คลังเก็บป้ายกำกับ: GALAXY_S21

ข่าวลือ Samsung อาจยังไม่นำเซนเซอร์ 3D ToF กลับมาใน Galaxy S22

สื่อของเกาหลี ET News ได้รายงานว่าเซนเซอร์ 3 ToF จะถูกถอดออกใน Samsung Galaxy S22 ซึ่งเดิมมีใน Samsung Galaxy S10 5G และ Samsung Galaxy S20 Ultra

อันที่จริง Samsung เริ่มนำเซนเซอร์ดังกล่าวออกตั้งแต่ Samsung Galaxy Note 20 Ultra แล้ว โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบ Laser AF ซึ่งแน่นอนว่าไม่กระทบการใช้งานอะไรของผู้ใช้งานทั่วไปแม้แต่น้อย ทำให้ Samsung เลือกถอดเซนเซอร์ 3D ToF ออกจาก Galaxy S21 Ultra ด้วย พร้อมกับเปลี่ยนเป็นระบบ Laser AF เช่นเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนว่าเซนเซอร์ดังกล่าวก็จะยังไม่ถูกนำกลับมาใช้ใน Galaxy S22 Ultra อยู่ดี

แหล่งที่มาบอกว่า Samsung มีความคิดที่จะนำเซนเซอร์ ToF กลับมาใส่สมาร์ตโฟนของตนอีกครั้งหลังจาก Apple เริ่มนำเซนเซอร์ ToF มาใช้ใน iPhone 12 แต่เมื่อพิจารณาตามความเห็นของผู้บริโภคก็พบว่าการใส่เพียง Laser AF นั้นก็เพียงพอแล้วนั่นเอง

เซนเซอร์ ToF ทำงานเหมือนกับกล้อง 3D มันจะตรวจสอบระยะของวัตถุ จากนั้นจึงสร้างความลึก (Depth) ทำให้การถ่ายภาพวัตถุหรือการถ่ายภาพ Portrait ที่ต้องการความแม่นยำในการตรวจจับวัตถุดีขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ระบบ Laser AF นั้นช่วยแค่เรื่องการโฟกัสเฉย ๆ เท่านั้น

 

ข่าว: ข่าวลือ Samsung อาจยังไม่นำเซนเซอร์ 3D ToF กลับมาใน Galaxy S22 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/samsung-not-bringing-back-the-3d-tof-sensor/

เทียบรูปถ่าย Galaxy S21, S21+, S21 Ultra และ Galaxy S20 Ultra ต่างกันมากไหม

วางขายกันมากซักพักแล้วสำหรับมือถือซีรีส์เรือธง Galaxy S21 Series ของ Samsung ซึ่งบนหน้าเว็บก็มีรีวิวของสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ขึ้นไปบ้างแล้ว โดยในบทความนี้ ผมจะมาเปรียบเทียบภาพถ่ายที่ได้จาก Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra กันแบบชัดๆ ไปเลยว่าเหมือนหรือต่างกันแค่ไหน นอกจากนี้ในบทความก็จะมีเทียบรุ่นเก่า Galaxy S20 Ultra แถมมาให้ด้วย เพื่อที่จะดูว่าใหม่กว่าดีกว่า จริงหรือเปล่า

DISCLIAMER: ภาพของ Galaxy S21+ และ S21 จะใช้เป็นภาพเดียวกันนะครับ เพราะว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองใช้เซ็นเซอร์ชุดเดียวกัน

เปรียบเทียบภาพ Galaxy S20 Ultra | Galaxy S21+ (S20) | Galaxy S21 Ultra


















 

ต้องบอกว่าภาพที่ได้จากทั้ง Galaxy S20 Ultra, Galaxy S21+ (S20) และ Galaxy S21 Ultra แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย แต่ถ้าสังเกตดีๆ ภาพที่ได้จากรุ่น Ultra จะมีสีสันที่สดกว่าเล็กน้อย รวมถึงรายละเอียดจำพวกท้องฟ้าอะไรแบบนี้ก็จะเก็บมาได้เยอะกว่า

คือส่วนตัวมองว่ากล้องของ Galaxy S20 Ultra, Galaxy S21+ (S20) และ Galaxy S21 Ultra ทำผลงานออกมาได้ใกล้เคียงกันมากๆ ขึ้นอยู่กับมุมที่ถ่าย และแสง ณ ตอนนั้นๆ ด้วย






 

แต่พอลองถ่ายของกิน ใช้แสงจากร้านอาหาร เหมือนว่าภาพที่ได้จาก Galaxy S21+ (S20) จะออกเหลืองๆ แบบเห็นได้ชัดเลย



 

ส่วนภาพจาก Night Mode นี่แทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรเลย แต่ถ้าเพ่งดีๆ จะเห็นว่า Galaxy S21 Ultra (ขวาสุด) ตึกจะชัดกว่านิ๊ดดนึง



 

เมื่อดันซูมเข้าไป จะพบว่าภาพที่ได้จาก Galaxy S21+ (S20) และ Galaxy S21 Ultra จะชัดกว่า Galaxy S20 Ultra อยู่หลายเท่าตัวเลย คือภาพจาก S20 Ultra มันดูหม่นๆ แปลกๆ

 






 

ขณะที่การถ่ายโหมด Portrait รอบนี้ทั้ง Galaxy S20 Ultra, Galaxy S21+ (S20) รวมถึง Galaxy S21 Ultra ถ้ามองผ่านๆ แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ตัดขอบเนียนเหมือนกันหมด

หรือถ้าใครสงสัยว่า Galaxy S21 Series มีสเปคที่เหมือนหรือต่างกันตรงไหน ก็สามารถคลิ๊กไปอ่านที่บทความด้านล่างได้เลยคร้าบบ

เปรียบเทียบ Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra สเปคเหมือน-ต่างกันตรงไหน ซื้อรุ่นไหนคุ้มกว่ากัน

 

 

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s21-series-camera-compare/

REVIEW | รีวิว Samsung Galaxy S21+ 5G แรงพอไหม หรือควรตัดสินใจไป Ultra

เปิดขายกันไปซักพักแล้วสำหรับมือถือซีรีส์เรือธงดีไซน์สวยสเปคสุดเทพของ Samsung อย่าง Galaxy S21 Series ซึ่งส่วนตัวผมก็ได้ถือลองใช้เจ้า Galaxy S21+ ตัวกลางมาเป็นเวลาเกือบๆ เดือนแล้ว เลยขอโอกาสมาเขียนรีวิวเล่าประสบการณ์การใช้งานให้ผู้อ่านได้ใช้ประกอบการตัดสินใจหรืออ่านเพลินๆ กัน ว่าสรุปแล้วตัวนี้เป็นไงบ้าง หรือว่าจะกัดฟันเพิ่มเงินอีกซักนิดซื้อตัว Ultra ไปเลย

แกะกล่อง | UNBOXING

ทราบกันอยู่แล้วว่า Samsung Galaxy S21+ รอบนี้จะไม่มีหูฟัง AKG และหัวชาร์จแถมมาให้ในกล่อง ทำให้แพคเกจกล่องจะบางกะทัดรัดมากๆ โดยภายในกล่อง จะมีเพียงแค่คู่มือกับเข็มจิ้มซิมมาให้เท่านั้น ไม่มีเคสใส ไม่มีหูฟัง ไม่มีหัวชาร์จ

สัมผัสแรก | FIRST IMPRESSIONS

แม้ว่าจะมีน้ำหนักถึง 200 กรัม แต่พอ Galaxy S21+ มาอยู่บนมือแล้วกลับรู้สึกว่ามันเบากว่าที่คิด ในส่วนนี้ต้องชม Samsung ว่าทำการบ้านมาดี กระจายน้ำหนักได้ลงตัวสุดๆ

โดย Galaxy S21+ ที่ผมได้มารีวิวครั้งนี้ จะเป็นสีม่วงตัดกับสีทอง Phantom Violet อันนี้ก็สวยงามสุดๆ โมดูลกล้องหลังเรียงกันเป็นแนวตั้ง 3 ตัว น่าสังเกตก็คือ ตัวกล้องหลังนั้นค่อนข้างนูนออกมาอย่างชัดเจน ความสูงเกือบๆ เท่าเหรียญบาทเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่รอบนี้ Galaxy S21+ ให้ถาดซิมมาเป็นแบบ Double Slot ใส่ได้สองซิม ตัดถาดใส่ microSD Card ออกไปแล้ว ดังนั้นใครที่กำล้งเล็งๆ จะซื้อรุ่นนี้อยู่ ก็เลือกซื้อรุ่นที่หน่วยความจำเพียงพอกับการใช้งานของตัวเองนะครับ เพราะเพิ่มทีหลังไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ส่วนหน้าจอ Galaxy S21+ ยังให้มาเป็นแบบ Infitnity-O Display เหมือนกับมือถือเรือธงรุ่นอื่นๆ ของ Samsung และรอบนี้เหมือนว่าขอบจอจะบางลงกว่าเดิมเล็กน้อย

