คลังเก็บป้ายกำกับ: GARTNER

การ์ทเนอร์เผยยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 4 ปี 2563 ดิ่งลง 5%

การ์ทเนอร์ อิงค์เผยยอดขายสมาร์ทโฟนไปยังผู้บริโภคทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2563 ลดลง 5.4% ขณะที่ยอดขายของทั้งปี 2563 ลดฮวบ 12.5%

แอนชูล กุปต้า นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ยอดขายสมาร์ทโฟน 5G และสมาร์ทโฟนระดับกลางและล่างช่วยพยุงยอดขายที่ยังตกลงของตลาดในไตรมาส 4 ปี 2563 แม้ผู้บริโภคยังระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายและตัดสินใจซื้อด้วยความรอบคอบ แต่สมาร์ทโฟน 5G และฟีเจอร์กล้องถ่ายรูประดับมือโปรเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสมาร์ทโฟนหรืออัปเกรดเป็นเครื่องใหม่ในไตรมาสนี้”

การเปิดตัว iPhone 12 ซีรีส์ต่าง ๆ  ทำให้ Apple โกยยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนในไตรมาส 4 ปี 2563 ให้เติบโตแตะระดับเลขสองหลัก และแซงหน้า Samsung ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนเบอร์หนึ่งของโลกในไตรมาสที่ผ่านมา (ตามตารางที่ 1) จากที่ Apple เคยเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงไตรมาส 4 ปี 2559

ตารางที่ 1 ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกแต่ละแบรนด์ 5 อันดับแรกช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 (หน่วย: พันยูนิต)

แบรนด์ ยอดขายไตรมาส 4 ปี 2563 ส่วนแบ่งการตลาดไตรมาส 4 ปี 2563 (%) ยอดขายไตรมาส 4 ปี 2562 ส่วนแบ่งการตลาดไตรมาส 4 ปี 2562 (%) อัตราการเติบโตไตรมาส 4 ปี 2563 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2562 (%)
Apple 79,942.7 20.8 69,550.6 17.1 14.9
Samsung 62,117.0 16.2 70,404.4 17.3 -11.8
Xiaomi 43,430.3 11.3 32,446.9 8.0 33.9
OPPO 34,373.7 8.9 30,452.5 7.5 12.9
Huawei 34,315.7 8.9 58,301.6 14.3 -41.1
Others 130,442.8 33.9 145,482.1 35.8 -10.3
รวมทั้งหมด 384,622.3 100.0 406,638.1 100.0   -5.4

*ตัวเลขบางตัวอาจไม่ตรงกับผลรวมที่แสดง เนื่องจากเป็นการคำนวณแบบปัดเศษ

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กุมภาพันธ์ 2564)

สรุปตลาดสมาร์ทโฟน ประจำปี 2563 

แม้ Samsung จะมียอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนลดลง 14.6% ในปี 2563 แต่ก็ไม่ทำให้หลุดจากตำแหน่งผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกประจำปี 2563 แม้ต้องเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงจากผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนในภูมิภาค อาทิ Xiaomi, OPPO และ Vivo ที่ต่างเปิดเกมรุกหนักและสร้างการเติบโตอย่างสูงในตลาดโลก โดย Apple และ Xiaomi เป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนเพียงสองรายใน 5 อันดับแบรนด์ผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนที่มีการเติบโตเป็นบวก

ในบรรดา 5 อันดับแรกของแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำ Huawei มียอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนลดลงมากกว่าใครทำให้ Apple แซงขึ้นมาอยู่ในอันดับสองแทน ในปี 2563 (ตามตารางที่ 2) สืบเนื่องจากการถูกแบนไม่ให้ใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ ของ Google ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งผลประกอบการและยอดขายสมาร์ทโฟนของ Huawei ในปีนี้

ตารางที่ 2 ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกแต่ละแบรนด์ 5 อันดับแรกตลอดทั้งปี 2563 (หน่วย:พันยูนิต)

แบรนด์ ยอดขาย ปี 2563 ส่วนแบ่งการตลาดปี 2563 (%) ยอดขาย ปี 2562 ส่วนแบ่งการตลาดปี 2562 (%) อัตราการเติบโตปี 2563 เทียบกับปี 2562 (%)
Samsung 253,025.0 18.8 296,194.0 19.2 -14.6
Apple 199,847.3 14.8 193,475.1 12.6 3.3
Huawei 182,610.2 13.5 240,615.5 15.6 -24.1
Xiaomi 145,802.7 10.8 126,049.2 8.2 15.7
OPPO 111,785.2 8.3 118,693.2 7.7 -5.8
Others 454,799.4 33.7 565,630.0 36.7 -19.6
รวมทั้งหมด   1,347,869.8   100.0   1,540,657.0   100.0   -12.5

