คลังเก็บป้ายกำกับ: GOOGLE

Android 11 จะบังคับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รองรับ Seamless Update อัพเดตแล้วสลับพาร์ทิชัน

Android มีฟีเจอร์ Seamless Update ที่เป็นการอัพเดต OS ในอีกพาร์ทิชัน รีบูตแล้วสลับพาร์ทิชันทันทีเพื่อความรวดเร็ว มาตั้งแต่ Android 7.0 ที่ออกในปี 2016 และเริ่มใช้กับมือถือตระกูล Pixel มาหลายปีแล้ว

เนื่องจากกูเกิลไม่ได้บังคับให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องใช้ฟีเจอร์นี้ ทำให้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น (แม้แต่ซัมซุงรุ่นเรือธง) ก็ไม่ได้งานตามไปด้วย แต่ล่าสุดสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะ Android 11 จะเริ่มบังคับแล้ว

กูเกิลยังไม่ประกาศเรื่องนี้ออกมาตรงๆ แต่มีคนตาดีไปเจอโค้ดใน Android Open Source Project ว่าบังคับทำ Virtual A/B ตอน Android 11 (Android R) เปิดตัวแล้ว

โค้ดส่วนนี้อยู่ใน Vendor Test Suite (VTS) ที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องรันให้ผ่าน มิฉะนั้นจะไม่สามารถพ่วง Google Mobile Services ไปกับเครื่องได้

ที่มา – Android Open Source Project via xda

from:https://www.blognone.com/node/115695

Google เตรียมพัฒนาแอป Chrome สำหรับมือถือ Android ที่มี 2 จอ ให้เปิดใช้งานแยกกันได้แบบอิสระ

ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นมือถือ Android ที่มีหน้าจอล้ำๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือจอพับ Galaxy Fold, Z Flip, Mate X หรือจะเป็นมือถือที่มี 2 หน้าจออย่าง Microsoft Surface Duo (ที่ไม่ยอมวางขายซักที) หรือ LG V60 ThinQ ที่มากับอุปกรณ์เสริมแปลงร่างเป็นมือถือ 2 จอได้ ซึ่งล่าสุดก็ได้มีรายงานออกมาว่า Google กำลังพัฒนาให้แอป Chrome สามารถแยกการใช้งานแบบ 2 หน้าต่าง บนมือถือที่มี 2 จอ ได้แบบอิสระ

จุดประสงค์ของเหล่ามือถือ 2 หน้าจอ (ที่แม้จะยังไม่ได้มีหลายรุ่นนัก) ก็คือการทำงานแบบ Multitasking ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้คล้ายๆ กับการใช้งานบน PC หรือโน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอใหญ่ๆ แต่ติดตรงที่หลายๆ แอปของระบบ Android ยังไม่รองรับการใช้งานแบบนั้น หรือถ้าจะให้ใช้ได้ก็ต้องใช้แอปอื่นๆ เข้ามาช่วยด้วย

รวมถึงแอปบราวเซอร์อย่าง Chrome ที่ไม่สามารถแยกการใช้งานออกเป็น 2 หน้าต่างได้เช่นกัน ต้องคอยสลับ Tab ด้านบนไปมา เปิดพร้อมกัน 2 เว็บแล้วดูไปพร้อมๆ กันไม่ได้เหมือนกับที่ใช้บนคอมพิวเตอร์ หรือถ้าอยากทำแบบนั้นก็ต้องไปหาแอปบราวเซอร์อื่นมาลงเพิ่ม แล้วใช้โหมด Split-Screen เอาเอง

เปิด 2 เว็บพร้อมกันด้วย Chrome และ Firefox

ซึ่งทาง Google ก็น่าจะเห็นถึงการมาของเทรนด์มือถือจอพับ และมือถือแบบ 2 จอ จึงได้เริ่มพัฒนาแอป Chrome สำหรับ Android ให้สามารถใช้งานแยกกันได้อิสระ 2 หน้าต่างแล้ว โดยการปรับปรุงดังกล่าวจะทำให้มือถือที่มี 2 หน้าจอ สามารถเปิดหน้าต่าง Chrome แยกกันได้ในแต่ละจอ ด้วยตัวเลือก “Move to other window” และถ้าหากอีกหน้าจอถูกพับหรือถอดเก็บไป หน้าต่าง Chrome ก็จะถูกยุบรวมกันอยู่ในหน้าจอเดียวเหมือนเดิม

