คลังเก็บป้ายกำกับ: Galaxy

รีวิว Samsung Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ สองมือถือจอใหญ่ 6 นิ้ว ดีไซน์บอดี้สวยเงางาม กล้องเซลฟี่พร้อมแฟลช และรองรับ Face Unlock เริ่มต้นเพียง 4,690 บาท

Samsung พร้อมส่งสมาร์ทโฟน Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ สองรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว โดยทั้ง 2 รุ่นมีการออกแบบไปในทางเดียวกัน และวันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมกันว่า ระหว่าง 2 รุ่นนี้ จะมีความเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร และจะเลือกใช้รุ่นไหนดี

การออกแบบโดยรวมของ Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ มีความคล้ายคลึงกันมาก ด้วยหน้าจอขนาด 6 นิ้ว บนขนาดตัวเครื่องที่เท่ากัน โดยพื้นผิวด้านหลังสะท้อนเงางามแบบวัสดุกระจก ต่างไปจาก Galaxy J รุ่นที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

หากมองจากภายนอกจะสามารถแยกได้อย่างง่ายดายว่า Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ มีความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ 2 จุด ได้แก่ กล้องดิจิตอลด้านหลัง โดยที่ Galaxy J4+ เป็นกล้องตัวเดียว ส่วน Galaxy J6+ จะมาพร้อมกับ 2 ตัววางคู่กันแบบ Dual-Camera และอีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้โดยง่ายก็คือ ที่ด้านขวาของตัวเครื่อง Galaxy J4+ จะมีเพียงปุ่มเพาเวอร์ แต่ใน Galaxy J6+ จะเป็นปุ่มเพาเวอร์ที่มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังอยู่ภายในด้วย

Samsung Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ ได้รับการออกแบบใหม่สำหรับมือถือตระกูล Galaxy J Series ที่ไม่มีปุ่มโฮมใต้หน้าจออีกต่อไป และใช้ดีไซน์จอใหญ่แบบ Infinity Display โดยมีพื้นที่ขอบจอบางลงกว่าเดิม จึงทำให้ขนาดตัวเครื่องเล็กลงเมื่อเทียบกับ Galaxy J Series รุ่นก่อนๆ แต่กลับกันขนาดของหน้าจอนั้นใหญ่ขึ้นเป็น 6 นิ้ว ความละเอียด 1480 x 720 พิกเซล ในอัตราส่วนภาพที่ 18.5:9 และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 หน้าจอด้วยฟังก์ชัน Split-Screen อีกด้วย

และที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผลไม่มีรอยบาก หรือ Notch ให้กวนใจ พร้อมกับกล้องเซลฟี่ ที่มีความละเอียดแตกต่างกัน โดย Galaxy J4+ คมชัดที่ 5 ล้านพิกเซล ส่วน Galaxy J6+ มีความละเอียดกล้องมากกว่าที่ 8 ล้านพิกเซล และติดตั้งแฟลชมาให้ด้วย สำหรับช่วยเซลฟี่ในที่แสงน้อยนั่นเอง รวมถึงลำโพงสนทนาที่อยู่ตรงกลาง

ด้านหลังตัวเครื่องมีความเงางามเหมือนกับสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม ซึ่งทั้งสองแตกต่างกันที่ Galaxy J4+ ใช้กล้องเลนส์เดียวความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.9 ส่วน Galaxy J6+ มาพร้อมกล้องเลนส์คู่แบบ Dual-Camera ความละเอียด 13+5 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.9 กับ F/2.2 แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 รุ่น ฝังแบตเตอรี่มาให้เท่ากันที่ 3300 mAh

สำหรับด้านล่างประกอบไปด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ microUSB, ไมโครโฟน และช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

ส่วนที่ด้านซ้ายตัวเครื่อง มีปุ่มเพิ่มเสียง ปุ่มลดเสียง ถัดลงมาจะมีถาดใส่การ์ด 2 ช่อง ช่องบนสำหรับใส่ซิมการ์ดขนาดนาโนได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด และอีกหนึ่งการ์ดความจำ MicroSD ที่เพิ่มความจุสูงสุดที่ 512GB เลยทีเดียว โดยเป็นช่องแยกออกมาแบบอิสระ

ขอบด้านข้างทางขวามือตัวเครื่อง มีลำโพงเสียงที่ย้ายมาจากด้านหลังในดีไซน์รุ่นก่อนๆ ถัดลงมาเป็นปุ่มเพาเวอร์ โดย Galaxy J4+ จะเป็นปุ่มปกติที่คุ้นเคยกันดี แต่สำหรับ Galaxy J6+ ปุ่มเพาเวอร์จะมีขนาดใหญ่กว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย และจะเห็นว่าพื้นที่โดยรอบถูกทำให้เว้าลงไป เพื่อให้วางปลายนิ้วมือได้สะดวกนั่นเอง

สำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ Galaxy J6+ มีรูปแบบการใช้งานคล้ายกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังไว้บนปุ่มโฮม นั่นหมายถึง ถ้าหากผู้ใช้งานมีการลงทะเบียนลายนิ้วมือของตัวเองแล้ว สามารถเปิดหน้าจอแล้วเข้าสู่หน้าจอโฮมได้โดยการวางปลายนิ้วไว้บนปุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องกดปุ่มลงไป

แม้ว่า Galaxy J4+ จะไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ แต่ก็สามารถปลดล็อคเข้าใช้งานสมาร์ทโฟนได้ง่ายๆ โดยอาศัยกล้องเซลฟี่ช่วยสแกนใบหน้า ซึ่ง Galaxy J6+ ก็รองรับฟีเจอร์นี้เช่นเดียวกัน

Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ ใช้ชิปประมวลผลรุ่นเดียวกันคือ Qualcomm Snapdragon 425 (1.4GHz Quad-Core) ทำงานบนพื้นฐานระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo สวมทับด้วย Samsung Experience 9.5 แต่ที่ไม่เหมือนกันคือความจำภายใน โดย Galaxy J4+ มากับ RAM 2GB จับคู่กับ ROM 16GB ขณะที่ Galaxy J6+ มากับ RAM 4GB จับคู่กับ ROM 64GB และทั้ง 2 รุ่น สามารถใส่การ์ด MicroSD เพิ่มเติมได้สูงสุด 512GB

Galaxy J4+ มากับกล้องเซลฟี่ 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.2 พร้อมแฟลชที่ด้านหน้า สำหรับช่วยถ่ายภาพในที่แสงน้อย และปรับแสงสว่างได้ 3 ระดับ มีโหมดโฟกัสสำหรับถ่ายเซลฟี่, เซลฟี่ (ถ่ายเซลฟี่อัตโนมัติเมื่อกางมือ สามารถปรับระดับสีผิวและความเรียบเนียนของใบหน้าได้), สติกเกอร์, เซลฟี่มุมกว้าง และ สามารถถ่ายวีดีโอในระดับสูงสุด Full HD 1080p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ทั้งกล้องหลังและกล้องเซลฟี่

ส่วนกล้องด้านหลังให้มาที่ 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.9 และติดตั้งแฟลชมาให้ด้วยเช่นกัน พร้อมโหมดถ่ายภาพพาโนราม่า, โปร, ความงาม, อัตโนมัติ, สติกเกอร์, ถ่ายต่อเนื่อง

ทางด้าน Galaxy J6+ ใช้กล้องเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.9 พร้อมแฟลชหน้า ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อย และปรับแสงสว่างได้ 3 ระดับเหมือนกัน

สำหรับกล้องคู่หลังให้มาที่ 13 + 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/1.9 + F/2.2 และติดตั้งแฟลชมาให้ด้วย พร้อมฟีเจอร์ถ่ายรูปหลักๆ เหมือนกับ Galaxy J4+ แต่ที่เพิ่มมาก็คือโหมด Live Focus ที่สามารถละลายฉากหลัง และปรับความเบลอได้หลายระดับได้นั่นเอง

ในโหมด Live Focus สามารถเลือกระดับความเบลอของพื้นหลัง และสามารถเลือกรูปแบบของโบเก้ได้

Galaxy J4+ และ Galaxy J6+ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ โดดเด่นที่ขนาดจอแสดงผล 6 นิ้ว สามารถรับชมคอนเทนต์วีดีโอได้เต็มตา รวมไปถึงการท่องเว็บไซต์ต่างๆ ส่วนชิปประมวลผลสามารถตอบสนองการใช้งานโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก และเล่นเกมได้ นอกจากนี้สมาร์ทโฟนของ Samsung ยังสนับสนุนบริการและให้สิทธิพิเศษต่างๆ จาก Galaxy Gift หรือ Galaxy Rewards ที่เป็นอีกจัดเด่นสำคัญอีกด้วย

Galaxy J4+ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 4,690 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการมือถือถ่ายภาพแบบละลายฉากหลังได้แนะนำให้พิจารณา Galaxy J6+ ซึ่งขยับราคาขึ้นมาอยู่ที่ 7,990 บาท ซึ่งนอกจากจะได้รับกล้องคู่หลัง กล้องเซลฟี่ที่มีความละเอียดกว่า ยังให้ความจำ RAM กับ ROM มากกว่าด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายของ Samsung Galaxy J4+

