คลังเก็บป้ายกำกับ: GAMING_NOTEBOOK

ซื้อไม่ทัน! 5 วิธีซื้อ เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ที่คุณชอบ เวลาของหมด โน้ตบุ๊กขาดตลาด

เป็นเรื่องปกติ ที่หลายคนได้เจอ กับโอกาสที่เรียกว่าพบ เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก สเปคโดนใจ แต่ช่วงนั้นเงินไม่มี พอเก็บเงินจนครบ โน้ตบุ๊กที่อยากได้ ก็หายไปจากตลาด เป็นแบบนี้จะทำอย่างไรดี? วันนี้แอดมี 5 วิธีในการหาโน้ตบุ๊กรุ่นที่ชอบ ตัวที่ใช่ ในช่วงที่ของหมด หรือโน้ตบุ๊กในรุ่นที่ขาดตลาด

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

1.โทรสอบถามที่ศูนย์ใหญ่หรือร้านย่อย
วิธีแรกนี้ เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดและควรจะต้องทำเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้เราทราบถึง สินค้ามีตกค้างที่หน้าร้านแห่งใดบ้าง รวมถึงอาจให้ทางศูนย์หรือหน้าร้านในแต่ละแห่งช่วยประสานงาน ในการจัดส่ง เพราะบางครั้งต้องส่งมาจากต่างจังหวัดก็มี เบอร์ติดต่อก็สามารถเช็คได้จากเว็บไซต์ของแต่ละที่ แต่ถ้าใจร้อน ไม่อยากรอการติดต่อกลับ ซึ่งบางครั้งก็นาน สามารถโทรถามศูนย์ย่อยด้วยก็ได้ แต่สินค้าบางรุ่นจำหน่ายหลายที่ ก็อาจจะต้องโทรเช็คกันเยอะขึ้น
แต่เว็บไซต์ผู้จำหน่ายบางแห่งก็จะมีให้เราแจ้งเบอร์ติดต่อหรืออีเมล์ทิ้งไว้ เพื่อการ Alert หรือแจ้งเตือน เมื่อสินค้าเข้ามา ก็อาจจะทิ้งข้อมูลเอาไว้ เผื่อเป็นโอกาสในการได้สินค้าที่ต้องการไวขึ้น

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

2.เช็คตามหน้าร้าน (ห้างไอที)
เมื่ออยากได้ แต่เช็คจากหน้าเว็บแล้วยังไม่มั่นใจ การเดินทางไปห้างไอทีหรือศูนย์จำหน่ายในระแวกใกล้บ้าน ก็มีส่วนช่วยให้คุณมีโอกาสได้ เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ที่ต้องการมาได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องแลกมาด้วยแรงกาย แรงใจ และค่ารถ ค่าน้ำมัน แต่ถ้ารู้สึกว่าคุ้มล่ะก็ ทำไปเถอะครับ ไม่เสียหาย ดีกว่านั่งคอยโอกาสวิ่งมาหา

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

3.สอบถามใน Group ของโน้ตบุ๊กรุ่นนั้นๆ
เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้คุณค้นหา เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ได้ง่ายกว่าเดิมเยอะ เพราะคุณจะไม่ได้หาอย่างเดียวดาย แต่จะมีคนช่วยหา และบอกข้อมูลให้ เพราะบางคนอยู่ในห้าง บางท่านก็ทำงานอยู่ในร้าน จึงพอรู้ข้อมูลและการเคลื่อนไหวของสินค้าได้ดี เพียงแต่ว่า ถ้ามันเป็นรุ่นที่เป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง คุณอาจจะเสียโอกาส และโดนช่วงชิงไปได้เช่นกัน ดังนั้นก็ต้องแลกกัน เรียกว่าวัดใจกันไปเลย โอกาสได้ค่อนข้างสูง โอกาสโดยแย่ง ก็สูงเช่นกัน

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

4.มองหารุ่นที่ใกล้เคียง
แม้ว่าโอกาสจะมีอยู่บ้าง แต่บางครั้งก็ต้องทำใจ โดยเฉพาะในช่วงปลายโมเดล ที่มักจะหมดแล้วหมดเลย เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่มักจะเจอกันอยู่ประจำในเคสแบบนี้คือ รุ่นที่ใกล้เคียงบางครั้งอาจอยู่นอกสายตา แต่จะกลับมาโดนใจคุณอีกครั้ง เมื่อคุณไม่มีใคร (หมายถึง…เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก) เพราะอย่าลืมว่าโน้ตบุ๊กซีรีส์เดียวกัน มีหลายรุ่น รุ่นที่คุณชอบอาจจะหมดไป แต่สามารถเลือกรุ่นที่เพิ่มเงิน หรือรุ่นที่รองลงมา หรือกัดฟันเพิ่มเงินซื้อรุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ได้ เพราะบางทีเปลี่ยนแค่ซีพียู หรือการ์ดจอ แต่รูปลักษณ์ ฟังก์ชั่น ก็ถอดแบบกันมาเลย ลองดูนะครับ

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

5.รองานขายคอมประจำปี
ถ้าคุณยังมั่นใจว่า เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก รุ่นนั้น จะยังเป็นสิ่งที่รอคอย ก็ใจเย็นไว้ก่อน กำเงินไว้แน่นๆ แล้วรองานคอมประจำปี ที่มีทั้งงานเล็ก งานย่อย และงานใหญ่ มากมาย เช่น JIB, Advice, Banana หรือ Commart และอีกมากมาย ที่จัดขึ้นกันตลอดทั้งปี เพราะงานเหล่านี้ มักจะมีเซอร์ไพรซ์กันอยู่ประจำ บางครั้งโชคดีอาจมีให้เลือกเยอะกว่าที่คิด หรือรุ่นที่คุณเอื้อมไม่ถึง อาจจะลดลงมาจนคุณซื้อได้ ส่วนถ้าไม่มี ก็ยังมีรุ่นอื่นๆ มากมายให้คุณไปลองจับ เล่นหรือส่วนลดดี จนคุณเปลี่ยนใจก็เป็นได้

ข้อสุดท้าย ไม่นับรวม แต่แถมให้ เพราะต้องมีคนถามว่า ซื้อมือสอง จะดีมั้ย?
ข้อนี้ตอบเลยว่า ถ้าเงื่อนไขต่างๆ และข้อตกลง รวมถึงคุณเป็น เช็คได้ แล้วของที่อยู่ตรงหน้า ราคาได้ สภาพถูกใจคุณ ก็ซื้อไปเลย ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่เกือบปลายโมเดลแล้ว บางครั้งอาจเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายที่รอคุณอยู่ แต่ในทางกลับกัน อย่ามองแค่ว่าคุณอยากได้ ไม่สนใจเรื่องอะไรทั้งสิ้น เมื่อความอยากได้มาบังตา ก็มีโอกาสที่คุณจะได้ของแพง หรือของที่คุณภาพไม่คุ้มกับเงินที่คุณจ่าย ก็มีสูงเช่นกัน ฉะนั้นเช็คให้ดี ดูให้มั่นใจ แล้วค่อยตัดสินใจครับ

from:https://notebookspec.com/5-step-find-gaming-notebook/527487/

Dell เปิดตัว เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก G7 15 และ 17 บางแรง RGB Intel Gen10 การ์ดจอ RTX เริ่ม 47K

หลังจากที่ปล่อยให้รอกันนาน กับการเปลี่ยนโมเดลในซีรีส์ G7 ล่าสุด มีข้อมูลว่า Dell ประกาศเปิดตัว เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก G7 15 และ G7 17 ที่เอาใจคอเกม ไปจนถึงใช้ในการเรียนได้อย่างครบครัน กับการดีไซน์โมเดลใหม่ยกชุด ใส่ความเพรียวบางลงไป แต่อัดฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังเอาไว้ Intel Core Gen10 และบอดี้ที่มีแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้

เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก

Dell G7 15 นั้นมาพร้อมกับความบางที่บางกว่าเดิม 4mm เมื่อเทียบรุ่นที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ด้วยความหนาเพียง 20.5mm บานพับปรับปรุงใหม่ โครงสร้างเป็นโลหะอะโนไดซ์สีดำทั้งหมด จอแสดงผลมีขอบที่บางสุดเพียง 6.5mm สำหรับในรุ่น G7 15 ส่วน G7 17 บางสุดที่ 8.16mm และขุมพลังที่อยู่ในทั้ง 2 รุ่นนี้ มีให้เลือก ที่เป็นซีพียู Intel Core Gen10 i9 และกราฟิกจาก GeForce RTX 2070 ในแบบ Max-Q และตัวเลือกที่เป็น RTX 2070 SUPER

โน้ตบุ๊กทั้ง 2 รุ่น ประกอบด้วย Trackpad ที่ให้ความแม่นยำ รวมถึงการปรับแต่งแสงไฟ RGB บริเวณตัวเครื่องได้ 4 โซน รวมถึงมาโครที่เป็น Game Shift เพื่อเร่งความเร็วให้กับพัดลม เมื่อต้องเล่นเกมอย่างหนักหน่วงได้นานยิ่งขึ้น ระบบเสียง 3 มิติ สำหรับ G7 17 นั้น จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ราคา เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ในตปท 1429.99USD หรือประมาณ 47,xxx บาท ส่วน G7 15 จะเปิดตัวช่วงปลายเดือน มิถุนายนนี้ ในราคาเริ่มต้นเท่ากัน

สำหรับ Dell G7 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ทาง Dell แจ้งว่าเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เพรียวบาง แต่เพิ่มคุณสมบัติ สเปคและฟีเจอร์ เช่นไฟ RGB ปรับแต่งได้เพิ่มเติมเข้าไป รวมถึงการเข้าถึงเหล่าเกมเมอร์ได้ คงต้องมาดูกันในบ้านเราแล้วว่า จะได้สัมผัสกับรุ่นใหม่นี้เมื่อใด?

ที่มา: Dell G7 15 & 17

from:https://notebookspec.com/dell-g7-15-17-gaming-notebook-rgb/526474/

Review – MSI GE66 Raider i9-10980HK + RTX 2070 Super อีกหนึ่งสุดยอด Gaming Notebook แรงล้ำกว่าใคร

ที่สุดของ Gaming Notebook ขนาด 15.6″ รุ่นล่าสุด อย่าง MSI GE66 Raider ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2020 ซึ่งบทความนี้เราได้รับเครื่องจริงสเปกจริงมารีวิวแล้ว จัดว่าเป็น Gaming Notebook สุดล้ำ ออกแบบมาสำหรับยุคอนาคต โดยเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่างคอนเซปต์ Sci-Fi รูปทรงภายนอกนั้นมีการนำความเป็นยานอวกาศในโลกอนาคต สื่อถึงเรื่องของประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้งานที่เหนือกว่าใคร สเปกภายในเป็น Intel Core i Gen 10H ผสานการทำงานกับ NVIDIA GeForce RTX สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งแรมและ SSD M.2 เกรดสูง

วัสดุหลักรวมถึงส่วนของฝาพับทำมาจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง สีสันโทนไทเทเนียมเงินแบบด้านที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รูปทรงโดยรวมมีความคล้ายกับ MSI GT76 Titan รุ่นพี่ และในส่วนหลักของแสงที่ส่องสว่างออกมาจากบริเวณด้านหน้าของที่วางมือ ก็คือ Mystic Light แสดงแสงไฟแบบ Panoramic Aurora วัสดุเป็นอะคริลิคที่รมดำเข้ากับตัวเครื่อง ประกอบกับไฟ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries หน้าจอเป็น IPS ระดับ 240Hz พร้อมลำโพง Duo Wave Speaker ระบบเสียง Dynaudio ทั้งหมดนี้ช่วยให้เพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

from:https://notebookspec.com/review-msi-ge66-raider-i9-10980hk-rtx-2070-super/523889/

มาเงียบๆ HP Pavilion 15 ใหม่ Ryzen 4000 คู่ GTX 1650 ที่ JIB และ IT City

สำหรับแฟน HP ที่รอคอยการมาของ HP Pavilion 15 Gaming ใหม่ กับขุมพลัง AMD Ryzen 4000 series เวลานี้ มีมาให้ช้อปกันใน JIB และ IT City กันแล้วนะครับ สามารถเช็คราคาออนไลน์กันได้ตามลิงก์ที่แปะมาให้ด้านล่างนี้เลย ส่วนรายละเอียดสเปค จะเป็นข้อมูลในเบื้องต้นจากหน้าร้านทั้ง 2 แห่งครับ

Pavilion 15

HP Pavilion 15 -EC1046AX เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กอีกรุ่นหนึ่ง ที่มีข่าวออกมาบ้างเป็นบางระยะ ทำเอาแฟนๆ ต้องมาคอยลุ้นกันในบ้านเรา กับข้อมูลที่ต้องบอกว่า อาจจะไม่ตรงกับที่มีข้อมูลหลุดกันในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของหน้าจอ แต่ในรายละเอียดของซีพียู แรม การ์ดจอ รวมถึง SSD ก็ไม่มีอะไรผิดโผ เพียงแต่ว่า เวลานี้ยังออกมาให้เห็นแค่โมเดลเดียว ส่วนใครที่กำลังรอตัวเทพๆ สเปคแรง ก็อาจจะต้องอดใจรอกันอีกนิดครับ เพราะช่วงนี้จะเห็นแค่ Ryzen 5 4600H และ GeForce GTX 1650 เท่านั้น

SpecificationHP Pavilion 15
CPU: AMD Ryzen 5 4600H
RAM: DDR4 3200 8GB
Graphic: GeForce GTX 1650 (GDDR6 4GB)
SSD: 512GB PCIe M.2 NVMe
Display: 15.6″ 144Hz IPS
WiFi: WiFi 6 AX200

Pavilion 15

ไปช้อปกันได้ที่ JIB

Pavilion 15

ไปช้อปกันได้ที่ ITCity

from:https://notebookspec.com/notebook-hp-pavilion-15-ryzen-gtx-1650/525559/

Review | ASUS ROG Zephyrus G14 ว่าที่โน้ตบุ๊คจอ 14″ ที่แรงที่สุดในโลก พร้อมจอ AniMe Martrix สุดเท่

ที่สุดของเกมมิ่งโน้ตบุ๊คจอ 14″ ณ เวลานี้ คงต้องยกให้ ASUS ROG Zephyrus G14 ที่นอกจากไซส์จะเล็กพกพาง่ายแล้ว ยังมาพร้อมกับสเปคที่จัดเต็มใช้ AMD Ryzen 4000 Series ขนาดสถาปัตยกรรม 7nm ใหม่ล่าสุด ผสานกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX / RTX แรงๆ และจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครคือมาพร้อมกับ AniMe Martix ไฟฝาหลัง LED ปรับแต่งได้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 39,990 บาทเท่านั้น

สเปค ASUS ROG Zephyrus G14 รุ่นที่รีวิว

  • CPU : AMD Ryzen 7 4800HS (8C/16T)
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1660Ti Max-Q
  • Ram : 16GB DDR4 bus 3200 (Onboard 8GB)
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : ขนาด 14 นิ้ว Full HD IPS 120Hz Pantone Validated
  • Network : Wi-Fi 6 802.11ax / Bluetooth 5.0
  • Weight : 1.7 kg
  • Warranty : 2 ปีแบบ Global (1 ปีแรกเป็นแบบ Perfect Warranty)

ดีไซน์


สำหรับดีไซน์ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ถือว่าสดใหม่ฉีกแบบเดิมที่เป็นสไตล์แนว ROG มาก่อนหน้านี้เยอะพอสมควร โดยรุ่นที่ทีมงานได้มารีวิวนั้นจะเป็นรหัส GA401IU-HE094T ที่มีไฟ AniMe Matrix อยู่ที่ฝาหลังด้วย ซึ่งบอกเลยว่ามันเท่โดดเด่นเอามากๆ และสามารถตั้งค่าได้ว่าจะเขียนอะไรทั้งภาษาไทยและอังกฤษ


วัสดุบอดี้ตัวเครื่องจะเป็นแมกนีเซียมอะลูมิเนียมอัลลอยแข็งแรงทนทาน สี Moonlight White สวยงามสะอาด ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมกับการตัดขอบตัวเครื่องด้วย CNC คุณภาพสูง ทำให้งานประกอบตัวเครื่องเนี้ยบไร้ที่ติ แถมแข็งแรง แน่นหนา ทนทานแน่นอน

