คลังเก็บป้ายกำกับ: GAMING_ZONE

CORSAIR HS70 PRO Wireless แค่ 3 พัน หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1 นุ่มใส่สบาย

Corsair HS70 PRO Wireless แค่ 3 พันกว่าบาท หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1

CORSAIR HS70 PRO Wireless

CORSAIR HS70 PRO Wireless จัดว่าเป็นหูฟังไร้สายเล่นเกม ราคาประมาณ 3 พันต้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นจัดเต็ม พร้อมดีไซน์ที่ดูสบายตา เพิ่มความ Comfort ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม ที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และครอบหูฟังในแบบเมมโมรีโฟม ให้ความกระชับ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 channel แต่ที่น่าสนใจคือ การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ลดข้อจำกัดให้กับเกมเมอร์ ให้สามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานได้สะดวกมากกว่าเดิม รวมถึงการสื่อสารร่วมกับทีมได้อย่างคล่องตัว แม้ขณะที่เดินไปยังจุดต่างๆ ภายในบ้าน หรือในระหว่างช่วง รวมไปถึงกลุ่มที่ Work from Home หรือการชมภาพยนตร์บนหน้าจอใหญ่ๆ ก็สะดวกสบายกว่า ไม่ต้องยึดติดอยู่กับโต๊ะเพียงอย่างเดียว

จุดเด่น

  • ครอบหูฟังนุ่มนวล สวมสบาย
  • น้ำหนักเบา ไม่เกะกะ
  • เสียงกลางแน่น เสียงแหลมเด่นชัด
  • เชื่อมต่อไร้สาย เคลื่อนไหวอิสระ
  • ใช้งานได้นาน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • ปรับระดับเสียงได้จากหูฟัง

ข้อสังเกต

  • การปรับเลื่อนครอบศีรษะทำได้ไม่เยอะ
  • ข้อต่อปรับหมุน 90 องศาไม่ได้
  • เชื่อมต่อ WiFi เพียงอย่างเดียว ไม่มี Bluetooth

CORSAIR HS70 PRO Wireless หูฟังไร้สาย

Specification

  • Connector: USB Type-A
  • Wireless Range: upto 40 feet (12m)
  • Battery Life: 16 Hours
  • Headphone Type: Custom Neodymium
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 111dB
  • Drivers: 50mm
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: 2.0k Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -40dB

Unbox

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวกล่องด้านหน้ามาในโทนสีดำ พร้อมกับโลโก้ CORSAIR เด่นชัด และใส่กราฟิกของตัวหูฟังมาอย่างชัดเจน เรียกว่าเห็นทุกด้านไม่ต้องไปลุ้นในกล่อง ซึ่งภาพรวมของแพ๊คเกจ ยังคลุมโทนเดิมที่มีมาในหลายๆ รุ่น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนด้านหลังและด้านข้าง ก็มีเพียงสโลแกน และฟีเจอร์เล็กน้อยมาให้ ต่างจากหูฟังในหลายๆ ค่าย ที่มักจะใส่สเปคมาให้เห็นชัดเจน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาแกะกล่องดูด้านในกันบ้าง ประกอบไปด้วย ตัวหูฟัง อยู่ในกล่องพลาสติกใสกันกระแทก คู่มือแนะนำ ไมโครโฟนแบบถอดได้, USB Receiver และ สายชาร์จ USB Type-A to micro-USB

Design

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ยังคงรูปลักษณ์ในซีรีส์ HS ไว้อย่างเหนียวแน่น พูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่ HS50, HS60 และมาจนถึงรุ่นนี้ ดีไซน์ตั้งแต่บอดี้ ครอบศีรษะ ไปจนถึง Earcup ด้วยวัสดุที่เป็นพลาสติกคุณภาพสูง ครอบบนโครงสร้างอะลูมิเนียม เพื่อความยืดหยุ่น ยังคงคล้ายคลึงกัน ซึ่งการใช้เส้นสายลวดลาย ก็ทำให้บางครั้งดูละมุน มากกว่าความดุดันตามสไตล์หูฟังเกมมิ่งทั่วไป

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อมองเต็มๆ จาก Earcup ด้านข้าง จะเป็นตะแกรงสีดำปิดทับอีกชั้นหนึ่ง และมีโลโก้ CORSAIR ไว้อย่างชัดเจน บนโทนสีดำเกือบจะทั้งบอดี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่อีกด้านกันบ้าง จะเห็นได้ว่ามิติไม่ได้หนาจนทำให้เทอะทะ แม้จะมีบรรดาคอนโทรลต่างๆ มาใส่เอาไว้ และแบตเตอรี่ในตัว เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนาขึ้นจากหูฟังทั่วไปแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟัง HS70 PRO รุ่นนี้ จะไม่ได้มีแสงสีเอฟเฟกต์ตระการตามาให้แต่อย่างใด แต่จะมีเส้นสายเงาๆ เล็กๆ ตัดกับโทนสีดำสนิท ทำให้ดูสะดุดตาในบางโอกาส

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่คาดศีรษะกันบ้าง ด้านนอกมาในโทนสีดำด้าน วัสดุเป็นแบบหนังสังเคราะห์ และโลโก้พิมพ์คาดมาให้ดูเท่ๆ ไม่ได้ให้ความหวือหวามากมาย เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบง่าย ส่วนด้านในบริเวณครอบศีรษะจะเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มมาด้วยวัสดุแบบหนังสีครีม ไม่หนามาก แต่ก็สวมได้ง่าย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟังปรับเลื่อนได้พอสมควร ตามรูปแบบของหูฟังเกมมิ่งทั่วไป รองรับกับศีรษะผู้ใช้ได้หลายขนาด เพียงแต่จะมีแน่นมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของศีรษะแต่ละบุคคล แต่ด้วยความที่น้ำหนักค่อนข้างเบา จึงทำให้การสวมใส่สบายมากขึ้น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

บรรดาชุดควบคุมต่างๆ ที่อยู่บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO ทางด้านซ้าย ประกอบด้วย ปุ่ม Mute (เปิด-ปิดไมโครโฟน), micro-USB สำหรับชาร์จไฟ และสไลด์ปรับเลื่อนระดับเพิ่ม-ลดเสียง รวมถึงช่องต่อไมโครโฟนที่ถอดแยกได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนทางขวามือ จะมีเพียงปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิด-ปิดการใช้งาน ซึ่งการใช้งาน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาที่เมมโมรีโฟมที่ครอบหูฟังกันบ้าง ความหนาไม่มาก แต่ความนิ่มจัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าใช้สำหรับหูฟังเกมมิ่งเลยทีเดียว ใครที่ขี้รำคาญกับหูฟังแบบ Close-cup แบบนี้ จะไม่เจอปัญหาบน HS70 PRO กับความนุ่มนวลที่หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ที่มีความนุ่มนิ่ม น่าสัมผัส เท่าที่ลองก็กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงยังไม่ทำให้อึดอัดหูมากนัก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ไม่โครโฟนเป็นแบบ Unidirectional เก็บรายละเอียดเสียงในมุมต่างๆ ได้ดี อีกทั้งเป็นแบบถอดออกได้ เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตที่อยู่บนหูฟังด้านซ้าย ปรับพับงอได้ตามตำแหน่งของปากผู้ใช้ เพื่อให้ได้ระดับเสียงที่ดีที่สุด ทำงานคู่กับปุ่ม Mute บนหูฟัง

Connection

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวรับ-ส่งสัญญาณ USB Type-A จะต่อเข้ากับด้านหลังคอมหรือด้านหน้าก็ได้เช่นกัน สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับหูฟัง รองรับได้ในระยะประมาณ 12 เมตร ซึ่งระยะทำการให้นิ่งๆ อยู่ที่ราว 10 เมตร เพื่อตัดปัญหาเรื่องของอุปสรรค เช่น ผนังและฝ้าในบ้าน แต่ก็พอให้เดินไปห้องครัว ห้องน้ำได้สะดวก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อต่อเข้ากับพอร์ต USB และวินโดว์ 10 ตรวจเช็คเสร็จสิ้น ก็จะขึ้นมาใน Device ของ Sound เท่าที่ก็พร้อมสำหรับใช้งาน ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

Software

CORSAIR HS70 PRO Wireless

นอกจากนี้สำหรับคนที่ต้องการใช้งานหรือปรับแต่งเสียง ก็ยังมีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า iCUE

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มีให้ปรับ Side tone ซึ่งให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียงพูดของตนเองได้ ขณะที่เรามอนิเตอร์ เสียงจะไม่ดีเลย์ เราจะได้ยินเสียงพร้อมๆ กับเพื่อนได้เลย เหมาะกับคนที่เล่นเกม

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ปรับระบบเสียง 7.1-surround หรือจะเลือกปิดได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เลือกปรับ Equalizer ได้ มีให้เลือกทั้งแบบ Clear chat, Boost Base, FPS Competition, Movie Theatre และ Pure Direct ด้วยการเลือกเปิดหรือปิดการทำงานในบางโหมด เพื่อให้เข้ากับการใช้งานในปัจจุบัน

Game Test

CORSAIR HS70 PRO Wireless

พูดถึงความรู้สึกในการสวมใส่กันก่อน ความกระชับ นุ่มสบาย HS70 PRO Wireless รุ่นนี้ได้คะแนนค่อนข้างดี เพราะน้ำหนักเบา และเมมโมรีโฟม ให้ความนุ่มนวล กระชับสบายหู ไปหนีบศีรษะจนแน่นเกินไป และใครที่ใบหูใหญ่ ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะครอบหูโอบได้สบาย อีกทั้งตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีไม่น้อยเลย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูมุมด้านหลังกัน จะเห็นว่าตัวหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป รวมถึงเมมโมรีโฟม ไม่ได้ถูกกดหรือหนีบมากนัก และกระจายแรงไปยังจุดต่างๆ ได้ จึงทำให้ศีรษะไม่ต้องแบกภาระมากเกินไป หรือไม่ต้องกลัวจะหนีบใบหูจนน่ารำคาญ สำหรับคนที่ใช้เล่นเกม ดูหนังนานๆ น่าจะชื่นชอบแนวนี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาถึงการทดสอบใช้งาน CORSAIR HS70 PRO Wireless กันบ้าง เรื่องแรก การปรับจูน เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโดยปกตินั้น การใช้งานหูฟังแบบพื้นฐาน ก็ตอบโจทย์การใช้งานและความบันเทิงทั่วไปได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้องการสิ่งที่มากกว่า รายละเอียด หรือย่านเสียงให้อยู่ในระดับที่ต้องการหรือชื่นชอบได้ ก็อยู่ที่การปรับแต่งของผู้ใช้เองด้วย เลือกปรับได้ 2 ทางง่ายๆ คือ Equalizer บนวินโดว์ และโพรไฟล์บนซอฟต์แวร์ iCUE ทั้งสองส่วน จะช่วยให้ผู้ใช้เต็มอิ่มกับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้มากยิ่งขึ้น

ในแง่ของความบันเทิงทั่วไป Sound stage อาจไม่ได้กว้างมากนัก แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความคมชัดของเสียงที่อิ่มขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การดูหนัง เล่นเกม เป็นไปอย่างสนุกสนาน เริ่มกันที่การชมภาพยนตร์ หากปรับเป็น 7.1-surround บนซอฟต์แวร์ iCUE เสียงจัดว่าออกรสชาด โดยเฉพาะกับเอฟเฟกต์ที่อยู่รายล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนร่างจากคิลเลอร์บีหรือออพติมัส ที่เสียงเหล็กกระทบกัน อันเป็นเอกลักษณ์จัดมาให้แบบครบเครื่อง หรือฉากเครื่องบินทิ้งบอมบ์ โจมตีในทะเลทราย ที่พระเอกเกือบไม่รอดไปช่วยออพติมัสไพรม์ ก็ออกมาได้สมจริง จัดจ้าน ระเบิดจากขวาไปซ้าย ให้อารมณ์ได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นฉากการโจมตีจากเรือรบใน Battleship’s ไปยังยานเอเลี่ยน เสียงกระทบจากหัวกระสุนก็ยังสะใจ บอกทิศทางซ้ายขวา ให้อารมณ์ตื่นเต้นในการชม มากกว่าหูฟังเดิมๆ ทั่วไป

ในการเล่นเกม ว่ากันตั้งแต่ PUBG หรือ Battlefield V รวมไปถึง NFS ที่จะได้อานิสงในเรื่องของเสียงรอบทิศทางอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน PUBG นั้น ถือว่าสร้างสรรเกมได้ดีทีเดียว เพราะได้ลุ้นอยู่ตลอด จนบางทีได้ยินรอบตัว จนบางครั้งอยากจะปิดฟีเจอร์นี้เลย เพราะตื่นตัวมากเกินไป แต่ก็ทำให้เรามีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม เรียกว่ายังพอให้ได้แก้ไขสถานการณ์ได้ รวมถึงสร้างโอกาสในการโจมตีได้มากขึ้น นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในการเล่นเกม นอกเหนือจากจอภาพใหญ่ๆ ความละเอียดสูงๆ

นอกจากนี้เรายังรวบรวมหูฟังไร้สายสำหรับคอเกมไว้ให้ในบทความ 10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 ในงบไม่เกิน 5,000 บาท ไว้ให้อีกด้วย

Conclusion

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาสรุปการใช้งานหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ที่ได้รับมาทดสอบรุ่นนี้กัน ในสิ่งที่ชอบที่สุด คงจะเป็นเรื่องความสะดวกสบาย เรียกว่าความเบาและความนุ่มนวลในการเลือกใช้วัสดุที่ค่อนข้างถูกจริตกับหูฟังแนวนี้ เนื่องจากขนาดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของหูฟังแนว Close-cup ครอบหูได้พอดี ไม่แน่นจนเกินไป การกระจายน้ำหนักก็ไม่ได้เป็นภาระกับส่วนใดมากเกินไปนัก มีเพียงวัสดุที่หุ้มเมมโมรีโฟม ที่อาจจะเป็นความชื่นชอบของใครหลายคน แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกอุ่นๆ อยู่บ้าง เมื่อใช้งานไปนาน แต่ก็แลกมากับการลดเสียงจากภายนอกได้ดี นอกจากนี้การเป็นหูฟังไร้สาย ก็ช่วยให้สะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่เมื่อย ต้องลุกจากเก้าอี้บ่อยๆ เมื่อเล่นเกม ก็ไม่ต้องกังวลสายหูฟัง จะมาดึงรั้ง ยิ่งคนใช้โน๊ตบุ๊ค ถ้าใช้แบบสาย เผลอเมื่อใด ก็อาจจะลากโน๊ตบุ๊คหล่นมาพังได้ง่ายๆ

ด้านการเล่นเกม และชมภาพยนตร์บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless บอกเลยว่าสายบันเทิงน่าจะชอบ เพราะเสียงที่ได้ จัดจ้านมาเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ที่ดุดเดือด คอเกมแอ็คชั่น FPS ประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อม จะได้อินไปกับเสียงระเบิด ห่ากระสุนหรือจะเป็นการโจมตีอื่นๆ อย่างสะใจ และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบเสียงรอบทิศทาง ที่แค่ปรับจากฟีเจอร์นี้จากซอฟต์แวร์ iCUE ก็เริ่มสนุกได้เลย นอกจากนี้ยังมีโพรไฟล์ ให้ได้เลือกใช้ ร่วมกับความบันเทิงในแนวต่างๆ ส่วนใครที่เล่นเกมเป็นปาร์ตี้ ไมโครโฟน ก็ตอบสนองได้ดี และยังมีให้เลือกปรับเสียงได้ชัด ไม่ว่าจะให้ได้ยินพร้อมเสียงในเกมหรือจะลดเสียงก็ได้ตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่อาจจะทำให้คอเกมรู้สึกว่าขาดไปบ้าง นั่นคือ เรื่องของการเชื่อมต่อแม้จะเป็น WiFi และแทบจะไม่มีการดีเลย์เลยก็ตาม แต่ไม่ได้รองรับสัญญาณ Bluetooth ซึ่งก็อาจจะยังเป็นความต้องการของเกมเมอร์สายโมบายอยู่ด้วย อีกเรื่องก็คือ ใครที่ชื่นชอบความมีสีสัน แสงไฟ RGB หูฟังรุ่นนี้ อาจจะไม่ใช่แนวของคุณ เพราะมาในโทนสีที่เรียบง่าย มีให้เลือก 2 แนวคือ Cream และ Black เท่านั้น มีเพียงลวดลายที่ขอบ Head band และ Earcup นิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งก็ดูจะลงตัวกับคนที่อยากจะใช้ในหลายๆ โอกาส

ราคา ประมาณ 3,500 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม Corsair

5 วิธีเลือกหูฟังเล่นเกมไร้สาย

หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย จัดว่าเป็นหูฟังอีกรูปแบบหนึ่งที่คอเกมให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ ด้วยความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องยึดติดกับสายที่รั้งติดกับเครื่อง จะลุกไปห้องน้ำ หรือไปหาของว่างในตู้เย็น ก็ต้องถอดวาง ซึ่งเกมเมอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากพลาดการติดต่อกับเพื่อนๆ ภายในเกม อีกทั้งหูฟังแบบไร้สายในเวลานี้ ยังออกแบบได้สวยงาม ขนาดพอเหมาะ สวมใส่สบาย ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกมเมอร์ให้ความสนใจ แต่จะเลือกหูฟังไร้สายนี้อย่างไร?

1.รูปลักษณ์ ขนาด สวมใส่สบาย: การออกแบบเป็นสิ่งที่เกมเมอร์พิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะต้องสวมใส่ในการเล่นเกมเป็นเวลานานๆ หูฟังจึงต้องมีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย กระชับ ไม่บีบรัดจนเกินไป มีความยืดหยุ่นในการปรับระดับให้เข้ากับศีรษะได้ง่าย และไม่หนักจนเกินไป จึงทำให้ใช้เล่นเกมได้ยาวนานมากขึ้น

2.ความง่ายและรวดเร็วในการเชื่อมต่อ: ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคอเกมได้เช่นกัน หูฟังไร้สายสำหรับการเล่นเกม ต้องรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ให้พร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับสัญญาณ WiFi หรือ Bluetooth ก็ตาม เช่นการเชื่อมต่อแบบไร้สายความถี่ 2.4Ghz ทำให้คุณยืดระยะจากจุดที่เล่นได้ไกลถึง 12 เมตร จึงช่วยให้คุณเดินไปทานอาหาร เข้าห้องน้ำหรือทำธุระส่วนตัวภายในบ้านได้สะดวกมากขึ้น

3.ใช้งานได้ยาวนาน: เมื่อเป็นแบบไร้สาย จึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นจึงต้องเลือกหูฟังที่มีแบตเตอรี่ภายในสามารถให้การใช้งานได้ยาวนานต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง เพื่อจะได้ไม่ขัดจังหวะขณะที่กำลังเล่นเกมอยู่อย่างสนุกสนาน หูฟังไร้สายบางรุ่น ให้ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10-20 ชั่วโมงต่อการชาร์จ จึงทำให้คุณสนุกสนานไปกับเกมที่ชื่นชอบได้นานขึ้น

4.ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ ให้เสียงที่ทรงพลัง: เพื่อความสนุกสนานในการเล่นเกม พลังเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญ หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ บางรุ่นมาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ที่ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม ด้วยการปรับปรุงให้ถ่ายทอดเสียงเบสได้ดีขึ้น ให้เสียงกลางที่คมชัด และเสียงต่ำที่ไพเราะ ให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับการเล่นเกม

5.รองรับการใช้งานได้หลากหลาย: หูฟังไร้สายบางรุ่นออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อความบันเทิงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมคอนโซลหรือสมาร์ทโฟนก็ตาม หูฟังไร้สายแบบ Bluetooth ที่ออกแบบมาเพื่อการดูหนัง, ฟังเพลง และสนทนาด้วยเสียง และความบันเทิงได้ขณะเดินทางได้ดี

Wireless Headset Wire Headset
การเคลื่อนไหว คล่องตัว ติดสายหูฟัง
การเชื่อมต่อ ต้อง Pair กับตัวรับ ต่อสายใช้ได้เลย
ระยะเวลาการใช้งาน ต้องชาร์จไฟ เมื่อแบตหมด ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้ได้ต่อเนื่อง
น้ำหนัก เบา เบา
ระยะห่างจากคอม ห่างตามระยะสัญญาณ สั้นตามระยะของสาย
การตอบสนอง ไว ไว
การเชื่อมต่อ Wireless/ Bluetooth สาย Cable

Related Topics

10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 เล่นเกมสะใจ ไม่เกิน 5,000.-

10 Wireless headset 2021 cov2 1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000

10 Gaming headset 2021

10 อันดับหูฟังไร้สาย เดือน พฤษภาคม 2564

Wireless Gaming headset 2021

หูฟัง HyperX Cloud MIX เล่นเกมไร้สาย เบา เสียงสะใจ ได้ทุกแพลตฟอร์ม

HyperC Cloud Wireless

from:https://notebookspec.com/web/590000-corsair-hs70-pro-wireless-headset

HyperX Alloy Origins 60 คีย์บอร์ดเกมมิ่งไซส์มินิ ทน ตอบสนองไว ไฟ RGB เล่นได้ทั้งวัน

คีย์บอร์ดเกมมิ่งไซส์เล็ก Red Switch HyperX Alloy Origins 60 ทนทาน ตอบสนองไว ไฟ RGB

HyperX Alloy

HyperX Alloy Origins คีย์บอร์ดเกมมิ่งในแบบแมคคานิคอลไซส์กระทัดรัดแบบ 60% ที่ทำให้คอเกมสามารถมีพื้นที่ในการเล่นเกมบนโต๊ะได้เยอะขึ้น คีย์สวิทช์รุ่นใหม่ ทนทาน กดสนุก ปรับแสงไฟ RGB ที่ปุ่มได้จากซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ราคา 3,290 บาท

จุดเด่น

  • ขนาดเล็กกระทัดรัด ประหยัดพื้นที่
  • มาพร้อมสวิทช์ HyperX Red กดสนุก ทนทาน
  • ปุ่มสวิทช์ตอบสนองไว
  • สายถอดได้เป็นแบบ USB
  • มีแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์
  • ปรับแต่งปุ่มมาโครได้

ข้อสังเกต

  • ต้องทำความคุ้นเคยพอสมควร ในการใช้งาน
  • ระยะการกดค่อนข้างไว อาจนิ้วลั่นได้ง่าย
  • ปุ่มมัลติมีเดีย ใช้ร่วมกับปุ่มธรรมดา ต้องกด Fn

HyperX Alloy Origins 60

Specification

  • Switch: HyperX Switch
  • Type: Mechanical
  • Backlight: RGB (16,777,216 colors)
  • Light effects: Per key RGB lighting2 and 5 brightness levels
  • Onboard memory: 3 profiles
  • Connection type: USB-C to USB-A
  • Anti-ghosting: 100% anti-ghosting
  • Key rollover: N-key mode
  • Media control: Yes
  • Game Mode: Yes
  • OS compatibility: Windows® 10, 8.1, 8, 7
  • Switch
  • Switch: HyperX Red Switch
  • Operation style: Linear
  • Operating force: 45g
  • Actuation point: 1.8 mm
  • Total travel distance: 3.8 mm
  • Life span (keystrokes): 80 million
  • Cable
  • Type: Detachable, Braided
  • Length: 1.8 m
  • Dimensions: W 296.0 mm x D 105.5 mm x H 36.9 mm
  • Weight: (keyboard and cable) 781.5 g
  • Keycaps: Material PBT3

Design

HyperX Alloy

มาดูแพ็คเกจของคีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy Origins 60 รุ่นนี้กันก่อน ตัวกล่องยังมาในโทนสีแดงสดใส ตัดกับสีขาว ให้ดูสะอาดตา พร้อมกราฟิกของคีย์บอร์ดด้านหน้า ให้เห็นได้ชัดเจน โดยด้านหน้าระบุรายละเอียดของคีย์บอร์ดมาด้วย เช่น 60% Form Factor หรือจะเป็นปุ่มแบบดับเบิลช็อต และมีแสงไฟ RGB ส่วนด้านหลังกล่อง มีข้อมูลสำคัญ เช่น บอดี้อะลูมิเนียมอัลลอย มีที่ดึงปุ่มและปุ่มเสริมมาให้ ขาตั้งปรับระดับได้ 3 ระดับ และ Key Cap ที่มีแสงไฟ RGB ลอดออกมาอย่างสวยงาม

HyperX Alloy

เปิดกล่องดูภายใน ก็จะมีตัวคีย์บอร์ดเกมมิ่ง HyperX Alloy Origins 60 ตัวเล็กกระทัดรัดใส่มาในกล่อง และเอกสาร สำหรับการใช้งาน ในส่วนนี้ เราจะไปคียกันใน Bundle

HyperX Alloy

เมื่อแกะคีย์บอร์ดออกจากกล่อง ก็จะเห็นตัวเต็มๆ ของคีย์บอร์ด Origins 60 รุ่นนี้ ที่เรียกว่ากระทัดรัดน่าใช้งานไม่น้อยเลย


Bundle

HyperX Alloy

มาดูของในกล่องกันบ้างดีกว่า ว่ามีอะไรบันเดิลมาให้ ซึ่งโดยปกติเราก็จะเห็นเฉพาะในส่วนของตัวคีย์บอร์ด สายสัญญาณ และคู่มือจากทาง HyperX เป็นส่วนใหญ่

HyperX Alloy

สิ่งแรกที่น่าจะจำเป็นต่อการใช้งาน แม้จะเป็นเพียงคีย์บอร์ด แต่คู่มือการใช้งานและคำแนะนำที่มีมาให้ด้วยก็สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น และทำความคุ้นเคยกับคีย์บอร์ดได้รวดเร็ว โดยเฉพาะกับคนที่ใช้งานเกมมิ่งคีย์บอร์ดตัวแรกๆ

HyperX Alloy

และสิ่งที่มีมาให้ นอกเหนือจากคีย์บอร์ดเกมมิ่งรุ่นนี้ และคู่มือก็คือ สายสัญญาณ USB Type-C to Type-A ซึ่งพอร์ตที่ต่อจากคีย์บอร์ดจะเป็น Type-C ส่วนต่อกับพีซีจะเป็น Type-A แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือ ปุ่มคีย์แคปที่เป็น Esc และ Spacebar ที่เป็นดีไซน์เฉพาะของ HyperX และ KeyCap Puller Remove หรือตัวดึงปุ่ม เมื่อจะต้องเปลี่ยนคีย์แคปนั่นเอง


Keyboard

HyperX Alloy

หลังจากที่ดูของในกล่องและบันเดิลต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาทำความรู้จักกับตัวคีย์บอร์ด HyperX Alloy รุ่นนี้กันแบบเต็มๆ ดีกว่า

HyperX Alloy

คงต้องบอกว่า Origins 60 รุ่นนี้ จัดเป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดรุ่นแรกที่เป็นแบบ 60% จากทาง HyperX เพราะก่อนหน้านี้ เราจะเห็นอย่างมากก็แค่แบบ Ten-keyless อย่างในรุ่น Alloy Origins Core และส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Full-size จัดเต็ม บางรุ่นก็มาพร้อมมัลติมีเดียคีย์ เต็มรูปแบบ แต่กระแสในช่วงหลังมานี้ จะเห็นได้ว่าธีมคีย์บอร์ดในกลุ่ม TKL เริ่มมีเยอะขึ้น และได้รับความนิยมสูง แต่คีย์บอร์ดที่เล็กกว่า หรือที่เรียกว่า 60% ก็ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อยเลย HyperX จึงเริ่มนำโมเดลนี้ มาลุยตลาดที่ถือว่ายังเป็นกลุ่มของคนที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบความกระทัดรัด พกพาสะดวก และประหยัดพื้นที่ ให้ได้ลิ้มลองกัน

โดยบอดี้หลักของ Origins 60 นี้ ยังคงเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมอัลลอย ที่มีความแข็งแรง และทนทาน แม้ว่าจะทำให้น้ำหนักเบาลง แต่โดยส่วนตัวก็มองว่า ไม่ได้เบาลงมาก แต่เป็นข้อดีคือ ไม่เลื่อนไหลไปมาได้ง่าย อีกทั้งมีพื้นยางที่เป็นฟีตคอยยึดติดกับพื้นโต๊ะได้ดีเลย

HyperX Alloy

ด้านใต้ของคีย์บอร์ด มีโลโก้ HyperX ตัวใหญ่อยู่ด้านใต้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การออกแบบขาตั้งสำหรับปรับมุมไว้ถึง 3 ระดับ แต่เป็นขาล็อคแบบซ้อนกันอยู่ รายละเอียดจะว่ากันต่อที่ด้านล่างนี้

HyperX Alloy

สเตปในการปรับระดับความชัน ซึ่งทำได้ถึง 3 ระดับคือ เน้นวางแนวราบ สำหรับเกมเมอร์ที่ชอบความคล่องตัว ส่วนอีกสเตปหนึ่งนั้น ใช้ขาตัวเล็กที่ซ้อนกันอยู่ องศานี้ น่าจะเหมาะกับคนที่ใช้ในการพิมพ์งาน และอีกระดับหนึ่งคือ ขาตัวใหญ่ เมื่อวางแล้วจะเอียงองศาไว้ค่อนข้างชันเลยทีเดียว น่าจะเหมาะกับเกมเมอร์ที่เล่นแนว Action FPS หรือชู๊ตติ้ง เพราะให้ความรู้สึกในการวางมือได้อย่างสมดุลกับการเคลื่อนไหวเมาส์ มากกว่าแนวราบ

HyperX Alloy

ขาล็อคด้านใต้ ขนาดใหญ่พอสมควรเลย เพราะถ้าเทียบกับในรุ่นก่อนๆ สัดส่วนของขาตั้งนี้ จะมีมากกว่า และยังแบ่งระดับให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญยังมีพื้นยางขนาดเล็กๆ ในแต่ละชิ้น เพื่อให้ยึดกับโต๊ะได้แน่นมากขึ้น โดยส่วนที่เป็นตัวยางหรือ Feet นั้นจะมีด้วยกัน 4 จุด ในแต่ละมุม ไม่เลื่อนหลุดง่ายๆ เมื่อเล่นเกมแบบเข้าด้ายเข้าเข็ม

HyperX Alloy

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อของคีย์บอร์ดรุ่นนี้ จะเป็นแบบ USB Type-C โดยมีสายสัญญาณแบบ Type-C to Type-A มาให้ และเป็นสายถัก ที่ดูแน่นๆ พอสมควร ลดปัญหาเรื่องความเสียหาย เมื่อต้องเลื่อนถูไปมากับด้านหลังเคสคอม

กับหน้าตาของ Alloy Origins ที่มีแสงไฟเริ่มสว่างขึ้นทันที เมื่อต่อสายสัญญาณคีย์บอร์ดเข้ากับพอร์ต USB ของพีซีที่ใช้

HyperX Alloy

หน้าตาค่อนข้างจิ้มลิ้มเลยทีเดียว สำหรับคีย์บอร์ดจาก HyperX Alloy รุ่นนี้ บอกมิติแบบคร่าวๆ ไว้ก่อนดังนี้ครับ ความยาววัดได้ประมาณ 29.5cm ความกว้างประมาณ 10.5cm เท่านั้น ส่วนใครอยากทราบว่า ขนาดต่างจากคีย์บอร์ดปกติมากน้อยขนาดไหน ไปต่อกันด้านล่างเลยครับ


Switch

HyperX Alloy

แนะนำ HyperX Red switch กันแบบคร่าวๆ กันก่อน สำหรับคนที่อาจจะเริ่มใช้แมคคานิคอลคีย์บอร์ดกันในแรกๆ สำหรับคีย์สวิทช์รุ่นนี้ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Cherry MX ที่เป็น Red switch อยู่มากทีเดียว แต่มีความโดดเด่นกว่า เพราะระยะ Travel distance เป็นช่วงการกดลงไปจะตื้นกว่าเล็กน้อย และการตอบสนองจะไวกว่าเพราะ Actuation Point อยู่ที่ราว 1.8mm เท่านั้น แต่ทั้งคู่เป็นสวิทช์แบบ Linear เช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจคือ HyperX Red นั้น ให้ความทนทานต่อการกดได้ถึง 80 ล้านครั้งเลยทีเดียว

HyperX Alloy

เมื่อแกะดูด้านในของคีย์แคปจะเห็น Red switch และหลอดไฟ LED ด้านบนของตัวสวิทช์ ซึ่งเป็นแสงไฟแบบ RGB สามารถปรับแต่งได้ด้วยซอฟต์แวร์

HyperX Alloy

โดยที่คีย์แคปจะเป็นแบบ PBT ดับเบิลช็อต ซึ่งหลายคนที่คุ้นเคยกับคีย์แคปหรือใช้งาน Mechanical keyboard น่าจะชื่นชอบปุ่มคีย์แคปแบบนี้กันไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว ยังให้แสงไฟที่ลอดออกมาได้คมชัด และที่สำคัญยังให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนคีย์แคปแบบที่ชอบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


Feature

HyperX Alloy

คุณสมบัติหลักๆ ของคีย์บอร์ดรุ่นนี้ อยู่ที่การปรับแสงไฟคีย์บอร์ด RGB เพื่อเพิ่มความสวยงามได้ โดยมีเอฟเฟกต์ให้เลือกใช้บนซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ที่เราจะมาพูดถึงกันในช่วงต่อไป รวมถึงการตั้งค่ามาโครด้วยเช่นกัน


Software

HyperX Alloy

สำหรับซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY นี้ เป็นสิ่งที่ควบคู่มากับบรรดาเกมมิ่งเกียร์ของ HyperX มาช้านาน และล่าสุดเพิ่งจะได้ปรับเปลี่ยนเวอร์ชั่นใหม่ ให้อัพเดตเข้ากับชุดเกมมิ่ง RGB ใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และยังอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้กับอุปกรณ์ HyperX ของคุณแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว เรียกว่าเสียบปุ๊บก็ Detect ปั๊บ ใช้งานง่ายขึ้น

ด้านในซอฟต์แวร์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักตามการใช้งาน ด้านซ้ายสุดจะเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ไม่ว่าคุณจะใช้เกมมิ่งเกียร์รุ่นไหนจาก HyperX อยู่ หากรองรับซอฟต์แวร์นี้ ระบบจะตรวจเช็คและเพิ่มในรายการให้คุณได้ปรับแต่งใช้งานได้ทันที ในที่นี่เรามีอยู่ 2 ชิ้นคือ Keyboard และ Mouse

ส่วนทางด้านขวาจะเป็นแถบที่ใช้ในการตั้งค่าแสงสี และอุปกรณ์ที่เราใช้ เมื่อมีการปรับแต่งในส่วนใด ก็จะพรีวิวขึ้นบนอุปกรณ์ให้เห็นจากหน้าจอได้เลย เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่จะปรับแต่งอย่างละเอียด เพราะไม่ต้องคอยหันมามองที่อุปกรณ์ โดยในส่วนของเอฟเฟกต์แสงไฟนั้น มีให้เลือกถึง 5 รูปแบบด้วยกันคือ Breathing, Confetti, Swipe, Solid, Twilight, Wave และ Sun

HyperX Alloy

แนะนำการใช้งานง่ายๆ คือ ให้เลือกรูปแบบของเอฟเฟกต์แสงไฟในช่อง Effect จากนั้นคลิ๊กที่เครื่องหมาย “+” Add Effect แล้วเลือกรูปแบบที่ชอบ กรณีที่ชอบแสงไฟรูปแบบเดียว ให้ Remove ตัวอื่นๆ ที่อยู่ในช่องนี้ แต่ถ้าต้องการให้วนลูป แบบมีหลายๆ เอฟเฟกต์รวมกัน ก็เพิ่มเข้าไปได้ตามต้องการ