ตัวอย่างภาพถ่ายของ Samsung Galaxy J6+


from:http://www.flashfly.net/wp/233388

Advertisements

4 สัญญาณนักการตลาดควรรู้เมื่อ Samsung แจ้งเกิด Galaxy Note 9

สัปดาห์นี้คืออีกสัปดาห์สำคัญของ Samsung ที่แจ้งเกิดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Galaxy Note 9 ด้วยราคาเริ่มต้น 1,000 เหรียญสหรัฐ (33,900 บาท) ถามว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดใดที่นักการตลาดควรติดตามบ้าง คำตอบคือ 4 สัญญาณเหล่านี้ที่มีการตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อทั่วโลก

1. เกมราคาดุเดือด

น่าสนใจมากเมื่อ Samsung ประกาศเปิดจอง Note 9 ในไทย โดยหากจองผ่านร้านค้าออนไลน์อย่าง ซัมซุงออนไลน์ช็อป (https://shop.samsung.com/th) ลาซาด้า และช็อปปี้ ลูกค้าจะรับสิทธิ์อัปเกรด เพิ่มความจุจาก 128 GB เป็น 512 GB ได้ในราคาปกติ 33,900 บาท ถือเป็นเกมแข่งราคาที่ดุเดือดเพราะลูกค้าจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลสูงเป็น 2 เท่าของ iPhone X

ราคาเริ่มต้นของ Note 9 ในสหรัฐฯคือ 999.99 เหรียญสำหรับรุ่นพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด 128GB และ 1,249.99 เหรียญสำหรับรุ่น 256GB

2. Galaxy Note คือสินค้ากลุ่มทำกำไร

ราคาจำหน่ายที่สูงเกิน 3 หมื่นบาท ทำให้แม้สินค้ากลุ่ม Note จะไม่ใช่รุ่นฮิตที่ Samsung จำหน่ายได้เป็นล็อตใหญ่ต่อปี แต่ก็ถือเป็นหมวดสินค้าที่สำคัญสำหรับ Samsung เนื่องจากอัตรากำไรที่สูงกว่ารุ่นระดับกลาง

เบื้องต้น บริษัทวิจัยตลาด Counterpoint Research คาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung ทั้ง Galaxy S9 หรือ S8 นั้นมีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนในวันนี้ คาดว่าคนกลุ่มนี้คือผู้ใช้กลุ่มแรกที่ Samsung หวังโน้มน้าวให้ปรับรุ่นเป็น Note 9 ใหม่ ร่วมกับการดึงดูดผู้ใช้แอนดรอยด์บางกลุ่มที่ไม่ต้องการใช้ iOS

3. Note 9 พร้อมชน iPhone

นักวิเคราะห์มองว่าผู้ใช้หลายคนไม่ต้องการใช้งาน iOS เพราะไม่พอใจเรื่องแบตเตอรี่ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำกัด ขนาดหน้าจอขนาดเล็ก หรือประสบการณ์ด้านซอฟต์แวร์ที่ราบเรียบไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ จุดนี้หากมองที่ Note 9 จะพบว่า Samsung พยายามตอบทุกโจทย์ ทั้งแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และขนาดจอใหญ่สะใจ 6.4 นิ้ว

นอกจากคุณสมบัติเครื่อง แนวทางสำคัญคือ Samsung วันนี้เริ่มพ่วงคอนเทนต์เพื่อขายพร้อมสมาร์ทโฟน หากไม่นับ BNK48 ที่ Samsung สร้างแอปแล้วพ่วงคอนเทนต์ขาย J8 แก่เหล่าโอตะ ก็มี Note 9 ที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยกเกมฮิต Fortnite มาเป็นอาวุธเพื่อทำตลาดแข่งกับแบรนด์สมาร์ทโฟนรายอื่น

สำหรับ Fortnite เป็นเกมฮิตที่มีผู้เล่นกว่า 125 ล้านราย สร้างรายได้กว่า 1 พันล้านเหรียญแล้วในขณะนี้ จุดนี้ Epic Games ผู้พัฒนา Fornite ประกาศว่าผู้ใช้ Samsung Galaxy จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเวอร์ชันเบต้าของเกมสำหรับระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งนอกจาก Note 9 แล้วโทรศัพท์รุ่นเก่ากว่าของ Samsung ก็สามารถเข้าถึงเกมได้เช่นกัน

สาวกเกม Fortnite ที่สั่งจอง Note 9 ในสหรัฐฯภายในวันที่ 23 สิงหาคม จะได้รับสกุลเงินเกมในราคาพิเศษด้วย

