คลังเก็บป้ายกำกับ: GADGET_REVIEW

REVIEW | รีวิว โปรเจคเตอร์จีน RD819 ราคาไม่ถึง 4,000 บาท ความละเอียด 1080p จริงไหม? สว่างแค่ไหน? น่าใช้หรือเปล่า?

สำหรับคนที่อยากสร้างโรงหนังเอาไว้ดูที่บ้านแบบจอยักษ์ๆ เบิ้มๆ เป็น 100 นิ้ว ก็น่าจะอยากได้โปรเจคเตอร์ไว้ใช้ซักตัวเพื่อเพิ่มความสะใจ…ไอ้จะไปลงทุนกับโปรเจคเตอร์แบรนด์ดังๆ ก็แพงหูฉี่เป็นหลักหมื่นบาท แต่ถ้าใครเข้าไปดูในร้านค้าออนไลน์ก็น่าจะเคยเจอกับเหล่าโปรเจคเตอร์จีนที่ขายราคาหลักไม่กี่พันบาท (ซึ่งมักจะแปะโลโก้โม้ๆ ว่า 1080p มั่งล่ะ หรือ 4K มั่งล่ะ) วันนี้เราก็เลยขอมารีวิวโปรเจคเตอร์จีนรุ่น RD819 ที่ได้มาจากร้านออนไลน์ในราคาประมาณ 3,600 บาท ว่ามันจะชัดแค่ไหน สว่างขนาดไหน และใช้ได้ดีแค่ไหนครับ

ความละเอียดของโปรเจคเตอร์

อย่างที่บอกไปว่าถ้าใครเคยเข้าไปค้นหาโปรเจคเตอร์ในร้านออนไลน์ ก็จะเจอกับเหล่าโปรเจคเตอร์จากประเทศจีนแบบไม่มีแบรนด์เป็นเรื่องเป็นราว เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตมาแบบ OEM รูปร่างหน้าตา และสเปคเหมือนกัน แล้วให้แต่ละเจ้าเอาไปแปะแบรนด์แปะรุ่นกันเอาเอง โดยราคาก็จะมีตั้งแต่พันกว่าบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาทก็มี แต่สำหรับพวกโปรเจคเตอร์ราคาตั้งแต่ 1,xxx – 4,xxx บาท จากที่ลองไปสืบข้อมูลมา จะมีอยู่แค่ไม่กี่รุ่นที่ให้ความละเอียดแบบ 1080p หรือ Full HD จริงๆ โดยเฉพาะรุ่นที่ต่ำกว่า 3,xxx บาท จะไม่มีรุ่นไหนที่ให้ความละเอียดขนาด 1080p จริงๆ เลย แต่มักจะแปะโลโก้ 1080p หรือ 4K เอาไว้หลอกลูกค้าที่ไม่เช็คสเปคให้ดี 

โปรเจคเตอร์ราคา 1,xxx บาท แปะ Full HD 1080p เอาไว้เพื่อโฆษณา แต่สเปคด้านในบอกความละเอียดจริงที่ 480p

โปรเจคเตอร์บางรุ่นบอกไว้ข้างหน้าร้านว่า 1080p แต่ถ้าเข้าไปอ่านสเปคให้ละเอียดด้านในจะบอกไว้ว่า Support 1080p, Full HD, 4K เท่านั้น ซึ่งจริงๆ คำว่า Support หมายถึงรองรับการเล่นไฟล์วิดีโอที่ความละเอียดดังกล่าว แต่ภาพที่ฉายออกมาจากตัวโปรเจคเตอร์จะเป็นคนละส่วนกัน โดยความละเอียดของภาพที่ฉายออกมาจะเรียกว่า Native resolution (บางร้านจะบอกสเปค Native resolution บางร้านก็ไม่บอก) เพราะฉะนั้นใครที่จะซื้อโปรเจคเตอร์พวกนี้ก็ลองถามคนขายให้ชัวร์ก่อนนะครับว่าความละเอียดแบบ Native เป็น 1080p จริงรึเปล่า ไม่งั้นซื้อมาแล้วไม่ชัดตามที่คิดจะเสียอารมณ์กันอีก

 

ความสว่างของโปรเจคเตอร์

ส่วนความสว่างของโปรเจคเตอร์จะมีหน่วยเรียกเป็น ANSI Lumen คือตัวเลขยิ่งมากก็ยิ่งสว่างมาก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของภาพที่ต้องการฉายด้วย โดยการฉายภาพที่ขนาด 100 – 120 นิ้ว ในห้องที่ปิดม่านปิดไฟ ใช้โปรเจคเตอร์ความสว่าง 300 – 500 ANSI Lumen ก็เพียงพอ แต่ถ้าจะเอาไปฉายขนาดใหญ่กว่านั้น หรือหากจะเอาไปฉายนอกอาคารที่ควบคุมแสงรอบข้างไม่ได้ ก็ยิ่งต้องหารุ่นที่ ANSI Lumen สูงตามไปด้วย (แน่นอนว่าราคาก็ต้องแพงขึ้น)