หน้าจอตัวเครื่องนี้จะให้มาขนาด 14 นิ้วพอดิบพอดี ขอบจอบาง 3 ด้าน ผิวกรอบจอเป็นสีดำตัดกับสีบอดี้ตัวเครื่อง ซึ่งส่วนตัวแอบเสียดายนิดหนึ่งตรงที่ตัวเครื่องไม่มีกล้อง Webcam มาให้ (แต่มีไมโครโฟนมาให้นะ)

ถัดมาดูคีย์บอร์ดตัวเครื่องโดยจะมาพร้อมกับไซส์มาตรฐานปกติ ไม่มี Numpad ปุ่มเปิด-ปิดเครื่องย้ายออกมาจากคีย์บอร์ดชัดเจน และมีปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ปิดไมค์ และเปิดโปรแกรม Armoury Crate แยกออกมาต่างหากทางด้านมุมบนซ้าย ส่วนทัชแพดก็อยู่ตรงกลางเครื่องพอดี พร้อมกับมีลำโพงอยู่ด้านบนคีย์บอร์ดอีก 2 ตัวด้วยกัน (ตัวเครื่อง G14 มีลำโพงทั้งหมด 4 ตัว ล่าง 2 บน 2)

จุดเด่นในการดีไซน์ของเจ้า ASUS ROG Zephyrus G14 อีกอย่างคือมาพร้อมกับ ErgoLift ที่ตัวฝาหลังมียางรองช่วยยกแป้นพิมพ์ขึ้นทำมุมให้สูงขึ้น เพื่อช่วยให้การพิมพ์หรือเล่นเกมได้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ไม่เหมื่อยข้อมือนั่นเอง โดยรวมแล้วในงานดีไซน์ของเจ้าเครื่องนี้ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ใครเลยจริงๆ

พอร์ตเชื่อมต่อ


ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมดของ ASUS ROG Zephyrus G14 จะถูกอัปเกรดขึ้นกว่าเดิมโดยทางขวามือตัวเครื่องจะมี USB 3.2 Type A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type C และ Kensington lock ส่วนทางด้านซ้ายตัวเครื่องซ้ายก็จะมี รูเสียบสายชาร์จ, Lan, HDMI, USB 3.2 Type C ที่รองรับทั้ง PD + DP และรูเสียบหูฟัง Headset 3.5 mm อีกหนึ่งช่อง เรียกได้ว่าให้มาค่อนข้างครบเหมือนกัน

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายตัวเครื่องจะให้มาเป็นมาตรฐานใหม่ทั้งหมดคือได้ทั้ง Wi-Fi 6 802.11 ax (2×2) และ Bluetooth 5.0 ด้วยกัน

อธิบายเพิ่มเติม

  • PD = Power Delivery คือ สามารถชาร์จเข้าเครื่องผ่านหัวชาร์จ PD ขนาด 65W ขึ้นไป
  • DP = Display Port คือ สามารถต่อจอแยกได้ผ่านสาย USB Type C

ทดสอบการใช้งาน

สเปค ASUS ROG Zephyrus G14 ที่ทีมงานได้มาทดสอบถือว่าค่อนข้างแรงใช้ได้เลย โดยจะมาพร้อมกับ AMD Ryzen 7 4800HS แบบ 8 Core/16 Thread ความเร็ว 2.9 – 4.2 GHz, TDP 35w, L3 Cache 12MB ขนาดสถาปัตยกรรม 7nm และใช้การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce GTX 1660Ti Max-Q แน่นอนว่าสามารถเล่นเกมบนความละเอียด Full HD ได้สบายๆ ทุกเกม รวมถึงมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 120Hz Adaptive sync ทำให้การแสดงผลภาพไม่มีฉีกขาดเวลาเฟรมเรทวิ่งเกินร้อย

คราวนี้ผลทดสอบในการเล่นเกมกันบ้าง โดยทีมงานทดสอบโดยการเปิด Turbo Mode บนโปรแกรม Armory Crate ปรับความละเอียดหน้าจอ Full HD และปรับกราฟิกพื้นฐานสุดทุกอย่าง ผลเป็นดังนี้

  • PUBG :  เฉลี่ย 80FPS / ต่ำสุด 54FPS / สูงสุด 100FPS
  • DOTA 2 เฉลี่ย 106FPS / ต่ำสุด 77FPS / สูงสุด 117FPS
  • GTA V : เฉลี่ย 68FPS / ต่ำสุด 42FPS / สูงสุด 86FPS

**เกม GTA V อัปแพทซ์ใหม่ทำให้ได้ FPS น้อยลงกว่าเดิม

หลังจากทดสอบเล่นเกมหนักๆ ไปพูดกันตามตรงคือบอดี้ตัวเครื่องค่อนข้างร้อน เพราะใช้วัสดุเป็นโลหะ ทำให้ความร้อนภายในตัวเครื่องระบายผ่านบอดี้ โดยโปรแกรม HWMonitor ที่ทีมงานใช้ทดสอบจะไม่เห็นว่า AMD Ryzen 7 4800HS (ต้องรออัปเดตเวอร์ชันใหม่อีกที) ซึ่งอุณหภูมิการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1660Ti Max-Q สูงสุดอยู่ที่ 87 องศา

ส่วนอุณหภูมิซีพียู AMD Ryzen 7 4800HS ทีมงานจะดูจากโปรแกรม Armoury Crate โดยจากที่ทีมงานเท่าที่ดูมาเห็นสูงสุด 93 องศา ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป

ถัดมาจะเป็นผลทดสอบ PCMark 10 ได้คะแนนรวมทั้งหมด 5421 แต้ม ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงใช้ได้เลย เอาไปทำงานตัดต่อหนักๆ  แต่งภาพขนาดใหญ่เยอะๆ ได้สบายๆ

สำหรับผลการทดสอบขอบเขตสีหน้าจอเครื่องนี้ผ่านตัว Spyder จะอยู่ที่ 97% sRGB ซึ่งจอตัวเครื่องก็ผ่าน Pantone Validated มาแล้วด้วย

ด้านผลทดสอบแบตเตอรี่เจ้าเครื่องนี้ถือว่าถึกมาก โดยทีมงานทดสอบด้วยการเปิดแสงหน้าจอ 30% ต่อ Wi-Fi ดู YouTube ผลปรากฏว่าใช้ได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง 29 นาทีด้วยกัน พกพาไปใช้งานข้างนอกได้ อีกทั้งยังชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ด้วย

ปิดท้ายด้วยผลทดสอบ SSD m.2 PCIe เครื่องนี้ โดยให้มาเป็นขนาด 512GB ใช้ได้จริง 458GB มีค่าการ Read อยู่ที่ 1876 MB/s และ Write อยู่ที่ 1052 MB/s ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคเหมือนกัน

การแกะอัปเกรด

ในส่วนของการอัปเกรดตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G14 ส่วนตัวถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายไม่ยากเท่าไร เพียงแต่ว่าน็อตตัวเครื่องจะเยอะไปหน่อยต้องจำดีๆ ว่าตัวไหนอยู่ตรงไหน โดยอุปกรณ์ที่ใช้จะมีไขควง 4 แฉกกับอันบัตรแข็งๆ อีก 1 ใบ ซึ่งตัวเครื่องออกแบบมาค่อนข้างดีคือน็อตตัวล่างขวาสุดเมื่อเราคลายออกจะช่วยยกฝาตัวเครื่องขึ้นมาด้วย ทำให้เราแกะฝาหลังออกง่ายขึ้นนั่นเอง



(รูปด้านซ้ายสุดจะเห็นว่าหากเราไขน็อตออก ตัวน็อตจะช่วยยกฝาเครื่องขึ้นมาด้วย)

เมนบอร์ดภายในตัวเครื่องจะเป็นสีแดง ประกอบกับไปด้วยพัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ช่องระบายความร้อน 4 ช่อง (หลัง 2 ช่อง และด้านข้างอย่างละ 1) แบตใหญ่ยาววางเต็มเครื่อง ทำให้การวางบาลานซ์ตัวเครื่องค่อนข้างดี ส่วนการอัปเกรดตัวเครื่องจะมี Ram 1 Slot และมี SSD m.2 อีก 1 ช่องด้วยกัน ซึ่งหากจะอัปเกรดก็คือต้องถอดอันเก่าออกก่อน


