คลังเก็บป้ายกำกับ: GOOGLE_DRIVE

Google Drive พบปัญหาการใช้งานบางส่วน อาจสร้างเอกสารใหม่ใน Docs, Sheets, Slides ไม่ได้

กูเกิลรายงานปัญหาใน Google Drive ที่ส่งผลต่อการใช้งานบางส่วน โดยส่วนที่กระทบหลักคือบริการ Google Docs, Google Sheets และ Google Slides ไม่สามารถสร้างเอกสารใหม่ได้ แต่ยังสามารถเข้าถึงและดูเอกสารได้ตามปกติ

ในหน้ารายงานสถานะของบริการกูเกิล ระบุว่าผู้ใช้งานทั้ง 4 บริการดังกล่าว อาจพบข้อความ error หรือใช้เวลาในการตอบสนองนาน หรืออาจพบการทำงานที่ไม่คาดหมายอื่น ๆ

ปัญหาดังกล่าวกูเกิลเริ่มรายงานตั้งแต่เวลา 20.36น.

ที่มา: 9to5Google

alt="Google Docs Error"

from:https://www.blognone.com/node/122149

Google เลื่อนการนับขนาดไฟล์ Docs, Sheets, Slides ออกไป มีผลกับลูกค้า Workspace เท่านั้น

ก่อนหน้านี้กูเกิลประกาศจะเริ่มนับโควต้าพื้นที่ใช้งาน Google Drive มีผลทั้ง Google Photos และไฟล์ของ Docs, Sheets, Slides, Drawings, Forms และ Jamboard ที่สร้างขึ้นจากบริการกูเกิล ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2021 เป็นต้นไป แต่ล่าสุดกูเกิลประกาศขยายเวลาออกไปอีก 8 เดือน มีผลเฉพาะลูกค้า Workspace หรือ G Suite เท่านั้น

โดยรายละเอียดนั้น ไฟล์ของ Docs, Sheets, Slides, Drawings, Forms และ Jamboard จะเลื่อนเวลาเริ่มนับโควต้าพื้นที่ออกไป เป็นตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 ไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นก่อนเวลานั้นจะไม่นับพื้นที่ใช้งาน เว้นแต่มีการแก้ไขหลัง 1 กุมภาพันธ์ 2022 ส่วน Google Photos จะเริ่มคิดพื้นที่ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2021 ตามกำหนดเดิม

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะลูกค้า Google Workspace เท่านั้น ส่วนบัญชีผู้ใช้งานทั่วไป ยังเริ่มตามกำหนดเดิมคือ 1 มิถุนายน 2021

ที่มา: กูเกิล ผ่าน Android Police

Google Docs

from:https://www.blognone.com/node/122051

กูเกิลเปิดตัวแอป Stack สแกนเอกสาร ไฮไลต์ข้อมูลสำคัญให้ แบคอัพใน Google Drive ให้ด้วย

ทีม Area 120 หน่วยงานบ่มเพาะนวัตกรรมในกูเกิล ร่วมกับทีม DocAI ทีมทำงาน Google Cloud เปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่เป็นเวอร์ชั่นทดสอบบนแอนดรอยด์คือ แอป Stack เป็นแอปสแกนเอกสาร ที่สกัดเอาข้อมูลสำคัญในกระดาษนั้นออกมาให้ เช่นเมื่อสแกนใบเสร็จหรือบิล ระบบจะดึงข้อมูลเลขที่ลูกค้า ราคาที่จ่าย และวันที่ทำรายการออกมาให้ ช่วยให้มองเห็นข้อมูลสำคัญง่ายขึ้น ไม่ต้องเพ่งเล็งตัวอักษรบนกระดาษ

นอกจากนี้ ระบบยังสามารถจัดแบ่งประเภทเอกสารที่สแกนให้ด้วย หากเป็นใบเสร็จ ระบบจะเก็บเข้าในแฟ้ม Receipts หากเป็นบิล จะเก็บเข้าแฟ้ม Bills เป็นต้น

No Description

เอกสารทั้งหมดยังถูกเก็บสำรองไว้บน Google Drive ด้วย หากเลิอกใช้แอป Stack ไปแล้ว เอกสารก็จะยังไม่หายไป นอกจากนี้ การเข้าใช้งานทุกครั้งใช้ระบบสแกนนิ้วหรือใบหน้า โดยกูเกิลบอกว่าต้องทำเพื่อปกป้องเอกสารของผู้ใช้งาน

ตัวแอปยังอยู่ในขั้นทดสอบ คนไทยยังดาวน์โหลดไม่ได้

No Description

ที่มา – กูเกิล

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121966

แก้ปัญหา Google Photos เสียตังด้วย 5 เว็บไซต์เซฟไฟล์ภาพฟรี

การที่ Google Photos เสียตังนั้น ทำให้ใครหลาย ๆ คนรวมถึงตัวผู้เขียนด้วยที่ใช้บริการเซฟภาพขึ้นคลาวด์แบบฟรีต้องคิดกันแล้วว่าต่อไปนี้เราจะฝากไฟล์ภาพเอาไว้กับ Google ต่อไป, หาผู้ให้บริการรายอื่นหรือจะทำคลาวด์ส่วนตัวสำหรับเซฟภาพและแบ็คอัพข้อมูลของตัวเองไปเลยจะดีแล้วคุ้มกว่า ประมาณว่าเจ็บแต่จบกันไปเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะไม่แน่ใจว่าหลังจาก Google Photos เสียตังแล้วเราจะต้องจัดการหรือจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเรามีทางเลือกฝากไฟล์ภาพของเราเอาไว้ที่ไหนได้อีก? เราจะมาตอบคำถามทั้งหมดนี้ในบทความนี้ให้ทุกคนหายข้องใจและวางแผนจัดการไฟล์ภาพในมือถือของเราได้ดียิ่งขึ้นกัน

Google Photos เสียตังใช้บริการมานาน วันนี้จะต้องเสียเงินกันแล้ว

Google Photos เสียตังแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

google drive

สำหรับ Google Photos นั้นเป็นบริการฝากไฟล์ภาพฟรีที่ Google เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมาและผู้ใช้ก็นิยมใช้เป็นอย่างมาก เพราะสามารถเซฟไฟล์ภาพความละเอียดสูงหรือ High-Quality เอาไว้ได้แบบไม่จำกัดจากทั้งมือถือ, แท็บเล็ตและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเรา แต่ถ้าจะเก็บไฟล์ภาพเต็มความละเอียดที่ถ่ายจากกล้องของสมาร์ทโฟนจะถูกเซฟแบบ Original-Quality ซึ่งไฟล์กลุ่มนี้จะใช้พื้นที่ใน Google Drive เพื่อเซฟภาพแทน ไม่ได้เป็นเซิร์ฟเวอร์ให้บริการภาพฟรีของ Google นั่นเอง

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง Google ก็ได้ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 นี้เป็นต้นไป Google Photos จะไม่ให้บริการแบ็คอัพภาพแบบ High-Quality แล้ว และจะเซฟภาพแบบ Original-Quality เท่านั้นโดยใช้พื้นที่ใน Google Drive ซึ่งสาเหตุของการยกเลิกบริการการให้แบ็คอัพภาพฟรีของทางบริษัทนั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการให้บริการนั่นเอง

ถ้าใช้พื้นที่ Google Drive แล้ว จะเปลืองพื้นที่ไหม?

Screenshot 2021 03 30 144309

อันที่จริงเวลา Google Photos จะเข้ามาใช้พื้นที่ของ Google Drive แล้ว ถ้าใครที่คอยบริหารพื้นที่ใน Google Drive อยู่เป็นประจำตามบทความที่ผู้เขียนเคยเขียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็น่าจะพอมีพื้นที่ว่างอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งบางคนอาจจะมีมากถึงครึ่งหนึ่งของ 15GB ที่ Google ให้ใช้ฟรีเสียด้วยซ้ำ

แต่ปัญหาคือ เมื่อไฟล์ภาพขนาด Original-Quality ถูกแบ็คอัพเข้าไปใน Google Drive แล้วจะเต็มทันทีเลยหรือไม่อาจจะเป็นปัญหาที่ใครหลายคนกำลังสงสัยกัน ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าจะต้องคำนวนแยกกันเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ

photo size

  1. ไฟล์ภาพแบบ Original – โดยเฉลี่ยแล้วไฟล์ภาพที่ถ่ายจากกล้องสมาร์ทโฟนจะมีขนาดไฟล์ราว 3 MB ต่อรูป เมื่อถ่ายด้วยกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และบางไฟล์อาจจะเล็กกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าเราต้องการดูว่าไฟล์นั้นของเรามีขนาดเท่าไหร่ สามารถคลิกที่ภาพที่ต้องการจากนั้นเลือก Properties เพื่อดูรายละเอียดได้ ซึ่งขนาดไฟล์จะแสดงอยู่ตรงคำว่า Size และ Size of disk นั่นเอง
  2. ไฟล์ภาพแบบ High-Quality – จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เซฟไฟล์ประเภทนี้มาใช้ทำงานเป็นประจำ จะมีขนาดไฟล์เฉลี่ยอยู่ราว 500 KB ซึ่งหาก Google ย้ายเอาไฟล์แบบ High-Quality มาใส่ Google Drive ด้วย ก็จะมีขนาดเล็กกว่า Original ที่มีขนาดไฟล์โดยเฉลี่ย 3 MB อยู่ราว 5 เท่าทีเดียว

ดังนั้นถ้านำมาคำนวนแล้ว พื้นที่ว่าง 1 GB ใน Google Drive จะสามารถเก็บไฟล์ภาพ Original-Quality ได้ที่ 1024÷3 = 341.3 ภาพ แต่ถ้าเป็นไฟล์แบบ High-Quality ต่อ 1 GB ก็จะมากขึ้นเป็น 341.3×5 = 1,706.5 ภาพ ทีเดียว