โปรเจคเตอร์จาก BENQ สเปคระบุความสว่างไว้ที่ 500 ANSI Lumen สว่างกว่าโปรเจคเตอร์จีนความสว่าง 3800 Lumen

ส่วนความสว่างของโปรเจคเตอร์จีนมักจะใช้หน่วยเรียกเป็น Lumen ซึ่งค่าความสว่างแบบ ANSI Luman จริงๆ อยู่ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะอย่างรุ่นที่เราจะมารีวิวบอกค่าความสว่างอยู่ที่ 3800 Lumen หากไปเทียบกับโปรเจคเตอร์แบรนด์ดังๆ ที่มีความสว่าง 500 ANSI Lumen จะพบว่าความสว่าง 3800 Lumen ของโปรเจคเตอร์จีน (ที่สเปคระบุไว้) สู้ความสว่าง 500 ANSI Lumen ของโปรเจคเตอร์ดีๆ ไม่ได้เลย แต่ถ้าเอามาใช้ดูในห้องที่ปิดไฟ และปิดม่านก็ดูได้แบบชัดเจนสบายๆ เลยครับ

 

โปรเจคเตอร์รุ่น RD819

โปรเจคเตอร์รุ่น RD819 ที่เราเอามารีวิวคราวนี้ ได้มาจากร้านค้าออนไลน์ที่ซื้อมาช่วงโปรโมชั่นเลยได้ส่วนลดเหลือเครื่องละประมาณ 3,600 บาท (ไม่มียี่ห้อเป็นเรื่องเป็นราว มีแค่ชื่อรุ่นว่า RD819 เท่านั้น) ขนาดของตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่อยู่ที่ 30 x 20 x 10 ซม. และน้ำหนักที่ราวๆ 3 กก. ส่วนสเปคก็คือมีความคมชัดแบบ Native อยู่ที่ 1080p และความสว่าง 3800 Lumen

ด้านหน้าเครื่องมีส่วนที่เป็นเลนส์สำหรับฉายภาพที่มีขอบพลาสติกสำหรับหมุนปรับโฟกัสด้วยมือ และมีช่องรับสัญญาณ (วงกลมสีส้ม) สำหรับใช้กับรีโมต

ขาตั้งด้านหน้าปรับความสูง-ต่ำได้ ในกรณีที่ตั้งเครื่องต่ำกว่าจอ

ด้านซ้ายมีช่องระบายอากาศจากพัดลมด้านใน และมีช่องลำโพงอยู่ใกล้ๆ กัน ทั้งด้านซ้าย และขวา

ช่องระบายอากาศ

ลำโพง

ด้านหลังมีสวิทช์ Power, พอร์ตสำสับเสียบสาย AC, พอร์ต HDMI จำนวน 2 ช่อง, พอร์ต USB จำนวน 2 ช่อง, พอร์ต VGA จำนวน 1 ช่อง, พอร์ต Audio in-out, พอร์ต AV, Pr, Y, Pb ซึ่งค่อนข้างครบสำหรับการใช้งานกับอุปกรณ์ทั่วไป

เขยิบมาทางด้านซ้ายหน่อย จะเจอกับตัวหมุมปรับ Keystone ซึ่งใช้สำหรับการปรับภาพให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้ในกรณีที่ตั้งเครื่องฉายในองศาไม่ขนานกับหน้าจอ แล้วภาพที่โชว์บนจอกลายเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ก็ให้ใช้ตัวหมุนนี้ ปรับองศาให้ตรงซะ

ถ้าตั้งเครื่องฉายไม่ได้ระดับกับจอ ภาพจะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู

แต่ข้อสังเกตของการปรับ Keystone ดังกล่าว ถ้าหากเราตั้งเครื่องฉายไว้ในความสูง หรือต่ำกว่าจอมากเกินไป แล้วค่อยปรับ Keystone เพื่อชดเชยองศาให้ภาพ บริเวณขอบภาพจะเกิดอาการเบลอกว่าบริเวณกลางจอนะครับ ก็เลยต้องพยายามตั้งไว้ในตำแหน่งที่พอดีกับจอให้มากที่สุด

แต่ถ้าปรับมากไป ขอบภาพจะเบลอ

ด้านบนตัวเครื่องมีปุ่ม Power และปุ่มสำหรับตั้งค่าต่างๆ เอาจริงๆ ก็ค่อนข้างใช้ง่าย เพราะมีแค่ปุ่มลูกศร ปุ่ม Menu และปุ่ม Source สำหรับเลือกพอร์ตเสียบสัญญาณภาพเท่านั้นเอง