4. ความอัจฉริยะคือหัวใจ

Note 9 มีจุดเด่นที่ S Pen สไตลัสสำหรับการอ่านหรือเขียนโน้ตซึ่งเพิ่มความสามารถให้ทำงานเป็นรีโมทคอนโทรล์ หรือใช้งานเหมือนอุปกรณ์บลูทูธได้ เจ้าของสามารถใช้ S Pen เป็นไม้เซลฟี่ได้ หรือสั่งเพิ่มลดเสียงของเครื่องได้ผ่าน S Pen

นอกจากคุณสมบัติสำคัญเช่น S Pen จุดเด่นของ Note 9 ยังอยู่ที่ระบบกล้องถ่ายภาพซึ่งสามารถตรวจจับฉากและวัตถุของภาพโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบปรับคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสว่าง และความคมชัดได้เอง ที่สำคัญคือการชาร์จแบบไร้สาย ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าความอัจฉริยะ ยังคงเป็นหัวใจหลักของสมาร์ทโฟนยุคหน้า

5. ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังหด

แถมให้อีกข้อคือข้อมูลจาก IDC ชี้ว่าการจัดส่งสมาร์ทโฟนในตลาดช่วงไตรมาสที่ผ่านมาลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปี 2017 สะท้อนว่าตลาดสมาร์ทโฟนวันนี้กำลังชะลอตัวชัดเจน

ความจริงข้อนี้ Samsung รู้ดี แนวทางสะสางการบ้านสุดหินนี้คือการหาธุรกิจใหม่มารองรับ โดยก่อนการเปิดตัว Note 9 เจ้าพ่ออย่าง Samsung ประกาศแล้วว่าเริ่มต้นวางแผนลงทุน 25 ล้านล้านวอนในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทั้ง A.I. และ 5G

ที่มา: CNBC

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/samsung-galaxy-note-9/

มาดูให้รู้! ปากกา S-Pen บลูทูธใหม่ของ Galaxy Note 9 ทำอะไรได้บ้าง?

ปากกา S-Pen ด้ามใหม่แกะกล่องที่เป็นผลงานล่าสุดของ Samsung ที่ตัดสินใจใส่ฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธเข้ามาให้ด้ามปากกา ซึ่งทำให้มันเป็นปากกาที่มากความสามารถมากขึ้นอีกเยอะเลย จากที่เคยสุดยอดอยู่แล้วก็น่าใช้มากขึ้นไป แต่หลายๆ คนอาจจะยังงงว่า มันสามารถใช้งานอะไรได้บ้างในการเพิ่มเติมเข้ามาในครั้งนี้บน Galaxy Note 9

หลักๆ แล้ว ต้องรู้ก่อนว่า สัญญาณบลูทูธที่ตัว S-pen ใช้อยู่นั้น ไม่ใช่สัญญาณแบบที่ตัวเครื่องปล่อยออกมาเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกอย่างเช่นหูฟังหรือลำโพง เมาท์ หรือแม้แต่ตัวชัตเตอร์กล้องที่ขายกันตามท้องตลาดปกตินะครับ มันเป็นอีกเทคโนโลยีแยกต่างหากที่ชื่อว่า “บลูทูธพลังงานต่ำ หรือ BLE (Bluetooth low energy) ” ซึ่งมีจุดเด่นตามชื่อของมัน นั้นคือการใช้พลังงานในการเชื่อมต่อต่ำมากๆ ใช้แบตก้อนเล็กมากๆ และที่สำคัญ ไม่คิดเป็นโควต้าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบลูทูธตามปกติอีกด้วย

ฉะนั้นแล้วในตัว S-Pen จึงแทบจะไม่ต้องห่วงเรื่องขนาดของแบตเลยครับ เพราะจริงๆ แล้ว ภายในมันใช้ Super Capacity เป็นตัวเก็บพลังงานไว้เท่านั้นเองครับ แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วต่อการใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 30 นาที คลิ๊กใช้งานได้กว่า 200 ครั้ง ต่อการชาร์จเต็ม 100% โดยใช้เวลาในการชาร์จแต่ละครั้ง แค่เพียง 40 วินาทีเท่านั้น เร็วพอๆ กับการดื่มน้ำหนึ่งแก้วแบตก็เต็มแล้วครับ

ตัว S-Pen ใหม่ บน Galaxy Note 9 ทาง Samsung ไม่ใช่พัฒนามาแค่ตัวปากกานะครับ แต่มาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นควบคุบการสั่งงานตัวใหม่ ที่ชื่อว่า  “รีโมท S Pen” ซึ่งเจ้าฟังก์ชั่นนี้ เปิดปิดได้ผ่าน Toggle ในหน้า Notify page ครับ