(รูปซ้าย คือ ช่องระบายฝุ่นกับช่องฟินระบายความร้อน)

จุดเด่นอีกอย่างคือตัวช่องระบายความร้อนด้านหลังตัวเครื่องทั้งสองฝั่งจะมีช่อง Anti-Dust Tunnel หรือช่องระบายฝุ่น จะช่วยทำให้ภายในภายพัดลมไม่มีฝุ่นสะสมอยู่นั่นเอง ส่วนขนาดแบตเตอรี่ตัวเครื่องให้มาขนาด 4940 mAh หรือ 76Wh ขนาดใหญ่ทำให้ใช้งานได้หลัก 10 ชั่วโมง+ นั่นเอง

สรุป

จากการที่ใช้งานมาต้องยอมรับเลยว่า ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คไซส์จอ 14 นิ้วที่แรงไม่แพ้ใครจริงๆ ทั้งด้วยซีพียู AMD Ryzen 4000 รหัส HS และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX/RTX ทำให้สามารถเล่นเกมได้ลื่นๆ ทุกเกมบนโลกนี้ บนความละเอียด Full HD สบายๆ

รวมถึงจุดเด่นที่แตกต่างจากโน้ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน คือไฟฝาหลังไฟ AniMe Matrix สุดเท่ ซึ่งเราสามารถตั้งค่าได้หลากหลาย ทั้งใส่ตัวอักษรภาษาไทย-อังกฤษ, เอฟเฟคโลโก้ ROG-ดาวตก, ใส่รูป(ต้องเป็นรูป PNG ที่เป็ดเม็ดพิกเซลรายละเอียดไม่เยอะ) และสามารถตั้งค่าให้กะพริบเป็นตามจังหวะเพลงก็ได้เช่นกัน (นั่งลองเล่นได้ทั้งวัน)

โดยรวมแล้วทีมงานค่อนข้างประทับใจกับเจ้าตัว ASUS ROG Zephyrus G14 รุ่นใหม่ตัวนี้เหมือนกัน ให้ประสบการณ์ใหม่ฉีกจะประสบการณ์โน้ตบุ๊คเดิมๆ ใครที่กำลังมองหน้าโน้ตบุ๊คไซส์ 14 นิ้วแรงๆ จอสีตรง น้ำหนักไม่หนักมาก บอกเลยเจ้าตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์มากๆ เลยทีเดียวครับ

ข้อดี

  • สเปคแรงที่ได้ทั้ง Ryzen 7 4800HS + GTX 1660Ti Max-Q ในโน้ตบุ๊คไซส์เล็ก
  • ไฟฝาหลัง AniMe Matrix โดดเด่นไม่เหมือนใคร
  • ขอบเขตสีจอ 97% sRGB ผ่าน Pantone Validated
  • แบตเตอรี่ใช้งานต่อ WiFi ดู YouTube ได้นานสูงสุดถึง 10 ชั่วโมง 29 นาที
  • วัสดุบอดี้เป็นแมกนีเซียมอะลูมิเนียมอัลลอยแข็งแรงทนทาน
  • ตัวน้ำหนักเบาเพียง 1.7 กิโลกรัม
  • มีโปรแกรม Armoury Crate ที่สามารถตั้งค่า Setting ต่างๆ ในตัวเครื่องได้ง่าย
  • การเชื่อมต่อไร้สายได้เป็น WiFi 6 และ Bluetooth 5.0
  • สามารถชาร์จไฟผ่าน USB PD ได้สูงสุด 65W

ข้อสังเกต

  • บอดี้ตัวเครื่องค่อนข้างร้อน เมื่อใช้งานหนักๆ
  • ไม่มีกล้อง Webcam

from:https://droidsans.com/review-asus-rog-zephyrus-g14/

ASUS มอนิเตอร์พกพา ROG Strix 17.3 นิ้ว 240Hz ต่อเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก มีแบตในตัว

สมกับเป็น ASUS ที่มักจะหาอะไรใหม่ๆ มาให้เหล่าเกมเมอร์ได้สนุกกันเสมอ เช่นเดียวกับในครั้งนี้ที่เปิดตัวเกมมิ่งมอนิเตอร์แบบพกพาในรุ่น ROG Strix XG17AHP ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงใหม่จากเดิม XG17AHPE ที่เปิดตัวไปในช่วงมกราคมที่ผ่านมา

มีอะไรใหม่กับจอมอนิอเตอร์รุ่นนี้กันบ้าง สำหรับ ROG Strix XG17AHP ทาง ASUS ได้พัฒนาขาตั้งในแบบ Tripod ลักษณะที่เป็น 3 ขาเหมือนกับขาตั้งกล้องที่มีคุณภาพ ซึ่งผู้ใช้สามารถพับขาและกางออกมาเป็นสแตน สำหรับตั้งจอภาพ นอกจากนี้ยังยืดออก เพื่อเพิ่มความสูงให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ด้วยสิ่งนี้จึงทำให้ผู้ใช้สามารถพกพาไปใช้งานข้างนอกได้สะดวกขึ้น

rog strix
ที่มาภาพ: https://www.techpowerup.com/

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ทาง ASUS ยังให้คุณภาพจอแสดงผลที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยความละเอียด Full-HD 1080p บนรีเฟรชเรต 240Hz ขนาดหน้าจอ 17.3 นิ้ว พร้อมกับ AdaptiveSync หน้าจอเป็นแบบ Anti-Glare เพื่อลดแสงสะท้อน ที่สำคัญยังอ้างถึงการใช้งานข้างนอกได้นาน 3 ชั่วโมง โดยไม่ต้องต่อไฟ เพราะมีแบต 7800mAh มาให้ และพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จไฟ

rog strix
ที่มาภาพ: https://www.techpowerup.com/

โดยที่พอร์ต USB-C นั้นจะใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับมอนิเตอร์ ROG Strix XG17AHP และมี DisplayPort ที่ใช้ในการ Input สัญญาณเข้ามายังจอ พร้อมลำโพงและหัวต่อ 3.5mm รวมถึงกระเป๋าเซฟตี้เพื่อป้องกันการกระแทก เช่นเดียวกับโน้ตบุ๊กอีกด้วย น้ำหนักโดยรวมของมอนิเตอร์จาก ASUS รุ่นนี้ อยู่ที่ราว 1.76Kg รวมทั้งจอและขาตั้ง สำหรับราคาต้องใจเย็นๆ เพราะยังไม่มีประกาศออกมาอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก: ASUS ROG Strix XG17AHP

from:https://notebookspec.com/asus-monitor-rog-strix-17-3-240hz/524646/

เลือกซื้อ MSI Notebook ปี 2020 ทั้งเล่นเกม / ทำงาน ตามงบ รุ่นไหนดี คุ้มสุด แรงสุด ล้ำสุด

MSI Notebook ปี 2020 มีให้เลือกหลากหลายรุ่นมากมาย ซึ่มีทั้งรุ่นที่เน้นทำงานบางเบา เล่นเกมคุ้มค่า หรือเล่นเกมระดับโปร รวมถึงทำงานระดับโปรด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2x,xxx บาท จนไปถึงหลายหมื่นบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นซีรีส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Modern 15 / Bravo 15 / GF63 / GF65 / GS66 และ Creator 17 จัดเต็มเรื่องของสเปกแบบสุดทาง ตอบสนองประสิทธิภาพที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น Notebook เพื่อการทำงานหรือเล่นเกม สมกับที่เป็น MSI ที่ตั้งใจนำเสนอ Notebook ที่เหนือชั้นกว่า

สำหรับบทความนี้เราจะมาแนะนำ MSI Notebook รุ่นใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจ ซึ่งประกอบไปรุ่นที่เน้นพกพา ดีไซน์บางเบา แบตเตอรี่ยาวนาน หรือเล่นแบบสเปกจัดเต็ม รวมไปถึงเทคโนโลยีล้ำๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 4000 ทำงานร่วมกับการ์ดจอ Radeon RX 5500M / GeForce MX250 / GTX 1650 Ti / 1660 Ti / RTX 2060 / RTX 2070 ในส่วนของแรมที่ 8GB – 32GB และ SSD 512GB – 1TB ก็ใส่เต็มพร้อมใช้งานทันที ในราคาที่ถูกสุดแค่ 23,900 บาทเท่านั้น !!! เชื่อว่าต้องถูกใจกันซักรุ่นอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปชมกันต่อเลย

