คลังเก็บป้ายกำกับ: GUEST_POSTS

[Guest Post] เดลล์ เทคโนโลยีส์ เผยผลวิจัยชี้ 81 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานในเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น พร้อมสำหรับการทำงานจากทางไกลในระยะยาว หากแต่ยังกังวลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน

  • พนักงานมีความกังวลในการที่อาจไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงาน รวมไปถึงเส้นแบ่งเขตการทำงานกับชีวิตความเป็นส่วนตัวที่ยังดูคลุมเครือในการเตรียมความพร้อมเพื่อการทำงานจากระยะไกล (remote work) ในระยะยาว
  • มีพนักงานเพียง 46 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นที่รู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเจ้าของกิจการหรือผู้ว่าจ้างในการทำงานจากทางไกลในระยะยาว
  • ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่พนักงานต้องการมากที่สุดคืออุปกรณ์ หรือทูลส์ ที่ช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ(productivity) ในการทำงานและเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ภายในองค์กรได้จากระยะไกล
  • พนักงานต้องการให้ผู้ว่าจ้างจัดให้มีรูปแบบการฝึกอบรมที่ดีที่สุดสำหรับช่วงเวลา (sessions) ในการทำงานระยะไกล (remote working) รวมถึงการเรียนรู้แบบเวอร์ชวล (virtual learning) ตลอดจนด้านการพัฒนา

 

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประกาศผลวิจัยใหม่เผยให้เห็นความพร้อมของพนักงานภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ต่อการทำงานจากทางไกลในระยะยาว จากดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness (RWR) Index (RWR) ที่เริ่มทำในขั้นต้นนี้พบว่ามากกว่า 8 ใน 10 (81เปอร์เซ็นต์) ที่สำรวจพนักงานของทั้งภูมิภาครู้สึกว่าพวกเขาได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วสำหรับการทำงานจากที่บ้าน หรือจากระยะไกลในระยะยาว หากแต่ยังมีความกังวลอยู่บ้างในกรณีของเส้นแบ่งของการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ดูจะยังไม่ชัดเจน

จากการสำรวจคนทำงานมืออาชีพ (Professionals) มากกว่า 7,000 คนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ทั้งนี้ ดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index (RWR Index) ได้รวบรวมข้อมูลทัศนคติและความรู้สึกของพนักงานที่มีต่อการทำงานระยะไกลในระยะยาวตลอดจนความต้องการในแง่ของเทคโนโลยีและการสนับสนุนที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรบุคคล (HR) ซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำงาน

 

 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2020 ได้กำหนดรูปแบบการทำงานของเราขึ้นใหม่ ทำให้ไม่ต้องยึดติดกับเวลา และสถานที่ในการทำงานอีกต่อไป แต่ด้วยผลลัพธ์ที่ได้รับ” ชอง-กิลโยม ปงส์ รองประธาน ไคลอันท์ โซลูชัน กรุ๊ป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ญี่ปุ่น และเกรทเตอร์ ไชน่า เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ด้วยการเตรียมความพร้อมในการทำงานทั้งในรูปแบบทางไกล (remote) และในแบบผสมผสานกันแบบไฮบริดกำลังกลายเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น (new reality) สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้างานหรือผู้ว่าจ้างต้องเตรียมพร้อมคือการจัดหาเทคโนโลยีที่จำเป็น และรองรับการทำงานด้าน HR เพื่อซัพพอร์ตการทำงานของพนักงาน การสำรวจดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มสำหรับเราในการที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นเข้าใจถึงความต้องการของพนักงานในการที่รักษาการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน ตลอดจนรักษาประสิทธิผลจากการทำงานไม่ว่าจากที่ใดก็ได้ในระยะยาว”

จากการวิจัย เจ้าของธุรกิจหรือผู้ว่าจ้างมีหน้าที่อย่างไม่หยุดยั้งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่พนักงานต้องพบเจออย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการทำงานจากทางไกลหรือ remote work ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว

เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความพยายามของเจ้าของธุรกิจในการจัดเตรียมทรัพยากรทางเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการทำงานทางไกล มีพนักงานเพียงครึ่งเดียว (50 เปอร์เซ็นต์) จากการสำรวจที่รู้สึกว่าผู้ว่าจ้างทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้วในการให้การสนับสนุนการทำงาน และในช่วงที่อยู่ระหว่างการดำเนินมาตรการควบคุมโรคระบาด พนักงานที่ตอบแบบสำรวจกล่าวอ้างถึงความไม่เสถียรของระบบเครือข่ายทางไกล (remote networks) รวมถึงข้อจำกัดในด้านแบนด์วิธของอินเทอร์เน็ต (31 เปอร์เซ็นต์) คือความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ พนักงานยังประสบปัญหาในการเข้าถึงทรัพยากรภายในของบริษัท (29 เปอร์เซ็นต์) และยังต้องจัดการกับการใช้เครื่องมือหรือทูลส์เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพส่วนตัว (28 เปอร์เซ็นต์) ในการทำงาน

ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงระบุว่าต้องการให้ผู้ว่าจ้างช่วยจัดหาอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (39 เปอร์เซ็นต์) และต้องการความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรภายในของบริษัทได้ (36 เปอร์เซ็นต์)

ในแง่ของการสนับสนุนด้านทรัพยากรบุคคล การสำรวจกลุ่มพนักงานภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่นระบุว่าความท้าทายในอันดับต้นคือการขาดหายไปของสื่อสารระหว่างบุคคล (in-person communications) (41 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่ความท้าทายที่สำคัญอื่น ๆ ยังรวมถึงการขาดช่วงเวลาในการเรียนรู้และพัฒนา รวมทั้งการเทรนนิ่งสำหรับทูลส์แบบเวอร์ชวล (39 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนี้ ยังเกี่ยวเนื่องกับแนวการปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practice) ในด้านการทำงานจากระยะไกลและแนวนโยบายตลอดจนแนวทางที่ล้าสมัยสำหรับการทำงานระยะไกล (38 เปอร์เซ็นต์)

เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการจัดการงานจากระยะไกลในระยะยาว พนักงานที่ร่วมในการสำรวจต้องการเซสชันเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา ตลอดจนการฝึกอบรมกรใช้เวอร์ชวล ทูลส์ (48 เปอร์เซ็นต์) การฝึกอบรมด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานระยะไกล (47 เปอร์เซ็นต์)) และแนวคิดริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของทีม (46 เปอร์เซ็นต์)

“ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความเป็นผู้นำ และวัฒนธรรมในการช่วยให้พนักงานและทั้งหมดสามารถยืนหยัดผ่านอุปสรรคไปได้คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างดีที่สุด” ปงส์ กล่าวเสริม “ที่เดลล์ เทคโนโลยีส์ เราเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่และได้ลงมือให้ความช่วยเหลือให้องค์กรสามารถเข้าถึงรูปแบบการทำงานที่ปลอดภัยในระหว่างการเคลื่อนที่ที่มีความยืดหยุ่นอย่างแท้จริงตามโปรแกรม Connected Workplace ของเรา ทั้งนี้ เราสนับสนุนให้ผู้ว่าจ้างไตร่ตรองแนวทางปฏิบัติงานระยะไกลที่ดีที่สุดและพัฒนาเชิงรุกเพื่อสภาพแวดล้อมแบบใหม่”

 

เกี่ยวกับการวิจัย

การสำรวจดัชนีความพร้อมของการทำงานจากระยะไกล หรือ Remote Work Readiness Index คือการศึกษาที่ได้รับมอบหมายจากเดลล์ เทคโนโลยีส์ในการจัดเก็บข้อมูลจากเจ็ดประเทศภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (APJ) ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ และเกาหลีใต้ ในเรื่องความพร้อมของคนทำงานในการทำงานจากระยะไกลในระยะยาว การสำรวจมุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญต่างๆ ที่มีต่อการทำงานจากระยะไกล ทั้งในเรื่องของความเต็มใจและความกังวลของพนักงานที่มีต่อการทำงานจากระยะไกลในช่วงเวลาที่ยาวนาน ไปจนถึงการให้การสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรบุคคล (HR) ที่พวกเขาต้องการเพื่อการทำงานที่ประสบผลสำเร็จจากระยะไกล นอกจากนี้ งานวิจัยยังประเมินความพยายามของนายจ้างในการจัดหาทรัพยากรเหล่านี้และชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำหรับองค์กรในการพิจารณาถึงสถานที่ทำงานแบบผสมผสาน (hybrid workplace) หรือการนำรูปแบบของการทำงานระยะไกลเข้ามาใช้

ผลการสำรวจฉบับเต็มสามารถดูได้ที่นี่ https://www.delltechnologies.com/en-sg/collaterals/unauth/briefs-handouts/solutions/dt-remote-work-readiness-index-apj-report.pdf

 

เกี่ยวกับ Kantar

Kantar คือบริษัทด้านข้อมูล รวมทั้งข้อมูลเชิงลึก (insights) และด้านที่ปรึกษาชั้นนำของโลก บริษัทมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีในการคิดความรู้สึก ไปจนถึงการจับจ่ายใช้สอย (shop) การแบ่งปัน (share) การโหวต (vote) ตลอดมุมมองทัศนคติ (view) มากยิ่งกว่าผู้ใด และเมื่อผสานความเชี่ยวชาญในด้านความใจในมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ พนักงานจำนวนถึง 30,000 คนของ Kantar ช่วยให้องค์กรชั้นนำต่างๆ ในระดับโลกประสบความสำเร็จและเติบโต

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-dell-technologies-remote-work-readiness/

[Guest Post] ICS ชี้ในสถานการณ์โควิด 19 ธุรกิจจะต้องปรับตัว ขับเคลื่อนด้วยโซลูชันดิจิทัล ทั้งวางแผนการผลิต บริหารวัตถุดิบ ขนส่งสินค้า และบริหารการขาย