สมมติว่าถ้า Google Drive มีพื้นที่ว่างราว 7 GB เราสามารถเก็บไฟล์ภาพ Original-Quality ได้ราว 2,389 ภาพ ส่วน High-Quality ได้ราว 11,945 ภาพ ทีเดียวถึงจะเต็ม ดังนั้นถ้าเราจัดการบริหารพื้นที่ว่างของเราให้ดี ก็สามารถเก็บไฟล์ภาพเอาไว้ได้มากทีเดียวและไม่ต้องเครียดว่า Google Photos เสียตังแล้วจะต้องจ่ายซื้อพื้นที่ Google Drive เพิ่มด้วย

google photo

กลับกัน หากเราทำงานและต้องการความคล่องตัวเพราะคุ้นเคยกับการใช้งาน Google Photos แล้ว อาจจะเลือกเป็นการจ่ายค่าบริการโดยซื้อใน Google One แล้วเพิ่มพื้นที่ของ Google Drive แทนก็ได้เช่นกัน ซึ่งแพ็คเกจเริ่มต้นนั้นอยู่ที่ 70 บาท ได้พื้นที่ 100 GB ซึ่งถ้าใช้คนเดียวอาจจะดูแพงพอควร กลับกันถ้าแชร์กันในครอบครัวก็จะไม่แพงอย่างที่คิดเลย

นอกจาก Google Photos แล้ว มีเจ้าไหนให้บริการฝากรูปอีกไหม?

ในเมื่อ Google Photos เสียตังแล้ว บางคนก็อยากจะย้ายออกไปใช้บริการแบ็คอัพไฟล์ภาพของผู้ให้บริการรายอื่นดูก็มีตัวเลือกให้ผู้ใช้หลายค่ายเช่นกัน ซึ่งมีทั้งบริการที่พ่วงแถมมาพร้อมกับการซื้อ Service ของทางบริษัทหรือจะซื้อแยกไว้ใช้เซฟไฟล์งานโดยเฉพาะเลยก็มีให้เลือกเช่นกัน โดยมีผู้ให้บริการดังนี้

  1. iDrive
  2. Microsoft OneDrive
  3. Adobe Creative Cloud
  4. Flickr
  5. Dropbox
1. iDrive

iDrive

iDrive นั้นอาจจะไม่คุ้นหูผู้ใช้ชาวไทยเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นผู้ให้บริการฝากภาพและข้อมูลเมื่อ Google Photos เสียตังได้ดีแบรนด์หนึ่งโดยและเก็บค่าบริการเป็นรายปี ซึ่งมีโปรโมชั่นใช้บริการปีแรกแล้วได้พื้นที่ใช้งาน 5 TB ราคา 3.48 ดอลลาร์ หรือราว 108 บาทเท่านั้น แต่ปีต่อ ๆ ไปจะคิดค่าบริการที่ 69.50 ดอลลาร์ หรือราว 2,172 บาทต่อปี ถ้าใช้บริการฟรีจะให้ทดลองใช้เพียง 5 GB ซึ่งอาจจะน้อยอยู่บ้าง

จุดเด่นที่เว็บไซต์ต่างประเทศรีวิวไว้คือ การเก็บข้อมูลจะมีการเข้ารหัสให้ทั้งการรับส่งและการเซฟไฟล์เก็บเอาไว้ในคลาวด์ของทางบริษัทและรองรับการแบ็คอัพอุปกรณ์นั้น ๆ ได้ทั้งเครื่อง, รองรับการเก็บไฟล์ภาพประเภท RAW และมีแอพฯ ให้ใช้งานทั้ง iOS และ Android อีกด้วย

2. Microsoft OneDrive

onedrive 2

Microsoft OneDrive นั้นจัดเป็นบริการ Cloud ประเภทขายพ่วงมาพร้อมกับ Microsoft 365 หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า Office รายเดือนนั่นเอง เพียงแค่เราสมัครอีเมล์ Outlook ของ Microsoft ก็จะได้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรีมา 5 GB ซึ่งแบ็คอัพได้ทั้งไฟล์งาน, ภาพ และอื่น ๆ ที่เราต้องการและมีแท็บแยกสำหรับไฟล์ประเภทภาพโดยเฉพาะและสามารถเซฟไฟล์ภาพแบบ RAW ได้อีกด้วย แต่เมื่อเทียบกับบริการคลาวด์เจ้าอื่นแล้วจะไม่เด่นเรื่องการเก็บไฟล์ภาพนัก

ส่วนการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลจะเป็นการขายพ่วงมากับแพ็คเกจ Microsoft Office ที่มี Microsoft Word, Excel, PowerPoint, Outlook มาด้วย และได้พื้นที่ 1 TB เอาไว้เซฟไฟล์ที่เราต้องการ โดยแยกเป็นเวอร์ชั่น Microsoft 365 Personal จะเป็นแบบใช้งานคนเดียว ราคาเต็มที่ 2,190 บาท ส่วน Microsoft 365 Family จะใช้งานได้ตั้งแต่ 2-6 คน และแต่ละคนจะได้พื้นที่เก็บข้อมูลในคลาวด์คนละ 1 TB (รวมเป็น 6 TB) ราคาเต็ม 2,899 บาท แต่บางร้านค้าอาจจะมีโปรโมชั่นลดราคาพิเศษด้วย

เมื่อเราซื้อบริการไม่ว่าจะเป็น Personal หรือ Family จะสามารถโหลดแอพฯ Microsoft Office มาใช้แก้ไขงานได้โดยสะดวกและมีฟีเจอร์เสริมเยอะอีกด้วย ซึ่งถ้าใครเป็นสายทำงานเอกสารเป็นโปรเจคร่วมกับเพื่อนร่วมงานก็แนะนำให้เลือกซื้อ Microsoft 365 มาใช้งานจะดีที่สุด

3. Adobe Creative Cloud

creative cloud

สายช่างภาพที่ทำงานกับไฟล์รูปและใช้บริการ Adobe ซื้อ Adobe Creative Cloud อยู่แล้ว ก็มีตัวเลือกอย่าง Adobe Stock ให้ใช้บริการเช่นกัน โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนที่ 29.99 ดอลลาร์ หรือราว 937 บาท ถ้าจ่ายรายปีอยู่ที่ 359.88 ดอลลาร์ หรือราว 11,253 บาท และได้พื้นที่เก็บไฟล์ภาพ 1 TB

ข้อดีคือจะสามารถใช้ภาพ, กราฟฟิค, ไฟล์ Vector, Video Footage, illustration, Template และ 3D assets ต่าง ๆ ในฐานข้อมูลของ Adobe ได้ฟรี และรองรับการแบ็คอัพไฟล์ภาพแบบ RAW อีกด้วย โดยความจุ 1 TB นี้ใช้งานได้ฟรีในเดือนแรกและจะเริ่มหักค่าบริการหลังจบเดือนทันที แต่ก็กดยกเลิกก่อนหมดเวลาได้ นอกจากนี้ถ้าเราใช้งานอุปกรณ์อื่นนอกจากพีซี ก็โหลดแอพฯ Adobe Creative Cloud ไปติดตั้งในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเพื่อใช้งานก็ได้ ซึ่งจัดว่าสะดวกทีเดียว

adobe stock

สำหรับการใช้งาน Adobe Stock นั้นถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับภาพหรือศิลปะนั้น ดูจะไม่คุ้มเท่าที่ควรเพราะราคาถือว่าแพงทีเดียว แต่ถ้าจำเป็นต้องทำงานกราฟฟิคสามมิติหรือใช้โปรแกรมในเครือ Adobe อยู่แล้ว อาจจะเลือกใช้บริการแล้วพ่วงกับ Adobe Stock ไปเลย ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเมื่อ Google Photos เสียตังแล้ว

4. flickr

flickr

เชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นหูเว็บแบ็คอัพไฟล์ภาพอย่าง Flickr อยู่บ้างและบางคนอาจจะเข้ามาใช้บริการอยู่บ่อย ๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งข้อดีของ Flickr คือมันสามารถเชื่อมต่อกับคลาวด์เก็บภาพอื่น ๆ เช่น Adobe Creative Cloud ได้ด้วย และรองรับการเก็บไฟล์ภาพ RAW เหมือนคลาวด์อื่น ๆ โดยบริการของ Flickr จะแปลกกว่าเจ้าอื่นเพราะว่าจะนับจำนวนรูปที่เราอัพโหลดเข้าไปแทน โดยจำกัดไว้ที่ 1,000 รูป แต่ถ้าใช้บริการจะเก็บได้ไม่จำกัดโดยเสียเดือนละ 5.99 ดอลลาร์ หรือราว 187 บาท จะเป็น Flickr Pro

ข้อดีของ Flickr คือเราสร้าง Photostream และใช้สร้างโลโก้แบรนด์ของเราได้ง่ายอีกด้วย กลับกันคือมันจะไม่มีระบบเก็บไฟล์ภาพแบบส่วนตัว ดังนั้นจะไม่แนะนำให้เก็บภาพทั้งอัลบั้มเอาไว้ที่นี่เพียงที่เดียว อาจจะใช้งานแบบเป็นชั่วครั้งชั่วคราวเสียมากกว่า แต่ถ้าใครใช้บริการแล้วอยากเข้าไปใช้งานง่าย ๆ ก็โหลดแอพฯ จาก Google Play หรือ iOS มาติดตั้งในอุปกรณ์ส่วนตัวก็ได้ ซึ่งจัดว่าสะดวกดี