MSI Modern 15 ราคา 23,900 – 31,900 บาท

MSI Modern 15 จัดว่าเป็น Notebook สายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ราคาไม่แพงในปี 2020 รุ่นล่าสุดทาง MSI ซึ่งนับว่าเป็นรุ่นพี่ของ MSI Modern 14 ตอบสนองการใช้งานได้เต็มที่ด้วยหน้าจอใหญ่ แต่มาในน้ำหนักตัวเครื่องที่เบามากๆ เพียง 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาใช้งานสะดวกพร้อมประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ตัวแรงอย่าง i5-10210U / i7-10510U และมีการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeFroce MX250 ได้แรมขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ใช้งานพื้นฐานได้ลื่นสบายๆ หรือถ้าเอาไปทำงานหนัก รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ออนไลน์ก็ยังเอาอยู่ โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 9 ชั่วโมง

MSI Modern 15 ตั้งใจตอบโจทย์สายคนทำงาน Content Creator โดยเฉพาะ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัว แลดูทันสมัยและแตกต่างจาก MSI แบบเดิมๆ พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน ขอบหน้าจอก็มีความบางมากๆ แทบจะไร้ขอบทีเดียว อีกทั้งด้วยที่เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง sRGB 97% ช่วยให้มุมมองในการมองเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสเปก ฟีเจอร์ วัสดุ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คบางเบาหลายๆ ค่ายในราคาเริ่มเพียง 23,900 บาท อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง Military Grade ด้วย

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจอย่างสุดๆ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบเป็นมาตรฐานที่รองรับกับทุกอุปกรณ์อีกด้วย ที่สำคัญมีซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 1 ปี ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมี Softcase ซองหนังไว้ให้เราใช้งานร่วมกันเวลาพกพากับกระเป๋าอื่นๆ ที่ไม่มีช่องใส่โน้ตบุ๊คอีกด้วย

MSI Bravo 15 ราคา 29,900 – 32,900 บาท

MSI Bravo 15 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2020 จอ 15.6″ น้ำหนักเบาสุดๆ ที่ 1.96 กิโลกรัม สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด จากทาง MSI ที่น่าสนใจจริงๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H /Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 2 (Renoir) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น กว่าสเปกก่อนๆ อย่าง Ryzen 3000H + Radeon RX5500M ใน MSI Apha 15 รุ่นพี่ที่ออกมาก่อน

ในส่วนของสเปกอื่นๆ MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ขอบจอบางเฉียบ พาเนลเลือกใช้เป็น IPS ที่รองรับ Refresh Rate 120Hz ที่ให้ทั้งสีสันที่สวยงามและความลื่นไหลไปพร้อมๆ กัน โดยติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาทกับรุ่น Ryzen 5 4600H และ 32,900 บาทกับรุ่น Ryzen 7 4800H ซึ่งมีราคาต่างกันที 3,000 บาท

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง (ส่วน MSI Bravo 17 คาดว่าจะตามภายหลังอีกที)

โดย MSI Bravo 15 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 120 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A Gen 1, 2 x USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

MSI GF63/GF65 ราคา 31,900 – 38,900 บาท

ยังคงเป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ปี 2020 ที่แรงลื่นและเบาที่สุดในตลาด กับการมาของ MSI GF63 Thin โดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นพกพาสะดวก ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม  แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน้ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย อัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งคู่ ตอกย้ำความเป็น MSI Gaming ที่ ได้รับการตอบรับดีที่มากๆ

ในส่วนของช่องระบายความร้อน Cooler Boots ของ MSI GF63 Thin มีด้วยกัน 2 ช่องคือด้านหลังฝั่งซ้ายมือตัวเครื่อง และด้านข้างซ้าย โดยใช้พัดลม 1 ตัว ฮีทไปป์ 3 เส้น เพียงพอต่อการใช้งาน วัสดุบอดี้ตรงคีย์บอร์ดจะเป็นอลูมิเนียมสีดำทำการบรัชลายเส้นเหมือนฝาหลัง สวยงาม แข็งแรง ปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่ที่ด้านมุมบนขวามือแยกจากคีย์บอร์ด นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีไฟสีแดง สามารถเปิดปิดได้ 3 ระดับ มาพร้อมกับซอฟท์แวร์ MSI Dragon Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมของคุณให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น

MSI GF63 Thin ปี 2020 สเปก Core i Gen 10H ในตอนนี้มีรุ่นเดียว ราคา 31,900 บาท ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ทำงานแบบ 6 Core/12 Thread ประสิทธิภาพแรงเหลือๆ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงระดับ Desktop อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q (4GB GDDR6) ที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่เทียบเคียง GTX 1650 Ti รุ่นปกติ แต่ปลดปล่อยความร้อนน้อยกว่ามีที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทั้งแรงและลื่นไหล ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ 8GB DDR4 Bus 26666 MHz จำนวน 2 แถว อัพเกรดได้สูงสุด 32GB นับได้ว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้จอแสดงผลมีมุมมองกว้าง สวยงาม ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมก็สามารถใช้ได้ดีชัดเจน ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A Gen 1, USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 น้ำหนัก 1.86 กิโลกรัม พร้อม Windows 10 แท้

สำหรับ MSI GF65 Thin จะมีความแตกบางจุดก็คือได้สเปกเป็นการ์ดจอ GTX 1660 Ti ที่แรงกว่าพอตัว พร้อมได้ระบบระบายความร้อนที่ดีกว่าด้วยเทคโนโลยี Cooler Boost ที่มีช่องระบายความร้อน 3 ช่องคือด้านหลังของตัวเครื่อง 2 ช่อง และด้านข้างซ้ายอีก 1 ช่อง โดยใช้พัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ที่ช่วยเรื่องของการจัดการอุณหภูมิที่ดีกว่า ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เหมือนกับ MSI GF63 Thin ทั้งหมด

MSI GS66 Stealth ราคา 59,900 บาท

MSI GS66 Stealth มีรายละเอียดต่างจากรุ่นก่อนมากมาย ทั้งสเปกและดีไซน์พรีเมียม โดยเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเครื่องที่ดำด้านสนิทตลอดทุกส่วน โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด ได้ความแรงไม่เป็นรอง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม บางที่ 19.8 มิลลิเมตร

ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รหัส H อย่างที่รุ่นที่ได้มารีวิวเป็น Core i7-10750H ส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 ได้แรมขนาด 16GB และ SSD ต้องจัดเต็มที่ 512GB มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้ ที่สำคัญคือได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD ที่รองรับ Refresh Rate ที่สูงถึง 240Hz ทีเดียว เรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย ได้คีย์บอร์ด SteelSeries ที่การันตีว่าของดีแน่นอน ด้วย Per-Key RGB Gaming Keyboard พร้อมแป้นแบบใหม่สวยงามเข้ากับตัวเครื่อง

ตัวเครื่องยังมีลำโพงจากแบรนด์ Dynaudio พร้อมซอฟแวร์เสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 ขับเสียงได้ดียิ่งกว่า มาพร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C Gen2 และ Thunderbolt 3 (รองรับ DisplayPort / PD charging) อย่างละ 1 ช่อง, 3 x Type-A USB3.1, 1x RJ45, 1x (4K @ 60Hz) HDMI บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตรเป็นแบบแยกออกจากกัน เอาใจ Gaming Headset ทีเดียว การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 รวมไปถึงมี Killer Doubleshot Pro ทำให้เล่นเกมได้ไม่สะดุดทั้ง LAN และ Wi-Fi

MSI GS66 Stealth ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุดในขณะเล่นเกม ด้วยพัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานราวๆ 9 ชั่วโมง ถือว่ายาวนานมากสำหรับ Gaming Notebook แรงลื่นขนาดนี้