LG V60 ThinQ พร้อมอุปกรณ์เสริม Dual-Screen

ก็ต้องรอดูกันไปครับว่าฟีเจอร์ดังกล่าวจะมีให้ใช้เฉพาะกับมือถือ 2 จอ (ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แทบจะนับรุ่นได้เลย) หรือจะสามารถใช้งานกับเหล่ามือถือจอพับ รวมถึงแทบเล็ตจอใหญ่ๆ ได้ด้วยรึเปล่า เพราะมันจะช่วยให้ใช้งานต่างๆ ได้สะดวกกว่าเดิมมากๆ เลยล่ะ

 

ที่มา : 9to5Google

from:https://droidsans.com/google-chrome-android-multiple-displays-separate-tabs/

เปิดยอดคำฮิตคนไทย ค้นหาเกี่ยวกับไวรัสผ่าน Google ในเดือนมีนาคม คนไทยค้นหาอะไรบ้างมาดูกัน

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยพบการระบาดระลอกใหญ่ของไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19 กันอย่างจัง มีการประกาศภาวะฉุกเฉินในการรับมือหลายมาตรการจากรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยเป็นอย่างมาก

ด้วยความสงสัยรวมถึงการพยายามจะทำความเข้าใจเพื่อรับมือกับวิกฤตในครั้งนี้กันได้มากขึ้น ทำให้คนไทยสนใจศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยมี Google เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลตัวหลัก จนมียอดผู้ใช้งานคำค้นหาที่เกี่ยวกับ COVID-19 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทาง Google ก็ได้เผยคำค้นหายอดนิยมและคำถามที่ได้รับความสนใจเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วยการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเป็นรูปแบบ Infographic ออกมาให้ดูกันครับ

ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญของคำค้นหาคนไทย

  • ประเทศไทยติดอันดับที่ 230 จาก 250 ประเทศหรือภูมิภาคพิเศษที่มีความสนใจค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในเดือนมีนาคม

  • วันที่ 15 มีนาคม เป็นวันที่ผู้คนให้ความสนใจค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • กระบี่มีการค้นหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนามากที่สุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตามมาด้วยพังงา และภูเก็ต

  • การค้นหา “ค่าสถิติโลกตามเวลาจริงของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา” พุ่งขึ้นมากกว่า 3,900% ในเดือนมีนาคม

  • การค้นหา “สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด” พุ่งขึ้นมากกว่า 3,700% ในเดือนมีนาคม

  • การค้นหา “การติดตามสถานะผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา” เพิ่มขึ้นมากกว่า 960%

  • การค้นหา “ข่าวไวรัสโคโรนาในประเทศไทย” เพิ่มขึ้นมากกว่า 610%

ข่าว: เปิดยอดคำฮิตคนไทย ค้นหาเกี่ยวกับไวรัสผ่าน Google ในเดือนมีนาคม คนไทยค้นหาอะไรบ้างมาดูกัน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/04/08/google-thai-trend-search-march.html

กูเกิลปล่อย Chrome 81: แสดงจำนวนการแจ้งเตือน, Web NFC, WebXR (VR/AR)

กูเกิลกลับมาปล่อย Chrome 81 ตามที่ประกาศไว้ และเป็นเวอร์ชั่นก่อนข้ามเวอร์ชั่น 82 ไปเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีฟีเจอร์หลัก 3 รายการ ได้แก่

  • WebXR Hit testing: รองรับการวางวัตถุเสมือนให้ติดกับวัตถุในโลกจริง
  • App icon badging: แสดงจำนวนการแจ้งเตือนในแอปว่ามีข้อความรออ่านจำนวนเท่าใด
  • Web NFC: มี API จริงให้ทดลองใช้งานครั้งแรก นักพัฒนาสามารถอ่านแท็ก NFC จากในเว็บได้ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด

เวอร์ชั่นนี้ Pete LePage เจ้าหน้าที่ Developer Advocate ของ Chrome ยังต้องบรรยายสาธิตฟีเจอร์ใหม่ๆ จากที่บ้านของเขาในนิวยอร์กอีกด้วย

ที่มา – Google Developer

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/115681

Google ปล่อยอัพเดต Pixel 4 ปลดล็อคใบหน้าบังคับต้องลืมตา

Google ปล่อยอัพเดตให้ Pixel 4 เพิ่มความปลอดภัยในการปลดล็อคใบหน้าด้วยการบังคับให้ต้องลืมตาแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของอัปเดตเดือนเมษายน โดยผู้ใช้งานสามารถปิดบังคับลืมตาได้ในตัวเลือกปลดล็อกใบหน้า

ตอน Google เปิดตัว Pixel 4 บอกว่าจะปล่อยฟีเจอร์นี้ให้หลังเปิดตัวในไม่กี่เดือน

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/115665

Google ปล่อย Local Home SDK ตัวจริง ย้ายการประมวลผลคำสั่งมาไว้ที่ Google Home

Google ปล่อย Local Home SDK v1.0 ตัวเต็มออกมาแล้วหลังเปิดตัวใน Google I/O และปล่อยพรีวิวตั้งแต่ปีที่แล้ว

ตัว SDK จะช่วยให้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่เชื่อมต่อ Google Assistant ย้ายการประมวลผลคำสั่งจากคลาวด์มาเป็นบนอุปกรณ์ Google Home (Nest) อย่างลำโพงอัจฉริยะหรือ Smart Display แทน ขณะที่ตัวแอปของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อจะเป็น JavaScript โดยอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกับ Google Home ด้วยโปรโตคอล mDNS, UDP หรือ UPnP ก่อนจะรับส่งข้อมูลบน TCP, UDP, หรือ HTTP

Local Home SDK เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Smart Home ของ Google เป็นวิธีคิดที่ Google เรียกว่า local fulfilment ที่ช่วยลดความหน่วงเวลาสั่งงานและเพิ่มประสบการณ์ใช้งาน

ที่มา – Google Developer

No Description

from:https://www.blognone.com/node/115664

Google Fit ออกอัพเดต นำระบบนับก้าวเดินขึ้นมาแสดงคู่กับ Heart Points

Google Fit ออกอัพเดตใหม่ โดยรอบนี้ Google ปรับ UI ใหม่ให้ Google Fit โฟกัสที่ระบบนับก้าวเดินควบคู่กับ Heart Points

สำหรับหน้าหลักของ Google Fit นั้น แต่เดิมจะมี Move Minutes กับ Heart Points ตอนนี้ Google ได้ย้าย Move Minutes เพื่อหลีกทางให้กับ “ก้าวเดิน” ที่ Google ปรับให้เป็นจุดเด่นในอัพเดตรอบนี้ เนื่องจาก Google เห็นว่าการนับก้าวเป็นข้อมูลสุขภาพที่ผู้ใช้งานเข้าดูบ่อย ดังนั้น Google จึงจับรวมกับ Heart Points ให้อยู่ตรงกลางในมุมที่เด่นที่สุดของตัวแอปเพื่อให้ใช้งานส่วนนี้ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ Google Fit เวอร์ชันใหม่ยังเพิ่ม Heart Points Tile บน Wear OS และเพิ่ม progress card ในหน้าโฮมของ Google Fit เพื่อให้เห็นความคืบหน้าในกรณีที่กิจกรรมเริ่มเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว

ตอนนี้ Google Fit เวอร์ชันใหม่เริ่มปล่อยให้ผู้ใช้ iOS แล้ว และจะทยอยปล่อยให้ Android กับ Wear OS ต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ที่มา – Google Support, Engadget

from:https://www.blognone.com/node/115663

Xiaomi เผยไม่ได้แซะ Huawei เรื่องที่ Mi 10 Pro ระบุไว้ข้างกล่องว่าสามารถใช้งานแอปจาก Google ได้

