คลังเก็บป้ายกำกับ: GAMING_GEAR

CORSAIR HS70 PRO Wireless แค่ 3 พัน หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1 นุ่มใส่สบาย

Corsair HS70 PRO Wireless แค่ 3 พันกว่าบาท หูฟังไร้สาย เล่นเกมเสียง 7.1

CORSAIR HS70 PRO Wireless

CORSAIR HS70 PRO Wireless จัดว่าเป็นหูฟังไร้สายเล่นเกม ราคาประมาณ 3 พันต้นๆ ที่มีฟังก์ชั่นจัดเต็ม พร้อมดีไซน์ที่ดูสบายตา เพิ่มความ Comfort ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม ที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และครอบหูฟังในแบบเมมโมรีโฟม ให้ความกระชับ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 channel แต่ที่น่าสนใจคือ การเชื่อมต่อแบบไร้สาย ลดข้อจำกัดให้กับเกมเมอร์ ให้สามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานได้สะดวกมากกว่าเดิม รวมถึงการสื่อสารร่วมกับทีมได้อย่างคล่องตัว แม้ขณะที่เดินไปยังจุดต่างๆ ภายในบ้าน หรือในระหว่างช่วง รวมไปถึงกลุ่มที่ Work from Home หรือการชมภาพยนตร์บนหน้าจอใหญ่ๆ ก็สะดวกสบายกว่า ไม่ต้องยึดติดอยู่กับโต๊ะเพียงอย่างเดียว

จุดเด่น

  • ครอบหูฟังนุ่มนวล สวมสบาย
  • น้ำหนักเบา ไม่เกะกะ
  • เสียงกลางแน่น เสียงแหลมเด่นชัด
  • เชื่อมต่อไร้สาย เคลื่อนไหวอิสระ
  • ใช้งานได้นาน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • ปรับระดับเสียงได้จากหูฟัง

ข้อสังเกต

  • การปรับเลื่อนครอบศีรษะทำได้ไม่เยอะ
  • ข้อต่อปรับหมุน 90 องศาไม่ได้
  • เชื่อมต่อ WiFi เพียงอย่างเดียว ไม่มี Bluetooth

CORSAIR HS70 PRO Wireless หูฟังไร้สาย

Specification

  • Connector: USB Type-A
  • Wireless Range: upto 40 feet (12m)
  • Battery Life: 16 Hours
  • Headphone Type: Custom Neodymium
  • Frequency Response: 20Hz – 20kHz
  • Impedance: 32 Ohms @ 1kHz
  • Sensitivity: 111dB
  • Drivers: 50mm
  • Microphone Type: Unidirectional
  • Impedance: 2.0k Ohms
  • Frequency Response: 100Hz – 10kHz
  • Sensitivity: -40dB

Unbox

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวกล่องด้านหน้ามาในโทนสีดำ พร้อมกับโลโก้ CORSAIR เด่นชัด และใส่กราฟิกของตัวหูฟังมาอย่างชัดเจน เรียกว่าเห็นทุกด้านไม่ต้องไปลุ้นในกล่อง ซึ่งภาพรวมของแพ๊คเกจ ยังคลุมโทนเดิมที่มีมาในหลายๆ รุ่น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนด้านหลังและด้านข้าง ก็มีเพียงสโลแกน และฟีเจอร์เล็กน้อยมาให้ ต่างจากหูฟังในหลายๆ ค่าย ที่มักจะใส่สเปคมาให้เห็นชัดเจน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาแกะกล่องดูด้านในกันบ้าง ประกอบไปด้วย ตัวหูฟัง อยู่ในกล่องพลาสติกใสกันกระแทก คู่มือแนะนำ ไมโครโฟนแบบถอดได้, USB Receiver และ สายชาร์จ USB Type-A to micro-USB

Design

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ยังคงรูปลักษณ์ในซีรีส์ HS ไว้อย่างเหนียวแน่น พูดง่ายๆ คือ ตั้งแต่ HS50, HS60 และมาจนถึงรุ่นนี้ ดีไซน์ตั้งแต่บอดี้ ครอบศีรษะ ไปจนถึง Earcup ด้วยวัสดุที่เป็นพลาสติกคุณภาพสูง ครอบบนโครงสร้างอะลูมิเนียม เพื่อความยืดหยุ่น ยังคงคล้ายคลึงกัน ซึ่งการใช้เส้นสายลวดลาย ก็ทำให้บางครั้งดูละมุน มากกว่าความดุดันตามสไตล์หูฟังเกมมิ่งทั่วไป

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อมองเต็มๆ จาก Earcup ด้านข้าง จะเป็นตะแกรงสีดำปิดทับอีกชั้นหนึ่ง และมีโลโก้ CORSAIR ไว้อย่างชัดเจน บนโทนสีดำเกือบจะทั้งบอดี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่อีกด้านกันบ้าง จะเห็นได้ว่ามิติไม่ได้หนาจนทำให้เทอะทะ แม้จะมีบรรดาคอนโทรลต่างๆ มาใส่เอาไว้ และแบตเตอรี่ในตัว เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนาขึ้นจากหูฟังทั่วไปแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟัง HS70 PRO รุ่นนี้ จะไม่ได้มีแสงสีเอฟเฟกต์ตระการตามาให้แต่อย่างใด แต่จะมีเส้นสายเงาๆ เล็กๆ ตัดกับโทนสีดำสนิท ทำให้ดูสะดุดตาในบางโอกาส

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูที่คาดศีรษะกันบ้าง ด้านนอกมาในโทนสีดำด้าน วัสดุเป็นแบบหนังสังเคราะห์ และโลโก้พิมพ์คาดมาให้ดูเท่ๆ ไม่ได้ให้ความหวือหวามากมาย เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบง่าย ส่วนด้านในบริเวณครอบศีรษะจะเป็นเมมโมรีโฟม หุ้มมาด้วยวัสดุแบบหนังสีครีม ไม่หนามาก แต่ก็สวมได้ง่าย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

หูฟังปรับเลื่อนได้พอสมควร ตามรูปแบบของหูฟังเกมมิ่งทั่วไป รองรับกับศีรษะผู้ใช้ได้หลายขนาด เพียงแต่จะมีแน่นมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของศีรษะแต่ละบุคคล แต่ด้วยความที่น้ำหนักค่อนข้างเบา จึงทำให้การสวมใส่สบายมากขึ้น

CORSAIR HS70 PRO Wireless

บรรดาชุดควบคุมต่างๆ ที่อยู่บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO ทางด้านซ้าย ประกอบด้วย ปุ่ม Mute (เปิด-ปิดไมโครโฟน), micro-USB สำหรับชาร์จไฟ และสไลด์ปรับเลื่อนระดับเพิ่ม-ลดเสียง รวมถึงช่องต่อไมโครโฟนที่ถอดแยกได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ส่วนทางขวามือ จะมีเพียงปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิด-ปิดการใช้งาน ซึ่งการใช้งาน

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาที่เมมโมรีโฟมที่ครอบหูฟังกันบ้าง ความหนาไม่มาก แต่ความนิ่มจัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าใช้สำหรับหูฟังเกมมิ่งเลยทีเดียว ใครที่ขี้รำคาญกับหูฟังแบบ Close-cup แบบนี้ จะไม่เจอปัญหาบน HS70 PRO กับความนุ่มนวลที่หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง ที่มีความนุ่มนิ่ม น่าสัมผัส เท่าที่ลองก็กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงยังไม่ทำให้อึดอัดหูมากนัก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ไม่โครโฟนเป็นแบบ Unidirectional เก็บรายละเอียดเสียงในมุมต่างๆ ได้ดี อีกทั้งเป็นแบบถอดออกได้ เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตที่อยู่บนหูฟังด้านซ้าย ปรับพับงอได้ตามตำแหน่งของปากผู้ใช้ เพื่อให้ได้ระดับเสียงที่ดีที่สุด ทำงานคู่กับปุ่ม Mute บนหูฟัง

Connection

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ตัวรับ-ส่งสัญญาณ USB Type-A จะต่อเข้ากับด้านหลังคอมหรือด้านหน้าก็ได้เช่นกัน สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับหูฟัง รองรับได้ในระยะประมาณ 12 เมตร ซึ่งระยะทำการให้นิ่งๆ อยู่ที่ราว 10 เมตร เพื่อตัดปัญหาเรื่องของอุปสรรค เช่น ผนังและฝ้าในบ้าน แต่ก็พอให้เดินไปห้องครัว ห้องน้ำได้สะดวก

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เมื่อต่อเข้ากับพอร์ต USB และวินโดว์ 10 ตรวจเช็คเสร็จสิ้น ก็จะขึ้นมาใน Device ของ Sound เท่าที่ก็พร้อมสำหรับใช้งาน ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากแต่อย่างใด

CORSAIR HS70 PRO Wireless

Software

CORSAIR HS70 PRO Wireless

นอกจากนี้สำหรับคนที่ต้องการใช้งานหรือปรับแต่งเสียง ก็ยังมีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า iCUE

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มีให้ปรับ Side tone ซึ่งให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียงพูดของตนเองได้ ขณะที่เรามอนิเตอร์ เสียงจะไม่ดีเลย์ เราจะได้ยินเสียงพร้อมๆ กับเพื่อนได้เลย เหมาะกับคนที่เล่นเกม

CORSAIR HS70 PRO Wireless

ปรับระบบเสียง 7.1-surround หรือจะเลือกปิดได้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

เลือกปรับ Equalizer ได้ มีให้เลือกทั้งแบบ Clear chat, Boost Base, FPS Competition, Movie Theatre และ Pure Direct ด้วยการเลือกเปิดหรือปิดการทำงานในบางโหมด เพื่อให้เข้ากับการใช้งานในปัจจุบัน

Game Test

CORSAIR HS70 PRO Wireless

พูดถึงความรู้สึกในการสวมใส่กันก่อน ความกระชับ นุ่มสบาย HS70 PRO Wireless รุ่นนี้ได้คะแนนค่อนข้างดี เพราะน้ำหนักเบา และเมมโมรีโฟม ให้ความนุ่มนวล กระชับสบายหู ไปหนีบศีรษะจนแน่นเกินไป และใครที่ใบหูใหญ่ ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะครอบหูโอบได้สบาย อีกทั้งตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีไม่น้อยเลย

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาดูมุมด้านหลังกัน จะเห็นว่าตัวหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ไม่ได้ใหญ่โตเกินไป รวมถึงเมมโมรีโฟม ไม่ได้ถูกกดหรือหนีบมากนัก และกระจายแรงไปยังจุดต่างๆ ได้ จึงทำให้ศีรษะไม่ต้องแบกภาระมากเกินไป หรือไม่ต้องกลัวจะหนีบใบหูจนน่ารำคาญ สำหรับคนที่ใช้เล่นเกม ดูหนังนานๆ น่าจะชื่นชอบแนวนี้

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาถึงการทดสอบใช้งาน CORSAIR HS70 PRO Wireless กันบ้าง เรื่องแรก การปรับจูน เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโดยปกตินั้น การใช้งานหูฟังแบบพื้นฐาน ก็ตอบโจทย์การใช้งานและความบันเทิงทั่วไปได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้องการสิ่งที่มากกว่า รายละเอียด หรือย่านเสียงให้อยู่ในระดับที่ต้องการหรือชื่นชอบได้ ก็อยู่ที่การปรับแต่งของผู้ใช้เองด้วย เลือกปรับได้ 2 ทางง่ายๆ คือ Equalizer บนวินโดว์ และโพรไฟล์บนซอฟต์แวร์ iCUE ทั้งสองส่วน จะช่วยให้ผู้ใช้เต็มอิ่มกับการใช้งานหูฟังรุ่นนี้มากยิ่งขึ้น

ในแง่ของความบันเทิงทั่วไป Sound stage อาจไม่ได้กว้างมากนัก แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความคมชัดของเสียงที่อิ่มขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การดูหนัง เล่นเกม เป็นไปอย่างสนุกสนาน เริ่มกันที่การชมภาพยนตร์ หากปรับเป็น 7.1-surround บนซอฟต์แวร์ iCUE เสียงจัดว่าออกรสชาด โดยเฉพาะกับเอฟเฟกต์ที่อยู่รายล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนร่างจากคิลเลอร์บีหรือออพติมัส ที่เสียงเหล็กกระทบกัน อันเป็นเอกลักษณ์จัดมาให้แบบครบเครื่อง หรือฉากเครื่องบินทิ้งบอมบ์ โจมตีในทะเลทราย ที่พระเอกเกือบไม่รอดไปช่วยออพติมัสไพรม์ ก็ออกมาได้สมจริง จัดจ้าน ระเบิดจากขวาไปซ้าย ให้อารมณ์ได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นฉากการโจมตีจากเรือรบใน Battleship’s ไปยังยานเอเลี่ยน เสียงกระทบจากหัวกระสุนก็ยังสะใจ บอกทิศทางซ้ายขวา ให้อารมณ์ตื่นเต้นในการชม มากกว่าหูฟังเดิมๆ ทั่วไป

ในการเล่นเกม ว่ากันตั้งแต่ PUBG หรือ Battlefield V รวมไปถึง NFS ที่จะได้อานิสงในเรื่องของเสียงรอบทิศทางอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน PUBG นั้น ถือว่าสร้างสรรเกมได้ดีทีเดียว เพราะได้ลุ้นอยู่ตลอด จนบางทีได้ยินรอบตัว จนบางครั้งอยากจะปิดฟีเจอร์นี้เลย เพราะตื่นตัวมากเกินไป แต่ก็ทำให้เรามีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม เรียกว่ายังพอให้ได้แก้ไขสถานการณ์ได้ รวมถึงสร้างโอกาสในการโจมตีได้มากขึ้น นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในการเล่นเกม นอกเหนือจากจอภาพใหญ่ๆ ความละเอียดสูงๆ

นอกจากนี้เรายังรวบรวมหูฟังไร้สายสำหรับคอเกมไว้ให้ในบทความ 10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 ในงบไม่เกิน 5,000 บาท ไว้ให้อีกด้วย

Conclusion

CORSAIR HS70 PRO Wireless

มาสรุปการใช้งานหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless ที่ได้รับมาทดสอบรุ่นนี้กัน ในสิ่งที่ชอบที่สุด คงจะเป็นเรื่องความสะดวกสบาย เรียกว่าความเบาและความนุ่มนวลในการเลือกใช้วัสดุที่ค่อนข้างถูกจริตกับหูฟังแนวนี้ เนื่องจากขนาดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของหูฟังแนว Close-cup ครอบหูได้พอดี ไม่แน่นจนเกินไป การกระจายน้ำหนักก็ไม่ได้เป็นภาระกับส่วนใดมากเกินไปนัก มีเพียงวัสดุที่หุ้มเมมโมรีโฟม ที่อาจจะเป็นความชื่นชอบของใครหลายคน แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกอุ่นๆ อยู่บ้าง เมื่อใช้งานไปนาน แต่ก็แลกมากับการลดเสียงจากภายนอกได้ดี นอกจากนี้การเป็นหูฟังไร้สาย ก็ช่วยให้สะดวกมากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่เมื่อย ต้องลุกจากเก้าอี้บ่อยๆ เมื่อเล่นเกม ก็ไม่ต้องกังวลสายหูฟัง จะมาดึงรั้ง ยิ่งคนใช้โน๊ตบุ๊ค ถ้าใช้แบบสาย เผลอเมื่อใด ก็อาจจะลากโน๊ตบุ๊คหล่นมาพังได้ง่ายๆ

ด้านการเล่นเกม และชมภาพยนตร์บนหูฟัง CORSAIR HS70 PRO Wireless บอกเลยว่าสายบันเทิงน่าจะชอบ เพราะเสียงที่ได้ จัดจ้านมาเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเสียงเอฟเฟกต์ที่ดุดเดือด คอเกมแอ็คชั่น FPS ประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อม จะได้อินไปกับเสียงระเบิด ห่ากระสุนหรือจะเป็นการโจมตีอื่นๆ อย่างสะใจ และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบเสียงรอบทิศทาง ที่แค่ปรับจากฟีเจอร์นี้จากซอฟต์แวร์ iCUE ก็เริ่มสนุกได้เลย นอกจากนี้ยังมีโพรไฟล์ ให้ได้เลือกใช้ ร่วมกับความบันเทิงในแนวต่างๆ ส่วนใครที่เล่นเกมเป็นปาร์ตี้ ไมโครโฟน ก็ตอบสนองได้ดี และยังมีให้เลือกปรับเสียงได้ชัด ไม่ว่าจะให้ได้ยินพร้อมเสียงในเกมหรือจะลดเสียงก็ได้ตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่อาจจะทำให้คอเกมรู้สึกว่าขาดไปบ้าง นั่นคือ เรื่องของการเชื่อมต่อแม้จะเป็น WiFi และแทบจะไม่มีการดีเลย์เลยก็ตาม แต่ไม่ได้รองรับสัญญาณ Bluetooth ซึ่งก็อาจจะยังเป็นความต้องการของเกมเมอร์สายโมบายอยู่ด้วย อีกเรื่องก็คือ ใครที่ชื่นชอบความมีสีสัน แสงไฟ RGB หูฟังรุ่นนี้ อาจจะไม่ใช่แนวของคุณ เพราะมาในโทนสีที่เรียบง่าย มีให้เลือก 2 แนวคือ Cream และ Black เท่านั้น มีเพียงลวดลายที่ขอบ Head band และ Earcup นิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งก็ดูจะลงตัวกับคนที่อยากจะใช้ในหลายๆ โอกาส

ราคา ประมาณ 3,500 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม Corsair

5 วิธีเลือกหูฟังเล่นเกมไร้สาย

หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย จัดว่าเป็นหูฟังอีกรูปแบบหนึ่งที่คอเกมให้ความสนใจอย่างมากในเวลานี้ ด้วยความสะดวกในการใช้งาน ไม่ต้องยึดติดกับสายที่รั้งติดกับเครื่อง จะลุกไปห้องน้ำ หรือไปหาของว่างในตู้เย็น ก็ต้องถอดวาง ซึ่งเกมเมอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากพลาดการติดต่อกับเพื่อนๆ ภายในเกม อีกทั้งหูฟังแบบไร้สายในเวลานี้ ยังออกแบบได้สวยงาม ขนาดพอเหมาะ สวมใส่สบาย ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกมเมอร์ให้ความสนใจ แต่จะเลือกหูฟังไร้สายนี้อย่างไร?

