คลังเก็บป้ายกำกับ: GOOGLE

Amazon กลับมาขาย Chromecast บนเว็บไซต์ของตัวเอง ล่าช้าจากที่สัญญาไว้เกือบปี

Amazon เคยแบนห้ามขาย Apple TV และ Chromecast มาตั้งแต่ปี 2015 เพราะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับสินค้ากลุ่ม Fire TV ของตัวเอง แม้กลับลำในช่วงปลายปี 2017 ว่ายอมให้ขายแล้ว แต่เวลาผ่านมาเกือบปีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ล่าสุด Chromecast กลับมาขายบนหน้าเว็บ Amazon.com เรียบร้อย โดยมีขายทั้ง Chromecast (3rd gen) และ Chromecast Ultra ในราคาเท่ากับบนเว็บไซต์อื่นๆ

Amazon ไม่ได้อธิบายเหตุผลในเรื่องนี้ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเริ่มดีขึ้นแล้ว

ที่มา – Android Police

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107014

Advertisements

คุยกับ Kent Walker รองประธานกูเกิลถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวานนี้กูเกิลได้แถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกูเกิลและโรงพยาบาลราชวิถีถึงกรตรวจโรคเบาหวานขึ้นตา ผู้บริหารที่มาเปิดงานนี้คือ Kent Walker รองประธานอาวุโสและผู้บริหารฝ่ายกฎหมายของกูเกิล นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในคนผลักดัน AI Principle หรือหลักการพัฒนาและใช้งานปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิลที่กลายเป็นหลักการที่กูเกิลไม่ต่อสัญญาพัฒนาระบบให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

ภายใต้ความหวังว่าปัญญาประดิษฐ์จะมาเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น และความกลัวว่าปัญญาประดิษฐจะสร้างหายนะต่อมนุษยชาติ มุมมองของ Kent น่าจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทอย่างกูเกิลมีมุมมองต่อปํญญาประดิษฐ์ในอนาคต

No Description

กูเกิลไม่ต่อสัญญากับกลาโหมสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา แต่บริการปัญญาของกูเกิลจำนวนมากก็เปิดให้คนล็อกอินมาใช้งานได้เอง กูเกิลจะยอมรับได้ไหมหากหน่วยงานทหารอื่นมาใช้บริการเหล่านี้

เราผลักดันหลักการปัญญาประดิษฐ์ (AI principle) เพื่อบอกว่าเราจะปล่อยเครื่องมืออะไรสู่โลกภายนอกและเครื่องมืออะไรที่เราต้องคิดหน้าคิดหลังก่อน เพราะมีโอกาสที่จะมีคนนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ เรามาจัดงาน AI ในวันนี้ที่เราต้องมีการพูดคุยถึงเครื่องมือที่ใช้งานได้หลากหลาย และรูปแบบการใช้งานเฉพาะอย่าง

วันนี้เราเปิดเผยผลวิจัยงานของเราสู่สาธารณะ (หมายถึงงานวิจัยการวิเคราะห์เบาหวานขึ้นตา ช่วงเวลาสัมภาษณ์ยังไม่ถึงเวลาประกาศ) ที่มีประโยชน์ต่อคนทั่วไป แต่ขณะเดียวกันงานวิจัยพื้นฐานเหล่านี้ก็อาจถูกใช้ไปในทางที่ผิดด้วย และเราต้องคิดว่าจะมีการควบคุมอะไรได้บ้าง

เมื่อเราเปิดซอร์สเครื่องมืออย่าง Tensorflow เราเปิดทางให้มีนวัตกรรมจำนวนมาก แต่ก็มีการใช้งานในทางที่ผิด แต่เราคิดว่าประโยชน์ต่อสังคมทั้งด้านสาธารณสุข, พัฒนาเศรษฐกิจ, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เหล่านี้รวมกันแล้วเหนือกว่าความเสี่ยงของการใช้งานในทางที่ผิดมาก อย่างไรก็ตามเราคำนึงถึงการใช้งานในทางที่ผิดและคิดถึงหนทางที่จะเพิ่มการป้องกัน ขณะที่เราปล่อยเทคโนโลยีเหล่านี้ให้คนจำนวนมากใช้งาน

การป้องกันที่ว่าหมายถึงอะไรบ้าง?

