooth ในราคา 6,500 บาท

หากพูดถึงหูฟัง Gaming ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ HyperX อยู่ด้วยแน่นอน เนื่องจากมีจุดเด่นที่เสียงดี และเสียงไมโครโฟนที่ดี ซึ่งทาง HyperX ก็มีหูฟังอยู่หลายรุ่น หลายระดับราคาด้วยกัน ซึ่งพักหลังๆ นี้หันมาทำหูฟังไร้สายมากขึ้น และตัวล่าสุดที่เราจะไปดูกันในวันนี้ก็เป็นหูฟังไร้สายเช่นเดียวกัน ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้างไปดูกัน

HyperX Cloud Mix เป็นหูฟังแบบไร้สายระบบ Bluetooth ที่รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth เช่น สมาร์ทโฟน และ โน๊ตบุ๊ค ส่วนการเชื่อมต่อแบบสายยังคงมีมาให้เหมือนเดิมผ่านช่องหูฟัง 3.5 ทำให้เป็นอีกหนึ่งหูฟัง Gaming ที่มีความเป็น Lifestyle และน่าสนใจรุ่นหนึ่ง ช่วยเพิ่มความหลากหลายของหูฟังจากทาง HyperX ขึ้นไปอีก

เพราะรุ่นก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นรุ่นที่มีสายหมด ส่วนรุ่นไร้สาย HyperX Cloud Alpha ก็เป็นรุ่นที่ต้องเชื่อมต่อตัวรับสัญญาณ USB กับคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทำให้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หมดสิทธิใช้งาน ทำให้การมาของ HyperX Cloud Mix จึงช่วยให้สามารถใช้งานกับสมาร์ทโฟนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

สำหรับดีไซน์ภายนอกของ HyperX Cloud Mix  จะมีความคล้ายกับ HyperX Cloud 2 ส่วนสีจะเป็นสีดำด้าน โดยที่ไมโครโฟนและสายสัญญาณ 3.5 ที่สามารถอดได้ ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคงจะเป็นเรื่องของชุดควบคุม Bluetooth และช่องชาร์จ Micro USB ส่วนสเปคอื่นๆ อยู่ด้านล่างนี้เลย

  • ไดร์เวอร์: 40 มม. แบบไดนามิคพร้อมแม่เหล็กนีโอดีเนียม
  • ความถี่: 10Hz-40,000Hz
  • ความต้านทาน: 40 Ω
  • ระดับแรงดันเสียง: 100dBSPL/mW ที่ 1kHz
  • รองรับมาตรฐาน Hi-Res
  • น้ำหนัก: 260 ก.
  • ความยาวสาย: 1.3 ม. + สายพ่วง 2 ม.
  • ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • Bluetooth: 4.2
  • ไมโครโฟนอีเล็คเตรทคอนเดนเซอร์
  • ความถี่: 50Hz-18,000 Hz
  • ความไว: -42dBV (0dB=1V/Pa,1kHz)
  • เวลาใช้งานแบตเตอรี่ Bluetooth: 20 ชั่วโมง
  • ราคาประมาณ 6,500 บาท

ที่มา theverge hyperxgaming

from:https://notebookspec.com/hyperx-cloud-mix-bluetooth-gaming-headset-release-date-price-features/458317/

Beats แนะนำ Skyline Collection สีสันใหม่ของเฮดโฟน Studio 3 Wireless เน้นตกแต่งด้วยสีทอง

ชุดหูฟัง Beats Studio3 Wireless Over‑Ear Headphones ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว โดยมากับชิป Apple W1 แบบเดียวกับที่พบใน AirPods และปัจจุบันมีให้เลือกถึง 7 สี แต่ล่าสุด Beats ได้ออกสีสันใหม่กับ Skyline Collection ประกอบไปด้วย Midnight Black, Crystal Blue, Desert Sand และ สีเดิมที่มีอยู่แล้วอย่าง Shadow Gray

Beats Studio3 Wireless เป็นหูฟังแบบเฮดโฟน มาพร้อมเทคโนโลยี Pure Adaptive Noise Canceling (Pure ANC) ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก พร้อมปรับแต่งเสียงแบบเรียลไทม์ที่จะคงความคมชัด สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานถึง 22 ชั่วโมงในการเล่นเพลงแบบเปิดครบทุกคุณสมบัติตลอดวันพร้อมกับเปิด Pure ANC ไปด้วย และเทคโนโลยี Fast Fuel ทำให้สามารถเล่นเพลงได้นานถึง 3 ชั่วโมงด้วยการชาร์จเพียง 10 นาทีเท่านั้น และถ้าปิดฟีเจอร์ Pure ANC จะสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานถึง 40 ชั่วโมง

Beats Studio3 Wireless มีวางจำหน่ายแล้วใน Apple.com ราคา 12,500 บาท แต่สำหรับสีสันใหม่ใน Midnight Black, Crystal Blue, Desert Sand จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 16 ตุลาคม 2018 เป็นต้นไป

ที่มา – 9to5mac

from:http://www.flashfly.net/wp/231214

Nokia เปิดตัวหูฟัง True Wireless Earbuds แบบไร้สาย และ Pro Wireless Earphones แบบสวมคอ ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,600 บาท