1.รูปลักษณ์ ขนาด สวมใส่สบาย: การออกแบบเป็นสิ่งที่เกมเมอร์พิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะต้องสวมใส่ในการเล่นเกมเป็นเวลานานๆ หูฟังจึงต้องมีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย กระชับ ไม่บีบรัดจนเกินไป มีความยืดหยุ่นในการปรับระดับให้เข้ากับศีรษะได้ง่าย และไม่หนักจนเกินไป จึงทำให้ใช้เล่นเกมได้ยาวนานมากขึ้น

2.ความง่ายและรวดเร็วในการเชื่อมต่อ: ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคอเกมได้เช่นกัน หูฟังไร้สายสำหรับการเล่นเกม ต้องรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ให้พร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้ร่วมกับสัญญาณ WiFi หรือ Bluetooth ก็ตาม เช่นการเชื่อมต่อแบบไร้สายความถี่ 2.4Ghz ทำให้คุณยืดระยะจากจุดที่เล่นได้ไกลถึง 12 เมตร จึงช่วยให้คุณเดินไปทานอาหาร เข้าห้องน้ำหรือทำธุระส่วนตัวภายในบ้านได้สะดวกมากขึ้น

3.ใช้งานได้ยาวนาน: เมื่อเป็นแบบไร้สาย จึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นจึงต้องเลือกหูฟังที่มีแบตเตอรี่ภายในสามารถให้การใช้งานได้ยาวนานต่อการชาร์จในแต่ละครั้ง เพื่อจะได้ไม่ขัดจังหวะขณะที่กำลังเล่นเกมอยู่อย่างสนุกสนาน หูฟังไร้สายบางรุ่น ให้ระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10-20 ชั่วโมงต่อการชาร์จ จึงทำให้คุณสนุกสนานไปกับเกมที่ชื่นชอบได้นานขึ้น

4.ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ ให้เสียงที่ทรงพลัง: เพื่อความสนุกสนานในการเล่นเกม พลังเสียงก็เป็นเรื่องสำคัญ หูฟังเกมมิ่งแบบไร้สาย ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ บางรุ่นมาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 50mm ที่ช่วยเพิ่มความเร้าใจในการเล่นเกม ด้วยการปรับปรุงให้ถ่ายทอดเสียงเบสได้ดีขึ้น ให้เสียงกลางที่คมชัด และเสียงต่ำที่ไพเราะ ให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับการเล่นเกม

5.รองรับการใช้งานได้หลากหลาย: หูฟังไร้สายบางรุ่นออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อความบันเทิงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมคอนโซลหรือสมาร์ทโฟนก็ตาม หูฟังไร้สายแบบ Bluetooth ที่ออกแบบมาเพื่อการดูหนัง, ฟังเพลง และสนทนาด้วยเสียง และความบันเทิงได้ขณะเดินทางได้ดี

Wireless Headset Wire Headset
การเคลื่อนไหว คล่องตัว ติดสายหูฟัง
การเชื่อมต่อ ต้อง Pair กับตัวรับ ต่อสายใช้ได้เลย
ระยะเวลาการใช้งาน ต้องชาร์จไฟ เมื่อแบตหมด ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้ได้ต่อเนื่อง
น้ำหนัก เบา เบา
ระยะห่างจากคอม ห่างตามระยะสัญญาณ สั้นตามระยะของสาย
การตอบสนอง ไว ไว
การเชื่อมต่อ Wireless/ Bluetooth สาย Cable

Related Topics

10 อันดับ หูฟังไร้สาย 2021 เล่นเกมสะใจ ไม่เกิน 5,000.-

10 Wireless headset 2021 cov2 1

10 อันดับ หูฟังเกมมิ่ง เสียงสะใจ เล่นเกมสนุก ใส่สบาย ดีไซน์สวย แค่ 2,000

10 Gaming headset 2021

10 อันดับหูฟังไร้สาย เดือน พฤษภาคม 2564

Wireless Gaming headset 2021

หูฟัง HyperX Cloud MIX เล่นเกมไร้สาย เบา เสียงสะใจ ได้ทุกแพลตฟอร์ม

HyperC Cloud Wireless

from:https://notebookspec.com/web/590000-corsair-hs70-pro-wireless-headset

รีวิว Logitech G300S ออปชั่นแน่น ราคาโคตรคุ้ม

ใครว่าของแบรนด์ต้องแพงเสมอไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Logitech G300S ในราคาสุดน่ารักเพียง 490 บาท กับรุ่น G 300s ที่เป็น Gaming Mouse ที่มาพร้อมความสามารถที่เรียกได้ว่าคุ้มชะยิ่งกว่าคุ้ม จะคุ้มขนาดไหนติดตามได้ที่บทความนี้กันเลยครับผม

Logitech G300S

Logitech G300S OPTICAL GAMING MOUSE เมาส์เกมมิ่ง G300S จาก Logitech G เกมมิ่งเมาส์ระบบ Optical แบบมีสาย USB มีปุ่มควบคุมที่สามารถกำหนดการตั้งค่าได้ 9 ปุ่ม สามารปรับความไวเมาส์ได้ตั้งแต่ 250- 2500 DPI ปรับสีของไฟ LED บนตัวเมาส์ได้มากกว่า 7 สี รูปทรงกระชับ รองรับการใช้งานทั้งคนที่ถนัดมือขวาและมือซ้าย ออกแบบมาให้เหมาะกับการเล่นเกม รวมไปถึงงานอื่นๆที่ต้องใช้ปุ่มมาโครจำนวนมาก รองรับการคลิกได้สูงสุดถึง 20 ล้านครั้งที่สำคัญราคาเพียงแค่ 490 บาท

Logitech G300S

  • ความละเอียด 250 – 2,500 DPI
  • ปุ่มที่สามารถตั้งค่าได้ถึง 9 ปุ่ม
  • รูปทรงจับกระชับมือ รองรับการใช้งานทั้งคนที่ถนัดมือขวาและมือซ้าย
  • ไฟที่สามารถตั้งโปรแกรมได้
  • โครงสร้างทนทาน
  • รับประกันสินค้า 2 ปี

 Logitech G300S 02

Logitech G300S 03 Logitech G300S 04

กล่องของ Logitech G300S มาในโทนเรียบๆสีฟ้า พร้อมบอกสเปคหน้าตาชัดเจน

Logitech G300S 05

สายที่ให้มาเป็นแบบยางยาวพอสมควร

Logitech G300S 06

ฟัวเชื่อมต่อเป็นพอร์ต USB-A

Logitech G300S 07

Logitech G300S 13 Logitech G300S 10

Logitech G300S 11 Logitech G300S 09

หลายๆคนมักเคยมีปัญหาอย่างหนึ่งในการซื้อเมาส์ราคาถูกที่เน้นแต่ความเท่ แต่กับเอาไปใช้งานไม่ได้ แต่สำหรับเมาส์นี้นั้นจะไม่เป็นแบบนั้นแน่นอนถึงแม้ราคาจะแสนถูก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจในด้านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเท่ และ การใช้งาน โดยเจ้าตัวเมาส์ G300s นั้นจะออกแบบมาตาม สรีระของมือเราเป็นหลัก โดยเหมาะกับทั้งคนที่ถนัดมือซ้ายและขวา สามารถจับถนัดมือกันได้ไม่ยากโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวกันเลย พร้อมกับพื้นผิวแบบ Rubber และเป็น Glossy บริเวณด้านข้าง ก็สามารถช่วยให้จับเมาส์ได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

บริเวณ Grip ด้านข้างนั้นก็จะเป็นยางกันลื่นถือว่าแตกต่างจาก Gaming Mouse รุ่นอืนๆที่มักจะเป็น พลาสติก มาในด้านความสวยงามกันต่อ โดยความสวยงามนั้นก็ทำมาได้อย่างดีเยี่ยม ลักษณะการออกแบบทรงสปอร์ตเปรียบได้ดังราคารถบ้านๆที่ดีไซน์ออกแบบมายังกะรถแข่งราคาหลายล้านก็คงไม่ผิด ตัวเมาส์ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผิวสีดำ และตัดด้วยสีฟ้า บริเวณด้านข้าง ก็ถือว่าเท่ไม่เบาเลยทีเดียว บริเวณฐานของเมาส์ยังเป็นสีฟ้า ดูแล้วนึกถึงไฟติดท้องรถอย่างบอกไม่ถูก แถมบริเวณด้านข้างของเมาส์นั้นยังมีไฟประดับมาให้แบบเท่ๆอีกด้วย ดูรวมๆแล้วมีสเนห์เหลือเกิน แต่จุดสักเกตุนั้นก็คือตัวเมาส์นั้นอาจจะเล็กเกินไปหน่อยสำหรับคนที่มือใหญ่ๆอาจจะต้องข้ามเมาส์ตัวนี้กันไป

Logitech G300S 12

ด้านท้ายเมาส์จะเป็นผิวมันเงา เป็นรอยง่ายแต่ก็เพิ่มความสวยงาม

Logitech G300S 14

ด้านล่างเมาส์จะเป็นสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมฐานรองเมาส์ 3 จุด ใหญ่ๆ

Logitech G300S 08

ตามสเปคปุ่มมาโคร 9 ปุ่ม แต่นั่นรวมปุ่มคลิ๊กเมาส์ซ้ายและขวาไปด้วย เพราะฉะนั้นจะทำให้ปุ่มมาโครที่สามารถปรับแต่งได้จริงๆ 6 ปุ่ม ซึ่งสามารถตั้งปุ่มลัดนี้สามารถตั้งเป็นคีย์ลัดในเกมต่างๆได้ หรือจะตั้งเป็นปุ่มลัดสำหรับตั้งค่าวินโดวส์ เช่นเกมลดเสียง เล่นหยุดเพลง รวมไปถึงโปรแกรมอื่นๆที่ซอฟแวร์ของ Logitech รองรับได้ เหมาะกับสายทำงานและเกมในเมาส์เดียว

Logitech G300S 16

Logitech G300S 17 Logitech G300S 19

Logitech G300S 20 Logitech G300S 23

พูดถึงการดีไซน์สุดเทพของเมาส์ตัวนี้ไปแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือการใช้งาน หลายๆคนมักคิดว่าเมาส์ราคา 490 บาท จะใช้งานได้ดีขนาดไหน เราจะพามาดูกันครับผมสิ่งแรกที่รู้สึกตกใจมากสำหรับ Gaming Mouse ตัวนี้นั้นก็คือหน่วยความจำในตัวเมาส์ โดยหน่วยความจำตรงนี้นั้นจะสามารถช่วยเราได้เวลาที่เราต้องย้ายเครื่องเล่นบ่อยๆ เราจึงไม่จำเป้นที่จะต้องมานั่งตั้งค่าใหม่หลายๆรอบ นอกจากนั้นยังมีการตั้งค่า Macro สำหรับเกมต่างๆรองรับไว้ไม่ต่ำกว่า 500 เกม หรือสำหรับโปรแกรมอื่นๆได้ด้วย

สำหรับค่า DPI เมาส์ตัวนี้ก็สามารถปรับ DPI ได้ถึง 2500 ถือว่าเพียงพอสำหรับเราแล้ว (เล่นเกมจริงๆใช้เต็มที่ไม่เกิน 1200 แน่นอน)

มากันถึงช่วงทดสอบกันแล้ว โดยเกมที่แอดมินเอามาลองเล่นกันนั้นก็คงไมพ้นเกมอย่าง CS:GO สุดยอดเกมสายเลือด eSports ที่ต้องเน้นความแม่นยำของ Sensor ระดับเทพโดยการตั้งค่าที่แอดมินใช้นั้นก็คือ DPI 800 In-Game 7.0 ถือว่าไม่เร็วไปและก็ไม่ช้าจนเกินไปพอได้ใช้แล้วก็ให้ความรู้สึกที่ดีในระดับหนึ่ง แต่อาจจะไม่เท่า Gaming Mouse อย่าง G303 ที่เป็นเมาส์รุ่นพี่ของมัน

ความแม่นยำของ Sensor ทำออกมาได้ดี แต่พอเวลาต้องการสะบัดแบบรวดเร็ว หรือ การควบคุมที่ค่อนข้างละเอียด อาจจะรู้สึกว่ามีอาการหน่วงๆนิดหน่อย ถ้าไม่ได้สังเกตุนี้ก็แทบจะไม่รู้สึก ความรู้สึกเวลาคลิกนั้นก็ทำออกมาได้ดี ไม่รู้สึกว่าแข็งเกินไปหรือ อ่อนเกินไปเล่นได้นานๆไม่มีล้าแน่นอน เพราะเมาส์ตัวนี้ออกแบบมาโดยใช้หลักสรีระของมือเราจึงทำให้เล่นได้อย่างสบายหายห่วงครับผม

Logitech G300S 26

Logitech G300S 24 Logitech G300S 25

ตำแหน่งไฟ LED จะอยุ่บริเวณข้างเมาส์ทั้งซ้ายและขวา สว่างกำลังดี ไม่แสบตา ปรับสีได้

Logitech G300S LED 02 Logitech G300S LED 03

Logitech G300S LED 04 Logitech G300S LED 05

Logitech G300S LED 06 Logitech G300S LED 08

โดยสามารถปรับแต่งสีได้ ประมาณหนึ่ง ไม่สามารถปรับได้ละเอียดเหมือน RGB ยุคใหม่ ไม่สามารถปรับแต่งเอฟเฟกใดๆได้

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 02 55 AM

มาถึงโปรแกรมที่จะใช้ตัว Logitech Gaming Software โดยหน้าหลักจะโชว์ว่าเมาส์มีหน่วยความจำภายใน ทำให้สามารถตั้งค่ามาโครครั้งเดียวและไปต่อใช้ที่เครื่องไหนก้ได้

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 03 01 AM

หน้าหลักการตั้งค่าเมาส์ จะมีทั้งการตั้งค่าปุ่มมาโครที่สามารถตั้งทั้งมาโครในเกมต่างๆ รวมไปถึงปุ่มลัดของวินโดวส์ และโปรแกรมอีกหลายโปรแกรมที่ทาง Logitech รองรับ

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 03 09 AM

การปรับแต่งค่า DPI สามารถปรับได้สูงสุดถึง 2500 DPI ไม่มากเท่าไร แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งาน

Logitech G300S 33

สำหรับใครที่มีงบในการซื้อเมาส์อยู่ประมาณ 490 บาทแล้วละก็ Logitech G300S Gaming Mouse ตัวนี้นั้นก็ถือว่าดีที่สุดในราคาเท่านี้แล้วละครับผมไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะว่ามีทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพ สามารถตั้งค่า Macro ได้เยอะที่สุด และมีหน่วยความจำภายในตัวอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีโปรไฟล์ของเกมต่างๆที่ทาง Logitech ได้ตั้งค่าไว้มากกว่า 500 เกม

Logitech G300S มาในราคาปัจจุบันที่เหลือเพียง  490 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มมากๆ สำหรับใครที่อยากได้เมาส์ราคาไม่แรง แต่รองรับการใช้งานไม่ว่าจะเล่นเกม หรือทำงานทั่วไป อีกทั้งยังใช้ได้ทั้งคนถนัดซ้อยและขวาด้วย

สั่งซื้อสินค้าได้ที่

จุดเด่น

  • เมาส์เกมมิ่งราคาโคตรคุ้ม
  • ปุ่มมาโครเยอะ
  • ใช้ได้ทั้งถนัดซ้ายและขวา
  • ไฟ RGB เปลี่ยนสีได้เสริมความสวยงาม

ข้อสังเกต

  • น้ำหนักเบาไปหน่อย
  • เมาส์ค่อนข้างเล็กถ้ามือใหญ่อาจจะจับไม่ถนัดมือ
  •  

Logitech KDA 01

นอกจาก Logitech G302 ก็ยังมีรีวิวเกมมิ่งเกียรอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น

 

from:https://notebookspec.com/web/591244-%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-logitech-g300s-%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2

รีวิว Logitech G300S ออปชั่นแน่น ราคาโคตรคุ้ม

ใครว่าของแบรนด์ต้องแพงเสมอไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Logitech G300S ในราคาสุดน่ารักเพียง 490 บาท กับรุ่น G 300s ที่เป็น Gaming Mouse ที่มาพร้อมความสามารถที่เรียกได้ว่าคุ้มชะยิ่งกว่าคุ้ม จะคุ้มขนาดไหนติดตามได้ที่บทความนี้กันเลยครับผม

Logitech G300S

Logitech G300S OPTICAL GAMING MOUSE เมาส์เกมมิ่ง G300S จาก Logitech G เกมมิ่งเมาส์ระบบ Optical แบบมีสาย USB มีปุ่มควบคุมที่สามารถกำหนดการตั้งค่าได้ 9 ปุ่ม สามารปรับความไวเมาส์ได้ตั้งแต่ 250- 2500 DPI ปรับสีของไฟ LED บนตัวเมาส์ได้มากกว่า 7 สี รูปทรงกระชับ รองรับการใช้งานทั้งคนที่ถนัดมือขวาและมือซ้าย ออกแบบมาให้เหมาะกับการเล่นเกม รวมไปถึงงานอื่นๆที่ต้องใช้ปุ่มมาโครจำนวนมาก รองรับการคลิกได้สูงสุดถึง 20 ล้านครั้งที่สำคัญราคาเพียงแค่ 490 บาท

Logitech G300S

  • ความละเอียด 250 – 2,500 DPI
  • ปุ่มที่สามารถตั้งค่าได้ถึง 9 ปุ่ม
  • รูปทรงจับกระชับมือ รองรับการใช้งานทั้งคนที่ถนัดมือขวาและมือซ้าย
  • ไฟที่สามารถตั้งโปรแกรมได้
  • โครงสร้างทนทาน
  • รับประกันสินค้า 2 ปี

 Logitech G300S 02

Logitech G300S 03 Logitech G300S 04

กล่องของ Logitech G300S มาในโทนเรียบๆสีฟ้า พร้อมบอกสเปคหน้าตาชัดเจน

Logitech G300S 05

สายที่ให้มาเป็นแบบยางยาวพอสมควร

Logitech G300S 06

ฟัวเชื่อมต่อเป็นพอร์ต USB-A

Logitech G300S 07

Logitech G300S 13 Logitech G300S 10

Logitech G300S 11 Logitech G300S 09

หลายๆคนมักเคยมีปัญหาอย่างหนึ่งในการซื้อเมาส์ราคาถูกที่เน้นแต่ความเท่ แต่กับเอาไปใช้งานไม่ได้ แต่สำหรับเมาส์นี้นั้นจะไม่เป็นแบบนั้นแน่นอนถึงแม้ราคาจะแสนถูก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจในด้านการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเท่ และ การใช้งาน โดยเจ้าตัวเมาส์ G300s นั้นจะออกแบบมาตาม สรีระของมือเราเป็นหลัก โดยเหมาะกับทั้งคนที่ถนัดมือซ้ายและขวา สามารถจับถนัดมือกันได้ไม่ยากโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวกันเลย พร้อมกับพื้นผิวแบบ Rubber และเป็น Glossy บริเวณด้านข้าง ก็สามารถช่วยให้จับเมาส์ได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

บริเวณ Grip ด้านข้างนั้นก็จะเป็นยางกันลื่นถือว่าแตกต่างจาก Gaming Mouse รุ่นอืนๆที่มักจะเป็น พลาสติก มาในด้านความสวยงามกันต่อ โดยความสวยงามนั้นก็ทำมาได้อย่างดีเยี่ยม ลักษณะการออกแบบทรงสปอร์ตเปรียบได้ดังราคารถบ้านๆที่ดีไซน์ออกแบบมายังกะรถแข่งราคาหลายล้านก็คงไม่ผิด ตัวเมาส์ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผิวสีดำ และตัดด้วยสีฟ้า บริเวณด้านข้าง ก็ถือว่าเท่ไม่เบาเลยทีเดียว บริเวณฐานของเมาส์ยังเป็นสีฟ้า ดูแล้วนึกถึงไฟติดท้องรถอย่างบอกไม่ถูก แถมบริเวณด้านข้างของเมาส์นั้นยังมีไฟประดับมาให้แบบเท่ๆอีกด้วย ดูรวมๆแล้วมีสเนห์เหลือเกิน แต่จุดสักเกตุนั้นก็คือตัวเมาส์นั้นอาจจะเล็กเกินไปหน่อยสำหรับคนที่มือใหญ่ๆอาจจะต้องข้ามเมาส์ตัวนี้กันไป

Logitech G300S 12

ด้านท้ายเมาส์จะเป็นผิวมันเงา เป็นรอยง่ายแต่ก็เพิ่มความสวยงาม

Logitech G300S 14

ด้านล่างเมาส์จะเป็นสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมฐานรองเมาส์ 3 จุด ใหญ่ๆ

Logitech G300S 08

ตามสเปคปุ่มมาโคร 9 ปุ่ม แต่นั่นรวมปุ่มคลิ๊กเมาส์ซ้ายและขวาไปด้วย เพราะฉะนั้นจะทำให้ปุ่มมาโครที่สามารถปรับแต่งได้จริงๆ 6 ปุ่ม ซึ่งสามารถตั้งปุ่มลัดนี้สามารถตั้งเป็นคีย์ลัดในเกมต่างๆได้ หรือจะตั้งเป็นปุ่มลัดสำหรับตั้งค่าวินโดวส์ เช่นเกมลดเสียง เล่นหยุดเพลง รวมไปถึงโปรแกรมอื่นๆที่ซอฟแวร์ของ Logitech รองรับได้ เหมาะกับสายทำงานและเกมในเมาส์เดียว

Logitech G300S 16

Logitech G300S 17 Logitech G300S 19

Logitech G300S 20 Logitech G300S 23

พูดถึงการดีไซน์สุดเทพของเมาส์ตัวนี้ไปแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือการใช้งาน หลายๆคนมักคิดว่าเมาส์ราคา 490 บาท จะใช้งานได้ดีขนาดไหน เราจะพามาดูกันครับผมสิ่งแรกที่รู้สึกตกใจมากสำหรับ Gaming Mouse ตัวนี้นั้นก็คือหน่วยความจำในตัวเมาส์ โดยหน่วยความจำตรงนี้นั้นจะสามารถช่วยเราได้เวลาที่เราต้องย้ายเครื่องเล่นบ่อยๆ เราจึงไม่จำเป้นที่จะต้องมานั่งตั้งค่าใหม่หลายๆรอบ นอกจากนั้นยังมีการตั้งค่า Macro สำหรับเกมต่างๆรองรับไว้ไม่ต่ำกว่า 500 เกม หรือสำหรับโปรแกรมอื่นๆได้ด้วย

สำหรับค่า DPI เมาส์ตัวนี้ก็สามารถปรับ DPI ได้ถึง 2500 ถือว่าเพียงพอสำหรับเราแล้ว (เล่นเกมจริงๆใช้เต็มที่ไม่เกิน 1200 แน่นอน)