MSI Creator 17 ราคา 95,900 บาท

MSI เปิดตัวของใหม่ในงาน CES 2020 เป็น MSI Creator 17 ที่เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพ ได้หน้าจอ 17.3″ เทคโนโลยี Mini LED ความละเอียด 4K UHD รองรับ HDR สเปก Intel Core i Gen 10 H + NVIDIA GeForce รุ่นล่าสุด ที่บอกเลยว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่จัดเต็มจริงๆ ทั้งสเปก ฟีเจอร์ และในส่วนของดีไซน์หรูหราบางเบาตามสไตล์ของ Creator  เหมาะมากๆ กับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คแรงๆ เพื่อทำงานในขนาดหน้าจอ 17.3″ อาทิ ตัดต่อวีดีโอ ทำอนิเมชั่น 3D  โปรเซสภาพถ่าย หรือ กราฟิกดีไซน์ รวมไปถึงถ้าจะเล่นเกมก็รองรับได้อย่างสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของ MSI

สเปกเต็มๆ ของ MSI Creator 17 รุ่นปี 2020 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i7 10875H ที่มีความแรงเหนือชั้นกว่า ผสานกับการ์ดจอตัวเทพอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Max-Q ส่วนแรมได้ขนาด 32GB และ SSD ความจุ 1TB มาตรฐาน M.2 NVME PCIe ใส่มาแล้ว 1 สล็อต (เหลืออีก 2 สล็อต) พร้อมมีพอร์ต Thunderbolt 3 การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ที่สำคัญด้วยความที่เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพตามชื่อรุ่นแล้ว ก็เลยบันเดิลซอฟต์แวร์ Creator Center มาให้พร้อมใช้งานเลย

สำหรับเทคโนโลยีหน้าจอ Mini LED ขนาด 17.3″ ตัวแรกของโลก ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติมาตรฐานการแสดงผลบนหน้าจอของโน้ตบุ๊กอย่างสิ้นเชิง ด้วยคุณสมบัติรองรับความละเอียดสูงสุดที่ 4K, 1000 HDR มาพร้อมความสว่างสูงสุดที่ 1,000 nits ดูมีชีวิตชีวาด้วยไฟ LED ขนาดเล็ก ทำให้เช็ครายละเอียดได้ดียิ่งขึ้น ถึงระดับขาวดั่งสีของผ้า หรือว่าจะเป็นสีดำที่ทำให้เห็นได้ถึงส่วนที่ลึกที่สุดก็ตาม เพราะเปิดปิดไฟได้ตามความต้องการ ให้ความละเอียดที่มากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยมีมา รวมถึงรองรับช่วงสีที่กว้างถึง 100% DCI-P3 เหนือยิ่งกว่าความสมจริงของสิ่งที่มนุษย์สามารถเห็นได้ เทียบกับหน้าจอรุ่นปัจจุบันเทพกว่าอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสำหรับคนที่ทำงานสายภาพถ่ายที่ต้องการรายละเอียดสูงสุดโดยเฉพาะ

สำหรับ MSI Creator 17 ใช้พื้นฐานเดียวกันมาจาก MSI GS75 Stealth ที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ มาตรฐานใหม่ที่มีความเบาบาง ขอบจอบางที่ได้ความแรงไม่แพง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เพกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.25 กิโลกรัม บางที่ 18.95 มิลลิเมตร โดยมีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.1 Type -A , 2 x USB Type-C (1 x Thunderbolt 3) , 1 x HDMI 1.4, RJ45 และ Mic-in/Headphone-out และ microSD Card Reader

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการปรับให้เรียบหรูขึ้น กับพื้นผิวเรียบๆ พร้อมกับใช้สีเงินเทา Space Grey ตลอดทั้งตัวเครื่อง ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ซึ่งดูแล้วสวยงามลงตัวเหมาะกัยสายทำงานมืออาชีพมากๆ ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องถูกติดตั้งบริเวณเหนือคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน โดยอยู่ตรงกลางเหนือคีย์บอร์ด พร้อมการติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิม ส่วนลำโพงติดตั้งไว้ตัวเครื่องด้านล่างมุมหน้าซ้ายขวา เรียกได้ว่าใส่ทุกรายละเอียดสมกับเป็น Creator Series ที่เน้นความพรีเมียม

ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน Cooler Boost Trinity ใช้พัดลม 3 ตัว ตัวละ 47 ใบพัดขนาด 0.2 มิลลิเมตร ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผล (พัดลม 1 ตัว) และกราฟิกการ์ด (พัดลม 2 ตัว) ด้วย Heat Pipes รวมกันถึง 7 เส้น ที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

from:https://notebookspec.com/buy-msi-notebook-2020-both-playing-games-working-according-to-budget-which-model-is-the-best-value-for-money/523757/

แนะนำ Gaming Notebook ปี 2020 การ์ดจอ GeForce RTX 2060 จับคู่มากับ Core i / Ryzen เริ่ม 35,900 บาท

แม้ว่าการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) จะไม่ใช้รุ่นใหม่ล่าสุด แต่ก็มีประสิทธิภาพความแรงลื่นในการเล่นเกมซึ่งรับประกันได้ว่าสนับสนุนการเล่นเกมทุกเกมบนโลกแน่นอน สำหรับ Gaming Notebook รุ่นใหม่ปี 2020 โดยหลักๆ รุ่นที่ปัจจุบันจะมาพร้อมกับสเปกล่าสุด ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H และ AMD Ryzen 4000H ที่แน่นอนว่าได้ความแรงลื่นที่มากกว่าเดิม ได้หน้าจอพาเนล IPS ขนาด 14″ / 15.6″ / 17.3″ ความละเอียด Full HD ที่ Refresh Rate 120Hz / 144Hz / 240Hz  ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 35,900 บาท นับได้ว่ามีราคาไม่แพง จนไปถึงรุ่นราคาสูงที่จัดเต็มเรื่องของฟีเจอร์ Gaming อาทิ ความบางเบา หรือไฟ RGB

สำหรับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) การ์ดจอใน Gaming Notebook ที่มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม Turing ที่ออกมาสานต่อความสำเร็จของกราฟิกการ์ดรุ่นก่อนหน้ากับสถาปัตยกรรม Pascal เหนือชั้นกว่า GTX 1660 Ti / GTX 1650 Ti โดยมาพร้อมกับ Tensor cores หรือรองรับกับเทคโนโลยี Ray-Tracing โดยตรงแต่ก็มาพร้อมกับความแรงที่เพิ่มมากขึ้นจากก่อน โดยประสิทธิภาพแรงเทียบเท่ากับ GTX 1070 แต่ร้อนน้อยกว่า ส่งผลให้ในการเลือกซื้อ Gaming Notebook ที่คาดหวังเรื่องความแรงในงบประมาณช่วงนี้ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่

ในบทความนี้ก็เลยจะมาแนะนำ Gaming Notebook การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6)  เทียบกับความแรงต่อราคาแล้วคุ้มค่า ในส่วนของชิปประมวผลก็มีทั้ง Core i5-10300H / Core i7-10750H และ Ryzen 7 4800H / Ryzen 7 4800HS เป็นตัวเลือก ได้แรมมาเป็นมาตรฐาน DDR4 ที่ขนาด 8GB – 16GB ส่วน SSD ได้ความจุ 512GB – 1TB เป็นมาตรฐาน ที่ต้องบอกเลยว่าสเปกเพียงพอต่อทุกๆ การใช้งานพื้นฐานหรือเล่นเกมหนักๆ ก็ทำได้ดีเยี่ยม โดยมีตัวเครื่องเบาที่ 1.6 กิโลกรัม ติดตั้ง Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกันดีที่สุดเป็นแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านยาวนาน 3 ปี  ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

Acer Nitro 5 AN515-55-517N ราคา 35,900 บาท

Acer Nitro 5 (2020) หรือ Acer Nitro 5 AN515 สเปกใหม่ล่าสุด ได้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H พร้อมการ์ดจอ GeForce รุ่นล่าสุด จากที่รุ่นก่อนๆ เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง ซึ่งล่าสุดทาง Acer ประเทศไทยก็พร้อมขาย Acer Nitro 5 รุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนแล้ว อาทิ ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคา 35,900 บาทเท่านั้น ได้สเปก Core i5-10300H + GeForce RTX 2060

สเปกภายในของ Acer Nitro 5 (2020) รายละเอียดเต็มๆ เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i 10H อย่าง Core i5-10300H ที่ทำงานด้วยความเร็ว 2.50GHz – 4.5GHz แบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) ที่นับว่าเป็นการ์ดจอที่แรงสุดในรุ่น ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 2933MHz ทันทีแบบไม่ต้องอัพเกรดกันให้เสียเวลา มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 6 ชั่วโมง