ภายใน จะมีให้เรากำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ในส่วนของระบบบลูทูธ S-Pen เอาไว้ครับ  โดยพื้นฐานเรา สามารถกำหนดการเปิดปิด มีการบอกระดับพลังงานของตัวปากกา

ปุ่มบนตัวปากกาถึงแม้จะมีปุ่มเพียงปุ่มเดียว แต่รับคำสั่งได้ในสามรูปแบบ นั้นคือการกดหนึ่งครั้ง, กดสองครั้ง และการการกดปุ่มค้างไว้ ครับ เราสามารถกำหนดการเรียกใช้งานแอพที่ต้องการได้ด้วยการคลิ๊กค้างบนตัวปากกาไว้ได้ เช่นคลิ๊กค้างเพื่อเปิดกล้อง หรือเปิดแอพบันทึกเสียงเป็นต้นครับ เราสามารถเรียกแอพขึ้นมาทำงานผ่านปุ่มบน S-Pen ได้โดยไม่ต้องกดปลุกเครื่องขึ้นมาก่อนครับ



และมีการรองรับการควบคุมแอพบนเครื่องได้ 9 แอพพลิเคชั่นในปัจจุบันครับ เช่นใช้เปิดปิดเพลง ถ่ายรูปพลิกกล้อง หรือแม้แต่ใช้ในการพรีเซ็นเตชั่นบนแอพ Power Point เป็นต้นครับ


ระยะในการสั่งงานไกลประมาณ 10 เมตรตามเทคโนโลยีของมันครับ มีฟังก์ชั่นสำหรับการใช้ปากกาเพื่อปลดล็อคเครื่องได้ ซึ่งไม่ปลอดภัยแต่สะดวกในการใช้งานสำหรับใครที่ต้องการครับ

เป็นการเพิ่มความสามารถแบบง่ายๆ แต่มีประโยชน์มากขึ้นสำหรับเจ้าตัว S-Pen เพราะว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่กับตัวเครื่องของเราอยู่แล้ว ทำให้นำมาประยุกต์ใช้งานในส่วนอื่นๆ ได้มากกว่าการวาดและการเขียนตามปกติครับ

 

ข่าว: มาดูให้รู้! ปากกา S-Pen บลูทูธใหม่ของ Galaxy Note 9 ทำอะไรได้บ้าง? มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/08/11/s-pen-samsung-galaxy-note-9-bluetooth.html

พรีวิว Samsung Galaxy Note 9  มาพร้อมปากกา S Pen ใหม่ฉลาดขึ้นกว่าเดิม กล้องคู่ AI รองรับความจุถึง 1TB เปิดจองแล้ววันนี้

นี่คือสมาร์ทโฟนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของ Samsung เรือธงที่พร้อมแล้วสำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจ และตอบสนองด้านความบันเทิง เรากำลังพูดถึง Galaxy Note 9 ที่พร้อมเปิดตัวทางการในประเทศไทยแล้ว และนับเป็นสมาร์ทโฟนในตลาดรุ่นแรกที่ให้พื้นที่ความจุถึง 1TB ด้วย ROM 512GB บวกกับการ์ด MicroSD 512GB

จุดเด่นของสมาร์ทโฟน Galaxy Note series นั่นก็คือปากกา และปากกา S Pen รุ่นใหม่ที่แถมมากับ Galaxy Note 9 ก็ได้รับการปรับปรุงให้รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ในตัว จึงสามารถกดปุ่มบนปากกาเพื่อถ่ายภาพได้จากระยะไกล (รัศมี 10 เมตร)

หรือใช้ปากกาควบคุมงานนำเสนอ (เปลี่ยนภาพสไลด์) และใช้งานแอพต่างๆ (ควบคุมการเล่นมีเดีย หรือใช้เป็นทางลัดเปิดแอพโปรด) โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ  ปลายปากการองรับแรงกดในระดับ 4096 ทำให้การวาดเขียน หรือจดโน้ตมีความเป็นธรรมชาติ

Samsung Galaxy Note 9 โดดเด่นที่จอแสดงผล Super AMOLED ความละเอียด 2960 x 1440 พิกเซล ขนาด 6.4 นิ้ว ดีไซน์ Infinity Display ที่ให้มุมมองกว้างสุดขอบ แผงด้านหน้าและด้านหลังเป็นกระจก ส่วนกรอบเป็นโลหะ มีให้เลือก 3 สี คือ Metallic Copper, Midnight Black และ Ocean Blue แต่สี Ocean Blue จะมีด้ามปากกา S Pen เป็นสีเหลือง