การป้องกันเป็นเรื่องท้าทายในตัวมันเอง และตอนนี้ก็ยังเป็นช่วงเริ่มต้น เริ่มจากวิศวกรของเราเองจะพัฒนาอะไร พร้อมกับการสนับสนุนให้พูดคุยกันมากขึ้นว่าการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบใดที่ยอมรับและแบบใดที่ยอมรับไม่ได้

ตัวอย่างการพูดคุยเช่นเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ที่อาจจะนำไปใช้ในทางที่ดีอย่างการหาเด็กหาย หรีอการค้นหารูปภาพ ขณะเดียวกันก็อาจมีการใช้ไปสอดส่องคนในรูปแบบที่ไม่ถูกต้อง

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือกระทั่งประเทศใดประเทศหนึ่ง เป็นคำถามระดับเดียวกับการวิจัยทางการแพทย์ แนวทางเหล่านี้ไม่ได้แก้ด้วยการควบคุมทางกฎหมายอย่างเดียว แต่บริษัทเองก็ต้องมีแนวทางที่กำกับตัวเองไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

คิดว่าในอนาคตต่อไปอุตสาหกรรมอะไรที่จะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์อีกบ้าง

คำอธิบายหนึ่งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ คือถ้าเราใช้งานมันทุกวัน เราก็ไม่ได้เรียกมันว่าปัญญาประดิษฐ์อีกต่อไป ทุกวันนี้คนทั่วไปใช้งานระบบอัตโนมัติจำนวนมากที่เป็นปัญญาประดิษฐ์อยู่แล้ว เช่น จีเมลใช้ปัญญาประดิษฐ์, การแปลภาษาด้วย Google Translate หรือแม้แต่ระบบง่ายๆ อย่างประตูอัตโนมัติ เมื่อเรามองระบบ มันคือการหารูปแบบข้อมูลและตอบสนองข้อมูลนั้น

ดังนั้นเกือบทุกที่ที่ข้อมูลมีรูปแบบ และสามารถทำนายได้ว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นต่อไป ก็มีโอกาสที่จะมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทั้งสิ้น เช่น การเกษตรที่มีต้องทำนายว่าควรใส่ปุ๋ยเมื่อใด หรือการจัดการคงคลังสินค้าทำนายการสต็อกสินค้า

มีความกลัวว่าในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะครองโลก มองประเด็นนี้อย่างไร

เราคงหาการทำนายปัญญาประดิษฐ์ได้ทั้งที่ว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่ประเสริฐยิ่ง หรือเป็นเทคโนโลยีที่น่ากลัว แต่ในความเป็นจริงก็จะมีทั้งประโยชน์จริงจำนวนมากและความเสี่ยงอยู่จำนวนหนึ่ง เพราะโดยตัวคำว่าปัญญาประดิษฐ์เองก็เป็นคำที่กว้างมาก หลายคนใช้โดยหมายถึงหุ่นยนต์ไปด้วย

แต่โดยทั่วไปแล้ว ปัญญาประดิษฐ์จะทำงานที่ซ้่ำซากและน่าเบื่อแทนเรา และเปิดทางให้เราไปทำอะไรที่น่าสนใจขึ้น

ผมเองมองโลกในแง่ดีกว่าช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา สังคมโลกปรับตัวกับเทคโนโลยีมาได้เสมอ และเกิดงานใหม่ๆ ทุกวันนี้เรามีอาชีพอย่างนักออกแบบเกม พ่อผมเองมองว่าการทำงานต้องยกย้ายสิ่งของและเมื่อเขามองงานของผมที่ต้องพูดคุยกับคนจำนวนมาก เขาก็มองว่านี่ไม่ใช่งาน

กูเกิลประกาศหลักการปัญญาประดิษฐ์ และสนับสนุนให้บริษัทอื่นมีหลักการแบบเดียวกัน คิดว่าความน่ากลัวของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบไม่มีหลักการคืออะไร

ต้องย่้ำอีกทีว่าผมมองโลกในแง่ดีว่าปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสิ่งที่ดีได้มากมาย แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แบบเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่ทุกวันนี้เชื่อมคนเข้าด้วยกัน สร้างคุณค่าให้กับผู้คนและธุรกิจ แต่ก็มีคนนำไปใช้ในแง่ร้ายทั้งการก่อการร้ายหรือการใช้งานเป็นอันตรายอื่น

ปัญญาประดิษฐ์เองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เราพยายามลดความเสี่ยงให้ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ถ้าเราจะเปิดตัวรถไร้คนขับ เราอยากเปิดตัวให้มันช่วยชีวิตคน ไม่ใช่เน้นแต่วางตลาดให้ได้ก่อน แต่เราจะทำให้แน่ใจว่าเราทำได้ดีกว่าคนขับรถอย่างมาก

ตัวหลักการเองอีกด้านหนึ่งก็ดีต่อบริษัทเราเอง คนส่วนมากอยากทำงานที่ทำให้โลกดีขึ้น มีหลักการเช่นนี้ก็ทำให้วิศวกรที่อยากทำให้โลกให้ดีขึ้นอยากมาทำงานกับเรา

ควรมีกฎหมายควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ด้วยไหม

ที่ผ่านมาเราได้พูดคุยกับหน่วยงานและบริษัทจำนวนมากที่อยากให้แน่ใจว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม หลีกเลี่ยงการเลือกปฎิบัติ, ทำให้ปัญญาประดิษฐ์อธิบายได้