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อินโนเวชั่น คอนซัลท์ติ้ง เซอร์วิส จำกัด หรือ ICS ผู้ให้บริการที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญโซลูชัน ERP และ Digital Technology & Innovation จาก SAP มีประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษายาวนานกว่า 17 ปี ได้เปิดเผยว่าในปี 2564 ธุรกิจของไทยต้องเผชิญกับปัญหาที่ท้าทาย โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด 19  รอบใหม่ ทำให้หลายอุตสาหกรรมและองค์กรต่างๆ ถูก Disrupt อย่างรุนแรงททำให้ทุกองค์กรต้องปรับแผนงานซึ่งเป็นผลกระทบจากการจำกัดสถานที่ในการเข้าทำงาน พนักงานที่ขาดหายไปจากเหตุสุดวิสัย การขาดแคลนวัตถุดิบ และอื่นๆ ดังนั้นการหาเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงโซลูชันดิจิทัล เข้ามาช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่องค์กร สามารถปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย ท่ามกลางวิกฤตที่รุนแรงซึ่งคาดว่าจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

โดยปี 2564 นี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการแข่งขันและวิกฤตใหม่ๆ องค์กรควรจะประยุกต์ใช้โซลูชันดิจิทัลด้านการบริหารจัดการต่างๆ ประกอบด้วย

  • ระบบบริหารทรัพยากรขององค์กร Enterprise Resource Planning หรือ ERP ที่ครอบคลุมระบบงานด้านต่างๆ ตั้งแต่การผลิต การจัดหาทรัพยากร การขาย ระบบบัญชี การบริหารคลังสินค้า เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันแบบ Real Time อัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ทุกมิติเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่แม่นยำ ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว
  • ระบบวางแผน และบริหารจัดการด้าน Supply Chain, Integrated Business Planning หรือ IBP เพื่อช่วยบริหารจัดการด้าน Supply Planning บริหารจัดการสต็อกสินค้า การพยากรณ์การขาย เพื่อให้ระบบซัพพลายเชนต่างๆสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยความคล่องตัว ช่วยลดเวลาการผลิต และตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทันท่วงทีและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติอย่างระบบ RPA (Robotic Process Automation) เข้ามาสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆ เพื่อช่วยรวบรวม เชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลไปสู่ระบบต่างๆ เพิ่มความรวดเร็ว และลดความผิดพลาดในการทำงาน
  • การนำโซลูชันเพื่ออุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing Solution) ที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลจาก Savigent ผสานเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และระบบปฏิบัติการในกระบวนการผลิต (Manufacturing Execution System : MES) เข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุม บริหารจัดการด้านการผลิตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ช่วยเหลือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยจากสถานการณ์โควิดรอบแรกที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับตัวในด้านการวางแผน Demand & Supply ที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งทาง ICS ได้เข้าไปช่วยวางระบบให้ลูกค้าในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในการปรับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความสะอาด ให้ได้ตามความต้องการของตลาดอย่างทันท่วงที โดยอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที  ซึ่งได้ทำให้บริษัทฯ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สามารถสร้างรายได้ให้องค์กรได้มากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยการนำเอาโซลูชัน SAP Integrated Business Planning หรือ IBP เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้าน supply chain และ SAP S/4 HANA  เข้ามาช่วยวิเคราะห์ทั้งระบบตั้งแต่การวางแผนผลิตสินค้า การบริหารวัตถุดิบ ขนส่ง สต็อคสินค้า และระบบการขาย โดยเฉพาะช่วงวิกฤตที่วัตถุดิบมีจำนวนจำกัด การขนส่งสินค้าใช้เวลาที่ไม่แน่นอน ทำให้การดำเนินงานไม่สะดุด มีการวางแผนรองรับปัญหาเฉพาะหน้า ใช้ระบบข้อมูลวิเคราะห์แบบ Real time ปรับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้ทันที  

 

ช่วยเหลือธุรกิจแปรรูปและสินค้าการเกษตร

การผลิตสินค้าแปรรูปและสินค้าด้านการเกษตร เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์อย่างมาก เพราะพืชผลการเกษตรแต่ละชนิดมีข้อมูลรายละเอียดต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือทางภาคปศุสัตว์ ซึ่งทาง ICS ก็ได้เข้าไปช่วยลูกค้ากลุ่มนี้วางระบบได้ตั้งแต่ต้นน้ำของผู้ปลูก การวางระบบจัดการลงทะเบียนเกษตรกร วางแผนเก็บเกี่ยว คัดสรรเกรดของผลผลิต การนำผลผลิตเข้าโรงงาน รวมจนถึงการแปรรูป และนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ซึ่งผู้บริโภคหรือผู้ซื้อปลายทางจะสามารถเช็คข้อมูลย้อนหลังได้

โดย ICS เป็นบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาในการขึ้นระบบ และนำเทคโนโลยีและโซลูชันที่ตอบโจทย์ในแต่ละธุรกิจ ด้วยการนำความเชี่ยวชาญในระบบ SAP S/4 HANA, SAP Integrated Business Planning, SAP iRPA Robotic Process Automation Robotic และ Savigent Platform เข้ามาช่วยแก้ไขในจุดอ่อนและอุปสรรคของธุรกิจ นอกจากนี้จากประสบการณ์ในธุรกิจที่ ICS ได้เคยวางระบบให้กับหลากหลายประเภทธุรกิจ จึงทำให้สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดให้กับลูกค้า เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น และลดการลงทุนได้อีกด้วย

ซึ่งที่ผ่านมา ICS ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทฯ ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูปอาหารสัตว์ปีก สัตว์น้ำ กลุ่มผู้ผลิตสินค้า consumer product และกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจเหล็กและอื่นๆ

โดยบริษัทฯ ที่สนใจขอคำปรึกษาด้าน Digital supply planning, Robotic Process Automation, Smart Manufacturing Solution และ SAP S/4 HANA สามารถติดต่อมาที่บริษัท อินโนเวชั่น คอนซัลท์ติ้ง เซอร์วิส จำกัด โทรศัพท์ 02-1293382 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-innovation-consulting-service/

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้พร้อมผู้เชี่ยวชาญในวงการร่วมเสริมแกร่งกลยุทธ์การป้องกันทางไซเบอร์ของ APAC ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคและหลังจากนี้เป็นต้นไป

“ความยุติธรรมจะมีชัยในโลกไซเบอร์ได้หรือไม่”  นี่คือคำถามหลักบนเวทีการประชุม ด้านนโนบาย “APAC Online Policy Forum II” ในหัวข้อ “Guardians of the Cyberspace: can justice always prevail?” ของแคสเปอร์สกี้ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก

 

การประชุมนี้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และด้านนโยบายชั้นนำจากภูมิภาค ได้แก่

  • นายเหงียน ฮวย ดัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข้อมูลและการสื่อสาร สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
  • นายนูร์ อัชมาดี ซัลมาวัน ผู้อำนวยการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำคัญแห่งชาติ สำนักงานไซเบอร์และคริปโตแห่งชาติ อินโดนีเซีย
  • นางสาวอัซลีน่า อริฟฟิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ มาเลเซีย
  • ดร. เกร็ก ออสติน ศาสตราจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กลยุทธ์และการทูต ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ และนักวิจัยอาวุโส โครงการไซเบอร์อวกาศและความขัดแย้งในอนาคต สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์

โดยการประชุมนี้มีนายยูจีน แคสเปอร์สกี้ ซีอีโอ บริษัท แคสเปอร์สกี้ เป็นเจ้าภาพและกล่าวเปิดงาน ซึ่งนายยูจีนได้ลงลึกเรื่องภูมิทัศน์ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุด และแนวโน้มที่ขยายจากการแพร่ระบาดของโรค นายยูจีนได้ตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษถึงการเปลี่ยนเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ จากสมาร์ทโฟนและดีไวซ์ส่วนตัว ไปสู่ระบบควบคุมอุตสาหกรรม (ICS) และ Internet of Things (IoT) นอกจากนี้นายยูจีนยังแบ่งปันมุมมองของภาคเอกชนในการรับมือกับความท้าทายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นายยูจีนกล่าวว่า “นับตั้งแต่เริ่มมีมาตรการทางสังคม เราได้สังเกตเห็นว่าภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างไรจากการแพร่ระบาดของโรคนี้ ในแง่หนึ่งผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น เนื่องจากทำงานจากระยะไกลและใช้เวลาออนไลน์มากขึ้น ในทางกลับกัน ก็มีอาชญากรไซเบอร์จำนวนมากขึ้น มีทักษะและประสบการณ์มากขึ้น ในปี 2020 เราตรวจพบไฟล์ที่เป็นอันตรายที่ไม่เหมือนใครเพิ่มขึ้น 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และในวันนี้นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้กำลังติดตามแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์จำนวนมากกว่า 200 กลุ่มที่รับผิดชอบการโจมตีที่มีเป้าหมายเป็นธนาคาร รัฐบาล หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศอย่างใกล้ชิด”

การประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คนจากทั่วภูมิภาค รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับ C จากภาคส่วนต่างๆ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และสื่อมวลชน การประชุมนี้ได้เน้นย้ำถึงนโยบายและกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่ามีความเกี่ยวข้องและมีประสิทธิผลอย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของภัยคุกคามในภูมิภาค และวิธีที่รัฐบาลสามารถก้าวนำหน้าอาชญากรไซเบอร์ไปหนึ่งก้าวได้อย่างไร

 