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน้ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra มีเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย ทดสอบแล้วแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง บนน้ำหนักตัวเครื่อง 2.3 กิโลกรัม ที่พอพกพาไปไหนมาไหนได้บ้าง

ASUS TUF Gaming A15 FA506IV-HN180T ราคา 39,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FA506 พร้อมขายแล้ว สำหรับ Gaming Notebook ที่หลายคนรอคอย มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ตัวแรงสุดๆ ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7nm จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 ประสิทธิภาพสูง ต่อยอดความสำเร็จมาจาก ASUS TUF Gaming FX505 รุ่นปีก่อน ที่ประสบความเร็จเป็นอย่างดี โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 40,000 บาท ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

ASUS TUF Gaming A15 FA506 มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H สถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 7 nm โค้ดเนม Renoir (เรอนัวร์) ทำงานที่ความเร็ว 2.90 – 4.20 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ผสานกับ APU การ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon RX Vega 7  ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) แรมได้มาขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel (8GB x 2 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่มีความลื่นไหล ทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานที่ 7 ชั่วโมงโดยประมาณ

โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Sync ทำให้ภาพไม่ฉีกขาด (Tearing) ได้มาตรฐาน sRGB 61% รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว

ดีไซน์ใช้สีสัน Fortress Gray โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด และตัวคีย์บอร์ดก็ตอบสนองพร้อมความทนทานที่เยี่ยมยอด นอกจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานน่าเหลือเชื่อ ฝาด้านล่างยังถูกออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีกขั้น ด้วยรูปทรงหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง (Honeycomb) ที่บริเวณช่องระบายความร้อน

MSI GF75 Thin 10SER-222TH ราคา 42,900 บาท

MSI GF75 Thin 10SER-222TH เป็น Gaming Notebook ปี 2020 หน้าจอขนาด 17.3″ IPS 120Hz ที่แรงและคุ้มค่าน่าซื้อที่สุดรุ่นหนึ่ง จากสเปกใหม่ล่าสุดเป็น Core i7-10750H + RTX 2060 ที่สำคัญได้รับรางวัลการันตีจาก IF Design 2019 ด้วยวัสดุของฝาพับที่ได้มีการนำอลูมิเนียมผสมกับลวดลายของพื้นผิวที่มีเอกลักษณ์ในแบบเรียบๆ ไม่เหมือนใคร รวมถึงขนาดตัวเครื่องและนำหนักที่ถูกออกแบบมาให้บางและเบากว่ารุ่นก่อนๆ พอตัว ด้วยน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม (เบากว่ารุ่นหน้าจอ 15.6″ เสียอีก) มีความบางที่ 22~23.1 มิลลิเมตร ทำให้พกพาได้สะดวกกว่า Gaming Notebook ทั่วไปด้วย โดยสนนราคาอยู่ที่ 42,900 บาท นับว่าไม่แพงเลย

ด้วยสเปกเป็นชิปประมวลผล Core i7-10750H ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.60 – 5.00 GHz และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) ประสิทธิภาพแรงลื่นวก่า GTX Series แน่นอน ส่วนของแรมมีขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz แบบ 8GB x 2 แถว (Dual Channel) มีที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมรองรับการอัพเกรดด้วย HDD 2.5″ อีก 1 ตัวด้วยหน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz มาตรฐาน sRGB ที่ 63% ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนลบนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type A Gen 1 จำนวนสามช่อง, USB 3.2 Type-C Gen 1 หนึ่งช่อง, HDMI, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45  การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่าเดิม 3 เท่า มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้ ได้ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานตามจริงที่เกือบๆ 6 ชั่วโมง นับว่าน่าประทับใจกับ Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ แบบนี้

หน้าตาการออกแบบเอง MSI GF75 Thin ต้องบอกว่ามีความโดดเด่นทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดีเช่นเดิม ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ขนาดหน้าจอใหญ่สะใจ แต่ก็ยังได้เรื่องของน้ำหนักที่เบา พกพาสะดวก ใกล้เคียงกับพวกรุ่นหน้าจอ 15.6″ ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดย MSI GF75 ใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม ตามมาตรฐาน DNA ของ MSI ที่ให้ความแตกต่างจากโน้ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน พร้อม Ergonomics View Design ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้น ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

ASUS ROG Zephyrus G14 GA401IV-HE136T ราคา 54,900 บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix เป็น Gaming Notebook ปี 2020 หน้าจอ 14″ สุดล้ำ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมมีไฟ LED ปรับแต่งได้ ใช้สเปก AMD Ryzen 7 4800HS ซึ่งเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่สุดแรงสุด พร้อมการ์ดจอประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน เน้นความพรีเมียม บางเบา แบตยาวนาน ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ได้ เน้นพกพาสะดวกตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดกว่า 15.6″ พอตัว โดยมีราคาอยู่ที่ 54,900 บาท  การรับประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty โดยสามารถส่งเคลม 7-11 หมื่นสาขาทั่วประเทศไทยและที่สำคัญได้ประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก

ดีไซน์สวยเฉียบของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix  ก็คือความบางที่ 17.9 – 19.9 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ (จนติดตั้งเว็บแคมไม่ได้) พกพาสะดวกด้วยความเบาของเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งไร้สายและมีสาย ที่สำคัญก็คือได้หน้าจอคุณภาพสูง ที่ค่าขอบเขตสี sRGB 96% ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz นับได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ก็ว่าได้ อีกทั้งตัวปุ่ม Power ก็ยังทำหน้าที่ Fingerprint เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login อีกด้วย แน่นอนว่ามีซอฟต์แวร์ Armory Crate มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที มีความสเถียร์ของไดร์เวอร์

ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix รุ่นนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS สถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 7 nm ความเร็ว 2.90 – 4.20 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread (แรงน้อยกว่า Ryzen 7 4800H เล็กน้อย) ผสานกับการ์ดจอออนชิปที่เป็น Radeon 7 ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) ในส่วนของแรมได้มาขนาด 16GB Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel (8GB x 2 โดยออนบอร์ดมาแล้ว 1 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ Intel SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่มีความลื่นไหล อีกทั้งยังรองรับการติดตั้งอัพเกรดเพิ่ม SSD M.2 NVMe มาให้อีก 1 ช่อง

โดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆ คือได้หน้าจอขนาด 14″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14 AniMe Matrix ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 2.2 Channel แบบ 4 ลำโพง (Quad Speakers)  อีกทั้งมี Smart Amp เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ระบบเสียงชั้นยอดอีกด้วย ให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 2 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 และชาร์จไฟผ่านทาง USB PD ได้ ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.0

MSI GS66 Stealth 10SE-228TH ราคา 59,900 บาท

MSI GS66 Stealth มีรายละเอียดต่างจากรุ่นก่อนมากมาย ทั้งสเปกและดีไซน์ โดยเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2020 โดยเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่เน้นความบางเบาหรูหรา งานประกอบแน่นๆ และด้วยสีสันตัวเครื่องที่ดำด้านสนิทตลอดทุกส่วน โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด ได้ความแรงไม่เป็นรอง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม บางที่ 19.8 มิลลิเมตร แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนาน 9 ชั่วโมง เน้นความเป็นไฮเอนด์ซึ่งได้ฟีเจอร์ครบครับด้วย พร้อมซอฟต์แวร์ MSI Dragon Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน

MSI GS66 Stealth ใช้ชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมอย่าง Core i7-10750H ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.60 – 5.00 GHz ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมการ์ดจอรุ่นใหม่ที่แรงลื่นและร้อนน้อยสุดๆ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) โดยแรงเพียงพอในการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 Bus 2666MHz ขนาด 8GB จำนวน 2 แถว พร้อมรองรับ Dual Channel ได้ระบบระบายความร้อน Cooler Boost Trinity+ มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม โดนใจเกมเมอร์ หรือคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คแรงที่สุด เบาประมาณนึงซักเครื่อง