5. Dropbox

Dropbox น่าจะเป็นผู้ให้บริการฝากไฟล์ออนไลน์ที่ชื่อคุ้นหูคนไทยที่สุดอีกแบรนด์หนึ่งทีเดียว เพราะหน้าตาเว็บไซต์และแอพฯ ที่อยู่ใน Google Play และ iOS นั้นมีอินเตอร์เฟสเรียบง่ายไม่ต้องปรับตัวมาก, ปรับเพิ่มลดพื้นที่ฝากไฟล์ของเราได้อย่างอิสระรวมทั้งเข้ารหัสไฟล์ของเราทั้งตอนรับส่งและพักไฟล์ไว้ในระบบของ Dropbox เอง ถ้าใครแบ็คอัพไฟล์ภาพก็เอาไฟล์ RAW มาฝากไว้ได้

อีกจุดเด่นที่คนทำงานและนักเรียนนักศึกษาต้องชอบ คือ Dropbox สามารถเชื่อมต่อโปรแกรมทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Zoom ที่ใช้ Video Call, Slack/Asana โปรแกรมรับส่งข้อความคล้าย Line แต่เน้นไปทางการทำงานและธุรกิจมากกว่า, Adobe Creative Cloud, Microsoft 365, Google Workspace ที่เป็น Google Docs/Sheets/Slides เวอร์ชั่นสำหรับองค์กร, Trello ซึ่งบริษัทหลาย ๆ แห่งใช้วางแผนงานภายในองค์กรร่วมกัน รวมทั้ง Canvas ที่เป็นระบบใช้ในการเรียนการสอนออนไลน์ได้อีกด้วย

dropbox pro

แต่จุดสังเกตของ Dropbox คือ แพ็คเกจ Personal แบบ Plus จะฟีเจอร์น้อยและมีให้ใช้เพียง 2TB เท่านั้น ราคาที่ 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือนหรือราว 312 บาท ทั้งปีอยู่ราว 3,744 บาท ถ้าเลือกเหมาชำระเป็นรายปี และฟีเจอร์ถือว่ามีแค่พอใช้งานเท่านั้น

ถ้าเป็น Home Office หรือองค์กรแล้วมีไฟล์ต้องเก็บเยอะอาจจะต้องจ่ายแพงหน่อยเป็น Business แบบ Standard เมื่อจ่ายเหมาเป็นรายปีตกเดือนละ 12.50 ดอลลาร์ต่อ User หรือราว 390 บาท ทั้งปีอยู่ราว 4,680 บาท แต่จะได้พื้นที่เก็บไฟล์ร่วมที่ 5 TB และได้ฟีเจอร์สำหรับองค์กร เช่น Team Management เข้ามาเสริมด้วย ซึ่งถ้า Google Photos เสียตังแล้วจะย้ายมาใช้ Dropbox เพื่อเน้นการทำงานไปเลยก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

google photos

จะเห็นว่าแม้ Google Photos เสียตังแล้วก็ตาม แต่ก็มีผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นเป็นทางเลือกให้เราเปลี่ยนมาใช้งานได้อีกมากมายตามสไตล์และจุดประสงค์การใช้งานของเราอีกด้วย และบางรายก็เป็นแพ็คเกจขายพ่วงพร้อมซอฟท์แวร์ที่ตัวเองให้บริการอยู่ ซึ่งถ้าเราใช้ซอฟท์แวร์เหล่านั้นทำงานอยู่แล้วจะซื้อของแท้เพื่อเอามาทำงานแล้วได้คลาวด์มาเก็บไฟล์ด้วยก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

ในทางกลับกันถ้าเราเพียงแค่ถ่ายภาพเอาสนุก อาจจะเปลี่ยนไปไล่ลบภาพที่เราไม่ใช้หรือไม่ชอบ รวมไปถึงภาพที่ถ่ายไม่สวยทิ้ง เก็บไว้เฉพาะภาพที่ชอบก็ดูจะเป็นวิธีที่ดีกว่าจะมาเสียเงินอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามถ้าเราบริหารพื้นที่ใน Google Photos ดี ถึง Google Photos เสียตังก็น่าจะไม่สร้างปัญหากับเรามากที่ควรอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/586108-5-photo-site-when-google-photos-cost

8 โปรแกรมคอมสุดสำคัญ โหลดฟรีมีไว้ได้ใช้แน่นอน!

มี Windows ให้ใช้ก็ว่าสำคัญแล้วโปรแกรมคอมสำหรับใช้ทำงานก็สำคัญเพราะต้องใช้ทำงานเช่นกัน แต่นอกจากโปรแกรมเฉพาะทางสำหรับแต่ละอาชีพแล้ว มีโปรแกรมพื้นฐานอันไหนที่เราห้ามลืมและควรมีติดเครื่องเอาไว้เสมอเวลาต้องใช้งานจะได้เปิดขึ้นมาทำงานได้ทันที จะพีซีที่ใช้งานมาสักพักแล้วหรือได้เครื่องมาใหม่ก็ควรหามาติดตั้งเอาไว้ให้ใช้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

ส่วนของโปรแกรมในบทความนี้จะเป็นโปรแกรมใช้งานได้ฟรีเพราะโปรแกรมกลุ่ม Open Source และโปรแกรมฟรีหลาย ๆ ตัวก็สามารถทำงานได้ดีไม่แพ้โปรแกรมเสียเงินซื้อเลย และยังได้รับการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่อยู่เสมอด้วยการร่วมมือจากบริษัทผู้พัฒนาหลักและชุมชนนักพัฒนาทำให้โปรแกรมฟรีต่าง ๆ มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

โปรแกรมคอม

โปรแกรมคอมใช้ฟรี ๆ หาโหลดจากไหนได้บ้าง?

brand business cellphone 204611

ปัจจุบันนี้เราสามารถหาซอฟท์แวร์ฟรีมาใช้งานจากอินเตอร์เน็ตได้ง่ายกว่าในอดีตมาก โดยบริษัทที่พัฒนารวมไปถึงผู้พัฒนาอิสระก็ปรับแต่งโปรแกรมและแจ้งบั๊กกลับไปยังผู้สร้างโปรแกรมนี้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นชุมชนนักพัฒนา ทำให้มีแพทช์และเวอร์ชั่นใหม่ ๆ เปิดตัวออกมาให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางโปรแกรมก็มีประสิทธิภาพดีจนทดแทนโปรแกรมจากบริษัทชั้นนำได้ เช่น GIMP, LibreOffice ที่มีชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมแข็งแรงไม่แพ้โปรแกรมฟรีรายอื่นเช่นกัน

ส่วนวิธีการค้นหาโปรแกรมฟรีใน Windows ทำได้ไม่ยากและสามารถพิมพ์หาใน Google ได้ด้วยคำค้นว่า “free program for windows” ก็จะมีบทความแนะนำโปรแกรมของ Windows ขึ้นมาให้เราเลือกโหลดมากมาย แต่สำหรับวิธีโหลดโปรแกรมคอมมาใช้แบบฟรี ๆ และเก็บตัวติดตั้งเอาไว้ใช้งานในอนาคตเผื่อว่าเราล้างเครื่องหรือเปลี่ยนไปใช้พีซีเครื่องใหม่ก็ขอแนะนำให้ใช้เว็บไซต์ Ninite ที่รวมโปรแกรมฟรีเอาไว้ขึ้นมาใช้จะง่ายที่สุด

ninite
ninit 2
ninite 3

ข้อดีของเว็บไซต์ Ninite คือ หน้าเว็บไซต์ใช้งานได้ง่ายและเป็นโปรแกรมคอมแบบฟรีทั้งหมด สามารถเลือกดาวน์โหลดพร้อมกันได้หลายโปรแกรมมาเก็บไว้ในเครื่องในรูปแบบตัว Downloader ขนาดเล็กไม่เปลืองพื้นที่ เมื่อเปิดใช้งานก็จะเริ่มดาวน์โหลดโปรแกรมที่เราเลือกเอาไว้มาติดตั้งในเครื่องให้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งตัว Installer ก็จะเขียนชื่อโปรแกรมที่เราเลือกดาวน์โหลดเอาไว้ให้เราเลือกติดตั้งได้สะดวกอีกด้วย

screenshot d19f898aea36be8dcd93c3af7de4abb0โปรแกรมไหนอัพเดทล่าสุดแล้วก็ไม่ลงซ้ำซ้อน โปรแกรมไหนเวอร์ชั่นเก่าก็อัพเดทให้

และเนื่องจากโหลดมาใช้งานได้ฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ส่วนตัวผู้เขียนขอแนะนำให้สร้าง Ninite แยกกัน 3 ตัว เพื่อแยกโปรแกรมออกเป็นกลุ่ม ๆ เวลาต้องการติดตั้งเฉพาะบางโปรแกรมก็เลือกติดตั้งได้รวดเร็วและไม่ติดโปรแกรมเกินจำเป็นบางตัวไปด้วย แนะนำให้แบ่งเป็น

  1. Ninite สำหรับพีซีที่ล้างเครื่องมา – เป็น Ninite รวมโปรแกรมคอมจำเป็นทุกตัว หลังติดตั้งเสร็จก็พร้อมใช้ทำงานได้ทันที ควรใส่ทั้ง Runtimes และโปรแกรมสำคัญทั้งหมดเอาไว้ให้ครบถ้วนจะช่วยประหยัดเวลาตอนติดตั้งโปรแกรมมากขึ้น
  2. Ninite เป็นโปรแกรมจำเป็นอย่างเดียว – เพราะพีซีบางเครื่องมี Runtimes จำพวก .NET Framework ติดตั้งเอาไว้แล้วแต่ขาดโปรแกรมคอมตัวสำคัญ ก็ใช้ Ninite นี้ติดตั้งเฉพาะโปรแกรมสำคัญได้เลย
  3. Ninite รวม Runtimes อย่างเดียว – ถ้ามีโปรแกรมสำคัญอยู่จนหมดแล้วแต่ติดปัญหาว่า Runtimes ในเครื่องเป็นเวอร์ชั่นเก่า ก็ใช้ Ninite รวม Runtimes ตัวนี้ติดตั้งได้เลยโดยไม่มีโปรแกรมคอมอันอื่นติดตั้งเสริมเข้าไป จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก

หลังจากแยก Ninite ออกเป็นสามตัวหลักแล้วก็ควรตั้งชื่อให้เรียบร้อย จะได้เลือกใช้งานได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องเสียเวลานั่งอ่านชื่อโปรแกรมที่เป็นชื่อไฟล์อีกครั้ง ส่วนวิธีการเก็บอาจจะแบ็คอัพเอาไว้ใน Google Drive หรือจะเก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์หรือ External Harddisk ก็ได้เช่นกัน

8 โปรแกรมคอมฟรี มีติดเครื่องไว้ใช้งานได้สะดวก

นอกจากเว็บเบราเซอร์และโปรแกรมเฉพาะทางแล้ว ก็ยังมีโปรแกรมคอมพื้นฐานที่ควรมีติดเครื่องและโหลดมาใช้งานได้ฟรีอีกมากมาย ซึ่งในบทความนี้จะยก 8 โปรแกรมหลักห้ามพลาดน่าโหลดมาติดตั้งเอาไว้ให้ครอบคลุมการใช้งานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราที่สุดรวมทั้งเลือกโหลดได้จาก Ninite ได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตามโปรแกรม Antivirus ต่าง ๆ จะไม่ขอยกมาแนะนำในบทความนี้เนื่องจาก Windows Defender เองก็มีประสิทธิภาพในการป้องกันไฟล์อันตรายต่าง ๆ ได้ค่อนข้างครอบคลุมแล้วและทาง Notebookspec ก็มีบทความแนะนำ Antivirus ออกมาเป็นระยะ ๆ หากสนใจก็สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่

ส่วนโปรแกรมฟรีแนะนำในบทความนี้ ได้แก่

  1. Foxit Reader
  2. LibreOffice
  3. GIMP
  4. Mozilla Thunderbird
  5. 7-Zip
  6. K-Lite Codec
  7. GOM Media Player
  8. Backup and Sync from Google
1. Foxit Reader

Foxit Reader เป็นโปรแกรมอ่านไฟล์ PDF และมีฟีเจอร์สำคัญเช่นการแก้ตัวเอกสาร PDF, เพิ่มคอมเมนต์, ทำฟอร์มเอกสาร, ลงลายเซ็นในเอกสาร PDF ครบไม่แพ้กับ Adobe Acrobat นอกจากนี้หน้าตาโปรแกรมก็ใช้งานได้ง่าย และถ้าเปิดไฟล์ PDF หลาย ๆ อันพร้อมกันก็จะรวบเอาไว้เป็นแท็บไม่เปิดเป็นไฟล์ใหม่เหมือนกับ Adobe Acrobat ทำให้สลับไปมาระหว่างไฟล์ PDF ได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังโหลด Plug-in ใหม่เข้ามาเสริมได้รวมทั้งใช้งานร่วมกับโปรแกรม Evernote, Microsoft OneNote ได้อีกด้วย

จุดสังเกตคือ Foxit Reader นั้นไม่มีฟีเจอร์รวมไฟล์ PDF หลายไฟล์เข้าเป็นไฟล์เดียวเมือน Adobe Acrobat และถ้าต้องการแปลงไฟล์ PDF เป็นไฟล์ประเภทอื่นเช่น JPG, Word, PPT ต้องเปลี่ยนไปใช้บนเว็บไซต์แทน แต่ถ้าเน้นใช้งานทั่ว ๆ ไปถือว่ามีฟีเจอร์ครบเครื่องไม่แพ้กับโปรแกรมอ่านไฟล์ PDF ตัวอื่นเช่นกัน 

2. LibreOffice

lo52 writer 01

LibreOffice เป็นโปรแกรม Word Processor สำหรับทดแทน Microsoft Office ได้โดยตรงและมีขนาดเล็ก ปัจจุบันเปิดตัวมาถึงเวอร์ชั่น 7.1.0 และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากทางบริษัทและจากชุมชนนักพัฒนาของ LibreOffice เองอีกด้วย

เมื่อติดตั้งแล้ว LibreOffice จะมีเพียงไอคอนรวมโปรแกรมทั้งหมดอยู่ 1 ไอคอน เมื่อเปิดขึ้นมาจะมีตัวโปรแกรมย่อยภายในซึ่งใช้ทดแทนโปรแกรมหลักของ Microsoft Office ได้ทันที โดย Writer ทดแทน Microsoft Word, Calc แทน Excel, Impress แทน PowerPoint, Base แทน Access มี Draw สำหรับวาดภาพรูปทรงสำหรับทำงานนำเสนอต่าง ๆ และ Math เป็นโปรแกรมใช้คำนวนค่าต่าง ๆ จัดว่ามีโปรแกรมจำเป็นครบเครื่องและรองรับไฟล์จาก Microsoft Office ถึง Microsoft 365 แล้ว

จุดสังเกตในเวอร์ชั่นเก่าก่อนเวอร์ชั่น 7.1.0 คือตัวโปรแกรมจะเรียงสระและวรรณยุกต์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรแต่ถูกแก้ไขในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดแล้ว ดังนั้นถ้าโหลดมาใช้งานขอแนะนำให้โหลดเวอร์ชั่นล่าสุดหรืออัพเดทให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่เสมอ โดยเข้า Help > Check for Updates… ได้เลย

3. GIMP

gimp

GIMP หรือ GNU Image Manipulation Program เป็นโปรแกรมแต่งภาพพร้อมส่วนเสริมมากมายรวมทั้งมีชุมชนนักพัฒนารองรับรวมทั้งดาวน์โหลดส่วนเสริมมาติดตั้งได้มากมายจึงใช้งานแทน Adobe Photoshop ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งผู้เขียนเคยแนะนำไปครั้งหนึ่งในบทความ “6 โปรแกรมแต่งภาพฟรี แต่งในเครื่องหรือเว็บก็ได้ภาพสวยถูกใจ” แล้ว และถ้าผู้ใช้คนไหนต้องการโปรแกรมแต่งภาพฟรีประสิทธิภาพสูงก็ควรโหลดโปรแกรมนี้ไปติดตั้งไว้ใช้งานในพีซีของตัวเองด้วย

อย่างไรก็ขอย้ำในบทความนี้อีกครั้งว่า GIMP เป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้องอาศัยการปรับตัวและเรียนรู้มากกว่าโปรแกรมแต่งภาพทั่วไป แต่ถ้าใช้งานได้คล่องแคล่วแล้วก็ไม่ต้องพึ่งพา Adobe Photoshop อีกเลย ซึ่งในตอนแรกผู้เขียนขอแนะนำให้ติดตั้ง GIMP ควบคู่กับโปรแกรมแต่งภาพหลักของตัวเองแล้วศึกษาวิธีใช้งานที่หน้าเว็บไซต์รวมวิธีการใช้งานของ GIMP ไปก่อน เมื่อใช้งานได้คล่องขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วค่อยย้ายมาใช้ GIMP เต็มตัวก็ไม่สาย

4. Mozilla Thunderbird

screenshot windows

คนมีอีเมล์หลายบัญชีแล้วต้องคอยล็อคอินเข้าเว็บนั้นออกเว็บนี้บ่อย ๆ หรือไม่อยากพลาดเมล์สำคัญก็แนะนำให้ติดตั้ง Mozilla Thunderbird เอาไว้ในเครื่องจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหลายเท่า เพราะโปรแกรมจากผู้พัฒนาเดียวกับ Mozilla Firefox จะคอยโหลดเมล์ใหม่มาอัพเดทเราเสมอ ๆ และรองรับเมล์จากผู้ให้บริการหลัก ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะ Gmail, Outlook และอื่น ๆ โดย Thunderbird จะรวบอีเมล์ทั้งหมดเอาไว้ตรงแถบรวมฝั่งซ้ายมือให้เราสลับอีเมล์ไปมาได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งแยกหมวดของอีเมล์ให้เราเหมือนที่เราตั้งค่าใช้งานไว้บนหน้าเว็บไซต์อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิทิน, Tasks, Chat ให้เราใช้ทำงาน รวมทั้งโหลดส่วนเสริมมาติดตั้งเพิ่มได้อีกด้วย ซึ่งเหนือว่าแอพฯ Mail ที่มีใน Windows 10 ที่เติมส่วนเสริมใหม่ ๆ เข้าไปไม่ได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังเลือกตั้งค่าได้ด้วยว่าเราต้องการให้เมล์บัญชีนั้นเป็น POP3 หรือ IMI ได้อีกด้วย

5. 7-Zip

Screenshot 2021 02 12 162545

7-Zip เป็นโปรแกรมขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพสูง เพราะรองรับ Format ของไฟล์ที่บีบอัดมาแล้วแทบทั้งหมด หลัก ๆ ได้แก่ ZIP, RAR, ISO ที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำและตัวติดตั้งมีขนาดเล็กมากเพียง 1.4MB เท่านั้นและรองรับ Windows 10 (64 bit) อีกด้วย เมื่อติดตั้งแล้วก็ไม่จำเป็นต้องโหลด WinZip, WinRAR มาติดตั้งเพิ่มเลยก็ได้ เพราะโปรแกรมนี้ครอบคลุมการทำงานทั้งหมดอยู่แล้ว