Target: ในหัวข้อถัดมา ให้เลือกว่าจะใช้เอฟเฟกต์ที่เลือกมานี้ในรูปแบบใด จะเลือกให้สว่างบนปุ่มบนคีย์บอร์ดทั้งหมด หรือจะเลือกเฉพาะปุ่ม ส่วนในหัวข้อ Opacity ก็คือ ความเข้มข้นของแสง จะเลือกให้จากลงมาหน่อย เพื่อความสวยงาม หรือเน้นให้เข้ม กรณีที่เล่นในห้องมืดๆ ก็น่าสนใจ เลื่อนสไลด์บาร์ไปซ้ายหรือขวาตามชอบได้เลย

Speed: ในข้อนี้คือ การปรับความเร็วของเอฟเฟกต์ ว่าต้องการให้ไฟเคลื่อนไหวไปมา ด้วยความเร็วระดับใด บางคนอาจจะชอบช้าๆ เน้นความสวยงาม แต่บางคนชอบความตื่นเต้นเวลาเล่นเกม ก็ปรับเร็วๆ ได้เช่นกัน

HyperX Alloy

ส่วนอีกแท็ปนั้นจะเป็นหัวข้อ Key สำหรับเอาไว้ใช้ในการตั้งมาโคร หรือชุดคำสั่งพิเศษ ให้กับการเล่นเกม เช่นเดียวกับการตั้งค่าฟังก์ชั่นบน Windows หรือเลือกเป็นชอร์ตคัท สำหรับปรับการใช้งานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเล่นเกมนั่นเอง

HyperX Alloy

มาดูในส่วนของแสงไฟ RGB ที่ปรากฏบนคีย์บอร์ด Alloy Origins 60 รุ่นนี้กัน จากภาพด้านบน เป็นการปรับถ่ายในห้องที่มีแสงไฟน้อย เพื่อให้เห็นความสว่างของปุ่มบนคีย์บอร์ด จะเห็นได้ว่าแสงออกมาค่อนข้างคมชัดสดใส การปรับสีทำได้ต่อเนื่อง การเลื่อนไหลก็ดูสวยงามดีทีเดียว ใครที่เล่นในห้องมืด มั่นใจได้ว่ายังไงก็กดได้แม่นอย่างแน่นอน

HyperX Alloy

ตัวอย่างเอฟเฟกต์แสงไฟในแบบต่างๆ เรื่องของความสดใสของสีสัน บอกได้เลยว่า น่าจะถูกอกถูกใจเกมเมอร์สาย RGB ที่เน้นความสวยงามให้กับระบบ Game Rig ที่ใช้อยู่ บอกได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งเกมมิ่งคีย์บอร์ดที่ปรับแต่งได้ค่อนข้างง่าย เมื่อเทียบกับหลายๆ ค่ายที่เคยได้สัมผัสมา

HyperX Alloy

Gaming Test

HyperX Alloy

ความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสคีย์บอร์ดเกมมิ่ง HyperX รุ่นนี้กับการเล่นเกม เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างไปจากคีย์บอร์ดแบบ Full-size หรือ TKL ที่เคยใช้ แต่เป็นแบบที่น่าจะใช้คำว่ามินิมอลได้อย่างชัดเจน คือ ไม่ว่าจะเป็นการวางมือ หรือการเคลื่อนย้าย ให้อารมณ์ของการควบคุมหรือใช้งานได้ดีทีเดียว คล้ายๆ กับการที่คุณเคยใช้รถใหญ่ๆ แล้วมาจับจักรยานยนต์ในบางช่วงของวัน ซึ่งได้ความรู้สึกที่ค่อนข้างผ่อนคลาย

ส่วนการใช้งาน หากคุณไม่ได้เน้นลูกเล่นการปรับแต่งหรือใช้ฟังก์ชั่นบ่อยๆ เช่น การปรับแสงไฟ เสียงหรือบรรดา Prt screen และอื่นๆ มากนัก ก็แทบจะไม่ได้ต่างไปจากคีย์บอร์ดขนาดปกติเลยด้วยซ้ำ การเคลื่อนไหวของนิ้วก็ถูกกำหนดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น แต่จะบอกว่าสะดวกไปเสียทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะคนที่ใช้คีย์บอร์ดใหญ่ อาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการระยะด้วยหางตา หรือความรู้สึกอยู่พอสมควร

ส่วนในเรื่องของปุ่มหรือคีย์แคป ให้ความแม่นยำและตอบสนองได้ดี ในช่วงแรกๆ อาจจะไวไปด้วยซ้ำ เพราะยังไม่ค่อยชิน สำหรับคนที่เล่น Blue switch มาแต่เดิม อาจจะต้องลดน้ำหนักนิ้วสักนิด เพราะมันไม่ได้มีจังหวะที่สองให้รอ วางนิ้วเผลอลงน้ำหนักไปหน่อย ก็ทำงานแล้ว โดยเฉพาะจังหวะที่เคลื่อนไหว หรือ หลบหลีกอยู่หลังที่กำบัง ต้องระวังไว้ให้ดี แต่พอได้ปรับตัวใช้งานไปสักระยะ ก็จะคุ้นเคยไปเอง ในความรู้สึกเวลาที่เล่น PUBG หรือ COD Warzone ค่อนข้างจะไปได้ดี และด้วยความเป็น Linear เสียงก็ลดน้อยลง แต่ก็ยังมีเสียงอยู่ตามสไตล์ แต่ไม่ได้เป็นแบบ Clicky เท่านั้นเอง

ส่วนเกม Racing แนว NFS ก็ใช้งานได้สะดวกเช่นกัน แต่อาจจะต้องใช้งานไปสักระยะ เพื่อให้จังหวะการควบคุมนิ่งขึ้น เพราะด้วยระยะกดที่สั้น ก็ทำเอาบางครั้ง การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ก็คอนโทรลได้ยากเช่นกัน ซึ่งตรงจุดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความแม่นยำของแต่ละคนด้วย ในการวางน้ำหนักขณะที่เล่น เช่นเดียวกับใน Death Stranding ที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ในการคอนโทรลให้เข้ากับเมาส์ เพื่อการเคลื่อนไหวที่ได้สมดุลนั่นเอง

นอกจากการเป็นคีย์บอร์ดเล่นเกมแล้ว ยังน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ใช้ในการพิมพ์งาน เพราะแรงต้านและการตอบสนองที่ไว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่พิมพ์สัมผัส ให้ความรู้สึกได้ไว และไม่ต้องกดลึกมาก เรียกว่าเข้ากันได้ทั้งการทำงาน ท่องเว็บและการเล่นเกม

HyperX Alloy

Alloy Origins Alloy Elite 2 Alloy Origins 60
ประเภทปุ่มกด HyperX (Red/Aqua/Blue) HyperX Red HyperX Red
ไฟพื้นหลัง RGB LED RGB LED RGB LED
ฟอร์มแฟคเตอร์ ขนาดปกติ ขนาดปกติ 60%
ปุ่มมีเดีย รวม แยกส่วน รวม
การรองรับ NGENUIUTY สนับสนุน สนับสนุน สนับสนุน
โพรไฟล์ไฟส่องสว่าง 3x 3x 3x
USB 2.0 Pass-Through Ok
ประเภทสายสัญญาณ ถอดได้ (USB Type-C) ถอดแยกไม่ได้ ถอดได้ (USB Type-C)
ราคา 3,290 4,590 3,290

Conclusion

HyperX Alloy Origins 60 83

มีอะไรให้พูดกันอีกเยอะครับ สำหรับคีย์บอร์ดเกมมิ่งรุ่นนี้ แม้จะเป็นคีย์บอร์ด 60% ที่มีความกระทัดรัด แต่ก็ซ่อนความสนุกเอาไว้เยอะเลยทีเดียว ว่ากันตั้งแต่เรื่องการใช้งาน ไปจนถึงการปรับแต่ง โดยเฉพาะคอเกมที่ชอบความกระทัดรัด โต๊ะเล่นเกมจัดเอาไว้ สำหรับคอมหรือหน้าจอขนาดใหญ่ ก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับการขยับเมาส์ได้อย่างเหลือเฟือ ด้วย Red switch ที่ใช้อยู่บนคีย์บอร์ด HyperX Alloy Origins 60 รุ่นนี้ ทำให้คนที่ชอบความไว ตอบสนองได้เร็ว สนุกกันเต็มอิ่ม เพราะจากการใช้ในหลายๆ เกม ทำให้รู้สึก Alert มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวในช่วงแรกๆ อาจจะเหวอเล็กน้อย เพราะลั่นไปหลายจังหวะ แต่พอมาใช้นานๆ เข้า ก็เริ่มชินมือไปเอง

ส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะชื่นชอบคีย์บอร์ดรุ่นนี้เช่นกันก็คือ ท่องเน็ตกับพิมพ์งาน เพราะพิมพ์ได้อย่างสะใจเลยทีเดียว อีกทั้งปุ่มมีแรงต้าน ให้การพิมพ์ได้ไว และเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังกดเลื่อนหน้าง่ายขึ้นอีกด้วย แต่อาจจะต้องเซ็ตปุ่มให้เหมาะกับการใช้งานด้วยเช่นกัน ส่วนสีสันบอกเลยว่า จัดจ้านสวยงาม ปรับแต่งก็ง่าย ผ่านทางซอฟต์แวร์ แค่เลือกโพรไฟล์ตามที่คุณต้องการ ก็เปิดใช้งานได้ทันที ซึ่งในภาพรวมเคาะราคาประมาณ 3 พันต้นๆ ก็ถือว่าค่อนข้างลงตัว เมื่อเทียบกับราคารุ่นใกล้เคียงกันในตลาด นอกจากจะได้สวิทช์ Red ทนทานระดับ 80 ล้านครั้ง พร้อมแสงไฟ RGB และเป็นแบบ Keyboard 60% ได้คีย์แคปแบบ PBT Double shot งานเนี๊ยบๆ บอดี้อะลูมิเนียมอัลลอย ปรับแต่งมาโครและไฟ RGB ราคานี้ก็น่าสนใจไม่เบาเลย


ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX Alloy Origins 60

ราคา: ประมาณ 3,290 บาท


รู้จักกับคีย์บอร์ดเกมมิ่ง 60%

คีย์บอร์ด 60% คีย์บอร์ดขนาดเล็ก มีแค่ 61 ปุ่ม โดยจะรวบรวมเอาปุ่มคำสั่ง Insert, Page Up, Page Down ฯลฯ เข้ามาอยู่ในปุ่มหลักด้วย ส่วนปุ่มลูกศรก็ถูกเอามาทับกับปุ่ม Alt, ปุ่มคลิกขวาบนคีย์บอร์ด, Ctrl ฝั่งขวามือ และปุ่มลูกศรชี้ขึ้นบนจะทับกับตัวอักษร “ฝ” บนแป้นภาษาไทย เวลาจะกดปุ่มเหล่านี้ก็ต้องกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะเปลี่ยนเป็นปุ่มแบบเดิมที่ไม่ใช่ปุ่มลูกศร

HyperX Alloy Origins 60 4

ปัจจุบันผู้เขียนใช้คีย์บอร์ดแบบ 60% เป็นคีย์บอร์ดหลักมาร่วมสองสัปดาห์แล้วพบข้อดีคือตัวคีย์บอร์ดมีขนาดเล็กไม่กินพื้นที่ เวลาลากเมาส์ตอนเล่นเกมแนว FPS นิ้วโป้งก็ไม่โดนคีย์บอร์ดเหมือนตอนใช้คีย์บอร์ด Mechanical ขนาด Full size และถ้าคีย์บอร์ดนั้นต่อ Bluetooth ได้ก็สามารถพกใส่กระเป๋าเป้ไปใช้งานตามสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าแบบ 75% เสียอีก

ส่วนข้อสังเกตคือเวลากดปุ่ม ฝ, ฦ, /, ? ที่กลายเป็นปุ่มลูกศรชี้ขึ้นนั้นต้องอาศัยการปรับตัวจากที่เคยกดได้เลยก็ต้องเลื่อนมือมากด Fn ค้างไว้ก่อนแล้วค่อยกดปุ่มเหล่านี้ได้ ซึ่งแม้จะใช้เวลาอยู่บ้างแต่แลกกับการได้ใช้คีย์บอร์ดขนาดเล็กก็จัดว่าไม่เลวเช่นกัน


การเลือกใช้งานคีย์บอร์ดไร้สาย

การเลือกซื้อคีย์บอร์ดแบบไร้สายนั้น สามารถดูได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งรูปแบบการใช้งาน ขนาดของคีย์บอร์ด แบตเตอรี่ และไลฟ์สไตล์การใช้งานของตัวเองด้วย รวมไปถึงประเภทของปุ่มกด ที่มีอยู่หลายแบบให้เลือกใช้ อยู่ที่ว่าจะเอาไปใช้งานแบบไหน และใช้กับเครื่องมืออะไร สิ่งแรกที่ควรดูก่อนเลยนั่นก็คือขนาดของคีย์บอร์ด ที่มีอยู่หลายขนาดมากๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กแบบพกพาง่ายๆ มีน้ำหนักเบา หรือจะเป็นแบบพับได้ก็มี ซึ่งแบบนี้จะเหมาะกับคนที่ต้องทำงานนอกสถานที่เป็นประจำ เพราะต้องพกพาไปด้วย

ฟังก์ชัน Switching หรือ Multi Pairing ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อของคีย์บอร์ด และอุปกรณ์หลักที่ใช้งาน สามารถเชื่อมต่อกันได้หลายตัวพร้อมๆ กัน และสามารถสลับเครื่องไปมาได้ เช่น การเชื่อมต่อกับมือถือกับแท็ปเล็ต การเชื่อมต่อมือถือกับโน๊ตบุ๊ค ฯลฯ ซึ่งข้อดีของการมี Switching หรือ Multi Pairing ก็คือจะทำให้การใช้งานหลายเครื่องเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสลับเครื่องเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอ

กลไกของคีย์บอร์ด ที่ถึงแม้ว่าจะมีบางคนที่ไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่การเลือกซื้อกลไกของคีย์บอร์ดจริงๆ แล้วมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลย เนื่องจากรูปแบบของกลไกนั้น จะมีอยู่ถึง 4 แบบด้วยกัน นั่นก็คือ

  • Membrane: กลไกที่เป็นแบบทั่วไป หรือในแบบเก่าก็ว่าได้ ที่เป็นพลาสติกครอบทับกับแผ่นยาง เมื่อกดแล้วแผ่นยางจะยุบตัวไปสัมผัสกับแผงวงจร แล้วก็เด้งกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งแบบนี้จะมีข้อดีตรงที่ เป็นคีย์บอร์ดที่มีราคาถูกมาก และเหมาะกับการใช้งานทั่วไป
  • Pantograph: ปุ่มคีย์แบบกดง่ายสบายนิ้ว ที่มีรูปแบบคล้ายกับตัว Membrane แต่กลไกของตัวนี้ จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกว่า และสามารถสัมผัสปุ่มได้ดีกว่า รวมไปถึงการตอบสนองต่อการใช้งานที่ดีกว่าด้วย ทำให้แบบนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยม สำหรับการใช้งานร่วมกับโน๊ตบุ๊ค หรือการใช้งานทั่วไป
  • Mechanical: จะบอกว่ากลไกนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นคนใช้งานทั่วไป หรือใช้งานหนักๆ ไปกับการเล่นเกม เนื่องจากทุกปุ่มจะมีสวิทช์ในตัวทั้งหมด เมื่อกดลงไปแล้วสวิทช์จะทำงานและส่งข้อมูลไปยังเครื่องทันที จึงทำให้การใช้งานทำได้เร็วขึ้น และถูกต้องแม่นยำกว่า
  • Capacitive Switch: กลไกแบบสุดท้าย ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับคนทำงานหนัก และใช้งานคีย์บอร์ดอยู่บ่อยๆ เนื่องจากกลไกนี้จะมีความผสมผสาน ระหว่างสปริงและยาง ทำให้การใช้งานตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และด้วยความแข็งแรงคงทนของกลไกนี้ จึงทำให้การเล่นเกมหรือใช้พิมพ์งานนานๆ ได้เป็นอย่างดี

ราคา แบตเตอรี่และการเชื่อมต่อระบบ: ก็เป็นอีกหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะราคาของคีย์บอร์ดไร้สายจีมีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว การดูงบประมาณของตัวเองด้วยนั้น ก็สำคัญอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงแบตของตัวคีย์บอร์ดนั้น จะมีทั้งแบบที่สามารถชาร์จเพื่อใช้งานได้เรื่อยๆ กับแบบที่ใช้หมดแล้วหมดเลย ไม่สามารถชาร์จได้อีก ก่อนจะซื้อก็ควรดูก่อนทุกครั้งว่าเป็นแบบไหน

รีวิว คีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy Origins เล่นเกมสนุก ไฟแต่งได้ บอดี้แกร่ง

HyperX Alloy Origins j

รีวิว คีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy FPS RGB Gaming Keyboard คลิ๊กสนุก RGB สีสันจัดจ้าน

HyperX Alloy FPS RGB j1

from:https://notebookspec.com/web/588784-hyperx-alloy-origins-60-gaming-keyboard

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 สวมสบาย เล่น PUBG Warzone เสียงสะใจ

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 เป็นการกลับมาอีกครั้ง สำหรับหูฟังเกมมิ่งที่เป็นระดับตำนาน ด้วยยอดขายถล่มทะลาย ที่ครั้งนี้พลิกโฉมให้กลายมาเป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ที่ยกระดับความเทพ พร้อมรองรับระบบเสียง 7.1 ซึ่งออกมาตอบโจทย์ให้กับคอเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชูตติ้งโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้น และมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเล่น พร้อมทั้งเสียงที่คมชัดและสมจริง มาในสไตล์ของหูฟัง Cloud ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและฮอตสุดๆ กับการถอดแบบพันธุกรรมอันโดดเด่นมานี้ จะทำให้คุณชื่นชอบเพียงใด ไปดูในรีวิวนี้กันได้เลยครับ

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless เป็นหูฟังที่ได้รับการสืบทอดความเป็นเกมมิ่งโดยตรง จากรุ่นพี่ที่สร้างความประทับใจให้กับเกมเมอร์ทั่วโลกมาแล้ว อย่าง Cloud และ Cloud II ด้วยคุณภาพเสียงที่เร้าใจ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ และการสวมใส่ที่สบาย โดยที่ Cloud II Wireless นี้ ถูกจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการมใส่ฟีเจอร์สำคัญ ให้รองรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นหูฟังแบบ Close cup ขนาดกลาง เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย ปรับขยับได้เล็กน้อย ครอบหูฟังนุ่มนวล และมี ไดรเวอร์ขนาด 53mm ในแบบ Neodymium ให้คุณภาพเสียงที่ดี และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการใช้งานได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง และแม้ว่าจะเป็นแบบไร้สาย มีแบตฯ ในตัว แต่น้ำหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ และหนักจนไม่สบายศีรษะ

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ครอบหู Earcup นุ่ม กันเสียงรบกวนได้ดี
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกขึ้น
  • ไมโครโฟนถอดได้ ปรับได้อิสระ
  • เชื่อมต่อแบบไร้สาย เคลื่อนไหวสะดวก

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์มาบนพื้นฐาน Cloud รุ่นดั้งเดิม
  • หมุนครอบหูไม่ได้ คล้องคอไม่สะดวก

ราคา: ประมาณ 4,890 บาท

Specification

  • Driver: Dynamic, 53mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 15Hz–20kHz
  • Impedance: 60 Ω
  • Sound pressure level: 104dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: ≤ 1%
  • Weight: 300g
  • Weight with mic: 309g
  • Cable length and type: USB charge cable (0.5m)
  • Battery life2: 30 hours
  • Wireless Range3: 2.4 GHz
  • Up to: 20 meters
  • Element: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Bi-directional, Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV (1V/Pa at 1kHz)

Unbox

หูฟังเกมมิ่ง

มาเริ่มต้นกันที่แพ็คเกจภายนอก ตัวกล่องเป็นสไตล์แบบใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2020 ที่ผ่านมา กับโทนสีขาว-แดง ที่ดูสะอาดตา หน้ากล่องมาพร้อมกราฟิกรูปหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่มีมาในรุ่นนี้ ที่เพิ่มเข้ามาให้เห็นก็คือ Wireless + 7.1 ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นหูฟังไร้สาย และรองรับระบบเสียง 7.1 นั่นเอง

ส่วนด้านข้างกล่องก็จะเป็นรายละเอียดฟีเจอร์สำคัญบางส่วน ระบุเอาไว้ ซึ่งในแง่ของคนที่ชอบการดูข้อมูลข้างกล่อง ก็พอจะเอามาใช้ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อเอามาเทียบกับกล่องของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Alpha S จะเห็นได้ว่า แทบไม่ได้ต่างจากกันมากนัก เพราะเป็นโทนสีเดียวกัน แต่ Cloud II นั้นใส่โทนแดงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ปีนี้

หูฟังเกมมิ่ง

มาถึงการแกะกล่องกันบ้าง ด้านในของกล่องมาพร้อมกันกระแทกแบบใส ที่ช่วยเซฟตัวหูฟังให้ปลอดภัย รวมถึงชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบเสริม ซึ่งอยู่ในกล่องอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ไมโครโฟนหรือ USB Receiver ก็ตาม

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อแกะกันกระแทกที่เป็นพลาสติกใสออก จะมีของในกล่อง ประกอบด้วย หูฟัง Cloud II Wireless, Manual, USB Charge, USB receiver และ Microphone

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวหูฟังแพ็คมาเป็นอย่างดี และมีพลาสติกปิดด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เป็นรอย ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เรียกว่าประมาณฝ่ามือเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบถอดได้ Detachable และยังปรับรูปทรงให้เข้ากับปากของผู้ใช้ ตรงปลายดีไซน์มาเป็นอย่างดี

หูฟังเกมมิ่ง

และของที่มีมาให้ในกล่องก็คือ คู่มือที่เป็นแผ่นกระดาษ บอกรายละเอียดการใช้งานและฟังก์ชั่นบนหูฟังมาครบถ้วน ด้านล่างเป็นตัว USB สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และสุดท้ายคือ สายชาร์จไฟให้กับหูฟัง โดยเป็นแบบ USB Type-A to Type-C

Design

หูฟังเกมมิ่ง

มาว่ากันที่หน้าตาและการออกแบบหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้กันก่อน เรื่องของดีไซน์เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หูฟังเกมมิ่ง
หูฟังเกมมิ่ง

บอดี้หลักมาในโทนสีดำ ตัดด้วยสีแดงบริเวณก้านหูฟัง และโลโก้ HyperX ซึ่งตัดกันได้ลงตัวทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนหูฟังเกมมิ่ง HyperX มาก่อน ก็อาจจะรู้สึกค่อนข้างคลาสสิก เพราะทั้งรูปลักษณ์และสีสัน มาในแบบดั้งเดิม

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบศีรษะด้านบนก็เช่นกัน มาในโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง คล้ายกับเดินด้ายแดงในเบาะรถสปอร์ต พร้อมโลโก้ HyperX ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง

หูฟังเกมมิ่ง

ปรับระยะได้ถึง 7 สเตปด้วยกัน พอให้ใช้งานร่วมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้างของคาดศีรษะเป็นอะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาพรวมของหูฟังมีน้ำหนักเบาลง และรองรับการปรับเลื่อนให้เข้ากับศีรษะผู้ใช้ ส่วนตัวจะติดอยู่นิดหน่อย ตรงสายที่ยื่นออกมาจากตัวหูฟัง ทำให้ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

HyperX Cloud II Wireless 001

การปรับเลื่อน ทำได้ประมาณ 7-9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน จะเห็นความต่างได้จากภาพ ซ้ายจะเป็นแบบปกติ ส่วนทางขวา จะเป็นการปรับเลื่อนมาสุด ซึ่งทำให้รองรับศีรษะที่มีขนาดใหญ่ได้สบาย

หูฟังเกมมิ่ง

มาดูที่เรื่องของน้ำหนักกันบ้าง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก เรียกว่าเป็น Close cup ระดับกลาง ทำให้เข้ากับหูของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว และน้ำหนักเพียง 300 กรัม โดยประมาณ จึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ หรือการคล้องคอ เมื่อพักการเล่นในช่วงวัน ด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สาย จึงพกพาได้สะดวกมากขึ้น

จะติดเล็กน้อยตรงที่ครอบหูฟังนั้น ไม่สามารถหมุน 90 องศาได้ ทำให้เมื่อคล้องคอ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะเล็กน้อย เพราะจะค้ำคออยู่บ้างนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง
HyperX Cloud Wireless detail

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม ซึ่งเป็นแบบแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณภาพของเสียงที่ดี และลดความผิดเพี้ยนได้ดี มาด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น หุ้มไว้ด้วยผ้าที่อยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง

หูฟังเกมมิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หูฟังเกมมิ่ง และทำให้เกมเมอร์ชื่นชอบในแบรนด์ HyperX นี้ก็คือ ครอบหูฟังที่มีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย ด้วยเมมโมรีโฟมที่หนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง นอกจากจะให้ความนุ่มสบายหูแล้ว ยังลดเสียงรบกวนได้ดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนที่ชอบเล่นเกมเป็นเวลานานๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า วัสดุค่อนข้างพรีเมียม แต่บางคนก็อาจจะชอบความเป็นผ้าที่หุ้ม เพราะเน้นการระบายอากาศ แต่แจ้งไว้ก่อนว่า ไม่มีที่หุ้มสำรองมาให้นะครับ

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนไมโครโฟนนั้น มีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Bi-Direction หรือรับเสียงจากทางเดียว ลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี รวมถึงยังเป็นแบบ noise-cancelling รวมถึงถอดสายได้ ปรับพับงอ ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนในเรื่องของระยะการทำงาน และการเชื่อมต่อของหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้ ระยะการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร เดินข้ามห้องไปประมาณ 2 ห้องยังพอได้ หรือลงไปหาน้ำหาข้าวทานในครัวไม่ไกลมา ก็พอได้ ใช้งานร่วมกับ WiFi 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อได้นาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ เรียกว่าใช้งานและสแตนบาย ได้ทั้งวัน

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังจะมีช่องมาให้ 2 จุดด้วยกันคือ ด้านบนจะเป็น USB-C ที่ใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง และด้านล่างลงมาจะเป็นช่องต่อกับไมโครโฟน ที่ถอดใส่ได้ เพื่อความสะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้บนตัวหูฟัง ยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียง ใช้เป็นการเลื่อนหมุนไปมา โดยจะอยู่บนหูฟังทางด้านขวา

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนทางด้านซ้าย จะประกอบด้วยปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดการใช้งาน และเปิด-ปิดการทำงานของไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

Setup

หูฟังเกมมิ่ง

การติดตั้งและใช้งาน หูฟังเกมมิ่ง HyperX นี้ค่อนข้างจะง่ายดาย เริ่มต้นนำ USB Receiver ที่มีมาให้ในกล่อง ไปต่อเข้าพอร์ต USB บนพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค หากเป็น Windows 10 เมื่อระบบตรวจพบ และจัดการไดรเวอร์พื้นฐานให้อัตโนมัติ ก็สามารถกดปุ่มเพาเวอร์ที่หูฟัง ก็พร้อมสำหรับการใช้งานได้แล้ว

Software

หูฟังเกมมิ่ง

ในการเริ่มต้นใช้งาน หากต้องการความสะดวกในการจัดการและปรับแต่งฟังก์ชั่นบน Cloud II Wireless รุ่นนี้ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY มาใช้งานได้

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อติดตั้งโปรแกรม NGENUITY เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตรวจเช็คบรรดาอุปกรณ์ของ HyperX ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดฟังก์ชั่นให้กับผู้ใช้ได้ปรับแต่งตามสะดวก

เช่นเดียวกับตัวอย่างนี้ ซอฟต์แวร์ตรวจพบทั้งเมาส์ และหูฟังเกมมิ่ง ในส่วนของหูฟัง เมื่อเราคลิ๊กไปที่ Headset จะเห็นว่า มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแสดงให้เราเห็น หลักๆ จะอยู่ที่ Volume, Microphone ซึ่งให้คุณได้ปรับระดับเสียงได้จากตรงนี้ และด้วยการสนับสนุนระบบเสียง 7.1 Surround sound ก็ให้คุณเลือกปรับระบบเสียงรอบทิศทางได้อีกด้วย รวมถึง MIC Monitoring ที่ให้คุณได้เลือกปรับไมค์เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้แล้ว ทางด้านบนขวาของซอฟต์แวร์ ยังรายงานระดับแบตฯ ของหูฟังไว้ให้อีกด้วย ตรงนี้คุณสามารถกำหนดให้หูฟังปิดการทำงาน เมื่อหยุดใช้งานเป็นเวลาเท่าใด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว รวมถึงการตั้งค่า Preset ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ง่ายๆ ก็คือ อาจตั้งเป็น Preset Game, Cinema หรือ Music ได้ถึง 3 Preset ด้วยกัน

ทดสอบใช้งานและคุณภาพเสียง

มาว่ากันที่การใช้งานกันก่อน ถ้าให้คะแนนเรื่องความสะดวก และการสวมใส่ที่สบาย ก็ต้องบอกว่า 9/10 เพราะใช้งานง่ายมากๆ เรียกว่ามือใหม่ ก็ยังทำเองได้ แค่เสียบตัวรับ-ส่งสัญญาณเข้ากับคอม และกดปุ่มเพาเวอร์ของหูฟังเท่านั้น ลืมเรื่องวุ่นวายของหูฟังไร้สายในอดีตไปได้เลย ส่วนความสบายก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล เพราะถึงจะเป็นเมมโมรีโฟมที่นุ่มนวล แต่วัสดุที่หุ้มเป็นแบบหนัง ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ชอบ แต่บางคนก็อาจจะสะดวกแบบที่เป็นผ้ามากกว่า เพราะระบายอากาศดี แต่ถ้าในเรื่องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ก็ต้องยกให้หนังแบบนี้เลยครับ ส่วนในเรื่องความยืดหยุ่น การปรับเลื่อน ปรับระดับต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ให้ความยืดหยุ่น สบายศีรษะเวลาสวม

มาถึงคุณภาพเสียงกันบ้าง เริ่มต้นกับการเล่นเกม Cloud II Wireless รุ่นนี้ ตอบโจทย์ได้ดี ในแง่ของสเตจเสียงที่กว้าง ให้รายละเอีดในการเล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นเสียงระหว่างการปะทะใน PUBG หรือเอฟเฟกต์ของระเบิด ไปจนถึงการถล่มฐานใน Battlefield V ที่มีเสียงกระสุนปืนและเปลวไฟได้ค่อนข้างชัด หรือจะเป็นเกม NFS ที่รีดเอาเสียงท่อกับการกดไนตรัสได้อย่างสะใจ ซึ่งหากคุณเป็นคอเกมแนวนี้ ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับความมันส์ได้อย่างเต็มที่

HyperX Cloud Wireless 1

ส่วนถ้าเป็นการชมภาพยนตร์ เรื่องการเก็บรายละเอียดเสียงบนวีดีโอคุณภาพสูง หูฟังเกมมิ่ง รุ่นนี้ก็จัดจ้านไม่น้อย ตัวอย่างในหนัง Thor Ragnarok ฉากที่ Hulk โดนธอร์ซัดกระเด็นกระดอนในสนามสู้ ก็มาได้ทุกเม็ด ตั้งแต่เสียงโลหะกระแทก ไปจนถึงปูนที่แตกกระจาย ก็จัดว่าทำได้ดีเอาใจคอบันเทิงได้ แม้ว่าเสียงกลางกับเบสจะไม่ได้แน่นนัก แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่โดดเด่นนำหน้ามาให้อย่างลงตัว

และสิ่งที่หลายคนน่าจะชื่นชอบก็คือ การฟังเพลง ในกลุ่มของคนที่ชอบความสดใสในดนตรีแจ๊ส ค่อนข้างจะไปได้ดี เช่นเดียวกับในแนวคลาสสิคก็ดูหรูหรา ส่วนในแง่ของ Rock หรือ Heavy ก็พอไปได้ แต่อาจจะไม่ได้ตุบๆ ตึ้มๆ ไปแบบหูฟังแนวดนตรีเท่านั้นเอง

Conclusion

HyperX Cloud II Wireless 59

มาที่ภาพรวมของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ คงจะเป็นการย้ำเตือนคุณภาพระดับตำนานของ Cloud Headset ให้ชัดเจนอีกครั้ง ราคาแนะนำของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 4,890 บาท แม้ว่าอาจจะดูสูงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดเวลานี้ นับว่าราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อลองดูฟีเจอร์และลูกเล่นที่จัดมาให้ ก็น่าจะขาดแค่เรื่องของแสงไฟ RGB เท่านั้น แต่อย่างอื่นนั้น ถือว่าให้มาได้อย่างคุ้มค่า เหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกันอีกด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานในการเล่นเกมเป็นหลัก และยังรักความบันเทิงในการดูหนัง ตามมาติดๆ ด้วยการฟังเพลง เพราะในหลายๆ ครั้ง หูฟังแสดงความเป็นตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างน่าสนใจ

วัสดุและการสวมใส่ HyperX ก็ยังเอาใจคอเกมที่เล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพราะสวมใส่สบาย มีความนุ่มนวล และน้ำหนักที่เบา ก็ทำให้ใส่ได้ยาวนาน ไม่อึดอัดจนเกินไป ปรับฟังก์ชั่นบนหูฟังได้ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ระบบเสียง 7.1 ที่ปรับได้จากซอฟต์แวร์ ก็ช่วยให้การเล่นเกมหรือดูหนังมีอรรถรสมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดสอบ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ยาวนาน เรียกว่าเล่นเกม สลับดูหนัง และสแตนบายได้เป็นวัน ยังไม่หมดง่ายๆ ส่วนที่จะดูติดนิดหน่อยก็อย่างที่บอกไว้คือ ไม่สามารถหมุนหรือ Flip หูฟังได้ 90 องศา การคล้องคอก็เลยไม่สะดวกนัก แต่ก็พอแก้ได้ด้วยการเลื่อนระยะของครอบศีรษะให้ยืดออก ก็ช่วยให้ไม่ค้ำเกินไปนัก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเสียงที่ได้นั้น คุณจะชื่นชอบมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

from:https://notebookspec.com/web/582842-gaming-headset-hyperx-cloud-ii-wireless

เมาส์เกมมิ่ง HyperX Pulsefire Haste เบา คลิ๊กไว้ ระบายอากาศดี เล่นเกมได้ทั้งวัน

ใครที่ชื่นชอบเมาส์เกมมิ่ง ที่ใช้งานง่าย ตอบสนองไว และให้ความทนทาน เมาส์รุ่นใหม่ Pulsefire Haste จากค่าย HyperX ก็น่าจะเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจ กับจุดเด่นที่เอาใจคอเกม ด้วยน้ำหนักที่เบา มีช่องระบายความร้อนให้มือ ไม่เปียกเหงื่อ เมื่อใช้งานนานๆ ปรับแต่งได้ และมีปุ่มมาโครมาให้อีกด้วย สนุกได้ทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น Action, FPS, RTS หรือ MOBA ก็ตาม

เมาส์เกมมิ่ง

HyperX Pulsefire Haste เกมมิ่งเมาส์รุ่นใหม่ มาพร้อมจุดเด่นที่น้ำหนักเบา ขนาดของบอดี้ค่อนข้างเหมาะกับมือคนเอเซีย รูปทรงที่เน้นความสปอร์ต สำหรับคอเกมที่ถนัดมือขวา พร้อมกับการออกแบบ Hex Shell หรือครอบฝาด้านบน ให้เป็นช่องเล็กๆ รูปทรงคล้ายรังผึ้ง เพื่อเอาใจเกมเมอร์ที่ใช้งานเป็นเวลานาน จะช่วยระบายความร้อนและลดคราบเหงื่อบนตัวเมาส์ พร้อมด้วยสวิทช์ที่ทนทาน ด้วย TTC Golden ป้องกันฝุ่น และจัดลูกเล่นอย่าง Mouse skate มาให้เปลี่ยนใช้ได้ตามโอกาส เช่นเดียวกับ Grip ข้าง ที่เพิ่มเติมมาให้ในกล่อง ให้ความแม่นยำด้วยเซ็นเซอร์ยอดนิยมอย่าง Pixart 3335 ให้ความละเอียดได้ถึง 16,000DPI ปรับได้ 5 ระดับ เช่นเดียวกับปุ่มสำหรับมาโคร ที่ปรับแต่งได้บนซอฟต์แวร์ NGENUITY สนนราคาเคาะที่ประมาณ 1,490 บาทเท่านั้น