*ตัวเลขบางตัวอาจไม่ตรงกับผลรวมที่แสดง เนื่องจากเป็นการคำนวณแบบปัดเศษ

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กุมภาพันธ์ 2564)

“สำหรับปีนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอัปเกรดสมาร์ทโฟนในมือของผู้ใช้ คือ ความพร้อมของสมาร์ทโฟน 5G ในกลุ่มล่างรวมถึงลูกเล่นใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามา โดยความต้องการสมาร์ทโฟน 5G ในราคาที่สมเหตุสมผลที่กำลังเพิ่มขึ้นนอกตลาดจีนจะเป็นปัจจัยกระตุ้นยอดขายสมาร์ทโฟนให้เติบโตในปี 2564” นายกุปต้า กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าการ์ทเนอร์ คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ “Market Share: PCs, Ultramobiles and Mobile Phones, All Countries, 4Q20 Update.”

from:https://www.mobileocta.com/gartner-reveals-fourth-quarter-2020-global-smartphone-sales-plummet-5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gartner-reveals-fourth-quarter-2020-global-smartphone-sales-plummet-5

ตลาดสมาร์ทโฟน 2020 โตติดลบ -12.5%, มีแค่แอปเปิลโต 3.5%, Xiaomi โต 15.7%

Gartner รายงานยอดขายสมาร์ทโฟนตลอดทั้งปี 2020 เติบโตติดลบ -12.5% จากวิกฤติโควิด โดยมี Huawei ติดลบมากสุด -24.1% ผลจากการถูกสหรัฐแบนไม่ให้ใช้ GMS มีส่วนแบ่งตลาดตกมาอยู่อันดับ 3 ส่วนแบ่ง 13.5%

อันดับ 1 ยังคงเป็นซัมซุงแม้จะเติบโตลดลง -14.6% ส่วนแบ่ง 18.8% ตามมาด้วยแอปเปิลส่วนแบ่ง 14.8% เติบโต 3.3% เช่นเดียวกับ Xiaomi ในอันดับ 4 ที่เติบโต 2 หลักอยู่เจ้าเดียวที่ 15.7% ส่วนแบ่ง 10.8%

อันดับ 5 เป็น Oppo ส่วนแบ่ง 8.3% เติบโตลดลง -5.8%

ที่มา – Gartner

No Description

from:https://www.blognone.com/node/121334

[Gartner] ไตรมาส 4/20 แอปเปิลทำส่วนแบ่งขึ้นมาเป็นเบอร์ 1, Huawei ตกไปอันดับ 4

Gartner ออกรายงานส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาส 4 ปี 2020 เติบโตลดลงจากปีที่แล้ว -5.4
% ที่น่าสนใจคือแอปเปิลกลับมาครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 ด้วยส่วนแบ่ง 20.8% เติบโต 14.9%

ส่วนซัมซุงเติบโตลดลง -11.8% ลงไปอยู่อันดับ 2 ที่ส่วนแบ่ง 16.2% ตามมาด้วย Xiaomi ส่วนแบ่ง 11.3% เติบโต 33.9% และ Huawei ในอันดับ 4 เติบโตลดลง -41.1% ส่วนแบ่ง 10.8% สาเหตุก็น่าจะหนีไม่พ้นการถูกสหรัฐแบนที่เริ่มส่งผลจริงจัง ส่วน Oppo อันดับ 5 ส่วนแบ่ง 8.3% เติบโต -5.8%

ที่มา – Gartner

No Description

from:https://www.blognone.com/node/121332

[Gartner] Apple ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ตลาดสมาร์ทโฟนไตรมาส 4/2020

บริษัทวิจัยตลาด Gartner ออกรายงานภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนของไตรมาสที่ 4 ปี 2020 โดยยอดขายทั้งหมดลดลง 5.4% เทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2019 ที่ 384.6 ล้านเครื่อง

Anshul Gupta นักวิเคราะห์ของ Gartner ให้ความเห็นว่าสมาร์ทโฟน 5G ระดับล่างถึงกลาง มียอดขายเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ใช้บางส่วนต้องการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยชดเชยตัวเลขยอดขายรวมให้ลดน้อยลง ส่วนในปี 2021 สมาร์ทโฟน 5G กลุ่มราคาไม่สูงที่มีออกมามากรุ่นขึ้น จะเป็นตัวผลักดันตลาดรวมที่สำคัญ