การป้องกันสี่ชั้น

นายเหงียน ฮวย ดัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงข้อมูลและการสื่อสาร (MIC) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่เวียดนามได้ดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ มาตรฐานและพิมพ์เขียวในองค์กรภาครัฐและเอกชน

“ไม่มีใครสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้โดยลำพัง ไม่มีใครปลอดภัยได้คนเดียว” นายเหงียนกล่าวเน้นย้ำ

นายเหงียนได้เน้นโมเดลการป้องกันสี่ชั้นในเวียดนามซึ่งเกี่ยวข้องกับทีมงานภายใน (ชั้นแรก) บริการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันโดยผู้ให้บริการมืออาชีพ (ชั้นที่ 2) การตรวจสอบความปลอดภัยอิสระ (ชั้นที่ 3) และการตรวจสอบอิสระ โดยศูนย์ความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) ของกระทรวงข้อมูลและการสื่อสาร (ชั้นที่ 4)

โครงการที่ประสบความสำเร็จอีกโครงการหนึ่งคือแคมเปญ “การตรวจสอบและลบมัลแวร์ทั่วประเทศในปี 2020” โดย ศูนย์ความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) ของเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้จำนวน Botnet IPs ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และคอมพิวเตอร์กว่า 1.2 ล้านเครื่องที่สแกนตรวจพบการติดมัลแวร์มากกว่า 400,000 เครื่อง โดยแคสเปอร์สกี้เป็นหนึ่งในพันธมิตรเอกชนในโครงการริเริ่มนี้ ซึ่งดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2020

 

การศึกษาและไซเบอร์ซิเคียวริตี้

ดร. เกร็ก ออสติน ศาสตราจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ กลยุทธ์และการทูต ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ได้ระบุความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการสร้างขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการลงทุนด้านการศึกษา

ดร. ออสตินกล่าวว่า “เรายังสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วโลกไม่เพียงพอ ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะลงทุนด้านการศึกษาสำหรับความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันไซเบอร์จะต้องรวมการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาเข้าไปด้วยกัน”

นอกจากนี้ ดร. ออสตินยังระบุว่ากลยุทธ์ Australian Cyber ​​Security Strategy 2020 ของออสเตรเลียจะลงทุน 26 ล้านดอลลาร์สำหรับการศึกษา จากงบประมาณทั้งหมด 1.67 พันล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้เป็นเวลานานกว่า 10 ปี เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการสร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับชาวออสเตรเลีย ธุรกิจและบริการที่จำเป็น

ดร. ออสตินได้เสนอแนะว่าผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยควรได้สัมผัสกับการจำลองสถานการณ์ในชีวิตจริง การทดสอบ และการรวมกลุ่มคนที่มีทักษะสูงเพื่อเพิ่มทักษะและความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

นางสาวอัซลีน่า อริฟฟิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ มาเลเซีย (NACSA) ย้ำให้เห็นถึงความต้องการผู้เชี่ยวชาญ และแนะว่าควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประเทศ

การใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณและจำนวนภัยคุกคามท่ามกลางการแพร่ระบาดที่ยังคงเกิดขึ้น นางสาวอัซลีน่ากล่าวว่า “เราต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเป็นความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเราแบ่งปันระดับทักษะและความเข้าใจเดียวกันเกี่ยวกับภัยคุกคามและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Malaysia Cybersecurity Strategy 2020-2024 ซึ่งประกาศเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ 434 ล้านดอลลาร์ และเสาหลักห้าเสาเพื่อปรับปรุงการจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์และขีดความสามารถของประเทศ

 

ความตระหนักต่อสังคมความรับผิดชอบร่วมกัน

นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว นางสาวอัซลีน่าระบุถึงความจำเป็นในการเพิ่มการรับรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับอันตรายที่แฝงตัวอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่ง NACSA ​​กำลังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการสื่อสารและมัลติมีเดียในมาเลเซียอย่างแข็งขัน เพื่อเผยแพร่ข่าวสารอย่างมีกลยุทธ์

นายนูร์ อัชมาดี ซัลมาวัน ผู้อำนวยการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำคัญแห่งชาติ สำนักงานไซเบอร์และคริปโตแห่งชาติ อินโดนีเซีย (BSSN) เห็นด้วยกับประเด็นนี้ และระบุว่า BSSN ทำงานเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และสังคมหลายแห่ง เพื่อเผยแพร่ความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประชาชนชาวอินโดนีเซีย

ในประเด็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เขาได้เน้นย้ำว่า BSSN ได้เปิดตัวร่างยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กลยุทธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามทางเทคนิคและภัยสังคมในอินโดนีเซีย

“โซเชียลมีเดียกลายเป็นอาวุธสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไปในการจัดการข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงวิธีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้องและปลอดภัย” นายนูร์กล่าวเพิ่มเติม

การพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลพวงของ COVID-19 วิทยากรทุกคนในการประชุมเห็นพ้องกันว่า การทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ความร่วมมือระดับสูงของภาครัฐและเอกชน และการแบ่งปันความรู้ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ

นายยูจีน แคสเปอร์สกี้ กล่าวเสริมว่า “ข้อมูลการวิจัยของนักวิเคราะห์ของแคสเปอร์สกี้แสดงให้เราเห็นถึงหัวใจหลักของปัญหา เรามาถึงจุดที่การปกป้องโลกไซเบอร์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศและความปลอดภัยของประชากร การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สถาบันการดูแลสุขภาพ พลังงานไฟฟ้า ระบบน้ำ ฯลฯ ได้ข้ามจากเรื่องสมมติไปสู่โลกความจริง การสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตั้งแต่วิกฤตในปัจจุบันเป็นต้นไป ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมรับระบบปฏิบัติการที่ปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ในขณะเดียวกันก็ต้องบังคับใช้ความร่วมมือระดับสูงระหว่างประเทศด้วย”

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-industry-and-policy-experts-tackle-strategies/

[Guest Post] คนไทยทำได้! เอไอเอส ผนึกสถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย โชว์ผลงาน AI แพลตฟอร์มตรวจจับความรู้สึกจากเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลก พร้อมเป็นเครื่องมือพลิกโฉมองค์กรไทยไปอีกขั้น รับมือทุกความท้าทายยุคนี้

เอไอเอส ร่วมกับสถาบันวิจัยปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIResearch) เผยถึง ความสำเร็จของทีมนักวิจัยไทย หลังใช้เวลาเพียง 2 ปี พัฒนาชุดข้อมูล (Dataset) จำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย (Speech Emotion Recognition หรือ THAI SER) ได้เป็นครั้งแรกของโลก ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้าสู่กระบวน การเรียนรู้ (Deep Learning) มาประยุกต์ใช้ในการประมวลผลสัญญาณเสียง ช่วยให้เข้าใจคุณลักษณะของเสียง ขึ้นแท่นเป็น SER ที่พัฒนาจาก Dataset ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยอันดับ1 และ2 เป็นภาษาอังกฤษ ที่พัฒนามาจากชุด Dataset เสียงจาก Podcast และ YouTube  ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมดาวน์โหลดชุดข้อมูล THAI SER ไปพัฒนาต่อยอดได้ฟรีแล้ว ทางเว็บไซต์ https://airesearch.in.th ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป

 

นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เอไอเอส กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ด้านภาษา ถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในเรื่องการสร้างความเข้าใจลูกค้าในมุมมองด้านอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินสภาวะทางอารมณ์ของลูกค้า เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานบริการได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก Customer insight ด้านอารมณ์ของลูกค้า ที่มาจากการให้บริการในด้านต่างๆ

            ด้วยเหตุนี้ AIS ในฐานะ Digital Service Provider เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน AI ภาษาไทย โดยเฉพาะการตรวจจับอารมณ์โดยเสียงภาษาไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ต้องการ Expert Domain และ ดาต้าขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการใช้งานได้จริง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างเอไอเอส และ AIResearch จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่าง ecosystem ในแวดวง Deep Tech ในประเทศไทย ให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ทัดเทียมกับนานาชาติ มีบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมทำงานสร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลก เราเชื่อมั่นว่า ด้วยความเชี่ยวชาญ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย จะเป็นจุดเชื่อมโยงผลักดันให้ผลงานต่างๆ ของนักวิจัยไทย เป็นที่จดจำและยอมรับในสายตาโลกได้อย่างแน่นอน”

 

         

ชุดข้อมูล THAI SER สามารถจำแนนอารมณ์จากเสียงได้ 5 อารมณ์ ได้แก่ โกรธ / เศร้า / สุข /หงุดหงิด และปกติ โดยมีความแม่นยำอยู่ที่ 70% และมีความพร้อมที่จะใช้งานสูงถึง 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% เพื่อให้แบบจำลองพื้นฐาน มีผลการวิเคราะห์ที่ความแม่นยำสุงสูงขึ้น และพร้อมใช้งานในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงขององค์กรต่างๆ ที่จะต้องพัฒนาตามแต่ละบริบทต่อไป

 

           

ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี ชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย หรือ THAI SER ไปใช้งานจริง ได้แก่

1. การวิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้า จาก ‘เสียงพูด’

2. การจัดลำดับการให้บริการลูกค้า จาก ‘อารมณ์’ ของลูกค้า

3. มอบหมายสายลูกค้าให้กับ CSR ตามความสามารถในการรับมืออารมณ์ต่าง ๆ               

4. ฝึกสอน และเตรียมความพร้อมให้กับ CSR ในการปฏิบัติงานจริง

5. ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์ และเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย

            ซึ่งในขณะนี้ ชุดข้อมูลจำแนกอารมณ์จากเสียงพูดภาษาไทย หรือ THAI SER พร้อมแล้วที่จะให้นักพัฒนา, กลุ่ม Startup, ผู้ประกอบการ SME, ผู้ให้บริการ และองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และนำแพลตฟอร์มนี้ไปต่อยอดในการออกแบบแอปพลิเคชันหรือโซลูชั่นต่างๆ ที่รองรับ AI ภาษาไทยมากขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://airesearch.in.th ได้แล้วตั้งแต่วันนี้

