คลังเก็บป้ายกำกับ: GOJEK

Gojek ปล่อยฟีเจอร์บัตรเครดิต/เดบิต เพิ่มทางเลือกในการชำระเงินบริการ GoFood

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ เปิดตัวช่องทางการชำระเงินใหม่สำหรับบริการส่งอาหาร (GoFood) ผ่านทางบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้แอปและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ รวมไปถึงพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับ ถือเป็นความมุ่งมั่นของ Gojek ที่จะส่งเสริมบริการส่งอาหารแบบปลอดภัยไร้สัมผัส และสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการและพาร์ทเนอร์คนขับในภาวะวิกฤติโควิด-19

นางสาวเมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพ Gojek ประเทศไทย เปิดตัวโปรโมชั่นสำหรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตมากมายสำหรับผู้ใช้บริการ Gojek โดยเป็นความร่วมมือกับธนาคารชั้นนำของไทย อย่าง UOB, KTC, SCB และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ รวมไปถึงพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับ

แม้ว่า Gojek มีหลากหลายช่องทางการชำระเงินสำหรับบริการส่งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (GoPay e-wallet) และในตอนนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถเลือกชำระผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตที่มีสัญลักษณ์วีซ่า มาสเตอร์การ์ด และเจซีบีกับทุกร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ฟีเจอร์บัตรเครดิตและเดบิตยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มยอดขายให้กับพาร์ทเนอร์ร้านค้า โดยที่ร้านไม่จำเป็นต้องลงทะเบียน ไม่มีค่าธรรมเนียมการชำระด้วยบัตรเครดิต และไม่จำกัดวงเงินการสั่งซื้อสูงสุด

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวฟีเจอร์การชำระเงินใหม่ Gojek จับมือกับพาร์ทเนอร์ธนาคารชั้นนำ ได้แก่ UOB, KTC, SCB และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำเสนอโปรโมชั่นมากมายแก่ผู้ใช้บริการ โดยผู้ใช้จะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท และเงินคืน สูงสุดถึง 18,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และยังมีแผนขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ธนาคารอื่นเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

  • UOB – ผู้ใช้มีสิทธิ์รับส่วนลด 100 บาทสำหรับออเดอร์ขั้นต่ำ 200 บาท หลังจากชำระเงินออเดอร์แรกด้วยบัตรเครดิต UOB (จำกัดจำนวนสิทธิ์ วันนี้ – 18 กรกฎาคม 2564)
  • KTC – ผู้ใช้มีสิทธิ์รับส่วนลด 100 บาท ในแอป Gojek สำหรับการใช้จ่ายครั้งต่อไป สำหรับออเดอร์ขั้นต่ำ 200 บาท หลังจากชำระเงินออเดอร์แรกด้วยบัตรเครดิต KTC (จำกัดจำนวนสิทธิ์ วันนี้ – 30 มิถุนายน 2564) นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถใช้คะแนนสะสม KTC FOREVER 399 คะแนน แลกรับ e – Coupon โค้ดส่วนลด 50 บาท ผ่าน KTC Mobile สำหรับออเดอร์ขั้นต่ำ 150 บาท (จำกัดจำนวนสิทธิ์ วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564)
  • SCB- ผู้ใช้มีสิทธิ์รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต SCB หรือบัญชีที่ผูกกับบัตรเดบิต LET’S SCB มาสเตอร์การ์ด จำนวนสูงสุด 200 บาท ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย สำหรับทุกการสั่งซื้อ โดยไม่ต้องลงทะเบียน SMS เข้าร่วมรายการ (วันนี้ – 30 มิถุนายน 2564)
  • บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ– ผู้ใช้มีสิทธิ์รับเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต สูงสุด 18% เมื่อแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Reward เป็นจำนวนเท่ากับยอดชำระทั้งหมด (จำกัดการรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 18,000 บาท ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2564)

สามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมได้ในแอป Gojek โดยสามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้บน iOS และ Android

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-open-feature-payment?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-open-feature-payment

Gojek และ Tokopedia ประกาศควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว

Gojek บริการซูเปอร์แอปสัญชาติอินโดนีเซียและมาร์เก็ตเพลสชื่อดังอย่าง Tokopedia ได้ประกาศควบรวมกิจการกันอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการคือ GoTo Group

สำหรับการรวมกิจการใหม่ครั้งนี้ Gojek จะถือหุ้นอยู่ที่ 58% ส่วน Tokopedia ถือหุ้นอยู่ที่ 42% ทำให้ อังเดร โซลิสต์โย (Andre Soelistyo) จะขยับขึ้นมานั่งเป็น CEO ของ GoTo Group โดยจะมาดูแลด้านการชำระเงินและบริการทางการเงินในชื่อ GoTo Financial