Gartner ประเมินว่าแอปเปิลมีส่วนแบ่งยอดขายมากที่สุดในไตรมาสนี้ ซึ่งเหมือนกับที่บริษัทวิจัยอื่นออกรายงานมาก่อนหน้า มีปัจจัยหลักคือ iPhone 12 ที่รองรับ 5G ทำให้แอปเปิลกลับมาครองอันดับ 1 ในไตรมาส 4 ได้อีกครั้ง จากครั้งสุดท้ายที่ทำได้ในปี 2016 ส่วนอันดับ 2-5 คือ ซัมซุง, Xiaomi, OPPO และ Huawei ตามลำดับ

ที่มา: Gartner

alt="iPhone 12"

alt="Gartner Smartphone Q4/2020"

from:https://www.blognone.com/node/121321

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดการณ์ตลาดเทคโนโลยีพัฒนา Low-Code ทั่วโลกปีนี้จะโตสูงถึง 23%

การพัฒนาทางไกลที่พุ่งสูงขึ้นเป็นตัวผลักดันการใช้งาน Low-Code ท่ามกลางการบริหารต้นทุนให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

 

การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์ตลาดเทคโนโลยีพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบ Low-Code ทั่วโลกจะมีมูลค่ารวม 11.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 23.2% จากปี 2563 ทั้งนี้การพัฒนาแบบรีโมทระหว่างการระบาดโควิด-19 ที่พุ่งสูงขึ้นจะเป็นตัวผลักดันการพัฒนาแบบ Low-Code มากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะมีความพยายามในการบริหารต้นทุนให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

นายฟาบริซิโอ บิสคอตติ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบ Low-Code จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อการหยุดชะงักทางดิจิทัล (Digital Disruptions), การผสานรวมเทคโนโลยี (Hyperautomation) และการเพิ่มขึ้นของการตัดสินใจทางธุรกิจที่พึ่งพาข้อมูลมากขึ้น (Composable Business) มาบรรจบกันจึงนำไปสู่เครื่องมือพัฒนาที่เพิ่มขึ้นและความต้องการที่ท่วมท้น”

Low-Code เป็นเหมือนการเคลื่อนไหวทางสังคมและเทคโนโลยีทั่ว ๆ ไปอย่างหนึ่งซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ เช่น แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น Low-Code (LCAP) ที่จะเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเทคโนโลยีพัฒนา Low-Code ไปจนถึงปีหน้าซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้น 65% จากปีที่แล้ว (ดูตารางที่1)

 

ตารางที่ 1 รายได้จากเทคโนโลยีการพัฒนา Low-Code (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

2563 

2564

2565

แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น Low-Code (LCAP)

3,473.5

4,448.2 

5,751.6 

ชุดการจัดการกระบวนการทางธุรกิจอัจฉริยะ (Intelligent Business Process Management Suites)

2,509.7

2,694.9

2,891.6

แพลตฟอร์มการพัฒนาประสบการณ์ที่หลากหลาย (MDXP)

1,583.5

1,931.0

2,326.9

ระบบหุ่นยนต์ทำงานอัตโนมัติ (RPA)

1,184.5

1,686.0

2,187.4

แพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติและการพัฒนาของนักพัฒนาแอปฯ(CADP)

341.8

438.7

579.5

เทคโนโลยีการพัฒนา Low-Code อื่น ๆ (Other Low-Code Development (LCD) Technologies*)

59.6

73.4

87.3

รวมทั้งหมด 

9,152.6

11,272.2

13,824.2

*เทคโนโลยีการพัฒนา Low-Code อื่น ๆ รวมถึงเครื่องมือการพัฒนาแอปฯ มือถืออย่างรวดเร็ว (RMAD) และเครื่องมือการพัฒนาแอปพลิเคชั่นอย่างรวดเร็ว (RAD) Low-code คือวิวัฒนาการของโมเดล RAD ไปสู่ระบบคลาวด์และ SaaS โปรดสังเกตว่าการ์ทเนอร์ให้ความหมายของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบ No-Code เป็น LCAP ที่ต้องป้อนตัวอักษรเป็นสูตรหรือวลีทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นตลาด LCAP จึงรวมถึงแพลตฟอร์มแบบ No-Code ด้วย นอกจากนี้ลำพังแพลตฟอร์ม “No-Code” อย่างเดียวไม่ใช่เกณฑ์วัดที่เพียงพอสำหรับงานบางอย่างที่เป็นของนักพัฒนาทั่วไปที่ไม่ใช่ผุ้เชี่ยวชาญเฉพาะ เนื่องจากงานจำนวนมากกำหนดค่าเครื่องมือที่ซับซ้อนเป็นแบบ No-Code ที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง บรรทัดนี้จึงไม่นับรวมไปในผลรวมด้วยเนื่องจากการปัดเศษ

ที่มา: Gartner (กุมภาพันธ์ 2564)

 