Xiaomi เริ่มวางจำหน่าย Mi 10 Pro เวอร์ชั่น Global ในบางประเทศไปแล้ว ซึ่งจะเห็นว่าหลายๆ เว็บมีการแกะกล่องรีวิวมือถือ 5G รุ่นใหม่ไปในบางเวบ แต่กลับมีข้อความบนกล่องที่ดูแล้วแอบมีนัยอะไรสักอย่าง เพราะมันพิมพ์เอาไว้ว่า “With easy access to the Google apps you use most”  – เข้าถึงแอป Google ที่คุณใช้เป็นประจำได้สบายๆ เหมือนเป็นการปล่อยหมัดน็อคใส่เพื่อนร่วมชาติอย่าง Huawei ยังไงยังงั้น

แน่นอนว่าเกิดกระแสขึ้นมาบนโลกออนไลน์ทันทีว่า Xiaomi ได้ทำการแซะ Huawei ไปเต็มๆ หนึ่งดอกถึงการขาดหายไปของ GMS หรือ Google Mobile Service ที่โดนแบนจากสงครามการค้าไปเมื่อช่วงปีที่แล้ว และต้องหันมาพัฒนา Huawei Mobile Service ใช้เอง

ล่าสุดทาง Xiaomi ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าข้อความนั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะแซวหรือโทรล Huawei แต่อย่างใด แต่เป็นข้อความโปรโมทหรือสโลแกนคล้ายๆ กับ Powered by Android ที่มีโลโก้ขึ้นตอนบูทเครื่อง หรือ Intel Inside ที่แปะอยู่บนคอมพิวเตอร์

ข้อความ With easy access to the Google apps you use most บนกล่อง Mi 10 Pro นั้นก็เหมือนเป็นการโปรโมทแอปและบริการของ Google นั่นเอง โดยทาง Xiaomi ได้ย้ำว่า Mi 10 นั้นเป็นรุ่นแรกที่มีการเซ็นต์สัญญาบนข้อตกลงใหม่ๆ ของ Google ซึ่งรวมถึงการโปรโมทบริการต่างๆ ด้วยนั่นเอง แต่จนถึงตอนนี้ทาง Google ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอะไรเพิ่มเติมครับ

 

 

source : scmp , gadgetmatch

from:https://droidsans.com/xiaomi-mi-10-pro-not-troll-huawei-but-new-google-regulation/

วิธีใช้ Google Meet สร้างห้องประชุมออนไลน์

Google Meet คืออะไร ? … Google Meet หรือชื่อเต็มๆ คือ Google Hangouts Meet เป็นบริการจัดการประชุมทางวิดีโอ (Video Conference) ด้วยระบบออนไลน์ ตัวอย่างเช่น การประชุมบุคลากรภายในองค์กรแบบทางไกล การสัมภาษณ์ทางไกล จัดการสัมมนาผ่านเว็บ การประชุมทางวิดีโอกับทีมต่างประเทศ การใช้ในการจัดการเรียนการสอน และอื่นๆ

คุณสมบัติของ Google Meet

  • จัดการประชุมแบบวิดิโอพร้อมกันได้สูงสุด 250 คน
  • รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Windows (PC/Notebook) และอุปกรณ์พกพาในระบบ Android และ iOS (iPhone/iPad)
  • สามารถแชร์หน้าจอของผู้เข้าร่วมประชุม กรณีใช้ในการนำเสนอข้อมูล หรือใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ ขึ้นอยู่กับการประยุกต์การใช้งาน
  • ไม่จำกัดเวลาที่ใช้ในการจัดประชุม
  • สามารถบันทึกวิดีโอการประชุม/การสอนเก็บไว้ดูภายหลังได้

 