นอกจาก HMD Global จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Nokia 7.1 แล้ว ยังมีหูฟังเปิดตัวพร้อมกันถึงสองรุ่น ได้แก่ True Wireless Earbuds หูฟังแบบไร้สาย และ Pro Wireless Earphones

True Wireless Earbuds หูฟังแบบไร้สายที่มีน้ำหนัก 5 กรัม สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 4 ชั่วโมง, ป้องกันน้ำกระเด็นใส่ มาตรฐาน IPX4, ชาร์จผ่าน USB Type-C, มาพร้อมตัวเคสใส่หูฟังทรงกระบอกเป็นที่ชาร์จหูฟังให้ในตัว หากตัวเคสชาร์จเต็มจะรองรับการชาร์จหูฟังได้สูงสุดถึง 3 ครั้ง เพิ่มระยะเวลาการใช้หูฟังได้นานรวมกันสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง ราคา 129 ยูโร หรือประมาณ 4,800 บาท วางขายเดือนพฤศจิกายน

No Description

ส่วนหูฟัง Pro Wireless Earphones เป็นแบบสวมคอ ควบคุมการใช้งานด้วยแม่เหล็ก เช่น ในขณะที่ผู้ใช้กำลังฟังเพลง หากต้องการหยุดการเล่นแค่ถอดหูฟังและนำมาติดกัน เมื่อต้องการฟังซ้ำเพียงแยกหูฟังออกจากกันก็จะเปิดเพลงให้อัตโนมัติ (คล้ายกับหูฟัง OnePlus Bullets Wireless), รองรับระบบเสียง Qualcomm aptX, ป้องกันน้ำกระเด็นใส่หรือเหงื่อได้, ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง, สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เคลื่อนที่พร้อมกันได้สูงสุด 2 เครื่อง, ชาร์จ micro-USB ราคา 69 ยูโร หรือประมาณ 2,600 บาท วางขายเดือนพฤศจิกายน

No Description

ที่มา : Nokia 1, 2, Android Authority

from:https://www.blognone.com/node/105690

แอปเปิลปรับไลน์สินค้า BeatsX ลดเหลือ 2 สี ราคาถูกลง 1,600 บาท

แอปเปิลได้ปรับเปลี่ยนการขายหูฟังไร้สาย BeatsX ภายใต้แบรนด์ Beats จากเดิมมีตัวเลือก 6 สี ให้เหลือเพียง 2 สีเท่านั้นคือ สีดำ และสีเงินซาติน นอกจากนี้ยังลดราคาขายลง จากเดิม 5,900 บาท มาอยู่ที่ 4,300 บาท

จุดเด่นของหูฟัง BeatsX คือการมีชิป W1 ของแอปเปิล แบบเดียวกับใน AirPods จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ต้องการหูฟังไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์แอปเปิลและได้คุณสมบัติครบครัน แต่ไม่อยากใช้ AirPods ซึ่งก่อนหน้านี้ ราคาที่ใกล้เคียงกันอาจทำให้หลายคนบอกว่าไม่น่าเป็นทางเลือกเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าการลดราคานี้ทำในเว็บ Apple Store ออนไลน์ ขณะที่ในร้านค้าปลีกนั้นสินค้าส่วนมากจะหมด จึงเป็นไปได้ว่าแอปเปิลอาจอัพเดตชิปรุ่นใหม่ให้ AirPods และทำให้ BeatsX ต้องเคลียร์สินค้าตามด้วย

ที่มา: 9to5Mac

alt="BeatsX"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/105674

ไมโครซอฟท์บุกวงการหูฟัง Surface Headphones หูฟังไร้สายพรีเมียม ฝังมาด้วยไมโครโฟน 8 ตัว

นอกจากการอัพเกรดสินค้าเก่าด้วยสเปกใหม่ Surface Pro 6, Surface Laptop 2, Surface Studio 2 ไมโครซอฟท์ยังมีสินค้าใหม่อีก 1 ตัวคือหูฟังไร้สาย Surface Headphones

Surface Headphones ถือเป็นครั้งแรกที่ไมโครซอฟท์บุกเข้ามายังวงการหูฟังเกรดพรีเมียม นอกจากฟีเจอร์กรองเสียงรบกวนที่เป็นมาตรฐานแล้ว จุดเด่นของมันคือการหยุดเล่นเพลงหรือหนังอัตโนมัติเมื่อเราถอดหูฟังออก และมีไมโครโฟนในตัวรวมทั้งหมด 8 ตัว เพื่อให้คุยโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลล์แบบคุณภาพเสียงคมชัด รวมถึงสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Cortana ได้ด้วย

No Description

No Description

No Description

Surface Headphones สามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็น Bluetooth ได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกับ Surface เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับพีซี Windows 10 ได้ทันทีผ่านฟีเจอร์ Swift Pair

แบตเตอรี่สามารถอยู่ได้นาน 15 ชั่วโมง และมีระบบ fast charge ชาร์จเพียง 5 นาทีสามารถฟังเพลงได้นาน 1 ชั่วโมง ราคาตัวละ 349 ดอลลาร์ เริ่มวางขายภายในปีนี้

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/105627