คลังเก็บป้ายกำกับ: GOOGLE

Google เล็งพัฒนาระบบพลังงานสะอาดปราศจากก๊าสคาร์บอน เพื่อนำไปใช้ใน Data Center คาดพร้อมภายในปี 2030

เราไม่สามารถปฎิเศษได้เลยว่าปัญหาสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง กับวิกฤติโลกร้อนนั้นเริ่มจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และบริษัทเทคโนโลยีหลาย ๆ แห่งก็เริ่มมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งล่าสุดทาง Google ก็กำลังวางแผนพัฒนาระบบพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หวังนำไปใช้งานใน Data Center อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030

Alphabet บริษัทแม่ซึ่งเป็นเจ้าของ Google ได้เล็งพัฒนาระบบพลังงานสะอาดชนิดใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานให้กับระบบ Data Center (สถานที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่ Google มี) ตลอด 24 ชม. หวังพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030 ซึ่งก็ถือว่าเป็นความตั้งใจที่เจ๋งมากของทาง Google เพราะก่อนหน้านี้ทาง Google ก็เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็น Carbon Neutral มาแล้ว อีกทั้งอีก 10 ปีให้หลัง Google ยังได้เป็นบริษัทแรกที่ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบ 100% ด้วย

Carbon Neutral คืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าบริษัท Carbon Neutral คือการที่บริษัทสามารถสร้างสมดุลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมตามจำนวนก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยออกไป และในทางกลับกัน Carbon Free คือไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย ซึ่งด้วยระดับความใหญ่โตของ Google แล้ว หากสามารถทำได้จริง ๆ ภายใน 2030 ก็จะถือว่าเป็นก้าวสำคัญแห่งวงการไอทีเลยทีเดียว อีกทั้งทาง Google ยังเล็งไว้อีกด้วยว่าจะใช้พลังงานเหล่านี้เพื่อรันระบบเซิฟเวอร์ของ Google ตลอด 24 ชั่วโมง 

Google ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2030 จะต้องมีแหล่งพลังงานสะอาดเช่นแผงโซล่า กังหันลม และอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อการใช้งาน ซึ่งจำนวนที่ตั้งไว้อยู่ที่ 5GW ภายในช่วงปี 2030 ซึ่งเท่ากับพลังงานที่สามารถทำให้หลอดไฟสว่างพร้อมกันได้มากถึง 550 ล้านดวงเลยทีเดียว

นอกจากจะลดจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวเองแล้ว ทาง Google ก็ยังจะเล็งเพื่อลดจำนวนก๊าซคาร์บอนในเมืองต่าง ๆ อีกด้วย (Google ได้เผยข้อมูลออกมาว่า 70% ของก๊าซคาร์บอนทั้งหมด มีจุดกำเหนิดมาจากพื้นที่ในเมืองทั้งสิ้น) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การลดจำนวนคาร์บอนมากถึง 1 Gigaton ซึ่งมีน้ำหนักเทียบเท่ากับวาฬสีน้ำเงิน 6 ล้านตัวเลยทีเดียว 🤔 นอกจากที่ว่ามาข้างต้นทาง Google ก็ยังได้จัดเงินทุนมากกว่า 10 ล้านยูโร (ราว ๆ 368,650,800 ล้านบาท) ให้กับโครงการอิสระต่าง ๆ ที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

หลังจากที่ทาง Google ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุดยอดระบบ Neural Network ที่อาศัยระบบ Machine learning ในการทำงานคำนวณ Google Map อย่าง Deepmind ไปแล้ว คราวนี้ก็ออกมาเผยเพิ่มเติมว่าในปี 2016 ทาง Google ได้ลองใช้งานระบบ Google DeepMind เพื่อทำการคำนวณ และควบคุมระบบระบายความร้อนของ Data Center ซึ่งช่วยทำให้ประหยัดพลังงานไปมากกว่าปกติมากถึง 30% เลย แถมยังหวังว่าระบบนี้จะสามารถนำไปปรับเปลื่ยนเพื่อใช้งานกับบริษัทอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เรียกว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่ตอนนี้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google รวมไปถึงหลาย ๆ แบรนด์ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนรวมถึงเรื่องการปล่อยก๊าซ Carbon กันมากขึ้น เห็นแบบนี้เราก็คงจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว ต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันบ้างแล้วแหละ 😀

 

Source: Google 

from:https://droidsans.com/google-to-operate-100-through-carbon-free-energy-in-2030/

Netflix, GitHub แซง Google ขึ้นเป็นบริษัทที่คนทำงานเทคโนโลยีอยากทำงานด้วยที่สุด

Hired บริษัทจัดหางานออกรายงานสำรวจแบรนด์ของที่คนหางานอยากทำงานด้วยมากที่สุด หรือ Global Brand Health Report เป็นรายงานต่อเนื่องฉบับที่ 4 ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ Google ตกจากอันดับหนึ่งไปอยู่อันดับสาม และ GitHub ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสอง ส่วน Netflix นั้นอยู่อันดับหนึ่ง

ตามผลสำรวจของ Hired ก่อนหน้านี้ Netflix และ Google สลับกันครองอันดับหนึ่งมาก่อนแล้ว และค่าดัชนีความนิยมก็เกาะกันเสมอมา แต่ GitHub นั้นเคยอยู่อันดับ 15 ในปี 2018 และขึ้นมาเป็นอันดับ 8 ในปี 2019 จนปีนี้ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 แสดงให้เห็นความนิยมเพิ่มขึ้นชัดเจน