Samsung Galaxy Note 9 ให้ความจำ RAM มาถึง 8GB จับคู่กับ ROM 512GB อีกเวอร์ชั่นมากับ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB รองรับการ์ด microSD สูงสุด 512GB แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh ให้พลังงานยาวนานตลอดวัน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย และชาร์จเร็ว

Samsung Galaxy Note 9 มาพร้อมกล้องคู่หลัง 12 + 12 ล้านพิกเซล โดยเลนส์หลักจะมีกลไกปรับขนาดรูรับแสงได้ ระหว่าง F1.5 กับ F2.4 ส่วนอีกเลนส์ขนาด F2.4 รองรับฟีเจอร์ Live Focus สำหรับละลายฉากหลังและใช้ซอฟต์แวร์ช่วยระบุสิ่งที่ต้องการถ่ายเพื่อปรับค่ากล้องให้อัตโนมัติ

รองรับถึง 20 หมวดหมู่ เช่น อาหาร, ภาพบุคคล, ดอกไม้, ฉากในร่ม, สัตว์, ทิวทัศน์, ทุ่งหญ้า, ต้นไม้, ท้องฟ้า, ภูเขา, ชายหาด, พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก, ถนน, ริมน้ำ, ฉากกลางคืน, น้ำตก, นก, แสงไฟ, ข้อความ เป็นต้น

กล้องของ Galaxy Note 9 ยังนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเตือนในระหว่างถ่ายภาพ เมื่อตรวจพบสิ่งสกปรกบนเลนส์ หรือพบบุคคลที่กำลังจะถ่ายกระพริบตา และยังช่วยถ่ายภาพย้อนแสงได้ดีขึ้น สำหรับการบันทึกวีดีโอ รองรับโหมด Super Slow-mo สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวช้าได้ถึง 960 เฟรมต่อวินาที

กล้องเซลฟี่ 8 ล้านพิกเซล ถ่ายเซลฟี่ได้สะดวกขึ้น เพราะสามารถใช้ปากกา S Pen เป็นรีโมทกดถ่ายภาพได้จากระยะไกล สูงสุด 10 เมตร และยังรองรับฟีเจอร์ AR Emoji เหมือนที่พบใน Galaxy S9 series

นอกจากนี้ Samsung Galaxy Note 9 ยังมากับลำโพงสเตอริโอปรับแต่งโดย AKG พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ได้รับการออกแบบมาให้กันน้ำตามมาตรฐาน IP68 และเล่นเกมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบระบายความร้อน และยังสามารถปรับประสิทธิภาพของเกมให้อัตโนมัติ เพื่อให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลที่สุด ที่พิเศษก็คือ แฟนเกม Fortnite จะได้เล่นบน Galaxy Note 9 ก่อนอุปกรณ์ Android จากค่ายอื่น

อย่างไรก็ตาม Galaxy Note 9 จะเริ่มต้นที่รุ่น 128GB วางจำหน่ายในราคา 33,900 บาท ขณะที่รุ่นความจุ 512GB วางจำหน่ายในราคาเดียวกันแต่เฉพาะร้านค้าออนไลน์ลาซาด้า และช็อปปี้ เวลาจำกัดเท่านั้น โดยในประเทศไทยได้เปิดให้สั่งจองแล้ววันนี้เริ่มรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคมและ สินค้าวางจำหน่ายทางการ 24 สิงหาคมนี้ สำหรับรายละเอียดการจองอยู่ด้านล่าง

เริ่มแล้ว! สำหรับแฟนชาวไทยสั่งจองล่วงหน้า (Pre booking) เลือกรับสิทธิพิเศษมากมาย ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ตั้งแต่วันที่ 10-21 สิงหาคมนี้ผ่านช่องทางต่างๆดังนี้

  • ซัมซุงแบรนด์ช็อป ร้านค้าที่ร่วมรายการ เลือกรับของกำนัลมูลค่า 6,000 บาท และรับ S Pen Limited Edition

สี Lavender Purple มูลค่า 850 บาท ฟรี พร้อมสิทธิรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี ในกรณี ตก แตก ร้าว

  • ร้านค้าออนไลน์ เฉพาะลาซาด้า และช็อปปี้ รับสิทธิ์อัพเกรด เพิ่มความจุเป็น 512 GB จาก 128 GB ได้ในราคาปกติ และรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี ในกรณี ตก แตก ร้าว
  • ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ รับส่วนลดกว่า 12,000 บาท โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย

โดยลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้า  จะได้รับสินค้าระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 จะต้องไปรับสินค้าในวันและเวลาที่เลือกไว้ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/th/note9   

ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 9 มีวางจำหน่าย 3 ได้แก่ สีโอเชี่ยนบลู (Ocean Blue) ที่มาพร้อมกับ S Pen สีเหลือง  สีเมทัลลิก คอปเปอร์ (Metallic Copper)  และสีมิดไนท์ แบล็ค (Midnight Black) ในราคา 33,900 บาท

from:http://www.flashfly.net/wp/225966

ซัมซุง Galaxy J4 จาก AIS ลดค่าเครื่องเหลือ 1,990 บาท

AIS จัดโปรโมชั่น Special Deal อีกครั้ง คราวนี้นำ Galaxy J4 มาร่วมจัดโปรลดค่าเครื่องจากปกติ 5,490 บาท เหลือลด 1,990 บาท เมื่อเปิดเบอร์ใหม่ ย้ายค่าย หรือเปลี่ยนเติมเงินเป็น เอไอเอส รายเดือน

สเปค Galaxy J4

  • หน้าจอ Super AMOLED 5.5 นิ้ว HD (1280×720)
  • กล้องหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ปรับแสงได้ 3 ระดับ
  • กล้องหลังคู่ ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
  • CPU Quad Core 1.4GHz
  • ROM 32 GB, RAM 2 GB เพิ่ม microSD Card ได้สูงสุด 256 GB
  • รองรับ 2G / 3G / 4G
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิม
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh

เงื่อนไขการซื้อเครื่องในราคาพิเศษ

  • สำหรับลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่รายเดือน, เปลี่ยนเติมเงินมาเป็นรายเดือน และย้ายค่ายมาเอไอเอส รายเดือนระยะสัญญา 12 เดือน
  • จำกัดสิทธิ์ผู้ใช้บริการ 1 เลขหมายบัตรประชาชน รับสิทธิ์ซื้อเครื่องโทรศัพท์ราคาพิเศษได้ไม่เกิน 2 สัญญา (1 เลขหมายโทรศัพท์ รับสิทธิ์ซื้อได้ 1 เครื่อง)
  • การใช้โปรโมชันแพ็กเกจให้เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละโปรโมชันแพ็กเกจที่ลูกค้าเลือก โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนแพ็กเกจที่สูงกว่าแพ็กเกจเริ่มต้นได้
  • ราคาเครื่องเป็นอัตราที่รวม VAT 7% แล้ว
  • แพ็กเกจค่าบริการล่วงหน้ายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แพ็กเกจค่าบริการล่วงหน้าตามที่ชำระจะถูกแบ่งหักเป็นส่วนลดค่าบริการรายเดือน 10 เดือน เริ่มมีผลรอบบิลที่ 2 เป็นต้นไป
  • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือขอคืนเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถโอนไปให้นิติบุคคลอื่น
  • กรณีผู้ใช้บริการยกเลิกบริการ หรือขอยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บเงินค่าปรับเท่ากับมูลค่าส่วนลดค่าเครื่องที่ลูกค้าได้รับ
  • สินค้ามีจำนวนจำกัด และราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบก่อนซื้อได้ที่เอไอเอส ช็อป เทเลวิซ เทสโก้ โลตัส และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

from:http://www.9tana.com/node/galaxy-j4-ais/

มาแล้ว!! Samsung ปล่อยคลิปวีดีโอทีเซอร์บอกใบ้คุณสมบัติใหม่บน Galaxy Note 9

ยังคงมีกระแสออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ Samsung Galaxy Note 9 สมาร์ทโฟนที่หลายคนกำลังรอคอย โดยหลังจากที่มีการยืนยันออกมาอย่างเป็นทางการว่าจะมีการจัดงาน Samsung Galaxy Unpacked ในวันที่ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้แล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ายังคงมีข่าวหลุด ข่าวลือ เกี่ยวกับสเป็คและความน่าสนใจของ Galaxy Note 9 ออกมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ Galaxy Note 9 อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เป็นข่าวลือแต่มาจากทาง Samsung เองกับการโพสคลิปวีดีโอทีเซอร์ล่าสุดที่เหมือนมีการบอกใบ้สเป็คบางอย่างไว้อีกด้วย

คลิปวีดีโอทีเซอร์ชุดนี้ มีมาให้เห็นกันทั้งหมด 3 คลิปด้วยกัน ซึ่งแต่ละคลิปนั้นคล้ายเป็นการบอกใบ้เกี่ยวกับสเป็คเด่นและความน่าสนใจของ Galaxy Note 9 ในแต่ละด้าน โดยมีการหยิบยกปัญหาหลักๆในการใช้งานสมาร์ทโฟนที่คนส่วนใหญ่มักจะเจอกันอยู่เสมอ มาให้ได้เห็นภาพกัน เริ่มจากคลิปแรกกับคลิปที่ถูกตั้งคำถามว่า “ถ้าแบตเหลืออีกแค่ 5% คุณจะทำยังไง?” กับปัญหาเรื่องความจุแบตเตอรี่น้อย ที่พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้งานหรือฉุกเฉินขึ้นมาแบตหมดซะอย่างนั้น