มากันถึงช่วงทดสอบกันแล้ว โดยเกมที่แอดมินเอามาลองเล่นกันนั้นก็คงไมพ้นเกมอย่าง CS:GO สุดยอดเกมสายเลือด eSports ที่ต้องเน้นความแม่นยำของ Sensor ระดับเทพโดยการตั้งค่าที่แอดมินใช้นั้นก็คือ DPI 800 In-Game 7.0 ถือว่าไม่เร็วไปและก็ไม่ช้าจนเกินไปพอได้ใช้แล้วก็ให้ความรู้สึกที่ดีในระดับหนึ่ง แต่อาจจะไม่เท่า Gaming Mouse อย่าง G303 ที่เป็นเมาส์รุ่นพี่ของมัน

ความแม่นยำของ Sensor ทำออกมาได้ดี แต่พอเวลาต้องการสะบัดแบบรวดเร็ว หรือ การควบคุมที่ค่อนข้างละเอียด อาจจะรู้สึกว่ามีอาการหน่วงๆนิดหน่อย ถ้าไม่ได้สังเกตุนี้ก็แทบจะไม่รู้สึก ความรู้สึกเวลาคลิกนั้นก็ทำออกมาได้ดี ไม่รู้สึกว่าแข็งเกินไปหรือ อ่อนเกินไปเล่นได้นานๆไม่มีล้าแน่นอน เพราะเมาส์ตัวนี้ออกแบบมาโดยใช้หลักสรีระของมือเราจึงทำให้เล่นได้อย่างสบายหายห่วงครับผม

Logitech G300S 26

Logitech G300S 24 Logitech G300S 25

ตำแหน่งไฟ LED จะอยุ่บริเวณข้างเมาส์ทั้งซ้ายและขวา สว่างกำลังดี ไม่แสบตา ปรับสีได้

Logitech G300S LED 02 Logitech G300S LED 03

Logitech G300S LED 04 Logitech G300S LED 05

Logitech G300S LED 06 Logitech G300S LED 08

โดยสามารถปรับแต่งสีได้ ประมาณหนึ่ง ไม่สามารถปรับได้ละเอียดเหมือน RGB ยุคใหม่ ไม่สามารถปรับแต่งเอฟเฟกใดๆได้

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 02 55 AM

มาถึงโปรแกรมที่จะใช้ตัว Logitech Gaming Software โดยหน้าหลักจะโชว์ว่าเมาส์มีหน่วยความจำภายใน ทำให้สามารถตั้งค่ามาโครครั้งเดียวและไปต่อใช้ที่เครื่องไหนก้ได้

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 03 01 AM

หน้าหลักการตั้งค่าเมาส์ จะมีทั้งการตั้งค่าปุ่มมาโครที่สามารถตั้งทั้งมาโครในเกมต่างๆ รวมไปถึงปุ่มลัดของวินโดวส์ และโปรแกรมอีกหลายโปรแกรมที่ทาง Logitech รองรับ

Logitech Gaming Software 4 28 2021 11 03 09 AM

การปรับแต่งค่า DPI สามารถปรับได้สูงสุดถึง 2500 DPI ไม่มากเท่าไร แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งาน

Logitech G300S 33

สำหรับใครที่มีงบในการซื้อเมาส์อยู่ประมาณ 490 บาทแล้วละก็ Logitech G300S Gaming Mouse ตัวนี้นั้นก็ถือว่าดีที่สุดในราคาเท่านี้แล้วละครับผมไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะว่ามีทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพ สามารถตั้งค่า Macro ได้เยอะที่สุด และมีหน่วยความจำภายในตัวอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีโปรไฟล์ของเกมต่างๆที่ทาง Logitech ได้ตั้งค่าไว้มากกว่า 500 เกม

Logitech G300S มาในราคาปัจจุบันที่เหลือเพียง  490 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มมากๆ สำหรับใครที่อยากได้เมาส์ราคาไม่แรง แต่รองรับการใช้งานไม่ว่าจะเล่นเกม หรือทำงานทั่วไป อีกทั้งยังใช้ได้ทั้งคนถนัดซ้อยและขวาด้วย

สั่งซื้อสินค้าได้ที่

จุดเด่น

  • เมาส์เกมมิ่งราคาโคตรคุ้ม
  • ปุ่มมาโครเยอะ
  • ใช้ได้ทั้งถนัดซ้ายและขวา
  • ไฟ RGB เปลี่ยนสีได้เสริมความสวยงาม

ข้อสังเกต

  • น้ำหนักเบาไปหน่อย
  • เมาส์ค่อนข้างเล็กถ้ามือใหญ่อาจจะจับไม่ถนัดมือ
  •  

Logitech KDA 01

นอกจาก Logitech G302 ก็ยังมีรีวิวเกมมิ่งเกียรอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น

 

from:https://notebookspec.com/web/591244-review-logitech-g300s

รีวิว RAZER OROCHI V2 แบตโคตรอึด เพื่อผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค

ขอแนะนำเมาส์ที่เกิดมาเพื่อโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นล่าสุดอย่าง RAZER OROCHI V2 ด้วยจุดเด่นทั้งการออกแบบ ดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์สำหรับคอเกม และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง 900 ชั่วโมง แต่จะเด็ดขนาดไหนไปชมกัน

RAZER OROCHI V2

RAZER Orochi V2 เมาส์ไร้สายสำหรับเล่นเกมขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบาพิเศษ สามารถใช้งานได้นานกว่า 900 ชั่วโมงจากแบตเตอรี่ AA เพียงก้อนเดียว มาพร้อมกับเทคโนโลยี Razer ™ HyperSpeed Wireless ที่มีความหน่วงต่ำเป็นพิเศษและสวิตช์เมาส์เชิงกล Razer™ ทำให้ Orochi V2 ผสานประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการออกแบบที่กะทัดรัดเหมาะสำหรับนักเล่นบนเกมโน้ตบุ๊ก เมาส์ตัวเดียวจบใช้ได้นาน

สวิตช์เมาส์แบบกลไก Razer™ รุ่นที่ 2 มาพร้อมด้วยจุดสัมผัสเคลือบทองแบบใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเสื่อมคุณภาพน้อยลงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นถึง 60 ล้านคลิก ซึ่งให้การคลิกที่สม่ำเสมอและคมชัดทุกครั้งที่กด นอกจากนี้ Orochi V2 ยังมีขาเมาส์ PTFE 100% และเซ็นเซอร์ออปติคอลขั้นสูงแบบ 5G ที่ตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษส่งผลให้เมาส์เป็นส่วนเสริมที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้แล็ปท็อปที่ต้องการเมาส์ที่ดีที่สุดสำหรับทั้งผลผลิตและ

Orochi V2 มีจำหน่ายในรูปแบบมาตรฐานทั้งสีดำหรือสีขาว สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสไตล์ที่เป็นตัวเอง สามารถเลือกดีไซน์ที่แตกต่างและสะท้อนบุคลิกของพวกเขาได้มากกว่า 100 แบบผ่านทางRazer Customs. รวมถึงการออกแบบสติกเกอร์และสีที่หลากหลาย หรือแม้แต่การออกแบบเฉพาะเกมที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการออกแบบ Orochi V2 เพื่อให้เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคล

RAZER OROCHI V2

  • ขนาดโดยประมาณ: 108mm (ยาว) x 60mm (กว้าง) x 38mm (สูง)
  • น้ำหนักโดยประมาณ: <60g / <2.2oz (รวมศูนย์)
  • การออกแบบสำหรับคนถนัดขวาแบบสมมาตร
  • เทคโนโลยีไร้สาย Razer HyperSpeed พร้อมการรองรับอุปกรณ์คู่บนดองเกิลเดี่ยว
  • โหมดไร้สาย 2 โหมด (2.4GHz และ BLE)
  • อายุแบตเตอรี่: สูงสุด 425 ชั่วโมง (2.4 Ghz), 950 ชั่วโมง (BLE) พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม AA ที่ให้มา
  • สวิตช์เมาส์แบบกลไก Razer™ รุ่นที่ 2 สำหรับการคลิก 60 ล้านครั้ง
  • ช่องใส่แบตเตอรี่ AA / AAA (ทีละประเภทเท่านั้น)
  • ปุ่มที่ตั้งโปรแกรมได้อย่างอิสระหกปุ่ม
  • ล้อเลื่อนสัมผัสระดับการเล่นเกม
  • เซ็นเซอร์ออปติคอล True 18,000 DPI 5G พร้อมความละเอียดความละเอียด 99.4%
  • เร่งความเร็วสูงสุด 450 นิ้วต่อวินาที (IPS) / 40 G
  • เท้าเมาส์ PTFE ที่ไม่ได้ย้อมสี
  • การปรับความไวขณะบิน (ระยะเริ่มต้น: 400/800/1600/3200/6400)
  • ออนบอร์ด DPI และการจัดเก็บคีย์แมป
  • เปิดใช้งาน Razer Synapse 3

RAZER OROCHI V2 01

RAZER OROCHI V2 02 RAZER OROCHI V2 03

RAZER OROCHI V2 มาพร้อมกล่องที่เป็นเอกลักษณ์ เขียว ดำ พร้อมฟีเจอร์หนาตาครบครัน

RAZER OROCHI V2 04

อุปกรณ์ภายในกล่อง มาพร้อมคู่มือ และแบตเตอรี่ชนิด AA

RAZER OROCHI V2 05

ความลับของ RAZER OROCHI V2 ที่ใช้งานได้นานถึง 900 ชั่วโมง หรือเดือนกว่าๆก็คือ แบตเตอรี่ Energizer Ultimate Lithium รุ่นพิเศษ ที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดในโลก ใช้งานได้นานถึง 20 ปี (ตามสเปคที่เคลมไว้) ราคาก้อนละ 100 บาท แพงกว่าถ่านชาร์ตบางรุ่นเสียอีก

RAZER OROCHI V2 13

RAZER OROCHI V2 14 RAZER OROCHI V2 15

Razer Orochi V2 ออกแบบที่มีสมมาตร ทำให้มีความพอดีอย่างเป็นธรรมชาติใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา ขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป อีกทั้งน้ำหนักกำลังเหมาะมือ

วัสดุหลักจะเป็นพลาสติกผิวด้าน ออกสากๆเพื่อให้จับเมาส์ได้กระชับมือ ไม่ลื่นหลุดได้ง่าย และเมื่อใช้ไปนานๆก็ทำให้ไม่รู้สึกมันหรือลื่น อีกทิ้งผิวด้านบนยังเป็นฝาที่สามารถถอดเปลี่ยนเป็นดีไซน์อื่นๆได้ตามใจอีกด้วย

RAZER OROCHI V2 09 RAZER OROCHI V2 10

RAZER OROCHI V2 11 RAZER OROCHI V2 12

ดีไซน์ปลายเรียวของ Orochi V2 ช่วยให้จับได้อย่างมั่นคงเพื่อการตวัดที่รวดเร็วและควบคุมทิศทางได้ดี ในขณะที่ส่วนโค้งด้านหลังที่ยกขึ้นช่วยให้มั่นใจได้ว่าพอดีกับฝ่ามือเพื่อความเมื่อยล้าน้อยลงในช่วงเวลาการเล่นที่ยาวนาน ด้วยรูปทรงร่องนิ้วหัวแม่มือเพื่อให้จับนิ้วหัวแม่มือได้ดีขึ้น ปุ่มด้านข้างที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อความสะดวกในการเข้าถึง Orochi V2 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับให้เหมาะสมโดยมุ่งเน้นไปที่ทั้งการทำงานและการเล่น

RAZER OROCHI V2 16

ขาเมาส์ PTFE 100% และเซ็นเซอร์ออปติคอลขั้นสูงแบบ 5G ที่ตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษ ลื่นและตอบสนองได้อย่างแม่นยำ โดยจะมีสวิตซ์ให้เลือกทั้งแบบตัวส่งสัญญาณ หรือ Bluetooth ก็ได้

RAZER OROCHI V2 17

Razer Orochi V2 ขนาดกำลังเหมาะมือไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป พกพาก็ได้ใช้งานก็เข้ามือ

RAZER OROCHI V2 26

ฝาปิดเมาส์สามารถเปิดออกมาได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นอีกจุดขายซึ่งสามารถถอดเปลี่ยนฝาเป็นดีไซน์ของตัวเองได้ตามใจ ซึ่งสามารถสั่งได้จาก Razer Customs เลย

RAZER OROCHI V2 29

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Razer Orochi V2 คือรองรับแบตเตอรี่ทั้งแบบ AA และ AAA ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระจายน้ำหนักที่สมดุล โดยข้างๆกันจะเป็นตำแหน่งของที่เก็บตัวส่งสัญญาณ

RAZER OROCHI V2 32

ตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย 2.4 GHz ขนาดกะทัดรัด รองรับ Razer™ HyperSpeed ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ Razer™ Orochi V2 และคีย์บอร์ดไร้สายเข้ากับดองเกิล USB ตัวเดียว 

RAZER OROCHI V2 35

ตัวส่งสัญญาณขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ยังนูนขึ้นมาพอสมควร 

RAZER OROCHI V2 on hand 01

RAZER OROCHI V2 on hand 02 RAZER OROCHI V2 on hand 03

RAZER OROCHI V2 on hand 04 RAZER OROCHI V2 on hand 07

การใช้งาน

ด้วยขนาดเมาส์ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ทำให้สามารถใช้งานได้เกือบทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสุภาพสตรีน่าจะเป็นขนาดที่กำลังเหมาะมือเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นสุภาพบุรุษไซท์ใหญ่ อาจจะเล็กไปสักนิด แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ใช้ ผิวสัมผัสดีไม่ลื่นหรือเป็นเหงือง่ายจนเกินไป

ออปชั่นปุ่มมาโครตัวนี้ไม่ได้มีเยอะมากเท่าไร จะมีเพียง 3 ปุ่ม คือบริเวณนิ้วโป้ง 2 ปุ่ม และกลางเมาส์ 1 ปุ่ม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กดใช้งานได้สะดวก และปรับแต่งในโปรแกรมได้ตามต้องการ

ในส่วนของความแม่นยำของเซนเซอร์และปุ่มในการเล่นเกม บอกเลยว่าทำได้ดีมาก ปรับแต่ DPI ได้ถึง 18,000 เลย ปุ่มนิ่มไม่แข็งเสียงไม่ดังมาก น้ำหนักเมาส์กำลังดีไม่เบาไปเล่นเกมได้เพลินและจับใช้ได้นานสะดวกดี

เชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth ,ตัวส่งสัญญาณ 2.4 GHz และสาย USB ซึ่งความรวดเร็วของแบบ 2.4GHz กับสายเที่ยงตรงไม่ดีเลย์เหมือนกัน ส่วน Bluetooth อาจจะมีดีเลย์บ้างแต่น้อยแทบไม่รู้สึก

ด้านแบตเตอรี่อันนี้ยังตอบได้ยาก เพราะลองรีวิวใช้งานราว 3 วัน รวมๆ 20 ชั่วโมง คงยังบอกอะไรไม่ได้มาก เดี๋ยวลองใช้งานนานๆแล้วมาอัพเดทอีกทีว่าอึดจริงไหม แต่ตอนนี้ตีว่าอึดไว้ก่อนละกัน

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 41 PM

ซอฟแวร์ปรับแต่งของทาง Razer สามารถปรับแต่งได้เยอะ เลยทีเดียว เริ่มด้วยเมนูปุ่มมาโครสามารถตั้งแยกได้ในแต่ละชุดปุ่มที่ติดตั้ง และยังจำค่าไว้ด้วยในโปรไฟล์ของตัวเมาส์

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 49 PM

เซ็ตตั้งค่า DPI ที่สามารถปรับแต่งได้ตั้งแต่ 100 ถึง 18000 DPI เลยทีเดียว

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 52 PM

ส่วนที่ช่วยให้สามารถปรับเซ็นเซอร์เมาส์ให้เหมาะกับพื้นผิวที่กำลังใช้งาน

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 55 PM

ตั้งค่าโหมดการใช้พลังงาน

555

สุดท้ายที่อยากแนะนำเลยคือ สามารถถอดเปลี่ยนฝาเป็นดีไซน์ของตัวเองได้ตามใจ ซึ่งสามารถสั่งได้จาก Razer Customs

RAZER OROCHI V2 43

RAZER OROCHI V2  เป็นเมาส์ที่ออกแบบเพื่อเอาใจผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค ที่ไม่ได้มีชีวิตแค่เป็นเกมเมอร์เท่านั้น เพราะตัวเมาส์แม้จะมาพร้อมฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ แต่ก็ยังตอบโจทย?ผู้ใช้งานโน๊ตบุ๊คทั่วไปได้ด้วย เพราะด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย ทำให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และการพกพาได้อย่างดี ปุ่มมาโครไม่มากไม่น้อย ปรับแต่ได้พอสมควร

อีกทั้งยังมาในขนาดที่เหมาะมือ ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป แบตเตอรี่สุดอึด แบบว่าต้องเปิดใช้ทั้งเดือนแบตถึงจะหมด หรือถ้าหมดก็สามารถหาซื้อแบตเตอรี่มาเปลี่ยนได้ง่ายด้วยแบตเตอรี่ขนาด AA และ AAA ที่มีขายทั่วไป อันเป็นข้อดีของเมาส์ที่ยังคงใช้แบตเตอรี่แบบเปลี่ยนได้ไม่ใช่แบตเตอรี่ภายใน

นอกจากนั้น RAZER ยังออกแบบให้สามารถปรับแต่งฝาปิดเมาส์ให้เป็นดีไซน์ได้ตามต้องการ ซึ่งน่าจะถูกใจหลายๆท่านที่เบื่อกับเมาส์เดิมๆ

RAZER OROCHI V2 มาในราคา 69.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,100 บาท สำหรับรุ่นทั่วไป แต่ถ้าใครอยากเพ้นท์ลายเฉพาะตัวลงบนฝาหลังเมาส์ก็ต้องเพิ่มเงินไปอีก 20 เหรียญหรือประมาณ 700 บาท

จุดเด่น

  • แบตอึดมาก เลือกได้ทั้ง AA และ AAA
  • ขนาดเหมาะมือ ใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา
  • ฝาครอบเมาส์ถอดเปลี่ยนได้ และออกแบบดีไซน์ได้ตามต้องการ
  • รองรับทั้งตัวส่งสัญญาณและ Bluetooth

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถต่อสายได้
  • ไม่มีไฟ RGB ใดๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีรีวิวเมาส์จาก Razer ตัวอื่นๆที่น่าสนใจอีกไม่ว่าจะเป็น

from:https://notebookspec.com/web/591828-%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-razer-orochi-v2-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad

รีวิว RAZER OROCHI V2 แบตโคตรอึด เพื่อผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค

ขอแนะนำเมาส์ที่เกิดมาเพื่อโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งรุ่นล่าสุดอย่าง RAZER OROCHI V2 ด้วยจุดเด่นทั้งการออกแบบ ดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ฟีเจอร์สำหรับคอเกม และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง 900 ชั่วโมง แต่จะเด็ดขนาดไหนไปชมกัน

RAZER OROCHI V2

RAZER Orochi V2 เมาส์ไร้สายสำหรับเล่นเกมขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบาพิเศษ สามารถใช้งานได้นานกว่า 900 ชั่วโมงจากแบตเตอรี่ AA เพียงก้อนเดียว มาพร้อมกับเทคโนโลยี Razer ™ HyperSpeed Wireless ที่มีความหน่วงต่ำเป็นพิเศษและสวิตช์เมาส์เชิงกล Razer™ ทำให้ Orochi V2 ผสานประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการออกแบบที่กะทัดรัดเหมาะสำหรับนักเล่นบนเกมโน้ตบุ๊ก เมาส์ตัวเดียวจบใช้ได้นาน

สวิตช์เมาส์แบบกลไก Razer™ รุ่นที่ 2 มาพร้อมด้วยจุดสัมผัสเคลือบทองแบบใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเสื่อมคุณภาพน้อยลงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นถึง 60 ล้านคลิก ซึ่งให้การคลิกที่สม่ำเสมอและคมชัดทุกครั้งที่กด นอกจากนี้ Orochi V2 ยังมีขาเมาส์ PTFE 100% และเซ็นเซอร์ออปติคอลขั้นสูงแบบ 5G ที่ตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษส่งผลให้เมาส์เป็นส่วนเสริมที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้แล็ปท็อปที่ต้องการเมาส์ที่ดีที่สุดสำหรับทั้งผลผลิตและ

Orochi V2 มีจำหน่ายในรูปแบบมาตรฐานทั้งสีดำหรือสีขาว สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มสไตล์ที่เป็นตัวเอง สามารถเลือกดีไซน์ที่แตกต่างและสะท้อนบุคลิกของพวกเขาได้มากกว่า 100 แบบผ่านทางRazer Customs. รวมถึงการออกแบบสติกเกอร์และสีที่หลากหลาย หรือแม้แต่การออกแบบเฉพาะเกมที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการออกแบบ Orochi V2 เพื่อให้เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคล

RAZER OROCHI V2

  • ขนาดโดยประมาณ: 108mm (ยาว) x 60mm (กว้าง) x 38mm (สูง)
  • น้ำหนักโดยประมาณ: <60g / <2.2oz (รวมศูนย์)
  • การออกแบบสำหรับคนถนัดขวาแบบสมมาตร
  • เทคโนโลยีไร้สาย Razer HyperSpeed พร้อมการรองรับอุปกรณ์คู่บนดองเกิลเดี่ยว
  • โหมดไร้สาย 2 โหมด (2.4GHz และ BLE)
  • อายุแบตเตอรี่: สูงสุด 425 ชั่วโมง (2.4 Ghz), 950 ชั่วโมง (BLE) พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม AA ที่ให้มา
  • สวิตช์เมาส์แบบกลไก Razer™ รุ่นที่ 2 สำหรับการคลิก 60 ล้านครั้ง
  • ช่องใส่แบตเตอรี่ AA / AAA (ทีละประเภทเท่านั้น)
  • ปุ่มที่ตั้งโปรแกรมได้อย่างอิสระหกปุ่ม
  • ล้อเลื่อนสัมผัสระดับการเล่นเกม
  • เซ็นเซอร์ออปติคอล True 18,000 DPI 5G พร้อมความละเอียดความละเอียด 99.4%
  • เร่งความเร็วสูงสุด 450 นิ้วต่อวินาที (IPS) / 40 G
  • เท้าเมาส์ PTFE ที่ไม่ได้ย้อมสี
  • การปรับความไวขณะบิน (ระยะเริ่มต้น: 400/800/1600/3200/6400)
  • ออนบอร์ด DPI และการจัดเก็บคีย์แมป
  • เปิดใช้งาน Razer Synapse 3

RAZER OROCHI V2 01

RAZER OROCHI V2 02 RAZER OROCHI V2 03

RAZER OROCHI V2 มาพร้อมกล่องที่เป็นเอกลักษณ์ เขียว ดำ พร้อมฟีเจอร์หนาตาครบครัน

RAZER OROCHI V2 04

อุปกรณ์ภายในกล่อง มาพร้อมคู่มือ และแบตเตอรี่ชนิด AA

RAZER OROCHI V2 05

ความลับของ RAZER OROCHI V2 ที่ใช้งานได้นานถึง 900 ชั่วโมง หรือเดือนกว่าๆก็คือ แบตเตอรี่ Energizer Ultimate Lithium รุ่นพิเศษ ที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดในโลก ใช้งานได้นานถึง 20 ปี (ตามสเปคที่เคลมไว้) ราคาก้อนละ 100 บาท แพงกว่าถ่านชาร์ตบางรุ่นเสียอีก

RAZER OROCHI V2 13

RAZER OROCHI V2 14 RAZER OROCHI V2 15

Razer Orochi V2 ออกแบบที่มีสมมาตร ทำให้มีความพอดีอย่างเป็นธรรมชาติใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา ขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป อีกทั้งน้ำหนักกำลังเหมาะมือ

วัสดุหลักจะเป็นพลาสติกผิวด้าน ออกสากๆเพื่อให้จับเมาส์ได้กระชับมือ ไม่ลื่นหลุดได้ง่าย และเมื่อใช้ไปนานๆก็ทำให้ไม่รู้สึกมันหรือลื่น อีกทิ้งผิวด้านบนยังเป็นฝาที่สามารถถอดเปลี่ยนเป็นดีไซน์อื่นๆได้ตามใจอีกด้วย

RAZER OROCHI V2 09 RAZER OROCHI V2 10

RAZER OROCHI V2 11 RAZER OROCHI V2 12

ดีไซน์ปลายเรียวของ Orochi V2 ช่วยให้จับได้อย่างมั่นคงเพื่อการตวัดที่รวดเร็วและควบคุมทิศทางได้ดี ในขณะที่ส่วนโค้งด้านหลังที่ยกขึ้นช่วยให้มั่นใจได้ว่าพอดีกับฝ่ามือเพื่อความเมื่อยล้าน้อยลงในช่วงเวลาการเล่นที่ยาวนาน ด้วยรูปทรงร่องนิ้วหัวแม่มือเพื่อให้จับนิ้วหัวแม่มือได้ดีขึ้น ปุ่มด้านข้างที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อความสะดวกในการเข้าถึง Orochi V2 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกปรับให้เหมาะสมโดยมุ่งเน้นไปที่ทั้งการทำงานและการเล่น

RAZER OROCHI V2 16

ขาเมาส์ PTFE 100% และเซ็นเซอร์ออปติคอลขั้นสูงแบบ 5G ที่ตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษ ลื่นและตอบสนองได้อย่างแม่นยำ โดยจะมีสวิตซ์ให้เลือกทั้งแบบตัวส่งสัญญาณ หรือ Bluetooth ก็ได้

RAZER OROCHI V2 17

Razer Orochi V2 ขนาดกำลังเหมาะมือไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป พกพาก็ได้ใช้งานก็เข้ามือ

RAZER OROCHI V2 26

ฝาปิดเมาส์สามารถเปิดออกมาได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นอีกจุดขายซึ่งสามารถถอดเปลี่ยนฝาเป็นดีไซน์ของตัวเองได้ตามใจ ซึ่งสามารถสั่งได้จาก Razer Customs เลย

RAZER OROCHI V2 29

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Razer Orochi V2 คือรองรับแบตเตอรี่ทั้งแบบ AA และ AAA ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระจายน้ำหนักที่สมดุล โดยข้างๆกันจะเป็นตำแหน่งของที่เก็บตัวส่งสัญญาณ

RAZER OROCHI V2 32

ตัวส่งสัญญาณแบบไร้สาย 2.4 GHz ขนาดกะทัดรัด รองรับ Razer™ HyperSpeed ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ Razer™ Orochi V2 และคีย์บอร์ดไร้สายเข้ากับดองเกิล USB ตัวเดียว 

RAZER OROCHI V2 35

ตัวส่งสัญญาณขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ยังนูนขึ้นมาพอสมควร 

RAZER OROCHI V2 on hand 01

RAZER OROCHI V2 on hand 02 RAZER OROCHI V2 on hand 03

RAZER OROCHI V2 on hand 04 RAZER OROCHI V2 on hand 07

การใช้งาน

ด้วยขนาดเมาส์ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ทำให้สามารถใช้งานได้เกือบทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสุภาพสตรีน่าจะเป็นขนาดที่กำลังเหมาะมือเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นสุภาพบุรุษไซท์ใหญ่ อาจจะเล็กไปสักนิด แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ใช้ ผิวสัมผัสดีไม่ลื่นหรือเป็นเหงือง่ายจนเกินไป

ออปชั่นปุ่มมาโครตัวนี้ไม่ได้มีเยอะมากเท่าไร จะมีเพียง 3 ปุ่ม คือบริเวณนิ้วโป้ง 2 ปุ่ม และกลางเมาส์ 1 ปุ่ม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กดใช้งานได้สะดวก และปรับแต่งในโปรแกรมได้ตามต้องการ

ในส่วนของความแม่นยำของเซนเซอร์และปุ่มในการเล่นเกม บอกเลยว่าทำได้ดีมาก ปรับแต่ DPI ได้ถึง 18,000 เลย ปุ่มนิ่มไม่แข็งเสียงไม่ดังมาก น้ำหนักเมาส์กำลังดีไม่เบาไปเล่นเกมได้เพลินและจับใช้ได้นานสะดวกดี

เชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth ,ตัวส่งสัญญาณ 2.4 GHz และสาย USB ซึ่งความรวดเร็วของแบบ 2.4GHz กับสายเที่ยงตรงไม่ดีเลย์เหมือนกัน ส่วน Bluetooth อาจจะมีดีเลย์บ้างแต่น้อยแทบไม่รู้สึก

ด้านแบตเตอรี่อันนี้ยังตอบได้ยาก เพราะลองรีวิวใช้งานราว 3 วัน รวมๆ 20 ชั่วโมง คงยังบอกอะไรไม่ได้มาก เดี๋ยวลองใช้งานนานๆแล้วมาอัพเดทอีกทีว่าอึดจริงไหม แต่ตอนนี้ตีว่าอึดไว้ก่อนละกัน

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 41 PM

ซอฟแวร์ปรับแต่งของทาง Razer สามารถปรับแต่งได้เยอะ เลยทีเดียว เริ่มด้วยเมนูปุ่มมาโครสามารถตั้งแยกได้ในแต่ละชุดปุ่มที่ติดตั้ง และยังจำค่าไว้ด้วยในโปรไฟล์ของตัวเมาส์

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 49 PM

เซ็ตตั้งค่า DPI ที่สามารถปรับแต่งได้ตั้งแต่ 100 ถึง 18000 DPI เลยทีเดียว

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 52 PM

ส่วนที่ช่วยให้สามารถปรับเซ็นเซอร์เมาส์ให้เหมาะกับพื้นผิวที่กำลังใช้งาน

Razer Synapse 4 29 2021 4 07 55 PM

ตั้งค่าโหมดการใช้พลังงาน

555

สุดท้ายที่อยากแนะนำเลยคือ สามารถถอดเปลี่ยนฝาเป็นดีไซน์ของตัวเองได้ตามใจ ซึ่งสามารถสั่งได้จาก Razer Customs

RAZER OROCHI V2 43

RAZER OROCHI V2  เป็นเมาส์ที่ออกแบบเพื่อเอาใจผู้ใช้โน๊ตบุ๊ค ที่ไม่ได้มีชีวิตแค่เป็นเกมเมอร์เท่านั้น เพราะตัวเมาส์แม้จะมาพร้อมฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ แต่ก็ยังตอบโจทย?ผู้ใช้งานโน๊ตบุ๊คทั่วไปได้ด้วย เพราะด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย ทำให้เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และการพกพาได้อย่างดี ปุ่มมาโครไม่มากไม่น้อย ปรับแต่ได้พอสมควร

อีกทั้งยังมาในขนาดที่เหมาะมือ ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป แบตเตอรี่สุดอึด แบบว่าต้องเปิดใช้ทั้งเดือนแบตถึงจะหมด หรือถ้าหมดก็สามารถหาซื้อแบตเตอรี่มาเปลี่ยนได้ง่ายด้วยแบตเตอรี่ขนาด AA และ AAA ที่มีขายทั่วไป อันเป็นข้อดีของเมาส์ที่ยังคงใช้แบตเตอรี่แบบเปลี่ยนได้ไม่ใช่แบตเตอรี่ภายใน

นอกจากนั้น RAZER ยังออกแบบให้สามารถปรับแต่งฝาปิดเมาส์ให้เป็นดีไซน์ได้ตามต้องการ ซึ่งน่าจะถูกใจหลายๆท่านที่เบื่อกับเมาส์เดิมๆ

RAZER OROCHI V2 มาในราคา 69.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,100 บาท สำหรับรุ่นทั่วไป แต่ถ้าใครอยากเพ้นท์ลายเฉพาะตัวลงบนฝาหลังเมาส์ก็ต้องเพิ่มเงินไปอีก 20 เหรียญหรือประมาณ 700 บาท

จุดเด่น

  • แบตอึดมาก เลือกได้ทั้ง AA และ AAA
  • ขนาดเหมาะมือ ใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา
  • ฝาครอบเมาส์ถอดเปลี่ยนได้ และออกแบบดีไซน์ได้ตามต้องการ
  • รองรับทั้งตัวส่งสัญญาณและ Bluetooth

ข้อสังเกต

  • ไม่สามารถต่อสายได้
  • ไม่มีไฟ RGB ใดๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีรีวิวเมาส์จาก Razer ตัวอื่นๆที่น่าสนใจอีกไม่ว่าจะเป็น

from:https://notebookspec.com/web/591828-review-razer-orochi-v2

HyperX Alloy Origins 60 คีย์บอร์ดเกมมิ่งไซส์มินิ ทน ตอบสนองไว ไฟ RGB เล่นได้ทั้งวัน

คีย์บอร์ดเกมมิ่งไซส์เล็ก Red Switch HyperX Alloy Origins 60 ทนทาน ตอบสนองไว ไฟ RGB

HyperX Alloy

HyperX Alloy Origins คีย์บอร์ดเกมมิ่งในแบบแมคคานิคอลไซส์กระทัดรัดแบบ 60% ที่ทำให้คอเกมสามารถมีพื้นที่ในการเล่นเกมบนโต๊ะได้เยอะขึ้น คีย์สวิทช์รุ่นใหม่ ทนทาน กดสนุก ปรับแสงไฟ RGB ที่ปุ่มได้จากซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ราคา 3,290 บาท

จุดเด่น

  • ขนาดเล็กกระทัดรัด ประหยัดพื้นที่
  • มาพร้อมสวิทช์ HyperX Red กดสนุก ทนทาน
  • ปุ่มสวิทช์ตอบสนองไว
  • สายถอดได้เป็นแบบ USB
  • มีแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์
  • ปรับแต่งปุ่มมาโครได้

ข้อสังเกต

  • ต้องทำความคุ้นเคยพอสมควร ในการใช้งาน
  • ระยะการกดค่อนข้างไว อาจนิ้วลั่นได้ง่าย
  • ปุ่มมัลติมีเดีย ใช้ร่วมกับปุ่มธรรมดา ต้องกด Fn

HyperX Alloy Origins 60

Specification

  • Switch: HyperX Switch
  • Type: Mechanical
  • Backlight: RGB (16,777,216 colors)
  • Light effects: Per key RGB lighting2 and 5 brightness levels
  • Onboard memory: 3 profiles
  • Connection type: USB-C to USB-A
  • Anti-ghosting: 100% anti-ghosting
  • Key rollover: N-key mode
  • Media control: Yes
  • Game Mode: Yes
  • OS compatibility: Windows® 10, 8.1, 8, 7
  • Switch
  • Switch: HyperX Red Switch
  • Operation style: Linear
  • Operating force: 45g
  • Actuation point: 1.8 mm
  • Total travel distance: 3.8 mm
  • Life span (keystrokes): 80 million
  • Cable
  • Type: Detachable, Braided
  • Length: 1.8 m
  • Dimensions: W 296.0 mm x D 105.5 mm x H 36.9 mm
  • Weight: (keyboard and cable) 781.5 g
  • Keycaps: Material PBT3

Design

HyperX Alloy

มาดูแพ็คเกจของคีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy Origins 60 รุ่นนี้กันก่อน ตัวกล่องยังมาในโทนสีแดงสดใส ตัดกับสีขาว ให้ดูสะอาดตา พร้อมกราฟิกของคีย์บอร์ดด้านหน้า ให้เห็นได้ชัดเจน โดยด้านหน้าระบุรายละเอียดของคีย์บอร์ดมาด้วย เช่น 60% Form Factor หรือจะเป็นปุ่มแบบดับเบิลช็อต และมีแสงไฟ RGB ส่วนด้านหลังกล่อง มีข้อมูลสำคัญ เช่น บอดี้อะลูมิเนียมอัลลอย มีที่ดึงปุ่มและปุ่มเสริมมาให้ ขาตั้งปรับระดับได้ 3 ระดับ และ Key Cap ที่มีแสงไฟ RGB ลอดออกมาอย่างสวยงาม

HyperX Alloy

เปิดกล่องดูภายใน ก็จะมีตัวคีย์บอร์ดเกมมิ่ง HyperX Alloy Origins 60 ตัวเล็กกระทัดรัดใส่มาในกล่อง และเอกสาร สำหรับการใช้งาน ในส่วนนี้ เราจะไปคียกันใน Bundle

HyperX Alloy

เมื่อแกะคีย์บอร์ดออกจากกล่อง ก็จะเห็นตัวเต็มๆ ของคีย์บอร์ด Origins 60 รุ่นนี้ ที่เรียกว่ากระทัดรัดน่าใช้งานไม่น้อยเลย


Bundle

HyperX Alloy

มาดูของในกล่องกันบ้างดีกว่า ว่ามีอะไรบันเดิลมาให้ ซึ่งโดยปกติเราก็จะเห็นเฉพาะในส่วนของตัวคีย์บอร์ด สายสัญญาณ และคู่มือจากทาง HyperX เป็นส่วนใหญ่

HyperX Alloy

สิ่งแรกที่น่าจะจำเป็นต่อการใช้งาน แม้จะเป็นเพียงคีย์บอร์ด แต่คู่มือการใช้งานและคำแนะนำที่มีมาให้ด้วยก็สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น และทำความคุ้นเคยกับคีย์บอร์ดได้รวดเร็ว โดยเฉพาะกับคนที่ใช้งานเกมมิ่งคีย์บอร์ดตัวแรกๆ

HyperX Alloy

และสิ่งที่มีมาให้ นอกเหนือจากคีย์บอร์ดเกมมิ่งรุ่นนี้ และคู่มือก็คือ สายสัญญาณ USB Type-C to Type-A ซึ่งพอร์ตที่ต่อจากคีย์บอร์ดจะเป็น Type-C ส่วนต่อกับพีซีจะเป็น Type-A แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือ ปุ่มคีย์แคปที่เป็น Esc และ Spacebar ที่เป็นดีไซน์เฉพาะของ HyperX และ KeyCap Puller Remove หรือตัวดึงปุ่ม เมื่อจะต้องเปลี่ยนคีย์แคปนั่นเอง


Keyboard

HyperX Alloy

หลังจากที่ดูของในกล่องและบันเดิลต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาทำความรู้จักกับตัวคีย์บอร์ด HyperX Alloy รุ่นนี้กันแบบเต็มๆ ดีกว่า

HyperX Alloy

คงต้องบอกว่า Origins 60 รุ่นนี้ จัดเป็นเกมมิ่งคีย์บอร์ดรุ่นแรกที่เป็นแบบ 60% จากทาง HyperX เพราะก่อนหน้านี้ เราจะเห็นอย่างมากก็แค่แบบ Ten-keyless อย่างในรุ่น Alloy Origins Core และส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Full-size จัดเต็ม บางรุ่นก็มาพร้อมมัลติมีเดียคีย์ เต็มรูปแบบ แต่กระแสในช่วงหลังมานี้ จะเห็นได้ว่าธีมคีย์บอร์ดในกลุ่ม TKL เริ่มมีเยอะขึ้น และได้รับความนิยมสูง แต่คีย์บอร์ดที่เล็กกว่า หรือที่เรียกว่า 60% ก็ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อยเลย HyperX จึงเริ่มนำโมเดลนี้ มาลุยตลาดที่ถือว่ายังเป็นกลุ่มของคนที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบความกระทัดรัด พกพาสะดวก และประหยัดพื้นที่ ให้ได้ลิ้มลองกัน

โดยบอดี้หลักของ Origins 60 นี้ ยังคงเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมอัลลอย ที่มีความแข็งแรง และทนทาน แม้ว่าจะทำให้น้ำหนักเบาลง แต่โดยส่วนตัวก็มองว่า ไม่ได้เบาลงมาก แต่เป็นข้อดีคือ ไม่เลื่อนไหลไปมาได้ง่าย อีกทั้งมีพื้นยางที่เป็นฟีตคอยยึดติดกับพื้นโต๊ะได้ดีเลย

HyperX Alloy

ด้านใต้ของคีย์บอร์ด มีโลโก้ HyperX ตัวใหญ่อยู่ด้านใต้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ การออกแบบขาตั้งสำหรับปรับมุมไว้ถึง 3 ระดับ แต่เป็นขาล็อคแบบซ้อนกันอยู่ รายละเอียดจะว่ากันต่อที่ด้านล่างนี้

HyperX Alloy

สเตปในการปรับระดับความชัน ซึ่งทำได้ถึง 3 ระดับคือ เน้นวางแนวราบ สำหรับเกมเมอร์ที่ชอบความคล่องตัว ส่วนอีกสเตปหนึ่งนั้น ใช้ขาตัวเล็กที่ซ้อนกันอยู่ องศานี้ น่าจะเหมาะกับคนที่ใช้ในการพิมพ์งาน และอีกระดับหนึ่งคือ ขาตัวใหญ่ เมื่อวางแล้วจะเอียงองศาไว้ค่อนข้างชันเลยทีเดียว น่าจะเหมาะกับเกมเมอร์ที่เล่นแนว Action FPS หรือชู๊ตติ้ง เพราะให้ความรู้สึกในการวางมือได้อย่างสมดุลกับการเคลื่อนไหวเมาส์ มากกว่าแนวราบ