เมาส์เกมมิ่ง HyperX Pulsefire Haste

10 อันดับเกมมิ่งเมาส์ที่ได้รับความนิยมใน NBS 2021

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา เลื่อนเมาส์ได้คล่องตัว
  • Shell ภายนอกเป็นแบบรังผึ้งระบายอากาศดี
  • ให้การตอบสนองไว ปรับค่า DPI สะดวก
  • มีแสงไฟ RGB ปรับได้บนซอฟต์แวร์

ข้อสังเกต

  • สายสัญญาณเป็นแบบนิ่มค่อนข้างบาง
  • จุดที่เป็นแสงไฟมีแค่ Scroll mouse เท่านั้น

Specification

Shape Symmetrical
Sensor Pixart PAW3335
Resolution Up to 16000 DPI
DPI Presets 400 / 800 / 1600 / 3200 DPI
Speed 450ips
Acceleration 40G
Buttons 6
Left / Right buttons switches TTC Golden Micro Dustproof Switch
Left / Right buttons durability 60 million clicks
Light effects Per-LED RGB lighting1
Onboard memory 1 profile
Polling rate 1000Hz
Cable type HyperFlex USB Cable.
Connection type USB 2.0
Skate material Virgin-grade PTFE
Weight (without cable) 59g
Weight (with cable) 80g
Dimensions L: 124.2mm x H: 38.2mm x W: 66.8mm
Cable length 1.8m

Unbox & Bundle

เมาส์เกมมิ่ง

ตัวกล่องออกแบบมาได้ค่อนข้างเด่น ถ้าวางบนเชลฟ์จำหน่าย ก็ดูจะสะดุดตากว่า พร้อมภาพกราฟิกของเมาส์ วางไว้เต็มๆ ด้านหน้า และใส่ฟีเจอร์เด็ดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น RGB หรือ HyperX NGENUITY รวมไปถึงการระบุว่าเป็นเมาส์รุ่นน้ำหนักเบาอีกด้วย

ด้านข้างจะมีรายละเอียดของเมาส์มาให้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก สายสัญญาณและเซ็นเซอร์ ส่วนด้านหลังจะบอกข้อมูลสำคัญบางอย่างของตัวเมาส์มาให้

เมาส์เกมมิ่ง

Unbox ออกมา จะเห็นตัวเมาส์อยู่ในแพ็คเก็จ พร้อมพลาสติกใสที่ป้องกันตัวเมาส์ไว้อย่างแข็งแรง ใครจะซื้อหรือสั่งออนไลน์ ก็ยังวางใจได้ ไม่ต้องแพ็คแน่นหนามาก

เมาส์เกมมิ่ง

เมื่อเปิดกล่องออกมา จะมีตัวเมาส์ Pulsefire Haste และคู่มือในการใช้งาน แผ่นเล็กๆ มาให้

ภาพด้านซ้ายจะเป็นคู่มือ ที่บอกรายละเอียดในการใช้งานปุ่มต่างๆ รวมถึงการติดตั้ง Mouse skate และ Grip เอาไว้ให้

เมาส์เกมมิ่ง

ในส่วนของ Grip และ Mouse skate ที่ให้มาในกล่อง เลือกติดตั้งได้ตามความเหมาะสม พื้นผิวให้ความรู้สึกคล้ายกับยาง ช่วยให้จับติดมือ เมื่อต้องเลื่อนเมาส์ในการเล่นเกม จะเลือกติดหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ความชอบ

Design

เมาส์เกมมิ่ง

สำหรับดีไซน์ของเมาส์ Pulsefire Haste นั้น ค่อนข้างจะต่างจาก Pulsefire ในรุ่นที่ผ่านมาๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นเมาส์ในรูปทรงแบบสมมาตร แต่เน้นที่การใช้งานมือขวาเป็นหลัก Shell ด้านบน กลายเป็นรู 6 เหลี่ยมแบบรังผึ้ง ซึ่งตรงนี้ HyperX น่าจะมีแนวคิดออกเป็น 2 นัย คือ เรื่องแรกเป็นการระบายอากาศ สำหรับคนที่เล่นเกมเป็นเวลานาน ไม่ทำให้มือเปียกเหงื่อมากจนเสียอารมณ์ และเรื่องต่อมา ก็น่าจะเป็นการลดน้ำหนักของบอดี้ให้น้อยลง ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวมากยิ่งขึ้น มีผลต่อการเล่นเกม Action หรือ RTS ไม่น้อยเลย

เมาส์เกมมิ่ง

พื้นผิวของเมาส์ เป็นแบบเรียบและด้าน ซึ่งทำให้การหยิบจับและเคลื่อนไหวเมาส์ได้สะดวก แต่ถ้าอยากให้จับได้กระชับกว่านั้น ให้แปะตัว Grip ข้าง ที่มีมาให้ในกล่อง จะช่วยให้สัมผัสและการใช้งานเมาส์ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะการเคลื่อนไหว หรือช่วงที่ต้องใช้กดปุ่มแบบรัวๆ

เมาส์เกมมิ่ง

ด้านข้างซ้ายมีโลโก้ HyperX และปุ่มมาโคร 2 ปุ่ม ซึ่งเดิมจะโปรแกรมให้ใช้งานเป็น Forward และ Backward แต่ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งมาโครได้ตามสะดวก ผ่านทางซอฟต์แวร์ HyperX NGEUNITY

HyperX Pulsefire Haste 28

การเชื่อมต่อกับพีซีผ่านทางพอร์ต USB 2.0 มีสาย HyperFlex ที่เป็นแบบสายถักนุ่มๆ ความยาวประมาณ 1.8m มาให้

เมาส์เกมมิ่ง

ด้านใต้ตัวเมาส์จะเห็น Mouse Skate สีขาวขนาดเล็กอยู่ทั้ง 4 มุม ให้สปีดได้ลื่นไหลดีทีเดียว แต่ก็มีสำรองมาให้ในกล่อง แต่เป็นสีเขียว โดยเซ็นเซอร์ Pixart PAW3335 ที่ใช้บนเมาส์รุ่นนี้ ให้ความละเอียดได้ถึง 16,000 DPI ซึ่งเหมาะทั้งคนที่ชอบความแม่นยำ และการเคลื่อนไหวบนจอขนาดใหญ่ ซึ่งจะให้การเล่นเป็นไปตามที่คิด เช่นเดียวกับ Polling Rate 1000Hz ที่ดูเป็นเหมือนมาตรฐานของเกมมิ่งเมาส์ในวันนี้ไปแล้ว

เมาส์เกมมิ่ง

จะเห็นได้ว่าตรงกลางของตัวเมาส์ ตั้งแต่ปุ่ม คลิ๊กซ้าย-ขวา ไปจนถึงที่วางมือ เป็นรูแบบรังผึ้ง บนพื้นสีดำ เสียดายตรงที่ไม่ได้มีไฟ RGB ด้านในนี้ ให้เรืองแสงออกมา ซึ่งอาจจะดูน่าใช้มากขึ้น

เมาส์เกมมิ่ง

ปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวา เป็นแบบ TTC Golden Micro Dustproof Switch ซึ่งค่อนข้างจะตอบสนองได้ไว ระยะการกดไม่ลึก เหมาะกับการเล่นเกม ที่ต้องการความเร็ว โดยเฉพาะ Action ให้ความทนทาน เพราะรองรับการกดได้ถึง 60 ล้านครั้งเลยทีเดียว ที่สำคัญยังมีการเคลือบเพื่อป้องกันฝุ่น จึงลดความสกปรกในหน้าคอนแทค ที่มักจะเกิดขึ้นในการใช้งานเมาส์ได้บ่อย

HyperX Pulsefire FPS Pro vs Pulsefire Haste

เมาส์เกมมิ่ง

เปรียบเทียบกับ HyperX Pulsefire FPS Pro ไซส์ค่อนข้างใกล้กันมาก รวมถึงการเป็นเมาส์เกมมิ่งในรูปแบบสมมาตร แต่ความสูงของ Haste จะน้อยกว่า ส่วนการวางมือและลักษณะการคลิ๊ก ใกล้เคียงกัน

เมาส์เกมมิ่ง

ขนาดและรูปร่าง เมื่อเทียบกับ HyperX รุ่นพี่ Pulsefire FPS

Function

เมาส์เกมมิ่ง

เมาส์เกมมิ่งจาก HyperX รุ่นนี้ มาพร้อมฟังก์ชั่นในการปรับแต่ง บนปุ่มมาโคร 6 ปุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย ปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวา, ปุ่มด้านบน ซึ่งหลักๆ จะใช้ปรับ DPI ได้ถึง 4 ระดับ และปุ่ม Scroll mouse รวมถึงปุ่ม Forward Click, Backward click ตรงนี้สามารถเข้าไปปรับในซอฟต์แวร์ได้ ตามรายละเอียดบนหัวข้อซอฟต์แวร์ด้านล่าง

HyperX NGEUNITY

เมาส์เกมมิ่ง
เมาส์เกมมิ่ง

นอกจากในเรื่องการใช้งานโดยทั่วไปของเมาส์รุ่นนี้ คอเกมยังจะได้ประโยชน์จากการใช้มาโครบนเมาส์ผ่านทางซอฟต์แวร์ NGENUITY ได้อีกด้วย รวมถึงการปรับแต่งแสงสี RGB บนปุ่ม Scroll mouse ได้เช่นกัน โดยสามารถไปดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ได้ ที่นี่

เมาส์เกมมิ่ง

ในหน้า Light ใช้สำหรับปรับแสงสี ด้วยการเพิ่ม Effect เข้าไปในเมาส์ มีทั้ง Solid, Cycle และ Breathing เอฟเฟกต์อาจจะไม่มากนัก แต่ก็ยังเลือกสีที่จะให้ปรากฏขึ้นมา รวมถึงความเร็ว และความสว่าง ถ้าไม่อยากเบื่อ ก็ลองเอา 3 เอฟเฟกต์มาต่อกันแบบวนลูป ก็น่าสนใจ

เมาส์เกมมิ่ง

ส่วนในหัวข้อ Buttons จะให้คุณได้ตั้งมาโครของปุ่มแต่ละปุ่ม โดยคลิ๊กเลือกปุ่มที่ต้องการใช้งาน และตั้ง Assignment ให้ตรงกับความต้องการได้เลย เลือกได้ถึง 6 ปุ่มด้วยกัน

เมาส์เกมมิ่ง

ในส่วนของ Sensor จะให้สีเป็นตัวบอกถึงความละเอียดบนเมาส์เกมมิ่ง แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ แดง น้ำเงิน เหลืองและขาว โดยสีจะปรากฏบน Scroll mouse นั่นเอง ซึ่งทำให้คุณสังเกตได้ง่าย เมื่อมีการปรับค่า DPI ในการเล่น

Test

เมาส์เกมมิ่ง

มาว่ากันที่ความรู้สึกในการจับเมาส์ Pulsefie Haste นี้กันก่อน เนื่องจากมิติจะค่อนข้างสั้นกว่ารุ่นพี่ๆ จึงสามารถเลือกจับในแบบที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็น Plam Grip หรือ Claw เป็นต้น ปุ่มกลางที่ใช้เปลี่ยน DPI ไม่ใหญ่ จึงแทบไม่มีเลื่อนนิ้วไปโดนได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องสะดุด เมื่อถึงเวลาโดนโจมตีหนักๆ แล้วต้องแก้ปัญหาในสนามรบ ส่วน Grip ทางด้านซ้ายใช้งานได้ดี ด้วยปุ่มมาโคร 2 ปุ่มปรับแต่งได้สนุกมือ คนที่มือเล็กหน่อย ไม่ต้องกลัวลั่น เพราะพื้นที่ด้านล่างปุ่มให้วางนิ้วสำหรับคอนโทรลได้สบาย แต่ถ้ากังวลว่าจะจับพลาด แนะนำให้ติด Grip ข้าง ที่มีมาให้ในกล่อง นอกจากจะช่วยให้จับถนัดขึ้น ยังกะระยะของปุ่มได้ง่ายกว่าอีกด้วย

เมาส์เกมมิ่ง

หลังจากที่จัดเตรียมเซ็ตคอมสำหรับการเล่นไว้เรียบร้อย ก็เข้าสู่โหมดการทดสอบการใช้งานเมาส์เกมมิ่งรุ่นกัน ทดสอบกัน 2-3 เกม ประกอบด้วย Battlefield V, PUBG และ DOTA2 เมาส์ตัวนี้นั้นสามารถปรับระดับ DPI ได้ถึง 4 ระดับนั้นก็คือ 400, 800, 1,600 และ 3,200 DPI ใช้จริงในการเล่นบน PUBG บนค่า DPI 400 กับ 800 นั้น ดูจะพอเหมาะสำหรับคนที่มือยังไม่นิ่งพอ แต่ถ้าชำนาญแล้ว จัดไปที่ 3,200 DPI ก็มีโอกาสเฮดช็อตได้ง่ายขึ้น การดีไซน์ตัวเมาส์นั้นยังออกแบบมาให้เบา ตอบสนองการควบคุมที่ดี เรียกว่าพอเราปรับไปที่ DPI สูงๆ เซ็นเซอร์ก็ยังนิ่ง พร้อมกับความว่องไว แค่การปรับตัวเล็กน้อย ก็ช่วยให้ควบคุมได้ชำนาญขึ้น อย่างไรก็ดีหลายคนยังสนุกกับค่า DPI น้อยๆ แต่เน้นการเคลื่อนไหวที่คมมากกว่า โดยเฉพาะกับเกมแนว Battle Royale ที่ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำและคล่องตัว

Conclusion

เมาส์เกมมิ่ง

จัดว่าเป็นเมาส์เกมมิ่งจากค่าย HyperX ที่ให้ลูกเล่นแปลกตาน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง ความคล่องตัวและดีไซน์ที่จับกระชับมือ ออกแบบให้เข้ากับรูปมือของผู้ใช้ในบ้านเรา และการมีรูอยู่บนเมาส์ ก็ช่วยให้การจับไม่อึดอัดจนเกินไป ระบายอากาศได้ดีขึ้น ลดปัญหาเหงื่อซึมจนเปียก อัตราการตอบสนองก็ทำได้ดีและไว ด้วยจังหวะการกดที่สั้น นอกจากนี้มีน้ำหนักไม่มากนัก Mouse Skate หรือพื้นรองด้านใต้ แม้จะไม่ใหญ่มาก แต่มีถึง 4 ชิ้น ลื่นไหลดี และยังมีสำรองเพิ่มมาให้ ทำให้เลื่อนไปมาบนแผ่นรองเมาส์ได้คล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นเมาส์แพดแบบสปีดหรือคอนโทรล การตั้งค่ามาโครต่างๆ ให้โปรแกรมเป็นตัวกลางในการจัดการ ทั้งในแง่ของความละเอียด ตั้งโพรไฟล์และการกำหนดใช้ฟีเจอร์ในแต่ละเกม ที่ดูเหมือนว่าเป็นอะไรที่เรียบง่าย ไม่ได้ดูยุ่งยาก ในภาพรวมของการเล่น อัตราตอบสนองนั้นทำได้ไว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว ที่ผู้เล่นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ยิ่งหากได้เข้าคู่กับแผ่นรองเมาส์ดีๆ ไซส์ใหญ่หน่อย ยิ่งทำให้การเล่นเป็นไปอย่างอิสระมากกว่า ความแม่นยำ แสงสีไฟ RGB ที่ปรับได้บน HyperX NGenuity ก็นับว่าเป็นเมาส์ในราคาพันกลางๆ ที่น่าใช้ไม่น้อยเลย

ข้อมูล Pulsefire Haste เพิ่มเติม : HyperX

ราคา: ประมาณ 1,490 บาท

from:https://notebookspec.com/web/576705-gaming-mouse-hyperx-pulsefire-haste

Review – พัดลม PS5 แบบติดหลังเครื่อง ในราคาหลักร้อย ดีจริงมั้ย?

สำหรับตัวเครื่อง PlayStation 5 (PS5) นั้น นอกจากอุปกรณ์เสริมจากทาง Sony เอง เช่น แท่นชาร์จจอย DualSense รวมถึงพวกรีโมท และอุปกรณ์อื่น ๆ แล้ว ก็จะมีอุปกรณ์เสริมจากผู้ผลิตอื่นมาให้เลือกใช้งานด้วย หนึ่งในกลุ่มที่น่าจะมีคนสนใจเยอะก็คือพวกอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน เพื่อการเล่นเกมที่ราบรื่นที่สุด ซึ่งผมก็ไปเจอพัดลม PS5 ตัวนี้เข้าในราคาหลักร้อย เลยสั่งมาลองใช้กับ PS5 เครื่องจริงที่มีอยู่ เพื่อทดสอบดูว่าจะช่วยลดความร้อนได้จริงหรือเปล่า มาดูกันในรีวิวเลยครับ

รีวิว พัดลม PS5

สำหรับพัดลม PS5 ตัวนี้ จะเรียกว่าเป็นแบรนด์รองก็คงไม่ผิดนัก ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์หลักที่อยู่ในตลาดอุปกรณ์เสริมของเครื่องเกมคอนโซล ส่วนราคาที่ผมเจอจะอยู่ที่ 590 บาทครับ สั่งซื้อมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยนี่แหละ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 07

กล่องก็เป็นโทนสีขาว-ฟ้า กระดาษไม่แข็งมากนัก มีภาพประกอบชัดเจนว่าใช้แบบประกบกับด้านหลังของเครื่อง PS5 พร้อมกับมีลูกศรสีฟ้าที่แสดงว่าเป็นทิศทางลมเย็นเข้าสู่ตัวเครื่อง ซึ่งเป็นการอธิบายคุณสมบัติของพัดลมอันนี้ได้เป็นอย่างดีว่าเป็นพัดลมที่ช่วยดูดลมเข้าช่องด้านหลังเครื่อง เพื่อให้ลมเข้าไปถ่ายเทความร้อนออกจากฮีตซิงค์ภายในอีกที แล้วเป่าออกช่องด้านบน

แต่ที่จริงแล้ว…ช่องด้านหลังเครื่อง PS5 มันมีไว้ใช้ระบายลมร้อนออกมานะ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 09

ด้านหลังกล่องก็มีบอกไว้ด้วยว่าสามารถใช้ได้กับเครื่อง PS5 ทั้งรุ่นดิจิตอล และรุ่นที่มีช่องใส่แผ่น UHD Blu-ray

สเปคที่น่าสนใจของพัดลม PS5 อันนี้ก็ได้แก่

  • มีพัดลม 3 ตัว 4000RPM แบ่งเป็น 2 ขนาด
    • ขนาด 40×40 มม. 1 ตัว
    • ขนาด 30×30 มม. 2 ตัว
  • ใช้ไฟเข้า 5V

Review PS5 Fan NotebookSPEC 10

ตัวชุดพัดลมก็จะเป็นแบบสีดำ มีเจาะช่องของพัดลมทั้ง 3 ตัวไว้เรียบร้อย ส่วนตรงด้านกว้างจะมีสวิตช์เปิด/ปิด, ไฟ LED และก็ช่อง USB-A มาให้ 1 ช่อง

ส่วนวัสดุก็จะเป็นพลาสติกธรรมดาเลย ความแข็งแรงอยู่ในระดับปานกลาง

Review PS5 Fan NotebookSPEC 11

สวิตช์ก็จะมีแค่เปิดกับปิดพัดลมเท่านั้น ไม่สามารถปรับความเร็วรอบพัดลมได้

Review PS5 Fan NotebookSPEC 13

พลิกมาด้านหลัง จะมี USB อยู่ตรงตำแหน่งที่จะประกบเข้ากับพอร์ต USB พอร์ตบนที่อยู่ด้านหลังเครื่องพอดี

Review PS5 Fan NotebookSPEC 14

ในขณะที่อีกฝั่งจะมีเพียงแง่งสำหรับเกี่ยวกับช่องลมเข้าเท่านั้นครับ เพื่อทำให้สามารถประกบได้สนิทกับตัวเครื่องยิ่งขึ้น

Review PS5 Fan NotebookSPEC 15

หน้าตาของตัวพัดลมที่ประกบเข้าไปกับหลังเครื่อง PS5 เรียบร้อยแล้ว ดูค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนที่เว้าก็เป็นไปตามการออกแบบตัวเครื่องเป๊ะเลย

Review PS5 Fan NotebookSPEC 17

Review PS5 Fan NotebookSPEC 16

ตรงพื้นที่พอร์ต USB พอร์ตล่าง สามารถเสียบสายอุปกรณ์ USB ได้สบายครับ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 24

เมื่อเปิดเครื่อง PS5 ขึ้นมา แล้วเปิดสวิตช์ที่พัดลม ไฟ LED สีน้ำเงินจะติดขึ้นมา พร้อมกับเสียงพัดลมที่ดังมาก เนื่องจากเป็นพัดลมตัวเล็ก 4000 รอบต่อนาทีถึง 3 ตัว (เทียบกับพัดลมติดเคสเครื่องเดสก์ท็อป ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 2000 รอบต่อนาที)

นอกจากนี้ผมได้ลองเอา external SSD ที่ใช้เป็น extended storage ไว้ลงเกม PS4 อยู่ มาลองต่อที่พอร์ต USB ของตัวพัดลมก็พบว่าไม่สามารถใช้งานได้ครับ ตัวเครื่องมองไม่เห็นอุปกรณ์เลย ต้องไปเสียบที่พอร์ตล่างที่ว่างอยู่แทน

Review PS5 Fan NotebookSPEC 19

Review PS5 Fan NotebookSPEC 18

ทีนี้พอลองเอาอุปกรณ์วัดไฟผ่านพอร์ต USB มาเสียบคั่นระหว่างตัวเครื่องกับพัดลมดู พบว่ามันจ่ายไฟมาเพียง 5V 0.35A เท่านั้น จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ไม่สามารถนำ extended storage มาต่อใช้งานกับพอร์ต USB บนตัวพัดลมเสริมชิ้นนี้ได้ อาจจะเหมาะสำหรับใช้ชาร์จจอย DualSense มากกว่า

ต่อไปจะเป็นการทดสอบอุณหภูมิเทียบกันระหว่างตอนที่ไม่ได้ใช้ และก็ตอนระหว่างใช้งาน โดยทดสอบในอุณหภูมิห้องประมาณ​ 28 องศาเซลเซียส ไม่ได้เปิดแอร์ ระหว่างกำลังเล่นเกม Astro’s Playroom อยู่

Review PS5 Fan NotebookSPEC 02

Review PS5 Fan NotebookSPEC 03

ตอนที่ไม่ได้ใช้งานพัดลม

  • อุณหภูมิช่องระบายด้านบน = 26-27 องศา
  • อุณหภูมิบริเวณพอร์ต HDMI = 46-48 องศา

Review PS5 Fan NotebookSPEC 05

Review PS5 Fan NotebookSPEC 04

ตอนที่ใช้งานพัดลม

  • อุณหภูมิช่องระบายด้านบน = 28-30 องศา
  • อุณหภูมิบริเวณพอร์ต HDMI = 50-53 องศา

 

สรุปรีวิวพัดลม PS5

Review PS5 Fan NotebookSPEC 26

ก็ได้ผลสรุปไปแล้วนะครับ กับพัดลมที่เป็นอุปกรณ์เสริมจาก 3rd party ชนิดติดตั้งเข้ากับด้านหลังเครื่อง PlayStation 5 ซึ่งรวม ๆ แล้วอาจจะบอกได้ว่าไม่ค่อยคุ้มกับการลงทุนซื้อมาใช้งานซักเท่าไหร่ เนื่องจาก

  • เสียงพัดลมดังมาก และไม่สามารถปรับความเร็วได้
  • ใช้แล้วเครื่องร้อนกว่าเดิม เนื่องจากทิศทางลมมันไม่ตรงกับตัวเครื่อง!!

ทั้งนี้ก็ยังมีจุดดีอยู่บ้าง คือการออกแบบที่ทำมาประกบคู่กับตัวเครื่องได้พอดี ติดตั้งเข้าไปแล้วค่อนข้างลงตัว

ส่วนถ้าคุณต้องการวิธีระบายความร้อนให้กับเครื่อง PS5 ได้ดี ๆ แนะนำว่าควรวางเครื่องในที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะด้านหลังส่วนบน ที่ใช้ระบายความร้อนออกโดยตรง ด้านบนที่มีความร้อนบางส่วนไหลขึ้นไป กับด้านหน้าที่ใช้ดึงลมเข้ามาตามช่อง เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ เพราะระบบระบายความร้อนของ PS5 รอบนี้ทำมาดีมาก ทั้งเย็นและเงียบไปพร้อมกันเลย ทางที่ดีสุดคือพยายามวางเครื่องในแนวตั้ง และไม่วางอยู่ในช่องของชั้นวางทีวี เพื่อการทำให้ทางเดินของลมนั้นโปร่งที่สุด

from:https://notebookspec.com/web/577987-review-ps5-fan

Review Sony PlayStation 5 (PS5) เครื่องเกมคอนโซลที่คนทั่วโลกรอคอย

เครื่องเกมคอนโซลที่มีกระแสมาแรงที่สุดทั้งในไทยและในระดับโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็คือเครื่อง PlayStation 5 จาก Sony ซึ่งหนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือ ตัวเครื่องรองรับเทคโนโลยีการแสดงภาพแบบ Ray Tracing ด้วยความละเอียดภาพระดับ 4K 60FPS ในราคาที่อาจจะย่อมเยากว่าการประกอบพีซีแรง ๆ ซักเครื่อง จึงทำให้เป็นที่จับตามองมาตั้งแต่วันเปิดตัวมาจนถึงวันขายจริง ซึ่งผมเองก็ดันสั่งจองเครื่องศูนย์ไทยทันพอดี เลยจะมารีวิว PS5 ให้ชมกันครับ ทั้งในด้านของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการเล่นเกมจริง

รีวิว PS5 Sony PlayStation 5

สำหรับในช่วงเริ่มวางจำหน่ายเครื่องศูนย์ล็อตแรกในไทย ทาง Sony ประเทศไทยใช้การเปิดให้สั่งจองเครื่องผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของตนเอง และช่องทางออนไลน์ของร้านตัวแทนจำหน่าย PlayStation อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเครื่องที่มีเข้ามานั้นมีจำนวนจำกัดมาก ๆ และมีข้อจำกัดในการจองอยู่พอสมควร ซึ่งผมก็เข้าไปรอจองตอน 11 โมงเช่นกันครับ ไปจองได้ที่เว็บของร้านตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีรายหนึ่ง ของที่สั่งจองก็จะเป็นเครื่องรุ่นมีช่องอ่านแผ่น blu-ray และก็แท่นชาร์จจอย DualSense Charging Station อีก 1 ชิ้น กำหนดจัดส่งเริ่มในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็ได้ของตามกำหนดที่ระบุไว้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 002

ขนาดของกล่องนั้นใหญ่สมการรอคอยเลยครับ โดยเครื่อง PS5 รุ่นปกติจะใช้หน้ากล่องสีขาว พร้อมรูปตัวเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่น blu-ray อยู่ด้านข้าง ส่วนตรงมุมขวาบนก็จะระบุชัดเจนเลยว่ารองรับการแสดงผลสูงสุดระดับ 8K / รองรับการแสดงภาพ 120FPS ที่ความละเอียด 4K และก็รองรับ HDR ด้วย ซึ่งเป็นการอัพเกรดขึ้นมาจาก PS4 Pro ขึ้นมาอีกระดับ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 003

ด้านข้างกล่องเครื่องศูนย์ไทยก็จะมีฉลากเป็นสติกเกอร์ติดมาให้เรียบร้อย ทั้งส่วนของข้อมูลระบุประเภทสินค้า และก็สติกเกอร์แจ้งให้ลูกค้าเข้าไปลงทะเบียนรับประกันสินค้า ซึ่งจะได้ระยะเวลาการรับประกันเพิ่มอีก 90 วัน เป็น 1 ปี 90 วันอีกด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 006

ที่ฝาในของกล่อง จะมีข้อมูลแจ้งวิธีในการถ่ายโอนข้อมูลจาก PS4 มายัง PS5 ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่

  1. เชื่อมต่อ PS4 กับ PS5 เข้ากับเครือข่ายเดียวกัน (WiFi หรือ LAN หรือใช้ WiFi ร่วมกับการต่อสายแลนเชื่อมตรงกันทั้งสองเครื่องก็ได้)
  2. ย้ายเกม/เซฟเกมจาก PS4 ลงใน external HDD แล้วเอามาต่อกับ PS5
  3. ล็อกอิน PSN ID บน PS5 โดยใช้บัญชีเดียวกันกับที่ล็อกอินบน PS4

พอเปิดฝาในขึ้นมา ก็จะพบกล่องเก็บอุปกรณ์อื่น ๆ อยู่ด้านบน เมื่อยกออกก็จะพบตัวเครื่องอยู่ด้านในสุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 008

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 009

ซึ่งกล่องเก็บอุปกรณ์ ก็จะมีของต่าง ๆ อยู่ภายใน ได้แก่

  • แท่นตั้งเครื่อง
  • สาย HDMI 2.1 ยาว 2 เมตร
  • สายไฟ AC แบบหัวกลม 2 ขั้วตามมาตรฐานของไทย
  • สาย USB-C to USB-A สำหรับใช้ชาร์จจอย DualSense
  • จอย Sony DualSense Wireless Controller 1 อัน
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น การรับประกันสินค้า

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 024

ตัวเครื่องจะมาในธีมสีขาวเป็นหลัก แทรกด้วยสีดำ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการเปรียบเทียบว่าเหมือนเราท์เตอร์บ้าง เหมือนเครื่องกรองอากาศบ้าง พอสัมผัสเครื่องจริง งานประกอบต่าง ๆ นั้นจัดว่าทำมาแน่นหนาสมราคา วัสดุด้านนอกทั้งหมดเป็นพลาสติก ซึ่งก็ยังมีจุดที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างคือไม่รู้ว่าหลังจากใช้ไปเป็นปี ๆ ตัวผิวสีขาวนั้นจะเปลี่ยนโทนเป็นสีเหลืองหรือไม่ รวมถึงยังค่อนข้างดูแตกต่างไปจากเครื่องเกมคอนโซลของ Sony เองที่เน้นใช้โทนสีดำในรุ่นมาตรฐานมาตั้งแต่สมัย PS2 แล้ว

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 023

ส่วนถ้าถามว่าตัวเครื่อง PS5 ใหญ่ขนาดไหน ก็เทียบจากภาพด้านบนได้เลยครับ ทางซ้ายคือเครื่อง PS4 รุ่นธรรมดารุ่นแรก ส่วนทางขวาคือคีย์บอร์ด Ducky One ที่เป็นแบบ 104 ปุ่มตามมาตรฐาน

ส่วนถ้าจับมาเทียบกับทีวี อย่างผมเองใช้ทีวี 55″ พบว่าตัวเครื่อง PS5 นั้นมีความสูงเป็นเกือบครึ่งของความสูงของจอเลยทีเดียว ด้านของน้ำหนักก็จะอยู่ที่ราว ๆ 4.5 กิโลกรัม ในขณะที่ PS4 Pro ที่เป็นรุ่นใหญ่สุดของเจ็นที่ผ่านมา ยังมีน้ำหนักเพียงประมาณ 3.3 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้อาจจะต้องเลือกพื้นที่วางดี ๆ ซักนิดนึง ทั้งในแง่ของพื้นที่ว่าง และการรับน้ำหนัก

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 055

ถ้าดูจากปริมาตรตัวเครื่อง บอกได้เลยว่าสามารถจับ PS4 ทั้งเครื่องไปไว้ใน PS5 ได้สบาย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตัวเครื่องใหญ่ขนาดนั้นก็คือฮีตซิงค์ระบายความร้อนภายในที่มีขนาดใหญ่มาก ตามที่ทางเว็บไซต์ iFixit แกะเครื่องไว้ให้ชม

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 027

ปุ่มเปิด/ปิด และปุ่มดีดแผ่นออกจะอยู่ที่บริเวณแถบสีดำครึ่งล่างของเครื่อง โดยเป็นปุ่มแบบกลไกจริง ไม่มีไฟแสดงสถานะที่บริเวณปุ่ม ซึ่งส่วนตัวผมว่าดีมากแล้วครับ จากที่เคยเจอปัญหา PS4 รุ่นแรกดีดแผ่นเอง จนต้องแกะเครื่องมาเช็ดฝุ่นอยู่เป็นประจำ พอเปลี่ยนมาเป็นปุ่มกดแบบดั้งเดิมแบบนี้ นับเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายและลงตัวกว่ากันเยอะ ส่วนใกล้ ๆ กันนั้นก็จะเป็นช่องใส่แผ่น blu-ray แบบดูดแผ่นเข้าไป ไม่มีกลไกสำหรับบังคับให้แผ่นดีดออกนะครับ ถ้าเจอปัญหาเครื่องดีดแผ่นไม่ได้ ก็จะลำบากนิดนึง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 028

ถัดมาตรงบริเวณกลาง ๆ ของแถบดำด้านหน้าเครื่อง ก็จะมีช่อง USB-C แบบ Superspeed และก็ช่อง USB แบบ Hi-Speed อย่างละหนึ่งช่อง เอาไว้ใช้สำหรับชาร์จจอย เสียบ flashdrive เป็นต้น

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 029

ในการใส่แผ่นในเครื่อง PS5 รุ่นปกตินั้น จะต้องใส่แผ่นโดยหันหน้าที่มีการสกรีนขึ้นมาด้านที่มีปุ่มเปิดเครื่องเท่านั้น ตามภาพด้านบน เพราะถ้าหากใส่ผิดด้าน อาจเจอปัญหาแผ่นค้าง ดีดออกไม่ได้ ซึ่งก็มีคนเจอปัญหานี้มาแล้วครับในต่างประเทศ บางกรณีถึงกับต้องส่งศูนย์บริการเลยทีเดียว

ส่วนตัวผมเองก็พบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแผ่นอยู่เหมือนกัน โดยพบตอนที่ใส่แผ่นหนังแบบ blu-ray และ Ultra HD blu-ray (4K) ซึ่งตอนใช้งานก็ใช้ได้ตามปกติ ดูหนังลื่น ๆ ภาพสวยคม จะมีเสียงดังของมอเตอร์หมุนแผ่นบ้างเป็นระยะ ไม่ถึงขั้นรบกวนมากนัก แต่พอจะดีดแผ่นออก กลับพบปัญหาแผ่นไม่ยอมดีดออก พร้อมมีเสียงเหมือนกลไก/เฟืองภายในไปตีกับชิ้นส่วนอะไรบางอย่างด้วย พอลองค้นหาตามเว็บไซต์ต่างประเทศก็พบว่ามีคนเจอปัญหานี้กันเยอะพอสมควร ซึ่งจะมีวิธีแก้หลัก ๆ 2 แบบ

  • Restart เครื่อง แล้วสั่งดีดแผ่นออกใหม่อีกรอบ
  • วางเครื่องในแนวนอนให้อยู่ในระนาบเดียวกับพื้น แล้วสั่งดีดแผ่น

เท่าที่ผมลองดูหลาย ๆ รอบ พบว่าวิธีที่สองจะได้ผลที่สุดครับ จึงคาดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากชิ้นส่วนภายในอยู่ไม่ตรงตำแหน่ง ในตอนตั้งเครื่องขึ้นมา แต่จะว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะตอนเป็นแผ่นเกม ผมแทบจะไม่เจอปัญหานี้เลย ซึ่งก็จัดว่าน่าแปลกเหมือนกันครับ ที่เกิดปัญหาในลักษณะนี้กับเครื่องใหม่แกะกล่องเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 030