ส่วนผู้บริหารคนอื่นๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งบ้าง ไม่ว่าจะเป็น แพทริค เกา (Patrick Cao) จาก Tokopedia จะขึ้นมานั่งเป็นประธานใน GoTo Group ส่วนเควิน อลูวี (Kevin Aluwi) ก็จะนั่งตำแหน่ง CEO ของ Gojek ต่อ ขณะที่ วิลเลียม ทานูวิจายา (William Tanuwijaya) ยังคงนั่งเป็น CEO ของ Tokopedia เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การควบรวมกิจการในครั้งนี้ ทำให้ GoTo Group มีมูลค่าบริษัทจากเดิม 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเป็น 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ทั้ง Gojek และ Tokopedia รวมกันจะมีจำนวนธุรกรรมกว่า 1.8 พันล้านรายการ) และจำนวนผู้ใช้งานรวมกันมากกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ Gojek จะมีข่าวลือว่าจะควบรวมกิจการกับทาง Grab ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญ แต่ทางสำนักงานใหญ่ของ Grab ที่สิงคโปร์ ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า ได้รวมกิจการกับทาง Altimeter Growth ทำให้มูลค่าบริษัทของ Grab อยู่ที่ 39.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

ที่มา : TechinAsia, Bloomberg

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-and-tokopedia-announce-merger?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-and-tokopedia-announce-merger

Gojek กับ Tokopedia สร้างบริษัทใหม่ GoTo Group ตั้งเป้าเป็นบิรษัทเทคใหญ่สุดในอินโดนีเซีย

จากประเด็นข่าวลือ Gojek กำลังเจรจาควบรวมกิจการกับ Tokopedia บริษัทอีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซีย นั้น ล่าสุดบริษัทออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่าควบรวมและสร้างบริษัทใหม่ชื่อว่า GoTo Group วางตัวเป็นกลุ่มเบิรษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย

ทั้งสองบริษัทมีความร่วมมือเชิงธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2015 ในการส่งมอบสินค้าอีคอมเมิร์ซโดยใช้เครือข่ายคนขับรถในพื้นที่ของ Gojek ในแถลงการณ์ระบุว่า แต่ละบริษัทยังคงบริหารแบบสแตนด์อะโลน ภายใต้ระบบนิเวศที่เข้มแข็งขึ้น

ในแถลงการณ์ระบุว่า ด้วยพลังการควบรวมนี้ ทำให้ GoTo Group มีมูลค่าธุรกรรมรวมของกลุ่มกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020, ,uธุรกรรมมากกว่า 1.8 พันล้านรายการในปี 2020, มีกลุ่มคนขับที่จดทะเบียนแล้วกว่าสองล้านคน ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2020, มีพันธมิตรร้านค้ากว่า 11 ล้านราย, มีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน, มีระบบนิเวศที่ครอบคลุม 2% ของ GDP ของอินโดนีเซีย

ผู้ที่มารับตำแหน่งซีอีโอ GoTo Group คือ Andre Soelistyo ซีอีโอร่วมจาก Gojek และได้ Patrick Cao ประธานจาก Tokopedia มาเป็นประธาน GoTo Group ด้วย ส่วนซีอีโอ Gojek คือ Kevin Aluwi และซีอีโอ Tokopedia คือ William Tanuwijaya

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/122710

กรมการค้าภายใน จับตาควบคุมผู้ให้บริการ Food Delivery ทั้ง 11 ราย ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา และหวังขอให้ลดค่า GP ช่วยร้านอาหารด้วย

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาตรการติดตามควบคุมผู้ให้บริการ Food Delivery 11 รายในประเทศไทย ทั้ง Lineman, GRAB, Foodpanda, Robinhood, Gojek, Lazada, Shopee, JJmall, ไปรษณีย์ไทย, Ohlala Shopping และ Lalamove ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าบริการ หลังจากช่วงวิกฤตโควิด-19 มีผู้ใช้บริการเยอะขึ้น และหวังขอให้ช่วยลดค่า GP แก่ร้านอาหารผู้ประกอบการด้วย

 

โดยก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าแพลตฟอร์มหรือผู้ให้บริการ Food Delivery ต่าง ๆ จะมีการปรับขึ้นค่า Gross Profit (GP) หรือ ค่าคอมมิชชั่น จากผู้ประกอบร้านอาหาร ซึ่งทางกรมการค้าภายในได้ออกมาพูดคุยหารือกับทุกแพลตฟอร์มดังกล่าวแล้วว่า จะไม่มีนโยบายการขึ้นค่า GP หรือ ค่าบริการการส่งแน่นอน เนื่องจากทุกบริษัทเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าทุก ๆ ฝ่ายต่างเดือดร้อนกันหมด และทุกแพลตฟอร์มเตรียมพร้อมที่จะออกโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อหวังช่วยเหลือประชาชนลดค่าครองชีพอีกด้วย