HyperX Alloy

ขาล็อคด้านใต้ ขนาดใหญ่พอสมควรเลย เพราะถ้าเทียบกับในรุ่นก่อนๆ สัดส่วนของขาตั้งนี้ จะมีมากกว่า และยังแบ่งระดับให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญยังมีพื้นยางขนาดเล็กๆ ในแต่ละชิ้น เพื่อให้ยึดกับโต๊ะได้แน่นมากขึ้น โดยส่วนที่เป็นตัวยางหรือ Feet นั้นจะมีด้วยกัน 4 จุด ในแต่ละมุม ไม่เลื่อนหลุดง่ายๆ เมื่อเล่นเกมแบบเข้าด้ายเข้าเข็ม

HyperX Alloy

สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อของคีย์บอร์ดรุ่นนี้ จะเป็นแบบ USB Type-C โดยมีสายสัญญาณแบบ Type-C to Type-A มาให้ และเป็นสายถัก ที่ดูแน่นๆ พอสมควร ลดปัญหาเรื่องความเสียหาย เมื่อต้องเลื่อนถูไปมากับด้านหลังเคสคอม

กับหน้าตาของ Alloy Origins ที่มีแสงไฟเริ่มสว่างขึ้นทันที เมื่อต่อสายสัญญาณคีย์บอร์ดเข้ากับพอร์ต USB ของพีซีที่ใช้

HyperX Alloy

หน้าตาค่อนข้างจิ้มลิ้มเลยทีเดียว สำหรับคีย์บอร์ดจาก HyperX Alloy รุ่นนี้ บอกมิติแบบคร่าวๆ ไว้ก่อนดังนี้ครับ ความยาววัดได้ประมาณ 29.5cm ความกว้างประมาณ 10.5cm เท่านั้น ส่วนใครอยากทราบว่า ขนาดต่างจากคีย์บอร์ดปกติมากน้อยขนาดไหน ไปต่อกันด้านล่างเลยครับ


Switch

HyperX Alloy

แนะนำ HyperX Red switch กันแบบคร่าวๆ กันก่อน สำหรับคนที่อาจจะเริ่มใช้แมคคานิคอลคีย์บอร์ดกันในแรกๆ สำหรับคีย์สวิทช์รุ่นนี้ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับ Cherry MX ที่เป็น Red switch อยู่มากทีเดียว แต่มีความโดดเด่นกว่า เพราะระยะ Travel distance เป็นช่วงการกดลงไปจะตื้นกว่าเล็กน้อย และการตอบสนองจะไวกว่าเพราะ Actuation Point อยู่ที่ราว 1.8mm เท่านั้น แต่ทั้งคู่เป็นสวิทช์แบบ Linear เช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจคือ HyperX Red นั้น ให้ความทนทานต่อการกดได้ถึง 80 ล้านครั้งเลยทีเดียว

HyperX Alloy

เมื่อแกะดูด้านในของคีย์แคปจะเห็น Red switch และหลอดไฟ LED ด้านบนของตัวสวิทช์ ซึ่งเป็นแสงไฟแบบ RGB สามารถปรับแต่งได้ด้วยซอฟต์แวร์

HyperX Alloy

โดยที่คีย์แคปจะเป็นแบบ PBT ดับเบิลช็อต ซึ่งหลายคนที่คุ้นเคยกับคีย์แคปหรือใช้งาน Mechanical keyboard น่าจะชื่นชอบปุ่มคีย์แคปแบบนี้กันไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว ยังให้แสงไฟที่ลอดออกมาได้คมชัด และที่สำคัญยังให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนคีย์แคปแบบที่ชอบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


Feature

HyperX Alloy

คุณสมบัติหลักๆ ของคีย์บอร์ดรุ่นนี้ อยู่ที่การปรับแสงไฟคีย์บอร์ด RGB เพื่อเพิ่มความสวยงามได้ โดยมีเอฟเฟกต์ให้เลือกใช้บนซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY ที่เราจะมาพูดถึงกันในช่วงต่อไป รวมถึงการตั้งค่ามาโครด้วยเช่นกัน


Software

HyperX Alloy

สำหรับซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY นี้ เป็นสิ่งที่ควบคู่มากับบรรดาเกมมิ่งเกียร์ของ HyperX มาช้านาน และล่าสุดเพิ่งจะได้ปรับเปลี่ยนเวอร์ชั่นใหม่ ให้อัพเดตเข้ากับชุดเกมมิ่ง RGB ใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และยังอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้กับอุปกรณ์ HyperX ของคุณแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว เรียกว่าเสียบปุ๊บก็ Detect ปั๊บ ใช้งานง่ายขึ้น

ด้านในซอฟต์แวร์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักตามการใช้งาน ด้านซ้ายสุดจะเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ไม่ว่าคุณจะใช้เกมมิ่งเกียร์รุ่นไหนจาก HyperX อยู่ หากรองรับซอฟต์แวร์นี้ ระบบจะตรวจเช็คและเพิ่มในรายการให้คุณได้ปรับแต่งใช้งานได้ทันที ในที่นี่เรามีอยู่ 2 ชิ้นคือ Keyboard และ Mouse

ส่วนทางด้านขวาจะเป็นแถบที่ใช้ในการตั้งค่าแสงสี และอุปกรณ์ที่เราใช้ เมื่อมีการปรับแต่งในส่วนใด ก็จะพรีวิวขึ้นบนอุปกรณ์ให้เห็นจากหน้าจอได้เลย เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่จะปรับแต่งอย่างละเอียด เพราะไม่ต้องคอยหันมามองที่อุปกรณ์ โดยในส่วนของเอฟเฟกต์แสงไฟนั้น มีให้เลือกถึง 5 รูปแบบด้วยกันคือ Breathing, Confetti, Swipe, Solid, Twilight, Wave และ Sun

HyperX Alloy

แนะนำการใช้งานง่ายๆ คือ ให้เลือกรูปแบบของเอฟเฟกต์แสงไฟในช่อง Effect จากนั้นคลิ๊กที่เครื่องหมาย “+” Add Effect แล้วเลือกรูปแบบที่ชอบ กรณีที่ชอบแสงไฟรูปแบบเดียว ให้ Remove ตัวอื่นๆ ที่อยู่ในช่องนี้ แต่ถ้าต้องการให้วนลูป แบบมีหลายๆ เอฟเฟกต์รวมกัน ก็เพิ่มเข้าไปได้ตามต้องการ

Target: ในหัวข้อถัดมา ให้เลือกว่าจะใช้เอฟเฟกต์ที่เลือกมานี้ในรูปแบบใด จะเลือกให้สว่างบนปุ่มบนคีย์บอร์ดทั้งหมด หรือจะเลือกเฉพาะปุ่ม ส่วนในหัวข้อ Opacity ก็คือ ความเข้มข้นของแสง จะเลือกให้จากลงมาหน่อย เพื่อความสวยงาม หรือเน้นให้เข้ม กรณีที่เล่นในห้องมืดๆ ก็น่าสนใจ เลื่อนสไลด์บาร์ไปซ้ายหรือขวาตามชอบได้เลย

Speed: ในข้อนี้คือ การปรับความเร็วของเอฟเฟกต์ ว่าต้องการให้ไฟเคลื่อนไหวไปมา ด้วยความเร็วระดับใด บางคนอาจจะชอบช้าๆ เน้นความสวยงาม แต่บางคนชอบความตื่นเต้นเวลาเล่นเกม ก็ปรับเร็วๆ ได้เช่นกัน

HyperX Alloy

ส่วนอีกแท็ปนั้นจะเป็นหัวข้อ Key สำหรับเอาไว้ใช้ในการตั้งมาโคร หรือชุดคำสั่งพิเศษ ให้กับการเล่นเกม เช่นเดียวกับการตั้งค่าฟังก์ชั่นบน Windows หรือเลือกเป็นชอร์ตคัท สำหรับปรับการใช้งานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเล่นเกมนั่นเอง

HyperX Alloy

มาดูในส่วนของแสงไฟ RGB ที่ปรากฏบนคีย์บอร์ด Alloy Origins 60 รุ่นนี้กัน จากภาพด้านบน เป็นการปรับถ่ายในห้องที่มีแสงไฟน้อย เพื่อให้เห็นความสว่างของปุ่มบนคีย์บอร์ด จะเห็นได้ว่าแสงออกมาค่อนข้างคมชัดสดใส การปรับสีทำได้ต่อเนื่อง การเลื่อนไหลก็ดูสวยงามดีทีเดียว ใครที่เล่นในห้องมืด มั่นใจได้ว่ายังไงก็กดได้แม่นอย่างแน่นอน

HyperX Alloy

ตัวอย่างเอฟเฟกต์แสงไฟในแบบต่างๆ เรื่องของความสดใสของสีสัน บอกได้เลยว่า น่าจะถูกอกถูกใจเกมเมอร์สาย RGB ที่เน้นความสวยงามให้กับระบบ Game Rig ที่ใช้อยู่ บอกได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งเกมมิ่งคีย์บอร์ดที่ปรับแต่งได้ค่อนข้างง่าย เมื่อเทียบกับหลายๆ ค่ายที่เคยได้สัมผัสมา

HyperX Alloy

Gaming Test

HyperX Alloy

ความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสคีย์บอร์ดเกมมิ่ง HyperX รุ่นนี้กับการเล่นเกม เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างไปจากคีย์บอร์ดแบบ Full-size หรือ TKL ที่เคยใช้ แต่เป็นแบบที่น่าจะใช้คำว่ามินิมอลได้อย่างชัดเจน คือ ไม่ว่าจะเป็นการวางมือ หรือการเคลื่อนย้าย ให้อารมณ์ของการควบคุมหรือใช้งานได้ดีทีเดียว คล้ายๆ กับการที่คุณเคยใช้รถใหญ่ๆ แล้วมาจับจักรยานยนต์ในบางช่วงของวัน ซึ่งได้ความรู้สึกที่ค่อนข้างผ่อนคลาย

ส่วนการใช้งาน หากคุณไม่ได้เน้นลูกเล่นการปรับแต่งหรือใช้ฟังก์ชั่นบ่อยๆ เช่น การปรับแสงไฟ เสียงหรือบรรดา Prt screen และอื่นๆ มากนัก ก็แทบจะไม่ได้ต่างไปจากคีย์บอร์ดขนาดปกติเลยด้วยซ้ำ การเคลื่อนไหวของนิ้วก็ถูกกำหนดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น แต่จะบอกว่าสะดวกไปเสียทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะคนที่ใช้คีย์บอร์ดใหญ่ อาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับการระยะด้วยหางตา หรือความรู้สึกอยู่พอสมควร

ส่วนในเรื่องของปุ่มหรือคีย์แคป ให้ความแม่นยำและตอบสนองได้ดี ในช่วงแรกๆ อาจจะไวไปด้วยซ้ำ เพราะยังไม่ค่อยชิน สำหรับคนที่เล่น Blue switch มาแต่เดิม อาจจะต้องลดน้ำหนักนิ้วสักนิด เพราะมันไม่ได้มีจังหวะที่สองให้รอ วางนิ้วเผลอลงน้ำหนักไปหน่อย ก็ทำงานแล้ว โดยเฉพาะจังหวะที่เคลื่อนไหว หรือ หลบหลีกอยู่หลังที่กำบัง ต้องระวังไว้ให้ดี แต่พอได้ปรับตัวใช้งานไปสักระยะ ก็จะคุ้นเคยไปเอง ในความรู้สึกเวลาที่เล่น PUBG หรือ COD Warzone ค่อนข้างจะไปได้ดี และด้วยความเป็น Linear เสียงก็ลดน้อยลง แต่ก็ยังมีเสียงอยู่ตามสไตล์ แต่ไม่ได้เป็นแบบ Clicky เท่านั้นเอง

ส่วนเกม Racing แนว NFS ก็ใช้งานได้สะดวกเช่นกัน แต่อาจจะต้องใช้งานไปสักระยะ เพื่อให้จังหวะการควบคุมนิ่งขึ้น เพราะด้วยระยะกดที่สั้น ก็ทำเอาบางครั้ง การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ก็คอนโทรลได้ยากเช่นกัน ซึ่งตรงจุดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความแม่นยำของแต่ละคนด้วย ในการวางน้ำหนักขณะที่เล่น เช่นเดียวกับใน Death Stranding ที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ในการคอนโทรลให้เข้ากับเมาส์ เพื่อการเคลื่อนไหวที่ได้สมดุลนั่นเอง

นอกจากการเป็นคีย์บอร์ดเล่นเกมแล้ว ยังน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ใช้ในการพิมพ์งาน เพราะแรงต้านและการตอบสนองที่ไว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่พิมพ์สัมผัส ให้ความรู้สึกได้ไว และไม่ต้องกดลึกมาก เรียกว่าเข้ากันได้ทั้งการทำงาน ท่องเว็บและการเล่นเกม

HyperX Alloy

Alloy Origins Alloy Elite 2 Alloy Origins 60
ประเภทปุ่มกด HyperX (Red/Aqua/Blue) HyperX Red HyperX Red
ไฟพื้นหลัง RGB LED RGB LED RGB LED
ฟอร์มแฟคเตอร์ ขนาดปกติ ขนาดปกติ 60%
ปุ่มมีเดีย รวม แยกส่วน รวม
การรองรับ NGENUIUTY สนับสนุน สนับสนุน สนับสนุน
โพรไฟล์ไฟส่องสว่าง 3x 3x 3x
USB 2.0 Pass-Through Ok
ประเภทสายสัญญาณ ถอดได้ (USB Type-C) ถอดแยกไม่ได้ ถอดได้ (USB Type-C)
ราคา 3,290 4,590 3,290

Conclusion

HyperX Alloy Origins 60 83

มีอะไรให้พูดกันอีกเยอะครับ สำหรับคีย์บอร์ดเกมมิ่งรุ่นนี้ แม้จะเป็นคีย์บอร์ด 60% ที่มีความกระทัดรัด แต่ก็ซ่อนความสนุกเอาไว้เยอะเลยทีเดียว ว่ากันตั้งแต่เรื่องการใช้งาน ไปจนถึงการปรับแต่ง โดยเฉพาะคอเกมที่ชอบความกระทัดรัด โต๊ะเล่นเกมจัดเอาไว้ สำหรับคอมหรือหน้าจอขนาดใหญ่ ก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับการขยับเมาส์ได้อย่างเหลือเฟือ ด้วย Red switch ที่ใช้อยู่บนคีย์บอร์ด HyperX Alloy Origins 60 รุ่นนี้ ทำให้คนที่ชอบความไว ตอบสนองได้เร็ว สนุกกันเต็มอิ่ม เพราะจากการใช้ในหลายๆ เกม ทำให้รู้สึก Alert มากยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวในช่วงแรกๆ อาจจะเหวอเล็กน้อย เพราะลั่นไปหลายจังหวะ แต่พอมาใช้นานๆ เข้า ก็เริ่มชินมือไปเอง

ส่วนอีกกลุ่มที่น่าจะชื่นชอบคีย์บอร์ดรุ่นนี้เช่นกันก็คือ ท่องเน็ตกับพิมพ์งาน เพราะพิมพ์ได้อย่างสะใจเลยทีเดียว อีกทั้งปุ่มมีแรงต้าน ให้การพิมพ์ได้ไว และเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังกดเลื่อนหน้าง่ายขึ้นอีกด้วย แต่อาจจะต้องเซ็ตปุ่มให้เหมาะกับการใช้งานด้วยเช่นกัน ส่วนสีสันบอกเลยว่า จัดจ้านสวยงาม ปรับแต่งก็ง่าย ผ่านทางซอฟต์แวร์ แค่เลือกโพรไฟล์ตามที่คุณต้องการ ก็เปิดใช้งานได้ทันที ซึ่งในภาพรวมเคาะราคาประมาณ 3 พันต้นๆ ก็ถือว่าค่อนข้างลงตัว เมื่อเทียบกับราคารุ่นใกล้เคียงกันในตลาด นอกจากจะได้สวิทช์ Red ทนทานระดับ 80 ล้านครั้ง พร้อมแสงไฟ RGB และเป็นแบบ Keyboard 60% ได้คีย์แคปแบบ PBT Double shot งานเนี๊ยบๆ บอดี้อะลูมิเนียมอัลลอย ปรับแต่งมาโครและไฟ RGB ราคานี้ก็น่าสนใจไม่เบาเลย


ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX Alloy Origins 60

ราคา: ประมาณ 3,290 บาท


รู้จักกับคีย์บอร์ดเกมมิ่ง 60%

คีย์บอร์ด 60% คีย์บอร์ดขนาดเล็ก มีแค่ 61 ปุ่ม โดยจะรวบรวมเอาปุ่มคำสั่ง Insert, Page Up, Page Down ฯลฯ เข้ามาอยู่ในปุ่มหลักด้วย ส่วนปุ่มลูกศรก็ถูกเอามาทับกับปุ่ม Alt, ปุ่มคลิกขวาบนคีย์บอร์ด, Ctrl ฝั่งขวามือ และปุ่มลูกศรชี้ขึ้นบนจะทับกับตัวอักษร “ฝ” บนแป้นภาษาไทย เวลาจะกดปุ่มเหล่านี้ก็ต้องกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะเปลี่ยนเป็นปุ่มแบบเดิมที่ไม่ใช่ปุ่มลูกศร

HyperX Alloy Origins 60 4

ปัจจุบันผู้เขียนใช้คีย์บอร์ดแบบ 60% เป็นคีย์บอร์ดหลักมาร่วมสองสัปดาห์แล้วพบข้อดีคือตัวคีย์บอร์ดมีขนาดเล็กไม่กินพื้นที่ เวลาลากเมาส์ตอนเล่นเกมแนว FPS นิ้วโป้งก็ไม่โดนคีย์บอร์ดเหมือนตอนใช้คีย์บอร์ด Mechanical ขนาด Full size และถ้าคีย์บอร์ดนั้นต่อ Bluetooth ได้ก็สามารถพกใส่กระเป๋าเป้ไปใช้งานตามสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าแบบ 75% เสียอีก

ส่วนข้อสังเกตคือเวลากดปุ่ม ฝ, ฦ, /, ? ที่กลายเป็นปุ่มลูกศรชี้ขึ้นนั้นต้องอาศัยการปรับตัวจากที่เคยกดได้เลยก็ต้องเลื่อนมือมากด Fn ค้างไว้ก่อนแล้วค่อยกดปุ่มเหล่านี้ได้ ซึ่งแม้จะใช้เวลาอยู่บ้างแต่แลกกับการได้ใช้คีย์บอร์ดขนาดเล็กก็จัดว่าไม่เลวเช่นกัน


การเลือกใช้งานคีย์บอร์ดไร้สาย

การเลือกซื้อคีย์บอร์ดแบบไร้สายนั้น สามารถดูได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งรูปแบบการใช้งาน ขนาดของคีย์บอร์ด แบตเตอรี่ และไลฟ์สไตล์การใช้งานของตัวเองด้วย รวมไปถึงประเภทของปุ่มกด ที่มีอยู่หลายแบบให้เลือกใช้ อยู่ที่ว่าจะเอาไปใช้งานแบบไหน และใช้กับเครื่องมืออะไร สิ่งแรกที่ควรดูก่อนเลยนั่นก็คือขนาดของคีย์บอร์ด ที่มีอยู่หลายขนาดมากๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กแบบพกพาง่ายๆ มีน้ำหนักเบา หรือจะเป็นแบบพับได้ก็มี ซึ่งแบบนี้จะเหมาะกับคนที่ต้องทำงานนอกสถานที่เป็นประจำ เพราะต้องพกพาไปด้วย

ฟังก์ชัน Switching หรือ Multi Pairing ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อของคีย์บอร์ด และอุปกรณ์หลักที่ใช้งาน สามารถเชื่อมต่อกันได้หลายตัวพร้อมๆ กัน และสามารถสลับเครื่องไปมาได้ เช่น การเชื่อมต่อกับมือถือกับแท็ปเล็ต การเชื่อมต่อมือถือกับโน๊ตบุ๊ค ฯลฯ ซึ่งข้อดีของการมี Switching หรือ Multi Pairing ก็คือจะทำให้การใช้งานหลายเครื่องเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสลับเครื่องเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอ

กลไกของคีย์บอร์ด ที่ถึงแม้ว่าจะมีบางคนที่ไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่การเลือกซื้อกลไกของคีย์บอร์ดจริงๆ แล้วมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลย เนื่องจากรูปแบบของกลไกนั้น จะมีอยู่ถึง 4 แบบด้วยกัน นั่นก็คือ