โดยรอบนี้ Galaxy S21+ มีกระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus ตัวเทพจาก Corning ครอบมาให้ คือไม่ต้องติดฟิล์มกระจกก็ไม่เป็นอะไรอะในความคิดส่วนตัวของผมนะ แต่ก็ใครไม่สบายใจจริงๆ ก็ติดได้ ไม่ว่ากัน ซึ่งตัวเครื่องจะมีฟิล์มใสติดมาอยู่แล้วด้วย

หน้าจอแสดงผล | DISPLAY

Galaxy S21+ มาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ และค่ารีเฟรชเรท 120Hz มีฟีเจอร์ Adaptive Refresh Rate ที่ตัวระบบจะคอยปรับให้อัตโนมัติตั้งแต่ 48Hz ถึง 120Hz ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ณ ตอนนั้นๆ

แต่เมื่อลองเช็คดูแล้ว เหมือนว่าระบบจะปรับไปมาแค่ 60Hz กับ 120Hz เท่านั้นนะ คือเปิดจอทิ้งไว้ (หรือเล่นเกมบางเกม) ก็เป็น 120Hz ดู YouTube หรืออ่านเว็บก็จะเป็น 60Hz ตอนแรกคิดว่าเปิด Always-On Display แล้วจะเป็น 48Hz ซะอีก ที่ไหนได้เปิดแล้วก็ยังเป็น 60Hz อยู่ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนว่าตัวระบบมีการจัดการยังไง

เรื่องความสดและความเที่ยงตรงของสี ถือเป็นจุดเด่นของหน้าจอจาก Samsung แต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว โดยใน Galaxy S21+ สามารถเลือกปรับได้ว่าจะใช้โทนสีแบบไหน

  • Vivid ก็จะออกสดๆ
  • Natural จะออกสมจริง แต่สีก็ซีดลงหนึ่งสเต็ป

นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกให้ปรับ White Balance ได้ตามใจชอบอีกต่างหาก ส่วนใครที่โปรจัดๆ ก็มีแบบ Advanced Settings ให้ปรับอีกด้วย

จอ Dynamic AMOLED 2X บน Galaxy S21+ สามารถดันค่าความสว่างได้สูงสุดถึง 1300 nits (เมื่อเปิด Auto Brightness) ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าเอาไปใช้งานกลางแจ้งแล้วจอจะแสดงผลไม่ชัด

การใช้งาน One UI 3.1

สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือความลื่นไหลของ One UI 3.1 ของ Samsung ที่ช่วงหลังๆ ผมมองว่าน่าจะเป็น ROM ที่ลื่นไหลที่สุดของ Android แล้วล่ะ แถมฟีเจอร์ต่างๆ อย่าง Samsung DeX, Nearby Share หรือ Link to Windows (Your Phone) อะไรแบบนี้ก็ยังใส่มาให้แบบครบๆ

การแบ่งจอครึ่งบนครึ่งล่างก็ยังทำได้เหมือนเดิม ไม่มีปัญหา ใช้งานจริงไม่มีการกระตุก

หรือจะเปิดเป็นป๊อบอัพวิว อันนี้ก็ทำได้

NETFLIX

ด้วยความที่มีดีกรีเป็นถึงมือถือระดับเรือธง ทำให้ Galaxy S21+ รองรับการเข้ารหัส Widevine แบบ L1 หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ดู Netflix ได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD อีกทั้งยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10 ด้วย

ซึ่ง HDR10 จะมีประโยชน์มากๆ เวลาดูคอนเทนต์ที่พื้นหลังมักจะเป็นตอนกลางคืนหรือสีดำเยอะๆ เพราะถ้าหน้าจออุปกรณ์ที่ใช้ไม่รองรับล่ะก็ เราแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนเป็นพื้นหลังดำหรือสีดำ คือ HDR10 มันจะทำให้เรามองภาพในที่มืดๆ ในหนังได้ชัดกว่าเดิมขึ้นอยู่พอสมควร

การใช้งาน GPS

เมื่อเอา Galaxy S21+ ไปทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของ GPS กับแอป GPS Test ก็พบว่า Galaxy S21+ นั้นไม่มีปัญหาเรื่องเอาไปใช้งานพวกแอปนำทาง Google Maps อะไรแบบนี้เลย ความแม่นยำอยู่ในเกรฑ์ที่สามารถไว้ใจได้ ทั้งความเร็วในการจับสัญญาณ จำนวนเดียวเทียมที่สามารถเกาะใช้งาน รวมถึงความแม่นยำในการระบุพิกัด

การใช้งาน 5G และการเชื่อมต่อ WiFi

Galaxy S21+ สามารถใช้งาน 5G ได้ทุกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น AIS, truemove H หรือ dtac (รออ้ปเดต Software) แต่ในส่วนนี้ซิมที่ใช้และพื้นที่ที่ใช้งานจะต้องมีสัญญาณ 5G ครอบคลุมด้วยนะครับ

ทั้งนี้ Galaxy S21+ สามารถใช้งาน Wi-Fi6 ได้นะครับ ซึ่งหากบ้านใครมี Router ที่ปล่อยสัญญาณนี้ได้ล่ะก็ บอกเลยว่าโคตรแรง

เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ | FINGERPRINT SCANNER

Galaxy S21+ ยังใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic เหมือนเดิม แต่รอบนี้มีความพิเศษที่ตัวเซ็นเซอร์เป็นรุ่นใหม่ที่ Qualcomm เพิ่งเปิดตัวไปได้ซักพัก โดยจุดที่อัปเกรดขึ้นมาก็คือขนาดจะใหญ่กว่าเดิม 77% และสแกนเร็วขึ้น 50% …เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่ Qualcomm เคลมมานั้นจะจริงหรือโม้ ฮ่าๆ

สรุปคือมันเร็วกว่าเดิมจริง เร็วมากกกก เร็วกว่ามือถือที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ Optical ซะอีก แบบกดไปนิดเดียว มันปลดล็อคให้แล้ว

ส่วนใครที่ไปติดฟิล์มกระจกหนาๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะสแกนนิ้วลำบาก (เพราะกระจกหนาขึ้น) เพราะในส่วนนี้วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือไปเปิดใช้งานฟีเจอร์ Touch Sensitivity เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว โดยนอกจากจะช่วยให้ใช้งานกับฟิล์มหนาๆ ได้แล้ว ฟีเจอร์นี้ยังมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนชอบใส่ถุงมือด้วย

อ้อ จุดเด่นอีกอย่างของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วแบบ Ultrasonic ก็คือ ต่อให้นิ้วเปียกแค่ไหน เราก็ยังจะสแกนนิ้วปลดล็อคได้อยู่ดี ไม่เหมือนแบบ Optical ที่ถ้านิ้วเปียกก็ใช้งานไม่ได้เลย ต้องไปเช็ดให้แห้งก่อน

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง | PERFORMANCE

ในเรื่องของชิปเซ็ต รอบนี้ถือว่า Galaxy S21+ ได้รับการอัปเกรดขึ้นมาจากชิปรุ่นเก่าๆ อยู่พอสมควร โดยรุ่นนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Exynos 2100 ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร และใช้ CPU แกนหลักเป็น Cortex-X1 ตัวแรงของ ARM และเมื่อนำไปทดสอบกับแอป Geekbench 5 ก็จะได้คะแนนตามรูปด้านล่างเลย

ส่วนการทดสอบหน่วยความจำกับแอป AndroBench ทาง Galaxy S21+ ก็จะทำคะแนนได้ตามนี้

ด้วยความที่ Galaxy S21+ ยังใช้หน่วยความจำแบบ UFS 3.1 อยู่ ทำให้ประสิทธิภาพในส่วนนี้ยังไม่ได้หนีเรือธงรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy Note 20 Ultra หรือ Galaxy S20 Ultra ซักเท่าไหร่นั่นเอง

ลองเล่นเกม | GAMING PERFORMANCE

ในเรื่องของการเล่นเกม Galaxy S21+ แทบจะไม่มีปัญหาเลย เพราะชิปเซ็ต Exynos 2100 ที่ใช้ก็มีฐานะเป็นถึงตัวเรือธงระดับไฮเอนด์ของ Samsung พูดง่ายๆ ก็คือ ปรับกราฟิกอะไรได้หมด เอาไปเล่น RoV หรือเกมโหดๆ อย่าง Genshin Impact ก็สบาย


ในส่วนของ Genshin Impact พอเล่นไปซักพักหากมีความร้อนสะสม จะเริ่มมีอาการกระตุกเล็กน้อยให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยจนถึงขนาดเป็นปัญหาใหญ่โตอะไรนะ

กล้องถ่ายรูป | CAMERA

เอาล่ะ มาถึงเรื่องกล้องกันบ้าง ตรงนี้ต้องบอกว่าสเปคฮาร์ดแวร์กล้องหลังของ Galaxy S21+ นั้นเหมือนกับ Galaxy S21 รุ่นน้องหรือว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S20 และ S20+ แบบ 100% แต่ว่าเรื่องซอฟต์แวร์ ส่วนนี้เข้าใจว่า Samsung น่าจะมีการอัปเกรดอะไรเข้ามาเล็กน้อยในซีรีส์นี้

ตัวอย่างภาพกล้อง Wide จาก Galaxy S21+











 

ตัวอย่างภาพ Ultra-Wide จาก Galaxy S21+ 







 