การเพิ่มขึ้นของธุรกิจดิจิทัลขับเคลื่อนการส่งมอบแอปพลิเคชั่น

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดิจิทัลกำลังกดดันผู้บริหารด้านไอทีให้เร่งการส่งมอบแอปพลิเคชั่นและระยะเวลาส่งมอบบริการตามความต้องการ (Time to Value)  ความต้องการซอฟต์แวร์แบบปรับเฉพาะเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลได้จุดประกายให้เกิดนักพัฒนานอกแวดวงไอทีซึ่งส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ Low-Code

ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ระบุว่า พนักงานที่อยู่นอกฝ่ายไอทีหรือนักธุรกิจเชิงเทคโนโลยีเฉลี่ย 41% กำหนด ปรับแต่ง สร้างข้อมูลหรือโซลูชั่นเทคโนโลยีขึ้นใช้เอง การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในสิ้นปี 2568 ครึ่งนึงของลูกค้า Low-Code ใหม่ทั้งหมดจะมาจากผู้จัดซื้อทางธุรกิจที่อยู่นอกองค์กรไอที

“ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คุณค่าต่าง ๆ ของ Low-Code สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” นายบิสคอตตีกล่าว “ประสิทธิภาพของ Low-Code ที่รองรับฟังก์ชันการทำงานระยะไกล เช่น ดิจิทัลฟอร์มและกระบวนการทำงานอัตโนมัติจะมีค่าตัวที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเนื่องจากธุรกิจจำเป็นต้องให้แอปฯ ใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา”

 

การให้บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) และการผสานรวมเทคโนโลยี (Hyperautomation) จะขับเคลื่อนการใช้งาน Low-Code

ในปัจจุบันผู้จำหน่ายการบริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) รายใหญ่ทั้งหมดสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่รวมเทคโนโลยีการพัฒนา Low-Code ไว้ด้วย เมื่อ SaaS ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและแพลตฟอร์มของผู้ขายเหล่านี้มีการใช้มากขึ้น ตลาด Low-Code จะเห็นสัดส่วนการเติบโตในแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น Low-Code (LCAP) และการใช้เครื่องมืออัตโนมัติในกระบวนการทำงานไปคู่กัน

นอกจากนี้นักธุรกิจเชิงเทคโนโลยีต้องการสร้างและทำตามแนวคิดของตนเองเพื่อขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติมากขึ้นในแอปพลิเคชันทางธุรกิจและกระบวนการทำงาน ความจำเป็นของการผสานรวมเทคโนโลยี (Hyperautomation) ที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจจะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสามอันดับแรกในการปรับใช้ Low-Code ไปใช้จนถึงปี 2565

“ภายในสิ้นปี 2564 องค์กรใหญ่ ๆ ทั่วโลกจะนำเครื่องมือ Low-Code หลายตัวมาใช้ในบางรูปแบบ ในระยะยาวจากการที่บริษัทต่าง ๆ ยอมรับหลักการของการรวบรวมความสามารถทางธุรกิจที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นไว้ในที่เดียวกัน (Composable Enterprise) พวกเขาจะหันไปใช้เทคโนโลยี Low-Code ที่สนับสนุนนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการบูรณาการ” นายบิสคอตตีกล่าว

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Low-Code Development Technologies.”

 

การประชุมสุดยอดนวัตกรรมแอปพลิเคชั่นและโซลูชั่นทางธุรกิจของการ์ทเนอร์

นวัตกรรมแอปพลิเคชันและกลยุทธ์ด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์จะมีการสนทนาเพิ่มเติมในงาน Gartner Application Innovation & Business Solutions Summits 2564 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 26-27 พฤษภาคมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 16-17 มิถุนายนที่ทวีปยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกา (EMEA) และ 21-22 มิถุนายนที่ประเทศญี่ปุ่น ติดตามข่าวสารและอัปเดตจากการประชุมบน Twitter โดยใช้แฮชแท็ก #GartnerAPPS

 

เกี่ยวกับ การ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-garther-forecasts-worldwide-low-code/

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดการณ์การใช้จ่ายอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (Wearable Devices) ทั่วโลกปีนี้ จะแตะ 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การ์ทเนอร์ อิงค์คาดการณ์การใช้จ่ายของผู้บริโภคไปกับอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (Wearable Devices) ทั่วโลกปีนี้จะมีมูลค่ารวม 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.1% จาก 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา โดยการทำงานระยะไกลและความใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้คนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็น 2 ปัจจัยสำคัญเร่งผลักดันการเติบโตของตลาด