รัฐบาลเองก็เริ่มมีการศึกษาออกมาบ้างแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มวางแนวทางบางส่วน, ในยุโรปเองมีประเด็นการปกป้องข้อมูลกับปัญญาประดิษฐ์ โดยทั่วไปแล้วการพูดคุยก็มักเห็นตรงกันมากกว่าจะเห็นต่าง แต่การกำกับดูแลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราคงไม่อยากให้มีกฎมากำกับก่อนที่จะเข้าใจว่ากำกับอะไรเพราะจะกลายเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาโดยไม่จำเป็น ขณะที่ประโยชน์ของเทคโนโลยีนั้นมีมหาศาล

การพูดคุยในตอนนี้จึงเป็นเรื่องทีดี และเมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นแล้ว ถึงเวลานั้นรัฐบาลต่างๆ จะมีแนวทางที่ชัดเจนในการกำกับดูแลก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

ทุกวันนี้ข้อมูลการแพทย์มีการควบคุมมาก ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีทำได้ลำบากไหม

เราต้องยอมรับว่าความกังวลถึงข้อมูลนั้นมีเหตุผลของมันเอง และเราก็ต้องแน่ใจว่าตัวผู้ป่วยยินยอมให้ข้อมูลกับเรามาทำวิจัย แต่แนวทางนี้ก็ไม่ใช่แนวทางใหม่แต่อย่างใด การวิจัยทางการแพทย์ต้องขอความยินยอมผู้ป่วยอยู่แล้ว

เราทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการแพทย์สนับสนุนให้ผู้ป่วยยอมให้ข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และข้อมูลส่วนมากก็เป็นข้อมูลที่ตามกลับไปยังตัวผู้ป่วยไม่ได้ เช่น ข้อมูลการส่งผู้ป่วยกลับบ้านและการกลับมานอนโรงพยาบาลอีกครั้ง เราไม่ได้ต้องการข้อมูลรายละเอียดของตัวผู้ป่วยรายคน เช่น ชื่อหรือที่อยู่ แต่ข้อมูลที่ได้สามารถสร้างระบบที่ช่วยให้โรงพยาบาลตัดสินใจได้ดีขึ้น

แบบนั้นแล้วในอนาคตเราควรรณรงค์การให้ข้อมูล แบบเดียวกับการบริจาคเลือดเลยไหม

ผมคิดว่าจะมีประโยชน์มากหากมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ คนจำนวนมากไม่ตระหนักว่าข้อมูลที่นำไปทำวิจัยสามารถสร้างผลดีต่อสังคมรวมได้มากเพียงใด ขณะเดียวกันผลกระทบต่อตัวผู้เข้าร่วมก็ต่ำมาก การแชร์ข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตน ต่างจากการบริจาคอวัยวะหรือบริจาคเลือดมาก

หากมีการสื่อสารถึงประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น คนจำนวนมากก็น่าจะเข้าใจถึงประโยชน์มากชึ่น

ช่วงหลังเริ่มกระแสไม่ไว้ใจบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น คิดว่ากระแสแบบนี้จะลดลงไหม

ความไว้ใจหรือไม่ไว้ใจคงเปลี่ยนไปมาอยู่เรื่อยๆ และการทำนายอนาคตก็ทำได้ยากมาก มันมีช่วงเวลาที่ทุกคนพากันตื่นเต้นกับเทคโนโลยี และช่วงเวลาที่พบว่ามีคนนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ไม่ดี

เราหวังว่าเราจะสื่อสารออกไปได้ว่ามันมีความท้าทายที่ยาก เช่น การแสดงผลค้นหาเราก็อยากให้การแสดงผลทำได้ดีที่สุด ซึ่งหมายถึงการนำผลบางอย่างออกไป หรือ YouTube เองที่มีการใช้ในทางที่ไม่ดีหลายอย่าง เราเองพยายามสื่อสาร แสดงนโยบายว่าอะไรยอมรับได้ไม่ได้

มุมมองสังคมคงแกว่งไปมาเรื่อยๆ เราหวังว่าสังคมจะมองเทคโนโลยีด้วยมุมมองที่นิ่งขึ้น และเทคโนโลยีโดยรวมก็มีผลดีต่อสังคม คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างมาก เฉพาะ 30 ปีที่ผ่านมามีคนหลุดจากความยากจนอย่างมากถึงพันล้านคน

from:https://www.blognone.com/node/107008

[PR] บทความพิเศษ: การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย

บทบรรณาธิการ : Kent Walker, Senior Vice President, Global Affairs, Google

หลายปีก่อนผมได้ฟังการบรรยายของ Hans Rosling นักสถิติชื่อดังชาวสวีเดนที่ทำงานด้านการนำเสนอแผนภาพข้อมูล (Data Visualization) เขาฝันถึงแดชบอร์ดสำหรับวิกฤตทั่วโลก เขากล่าวว่า “เรามีแดชบอร์ดสำหรับรถยนต์แล้ว แต่เรายังไม่มีแดชบอร์ดสำหรับปัญหาใหญ่ๆ ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่”