แม้ว่าแบรนด์ของ Netflix และ GitHub จะดีมาก แต่เมื่อนับเป็นท้องที่ (ซึ่งมีผลต่อการเลือกงานมาก) Google ยังคงครองพื้นที่ซานฟรานซิสโกอยู่ ขณะที่ลอสแอนเจลิสก็ยังครองโดย Hulu ตามมาด้วย SpaceX ไม่ใช่ Netflix แต่อย่างใด

ที่มา – IEEE Spectrum, Hired

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118597

Google เปิดตัว Tables เครื่องมือติดตามการทำงานของทีม มีทั้งใช้ฟรีและเสียเงิน

Area 120 หน่วยงานบ่มเพาะนวัตกรรมใน Google เปิดตัว Tables เครื่องมือติดตามการทำงานทั้งของตัวเองและทีมงาน ตัว Tables ทำงานผ่านบ็อทเป็นหลัก

โดยบ็อทจะช่วยรวบรวมตารางงาน, สิ่งที่ต้องทำของคนในทีมเอาไว้เข้าด้วยกัน จัดการคิวงานของคนในทีมและแสดงเป็นแดชบอร์ดในรูปแบบต่างๆ ให้ ตัวระบบสามารถแจ้งเตือนทางอีเมลหากงานเลยวันที่กำหนดไว้, ส่งข้อความไปยังห้องแชทเมื่อได้รับมอบหมายงานชิ้นใหม่ เหมาะกับงานประเภทการจัดการโปรเจกต์, IT operations, การติดตามลูกค้า, CRM เป็นต้น

Tables มีทั้งแบบใช้งานฟรีและเสียเงิน แบบใช้งานฟรีสามารถสร้าง Tables ได้ 100 รายการ, สร้างแถวได้ 1,000 แถว, แนบไฟล์ได้ 1GB ส่วนโมเดลเสียเงิน 10 ดอลลาร์ ต่อเดือน ต่อผู้ใช้งาน 1 คน สามารถสร้าง Tables ได้ 1,000 รายการ, สร้างแถวได้ 10,000 แถว, แนบไฟล์ได้ 10GB

ผู้ใช้งานสามารถนำเข้าข้อมูลจาก Google Sheets ได้ (หรือ. CSV) แชร์ข้อมูลกับ Google Groups และมอบหมายงานให้กับคนใน Google Contacts ได้ด้วย

No Description

ที่มา – Google, TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/118592

หลุดข้อมูล Pixel 5 และ 4a 5G จากเว็บร้านค้าในยุโรป มีสองสี ราคา 629 และ 499 ยูโรตามลำดับ

ข้อมูลของมือถือ Google Pixel 4a 5G และ Pixel 5 หลุดออกมาจากเว็บร้านค้าในยุโรปก่อนวันเปิดตัว โดยมีแอคเคาท์ทวิตเตอร์ @NilsAhrDE แคปภาพไว้ได้ และข้อมูลที่หลุด มีทั้งวันวางจำหน่าย สี ขนาดหน่วยความจำภายในของรุ่นเริ่มต้น และราคาของทั้งสองรุ่น

Pixel 4a 5G จะวางจำหน่ายในราคา 499 ยุโร (ราว 18,400 บาท) มีสองสีคือขาวและดำ ความจุเริ่มต้นที่ 128GB ส่วน Pixel 5 จะวางจำหน่ายในราคา 629 ยูโร (ราว 23,200 บาท) มีสองสีคือดำกับเขียว ความจุเริ่มต้นที่ 128GB เช่นกัน และทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่าย วันที่ 15 ตุลาคมนี้

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเว็บร้านค้าอาจเอาข้อมูลขึ้นไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อให้ปรับราคาในภายหลังได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลและราคาอย่างเป็นทางการจริงๆ คงต้องรอดูในงานเปิดตัว ในวันที่ 30 กันยายนนี้ หรือตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม เวลาตีหนึ่ง ตามเวลาประเทศไทย

ที่มา – Twitter: @NilsAhrDE via GSMArena

ภาพหลุด Pixel 5

from:https://www.blognone.com/node/118581

Google Takeout ให้เลือกถ่ายข้อมูลเฉพาะบางอัลบั้มบน Google Photos ไปยัง Flickr หรือ Microsoft OneDrive ได้

Google มีบริการ Google Takeout สำหรับดาวน์โหลดข้อมูลของเราที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลมาได้พักใหญ่แล้ว ประโยชน์อย่างหนึ่งคือเป็นที่สำรองข้อมูลทั้งหมดเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์ใช้งาน และสามารถถ่ายโอนข้อมูลไปยังบริการภายนอกได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดลงเครื่องก่อน

ล่าสุด Google Takeout เพิ่มความสามารถใหม่ ให้ผู้ใช้งานเลือกเฉพาะอัลบั้มบน Google Photos เพื่อถ่ายโอนออกไปยัง Flickr หรือ Microsoft OneDrive ได้ โดยระบบจะแสดงบุลเลตอัลบั้มมาให้คลิกเลือกเพื่อถ่ายโอนได้ง่าย หรือสามารถเลือกและถ่ายโอนรูปภาพทั้งหมดเลยก็ได้