  • Membrane: กลไกที่เป็นแบบทั่วไป หรือในแบบเก่าก็ว่าได้ ที่เป็นพลาสติกครอบทับกับแผ่นยาง เมื่อกดแล้วแผ่นยางจะยุบตัวไปสัมผัสกับแผงวงจร แล้วก็เด้งกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งแบบนี้จะมีข้อดีตรงที่ เป็นคีย์บอร์ดที่มีราคาถูกมาก และเหมาะกับการใช้งานทั่วไป
  • Pantograph: ปุ่มคีย์แบบกดง่ายสบายนิ้ว ที่มีรูปแบบคล้ายกับตัว Membrane แต่กลไกของตัวนี้ จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกว่า และสามารถสัมผัสปุ่มได้ดีกว่า รวมไปถึงการตอบสนองต่อการใช้งานที่ดีกว่าด้วย ทำให้แบบนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยม สำหรับการใช้งานร่วมกับโน๊ตบุ๊ค หรือการใช้งานทั่วไป
  • Mechanical: จะบอกว่ากลไกนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นคนใช้งานทั่วไป หรือใช้งานหนักๆ ไปกับการเล่นเกม เนื่องจากทุกปุ่มจะมีสวิทช์ในตัวทั้งหมด เมื่อกดลงไปแล้วสวิทช์จะทำงานและส่งข้อมูลไปยังเครื่องทันที จึงทำให้การใช้งานทำได้เร็วขึ้น และถูกต้องแม่นยำกว่า
  • Capacitive Switch: กลไกแบบสุดท้าย ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมสำหรับคนทำงานหนัก และใช้งานคีย์บอร์ดอยู่บ่อยๆ เนื่องจากกลไกนี้จะมีความผสมผสาน ระหว่างสปริงและยาง ทำให้การใช้งานตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และด้วยความแข็งแรงคงทนของกลไกนี้ จึงทำให้การเล่นเกมหรือใช้พิมพ์งานนานๆ ได้เป็นอย่างดี

ราคา แบตเตอรี่และการเชื่อมต่อระบบ: ก็เป็นอีกหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะราคาของคีย์บอร์ดไร้สายจีมีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว การดูงบประมาณของตัวเองด้วยนั้น ก็สำคัญอยู่ไม่น้อย รวมไปถึงแบตของตัวคีย์บอร์ดนั้น จะมีทั้งแบบที่สามารถชาร์จเพื่อใช้งานได้เรื่อยๆ กับแบบที่ใช้หมดแล้วหมดเลย ไม่สามารถชาร์จได้อีก ก่อนจะซื้อก็ควรดูก่อนทุกครั้งว่าเป็นแบบไหน

รีวิว คีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy Origins เล่นเกมสนุก ไฟแต่งได้ บอดี้แกร่ง

HyperX Alloy Origins j

รีวิว คีย์บอร์ดเล่นเกม HyperX Alloy FPS RGB Gaming Keyboard คลิ๊กสนุก RGB สีสันจัดจ้าน

HyperX Alloy FPS RGB j1

from:https://notebookspec.com/web/588784-hyperx-alloy-origins-60-gaming-keyboard

Creative Sound Blaster GC7 DAC เทพเพื่อเกมเมอร์ขาย 5,000 บาท

Creative Sound Blaster GC7 DAC (Digital to Analog Converter) คุณภาพสูงรุ่นใหม่ที่ทางบริษัท Creative ผลิตมาเพื่อเกมเมอร์, สตรีมเมอร์และ Content Creator โดยเฉพาะเปิดตัวแล้วกับราคา 169.99 ดอลลาร์ หรือราว 5,000 บาท มีกำหนดวางขายทั่วโลกและดีไซน์เรียกว่าออกแบบมาใช้งานง่าย ตั้งค่าให้ปุ่ม C1-C4 ที่ติดตั้งเอาไว้กดสั่งการแบบพิเศษได้ ไม่ว่าจะอัดคลิปในช่วงที่ต้องการหรือตั้งค่าเปิดสตรีมก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ที่ตัวก็มีพอร์ตเชื่อมต่อเยอะครบครันอีกด้วย

creative Sound Blaster GC7

สเปค Creative Sound Blaster GC7

Creative Sound Blaster GC7 จะมีสเปคดังนี้

  • DAC รองรับเสียง 24-bit, 192 kHz PCM ขับเสียงให้หูฟังระดั 32-300 โอห์มได้ ซึ่งหูฟังเกมมิ่งทั้งหมดในปัจจุบัน DAC นี้ขับได้สบาย ๆ รองรับเสียงดังสุด 120 เดซิเบล
  • ปุ่ม C1-C4 ตั้งค่าให้รันการทำงานเฉพาะ เช่นอัดคลิป, เปิด Live Stream และอื่น ๆ ได้ตามต้องการและมีไฟ RGB อีกด้วย 
  • มีชิป DSP สองตัวติดตั้งมาให้ เป็น Super X-Fi สร้างเสียงจำลองแบบ 5.1 และ 7.1 แชนแนลได้ แต่ต้องใช้กับหูฟังที่รองรับด้วย และ Acoustic Engine ชิปประมวลผลเสียงแล้วขับทางลำโพงและหูฟังเรา รองรับ Dolby Audio
  • สั่งเปิดโหมดเสียง SXFI Battle Mode ให้เสียงในหูฟังแสดงแบบแบ่งทิศและระยะทางให้ได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น เหมาะกับการเล่นเกมแนว FPS
  • โหมดเสียง Scout mode แสดงผลเสียงทุกรายละเอียดให้เราได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น

sound blaster 2

  • วงล้อสามวงแบ่งเป็น
    • วงล้อซ้ายเอาไว้ปรับเสียงดังเบาให้กับหูฟังตอนใช้เล่นเกม
    • วงตรงกลางเป็นวงตั้งค่าพรีเซ็ตของตัว DAC  สามารถหมุนเลือก Preset ที่ต้องการได้เลย โดยโปรแกรมจะทำงานแยกออกไปเป็นอีกโปรแกรมไม่เกี่ยวกับเกม รวมทั้งเลือกโหมดเสียงต่าง ๆ ได้ที่ปุ่มรอบ ๆ อีกด้วย
    • วงล้อขวาสุดเอาไว้บาลานซ์เสียงในเกมกับเสียงพูดของเพื่อนในโปรแกรมแชตเช่น Discord เป็นต้น

connection

  • ตัว DAC มีพอร์ตเชื่อมต่อหลายช่องด้วยกัน โดยแยกเป็น
    • ด้านหน้ามีช่องต่อพอร์ตเสียง ใช้งานกับ PC, เครื่องคอนโซลและสมาร์ทโฟนก็ได้ มีช่องไมโครโฟนและหูฟังแยกเฉพาะ
    • ด้านหลังมี Line Out, Line In สำหรับสมาร์ทโฟน, สวิตช์ปรับ Gain เสียงว่าต้องการแบบ High หรือ Low, Opt out, Opt in, USB-C, สวิตช์เลื่อนเปลี่ยนโหมดระหว่าง Mobile / Console / PC, สวิตช์เปิดปิดการทำงาน
  • รองรับการทำงานได้หลากหลายทั้ง Android, iOS, Windows, macOS, PS4, PS5, Nintendo Switch ก็เชื่อมต่อกับ DAC นี้ได้เช่นกัน

dac spec

 เรียกว่าถ้าใครเป็นเกมเมอร์หรือ Streamer ที่อยากได้ DAC แบบแท่นเอาไว้ปรับเสียงระหว่างใช้งานได้ราบลื่นยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าใช้งานกับ Stream Deck ก็ยิ่งทำให้การสตรีมทำได้ดีและดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้นหลายเท่าเลย

ที่มา : Notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/588703-creative-sound-blaster-gc7-premium-dac

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 สวมสบาย เล่น PUBG Warzone เสียงสะใจ

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 เป็นการกลับมาอีกครั้ง สำหรับหูฟังเกมมิ่งที่เป็นระดับตำนาน ด้วยยอดขายถล่มทะลาย ที่ครั้งนี้พลิกโฉมให้กลายมาเป็นหูฟังเกมมิ่งไร้สาย ที่ยกระดับความเทพ พร้อมรองรับระบบเสียง 7.1 ซึ่งออกมาตอบโจทย์ให้กับคอเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชูตติ้งโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเกมสนุกขึ้น และมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเล่น พร้อมทั้งเสียงที่คมชัดและสมจริง มาในสไตล์ของหูฟัง Cloud ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมและฮอตสุดๆ กับการถอดแบบพันธุกรรมอันโดดเด่นมานี้ จะทำให้คุณชื่นชอบเพียงใด ไปดูในรีวิวนี้กันได้เลยครับ

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless เป็นหูฟังที่ได้รับการสืบทอดความเป็นเกมมิ่งโดยตรง จากรุ่นพี่ที่สร้างความประทับใจให้กับเกมเมอร์ทั่วโลกมาแล้ว อย่าง Cloud และ Cloud II ด้วยคุณภาพเสียงที่เร้าใจ ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ และการสวมใส่ที่สบาย โดยที่ Cloud II Wireless นี้ ถูกจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงการมใส่ฟีเจอร์สำคัญ ให้รองรับการเล่นเกมและความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเป็นหูฟังแบบ Close cup ขนาดกลาง เหมาะกับศีรษะคนเอเซีย ปรับขยับได้เล็กน้อย ครอบหูฟังนุ่มนวล และมี ไดรเวอร์ขนาด 53mm ในแบบ Neodymium ให้คุณภาพเสียงที่ดี และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการใช้งานได้อย่างคล่องตัวนั่นเอง และแม้ว่าจะเป็นแบบไร้สาย มีแบตฯ ในตัว แต่น้ำหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะอยู่ที่ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะใหญ่เทอะทะ และหนักจนไม่สบายศีรษะ

จุดเด่น

  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • ครอบหู Earcup นุ่ม กันเสียงรบกวนได้ดี
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง เล่นเกมแนว Battle Royale สนุกขึ้น
  • ไมโครโฟนถอดได้ ปรับได้อิสระ
  • เชื่อมต่อแบบไร้สาย เคลื่อนไหวสะดวก

ข้อสังเกต

  • ดีไซน์มาบนพื้นฐาน Cloud รุ่นดั้งเดิม
  • หมุนครอบหูไม่ได้ คล้องคอไม่สะดวก

ราคา: ประมาณ 4,890 บาท

Specification

  • Driver: Dynamic, 53mm with neodymium magnets
  • Type: Circumaural, Closed back
  • Frequency response: 15Hz–20kHz
  • Impedance: 60 Ω
  • Sound pressure level: 104dBSPL/mW at 1kHz
  • T.H.D.: ≤ 1%
  • Weight: 300g
  • Weight with mic: 309g
  • Cable length and type: USB charge cable (0.5m)
  • Battery life2: 30 hours
  • Wireless Range3: 2.4 GHz
  • Up to: 20 meters
  • Element: Electret condenser microphone
  • Polar pattern: Bi-directional, Noise-cancelling
  • Frequency response: 50Hz-6.8kHz
  • Sensitivity: -20dBV (1V/Pa at 1kHz)

Unbox

หูฟังเกมมิ่ง

มาเริ่มต้นกันที่แพ็คเกจภายนอก ตัวกล่องเป็นสไตล์แบบใหม่ ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2020 ที่ผ่านมา กับโทนสีขาว-แดง ที่ดูสะอาดตา หน้ากล่องมาพร้อมกราฟิกรูปหูฟัง ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่มีมาในรุ่นนี้ ที่เพิ่มเข้ามาให้เห็นก็คือ Wireless + 7.1 ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นหูฟังไร้สาย และรองรับระบบเสียง 7.1 นั่นเอง

ส่วนด้านข้างกล่องก็จะเป็นรายละเอียดฟีเจอร์สำคัญบางส่วน ระบุเอาไว้ ซึ่งในแง่ของคนที่ชอบการดูข้อมูลข้างกล่อง ก็พอจะเอามาใช้ในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อเอามาเทียบกับกล่องของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud Alpha S จะเห็นได้ว่า แทบไม่ได้ต่างจากกันมากนัก เพราะเป็นโทนสีเดียวกัน แต่ Cloud II นั้นใส่โทนแดงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ปีนี้

หูฟังเกมมิ่ง

มาถึงการแกะกล่องกันบ้าง ด้านในของกล่องมาพร้อมกันกระแทกแบบใส ที่ช่วยเซฟตัวหูฟังให้ปลอดภัย รวมถึงชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบเสริม ซึ่งอยู่ในกล่องอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น ไมโครโฟนหรือ USB Receiver ก็ตาม

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อแกะกันกระแทกที่เป็นพลาสติกใสออก จะมีของในกล่อง ประกอบด้วย หูฟัง Cloud II Wireless, Manual, USB Charge, USB receiver และ Microphone

หูฟังเกมมิ่ง

ตัวหูฟังแพ็คมาเป็นอย่างดี และมีพลาสติกปิดด้านข้าง ป้องกันไม่ให้เป็นรอย ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เรียกว่าประมาณฝ่ามือเท่านั้น

ไมโครโฟนเป็นแบบถอดได้ Detachable และยังปรับรูปทรงให้เข้ากับปากของผู้ใช้ ตรงปลายดีไซน์มาเป็นอย่างดี

หูฟังเกมมิ่ง

และของที่มีมาให้ในกล่องก็คือ คู่มือที่เป็นแผ่นกระดาษ บอกรายละเอียดการใช้งานและฟังก์ชั่นบนหูฟังมาครบถ้วน ด้านล่างเป็นตัว USB สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และสุดท้ายคือ สายชาร์จไฟให้กับหูฟัง โดยเป็นแบบ USB Type-A to Type-C

Design

หูฟังเกมมิ่ง

มาว่ากันที่หน้าตาและการออกแบบหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้กันก่อน เรื่องของดีไซน์เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Cloud รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หูฟังเกมมิ่ง
หูฟังเกมมิ่ง

บอดี้หลักมาในโทนสีดำ ตัดด้วยสีแดงบริเวณก้านหูฟัง และโลโก้ HyperX ซึ่งตัดกันได้ลงตัวทีเดียว แต่ถ้าใครเป็นแฟนหูฟังเกมมิ่ง HyperX มาก่อน ก็อาจจะรู้สึกค่อนข้างคลาสสิก เพราะทั้งรูปลักษณ์และสีสัน มาในแบบดั้งเดิม

หูฟังเกมมิ่ง

ครอบศีรษะด้านบนก็เช่นกัน มาในโทนสีดำ ตัดด้วยเส้นสายสีแดง คล้ายกับเดินด้ายแดงในเบาะรถสปอร์ต พร้อมโลโก้ HyperX ที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง

หูฟังเกมมิ่ง

ปรับระยะได้ถึง 7 สเตปด้วยกัน พอให้ใช้งานร่วมกับศีรษะในขนาดต่างๆ ได้สะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

โครงสร้างของคาดศีรษะเป็นอะลูมิเนียมมีความยืดหยุ่น ทำให้ภาพรวมของหูฟังมีน้ำหนักเบาลง และรองรับการปรับเลื่อนให้เข้ากับศีรษะผู้ใช้ ส่วนตัวจะติดอยู่นิดหน่อย ตรงสายที่ยื่นออกมาจากตัวหูฟัง ทำให้ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

HyperX Cloud II Wireless 001

การปรับเลื่อน ทำได้ประมาณ 7-9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคน จะเห็นความต่างได้จากภาพ ซ้ายจะเป็นแบบปกติ ส่วนทางขวา จะเป็นการปรับเลื่อนมาสุด ซึ่งทำให้รองรับศีรษะที่มีขนาดใหญ่ได้สบาย

หูฟังเกมมิ่ง

มาดูที่เรื่องของน้ำหนักกันบ้าง ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก เรียกว่าเป็น Close cup ระดับกลาง ทำให้เข้ากับหูของผู้ใช้ได้ดีทีเดียว และน้ำหนักเพียง 300 กรัม โดยประมาณ จึงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดในการใช้ หรือการคล้องคอ เมื่อพักการเล่นในช่วงวัน ด้วยการที่เป็นหูฟังไร้สาย จึงพกพาได้สะดวกมากขึ้น

จะติดเล็กน้อยตรงที่ครอบหูฟังนั้น ไม่สามารถหมุน 90 องศาได้ ทำให้เมื่อคล้องคอ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะเล็กน้อย เพราะจะค้ำคออยู่บ้างนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง
HyperX Cloud Wireless detail

HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 53mm ในแบบนีโอดายเมียม ซึ่งเป็นแบบแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง เพื่อให้คุณภาพของเสียงที่ดี และลดความผิดเพี้ยนได้ดี มาด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น หุ้มไว้ด้วยผ้าที่อยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง

หูฟังเกมมิ่ง

แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ หูฟังเกมมิ่ง และทำให้เกมเมอร์ชื่นชอบในแบรนด์ HyperX นี้ก็คือ ครอบหูฟังที่มีความนุ่มนวล สวมใส่สบาย ด้วยเมมโมรีโฟมที่หนา หุ้มด้วยวัสดุแบบหนัง นอกจากจะให้ความนุ่มสบายหูแล้ว ยังลดเสียงรบกวนได้ดีทีเดียว น่าจะถูกใจคนที่ชอบเล่นเกมเป็นเวลานานๆ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า วัสดุค่อนข้างพรีเมียม แต่บางคนก็อาจจะชอบความเป็นผ้าที่หุ้ม เพราะเน้นการระบายอากาศ แต่แจ้งไว้ก่อนว่า ไม่มีที่หุ้มสำรองมาให้นะครับ

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนไมโครโฟนนั้น มีการปรับรูปแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นแบบ Bi-Direction หรือรับเสียงจากทางเดียว ลดเสียงรบกวนภายนอกได้ดี รวมถึงยังเป็นแบบ noise-cancelling รวมถึงถอดสายได้ ปรับพับงอ ให้เข้ากับสรีระของแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนในเรื่องของระยะการทำงาน และการเชื่อมต่อของหูฟัง Cloud II Wireless รุ่นนี้ ระยะการทำงานอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร เดินข้ามห้องไปประมาณ 2 ห้องยังพอได้ หรือลงไปหาน้ำหาข้าวทานในครัวไม่ไกลมา ก็พอได้ ใช้งานร่วมกับ WiFi 2.4GHz สามารถเชื่อมต่อได้นาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ เรียกว่าใช้งานและสแตนบาย ได้ทั้งวัน

หูฟังเกมมิ่ง

หูฟังจะมีช่องมาให้ 2 จุดด้วยกันคือ ด้านบนจะเป็น USB-C ที่ใช้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟัง และด้านล่างลงมาจะเป็นช่องต่อกับไมโครโฟน ที่ถอดใส่ได้ เพื่อความสะดวก

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้บนตัวหูฟัง ยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มปรับระดับเสียง ใช้เป็นการเลื่อนหมุนไปมา โดยจะอยู่บนหูฟังทางด้านขวา

หูฟังเกมมิ่ง

ส่วนทางด้านซ้าย จะประกอบด้วยปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดการใช้งาน และเปิด-ปิดการทำงานของไมโครโฟน

หูฟังเกมมิ่ง

Setup

หูฟังเกมมิ่ง

การติดตั้งและใช้งาน หูฟังเกมมิ่ง HyperX นี้ค่อนข้างจะง่ายดาย เริ่มต้นนำ USB Receiver ที่มีมาให้ในกล่อง ไปต่อเข้าพอร์ต USB บนพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค หากเป็น Windows 10 เมื่อระบบตรวจพบ และจัดการไดรเวอร์พื้นฐานให้อัตโนมัติ ก็สามารถกดปุ่มเพาเวอร์ที่หูฟัง ก็พร้อมสำหรับการใช้งานได้แล้ว

Software

หูฟังเกมมิ่ง

ในการเริ่มต้นใช้งาน หากต้องการความสะดวกในการจัดการและปรับแต่งฟังก์ชั่นบน Cloud II Wireless รุ่นนี้ สามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ HyperX NGENUITY มาใช้งานได้

หูฟังเกมมิ่ง

เมื่อติดตั้งโปรแกรม NGENUITY เรียบร้อยแล้ว ระบบจะตรวจเช็คบรรดาอุปกรณ์ของ HyperX ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดฟังก์ชั่นให้กับผู้ใช้ได้ปรับแต่งตามสะดวก

เช่นเดียวกับตัวอย่างนี้ ซอฟต์แวร์ตรวจพบทั้งเมาส์ และหูฟังเกมมิ่ง ในส่วนของหูฟัง เมื่อเราคลิ๊กไปที่ Headset จะเห็นว่า มีฟังก์ชั่นในการใช้งานแสดงให้เราเห็น หลักๆ จะอยู่ที่ Volume, Microphone ซึ่งให้คุณได้ปรับระดับเสียงได้จากตรงนี้ และด้วยการสนับสนุนระบบเสียง 7.1 Surround sound ก็ให้คุณเลือกปรับระบบเสียงรอบทิศทางได้อีกด้วย รวมถึง MIC Monitoring ที่ให้คุณได้เลือกปรับไมค์เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หูฟังเกมมิ่ง