วันนี้แดชบอร์ดที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว เรากำลังผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการประมวลผลข้อมูล เครื่องมือเหล่านี้เริ่มช่วยให้เราเข้าใจวิกฤตที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราระบุรูปแบบต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อม เยียวยา หรือแม้กระทั่งป้องกันวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ด้านความยั่งยืน เราอยู่ในจุดที่ AI กำลังพัฒนาความสามารถของมนุษยชาติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามที่ Hans Rosling คิดไว้

หลายศตวรรษที่ผ่านมาผู้คนได้ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับความเสี่ยงและความท้าทายไปด้วย การยืนกรานว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่มีความเสี่ยงคือการปฏิเสธความก้าวหน้าของมนุษย์ ไฟฟ้าทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ แต่ก็สามารถก่อให้เกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดใช้ไฟฟ้า แต่หมายความว่าเราต้องใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับ AI ที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันเทียบได้กับการที่บรรพบุรุษของเราหาวิธีใช้ไฟฟ้าหรือไฟ เราจะใช้ประโยชน์จาก AI และป้องกันผลกระทบของมันไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องมีการพัฒนา AI อย่างครอบคลุม บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายมีหน้าที่ในการเพิ่มจำนวนพนักงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง Google ด้วย และพวกเขาควรเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่นอกองค์กรได้ใช้เครื่องมือในการสร้าง AI อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสังคม สำหรับ Google เรามี TensorFlow แมชชีนเลิร์นนิงเฟรมเวิร์กแบบโอเพนซอร์สที่ให้บริการฟรีสำหรับทุกคน

นอกจากนี้เรายังมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีด้วยความรับผิดชอบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทีมงานของเราได้เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบนี้ต้องมาก่อนการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เราต้องการที่จะสร้างกฎบัตรจริยธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร และแบ่งปันค่านิยมของเราสู่สังคม ในปีนี้เราได้ประกาศหลักการในการพัฒนา AI ซึ่งเป็นกฎบัตรจริยธรรมสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ของ Google

หลักการเหล่านี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของเราเกี่ยวกับประเภทของฟีเจอร์ที่เราควรต้องสร้างและการค้นคว้าวิจัยต่างๆ ที่เราควรต้องดำเนินการ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอาจมีประโยชน์เช่นเดียวกับเทคโนโลยีและเครื่องมืออํานวยความสะดวกใหม่ๆ ที่ช่วยตามหาคนหาย รวมทั้งแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่นำไปใช้ได้หลายด้าน เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเป็นไปตามหลักการและค่านิยมขององค์กรของเรา และเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบในเชิงลบ เรายังได้ร่วมมือกับองค์ต่างๆ เพื่อ

ระบุและแจกแจงความท้าทายเหล่านี้ ที่ Google เราได้พิจารณาข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนโยบายที่สำคัญต่างๆ ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้ API สำหรับการจดจำใบหน้าบน Google Cloud 

หลักการในการพัฒนา AI ประการแรกของเราคือเทคโนโลยีที่เรากำลังพัฒนาอยู่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ปัจจุบัน AI ได้ผนวกรวมเข้ากับแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก เช่น แอปพลิเคชัน Google Translate ที่ช่วยให้ผู้จากหลากหลายภาษาสามารถสื่อสารกันได้ แต่นอกเหนือจากการทำให้ชีวิตง่ายและสะดวกสบายขึ้นแล้ว AI ยังสามารถใช้ในการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ด้วย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการนำเทคโนโลยีของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น การพยากรณ์น้ำท่วมในอินเดีย การอนุรักษ์ประชากรนกที่ใกล้สูญพันธุ์ในนิวซีแลนด์ และการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมายในประเทศอินโดนีเซีย

เราตระหนักดีว่ามีความคิดที่ยอดเยี่ยมมากมายที่ไม่ได้รับการต่อยอดให้เกิดประโยชน์ขึ้นจริงเนื่องจากขาดทรัพยากรที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เปิดตัวโครงการ Google AI Challenge Impact ที่เปิดโอกาสให้องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร องค์กรทางสังคม และสถาบันการวิจัยทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ในสังคม เราจะช่วยเปลี่ยนแนวคิดที่ดีที่สุดให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ Google พร้อมด้วยเงินทุนสนับสนุนจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Google.org 

การพัฒนา AI จำเป็นต้องมีผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักพัฒนา หรือนักวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การพัฒนา AI ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหมายถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมในการนิยามความหมายของสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือของรัฐบาลมีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากบทบาทสำคัญของรัฐในการจัดหาสินค้าสาธารณะและการควบคุมอุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับในประเทศไทยเรากำลังเริ่มโครงการที่น่าตื่นเต้นในการใช้ AI เพื่อป้องกันภาวะตาบอดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 5 ล้านคน และ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้ตาบอดถาวรได้ แต่ในประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตาเพียง 1,400 คนเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถช่วยผู้ป่วยจากการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น เราได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการนำร่องที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง  

ประการสุดท้าย เราจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนา AI จะต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมีการเติบโต ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบและการประยุกต์ใช้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลทั้งหมดในสังคม กรอบการกำกับดูแลเหล่านี้ต้องเกิดจากกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาคอุตสาหกรรม

แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลการพัฒนา AI แต่หากมองระดับภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกยังขาดกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอในการพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นนี้ อีกหนึ่งการดำเนินงานของเราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ UNESCAP คือการมอบเงินทุนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific AI for Social Good Research Network) เครือข่ายนี้จะนำนักวิชาการชั้นนำจากสมาคมมหาวิทยาลัยภาคพื้นแปซิฟิก (Association of Pacific Rim Universities) มารวมตัวกันเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ AI เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และสร้างกรอบการกำกับดูแล นอกจากนี้ยังจะเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ กับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน

เราหวังว่าเครือข่ายการวิจัยด้าน AI เพื่อประโยชน์ต่อสังคมนี้จะกลายเป็นระบบนิเวศที่มีความร่วมมือกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคเอเชียแปซิกเพื่อพิจารณาว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร ประเด็นที่ว่า AI จะได้รับการพัฒนาและนำไปใช้อย่างไรเป็นเรื่องที่สำคัญมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนแล้วว่าเราจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างมีความรับผิดชอบ ลดความเสี่ยงในการใช้งานที่ไม่เหมาะสม และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของมันได้อย่างไร

from:https://www.techtalkthai.com/utilizing-artificial-intelligence-in-thailand/

Google ร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี พัฒนาระบบ AI วิเคราะห์ภาวะเบาหวานขึ้นตา

สถิติปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึงกว่า 5 ล้านราย แต่ว่าประเทศเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตาเพียงแค่ 1,400 รายเท่านั้น จึงทำให้การรักษาไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย ซึ่งวันนี้ได้มีการจับมือร่วมตกลง เซนต์สัญญา MOU กันระหว่าง Google และ UN-ESCAP นำเทคโนโลยีระบบ AI ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยทำประโยชน์ให้กับสังคมในเอเชียแปซิฟิก และสำหรับประเทศไทย ตอนนี้ก็กำลังร่วมพัฒนากับโรงพยาบาลราชวิถีเรื่องการวิเคราะห์ตคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นตาให้ผู้ป่วยอยู่ค่ะ

ถ้าลองมองกันดีดีโครงการนี้เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เพราะทุกประเทศในเอเชียแปซิฟิกก็มีการตื่นตัว และ เริ่มปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บางคนอาจจะยังไม่ตื่นตัว หรือ ยังไม่เข้าใจ อยากให้ลองมองย้อนกลับไปเมื่อ 5 – 10 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีก็เข้ามาเปลี่ยนชีวิตพวกเราเช่นกัน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือ เรียกว่าแทบจะทุกเรื่องเลยก็ว่าได้

ลองมองจากกรณีของโทรศัพท์มือถือก็ได้ เมื่อสิบปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้ เทคโนโลยีได้นำพาความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเยอะมาก ค่อยๆเปลี่ยน ค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เกิดโซเชียลมีเดีย การขายของออนไลน์ การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้น และพวกเราก็ค่อยๆซึมซับ และ ปรับตัวให้เข้ากับมันได้ จนถึงตอนนี้เทคโนโลยี AI ก็กำลังเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เช่นกันค่ะ

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าสำหรับประเทศไทยทาง Google ได้สนใจการพัฒนาเรื่องการตรวจเบาหวานขึ้นตาของผู้ป่วย โดยเป็นการร่วมมือกับโรงพยาบราชวิถี ทั้งนี้เพราะบ้านเราเองมีฐานทรัพยากรทางข้อมูลอยู่เยอะมากเพียงพอให้ทางกูเกิ้ลนำไปต่อยอด ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วทางรัฐบาล และ กระทรวงสาธารณะสุขเองก็มีเป้าหมายในการลดจำนวนผู้ป่วยที่เกิดอาการเบาหวานขึ้นตาจนถึงขั้นตาบอดจากโรคเบาหวานไว้ในแต่ละปีอยู่แล้วด้วย ประจวบเหมาะกับการที่กูเกิ้ลยื่นมือเข้ามาช่วยกันพัฒนาเรื่องนี้ให้กลายเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ จากเทคโนโลยี และ ทรัพยากรที่มีอยู่

สำหรับระบบที่กำลังพัฒนาอยู่นี้จะทำงานโดยการถ่ายรูปจอตาเรตินาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน แล้วจะใช้ระบบ AI มาวิเคราะห์ โดยเจ้า AI จะได้เรียนรู้ Deep Learning จากการที่กูเกิ้ลจ้างผู้เชี่ยวชาญทางดวงตามาวิเคราะห์ภาพเรตินาของผู้ป่วยกว่า 130,000 ภาพ และ วินิจฉัยอีก 880,000 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลนั้นไปฝึกเพื่อเรียนรู้อัลกอริธึม มีการจัดเลเวลระดับความเสี่ยงในการเกิดอาการเบาหวานขึ้นตาทั้งหมด 5 ระดับ