รีโมทก็มีให้

ความคมชัดของภาพ

ทดสอบด้วยการเสียบสาย HDMI เข้ากับโน้ตบุ๊คแล้วฉายภาพความละเอียด 1080p ที่ความสว่างสูงสุด ขึ้นไปบนหน้าจอไวนิลขนาด 100 นิ้ว โดยเปิดไฟ LED ในห้องไว้ 2 ดวง ก็ได้ผลออกมาตามภาพด้านล่าง คือภาพยังคงมองเห็นได้เลือนๆ แต่ก็ไม่ถึงกับมองไม่เห็นเลย ยังสามารถใช้งานได้

พอปิดไฟปุ๊บ ภาพก็ชัดแจ๋วขึ้นมาทันที โดยในห้องไม่ได้มีการบล็อคแสงอะไรมากมายนะครับ เป็นช่วงบ่ายโมงที่แดดจ้า และแค่ปิดม่านเอาไว้เฉยๆ ยังพอมีแสงจากแดดด้านนอกเข้ามาบ้าง

ภาพที่ฉายออกมามีความคมชัด จนสามารถอ่านตัวหนังสือบนหน้าเว็บ หรือบนแอปเอกสารพวก Microsoft Word ได้เลย

จะดูหนังจาก Netflix ก็ชัดเจน และให้สีสันที่ค่อนข้างโอเค ตัวอักษร Sub title อ่านได้ไม่มีปัญหาใดๆ

หรือจะเอามาเล่นเกมก็ชัดไม่แพ้กัน จอใหญ่เล่นได้สะใจสุด

นอกจากเราจะเสียบสายเข้ากับเครื่องเล่น Media ต่างๆ, มือถือ, เครื่องเกมคอนโซล, Android Box หรือคอมพิวเตอร์ได้แล้ว เรายังเสียบแฟลชไดรฟ์ที่มีไฟล์หนังได้โดยตรงเข้าที่พอร์ต USB เลยก็ได้ครับ (ตัวโปรเจคเตอร์ไม่ได้ระบุว่ารองรับไฟล์ประเภทไหนบ้าง แต่จากที่ลองแล้ว ไฟล์ MP4 กับ MKV เล่นได้)

 

ระบบเสียง

สำหรับลำโพงในตัวโปรเจคเตอร์ สามารถปรับเสียงได้ทั้งแบบธรรมดา จะเปิดโหมด Surround หรือโหมด SRS TrySurround XT ก็ได้ ซึ่งเสียงก็ไม่ได้คาดหวังคุณภาพอะไรมากอยู่แล้ว ก็พบว่ามันให้เสียงที่ดังใช้ได้ (ปรับเป็นโหมด SRS จะดังสุด) แต่เสียงจะออกแหลมไปนิด และไม่มีเบสเลย แนะนำให้หาลำโพงมาเสียบเข้ากับพอร์ต Audio จะได้อารมณ์กว่า

ส่วนเวลาเปิดใช้งาน แน่นอนว่าพัดลมระบายอากาศต้องทำงานไปด้วย โดยส่วนตัวคิดว่าเสียงไม่ได้ดังจนน่ารำคาญ หรือดังเกินไปจนรบกวนการดูหนังแต่อย่างใดครับ

 

ขนาดของภาพ และระยะที่ฉาย

แม้ว่าตามสเปคจะระบุเอาไว้ว่า RD819 จะระบุเอาไว้ว่ามันมากับความละเอียดแบบ Native ที่ 1080p และฉายได้ขนาดสูงสุด 120 – 150 นิ้ว แต่ความใหญ่ของภาพและความคมชัดก็ต้องสัมพันธ์กันด้วยนะครับ เพราะถ้ายิ่งฉายภาพใหญ่ขึ้น แต่ความละเอียดยังคงติดอยู่ที่ 1080p แน่นอนว่าความคมก็จะลดลงไปด้วย

ฉายห่างจากจอประมาณ 3 เมตร ได้ขนาดภาพที่ราวๆ 100 นิ้ว

ส่วนระยะของการฉายภาพที่ผมใช้ระหว่างตัวเครื่องโปรเจ็คเตอร์กับหน้าจอห่างกันประมาณ 3 เมตร จะได้ภาพขนาด 100 นิ้ว ซึ่งความคมของภาพยังดีอยู่ ถ้าจะเอาใหญ่ขนาด 150 นิ้ว จะต้องถอยออกไปอีกที่ราวๆ 4 เมตร และความคมของภาพจะเริ่ม drop ลงไปบ้างแล้ว

 