ถ้าพิจารณาส่วนของกรอบสีขาวดี ๆ จะเห็นว่าตรงฝั่งด้านในจะมีคำว่า Sony สลักอยู่ ส่วนพื้นผิวที่ดูขรุขระนั้น ที่จริงแล้วจะเป็นสัญลักษณ์ 4 ตัวอย่างสามเหลี่ยม วงกลม กากบาทและสี่เหลี่ยมกระจาย ๆ กันไปทั่วพื้นผิว ดูเป็นกิมมิคไปอีกแบบ

led ps5

ซึ่งตรงบริเวณนี้ ที่จริงแล้วจะมีแนวของไฟแสดงสถานะอยู่ด้วย โดยจะมีด้วยกัน 3 สี

  • สีขาว สำหรับตอนเปิดเครื่องใช้งานปกติ
  • สีน้ำเงิน สำหรับตอนเปิดเครื่องใหม่ ๆ
  • สีสัม สำหรับตอนเปิดสแตนด์บายแบบ Rest mode

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 032

พลิกมาดูด้านหลัง จะมีลักษณะเป็นครีบเอียงลงมา จุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการระบายความร้อนออกจากภายในเครื่อง สำหรับการวางเครื่องนั้น ควรจะวางในที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยเฉพาะด้านหลังที่ระบายลมร้อนออก และด้านบนที่พัดลมดูดลมเย็นเข้า ไม่แนะนำให้วางในตู้ หรือช่องทึบของชั้นวางทีวี

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 034

ด้านบนสุดจะมีช่อง Kensington Lock ไว้สำหรับใส่สายล็อกเครื่อง ซึ่งเป็นช่องแบบเดียวกับที่มีในโน้ตบุ๊กทั่วไปเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 033

ส่วนแถบฝั่งด้านล่างจะมีช่อง USB 3.0 ด้วยกัน 2 ช่อง ซึ่งถ้าต้องการต่อ external HDD เพื่อเล่นเกม PS4 บน PS5 ก็ต้องมาต่อที่ช่อง USB ด้านหลังนี้นะครับ หรือถ้าต้องการต่อด้านหน้า ก็ต้องเป็นที่ช่อง USB-C เท่านั้น

ถัดลงมาจะเป็นช่อง Gigabit LAN, HDMI 2.1 แล้วก็ช่องเสียบสายไฟ

ซึ่งตรงช่อง HDMI นี้ก็มีประเด็นอยู่เหมือนกัน เนื่องจากมีคนใช้สาย HDMI ที่อาจจะไม่ได้ออกแบบมาให้ทนทานต่อความร้อนสูง ซึ่งเกิดจากการถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมากอย่างรวดเร็วเมื่อต้องต่อกับจอความละเอียดสูง รีเฟรชเรตสูงผ่านโปรโตคอล HDMI 2.1 ส่งผลให้ขั้วสาย HDMI หลอมละลายติดกับขั้วของพอร์ตเครื่องไปเลย

ดังนั้น ทางที่ดีสุด ปลอดภัยสุด คือใช้สายที่แถมมาในกล่อง หรือเลือกใช้สาย HDMI 2.1 ที่มีแบรนด์ มีมาตรฐานหน่อย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาจากการใช้งานได้ ซึ่งผมเองใช้สายแถมมาในกล่อง ก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 035

ทีนี้ถ้ามาดูรายละเอียดที่กรอบเครื่องตรงแถว ๆ พอร์ต USB ด้านหลัง จะมีแถบสัญลักษณ์ที่เป็นภาพจำของ PlayStation อยู่ ซึ่งนอกเหนือจากใช้ตกแต่งเพิ่มกิมมิคแล้ว ยังจะเป็นจุดที่ใช้บอกตำแหน่งในการติดตั้งฐานรองเครื่อง ในกรณีที่เลือกวางเครื่องในแนวนอนอีกด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 031

พลิกมาที่ฐานเครื่อง จะพบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง พร้อมฉลาก มอก. ของไทยอยู่ด้วย และยังมีจุดวงกลมตรงกลาง ซึ่งจะใช้สำหรับติดตั้งฐานรองเครื่อง ในกรณีที่วางเครื่องในแนวตั้ง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 038

ซึ่งตัวฐานรองนี้ Sony ออกแบบมาได้น่าสนใจมาก โดยตัวฐานจะสามารถหมุนได้ เพื่อให้เหมาะกับการตั้งเครื่อง ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน นอกจากนี้ยังมียางรองด้านล่าง เพื่อใช้ในการยึดเกาะกับพื้นผิว

สำหรับการวางเครื่องในแนวตั้ง ก็ให้หมุนฐานมาจนเจอช่องตามในภาพด้านบน จะพบว่าในช่องนั้นมีน็อตซ่อนอยู่ด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 037

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 036

แต่ในการวางเครื่องแนวนอน ให้หมุนฐานไปจนปิดช่องเก็บน็อตสนิท แล้วให้นำขาหนีบมาหนีบตรงบริเวณสัญลักษณ์ใกล้ ๆ พอร์ตด้านหลังตามในภาพด้านบนครับ ซึ่งมันจะกว้างพอดีกับสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมที่อยู่ริมซ้ายและขวาสุดเลย ถ้าวางได้ตรงตำแหน่ง ส่วนโค้งของฐานรองจะไปเข้าองศากับส่วนโค้งของฝาปิดสีขาวแบบพอดิบพอดี

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 039

ส่วนการวางเครื่องในแนวตั้ง ก็ให้หมุนฐานรองจนมาเจอช่องเก็บน็อต ดึงน็อตออกมา แล้วก็ให้มาดึงฝาปิดพลาสติกสีดำที่ติดอยู่กับฐานเครื่องเอาไปเก็บในช่องว่างที่อยู่ในช่องเก็บน็อต จากนั้นก็ค่อยติดตั้งฐานเข้ากับตัวเครื่อง PS5 แล้วหมุนน็อตยึดเข้าไป โดยจะใช้ไขควงปากแบนในการไข หรือจะใช้พวกเหรียญเล็ก ๆ เลยก็ได้

ตรงนี้เป็นจุดที่ผมประทับใจเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ครับ พอเป็นการเก็บรายละเอียดในการออกแบบที่ลงตัวมาก ฐานอันเดียว สามารถวางเครื่องได้สองแบบ แถมยังมีช่องสำหรับเก็บอุปกรณ์ได้ครบ โดยไม่ต้องถอดส่วนที่ไม่ได้ใช้ไปแยกเก็บให้วุ่นวาย หรือสูญหายในภายหลัง แต่จะไม่ใช้ฐานรองก็ได้นะครับ ในกรณีที่วางเครื่องในแนวตั้ง แล้วแต่ความสะดวกเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 042

ถ้าติดตั้งเข้าตำแหน่งพอดี ขาหนีบด้านหลังจะเข้าช่องที่ด้านหลัง และส่วนของฐานก็จะประกบกับฝาข้างได้อย่างสวยงาม

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 044

การแกะฝาข้างทั้งสองด้านนั้นง่ายมาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ โดยให้ดึงฝาออกมาด้านล่าง สลักก็จะถูกดึงออกมาจากช่องล็อกอย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกใจที่ทำไมถึงมีบริษัทจ้องจะผลิตฝาข้างเครื่องมาขาย สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสีเครื่อง อยากตกแต่งในแบบที่ต้องการ

ส่วนภายในนั้น ถ้าต้องการจะแกะ แน่นอนว่าต้องขันน็อตออกหลายจุดมาก รวมถึงจะส่งผลกับการรับประกันด้วย แต่เท่าที่ลองดูข้อมูลจากรีวิวในต่างประเทศก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือ สารช่วยนำพาความร้อนจากชิปประมวลผลออกมา Sony เลือกใช้เป็นโลหะเหลว (Liquid metal) แทนที่จะใช้ซิลิโคนเหมือนที่เคยทำในเครื่องเกมรุ่นก่อน ๆ ซึ่งโลหะเหลวนั้นจะช่วยในการเป็นตัวกลางนำความร้อนออกมาได้ดีกว่า ประกอบกับฮีตซิงค์ภายในที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถตอบโจทย์ด้านการระบายความร้อนให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ภายในได้ดีขึ้นกว่าตระกูล PS4

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 045

จุดที่น่าสนใจจะอยู่ตรงฝาปิดสีเทายาว ๆ ครับ เพราะภายในเป็นช่องสำหรับติดตั้ง SSD แบบ PCIe M.2 อยู่ รองรับ SSD ทั้งแบบความยาว 30, 42, 60, 80 และ 110 มิลลิเมตร อย่างในภาพผมลองเอา Samsung 970 EVO ขนาด 2280 ที่ติดฮีตซิงค์เพิ่มมาใส่ดู พบว่าสามารถปิดฝาได้พอดีเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ว่าจะ SSD รุ่นไหนก็ไม่สามารถนำมาติดตั้งในช่องนี้ของตัวเครื่อง PS5 ได้ครับ เนื่องจากต้องรอทาง Sony ปล่อยอัพเดตเฟิร์มแวร์ในอนาคต รวมถึงยังไม่ได้ระบุด้วยว่าจะรองรับ SSD รุ่นใดบ้าง แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วก็คือจะต้องเป็น SSD PCIe 4.0 เท่านั้น เพื่อให้ได้ความเร็วในระดับเดียวกันกับ SSD ที่ฝังมากับบอร์ด ดังนั้น ถ้าอยากเพิ่มความจุ PS5 ก็คงต้องรอกันไปก่อน และน่าจะต้องลงทุนไม่ใช่น้อยด้วย (รีวิวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 64)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 049

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 050

เครื่องอ่านแผ่นของ PS5 จะรองรับแผ่นหลากหลายประเภทตามข้อมูลสเปคดังนี้

  • Ultra HD Blu-ray (66G/100G) ~10xCAV
  • BD-ROM (25G/50G) ~8xCAV
  • BD-R/RE (25G/50G) ~8xCAV
  • DVD ~3.2xCLV 

เท่ากับว่าสามารถนำแผ่นเกม PS4 มาเล่นบน PS5 ได้ทันทีเกือบทุกเกมครับ จะใช้ดูหนังจากแผ่น Blu-ray หรือแผ่น Ultra HD Blu-ray ที่ให้ภาพความละเอียดระดับ 4K ก็ได้เช่นกัน โดยถ้าลองจับแผ่นเกม PS5 มาเทียบกับ PS4 จะพบว่ามันมีความแตกต่างตรงที่การสกรีนบนหน้าแผ่น และก็ตรงขอบวงในสุดที่มีคำว่า PS5 หรือ PS4 ตามประเภทของแผ่นนั่นเอง

นอกจากนี้ ในตัวซอฟต์แวร์เองก็จะมีการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบด้วยว่าแผ่นที่ใส่อยู่เป็นแผ่นประเภทไหน เช่น ถ้าเป็นเกม PS4 ก็จะมีคำว่า PS4 ต่อท้ายชื่อ ส่วนเกม PS5 จะไม่มีข้อความต่อท้าย ส่วนถ้าเป็นแผ่นหนัง Ultra HD ก็จะมีระบุตรงท้ายชื่อเรื่องด้วยเช่นกัน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 010

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 011

ย้ายมาดูที่จอย DualSense Wireless Controller ของ PlayStation 5 กันบ้าง โทนสีรวม ๆ ก็จะเป็นขาว-ดำเช่นเดียวกับตัวเครื่อง รูปทรงดูเต็มไม้เต็มมือกว่าจอย PS4 โดยที่ยังคงใช้การวางปุ่มในรูปแบบเดิมอยู่ แต่เปลี่ยนหน้าที่หลักของปุ่มที่อยู่ข้าง ๆ มุมซ้ายบนของทัชแพดจากปุ่มแชร์กลายเป็นปุ่ม Create ที่ใช้สำหรับแคปหน้าจอ อัดวิดีโอหน้าจอ และสตรีม (broadcast) ได้โดยตรง ซึ่งสามารถปรับได้ว่าจะให้กดแล้วมีปุ่มบนจอมาให้เลือกฟังก์ชันอีกที หรือจะให้กดแล้วแคปภาพหน้าจอทันทีก็ได้

ด้านของปุ่มทิศทางแบบ D-Pad และก็ปุ่มสั่งงานทั้งสี่ จะใช้เป็นพลาสติกใสปิดทับส่วนที่เป็นสัญลักษณ์แต่ละปุ่มอีกที ไม่มีสีสัน ไม่มีไฟใต้ปุ่มแต่อย่างใด ต่างจากจอย PS2, PS3 และ PS4 ที่ใส่สีให้กับสัญลักษณ์แต่ละตัวด้วย

ไฟ LED สำหรับแสดงสถานะ จะซ่อนอยู่ตรงบริเวณเส้นรอบทัชแพด โดยจะมีสีแตกต่างกันไปตามสถานะของจอยที่เชื่อมต่ออยู่กับ PS5 ส่วนถ้าอยู่ในระหว่างชาร์จ ไฟจะเปลี่ยนเป็นสีส้มกระพริบตามจังหวะคล้ายจังหวะการหายใจ ด้านของสีไฟในการบ่งบอกลำดับจอย จะใช้เป็นไฟดวงเล็ก ๆ เหนือช่องลำโพงแทน

ถัดลงมาจะเป็นช่องลำโพงให้เสียงแบบโมโน ตามมาด้วยปุ่ม PS ที่ลดรูปเหลือเพียงแค่โลโก้ PlayStation เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่กดยากกว่าบนจอย PS4 อยู่นิดหน่อย สามารถกดค้างประมาณ 10 วินาทีเพื่อปิดจอยแบบไม่ปิดเครื่องได้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 012

ใต้ปุ่ม PS ลงมาก็เป็นตำแหน่งของปุ่มเปิด/ปิดไมค์โดยมีช่องรับเสียงของไมค์อยู่ด้านล่างอีกที ซึ่งถ้ากดปิด จะมีไฟสีส้มติดขึ้นมาด้วย โดยถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ระบบจะเปิดไมค์ให้เสมอ ไม่มีการจดจำสถานะเอาไว้ ที่น่าสนใจคือถ้ากดปุ่มนี้ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที ระบบจะปิดเสียงทั้งหมดให้

ปิดท้ายด้วยตรงสันจอย ที่จะมีขั้วทองเหลือง 4 จุดสำหรับไว้ใช้ชาร์จแบตกับแท่นชาร์จ DualSense Charging Station ส่วนช่องตรงกลางคือช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ให้เสียงแบบสเตอริโอ ซึ่งรูปแบบของช่องตรงจุดนี้จะต่างจากดีไซน์ของจอย PS4 ด้วยนะครับ จึงทำให้ไม่สามารถใช้แท่นชาร์จข้ามรุ่นจอยกันได้แบบ 100%

วัสดุของจอย DualSense จะมีพื้นผิวที่แตกต่างกันในบางจุด โดยถ้าเป็นฝั่งด้านบนทั้งส่วนที่เป็นสีขาวและสีดำ จะใช้เป็นพลาสติกผิวเรียบ มีความลื่นมือเล็กน้อย ส่วนตรงทัชแพดก็จะคล้ายกัน แต่มีความหนืดมากกว่ากันนิดนึง ส่วนด้านหลังของจอยจะใช้เป็นพลาสติกผิวขรุขระเพื่อการจับที่กระชับ ไม่ลื่นมือ และที่เป็นกิมมิคคือ ผิวส่วนที่ขรุขระนั้นก็เกิดจากลายที่เป็นสัญลักษณ์ทั้ง 4 ของ PlayStation เหมือนกับที่ออกแบบไว้บนฝาสีขาวบนตัวเครื่องเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 014

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 017

ด้านบนก็เป็นตำแหน่งของปุ่ม L1/L2 R1/R2 เช่นเคย ซึ่งตัวปุ่มจะใช้เป็นพลาสติกผิวด้าน มีส่วนโค้งเว้ารับปลายนิ้วได้พอดี ส่วนสัมผัสในการกดนั้น ถ้าปิดเครื่อง ปิดจอยอยู่ก็จะไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างไปจากจอย PS4 เท่าไหร่ จะมีแค่เวลาเขย่าจอยกระแทกกับฝ่ามือ จะรู้สึกเหมือนว่ามีสปริงเด้งส่งแรงสั่นสะเทือนกลับมาอยู่ภายใน

แต่จุดเด่นของปุ่ม L2/R2 บนจอย DualSense จะไปเด่นตอนอยู่ในเกมครับ ด้วยฟังก์ชัน Adaptive Trigger ที่สามารถปรับระดับความหนืดในการกดได้ตามสถานการณ์ในเกม อย่างเกมที่เห็นผลชัดมาก ๆ เท่าที่ผมลองก็คือ Call of Duty: Black Ops Cold War ที่ความหนืดของปุ่ม L2 ที่ใช้ในการยกปืนขึ้นเล็งศูนย์ และปุ่ม R2 สำหรับลั่นไกยิงปืน จะแปรผันตามปืนแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่แล้ว ปืนเล็กจะกดง่ายกว่าปืนที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงการสั่นของจอยที่เกิดจากแรง recoil ในการยิงของปืนแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันด้วย ซึ่งเดี๋ยวเราไปว่ากันอีกทีในส่วนของการเล่นเกมครับ

โดยหลักการทำงานของฟังก์ชัน Adaptive Trigger ก็คือ การใส่เฟืองที่เป็นรูปเกลียวทรงกระบอกไว้ภายใน แล้วให้ระบบควบคุมมอเตอร์ที่ใช้หมุนเฟืองตัวนี้เพื่อสร้างแรงต้านในการกดอีกที ดังนั้นถ้าจะยกให้จอย DualSense เป็นจอยเกมของเครื่องคอนโซล ที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมเพื่อการถ่ายทอดประสบการณ์ในเกมได้ดีที่สุดในเวลานี้ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะมันปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในเกมได้จริง (ถ้าเกมเขียนมารองรับนะ)

ส่วนพอร์ตชาร์จจะใช้เป็น USB-C ตามสมัยนิยม สามารถใช้สายและอะแดปเตอร์ชาร์จของมือถือรุ่นใหม่ ๆ มาใช้ได้ทันที

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 018

ด้านหลังจะมีอยู่ 2 รูใกล้ ๆ กัน อันบนจะไว้ใช้สำหรับจิ้มเข็มเข้าไปเพื่อรีเซ็ตจอย (จิ้มค้างไว้ 3-5 วินาที)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 015

ตัวปุ่มอนาล็อกจะใช้การผสมผสานระหว่างพื้นผิวสองแบบ คล้ายกับของจอย Xbox One โดยตรงปุ่มจะมีผิวที่เรียบกว่าบริเวณขอบเล็กน้อย เพื่อให้สามารถควบคุมได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

สำหรับการใช้งานจอย DualSense บนเครื่อง PS5 นั้น ในแง่ของการจับถือ ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างเต็มมือกว่าจอย PS4 พอสมควร จนออกไปใกล้เคียงกับของ Xbox One น่าจะถูกใจผู้ใช้งานที่รูปทรงของมือใหญ่กว่าชาวเอเชียยิ่งขึ้น แต่ถ้าพูดถึงความกระชับมือ ส่วนตัวผมคิดว่าจอย Xbox One ยังจะกระชับมือกว่ากันนิดนึง ด้วยความโป่งของก้านมือจับด้านหลังที่เพรียวกว่า DualSense เล็กน้อย

ส่วนการถ่ายเทน้ำหนัก ผมว่ามันจะค่อนข้างหนักกลางตรงบริเวณใต้ทัชแพด คล้ายกับของเดิมอย่างใน PS4 DualShock ต่างจากของ Xbox One ที่ถ่ายน้ำหนักมาที่ก้านมือจับมากกว่า

การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ใช้ผ่านทาง Bluetooth 5.1 สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นได้ เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต ซึ่งตอนนี้ iOS และ Android รุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถนำมาจับคู่เพื่อใช้งานได้ทันที

ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ด้วยความจุที่เพิ่มมาเป็น 1560 mAh ในขณะที่มีฟังก์ชันและกลไกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถใช้งานได้ราว ๆ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระดับการทำงานที่อ้างอิงตามระบบในเกม อย่างผมลองเล่นเกม Astro’s Playroom ที่เป็นเกมแถมติดเครื่อง ซึ่งเปรียบเสมือนกับเดโมไว้สำหรับขายฟังก์ชันต่าง ๆ ในจอย DualSense แบบจัดเต็ม ประกอบกับการลองเล่นฟังก์ชันต่าง ๆ ในตัวเครื่อง ก็พบว่าสามารถใช้ได้ราว 4-5 ชั่วโมง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 021

ลองจับเทียบกับจอย DualShock รุ่นสองของ PS4 กันบ้างครับ จะเห็นว่ามันดูใหญ่เต็มมือขึ้นจริง ๆ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 022

พอร์ตชาร์จไฟก็เปลี่ยนจาก Micro USB มาเป็น USB-C เรียบร้อยแล้ว ส่วนไฟ LED ด้านบน ก็เปลี่ยนจากการเป็นแถบใหญ่ ๆ มาเป็นเส้นไฟรอบทัชแพดแทน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 130 DESKTOP 73QMCT4 Feb 07 201105 2021 Conflict

ลองเทียบขนาดคร่าว ๆ กับจอยของ Xbox One และ Pro Controller ของ Nintendo Switch ครับ จะเห็นว่ารอบนี้ Sony เริ่มปรับดีไซน์มาให้จอยดูใหญ่ เต็มมือคล้ายกับของแพลตฟอร์มอื่นบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงไว้อย่างเดิมคือตำแหน่งของอนาล็อกซ้ายที่ยังวางขนานกับข้างขวาอยู่ ในขณะที่ของเครื่องอื่นจะจับแยกกัน ซึ่งผมชอบแบบหลังมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ผมก็เล่นเกมด้วยจอยของฝั่ง Sony มาก่อนที่จะมาจับอุปกรณ์ของอีก 2 ฝั่งที่เหลือด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่าการแยกตำแหน่งของก้านอนาล็อกมันเข้ามือกว่าจริง ๆ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 072

ก่อนจะไปดูเรื่องซอฟต์แวร์และเกม มาสรุปสเปคของ PlayStation 5 (PS5) กันซักนิดหน่อยก่อนนะครับ

  • ชิปประมวลผล AMD Ryzen สถาปัตยกรรม Zen 2 มี 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็วสูงสุด 3.5 GHz
  • ชิปกราฟิก AMD Radeon สถาปัตยกรรม RDNA 2 ความเร็วสูงสุด 2.23 GHz (10.3 TFLOPS) รองรับ Ray Tracing
  • แรมแชร์ทั้งระบบ 16 GB GDDR6
  • SSD 825 GB แบนด์วิธในการอ่านข้อมูลแบบ RAW 5.5 GB/s
  • รองรับการแสดงผลผ่านพอร์ต HDMI Out ที่ความละเอียดสูงสุด 8K
    • ความละเอียดแนะนำ 4K 120Hz / 4K 60Hz ขึ้นอยู่กับจอที่ใช้
    • รองรับเทคโนโลยี VRR ในการปรับรีเฟรชเรตให้เหมาะกับการใช้งาน (ผ่าน HDMI 2.1 เท่านั้น)
  • รองรับระบบเสียง 3D
  • กินไฟสูงสุด 350W
  • WiFi 6 (a/b/g/n/ac/ax) | Gigabit LAN (1000 Mbps) | Bluetooth 5.1

แง่ของสเปค ต้องบอกว่าเครื่องเกม Sony PlayStation 5 นั้นจัดเต็มเทียบกับระดับเครื่องเดสก์ท็อปราคาราว 30,000 กว่าบาทได้อยู่เหมือนกัน เพราะถ้าจะเล่นเกม 60FPS แบบเปิด Ray Tracing ได้ลื่น ๆ การ์ดจอที่ต้องใช้อย่างต่ำก็ราคาระดับหมื่นบาทขึ้นไปแล้ว (ซึ่งตอนนี้ราคาดีดสุด ๆ และหาซื้อยากพอกัน) แถมยังมาพร้อม CPU ที่เทียบพอได้กับระดับ Ryzen 5 ขึ้นไป แรมความเร็วสูง ร่วมกับ SSD ระดับ PCIe Gen 4 อีก

ซึ่งด้วยการที่ PS5 เลือกใช้ชิปสถาปัตยกรรม Zen 2 นี้ คือปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเครื่องขาดตลาดไปทั่วโลกในขณะนี้เลยครับ เนื่องจากการผลิตบางส่วนของชิป จะต้องอาศัยโรงงานของ TSMC ที่ตอนนี้ก็รับงานจากหลายทาง โดยมีลูกค้าหลักคือ Apple ส่งผลให้กำลังในการผลิตชิปให้กับ PS5 มีไม่ทันตามความต้องการ บวกกับสถานการณ์เกี่ยวกับ COVID-19 อีก จึงทำให้คาดการณ์กันว่า กว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ สามารถหาซื้อเครื่อง PS5 ได้แบบสบาย ๆ น่าจะเริ่มที่ช่วงกลางปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด (และน่าจะเลื่อนออกไปอีกเรื่อย ๆ ด้วย) ซึ่งสถานการณ์นี้ ฝั่ง Xbox เองก็เจอคล้าย ๆ กันครับ แต่อาจจะไม่กระทบกับในไทยมากนัก เนื่องจากฐานผู้เล่นยังไม่หนาแน่นเท่ากับฝั่ง Sony PlayStation รวมถึงยังไม่ได้มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วย

 

เริ่มต้นใช้งาน PlayStation 5 (PS5)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 076

เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก ให้เสียบสาย USB เชื่อมระหว่างตัวเครื่องเข้ากับจอย DualSense ก่อน เพื่อให้ทั้งสองอุปกรณ์รู้จักกัน พอเข้าสู่หน้าจอถัดไปที่เป็นการเลือกภาษาเมนู ก็ถอดสายออกได้ทันที ซึ่งจะได้เสียบสายอีกครั้งก็ตอนที่อัพเดตเฟิร์มแวร์ให้ตัวจอยครับ

ส่วนภาษาของเมนูก็จะมีภาษาไทยให้เลือกด้วย แต่ในรีวิวนี้ผมเลือกเป็นภาษาอังกฤษ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 081

ถัดมาก็เป็นการตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต จะใช้แบบต่อสายแลนหรือใช้ WiFi ก็ได้ ซึ่งตัวเครื่องมองเห็นทั้ง WiFi 2.4 GHz และ 5 GHz ได้อย่างครบถ้วน

แต่ในรีวิวนี้ ผมต้องแจ้งก่อนนะครับ ว่าในส่วนของการตั้งค่าเครื่องครั้งแรกอาจจะระบุขั้นตอนได้ไม่ครบถ้วน เนื่องจากตอนที่ตั้งค่านั้น เน็ตไฟเบอร์ที่บ้านดันล่มพอดี จึงทำให้อาจจะตกหล่นขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการตั้งค่าไป เช่น การล็อกอิน PSN ID เป็นต้น

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 084

หากใช้งานร่วมกับทีวีหรือจอที่รองรับ HDR ก็จะมีหน้าจอมาให้ปรับระดับความสว่างที่เหมาะสมด้วย ซึ่งผมลองปรับแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้ากับสายตาเท่าไหร่ แต่พอลองปรับค่าตามคลิปใน YouTube ก็พบว่าผมรู้สึกชอบภาพในแบบหลังมากกว่า โดยการตั้งค่าที่ในคลิปแนะนำมามีดังนี้

  • ฉากสว่าง – ปรับให้มองดวงอาทิตย์ในกรอบไม่เห็น
  • ฉากมืด – ปรับให้มองดวงอาทิตย์ในกรอบไม่เห็น
  • ฉากสุดท้าย – ปรับค่ามืดที่สุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 087

อีกการตั้งค่าที่น่าสนใจก็คือ การปรับว่าจะให้ฟังก์ชันใดทำงานบ้าง ในระหว่างที่สแตนด์บายเครื่องใน Rest mode ที่จะปรับให้เครื่องยังคงต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลด/ติดตั้ง เฟิร์มแวร์และเกมได้ตามต้องการ การใช้งานฟีเจอร์ Remote Play จากมือถือ รวมถึงการชาร์จจอยผ่านช่อง USB ด้วย ซึ่งผมเองก็ตั้งให้ตัวเครื่องแค่โหลดไฟล์อัพเดตมารอไว้ โดยยังไม่ต้องติดตั้ง แล้วก็ปิดฟังก์ชันการชาร์จไฟจอยผ่านช่อง USB ในตอนสแตนด์บายไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเข้ามาตั้งค่าในส่วนนี้จากในเมนู Settings ในภายหลังได้

20210206210411

หลังจากตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมาพบกับหน้าโฮมของ PS5 ที่ได้รับการปรับโฉมจาก PS4 ในหลายจุด แต่โครงสร้างก็จะคล้าย ๆ ของเดิมครับ คือวางไอคอนเกม แอปต่าง ๆ ไว้หน้ากลาง ที่สามารถเลื่อนหน้าจอลง เพื่อเข้าถึงเมนูอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ โดยจะแบ่งหน้าจอสำหรับรวมเกม และรวมแอปมีเดียแยกออกจากกันในลักษณะแท็บ สามารถสลับหน้าไปมาด้วยการกดปุ่ม L1 และ R1 ส่วนเมนู Settings จะอยู่ที่ไอคอนรูปเฟืองซึ่งอยู่ข้างเมนูค้นหา และไอคอนโปรไฟล์ PSN ID ที่ล็อกอินอยู่ในขณะนั้น

สำหรับการเลื่อนหน้าจอลง ก็จะเป็นการดูรายละเอียดของไอคอนที่กำลังเลือกอยู่ เช่น ถ้าเลือกไอคอน PlayStation Store อยู่ เมื่อเลื่อนลงมาก็จะเป็นการเลือกเกมต่าง ๆ จากใน Store ได้ทันที ไม่ได้เป็นการเข้าแอป Store อีกครั้งให้เสียเวลา ส่วนถ้าเป็นไอคอนเกม เมื่อเลื่อนลงมาก็จะเป็นหน้ารวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมนั้น เช่น Activities ของเกม ที่เป็นทางลัดให้เข้าไปเล่นบางโหมดในเกมได้เลย มีหน้ารวมคลิปที่มีคน broadcast ไว้ และยังมีหน้ารวมถ้วย trophy ด้วย

ส่วนในการปรับแต่งการแสดงผลนั้น PS5 ยังไม่รองรับการจัดโฟลเดอร์ไอคอนเกม รวมถึงยังไม่มีระบบธีมด้วย เพราะภาพพื้นหลังของแต่ละเมนูนั้นจะใช้ภาพจากเกมหรือแอปนั้น ๆ ส่วนในเมนู Settings ก็จะใช้พื้นหลังโทนสีเทาอ่อน

20210206210418

ตัวอย่างของแอป Media ที่มีให้ติดตั้งในตอนนี้ ก็เช่น Apple TV (ไม่มีฟังก์ชัน AirPlay), Netflix, YouTube, Twitch และก็ Spotify ซึ่งที่น่าสนใจคือเราสามารถเล่นเกม และฟังเพลงจาก Spotify ไปพร้อมกันได้ โดยระบบจะดันเสียงเพลงให้ดังกว่าเสียงในเกมเล็กน้อย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 092

หนึ่งจุดที่หลายท่านน่าจะสับสน (รวมถึงผมเองด้วย) ก็คือการย้ายเมนูย่อยต่าง ๆ จากที่เคยใช้การกดปุ่มบนจากแถบไอคอนเกมในการเรียกดูแถบไอคอนเหล่านี้ แต่ใน PS5 จะใช้การกดปุ่ม PS บนจอยเพื่อเรียกเมนูตามภาพด้านบนนี้ขึ้นมา ซึ่งผมว่ามันวุ่นวายมากในการจะเรียกดูแถบการแจ้งเตือน เรียกดูแถบที่เกี่ยวกับเพื่อนบน PSN จะดีหน่อยก็คือมีการแยกไอคอนเพื่อเข้าไปดูสถานะการดาวน์โหลดไฟล์มาให้ จากที่แต่เดิมจะถูกวางรวมไว้กับหัวข้อ Notifications

ที่สำคัญคือเรื่องของการปิดเครื่อง จากที่ใน PS4 นั้นสามารถกดปุ่มบนจากในหน้ารวมเกม แล้วเลื่อนไปเลือกไอคอน Power Options ทางขวาสุดเพื่อกดปิดเครื่อง หรือจะใช้การกดปุ่ม PS บนจอยค้างไว้ แล้วเลือกปิดได้ทันที ในขณะที่ PS5 จะต้องใช้การกดปุ่ม PS เพื่อเรียกหน้าเมนูลอยขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยเลื่อนไปเลือกไอคอน Power เพื่อปิดเครื่อง ซึ่งต้องโยกนิ้วไปมาหลายจังหวะ กว่าที่จะสามารถปิดเครื่องได้ แถมในครั้งแรก ผมเองนั้นหาปุ่มปิดไม่เจอด้วยซ้ำ

ส่วนถ้าต้องการย้อนกลับมาหน้าโฮมในระหว่างเล่นเกม หรือเปิดแอป ก็ให้กดปุ่ม PS ค้างไว้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 110

ถ้าหากมีการเปิดแอปค้างไว้ เช่น Spotify หน้าจอพรีวิวของแอปนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาด้วยเมื่อตอนกดปุ่ม PS ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปควบคุมการเล่นเพลง เช่น กดหยุดเพลงชั่วคราว และเปลี่ยนเพลงได้

20210206212208

เมนู Downloads/Uploads ใช้สำหรับแสดงสถานะการโหลดข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจะมีขึ้นมาเฉพาะขณะที่กำลังโหลดอยู่จริง ๆ เท่านั้น

20210206140355

20210206140430

เมนูการตั้งค่าของ Settings จะคล้ายกับใน PS4 มาก ๆ ซึ่งถ้าคุ้นเคยมาอยู่แล้วก็สามารถใช้งานต่อได้ทันที แต่จะมีบางเมนูหายไปบ้าง เช่น Theme ที่ PS5 ยังไม่รองรับ

20210206140442

การตั้งค่าเกี่ยวกับภาพ ก็จะมีทั้งส่วนที่แสดงข้อมูลของความละเอียดภาพ รูปแบบการแสดงสีสัน การแสดงภาพแบบ HDR ที่ใช้งานอยู่ เป็นต้น

รวมถึงยังสามารถปรับได้ด้วยว่าจะให้แสดงภาพที่ความละเอียดระดับใด เริ่มจาก 720p, 1080i, 1080p, 2160p และก็ Automatic นอกจากนี้ยังมีการตั้งค่าพวก 4K Video Transfer rate, Deep color output และก็ RGB range ด้วย

20210206140621

20210207221959

เมนู Storage ก็จะเป็นส่วนที่รวมการจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ทั้ง SSD ในเครื่อง และก็ external HDD/SSD ที่จะใช้ชื่อเรียกว่า Extended Storage ครับ โดยสามารถลบและย้ายไฟล์เกม/แอปไปมาระหว่าง internal และ extended storage ได้จากในเมนูนี้เลย

พื้นที่ SSD ในเครื่องตามสเปคของ PS5 คือ 825 GB เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก จะเหลือให้ใช้ราว 600 กว่า GB เท่านั้น รองรับการเก็บไฟล์เกมฟอร์มยักษ์ได้ราว 4-6 เกม ซึ่งถ้าคุณเป็นสายโหลดเกมมาดองไว้เยอะ ๆ อาจจะต้องปรับนิสัยกันซักนิดนึง เนื่องจากเกม PS5 จะไม่สามารถย้ายไฟล์มาลงใน external HDD/SSD ได้ มีแค่เพียงเกม PS4 เท่านั้นที่รองรับการย้ายไฟล์ไปมาในลักษณะดังกล่าว