Google ยังบอกตัวเลขด้วยว่า ผู้คนใช้ Google Takeout โดยเฉลี่ยมากกว่า 2 ล้านครั้งต่อเดือน มีการส่งออกไฟล์มากกว่า 2 แสนล้านไฟล์ในปี 2019

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/118574

หลุดราคา Pixel 5 และ Pixel 4a 5G เริ่มต้น $499 หรือราวๆ 18,400 บาท ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 30 กันยายนนี้

เคาะฤกษ์วันเปิดตัวไปแล้วสำหรับมือถือ Pixel 5 และ Pixel 4a 5G (แว่วว่าอาจจะมีอุปกรณ์อื่นๆ อย่าง Google Chromecast รุ่นใหม่มาด้วย) ว่าจะมาให้ยลโฉมกันในวันพุธหน้า 30 กันยายนที่จะถึงนี้ ล่าสุดก็มีข้อมูลสเปคบางส่วนและราคาของสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นหลุดออกมาบนหน้าเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของประเทศในยุโรปแล้ว

ราคาและสีที่วางจำหน่ายของ Pixel 5 และ Pixel 4a

โดยเว็บไซต์ขายของของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลของสองมือถือป้ายแดงของ Google ที่มีคิวจะเปิดตัวในสัปดาห์หน้า

Pixel 5

  • มีให้เลือก 2 สี: ดำ | เขียว
  • ความจุ: 128GB
  • ราคา: 629 ยูโร (รวมภาษีแล้ว) หรือประมาณ 23,200 บาท 

Pixel 4a

  • มีให้เลือก 2 สี: ดำ | ขาว
  • ความจุ 128GB
  • ราคา: 499 เหรียบสหรัฐฯ หรือประมาณ 18,400 บาท 

สำหรับสเปคคร่าวๆ ของทั้ง Pixel 5 และ Pixel 4a 5G ก็มีตามนี้ แต่ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นเพียงการรวบรวมจากข่าวหลุดที่ผ่านมานะครับ ยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ

Pixel 5 Pixel 4a 5G
ค่ารีเฟรชเรทหน้าจอ 90Hz 60Hz
ชิปเซ็ต  Snapdragon 765G Snapdragon 730G
RAM  8GB 6GB
ความจุ 128GB 128GB
ลำโพง คู่แบบสเตอริโอ คู่แบบสเตอริโอ
รูหูฟัง  ไม่มี มี
แบตเตอรี่  4000 mAh 3800 mAh
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ด้านหลังตัวเครื่อง ด้านหลังตัวเครื่อง
ระบบปฏิบัติการ  Android 11 Android 11

 

เอาเป็นว่าเดี๋ยววันที่ 30 กันยายนนี้ ได้รู้กันแน่ว่าสเปคและฟีเจอร์ของ Pixel 5 และ Pixel 4a 5G จะมีอะไรเด็ดๆ บ้าง อีกทั้งราคาที่หลุดมาจะมีความแม่นมากน้อยแค่ไหน โดยงานเปิดตัวดังกล่าวจะจัดขึ้นแบบออนไลน์ในช่วงตีหนึ่งวันพฤหัสเช้าบ้านเราครับ

 

ที่มา: Pocketnow 

 

from:https://droidsans.com/google-pixel-5-and-pixel-4a-5g-leaked-ahaed-of-launch-date/

กูเกิลเล่าประสบการณ์ เขียนแอพ Google Pay ขึ้นมาใหม่ด้วย Flutter อย่างไร

Flutter เป็นเฟรมเวิร์คเขียน UI แบบข้ามแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่สนใจนำ Flutter มาใช้งานอาจสงสัยว่ามีแอพดังๆ ตัวไหนบ้างที่นำมาใช้

ในฐานะผู้สร้าง กูเกิลย่อมเป็นองค์กรที่นำ Flutter มาใช้งานอย่างแพร่หลาย ล่าสุดกูเกิลเขียนบล็อกอธิบายการพัฒนาแอพจ่ายเงิน Google Pay เวอร์ชันใหม่ ที่เขียนใหม่ด้วย Flutter เพื่อให้รองรับกับฐานผู้ใช้จำนวนมากขึ้น

เดิมทีแอพ Google Pay เปิดตัวในอินเดียในชื่อว่า Tez ก่อน และประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้ใช้มากถึง 67 ล้านคน กูเกิลจึงต้องการต่อยอดความสำเร็จนี้ในประเทศอื่นๆ แต่ก็พบปัญหาว่าแอพเดิมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับสเกลระดับโลก จึงตัดสินใจเขียนแอพ Google Pay ขึ้นมาใหม่โดยวางรากฐานให้ดีพอ ตั้งแต่เรื่อง OS, โครงสร้างพื้นฐาน และวิธีการจ่ายเงินในแต่ละประเทศ

No Description

ทีมงานของกูเกิลตัดสินใจเลือก Flutter ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

  • ทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เขียนทีเดียวใช้ได้ทั้งบน Android/iOS
  • คอมไพล์แบบ just-in-time พร้อมฟีเจอร์ hot reload ตอนเขียนโค้ดที่เปลี่ยน UI บ่อยๆ จึงทำงานได้เร็ว
  • คอมไพล์แบบ ahead-of-time ได้ด้วย ในการใช้งานจริงจึงมีประสิทธิภาพสูง