 

เกี่ยวกับ AIS 

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 41.4 ล้านเลขหมาย (ณ ธันวาคม 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้
แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน   

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-airesearch-thai-ser/

[Guest Post] วิศวะมหิดล -สยามไอโอที รวมพลังสู้ PM 2.5 ด้วยนวัตกรรมระบบแจ้งเตือนเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยี IoT

องค์การอนามัยโลกได้สำรวจพบว่า มีประชากรที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบถึงร้อยละ 10  หลายปีที่ผ่านมาคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีปริมาณเกินค่ามาตรฐาน (50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ “นวัตกรรมความปลอดภัยจากมลภาวะทางอากาศด้วยเทคโนโลยี IoT มาจากนโยบายด้านวิศวกรรมสีเขียวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้เล็งเห็นถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย ทั้งก่อโรคภัยระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือดและสมอง ทำให้แก่เร็วขึ้นและอายุขัยเฉลี่ยลดลงด้วย หากสูด PM2.5 เป็นเวลานาน อาจส่งผลในระดับพันธุกรรม และทารกในครรภ์ได้  ความร่วมมือระหว่างคณะวิศวะมหิดล โดยงานวิศวกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (ESR) กับ  บริษัท สยามไอโอที จำกัด ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพผู้วิจัยพัฒนาและผลิต ระบบแจ้งเตือนมลภาวะอากาศด้วยเทคโนโลยี IoT โดยได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) ดำเนินการแล้วเสร็จและได้นำร่องติดตั้งอุปกรณ์นวัตกรรมในพื้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 1 เครื่อง และที่เทศบาลกระทุ่มล้ม อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 1 เครื่อง นับเป็นความสำเร็จในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในสถานศึกษาและชุมชนร่วมเฝ้าระวังมลภาวะทางอากาศ บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหา สู่การปฏิบัติในพื้นที่จริง นอกจากนี้ข้อมูลคุณภาพอากาศที่ระบบจัดเก็บไว้ที่ Cloud Server ส่วนกลางนั้นเป็น Big Data ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อยอดการศึกษาวิจัยเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อีกด้วย

ผศ.ดร.กฤษฎา อัศวสกุลเกียรติ รองคณบดีฝ่ายเสริมสร้างความร่วมมือและกิจกรรมเพื่อสังคม กล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เชิญผู้นำชุมชน ผู้ดูแลอาคาร และนักศึกษา มาร่วมงานถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและข้อมูลจาก ระบบแจ้งเตือนมลภาวะทางอากาศด้วยเทคโนโลยี IoT โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท สยามไอโอที จำกัด นับเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ด้วยโซล่าเซลล์ โดยระบบจะส่งข้อมูลค่ามลภาวะตามความเป็นจริงอย่างรวดเร็วและเป็นค่าปัจจุบัน (Real Time) อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง (รอบเช้า รอบกลางวัน รอบเย็น) และเมื่อมีค่าแปรผันของระดับคุณภาพอากาศ เช่น จากอากาศระดับดี เปลี่ยนเป็นอากาศระดับแย่ จะมีการแจ้งเตือนผ่านไลน์ แอพพลิเคชั่น ช่วยให้ชุมชนและผู้อยู่อาศัยในอาคารสามารถเตรียมตัวป้องกันตนเองและผู้อื่นในชุมชน อาคาร หรือสถานศึกษาได้ทันเวลา เช่น สวมหน้ากาก การปิดประตูหน้าต่าง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และที่สำคัญสามารถประสานงานเครือข่ายในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสมลพิษฝุ่นPM 2.5 และหาวิธีการร่วมกันลดปริมาณฝุ่นจากกิจกรรมของมนุษย์ในชุมชน

คุณเทวฤทธิ์ ธรรมกุลคุณากร กรรมการ บริษัท สยามไอโอที จำกัด กล่าวว่า ระบบแจ้งเตือนมลภาวะทางอากาศ PM2.5 ด้วยเทคโนโลยี IoT พัฒนาโดยสยามไอโอที มีคุณสมบัติเด่น คือ มีความอัจฉริยะก้าวล้ำด้วยระบบเซนเซอร์มาตรฐานยุโรป ทันทีที่ตรวจจับพบค่า PM2.5 เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ สามารถส่งข้อมูลแจ้งเตือนมลพิษ PM 2.5 เฉพาะจุดถึงผู้อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นๆ ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำแบบ Realtime ผ่านทางไลน์ แอพพลิเคชั่น, เซนเซอร์ที่ใช้วัด PM2.5 เป็นแบบดิจิตอล มีระบบทำความสะอาดตัวเอง จึงทำให้ค่าที่อ่านได้ไม่ผิดเพี้ยน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน, สามารถเลือก Scan QR Code เพื่อรับการแจ้งเตือนข้อมูลจากเครื่องวัด PM2.5 ที่เราอาศัยอยู่ใกล้ที่สุดได้ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำในการแจ้งเตือน , สามารถดูข้อมูลของเครื่องวัดในจุดต่าง ๆ ที่ต้องการผ่านทาง Website ที่อัพเดทข้อมูลแบบ Real time และสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้เท่าที่ต้องการ

 

 

นอกเหนือจากตรวจจับและแจ้งเตือน PM 2.5 แล้ว ยังสามารถดูข้อมูลคุณภาพอากาศอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ เป็นต้น โดยใช้สัญญาณ 3G/4G ในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถติดตั้งเครื่องเพื่อส่งสัญญาณได้ครอบคลุมทั่วประเทศและสามารถใช้พลังงานสำรองจากแบตเตอรี่ได้กรณีไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความเสถียรและต่อเนื่อง ด้านตัวเครื่องได้รับการออกแบบและผลิตภายในประเทศไทย ทำให้ต้นทุนราคาประหยัดกว่าหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงถึง 5- 7 ล้านบาท

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-eg-mahidol-pm-2-5/

[Guest Post] LINKSYS เอาใจสาวก APPLE ประกาศชัด VELOP TRI-BAND MESH รองรับ APPLE HOMEKIT เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

มีฟรีซอฟต์แวร์อัพเดท ให้สามารถการจัดการอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน ที่เชื่อมต่อกับ Linksys Velop Routers มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ลิงค์ซิส (Linksys) แบรนด์ชั้นนำเรื่องอุปกรณ์เชื่อมต่อภายในบ้าน (Connected Home) ของเบลคิน อินเตอร์เนชันแนล (Belkin International) และบริษัท ฟอกส์คอน อินเตอร์คอนเน็ค เทคโนโลยี (Foxconn Interconnect Technology: FIT) ที่ได้ควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน พร้อมประกาศอย่างเป็นทางการว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นที่อยู่ใน APPLE HOME KIT  สามารถรองรับการทำงานของ Linksys Velop Tri-Band เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของอุปกรณ์เสริมอัจฉริยะภายในบ้านได้อีกด้วย  เมื่อใช้แอพพลิเคชั่น Home ที่มีบน iPhone, iPad และ Mac ลูกค้า Linksys ที่ใช้เราเตอร์ Linksys Velop Tri-Band Mesh จะสามารถจัดการการเข้าถึงอุปกรณ์เสริมที่เปิดใช้งาน HomeKit ได้อย่างปลอดภัย และสามารถกำหนดวิธีที่อุปกรณ์เสริมแต่ละชิ้นให้อนุญาตให้สามารถสื่อสารภายในบ้านและผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ HomeKit ได้รองรับการทำงานของ Linksys Velop Tri-Band Mesh ให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆใน HomeKit และป้องกันการเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นจากการสื่อสารกับอุปกรณ์ที่ใช้ Wi-Fi อื่น ๆ และการให้บริการที่ไม่น่าเชื่อถือผ่านทางอินเทอร์เน็ต

นายชาคริต ศิริกุลประดิษฐ ผู้จัดการฝ่ายขายภูมิภาคอาเซียน เบลคิน อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า  “ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกยังคงใช้ชีวิต ทำงาน และเรียนรู้จากที่บ้าน เราเองในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อและขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ตมาตรฐานระดับโลก ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มอบประสบการณ์ที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้า โดย Linksys Velop Tri-Band สำหรับ APPLE HomeKit นี้มีคุณสมบัติให้ความเป็นส่วนตัวที่มีประสิทธิภาพแข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายในบ้าน และด้วย Linksys Router ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Intelligent Mesh เอกสิทธิ์เฉพาะของเรา ทำให้เราสามารถให้บริการผู้ใช้งานด้วยการเพิ่มมูลค่าด้วยความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ที่บริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาทิ Linksys Shield, Linksys Aware และอื่นๆ อีกมากมายที่จะเกิดขึ้น” 

ลูกค้า Linksys สามารถเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน HomeKit ได้ โดยจะมีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ฟรีให้กับเราเตอร์ Velop Tri-Band Mesh ซึ่งมีอยู่ใน Velop app สำหรับ iOS และiPadOS ทั้งนี้การตั้งค่าความปลอดภัยสำหรับทุกอุปกรณ์เสริมใน HomeKit สามารถทำได้ในแอพพลิเคชั่น Apple Home บน iPhone และ iPad 