ส่วนค่า GP บางแพลตฟอร์มให้ร้านค้าเลือกได้ว่าจะจ่ายค่า GP หรือไม่ ซึ่งบางแพลตฟอร์มก็ไม่เก็บค่า GP จริง หรือหากจะเก็บ ก็จะเก็บเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น รวมถึงทางกรมการค้าภายในยังคงเน้นย้ำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ รักษามาตรฐานสุขอนามัยของพนักงานส่งสินค้า เพื่อลดการแพร่ระบาดและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ทั้งนี้สำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดระลอก 3 ที่เกิดขึ้นนั้น ผลประกอบการของแต่ละแพลตฟอร์ม Food Delivery ยอดการสั่งซื้อส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเพียง 5-10% เท่านั้น หรือบางรายไม่เพิ่มขึ้นเลย อันเนื่องจากประชาชนมีการเตรียมความพร้อมปรับตัวรับสถานการณ์ได้ดีมากขึ้นนั่นเองครับ

 

ที่มา : efinancethai, กรมการค้าภายใน

from:https://droidsans.com/gp-control-up-price-food-delivery/

Telkomsel โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของอินโดนีเซีย ลงทุนใน Gojek เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์

Telkomsel ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ประกาศลงทุนใน Gojek เป็นเงิน 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินลงทุนส่วนหนึ่งในแผนก่อนที่ Gojek และ Tokopedia จะควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ที่คาดว่าจะใช้ชื่อ GoTo

Gojek ระดมทุนไปแล้วมากกว่า 3,450 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมาก อาทิ กูเกิล, Facebook, PayPal, Visa และ Tencent สำหรับ Telkomsel นั้นบริษัทบอกว่าเป็นการลงทุนเพื่อขยายสู่ธุรกิจดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากก่อนหน้านี้เป็นพาร์ทเนอร์กันในแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับไรเดอร์

Telkomsel เคยลงทุนใน Gojek ก่อนหน้านี้ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วด้วยเงิน 150 ล้านดอลลาร์

ที่มา: TechCrunch

alt="Telkomsel x Gojek"

from:https://www.blognone.com/node/122607

AIS จับมือ 5 ฟู้ดเดลิเวอรี่ช่วยให้ร้านอาหารรอดได้ในยุคโควิด

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังน่ากังวล สิ่งที่คนไทยจะมีส่วนร่วมรับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ การอยู่บ้าน เพื่อลดการติดต่อสัมผัสแพร่เชื้อ  ดังนั้น 1 ในความต้องการที่จำเป็นระหว่างการอยู่บ้าน คือ เมนูอาหารที่หลากหลาย ในราคาที่คุ้มค่า จากร้านค้าที่เชื่อถือได้ นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง AIS กับผู้นำบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 5 ราย คือ  Grab, foodpanda, LINE MAN Wongnai, Gojek และ Robinhood 

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยงานธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS กล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้าอิ่มอร่อยอยู่ที่บ้าน AIS จึงมอบสิทธิพิเศษจากเมนูอร่อยให้แก่ลูกค้า เมื่อสั่งอาหารจาก ทั้ง 5 ราย ที่มีร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 300,000 ร้านค้าทั่วประเทศ เพียงใช้  AIS Points แลกรับส่วนลดสูงสุด 60 บาท โดยลูกค้าสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่าน Application myAIS ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“สำหรับแคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอส พอยท์ ถือเป็นเพียงรายเดียวที่ร่วมมือกับฟู้ดเดลิเวรี่ทั้ง 5 แบรนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกระหว่างอยู่บ้านของคนไทยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ได้ร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารทุกกลุ่มที่อาจไม่สามารถเปิดให้เข้าไปนั่งกินในร้านได้ รวมไปถึงพนักงานส่งอาหาร หรือ ไรเดอร์ของฟู้ดเดลิเวรี่แต่ละแบรนด์ ที่เสมือนหนึ่งฮีโร่ที่ส่งอาหารอร่อยหลากหลายเมนู ให้คนไทยอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

นอกจาก เอไอเอส จะสนับสนุนให้คนอยู่บ้านแล้ว แต่ก็ยังสามารถ Stay Connect กับญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนที่รัก ได้ง่ายๆอีกด้วย เพียงสั่ง Food Delivery มาส่งที่บ้าน แล้ว VDO Call ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน นับเป็นวิถี New Normal ที่ช่วยให้อยู่บ้านไม่มีเหงา แถมอิ่มฟินยิ่งขึ้นด้วยการใช้ AIS Points แลกส่วนลดค่าอาหารได้สูงสุดถึง 60 บาท ผ่านทาง myAIS ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางช่วงเวลายากลำบาก