ส่วนอีกความหวังก็คือช่องติดตั้ง SSD PCIe ที่ว่างอยู่อีกช่อง ซึ่งคงต้องรอการประกาศรายละเอียดจาก Sony กันอีกครั้ง

ดังนั้น หากคุณต้องการเล่นเกม PS4 บนเครื่อง PS5 แนะนำว่าควรหา external SSD ซักลูก ความจุขั้นต่ำ 250 GB มาใช้ติดตั้งเกมจะดีกว่าครับ จะซื้อ SSD + กล่อง external มาประกอบกันก็ได้ ความเร็วที่ได้นั้นแทบไม่แตกต่างจากการเล่นเกมจาก HDD ในตัวเครื่อง PS4 เลย แถมในบางเกมยังจะโหลดเร็วกว่าด้วย ส่วนถ้าจะใช้ external HDD นั้นก็ทำได้ครับ แต่อาจจะไม่ทันใจอยู่บ้าง ในกรณีที่ชินกับความเร็วในการโหลดเกมของเกม PS5 ไปแล้ว

20210206141229

20210206210153

ในการย้ายเครื่องจาก PS4 มายัง PS5 ผมใช้การย้ายไฟล์เซฟและ trophy ต่าง ๆ ผ่านทางระบบ PSN และ PS Plus ล้วน ๆ ซึ่งพวก trophy บน PS4 ก็จะย้ายมาทั้งหมดเลย

ซึ่งไฟล์เซฟเกมก็จะมีเมนูสำหรับจัดการแยกกันระหว่างของเกม PS5 และ PS4 ด้วย

โดยในภาพด้านบนนั้นจะมีจุดที่น่าสนใจอยู่ก็คือที่เมนู Game Presets ที่เราสามารถตั้งค่า default ได้เลยว่าจะให้การตั้งค่าบางส่วนในเกมเป็นอย่างไรบ้าง เช่น ระดับความยาก โหมดการปรับภาพ (เน้นความลื่นไหล หรือเน้นความละเอียดสูง) เป็นต้น

20210207003457

ถัดมาเป็นเมนู Captures and Broadcastts ซึ่งไว้ใช้สำหรับตั้งค่าการทำงานของการแคปหน้าจอ บันทึกวิดีโอ การสตรีมมิ่งได้จากในเมนูนี้ และที่ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากก็คือในเมนูย่อย Trophies ที่สามารถตั้งปิดการแคปภาพ/วิดีโออัตโนมัติขณะที่เก็บ trophy ในเกมได้ด้วย ซึ่งถ้าพื้นที่ SSD เหลือน้อย และไม่ค่อยได้ใช้ไฟล์พวกนี้อยู่แล้ว ก็ตั้งค่าปิดไปเลยก็ได้ครับ

20210206213328

ส่วนเมนูเกี่ยวกับระบบเพื่อนบน PSN จะอยู่ในหัวข้อ Game Base ครับ ทั้งเรื่องการตั้งปาร์ตี้ การรับเป็นเพื่อน ซึ่งตรงส่วนนี้ ที่จริงผมก็ไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ครับ แต่ก็มีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยเหมือนกันให้ความเห็นว่ามันใช้ยากกว่าบน PS4 พอสมควร

20210206213545

ในเมนู Accessories ก็จะรวมพวกการตั้งค่าอุปกรณ์เสริมทั้งหมด รวมถึงตัว DualSense Wireless Controller ด้วย ซึ่งสามารถปรับระดับการสั่น การทำงานของฟีเจอร์ Adaptive Trigger สำหรับปุ่ม L2/R2 ได้ ซึ่งถ้าเราเลือกใช้งานไมค์บนจอยอยู่ ค่าความแรงของทั้งสองจุดนี้จะถูกตั้งเป็นแบบอ่อน เพื่อให้เสียงของมอเตอร์ไปรบกวนไมค์น้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับความสว่างของไฟบนจอยได้ด้วย ซึ่งจะมีด้วยกัน 3 ระดับ สูง กลาง ต่ำ ในกรณีที่ต้องการเล่นเกมที่ต้องอาศัยกล้อง PlayStation Camera ระบบจะแนะนำว่าควรตั้งที่ความสว่างระดับสูงไว้ก่อน

20210206211209

หนึ่งในสิทธิพิเศษของผู้ใช้งาน PS5 ที่เป็นสมาชิก PlayStation Plus (PS Plus) อยู่ด้วยก็คือ Sony มีการจัดแคมเปญ The PS Plus Collection ที่จะแจกเกม PS4 มาให้เล่นฟรีถึง 20 เกม ซึ่งเมื่อกดรับมาแล้ว ก็จะเข้ามาอยู่ใน Library ให้สามารถกดโหลดมาเล่นได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังเป็นสมาชิก PS Plus อยู่ ค่าสมาชิกเดือนละ 210 บาท รายปีตกราว ๆ 1,190 บาท โดยเกมที่มีในแคมเปญนี้ก็ได้แก่

  • Bloodborne
  • Days Gone
  • Detroit: Become Human
  • God of War
  • Infamous Second Son
  • Ratchet and Clank 
  • The Last Guardian
  • The Last of Us Remastered
  • Until Dawn
  • Uncharted 4: A Thief’s End
  • Batman: Arkham Knight
  • Battlefield 1
  • Call of Duty: Black Ops III – Zombies Chronicles Edition
  • Crash Bandicoot N. Sane Trilogy
  • Fallout 4
  • Final Fantasy XV Royal Edition
  • Monster Hunter: World
  • Mortal Kombat X
  • Persona 5
  • Resident Evil 7 biohazard

ซึ่งการติดตั้งเกม PS4 เหล่านี้ จะเลือกให้ติดตั้งใน SSD ของตัวเครื่อง หรือจะเก็บไว้ใน Extended Storage ก็ได้

20210206222136

สำหรับเกม PS4 ใหม่ ๆ บางเกม ทางผู้ผลิตจะมีการออกตัวเกมเวอร์ชันอัพเกรดสำหรับ PS5 มาให้ ตัวอย่างเช่น Marvel’s Spider-Man: Miles Morales ที่สามารถใส่แผ่นเกมเวอร์ชัน PS4 เข้าไปในเครื่อง แล้วกดรับข้อเสนอในการอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน PS5 ได้ฟรี ซึ่งหลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ถ้าต้องการจะเล่นก็จำเป็นต้องใส่แผ่นไว้ในเครื่องด้วยนะครับ

อย่างในภาพด้านบน พอผมใส่แผ่น PS4 เข้าไปแล้ว ก็จะมีแจ้งทันทีว่าสามารถอัพเกรดได้ฟรี โดยหลังจากอัพเกรดแล้วก็เปิดเล่นได้เลย รวมถึงยังสามารถดาวน์โหลดเซฟเกมจากบน PS4 มาเล่นต่อได้ด้วย (ขึ้นอยู่กับแต่ละเกม)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 121

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเก็บเกมเดียวกันที่เป็นเวอร์ชัน PS5 และ PS4 ไว้ด้วยกันได้ด้วย เผื่อใครอยากจะสลับกันเล่นเพื่อเทียบความแตกต่างกันระหว่างสองเวอร์ชัน

 

การเล่นเกมบน PS5

เกม Astro’s Playroom – ทดสอบจอย DualSense

ASTROs PLAYROOM 20210206234133 scaled

เกมแรกที่ทดสอบก็คือ Astro’s Playroom ที่เป็นเกมแถมฟรีมาในเครื่อง ซึ่งเป็นเกมที่ Sony ใช้ในการโฆษณาฟีเจอร์เด่นของจอย DualSense ได้ดีที่สุด ในขณะที่ตัวเกมนั้นก็เป็นในลักษณะเดินหน้าเก็บของไปตามด่าน ที่ได้รับการออกแบบตามลักษณะของฮาร์ดแวร์ เช่น แรม SSD ระบบระบายความร้อน เป็นต้น ที่น่าประทับใจก็คือตัวเกมนั้นทำมาได้สนุกเกินคาด รวมถึงยังมีกิมมิคเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PlayStation ให้ได้คิดถึงกันอีกด้วย

ASTROs PLAYROOM 20210206233300 scaled

สิ่งที่ผมประทับใจมาก ๆ ก็คือการนำเสนอลูกเล่นในจอย DualSense ที่เปิดมาก็มีให้ลองกด L2/R2 เพื่อทดสอบความหนืดของปุ่มได้เลย ส่วนอีกฉากที่ใช้ฟังก์ชันนี้ได้ดีมากก็คือการโยกตู้กาชาปองในเกมครับ เพราะเราจะต้องใช้ L2 ในการโยกก้าน และใช้ R2 ในการบีบลูกบอลกาชา ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็ใช้แรงกดไม่เท่ากันด้วย

อีกเรื่องที่ผมเจอก็คือระบบการสั่นของจอยเมื่อเจอฉากที่มีฝนตก เพราะผมรู้สึกได้เลยว่าตัวจอยจะมีการสั่นกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ แบบสุ่มไปทั่วพื้นที่ พอฉากถัดมาที่เจอกับลูกเห็บ ก็จะมีการสั่นแบบกระจายพื้นที่เหมือนกัน แต่มีน้ำหนักในการสั่นที่มากกว่าฉากฝนตก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก และก็มาพร้อมการใช้แบตที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

เกม Call of Duty: Black Ops Cold War – ทดสอบจอย DualSense / Ray Tracing

Call of Duty®  Black Ops Cold War 20210209092916 scaled

เกมถัดมาที่ผมเล่นเพื่อใช้ทดสอบเครื่องก็คือ Call of Duty: Black Ops Cold War เวอร์ชัน PS5 ที่รองรับฟังก์ชันทั้ง Adaptive Triggers และก็ Ray Tracing แต่ก่อนอื่นต้องแจ้งก่อนนะครับว่าถ้าอยากเล่นเนื้อเรื่องในโหมด Campaign ตัวเกมจะบังคับให้โหลดไฟล์ add-on จาก PS Store มาเพิ่มก่อน โดย region ของบัญชี PSN ที่ใช้งาน จะต้องตรงกับ region ของแผ่นด้วยนะครับ เช่น ถ้าซื้อแผ่นโซน 1 (แถวอเมริกา) มา บัญชี PSN ที่จะใช้โหลดไฟล์โหมด Campaign ก็จะต้องเป็นบัญชีโซน 1 ด้วย ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดที่ Sony ใช้มายาวนานแล้ว กับการโหลดพวก DLC / Add-on สำหรับตัวเกม

cod1

ระบบ Ray Tracing ในเกม COD ภาคนี้จะสามารถปรับสลับไปมาจากในหน้า Settings ของเกมระหว่างเล่นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ได้ก็ตามภาพด้านบนครับ หลัก ๆ เลยคือจะเป็นเรื่องเงา ถ้าเปิด RT ไว้ เงาจะได้รับการเรนเดอร์จริงขณะเล่น โดยอิงตามวัตถุและทิศทางแสงจริงจากแหล่งกำเนิดในบริเวณนั้น จะเห็นจากภาพบน ที่เงาต่าง ๆ ดูถูกต้องตามหลักความเป็นจริงกว่า ในขณะที่ถ้าปิด RT ไว้ เงาจะออกมาเป็นก้อน ๆ วัตถุ รวมถึงบางจุดอาจจะไม่มีเงาด้วยซ้ำ เช่น แผ่นกระดาษที่วางอยู่ในแฟ้ม เป็นต้น

Call of Duty®  Black Ops Cold War 20210208015142

ส่วนการใช้งานความสามารถ Adaptive Trigger ของจอย DualSense จะมาเห็นชัดสุดตรงการยิงปืนครับ โดยความหนืดของปุ่ม L2 ที่ใช้เล็งปืน และปุ่ม R2 ที่ใช้ลั่นไกนั้นจะแตกต่างกันไปตามประเภทของปืน เช่น ถ้าใช้ปืนสั้น M1911 ก็จะใช้แรงกดน้อยกว่าการใช้ปืนอย่าง M16A1 รวมถึงแรง recoil จากการยิง ที่จะสั่นทั้งที่ปุ่ม R2 และก็ที่ตัวจอยด้วย ซึ่งถ้าต้องไปยิงปืนกลหนักติดกันนาน ๆ รับรองว่ามีนิ้วชากันบ้างแน่ ๆ

เมื่อประกอบกันรวม ๆ ทั้งภาพที่สวย เสียงปืนแน่น ๆ เสียงบรรยากาศในเกมก็จัดเต็มมาก แม้จะเป็นการฟังจากลำโพงทีวีก็ตาม ยิ่งถ้าใช้หูฟังก็จะเต็มอิ่มสุด ๆ ด้วยระบบเสียง 3D  ที่ใช้ได้กับหูฟังทุกคู่ และก็การตอบสนองของจอยที่เหนือกว่าเดิม ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมมันเต็มอิ่มขึ้นได้จริง สมการรอคอยในการโหลดไฟล์เกม ส่วนความลื่นของตัวเกมก็ได้ที่ระดับ 60FPS ครับ จะมีบางฉากเท่านั้นที่เฟรมตกลงมานิดหน่อย

 

เกม Maneater – ทดสอบ Ray Tracing 60FPS

Maneater 20210207225839 scaled

เกมถัดมาคือ Maneater ที่เป็นเกมแจกฟรีประจำเดือนสำหรับสมาชิก PS Plus ซึ่งเป็นเกมที่ถูกออกแบบมาเพื่อการแสดงแสงเงาจากความสามารถของ Ray Tracing อย่างในจากภาพด้านบน จะเห็นว่าการเรนเดอร์แสงไฟในน้ำ เงาตามจุดต่าง ๆ และก็แสงที่กระทบบนผิววัตถุนั้นจะดูสวยงามสมจริงมาก ๆ

Maneater 20210207230059 scaled

ส่วนลำแสงที่ส่องลงมาในน้ำก็จะมีความฟุ้งกระจายเล็กน้อยตามบริเวณขอบ ช่วยทำให้ตัวเกมดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สมจริงกว่าเดิม

 

เกม Marvel’s Spider-Man: Miles Morales – ทดสอบการอัพเกรด / Ray Tracing

Marvels Spider Man  Miles Morales 20210207214945 scaled

ขาดไม่ได้สำหรับเกมนี้ครับ เนื่องจากผมมีแผ่นเวอร์ชัน PS4 อยู่แล้ว ซึ่งจากที่ลองเปิดทั้ง 2 เวอร์ชันเทียบกันในเครื่อง PS5 เครื่องเดียว พบว่าตัวเกมเวอร์ชัน PS4 ก็ยังคงเดิมครับ แสดงผลได้ที่ระดับ 4K 30FPS เท่านั้น และก็ไม่มีตัวเลือกในการปรับ Graphics Mode ด้วย

ในขณะที่ถ้าเล่นเกมเวอร์ชัน PS5 จะมีตัวเลือกของกราฟิกขึ้นมาให้ปรับได้ด้วย

sp1

โดยจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้

  • โหมด Fidelity: 4K 30FPS + RT แบบเน้นรายละเอียดของภาพสูงสุด
  • โหมด Performance: 4K 60FPS เน้นภาพลื่น
  • โหมด Performance RT: 4K 60FPS + RT เน้นรายละเอียดภาพที่ลดลงมาจากโหมด Fidelity เล็กน้อย แต่ได้แสงเงาจาก RT ด้วย

sp2

เทียบภาพจากทั้ง 3 โหมดในฉากเดียวกันให้ชมครับ สังเกตได้ว่าโหมดที่เปิด RT จะมีการสะท้อนเงาบนกระจกตามสถานการณ์จริงในเกมแบบ realtime ด้วย ส่วนความแตกต่างของภาพระหว่างโหมด Fidelity กับ Performance RT นั้น ถ้าดูด้วยสายตาระหว่างเล่นนั้นแทบไม่ต่างกันครับ แนะนำว่าเล่นโหมด Performance RT (4K 60FPS) จะดีกว่า

สามารถโหลดภาพเต็มที่แคปหน้าจอจากแต่ละโหมดได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ

 

เกม God of War (PS4)

God of War 20210207222649 scaled

อีกเกมที่พลาดไม่ได้สำหรับ PlayStation ก็คือ God Of War ที่มีให้โหลดมาเล่นฟรีจากแคมเปญ PS Plus Collection โดยตัวเกมจะยังคงเป็นเวอร์ชัน PS4 เหมือนเดิมครับ ไม่ได้มีการอัพเกรดเพิ่มขึ้นมา รองรับการเล่นที่ระดับ 4K 60FPS ได้แบบลื่น ๆ ส่วนแสงเงาก็ยังคงสวยอยู่ เนื่องจากเวอร์ชันบน PS4 เองนั้นก็ทำออกมาได้สวยมากอยู่แล้ว

God of War 20210207222547 scaled

 

เกม Ghost of Tsushima (PS4)

Ghost of Tsushima 20210207215729 scaled

ส่วนเกมที่ผมชอบมากอย่าง Ghost of Tsushima อันนี้ผมทดลองใช้การเล่นจากไฟล์ PS4 ที่อยู่ใน Extended Storage ทั้งที่เป็น HDD และ SSD เลย พบว่าถ้าเล่นบน external HDD นั้น ความเร็วในการโหลดฉากจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการเล่นจากไฟล์บน HDD ในเครื่อง PS4 อาจจะช้ากว่ากันเล็กน้อย ด้วยข้อจำกัดของตัว HDD เอง

ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรจะใช้เป็น external SSD จะดีกว่าครับ ใช้เป็นพวก SSD SATA 2.5″ ก็ได้ ความจุขั้นต่ำ 250 GB เท่าที่ลองทดสอบพบว่าความเร็วในการโหลดฉากนั้นยอดเยี่ยมมาก ๆ บางรอบผมยังอ่านข้อความทริคในการเล่นที่แสดงในฉากโหลดไม่จบ ตัวเกมโหลดฉากเสร็จแล้วก็มี

Ghost of Tsushima 20210207220839 scaled

ภาพ แสง เสียงต่าง ๆ ยังคงใกล้เคียงกับตอนเล่นบน PS4 อยู่ เนื่องจากตัวเกมยังไม่ได้มีการอัพเกรดกราฟิกให้กับ PS5 โดยเฉพาะ แต่ที่ได้แน่ ๆ เลยก็คือเฟรมเรตระดับ 60FPS ไม่มีอาการกระตุกแต่อย่างใด

 

การกินไฟ และความร้อน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 105

ข้อสุดท้ายที่ผมทดสอบก็คือการกินไฟครับ โดยใช้อุปกรณ์วัดต่อตรงกลางระหว่างปลั๊ก PS5 กับ UPS ที่ผมใช้งานอยู่ พบว่าในระหว่าง idle ที่เปิดหน้าเมนูค้างไว้ ตัวเครื่องจะกินไฟราว ๆ 50W

heat

ภาพซ้าย – ระหว่างเปิดคลิป YouTube ต่อกับ TV 4K HDR กินไฟราว ๆ 70 – 80W

ภาพกลาง – ระหว่างเล่นเกม Astro’s Playroom (ระดับการกินไฟจะแปรผันตรงกับกราฟิกบนจอ และการประมวลผล)

ภาพขวา – ระหว่างสแตนด์บายเครื่องใน Rest Mode

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 126

ส่วนเรื่องความร้อน ผมทดสอบด้วยการเล่นเกม Astro’s Playroom ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส ยิงปืนวัดอุณหภูมิไปที่บริเวณพอร์ตเชื่อมต่อด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มีความร้อนสูงสุด พบว่าอุณหภูมิสูงสุดจะไม่เกิน 50 องศาครับ

 

สรุปปิดท้ายรีวิวเครื่องเกม Sony PlayStation 5 (PS5)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 129 DESKTOP 73QMCT4 Feb 07 201105 2021 Conflict

เครื่องเกม Sony PlayStation 5 (PS5) นับเป็นเครื่องคอนโซลที่ออกมาได้สมกับเป็นการอัพเกรดรุ่นหลัก หลังจาก PS4 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2013 ทั้งในเรื่องของกราฟิก ประสิทธิภาพที่สมกับการเล่นเกมในยุคปัจจุบันในระดับ 4K 60FPS ไปจนถึง 120FPS รวมถึงยังมี Ray Tracing มาให้เหมือนกับการ์ดจอ PC ประสิทธิภาพสูงด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังรองรับการเล่นเกมเก่าบน PS4 ได้เกือบจะทุกเกมอีกต่างหาก เรียกได้ว่าซื้อเครื่องเดียว ก็มีเกมเล่นแบบลื่น ๆ ไปได้อีกนาน

ด้านการเชื่อมต่อก็ให้มาครบทั้ง WiFi 6 และ Bluetooth 5.1 ที่เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ ที่สำคัญเลยก็คือจอย DualSense Wireless Controller ที่ได้รับการตีบวกฟีเจอร์แบบจัดเต็มมาก ๆ เพื่อการเล่นเกมที่เต็มอิ่มที่สุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 048

แต่ด้วยการที่ยังเป็นเครื่องล็อตแรก ๆ และเรื่องซอฟต์แวร์ที่อาจยังไม่ลงตัวนัก ทำให้อาจจะพบข้อขัดใจในหลายจุด อย่างที่ผมเจอเองกับตัวก็เช่น

  • เจออาการดีดแผ่นหนังไม่ออก ต้องรีสตาร์ทเครื่อง หรือไม่ก็วางเครื่องในแนวนอน ถึงจะดีดแผ่นออกมาได้
  • WiFi หลุดเองในบางครั้ง
  • ระบบค้าง ต้องซักพักถึงกลับมาใช้ได้
  • การจัดเรียงไอคอนเกม ที่ยังจัดกลุ่ม สร้างโฟลเดอร์ไม่ได้

โดยรวมแล้ว หลายฟังก์ชันนั้นน่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเดตเฟิร์มแวร์ในอนาคตครับ ก็คงต้องรอการปรับปรุงของทาง Sony อีกที รวมถึงเรื่องการเติม SSD ในตัวเครื่องด้วย ดังนั้น ถ้าคุณยังหาซื้อเครื่องไม่ได้ และยังไม่จำเป็นต้องใช้ในเร็ว ๆ นี้ แนะนำว่ารอจนกว่าจะหาซื้อเครื่องได้สะดวกกว่านี้ก็ได้ครับ อีกนัยนึงก็คือเหมือนเป็นการรอให้เครื่องทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปด้วยในตัวนั่นเอง

ส่วนคำถามที่ว่า จะซื้อเครื่องรุ่นมีช่องใส่แผ่น BD ด้วยดีหรือเปล่า เพราะต้องบวกอีก 3,000 บาท ส่วนตัวผมเองพิจารณาเลือกเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่นจากสาเหตุส่วนตัวเหล่านี้ครับ

  • มีแผ่นเกม PS4 อยู่แล้วหลายเกม
  • สำหรับบางเกม ผมจะซื้อมาเล่นก่อน แล้วค่อยขายแผ่นเป็นมือสองออกไปหลังเล่นจบ
  • ต้องการนำมาใช้ดูหนังจากแผ่น Ultra HD Blu-ray ด้วย เพราะไม่อยากซื้อเครื่องแยกโดยเฉพาะ

ซึ่งถ้าไลฟ์สไตล์ในการเล่นของคุณคล้าย ๆ กับ 3 ข้อด้านบนนี้ ก็เลือกเครื่องรุ่นที่มีหัวอ่านแผ่นไปด้วยเลยจะเหมาะที่สุด แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่นจะกินพื้นที่ SSD ในเครื่องน้อยกว่าเครื่องรุ่นดิจิตอลนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วระบบก็ต้องคัดลอกตัวเกมลงไปบน SSD ด้วยอยู่ดี

from:https://notebookspec.com/web/575396-review-sony-playstation-5-ps5

Review Sony PlayStation 5 (PS5) เครื่องเกมคอนโซลที่คนทั่วโลกรอคอย

เครื่องเกมคอนโซลที่มีกระแสมาแรงที่สุดทั้งในไทยและในระดับโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็คือเครื่อง PlayStation 5 จาก Sony ซึ่งหนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือ ตัวเครื่องรองรับเทคโนโลยีการแสดงภาพแบบ Ray Tracing ด้วยความละเอียดภาพระดับ 4K 60FPS ในราคาที่อาจจะย่อมเยากว่าการประกอบพีซีแรง ๆ ซักเครื่อง จึงทำให้เป็นที่จับตามองมาตั้งแต่วันเปิดตัวมาจนถึงวันขายจริง ซึ่งผมเองก็ดันสั่งจองเครื่องศูนย์ไทยทันพอดี เลยจะมารีวิว PS5 ให้ชมกันครับ ทั้งในด้านของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการเล่นเกมจริง

รีวิว PS5 Sony PlayStation 5

สำหรับในช่วงเริ่มวางจำหน่ายเครื่องศูนย์ล็อตแรกในไทย ทาง Sony ประเทศไทยใช้การเปิดให้สั่งจองเครื่องผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของตนเอง และช่องทางออนไลน์ของร้านตัวแทนจำหน่าย PlayStation อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเครื่องที่มีเข้ามานั้นมีจำนวนจำกัดมาก ๆ และมีข้อจำกัดในการจองอยู่พอสมควร ซึ่งผมก็เข้าไปรอจองตอน 11 โมงเช่นกันครับ ไปจองได้ที่เว็บของร้านตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีรายหนึ่ง ของที่สั่งจองก็จะเป็นเครื่องรุ่นมีช่องอ่านแผ่น blu-ray และก็แท่นชาร์จจอย DualSense Charging Station อีก 1 ชิ้น กำหนดจัดส่งเริ่มในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็ได้ของตามกำหนดที่ระบุไว้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 002

ขนาดของกล่องนั้นใหญ่สมการรอคอยเลยครับ โดยเครื่อง PS5 รุ่นปกติจะใช้หน้ากล่องสีขาว พร้อมรูปตัวเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่น blu-ray อยู่ด้านข้าง ส่วนตรงมุมขวาบนก็จะระบุชัดเจนเลยว่ารองรับการแสดงผลสูงสุดระดับ 8K / รองรับการแสดงภาพ 120FPS ที่ความละเอียด 4K และก็รองรับ HDR ด้วย ซึ่งเป็นการอัพเกรดขึ้นมาจาก PS4 Pro ขึ้นมาอีกระดับ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 003

ด้านข้างกล่องเครื่องศูนย์ไทยก็จะมีฉลากเป็นสติกเกอร์ติดมาให้เรียบร้อย ทั้งส่วนของข้อมูลระบุประเภทสินค้า และก็สติกเกอร์แจ้งให้ลูกค้าเข้าไปลงทะเบียนรับประกันสินค้า ซึ่งจะได้ระยะเวลาการรับประกันเพิ่มอีก 90 วัน เป็น 1 ปี 90 วันอีกด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 006

ที่ฝาในของกล่อง จะมีข้อมูลแจ้งวิธีในการถ่ายโอนข้อมูลจาก PS4 มายัง PS5 ซึ่งมีด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่

  1. เชื่อมต่อ PS4 กับ PS5 เข้ากับเครือข่ายเดียวกัน (WiFi หรือ LAN หรือใช้ WiFi ร่วมกับการต่อสายแลนเชื่อมตรงกันทั้งสองเครื่องก็ได้)
  2. ย้ายเกม/เซฟเกมจาก PS4 ลงใน external HDD แล้วเอามาต่อกับ PS5
  3. ล็อกอิน PSN ID บน PS5 โดยใช้บัญชีเดียวกันกับที่ล็อกอินบน PS4

พอเปิดฝาในขึ้นมา ก็จะพบกล่องเก็บอุปกรณ์อื่น ๆ อยู่ด้านบน เมื่อยกออกก็จะพบตัวเครื่องอยู่ด้านในสุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 008

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 009

ซึ่งกล่องเก็บอุปกรณ์ ก็จะมีของต่าง ๆ อยู่ภายใน ได้แก่

  • แท่นตั้งเครื่อง
  • สาย HDMI 2.1 ยาว 2 เมตร
  • สายไฟ AC แบบหัวกลม 2 ขั้วตามมาตรฐานของไทย
  • สาย USB-C to USB-A สำหรับใช้ชาร์จจอย DualSense
  • จอย Sony DualSense Wireless Controller 1 อัน
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น การรับประกันสินค้า

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 024

ตัวเครื่องจะมาในธีมสีขาวเป็นหลัก แทรกด้วยสีดำ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการเปรียบเทียบว่าเหมือนเราท์เตอร์บ้าง เหมือนเครื่องกรองอากาศบ้าง พอสัมผัสเครื่องจริง งานประกอบต่าง ๆ นั้นจัดว่าทำมาแน่นหนาสมราคา วัสดุด้านนอกทั้งหมดเป็นพลาสติก ซึ่งก็ยังมีจุดที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างคือไม่รู้ว่าหลังจากใช้ไปเป็นปี ๆ ตัวผิวสีขาวนั้นจะเปลี่ยนโทนเป็นสีเหลืองหรือไม่ รวมถึงยังค่อนข้างดูแตกต่างไปจากเครื่องเกมคอนโซลของ Sony เองที่เน้นใช้โทนสีดำในรุ่นมาตรฐานมาตั้งแต่สมัย PS2 แล้ว

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 023

ส่วนถ้าถามว่าตัวเครื่อง PS5 ใหญ่ขนาดไหน ก็เทียบจากภาพด้านบนได้เลยครับ ทางซ้ายคือเครื่อง PS4 รุ่นธรรมดารุ่นแรก ส่วนทางขวาคือคีย์บอร์ด Ducky One ที่เป็นแบบ 104 ปุ่มตามมาตรฐาน

ส่วนถ้าจับมาเทียบกับทีวี อย่างผมเองใช้ทีวี 55″ พบว่าตัวเครื่อง PS5 นั้นมีความสูงเป็นเกือบครึ่งของความสูงของจอเลยทีเดียว ด้านของน้ำหนักก็จะอยู่ที่ราว ๆ 4.5 กิโลกรัม ในขณะที่ PS4 Pro ที่เป็นรุ่นใหญ่สุดของเจ็นที่ผ่านมา ยังมีน้ำหนักเพียงประมาณ 3.3 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้อาจจะต้องเลือกพื้นที่วางดี ๆ ซักนิดนึง ทั้งในแง่ของพื้นที่ว่าง และการรับน้ำหนัก

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 055

ถ้าดูจากปริมาตรตัวเครื่อง บอกได้เลยว่าสามารถจับ PS4 ทั้งเครื่องไปไว้ใน PS5 ได้สบาย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตัวเครื่องใหญ่ขนาดนั้นก็คือฮีตซิงค์ระบายความร้อนภายในที่มีขนาดใหญ่มาก ตามที่ทางเว็บไซต์ iFixit แกะเครื่องไว้ให้ชม

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 027

ปุ่มเปิด/ปิด และปุ่มดีดแผ่นออกจะอยู่ที่บริเวณแถบสีดำครึ่งล่างของเครื่อง โดยเป็นปุ่มแบบกลไกจริง ไม่มีไฟแสดงสถานะที่บริเวณปุ่ม ซึ่งส่วนตัวผมว่าดีมากแล้วครับ จากที่เคยเจอปัญหา PS4 รุ่นแรกดีดแผ่นเอง จนต้องแกะเครื่องมาเช็ดฝุ่นอยู่เป็นประจำ พอเปลี่ยนมาเป็นปุ่มกดแบบดั้งเดิมแบบนี้ นับเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายและลงตัวกว่ากันเยอะ ส่วนใกล้ ๆ กันนั้นก็จะเป็นช่องใส่แผ่น blu-ray แบบดูดแผ่นเข้าไป ไม่มีกลไกสำหรับบังคับให้แผ่นดีดออกนะครับ ถ้าเจอปัญหาเครื่องดีดแผ่นไม่ได้ ก็จะลำบากนิดนึง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 028

ถัดมาตรงบริเวณกลาง ๆ ของแถบดำด้านหน้าเครื่อง ก็จะมีช่อง USB-C แบบ Superspeed และก็ช่อง USB แบบ Hi-Speed อย่างละหนึ่งช่อง เอาไว้ใช้สำหรับชาร์จจอย เสียบ flashdrive เป็นต้น

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 029

ในการใส่แผ่นในเครื่อง PS5 รุ่นปกตินั้น จะต้องใส่แผ่นโดยหันหน้าที่มีการสกรีนขึ้นมาด้านที่มีปุ่มเปิดเครื่องเท่านั้น ตามภาพด้านบน เพราะถ้าหากใส่ผิดด้าน อาจเจอปัญหาแผ่นค้าง ดีดออกไม่ได้ ซึ่งก็มีคนเจอปัญหานี้มาแล้วครับในต่างประเทศ บางกรณีถึงกับต้องส่งศูนย์บริการเลยทีเดียว

ส่วนตัวผมเองก็พบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแผ่นอยู่เหมือนกัน โดยพบตอนที่ใส่แผ่นหนังแบบ blu-ray และ Ultra HD blu-ray (4K) ซึ่งตอนใช้งานก็ใช้ได้ตามปกติ ดูหนังลื่น ๆ ภาพสวยคม จะมีเสียงดังของมอเตอร์หมุนแผ่นบ้างเป็นระยะ ไม่ถึงขั้นรบกวนมากนัก แต่พอจะดีดแผ่นออก กลับพบปัญหาแผ่นไม่ยอมดีดออก พร้อมมีเสียงเหมือนกลไก/เฟืองภายในไปตีกับชิ้นส่วนอะไรบางอย่างด้วย พอลองค้นหาตามเว็บไซต์ต่างประเทศก็พบว่ามีคนเจอปัญหานี้กันเยอะพอสมควร ซึ่งจะมีวิธีแก้หลัก ๆ 2 แบบ

  • Restart เครื่อง แล้วสั่งดีดแผ่นออกใหม่อีกรอบ
  • วางเครื่องในแนวนอนให้อยู่ในระนาบเดียวกับพื้น แล้วสั่งดีดแผ่น

เท่าที่ผมลองดูหลาย ๆ รอบ พบว่าวิธีที่สองจะได้ผลที่สุดครับ จึงคาดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากชิ้นส่วนภายในอยู่ไม่ตรงตำแหน่ง ในตอนตั้งเครื่องขึ้นมา แต่จะว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะตอนเป็นแผ่นเกม ผมแทบจะไม่เจอปัญหานี้เลย ซึ่งก็จัดว่าน่าแปลกเหมือนกันครับ ที่เกิดปัญหาในลักษณะนี้กับเครื่องใหม่แกะกล่องเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 030

ถ้าพิจารณาส่วนของกรอบสีขาวดี ๆ จะเห็นว่าตรงฝั่งด้านในจะมีคำว่า Sony สลักอยู่ ส่วนพื้นผิวที่ดูขรุขระนั้น ที่จริงแล้วจะเป็นสัญลักษณ์ 4 ตัวอย่างสามเหลี่ยม วงกลม กากบาทและสี่เหลี่ยมกระจาย ๆ กันไปทั่วพื้นผิว ดูเป็นกิมมิคไปอีกแบบ

led ps5

ซึ่งตรงบริเวณนี้ ที่จริงแล้วจะมีแนวของไฟแสดงสถานะอยู่ด้วย โดยจะมีด้วยกัน 3 สี

  • สีขาว สำหรับตอนเปิดเครื่องใช้งานปกติ
  • สีน้ำเงิน สำหรับตอนเปิดเครื่องใหม่ ๆ
  • สีส้ม สำหรับตอนเปิดสแตนด์บายแบบ Rest mode

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 032

พลิกมาดูด้านหลัง จะมีลักษณะเป็นครีบเอียงลงมา จุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดูดลมเย็นจากด้านหลัง เข้าไประบายความร้อนออกจากภายในเครื่องผ่านทางช่องด้านบน สำหรับการวางเครื่องนั้น ควรจะวางในที่โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยเฉพาะด้านหลังที่ดูดลมเข้าด้วยพัดลม และด้านบนที่เป่าความร้อนออก ไม่แนะนำให้วางในตู้ หรือช่องทึบของชั้นวางทีวี