เกี่ยวกับ Linksys 

Linksys ได้เริ่มก่อตั้งบุกเบิกในธุรกิจการเชื่อมต่อไร้สายตั้งแต่ในปี 1988 เป็นแบรนด์เราเตอร์รายแรกที่จะจัดส่งสินค้าไปกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก โดยได้รับการยอมรับในเรื่องเทคโนโลยี Velop Intelligent MeshTM จนได้รับรางวัลซอฟท์แวร์ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วยบริการ Linksys Aware โดยใช้สัญญาณ WiFi ผ่านการทำงานร่วมกันของ Linksys Router และ Linksys Application นวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะที่มีอยู่ใน Linksys เท่านั้น ซึ่งช่วยการใช้ชีวิตและการทำงานภายในบ้านปลอดภัยมากขึ้น พร้อมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Linksys มีจำหน่ายอยู่ในร้านค้าปลีกรายใหญ่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก  

 

เกี่ยวกับ เบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล

ในปี 2018 บริษัท ฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเนค เทคโนโลยี ได้ควบรวมกิจการกับบริษัท เบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล (Belkin®Linksys®Wemo®Phyn®) เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคระดับโลก ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเชื่อมโยงกับผู้คนผ่านการนำเสนอกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีสำหรับบ้าน สำนักงาน และอุปกรณ์เคลื่อนที่ในตลาดอุปกรณ์ต่อพ่วงระดับพรีเมียม (แบรนด์เบลคิน ภายใต้แนวคิด “Connected Things”) และตลาดสมาร์ทโฮม (แบรนด์ลิงค์ซิส, วีโม, และฟิน ภายใต้แนวคิด “Connected Home”)

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-linksys-apple-homekit/

[Guest Post] เตรียมพบกับอีเวนท์ออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่จาก LINE งาน Thailand Now & Next : Rebuild and Grow with Chat Commerce 3 วันเต็มเจาะลึกกระบวนยุทธ์แชทคอมเมิร์ซไทย เสริมผู้ประกอบการยุคใหม่เติบโต

LINE ประเทศไทย เตรียมจัดงานออนไลน์ครั้งใหญ่ Thailand Now & Next : Rebuild and Grow with Chat Commerce เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั่วไทยได้รู้ลึก รู้จริงในทุกเรื่องการทำแชทคอมเมิร์ซ (Chat Commerce) ทั้งแนวคิด กลยุทธ์จากผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ไปจนถึงเทคนิคการใช้เครื่องมือ โซลูชั่นยกระดับการทำธุรกิจออนไลน์ไปอีกขั้น เข้าชมได้ฟรีจากทุกที่ทั่วประเทศ วันที่ 10-12 มีนาคมนี้ ผ่าน LINE Official Account: @linebizth, LINE TV ช่อง LINE for Business และ FB Fanpage: LINE for Business

เชิญชมวิดีโอโปรโมตงาน : https://youtu.be/uuuydnkBTpA

 

จัดใหญ่ 12 หัวข้อ 3 วันเต็ม อัดแน่นคอนเทนต์จากหลากหลายกูรู ผู้เชี่ยวชาญโลกดิจิทัล

งาน Thailand Now & Next : Rebuild and Grow with Chat Commerce งานเดียวที่รวบรวมทุกเรื่องราว เทคนิคการทำแชทคอมเมิร์ซในไทย ครั้งแรกของ LINE ประเทศไทยที่จัดเต็ม จัดใหญ่ ให้คนทำธุรกิจทั่วประเทศรับชมแบบออนไลน์ได้เต็มที่ตลอด 3 วัน อัดแน่นด้วยคอนเทนต์หลากหลาย มากมายถึง 12 หัวข้อ ประเดิมด้วย 3 ไฮไลท์สำคัญในการบรรยายช่วงเช้า เจาะลึกเทรนด์แชทคอมเมิร์ซสำหรับประเทศไทย กลยุทธ์ที่ใช่ในยุคดิจิทัล โดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญในโลกอีคอมเมิร์ซจาก LINE ประเทศไทย อาทิ  

  • “Chat Commerce Drive Deeper Connection for Sustainable Growth” โดย เลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ช LINE ประเทศไทย ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยมานานกว่า 8 ปี กับเนื้อหาเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในการซื้อสินค้า บริการผ่านโซเชียลในปัจจุบัน นำไปสู่ความสำคัญของการวางกลยุทธ์และเป้าหมายธุรกิจด้วยแชทคอมเมิร์ซ พร้อมเทรนด์ในการเตรียมตัวสำหรับธุรกิจไทย สร้างความสัมพันธ์ขั้นกว่าเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไรผ่านแชทและโซเชียล
  • “Boost Conversion with Chat Commerce” โดย ธีรวัฒน์ งามวิทยศิริ หัวหน้าที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ LINE ประเทศไทย ผู้มากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาหลากหลายแบรนด์ใหญ่ในการทำแชทคอมเมิร์ซผ่าน LINE กับข้อแนะนำการทำแชทคอมเมิร์ซกระตุ้นยอดขาย ทำอย่างไรจึงเรียกว่าใช้เครื่องมือดิจิทัลตอบสนองลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ? พร้อมตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้แชทคอมเมิร์ซสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า ตอบโจทย์ลูกค้าได้ พร้อมสร้างยอดขายได้อย่างลงตัว
  • “Master Chat Commerce with LINE Ads Platform” โดย ปัณณ์ ภูติมหาตมะ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์โฆษณา LINE ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือ โซลูชั่นด้านโฆษณาบนแพลตฟอร์ม LINE มาร่วมทำความรู้จัก LINE Ads Platform หรือ LAP ระบบการลงโฆษณาตามตำแหน่งต่างๆ มากมายบน LINE พร้อมกลยุทธ์ เทคนิคการทำแชทคอมเมิร์ซที่ใช่ผ่าน LINE Ads Platform ที่จะมาเสริมทักษะการทำแชทคอมเมิร์ซของคุณทั้งด้านโฆษณาและด้านการขายให้เหนือชั้นกว่าเดิม

 

 

บอกเล่าเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ SME ไทย เติบโตได้ด้วยแชท คอมเมิร์ซ

พลาดไม่ได้กับช่วง เสวนาถอดเคล็ดลับความสำเร็จจากเจ้าของธุรกิจ SME” ในยามสาย กับเรื่องราว ประสบการณ์ตรงจากหลากหลายเจ้าของแบรนด์ SME ไทย ทำอย่างไรจึงนำพาธุรกิจสู่ความสำเร็จได้ด้วยแชทคอมเมิร์ซ? ไม่ว่าจะเป็น เคล็ดลับปั้นธุรกิจด้วยแชทบน LINE OA โดยแบรนด์ Divana Spa และ Back Joy ธุรกิจแฟชั่นต้องฟัง ใช้ LINE อย่างไรให้ขายดี โดย SUITCUBE และ PMK Polo Maker และ เปิดกลยุทธ์ร้านอาหารแชทยังไงให้ปัง โดย The Summer Coffee และ Supanniga ร่วมด้วยแขกรับเชิญจากแบรนด์และองค์กรชั้นนำในไทยอีกมากมาย ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหน ก็สามารถรับชม นำเอาเทคนิค เคล็ดลับมาต่อยอดธุรกิจได้ทันที!

 

สอนการใช้งานแพลตฟอร์ม LINE ให้เข้าใจ พร้อมลงมือปฏิบัติได้จริง

ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้เช่นกันคือช่วง “How-to เรียนรู้การใช้แพลตฟอร์ม LINE” ในยามบ่าย โอกาสให้ทุกท่านได้เรียนรู้การใช้งานเครื่องมือและโซลูชั่นต่างๆ บนแพลตฟอร์ม LINE กันอย่างละเอียด เข้าใจง่าย พร้อมเริ่มใช้งานได้ทันที โดยผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทยและเหล่ากูรู LINE Certified Coach กับหลากหลายหัวข้อให้เลือกชมตลอด 3 วัน เช่น “มือใหม่ LINE Official Account เริ่มต้นอย่างไรดี”, “อัพเลเวล LINE OA ด้วยฟีเจอร์ฉบับมือโปร”, “ปลุกยอดขายด้วย LINE SHOPPING X MyShop” และ “ต่อยอดธุรกิจ SME ให้โต ด้วยโฆษณาบน LINE ผ่าน LINE Ads Platform” เป็นต้น

นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบัน เทรนด์แชทคอมเมิร์ซ เข้ามามีบทบาทในการค้าขายออนไลน์ สร้างการเติบโตให้กับอีคอมเมิร์ซในไทยได้เป็นอย่างมาก แพลตฟอร์ม LINE ในฐานะแพลตฟอร์มแชทหลักของคนไทย มุ่งยกระดับการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง เราจึงจัดงาน Thailand Now & Next ภายใต้แนวคิด Rebuild and Grow with Chat Commerce โดยหวังว่าจะเป็นโอกาสให้นักการตลาดและผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย ได้ศึกษากลยุทธ์แชทคอมเมิร์ซ รู้แนวทางการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เพื่อเดินหน้าไปสู่การเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

 

         

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน Thailand Now & Next: Rebuild and Grow with Chat Commerce ได้ฟรี พร้อมกันทั่วประเทศ วันที่ 10-12 มีนาคมนี้ ทาง LINE Official Account: @linebizth, LINE TV ช่อง LINE for Business และ FB Fanpage: LINE for Business ดูรายละเอียดกำหนดการได้ที่ https://lineforbusiness.com/thailandnowandnext/

 

#ThailandNowandNext #ChatCommerce #LINEforBusiness

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-line-thailand-now-and-next-amp-next-rebuild-and-grow-with-chat-commerce/

[Guest Post] AMD เปิดตัวกราฟิกการ์ดใหม่ AMD Radeon RX 6700 XT มอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ยอดเยี่ยมในความละเอียดระดับ 1440p

– ด้วยประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมเกมมิ่ง AMD RDNA™ 2 ที่ล้ำสมัย, เทคโนโลยี AMD Infinity Cache และหน่วยความจำความเร็วสูง GDDR6 ขนาด 12GB ทำให้กราฟิกการ์ด AMD Radeon™ RX 6700 XT มีประสิทธิภาพการประมวลผลที่สูงขึ้นถึง 2 เท่าในด้านการเล่นเกมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า 