เตรียมพร้อมใช้งาน Google Meet

การใช้งาน Google Meet จะแบ่งผู้ใช้งานเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ผู้เข้าร่วมประชุม : ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีอีเมลองค์กร สามารถเข้าลิงก์ หรือรับรหัสที่ใช้เข้าห้องประชุมไปร่วมประชุมได้ทันที
  2. ผู้สร้างห้องประชุม : จำเป็นต้องใช้อีเมลขององค์กร ในการสร้างห้องประชุม ซึ่งผู้เริ่มสร้างห้องประชุม ต้องเตรียมตัวดังนี้
  • มี Username/Password สำหรับใช้ล็อกอินเข้าสู่ระบบของ Google Meet
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ All-In-One หรือ Notebook ที่มีลำโพงและมีกล้องเว็บแคม และมีโปรแกรมเข้าเว็บไซต์ Google Chrome
  • การเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต ความเร็วขั้นต่ำ 10Mbps

หมายเหตุ : ผู้สร้างห้องประชุมสามารถสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตในการสร้างห้องประชุมได้ แต่ถ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ All-In-One หรือ Notebook จะมีความสเถียรในการควบคุมระบบมากกว่า

วิธีสร้างห้องประชุม Google Meet

ก่อนอื่นต้องทำการ Login หรือเข้าสู่ระบบด้วยอีเมลของโรงเรียนก่อน โดยใช้โปรแกรม     Google Chrome โดยพิมพ์เข้าหน้าเว็บไซต์ http://www.google.com โดยเมื่อเข้ามาแล้ว ให้สังเกตว่ามีการล็อกอินบัญชี Gmail ค้างไว้อยู่หรือไม่ ที่ไอค่อนมุมขวาบนของหน้า

จากนั้นจะมีปุ่มสำหรับ ลงชื่อเข้าสู่ระบบ

หากมีบัญชีอื่นล็อกอินค้างอยู่ ให้ทำการกดที่ ออกจากระบบบัญชีทั้งหมด

จากนั้นจะมีปุ่มสำหรับ ลงชื่อเข้าสู่ระบบ

ทำการพิมพ์ที่อยู่อีเมลของโรงเรียนลงไป โดยจะต้องพิมพ์ให้ครบ ทั้งชื่อ Username และที่อยู่โดเมน

กดที่ปุ่ม เมนู มุมขวาบนของหน้าเว็บเลือกที่ไอค่อน Meet

จะมายังหน้าเว็บไซต์ของ Google Meet กดที่ +เข้าร่วมหรือเริ่มการประชุม

ใส่ชื่อของเรา และกดต่อไป

เมื่อเข้าใช้งานครั้งแรก โปรแกรม Google Chrome จะให้เรากด Allow เพื่ออนุญาติเปิดใช้งานกล้องและไมโครโฟน จากนั้นกดที่ปุ่มเข้าร่วมเลย

เมื่อเราสร้างห้องประชุมเสร็จแล้ว และเข้ามาในห้องประชุมเป็นคนแรก จะมีหน้าต่างให้เราเพิ่มคนอื่นเข้าสู่การประชุม โดยจะมีลิงก์สำหรับใช้เข้าร่วมการประชุม สามารถกดที่ปุ่ม คัดลอกข้อมูลการเข้าร่วมเพื่อส่งให้คนอื่นเข้าร่วมห้องประชุมได้ (เช่น ส่งให้ทาง LINE, Facebook หรือให้พิมพ์ตาม) หากเผลอปิดหน้าต่างนี้ไปแล้ว สามารถเปิดขึ้นมาใหม่ได้ที่มุมซ้ายล่างของจอ (รายละเอียดการเข้าร่วมประชุม)

เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมกดลิงก์เข้าห้องประชุมแล้วจะมีหน้าต่างให้ผู้สร้างประชุมตอบรับการเข้าร่วมประชุม แต่หากผู้เข้าร่วมประชุมใช้อีเมลขององค์กรเดียวกัน ในการขอเข้าร่วมประชุม จะสามารถเข้าห้องประชุมได้อัตโนมัติ คนสร้างห้องประชุมไม่ต้องกดยืนยัน

การแชร์หน้าจอ/งานนำเสนอ/Powerpoint ให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็น

ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถนำเสนองานผ่านหน้าจอของตนเองได้ โดยการกดที่ปุ่ม นำเสนอทันที