กระบวนการพัฒนาเริ่มจากทีมเล็กๆ แค่ 3 คน แล้วค่อยๆ ขยายจำนวนทีมงานขึ้น เพื่อให้ทีมงานแต่ละคนมีเวลาคุ้นเคยกับ Flutter ซึ่งผลออกมาดี ตอนนี้แอพ Google Pay เวอร์ชันใหม่เริ่มทดสอบ Beta แล้วในสิงคโปร์และอินเดีย

นอกจาก Google Pay แล้ว กูเกิลยังใช้งาน Flutter กับแอพอีกหลายตัว เช่น Google Assistant ในหน้าจออัจฉริยะ Google Home Hub, Google Ads, Stadia

อีกประเทศที่ Flutter ได้รับความนิยมสูงคือจีน โดยยักษ์ใหญ่ทั้ง Tencent, Alibaba, Baidu, ByteDance ต่างก็มีแอพหลายตัวที่เขียนด้วย Flutter เช่นกัน

No Description

ที่มา – Google Developers

from:https://www.blognone.com/node/118550

Tips | Nearby Share ฟีเจอร์แชร์ไฟล์ระยะใกล้ระหว่าง Android ส่งไฟล์ 5GB ใช้เวลาเพียง 2.30 นาที

ฟีเจอร์รับส่งไฟล์สุดเทพจาก Google ที่มีชื่อว่า Nearby Share ได้เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ผู้ใช้งาน Android ก็น่าจะได้รับเดตกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่อาจจะยังไม่รู้ว่ามีฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่ในเครื่อง หรืออาจจะยังไม่รู้ว่ามันเจ๋งยังไง ทำอะไรได้บ้าง ผมก็เลยจะมารีวิวความสามารถของ Nearby Share ให้อ่านกันในบทความนี้ครับ

ที่ผ่านมา Android แชร์ไฟล์หากันในระยะใกล้ไม่สะดวกเลย

เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา Google ได้ทำการตัดฟีเจอร์แชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องบนแพลตฟอร์ม Android ด้วยกันเองที่มีใช้กันมานานนมตั้งแต่ปี 2011 อย่าง Android Beam ออกไปจาก Android 10 จนทำให้การแชร์ไฟล์ระหว่างเครื่องในระยะใกล้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องหันไปพึ่งพาแอปที่เป็นตัวกลางจาก thirt party อย่างเช่น LINE และ Messenger แทน ซึ่งถึงแม้จะสะดวกในระดับหนึ่งก็จริง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นผู้ติดต่อของกันและกันในแอปนั้น ๆ เสียก่อน จึงจะทำการแชร์ไฟล์ได้ อีกทั้งชนิดของไฟล์ที่แชร์ได้ก็ยังถูกจำกัดไว้อีกต่างหาก หรือครั้นจะไปแชร์ผ่านแอปจำพวกคลาวด์สตอเรจ (cloud storage) เช่น Drive และ OneDrive ที่รองรับชนิดของไฟล์ได้หลากหลายกว่าก็ไม่ค่อยสะดวกเสียอีก

และถ้าว่ากันตามตรง ในช่วงหลายปีก่อนที่ Android Beam จะถูกตัดทิ้งไปจากระบบปฏิบัติการ ผู้ใช้งาน Android ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่มีใครใช้งานมันอยู่แล้ว เพราะคอนเทนต์ทั้งหลายต่างก็มีขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาไป จนทำให้การรับส่งไฟล์ด้วย Bluetooth ของ Android Beam มันเชื่องช้าอย่างกับเต่าคลาน กว่าส่งไฟล์ขนาดใหญ่หรือไฟล์จำนวนมากแต่ละครั้งนี่รอกันจนเปื่อยเลยทีเดียว

เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา Nearby Share เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Google ก็ได้ปล่อยฟีเจอร์แชร์ไฟล์ตัวใหม่ออกมา ซึ่งก็คือ Nearby Share นี่เอง การมาถึงของมันได้ทำลายข้อจำกัดของการแชร์ไฟล์ทั้งหลายที่กล่าวไว้ด้านบนทิ้งไปจนหมด เพราะมันสามารถรับส่งไฟล์ได้เร็วสุดขีด มีระยะทำการที่ไกลและมีการเชื่อมต่อที่เสถียรกว่า Android Beam รวมถึงรองรับไฟล์แทบทุกประเภทอีกด้วย

ทำงานคล้ายกับ AirDrop ของ iOS

การทำงานของ Nearby Share นั้นจะคล้ายคลึงกับฟีเจอร์ AirDrop ของทางฝั่ง iOS ซึ่งจะเป็นการรับส่งไฟล์ผ่านเทคโนโลยี Bluetooth, Bluetooth Low Energy, WebRTC หรือ Wi-Fi แบบ peer-to-peer โดยตัวระบบจะทำการเลือกโปรโตคอลที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นให้เราเองโดยอัตโนมัติ และแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้งาน Wi-Fi ได้ Nearby Share ก็ยังคงทำงานแบบออฟไลน์ได้โดยผ่าน Bluetooth