– กราฟิกการ์ด AMD Radeon™ RX 6700 XT มาพร้อมการผสมผสานที่ทรงพลังระหว่างเทคโนโลยี raytracing และ AMD FidelityFX ผ่านการประมวลผลและการเรนเดอร์ลายเส้นรูปภาพให้มีความสมจริงขึ้นไปอีกระดับ มอบประสบการณ์การเล่นเกมสมจริงราวกับชมภาพยนตร์ 

AMD (NASDAQ: AMD) เปิดตัวกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT มอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม การแสดงผลอันน่าทึ่ง และซอฟต์แวร์ฟีเจอร์ขั้นสูง สร้างประสบการณ์ใหม่ด้านการเล่นเกมในระดับความละเอียด 1440p

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมและการออกแบบ โดยใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมการเล่นเกม AMD RDNA 2 ประกอบด้วย เทคโนโลยี AMD Infinity Cache ประสิทธิภาพสูงขนาด 96MB, หน่วยความจำความเร็วสูงขนาด 12GB, AMD Smart Access Memory และเทคโนโลยีขั้นสูงอีกมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเกมสมัยใหม่ ส่งมอบประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมสูงขึ้นถึง 2 เท่า พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่ตื่นตาตื่นใจอันหลากหลาย เมื่อเทียบกับกราฟิกการ์ดรุ่นก่อนหน้าในระดับเดียวกัน โดยให้อัตราเฟรมเรตได้มากกว่า 165 FPS สำหรับเกมกลุ่มอีสปอร์ต กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการเล่นเกมผ่านการนำเสนอด้านประสิทธิภาพอันน่าทึ่ง การแสดงผลของภาพอัตรารีเฟรชสูงที่ 1440p  และความเที่ยงตรงของภาพ

นายสก็อตต์ เฮอร์เคลมัน รองประธานและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มผลิตภัณฑ์กราฟิก บริษัท AMD กล่าวว่า “เกมสมัยใหม่มีความต้องการที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในด้านของประสิทธิภาพการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและน่าประทับใจตามที่เหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกคาดหวัง กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับการเล่นเกมในระดับ 1440p สำหรับเหล่าเกมเมอร์ที่ส่วนใหญ่ยังคงใช้กราฟิกการ์ดที่ใช้มาแล้วกว่า 3 ปี  สิ่งนี้จะเป็นการอัพเกรดที่ยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบที่นำเสนอคุณภาพของกราฟฟิคที่น่าทึ่ง การแสดงผลของภาพอัตรารีเฟรชสูงที่ 1440p ในการตั้งค่าการเล่นเกมที่ระดับสูงสุด”

ด้วยประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมนี้ ส่งผลให้ตัวแทนผู้ผลิต (OEM) มากกว่า 40 รายจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT โดยคาดว่า HP จะรีเฟรชเกมมิ่งเดสก์ท็อปออกมาในฤดูใบไม้ผลินี้จำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย HP OMEN 25L และ 30L มาพร้อมด้วยกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT และเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 5000 Series

จูดี้ จอห์นสัน หัวหน้าฝ่ายเกมมิ่งแพลตฟอร์ม บริษัท HP กล่าวว่า “เกมเมอร์มักมองหาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างความเป็นเลิศและดื่มด่ำไปกับการเล่นเกมโปรดของพวกเขา เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT ใหม่ เข้ามาใช้ในคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปรุ่น OMEN 25L และ 30L เพื่อขับเคลื่อนการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้ไปทั่วโลก”

ประสิทธิภาพการแสดงผลระดับ 1440p ที่ยอดเยี่ยม สวยงามและประสบการณ์การเล่นเกมที่ไม่มีใครเทียบได้

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมการผลิต 7nm และสถาปัตยกรรมเกมมิ่ง AMD RDNA 2 ออกแบบมาเพื่อส่งมอบการผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด พร้อมฟีเจอร์และความสามารถที่เพิ่มเข้ามา ประกอบด้วย:

  • AMD Infinity Cache – แคชข้อมูลสุดท้าย (last-level) ขนาด 96MB บนกราฟิกการ์ดที่ให้แบนด์วิดท์สูงขึ้นถึง 5 เท่า ในการใช้พลังงานระดับเดียวกันกับสถาปัตยกรรมรุ่นก่อนหน้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมที่สูงขึ้น
  • AMD Smart Access Memoryฟีเจอร์ที่จะปลดล็อคประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเมื่อจับคู่การทำงานระหว่างกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6000 Series กับเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5000 Series หรือ 3000 Series และเมนบอร์ด AMD 500 Series ช่วยให้โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ เข้าถึงหน่วยความจำความเร็วสูง GDDR6 ได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เร่งการประมวลผลของโปรเซสเซอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพ การประมวลผลสูงสุดถึง 16%
  • VRAM GDDR6 ความเร็วสูงขนาด 12GB – ออกแบบมาเพื่อรองรับการโหลดภาพที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และความต้องการด้านการแสดงผลของเกมสมัยใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันในเรื่องความละเอียดของภาพที่สูงขึ้นและการตั้งค่าเกมในระดับสูงสุด กราฟิกการ์ดรุ่นใหม่นี้มีหน่วยความจำ GDDR6 ขนาด 12 GB ช่วยตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ด้านการเล่นเกม AAA ได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน
  • AMD FidelityFX ชุดเครื่องมือโอเพ่นซอร์สสำหรับนักพัฒนาเกมที่พร้อมให้ใช้งานแล้วบน AMD GPUOpen พัฒนาให้รองรับกราฟิกการ์ด AMD Radeon ประกอบด้วยชุดเอฟเฟกต์แสง, เงา และการสะท้อนของภาพให้มีความสมจริง ซึ่งสามารถผนวกรวมเข้ากับเกมใหม่ล่าสุดโดยใช้ประสิทธิภาพของกราฟิกการ์ดให้น้อยที่สุด มีเกมที่รองรับแล้วมากกว่า 40 เกม และจะมีมากขึ้นในอนาคต
  • DirectX® Raytracing (DXR) – กราฟิกการ์ดที่ใช้สถาปัตยกรรม AMD RDNA™ 2 ได้รับการปรับปรุงให้ส่งมอบความสมจริงของแสงและเงา และการสะท้อนของภาพแบบเรียลไทม์ด้วย DXR สร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่น่าทึ่ง เมื่อจับคู่กับ AMD FidelityFX นักพัฒนาสามารถผสานเอฟเฟกต์ให้สมจริงรวมถึงการตกกระทบของแสงเงาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้คุณภาพของการแสดงผลและประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมที่ผนวกรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสมที่สุด
  • AMD Radeon Anti-Lag – ด้วยการรองรับ DirectX 12 API ในปัจจุบัน ทำให้ AMD Radeon Anti-Lag ร่นเวลาตอบสนองนับจากการป้อนข้อมูลไปจนถึงการแสดงผล เพื่อทำให้เกมมีการตอบสนองของภาพที่ดียิ่งขึ้นและนำเสนอความได้เปรียบในการเล่นเกมที่มากขึ้น
  • AMD Radeon Boostด้วยการรองรับของเทคโนโลยี Variable Rate Shading ในปัจจุบัน ทำให้ฟีเจอร์ AMD Radeon Boost สามารถส่งมอบประสิทธิภาพได้เพิ่มขึ้นถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ในการเล่นเกมรูปแบบ fast-motion โดยลดความละเอียดของภาพแบบไดนามิกเพื่อเพิ่มเฟรมเรต และความลื่นไหลในการเล่นเกม และเพิ่มการตอบสนองโดยแทบไม่มีผลกระทบต่อการแสดงผล

          ปีเตอร์ ฟาเบียโน โปรดิวเซอร์ บริษัท Capcom® กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับ AMD ในการนำเสนอผลงานเกมล่าสุดที่ทุกคนต่างรอคอยในเกมแฟรนไชส์ Resident Evil ให้กับพีซีเกมเมอร์ทั่วโลก ด้วยผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6000 Series ประสิทธิภาพสูงที่่มาพร้อมฟีเจอร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประกอบด้วย AMD FidelityFX, raytracing และ Variable Rate Shading ทำให้เกมเมอร์ได้สัมผัสกับการต่อสู้อันเข้มข้นเพื่อเอาชีวิตรอด ผ่านการแสดงผลสภาพแวดล้อมของเกมที่ยอดเยี่ยม รายละเอียดของตัวละครที่ครบถ้วนและเข้าถึงอารมณ์ และเกมเพลย์ประสิทธิภาพสูง

 

ขับเคลื่อนประสิทธิภาพระดับสูงด้วย Mercedes-AMG Petronas Esports Team

     AMD ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่กับ Mercedes-AMG Petronas Esports Team ทีมอีสปอร์ตของ ทีม Mercedes-AMG Petronas Formula 1 โดยทาง Mercedes เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6000 Series, เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen 5000 Series และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ AMD Radeon Software ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มขุมพลังให้กับอุปกรณ์เกมมิ่งสำหรับการแข่งขันอีสปอร์ต ทั้งในด้านเฟรมเรตระดับสูงสุด เกมเพลย์ที่มีความหน่วงต่ำและประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นที่สุด เพื่อปลดล็อคศักยภาพของผู้ขับขี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย AMD ได้ส่งมอบความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่มีใครเทียบได้ในการแข่งรถเสมือนจริง

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ราคาและการวางจำหน่าย

Model

Compute Units

GDDR6

Game Clock (MHz)

Boost Clock (MHZ)