เลือกนำเสนอหน้าจอทั้งหมด หรือนำเสนอเฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่ต้องการได้

ทำการอนุญาตให้แชร์หน้าจอ

หน้าจอของเราจะปรากฏที่หน้าห้องประชุม แทนภาพจากกล้องเว็บแคม

สามารถส่งข้อความเป็นตัวอักษรได้ โดยการกดที่สัญลักษณ์แชท

ห้องต้องการออกจากห้องประชุม กดที่ปุ่ม วางสาย

from:http://www.9tana.com/node/google-meet/

Google เปิดข้อมูลสถิติสู้ Covid-19 | พบคนไทยเข้าออฟฟิศน้อยลงเพียง 21% อยู่บ้านมากขึ้น 16%

Google ในฐานะผู้ให้บริการด้านข้อมูลแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ไม่ยอมอยู่เฉยเลือกใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดออกรายงานสถานการณ์การเคลื่อนไหวประชาชาติ หรือ Community Mobility Reports ซึ่งใช้ Google Location History มารวบรวมเป็นรายงานสรุปเพื่อวัดผลมาตรการรัฐของแต่ละประเทศ ในการรับมือโรคระบาด Covid-19 ว่าออกมาตรการกันมาแล้วได้ผลดีเท่าที่ควรหรือไม่ สำหรับประเทศไทย พบว่ามีการเดินทางด้วยระบบสาธารณะลดลง 61% เข้าออฟฟิศทำงานลดลง 21% และอยู่บ้านกันเพิ่มขึ้น 16%

นอกจากสถานการณ์ไวรัส Covid-19 ที่ยังไม่ยอมเพลาลง ไม่รู้จะไปหยุดลงที่ตรงไหน ฝั่งธุรกิจ ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ทั่วโลก ชนิดเข้าขั้นวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นฝั่งผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีหลายรายทั่วโลกก็ไม่หยุดนิ่ง แต่พร้อมใจกันควักทุกอาวุธที่มีอยู่ในมือออกมาช่วยองค์กรสาธารณสุขและรัฐบาล เพื่อสู้กับโรคร้ายนี้ ด้าน Google นั้นชัดเจนที่สุดในฐานะผู้ให้บริการด้านข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก (world’s information provider) เริ่มจากการจัดตั้งพื้นที่ข้อมูลพิเศษ ในช่องทาง Google Search ที่อุทิศให้กับอัพเดทสถานกาณ์ไวรัสโดยเฉพาะ

ซึ่งนอกจากบริการ Google Search อันเลื่องชื่อแล้ว Google ยังมีอีกบริการที่เป็นประโยชน์ต่อโลกทั้งใบอย่างมาก นั่นคือบริการแผนที่ ที่ฟรีและดีที่สุดในโลกอย่าง Google Maps ซึ่งมีฟีเจอร์สำคัญอย่างนึงสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนนั่นคือ Location History หรือก็คือการเก็บบันทึกข้อมูลการเดินทาง ซึ่งเป็นตัวช่วยทำงานในการคำนวณความหนาแน่นการจราจรและการวางแผนการเดินทางชั้นยอดมาตลอดโดย งานนี้ได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสถานการณ์ที่รัฐและผู้คน ต้องจัดระเบียบการเดินทางใหม่ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์อย่างแรกตามที่ DroidSans ได้นำเสนอเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นก็คือ วิธีการตรวจสอบประวัติการเดินทางย้อนหลัง 14 วันของตัวเองหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือติด Covid-19

รายงานการเคลื่อนไหวคนไทย มีนาคม 2020 | เข้าออฟฟิศน้อยลงเพียง 21% อยู่บ้านเพิ่มขึ้น 16%