ตัวอย่างภาพ Night Mode จาก Galaxy S21+






 

ตัวอย่างภาพ Portrait จาก Galaxy S21+ 






ถ้าเล็งไม่ดี ก็เหมือนจะมีจังหวะที่ทำให้หลอดหายไปได้เหมือนกันในโหมด Portrait แต่ต้องบอกว่าอันนี้แล้วแต่จังหวะนะ บางทีก็มา บางทีก็หาย

 

ตัวอย่างภาพ Telephoto ของ Galaxy S21+ 










จะเห็นว่าระยะซูม Digital 30x ของ Galaxy S21+ ภาพที่ได้ยังถือว่ามีรายละเอียดที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือภาพด้านบนเรายังสามารถเห็น Text อ่านออกแบบไม่ลำบาก

 

และยิ่งไปกว่านั้น รอบนี้เราสามารถล็อคกล้องให้มีความนิ่งกว่าเดิมด้วยเวลาดันซูมเข้าไปไกลๆ ทำง่ายๆ ด้วยการกดไปตรงบริเวณกล่องสี่เหลี่ยมมุมขวาบนตัวเครื่อง คือจากที่ใช้งานมันก็ไม่ได้นิ่งอะไรขนาดนั้น แต่ก็เข้ามาช่วยให้การถ่ายภาพทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ

กล้องหน้า | SELFIE

กล้องเซลฟี่ของ Galaxy S21+ จะเป็นตัวความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.2 รองรับ PDAF แบบ Dual Pixel ซึ่งรอบนี้พิเศษมากๆ เพราะมีให้เลือกว่าอยากได้รูปแบบ Bright หรือ Natural

ซ้าย Bright – Natural ขวา


 

อันนี้เอารูปแมวมาแถมครับ ฮ่าๆ





วิดีโอกันสั่นนิ่งกริ๊บ | Super Steady

รอบนี้ฟีเจอร์ Super Steady บน Galaxy s21+ ได้ถูกพัฒนาตีบวกในด้านซอฟต์แวร์ให้มีความสมบูรณ์และเทพยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยทาง Samsung เคลมเอาไว้ในงานเปิดตัวว่า Footage ที่ได้จะไม่มีอาการเบลอหรือสั่น คุณภาพที่ได้แทบจะคล้ายๆ กับการใช้กล้อง Action Cam ถ่ายเลย เอาเป็นว่าลองมาดูตัวอย่างวิดีโอที่ผมถ่ายเอาไว้ดีกว่าครับ

DIRECTOR’S VIEW

นอกจากนี้ Galaxy S21+ ยังเปิดตัวมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ Director’s View อีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะแสดงภาพ Preview จากทุกเลนส์ก่อนถ่ายจริง เพื่อให้เราประกอบการตัดสินใจว่ามุมแบบนี้ จะเลือกใช้เลนส์แบบไหนดี

แบตเตอรี่ | BATTERY

เรื่องแบตเตอรี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวคิดว่า Galaxy S21+ น่าจะทำผลงานออกมาได้ดีกว่านี้ คือความอึดแบตไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ไหลเป็นน้ำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทนทานอะไร วันไหนใช้งานหนักๆ มีหมดระหว่างวัน ต้องเสียบชาร์จกับพาวเวอร์แบงค์บางวัน

ค่า Screen on Time ของ Galaxy S21+ จะได้อยู่ที่ประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ พร้อมกับเหลือแบตเตอรี่อีก 27% ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างบนคือตัวเลขแบบนี้จัดว่าอยู่ในระดับกลางๆ

สรุป Galaxy S21+ 5G น่าใช้ไหม?

สำหรับใครที่กำลังมองหามือถือเรือธงสเปคเทพๆ ดีไซน์สวยๆ อยู่ Galaxy S21+ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่เลวเลยล่ะ แม้ว่าจะมีราคาค่าตัวที่อาจจะแพงนิดหน่อยสำหรับบางคน (ถูกสุด 33,900 บาท แพงสุด 35,900 บาท) แต่สิ่งที่ได้มาก็คุ้มค่าเหมือนกัน ทั้งฟีเจอร์ที่จัดเต็มและซอฟต์แวร์ที่เสถียรแบบสุดๆ

แต่ถ้าใครที่ใช้มือถือเรือธงปีก่อน (หรือสองปีที่แล้ว) อยู่ล่ะก็ อันนี้ผมก็ไม่แนะนำให้อัปเกรดมาใช้เป็น Galaxy S21+ นะ คือแน่แหละว่าของใหม่กว่ามันก็ย่อมดีกว่าแรงกว่าแน่ๆ แต่มันไม่ได้คุ้มค่าขนาดที่ต้องเสียเงิน 3 หมื่นกว่าบาทอะ คือถ้าสมาร์ทโฟนไม่ได้มีปัญหาหรืองอแงอะไร ผมว่ายังไม่ถึงเวลาเปลี่ยน

ส่วนถ้าใครกำลังลังเลว่าจะจัดรุ่นนี้ไปเลย หรือว่าเพิ่มเงินอีกไปซื้อตัว Ultra ตรงนี้ผมก็คิดว่า Galaxy S21+ เพียงพอต่อการใช้งานมากๆ แล้ว คือจริงอยู่ที่ Galaxy S21 Ultra นั้นทำได้เหนือกว่าแน่ๆ ในหลายๆ เรื่อง แต่ฟีเจอร์บางอันที่เพิ่มเข้ามา มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรกับการใช้งานจริงขนาดนั้น เว้นแต่คนอยากใช้ปากกา S-Pen อันนี้ยังไงก็ต้องไปตัว Ultra เพราะ S21+ ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้นั่นเอง

ข้อดี 

  • หน้าจอยังคงตามมาตรฐาน Samsung ยิ่งได้รีเฟรชเรท 120Hz มาด้วย ลื่นไหลสุด
  • ดีไซน์เครื่องสัมผัสจับถือพรีเมียมมาก
  • Exynos 2100 จัดการความร้อนได้ค่อนข้างโอเคกว่าเดิม
  • กล้องหลัง 3 ตัว ใช้งานได้จริงทุกตัว
  • ฟีเจอร์เทพๆ DeX, Nearby Share หรือ Link to Windows ยังอยู่ครบ ไม่ได้หายไปไหน
  • Digital Zoom 30x คุณภาพรูปที่ได้ค่อนข้างน่าพอใจ
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
  • ใช้ 5G ได้ทุกค่าย

ข้อสังเกต

  • Adaptive Refresh Rate เหมือนจะปรับไปมาแค่ 60Hz กับ 120Hz ยังหาไม่เจอว่าโหมดไหนปรับแล้วเหลิอ 48Hz
  • Portrait บางทียังตัดขอบไม่ค่อยเนียน
  • แบตน่าจะอึดกว่านี้
  • ไม่มีหัวชาร์จและหูฟังแถมให้ในกล่อง ต้องซื้อแยก
  • เพิ่ม microSD Card ไม่ได้

from:https://droidsans.com/review-samsung-galaxy-s21-plus-5g/

รีวิวเปรียบเทียบ Galaxy S21 กับ Galaxy S20 FE 5G ราคาห่างกัน 4,000 บาท ซื้อรุ่นไหนดี?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Galaxy S21 (รวมถึง S21+) กับ Galaxy S20 FE 5G เรือธงรุ่นเล็กของ Samsung ถ้าจะเลือกซื้อมาใช้งานจริง ๆ จัง ๆ ซักเครื่อง จะจัดรุ่นไหนมาใช้งานที เพราะราคาของทั้งสองรุ่นถือว่าห่างกันพอสมควร วันนี้ทีมงาน DroidSans เลยนำทั้งสองรุ่นมารีวิวเปรียบเทียบให้อ่านกันแบบทีละจุดครับ จากประสบการณ์ใช้งานจริงร่วมเดือน

สัมผัสจับถือ

Galaxy S21 น้ำหนักเครื่องแค่ 169 กรัม เข้ามือสุด ๆ 

เริ่มกันที่ Galaxy S21 ตัวใหม่กันก่อนเลยดีกว่า โดยรอบนี้มีการปรับดีไซน์ใหม่ให้มีความเรียบหรูมากขึ้น ใช้กระจกนิรภัยตัวใหม่ Gorilla Glass Victus ที่มีความทนทานต่อแรงขีดข่วน และกันกระแทกได้ดีกว่าเดิม แต่น่าเสียดายที่ฝาหลังให้มาเป็นแบบ Reinforced Polycarbonate หรือพลาสติกที่มีความแข็งแกร่งกว่าพลาสติกทั่วไปนั่นเอง ผิวสัมผัสด้านหลังจะเป็นแบบ Haze Finish ไม่ค่อยเกิดรอยนิ้วมือมากนัก

Galaxy S20 FE 5G มีน้ำหนักที่หนักกว่าเล็กน้อยที่ 190 กรัม 

ส่วน Galaxy S20 FE 5G จะเลือกใช้เป็น Gorilla Glass 3 ตัวเก่าแทน (ยังมีความทนทานต่อแรงขีดข่วนอยู่ดี แต่ไม่เท่า Victus) ด้านหลังจะใช้ Reinforced Polycarbonate เหมือนกับ Galaxy S21 ซึ่งจริง ๆ การเลือกใช้ฝาหลังแบบพลาสติกไม่ได้ถือว่าแย่แต่อย่างใดนะ เพราะสัมผัสจับถือของมัน ก็แทบจะน้อง ๆ กระจกเลย เผลอ ๆ สำหรับคนที่ไม่สังเกต ก็แทบจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำ

หน้าจอแสดงผล

Galaxy S21

Galaxy S21 มาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ค่ารีเฟรชเรท 120Hz รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ รอบนี้ Samsung เลือกใช้หน้าจอแบบแบนราบ ไม่โค้ง อีกทั้งยังใส่ระบบ Adaptive Refresh Rate ที่ตัวระบบจะคอยปรับค่ารีเฟรชเรทอัตโนมัติจาก 48 – 120Hz ตามคอนเทนต์ที่เปิดอยู่ ณ ตอนนั้น เพื่อให้ได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดี และประหยัดแบตเตอรี่ที่สุด

Galaxy S20 FE 5G 5G

ถัดมาในส่วนของ Galaxy S20 FE 5G แม้ว่าจะใช้หน้าจอประเภท OLED เหมือนกัน แต่ต้องบอกว่าจอ OLED เกรดของรุ่นนี้จะด้อยกว่า Galaxy S21 แบบชัดเจน มาเป็น Super AMOLED 2X ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ค่ารีเฟรชเรท 120Hz ไม่มีระบบ Adaptive Refresh Rate ใส่มาให้

แม้ว่าค่ารีเฟรชเรทของ Galaxy S21 และ Galaxy S20 FE 5G จะให้มาเท่ากันที่ 120Hz แต่เมื่อมาลองใช้งานจริง ๆ กลับรู้สึกว่าจอ Dynamic AMOLED 2X บน Galaxy S21 มันลื่นตากว่า Galaxy S20 FE 5G แบบค่อนข้างชัดเจน คือไม่ได้บอกว่าจอของ Galaxy S20 FE 5G มันไม่ลื่นนะ แต่ของ Galaxy S21 มันลื่นหัวแตกกว่าจริง ๆ

ด้านบน: Galaxy S20 FE 5G
ด้านล่าง: Galaxy S21

และเมื่อลองเปิดภาพหรือวีดีโอตัวเดียวกันบนความสว่างที่เท่ากัน จากที่ดูด้วยตาเปล่าก็พบว่าจอของฝั่ง Galaxy S21 ให้ความสว่างที่มากกว่า รวมถึงความคมชัดและมิติของภาพที่มากกว่า Galaxy S20 FE 5G 5G อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก Galaxy S21 มี Contrast Ratio สูงถึง 2,000,000 : 1

ประสิทธิภาพเครื่อง


Galaxy S21 / Galaxy S20 FE 5G

จากการทดสอบคะแนน Benchmark แบบเปิดโหมด Performance ด้วยแอปพลิเคชั่น Geekbench 5 ปรากฎว่าฝั่ง Galaxy S21 ทำคะแนน Single Core ได้ 1050 คะแนน และในหมวดของ Multi-Core ได้ไป 3415 คะแนน ซึ่งจะทำคะแนนได้ดีกว่า Galaxy S20 FE 5G ที่ได้คะแนนในหมวดของ Single-Core และ Multi-Core ไปที่ 869 และ 2865 คะแนน ตามลำดับ

ซึ่งก็ไม่ถือว่าน่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะตัว Galaxy S21 นั้นใช้ชิปเซ็ตเป็น Exynos 2100 ที่ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตรในการผลิต แถมยังมี CPU Prime Core เป็น Cortex X1 ซึ่งใหม่และแรงกว่าของ Galaxy S20 FE 5G ที่ใช้ชิป Snapdragon 865 ตัวเก่านั่นเอง

ตารางเปรียบเทียบสเปค Galaxy S21 กับ Galaxy S20 FE 5G

Samsung Galaxy S21 Samsung Galaxy S20 FE 5G 5G
หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X  Super AMOLED 2x 
ขนาด 6.2 นิ้ว 6.5 นิ้ว
รีเฟรชเรท 120Hz แบบ Adaptive 120Hz
ความละเอียด Full HD+
กระจกหน้าจอ Gorilla Glass Victus Gorilla Glass 3
ชิปเซ็ต Exynos 2100 Snapdragon 865
GPU Mali-G78 Adreno 650
RAM 8GB แบบ LPDDR5
ความจุ 128GB / 256GB แบบ UFS 3.1 128GB / 256GB แบบ UFS 3.0
microSD Card ไม่รองรับ รองรับสูงสุด 1TB
กล้องหลัง 3 ตัว

Wide: 12 MP f/1.8

Ultra-Wide: 12MP f/2.2

Telephoto: 64MP f/2.0

รองรับการถ่ายวีดีโอ 8K

3 ตัว

Wide: 12 MP f/1.8

Ultra-Wide: 12MP f/2.2

Telephoto: 8MP f/2.4

รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K

กล้องหน้า 10MP f/2.2 32MP f/2.2
เซ็นเซอร์
accelerometer, barometer, gyro, proximity, compass
การเชื่อมต่อ
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.0
การใช้งาน 5G
5G Non-Standalone (NSA), Standalone (SA), Sub6
สแกนลายนิ้วมือ ใต้หน้าจอ (Ultrasonic) ใต้หน้าจอ (Optical)
ลำโพง สเตอริโอคู่
รูหูฟัง ไม่มี
แบตเตอรี่ 4,000 mAh 4,500 mAh
ระบบชาร์จไว 25W 25W
Wireless Charging 15W
Reverse Wireless Charging 4.5W
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68
ระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OneUI 3.1 Android 11 ครอบทับด้วย OneUI 3.0
ราคาเปิดตัว รุ่นความจุ 128GB : 27,900  บาท

รุ่นความจุ 256GB : 29,900 บาท

รุ่นความจุ 128GB : 23,900  บาท

รุ่นความจุ 256GB : 25,900 บาท

มาถึงการทดสอบหน่วยความจำกับแอป AndroBench กันบ้าง โดย Galaxy S21 จะได้เปรียบกว่าเล็กน้อยตรงที่มาพร้อมกับ UFS 3.1 ส่วน Galaxy S20 FE 5G ยังคงใช้ UFS 3.0 อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าพอเอาไปทดสอบประสิทธิภาพแบบนี้ Galaxy S21 ก็สามารถทำคะแนนได้มากกว่าอยู่แล้ว


 

ทดสอบการเล่นเกม

และเมื่อเอาไปทดสอบเล่นเกม PUBG Mobile ก็จะเห็นว่าฝั่ง Galaxy S21 ยังไม่สามารถปรับภาพกราฟิคระดับสูงแบบ Ultra HD ได้ อาจเป็นเพราะว่าเครื่องและชิปรุ่นนี้ยังใหม่เกินไป ตัวเกมเลยยังไม่อัปเดตให้รองรับนั่นเอง ทำให้ในตอนนี้สามารถเลือกกราฟฟิกสูงสุดได้แค่ HDR HD เท่านั้น เมื่อเล่นไปได้ราว ๆ 30 นาที ตัวเครื่องก็จะเริ่มมีอาการอุ่นขึ้นแบบชัดเจน วัดอุณภูมิได้ประมาณ 36 องศา

แต่เมื่อทดสอบกับ Galaxy S20 FE 5G 5G แล้วพบว่าสามารถปรับความละเอียดสูงสุดได้ถึง Ultra HD และเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นมาประมาณ 36-42 องศา เมื่อเล่นต่อเนื่องเป็นเวลา 30 นาที

และเมื่อนำไปทดสอบเล่นเกม RoV ก็พบว่าทั้งสองรุ่นแทบจะไม่มีปัญหาอุณหภูมิสูงขึ้นหรือเฟรมเรทร่วงเลย คือตัวเครื่องมีความร้อนน้อยกว่าตอนเอาไปเล่น PUBG Mobile อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ปัญหาทัชหลุดทัชเพี้ยนที่หลายคนสงสัยกัน จากที่ทีมงาน DroidSans ทดสอบเล่นมา ยังไม่ได้เจอปัญหาเหล่านี้แต่อย่างใดนะ

*หมายเหตุ : การทดสอบนี้ทดสอบโดยการเปิด Performance Mode หรือโหมดการประมวลผลเสริมสมรรถนะ ด้วยกันทั้งสองรุ่น ซึ่งปกติตัวเครื่องจะตั้งค่าเป็นโหมดปกติ

**เครื่อง Galaxy S20 FE 5G 5G ที่ทางเราได้ใช้ทดสอบนั้นเป็นเฟิร์มแวร์ล่าสุดที่เพิ่งมีการอัปเดตในเดือนมกราคม 2564 ส่วนเครื่อง Galaxy S21 นั้นเป็นเครื่องทดสอบที่ยังไม่ใช่ Final Firmware แบบเครื่องที่จะวางจำหน่ายจริงครับ

กล้องถ่ายรูป

ทั้ง Galaxy S21 และ Galaxy S20 FE 5G 5G ต่างก็ใช้กล้อง 3 ตัวด้วยกันทั้งคู่ ดูจากสเปคอาจจะใกล้เคียงแต่รายละเอียดของเซนเซอร์และฟีเจอร์นั้นต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว

Galaxy S21 Galaxy S20 FE 5G 
จำนวนกล้องหลัง 3 ตัว
เซ็นเซอร์หลัก ความละเอียด 12MP (f/1.8) พร้อมระบบกันสั่น OIS ความละเอียด 12MP (f/1.8) พร้อมระบบกันสั่น OIS
กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP (f/2.2) มุมมองกว้าง 120 องศา ความละเอียด 12MP (f/2.2) มุมมองกว้าง 123 องศา
กล้อง Telephoto ความละเอียด 64MP (f/2.0), พร้อมระบบกันสั่น OIS, ซูม Hybrid   3X (Digital 30X) พร้อมฟีเจอร์ Zoom Lock ความละเอียด 8MP (f/2.4), พร้อมระบบกันสั่น OIS, ซูม Optical 3X (Digital 30X)
การถ่ายวีดีโอ สูงสุด 8K สูงสุด 4K
จำนวนกล้องหน้า 1 ตัว 1 ตัว
เซ็นเซอร์หลัก ความละเอียด 10MP (f/2.2) พร้อมระบบ Auto Focus ความละเอียด 32MP (f/2.4)

เอาล่ะ จะให้เปรียบเทียบแต่สเปคกล้องมันก็แปลก ๆ ยังไง ๆ อยู่ ทางทีมงานก็เลยนำเจ้า Galaxy S21 และ Galaxy S20 FE 5G ไปถ่ายรูปแบบช็อตต่อช็อต เทียบให้เห็นภาพกันไปเลยว่ารุ่นไหนทำผลงานอออกมาได้ดีกว่ากัน


 

ด้วยความที่ทั้ง Galaxy S21 และ Galaxy S20 FE 5G ต่างใช้กล้องหลักชุดเดียวกัน ทำให้พอถ่ายเทียบแบบนี้ก็แทบจะแยกไม่ออกเลยว่าภาพไหนดีกว่ากัน คือทุกอย่างเหมือนกันราวกับแพะกับแกะเลย


 

ส่วนกล้อง Ultra-Wide ตรงนี้จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าภาพที่ได้จาก Galaxy S20 FE 5G จะมีภาพกว้างกว่าของ Galaxy S21 แบบชัดเจน แต่ถ้ามองในเรื่องของแสง อันนี้ดูเหมือนว่าจะให้ความรู้สึก Mood and Tone ที่ต่างกัน Galaxy S21 จะค่อนไปทางเย็น ๆ ส่วน Galaxy S20 FE 5G นั้นติดเหลืองไปเลย


 

มาถึงกล้อง Telephoto กันบ้าง ตรงนี้ในทางทฤษฎีแล้ว Galaxy S21 ควรจะทำผลงานออกมาได้ดีกว่า เพราะสเปคตัวเซ็นเซอร์นั้นเหนือกว่า Galaxy S20 FE 5G แบบชัดเจน (64MP vs 8MP) แต่เมื่อลองเอาไปถ่ายเทียบแล้ว ภาพที่ได้จากทั้งสองรุ่นแทบจะมองไม่เห็นความแตกต่างเลย


 

และเมื่อลองดันซูม Digital ที่ 30x ตรงนี้จะเห็นแบบชัดมากว่าการที่ Galaxy S21 มี Lock Mode นั้นช่วยให้ได้ภาพที่ชัดและมีความละเอียดชัดกว่าของ Galaxy S20 FE 5G ที่ไม่มีใส่มาให้แบบจริง ๆ


 

ในส่วนกล้องหน้า แม้ว่า Galaxy S21 จะให้เซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดน้อยกว่า Galaxy S20 FE 5G แต่ส่วนตัวผู้เขียนกลับชอบ Mood and Tone ภาพที่ได้จาก Galaxy S21 มากกว่านะ รู้สึกว่าภาพของ Galaxy S20 FE 5G มันแอบซีดไปนิดนึง


 

สำหรับการถ่าย Night Mode ตรงนี้ Galaxy S21 กินขาด สังเกตจากป้ายโฆษณามุมขวาบน ภาพของ Galaxy S21 นั้นจะมีความชัดกว่า Galaxy S20 FE 5G แบบมาก ๆ แต่น่าเสียดายที่ภาพของ Galaxy S21 ดันเจอปัญหาแฟลร์เข้าไปซะงั้น

การถ่ายวิดีโอ

มาถึงเรื่องของการถ่ายวีดีโอกันบ้างที่ Galaxy S21 จะสามารถถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุดได้ถึง 8K ในขณะที่ Galaxy S20 FE 5G สามารถถ่ายวีดีโอได้สูงสุดแค่ 4K เท่านั้น ตัวสีสันของภาพในวีดีโอรวมถึงความนิ่งในการกันสั่น ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกันมาก แต่ในเรื่องของการบันทึกเสียงตัว Galaxy S21 จะทำได้ดีกว่าเพราะมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนมาให้มากถึง 3 ตัว ในขณะที่ S20 FE 5G มีแค่ 2 ตัวครับ

แม้สเปคกระดาษของกล้องทั้งสองรุ่นนั้นแทบจะไม่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือซอร์ฟแวร์และการประมวลผลภาพของ Galaxy S21 ที่ทำออกมาได้ต่างกันพอสมควร เนื่องจากตัว OneUI 3.1 บน Galaxy S21 นั้นจะมีฟีเจอร์กล้องและโหมดกล้องใหม่เข้ามาด้วย อาทิ Zoom Lock สำหรับการถ่ายภาพซูมระยะไกลให้นิ่งมากขึ้น, อัปเกรดให้ระบบกันสั่น Super Steady ให้นิ่งและลื่นกว่าเดิม เพราะสามารถถ่ายได้แบบ 60 fps แล้ว, Director’s View Video หรือมุมมองผู้กำกับ สำหรับการถ่ายวีดีโอที่มีการพรีวิว 3 ระยะเลนส์ของกล้องได้ขณะถ่ายไปด้วย และ Filter ใหม่ในโหมด Portrait (ที่แต่ก่อนชื่อ Live Focus) ที่ Galaxy S20 FE 5G 5G ไม่มีนั่นเองครับ

แบตเตอรี่

Galaxy S21 / Galaxy S20 FE 5G 

จากการทดสอบการใช้งานทั่วไป โดยทำการตั้งค่าเป็นหน้าจอเป็นแบบ 120 Hz ทั้งคู่ ไม่ว่าจะ เล่นเกม, ถ่ายภาพถ่ายวีดีโอ, เล่น Social Media, ดูหนังดูซีรี่ย์ ก็พบว่า Galaxy S20 FE 5G 5G (ภาพขวา) ที่มีแบตเตอรี่ 4,500 mAh มีความอึดที่ใกล้เคียงกับ Galaxy S21 แบต 4,000 mAh อยู่พอสมควร ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นสามารถใช้งานได้ทั้งแบบเหลือ ๆ และที่สำคัญทั้งสองรุ่นก็รองรับระบบชาร์จเร็วแบบ Super Fast Charging 25W เหมือนกัน (ต้องซื้อแยกเอง) โดยสามารถชาร์จตั้งแต่ 0-50% ได้ภายในเวลา 30 นาที จากการทดสอบทั้งสองรุ่นจะชาร์จเต็มได้ในเวลาใกล้เคียงกัน ราว ๆ 1 ชั่วโมงนิด ๆ รวมถึงยังรองรับระบบ Wireless Charging หรือการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi ที่ความเร็วสูงสุด 15W และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่องอื่นได้อย่าง สมาร์ทวอทช์, หูฟัง, สมาร์ทโฟน ด้วยฟีเจอร์ Reverse Wireless Charging นั่นเองครับ

สรุปแล้ว.. Galaxy S20 FE 5G ก็เพียงพอไหม หรือเพิ่มเงินจัด Galaxy S21 ไปเลย?