Memory Interface

Infinity Cache

TBP

Price

(USD SEP)

AMD Radeon RX 6700 XT

 

40

12GB

2424

Up to

2581

192 bit

96MB

230W

$479

 

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 6700 XT คาดว่าจะวางจำหน่ายในวันที่ 18 มีนาคม ศกนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ AMD.com และพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตกราฟิกการ์ด AMD ประกอบด้วย ASRock, ASUS, Gigabyte, MSI, PowerColor, SAPPHIRE และ XFX และร้านค้าออนไลน์และตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก ในราคาเริ่มต้น $479 เหรียญสหรัฐฯ โดยเกมมิ่งเดสก์ท็อป HP OMEN 25L และ 30L คาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ นอกจากนี้สำหรับ pre-built system จากพันธมิตร OEM และ SI คาดการณ์ว่าจะพร้อมวางจำหน่ายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-amd-amd-radeon-rx-6700-xt/

[Guest Post] Muze ผลักดันธุรกิจค้าปลีกสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล

  • ธุรกิจค้าปลีกเพิ่มยอดขายและการซื้อซ้ำของลูกค้าด้วยกลยุทธ์ช่องทางขายหลากหลายช่องทาง

 

 

Muze ผู้นำด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์เว็บไซต์และโซลูชั่นด้านแอปพลิเคชันสัญชาติไทยแบบครบวงจรให้กับธุรกิจ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบค้าปลีกหลากลายช่องทางให้กับธุรกิจในไทยในการผสานช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ ไปพร้อมๆกับที่ธุรกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้าปลีก Muze ได้ช่วยธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของไทยมากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า การรักษาฐานลูกค้าเก่า และเสริมประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการด้วย inCart โซลูชั่นที่พัฒนาและถือกรรมสิทธิ์โดยบริษัท Muze 

ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกหลายรายต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ส่งผลให้จำนวนลูกค้าหน้าร้านลดลง ช่องทางการขายออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญสำหรับแบรนด์ในการสร้างยอดขายเนื่องจากลูกค้าหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้รายได้ในตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาสูงขึ้นกว่า 22.1%[1].  โดยแบรนด์ที่ได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงแพลตฟอร์มการขายของตัวเองมีธุรกิจที่เติบโตและประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าช่องทางการขายออนไลน์จะยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดจะดีขึ้น เนื่องจากลูกค้ามีการปรับตัวและต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับร้านค้า รวมถึงการมีประสบการณ์การซื้อสินค้าที่หลากหลายต่างกันและเป็นแบบเฉพาะตัวมากขึ้น[2].

Muze ร่วมมือกับธุรกิจค้าปลีกมากมายในการปรับตัวมาขายช่องทางออนไลน์ ผ่านโซลูชั่น web-based ที่ Muze พัฒนาขึ้น โดยการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการจัดการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและประสบการผู้ใช้งาน (User Experience) ที่มาพร้อมกับระบบชำระเงินความปลอดภัยสูง รวมถึงระบบหลังบ้านทรงประสิทธิภาพ โดย Muze ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อสร้างความสำเร็จในช่องทางขายออนไลน์ให้กับธุรกิจค้าปลีก  

[1] https://www.statista.com/outlook/243/126/ecommerce/thailand
[2] https://www.statista.com/outlook/243/126/ecommerce/thailand

 

คุณ บี พีรณัฎฐ์ ทูลแสงงาม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Muze กล่าว

 

“สิ่งสำคัญที่ทุกแบรนด์ควรให้ความสำคัญในยุคปัจจุบันคือการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเอง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงช่องทางที่ช่วยสร้างยอดขายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นแต่ยังส่งเสริมธุรกิจของแบรนด์ในอีกหลายๆด้าน โดยแพลตฟอร์มที่ดีจะต้องสามารถแสดงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารวางแผนกลยุทธิ์ทางการตลาดได้แม่นยำมากขึ้น รวมถึงแบรนด์ยังสามารถเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้เอง ซึ่งแบรนด์ไม่สามารถทำได้หากใช้บริการแพลตฟอร์มจากผู้ให้บริการรายอื่น โดยทีมงานของ Muze ช่วยสร้างโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซที่เหมาะกับแบรนด์นั้นๆโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้ง่ายทั้งฝั่งลูกค้าและทีมขายของแบรนด์เอง” คุณ บี พีรณัฎฐ์ ทูลแสงงาม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Muze กล่าว

Muze ได้เริ่มทำงานร่วมกับบริษัท แม็คกรุ๊ป หนึ่งในผู้นำด้านแฟชั่นค้าปลีกของประเทศไทยในปี 2017 โดย 4 ปีที่ผ่านมาบริษัท แม็คกรุ๊ป ได้ทำการผสานช่องทางขายออฟไลน์ที่มีกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ เข้ากับช่องทางออนไลน์เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์การสร้างช่องทางขายแบบหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) โดยกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดการสต็อกสินค้าในแต่ละสาขา และยังจัดเก็บข้อมูลความชอบของลูกค้าแต่ละราย ให้พนักงานขายสามารถแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้า และเสนอการขายเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับให้บริการรูปแบบเฉพาะตัวในเวลาเดียวกัน

 

“ปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เราจึงต้องพัฒนากลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของเราคือ การผสานประสบการณ์ของลูกค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายฐานลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสร้าง customer loyalty ให้เราสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล โดย Muze ถือเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่มีความเข้าใจในเป้าหมายและสามารถตอบโจทย์การทำงานของเราได้อย่างลงตัว และเรามีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชั่นที่กำลังพัฒนานี้สามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรและพาเราไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจได้อย่างแท้จริง” คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

ในปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัท แม็คกรุ๊ป เติบโตและประสบความสำเร็จสวนกระแสตลาดจากการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง โดยบริษัทมีผลกำไรกว่า 12.7% เทียบกับอุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวมที่มีผลกำไร 0.7% และอุตสาหกรรมการค้าทั่วไปที่ 3.7%

นอกจากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชั่นช่องทางขายหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) สำหรับธุรกิจค้าปลีกแล้ว Muze ยังเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีที่ออกแบบเฉพาะธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2555 ทีมงานของ Muze ได้พัฒนาโซลูชั่นสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) สำหรับธุรกิจสื่อและบันเทิง โซลูชั่นด้านการบริหารจัดการแก่หน่วยงานรัฐบาล รวมถึงพัฒนาแอปพลิเคชันฟังเพลงที่ประสบความสำเร็จติดอันดับ 1 ใน 20 แอปพลิเคชันฟังเพลงที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

“เราพัฒนาโซลูชั่นด้านดิจิทัลจากการที่เราตั้งใจรับฟังและเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดยผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และเราตั้งใจที่จะเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นนวัตกรรมที่จะยกระดับองค์กรและช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คุณ บี พีรณัฎฐ์ กล่าวเสริม

 

เกี่ยวกับบริษัท Muze

บริษัท Muze เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2555 โดย  Muze  มอบบริการโซลูชั่นด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร โซลูชั่นด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) รวมถึงบริการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ Muze ยังได้พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพธุรกิจให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมายในประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในโลกที่อีคอมเมิร์ซกำลังเฟื่องฟูและสามารถยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านการออกแบบเฉพาะตัว ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทและทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Muze มุ่งมั่นสรรสร้างและพัฒนาสินค้าและบริการด้านดิจิทัลมาตรฐานระดับโลกเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรในประเทศไทยพร้อมกับการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-muze-innovation-boosts-retail-success-in-digital-world/

[Guest Post] อินเว้นท์ รุกลงทุนต่อยอดเทคโนโลยี Cybersecurity และ IoT กับ Datafarm และ Swift Dynamics สอดรับการเติบโตของ 5G

อินเว้นท์ (InVent) โครงการธุรกิจร่วมลงทุนภายใต้บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช ร่วมลงทุนในเทคสตาร์อัพ (Tech startup) 2 บริษัท คือ ดาต้าฟาร์ม (Datafarm) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ในรอบ Series A และ สวิฟท์ ไดนามิคส์ (Swift Dynamics) ผู้ให้บริการซอฟท์แวร์และคำปรึกษาด้านการก่อสร้าง ซ่อมบำรุงอาคาร สิ่งก่อสร้างผ่านระบบคลาวด์และเทคโนโลยีไอโอที (Internet of Things (IoT)) ในรอบ Pre-Series A

ดร.ณรงค์พนธ์ บุญทรงไพศาล หัวหน้าโครงการบริษัทร่วมทุนอินเว้นท์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.ณรงค์พนธ์ บุญทรงไพศาล หัวหน้าโครงการบริษัทร่วมทุนอินเว้นท์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นับเป็นโอกาสที่ดีของอินเว้นท์ที่ได้ร่วมลงทุนกับดาต้าฟาร์ม และสวิฟท์ ไดนามิคส์ ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างเป็นสตาร์ทอัพแถวหน้าของประเทศไทยในอุตสาหกรรม Cybersecurity และ IoT โดยเทคโนโลยีของทั้งดาต้าฟาร์ม  และสวิฟท์ ไดนามิคส์สามารถช่วยยกระดับบริษัทคู่ค้าในการก้าวเข้าสู่ยุค 5G ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้ Cybersecurity มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อลูกค้าองค์กรในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้บริการและป้องกันความเสี่ยงธุรกิจ ในขณะที่ IoT ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการเก็บข้อมูลพารามิเตอร์ของอุปกรณ์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart City Smart Home และ Smart Manufacturing พร้อมประมวลผลและแจ้งเตือนผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์”