ต่อกันด้วยคลิปที่สองกับ “เมมเต็ม ลบยังไงก็ไม่พอ” ที่หยิบเอาปัญหาเมมหรือหน่วยความจำในเครื่องน้อย ที่พอต้องการจะเซฟไฟล์ลงเครื่องเพื่อใช้งานมา เมมในเครื่องกลับเต็มขึ้นมา ลบทั้งภาพทั้งแอพพลิเคชั่นเท่าไหร่เนื้อที่ก็ไม่พออยู่ดี

และคลิปสุดท้าย “พอรีบๆ เครื่องจะมาค้างอะไรตอนนี้!” กับปัญหาเครื่องอืด เครื่องค้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนหงุดหงิดมาก อย่างบางทีที่กำลังรีบๆใช้งานแต่เครื่องกลับค้างขึ้นมาดื้อๆ งานนี้มีเซ็งกันอย่างแน่นอน

เชื่อแน่ว่าหลายคนที่ได้เห็นทีเซอร์ขุดนี้แล้วอาจรู้สึกว่า ใช่เลย ตรงกับชีวิตจริงของตัวเองจริงๆกับปัญหายอดฮิตที่ได้ประสบกันมา ดังนั้นถ้าจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่จะมาแก้ปัญหาทั้งหมดให้หายไปได้ ก็จะเป็นรุ่นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะสมาร์ทโฟนนั้นจะมีดีแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไปติดอีกปัญหาหนึ่ง ก็คงจะไม่ดีแน่ ควรเป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพที่ดีในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบตเตอรี่ เมมในเครื่อง หรือความเร็วในการใช้งานเครื่อง ลองมาติดตามดูกันต่อไป ว่า Galaxy Note 9 จะมีประสิทธิภาพที่โดดเด่นอย่างไรกันบ้าง เหมือนอย่างที่ในทีเซอร์บอกใบ้เอาไว้ว่า “ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป พบกัน 9 สิงหานี้ #Unpacked”

ที่มา – Samsung Thailand

from:http://www.flashfly.net/wp/224904

ซัมซุงประกาศส่ง Daisy Duck และ Goofy เพิ่มบน AR Emoji สำหรับ Samsung Galaxy S9 และ S9+

อีกหนึ่งลูกเล่นของซัมซุงคือระบบ AR Emoji ที่เปิดตัวบน  Samsung Galaxy S9 และ S9+ ที่ในตอนเปิดตัวทางซัมซุง ได้เปิดตัวพร้อมกับตัวละครระดับตำนานของดิสนีย์อย่าง Mickey Mouse และ Minnie Mouse ได้ออกจากหน้าจอทีวีไปยังหน้าสมาร์ทโฟนซัมซุงในเดือนมีนาคม ในงานเปิดตัว Galaxy S9 และ S9 + (รวมเป็ด Donald Duck ด้วย)

ล่าสุดในตอนนี้ซัมซุงได้เพิ่มเพื่อนอีกสองคนที่เป็นตัวละครดังไม่แพ้ Mickey Mouse  โดยจะเพิ่ม Daisy Duck (แฟนของ Donald Duck) และ Goofy โดยในการติดตั้งตัวละครเพิ่มคุณต้องเข้าไปในกล้องเปิดใช้งานโหมด AR Emoji และแตะที่ปุ่มบวก จากนั้นดาวน์โหลดแพ็ค Mickey Mouse & Friends AR Emoji หากติดตั้งไว้แล้วเพียงแค่กดปุ่มอัพเดต Samsung เพิ่ม Daisy Duck และ Goofy AR Emoji เข้ามาเพียงแค่นี้ก็เรียบร้อย

โดยในอนาคตทางซัมซังเตรียมจับมือกับ ดิสนีย์เพิ่มตัวละครเข้าไปอีกหลายตัว แฟนซัมซังที่ใช้งาน Samsung Galaxy S9 และ S9+ เตรียมโหลดไปเล่นกันได้

ข่าว: ซัมซุงประกาศส่ง Daisy Duck และ Goofy เพิ่มบน AR Emoji สำหรับ Samsung Galaxy S9 และ S9+ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/06/20/samsung-releases-daisy-duck-and-goofy-ar-emoji-for-galaxy-s9.html