ทดสอบการใช้งานจริง รับส่งไฟล์เร็วมาก แต่ขึ้นอยู่กับสเปคอุปกรณ์ด้วย

ผมทดสอบความเร็วในการทำงานของ Nearby Share โดยการส่งไฟล์ขนาด 5.00 GB จาก Pixel 4 XL ไปยัง Galaxy Note20 ผลลัพธ์คือ มันใช้เวลาทั้งสิ้นเพียงแค่ 2.30 นาที เร็วสุด ๆ ไปเลย ทดสอบซ้ำหลายครั้งด้วยไฟล์ชุดเดิม มีการคลาดเคลื่อนของระยะเวลาบ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยเป็นการรับส่งแบบไร้สายจึงมีตัวแปรภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะโดยรวมยังไงก็เร็วมากอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม พอลองเปลี่ยนฝ่ายผู้รับเป็น Pixel XL ซึ่งเป็นมือถือเก่าตั้งแต่ปี 2016 ดูก็พบว่า ระยะเวลาในการรับส่งไฟล์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จาก 2.30 นาที เป็น 12 นาที ดูเหมือนว่า คุณปู่แกจะไม่กระฉับกระเฉงเหมือนมือถือรุ่นใหม่ ๆ สักเท่าไหร่ นั่นก็เป็นเพราะ Pixel XL มีเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ด้อยกว่ามือถือรุ่นใหม่ ๆ นั่นเอง ซึ่งก็เป็นปัจจัยเรื่องความเร็วในการรับส่งไฟล์ของ Nearby Share

วิธีใช้งาน Nearby Share

ปรกติแล้วฟีเจอร์ Nearby Share จะปรากฏขึ้นมาเองในตอนที่เรากดแชร์อะไรสักอย่าง เมื่อเลือกไปแล้วหลังจากนั้นก็เพียงแค่รอให้อีกฝ่ายกดยอมรับการแชร์ไฟล์ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ง่าย ๆ แค่นี้เลย และในระหว่างที่กำลังรับส่งไฟล์อยู่นั้น เราสามารถออกจากหน้าจอการแชร์ไปทำอย่างอื่นตามปรกติได้นะ เพราะ Nearby Share จะเป็นการทำงานในพื้นหลัง โดยสามารถดูสถานะการทำงานได้จากแถบการแจ้งเตือน

หา Nearby Share ไม่เจอ มันไปซ่อนอยู่ตรงไหน ?

สำหรับใครที่หาฟีเจอร์ Nearby Share ไม่เจอ ให้ลองเลื่อนดูที่เมนู Quick Settings โดยการลากแถบแจ้งเตือนลงมา จากนั้นเลื่อนหน้าจอไปทางขวาก็จะเจอกับเมนู Nearby Share แต่หากมันไม่โผล่ขึ้นมาก็ให้ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • Settings
  • Google
  • Device connections
  • Nearby Share

ซึ่งในหน้าจอนี้จะเป็นหน้าจอการตั้งค่าของ Nearby Share ด้วย แต่ถ้ายังไม่โผล่ขึ้นมาอีกก็ให้ลองทำการ factory reset ดู (ผมลองแล้วได้ผล)

เมนูการตั้งค่า Nearby Share

  • เปิดหรือปิดการใช้งาน
  • บัญชี Google ที่ใช้งาน
  • ชื่ออุปกรณ์ – เป็นชื่อที่จะแสดงให้อีกฝ่ายเห็นอุปกรณ์ของเราตอนใช้งาน Nearby Share
  • การเข้าถึงอุปกรณ์ – เปรียบเสมือนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว โดยเราสามารถเลือกได้ระหว่าง ผู้ติดต่อทั้งหมด ผู้ติดต่อที่กำหนด หรือซ่อนไม่ให้ใครเห็น
  • การใช้อินเทอร์เน็ต – ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นพิเศษอะไรก็ปล่อยทิ้งไว้ตามเดิมที่ตัวเลือกแรกจะเป็นการดีที่สุด

Nearby Share รับส่งไฟล์อะไรได้บ้าง ?

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ข้อดีของ Nearby Share คือ มันรองรับการรับส่งไฟล์หลากหลายชนิด ถ้าให้ตอบแบบรวบรัดก็ประมาณว่า อะไรก็ตามที่มีปุ่มแชร์ให้กดก็สามารถรับส่งผ่าน Nearby Share ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ลิงก์ต่าง ๆ ไฟล์ทั่วไปแทบทุกประเภท เช่น รูปภาพ เพลง วิดีโอ เอกสาร  หรือแม้แต่ส่งแอปให้กันในรูปแบบ APK ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แม้แต่ Android รุ่นเก่าก็ใช้งาน Nearby Share ได้

ทาง Google ได้ปล่อยอัปเดต Nearby Share มากับ Google Services ดังนั้น มือถือรุ่นเก่า ๆ ก็จะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ด้วย ขั้นต่ำคือ Android 6.0 Marshmallow ขึ้นไป

ใช้งานข้ามระบบได้หลากหลาย ไม่จำกัดแค่ Android

ความเจ๋งอีกอย่างของมันก็คือ ความสามารถในการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม ดังนี้

  • Android
  • Mac
  • Windows
  • Linux
  • Chrome OS

แม้ในตอนนี้จะยังมีเพียงแค่ Android เท่านั้นที่มีฟีเจอร์ Nearby Share ให้ใช้งาน แต่ Google ก็ได้เผยออกมาแล้วว่า แพลตฟอร์มถัดไปที่กำลังจะตามมาก็คือ Chrome OS ส่วนแพลตฟอร์มที่เหลืออื่น ๆ คงจะทยอยตามมาหลังจากนั้นอีกที