“ปัจจุบันองค์กรมีการปรับเปลี่ยนการทำงานจากที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ผู้ใช้งานมีการเชื่อมต่อไฟร์วอลล์ขององค์กรจากภายนอกส่งผลให้องค์กรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต้องเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นโซลูชันของดาต้าฟาร์ม สามารถช่วยองค์กรลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรควบคู่กัน ในส่วนของสวิฟท์ ไดนามิคส์ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการการก่อสร้าง ซ่อมบำรุงอาคารและสิ่งก่อสร้างในรูปแบบใหม่โดยนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ที่อยู่บนคลาวด์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การใช้ทรัพยากรของลูกค้าองค์กร รวมทั้งยังเป็นการช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็น Smart City ได้อีกด้วย”

ดาต้าฟาร์ม (Datafarm) ผู้ให้บริการที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับองค์กร

ดาต้าฟาร์ม  สตาร์ทอัพไทยที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ให้บริการทดสอบเจาะระบบ และบริการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ลูกค้าองค์กรด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ มีใบรับรองระดับมืออาชีพโดยให้บริการใน 3 ส่วน ได้แก่

  • Penetration Testing (Pentest) –ทดสอบเจาะระบบเพื่อค้นหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นช่องทางที่ Hacker ใช้เพื่อโจมตี เข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลสำคัญขององค์กร โดยทีมผู้ทดสอบที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในการจำลองการโจมตีและวิธีการจัดการตามมาตรฐานระดับสากล
  • Vulnerability Assessment (VA) – การตรวจหาช่องโหว่ที่เป็นจุดอ่อนด้านเทคนิคอล เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่ การเปิดใช้งานเซอร์วิสที่เกินกว่าความจำเป็น และการตั้งค่าการใช้งานที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น โดยการทำ VA จะใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางในการสแกนระบบเป้าหมายเพื่อตรวจหาช่องโหว่ โดยไม่ได้มีการโจมตีระบบจริงโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะครอบคลุมเฉพาะช่องโหว่ในระบบคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย
  • Cybersecurity Consulting – บริการให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัลและภัยคุกคามในปัจจุบัน โดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากล เช่น NIST Cybersecurity Framework, ISO/IEC 27001, PCI-DSS, PDPA/GDPR
นายพิสุทธิศักดิ์ จงบุญเจือ ประธานบริหารบริษัท ดาต้าฟาร์ม จำกัด

 

นายพิสุทธิศักดิ์ จงบุญเจือ ประธานบริหารบริษัท ดาต้าฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า “การลงทุนจากอินเว้นท์ในครั้งนี้ช่วยสนับสนุนให้บริษัทเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity ซึ่งคนไทยเรามีความสามารถทางด้านนี้ไม่แพ้ต่างชาติ และสร้างนวัตกรรมหรือเครื่องมืออัตโนมัติที่ช่วยในการตรวจหาช่องโหว่และประเมินความเสี่ยงของระบบ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) รวมไปถึงกลุ่ม Startup และหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยเน้นที่ความง่ายในการใช้งาน มีราคาที่เหมาะสม จับต้องได้ และสามารถนำไปอ้างอิงให้สอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ ได้ ซึ่งจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้เรายังได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากทาง AIS ในการเป็น Partner สำหรับทำให้บริการต่าง ๆ ทางด้าน Cybersecurity ของเรา สามารถไปถึงองค์กรในประเทศไทยได้วงกว้างมากขึ้น

จากการสนับสนุนทางด้านเงินทุนและความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทในเครือของ อินทัช และความตื่นตัวของตลาด Cybersecurity ที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในอีก 3-5 ปี ข้างหน้าไว้ที่ 300% และขยายบริการในการเป็นที่ปรึกษาทางด้าน Cybersecurity อย่างครบวงจรให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันและยกระดับความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ในภาพรวมของทั้งประเทศ”  

 

สวิฟท์ ไดนามิคส์ (Swift Dynamics) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และคำปรึกษาด้านการก่อสร้างและซ่อมบำรุงผ่านเทคโนโลยี IoT

Internet of Things (IoT) และ 5G เป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนให้งานก่อสร้างพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สวิฟท์ ไดนามิคส์เป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มบริหารจัดการงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงอาคารด้วยเทคโนโลยี IoT ที่บริษัทพัฒนาและเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายที่หลากหลาย เช่น WiFi, NB-IoT และ 4G / 5G โดยบริการของ สวิฟท์ ไดนามิคส์สามารถเชื่อมต่อ API เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ของผู้ให้บริการอื่น ๆ (3rd party) และสามารถขยายการใช้งานไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งสำนักงาน อาคาร และโรงงาน สวิฟท์ ไดนามิคส์ให้บริการแพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Sitearound เพื่อยกระดับงานก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เป็นระบบดิจิทัล และแพลตฟอร์ม Sentenance สำหรับระบบบริหารอาคารและซ่อมบำรุงด้วยโซลูชันด้าน IoT

การใช้เทคโนโลยี 5G ที่รองรับการเชื่อมต่อแบนด์วิธความถี่สูง (high bandwidth) ทำให้วิศวกรภาคสนาม และช่างซ่อมบำรุงสามารถสื่อสารกับสำนักงานใหญ่ได้อย่างไม่สะดุด ผ่าน Sitearound และ Sentenance และสามารถถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในเวลาที่น้อยลงซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรได้

ดร. นที สิงหพุทธางกูร ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ จำกัด และคุณนิกม์ เจริญสวัสดิ์ ประธานบริหารด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ จำกัด

 

ดร. นที สิงหพุทธางกูร ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า “สวิฟท์ ไดนามิคส์เป็นหนึ่งในบริษัทเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่โซลูชันมี IoT เป็นจุดเด่น โดยสวิฟท์ ไดนามิคส์มี 2 โซลูชันหลักซึ่งนำ IoT บนเครือข่าย 5G มาเป็นส่วนประกอบสำคัญได้แก่  Sitearound ซึ่งใช้ในการบริหารโครงการก่อสร้าง และโซลูชันที่สองชื่อว่า Sentenance ที่ใช้ในการช่วยบำรุงรักษาอาคารและโรงงาน ซึ่งในปัจจุบัน Sitearound และ Sentenance ได้ถูกนำไปใช้โดยบริษัทชั้นนำของประเทศไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรม และเป้าหมายถัดไปของเราคือการนำ AI มาเสริมเพื่อให้การทำงานของทั้ง 2 โซลูชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งงานบริหารจัดการโครงการ กระบวนการผลิต และงานซ่อมบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (predictive maintenance) โดยสวิฟท์ ไดนามิคส์ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาและใช้งาน IoT เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและทำให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้น”

นายนิกม์ เจริญสวัสดิ์ ประธานบริหารด้านเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า สวิฟท์ ไดนามิคส์มีแผนที่จะขยายธุรกิจทั้ง Sitearound และ Sentenance ไปยังต่างประเทศ ซึ่งในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะมีการติดตั้งอุปกรณ์ IoT กว่า 21.5 พันล้านชิ้นทั่วโลก ก่อให้เกิดรายได้กว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันให้ Sitearound และ Sentenance ให้เป็นแพลตฟอร์มระดับสากล”

อินทัช เชื่อมั่นว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้งานบนเครือข่าย 5G จะเป็นประโยชน์กับคนในสังคมยุคดิจิทัล และการใช้งานเพื่อการพาณิชย์ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคต

 

เกี่ยวกับ Datafarm

ดาต้าฟาร์ม (Datafarm) เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งประกอบธุรกิจหลักในการให้คำปรึกษาและตรวจประเมินคามเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปกป้องระบบและข้อมูลสำคัญขององค์กรจากการโจมตีทางด้านไซเบอร์ สำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประกอบกิจการเป็นที่ปรึกษาด้านการนำมาตรฐานสากลต่าง ๆ มาปฏิบัติใช้ในองค์กร

เกี่ยวกับ Swift Dynamics

บริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ ดำเนินธุรกิจและเป็นผู้นำด้าน IoT for Smart City รวมถึงแพลตฟอร์มบริหารงานก่อสร้างและซ่อมบำรุง  บริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็น IoT, AI, Machine Learning, Indoor Tracking และอื่นๆ มาสร้างเมืองอัจฉริยะ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการก่อสร้างและการบริหารงานซ่อมบำรุงในทุกๆอุตสาหกรรม เรามีความมุ่งมั่นที่จะเสนอโซลูชันที่ช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาการปฏิบัติงาน และสามารถใช้งานได้จริงให้แก่ลูกค้า เรามีลูกค้าที่ใช้งานโซลูชันของเรามากกว่า 100 รายทั้งในไทยและต่างประเทศ

เกี่ยวกับ InVent

อินเว้นท์ (InVent) เป็นโครงการธุรกิจร่วมลงทุน (Corporate Venture Capital) ภายใต้บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ เทคโนโลยี และดิจิทัล อินเว้นท์ เป็นผู้บุกเบิกในกลุ่มนักลงทุนคอร์ปอเรท เพื่อสร้างระบบนิเวศให้กับเทคสตาร์ทอัพในประเทศไทย ปัจจุบัน อินเว้นท์ ร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพดาวเด่นในทุก ๆ ระดับทั้งในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่นๆ เพื่อช่วยบริษัทในการสร้างนวัตกรรม ขยายการเติบโตโดยอาศัยประสบการณ์และเครือข่ายในอุตสาหกรรม  กลุ่มอุตสาหกรรมที่บริษัทมุ่งเน้นมีหลากหลายกลุ่ม ประกอบด้วย โทรคมนาคมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจไอที ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยี 5 จี ไอโอที ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ สมาร์ทซิตี้ และโซลูชันสมาร์ทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2555  อินเว้นท์ ลงทุนในสตาร์ทอัพมากกว่า 20 ราย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.inventvc.com

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-invent-announces-investments-in-datafarm-and-swift-dynamics/