จุดเด่นหลักของ 7-Zip เป็นเรื่องความปลอดภัย โดยการบีบอัดไฟล์จะเข้ารหัส AES-256 และทำงานร่วมกับ Windows Shell อีกด้วย เมื่อบีบอัดไฟล์แล้วไฟล์จะมีขนาดเล็กกว่าที่อัดจาก PKZip และ WinZip ราว 2-10% ทำให้ประหยัดพื้นที่ในแฟลชไดรฟ์และลดโอกาสเกินโควต้าส่งไฟล์ในอีเมล์ได้ ดังนั้นถ้าใครหาโปรแกรมบีบอัดไฟล์ขนาดเล็กเอาไว้ใช้งานก็ควรโหลด 7-Zip มาติดตั้งเอาไว้เลย

6. K-Lite Codec

k lite mega codec pack

K-Lite Codec เป็นตัวช่วยเข้ารหัสไฟล์วิดีโอและเพลงต่าง ๆ ช่วยให้เปิดดูคลิปและฟังเพลงที่มีทั้งหมดในตอนนี้ได้อย่างแน่นอน รองรับการเข้ารหัสไฟล์ไม่ว่าจะ AVI, MKV, MP4, FLAC, AAC รวมไปถึง 3GP อีกด้วย นอกจากนี้ตัว Codec นี้ยังมีขนาดเล็กจึงไม่กินทรัพยากรเครื่องมากและเปิดไฟล์หนังและวิดีโอขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์ที่มีฝังเอาไว้ในโปรแกรมคือการเปิดซับไตเติ้ลของหนัง, มี Hardware accelerate ช่วยให้เข้ารหัสวิดีโอต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น, สร้างภาพ Thumbnail ให้เห็นว่าวิดีโอไฟล์นั้นเป็นคลิปอะไร และอื่น ๆ รวมทั้งตัว Codec ยังมีขนาดเล็กจึงไม่กินทรัพยากรเครื่องมากและอัพเดทตัวเองอยู่เป็นระยะ ๆ แต่มีจุดสังเกตคือเมื่อมีอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่โปรแกรมจะเปิดตัวเองขึ้นมาแทรกกิจกรรมปัจจุบันของเราโดยอัตโนมัติเหมือนเรากดสลับเข้าโปรแกรมนั้นทันที ซึ่งถ้าเราเล่นเกมหรือดูหนังอยู่ก็จะถูกบังคับสลับมา K-Lite Codec โดยอัตโนมัตินั่นเอง

7. GOM Media Player

gom player

GOM Media Player เป็นโปรแกรมเล่นไฟล์วิดีโอที่มีโปรแกรมเสริมเปิดตัวออกมามากมาย จุดเด่นคือเรื่องของฟีเจอร์เสริมอย่างการสร้างคลิปแบบ VR 360 องศาได้ (ไม่รองรับ Windows 7), ปรับ Equalizer กับตำแหน่งซับไตเติ้ล, สร้าง Playlist ของเพลง, รวมถึงเซฟภาพหน้าจอในตัวโปรแกรมได้ด้วย นอกจากนี้ GOM Media Player ก็สามารถเข้ารหัสไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K ได้ในตัวโดยไม่ต้องหาโหลดส่วนเสริมมาเพิ่ม ซึ่งได้เปรียบ K-Lite Codec ที่ต้องหาโหลดส่วนเสริมสำหรับเข้ารหัสไฟล์ 4K มาติดตั้งเพิ่ม

นอกจาก GOM Media Player ทาง Gom Lab ผู้พัฒนาโปรแกรมยังมีโปรแกรมอื่น ๆ ในตระกูล GOM ให้โหลดไปติดตั้งได้อีกด้วย อาทิเช่นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ, บันทึกเสียง และอื่น ๆ ให้โหลดไปใช้งานและมีแอพฯ ในสมาร์ทโฟนสำหรับคนชอบโหลดหนังเก็บเอาไว้ดูในมือถืออีกด้วย

ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้โหลดทั้ง K-Lite Codec และ GOM Media Player มาใช้ทั้งคู่แต่แยกการเปิดไฟล์วิดีโอเอาไว้ โดยไฟล์ความละเอียดระดับไม่เกิน Full HD ก็ใช้ K-Lite Codec เพื่อความรวดเร็วและสลับไป GOM Media Player เมื่อไฟล์นั้นมีขนาดใหญ่และความละเอียด 2-4K จะดีที่สุด

8. Backup and Sync from google

Screenshot 2021 02 12 173721

Backup And Sync From Google จัดเป็นอีกโปรแกรมสำคัญที่ควรมีติดพีซีเอาไว้ โดยเฉพาะคนที่ใช้งาน Google Drive และเก็บภาพใน Google Photos เป็นประจำควรโหลดมาติดตั้งเอาไว้ในเครื่องจะทำให้เราจัดการ Google Drive ของเราได้สะดวกเหมือนเป็นไดรฟ์หนึ่งในพีซีของเรา

Screenshot 2021 02 12 173154

วิธีการหลังจากเราติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้ว ระบบจะให้เราเชื่อมต่อ Gmail และเลือกตั้งค่าการแบ็คอัพว่าต้องการให้ไฟล์ภาพแบ็คอัพเต็มแบบลดความละเอียด (High Quality) หรือจะเป็นภาพดั้งเดิมไม่ลดความละเอียด (Original) ก็ได้ ซึ่งส่วนนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าต้องการแบ็คอัพแบบไหนและมีพื้นที่ใน Google Drive เหลือเท่าไหร่

เมื่อตั้งค่าเสร็จ Backup And Sync From Google จะสร้าง Directory ของ Google Drive ของเราแยกออกมาโดยเฉพาะ สามารถเปิดแก้ไขเอกสาร, อัพโหลดไฟล์ต่าง ๆ ของเราเข้า Google Drive ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งแก้ไขเอกสารแบบออฟไลน์ได้และจะแบ็คอัพในเครื่องที่เราปรับแต่งไปกับใน Google Drive ให้ตรงกันเมื่อพีซีของเราต่ออินเตอร์เน็ตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตหนึ่งคือถ้าเราหรือแก้ไขข้อมูลใน Backup And Sync From Google ในพีซีของเราแล้ว จะต้องรอสักครู่ใน Google Drive ถึงจะอัพเดทตามให้ตรงกัน ดังนั้นเมื่อติดตั้งและตั้งค่าเสร็จควรปล่อยให้เครื่องจัดการไฟล์สักระยะถึงจะใช้งานได้อย่างเต็มที่

สรุป – โปรแกรมคอมฟรีใช้ดีมีให้โหลดอีกมาก

How to Tell How Old is My Computer Laptop Is

สำหรับโปรแกรมคอมที่ดีและฟรีนั้นมีให้โหลดไปใช้งานอย่างมากมาย ถึงหน้าตาโปรแกรมจะแตกต่างจากโปรแกรมหลักที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำและต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่พอสมควร แต่ถ้ายอมเสียเวลาเพื่อเรียนรู้มันจนใช้งานได้คล่องเท่ากับโปรแกรมหลักแล้ว นอกจากประหยัดเงินแล้วก็อาจจะได้เจอกับโปรแกรมที่ประสิทธิภาพสูงกว่าโปรแกรมที่มีอยู่ก่อนก็ได้เช่นกัน

ด้านของการสนับสนุนโปรแกรมฟรีเหล่านี้ให้เรามีใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ มีหลายวิธี ไม่ว่าจะสนับสนุนเงินให้ทางบริษัท, เป็นทีมพัฒนาโปรแกรมรวมไปถึงการช่วยแชร์โปรแกรมให้ผู้ใช้งานได้รู้จักและเลือกใช้งานเป็นวงกว้างเพื่อดึงดูดคนหลาย ๆ ประเภทเข้ามาใช้งานก็เป็นวิธีที่ดีทั้งนั้นโดยขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

from:https://notebookspec.com/web/576489-8-essential-software-you-should-install

กูเกิลเตรียมออก Google Drive for Desktop ตัวใหม่ มาแทน Backup and Sync ของเดิม

คนที่ใช้ Google Drive บนเดสก์ท็อปคงคุ้นกับโปรแกรมซิงก์ชื่อ Backup and Sync from Google (ที่ไม่ค่อยสื่ออะไรมากนัก) ล่าสุดกูเกิลประกาศเปลี่ยนชื่อโปรแกรมเป็น Google Drive for Desktop อย่างที่ควรจะเป็นแล้ว

ประเด็นเรื่องชื่อแอพตัวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตั้งชื่ออย่างเดียว ที่มาที่ไปคือกูเกิลเองดันมีโปรแกรมซิงก์ไฟล์บนเดสก์ท็อป 2 ตัว ได้แก่

  • Backup and Sync สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
  • Drive File Stream สำหรับผู้ใช้องค์กร

ไคลเอนต์ทั้ง 2 ตัวมีฟีเจอร์ไม่เท่ากัน จึงถูกตั้งชื่อแตกต่างกัน สิ่งที่ตามมาคือความสับสนของผู้ใช้ ทางแก้ของกูเกิลจึงเป็นการรวมไคลเอนต์ทั้ง 2 ตัวเข้าด้วยกัน

ไคลเอนต์หลักที่ได้ไปต่อคือ Drive File Stream ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Google Drive for Desktop เรียบร้อยแล้ว โดยมีฟีเจอร์เหมือนกันทุกประการ และในอนาคตจะได้ฟีเจอร์จากฝั่งคอนซูเมอร์ (เช่น แบ็คอัพรูปภาพขึ้น Google Photos) เพิ่มมาด้วย