ถ้าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ยังไงผู้เขียนก็อยากแนะนำให้เพิ่มเงินอีก 4,000 บาท แล้วจัด Galaxy S21 ไปเลย เนื่องจากได้สเปคและฮาร์ดแวร์ที่จัดเต็มกว่ามาก ๆ แทบจะไม่มีกั๊กในส่วนไหนเลย จอ OLED ก็เกรดดีกว่า ค่ารีเฟรชเรท 120Hz ก็ลื่นไหลกว่า รวมถึงชิปเซ็ตตัวใหม่ Exynos 2100 ที่มีการจัดการพลังงานที่ดีกว่าชิปเรือธงที่มีขั้นตอนการผลิตที่ขนาด 7 นาโนเมตร

…แต่ถ้างบถึงแค่ Galaxy S20 FE 5G จริง ๆ มือถือรุ่นนี้ก็ไม่ได้มีสเปคที่น่าเกลียดอะไรนะ ทุกอย่างยังถือว่าอยู่ในเกรดเรือธงอยู่ (เพียงแต่บางอย่างอาจจะมีการลดต้นทุนการผลิตไป) กล้องถ่ายรูปก็ทำออกมาได้ดีพอ ๆ กับ Galaxy S21 แถมสามารถเพิ่ม microSD Card ได้อีก นอกจากนี้ยังได้รับอัปเดต Security Patch แบบยาว ๆ 4 ปีอีกด้วย (Galaxy S21 ก็ได้เหมือนกัน)

 

 

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s21-vs-galaxy-s20-fe-5g-compare/

อัพเดต One UI 3.1 จะเพิ่มฟีเจอร์กล้องจาก Galaxy S21 ให้เรือธงรุ่นปีก่อนได้ใช้ด้วย

อัพเดต One UI 3.1 เพิ่มฟีเจอร์กล้องที่ก่อนหน้านี้มีเฉพาะใน Samsung Galaxy S21 อย่างฟีเจอร์ “enhanced single take” กดครั้งเดียวแต่ได้ทั้งภาพนิ่งหลายภาพและวิดีโอสั้นๆ “smart object eraser” ฟีเจอร์ลบวัตถุที่ไม่พึงประสงค์ในภาพ และฟีเจอร์การถ่ายภาพวิดีโอไปโดยอัดเสียงจากทั้งมือถือและไมค์บลูทูธพร้อมกัน

ฟีเจอร์เหล่านี้จะถูกเพิ่มเข้ามาใน Galaxy S20, Galaxy Note 20, Galaxy Z Fold 2 และ Galaxy Z Flip แถมนอกจากฟีเจอร์กล้องแล้ว ยังมีฟีเจอร์ “Eye Comfort Shield” ปรับแสงสีฟ้าของหน้าจอตามเวลาระหว่างวัน และ Private Share ฟีเจอร์ส่งไฟล์ผ่านระบบความปลอดภัยแบบ blockchain ของ Samsung เพิ่มเข้ามาในอัพเดตนี้ด้วย

การที่ Samsung อัพเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เหล่านี้เพิ่มเข้ามา ทำให้เรือธงของปีที่แล้ว ยังน่าดึงดูดในแง่ของประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ และราคา ที่ใกล้เคียงกับ Galaxy S21 มาก แต่ก็ทำให้ความแตกต่างของเรือธงในปีนี้ กับปีที่แล้วน้อยลงไป คงต้องติดตามยอดขายของมือถือตระกูล Galaxy S21 กันต่อ ว่าแนวทางนี้จะส่งผลกระทบหรือไม่

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/121281

รีวิว Galaxy S21 Ultra: เหล้าเก่าในขวดใหม่ เมื่อฮาร์ดแวร์มีไมเนอร์อัพเดตเหมือนซอฟต์แวร์

ภาษาอังกฤษมีสุภาษิตหนึ่งคือ third time a chime แปลว่าความพยายามครั้งที่ 3 มักจะประสบผลสำเร็จเสมอ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าจะเอามาใช้เรียกความพยายามทำรุ่น Ultra หรือรุ่นเรือธงท็อปที่สุดในไลน์ของซัมซุง หลังเริ่มมาตั้งแต่ S20 Ultra และตามมาด้วย Note 20 Ultra

ที่บอกว่า Galaxy S21 Ultra เข้าข่าย third time a chime ก็เพราะมันแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรุ่นก่อนหน้าไปเกือบหมดแล้ว ขณะเดียวกันตัวมันเองก็อยู่ในจุดสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่เครื่องหนึ่งจะพึงให้ได้แล้ว ดังนั้น Galaxy S21 Ultra เลยแทบจะสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง แต่ถึงกระนั้น ในภาพรวมมันก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก (เหล้าเก่าในขวดใหม่) และหากพิจารณาร่วมกับราคาและความอิ่มตัวของพัฒนาการสมาร์ทโฟนแล้ว ก็อาจจะไม่ได้มีความว้าวมากเช่นกัน

No Description

ไมเนอร์อัพเกรดฮาร์ดแวร์

ฮาร์ดแวร์ของ Galaxy S21 Ultra ยังคงท็อปที่สุดในรุ่นและในช่วงเวลา ตั้งแต่หน้าจอ 6.8 นิ้ว 120Hz OLED ความละเอียด QHD+ แต่ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ในแง่ว่าหน้าจอไม่ได้มีความโค้งเหมือนเดิม มีความแบนมากขึ้น โค้งเพียงเล็กน้อยและไม่ได้แบนเท่า S21 / S21+ รู้สึกไม่น่ารำคาญและใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมหน่อย (จอโค้งเดิมคือมือพลาดไปโดนบ่อย)

ความสวยงามของหน้าจอของซัมซุงขึ้นชื่ออยู่แล้วและไม่น่าจะต้องสาธยายมากนัก (งานเปิดตัว S21 Ultra รอบนี้ซัมซุงก็ไม่อารัมภบทกับหน้าจอมากเท่าเดิม) ความสว่างสูงสุด 1,500nits ใช้งานกลางแจ้งได้สบาย การแสดงผล HDR ก็สวยงามตามท้องเรื่อง

No Description

ซีพียูอัพเกรดตามรอบ Exyson 2100 แรม 12GB/16GB รองรับ Wi-Fi 6E สี Matte Black ซึ่งสวยงามมากและไม่ติดลายนิ้วมือ แต่น้ำหนักมากขึ้นเป็น 229 กรัม (Note 20 Ultra 208 กรัม S20 Ultra 222 กรัม) แต่ในแง่ความรู้สึกไม่ได้แตกต่างมากนักจาก S20 Ultra คือรู้สึกหนักแต่กระชับมือ จะต่างก็แค่ Note 20 Ultra ที่เบากว่ามาก

เสียดายที่ผมไม่ได้ใช้และไม่มีคนใกล้ตัวใช้ Galaxy Note เลยไม่ได้ลอง S Pen บน S21 Ultra จริง ๆ จัง ๆ แต่จากที่เคยลองจับ ก็คาดว่าฟีเจอร์และประสบการณ์ใช้งานน่าจะยังแตกต่างกับบน Galaxy Note อยู่ไม่น้อย

No Description

หนึ่งจุดที่รู้สึกได้ว่าดีขึ้นจาก S20 Ultra คือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ปรับมาใช้ 3D Sonic Sense Gen 2 ตัวใหม่ของ Qualcomm ที่เร็วและแม่นยำขึ้นมาก ๆ ในระดับที่แตะ (แตะไม่ใช่วาง) ปุ๊บปลดล็อกปั๊บ (บน Note 20 Ultra จำได้ว่าค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว เลยเปรียบเทียบไม่ถูกว่าเร็วกว่าแค่ไหน แต่เร็วกว่า S20 Ultra แน่ ๆ) อาจเรียกได้ว่า การสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วย S21 Ultra น่าจะใกล้เคียงกับการสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่องแล้วก็ว่าได้

กล้อง 4 บวก 1 เลเซอร์

สำหรับกล้องรอบนี้เป็นการปรับปรุงกล้องที่ทำมาตั้งแต่ S20 Ultra ให้ดีขึ้นและสมบูรณ์มากขึ้น โดยสเปคกล้องหลังมีดังนี้

  • กล้องหลัก เลนส์ไวด์ 108 ล้านพิกเซล OIS, f/1.8
  • อัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล, มุมกว้าง 120 องศา, f/2.2
  • เลนส์เทเลตัวแรก 10 ล้านพิกเซล ทำออพติคัลซูม 3X, OIS, f/2.4
  • เลนส์เทเลตัวที่สอง 10 ล้านพิกเซล ทำออพติคับซูม 10X, OIS, f/4.9

No Description

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเรื่องกล้องที่ชัดเจนที่สุดคือซัมซุงให้กล้องซูมมา 2 ตัว ตัวนึงยังเป็นเลนส์ periscope เหมือนเดิมจากที่เคยทำใน Galaxy S20 Ultra ที่ใช้การสะท้อนกระจก เพื่อวางเลนส์ซูมไว้ด้านข้าง 90 องศา เพื่อให้มีระยะเลนส์ยาวพอที่จะซูมได้เยอะขึ้น แต่ทางยาวโฟกัสก็มีการปรับปรุงให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 103มม. มาเป็น 240มม. ส่วนอีกเลนส์เป็นเลนส์ซูมธรรมดา ทางยาวโฟกัสที่ 70 มม.