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้บริการฟู้ดเดลิเวอร์รี่มีแน้วโน้มเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่กักตัวและรักษาระยะห่างทางสังคม ซึ่งแกร็บ ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการรับ-ส่งอาหารผ่านบริการแกร็บฟู้ด (GrabFood) มีความมุ่งมั่นที่อยากช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวต่อข้างหน้า พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้ายังคงมีรายได้

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ซึ่งสอดคล้องไปกับพันธกิจหลักของแกร็บอย่าง “GrabForGood” หรือ แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ในยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีในการช่วยสร้างรายได้ โดยความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือพาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าแต่ยังช่วยสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการเข้าถึงบริการรับ-ส่งอาหาร

นายพีรพล สง่าเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ ฟู้ดแพนด้า ประเทศไทย กล่าวว่า foodpanda เล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือกับเอไอเอส ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้เงินสด และลดสัมผัส สนองตอบทุกภาคส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงการติดโควิด และกระตุ้นให้ลูกค้าได้อยู่บ้าน  และด้วยพื้นที่ให้บริการส่งอาหาร และของกินของใช้ ที่ครอบคลุมมากถึง 77 จังหวัดทั่วไทย ในราคาค่าส่งประหยัด จึงเป็นส่วนสำคัญให้คนไทยได้เข้าถึงบริการ และสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายวุฒิชัย น้ำใจประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้เป็นการเสริมแกร่งวิสัยทัศน์สู่การเป็น Ecommerce Platform for Services ของ LINE MAN Wongnai ที่เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการมากมายสำหรับลูกค้าคนพิเศษที่ชอบการสั่งเดลิเวอรีด้วยตัวเลือกร้านอาหารมากที่สุดกว่า 300,000 ร้านตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดไปจนถึงร้านหรู และยังมีแคมเปญพิเศษเฉพาะลูกค้า AIS 5G ซึ่งจะทำให้ลูกค้า AIS 5G จะได้สัมผัสประสบการณ์กับมื้อพิเศษผ่าน LINE MAN แล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอื่นๆ อีกมากมายด้วย”

นางสาว เมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพ Gojek Thailand กล่าวว่า “Gojek ยินดีที่ได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจชั้นนำ ของ AIS ในการขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในช่วงเวลาเช่นนี้ และพร้อมส่งมอบมื้ออร่อยให้ผู้ใช้บริการทุกคนอย่างปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ที่ต้องเว้นระยะห่างผ่านบริการแบบ contactless delivery และการจ่ายเงินแบบออนไลน์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GoFood นอกจากนั้นตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ภายในแอป Gojek เองยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% และสิทธิพิเศษอื่นอีกมากมายเพื่อความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย”

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังทวีความเข้มข้น โรบินฮู้ดขอยืนหยัดในการเป็นตัวกลางสนับสนุนร้านอาหารด้วยการยึดมั่นในหลักการของแพลตฟอร์มที่ไม่เก็บค่า GP แม้แต่บาทเดียว และเรามีนโยบายที่จะไม่เก็บตลอดไป เพื่อมุ่งช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับร้านค้า โดยร้านค้าจะได้รับเงินจากการขายภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ร้านค้ามีเงินหมุนเวียนในการพยุงธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์ท่ามกลางการว่างงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับ  เอไอเอส เพื่อมอบส่วนลดให้กับลูกค้าในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงในการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อร่วมกันป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19”

นางบุษยา กล่าวในตอนท้ายว่า “นอกจากความร่วมมือในแคมเปญ ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอสพอยท์ ที่เป็นแคมเปญที่จัดขึ้นตลอดปี 2564 แล้ว  AIS 5G ยังร่วมกับ ซูเปอร์ฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง  5 ราย สนับสนุนเงินให้แก่โครงการ “เรื่องเล่าแบ่งปัน” ของช่อง 3 และแนะนำร้านอาหารที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Food Delivery ทั้ง 5 ราย เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มน้ำใจ ช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งผู้เดือดร้อนในชุมชน และร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ อันจะเป็นสะพานบุญ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ สามประสาน ระหว่างชุมชน ร้านค้า ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤตนี้ โดยต้องขอขอบคุณและชื่นชมพาร์ทเนอร์ที่มาร่วมเป็นพลังที่แข็งแกร่งจากภาคเอกชนในการร่วมกันฟื้นฟูประเทศไทยไปด้วยกันจากวันนี้เป็นต้นไป”

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-food-delivery-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-food-delivery-covid

AIS จับมือ Food Delivery เจ้าดัง เปิดให้ใช้ AIS Point แลกเป็นส่วนลดสั่งอาหารได้สูงสุด 60 บาท