ส่วนผู้ใช้ Backup and Sync ในปัจจุบันจะถูกย้ายไปใช้ Google Drive for Desktop ภายในปีนี้ (รอกูเกิลทำฟีเจอร์ฝั่งคอนซูเมอร์ให้ไคลเอนต์ตัวใหม่เสร็จก่อน) ซึ่งกูเกิลจะประกาศรายละเอียดให้ทราบต่อไปเมื่อพร้อม

No Description

No Description

ที่มา – Google, 9to5google

from:https://www.blognone.com/node/121049

Google ออกกฏใหม่ เตรียมลบข้อมูลใน Drive, Gmail, Photos ที่ใช้พื้นที่เกิน หรือไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 2 ปี

หลังจากที่ Google ได้ประกาศเตรียมยกเลิกให้พื้นที่เก็บภาพฟรีไม่จำกัดบน Google Photos ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ล่าสุด Google ยังได้ออกมาประกาศเพิ่มเติมว่าจะทำการลบข้อมูลต่างๆ ภายในบริการ Google Drive, Gmail, Photos ของบัญชีที่ใช้พื้นที่เกิน รวมถึงข้อมูลของบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานกว่า 2 ปี อีกด้วย

ประกาศนโยบายใหม่จาก Google นี้จะส่งผลต่อบัญชีที่ไม่มีการใช้งานเกินกว่า 2 ปี หรือ 24 เดือน และบัญชีที่ใช้พื้นที่เก็บข้อมูลเกินขีดจำกัดจากปกติที่ให้ฟรี 15GB สำหรับ Google Services ต่างๆ ได้แก่ Gmail, Google Drive (รวมบริการ Google Docs, Sheets, Slides, Drawings, Forms, Jamboard files) และ Google Photos

แต่ก่อนที่จะมีการลบข้อมูลนั้น ทาง Google จะส่งอีเมล์แจ้งเตือนไปให้กับผู้ใช้งานที่เข้ากำหนดเงื่อนไขดังกล่าวก่อน ส่วนใครที่ใช้งาน Google Workspace, G Suite Education Edition และ G Suite Non-profit Edition ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะบริการต่างๆเหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในประกาศด้วยครับ

ถ้าใครเข้าใช้งานบัญชีอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้ใช้พื้นที่เกินกว่าที่กำหนดไว้ ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ Google จะไม่ลบข้อมูลในบัญชีของคุณแน่ๆ ข้อบังคับนี้จะเริ่มนับตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปครับ และถ้าหากว่าใครที่ถูกลบข้อมูลทิ้งไปแล้วเนื่องจากเข้าข่ายข้อกำหนดดังกล่าว ก็ยังสามารถ Log-in เข้าไปในบัญชีนั้นได้อยู่นะครับ

 

ที่มา : Gizchina, DIYPhotography

from:https://droidsans.com/new-rules-google-will-delete-gmail-drive-photos-contents-inactive-2-years/

Google Team Drive คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง? จะซื้ออย่างไรไม่ให้โดนหลอก มาดูกันเลย

ช่วงกระแสข่าวของ Google มาแรงอยู่พอสมควร ทั้งเรื่องของข้อจำกัดในการใช้ Google Photo และการเรียกเก็บเงินของ Google Docs ซึ่งเหตุการณ์นี้ ทำให้ใครหลายๆ คนที่ใช้งาน Google Drive, Google Team Drive หรือ Google One เกิดสงสัยขึ้นมาว่า จะโดนขึ้นราคาไปด้วยหรือไม่ ส่วนคนที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร สามารถใช้งานอะไรได้บ้าง และจะซื้อแพ็กเกจยังไงไม่ให้โดนหลอก เดี๋ยววันนี้เราจะมาบอกกัน

Google Team Drive cover

เชื่อว่าหลายๆ บริษัทและหลายๆ คนต้องเคยใช้งาน Google Drive กันมาบ้าง หรือถ้าไม่เคยใช้งาน ก็ต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแหละ Google Drive จะเป็น Online Service รูปแบบหนึ่ง ที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับกับผู้คนทั่วไป ที่ต้องการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์เอาไว้ คล้ายๆ กับการฝากไฟล์เอาไว้ ซึ่งไฟล์ที่เก็บไว้นั้น จะสามารถเปิดเอง ให้คนอื่นดู หรือว่าแชร์ออกไปก็ได้ เก็บได้ตั้งแต่รูป วิดีโอ ไฟล์ต่างๆ แต่ก่อนจะใช้งานได้ ก็ต้องเป็นสมาชิกของ Google เสียก่อน ด้วยการสมัครผ่าน Gmail และจะสามารถใช้งาน Google One ได้แบบฟรีๆ ในจำนวนพื้นที่ 15GB ซึ่งในจำนวนนี้ ถ้าเป็นนักเรียน หรือคนทำงานทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นการทำงานที่ต้องการเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก พื้นที่ที่ Google ให้ใช้งานก็คงไม่พอ จึงต้องมีการอัพเกรดเพิ่มพื้นที่ด้วยการจ่ายเป็นรายเดือน รวมไปถึงการทำงานในรูปแบบบริษัท หรือทำงานเป็นทีม ที่ต้องแชร์ข้อมูลกันอยู่เสมอ จึงได้มี Google Team Drive ขึ้นมานั่นเอง ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย


Google One มีอะไรบ้าง?

Google Team Drive google one

Google One ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญต่อการเก็บข้อมูล เนื่องจากไม่ใช่การเก็บเพียงไฟล์ใน Google Drive อย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการเก็บข้อมูลบน Google Photo และ Gmail อีกด้วย โดยทั้งหมดนี้จะสามารถใช้งานได้ฟรีจำนวน 15GB หากเป็นสมาชิกกับ Google และสามารถอัพเกรดพื้นที่ได้ จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ 70 บาทต่อเดือน ได้พื้นที่เพิ่มเป็น 100GB หรือเพิ่มเป็น 200GB ในราคา 99 บาทต่อเดือน และ 2TB ราคา 350 บาทต่อเดือนเท่านั้น อันนี้จะเป็นเพียงแพ็กเกจขั้นต้นนะ ถ้าเป็นระดับบริษัทอาจจะอัพเกรดเป็นหลัก 10TB, 20TB และ 30TB เลยก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษ อย่างการแชร์กับครอบครัวได้สูงสุด 5 คน


Google Drive คืออะไร และมีอะไรบ้าง?

Google Team Drive google drive

Google Drive เป็นโปรแกรม Online Service รูปแบบหนึ่งบนช่องทางออนไลน์ ที่เอาไว้เก็บข้อมูลทั้งเอกสาร รูป วิดีโอ และไฟล์ต่างๆ สามารถใช้งานได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ที่มีอินเทอร์เน็ต เพียงแค่อัพโหลดไว้ใน Account ของตัวเอง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเข้าไปแก้ไข หรืออัพโหลดเพิ่มเติมได้แล้ว หรือจะโหลดไฟล์เหล่านั้น ออกมาแก้ไขเติมแต่งอะไรก็ได้ นอกจากการเก็บไฟล์ไว้เป็นส่วนตัวแล้ว ยังสามารถแชร์ให้กับคนที่เราต้องการให้ดูได้ด้วย แต่ต้องผ่านการอนุญาตจากเจ้าของ Account ด้วยเช่นกัน ส่วนใน Google Drive นั้นก็จะมีเครื่องมือที่แยกย่อยออกไปอีก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานในเชิงธุรกิจได้แก่ AppBridge, Drive File Stream, Quick Access, Google Vault for Drive และ Team Drives ซึ่งในวันนี้เราก็จะมีพูดถึงในตัว Google Team Drive กันว่ามันคืออะไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง


Google Team Drive คืออะไร?

Google Team Drive google team drive

Google Team Drive หรือ Share Drive นั้นเป็นการเก็บไฟล์รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดการคล้ายกับ Google Drive ปกติ แต่จะต่างกันตรงที่ ผู้ที่ใช้งานนั้นสามารถเพิ่มคนในทีม หรือเพิ่มใครก็ได้เข้ามาร่วมใช้งาน โดยจะสามารถจัดการกับคนในทีมได้ทั้งหมด พร้อมกับเครื่องมือในการดูแลระบบด้วย ในปัจจุบันนี้ Team Drive หรือ Share Drive นั้นเป็นฟีเจอร์หนึ่งของผู้ใช้งาน G Suite ที่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท นั่นก็คือ G Suite Business, G Suite Education และ G Suite Enterprise และทั้ง 3 แบบนี้ก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกันออกไปด้วย แล้วแต่ว่าจะนำไปใช้ในองค์กรแบบไหน ถ้าไม่ได้ใช้งาน G Suite ของ Google ก็จะไม่สามารถใช้งาน Team Drive ได้เช่นกัน และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Google ก็ได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Google Workspace ด้วย

Google Team Drive google team drive 2
Credit : kb.uwosh.edu

สิทธิที่ใช้พื้นที่ร่วมกันบน Team Drive นั้นจะสามารถค้นหาไฟล์ แชร์ไฟล์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องส่งลิงก์กันไปมาให้ยุ่งยาก และทุกคนที่เป็นสมาชิกใน Team Drive ก็จะได้รับสิทธิที่แตกต่างกันไปด้วย เช่น View , Edit , Full Permission ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการจัดการของคนที่ดึงเข้าไป นอกจากนี้หากคนในองค์กร หรือคนที่เคยทำงานร่วมกันในทีม ได้ลาออกหรือออกไปจากการทำงานแล้ว ไฟล์ต่างๆ ที่เคยทำมาใส่ไว้ใน Team Drive ก็จะไม่หายไปด้วย จะยังคงมีอยู่ในนั้นเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างจะยังอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ต้องคอยกังวลว่าไฟล์จะหายไป ส่วนถ้าหากกังวลว่าคนที่ลาออกไปแล้ว จะลบไฟล์ที่เคยทำทิ้งไป ก็สามารถตั้งค่าให้แก้ไขได้เท่านั้น ไม่สามารถลบข้อมูลไฟล์ได้เหมือนกัน