นายรันจิต อัตวัล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การแนะนำมาตรการด้านสุขภาพเพื่อเฝ้าติดตามอาการโควิด-19 ด้วยตัวเอง และแนวโน้มความสนใจด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคทั่วโลกช่วงล็อกดาวน์เป็นโอกาสสำคัญของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค โดยอุปกรณ์หูฟังและสมาร์ทวอทช์กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้บริโภคใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานระยะไกล, ออกกำลังกาย, ติดตามข้อมูลสุขภาพและอื่น ๆ”

ในปี 2563 มีการใช้จ่ายไปกับอุปกรณ์หูฟังเพิ่มขึ้น 124% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 32.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ปีนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 39.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ดูตารางที่1) โดยการเติบโตอย่างมหาศาลนี้เกิดจากพนักงานที่ต้องทำงานนอกออฟฟิศอัพเกรดหูฟังเพื่อสื่อสารผ่านวิดีโอคอลและผู้บริโภคซื้อหูฟังเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนของตน

 

ตารางที่ 1 มูลค่าการใช้จ่ายอุปกรณ์สวมใส่ของผู้บริโภคทั่วโลกตามประเภทในปี 2562 ถึง 2565 (หน่วย:ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ประเภทอุปกรณ์

2562

2563

2564

2565

สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch)

     18,501 

     21,758 

     25,827 

     31,337 

สายนาฬิการัดข้อมือ (Wristband)

       5,101 

       4,987 

       4,906 

       4,477 

หูฟัง (Ear-worn)

     14,583 

32,724

39,220

44,160

จอแสดงผลแบบสวมศีรษะ (Head-mounted display)

       2,777 

       3,414 

       4,054 

       4,573 

เสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart clothing)

       1,333 

       1,411 

       1,529 

       2,160 

สมาร์ทแพทช์ (Smart patches)

       3,900 

       4,690 

       5,963 

       7,150 

มูลค่ารวม

     46,194 

68,985

81,499

93,858

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2564)

 

มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้สมาร์ทวอทช์ปี 2563 เพิ่มขึ้น 17.6% หรือราว 21.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเติบโตของสมาร์ทวอทช์ส่วนหนึ่งมาจากผู้ใช้กลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้าสู่ตลาด ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2564 เนื่องจากเทคโนโลยีการประมวลผลใหม่และการพัฒนาปรับปรุงแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตตซึ่งช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานและชาร์จไวขึ้น

การ์ทเนอร์เพิ่มอุปกรณแผ่นแปะอัจฉริยะหรือสมาร์ทแพทช์ (Smart patches) เข้ามาเป็นหมวดใหม่ เนื่องจากคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 สมาร์ทแพทช์คือเซ็นเซอร์ตรวจเช็กสุขภาพที่ใช้ติดบนผิวหนังเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ, อัตราการเต้นของหัวใจ, น้ำตาลในเลือดและข้อมูลสุขภาพที่สำคัญอื่น ๆ ซึ่งให้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่อื่น ๆ อีกทั้งยังใช้สำหรับการกำหนดการจ่ายยาจากระยะไกลได้อีกด้วย เช่น การให้อินซูลินแก่ผู้ป่วยเบาหวาน

“สมาร์ทแพทช์ได้รับการคิดค้นขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วแต่นำมาใช้ล่าช้า สาเหตุจากกฏระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดและการต่อต้านทั้งจากผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในการนำมาใช้สำหรับการให้ยาอัตโนมัติ” นายอัตวัลกล่าว “อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (e-health) โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของผู้ใช้เกี่ยวกับการให้บริการด้านสุขภาพอัตโนมัติและเพิ่มความต้องการสมาร์ทแพทช์มากขึ้น”

นวัตกรรมการตรวจจับหรือเซ็นเซอร์และการย่อขนาดขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด

แรงขับเคลื่อนการเติบโตอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคมีอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายหมวด เนื่องจากผู้ผลิตอุปกรณ์มุ่งเน้นปรับปรุงความแม่นยำของเซ็นเซอร์และระยะห่างของประสิทธิภาพระหว่างอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคที่ใช้ทางการแพทย์และที่ใช้ทั่วไปก็ลดลงเรื่อย ๆ

“ประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์แบบฝังอยู่ในอุปกรณ์มักเป็นปัจจัยกำหนดความน่าเชื่อถือและประโยชน์ใช้สอยของอุปกรณ์นั้น ๆ” นายอัตวัลกล่าว “จากแนวทางการพัฒนาปรับปรุงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งในอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคสามารถอ่านค่าได้แม่นยำมากขึ้นซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