นอกจากนี้แล้ว ทางด้านบนขวาของซอฟต์แวร์ ยังรายงานระดับแบตฯ ของหูฟังไว้ให้อีกด้วย ตรงนี้คุณสามารถกำหนดให้หูฟังปิดการทำงาน เมื่อหยุดใช้งานเป็นเวลาเท่าใด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไปในตัว รวมถึงการตั้งค่า Preset ให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละรูปแบบ ง่ายๆ ก็คือ อาจตั้งเป็น Preset Game, Cinema หรือ Music ได้ถึง 3 Preset ด้วยกัน

ทดสอบใช้งานและคุณภาพเสียง

มาว่ากันที่การใช้งานกันก่อน ถ้าให้คะแนนเรื่องความสะดวก และการสวมใส่ที่สบาย ก็ต้องบอกว่า 9/10 เพราะใช้งานง่ายมากๆ เรียกว่ามือใหม่ ก็ยังทำเองได้ แค่เสียบตัวรับ-ส่งสัญญาณเข้ากับคอม และกดปุ่มเพาเวอร์ของหูฟังเท่านั้น ลืมเรื่องวุ่นวายของหูฟังไร้สายในอดีตไปได้เลย ส่วนความสบายก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล เพราะถึงจะเป็นเมมโมรีโฟมที่นุ่มนวล แต่วัสดุที่หุ้มเป็นแบบหนัง ก็อาจจะมีหลายๆ คนที่ชอบ แต่บางคนก็อาจจะสะดวกแบบที่เป็นผ้ามากกว่า เพราะระบายอากาศดี แต่ถ้าในเรื่องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ก็ต้องยกให้หนังแบบนี้เลยครับ ส่วนในเรื่องความยืดหยุ่น การปรับเลื่อน ปรับระดับต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ให้ความยืดหยุ่น สบายศีรษะเวลาสวม

มาถึงคุณภาพเสียงกันบ้าง เริ่มต้นกับการเล่นเกม Cloud II Wireless รุ่นนี้ ตอบโจทย์ได้ดี ในแง่ของสเตจเสียงที่กว้าง ให้รายละเอีดในการเล่นได้สนุก ไม่ว่าจะเป็นเสียงระหว่างการปะทะใน PUBG หรือเอฟเฟกต์ของระเบิด ไปจนถึงการถล่มฐานใน Battlefield V ที่มีเสียงกระสุนปืนและเปลวไฟได้ค่อนข้างชัด หรือจะเป็นเกม NFS ที่รีดเอาเสียงท่อกับการกดไนตรัสได้อย่างสะใจ ซึ่งหากคุณเป็นคอเกมแนวนี้ ก็น่าจะอิ่มเอมไปกับความมันส์ได้อย่างเต็มที่

HyperX Cloud Wireless 1

ส่วนถ้าเป็นการชมภาพยนตร์ เรื่องการเก็บรายละเอียดเสียงบนวีดีโอคุณภาพสูง หูฟังเกมมิ่ง รุ่นนี้ก็จัดจ้านไม่น้อย ตัวอย่างในหนัง Thor Ragnarok ฉากที่ Hulk โดนธอร์ซัดกระเด็นกระดอนในสนามสู้ ก็มาได้ทุกเม็ด ตั้งแต่เสียงโลหะกระแทก ไปจนถึงปูนที่แตกกระจาย ก็จัดว่าทำได้ดีเอาใจคอบันเทิงได้ แม้ว่าเสียงกลางกับเบสจะไม่ได้แน่นนัก แต่ก็มีส่วนอื่นๆ ที่โดดเด่นนำหน้ามาให้อย่างลงตัว

และสิ่งที่หลายคนน่าจะชื่นชอบก็คือ การฟังเพลง ในกลุ่มของคนที่ชอบความสดใสในดนตรีแจ๊ส ค่อนข้างจะไปได้ดี เช่นเดียวกับในแนวคลาสสิคก็ดูหรูหรา ส่วนในแง่ของ Rock หรือ Heavy ก็พอไปได้ แต่อาจจะไม่ได้ตุบๆ ตึ้มๆ ไปแบบหูฟังแนวดนตรีเท่านั้นเอง

Conclusion

HyperX Cloud II Wireless 59

มาที่ภาพรวมของหูฟังเกมมิ่ง HyperX Cloud II Wireless + 7.1 รุ่นนี้ คงจะเป็นการย้ำเตือนคุณภาพระดับตำนานของ Cloud Headset ให้ชัดเจนอีกครั้ง ราคาแนะนำของหูฟังรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 4,890 บาท แม้ว่าอาจจะดูสูงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในตลาดเวลานี้ นับว่าราคาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อลองดูฟีเจอร์และลูกเล่นที่จัดมาให้ ก็น่าจะขาดแค่เรื่องของแสงไฟ RGB เท่านั้น แต่อย่างอื่นนั้น ถือว่าให้มาได้อย่างคุ้มค่า เหนือกว่าหูฟังหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกันอีกด้วย โดยหูฟังรุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบความสนุกสนานในการเล่นเกมเป็นหลัก และยังรักความบันเทิงในการดูหนัง ตามมาติดๆ ด้วยการฟังเพลง เพราะในหลายๆ ครั้ง หูฟังแสดงความเป็นตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างน่าสนใจ

วัสดุและการสวมใส่ HyperX ก็ยังเอาใจคอเกมที่เล่นเกมเป็นเวลานานๆ เพราะสวมใส่สบาย มีความนุ่มนวล และน้ำหนักที่เบา ก็ทำให้ใส่ได้ยาวนาน ไม่อึดอัดจนเกินไป ปรับฟังก์ชั่นบนหูฟังได้ ก็ช่วยอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ระบบเสียง 7.1 ที่ปรับได้จากซอฟต์แวร์ ก็ช่วยให้การเล่นเกมหรือดูหนังมีอรรถรสมากขึ้น เช่นเดียวกับการทดสอบ ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ยาวนาน เรียกว่าเล่นเกม สลับดูหนัง และสแตนบายได้เป็นวัน ยังไม่หมดง่ายๆ ส่วนที่จะดูติดนิดหน่อยก็อย่างที่บอกไว้คือ ไม่สามารถหมุนหรือ Flip หูฟังได้ 90 องศา การคล้องคอก็เลยไม่สะดวกนัก แต่ก็พอแก้ได้ด้วยการเลื่อนระยะของครอบศีรษะให้ยืดออก ก็ช่วยให้ไม่ค้ำเกินไปนัก ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าเสียงที่ได้นั้น คุณจะชื่นชอบมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม: HyperX

from:https://notebookspec.com/web/582842-gaming-headset-hyperx-cloud-ii-wireless

รีวิว Steelseries APEX 7 ออปชั่นครบเพื่อโปรเพลเยอร์

หนึ่งในแบรนด์คีย์บอร์ดที่โปรเพลเยอร์เลือกสำหรับการแข่ง หรือสำหรับเกมเมอร์มือหนักเลือกใช้เลยก็คือ Steelseries ที่ขึ้นชื่อเรื่องของความทนทาน และฟังค์ชั่นที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะ โดยเฉพาะใน APEX 7 ที่ทีมงานได้มาทดสอบในวันนี้จัดเต็มทั้งฟังค์ชั่น และไฟ RGB ที่ออปชั่นแน่นที่สุด แต่จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปชมกัน

Steelseries

Steelseries APEX 7 เป็นคีย์บอร์ดระดับท๊อปที่มีออปชั่นจัดจ้านมาก ออกแบบเพื่อ E-Sport Player / Pro Player คนชื่นชอบการเล่นเกมส์ ที่รับสัมผัสการกดแบบ Mechanical แท้ๆ และความแข็งแรงเป็นพิเศษ ด้วยวัสดุอลูมิเนียมเช่นเดียวกับยาวอวกาศแบบเดียวกับ SteelSeries Apex Pro ต่างกันที่ สวิทซ์ที่ตัว Apex 7 จะเป็น Mechanical Switch ส่วนเจ้า Apex Pro เป็นแบบ Omni-Point Switch ที่เป็น Optical Switch โดยในประเทศไทยนั้นก็จะมีสวิทซ์ให้เลือกซื้อ 2 สี ได้แก่ SteelSeries Blue Switch และ Red Switch นอกจากนั้นยังมาพร้อมไฟ RGB แบบ Per Key จอ OLED พร้อม ปุ่มมัลติมีเดียที่ออกแบบให้สามารถปรับแต่งที่คีย์บอร์ดโดยตรงได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องผ่านซอฟแวร์ อีกทั้งยังแสดงการแจ้งเตือนต่างๆได้ด้วย

Specifications Steelseries APEX 7 

  • Top Material : Aircraft Grade Aluminum Alloy Frame
  • N-Key Roll Over : 104-Key
  • Anti-Ghosting : 100%
  • Illumination : Dynamic Per Key RGB Illumination
  • Weight : 2.1 lbs
  • Height : 403.3 mm
  • Width : 17.2 mm
  • Depth : 139.2 mm
  • Type & Name : SteelSeries QX2 Mechanical RGB Switch
  • Switch Actuation : 2 mm
  • Total Travel : 4 mm
  • Force : 45cN
  • Lifetime : 50 Million Keypresses
  • OS : Windows, Mac OS X, Xbox, and PlayStation. USB port required
  • Software : SteelSeries Engine 3.15+ (coming soon) for Windows (7 or newer) and Mac OSX (10.11 or newer)

Streelseries APEX 7 01 Streelseries APEX 7 02

Streelseries APEX 7 03 Streelseries APEX 7 04

กล่องของ Steelseries APEX 7 มาในโทนขาวส้มอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมระบุฟีเจอร์ต่างๆอย่างครบครัน โดยเฉพาะภาษาไทยที่มีพิมพ์มาพร้อมสรรพ ทำให้รู้ถึงฟีเจอร์และความใส่ใจของ Steelseries ที่มีต่อชาวไทย

Streelseries APEX 7 05

อุปกรณ์ภายในกล่องหลักๆจะมีตัว Steelseries APEX 7 และที่รองข้อมือ

Streelseries APEX 7 37

Streelseries APEX 7 06 Streelseries APEX 7 07

Streelseries APEX 7 17 Streelseries APEX 7 18

โดยเจ้าตัว Steelseries APEX 7 ถือว่าออกแบบมาสำหรับคนที่มีพื้นที่ในการใช้คอมค่อนข้างกว้างเพราะตัวคีย์บอร์ดนั้นถือว่าใหญ่พอสมควร แต่ถ้าเทียบกับคีย์บอร์ดยุดก่อนก็ถือว่ากะทัดลงมามาก ด้วยขอบของคีย์บอร์ดที่แทบไม่มีแล้ว โดยมาพร้อมจำนวนปุ่มมาตรฐาน Full Size 104 ปุ่ม

ขนาดปุ่มแต่ละปุ่มนั้นก็สูงขึ้นมาจากตัว Keyboard เล็กน้อยจึงทำให้เห็นตัว switch ค่อนข้างชัด ขนาดของปุ่มนั้นไม่ได้ใหญ่มากนัก ถือว่าเป็นขนาดปกติทั่วไปของตัว Keyboard จับถนัดคล่องมือ ใครที่เพิ่งหันมาใช้ตัว Keyboard Mechanical ก็สามารถปรับตัวได้ไม่ยากนัก วัสดุที่นำมาใช้ผลิตนั้นถือว่าแข็งแรงทนทานด้วยวัสดุอลูมิเนียม และยังช่วยให้คีย์บอร์ดมีน้ำหนักที่เบากว่าคีย์บอร์ดทั่วไป ตัวไฟของ APEX นั้นแสดงออกมาเป็น RGB โดยสามารถแสดงผลได้ถึง 16.8 ล้านสี และนั้นยังมาพร้อมกับ Keycap ที่เป็นภาษาไทยอีกด้วย

นอกจากยั้งยังมีจอ OLED และปุ่มสั่งงานมัลติมีเดียวทางด้านขวา ที่ทำให้คีย์บอร์ดตัวนี้แตกต่างและไม่เหมือนคีย์บอร์ดในรุ่นอื่น

Streelseries APEX 7 22

ปุ่มมาโครที่สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ

Streelseries APEX 7 10

สายเชื่อมต่อหนาเอาเรื่องเนื่องจากต้องเชื่อมต่อ 2 พอร์ต USB คือพอร์ตของคีย์บอร์ดสำหรับเชื่อมต่อตามมาตรฐาน และ USB Hub สำหรับต่ออุปกรณ์อื่นที่ตัวคีย์บอร์ดได้เช่นเมาส์หรือแฟลชไดร์ฟ

Streelseries APEX 7 12

Dedicated Multimedia Controls หรือชุดหน้าจอ OLED และปุ่มมัติมีเดียที่เพิ่มเข้ามา สำหรับโชว์การแจ้งเตือนต่างๆ รวมไปถึงการปรับตั้งค่าคีย์บอร์ดที่สามารถปรับแต่งผ่านปุ่มและหน้าจอตัวนี้ได้เลย และนอกจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมมัลติมีเดีย เช่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิด เปลี่ยนเพลง

Streelseries APEX 7 28

ขอบด้านล่างจะเห็นวัสดุของ Steelseries APEX 7 ที่เป็นอลูมิเนียมชัดเจน อีกทั้งยังมีการสกรีนโลโก Steelseries ไว้ด้วย

Streelseries APEX 7 29

ขอบด้านบนจะมีส่วนของจอ OLED และปุ่ม Scroll ยื่นมาทางด้านบน พร้อมพอร์ต USB ฝั่งซ้าย

Streelseries APEX 7 30

พอร์ต USB ที่ทำหน้าที่เป็น Hub USB ที่เมื่อต่อพร้อมใช้จะมีไฟแสดงขึ้นมา สามารถชาร์ทและเชื่อมต่อเต็มรูปแบบ

Streelseries APEX 7 23

Streelseries APEX 7 24 Streelseries APEX 7 25

ขอบด้านข้างคีย์บอร์ดมีโค้งมน ทำให้คีย์บอร์ดดูเพรียวไม่หนาจนเกินไป

Streelseries APEX 7 11

สวิตซ์ที่ทีมงานได้มาทดสอบจะเป็น Red Switch ที่ให้เสียงไม่ดังมาก แต่ยังคงให้อารณ์คีย์บอร์ด mechanical สัมผัสนุ่ม ไม่ดังมาก

Streelseries APEX 7 31

ด้านล่างคีย์บอร์ดจะมีจุดให้สายออกได้ 3 จุดตามต้องการ ยางรอง 5 จุด และขาตั้งที่สามารถตั้งได้ 1 ระดับ

Streelseries APEX 7 32 Streelseries APEX 7 33

Streelseries APEX 7 35 Streelseries APEX 7 36

ขาตั้งจะกางได้เพียง 1 ระดับนะครับ ไม่สูงมาก แต่ก็อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน

Streelseries APEX 7 08

Streelseries APEX 7 61 Streelseries APEX 7 62

Steelseries APEX 7 มาพร้อมที่รองข้อมือคุณภาพดีทีเดียว ผิวเป็นยางกันลื่นอย่างดี พร้อมฐานรองข้อมือจำนวนมาก และที่สำคัญเป็นแม่เหล็กทำให้ติดกับตัวคีย์บอร์ดได้อย่างมั่นคง

Streelseries APEX 7 14 Streelseries APEX 7 15

การติดที่รองข้อมือก็ง่ายเข้ารูป ไม่เลื่อนหลุดง่ายเพราะมีแม่เหล็กนี่ละครับ

Streelseries APEX 7 84

Streelseries APEX 7 90 Streelseries APEX 7 89

Streelseries APEX 7 85 Streelseries APEX 7 87

Streelseries APEX 7 52 Streelseries APEX 7 55

ในส่วนของไฟ RGB Steelseries APEX 7 จัดเต็มมากเพราะปรับได้หลายโหมด หรือกระทั่งกำหนดสีแบบ Per Key หรือแยกแต่ละปุ่มก็ยังได้ จะตั้งโหมดหลัก และให้กดปุ่มใดๆวิ่งเป็นไฟสว่างออกไปจากปุ่ม หรือกระทั่งให้คีย์บอร์ดวิ่งเป็นไฟเวฟตามเสียงดนตรีผ่านแอพเสริมก็ได้

Streelseries APEX 7 54

ไฟ RGB จะเป็นดวงอยู่บนสวิตซ์ปุ่ม

Streelseries APEX 7 88

ไฟ RGB เมื่อมองจากด้านข้าง ไม่สว่างมาก สวยกำลังดี

Streelseries APEX 7 19

อีกหนึ่งไฮไลท์คือจอ OLED ด้านขวาบน ที่ออกแบบมาเพื่อการปรับแต่คีย์บอร์ดได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านซอฟแวร์ในเครื่อง พร้อมหน่วยความจำภายใน รวมไปถึงแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ นอกจากนั้นปุ่มข้างๆก็ยังทำหน้าที่เพิ่มลดเสียง รวมถึงควบคุมมัลติมีเดียต่างๆได้ด้วย

Streelseries APEX 7 67Streelseries APEX 7 71 Streelseries APEX 7 72

Streelseries APEX 7 73 Streelseries APEX 7 74

Streelseries APEX 7 75 Streelseries APEX 7 76

Streelseries APEX 7 77 Streelseries APEX 7 78

Streelseries APEX 7 79 Streelseries APEX 7 80

Streelseries APEX 7 81 Streelseries APEX 7 82

Streelseries APEX 7 83

เมนูหลักๆที่ฝังอยู่ในจอ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เยอะ ทั้งไฟ RGB ปุ่มมาโครต่างๆ

Apex 7 3 1 2021 2 59 41 PM

ส่วนการตั้งค่าของคีย์บอร์ด SteelSeries Apex 7จะมีแยกคอนฟิกได้ 5 โพรไฟล์ สำหรับตั้งค่าแยกกันได้ในแต่ละคน

และมี 4 แท็บหลัก แท็บแรกคือ Key Bindings ที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับหน้าที่ของแต่ละปุ่มได้อย่างอิสระ เช่น อาจจะแม็ปปุ่ม N บนคีย์บอร์ดให้กดแล้วเป็นตัว G แทนได้ ทั้งยังสามารถทำชุดคำสั่งมาโครแยกแต่ละปุ่ม ตั้งค่าให้มาโครมันวนลูปก็ยังได้

Apex 7 3 1 2021 2 59 45 PM

แท็บที่ 2 จะเป็นการมาโครแบบหลายปุ่ม สำหรับเป็นคีย์ลัดต่างๆ เหมือนเวลาเรากด Windows + Alt + Print screen เพื่อบันทึกภาพหน้าจอ เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการใช้คีย์บอร์ดเป็นปุ่มลัด

Apex 7 3 1 2021 2 59 49 PM

แท็บที่ 3 คือ Illumination ที่ใช้สำหรับปรับสีไฟ RGB บนคีย์บอร์ด ซึ่งสามารถปรับแบบแยกปุ่มได้อย่างอิสระ จะปรับเป็นโซนหรือเป็นกลุ่มไปก็ได้ รวมถึงสามารถปรับรูปแบบการแสดงสีไฟได้ เช่น ให้แสงไฟไล่ระดับเมื่อกดลงไปบนปุ่ม ให้แสงไฟเปลี่ยนสีแบบเป็นคลื่น ปรับความถี่ของการกระพริบ เรียกได้ว่ามันยืดหยุ่นมาก ๆ

Apex 7 3 1 2021 2 59 54 PM

แท็บที่ 4 จะเป็นการตั้งค่าจอ OLED ให้เราอัพโหลดรูปต่างๆที่ต้องการได้ ปรับแต่งได้เหมือนเราใช้ดินสอเขียนเลย แต่จะโชว์ได้เพียงสีขาวและดำเท่านั้น

Streelseries APEX 7 69

รูปที่อัพโหลดขึ้นไปแล้ว

Streelseries APEX 7 70

สามารถปรับแต่รูปได้เป็นเม็ด pixel สลับสีขาวดำได้

Streelseries APEX 7 44

Streelseries APEX 7 20 Streelseries APEX 7 21

ภาพรวมของตัวคีย์บอร์ดบอกเลยว่าวัสดุดีมาก ให้ความรู้สึกแข็งแรงทนทาน แต่ก็ยังมากับน้ำหนักที่เบามากเมื่อเทียบกับคีย์บอร์ดเกมมิ่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน มาพร้อมที่รองข้อมือ กันลื่นได้ดี และยังมี Hub USB ไว้ต่ออุปกรณ์เสริมเช่นเมาส์ได้ด้วย