AIS เปิดแคมเปญเอาใจลูกค้าที่กำลัง Work และ Learn from home ให้สามารถนำ AIS Points มาแลกเป็นส่วนลดค่าอาหารได้โดยตรง สูงสุดถึง 60 บาท จาก 5 แอปดัง มาครบทั้ง Grab, foodpanda, LINE MAN Wongnai, Gojek และ Robinhood แบบไม่จำสิทธิ์ในการแลก แถมยังเป็นการช่วยเหลือร้านอาหารต่าง ๆ ไปในตัวอีกด้วย

แคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน” แลกเอไอเอสพอยท์เป็นส่วนลดค่าอาหารจาก 5 แอป Food Delivery

AIS จัดแคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน” นี้ขึ้นมาส่วนหนึ่งเพราะต้องการอำนวยความสะดวกและมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเอไอเอสในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน ไม่สามารถไปนั่งทานอาหารที่ร้านได้ ในอีกทางหนึ่งก็เป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสด้วยเช่นกัน

พาร์ตเนอร์ที่เข้ามาร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้ ประกอบด้วย Grab, foodpanda, LINE MAN Wongnai, Gojek และ Robinhood ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่รายใหญ่ในไทยที่คนส่วยใหญ่คุ้นชินกันดีอยู่แล้ว มีร้านอาหารรวมกันกว่า 300,000 ร้านบนแพลตฟอร์มกระจายอยู่ทั่วประเทศเลยทีเดียว

สำหรับแคมเปญดังกล่าวนี้ ได้เปิดให้ลูกค้าเอไอเอสใช้ AIS Points แลกเป็นส่วนลดได้ตั้งแต่ 30 – 60 บาท เมื่อสั่งอาหารตั้งแต่ 150 บาทขึ้นไปต่อออร์เดอร์ (ไม่รวมค่าจัดส่ง) แถมยังไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์อีกด้วยนะ

วิธีการรับโค้ดส่วนลด

  1. เข้าไปที่แอปพลิเคชั่น myAIS จะเห็นแบนเนอร์แคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน”
  2. ให้เราเลือกบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ต้องการ และจำนวนพอยท์ที่จะแลก
    – แลก 59 พอยท์ เป็นส่วนลดได้ 30 บาท
    – แลก 99 พอยท์ เป็นส่วนลดได้ 60 บาท
  3. หลังจากทำตามขั้นตอนจนเสร็จจะได้โค้ดส่วนลดมา แล้วนำไปใช้งานกับแอปที่เลือกได้ทันที

มีข้อควรทราบเพิ่มเติมเล็กน้อย คือ โค้ดที่แลกมาจะมีอายุ 1 เดือนเท่านั้นนะครับ หากเก็บไว้นานจนเลยกำหนดจะไม่สามารถใช้งานได้

จำนวนผู้ใช้งาน myAIS เพิ่มขึ้นช่วงอยู่บ้าน

นอกจากเรื่องแคมเปญส่วนลด ทาง AIS ยังออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้งานแอป myAIS ที่พบว่า มีการใช้งานในภาพรวมเพิ่มขึ้น 50% การทำธุรกรรมต่าง ๆ โตขึ้น 2 เท่า เช่นเดียวกับบริการเติมเงินต่าง ๆ หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปีที่แล้ว

แถมในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมามีการใช้งาน AIS Point แลกเป็นส่วนลดฟู้ดเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นถึง 180% บ่งบอกถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นั่นเอง

มาตรการระมัดระวังของทั้ง 5 ผู้ให้บริการ Food Delivery 

ผู้บริหารแอปฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 5 ราย ต่างก็ออกมาให้ข้อมูลเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า เกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยเพื่อลดความเสียงในการแพร่เชื้อไวรัส เช่นการผลักดันการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงให้น้อยที่สุด รวมถึงคอยกำชับเหล่าไรเดอร์ให้ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อและล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

เห็นแบบนี้แล้ว ใครที่เป็นลูกค้า AIS อยู่ ก็อย่าลืมรีบโหลดแอป myAIS เพื่อมารับส่วนลดดี ๆ แบบนี้กันด้วยนะครับ ถือว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับช่วงที่กำลัง Work และ Learn from home กันอยู่แบบนี้ แถม myAIS ยังมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ ให้ได้เลือกใช้อีกมากมายหลายรายการเลย สามารถเข้าไปใช้กันได้ตามสะดวกครับ

from:https://droidsans.com/ais-partnered-with-5-food-delivery-services/

Gojek มุ่งเป็นแพลตฟอร์ม แบบ Zero Emissions, Zero Waste & Zero Barriers ในปี 2030

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์และบริการเพย์เมนต์ ประกาศเป้าหมายที่จะก้าวเป็นแพลตฟอร์มแบบ Zero Emissions, Zero Waste and Zero Barriers ภายในปี 2030 ผ่านการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปีฉบับแรก ซึ่งเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าและการนำแนวคิดการดำเนินธุรกิจยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ไปปรับใช้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของบริษัทที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกและคุณค่าให้แก่ผู้คนและโลกอย่างยั่งยืน

เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วนในอีโค่ซิสเต็มของบริษัทและเพื่อเน้นย้ำและสร้างการรับรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม การดำเนินงานของ Gojek จึงให้ความสำคัญกับทั้งสามด้านเป็นหลัก คือ

1) ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม (ผ่านแคมเปญ GoGreener) เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายหลัก คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Emissions) และการสร้างขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) 

2) ความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ (ผ่านแคมเปญ GoForward) 

3) ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกคน (ผ่านแคมเปญ GoTogether) เพื่อความสำเร็จของเป้าหมายด้านการแบ่งแยกทางสังคมเป็นศูนย์ (Zero Barriers)

รายงานความยั่งยืนของ Gojek ถือเป็นฉบับแรกที่จัดทำขึ้นโดยบริษัทอินเตอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล[1] โดยข้อมูลที่เปิดเผยและเอกสารต่างๆ ที่ใช้ ได้รับการรับรองจากบริษัท PricewaterhouseCoopers (PwC) อินโดนีเซีย[2] ทั้งนี้ Gojek  เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภูมิภาคด้านการนำแนวคิดความยั่งยืนมาใช้ในการประกอบธุรกิจ และยังยินดีเปิดเผยผลการดำเนินงานในด้านความยั่งยืนทั้งหมดอย่างโปร่งใส

เควิน อลูวี, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ของ Gojek กล่าวว่า  “Gojek เองเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและการเติบโตของธุรกิจมาโดยตลอด ความมุ่งมั่นนี้อยู่ในดีเอ็นเอของเราและเป็นเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกมาทำงานที่นี่ เมื่อธุรกิจเราเติบโตขึ้น จึงยิ่งจำเป็นมากขึ้นในการพัฒนาวิธีที่จะวัดผลและพัฒนาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม  และสร้างมาตรฐานในฐานะผู้นำอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญต่อทั้งเราและสังคมโดยรวม และนี่คือเหตุผลที่เราขยายสเกลการดำเนินงานในด้านความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหัวใจหลักขององค์กรเรา Gojek หวังว่าเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยั่งยืนแก่สังคม พาร์ทเนอร์ และโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ และสามารถนำเราไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จลุล่วงในระยะยาว”

อันเดร โซลิสต์โย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ของ Gojek กล่าวเพิ่มว่า “ภาคเอกชนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมซึ่งกำลังบ่อนทำลายโลกและชุมชนของเราในขณะนี้ Gojek เองยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องของขนาดธุรกิจและความแข็งแกร่ง โดยมีผู้ใช้แพลตฟอร์มของเราเป็นล้านๆ คนในทุกวัน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงถือเป็นความรับผิดชอบของพวกเรา การยึดหลักแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ได้มาตรฐานในอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทุกส่วนของอีโค่ซิสเต็ม และยังเป็นแนวทางให้บริษัทอื่นๆ ในภูมิภาคสามารถปฏิบัติตามด้วย ปัญหาเหล่านี้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเรา เราจึงตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากเรา เพื่อประโยชน์ของประเทศอินโดนีเซีย ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วโลก”

Gojek ได้เริ่มเดินหน้าทำเป้าหมายให้เป็นจริงในหลายส่วน และจะมีการประเมินผลและเปิดเผยข้อมูลในด้านความยั่งยืนในทุกปี

GoGreener
●       จัดทำรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกสำหรับสโคปที่ 1, 2 และ 3[3] ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบัญชีการจัดการขยะในทุกปี โดยจะเริ่มในปี 2021

●       เพิ่มฟีเจอร์ GoGreener ในแอป ซึ่งเป็นฟีเจอร์การชดเชยคาร์บอนประเภท B2C ครั้งแรกของโลกในแวดวงธุรกิจ Ride-Hailing

●       ศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำโครงการนำร่องในการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) โดยมีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า 100% ในปี 2030

●       เปิดบริการ GoTransit เพื่อผสานการเดินทางต่อแรก (first mile) และต่อสุดท้าย (last mile) เข้ากับการขนส่งมวลชน

●       ร่วมมือกับคณะกรรมการอำนวยการของ National Plastic Action Partnership (NPAPs) อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของ Global Plastic Action Partnership (GPAP)

●       โปรแกรมเก็บค่าช้อนส้อมเพิ่ม (Paid Cutlery) ช่วยลดการเกิดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวไปมากกว่า 13 ตัน (ตั้งแต่สิงหาคม 2013) และได้รวบรวมขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมากกว่า 6.3 ตันไปรีไซเคิลผ่านโครงการนำร่องในปี 2019 โดยมีแผนจะดำเนินโครงกานำร่องอีกจำนวนมากในปี 2021