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 034

ด้านบนสุดจะมีช่อง Kensington Lock ไว้สำหรับใส่สายล็อกเครื่อง ซึ่งเป็นช่องแบบเดียวกับที่มีในโน้ตบุ๊กทั่วไปเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 033

ส่วนแถบฝั่งด้านล่างจะมีช่อง USB 3.0 ด้วยกัน 2 ช่อง ซึ่งถ้าต้องการต่อ external HDD เพื่อเล่นเกม PS4 บน PS5 ก็ต้องมาต่อที่ช่อง USB ด้านหลังนี้นะครับ หรือถ้าต้องการต่อด้านหน้า ก็ต้องเป็นที่ช่อง USB-C เท่านั้น

ถัดลงมาจะเป็นช่อง Gigabit LAN, HDMI 2.1 แล้วก็ช่องเสียบสายไฟ

ซึ่งตรงช่อง HDMI นี้ก็มีประเด็นอยู่เหมือนกัน เนื่องจากมีคนใช้สาย HDMI ที่อาจจะไม่ได้ออกแบบมาให้ทนทานต่อความร้อนสูง ซึ่งเกิดจากการถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมากอย่างรวดเร็วเมื่อต้องต่อกับจอความละเอียดสูง รีเฟรชเรตสูงผ่านโปรโตคอล HDMI 2.1 ส่งผลให้ขั้วสาย HDMI หลอมละลายติดกับขั้วของพอร์ตเครื่องไปเลย

ดังนั้น ทางที่ดีสุด ปลอดภัยสุด คือใช้สายที่แถมมาในกล่อง หรือเลือกใช้สาย HDMI 2.1 ที่มีแบรนด์ มีมาตรฐานหน่อย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาจากการใช้งานได้ ซึ่งผมเองใช้สายแถมมาในกล่อง ก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 035

ทีนี้ถ้ามาดูรายละเอียดที่กรอบเครื่องตรงแถว ๆ พอร์ต USB ด้านหลัง จะมีแถบสัญลักษณ์ที่เป็นภาพจำของ PlayStation อยู่ ซึ่งนอกเหนือจากใช้ตกแต่งเพิ่มกิมมิคแล้ว ยังจะเป็นจุดที่ใช้บอกตำแหน่งในการติดตั้งฐานรองเครื่อง ในกรณีที่เลือกวางเครื่องในแนวนอนอีกด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 031

พลิกมาที่ฐานเครื่อง จะพบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง พร้อมฉลาก มอก. ของไทยอยู่ด้วย และยังมีจุดวงกลมตรงกลาง ซึ่งจะใช้สำหรับติดตั้งฐานรองเครื่อง ในกรณีที่วางเครื่องในแนวตั้ง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 038

ซึ่งตัวฐานรองนี้ Sony ออกแบบมาได้น่าสนใจมาก โดยตัวฐานจะสามารถหมุนได้ เพื่อให้เหมาะกับการตั้งเครื่อง ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน นอกจากนี้ยังมียางรองด้านล่าง เพื่อใช้ในการยึดเกาะกับพื้นผิว

สำหรับการวางเครื่องในแนวตั้ง ก็ให้หมุนฐานมาจนเจอช่องตามในภาพด้านบน จะพบว่าในช่องนั้นมีน็อตซ่อนอยู่ด้วย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 037

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 036

แต่ในการวางเครื่องแนวนอน ให้หมุนฐานไปจนปิดช่องเก็บน็อตสนิท แล้วให้นำขาหนีบมาหนีบตรงบริเวณสัญลักษณ์ใกล้ ๆ พอร์ตด้านหลังตามในภาพด้านบนครับ ซึ่งมันจะกว้างพอดีกับสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมที่อยู่ริมซ้ายและขวาสุดเลย ถ้าวางได้ตรงตำแหน่ง ส่วนโค้งของฐานรองจะไปเข้าองศากับส่วนโค้งของฝาปิดสีขาวแบบพอดิบพอดี

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 039

ส่วนการวางเครื่องในแนวตั้ง ก็ให้หมุนฐานรองจนมาเจอช่องเก็บน็อต ดึงน็อตออกมา แล้วก็ให้มาดึงฝาปิดพลาสติกสีดำที่ติดอยู่กับฐานเครื่องเอาไปเก็บในช่องว่างที่อยู่ในช่องเก็บน็อต จากนั้นก็ค่อยติดตั้งฐานเข้ากับตัวเครื่อง PS5 แล้วหมุนน็อตยึดเข้าไป โดยจะใช้ไขควงปากแบนในการไข หรือจะใช้พวกเหรียญเล็ก ๆ เลยก็ได้

ตรงนี้เป็นจุดที่ผมประทับใจเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ครับ พอเป็นการเก็บรายละเอียดในการออกแบบที่ลงตัวมาก ฐานอันเดียว สามารถวางเครื่องได้สองแบบ แถมยังมีช่องสำหรับเก็บอุปกรณ์ได้ครบ โดยไม่ต้องถอดส่วนที่ไม่ได้ใช้ไปแยกเก็บให้วุ่นวาย หรือสูญหายในภายหลัง แต่จะไม่ใช้ฐานรองก็ได้นะครับ ในกรณีที่วางเครื่องในแนวตั้ง แล้วแต่ความสะดวกเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 042

ถ้าติดตั้งเข้าตำแหน่งพอดี ขาหนีบด้านหลังจะเข้าช่องที่ด้านหลัง และส่วนของฐานก็จะประกบกับฝาข้างได้อย่างสวยงาม

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 044

การแกะฝาข้างทั้งสองด้านนั้นง่ายมาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ โดยให้ดึงฝาออกมาด้านล่าง สลักก็จะถูกดึงออกมาจากช่องล็อกอย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกใจที่ทำไมถึงมีบริษัทจ้องจะผลิตฝาข้างเครื่องมาขาย สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสีเครื่อง อยากตกแต่งในแบบที่ต้องการ

ส่วนภายในนั้น ถ้าต้องการจะแกะ แน่นอนว่าต้องขันน็อตออกหลายจุดมาก รวมถึงจะส่งผลกับการรับประกันด้วย แต่เท่าที่ลองดูข้อมูลจากรีวิวในต่างประเทศก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือ สารช่วยนำพาความร้อนจากชิปประมวลผลออกมา Sony เลือกใช้เป็นโลหะเหลว (Liquid metal) แทนที่จะใช้ซิลิโคนเหมือนที่เคยทำในเครื่องเกมรุ่นก่อน ๆ ซึ่งโลหะเหลวนั้นจะช่วยในการเป็นตัวกลางนำความร้อนออกมาได้ดีกว่า ประกอบกับฮีตซิงค์ภายในที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถตอบโจทย์ด้านการระบายความร้อนให้เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ภายในได้ดีขึ้นกว่าตระกูล PS4

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 045

จุดที่น่าสนใจจะอยู่ตรงฝาปิดสีเทายาว ๆ ครับ เพราะภายในเป็นช่องสำหรับติดตั้ง SSD แบบ PCIe M.2 อยู่ รองรับ SSD ทั้งแบบความยาว 30, 42, 60, 80 และ 110 มิลลิเมตร อย่างในภาพผมลองเอา Samsung 970 EVO ขนาด 2280 ที่ติดฮีตซิงค์เพิ่มมาใส่ดู พบว่าสามารถปิดฝาได้พอดีเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่ว่าจะ SSD รุ่นไหนก็ไม่สามารถนำมาติดตั้งในช่องนี้ของตัวเครื่อง PS5 ได้ครับ เนื่องจากต้องรอทาง Sony ปล่อยอัพเดตเฟิร์มแวร์ในอนาคต รวมถึงยังไม่ได้ระบุด้วยว่าจะรองรับ SSD รุ่นใดบ้าง แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วก็คือจะต้องเป็น SSD PCIe 4.0 เท่านั้น เพื่อให้ได้ความเร็วในระดับเดียวกันกับ SSD ที่ฝังมากับบอร์ด ดังนั้น ถ้าอยากเพิ่มความจุ PS5 ก็คงต้องรอกันไปก่อน และน่าจะต้องลงทุนไม่ใช่น้อยด้วย (รีวิวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 64)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 049

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 050

เครื่องอ่านแผ่นของ PS5 จะรองรับแผ่นหลากหลายประเภทตามข้อมูลสเปคดังนี้

  • Ultra HD Blu-ray (66G/100G) ~10xCAV
  • BD-ROM (25G/50G) ~8xCAV
  • BD-R/RE (25G/50G) ~8xCAV
  • DVD ~3.2xCLV 

เท่ากับว่าสามารถนำแผ่นเกม PS4 มาเล่นบน PS5 ได้ทันทีเกือบทุกเกมครับ จะใช้ดูหนังจากแผ่น Blu-ray หรือแผ่น Ultra HD Blu-ray ที่ให้ภาพความละเอียดระดับ 4K ก็ได้เช่นกัน โดยถ้าลองจับแผ่นเกม PS5 มาเทียบกับ PS4 จะพบว่ามันมีความแตกต่างตรงที่การสกรีนบนหน้าแผ่น และก็ตรงขอบวงในสุดที่มีคำว่า PS5 หรือ PS4 ตามประเภทของแผ่นนั่นเอง

นอกจากนี้ ในตัวซอฟต์แวร์เองก็จะมีการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบด้วยว่าแผ่นที่ใส่อยู่เป็นแผ่นประเภทไหน เช่น ถ้าเป็นเกม PS4 ก็จะมีคำว่า PS4 ต่อท้ายชื่อ ส่วนเกม PS5 จะไม่มีข้อความต่อท้าย ส่วนถ้าเป็นแผ่นหนัง Ultra HD ก็จะมีระบุตรงท้ายชื่อเรื่องด้วยเช่นกัน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 010

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 011

ย้ายมาดูที่จอย DualSense Wireless Controller ของ PlayStation 5 กันบ้าง โทนสีรวม ๆ ก็จะเป็นขาว-ดำเช่นเดียวกับตัวเครื่อง รูปทรงดูเต็มไม้เต็มมือกว่าจอย PS4 โดยที่ยังคงใช้การวางปุ่มในรูปแบบเดิมอยู่ แต่เปลี่ยนหน้าที่หลักของปุ่มที่อยู่ข้าง ๆ มุมซ้ายบนของทัชแพดจากปุ่มแชร์กลายเป็นปุ่ม Create ที่ใช้สำหรับแคปหน้าจอ อัดวิดีโอหน้าจอ และสตรีม (broadcast) ได้โดยตรง ซึ่งสามารถปรับได้ว่าจะให้กดแล้วมีปุ่มบนจอมาให้เลือกฟังก์ชันอีกที หรือจะให้กดแล้วแคปภาพหน้าจอทันทีก็ได้

ด้านของปุ่มทิศทางแบบ D-Pad และก็ปุ่มสั่งงานทั้งสี่ จะใช้เป็นพลาสติกใสปิดทับส่วนที่เป็นสัญลักษณ์แต่ละปุ่มอีกที ไม่มีสีสัน ไม่มีไฟใต้ปุ่มแต่อย่างใด ต่างจากจอย PS2, PS3 และ PS4 ที่ใส่สีให้กับสัญลักษณ์แต่ละตัวด้วย

ไฟ LED สำหรับแสดงสถานะ จะซ่อนอยู่ตรงบริเวณเส้นรอบทัชแพด โดยจะมีสีแตกต่างกันไปตามสถานะของจอยที่เชื่อมต่ออยู่กับ PS5 ส่วนถ้าอยู่ในระหว่างชาร์จ ไฟจะเปลี่ยนเป็นสีส้มกระพริบตามจังหวะคล้ายจังหวะการหายใจ ด้านของสีไฟในการบ่งบอกลำดับจอย จะใช้เป็นไฟดวงเล็ก ๆ เหนือช่องลำโพงแทน

ถัดลงมาจะเป็นช่องลำโพงให้เสียงแบบโมโน ตามมาด้วยปุ่ม PS ที่ลดรูปเหลือเพียงแค่โลโก้ PlayStation เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่กดยากกว่าบนจอย PS4 อยู่นิดหน่อย สามารถกดค้างประมาณ 10 วินาทีเพื่อปิดจอยแบบไม่ปิดเครื่องได้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 012

ใต้ปุ่ม PS ลงมาก็เป็นตำแหน่งของปุ่มเปิด/ปิดไมค์โดยมีช่องรับเสียงของไมค์อยู่ด้านล่างอีกที ซึ่งถ้ากดปิด จะมีไฟสีส้มติดขึ้นมาด้วย โดยถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ระบบจะเปิดไมค์ให้เสมอ ไม่มีการจดจำสถานะเอาไว้ ที่น่าสนใจคือถ้ากดปุ่มนี้ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที ระบบจะปิดเสียงทั้งหมดให้

ปิดท้ายด้วยตรงสันจอย ที่จะมีขั้วทองเหลือง 4 จุดสำหรับไว้ใช้ชาร์จแบตกับแท่นชาร์จ DualSense Charging Station ส่วนช่องตรงกลางคือช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มม. ให้เสียงแบบสเตอริโอ ซึ่งรูปแบบของช่องตรงจุดนี้จะต่างจากดีไซน์ของจอย PS4 ด้วยนะครับ จึงทำให้ไม่สามารถใช้แท่นชาร์จข้ามรุ่นจอยกันได้แบบ 100%

วัสดุของจอย DualSense จะมีพื้นผิวที่แตกต่างกันในบางจุด โดยถ้าเป็นฝั่งด้านบนทั้งส่วนที่เป็นสีขาวและสีดำ จะใช้เป็นพลาสติกผิวเรียบ มีความลื่นมือเล็กน้อย ส่วนตรงทัชแพดก็จะคล้ายกัน แต่มีความหนืดมากกว่ากันนิดนึง ส่วนด้านหลังของจอยจะใช้เป็นพลาสติกผิวขรุขระเพื่อการจับที่กระชับ ไม่ลื่นมือ และที่เป็นกิมมิคคือ ผิวส่วนที่ขรุขระนั้นก็เกิดจากลายที่เป็นสัญลักษณ์ทั้ง 4 ของ PlayStation เหมือนกับที่ออกแบบไว้บนฝาสีขาวบนตัวเครื่องเลย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 014

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 017

ด้านบนก็เป็นตำแหน่งของปุ่ม L1/L2 R1/R2 เช่นเคย ซึ่งตัวปุ่มจะใช้เป็นพลาสติกผิวด้าน มีส่วนโค้งเว้ารับปลายนิ้วได้พอดี ส่วนสัมผัสในการกดนั้น ถ้าปิดเครื่อง ปิดจอยอยู่ก็จะไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างไปจากจอย PS4 เท่าไหร่ จะมีแค่เวลาเขย่าจอยกระแทกกับฝ่ามือ จะรู้สึกเหมือนว่ามีสปริงเด้งส่งแรงสั่นสะเทือนกลับมาอยู่ภายใน

แต่จุดเด่นของปุ่ม L2/R2 บนจอย DualSense จะไปเด่นตอนอยู่ในเกมครับ ด้วยฟังก์ชัน Adaptive Trigger ที่สามารถปรับระดับความหนืดในการกดได้ตามสถานการณ์ในเกม อย่างเกมที่เห็นผลชัดมาก ๆ เท่าที่ผมลองก็คือ Call of Duty: Black Ops Cold War ที่ความหนืดของปุ่ม L2 ที่ใช้ในการยกปืนขึ้นเล็งศูนย์ และปุ่ม R2 สำหรับลั่นไกยิงปืน จะแปรผันตามปืนแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่แล้ว ปืนเล็กจะกดง่ายกว่าปืนที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงการสั่นของจอยที่เกิดจากแรง recoil ในการยิงของปืนแต่ละประเภทก็จะแตกต่างกันด้วย ซึ่งเดี๋ยวเราไปว่ากันอีกทีในส่วนของการเล่นเกมครับ

โดยหลักการทำงานของฟังก์ชัน Adaptive Trigger ก็คือ การใส่เฟืองที่เป็นรูปเกลียวทรงกระบอกไว้ภายใน แล้วให้ระบบควบคุมมอเตอร์ที่ใช้หมุนเฟืองตัวนี้เพื่อสร้างแรงต้านในการกดอีกที ดังนั้นถ้าจะยกให้จอย DualSense เป็นจอยเกมของเครื่องคอนโซล ที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมเพื่อการถ่ายทอดประสบการณ์ในเกมได้ดีที่สุดในเวลานี้ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะมันปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในเกมได้จริง (ถ้าเกมเขียนมารองรับนะ)

ส่วนพอร์ตชาร์จจะใช้เป็น USB-C ตามสมัยนิยม สามารถใช้สายและอะแดปเตอร์ชาร์จของมือถือรุ่นใหม่ ๆ มาใช้ได้ทันที

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 018

ด้านหลังจะมีอยู่ 2 รูใกล้ ๆ กัน อันบนจะไว้ใช้สำหรับจิ้มเข็มเข้าไปเพื่อรีเซ็ตจอย (จิ้มค้างไว้ 3-5 วินาที)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 015

ตัวปุ่มอนาล็อกจะใช้การผสมผสานระหว่างพื้นผิวสองแบบ คล้ายกับของจอย Xbox One โดยตรงปุ่มจะมีผิวที่เรียบกว่าบริเวณขอบเล็กน้อย เพื่อให้สามารถควบคุมได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

สำหรับการใช้งานจอย DualSense บนเครื่อง PS5 นั้น ในแง่ของการจับถือ ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างเต็มมือกว่าจอย PS4 พอสมควร จนออกไปใกล้เคียงกับของ Xbox One น่าจะถูกใจผู้ใช้งานที่รูปทรงของมือใหญ่กว่าชาวเอเชียยิ่งขึ้น แต่ถ้าพูดถึงความกระชับมือ ส่วนตัวผมคิดว่าจอย Xbox One ยังจะกระชับมือกว่ากันนิดนึง ด้วยความโป่งของก้านมือจับด้านหลังที่เพรียวกว่า DualSense เล็กน้อย

ส่วนการถ่ายเทน้ำหนัก ผมว่ามันจะค่อนข้างหนักกลางตรงบริเวณใต้ทัชแพด คล้ายกับของเดิมอย่างใน PS4 DualShock ต่างจากของ Xbox One ที่ถ่ายน้ำหนักมาที่ก้านมือจับมากกว่า

การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ใช้ผ่านทาง Bluetooth 5.1 สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นได้ เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต ซึ่งตอนนี้ iOS และ Android รุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถนำมาจับคู่เพื่อใช้งานได้ทันที

ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ด้วยความจุที่เพิ่มมาเป็น 1560 mAh ในขณะที่มีฟังก์ชันและกลไกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถใช้งานได้ราว ๆ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระดับการทำงานที่อ้างอิงตามระบบในเกม อย่างผมลองเล่นเกม Astro’s Playroom ที่เป็นเกมแถมติดเครื่อง ซึ่งเปรียบเสมือนกับเดโมไว้สำหรับขายฟังก์ชันต่าง ๆ ในจอย DualSense แบบจัดเต็ม ประกอบกับการลองเล่นฟังก์ชันต่าง ๆ ในตัวเครื่อง ก็พบว่าสามารถใช้ได้ราว 4-5 ชั่วโมง

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 021

ลองจับเทียบกับจอย DualShock รุ่นสองของ PS4 กันบ้างครับ จะเห็นว่ามันดูใหญ่เต็มมือขึ้นจริง ๆ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 022

พอร์ตชาร์จไฟก็เปลี่ยนจาก Micro USB มาเป็น USB-C เรียบร้อยแล้ว ส่วนไฟ LED ด้านบน ก็เปลี่ยนจากการเป็นแถบใหญ่ ๆ มาเป็นเส้นไฟรอบทัชแพดแทน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 130 DESKTOP 73QMCT4 Feb 07 201105 2021 Conflict

ลองเทียบขนาดคร่าว ๆ กับจอยของ Xbox One และ Pro Controller ของ Nintendo Switch ครับ จะเห็นว่ารอบนี้ Sony เริ่มปรับดีไซน์มาให้จอยดูใหญ่ เต็มมือคล้ายกับของแพลตฟอร์มอื่นบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงไว้อย่างเดิมคือตำแหน่งของอนาล็อกซ้ายที่ยังวางขนานกับข้างขวาอยู่ ในขณะที่ของเครื่องอื่นจะจับแยกกัน ซึ่งผมชอบแบบหลังมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ผมก็เล่นเกมด้วยจอยของฝั่ง Sony มาก่อนที่จะมาจับอุปกรณ์ของอีก 2 ฝั่งที่เหลือด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่าการแยกตำแหน่งของก้านอนาล็อกมันเข้ามือกว่าจริง ๆ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 072

ก่อนจะไปดูเรื่องซอฟต์แวร์และเกม มาสรุปสเปคของ PlayStation 5 (PS5) กันซักนิดหน่อยก่อนนะครับ

  • ชิปประมวลผล AMD Ryzen สถาปัตยกรรม Zen 2 มี 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็วสูงสุด 3.5 GHz
  • ชิปกราฟิก AMD Radeon สถาปัตยกรรม RDNA 2 ความเร็วสูงสุด 2.23 GHz (10.3 TFLOPS) รองรับ Ray Tracing
  • แรมแชร์ทั้งระบบ 16 GB GDDR6
  • SSD 825 GB แบนด์วิธในการอ่านข้อมูลแบบ RAW 5.5 GB/s
  • รองรับการแสดงผลผ่านพอร์ต HDMI Out ที่ความละเอียดสูงสุด 8K
    • ความละเอียดแนะนำ 4K 120Hz / 4K 60Hz ขึ้นอยู่กับจอที่ใช้
    • รองรับเทคโนโลยี VRR ในการปรับรีเฟรชเรตให้เหมาะกับการใช้งาน (ผ่าน HDMI 2.1 เท่านั้น)
  • รองรับระบบเสียง 3D
  • กินไฟสูงสุด 350W
  • WiFi 6 (a/b/g/n/ac/ax) | Gigabit LAN (1000 Mbps) | Bluetooth 5.1

แง่ของสเปค ต้องบอกว่าเครื่องเกม Sony PlayStation 5 นั้นจัดเต็มเทียบกับระดับเครื่องเดสก์ท็อปราคาราว 30,000 กว่าบาทได้อยู่เหมือนกัน เพราะถ้าจะเล่นเกม 60FPS แบบเปิด Ray Tracing ได้ลื่น ๆ การ์ดจอที่ต้องใช้อย่างต่ำก็ราคาระดับหมื่นบาทขึ้นไปแล้ว (ซึ่งตอนนี้ราคาดีดสุด ๆ และหาซื้อยากพอกัน) แถมยังมาพร้อม CPU ที่เทียบพอได้กับระดับ Ryzen 5 ขึ้นไป แรมความเร็วสูง ร่วมกับ SSD ระดับ PCIe Gen 4 อีก

ซึ่งด้วยการที่ PS5 เลือกใช้ชิปสถาปัตยกรรม Zen 2 นี้ คือปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเครื่องขาดตลาดไปทั่วโลกในขณะนี้เลยครับ เนื่องจากการผลิตบางส่วนของชิป จะต้องอาศัยโรงงานของ TSMC ที่ตอนนี้ก็รับงานจากหลายทาง โดยมีลูกค้าหลักคือ Apple ส่งผลให้กำลังในการผลิตชิปให้กับ PS5 มีไม่ทันตามความต้องการ บวกกับสถานการณ์เกี่ยวกับ COVID-19 อีก จึงทำให้คาดการณ์กันว่า กว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ สามารถหาซื้อเครื่อง PS5 ได้แบบสบาย ๆ น่าจะเริ่มที่ช่วงกลางปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด (และน่าจะเลื่อนออกไปอีกเรื่อย ๆ ด้วย) ซึ่งสถานการณ์นี้ ฝั่ง Xbox เองก็เจอคล้าย ๆ กันครับ แต่อาจจะไม่กระทบกับในไทยมากนัก เนื่องจากฐานผู้เล่นยังไม่หนาแน่นเท่ากับฝั่ง Sony PlayStation รวมถึงยังไม่ได้มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วย

 

เริ่มต้นใช้งาน PlayStation 5 (PS5)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 076

เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก ให้เสียบสาย USB เชื่อมระหว่างตัวเครื่องเข้ากับจอย DualSense ก่อน เพื่อให้ทั้งสองอุปกรณ์รู้จักกัน พอเข้าสู่หน้าจอถัดไปที่เป็นการเลือกภาษาเมนู ก็ถอดสายออกได้ทันที ซึ่งจะได้เสียบสายอีกครั้งก็ตอนที่อัพเดตเฟิร์มแวร์ให้ตัวจอยครับ

ส่วนภาษาของเมนูก็จะมีภาษาไทยให้เลือกด้วย แต่ในรีวิวนี้ผมเลือกเป็นภาษาอังกฤษ

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 081

ถัดมาก็เป็นการตั้งค่าการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต จะใช้แบบต่อสายแลนหรือใช้ WiFi ก็ได้ ซึ่งตัวเครื่องมองเห็นทั้ง WiFi 2.4 GHz และ 5 GHz ได้อย่างครบถ้วน

แต่ในรีวิวนี้ ผมต้องแจ้งก่อนนะครับ ว่าในส่วนของการตั้งค่าเครื่องครั้งแรกอาจจะระบุขั้นตอนได้ไม่ครบถ้วน เนื่องจากตอนที่ตั้งค่านั้น เน็ตไฟเบอร์ที่บ้านดันล่มพอดี จึงทำให้อาจจะตกหล่นขั้นตอนต่าง ๆ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการตั้งค่าไป เช่น การล็อกอิน PSN ID เป็นต้น

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 084

หากใช้งานร่วมกับทีวีหรือจอที่รองรับ HDR ก็จะมีหน้าจอมาให้ปรับระดับความสว่างที่เหมาะสมด้วย ซึ่งผมลองปรับแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้ากับสายตาเท่าไหร่ แต่พอลองปรับค่าตามคลิปใน YouTube ก็พบว่าผมรู้สึกชอบภาพในแบบหลังมากกว่า โดยการตั้งค่าที่ในคลิปแนะนำมามีดังนี้

  • ฉากสว่าง – ปรับให้มองดวงอาทิตย์ในกรอบไม่เห็น
  • ฉากมืด – ปรับให้มองดวงอาทิตย์ในกรอบไม่เห็น
  • ฉากสุดท้าย – ปรับค่ามืดที่สุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 087

อีกการตั้งค่าที่น่าสนใจก็คือ การปรับว่าจะให้ฟังก์ชันใดทำงานบ้าง ในระหว่างที่สแตนด์บายเครื่องใน Rest mode ที่จะปรับให้เครื่องยังคงต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อดาวน์โหลด/ติดตั้ง เฟิร์มแวร์และเกมได้ตามต้องการ การใช้งานฟีเจอร์ Remote Play จากมือถือ รวมถึงการชาร์จจอยผ่านช่อง USB ด้วย ซึ่งผมเองก็ตั้งให้ตัวเครื่องแค่โหลดไฟล์อัพเดตมารอไว้ โดยยังไม่ต้องติดตั้ง แล้วก็ปิดฟังก์ชันการชาร์จไฟจอยผ่านช่อง USB ในตอนสแตนด์บายไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเข้ามาตั้งค่าในส่วนนี้จากในเมนู Settings ในภายหลังได้

20210206210411

หลังจากตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมาพบกับหน้าโฮมของ PS5 ที่ได้รับการปรับโฉมจาก PS4 ในหลายจุด แต่โครงสร้างก็จะคล้าย ๆ ของเดิมครับ คือวางไอคอนเกม แอปต่าง ๆ ไว้หน้ากลาง ที่สามารถเลื่อนหน้าจอลง เพื่อเข้าถึงเมนูอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ โดยจะแบ่งหน้าจอสำหรับรวมเกม และรวมแอปมีเดียแยกออกจากกันในลักษณะแท็บ สามารถสลับหน้าไปมาด้วยการกดปุ่ม L1 และ R1 ส่วนเมนู Settings จะอยู่ที่ไอคอนรูปเฟืองซึ่งอยู่ข้างเมนูค้นหา และไอคอนโปรไฟล์ PSN ID ที่ล็อกอินอยู่ในขณะนั้น

สำหรับการเลื่อนหน้าจอลง ก็จะเป็นการดูรายละเอียดของไอคอนที่กำลังเลือกอยู่ เช่น ถ้าเลือกไอคอน PlayStation Store อยู่ เมื่อเลื่อนลงมาก็จะเป็นการเลือกเกมต่าง ๆ จากใน Store ได้ทันที ไม่ได้เป็นการเข้าแอป Store อีกครั้งให้เสียเวลา ส่วนถ้าเป็นไอคอนเกม เมื่อเลื่อนลงมาก็จะเป็นหน้ารวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมนั้น เช่น Activities ของเกม ที่เป็นทางลัดให้เข้าไปเล่นบางโหมดในเกมได้เลย มีหน้ารวมคลิปที่มีคน broadcast ไว้ และยังมีหน้ารวมถ้วย trophy ด้วย

ส่วนในการปรับแต่งการแสดงผลนั้น PS5 ยังไม่รองรับการจัดโฟลเดอร์ไอคอนเกม รวมถึงยังไม่มีระบบธีมด้วย เพราะภาพพื้นหลังของแต่ละเมนูนั้นจะใช้ภาพจากเกมหรือแอปนั้น ๆ ส่วนในเมนู Settings ก็จะใช้พื้นหลังโทนสีเทาอ่อน

20210206210418

ตัวอย่างของแอป Media ที่มีให้ติดตั้งในตอนนี้ ก็เช่น Apple TV (ไม่มีฟังก์ชัน AirPlay), Netflix, YouTube, Twitch และก็ Spotify ซึ่งที่น่าสนใจคือเราสามารถเล่นเกม และฟังเพลงจาก Spotify ไปพร้อมกันได้ โดยระบบจะดันเสียงเพลงให้ดังกว่าเสียงในเกมเล็กน้อย

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 092

หนึ่งจุดที่หลายท่านน่าจะสับสน (รวมถึงผมเองด้วย) ก็คือการย้ายเมนูย่อยต่าง ๆ จากที่เคยใช้การกดปุ่มบนจากแถบไอคอนเกมในการเรียกดูแถบไอคอนเหล่านี้ แต่ใน PS5 จะใช้การกดปุ่ม PS บนจอยเพื่อเรียกเมนูตามภาพด้านบนนี้ขึ้นมา ซึ่งผมว่ามันวุ่นวายมากในการจะเรียกดูแถบการแจ้งเตือน เรียกดูแถบที่เกี่ยวกับเพื่อนบน PSN จะดีหน่อยก็คือมีการแยกไอคอนเพื่อเข้าไปดูสถานะการดาวน์โหลดไฟล์มาให้ จากที่แต่เดิมจะถูกวางรวมไว้กับหัวข้อ Notifications

ที่สำคัญคือเรื่องของการปิดเครื่อง จากที่ใน PS4 นั้นสามารถกดปุ่มบนจากในหน้ารวมเกม แล้วเลื่อนไปเลือกไอคอน Power Options ทางขวาสุดเพื่อกดปิดเครื่อง หรือจะใช้การกดปุ่ม PS บนจอยค้างไว้ แล้วเลือกปิดได้ทันที ในขณะที่ PS5 จะต้องใช้การกดปุ่ม PS เพื่อเรียกหน้าเมนูลอยขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยเลื่อนไปเลือกไอคอน Power เพื่อปิดเครื่อง ซึ่งต้องโยกนิ้วไปมาหลายจังหวะ กว่าที่จะสามารถปิดเครื่องได้ แถมในครั้งแรก ผมเองนั้นหาปุ่มปิดไม่เจอด้วยซ้ำ

ส่วนถ้าต้องการย้อนกลับมาหน้าโฮมในระหว่างเล่นเกม หรือเปิดแอป ก็ให้กดปุ่ม PS ค้างไว้

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 110

ถ้าหากมีการเปิดแอปค้างไว้ เช่น Spotify หน้าจอพรีวิวของแอปนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาด้วยเมื่อตอนกดปุ่ม PS ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปควบคุมการเล่นเพลง เช่น กดหยุดเพลงชั่วคราว และเปลี่ยนเพลงได้

20210206212208

เมนู Downloads/Uploads ใช้สำหรับแสดงสถานะการโหลดข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจะมีขึ้นมาเฉพาะขณะที่กำลังโหลดอยู่จริง ๆ เท่านั้น

20210206140355

20210206140430

เมนูการตั้งค่าของ Settings จะคล้ายกับใน PS4 มาก ๆ ซึ่งถ้าคุ้นเคยมาอยู่แล้วก็สามารถใช้งานต่อได้ทันที แต่จะมีบางเมนูหายไปบ้าง เช่น Theme ที่ PS5 ยังไม่รองรับ

20210206140442

การตั้งค่าเกี่ยวกับภาพ ก็จะมีทั้งส่วนที่แสดงข้อมูลของความละเอียดภาพ รูปแบบการแสดงสีสัน การแสดงภาพแบบ HDR ที่ใช้งานอยู่ เป็นต้น

รวมถึงยังสามารถปรับได้ด้วยว่าจะให้แสดงภาพที่ความละเอียดระดับใด เริ่มจาก 720p, 1080i, 1080p, 2160p และก็ Automatic นอกจากนี้ยังมีการตั้งค่าพวก 4K Video Transfer rate, Deep color output และก็ RGB range ด้วย

20210206140621

20210207221959

เมนู Storage ก็จะเป็นส่วนที่รวมการจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ทั้ง SSD ในเครื่อง และก็ external HDD/SSD ที่จะใช้ชื่อเรียกว่า Extended Storage ครับ โดยสามารถลบและย้ายไฟล์เกม/แอปไปมาระหว่าง internal และ extended storage ได้จากในเมนูนี้เลย

พื้นที่ SSD ในเครื่องตามสเปคของ PS5 คือ 825 GB เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรก จะเหลือให้ใช้ราว 600 กว่า GB เท่านั้น รองรับการเก็บไฟล์เกมฟอร์มยักษ์ได้ราว 4-6 เกม ซึ่งถ้าคุณเป็นสายโหลดเกมมาดองไว้เยอะ ๆ อาจจะต้องปรับนิสัยกันซักนิดนึง เนื่องจากเกม PS5 จะไม่สามารถย้ายไฟล์มาลงใน external HDD/SSD ได้ มีแค่เพียงเกม PS4 เท่านั้นที่รองรับการย้ายไฟล์ไปมาในลักษณะดังกล่าว

ส่วนอีกความหวังก็คือช่องติดตั้ง SSD PCIe ที่ว่างอยู่อีกช่อง ซึ่งคงต้องรอการประกาศรายละเอียดจาก Sony กันอีกครั้ง

ดังนั้น หากคุณต้องการเล่นเกม PS4 บนเครื่อง PS5 แนะนำว่าควรหา external SSD ซักลูก ความจุขั้นต่ำ 250 GB มาใช้ติดตั้งเกมจะดีกว่าครับ จะซื้อ SSD + กล่อง external มาประกอบกันก็ได้ ความเร็วที่ได้นั้นแทบไม่แตกต่างจากการเล่นเกมจาก HDD ในตัวเครื่อง PS4 เลย แถมในบางเกมยังจะโหลดเร็วกว่าด้วย ส่วนถ้าจะใช้ external HDD นั้นก็ทำได้ครับ แต่อาจจะไม่ทันใจอยู่บ้าง ในกรณีที่ชินกับความเร็วในการโหลดเกมของเกม PS5 ไปแล้ว

20210206141229

20210206210153

ในการย้ายเครื่องจาก PS4 มายัง PS5 ผมใช้การย้ายไฟล์เซฟและ trophy ต่าง ๆ ผ่านทางระบบ PSN และ PS Plus ล้วน ๆ ซึ่งพวก trophy บน PS4 ก็จะย้ายมาทั้งหมดเลย