ทดสอบใช้งาน

  • จากการทดสอบใช้งาน ปรกติผมจะใช้คีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คหรือคีย์บอร์ดธรรมดาที่ไม่ได้เป็นสวิตซ์พิเศษอะไร แรกสัมผัสรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล พิมพ์เร็วๆแล้วไม่เจ็บมือ ที่ช่วยในการรองรับสัมผัสได้เป็นอย่างดี ตอบสนองการใช้งาน โดยเฉพาะการเล่นเกมจากการที่ทดสอบสามารถตอบสนองได้ดี เที่ยงตรงเล่นเกมได้เพลินแม้ในเวลางาน จากการทดสอบกดพร้อมกัน 5-6 ปุ่มพร้อมกันก็ไม่มีอาการ ghost ได้อย่างใด
  • การออกแบบเน้นเรียบๆ ดูผ่านๆอาจจะเหมือนคีย์บอร์ดทั่วไป แต่เมื่อได้สัมผัสแล้วก็พบว่าการออกแบบเรียบง่ายแต่ช่วยให้สามารถใช้งานสะดวก วัสดุดี แข็งแรงทนทาน ใช้งานได้นานโดยไม่เมื่อย ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือใช้งานทั่วไป
  • ฟังค์ชั่นต่างๆก็ครบครันทั้งการเล่นเกมที่สามารถปรับตั้งค่าได้ รวมถึง Fn ต่างๆที่มาพร้อมตอบสนองการใช้งาน ไฟ RGB เองก็ปรับแต่งได้เยอะมาก น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของท่านที่ต้องการไฟ RGB สวยงาม
  • จอ OLED โชว์การแจ้งเตือนได้ แต่อาจจะไม่ครอบคลุมทุกโปรแกรม เพราะต้องซิงค์กับทาง Software ของ Steelseries แต่สะดวกตรงที่ปรับแต่บนคีย์บอร์ดได้เลยโดยไม่ต้องเข้าโปรแกรม ทำให้ไม่จำเป็นต้องสลับหน้าจอไปมาระหว่างใช้งาน อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นปุ่มมัลติมีเดียด้วย

Streelseries APEX 7 93

Steelseries APEX 7 สามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งในแง่การใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมได้ดี โดยจุดเด่นของตัวที่ทางเรารีวิวก็คือการตอบสนองที่รวดเร็ว ผสานกับเสียงรบกวนที่น้อย ซึ่งมาจากคุณสมบัติของ red switch ภายในตัว การกดหลาย ๆ ปุ่มพร้อมกัน (N-key rollover) ก็ใช้งานได้จริง

นอกจากนั้นยังมาพร้อมฟังค์ชั่นอื่นที่ครบครันมากๆ ทั้งไฟ RGB ที่ยืดหยุ่นปรับแต่งได้เยอะมาก แสงสีสวย มาโครปรับแต่งได้อย่างอิสระ จอ OLED ที่เพิ่มความสะดวกในการตั้งค่าไปจนถึงการโชว์แจ้งเตือน

ตัวคีย์บอร์ดเองก็วัสดุดี น้ำหนักเบา ครบเครื่องทั้งหมดในราคาปรกติ 6,990 บาท แต่มีโปรโมชั่นลดราคาอีกหนึ่งพันเหลือแค่ราว 5,xxx บาท ซึ่งน่าจะเหมาะกับหลายท่านที่เล่นเกมหนักๆ จริงๆจัง ไปจนถึงสายแข่งกับคีย์บอร์ดที่ทนทานเชื่อถือได้

จุดเด่น

  • ตัวคีย์บอร์ดแข็งแรงน้ำหนักเบา
  • สามารถปรับการทำงานของแต่ละปุ่มได้อย่างละเอียด
  • ไฟ RGB สามารถปรับการแสดงผลได้หลากหลายมาก
  • สวิตช์แบบ red switch ของ SteelSeries เอง สามารถใช้งานได้ดี
  • จอ OLED ช่วยปรับแต่งคีย์บอร์ดพร้อมโชว์การแจ้งเตือนได้

ข้อสังเกต

  • สาย USB ใหญ่และหนามาก
  • ขาตั้งปรับได้แค่ระดับเดียว

 

Steelseries APEX 7 จำหน่ายที่

  • Banana IT,Advice,IT City,ACE Gamer,speed com,speed gaming,
  • Munkonggadget,Power Buy,
    Aptsoft,envisimple,Gump,It Friends
  • Elysium Gadget Ultimate
  • Mercular, Shopee,Lazada,His,
    JL Gaming,AV Value,VR KEMISTRY
  • Pro HIFI,JD Central,WTF และ Gadgetthai

ประกันกี่ 1 ปีครับ  กรณีเสียสามารถติดต่อรับบริการได้จาก RTB ทางศูนย์บริการหากตรวจสอบอยู่ในเงื่อนไขประกัน หากเสียเปลี่ยนตัวใหม่ให้ครับ

 

from:https://notebookspec.com/web/581228-review-steelseries-apex-7

รีวิว Logitech G333 หูฟัง Gaming แบบ In-ear เสียงดีคุณภาพเยี่ยมใช้งานง่าย ในราคาคุ้ม 1,690 บาท รองกับทุกอุปกรณ์ ทั้ง 3.5 และ USB-C

Logitech G333 เป็นหูฟัง Gaming แบบ In-Ear รุ่นใหม่ เสียงดีฟีเจอร์ได้ ในราคาคุ้มค่าเพียง 1,690 บาท รองรับการใช้งานกับหลากหลายอุปกรณ์ ทั้ง Notebook / PC Desktop / Mobile / Nintendo Switch รวมไปถึง Console อย่าง Playstation หรือ Xbox ด้วย เพื่อการนำไปเล่นเกมโดยเฉพาะ หรือการฟังเพลงดูหนังทั่วไป ในขนาดที่เล็กกกระทัดรัดพกพาสะดวก ดีไซนพรีเมียมมีให้เลือก 3 สีสัน พร้อมการเชื่อมต่อทั้ง 3.5 มิลลิเมตรเป็นมาตรฐาน และมีตัวแปลงเป็น USB-C มาให้ในบันเดิลเลย  

Logitech G333

แน่นอนว่าถ้านึกถึงแบรนด์ Logitech เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะขึ้นเชื่อเรื่องของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อาทิ เมาส์ คีย์บอร์ด หูฟัง ที่มีความแข็งแรงทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน และสำหรับตัว G Series เอง ก็เป็น Gaming Gear ที่ได้เรื่องของประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยหูฟัง Gaming นี้ได้รับการรับประกันระยะเวลา 2 ปี ซึ่งในการรีวิวบทความนี้เน้นไปที่ประสบการณ์ใช้งานบน Gaming Notebook เป็นหลักนะครับ 

Logitech G333 Gaming In Ear Review 38

VDO Review

Coming Soon

Specification

  • น้ำหนักหูฟังและสาย: 19 กรัม
  • น้ำหนักอะแดปเตอร์ USB-C: 6 กรัม
  • ไดนามิกไดรเวอร์ 2 ตัว: 5.8 มม. + 9.2 มม.
  • การตอบสนองความถี่: 20 Hz ~ 20 KHz
  • ความต้านทาน: 24 โอห์ม ±20%
  • ความไว: 101.6±3 dB @ 1 kHz SPL
  • ไมค์ ECM 4 มม., ความไว: -42 dB
  • อุปกรณ์เสริม : ตัวแปลง 3.5 มม. – พอร์ต USB-C
  • รองรับ : พีซี, มือถือ, Xbox, PlayStation, Nintendo ฯลฯ
  • การรับประกัน : 2 ปี
  • ราคา 1,690 บาท

packaging

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ Logitech G333 มาในสไตล์ของแบรนด์ Logitech ที่ดูแล้วให้ความพรีเมียมเกินราคา ภายนอกจะเป็นในส่วนของรูปหูฟังที่ตรงกับสีจริงภายในกล่อง พร้อมกับชื่อรุ่นชัดเจนว่าเป็น G333 พร้อมบ่งบอกถึงรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้งาน สเปกของหูฟัง รวมไปถึงบันเดิลภายในกล่อง เรียกได้ว่าข้อมูลเบื้องต้นครบถ้วนเลยทีเดียว 

Logitech G333

Logitech G333 Gaming In Ear Review 16
Logitech G333 Gaming In Ear Review 17
Logitech G333 Gaming In Ear Review 18

เปิดกล่องขึ้นมา เราก็จะเห็นถึงตัวจริงของหูฟัง ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่าสีตรงกับกล่องแน่นอน โดดเด่นด้วยฝาด้านใน จะเป็นการแนะนำการใช้งานเบื้องต้นในครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่รองรับทั้ง 3.5 มิลลิเมตรหรือ USB-C ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่เราใช้งานร่วมด้วย รวมไปถึงปุ่มควบคุมต่างๆ อย่างการเพิ่มลดเสียง หรือปุ่มการกด Play / Pause ที่จัดว่าเป็นรูปแบบมาตรฐานเหมือนกับหูฟังพร้อมไมค์ทั่วไป

Logitech G333 Gaming In Ear Review 19

Logitech G333 Gaming In Ear Review 20
Logitech G333 Gaming In Ear Review 34
Logitech G333 Gaming In Ear Review 11

สำหรับอุปกรณ์ในกล่อง แน่นอนว่ามาพร้อมหูฟัง กับจุกยาง 3 ขนาด ได้แก่ S, M, L โดยขนาดของจุกหูฟังมีผลต่อเสียงมากทีเดียว แนะนำให้ลองกับจุกหูฟังทุกขนาด แล้วหาขนาดที่ใส่แล้วกระชับมากที่สุด ไม่แน่น ไม่หลวมจนเกินไป อีกทั้งยังได้ซองผ้าที่เราสามารถเก็บหูฟังได้เรียบร้อยเพื่อนำไปใช้งานได้ทุกที นอกจากนี้ยังมีคู่มือสั้นๆ ที่สำคัญก็คือ เราได้สายแปลง 3.5 มิลลิเมตร ไปยัง USB-C อีก 1 เส้นด้วย 

Logitech G333 Gaming In Ear Review 10

Design 

Logitech G333 เป็นหูฟังแบบ In-Ear มาในดีไซน์ที่ค่อนข้างฉีกไปจากหูฟังรุ่นอื่นในค่าย เพราะตามปกติหูฟังพร้อมไมค์ทั่วไป หรือในเกมมิ่งเกียร์บางรุ่นจะมีให้เลือกเพียงสีเดียว โดยรุ่นนี้มีตัวเลือกถึง 3 สีคือ ขาว ดำ ม่วง ได้การออกแบบที่เรียบง่าย ใช้วัสดุเป็นอลูมิเมียมที่สวยงามและแข็งแรง พร้อมมีโลโก้ G สายหูฟังมีความยาว 1.2 เมตร เป็นแบบสายแบนลดโอกาสสายพันกัน ตัวแจ็กหูฟังรุ่นที่ได้รับมาเป็นแบบ 3.5 มิลลิเมตร สิ่งแรกที่น่าประทับใจก็คือแจ็กหูฟัง ก็คือความแข็งแรงทนทาน ตามสไตล์ของแบรนด์ Logitech 

Logitech G333

Logitech G333 Gaming In Ear Review 31
Logitech G333 Gaming In Ear Review 32
Logitech G333 Gaming In Ear Review 33

ส่วนตัวจากการสวมใส่ใช้งานจริงรู้สึกว่าเป็นหูฟัง In-Ear ที่สวมใส่สบายมาก (เลือกจุกยางขนาดที่เหมาะสมด้วย) ซึ่งด้วยน้ำหนักที่เบามากเพียง 19 กรัมเท่านั้น ทำให้รู้สึกไม่หน่วง ตัวหูฟังเองเมื่อสวมใส่แล้วแนบไปกับใบหู มีส่วนที่โผล่มาเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้การจัดการเสียงรบกวนภายนอกทำได้ดี ทดสอบด้วยการใส่เล่นเกมและฟังเพลงบน Lenovo Legion Slim 7i และ MacBook Air M1 ผ่านการเชื่อมต่อ 3.5 มิลลิเมตรและ USB-C แน่นอนว่าแทบจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนแม้แต่น้อย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่หูฟังแบบ In-Ear จะต้องทำได้อยู่แล้ว

Logitech G333 Gaming In Ear Review 37

เป็นหูฟังที่มาพร้อมกับปุ่มควบคุมเสียงเพลงบริเวณสายหูฟังด้านขวา ซึ่งมีไมโครโฟนในตัว รองรับการใช้งานทั้ง Windows / macOS รวมถึง iOS และ Android วิธีการใช้งานก็เหมือนกับปุ่มควบคุมบนหูฟังทั่วไป ปุ่มบนเร่งเสียง ปุ่มล่างลดเสียง ปุ่มกลางใช้ในการกดเล่นเพลงและรับโทรศัพท์ กดปุ่มกลางซ้ำเป็นการเปลี่ยนเพลง พร้อมกันนั้นยังใช้งานร่วมกับ Notebook หรือ MacBook Air สามารถเร่งหรือลดเสียงได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่ทำได้ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว 

Logitech G333

Logitech G333 Gaming In Ear Review 3
Logitech G333 Gaming In Ear Review 4
Logitech G333 Gaming In Ear Review 5

Performance

ด้วยความที่เป็นหูฟัง Gaming ได้ทดสอบกับการเล่นเกมผ่านทาง Gaming Notebook เป็นหลัก ด้วยเกมยอดนิยมอย่าง DOTA 2 / PUBG / Resident Evil 3 Remark ซึ่งต้องยอมรับว่าได้ประสบการณ์เล่นเกมที่ยอดเยี่ยม ช่วยได้มากในการจับตำแหน่งของศัตรู หรือรายละเอียดของเสียงที่ปกติแล้วกรณีที่ฟังจากลำโพง Notebook จะไม่ค่อยได้ยิน

แต่เมื่อใช้หูฟังแล้วจะได้ยินเสียงชัดเจนมากๆ เช่น การใช้สกิลหรือเสียงฝีเท้า ไมโครโฟนที่ติดมากับ Logitech G333 ก็ใช้ในการคอลเกมได้ดีทีเดียว เสียงสนทนาชัดเจน ส่วนเรื่องการเก็บเสียง, กันเสียงรบกวนถือว่าทำได้ดีสมกับที่เป็นหูฟัง In-Ear แน่นอนว่าเราทดสอบทั้งแบบต่อ 3.5 มิลลิเมตรและ USB-C 

Logitech G333

ในเมื่อใช้งานร่วมกับ MacBook Air M1 ในส่วนของการฟังเพลงที่จัดว่าเป็นอีกส่วนที่ได้ทดสอบกับ Logitech G333 โดยทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน Spotify ตั้งค่าความละเอียดระดับสูงสุด เชื่อมต่อผ่านพอร์ต 3.5 มิลลิเมตร และ USB-C ส่วนตัวมองว่าในการฟังเพลงหูฟัง Gaming รุ่นนี้จะมีความโดดเด่นในย่านเสียงต่ำ ให้เสียงเบสที่หนัก แต่เป็นเบสแบบมาเร็วไปเร็ว

ที่สำคัญคือเป็นหูฟังที่ Soundstage ไม่ได้กว้างมากมายเหมือนหูฟัง การแยกชิ้นดนตรีดีประมาณนึง สมกับการที่มีสเปกเป็น Dual Dynamic Driver ที่เหนือชั้นกว่าหูฟังทั่วไป อีกทั้งบอกได้เลยว่าเชื่อมต่อผ่านทาง USB-C นั้น จะให้คุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นด้วย ฉะนั้นแล้วแนะนำว่าถ้าอุปกรณ์เรารองรับ USB-C ก็เลือกเชื่อมต่อเป็น USB-C ไว้ก่อน 

Logitech G333 Gaming In Ear Review 39

นอกจากทดสอบกับ iPhone 11 Pro (ผ่านสาย USB-C to 3.5mm ของ Apple) ด้วยแอปพลิเคชั่น Youtube โดยรวมให้เสียงที่ดีไม่แพ้กัน รวม ๆ สำหรับคนทดสอบรีวิวเอง หากมองว่าใช้หูฟังรุ่นนี้เล่นเกมเป็นหลักในหลายๆ อุปกรณ์ แล้วฟังเพลงหรือรับชมภาพยนตร์บ้าง ก็ถือว่าประทับใจกับคุณภาพที่หูฟังรุ่นนี้มากๆ ที่สำคัญยังได้ USB-C และซองผ้าใส่มาให้อีกด้วย แต่ถ้าต้องการซื้อมาเพื่อฟังเพลงเป็นหลัก ในท้องตลาดราคานี้ถือว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ เลยทีเดียว

conclusion

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเล่นเกมบนอุปกรณ์ต่างๆ อย่าง Gaming Notebook หรือสมาร์ทโฟน รวมไปถึง Nintendo Switch รวมไปถึง Console อย่าง Playstation หรือ Xbox แล้วล่ะก็ โดยเฉพาะเกมประเภท Battle Royal, Survival หรือเกม FPS / MOBA อยากได้ยินเสียงรายละเอียดแน่นๆ หรือต้องการฟังตำแหน่งศัตรูที่แม่นยำ และที่สำคัญอยากได้หูฟังตัวเล็ก ๆ พกพาสะดวก ใช้เล่นเกมที่ไหนก็ได้ Logitech G333 เป็นตัวเลือกที่ดีในราคา 1,690 บาทเลย

Logitech G333

น่าจะเป็นอีกรุ่นที่ตอบโจทย์เกมเมอร์หรือผู้ใช้ทั่วไป ที่ใช้สำหรับทั้งการเล่นเกมและดูหนัง ฟังเพลง กับความนุ่มนวลที่ทำให้ใส่สบายมากขึ้น ยืดหยุ่น ไม่เจ็บหู จากการใช้งานต่อเนื่อง ถือว่าทำได้ดี น่าจะใช้ได้ทั้งคุณผู้หญิงหรือผู้ชาย อีกทั้ง ยังคงเอาใจใส่ในรายละเอียด ด้วยการให้ซองผ้า ในการเก็บสายสำหรับพกพามาด้วย ด้วยสายแบนๆ ที่ทำให้ไม่พันกันง่ายๆ ก็ตาม คือจะโยนลงกระเป๋าไปเลย ตอบโจทย์ในแง่การพกพาและคุณภาพการใช้งานได้ดีสมราคา

นอกจากนี้ยังได้เรื่องภาพลักษณ์ที่มีความเป็น Gaming ที่ไม่ได้เป็น Gaming จ๋าจนเกินไป มันสามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย แต่ถ้าอยากได้หูฟังเน้นฟังเพลงเป็นหลัก แล้วเรื่องอื่นเป็นรอง ไม่ค่อยเล่นเกม ในช่วงราคานี้มีตัวเลือกเยอะพอสมควร แต่ถ้าเน้นเล่นเกมเป็นหลัก ในช่วงราคาพันบาทกลางๆ ได้ความเป็นแบรนด์ Logitech ที่ทุกคนเชื่อมั่นล่ะ จัดว่าเป็นหูฟัง Gaming ของดีอีก 1 รุ่น ของจริงดีจริงใช้งานได้จริง แข็งแรงทนทาน รับประกัน 2 ปีด้วย

Logitech G333 Gaming In Ear Review 55
Logitech G333 Gaming In Ear Review 57
Logitech G333 Gaming In Ear Review 58

จุดเด่น Logitech G333

  • ขนาดเล็กกระทัดรัด ซิลิโคนนิ่มใส่สบายหู
  • หูฟัง In-Ear ดีไซน์ล้ำสมัย มีถึง 3 สีสัน (ดำ,ม่วง,ขาว)
  • Dual Dynamic Driver เต็มเปี่ยมด้วยรายละเอียดเสียง
  • หูฟังผลิตจากวัสดุอลูมิเลียม มีความคงทนต่อการใช้งาน
  • มีซิลิโคนมาให้เลือกใช้ 3 ขนาด (S,M,L) เลือกขนาดให้เหมาะสมกับการใช้งาน
  • สายแบบแบน ทำให้จัดเก็บง่าย ไม่พันกัน
  • ไมโครโฟนอินไลน์ให้การสื่อสารและการสนทนาที่ชัดเจน
  • สายเชื่อต่อแบบแจ็ค 3.5 และ USB-C
  • เชื่อมต่อได้หลากหลายอุปกรณ์ PC, มือถือ, Xbox, PlayStation, Nintendo Switch
  • ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับหูฟังในระดับเดียวกัน
  • สินค้ารับประกัน 2 ปี 

ข้อสังเกต Logitech G333

  • คุณภาพเสียงเหมาะกับการเล่นเกมเป็นหลัก
  • ราคาสูงกว่าบางแบรนด์เล็กน้อย แต่ได้งานประกอบและวัสดุที่ดีกว่า
  • เชื่อมต่อผ่านทาง USB-C จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า 3.5 มิลลิเมตร

from:https://notebookspec.com/web/583140-review-logitech-g333-gaming-headset-inr