GoForward
●       ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันของพาร์ทเนอร์คนขับกว่า 530,000 ราย ผ่านโปรแกรมสิทธิประโยชน์สำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ (Swadaya)

●       เพิ่มช่องทางหารายได้ให้แก่พาร์เนอร์คนขับผ่านการร่วมมือกับ PromoGo และการเปิดตัว GoCek[4]

●       เปิดตัว GoFood Partners Community โดยมีพาร์ทเนอร์ร้านค้ามากกว่า 54,000 ร้านเข้าร่วม เพื่อช่วยขยายธุรกิจและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจดิจิทัลขนาดย่อมและขนาดย่อย

GoTogether
●       ร่วมลงนามในสัญญายอมรับหลักการเสริมพลังสตรี (Women Empowerment Principles) ของ UN เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคทางเพศ โดยการจัดสปีคกิ้งอีเว้นท์ที่มีผู้อภิปรายทั้งชายและหญิง

●       ก่อตั้งกลุ่มสำหรับพนักงานหญิงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายและโปรแกรมพัฒนาความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของทุกเพศสภาพ

●       ดำเนินการและสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดตั้ง Employee Resource Groups[5]

รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Gojek ในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อแสดงความรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น ทางบริษัทได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Advisory Council) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ องค์การเพื่อสตรีแห่งประชาชาติ (UN Women) ศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre of Energy) มหาวิทยาลัย University of Indonesia และอีกมากมาย

ทานาห์ ซัลลิแวน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนของ Gojek กล่าวว่า “ด้วยความที่มีเวลาไม่ถึง 10 ปีในการจะบรรลุเป้าหมาย SDGs เราจึงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้  การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ พร้อมกับการยึดมาตรฐานและการรับรองคุณภาพสากล รวมถึงการใช้กลยุทธ์การดำเนินงานที่ขับเคลื่อน

ด้วยดาต้า ทำให้เราสามารถมั่นใจว่าแผนการของเรานั้นแข็งแกร่ง สอดคล้องต่อความต้องการ และสร้างผลกระทบได้มากที่สุด เราเองทราบดีว่าเป้าหมายนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราจึงจะสร้างเน็ตเวิร์คของพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกับเราเพื่อเร่งการพัฒนา โดยอาศัยนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของทุกฝ่ายให้เป็นประโยชน์”

Dr. Allinnettes Adigue หัวหน้าฝ่าย ASEAN Regional Hub แห่ง GRI กล่าวว่า  “การพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรส่งผลดีต่อทั้งผู้คน โลก และประโยชน์ของบริษัทในระยะยาว เพราะว่าในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถประกอบธุรกิจได้บนดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว ดังนั้นคำถามที่ว่าบริษัทควรจัดทำรายงานความยั่งยืนหรือไม่นั้นจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป รายงานความยั่งยืนเป็นทางออกในระยะยาวอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือรายงานพวกนั้นถูกต้อง ตรงประเด็น และสื่อสารอย่างชัดเจนแค่ไหนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่มีความจำเป็นต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น

“มาตรฐาน GRI ซึ่งเป็นกรอบการรายงานที่ได้รับการนำมาใช้มากที่สุดในโลก ไม่ใช่เป็นเพียงแผนการรายงานเท่านั้น แต่เป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกในการใช้บรรทัดฐานเดียวกันเพื่อตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไปจนถึงการประมาณ วิเคราะห์ และรายงานความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรฐาน GRI นี้จะช่วยให้บริษัทเลือกโฟกัสแต่ประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงบรรยาย และระบบแบบ Indicator-Based”

 

สนับสนุนความเป็นอยู่ของคนในสังคมในช่วง COVID-19

Gojek ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนในระบบอีโค่ซิสเต็มเพื่อลดผลกระทบจาก COVID-19 ผ่านการสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและสุขภาพของทุกฝ่าย การคิดค้นโปรดักส์และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ และการเพิ่มช่องทางหารายได้ให้แก่พาร์ทเนอร์ร้านค้าและพาร์ทเนอร์คนขับ  อีกทั้งในปี 2020 Gojek ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Anak Bangsa Bisa (YABB) เพื่อช่วยสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของบริษัทและคนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยได้รับเงินบริจาคถึง 1 แสนล้านรูเปียห์ (ราว  216 ล้านบาท)จากผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน  และอีก 2 หมื่นล้านรูเปียห์ (ราว 43 ล้านบาท) จากโครงการบริจาคเพื่อการกุศลของบริษัทและโปรแกรมบริจาคอื่นๆ[6]

นอกจากนี้ Gojek ยังให้การสนับสนุนผู้บริโภคและชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัท ในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแนวทางด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย รวมไปถึงเปิดตัวฟีเจอร์และโปรแกรมต่างๆ อีกมากมาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และให้กำลังใจบุคลากรแนวหน้า