ซึ่งจากการเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้ AI สามารถทำงานได้รวดเร็ว และ แม่นยำมากถึง 90% มากกว่าผลจากการฝึกบุคคลากรที่มีความแม่นยำประมาณ 85% และ รวดเร็วกว่าประมาณ 70% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความแม่นยำ และ ประสิทธิภาพสูงสุง ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งบุคคลากร และ  AI ไม่ใช่การมาแทนของสิ่งใดหรือสิ่งหนึ่ง ทั้งสองอย่างยังคงต้องมีการทำงานร่วมกัน

จากผลเปอร์เซนต์ที่อ้างอิงด้านบน ต้องบอกว่านี่คือการศึกษา และ พัฒนาจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วจากรูปเรตินาของผู้ที่เข้าร่วมทดลองโครงการ มีรูปเก็บอยู่ในคลัง ไม่ได้เกิดจากการวินิจฉัยแบบเรียลไทม์ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อาจจะยังตอบไม่ได้ ว่าความแม่นยำ และ ประสิทธิภาพของหน้างานเมื่อตรวจจริงๆ จะเป็นอย่างไร โดยกระบวนการจะเป็นการอัพโหลดภาพเรตินาขึ้นไปในคลาวให้ AI ประมวลผลจากฐานข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง (ลืมแบบเดิมๆ ไปได้เลย ที่ต้องตรวจ หรือ เอ็กซเรย์แล้วเอาข้อมูลใส่ซีดีไปให้หมอวินิฉัย) ต้องรอดูกันว่าหากหลังจากนี้การพัฒนาที่เดินหน้าอยู่จะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

เทคโนโลยีนอกจากจะล้ำสมัย รวดเร็ว เฉลียวฉลาดแล้ว เรื่องความปลอดภัย หรือ การถูกนำไปใช้อย่างผิดวิธีก็เป็นอีกเรื่องที่ทั้งกูเกิ้ล และ ประเทศต่างๆก็มีขอบเขตออกมารองรับตรงนี้เพื่อป้องกันไว้เช่นกัน อย่างเช่น พรบ. Sandbox หรือ กระบะทราย ที่เป็นการอนุญาติให้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้รู้ถึงผลกระทบที่เกิด หรือ กฏของทางกูเกิ้ลเองก็เช่นกัน ข้อมูลที่ได้มาจะไม่มีการระบุตัวตน จะไม่นำข้อมูลไปเผยแพร่ มีขอบเขต และ วัตถุประสงค์ เท่าไหน ทำอะไร ไม่ทำอะไร ไม่นำข้อมูลที่ได้ไปทำอย่างอื่น 

ทาง Google Health เองก็ยินดีอย่างยิ่งสำหรับโครงการนี้ที่ร่วมกันกับโรงพยาบาลราชวิถี นำร่องการใช้เทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ไม่ให้เกิดการสูญเสีย หรือพยายามลดให้น้อยลง เพื่อประโยชน์กับสังคม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งทางกูเกิ้ล ทุนจากกูเกิ้ล ทางรัฐบาลไทย ผู้สนับสนุนเครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และ ฮีโร่อย่างคุณหมอ และ พยาบาลผู้เสียสละ เข้าร่วมโครงการนี้

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว หลายๆ ประเทศในเอเชียแปซิฟิกก็มีโครงการที่นำ AI มาใช้ เป็นที่นิยม และ น่าสนใจเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น หากใครสนใจ อยากจะเรียนรู้โครงการของประเทศอื่นๆ หรือ มีไอเดียที่อยากจะนำ AI มาต่อยอด ก็สามารถส่งไอเดียให้ทางกูเกิ้ลได้ที่นี่เลยค่ะ AI Google impact challenge

from:https://droidsans.com/google-collaborating-rajavthii-hostpital-bring-ai-dr-screening-in-thailand/

บทสรุป 10 เรื่องราว คนไทยค้นหาอะไรมากที่สุดใน Google ปี 2018

Google เปิดเผยคีย์เวิร์ดที่คนไทยค้นหามากที่สุดในแห่งปี 2018 บุพเพสันนิวาสครองแชมป์ ตามด้วยบอลโลก 2018 และเมีย 2018

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2018 แล้ว Google จึงทำการสรุปเรื่องราว หรือคำที่คนไทยค้นหามากที่สุดแห่งปี แบ่งออกเป็น 10 หมวดหมู่ ได้แก่ คำค้นหาประจำปี, ข่าวในประเทศ, บุคคล, รายการโทรทัศน์, ทีมฟุตบอล, เพลง, สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ, How-to, ราคา และร้านค้า

โดยที่คำที่คนไทยค้นหามากที่สุดประจำปีนี้ก็คือ “บุพเพสันนิวาส” กลายเป็นละครแห่งปีที่คนสนใจมากที่สุด สร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาว์นไปอยู่พักใหญ่ ตามมาด้วยฟุตบอลโลก 2018 และเมีย 2018