No Description
1x

No Description
4x

No Description
10x

No Description
30x

No Description
100x

ปัจจัยหลักที่ซัมซูงใส่กล้องซูมมา 2 ตัว น่าจะเป็นการนำเอากล้อง 2 ตัวมาช่วยเก็บภาพสำหรับประมวลผลภาพซูมให้คมชัดยิ่งขึ้น ตั้งแต่ระยะกลางเป็นต้นไปก็คือตั้งแต่ 10x และ 30x ที่เป็นดิจิทัลซูมหรือการใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยขยายภาพเป็นหลัก ซึ่งก็ค่อนข้างชัดเจนว่าการทำ Hybrid Optical Zoom และ Digital Zoom บน S21 Ultra ดีกว่าเดิม แต่ส่วนตัวยังรู้สึกว่าการทำ 100x ภาพยังคงค่อนข้างแตกอยู่เหมือนเดิม

No Descriptionซูม 10x บน iPhone 12 Pro Max

No Descriptionซูม 10x บน Galaxy S21 Ultra

อีกจุดหนึ่งที่ดีขึ้น (ตั้งแต่ Note 20 Ultra) คือการโฟกัสที่เร็วขึ้นมากจากการใช้เลเซอร์มาช่วย AF ทำให้การถ่ายมาโครมาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เลนส์มาโครแยก เช่นเดียวกับการถ่าย Portrait (Live Focus) ที่ตัดวัตถุได้คมมากขึ้น

No Descriptionlive focus

No Descriptionlive focus

ส่วนเลนส์หลักและเลนส์อัลตร้าไวด์ในแง่ฮาร์ดแวร์ ไม่ได้แตกต่างจาก Galaxy S20 Ultra มากนัก ส่วนตัวแยกความแตกต่างระหว่าง S20 Ultra และ S21 Ultra ไม่ได้ขนาดนั้น แต่หากมองเฉพาะตัวมันเองแล้ว หากจะยกให้กล้อง S21 Ultra ดีที่สุดรุ่นหนึ่งแล้วก็คงไม่น่าเกลียดเกินไปนัก (อาจแตกต่างในเชิงดีกว่าแย่กว่ากับรุ่นอื่นแบบไม่แตกต่างกันเห็นได้ชัดมากนัก)

No Description

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionมาโคร เปิดโหมดได้ด้วยการเอากล้องไปจ่อใกล้ ๆ แล้วซอฟต์แวร์จะปรับมาโหมดนี้ให้อัตโนมัติ

No Descriptionมาโคร

No Descriptionกล้องหน้า ที่รู้สึกว่าฟิลเตอร์หน้าเนียนถูกปรับให้สมจริงมากขึ้น สิวมาเต็ม

No Descriptionกล้องหน้า + Live Focus

แบตเตอรี่

ซัมซุงให้แบตเตอรี่มามหาศาลกว่าเดิมที่ 5,000mAh จากเดิมที่รู้สึกว่าเยอะอยู่แล้ว (S20 Ultra ที่ 4,510mAh และ Note 20 Ultra ที่ 4,500mAh) เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันอยู่แล้ว แต่บน S21 Ultra รู้สึกว่ายิ่งกว่าเหลือ เพราะมีทดสอบใช้งานหนักทั้งวัน เช่น ถ่ายรูป เล่นเกม ดู Netflix, YouTube เปิดความสว่างสุด แชร์แบตเตอรี่ผ่าน Wireless Sharing ให้กับ Galaxy S10 และ Pixel 5 ประมาณ 20-30% ของทั้ง 2 เครื่อง แบตก็ยังเหลือพอประมาณ เลยคิดว่าสำหรับ Galaxy S21 Ultra หากใช้แบบพอประมาณ ตอบแชท ตอบเมล เล่นโซเชียล อาจจะมีเพียงพอถึง 2 วัน

No Description

สรุป

จริง ๆ สถานการณ์เรือธงของซัมซุงเริ่มสะท้อนออกมาตั้งแต่ S20 Ultra แล้วว่ามันรุ่นท็อปของเรือธงมันคือสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในตอนนั้น ๆ หากกำลังทรัพย์พอและโอเคกับมือถือขนาดใหญ่ก็ไม่น่ามีปัญหา เพียงแต่การอัพเกรดจากรุ่นก่อนหน้า (เช่น S20 Ultra หรือ Note 20 Ultra) อาจไม่ได้น่าสนใจมากขนาดนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ๆ จนแทบไม่มีอะไรแตกต่างมากขนาดนั้น

from:https://www.blognone.com/node/121235

Galaxy S21 และ S21+ ได้รับแพทช์เดือนกุมภาพันธ์ แก้ไขปัญหาแบตไหลแล้ว

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทาง Samsung ได้ปล่อยอัปเดตพร้อมกับแพทช์รักษาความปลอดภัย (Security Patch) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ให้กับมือถือซีรีส์ Galaxy S21 แต่เหมือนว่าแพทช์นี้จะขนเอาปัญหาแบตไหลมาให้กับผู้ใช้งาน Galaxy S21 และ S21+ เวอร์ชั่นชิปเซ็ต Exynos 2100 ซะงั้น ล่าสุด Samsung ก็ได้ออกอัปเดตแก้ไขปัญหานี้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับปัญหาแบตไหลที่เกิดขึ้นกับคนที่ถือ Galaxy S21 และ S21+ รุ่นที่ใช้ชิป Exynos 2100 นั้น คาดว่าเกิดขึ้นมาจากการที่มีแอปบางตัวทำงานเบื้องหลังแบบตลอดเวลา (ลองตั้งค่าให้ Deep Sleep แอปก็ยังเปิดทำงานอยู่) รวมถึงปัญหาเดิม ๆ ที่เคยแก้ไขไปแล้วอย่างการสลับไปใช้งาน 4G LTE แล้วแบตลดลงไวกว่าปกติ ก็ดันกลับมาอีกรอบกับแพทช์เดือนกุมภาพันธ์ซะงั้น

ล่าสุดตอนนี้ Samsung ก็ได้ปล่อยอัปเดตหมายเลขเฟิร์มแวร์ G9988XXU1AUB6 ขนาด 257.34 MB โดยตอนนี้ทางค่ายจะทยอยอัปเดตให้กับผู้ใช้งาน Galaxy S21 และ S21+ ในสหราชอาณาจักร, สวิตเซอร์แลนด์, เบลเยี่ยม และเยอรมัน ส่วนประเทศอื่น ๆ รวมถึงในไทยบ้านเรา ก็คาดว่าน่าจะตามมาในเร็ววันนี้ครับ

อย่างไรก็ดี ปัญหาแบตไหลจะเกิดขึ้นแค่เฉพาะ Galaxy S21 และ S21+ รุ่น Exynos 2100 เท่านั้นนะครับ ส่วน Galaxy S21 Ultra รุ่น Exynos 2100 หรือ Galaxy S21 Series รุ่น Snapdragon 888 ยังไม่มีการออกมารายงานถึงปัญหาแต่อย่างใด

 

ที่มา : Androidheadlines

from:https://droidsans.com/samsung-battery-drain-issue-fixed-feb-2021-update/

ผลทดสอบชิปบน Galaxy S21 Ultra: Exynos 2100 ยังแพ้ Snapdragon 888 อยู่

ประเด็น Exynos vs Snapdragon มีมายาวนานหลายปี กับการที่ผลิตภัณฑ์เดียวกัน ราคาเดียวกัน แต่ผู้ใช้กลับได้ประสิทธิภาพต่างกันจากชิปสองรุ่นที่ใช้ มาปีนี้ Samsung ก็ยังใช้ชิปสองรุ่นเหมือนเดิมคือ Exynos 2100 และ Snapdragon 888 แต่ Samsung หันมาใช้แกนประสิทธิภาพสูง Cortex-X1 บนชิป Exynos 2100 แทนแกนประสิทธิภาพสูงตระกูล Exynos ของซัมซุงเองแบบในรุ่นก่อนๆ แล้ว

ปีนี้ Exynos 2100 ใช้แกน Cortex-X1, Cortex-A78 และ Cortex-A55 และมีจำนวนเท่ากับ Snapdragon 888 คือ 1, 3 และ 4 แกนตามลำดับ มีสัญญาณนาฬิกาสูงสุดของแกน X1 อยู่ที่ 2.91GHz แกน A78 ที่ 2.81GHz, A55 ที่ 2.20GHz ใช้จีพียู Mali G78MP14 ความเร็ว 854MHz และผลิตโดยกระบวนการผลิต 5nm ของ Samsung

ส่วน Snapdragon 888 มีสัญญาณนาฬิกาสูงสุดของแกน X1 อยู่ที่ 2.84GHz แกน A78 ที่ 2.42GHz, A55 ที่ 1.80GHz ใช้จีพียู Adreno 660 ความเร็ว 840MHz และผลิตด้วยกระบวนการผลิต 5nm ของ TSMC

ผลทดสอบจากเว็บไซต์ Anandtech แสดงให้เห็นว่า Snapdragon 888 ยังนำ Exynos อยู่ในหลายๆ ด้าน เพราะแคช L2 บนแกน Cortex-X1 ของ Snapdragon 888 ให้มาถึง 1MB ส่วน Samsung ใส่มาแค่ 512KB และแม้ Samsung จะเพิ่ม system level cache ขึ้น แต่ก็ทำให้ความหน่วง (latency) สูงขึ้น กว่า Exynos 990 เล็กน้อย (136ns จาก 121ns ในรุ่นก่อน)

No Description

ผลทดสอบด้านประสิทธิภาพ แม้ Exynos 2100 จะมีประสิทธิภาพด้านการทำงานแบบ single-thread สูงกว่า Exynos 990 ถึง 27% แต่ก็ยังแพ้ Snapdragon 888 อยู่ ในการทดสอบส่วนใหญ่ แถมยังกินไฟมากกว่า รวมถึงร้อน และ throttle ไวกว่า ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมแย่กว่าอีกด้วย แม้ Exynos 2100 จะมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาแกน X1 สูงสุด มากกว่า SD888 แต่ Anandtech ก็ถึงกับต้องทำการทดสอบโดยเอาไปใส่ตู้เย็น ถึงจะเร่งความเร็วแซง SD888 ที่ทดสอบโดยวางไว้ใต้พัดลม 40 มิลลิเมตรได้