อย่างไรแล้วก็หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ทุกคนนะ หากมีข้อสงสัยหรืออยากให้ทดสอบอะไรเพิ่มเติมก็คอมเมนต์สอบถามกันเข้ามาได้ครับ สวัสดี

 

อ้างอิง : Wikipedia

from:https://droidsans.com/how-use-nearby-share-your-android-phone/

ตกงาน / ว่างงาน ไปอบรมฟรีกับ Google, ได้ประกาศนียบัตรมาแต่งเรซูเม่ปัง ๆ เรียกสัมภาษณ์กันให้เพียบ

ในงาน Google Thailand ก็ได้มีการเผยข้อมูลที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการให้บริการในประเทศไทย ทั้งโครงการ Saphan Digital ที่เปิดให้ความรู้เรื่อง Digital Marketing กับผู้ประกอบ SME ทั้งหลาย อีกทั้งการเปิดตัวบริการ Google เพื่อการศึกษาอีกมากมาย แต่ในวิดิโอ Keynote ก็ได้มีการให้คำสัมภาษณ์จากนักศึกษาจบใหม่คนหนึ่งเกี่ยวกับการเรียน Google Course ที่ฟังดูแล้วมีความน่าสนใจบางอย่างที่ Droidsans อยากเอามาแชร์ให้กันฟังครับ

อุปสรรคของนักศึกษาจบใหม่ ในช่วงระบาด COVID-19

ในวิดิโอ Keynote ได้มีการพูดถึงหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด COVID-19 โดยตรง ทั้งร้านอาหารทั่วไป ธุรกิจ SME และที่น่าสนใจที่สุด นักศึกษาจบใหม่ที่โดนลูกหลงต้องเผชิญความยากลำบากในการหางาน เพราะสถานการณ์ธุรกิจที่ย่ำแย่ และอัตราการจ้างงานน้อยลง

ธนนพวรรณ รัตนไตรศรี ตัวแทนนักศึกษาจบใหม่จากวิดิโอ Google Thailand 2020

ในวิดิโอน้องนักศึกษาคนนี้ก็ได้พูดถึงปัญหาที่ต้องเผชิญระหว่างตามล่าหางานซึ่งน้องพูดว่า “ยื่นสมัครงานไปเกือบ 50 ที่แต่ไม่มีที่ไหนตอบเลย หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำให้ไปเรียนคอร์สออนไลน์กับ Google ทั้ง Skillshop และ Google Digital Garage เพื่อเอามาใส่ใน CV ปรากฏว่ายื่นสมัครงานไป 10 ที่มีคนเชิญไปสัมภาษณ์ 8-9 ที่เลยทีเดียว” ถ้านับเป็นเปอร์เซ็นต์ถือว่ามีอัตราการได้เข้าสัมภาษณ์งานมากถึง 90%

ทั้งนี้ตัวเลขที่น้องธนนพวรณ ให้ข้อมูลมาก็ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะความสามารถด้านการตลาดดิจิทัลอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะทั้งบริษัทสายตรงอย่างดิจิทัลเอเจนซี่ ไปจนถึงบริษัททั่วไปที่ต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัว (digital transformation) ซึ่งการที่เรามีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ก็จะเพิ่มโอกาสที่จะดึงความสนใจจากเหล่าผู้ประกอบการ นายจ้าง ให้ดึงตัวเราไปช่วยงาน ไม่ว่าทางใดก็หนึ่งแน่นอน

มีช็อตนึงที่เราได้แอบเห็น CV ของน้องคนนี้ด้วยครับ เราไปแอบดูดีกว่าว่าน้องเค้าเรียน คอร์สอะไรของ Google ไปแล้วบ้าง

รูป Resume และ Google Certifications

โดยจากที่ได้เห็นใน Resume ว่ามีคอร์สออนไลน์ถึง 3 อันด้วยกันได้แก่ Fundemental of Digital Marketing by Google Garage, Google Ads Search by Google, Google Ads display by Google ซึ่งทั้ง 3 คอร์สนี้สามารถเรียนเองผ่านระบบออนไลน์ได้ฟรี แถมหลังจบคอร์สแล้วก็ยังมีเป็นใบ Certificate แสดงหลักฐานการจบการศึกษาอีกด้วย ซึ่งตอนจบน้องก็ได้บอกว่าน้องได้ทำงานในตำแหน่ง Digital Marketing Associate ในบริษัทการตลาด Crea Co., Ltd. นั่นเองครับ

ลิสต์วิชาจาก Google Skillshop

สาเหตุหลัก ๆ ที่การเรียนผ่าน Google Digital Garage และ Skill Shop จะช่วยเพิ่มเปอร์เซนต์ในการรับสมัครงานได้เป็นเพราะว่าคอร์สหลาย ๆ อย่างของ Google เป็นเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการสายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Marketing หรือ Business Development ที่ต้องใช้ทักษะ Google Ads และ My Business แถมการมีไปรับรองโดยตรงจาก Google ก็ช่วยประดับ CV ให้ดูสวยงามมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอีกด้วยนั่นเอง

สำหรับใครที่สนใจอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ลองหาคอร์สออนไลน์ฟรีบน Google เพื่อไปอัปเดต CV ของเราให้เจ๋งขึ้น Droidsans ก็ได้รวมคอร์สเรียนหลัก ๆ ที่น่าสนใจให้คนที่สนใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ครับ