ความก้าวหน้าในการย่อขนาดยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในตลาดอุปกรณ์สวมใส่โดยทำให้ผู้ผลิตสามารถใส่เซ็นเซอร์เข้าไปกับอุปกรณ์โดยผู้ใช้แทบมองไม่เห็น เช่น แหวนอัจฉริยะ (Oura Ring), อุปกรณ์ติดตามสุขภาพร่างกาย (Spire Health Tag) หรือ เวชภัณฑ์ดิจิทัลประกอบด้วยเซ็นเซอร์ที่บริโภคได้ (Proteus Discover) การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2567 ความสามารถในการย่อขนาดจะก้าวไปสู่จุดที่ 10% ของเทคโนโลยีสวมใส่ทุกประเภทจะไม่สร้างความรำคาญต่อผู้ใช้

ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการย่อขนาดและการผนึกรวมจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้งานได้มากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในเสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart garments), อุปกรณ์สวมใส่แบบพิมพ์ติด (Printed wearables), เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่กินได้ (Ingestibles), และสมาร์ทแพทช์ (Smart patches) นับจากนี้อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่แทบมองไม่เห็นเหล่านี้จะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ที่เคยตะขิตะขวงหรือไม่เต็มใจใช้ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องมีการใช้แอปพลิเคชั่นทางการแพทย์ในการดูแลรักษาแต่ไม่ปฏิเสธการรักษาผ่านอุปกรณ์เหล่านั้น” นายอัตวัลกล่าว

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Wearable Electronic Devices, Worldwide.”

 

เกี่ยวกับ การ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-wearable-devices/

ตลาด PC ปี 2020 เติบโตสูงที่สุดในรอบ 10 ปี จาก Work+Learn from Home

3 บริษัทวิจัยตลาดทั้ง IDC, Gartner และ Canalys รายงานภาพรวมตลาดพีซีของไตรมาสที่ 4 ปี 2020 และตัวเลขรวมตลอดปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดพีซีมีอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี

เริ่มที่ข้อมูลจาก IDC เฉพาะไตรมาส 4/2020 จำนวนส่งมอบ 91.6 ล้านเครื่อง เติบโต 26.1% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และตลอดปี 2020 ส่งมอบรวม 302.6 ล้านเครื่อง เติบโต 13.1% โดย Ryan Reith ฝ่ายวิจัยของ IDC บอกว่าแม้การเติบโตในตลาดพีซีจะทำให้คนสนใจประเด็นการทำงานและเรียนที่บ้าน แต่ตลาดเกมมิ่งพีซี, หน้าจอ และ Chromebook ก็ต่างเติบโตสูงเช่นกัน

ด้าน Gartner ให้ตัวเลขไตรมาส 4/2020 ที่ 79.4 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 10.7% และตลอดปี 2020 ที่ 275 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 4.8% (ของ Gartner ไม่นับ Chromebook) มีข้อมูลน่าสนใจคือพีซีกลับมาเติบโตได้จากกลุ่มลูกค้าเยาวชน ที่เดิมตลาดนี้ถูกมองว่าเน้นที่มือถือก่อน ส่วนพีซีองค์กรไตรมาสนี้ยอดขายลดลง เนื่องจากมีการซื้อสูงมากไปแล้วเมื่อต้นปี

สุดท้ายเป็นตัวเลขจาก Canalys จำนวนส่งมอบ 90.3 ล้านเครื่อง ในไตรมาสที่ 4/2020 เพิ่มขึ้น 25% และตลอดปี 2020 ที่ 297.0 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 11% โดยมองว่าแนวโน้มการเติบโตนี้ยังคงอยู่ในปี 2021 เนื่องจากพีซีเข้ามามีบทบาทในหลายสถานการณ์มากขึ้น

ส่วนแบ่งตลาดแยกรายแบรนด์นั้น ลำดับ 1-5 เหมือนกันทั้งสามบริษัทวิจัย นั่นคือ Lenovo, HP, Dell, Apple และ Acer ตามลำดับ

ที่มา: The Verge, Gartner, Canalys และ IDC ภาพ Dell

alt="Remote from Home"

from:https://www.blognone.com/node/120541

ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลง 5.7% แบรนด์ Xiaomi แซง Apple ขึ้นอันดับ 3

การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) เผยยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 3 ปี 2563 จำนวนทั้งสิ้น 366 ล้านเครื่อง ลดลง 5.7% Xiaomi แซง Apple ขึ้นอันดับ 3 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนทั่วโลก

โดยยอดขายสมาร์ทโฟนร่วงลงสองไตรมาสติดต่อกันถึง 20% แม้ว่าแบรนด์ต่างๆ จะเริ่มเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G หลายรุ่น รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ

แอนชูล กุปต้า นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ แม้บางประเทศจะมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์แล้ว โดยยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกเติบโตอยู่ในระดับปานกลางตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เรื่อยมาจนถึงไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ชะงักไปช่วงไตรมาสก่อนหน้านี้”

สำหรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนห้าอันดับแรกพบว่า Samsung ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 22% ส่วน Xiaomi แซงนำ Apple ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 เป็นครั้งแรก ด้วยยอดขาย 44.4 ล้านเครื่อง เทียบกับ Apple ที่มียอดขายราว 40.5 ล้านเครื่องในไตรมาสสามปีนี้

Samsung และ Xiaomi เติบโตเป็นบวกครั้งแรกในปี 2020

Samsung และ Xiaomi เป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนเพียงสองรายจากห้าอันดับแรกที่มีการเติบโตเป็นบวกในไตรมาสสามของปีนี้ โดย Samsung ได้รับอานิสงส์มาจากการทำตลาดอย่างจริงจังในกลุ่มผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบ Android และสามารถทำยอดขายถึง 80.8 ล้านเครื่อง

ขณะที่ Xiaomi โตขึ้นถึง 34.9% และครองส่วนแบ่งการตลาด 12.1% แซงหน้า Apple ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ส่วนนึงเป็นผลมาจากการที่ Huawei กำลังเสียส่วนแบ่งในตลาดประเทศจีน

แอนเน็ต ซิมแมร์มันน์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “Apple ทำยอดขายได้ 40.5 ล้านยูนิตในไตรมาสสามของปีนี้ โดยลดลงเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน การลดลงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ Apple จัดส่ง iPhone รุ่นใหม่ในปีนี้ล่าช้า จากเดิมปีก่อนที่สามารถเริ่มจัดส่งได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน ส่วนปีนี้ทั้งงานเปิดตัวและการจัดส่งกลับเริ่มล่าช้ากว่าปกติถึง 4 สัปดาห์”

ที่มา telecoms, displaydaily

from:https://www.thumbsup.in.th/gartner-smartphone-report-q3-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gartner-smartphone-report-q3-2020

[Guest Post] สิบเรื่องเด่นด้านเทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้าน IT ในประเทศไทยค้นหามากที่สุดในปี 2020

ในปี 2563 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2563) COVID-19 เป็นหัวข้อที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ซึ่งสอดคล้องเทรนด์จากทั่วโลก

 

สืบเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้คำว่า “Work from Home” และ “Remote Work” ได้รับการค้นหาสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน  นอกจากนั้นประเด็นหรือข้อมูลเด่นๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่ผู้บริหารด้านไอทีค้นหาใน Gartner.com ยังรวมถึง Cloud Security, Digital Worldplace และ GDPR (หรือ General Data Protection Regulation – กฎหมายให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค)  อย่างไรก็ตาม Enterprise Architecture และ APIs เป็นสองหัวข้อที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากแต่กลับไม่ได้อยู่ในเทรนด์การค้นหาระดับโลก

 

 

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีในประเทศไทยค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2563

  1. COVID-19/Coronavirus 
  2. Enterprise architecture
  3. Cybersecurity/security 
  4. Data analytics/data management
  5. Digital transformation
  6. Cloud
  7. API/API management 
  8. RPA
  9. Cost optimization
  10. IT strategy

เช่นเดียวกับประเทศไทย เทรนด์การค้นหาใน Gartner.com เรื่อง COVID-19 จากทั่วโลก ในปี 2020 (1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2563) ได้รับความสนใจจากผู้บริหารไอทีมากที่สุด

โดยที่การค้นหาเกี่ยวกับ “Remote work” และ “Zoom” พุ่งสูงขึ้นในเดือนเมษายน ตามมาด้วย Cost Optimization ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคำว่า “Return to Work” กลายเป็นคำค้นหาที่พุ่งแรงในเดือนมิถุนายน

 

10 หัวข้อด้านไอทีที่ผู้บริหารไอทีทั่วโลกค้นหามากที่สุดใน Gartner.com ระหว่าง 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2563

  1. COVID-19/Coronavirus 
  2. Cybersecurity/security 
  3. Remote work/work from home
  4. Digital transformation
  5. Cloud
  6. RPA
  7. AI
  8. Data governance
  9. DevOps
  10. Cost optimization

 

* การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ www.gartner.com.