No Descriptionสัญญาณนาฬิกาของทั้งสองรุ่นในการทดสอบ หมวด Exynos 2100 มีทดสอบใน Freezer ด้วย

ในด้านจีพียูทั้ง Mali-G78 และ Adreno มีปัญหาด้านความร้อน โดยจะสามารถรันที่ความเร็วสูงสุด ด้วย peak power ประมาณ 8-9W ได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนจะ throttle ลงมาอยู่ที่ประมาณ 3W แต่สุดท้ายแล้วประสิทธิภาพของ Mali-G78 ก็ยังแพ้ Adreno 660 ในการทดสอบส่วนใหญ่อยู่ แม้ Mali-G78 บน Exynos 2100 จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า Mali-G77 ใน Exynos 990 ถึง 40% ก็ตาม

ส่วนในด้านแบตเตอรี่ S21 Ultra รุ่นที่ใช้ Snapdragon 888 ก็ยังชนะ Exynos 2100 อยู่ โดยรุ่น Snapdragon 888 ใช้งานได้ราว 10 ชั่วโมงครึ่ง บนการทดสอบ PC Mark Work 2.0 ขณะที่รุ่น Exynos 2100 อยู่ได้ราว 9 ชั่วโมง ส่วนในการทดสอบเล่นอินเทอร์เน็ตด้วย WiFi รุ่น Snapdragon 888 อยู่ได้ ราว 15 ชั่วโมง ในขณะที่รุ่น Exynos 2100 อยู่ได้ประมาณ 13 ชั่วโมง

No Description
สุดท้ายแล้ว Exynos 2100 แม้จะดีขึ้นกว่า Exynos พอสมควร แต่ก็ยังแพ้ Snapdragon 888 อยู่เหมือนเคย ทั้งในด้านประสิทธิภาพ และการใช้พลังงาน แต่ Anandtech ก็ชี้ให้เห็นว่าชิปทั้งสองรุ่น พบปัญหาด้านความร้อน และ throtling บ่อยมาก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกดดันของชิป A14 ของ Apple ที่ประสิทธิภาพนำไปไกล ทำให้ทั้ง Snapdragon และ Samsung ต้องอัดฉีดประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้ระบบระบายความร้อนของสมาร์ทโฟน จะยังเป็นแบบเดิมๆ คงต้องติดตามดูกันต่อไปในปีนี้ ว่าการพัฒนาจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – Anandtech

from:https://www.blognone.com/node/121189

จับ Samsung Galaxy S21 แช่น้ำในตู้ปลา ไลฟ์ผ่านยูทูป ผ่านมา 12 วัน ยังใช้งานได้อยู่

สมาร์ทโฟนระดับเรือธงในปัจจุบัน มักจะมาพร้อมกับคุณสมบัติในการกันน้ำและฝุ่น Galaxy S21 ของ Samsung เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ล่าสุดได้มียูทูปเบอร์รายหนึ่ง นำเอามือถือรุ่นดังกล่าวลงไปแช่ในตู้ปลา ไลฟ์ให้ชมกันแบบสด ๆ ผ่านไปกว่า 12 วัน ปรากฏว่า…ยังอยู่รอดปลอดภัยดี

มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น ในรหัส IP68 ระบุเอาไว้ว่า สามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์แบบ และสามารถแช่น้ำได้ลึก 1 เมตรหรือมากกว่าน้ัน โดยขึ้นอยู่กับทางผู้ผลิต ซึ่ง Samsung เคลมตัวเลขของ Galaxy S21 อยู่ที่ ความลึก 1.5 เมตร นาน 30 นาที

อย่างไรก็ตาม ยูทูปเบอร์ช่อง Photo Owl Time Lapse ได้แสดงให้เห็นว่า Galaxy S21 นั้นอึดกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ แม้จะโดนจับแช่น้ำในตู้ปลายาว ๆ ถึง 12 วัน แต่ก็ยังใช้งานได้อยู่

นาฬิกาจับเวลาของ Galaxy S21 จะหยุดลงเมื่อผ่านไป 99 ชั่วโมง 59 นาที 99 วินาที ดังนั้นเมื่อครบกำหนดเวลา ผู้ทดสอบจึงต้องมาคอยรีเซตนาฬิกาใหม่ แต่ก็มีเขียนกำกับเอาไว้ในวิดีโอถึงเวลาที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไป คนที่เข้ามาชมไลฟ์จะได้คำนวณเวลาได้สะดวก

Galaxy S21 ได้ขึ้นข้อความแจ้งเตือน “ตรวจพบความชื้น” หลังจากเวลาผ่านไป 117 ชั่วโมง 53 นาที หน้าจอเริ่มไม่ตอบสนองต่อการสัมผัส ทัชเริ่มหลอน ๆ เพี้ยน ๆ ไม่สามารถควบคุมได้ แต่หลังจากนั้นเมื่อลองหยิบมากด ๆ ปุ่มดู เครื่องดันกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

เมื่อผ่านไป 241 ชั่วโมง 10 นาที มีคนสงสัยว่า ลำโพงยังใช้งานได้อยู่มั้ย ? Photo Owl Time Lapse จัดให้ตามคำขอ หยิบ Galaxy S21 ขึ้นมาเทสต์ดู แล้วก็พบว่า เสียงแทบไม่ดังเสียแล้ว อู้ ๆ อี้ ๆ ฟังแทบไม่รู้เรื่อง จากนั้นจึงเอาไปจุ่มน้ำต่อ (ฮา)

การทดสอบนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเครื่องจะพังกันไปข้าง สำหรับใครที่สงสัยว่า ทำไมแบต Galaxy S21 ถึงไม่หมด ? นั่นก็เป็นเพราะแท่นชาร์จไร้สายที่ด้านหลังนั่นเองครับ แบตเตอรี่จึงเต็ม 100% ตลอดเวลาเลย

อย่างไรก็ตาม แม้มือถือจะมีคุณสมบัติในการกันน้ำ และจากวิดีโอนี้ก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่ามาตรฐาน แต่ยังไงก็ไม่แนะนำให้อาไปจุ่มน้ำเล่นนะครับ เกิดพังขึ้นมาคงไม่สนุกแน่นอน ประกันแบบมาตรฐานไม่ครอบคลุมในเงื่อนไขนี้เสียด้วย…

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s21-underwater-12-days-still-working/

โหด ถึก ทน ยูทูบเบอร์สตรีมสด Galaxy S21 ในตู้ปลามาแล้วเกิน 10 วัน ยังไม่พัง

ช่องยูทูบ Photo Owl Time Lapse สตรีมสด นำ Samsung Galaxy S21 มาทดสอบแช่น้ำไว้ในตู้ปลา นานเกิน 10 วัน หรือ 240 ชั่วโมงแล้ว โดยใช้แท่นชาร์จไร้สายติดไว้ด้านหลัง และกดนาฬิกาทิ้งไว้เพื่อทดสอบ โดยคอยอัพเดตรายละเอียดปัญหา หรืออาการติดขัดของเครื่องในคำอธิบาย

อัพเดตครั้งแรก เขาค้นพบว่านาฬิกาจับเวลาบน Galaxy S21 จับเวลาได้สูงสุด 99 ชั่วโมง 59 นาที 59 วินาที และเขาต้องรีเซ็ตเองเมื่อถึงเวลา เขาระบุว่ารีเซ็ตไป 2 รอบแล้ว รวมเวลามากกว่า 200 ชั่วโมง

อัพเดตครั้งที่สอง เครื่องเริ่มขึ้นเตือนความชื้น หลังผ่านไปประมาณ 117 ชั่วโมง 53 นาที หน้าจอสัมผัสไม่ทำงาน และกระโดดไปมาระหว่างแอป แต่พอกดๆ ปุ่มนิดหน่อย ก็กลับมาทำงานได้ใหม่ แต่คำเตือนความชื้นยังขึ้นอยู่

อัพเดตครั้งล่าสุด ผ่านมาตอน 241 ชั่วโมง 10 นาที เขาลองเล่นเสียงผ่านลำโพงให้คนดูฟัง ดูเหมือนลำโพงจะไม่ค่อยดัง และแทบจะแยกเสียงไม่ออก รวมถึงน้ำก็ไปกดปุ่ม LAP บนนาฬิกาตามที่เห็นในปัจจุบัน และเขาก็ยังไลฟ์ต่อไป

น่าสนใจว่า Galaxy S21 ที่กันน้ำ IP68 (น้ำลึก 1.5 เมตร สูงสุด 30 นาที) จะสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานเท่าไรก่อนจะพัง อย่างไรก็ตาม นอกจากคลิปสตรีมสดบนยูทูบที่ไม่สามารถเลื่อนย้อนไปดูช่วงก่อนหน้าได้ ยังไม่มีหลักฐานอื่นว่า Photo Owl Time Lapse สตรีมสดโดยแช่เครื่องไว้ในน้ำตลอดเวลาจริงหรือไม่ อาจจะต้องรอดูวิดีโอตัวเต็ม หลังเครื่องพัง หรือสตรีมจบกันอีกครั้ง

ที่มา – Photo Owl Time Lapse via Android Police

from:https://www.blognone.com/node/121099