รวมคอร์สออนไลน์เรียนฟรี ที่น่าสนใจจาก Google

1. Fundemental of digital marketing (พื้นฐานสู่การตลาดออนไลน์)

เป็นหนึ่งใน 2 คอร์สของ Google Garage ที่มีใบรับรองให้โดยตรงเมื่อจบคอร์ส เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจเข้าถึงอาชีพที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งที่จะได้เรียนรู้ก็มีมากมายตั้งแต่การวิเคราะห์ Google Analytics, SEO, SEM, การโฆษณาผ่าน Google Ads ที่ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานในสายงานการตลาดออนไลน์ทั้งสิ้น การเรียนจบคอร์สนี้จะทำให้คุณมีชัยเหนือกว่าเด็กจบใหม่คนอื่นในสายงานเดียวกันแน่นอน โดยตัวคอร์สมีระยะเวลาในการเรียนทั้งหมด 40 ชั่วโมงที่ให้ผู้เรียนสามารถแบ่งเวลาได้เองตามความสะดวกอีกด้วย (ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์ส)

2.Elements of AI 

สำหรับอีกคอร์สใน Google Garage ที่ได้รับใบรับรองโดยตรงจาก Google ก็เป็นเรื่อง Elements of AI ที่พูดถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการใช้งานในด้านต่าง ๆ ของมันตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปจนถึงการใช้งานระดับสูงเลยทีเดียว อีกทั้งความเจ๋งก็คือคอร์สเรียนนี้ได้ถูกจัดทำโดยมหาวิทยาลัย Helsinki ของประเทศฟินแลนด์อีกด้วย สำหรับใครที่สนใจทำงานสาย IT สามารถลองจัดสรรค์เวลาเพื่อไปเรียนคอร์สนี้ได้เลยครับ (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์ส)

3.Google Ads

อีกหนึ่งคอร์สที่เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของคอร์สออนไลน์ทั้งหมดที่ทาง Google เปิดสอนนั่นคือ Google Ads นั่นเองซึ่งในคอร์สก็จะครอบคลุมตั้งแต่หลักการพื้นฐานของระบบ Google Ads แอปพลิเคชั่น Google Ads ต่าง ๆ ไปจนถึงการตามสถิติ และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ของ Google Analytics ที่จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ และสามารถนำไปใช้ในธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ได้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตรงนี้

4. Google Marketing Platform

คอร์สเรียนรู๋เกี่ยวกับ Platform ต่าง ๆ จอง Google Ads และวิธีการใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อไปพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ อีกทั้งในเรื่องการดีไซน์สื่อที่ใช้โฆษณาบน Google ไปจนถึงการดีไซน์เว็บไซต์ในการทำธุรกิจ ไว้สำหรับเพิ่มเติมสกิลและความรู้เกี่ยวกับ Google Ads มากขึ้น สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ตรงนี้ 

5.Google Analytics Academy

Google Analytics เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการใช้สังเกต และวิเคราะห์ความเปลื่ยนแปลงของข้อมูลและสถิติที่สำคัญต่อการทำโฆษณาออนไลน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีคอร์สครอบคลุมตั้งแต่ระดับเริ่มต้น (Beginner) ไปจนถึงระดับสูง (Advanced) สำหรับคนที่สำเร็จคอร์สข้างต้นมาหมดแล้ว เรียนคอร์ส Google Analytics ไปเสริมด้วยจะยิ่งทำให้เรซูเม่ของคุณยิ่งเจ๋งขึ้นไปอีกแน่นอน สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ตรงนี้

6. Google Ads Manager

Google Ads Manager เป็นเหมือนเครื่องมือศูนย์กลางในการควบคุมระบบโฆษณาทั้งหมดบน Google ด้วยคอร์สเรียนที่ลงลึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งหลังจากการเรียนจนจบคอร์สผู้เรียนจะสามารถ

1) ตั้งค่าเครือข่าย Ad Manager
2) สร้างพื้นที่โฆษณา แคมเปญโฆษณา และครีเอทีฟโฆษณาใน Ad Manager
3) ดำเนินการ คาดการณ์ และรายงานเกี่ยวกับแคมเปญโฆษณาโดยใช้ Ad Manager
4) จัดการการควบคุมคุณภาพโฆษณาในเครือข่าย Ad Manager
5) จัดการพื้นที่โฆษณาแบบเป็นโปรแกรมโดยใช้ Google Ad Manager
6) จัดการโฆษณาโดยใช้กฎและการป้องกันด้วย Google Ad Manager

นอกจาก 6 คอร์สที่เลือกมาให้ด้านบน ยังมีคอร์สย่อย ๆ มีมากมายให้ได้เลือกเรียนกันใครที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของ Google Garage และ Google Skillshop ได้เลยครับ ถ้ามี 6 คอร์สนี้ติด Resume ก็สามารถทำงานสายการตลาดไปจนถึงสายโฆษณาได้อย่างง่ายดายแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าบางคอร์สจะไม่ได้ใบ Certificate แต่ผู้ที่เรียนเสร็จแล้วก็สามารถนำไปใส่ใน Resume เพื่อตกแต่งสร้างความน่าเชื่อถือได้แน่นอนครับ 😆