ซึ่งไฟล์เซฟเกมก็จะมีเมนูสำหรับจัดการแยกกันระหว่างของเกม PS5 และ PS4 ด้วย

โดยในภาพด้านบนนั้นจะมีจุดที่น่าสนใจอยู่ก็คือที่เมนู Game Presets ที่เราสามารถตั้งค่า default ได้เลยว่าจะให้การตั้งค่าบางส่วนในเกมเป็นอย่างไรบ้าง เช่น ระดับความยาก โหมดการปรับภาพ (เน้นความลื่นไหล หรือเน้นความละเอียดสูง) เป็นต้น

20210207003457

ถัดมาเป็นเมนู Captures and Broadcastts ซึ่งไว้ใช้สำหรับตั้งค่าการทำงานของการแคปหน้าจอ บันทึกวิดีโอ การสตรีมมิ่งได้จากในเมนูนี้ และที่ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากก็คือในเมนูย่อย Trophies ที่สามารถตั้งปิดการแคปภาพ/วิดีโออัตโนมัติขณะที่เก็บ trophy ในเกมได้ด้วย ซึ่งถ้าพื้นที่ SSD เหลือน้อย และไม่ค่อยได้ใช้ไฟล์พวกนี้อยู่แล้ว ก็ตั้งค่าปิดไปเลยก็ได้ครับ

20210206213328

ส่วนเมนูเกี่ยวกับระบบเพื่อนบน PSN จะอยู่ในหัวข้อ Game Base ครับ ทั้งเรื่องการตั้งปาร์ตี้ การรับเป็นเพื่อน ซึ่งตรงส่วนนี้ ที่จริงผมก็ไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ครับ แต่ก็มีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยเหมือนกันให้ความเห็นว่ามันใช้ยากกว่าบน PS4 พอสมควร

20210206213545

ในเมนู Accessories ก็จะรวมพวกการตั้งค่าอุปกรณ์เสริมทั้งหมด รวมถึงตัว DualSense Wireless Controller ด้วย ซึ่งสามารถปรับระดับการสั่น การทำงานของฟีเจอร์ Adaptive Trigger สำหรับปุ่ม L2/R2 ได้ ซึ่งถ้าเราเลือกใช้งานไมค์บนจอยอยู่ ค่าความแรงของทั้งสองจุดนี้จะถูกตั้งเป็นแบบอ่อน เพื่อให้เสียงของมอเตอร์ไปรบกวนไมค์น้อยที่สุด

นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับความสว่างของไฟบนจอยได้ด้วย ซึ่งจะมีด้วยกัน 3 ระดับ สูง กลาง ต่ำ ในกรณีที่ต้องการเล่นเกมที่ต้องอาศัยกล้อง PlayStation Camera ระบบจะแนะนำว่าควรตั้งที่ความสว่างระดับสูงไว้ก่อน

20210206211209

หนึ่งในสิทธิพิเศษของผู้ใช้งาน PS5 ที่เป็นสมาชิก PlayStation Plus (PS Plus) อยู่ด้วยก็คือ Sony มีการจัดแคมเปญ The PS Plus Collection ที่จะแจกเกม PS4 มาให้เล่นฟรีถึง 20 เกม ซึ่งเมื่อกดรับมาแล้ว ก็จะเข้ามาอยู่ใน Library ให้สามารถกดโหลดมาเล่นได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังเป็นสมาชิก PS Plus อยู่ ค่าสมาชิกเดือนละ 210 บาท รายปีตกราว ๆ 1,190 บาท โดยเกมที่มีในแคมเปญนี้ก็ได้แก่

  • Bloodborne
  • Days Gone
  • Detroit: Become Human
  • God of War
  • Infamous Second Son
  • Ratchet and Clank 
  • The Last Guardian
  • The Last of Us Remastered
  • Until Dawn
  • Uncharted 4: A Thief’s End
  • Batman: Arkham Knight
  • Battlefield 1
  • Call of Duty: Black Ops III – Zombies Chronicles Edition
  • Crash Bandicoot N. Sane Trilogy
  • Fallout 4
  • Final Fantasy XV Royal Edition
  • Monster Hunter: World
  • Mortal Kombat X
  • Persona 5
  • Resident Evil 7 biohazard

ซึ่งการติดตั้งเกม PS4 เหล่านี้ จะเลือกให้ติดตั้งใน SSD ของตัวเครื่อง หรือจะเก็บไว้ใน Extended Storage ก็ได้

20210206222136

สำหรับเกม PS4 ใหม่ ๆ บางเกม ทางผู้ผลิตจะมีการออกตัวเกมเวอร์ชันอัพเกรดสำหรับ PS5 มาให้ ตัวอย่างเช่น Marvel’s Spider-Man: Miles Morales ที่สามารถใส่แผ่นเกมเวอร์ชัน PS4 เข้าไปในเครื่อง แล้วกดรับข้อเสนอในการอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน PS5 ได้ฟรี ซึ่งหลังจากดาวน์โหลดมาแล้ว ถ้าต้องการจะเล่นก็จำเป็นต้องใส่แผ่นไว้ในเครื่องด้วยนะครับ

อย่างในภาพด้านบน พอผมใส่แผ่น PS4 เข้าไปแล้ว ก็จะมีแจ้งทันทีว่าสามารถอัพเกรดได้ฟรี โดยหลังจากอัพเกรดแล้วก็เปิดเล่นได้เลย รวมถึงยังสามารถดาวน์โหลดเซฟเกมจากบน PS4 มาเล่นต่อได้ด้วย (ขึ้นอยู่กับแต่ละเกม)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 121

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเก็บเกมเดียวกันที่เป็นเวอร์ชัน PS5 และ PS4 ไว้ด้วยกันได้ด้วย เผื่อใครอยากจะสลับกันเล่นเพื่อเทียบความแตกต่างกันระหว่างสองเวอร์ชัน

 

การเล่นเกมบน PS5

เกม Astro’s Playroom – ทดสอบจอย DualSense

ASTROs PLAYROOM 20210206234133 scaled

เกมแรกที่ทดสอบก็คือ Astro’s Playroom ที่เป็นเกมแถมฟรีมาในเครื่อง ซึ่งเป็นเกมที่ Sony ใช้ในการโฆษณาฟีเจอร์เด่นของจอย DualSense ได้ดีที่สุด ในขณะที่ตัวเกมนั้นก็เป็นในลักษณะเดินหน้าเก็บของไปตามด่าน ที่ได้รับการออกแบบตามลักษณะของฮาร์ดแวร์ เช่น แรม SSD ระบบระบายความร้อน เป็นต้น ที่น่าประทับใจก็คือตัวเกมนั้นทำมาได้สนุกเกินคาด รวมถึงยังมีกิมมิคเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PlayStation ให้ได้คิดถึงกันอีกด้วย

ASTROs PLAYROOM 20210206233300 scaled

สิ่งที่ผมประทับใจมาก ๆ ก็คือการนำเสนอลูกเล่นในจอย DualSense ที่เปิดมาก็มีให้ลองกด L2/R2 เพื่อทดสอบความหนืดของปุ่มได้เลย ส่วนอีกฉากที่ใช้ฟังก์ชันนี้ได้ดีมากก็คือการโยกตู้กาชาปองในเกมครับ เพราะเราจะต้องใช้ L2 ในการโยกก้าน และใช้ R2 ในการบีบลูกบอลกาชา ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็ใช้แรงกดไม่เท่ากันด้วย

อีกเรื่องที่ผมเจอก็คือระบบการสั่นของจอยเมื่อเจอฉากที่มีฝนตก เพราะผมรู้สึกได้เลยว่าตัวจอยจะมีการสั่นกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ แบบสุ่มไปทั่วพื้นที่ พอฉากถัดมาที่เจอกับลูกเห็บ ก็จะมีการสั่นแบบกระจายพื้นที่เหมือนกัน แต่มีน้ำหนักในการสั่นที่มากกว่าฉากฝนตก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก และก็มาพร้อมการใช้แบตที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

เกม Call of Duty: Black Ops Cold War – ทดสอบจอย DualSense / Ray Tracing

Call of Duty®  Black Ops Cold War 20210209092916 scaled

เกมถัดมาที่ผมเล่นเพื่อใช้ทดสอบเครื่องก็คือ Call of Duty: Black Ops Cold War เวอร์ชัน PS5 ที่รองรับฟังก์ชันทั้ง Adaptive Triggers และก็ Ray Tracing แต่ก่อนอื่นต้องแจ้งก่อนนะครับว่าถ้าอยากเล่นเนื้อเรื่องในโหมด Campaign ตัวเกมจะบังคับให้โหลดไฟล์ add-on จาก PS Store มาเพิ่มก่อน โดย region ของบัญชี PSN ที่ใช้งาน จะต้องตรงกับ region ของแผ่นด้วยนะครับ เช่น ถ้าซื้อแผ่นโซน 1 (แถวอเมริกา) มา บัญชี PSN ที่จะใช้โหลดไฟล์โหมด Campaign ก็จะต้องเป็นบัญชีโซน 1 ด้วย ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดที่ Sony ใช้มายาวนานแล้ว กับการโหลดพวก DLC / Add-on สำหรับตัวเกม

cod1

ระบบ Ray Tracing ในเกม COD ภาคนี้จะสามารถปรับสลับไปมาจากในหน้า Settings ของเกมระหว่างเล่นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ได้ก็ตามภาพด้านบนครับ หลัก ๆ เลยคือจะเป็นเรื่องเงา ถ้าเปิด RT ไว้ เงาจะได้รับการเรนเดอร์จริงขณะเล่น โดยอิงตามวัตถุและทิศทางแสงจริงจากแหล่งกำเนิดในบริเวณนั้น จะเห็นจากภาพบน ที่เงาต่าง ๆ ดูถูกต้องตามหลักความเป็นจริงกว่า ในขณะที่ถ้าปิด RT ไว้ เงาจะออกมาเป็นก้อน ๆ วัตถุ รวมถึงบางจุดอาจจะไม่มีเงาด้วยซ้ำ เช่น แผ่นกระดาษที่วางอยู่ในแฟ้ม เป็นต้น

Call of Duty®  Black Ops Cold War 20210208015142

ส่วนการใช้งานความสามารถ Adaptive Trigger ของจอย DualSense จะมาเห็นชัดสุดตรงการยิงปืนครับ โดยความหนืดของปุ่ม L2 ที่ใช้เล็งปืน และปุ่ม R2 ที่ใช้ลั่นไกนั้นจะแตกต่างกันไปตามประเภทของปืน เช่น ถ้าใช้ปืนสั้น M1911 ก็จะใช้แรงกดน้อยกว่าการใช้ปืนอย่าง M16A1 รวมถึงแรง recoil จากการยิง ที่จะสั่นทั้งที่ปุ่ม R2 และก็ที่ตัวจอยด้วย ซึ่งถ้าต้องไปยิงปืนกลหนักติดกันนาน ๆ รับรองว่ามีนิ้วชากันบ้างแน่ ๆ

เมื่อประกอบกันรวม ๆ ทั้งภาพที่สวย เสียงปืนแน่น ๆ เสียงบรรยากาศในเกมก็จัดเต็มมาก แม้จะเป็นการฟังจากลำโพงทีวีก็ตาม ยิ่งถ้าใช้หูฟังก็จะเต็มอิ่มสุด ๆ ด้วยระบบเสียง 3D  ที่ใช้ได้กับหูฟังทุกคู่ และก็การตอบสนองของจอยที่เหนือกว่าเดิม ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมมันเต็มอิ่มขึ้นได้จริง สมการรอคอยในการโหลดไฟล์เกม ส่วนความลื่นของตัวเกมก็ได้ที่ระดับ 60FPS ครับ จะมีบางฉากเท่านั้นที่เฟรมตกลงมานิดหน่อย

 

เกม Maneater – ทดสอบ Ray Tracing 60FPS

Maneater 20210207225839 scaled

เกมถัดมาคือ Maneater ที่เป็นเกมแจกฟรีประจำเดือนสำหรับสมาชิก PS Plus ซึ่งเป็นเกมที่ถูกออกแบบมาเพื่อการแสดงแสงเงาจากความสามารถของ Ray Tracing อย่างในจากภาพด้านบน จะเห็นว่าการเรนเดอร์แสงไฟในน้ำ เงาตามจุดต่าง ๆ และก็แสงที่กระทบบนผิววัตถุนั้นจะดูสวยงามสมจริงมาก ๆ

Maneater 20210207230059 scaled

ส่วนลำแสงที่ส่องลงมาในน้ำก็จะมีความฟุ้งกระจายเล็กน้อยตามบริเวณขอบ ช่วยทำให้ตัวเกมดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สมจริงกว่าเดิม

 

เกม Marvel’s Spider-Man: Miles Morales – ทดสอบการอัพเกรด / Ray Tracing

Marvels Spider Man  Miles Morales 20210207214945 scaled

ขาดไม่ได้สำหรับเกมนี้ครับ เนื่องจากผมมีแผ่นเวอร์ชัน PS4 อยู่แล้ว ซึ่งจากที่ลองเปิดทั้ง 2 เวอร์ชันเทียบกันในเครื่อง PS5 เครื่องเดียว พบว่าตัวเกมเวอร์ชัน PS4 ก็ยังคงเดิมครับ แสดงผลได้ที่ระดับ 4K 30FPS เท่านั้น และก็ไม่มีตัวเลือกในการปรับ Graphics Mode ด้วย

ในขณะที่ถ้าเล่นเกมเวอร์ชัน PS5 จะมีตัวเลือกของกราฟิกขึ้นมาให้ปรับได้ด้วย

sp1

โดยจะมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้

  • โหมด Fidelity: 4K 30FPS + RT แบบเน้นรายละเอียดของภาพสูงสุด
  • โหมด Performance: 4K 60FPS เน้นภาพลื่น
  • โหมด Performance RT: 4K 60FPS + RT เน้นรายละเอียดภาพที่ลดลงมาจากโหมด Fidelity เล็กน้อย แต่ได้แสงเงาจาก RT ด้วย

sp2

เทียบภาพจากทั้ง 3 โหมดในฉากเดียวกันให้ชมครับ สังเกตได้ว่าโหมดที่เปิด RT จะมีการสะท้อนเงาบนกระจกตามสถานการณ์จริงในเกมแบบ realtime ด้วย ส่วนความแตกต่างของภาพระหว่างโหมด Fidelity กับ Performance RT นั้น ถ้าดูด้วยสายตาระหว่างเล่นนั้นแทบไม่ต่างกันครับ แนะนำว่าเล่นโหมด Performance RT (4K 60FPS) จะดีกว่า

สามารถโหลดภาพเต็มที่แคปหน้าจอจากแต่ละโหมดได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ

 

เกม God of War (PS4)

God of War 20210207222649 scaled

อีกเกมที่พลาดไม่ได้สำหรับ PlayStation ก็คือ God Of War ที่มีให้โหลดมาเล่นฟรีจากแคมเปญ PS Plus Collection โดยตัวเกมจะยังคงเป็นเวอร์ชัน PS4 เหมือนเดิมครับ ไม่ได้มีการอัพเกรดเพิ่มขึ้นมา รองรับการเล่นที่ระดับ 4K 60FPS ได้แบบลื่น ๆ ส่วนแสงเงาก็ยังคงสวยอยู่ เนื่องจากเวอร์ชันบน PS4 เองนั้นก็ทำออกมาได้สวยมากอยู่แล้ว

God of War 20210207222547 scaled

 

เกม Ghost of Tsushima (PS4)

Ghost of Tsushima 20210207215729 scaled

ส่วนเกมที่ผมชอบมากอย่าง Ghost of Tsushima อันนี้ผมทดลองใช้การเล่นจากไฟล์ PS4 ที่อยู่ใน Extended Storage ทั้งที่เป็น HDD และ SSD เลย พบว่าถ้าเล่นบน external HDD นั้น ความเร็วในการโหลดฉากจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการเล่นจากไฟล์บน HDD ในเครื่อง PS4 อาจจะช้ากว่ากันเล็กน้อย ด้วยข้อจำกัดของตัว HDD เอง

ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรจะใช้เป็น external SSD จะดีกว่าครับ ใช้เป็นพวก SSD SATA 2.5″ ก็ได้ ความจุขั้นต่ำ 250 GB เท่าที่ลองทดสอบพบว่าความเร็วในการโหลดฉากนั้นยอดเยี่ยมมาก ๆ บางรอบผมยังอ่านข้อความทริคในการเล่นที่แสดงในฉากโหลดไม่จบ ตัวเกมโหลดฉากเสร็จแล้วก็มี

Ghost of Tsushima 20210207220839 scaled

ภาพ แสง เสียงต่าง ๆ ยังคงใกล้เคียงกับตอนเล่นบน PS4 อยู่ เนื่องจากตัวเกมยังไม่ได้มีการอัพเกรดกราฟิกให้กับ PS5 โดยเฉพาะ แต่ที่ได้แน่ ๆ เลยก็คือเฟรมเรตระดับ 60FPS ไม่มีอาการกระตุกแต่อย่างใด

 

การกินไฟ และความร้อน

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 105

ข้อสุดท้ายที่ผมทดสอบก็คือการกินไฟครับ โดยใช้อุปกรณ์วัดต่อตรงกลางระหว่างปลั๊ก PS5 กับ UPS ที่ผมใช้งานอยู่ พบว่าในระหว่าง idle ที่เปิดหน้าเมนูค้างไว้ ตัวเครื่องจะกินไฟราว ๆ 50W

heat

ภาพซ้าย – ระหว่างเปิดคลิป YouTube ต่อกับ TV 4K HDR กินไฟราว ๆ 70 – 80W

ภาพกลาง – ระหว่างเล่นเกม Astro’s Playroom (ระดับการกินไฟจะแปรผันตรงกับกราฟิกบนจอ และการประมวลผล)

ภาพขวา – ระหว่างสแตนด์บายเครื่องใน Rest Mode

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 126

ส่วนเรื่องความร้อน ผมทดสอบด้วยการเล่นเกม Astro’s Playroom ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส ยิงปืนวัดอุณหภูมิไปที่บริเวณพอร์ตเชื่อมต่อด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มีความร้อนสูงสุด พบว่าอุณหภูมิสูงสุดจะไม่เกิน 50 องศาครับ ในขณะที่บริเวณช่องระบายลมออกทางด้านบน กลับมีอุณหภูมิต่ำกว่าซะอีก

 

สรุปปิดท้ายรีวิวเครื่องเกม Sony PlayStation 5 (PS5)

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 129 DESKTOP 73QMCT4 Feb 07 201105 2021 Conflict

เครื่องเกม Sony PlayStation 5 (PS5) นับเป็นเครื่องคอนโซลที่ออกมาได้สมกับเป็นการอัพเกรดรุ่นหลัก หลังจาก PS4 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2013 ทั้งในเรื่องของกราฟิก ประสิทธิภาพที่สมกับการเล่นเกมในยุคปัจจุบันในระดับ 4K 60FPS ไปจนถึง 120FPS รวมถึงยังมี Ray Tracing มาให้เหมือนกับการ์ดจอ PC ประสิทธิภาพสูงด้วย ในขณะเดียวกันก็ยังรองรับการเล่นเกมเก่าบน PS4 ได้เกือบจะทุกเกมอีกต่างหาก เรียกได้ว่าซื้อเครื่องเดียว ก็มีเกมเล่นแบบลื่น ๆ ไปได้อีกนาน

ด้านการเชื่อมต่อก็ให้มาครบทั้ง WiFi 6 และ Bluetooth 5.1 ที่เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ ที่สำคัญเลยก็คือจอย DualSense Wireless Controller ที่ได้รับการตีบวกฟีเจอร์แบบจัดเต็มมาก ๆ เพื่อการเล่นเกมที่เต็มอิ่มที่สุด

Review Sony PlayStation 5 PS5 DualSense NotebookSPEC 048

แต่ด้วยการที่ยังเป็นเครื่องล็อตแรก ๆ และเรื่องซอฟต์แวร์ที่อาจยังไม่ลงตัวนัก ทำให้อาจจะพบข้อขัดใจในหลายจุด อย่างที่ผมเจอเองกับตัวก็เช่น

  • เจออาการดีดแผ่นหนังไม่ออก ต้องรีสตาร์ทเครื่อง หรือไม่ก็วางเครื่องในแนวนอน ถึงจะดีดแผ่นออกมาได้
  • WiFi หลุดเองในบางครั้ง
  • ระบบค้าง ต้องซักพักถึงกลับมาใช้ได้
  • การจัดเรียงไอคอนเกม ที่ยังจัดกลุ่ม สร้างโฟลเดอร์ไม่ได้

โดยรวมแล้ว หลายฟังก์ชันนั้นน่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเดตเฟิร์มแวร์ในอนาคตครับ ก็คงต้องรอการปรับปรุงของทาง Sony อีกที รวมถึงเรื่องการเติม SSD ในตัวเครื่องด้วย ดังนั้น ถ้าคุณยังหาซื้อเครื่องไม่ได้ และยังไม่จำเป็นต้องใช้ในเร็ว ๆ นี้ แนะนำว่ารอจนกว่าจะหาซื้อเครื่องได้สะดวกกว่านี้ก็ได้ครับ อีกนัยนึงก็คือเหมือนเป็นการรอให้เครื่องทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปด้วยในตัวนั่นเอง

ส่วนคำถามที่ว่า จะซื้อเครื่องรุ่นมีช่องใส่แผ่น BD ด้วยดีหรือเปล่า เพราะต้องบวกอีก 3,000 บาท ส่วนตัวผมเองพิจารณาเลือกเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่นจากสาเหตุส่วนตัวเหล่านี้ครับ

  • มีแผ่นเกม PS4 อยู่แล้วหลายเกม
  • สำหรับบางเกม ผมจะซื้อมาเล่นก่อน แล้วค่อยขายแผ่นเป็นมือสองออกไปหลังเล่นจบ
  • ต้องการนำมาใช้ดูหนังจากแผ่น Ultra HD Blu-ray ด้วย เพราะไม่อยากซื้อเครื่องแยกโดยเฉพาะ

ซึ่งถ้าไลฟ์สไตล์ในการเล่นของคุณคล้าย ๆ กับ 3 ข้อด้านบนนี้ ก็เลือกเครื่องรุ่นที่มีหัวอ่านแผ่นไปด้วยเลยจะเหมาะที่สุด แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเครื่องที่มีช่องอ่านแผ่นจะกินพื้นที่ SSD ในเครื่องน้อยกว่าเครื่องรุ่นดิจิตอลนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วระบบก็ต้องคัดลอกตัวเกมลงไปบน SSD ด้วยอยู่ดี

from:https://notebookspec.com/web/575396-review-sony-playstation-5-ps5-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000 บาท

การเล่นเกมให้สนุก ภาพต้องดี เฟรมเรตไหลลื่น เมาส์คีย์บอร์ดต้องไวแล้ว เสียงที่ดีก็เพิ่มความสนุกได้ วันนี้เราเตรียม 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่ให้พลังเสียงสะใจ เล่นเกมได้สนุก สวมใส่สบาย ดีไซน์สวย ในงบปะมาณ 2,000 บาท มาฝากกัน สำหรับคอเกมที่ให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของเสียงและการสนทนาภายในเกม โดยการเลือกหูฟังเล่นเกมนั้น นอกจากจะต้องให้เสียงเอฟเฟกต์ให้หนักแน่นแล้ว เรื่องของทิศทางเสียง ใส่สบายใช้ได้นาน เคลื่อนไหวได้สะดวก รวมถึงเสียงไมโครโฟนในการสื่อสาร ก็ต้องคมชัด มาดูกันว่าหูฟังเกมมิ่ง 10 รุ่นนี้ มีรุ่นใดโดนใจคุณกันบ้าง

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

1.JBL Quantum 200 Wired ราคา 1,990 บาท
2.Cooler Master MH751 ราคา 2,190 บาท
3.Razer Kraken X USB Classic Black 7.1 ราคา 1,690 บาท
4.ThunderX3 AH7 Hex 7.1 RGB ราคา 1,990 บาท
5.HyperX Cloud Stinger Core 7.1 ราคา 1,690 บาท
6.Corsair HS50 PRO ราคา 1,590 บาท
7.STEELSERIES ARCTIS 3 ราคา 2,190 บาท
8.LOGITECH G433 ราคา 1,990 บาท
9.LENOVO LEGION H300 ราคา 1,890 บาท
10.ACER PREDATOR GALEA 350 ราคา 1,990 บาท

1.JBL Quantum 200 Wired

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

หากจะพูดถึงความชำนาญเรื่องเสียงของทาง JBL ไม่มีใครปฏิเสธในเรื่องของคุณภาพกับการพัฒนาในด้านของอุปกรณ์ด้านความบันเทิง เช่นเดียวกับหูฟัง JBL เองก็มีออกมาหลายรุ่น แม้ว่าภาพลักษณ์ในอดีตจะเน้นไปที่หูฟังที่เน้นไปในเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์ เช่นดูหนัง ฟังเพลง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หูฟังเกมมิ่งหรือกึ่งเกมมิ่งก็ได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ Quantum 200 นี้ ที่นอกจากจะให้คุณภาพเสียงสะใจ การออกแบบและการให้ความสำคัญในด้านความสวมใส่สบาย ก็ยังสิ่งที่ถูกบรรจุเข้ามา กับรูปลักษณ์ที่ดูพรีเมียม มาในแบบ Close cup น้ำหนักเบา ครอบหูเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง สวมใส่สบาย พลังเสียงจากไดรเวอร์ 50mm. ความโดดเด่นอยู่ที่ Quantum sound ให้รายละเอียดเสียงที่ครบถ้วนสมจริง มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน ดันไมค์ขึ้นเพื่อปิดเสียงได้ ให้การสนทนากับทีมได้อย่างชัดเจน ใช้งานได้ทั้งบนพีซี และเครื่องเล่นเกมคอนโซล

  • Technology: JBL QuantumSOUND
  • Earcup: Memory foam
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Directional
  • Cable: Headset (1.2 m) + PC splitter (1.5 m)
  • Weight: 245 g
  • Price: 1,990 บาท

2.Cooler Master MH751

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

Cooler Master ก็จัดว่าเป็นอีกค่ายที่มีเกมมิ่งเกียร์หลายรูปแบบ ที่จำหน่ายในบ้านเรา รวมถึงหูฟังเกมมิ่ง ซึ่ง CM MH751 นี้ก็ติดเข้ามาใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่งน่าใช้ สนนราคาประมาณ 2,190 บาท กับดีไซน์ที่ดูทันสมัยเลยทีเดียว เป็นแบบ Over-Ear ขนาดใหญ่ ครอบหูเป็นเมมโมรีโฟม ให้ความนุ่มสบาย และมีวัสดุหนัง PU หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง วัสดุตัวครอบศีรษะก็เป็นแบบเดียวกัน แต่จุดเด่นอยู่ตรง Earcup ที่หมุนได้ 90 องศา สามารถวางพักที่คอได้ไม่เกะกะ ไดรเวอร์ขนาด 40mm ไมโครโฟนเป็นแบบ รับเสียงได้หลายทิศทาง ถอดออกได้เมื่อไม่ใช้ ให้สเตจเสียงที่ค่อนข้างกว้าง สายสัญญาณถอดออกได้ และตรงกลางสายยังมีตัวควบคุมเสียงมาให้ใช้ คุณภาพเสียงเอาใจคอเกมที่เน้นเอฟเฟกต์แน่น มาพร้อมกับความบันเทิงอย่างดูหนัง ฟังเพลงครบถ้วน

  • Earcup: Memory foam + PU
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Omni-Directional (Detachable)
  • Cable: 1.5m 3.5mm connector (removable), 0.3m dual 3.5mm cable (removable)
  • Weight: 280 g
  • Price: 2,190 บาท

3.Razer Kraken X USB Classic Black 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

สำหรับค่ายนี้ เกมมิ่งเกียร์ คือสิ่งที่โดดเด่นมาเหนือสิ่งใด ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ยังเสริมฟีเจอร์เด็ดๆ เอาไว้ฝากแฟนๆ อีกด้วย เช่นเดียวกับ Razer Kraken X รุ่นนี้ ที่เข้ามาติด 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นในโทนสีดำ มีโลโก้พร้อมแสงไฟสีเขียวอยู่ตรงครอบหูทั้ง 2 ด้าน ในรูปแบบของ Close back โครงสร้างอะลูมิเนียม มีความยืดหยุ่น ปรับเข้ากับศีรษะได้ง่าย Earcup เป็นแบบเมมโมรีโฟมที่มีความนุ่มนวล หุ้มด้วยวัสดุ Leatherette สวมสบาย ครอบหูได้พอเหมาะ และช่วยลดเสียงภายนอกได้ดี มิติเสียงจากไมโครโฟนเป็นแบบ Cardidiod ให้เสียงสนทนาที่คมชัด ตัวไมค์ปรับให้เข้ากับระยะของปากได้ และตัดเสียงรบกวนได้ดี มาพร้อมไดรเวอร์ 40mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับความบันเทิงและการเล่นเกมได้เต็มรูปแบบ ควบคุมการทำงานได้จากปุ่มบนสายสัญญาณ รวมถึงการปรับระดับเสียงได้จาก Earcup อีกด้วย

  • Earcup: Memory foam + Leatherette
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: cardioid microphone
  • Cable: 2.0m
  • Weight: 275 g
  • Price: 1,690 บาท

4.ThunderX3 AH7 Hex 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

หนึ่งใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง สไตล์แซ่บๆ บอกเลยว่า THUNDERX3 AH7 HEX รุ่นนี้ตอบโจทย์คุณได้ เพราะนอกจากดีไซน์ภายนอกมาได้จัดจ้าน โครงสร้างที่ให้ความยืดหยุ่น ยังมีสีสันของครอบหูที่สดใส ด้วยโทนสีฟ้าตัดกับบอดี้หลักสีดำ และมีแสงไฟ RGB ที่ขอบด้านนอกของ Earcup อีกด้วย ครอบศีรษะทำออกมาให้กระจายน้ำหนักได้ดี ครอบหูกระชับนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบผ้าและ leatherette โครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาและทนทาน มาพร้อมกับแสงไฟ LED HALO กับฟีเจอร์ที่เรียกว่า HEX ที่ให้การปรับแสงสีของไฟได้ง่ายขึ้น พร้อมกับเอฟเฟกต์แสงไฟ 6 รูปแบบ ร่วมกับซอฟต์แวร์ มีไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm พลังเสียงที่เหมาะกับความบันเทิงและการเล่นเกม ไมโครโฟนแบบถอดประกอบได้ ตัดเสียงรบกวนได้ดี เพื่อการสนทนาที่คมชัด เมื่อเล่นเกมกับทีม และการสื่อสารในกรณีที่ใช้ในการสนทนาออนไลน์ โดยมี IN-LINE CONTROL สำหรับการควบคุมระดับเสียงได้จากสายสัญญาณ

  • Technology: HEX
  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 22 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Detachable Omni-directional
  • Cable: 1.8m
  • Weight: 320 g
  • Price: 1,990 บาท

5.HyperX Cloud Stinger Core 7.1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

HyperX Cloud เป็นหูฟังเกมมิ่งอีกหนึ่งซีรีส์ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างล้นหลามทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายที่ไม่ธรรมดา สำหรับ Cloud Stinger Core นี้ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวมาสำหรับคอเกมที่ต้องการรายละเอียดและลูกเล่นที่มากขึ้น เพื่อขยับไปสู่การแข่งขัน ด้วยโครงสร้างที่เน้นความเบาสบาย หูฟังที่สวมง่าย ในสไตล์สปอร์ต มาในโทนสีดำตลอดทั้งบอดี้ ให้ไดรเวอร์ขนาด 40mm มา รองรับการเล่นเกมด้วยโทนเสียงกลางและเบสได้แน่น พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 จับทิศทางของศัตรูได้แม่นยำขึ้น ไมโครโฟนมีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง แม้จะถอดไม่ได้เหมือนกับหลายรุ่น แต่ก็มีเซ็นเซอร์สำหรับปิดเสียงให้อัตโนมัติ ด้วยการปัดขึ้นลง หูฟังพับได้ 90 องศา สำหรับคล้องคอ เมื่อพักเบรก หรือนำไปใช้ข้างนอกได้ง่ายกว่า การควบคุมเสียงทำได้จากบนสายสัญญาณ ครอบหูฟังนุ่มนวลด้วยเมมโมรีโฟมและหุ้มด้วยวัสดุ PU นุ่มสบายใส่ได้นาน โดยปรับแต่งเสียงผ่านทาง HyperX NGENUITY ได้อีกด้วย

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Uni-directional, Noise-cancelling
  • Cable: Headset (1.3) – 3.5mm PC extension cable (1.7m)
  • Weight: 215 g
  • Price: 1,690 บาท

6.Corsair HS50 PRO

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

ถ้าคุณชอบความกระชับ นุ่มสบาย ใช้ได้ในทุกโอกาส นอกเหนือจากการเล่นเกม กับหูฟังขนาดพอเหมาะ ไม่เทอะทะ Corsair HS50 PRO น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกให้กับคุณ ด้วยหูฟังแบบ Close back ไม่หนาเกินไป ครอบศีรษะมีฟองน้ำที่หนา เพื่อกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้อึดอัด โครงสร้างอะลูมิเนียม ปรับให้กระชับศีรษะได้ดียิ่งขึ้น หุ้มด้วยวัสดุ PU ใส่เส้นสายให้ดูทันสมัย ครอบหูฟังขนาดใหญ่สวมใส่ได้นุ่มนวล ซึ่งมีเมมโมรีโฟม หุ้มมาด้วยวัสดุแบบหนัง ใส่แล้วเย็นสบาย ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ให้เสียงคุณภาพ สำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงในแต่ละแบบได้ ไมโครโฟน Unidirectional ตัดเสียงรบกวน เป็นแบบถอดได้ โดยมาพร้อมกับปุ่มควบคุมเสียงบนตัวหูฟังได้

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Uni-directional, Noise-cancelling
  • Cable: Headset 1.8m
  • Weight: 215g
  • Price: 1,590 บาท

7.STEELSERIES ARCTIS 3

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

SteelSeries ARCTIS 3 จัดว่าเป็นหูฟังอีกรุ่นหนึ่งจากค่ายนี้ ที่ยืนระยะมายาวนานพอสมควร และได้การันตีจากค่ายเกม รวมถึงบรรดาซอฟต์แวร์ที่เป็น Conference ต่างๆ ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นแบบไลฟ์สไตล์ ขนาดกำลังพอเหมาะ ดีไซน์สวย โครงสร้างอะลูมิเนียม ปรับเลื่อนได้สะดวก ที่รองศีรษะแยกส่วน ให้การกระจายน้ำหนักได้ดี ครอบหูฟังเป็นแบบ Close cup ออกแบบรูปทรงและพื้นผิว ดูทันสมัย แต่ที่ต่างจากค่ายอื่น คือการใช้ Cushion ที่หุ้มด้วยวัสดุที่เป็นผ้า ทำให้สัมผัสนุ่มนวลและมีการระบายอากาศได้ดี ซึ่งความชอบก็อาจจะขึ้นกับผู้ใช้แต่ละคน ไดรเวอร์มาในขนาด 40mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบทิศทางเดียว ตัดเสียงรบกวน เพื่อให้ได้เสียงที่คมชัดยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นแบบถอดสาย แต่สามารถดันเก็บเข้าไปได้ ใช้งานง่ายขึ้นเป็นอีกหนึ่งรุ่นใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับคอเกม

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 22 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Bidirectional
  • Cable: Headset 3m
  • Weight: 215g
  • Price: 2,190 บาท