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-it-trend-2020/

การ์ทเนอร์เผยยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 3 ปีนี้ Xiaomi ขยับแซง Apple ขึ้นเป็นอันดับ 3

การ์ทเนอร์ เผยยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 3 ปี 2563 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 366 ล้านยูนิต ลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562 โดยยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ (รวมสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน) ทั่วโลกรวมสุทธิอยู่ที่ 401 ล้านยูนิต ลดลง 8.7% เมื่อเทียบปีต่อปี

หลังยอดขายสมาร์ทโฟนร่วงลงสองไตรมาสติดต่อกันถึง 20% ล่าสุดยอดขายรายไตรมาสเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตามลำดับ อย่างไรก็ตามยอดขายสมาร์ทโฟนยังคงอ่อนแรงต่อเนื่องหากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 แม้ว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G หลายรุ่น รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการกักตัวอยู่บ้านของรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ในบางประเทศ

แอนชูล กุปต้า นักวิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ แม้บางประเทศจะมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์แล้ว โดยยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกเติบโตอยู่ในระดับปานกลางตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เรื่อยมาจนถึงไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ชะงักไปช่วงไตรมาสก่อนหน้านี้”

ปัจจัยความผันผวนทางเศรษฐกิจและความกลัวต่อการแพร่ระบาดระลอกสองยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายกับสินค้าที่ยังไม่จำเป็นยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ บวกกับความล่าช้าในการพัฒนาเครือข่าย 5G ที่กลายเป็นการจำกัดโอกาสของผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟน

ในกลุ่มผู้ผลิตสมาร์ทโฟนห้าอันดับแรกปรากฎว่า Samsung ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 22% (ตามตารางที่ 1) ส่วน Xiaomi แซงนำ Apple ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 เป็นครั้งแรก ด้วยยอดขาย 44.4 ล้านยูนิต เทียบกับ Apple ที่มียอดขายราว 40.5 ล้านเครื่องในไตรมาสสามปีนี้

ตารางที่ 1. ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกของแต่ละแบรนด์ช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 (หน่วย: พันยูนิต)

Xiaomi

*การปัดเศษเปอร์เซ็นต์ขึ้นอาจไม่แม่นยำ 100%

ที่มา: การ์ทเนอร์ (พฤศจิกายน 2563)

“เราเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของตลาดสมาร์ทโฟนในบางแห่งรวมถึงบางส่วนของตลาดใหญ่ ๆ ในภูมิภาคเอเชีย/แปซิฟิกและละตินอเมริกา สถานการณ์ที่กลับมาเกือบปกติในประเทศจีนที่ทำให้สายการผลิตสมาร์ทโฟนกลับมาเติมเต็มช่องว่างของอุปทานในไตรมาสสาม ซึ่งส่งผลบวกต่อยอดขายในบางพื้นที่ และนับเป็นครั้งแรกของปีนี้ที่ยอดขายสมาร์ทโฟนของสามในห้าตลาดชั้นนำ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซียและบราซิล มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นที่ 9.3%, 8.5% และ 3.3% ตามลำดับ” นายกุปต้ากล่าวเพิ่มเติม

Samsung และ Xiaomi เติบโตเป็นบวกครั้งแรกในปีนี้

Samsung และ Xiaomi เป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนเพียงสองรายจากห้าอันดับแรกที่มีการเติบโตเป็นบวกในไตรมาสสามของปีนี้ โดย Samsung ได้รับอานิสงส์มาจากการทำตลาดอย่างจริงจังในกลุ่มผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบ Android และสามารถทำยอดขายถึง 80.8 ล้านยูนิต ขณะที่ Xiaomi โตขึ้นถึง 34.9% และครองส่วนแบ่งการตลาด 12.1% ที่แซงหน้า Apple ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ส่วนนึงเป็นผลมาจากการที่ Huawei กำลังเสียศูนย์ในตลาดประเทศจีน

แอนเน็ต ซิมแมร์มันน์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “Apple ทำยอดขายได้ 40.5 ล้านยูนิตในไตรมาสสามของปีนี้ โดยลดลงเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน การลดลงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ Apple จัดส่ง iPhone รุ่นใหม่ในปีนี้ล่าช้า จากเดิมปีก่อนที่สามารถเริ่มจัดส่งได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน ส่วนปีนี้ทั้งงานเปิดตัวและการจัดส่งกลับเริ่มล่าช้ากว่าปกติถึง 4 สัปดาห์”

สำหรับลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านรายงานได้ที่ “Market Share: PCs, Ultramobiles and Mobile Phones, All Countries, 3Q20 Update.” และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่องค์กรต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพลิกฟื้นธุรกิจหลัง COVID ซึ่งรวบรวมไว้ในส่วนการรีเซ็ตกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณในเว็บไซต์ gartner.com พร้อมงานวิจัยข้อมูลเชิงลึกและเว็บบินาร์ฟรี เพื่อช่วยนำเสนอหนทางให้แก่เหล่าผู้นำองค์กรได้สร้างความยืดหยุ่นบนเส้นทางสู่การฟื้นตัวของธุรกิจ

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 

from:https://www.mobileocta.com/gartner-reveals-third-quarter-global-smartphone-sales-this-year/