แต่ว่านอกจากคอร์สเรียนออนไลน์ของทาง Google แล้ว Facebook Blueprint ก็เป็นอีกหนึ่งคอร์สทางเลือกสำหรับเด็กจบใหม่ที่หวังหางานสายการตลาด เพราะการตลาด Facebook เป็นอะไรที่เหมาะมากกับพฤติกรรมการเสพสื่อ และโฆษณาของสังคมไทย อีกทั้ง Facebook ก็ยังเคยให้ข้อมูลอีกด้วยว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการค้าขายแบบ Conversational Commerce (การค้าผ่านการสนทนา)

Facebook Blueprint

ไม่ใช่แค่นักศึกษาจบใหม่เท่านั้นนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องการสร้างรากฐานการตลาดออนไลน์ผ่าน Facebook เป็นหลักก็สามารถเรียนคอร์สออนไลน์ฟรีจาก Facebook Blueprint ได้ไม่ต้องเสียเงินเดือนละหลายหมื่นเพื่อจ้าง Agency มาทำงานที่คนหนึ่งคนที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอก็สามารถทำได้ โดย Facebook Blueprint จะแบ่งคอร์สออกเป็น 6 คอร์สหลัก ๆ ให้ผู้เรียนได้อ่านทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือที่ Facebook มีเอาไว้ให้สำหรับเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ที่จะสอนตั้งแต่วิธีการยิงโฆษณาสินค้าง่าย ๆ บน Facebook การใช้ Facebook for Business ไปจนถึงการเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ ที่จะสามารถนำไปปรับใช้ในสายงานหรือธุรกิจของตนเองได้ อีกทั้งคอร์สทั้งหมดนั้นยังมีเป็นภาษาไทยให้อ่านเพื่อให้ง่ายดายสำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษอีกด้วย

รายชื่อคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีของทาง Facebook Blueprint

หลังจากที่เรียนคอร์สต่าง ๆ หมดแล้วบน Facebook Blueprint ผู้เรียนก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้มาสอบในหน้า Facebook Blueprint Certificate เพื่อที่จะได้ตรารับรองโดยตรงจาก Facebook เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความรู้เกี่ยวกับการตลาด Facebook ของผู้เรียนโดยมีให้สอบถึง 8 ระดับด้วยกัน ซึ่งหลังจากสอบเสร็จก็สามารถเอาตัว Certification มาแต่ง Resume ให้ปังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโปรไฟล์ของผู้เรียนได้อีกด้วย แล้วก็อย่าลืมว่าทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องการเพียงเวลา ความตั้งใจ และอินเตอร์เน็ตก็สามารถเรียนได้ทุกคนเลย

หน้าการสอบวัดระดับความเชี่ยวชาญการตลาด Facebook รับรองโดย Facebook Blueprint

สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าการเรียนคอร์สออนไลน์ที่เอามาให้ดูทั้งหมดเหล่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเทียบเท่าประสบการณ์ทำงานจริงในสายงานการตลาดออนไลน์ แต่การที่ผู้สมัครงานมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ Platform การตลาดเหล่านี้ รับรองว่าจะสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้กับนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ว่างงานทั้งหลายให้มีความโดดเด่นเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่น ๆ แน่นอน เห็นแบบนี้แล้วก็ลองแบ่งเวลาซัก 2-3 ชั่วโมงต่อวันทยอยเรียนคอร์สพวกนี้ทีละคอร์ส รู้ตัวอีกที Resume ของคุณก็จะเต็มไปด้วยโปรไฟล์สวย ๆ แถมยังได้ความรู้ด้านการตลาดเพื่อไปทำงานในสายงานที่ต้องการได้อีกด้วยครับ

from:https://droidsans.com/new-grads-gain-more-job-interview-opportunity-after-finshed-online-course-with-google/

กูเกิลประกาศอัพเกรดบ็อต Googlebot ที่ไล่เก็บข้อมูลหน้าเว็บ รันบน HTTP/2

HTTP/2 ประกาศเป็นมาตรฐานมาตั้งแต่ปี 2015 และตอนนี้ก็ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายแล้ว (หน้าเว็บ Blognone ที่เห็นตอนนี้ก็ควรเป็น HTTP/2 ถ้าไม่ได้ใช้เบราว์เซอร์ที่เก่าจัดๆ)

กูเกิลจึงได้ฤกษ์ประกาศว่า Googlebot ที่ไล่วิ่งเก็บข้อมูลหน้าเว็บเพจทั่วอินเทอร์เน็ต จะเปลี่ยนมาเป็น HTTP/2 ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2020 เป็นต้นไป

กูเกิลบอกว่าการเปลี่ยนบ็อตเป็น HTTP/2 จะช่วยประหยัดทรัพยากรของเว็บเซิร์ฟเวอร์ลง เพราะเปิดการเชื่อมต่อ TCP เพียงครั้งเดียว ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เจ้าของเว็บไม่ต้องทำอะไรเพิ่มหากเว็บเซิร์ฟเวอร์รองรับ HTTP/2 อยู่แล้ว หากเซิร์ฟเวอร์ยังเป็นแค่ HTTP/1.1 บ็อตก็จะยังทำงานได้ตามปกติเช่นกัน

อ่านบทความอธิบายความแตกต่างของ HTTP/1.0, HTTP/1.1, HTTP/2.0 และ HTTP/3.0 ประกอบ

ที่มา – Google Webmaster

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118534