ล่าสุด Google ได้เปิดตัวพื้นที่ช่วยเหลือด้านข้อมูลสาธารณาใหม่ขึ้นอีกนั่นคือ “COVID-19 Community Mobility Reports” ที่เราขอเรียกมันว่า “รายงานการเคลื่อนไหวประชาชาติฟาดโควิด” ซึ่งเป็นรายงานเฉพาะกิจที่จะมีอัพเดทไปเรื่อย ๆ ในแต่ละช่วงเวลาไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือในการสรุปผลการเคลื่อนไหวของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการสนับสนุนองค์กรด้านสาธารณสุขและรัฐในการใช้เป็นดัชนีวัดผลของมาตรการรัฐได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในมาตรการ Social Distancing ที่ทั่วโลกกำลังทำ หรือที่บ้านเราเรียกมันว่า มาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ นั่นเอง

ลองมาดูตัวเลขวัดผลสำหรับมาตรการรัฐบ้านเรากันบ้าง จากภาพประกอบจะพบว่ากราฟการเดินทางไปอยู่ในพื้นที่ทำงาน หรือ ออฟฟิศ (Workplaces) นั้นลดลง 21% และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัย (Residential) สูงขึ้น 16% ในเดือนที่ผ่านมาแต่กราฟจะดีดกลับเล็กน้อยเป็นจุดเล็ก ๆ ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่า คนไทยทำงานที่บ้านกันมากขึ้นชัดเจน แต่จำนวนยังไม่มากนัก และแถมยังมีการกลับเข้าออฟฟิศอยู่ ซึ่งอาจเป็นลักษณะของการประชุมสรุปงานประจำสัปดาห์ตามความเคยชินอยู่ หากเทียบกับมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาที่มีบริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวนมากพบว่าชาวอเมริกันเดินทางไปยังพื้นที่ออฟฟิศลดลงมากที่สุดถึง 38% เลยทีเดียว (แต่ก็ยังเอาไม่อยู่ ล่าสุดผู้ติดเชื้อทะลุ 300,000 รายไปแล้ว)

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเทรนด์ของพื้นที่ Transit Stations ซึ่งได้แก่การเข้าสู่พื้นที่การคมนาคมสาธารณะเช่น สถานีรถโดยสาร หรือรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ เป็นต้น จะเห็นว่าลดลงถึง 61% ซึ่งอาจเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งหากมองว่าคนเดินทางด้วยระบบสาธารณะที่ต้องรวมผู้คนจำนวนมากไว้ด้วยกันน้อยลง แต่หากสังเกตุกราฟจะพบว่าเทรนด์นั้นมีการดีดตัวกลับราว 2 ครั้งในช่วงต้นเดือนและก่อนปลายเดือนมีนาคมซึ่งพอเหมาะพอเจาะกับการสนับสนุนให้ผู้คนเริ่มทำงานจากที่บ้าน และการประกาศปิดบริการห้างร้านและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในกรุงเทพ ซึ่งเกิดเป็นข่าวดราม่ากระจายเชื้อกลับบ้านต่างจังหวัดกันยกใหญ่

รายงานพิเศษนี้อาจช่วยสร้างแรงกระเพื่อมต่อมาตรการสาธารณสุขของแต่ละชาติได้เป็นอย่างดี ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่หรือมีอะไรที่สามารถยกระดับ ปรับปรุง ในความพยามหยุดการเดินทางของผู้คน ซึ่งหากทำได้ไม่ดีพอ ไม่แน่ว่ารายงานชุดนี้อาจกลายเป็นรายงานการเคลื่อนไหวประชาชาติฟาดหน้ามาตรการรัฐที่ล้มเหลวแทนก็เป็นได้ 😥 แต่เอาเป็นว่านี่คือข้อมูลที่ประโยชน์มากอีกชุดนึงจาก Google ที่มอบให้กับโลกใบนี้ในยามวิกฤติก็แล้วกัน ซึ่งทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลระบบเปิดนี้ไปใช้ได้เพื่อช่วยกันรับมือสถานการณ์นี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี #ประเทศไทยต้องชนะ 😉

 

อ่านเพิ่มเติม: รายงานสรุปการเคลื่อนไหวประชาชาติของประเทศไทย ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2020

อ้างอิง: Google’s COVID-19 Community Mobility Reports

from:https://droidsans.com/google-reports-mobility-trends-in-regards-to-national-measure-to-fight-covid-19/