Google Team Drive google team drive 1
Credit : spaces.uncc.edu

และถ้าหากเป็นคนที่เคยใช้ Google Drive ปกติ และมีข้อมูลอยู่ใน Drive ของตัวเองอยู่แล้ว ก็สามารถทำการย้ายข้อมูลจาก Google Drive มาอยู่ใน Team Drive ได้เช่นกัน เนื่องจาก Google ได้มีฟีเจอร์ฟังชันสำหรับการโอนย้ายข้อมูลโดยเฉพาะ (Migrate) จึงสามารถย้ายข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น และยังซิงค์ข้อมูลเชื่อมกับคอมฯ หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ได้อีกด้วย


การซื้อ Google Team Drive

Google Team Drive google workspace

ต้องบอกก่อนว่า การจะซื้อ Team Drive มาใช้งานได้นั้น ก่อนอื่นต้องสมัคร G Suite หรือ Google Workspace ของทาง Google ก่อนทุกครั้ง และต้องเป็นตัว G Suite Business, G Suite Education และ G Suite Enterprise เท่านั้นด้วย ถ้าเป็น G Suite Basic จะไม่สามารถใช้งานได้ (สามารถกดสมัครได้ที่นี่ G Suite Business, G Suite Education, G Suite Enterprise) หลังจากที่ทำการสมัครเรียบร้อยแล้ว ถึงจะสมัคร Team Drive เพื่อคนในองค์กรได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีซื้อที่ถูกต้อง และปลอดภัยที่สุด หากไม่ได้เป็นเจ้าของด้วยตัวเอง และองค์กรใช้อยู่ก็ให้ทางองค์กรเพิ่ม Email ของเราเข้าไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปซื้อแยกเอง


Google Team Drive ที่ขายในเน็ต สามารถซื้อมาใช้งานได้จริงไหม?

Google Team Drive google team drive sell

หลายคนอาจะเคยเห็น หรือเคยเจอกันมาบ้าง บนร้านค้าออนไลน์ชื่อดังต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ที่มีการวางขาย Google Drive Unlimited (Team Drive) แบบ Unlimited แล้วจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งานของ Drive ได้อย่างไม่จำกัด ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเป็นรายเดือน พร้อมกับการจัดการข้อมูลได้อย่างอิสระ จะแชร์ข้อมูล หรือทำอะไรกับข้อมูล Drive ตัวเองก็ได้ ทั้งการลงไฟล์เอกสาร รูปภาพ และวิดีโอทั้งหมด เพียงเราจ่ายเงินไปครั้งเดียว ก็จะสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนที่เคยทำลงบน Google Drive ส่วนตัวเลย เพียงแค่เพิ่มพื้นที่ขึ้นมาให้ได้ใช้แบบไม่จำกัด โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะต้องให้ชื่อ Email อย่างเดียวเท่านั้น

Google Team Drive g suit

คำถามคือสามารถซื้อแล้วใช้ได้จริงหรือไม่ คำตอบก็คือเราสามารถซื้อ และนำมาใช้ได้จริงๆ แต่ว่า Team Drive ที่จ่ายเงินไปนั้น จะไม่ใช่ของเราเอง แต่เราจะแค่เข้าไปร่วมอยู่ด้วยเท่านั้น คนที่เป็นเจ้าของ หรืออาจเป็นคนที่นำมาขายนั้น จะเข้าสู่ข้อมูลของเราได้ทั้งหมด สามารถแก้ไข และลบข้อมูล หรือนำไปขายได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่อาจจะเป็นคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อมาจริง หรือคนที่อยู่ในองค์กรแล้วแอบเอามาขายก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อถูกโกง หรือเอาข้อมูลทั้งหมดไป เราก็จะไม่สามารถเข้าถึงอะไรได้อีกเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทาง Google จะไม่มี G Suit Reseller เลยนะ ถ้าเป็นจากทาง Google ขายเอง เราถึงจะได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ และถูกต้องตามกฎทั้งหมด แต่จะมีราคาแพงกว่าการขายในเน็ต (สามารถดูสิทธิต่างๆ ที่นี่)

ในกรณีที่มีบางร้านที่นำมาขาย แล้วอ้างว่าสามารถใช้สิทธิได้ทุกอย่าง รวมไปถึงการแบ็คอัพไฟล์นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะจำนวนไฟล์ที่อัพโหลดขึ้นนั้น เป็นจำนวนค่อนข้างใหญ่มากๆ ถ้าไม่ใช่ต้นเซิฟเวอร์ของ Google ไม่น่าจะทำได้ขนาดนั้น ส่วนการใช้ได้ไม่จำกัดหรือ Unlimited ก็ไม่ได้จริงตามนั้นสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แล้ว การอัพโหลดนั้นจะมีจำกัดอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะบอกว่า Unlimited ก็ตาม โดยการอัพโหลดสูงสุดในแต่ละวัน อยู่ที่การกำหนดของแอดมิน G Suit ด้วย บางที่อาจได้มากสุดถึง 750GB และอัพไฟล์ได้สูงสุด 1TB ถึง 5TB ต้องดูที่เงื่อนไขของ Google G Suit ด้วย

Google Team Drive google workspace login

หรือในบางกรณีที่แอดมิน G Suit หรือคนขายที่สมัคร G Suit จากทาง Google แล้วใช้การสมัครแบบหลอกเป็นแพ็กเกจต่างๆ อย่างเช่น แบบ Enterprise, Education หรือ Business แต่ไม่ได้ทำในรูปแบบบริษัท หรือเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการศึกษาจริงๆ แต่เป็นคนธรรมดา ก็ต้องจ่ายรายเดือนทุกเดือน ถ้าไม่มีคนมากพอ หรือไม่มีเงินจ่ายมากพอ ก็จะถูกปิดตัวลง และถ้าเราใช้งานอยู่แล้วต้นทางถูกปิด เราก็จะใช้งานไม่ได้ไปด้วย และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีการรับประกันให้เราด้วย ว่าข้อมูลหรือพื้นที่ Team Drive ที่เราซื้อไป จะไม่ได้หายไปจริงๆ

Google Team Drive g suit business

สำหรับคนที่อยากใช้งานจริงๆ และไม่อยากโดนหลอกขาย หรือกลัวว่าข้อมูลจะหายไป แนะนำว่าให้สมัคร G Suit แบบ Business ในนามบริษัทเล็กก็ได้ แต่ต้องหาคนมาร่วมจ่ายจำนวน 5 คนถึงจะใช้แบบ Unlimited ได้ โดยจะจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 300 บาท หรืออาจน้อยกว่านั้นในบางแพ็กเกจ (สมัครได้ที่นี่)

สุดท้ายคือคนที่สมัครไปแล้วโดนโกง วิธีแก้คือสามารถไปแจ้งความ และแจ้ง สคบ ได้ แต่ข้อมูลที่อัพโหลดขึ้นไปนั้น ต้องทำใจเลยว่าอาจไม่ได้คืนมาอย่างแน่นอน หรืออาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ เพราะบางทีต้นทางที่นำมาขายก็ซื้อต่อมาอีกที ทำเป็นทอดๆ ต่อกันมา จึงไม่สามารถหาต้นทางได้


แล้วทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆ ของ Google Team Drive หรือ Google Share Drive ที่ทาง Notebookspec ได้นำมาฝากกัน รวมไปถึงข้อมูลการซื้อขาย และการสมัครด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนโกง เพราะมีวิธีซื้อจาก Google โดยตรง ส่วนตามร้านค้าออนไลน์นั้น จะบอกว่ามีความเสี่ยงสูงก็ว่าได้ เพราะถ้าโดนโกง หรือโดนนำข้อมูลไปขาย เราจะไม่สามารถนำมันกลับมาได้อีกเลย แนะนำว่าควรทำให้ถูกวิธีจะดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพงไปบ้าง แต่เพื่อความปลอดภัย ก็ต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าหน่อยนึง ดีกว่าไฟล์งานหายแล้วเอากลับมาไม่ได้เลย แล้วถ้ามีเรื่องไหนน่าสนใจอีก เราก็จะนำมาฝากกันเรื่อยๆ เลยนะครับ

from:https://notebookspec.com/web/549752-what-is-google-team-drive-and-howto-buy

เปรียบเทียบ Cloud Storage ปี 2020 Google Drive, OneDrive, iCloud, Dropbox ตัวไหนคุ้มที่สุด

ข่าวใหญ่วันนี้คือ กูเกิลจำกัดปริมาณการอัพโหลด Google Photos และคิดพื้นที่ไฟล์ Google Docs ทำให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า Google Drive/Google One ยังเป็นบริการสตอเรจบนคลาวด์ที่คุ้มค่าอยู่หรือไม่

บทความจึงมาสำรวจราคาของบริการคลาวด์สตอเรจยอดนิยม 4 รายในตลาดคือ Google Drive/One, Microsoft OneDrive, Apple iCloud และ Dropbox ฉบับรอบปลายปี 2020 เพื่อดูว่าแต่ละรายมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง

หมายเหตุ:

  • คัดเฉพาะราคาแบบ consumer/individual เท่านั้น ผู้ให้บริการเกือบทุกรายยังมีราคาแบบ business/corporate/enterprise ซึ่งอาจถูกหรือแพงกว่า แต่อยู่นอกขอบเขตของบทความนี้
  • ยึดราคาแพ็กเกจต่อเดือน ผู้ให้บริการบางรายอาจมีแพ็กเกจต่อปีที่ราคาถูกกว่า
  • ใช้ราคาเป็นเงินบาทมาคำนวณ ในกรณีที่มีเฉพาะราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ ใช้เรตค่าเงิน 30.20 บาทต่อดอลลาร์
  • ไม่ได้คำนึงเรื่องปัจจัยการใช้งานแบบครอบครัวหลายคน (family plan/family sharing) โดยเปรียบเทียบในฐานะการใช้งานส่วนบุคคลเพียงคนเดียว

No Description

Google Drive/Google One

ปัจจุบันกูเกิลเรียกบริการสตอเรจของตัวเองว่า Google One โดยเป็นพื้นที่สตอเรจเดียว ใช้ได้กับบริการทุกอย่างของกูเกิล ทั้ง Gmail, Google Photos, Google Drive ล่าสุดยังเพิ่มบริการเสริมอื่นๆ เช่น VPN ฟรี แต่สำหรับแพ็กเกจขนาด 2TB ขึ้นไป

แพลตฟอร์มที่รองรับ: Android, iOS, Windows, Mac, Web

แพ็กเกจฟรี

  • Google One ให้พื้นที่เก็บข้อมูลเริ่มต้นที่ 15GB กับผู้ที่มีบัญชี Google Account ทุกราย ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาผู้เล่นทั้ง 4 ราย

แพ็กเกจระดับเริ่มต้น

  • พื้นที่ 100GB ราคา 70 บาท/เดือน (ราคารายปี 700 บาท) เฉลี่ย GB ละ 0.7 บาท
  • พื้นที่ 200GB ราคา 99 บาท/เดือน (ราคารายปี 990 บาท) เฉลี่ย GB ละ 0.5 บาท

แพ็กเกจไซส์ใหญ่

  • ไม่มีแพ็กเกจขนาด 1TB
  • พื้นที่ 2TB ราคา 350 บาท/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.17 บาท
  • มีแพ็กเกจขนาดใหญ่จัมโบ้คือ 10TB, 20TB, 30TB แต่ไม่ได้นำมาเปรียบเทียบ

ข้อมูลราคาอ้างอิง: Google One

No Description

Microsoft OneDrive

ไมโครซอฟท์มีบริการสตอเรจ OneDrive ทั้งในฐานะบริการแบบ standalone และขายพ่วงกับ Office 365/Microsoft 365

แพลตฟอร์มที่รองรับ: Android, iOS, Windows, Mac, Web

แพ็กเกจฟรี

  • OneDrive ให้พื้นที่ฟรี 5GB ถือว่ามาตรฐาน

แพ็กเกจระดับเริ่มต้น

  • พื้นที่ 100GB ราคา 69 บาท/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.7 บาท

แพ็กเกจไซส์ใหญ่ (เป็นแพ็กเกจที่พ่วง Office 365 ด้วย)

  • พื้นที่ 1TB ราคา 209.99 บาท/เดือน (ราคารายปี 2,099 บาท) เฉลี่ย GB ละ 0.21 บาท
  • มีแพ็กเกจแบบ Family ใช้ได้ 6 คน คนละ 1TB/เดือน ราคา 289.99 บาท (ราคารายปี 2,899 บาท) เฉลี่ย GB ละ 0.05 บาท ถ้าสามารถหาตัวหารได้ครบ 6 คน ถือว่าราคาดีที่สุดในแพ็กเกจทุกค่าย

ข้อมูลราคาอ้างอิง: Microsoft

No Description

Apple iCloud

บริการ iCloud ของแอปเปิล มีจุดเด่นที่แพ็กเกจราคาเริ่มต้นถูกที่สุด (35 บาท ได้ 50GB) เหมาะสำหรับคนที่อยากจ่ายน้อยๆ หากใช้พื้นที่ไม่เยอะนัก ส่วนราคาแพ็กเกจอื่นๆ คือ 200GB และ 2TB เท่ากับ Google ทั้งหมด จุดอ่อนสำคัญคือไม่รองรับ Android จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนสายแอปเปิลเท่านั้น

แพลตฟอร์มที่รองรับ: iOS, Windows, Mac, Web

แพ็กเกจฟรี

  • iCloud ให้พื้นที่ฟรี 5GB ถือว่ามาตรฐานเท่ากับ OneDrive แต่เป็นรอง Google Drive

แพ็กเกจระดับเริ่มต้น

  • พื้นที่ 50GB ราคา 35 บาท/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.7 บาท
  • พื้นที่ 200GB ราคา 99 บาท/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.5 บาท

แพ็กเกจไซส์ใหญ่

  • พื้นที่ 2TB ราคา 349 บาท/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.17 บาท

ข้อมูลราคาอ้างอิง: Apple

No Description

Dropbox

Dropbox เป็นผู้ให้บริการคลาวด์สตอเรจรายแรกๆ ในตลาด ที่ปัจจุบันก็ยังให้บริการอยู่ ช่วงหลังยังเพิ่มฟีเจอร์อย่างตัวจัดการรหัสผ่าน หรือ ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ เข้ามาด้วย

จุดอ่อนของ Dropbox คือไม่มีแพ็กเกจในระดับเริ่มต้นเลย ขั้นต่ำมาก็ 2TB แล้ว

แพลตฟอร์มที่รองรับ: Android, iOS, Windows, Mac, Linux, Web

แพ็กเกจฟรี

  • Dropbox ให้พื้นที่ฟรี 2GB น้อยที่สุดในทุกค่าย

แพ็กเกจระดับเริ่มต้น

  • Dropbox ไม่มีแพ็กเกจระดับเริ่มต้นเลย

แพ็กเกจไซส์ใหญ่

  • พื้นที่ 2TB ราคา 9.99 ดอลลาร์/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.15 บาท
  • พื้นที่ 3TB ราคา 16.58 ดอลลาร์/เดือน เฉลี่ย GB ละ 0.17 บาท (ได้ฟีเจอร์บางอย่างของ Business ด้วย)

ข้อมูลราคาอ้างอิง: Dropbox

No Description

เปรียบเทียบความคุ้มค่าของพื้นที่/ราคา

หากเราเปรียบเทียบบริการคลาวด์สตอเรจทั้ง 4 เจ้า ในแง่ของความคุ้มค่าระหว่างพื้นที่ต่อราคาเพียงอย่างเดียว เราอาจพอแยกได้ 3 ระดับดังนี้

แพ็กเกจฟรี

Google Drive ให้พื้นที่เยอะที่สุด 15GB เยอะกว่าคู่แข่งอันดับสอง (OneDrive/iCloud) ถึงสามเท่า ส่วน Dropbox ให้น้อยที่สุดแค่ 2GB

แพ็กเกจระดับเริ่มต้น

หากต้องการจ่ายในราคาไม่ถึงร้อยบาทต่อเดือน ทั้ง Google Drive, OneDrive, iCloud มีระดับราคาต่อ GB เท่ากันที่ประมาณ 0.7 บาท โดย iCloud เหนือกว่าตรงที่ราคาแพ็กเกจต่ำสุดเพียง 35 บาท/เดือน ในขณะที่คู่แข่งอีก 2 รายเริ่มต้นที่ประมาณ 70 บาท

OneDrive อาจมีตัวเลือกแพ็กเกจน้อยไปหน่อย มีรุ่น 100GB เพียงอย่างเดียว (คู่แข่งอีก 2 รายมี 2 ระดับ) ส่วน Dropbox ไม่มีบริการในระดับนี้เลย

แพ็กเกจไซส์ใหญ่

ถ้ามาดูแพ็กเกจระดับเทอราไบต์ ราคาเฉลี่ยต่อ GB ของ Google Drive, iCloud, Dropbox ค่อนข้างใกล้เคียงกันคือประมาณ 0.17 บาท

รายที่ต่างไปอย่างชัดเจนคือ OneDrive แพ็กเกจ 2TB ที่ไม่มีขายแยกพื้นที่อย่างเดียว แต่รวมสิทธิการใช้ Microsoft Office 365 ด้วย ซึ่งถ้าใครจำเป็นต้องใช้งานโปรแกรมตระกูล Office การ “เพิ่มเงินอีกนิด” แล้วได้สิทธิเพิ่มมาอีกมาก ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแง่ความคุ้มค่าโดยรวม

No Description

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกใช้งานคลาวด์สตอเรจย่อมมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากพื้นที่/ราคามาเกี่ยวข้อง และแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันไป เช่น

  • ความเร็วในการซิงก์ข้อมูล (แตกต่างกันตามพื้นที่)
  • คุณภาพของไคลเอนต์ (หน้าตา, UX, ฟีเจอร์)
  • แพลตฟอร์มที่มีไคลเอนต์ซัพพอร์ต (Dropbox มีลินุกซ์ด้วย, iCloud ไม่มีแอนดรอยด์)
  • ฟีเจอร์เฉพาะทางบางอย่าง (Dropbox มีตัวจัดการรหัสผ่านให้, Google มีเชื่อม Google Photos)

สุดท้าย เราอาจไม่จำเป็นต้องเลือกคลาวด์สตอเรจเพียงตัวเดียวก็ได้ อาจอยู่ในรูปใช้บริการฟรีจากหลายๆ ตัว แยกเก็บไฟล์คนละประเภทกัน แล้วเลือกจ่ายเงินเฉพาะตัวที่คิดว่าจำเป็นจริงๆ ก็ได้เช่นกัน (ยังไม่รวมถึงบางคนอาจได้พื้นที่ Google Drive หรือ OneDrive จากบัญชีที่ทำงาน เพื่อแยกเก็บเฉพาะไฟล์งาน ไม่เก็บไฟล์ส่วนตัวด้วย)

from:https://www.blognone.com/node/119560