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-for-zero-emissions?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-for-zero-emissions

Gojek เผย 5 เมนูยอดนิยมที่คนเสิร์ชหาบ่อยที่สุดบนแอปพลิเคชัน

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ เผยเทรนด์การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคชาวกรุงเทพฯ นิยมในไตรมาสแรกของปี จากการเก็บข้อมูลคำค้นหาในแอป ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2564

โดย 5 ประเภทอาหารที่คนเสิร์ชคำค้นหาบ่อยที่สุดบนแอป Gojek ได้แก่ 

  1. อาหารประเภท ไก่ (มีการเสิร์ชหากว่า  540,000 ครั้ง) เมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ไก่ทอด, ข้าวมันไก่, และไก่ย่าง
  2. อาหารอีสาน (มีการเสิร์ชหากว่า 326,000 ครั้ง) ซึ่งเมนูส้มตำได้รับการเสิร์ชสูงสุดถึง 76%
  3. เครื่องดื่ม (มีการเสิร์ชหากว่า 325,000  ครั้ง) โดยเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ชานมไข่มุก 63% รองลงมาคือ กาแฟ 22%
  4. อาหารประเภท ก๋วยเตี๋ยว (มีการเสิร์ชหากว่า 247,000 ครั้ง) โดยเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวไก่, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ, และก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
  5. อาหารจานเดียว (มีการเสิร์ชหากว่า 200,000 ครั้ง) โดยเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ข้าวผัด, ข้าวไข่เจียว และข้าวกะเพรา

นายชรี ชากราวาร์ธี กรรมการผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “ ในฐานะแพลตฟอร์มที่เป็นเดสติเนชั่นของคนรักอาหาร Gojek ให้ความสำคัญกับการมอบอาหารที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของเมนู ร้านอาหาร และประเภทของอาหารที่ครบครัน นอกจากนี้ เรายังเน้นการพัฒนา User Experience หรือการใช้งานต่างๆ ให้ผู้ใช้บริการสามารถหาร้านและเมนูที่ต้องหารได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และตรงใจมากยิ่งขึ้น

เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีและตรงใจที่สุดให้กับผู้ใช้บริการของเรา รวมถึงเพื่อช่วยสนับสนุนร้านอาหารบนแพลตฟอร์มของเราให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ผ่านฟีเจอร์การค้นหาและการแนะนำร้านที่ช่วยเพิ่ม visibility ให้กับร้านต่างๆ มากขึ้น”

นอกจากมีอาหารหลากหลายให้เลือกตรงใจ พิเศษ  Gojek ยังพร้อมมอบส่วนลดและดีลต่างๆ มากมายให้ผู้ใช้บริการได้สนุกเพลิดเพลินไปกับการสั่งอาหารจานโปรดจากทั่วกรุงเทพฯ พร้อมคูปองส่งฟรี ภายในระยะ 3 กิโลเมตรแรก ไม่มีขั้นต่ำ กดเก็บได้ทุกสัปดาห์ตลอดทั้งเดือน (เฉพาะร้านพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ)  สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Gojek ได้แล้วทั้งทาง App Store และ Play Store

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-food-trend?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-food-trend

Gojek จับมือ ธ.กรุงเทพ มอบส่วนลดเอาใจผู้ใช้บริการแอปโมบายแบงก์กิ้งฯ กดรับเลยส่วนลดสั่งอาหาร 40 บาท สำหรับบริการ GoFood

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะ Regional Banking ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อลูกค้าโมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ มอบสิทธิ์ส่วนลดค่าอาหาร 40 บาท เมื่อสั่งครบ 200 บาท ผ่านบริการ GoFood บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ของแอป Gojek 

Gojek

สามารถกดรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ที่เมนู ‘ไลฟ์สไตล์ สิทธิพิเศษ’ (Lifestyle & Offers) และตรวจดูโค้ดส่วนลดที่กดรับได้ที่เมนู ‘คูปองของฉัน’ ในแอปพลิเคชัน ‘โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ’ แอปคู่ใจ ให้ชีวิตง่ายขึ้น ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2564 (ลูกค้า 1 ท่าน / 1 สิทธิ์ ตลอดรายการ) ก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารกว่า 40,000 ร้านบนแพลตฟอร์ม Gojek ได้ในราคาประหยัดกว่าพร้อมโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย 

แอปพลิเคชัน Gojek และ โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ สามารถดาวน์โหลดได้ ทั้งทาง App Store และ Play Store  

from:https://www.mobileocta.com/gojek-joins-hands-with-bangkok-bank-to-offer-discounts-for-mobile-banking-app-users/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-joins-hands-with-bangkok-bank-to-offer-discounts-for-mobile-banking-app-users