8.Logitech G433

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

Logitech จัดหูฟังรุ่นนี้มาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ ที่ต้องการศักยภาพในการเล่นเกมแบบเต็มอิ่ม ด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 และ DTS สำหรับการเล่นเกม Action FPS ให้การจับทิศทางของเสียงได้แม่นยำมากขึ้น Logitech G433 ยังมาพร้อมไดรเวอร์ PRO-G 40mm เพื่อให้เสียงทุ้มได้แน่น และเบสกระหึ่ม ครอบหูด้านนอกมาแบบตาข่าย โครงสร้างเน้นความเบา สวมสบาย น้ำหนักเพียง 259g เท่านั้น กับวัสดุไฟเบอร์กลาสและโพลีคาร์บอเนต ครอบหูระบายอากาศได้ดี มีความนุ่มนวล ด้วยเมมโมรีโฟม และหุ้มด้วยผ้า ทำให้การระบายอากาศได้ดี ไมโครโฟนเป็นแบบ Cardioid ถอดออกได้ ระบบตัดเสียงรบกวน และปรับให้ความยืดหยุ่น ในภาพรวมทั้งสีสันและรูปลักษณ์ทันสมัย ใช้ได้ในทุกวัน

  • Earcup: Cushion + Leatherette (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 40mm
  • Microphone: Cardioid
  • Cable: Headset 2m
  • Weight: 259g
  • Price: 1,990 บาท

9.LENOVO LEGION H300

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

สำหรับหูฟังจาก LENOVO ที่เข้ามาติดโผ 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่งในครั้งนี้ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา กับดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยในสไตล์ของ Legion H300 ที่มีความโดดเด่นตั้งแต่โครงสร้างด้านนอก ที่แยกส่วนออกจากที่รองศีรษะ เพื่อความยืดหยุ่นเข้ากันได้กับศีรษะในขนาดต่างกัน และไม่ทำให้บีบแน่นเกินไป แต่สามารถกระจายน้ำหนัก เพื่อให้ใช้งานได้นานขึ้น หุ้มด้วยวัสดุแบบ PU และมีไดรเวอร์ขนาด 50mm ให้คุณภาพเสียงสำหรับการเล่นเกมได้ดี Earcup เป็นแบบเมมโมรีโฟม นุ่ม กระชับ รับกับใบหูได้ดี ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่อยู่ในระดับ On Ear และไมโครโฟนที่ซ่อนเก็บและปรับได้ยืดหยุ่น ในแบบ Unidirectional ให้เสียงสนทนาที่คมชัด และตัดเสียงรบกวนได้ดี พร้อมสายที่สามารถปรับระดับเสียงได้ในตัว

  • Earcup: Cushion + PU (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: Unidirectional
  • Cable: Headset 1.85m
  • Weight: 330g
  • Price: 1,890 บาท

10.ACER PREDATOR GALEA 350

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง

ถ้าว่ากันที่ชื่อชั้นของความเป็นเกมมิ่ง Acer Predator ยังคงโดดเด่นในกลุ่มของนักเล่นเกมตัวยง เพราะไม่ว่าจะเป็น พีซี จอภาพ หรือโน๊ตบุ๊ก ต่างได้รับความนิยมอย่างท้วมท้น และกลิ่นอายก็มาถึงเกมมิ่งเกียร์ อย่างหูฟัง Predator Galea 350 รุ่นนี้ ที่มาพร้อมดีไซน์แบบล้ำๆ กับโครงสร้างที่ดูแปลกตา แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัว เริ่มตั้งแต่โครงสร้างเป็นแบบ Close cup ที่รองศีรษะขนาดใหญ่ มาพร้อม Earcup ที่เป็นเมมโมรีโฟม ให้ความกระชับ และกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี พร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 ให้คุณเข้าถึงการเล่นเกมได้อย่างเต็มที่ ไดรเวอร์ขนาด 50mm กับคุณภาพเสียงที่สะใจ พร้อม Acer TrueHarmony™ ที่ช่วยซิงก์เข้ากับการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีไมโครโฟนแบบเก็บซ่อนได้ ไม่ต้องถอดให้ยุ่งยาก และยังตัดเสียงรบกวน เพื่อการสนทนาได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งรุ่นใน 10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง ที่ลูกเล่นน่าใช้ในราคาไม่แรง

  • Technology: Acer TrueHarmony™
  • Earcup: Cushion + PU (Close-back)
  • Frequency response: 20 Hz – 20 kHz
  • Driver: 50mm
  • Microphone: unidirectional noise-canceling
  • Cable: Headset 1.85m
  • Weight: 350g
  • Price: 1,990 บาท

from:https://notebookspec.com/web/574667-10-gaming-headset-2021-2000

10 อันดับ คีย์บอร์ด เล่นเกมงบ 1,500 บาท Mechanical ปุ่มทน กดสนุก ไฟ RGB

เป็นเกมเมอร์ทั้งที ก็ต้องมีคีย์บอร์ดคู่ใจเล่นเกมสนุกๆ สักรุ่น แต่ถ้างบมีจำกัด มาดู 10 อันดับ คีย์บอร์ด เล่นเกมในงบ 1,500 บาท มาแนะนำกัน มีทั้งที่เป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ด Mechanical ที่ใช้สวิทช์คุณภาพมาให้เลือกใช้งานกัน หรือจะเลือกแบบที่มีแสงไฟ RGB ก็มีในรุ่นต่างๆ เหล่านี้ด้วย ส่วนวิธีการเลือกคีย์บอร์ดให้ถูกใจ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล ว่ากันตั้งแต่ Key Switch, น้ำหนัก, ปุ่มควบคุม มาโครหรือจะเลือกแบบที่เป็นปุ่มมัลติมีเดียก็ตาม

10 อันดับ คีย์บอร์ด

10 อันดับ คีย์บอร์ด เล่นเกมงบ 1,500 บาท

  1. Philips SPK8901TKL mini RGB – ราคา 790 บาท
  2. NUBWO-X TERMINATOR X30 – ราคา 1,290 บาท
  3. Cooler Mater MasterKeys Lite L – ราคา 1,190 บาท
  4. Fantech MK885 OPTIMAX – ราคา 1,290 บาท
  5. Marvo KG950 Backlight Macro – ราคา 1,390 บาท
  6. ASUS TUF GAMING K1 – ราคา 1,390 บาท
  7. HyperX ALLOY CORE RGB – ราคา 1,490 บาท
  8. Signo E-Sport KB-781 Magusta RGB – ราคา 1,590 บาท
  9. Razeak Thor RK-X18 – ราคา 1,590 บาท
  10. Logitech G613 Wireless – ราคา 1,590 บาท

1.Philips SPK8901TKL mini RGB

10 อันดับ คีย์บอร์ด

10 อันดับ คีย์บอร์ด รุ่นแรกเป็นคีย์บอร์ดเกมมิ่งในแบบ TKL หรือ Ten-keyless ที่ราคาน่าจะถูกสุดในตลาด ที่สำคัญยังเป็น Mechanical keyboard ที่ใช้สวิทช์ Blue พร้อมปุ่มภาษาไทย และแสงไฟ RGB มาในตัว แต่ไม่ได้ปรับแบบอิสระเต็มรูปแบบ ปรับแต่งโหมดแสงได้จากจากคีย์บอร์ด รวมถึงแสงไฟที่ลอดมาเด่นๆ บนภาษาอังกฤษ น้ำหนักค่อนข้างเบา เหมาะกับการพกพาเคลื่อนย้ายได้ วัสดุเป็นพลาสติก ผสมกับโครงสร้างโลหะ เสียงกดให้อารมณ์เดียวกับ Blue switch ที่เราคุ้นเคยกัน ใครที่ชื่นชอบคีย์บอร์ดตัวเล็กกระทัดรัด เป็นแบบ Mechanical และแสงไฟ RGB ในราคาไม่ถึงพันบาท คีย์บอร์ดรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • Switch: Mechanical swtich Blue
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: Mini-RGB
  • Anti-Ghosting: Yes
  • Price: 790 บาท

2.NUBWO-X TERMINATOR X30

10 อันดับ คีย์บอร์ด

เป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใน 10 อันดับ คีย์บอร์ด 2021 สำหรับเกมเมอร์งบจำกัด เพราะ X30 รุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรือธงที่ราคาโดนใจคอเกมได้แน่นอน กับค่าตัว 1,290 บาท แต่ได้สวิทช์ Outemu ที่มีให้เลือกทั้งแบบ Linear และ Tactile เพราะมีถึง 3 สีด้วยกัน Blue, Red และ Brown พร้อมแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์ ที่รวมถึงการตั้งมาโครด้วย พร้อมฟีเจอร์อย่าง Anti-Ghosting มีปุ่มสำหรับปรับมัลติมีเดียในตัว ปุ่มเป็นเลย์เอาท์ TH/EN ครบ มีที่วางมือหรือ Hand rest แบบนุ่มๆ มาให้ พับเก็บได้สะดวก จัดว่าเป็นคีย์บอร์ดที่ครบเครื่องเรื่องการใช้งานในราคาน่าใช้อีกรุ่นหนึ่งในตลาด

  • Switch: Mechanical switch (Outemu) Blue, Red, Brown
  • Keycap: EN
  • RGB: Mini-RGB
  • Anti-Ghosting: Yes
  • Price: 1,290 บาท

3.Cooler Mater MasterKeys Lite L

10 อันดับ คีย์บอร์ด

เป็นอีกหนึ่งคีย์บอร์ดในสายเกมมิ่ง ที่เข้ามาใน 10 อันดับ คีย์บอร์ด เล่นเกม ครั้งนี้ ด้วยราคาแค่ 1,190 บาทเท่านั้น สำหรับ CM MasterKeys Lite L ด้วยดีไซน์เชื่อว่าโดนใจหลายคน เพราะมาในขนาดแบบมินิมอล ตัดส่วนเกินของขอบด้านข้าง ไม่เกะกะพื้นที่ ให้สีสันที่สดใสของไฟ RGB ที่ตัดอยู่รอบของปุ่มสวิทช์ ปรับแสงไฟเอฟเฟกต์ต่างๆ ได้บนเมนบอร์ด ส่วนสวิทช์นั้นจะเป็นแบบกึ่ง ที่ทาง CM เรียกว่า Mem-chanical ที่ผนวกกันระหว่าง Membrane และ mechanical ซึ่งจะได้ในเรื่องของความทนทานในการใช้งาน และมีอัตรการตอบสนองที่เร็วขึ้น โดยการควบคุมแสงไฟ Backlight ทำได้จากปุ่มบนคีย์บอร์ด แบ่งโซนแสงไฟบนคีย์บอร์ดได้ ความเร็วแสงไฟหรือเอฟเฟกต์ก็ตาม รวมถึงปุ่มมัลติมีเดียมาให้อีกด้วย

  • Switch: Cooler Master Mem-chanical
  • Keycap: EN
  • RGB: RGB
  • Anti-Ghosting: 26-Key Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price: 1,190 บาท

4.Fantech MK885 OPTIMAX

10 อันดับ คีย์บอร์ด

มาถึงอีกหนึ่งคีย์บอร์ด ที่ดูสปอร์ตในย่านพันกว่าบาทนี้จากทาง FANTECH MK885 ที่ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้ ด้วยบอดี้ที่ดูเรียบง่าย โครงสร้างเป็นอะลูมิเนียม ร่วมกับพลาสติก ABS และยังเป็นแบบกันน้ำกันฝุ่น ในโทนหลักสีดำตัดกับแสงสี RGB ที่ปรับแต่งได้บนคีย์บอร์ด ที่มีให้เลือกถึง 14 โหมดด้วยกัน พร้อมฟีเจอร์ Anti-Ghosting Full Keys รวมถึงมีมัลติมีเดียคีย์เพิ่มเติมมาให้ จุดสำคัญคือ FANTECH แนะนำมาเป็น Optical Blue switch ให้ข้อมูลว่าเป็นแบบที่กดได้เร็ว ตอบสนองไว และมีความทนทาน มีเสียง Clicky แต่จะเบาลง ในเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในบ้านเรา ก็จะมีปุ่ม Lay-out THAI มาด้วย แต่แสงจะลอดแค่ในคีย์ภาษาอังกฤษเท่านั้น

  • Switch: Optical Blue switch
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: RGB Illumination 14 Mode
  • Anti-Ghosting: Full-key Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,290 บาท

5.Marvo KG950 Backlight Macro

10 อันดับ คีย์บอร์ด

สำหรับคีย์บอร์ด Marvo KG950 จากค่ายนี้ มาในแบบที่เอาใจเกมเมอร์ ที่ชอบความแปลกใหม่ และอยากได้ Mechanical keyboard แบบครบเครื่องในราคาจับต้องได้ ด้วยคีย์บอร์ดที่หน้าตาไปทางมัลติมีเดีย กับจุดที่สะดุดตาคือ มัลติมีเดียคีย์ ที่มีแยกมาให้ต่างหากด้านบน พร้อมตัวปรับเสียงที่ใช้ง่าย ปุ่มแบบ 120-key มาตรฐาน คีย์สวิทช์เป็นแบบ Mechanical มีให้เลือกทั้ง Blue และ Red เสียง Clicky เน้นๆ จะมีบน Blue switch ทนต่อการกด 50 ล้านครั้ง พร้อมแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ แต่แสงไฟลอดผ่านเฉพาะ EN รองรับการมาโครปุ่ม โปรแกรมได้ 7 แบบ และบันทึกได้ 3 โพรไฟล์บนคีย์บอร์ดอีกด้วย

  • Switch: Blue or Red switch (Outemu) 50 ล้านคลิ๊ก
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: Yes (Software)
  • Anti-Ghosting: Full Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.6
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,390 บาท

6.ASUS TUF GAMING K1

10 อันดับ คีย์บอร์ด

เป็นคีย์บอร์ดที่ออกมาถล่มราคาตลาดได้ดุเดือด และเข้ารอบ 10 อันดับ คีย์บอร์ดมาในครั้งนี้ด้วย สำหรับ TUF Gaming K1 ที่เป็น Mechanical keyboard ออกแบบมาได้สะดุดตาในสไตล์ของ ASUS TUF เข้าคู่กับอุปกรณ์ต่างๆ ในซีรีส์ได้ ด้วยการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ โดยที่คีย์สวิทช์ที่ใช้ ASUS ระบุมาว่าเป็นแบบ Tactile TUF พร้อมแสงไฟ RGB แบ่งโซนของแสงได้เป็น 5 โซน และแต่ละโซนยังแยกเอฟเฟกต์ได้อีก 4 แบบด้วยกัน รวมถึงการซิงก์เข้ากับตัวเกมที่คุณเล่นได้อีกด้วย ให้การปรับแต่งมาโครและบันทึกได้บนคีย์บอร์ด ที่สะดุดตาคือ ปุ่มควบคุมเสียง ที่เป็นแบบหมุนอยู่ทางขวามือ รวมไปถึงเรื่องของความอึดทน ด้วยการเคลือบภายนอก ให้ทนต่อน้ำ เหงื่อและทนต่ออุบัติเหตุ เช่นแรงกระแทกเป็นต้น ด้วยราคาสุดพิเศษแบบนี้ คอเกมไม่น่าพลาดได้เลย

  • Switch: ASUS TUF Tactile switch
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: 5 zone with software
  • Anti-Ghosting: Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,390 บาท

7.HyperX ALLOY CORE RGB

10 อันดับ คีย์บอร์ด

เป็นอีกหนึ่งค่ายเกมมิ่งที่ชำนาญ และรู้จักกันดีในเหล่าเกมเมอร์ โดยเฉพาะคีย์บอร์ดเกมมิ่งในซีรีส์ HyperX Alloy ที่มีให้เลือกมากมาย Alloy Core RGB เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่อยู่ในตลาดมายาวนาน ด้วยรูปลักษณ์ ที่ดูทันสมัย และเน้นไปที่การใช้งานง่าย ด้วยปุ่มสวิทช์แบบ Membrane กดง่าย เสียงเบา แต่ทนทาน พร้อมปุ่มมัลติมีเดียด้านบนครบครัน แสงไฟ RGB ที่มีสีสันสดใส เลือกปรับเปลี่ยนได้จากปุ่มบนคีย์บอร์ด แยกออกเป็น 5 โซนด้วยกัน ออกแบบมาให้มีความทนทาน ทั้งบอดี้ที่เป็นโลหะ ทนแรงกระแทก และน้ำ ฝุ่น ตอบสนองไวและฟังก์ชั่น Anti-ghosting ตั้งค่าพรีเซ็ตโพรไฟล์แสงได้ 6 แบบ ใครที่ชอบแนวเสียงเบา ตอบสนองได้ดี กับแสงไฟสวยๆ ใช้งานสะดวก ในราคาพันต้นๆ HyperX รุ่นนี้ก็น่าจะตอบโจทย์คุณได้ดีทีเดียว

  • Switch: Membrane
  • Keycap: EN
  • RGB: 5 zone/ 6 profile
  • Anti-Ghosting: Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,490 บาท

8.Signo E-Sport KB-781 Magusta RGB

10 อันดับ คีย์บอร์ด

มาถึง 10 อันดับ คีย์บอร์ดเล่นเกมในงบ 1,500 บาท จากทาง Signo KB-781 ที่มาพร้อมสวิทช์แบบ Mechanical ให้เลือกทั้ง Blue และ Red switch สเปคระบุการกดได้ถึง 100 ล้านครั้ง บอดี้ที่แข็งแรง ในแบบอะลูมิเนียม ออกแบบมาได้สวยงามทีเดียว โดยมี Wrist rest มาให้อีกด้วย เอาใจคนที่ชอบความสวยงามด้วยแสงไฟ RGB บนคีย์บอร์ด สว่างสดใสเลยทีเดียว แต่ยังคงทะลุแค่ในส่วน EN เท่านั้น เลือกปรับโหมดฟังก์ชั่นแสงได้ 21 ปุ่ม ทั้งค่าความสว่าง เอฟเฟกต์สี รวมถึงการบันทึกรูปแบบสี หรือจะใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์จาก Signo ในการตั้งค่าแสงและมาโครปุ่มได้เช่นกัน ปุ่มมัลติมีเดียบนปุ่ม Function นอกจากนี้ยังมีไฟที่ข้างคีย์บอร์ด ปรับแสงได้อีก 11 โหมดอีกด้วย เพิ่มความทนทานด้วย IP68

  • Switch: Mechanical Blue/ Red
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: 5 (software)
  • Anti-Ghosting: Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,590 บาท

9.Razeak Thor RK-X18

10 อันดับ คีย์บอร์ด

ใครที่ชอบความไม่ธรรมดา แสงไฟและดีไซน์ที่หรูหราของคีย์บอร์ด Razeak Thor RK-X18 รุ่นนี้ จะทำให้คุณวางมือไม่ได้ กับคีย์บอร์ดที่วางเลย์เอาท์มาในแบบมินิมอล ตัดส่วนเกินออกให้ดูกระทัดรัดมากขึ้น แสงไฟ RGB ที่เรืองออกมาจากปุ่มดูสวยงาม และยังมีไฟที่ด้านข้าง ปรับแต่งแสงไฟได้ 9 รูปแบบ ปุ่มมีทั้ง EN และ TH ให้ครบ โครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียมให้ความแข็งแรง พร้อมสวิทช์ Mechanical Outemu ให้ความทนทานระดับ 50 ล้านคลิ๊ก และปุ่มมัลติมีเดีย 12 ปุ่มใช้งานได้ง่าย Full Anti-Ghosting

  • Switch: Mechanical Outemu
  • Keycap: EN + TH
  • RGB: 9 profile
  • Anti-Ghosting: Full Anti-Ghosting
  • Cable Length: 1.8
  • Interface: USB 2.0
  • Price 1,590 บาท

10.Logitech G613 Wireless

10 อันดับ คีย์บอร์ด

เป็นคีย์บอร์ดแบบไร้สายหนึ่งเดียวใน 10 อันดับ คีย์บอร์ด เล่นเกมครั้งนี้ ที่มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยสำหรับ Logitech G613 ว่ากันตั้งแต่ดีไซน์ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เลย์เอาท์จัดวางไว้อย่างสวยงาม พร้อมปุ่มมาโคร G-Key ทางด้านซ้าย 6 ปุ่ม และปุ่มมัลติมีเดียด้านบน พร้อมสำหรับการใช้งาน แต่ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่การทำงานแบบไร้สาย ใช้แบต AA 2 ก้อน สแตนบายได้ยาวนาน สวิทช์นั้น Logitech ใช้เป็น Romer-G Tactile เสียงรบกวนน้อย แต่ให้ระยะตอบสนองที่สั้น ทำงานได้ไว ทนทานต่อการกดได้ 70 ล้านครั้ง การตั้งค่าต่างๆ เน้นไปที่ซอฟต์แวร์ G-Hub แม้จะไม่ได้มีแสงไฟ RGB สวยงามหวือหวา แต่เรื่องความแม่นยำ และประสิทธิภาพในการทำงานนั้น จัดว่าเป็นคีย์บอร์ดแนวหน้าสำหรับการเล่นเกมเลยทีเดียว

  • Switch: Romer-G Tactile
  • Keycap: EN
  • RGB: N/A
  • Anti-Ghosting: Full Anti-Ghosting
  • Cable Length: Wireless
  • Interface: –
  • Price 1,590 บาท

from:https://notebookspec.com/web/574387-10-gaming-keyboard-1500-2021

10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง ไม่เกิน 1,000 บาท ตอบสนองไว ทนทาน ไฟ RGB สวย

มีคอมแรง ไม่มีเกมมิ่งเมาส์ก็คงจะแปลก วันนี้ NBS เอาใจคอเกมด้วย 10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง ในงบไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งเป็นเมาส์เริ่มต้น ของคนที่กำลังจะก้าวมาเป็นเกมเมอร์ตัวจริง โดยที่สเปคและฟังก์ชั่นไม่ธรรมดา เริ่มตั้งแต่ 790 บาท ก็ยังมี และถ้าคนที่ชอบแสงสี RGB ก็มีมาให้เป็นตัวเลือกอีกด้วย มาดูกันว่า Gaming mouse ทั้ง 10 รุ่นจากค่ายต่างๆ รุ่นไหนโดนใจคุณกันบ้าง

10 อันดับ เมาส์

10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง ไม่เกิน 1,000 บาท

  1. Corsair M55 RGB PRO – ราคาประมาณ 990 บาท
  2. Razer Basilisk Essential – ราคาประมาณ 990 บาท
  3. Razer DeathAdder Essential – ราคาประมาณ 990 บาท
  4. Tt eSPORTS Iris Optical RGB – ราคาประมาณ 990 บาท
  5. HyperX Pulsefire Core RGB – ราคาประมาณ 990 บาท
  6. Corsair Harpoon RGB Pro – ราคาประมาณ 990 บาท
  7. Cooler Master CM310 RGB – ราคาประมาณ 790 บาท
  8. Fantech X10 Cyclops RGB – ราคาประมาณ 890 บาท
  9. LENOVO LEGION M300 RGB – ราคาประมาณ 990 บาท
  10. ASUS TUF GAMING M3 – ราคาประมาณ 890 บาท

1.Corsair M55 RGB PRO

10 อันดับ เมาส์

มาดูกันที่ 10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง รุ่นแรกจาก Corsair ที่เป็นอีกหนึ่งค่ายที่มีเกมมิ่งเกียร์ให้เลือกมากมาย Corsair M55 RGB PRO มาในไซส์ขนาดกำลังเหมาะมือ กับฟีเจอร์ที่จัดเต็มมาให้คอเกมในราคา 990 บาท บอดี้ที่กระทัดรัด ให้พื้นผิวสัมผัสที่กระชับมือ มีกริ๊ปด้านข้างที่จับถือได้มั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Claw, Palm grip หรือ Finger ก็ตาม รองรับการใช้งานได้ทั้งมือซ้ายและขวา มาพร้อมสวิทช์ OMRON ที่กดได้สนุกและทนทานระดับ 50 ล้านครั้ง โดยใช้เซ็นเซอร์ในแบบออพติคอล ความละเอียดสูงสุด 12,400DPI ตอบสนองไว ปุ่มที่สามารถโปรแกรมได้ถึง 8 ปุ่มด้วยกัน แสงไฟ RGB 2 โซนเพิ่มความสวยงาม ปรับแต่งด้วยซอฟต์แวร์ iCUE ให้อัตรา Polling Rate ได้ถึง 1,000Hz เล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็น FPS หรือ MOBA ก็ตาม

  • Switch: OMRON/ 50 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 8
  • DPI: 12,400 DPI
  • RGB: 2 Zone
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

2.Razer Basilisk Essential

10 อันดับ เมาส์

เรียกได้ว่าเป็นเมาส์ในซีรีส์ที่มีอายุยาวนานในตลาดพอสมควร สำหรับ Razer Basilisk Essential แต่ยังคงได้การยอมรับในเรื่องของความแม่นยำ และฟีเจอร์ที่จัดมาเต็มในราคาไม่ถึงพันบาทเวลานี้ โทนสีมาในแบบดำเข้มวัสดุผิวด้านจับถนัดมือ เน้นไปที่แนวกว้างของบอดี้ ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ถนัดมือขวา เซ็นเซอร์ในแบบออพติคอล ความละเอียด 6,400 DPI พร้อมด้วย Razer Switch ให้การคลิ๊กได้ถึง 20 ล้านครั้ง และปรับตั้งมาโครได้ 7 ปุ่ม ใช้งานง่าย กับการควบคุมผ่านซอฟต์แวร์อย่าง Razer Synapse ที่ใช้ในการตั้งแสงไฟ RGB ร่วมกับ Chroma ได้อีกด้วย จุดเด่นอยู่ที่กริ๊ปด้านข้าง และฟีเจอร์ที่เรียกว่า Sensitive Clutch ที่ช่วยให้การปรับค่า DPI ระหว่างการเล่นสะดวกขึ้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าใช้ใน 10 อันดับ เมาส์ ครั้งนี้

  • Switch: Razer/ 20 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 7
  • DPI: 6,400 DPI
  • RGB: 1 Zone
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

3.Razer DeathAdder Essential

10 อันดับ เมาส์

แต่ถ้าใครที่ชื่นชอบรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Razer แล้ว DeathAdder Essential น่าจะตอบโจทย์คุณได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมมิ่งเมาส์ในตำนานของค่ายนี้ ซึ่งมาถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน โดยเป็นเมาส์สำหรับคอเกมมือขวา เซ็นเซอร์ในแบบออพติคอล ให้ความละเอียดสูงสุด 6,400 DPI และมาพร้อม Razer Switch ที่รองรับการคลิ๊กได้ 10 ล้านครั้ง กับ 5 ปุ่มสำหรับการโปรแกรม เพื่อใช้เป็นมาโคร ในการเล่นเกมได้สนุกมากขึ้น เพิ่มความสวยงามด้วยแสงไฟโลโก้ที่ตัวเมาส์ แต่เป็นแบบสีเขียวสีเดียว ปรับแต่งไม่ได้ สนนราคาเหลือแค่ 990 บาทเท่านั้น

  • Switch: Razer/ 10 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 5
  • DPI: 6,400 DPI
  • RGB: Single color
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

4.Tt eSPORTS Iris Optical RGB

10 อันดับ เมาส์

ในบรรดา 10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง ค่าย Tt นี้ ถือว่าเป็นอีกค่ายที่มีเกมมิ่งเกียร์ให้เลือกมากมายในตลาดบ้านเรา เช่นเดียวกับ Iris ที่เป็นเมาส์เกมมิ่ง ที่มีฟังก์ชั่นน่าใช้ ขนาดการจับถือที่เหมาะกับเกมในหลายๆ แบบ ที่สำคัญมาพร้อมแสงไฟสวยงามอีกด้วย โดยจุดเด่นอยู่ที่ Polling Rate ที่มากถึง 2000Hz เพิ่มการตอบสนองและความแม่นยำได้ดี แสงไฟปรับสีได้ 8 รูปแบบสวยๆ รองรับการจับได้ทั้ง Fingertrip, Palm grip และ Claw grip โดยเป็นเซ็นเซอร์แบบออพติคอล ให้ค่า DPI ได้สูงสุดถึง 5,000 DPI ปรับเลื่อนได้ทันทีขณะใช้งาน 400, 800, 1600, 3200, 5000 DPI พร้อมด้วย Switch ที่มีความทนทาน กดได้ 20 ล้านครั้ง ปรับมาโครได้ 5 ปุ่ม และปรับแต่งการทำงานได้บน Tt ESPORTS COMMAND CENTER อีกด้วย

  • Switch: Mechanic switch/ 20 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 6
  • DPI: 5,000 DPI
  • RGB: 8 Profile (Tt ESPORTS COMMAND CENTER)
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

5.HyperX Pulsefire Core RGB

10 อันดับ เมาส์

เมาส์ในตระกูล HyperX Pulsefire คลอดออกมาหลายรุ่นเลยทีเดียว สำหรับ 10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง ครั้งนี้ Pulsefire Core ถือเป็นรุ่นน้องเล็ก ที่ออกมาจับตลาดเกมเมอร์มือใหม่ ที่ต้องการเริ่มต้นกับการเล่นเกม แต่ได้อารมณ์ในการใช้งานแบบเดียวกับรุ่นพี่ๆ ทั้งในด้านรูปลักษณ์มาในทรงยอดนิยม และวัสดุที่จับกระชับมือ ให้ความสวยงาม โดยมีค่า DPI สูงสุดที่ 6,200 DPI และเซ็นเซอร์จาก Pixart โดยมีสวิทช์ที่มีความทนทาน 20 ล้านคลิ๊กมาให้ รวมถึงค่า Polling Rate ในระดับ 1000Hz สามารถตั้งค่ามาโครได้ถึง 7 ปุ่มด้วยกัน และแสงไฟ RGB ที่สว่างอยู่บนโลโก้ ปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์ HyperX NGenuity ราคาอยู่ที่ประมาณ 990 บาทเท่านั้น

  • Switch: Mechanic switch/ 20 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 7
  • DPI: 6,200 DPI
  • RGB: HyperX NGenuity
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

6.Corsair Harpoon RGB Pro

10 อันดับ เมาส์

สำหรับ HARPOON ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมาส์เกมมิ่งสายโหด ที่สร้างชื่อให้กับ Corsair ในราคาสบายกระเป๋า กับรูปทรงที่มาเป็นแนวสปอร์ต ขนาดไม่ใหญ่มากนัก เน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วกับน้ำหนักที่เบาเพียง 85 กรัม แต่กลับให้เซ็นเซอร์มาละเอียดถึง 12,000 DPI พร้อมด้วยสวิทช์ตัวแกร่งจาก OMRON ให้การคลิ๊กได้ถึง 20 ล้านครั้ง โดยมีปุ่มตั้งค่ามาโครได้ถึง 6 ชุดด้วยกัน พร้อมทั้งแสงไฟ 2 zone ในแบบ RGB ที่ด้านท้ายของเมาส์ ผู้ใช้ยังปรับแต่งได้เองผ่านทางซอฟต์แวร์ iCUE อีกด้วย ราคาประมาณ 990 บาท เข้ามาใน 10 อันดับ เมาส์เกมมิ่งน่าใช้ในครั้งนี้

  • Switch: OMRON/ 20 ล้าน Click
  • Sensor: Optical
  • Macro: 6
  • DPI: 12,000 DPI
  • RGB: iCUE
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

7.Cooler Master CM310 RGB

10 อันดับ เมาส์

ใครที่ชอบเมาส์ในสไตล์ที่ดูสดใส จับกระชับและลูกเล่นใช้งานได้สนุก CM310 จาก Cooler Master รุ่นนี้ ที่มีรูปทรงในการวางมือได้แบบเต็มๆ กริ๊ปข้างจับสะดวกเหมาะกับคนที่ชอบแบบ Palm และ Claw และมีปุ่มปรับ DPI ด้านบน ใช้งานง่าย มาพร้อมสวิทช์ที่มีความทนทาน โดยเซ็นเซอร์ Pixart ให้ความละเอียดได้สูงสุด 10,000 DPI ปรับได้ 7 ระดับ และ Polling Rate 1000Hz โดยจุดที่เป็นแสงไฟ ถือเป็นไฮไลต์ของเมาส์รุ่นนี้ เพราะมีแสงสว่างได้รอบตัว เอาใจคนที่รักความสวยงาม ราคาอยู่ที่ 790 บาท

  • Switch: N/A
  • Sensor: Optical
  • Macro: N/A
  • DPI: 10,000 DPI
  • RGB: Yes
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 790 บาท

8.Fantech X10 Cyclops RGB

10 อันดับ เมาส์

มาถึงอีก 10 อันดับ เมาส์ สำหรับ FANTECH นี้ หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ที่มีเกมมิ่งเกียร์เปิดตัวในบ้านเราไปหลายรุ่น กับความโดดเด่นในเรื่องความคุ้มค่า ราคาค่อนข้างสบายกระเป๋า เช่นเดียวกับ X10 Cyclops รุ่นนี้ ที่ดีไซน์น่าใช้น่าสัมผัส คอเกมที่งบน้อย แต่อยากได้เมาส์ที่มีลูกเล่น ปรับแต่งได้ และให้ไฟสวยงาม ในราคาประมาณ 790 บาทนี้ มาพร้อมเซ็นเซอร์ออพตอคอล ความละเอียดที่ 4,000 DPI กับเซ็นเซอร์ AVAGO ที่ให้ความแม่นยำพอสมควร โดยมีสวิทช์ที่ให้ความทนทานระดับ 20 ล้านคลิ๊ก ปรับแต่งปุ่มด้วยมาโครได้ 7 ปุ่ม กับแสงไฟที่ปรับแต่งได้บนซอฟต์แวร์อีกด้วย

  • Switch: HUANO 20 ล้านคลิ๊ก
  • Sensor: Optical
  • Macro: 7
  • DPI: 4,000 DPI
  • RGB: Yes
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 790 บาท

9.LENOVO LEGION M300 RGB

10 อันดับ เมาส์

เอาใจคนที่ชอบเกมมิ่งเมาส์ ที่มีความเรียบง่าย ราคาสบายกระเป๋า LENOVO LEGION M300 ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย กับรูปทรงยอดนิยม กริ๊ปด้านข้างขนาดใหญ่ จับกระชับมือ พื้นผิวที่มีความเรียบลื่นจับง่าย มาพร้อมสวิทช์ที่ให้ความทนทานระดับ 10 ล้านครั้ง กับเซ็นเซอร์ ที่ให้ความละเอียดได้ถึง 8,000 DPI ให้การปรับปุ่มมาโครได้ถึง 8 ปุ่มเลยทีเดียว รวมไปถึงแสงไฟ RGB ที่ปรากฏอยู่บนโลโก้ของเมาส์ ก็ทำให้เมาส์รุ่นนี้น่าใช้ขึ้นอีกไม่น้อย

  • Switch: 10 ล้านคลิ๊ก
  • Sensor: Optical
  • Macro: 8
  • DPI: 8,000 DPI
  • RGB: Yes
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 990 บาท

10.ASUS TUF GAMING M3

10 อันดับ เมาส์

10 อันดับ เมาส์เกมมิ่ง กับเมาส์จากค่ายยักษ์ใหญ่ ที่ช่วงหลังรุกตลาดเกมมิ่งเกียร์มากขึ้น โดยเมาส์ในซีรีส์ TUF GAMING M3 รุ่นนี้ จัดว่าเหมาะกับการเริ่มต้นของเกมเมอร์หลายๆ คนได้เลย เพราะราคาแค่ 890 บาท แต่ได้สเปคที่น่าใช้ เริ่มจากดีไซน์ ที่เรียกว่าเป็นแบบยอดนิยม รองรับการจับได้ทั้งแบบ claw และ palm grip ให้ความละเอียดที่ 7,000 DPI ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาขณะที่เล่น ปุ่มสวิทช์ที่มีความทนทานระดับ 20 ล้านคลิ๊ก และความแกร่งตามสไตล์ของ ASUS TUF ที่สำคัญยังมี Aura Sync RGB สำหรับปรับแต่งไฟ RGB ให้สอดคล้องกับการใช้งานบนระบบของ ASUS รองรับการปรับมาโครได้ 7 ปุ่มอีกด้วย

  • Switch: 20 ล้านคลิ๊ก
  • Sensor: Optical
  • Macro: 7
  • DPI: 7,000 DPI
  • RGB: Aura Sync RGB
  • Wire/ Wireless: Wire
  • ราคา: 890 บาท

from:https://notebookspec.com/web/574081-top-10-gaming-mouse-1000b