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6″ ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS สีสดใสมุมมองกว้าง ขอบเขตสีใกล้เคียง sRGB 100% พร้อมเทคโนโลยี MSI True Color Technology ปรับโปรไฟล์สีให้ตรงกับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญรองรับ Refresh Rate ถึง 240Hz ส่งผลให้เล่นเกมได้ลื่นไหลสุดๆ และระบบเสียงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพง DYNAUDIO แบบ Duo Wave Speaker ที่ติดตั้งมุมของตัวเครื่องด้านใน โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 สู่ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกมจากฝรั่งเศส ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปอย่างโดดเด่น มาพร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที โดยมีระบบใช้งาน Windows Hello ผ่านทางการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ด้วย

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C Gen2 และ Thunderbolt 3 (รองรับ DisplayPort / PD charging) อย่างละ 1 ช่อง, 3 x Type-A USB3.1, 1x RJ45, 1x (4K @ 60Hz) HDMI บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตรเป็นแบบแยกออกจากกัน เอาใจ Gaming Headset ทีเดียว การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 รวมไปถึงมี Killer Doubleshot Pro ทำให้เล่นเกมได้ไม่สะดุดทั้ง LAN และ Wi-Fi อีกทั้งได้คียร์ดบอร์ด SteelSeries การันตีว่าของดีแน่นอน ด้วย Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่สามารถปรับแต่งไฟ RGB ได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ ที่สำคัญคือให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปชัดเจนสุดๆ

from:https://notebookspec.com/2020-gaming-notebook-geforce-rtx-2060-graphics-card-paired-with-core-i-ryzen/523756/

เปิดตัว HP Omen 15 และ Pavilion Gaming 16 พลัง Intel AMD การ์ดจอ RTX

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับ เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก จากทาง HP ในรุ่น Omen 15 ล่าสุด ที่ราคาเปิดจาก HP โดยตรง เริ่มที่ 1,000USD หรือราว 33,xxx บาท ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้ดูกระชับและสวยงามยิ่งขึ้น ปรับเหลี่ยมมุมน้อยลง มาพร้อมหน้าจอ 15.6 นิ้ว ขอบจอที่บางเฉียบ มีให้เลือกทั้งแบบ 120Hz และ 300Hz ขุมพลังยังมีให้เลือกทั้ง 2 ค่าย กราฟิกมี GeForce RTX มาช่วยรีดเฟรมเรตได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่ม HP Pavilion Gaming 16 สเปคแรง จับต้องได้ ขวัญใจมหาชนมาด้วย

pavilion gaming

โน้ตบุ๊ก HP Omen 15 ที่ออกมาใหม่นี้ ยังคงจอแสดงผลขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว แต่ปรับดีไซน์ให้ขอบดูบางกว่าเดิม และบานพับสามารถปรับได้ 180 องศา มีตัวเลือกทั้งแบบความละเอียด UHD ที่รีเฟรชเรต 120Hz และ Full-HD 300Hz โดยเป็นจอแสดงผลแบบ OLED ขุมพลังมีทั้งแบบ Intel Core i7 H series และ AMD 7 H series เช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวท็อปหรือไม่ก็รองท็อปทั้งสิ้น ส่วนกราฟิกเน้นไปที่ความแรงและสวยงามกับ RTX 2070 SUPER Max-Q เพิ่มแรมที่เป็น DDR4 ได้ถึง 32GB พร้อมกับ SSD PCIe 1TB รองรับการติดตั้งแบบ Dual เพื่อทำ RAID 0 ได้อีกด้วย

 

pavilion gaming

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การระบายความร้อน HP Omen 15 ใหม่นี้ ใช้ IR thermopile sensor ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อน ควบคู่ไปกับการลดเสียงของพัดลมให้เงียบที่สุด แต่ให้ประสิทธิภาพที่ดี กับฟีเจอร์ Dynamic Power ภายใน Omen Command Center ที่เป็นแอพฯ จากทาง HP ในการผลักดันศักยภาพให้กับโน้ตบุ๊กให้เทียบเท่ากับซีพียูในระดับเดสก์อีกด้วย

ที่พลาดไม่ได้อีกอย่างเลยคือ HP ยังเพิ่มไลน์ของ Pavilion Gaming 16 มาด้วยในการเปิดตัวครั้งนี้ เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ที่มีหน้าจอ 16.1 นิ้วรุ่นแรก ในแบบ Full-HD ที่มีรีเฟรชเรต 144Hz และความสว่าง 300-nit เน้นไปที่เหล่าเกมเมอร์ พร้อมกับตัวเลือกกราฟิก GTX 1660 Ti Max-Q รวมถึงรุ่นที่เป็น Core i5 และ Core i7 Gen10 หน้าจอ IPS 300-nit ที่รีเฟรชเรต 144Hz ความละเอียด Full-HD เริ่มที่ 799.99USD หรือประมาณ 28,xxx บาท ในช่วง กรกฎาคมที่จะถึงนี้

ที่มา: Omen 15

 

from:https://notebookspec.com/hp-omen-15-2020-intel-amd-rtx/523617/

Dell – Alienware Area-51m สุดทาง Gaming Notebook ทรงพลัง พร้อม CPU / GPUs ที่ Overclock ได้ดังใจ

Alienware Area-51m แล็ปท็อปใหม่ พร้อมประสิทธิภาพทรงพลังระดับเดสก์ท็อป 

พร้อม CPUs และ GPUs ที่ overclock ได้ดังใจ

Alienware Area-51m สร้างขึ้นบนการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมในชื่อ Legend มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในฐานะของเกมมิ่งแล็ปท็อปที่มากับเดสก์ท็อป-โพรเซสเซอร์ที่ให้ผู้เล่นสามารถอัพเกรด และ overclock ได้ พร้อมทั้งกราฟิค การ์ดเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีสุดสำหรับเกมเมอร์ผู้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เราทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อทำให้เกมมิ่งแล็ปท็อปตัวนี้ทรงพลังอย่างที่สุดด้วยความเร็วอันเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยด้วยโพรเซสเซอร์ 10th Gen Intel® Core™ S-series เครื่อง Area-51m ที่มากับฟีเจอร์ 10 คอร์ (ครั้งแรกบน Alienware แล็ปท็อป) 20 threads และความเร็วที่สูงถึง 5.3 พันล้านรอบต่อวินาที (GHz) ด้วย Thermal Velocity Boost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิภาพของไดรฟ์ในระดับสูงสุด

เทคโนโลยีระบายความร้อน Alienware Cryo-Tech™ ใหม่ของเราเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับตัวเครื่อง การออกแบบเชิงนวัตกรรมที่ล้ำสมัยนี้ยังรวมถึงแผงระบายอากาศแบบรังผึ้งใหม่เหนือแป้นพิมพ์ ไปจนถึงใบพัดพัดลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และการระบายลมร้อนที่ดียิ่งขึ้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เรานำเอาระบบ vapor chamber cooling พร้อมทั้ง HyperEfficient Voltage Regulation แบบ 12-phase บนการปรับแต่งค่าเพื่อช่วยรักษาระดับพลังงานเพื่อช่วงเวลาการเล่นเกมแบบมาราธอนโดยไม่มีการขัดจังหวะอย่างต่อเนื่อง

ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานบนหน้าจอขนาด 17 นิ้วที่ดีที่สุด Area-51m ซึ่งได้รับการอัพเกรดมากับจอละเอียดสูงด้วย FHD panel ที่มีอัตรา refresh rate ระดับสูง ที่พร้อมสำหรับกีฬาอีสปอร์ตที่ให้ภาพวิชวลที่น่าทึ่งและการโต้ตอบการเล่นเกมที่รวดเร็วเพื่อสยบคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาด ผู้เล่นยังเล่นเกมได้อย่างมีสไตล์ด้วยคีย์บอร์ด Alienware ใหม่ที่มากับ key travel ขนาด 1.7mm เทคโนโลยี N-key roller และ per-key RGB LED ที่สามารถปรับแต่งได้เพื่อได้ประสบการณ์เล่นเกมในโลกใบใหม่ภายในโลกแห่งนี้ หากต้องการเข้าถึงข้อมูลและดูตัว Alienware Area-51m แล็ปท็อปใหม่อย่างใกล้ชิด เข้าชมได้ที่ Alienware Arena

from:https://notebookspec.com/dell-alienware-area-51m-gaming-notebook-pr/523598/