สังเกตได้ว่าคำที่คนไทยค้นหามากที่สุดส่วนใหญ่ยังเป็นละครโทรทัศน์ จากทั้งหมด 10 อันดับเป็นชื่อละคร 7 อันดับ ที่เหลือเป็นข่าวกระแสทั่วไปในสังคม

เช่นเดียวกันกับปี 2017 ก็มีคำค้นหายอดนิยมเป็นละคร “เพลิงบุญ” และอันดับอื่นๆ ก็มีละคร รายการโทรทัศน์ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยยังคงดูทีวี หรือละครอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมมาดูบนออนไลน์ หรือดูย้อนหลังกันมากขึ้น

บุพเพสันนิวาส - ขอบคุณภาพจากเพจ ช่อง 3
บุพเพสันนิวาส – ขอบคุณภาพจากเพจ ช่อง 3

คำค้นหาประจำปี

1. บุพเพสันนิวาส
2. บอลโลก 2018
3. เมีย 2018
4. เลือดข้นคนจาง
5. สัมปทานหัวใจ
6. เกมเสน่หา
7. หวย 30 ล้าน
8. โอ วรุฒ
9. ลิขิตรัก
10. เด็กใหม่

ข่าวในประเทศ

1. ข่าวถ้ำหลวง 13 ชีวิต
2. ข่าวหวย 30 ล้าน
3. ข่าวน้องอิน
4. ข่าวโอ วรุฒ
5. ข่าวนิว วงศกร
6. ข่าวเจ้าสัววิชัย
7. ข่าวราคาทอง
8. ข่าวเรือล่มภูเก็ต
9. ข่าวกัปตัน
10. ข่าวหมอปลาเสียชีวิต

บุคคล

1. แมท ภีรนีย์
2. กัปตัน ชลธร
3. BNK48
4. สายป่าน
5. ครูบา บุญชุ่ม
6. บอย สกล
7. ภาคิน
8. เบลล่า
9. ติ๊ก Big Brother
10. โป๊ป ธนวรรธน์

รายการโทรทัศน์

1. บุพเพสันนิวาส
2. เมีย 2018
3. เลือดข้นคนจาง
4. สัมปทานหัวใจ
5. เกมเสน่หา
6. ลิขิตรัก
7. เด็กใหม่
8. ล่า
9. หนึ่งด้าวฟ้าเดียว
10. บาปรัก

ทีมฟุตบอล

1. ฝรั่งเศส
2. โครเอเชีย
3. บราซิล
4. เบลเยียม
5. เลสเตอร์ซิตี้
6. อาเจนติน่า
7. ยูเวนตุส
8. อาเซนอล
9. ลิเวอร์พูล
10. แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เพลง

1. ปานามา
2. ประเทศกูมี
3. คุกกี้เสี่ยงทาย
4. วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า
5. ซ่อนกลิ่น
6. นอกจากชื่อฉัน
7. ถอย
8. ภาวะแทรกซ้อน
9. รักควายๆ
10. ช้ำคือเรา

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ

1. เขาค้อ
2. เขาใหญ่
3. อยุธยา
4. น่าน
5. กรุงเทพมหานคร
6. พัทยา
7. เชียงใหม่
8. สุราษฎร์ธานี
9. หัวหิน
10. เชียงคาน

How-to

1. วิธีทําเกี๊ยวน้ำ
2. วิธีกดเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
3. วิธีนุ่งโจงกระเบน
4. วิธีทําหมูโสร่ง
5. วิธีทำขนมเข่ง
6. วิธีทําบัวลอย
7. วิธีทําน้ำปลาหวาน
8. วิธีกําจัดแมลงหวี่
9. วิธีพับแบงค์เป็นดอกกุหลาบ
10. วิธีไหว้ตรุษจีน

ราคา

1. ดอกมุราคามิ
2. iPhone 8
3. Honda PCX 2018
4. Mitsubishi XPANDER
5. ทองครึ่งสลึง
6. Netflix
7. MG XS
8. แบตเตอรี่รถยนต์
9. เสื้อบอลโลก 2018
10. Nissan MARCH

ร้าน

1. ร้านกาแฟชายทุ่ง
2. ร้านป้าบุญล้อม
3. ร้านตู้กับข้าว
4. ร้านลมโชย
5. ร้านโรงพัก
6. ร้านแสงแดด
7. ร้านสายลม บางปู
8. ร้านปูเป็น
9. ร้านเปิ้ลนาคร
10. ร้านใส่นม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/google-year-in-search-2018/

เกิดเหตุไฟไหม้สำนักงาน Google ในจีน

เกิดเหตุไฟไหม้สำนักงาน Google ในประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจงกวนชุน (Zhongguancun) ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 11 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเหตุไฟไหม้บนดาดฟ้าอาคาร เกิดเป็นกลุ่มควันสีดำทึบขนาดใหญ่

โดยพนักงานในอาคารถูกสั่งให้อพยพออกมาจากอาคาร แต่ต่อมากลับอนุญาตให้กลับเข้าอาคารได้ในภายหลัง ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด

โดยเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสำนักงานใหญ่ Facebook โดนขู่วางระเบิด แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบระเบิดแต่อย่างใด และเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ CEO ของ Google Sundar Pichai ได้เข้าให้การในสภาคองเกรส ยังรวมถึงอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กรณีรองประธาน Huawei ถูกจับในแคนาดาอีกด้วย

ที่มา: RT

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106986

Google AI จับมือ รพ.ราชวิถี ทำวิจัยใช้ AI วิเคราะห์เบาหวานขึ้นตา ได้ผลแม่นยำถึง 97%

ตั้งแต่งาน Google I/O 2018 กูเกิลเปิดตัวโครงการวิจัยที่ใช้ AI วิเคราะห์อาการเบาหวานขึ้นตา ด้วยการใช้ AI อ่านภาพถ่ายนัยน์นาและวิเคราะห์ว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ และเปิดเผยในภายหลังว่าจะทำวิจัยในประเทศไทยด้วย

วันนี้กูเกิลแถลงข่าวประกาศความร่วมมือกับโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทดลองทางคลินิกกับผู้ป่วยในพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศ

No Description

นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดวงตา ระบุประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 4-5 ล้านคน ซึ่งทุกคนมีความเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (diabetic retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้ตาบอดได้

ภาวะนี้สามารถป้องกันได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้แค่ประมาณ 1,400 คน แถมส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และไม่ครอบคลุมผู้ป่วยที่อยู่ทั่วประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ป่วยจะตาบอดไปก่อนเข้ามาตรวจด้วยซ้ำ

ดังนั้นหากใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์ภาพถ่ายดวงตาและสร้างโมเดล machine learning เพื่อเรียนรู้รูปแบบ จนสามารถแยกแยะความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีขึ้นมาก

ประเทศไทยมีโครงการคัดแยกผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอประสาทตามาตั้งแต่ปี 2000 และเริ่มงานวิจัยกับกูเกิลมาตั้งแต่ปี 2017 โดยยังเป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังเพื่อพิสูจน์ว่าโมเดลถูกต้อง พอในปี 2018 ก็จะเริ่มการวิจัยเพื่อพยากรณ์ล่วงหน้าว่าผู้ป่วยจะเกิดอาการหรือไม่

นพ.ไพศาล ระบุว่าโมเดลของ AI ของกูเกิลสามารถตรวจจับภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้แม่นยำกว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกมาแล้วอย่างมาก (ความแม่นยำ 97% vs 74%)

ในขั้นถัดไปจึงจะขยายผลการทดลองไปเป็นการทดลองทางคลินิก (clinical trial) โดยเริ่มจากพื้นที่แรกที่โรงพยาบาลคลองหลวง จ.ปทุมธานี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2018 และขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น (จังหวัดถัดไปคือเชียงใหม่)

No Description

No Description

No Description

No Description

Lily Peng ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Google Health และผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ระบุว่านอกจากในประเทศไทยแล้ว กูเกิลยังเริ่มทดลองทางคลินิกในประเทศอินเดีย โดยได้รับการสนับสนุนจาก Verily บริษัทลูกในเครือ Alphabet ส่วนเหตุผลที่เลือกไทยและอินเดีย เป็นเพราะทั้งสองประเทศมีโครงการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานในระดับชาติอยู่ก่อนแล้ว จึงต่อยอดไปยังการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

No Description

Jay Yagnik ผู้บริหารตำแหน่ง Vice President and Engineering Fellow at Google ที่รับผิดชอบดูแลงานในโครงการ Google AI ระบุว่าหลังเทคโนโลยี AI มีความก้าวหน้ามากขึ้น การนำ AI มาวิจัยในด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน AI for Social Good ของกูเกิลที่ต้องการนำ AI มาแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และสุขภาพ ตัวอย่างโครงการย่อยภายใต้ AI for Social Good ได้แก่การใช้ AI มาช่วยพยากรณ์น้ำท่วมที่เขต Patna ในอินเดีย หรือการใช้ AI ช่วยพยากรณ์ aftershock ล่วงหน้า หลังการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เพื่อให้อพยพคนได้ทัน

นอกจากโครงการวิจัยของกูเกิลเองแล้ว กูเกิลยังสนับสนุนให้หน่วยงานอื่นๆ นำ AI ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ด้วย ผ่านเครื่องมือที่กูเกิลสร้างขึ้นและโอเพนซอร์สให้ทุกคนไปใช้งาน (เช่น TensorFlow) ซึ่งก็มีคนนำไปใช้วิจัยหลากหลายด้าน เช่น มีนักศึกษาในแคลิฟอร์เนียทำอุปกรณ์ติดต้นไม้ อ่านค่าสัญญาณต่างๆ เพื่อพยากรณ์การเกิดไฟป่า หรือแอพ Ubenwa ที่วิเคราะห์อาการป่วย birth asphyxia ของเด็กทารกแรกเกิด จากเสียงร้องของทารก

from:https://www.blognone.com/node/106979