สรุป

ข้อดี

  • ภาพคมชัดจริงเมื่อฉายในที่มืด หรือพอมีแสงสลัวๆ
  • มีพอร์ตให้ใช้ครบครัน
  • เล่นไฟล์วิดีโอจากแฟลชไดรฟ์ได้เลย
  • มีลำโพงในตัว
  • การตั้งค่าต่างๆ ทำได้ง่าย
  • มีรีโมท
  • ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับสเปค

ข้อสังเกต

  • เครื่องใหญ่ และหนัก
  • ต้องตั้งเครื่องให้องศาการฉายภาพตรงกับจอมากที่สุดถึงจะได้ภาพที่ชัดเจนทั่วทุกมุม
  • เวลาปรับ Keystone แล้วขอบภาพจะไม่ชัด
  • เสียงจากลำโพงในตัวคุณภาพเฉยๆ (แต่ก็ดีกว่าไม่มี)

ใครที่ฝันอยากจะเล่นเกมแบบจอยักษ์ หรืออยากมีโฮมเธียเตอร์เป็นของตัวเอง ก็สามารถทำได้ในงบไม่ถึงหมื่นบาทแล้วล่ะครับ เพราะซื้อโปรเจคเตอร์ราคา 3,xxx บาท, จอไวนิล 100 นิ้ว ราคาประมาณ 200 – 300 บาท และลำโพงระดับกลางๆ ซักชุด (ที่ผมใช้คือลำโพงคอม 5.1 Channel ราคาราวๆ 2,xxx – 3,xxx บาท) เท่านี้ก็ได้สัมผัสประสบการณ์ในการดูหนังที่มันสะใจเหมือนยกโรงหนังมาไว้ที่บ้านแล้ว

from:https://droidsans.com/review-affordable-unbranded-full-hd-projector/

Unbox | แกะกล่องลอง Chromecast with Google TV รุ่นล่าสุด พร้อมรีโมท แตกต่างจากรุุ่นก่อนๆ ตรงไหน

หนึ่งในแก็ตเจ็ตใหม่จากงาน Made by Google 2020 | Launch Night In ที่หลายคนให้ความสนใจก็คือเจ้า Sabrina ที่ไม่ได้แปลว่ชุดนอนแต่อย่างใด แต่มันคือรหัสเรียก Chromecast with Google TV รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทาง Google เพิ่งจะประกาศวางจำหน่ายไปในราคาพันกว่าบาทเท่านั้นเอง

แกะกล่อง Chromecast with Google TV

รอบนี้ตัวของ Chromecast มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่กล่องกันเลย เพราะมีรีโมทปรากฏอยู่บนหน้ากล่องด้วย แถมหน้าตาก็ยังเปลี่ยนไปไม่กลมๆ เหมือนรุ่นก่อนๆ

โดยภาพในบล็อคนี้ก็ต้องขอขอบคุณอดีต mod ของ droidsans อย่าง nuuneoi ที่ส่งมาให้แบบด่วนๆ เราเลยได้เห็นตัวเป็นๆ ของมัน (ผ่านรูปถ่าย) กันในวันนี้

แพ็คเกจจิ้งภายในกล่องมีการแยกเป็นสัดเป็นส่วนอย่างดี เรียกว่าตัวของ Chromecast ก็มีกล่องย่อยของมันเอง รวมถึงรีโมท นอกจากนั้นก็จะเป็นคู่มือการใช้งาน สาย USB C พร้อมหม้อแปลงอีกหนึ่งตัว

หน้าตาของรุ่นนี้มองไปตอนแรกนึกว่าแท่นชาร์จไร้สาย คือมั่นใจเลยว่าถ้าใครต่อสายยาวๆ มาวางไว้บนโต๊ะนี่ น่าจะมีคนเอามือถือไปวางชาร์จแน่นอน… แต่มันไม่ใช่! มันคือ Chromecast นะจ๊ะ ส่วนของตัวรีโมทก็จะมาพร้อมกับแผงควบคุมแบบ D-Pad อยู่ด้านบนสุด ถัดลงมาก็จะเป็นปุ่ม Back คู่กับ Google Assistant ไล่ลงมาอีกคือปุ่มโฮม , Mute ส่วนปุ่มลัดเข้าแอปคือ YouTube และ Netflix ปิดท้ายด้วยปุ่ม Power และ Exit

อ้อ! จริงๆ มีปุ่มปรับเสียงอยู่ที่ด้านข้างของรีโมทด้วย แต่ในภาพนี้อาจจะมองไม่เห็นนะครับ ซึ่งตัวรีโมทจะใช้ถ่าน AAA x 2 ซึ่งอันนี้มีแถมมาให้ในกล่องด้วย

มองจากมุมนี้ขนาดของมันก็พอๆ กับสบู่ก้อนเหมือนกันนะเนี่ย ส่วนพอร์ต USB C นั้นจะเห็นเป็นเงาดำๆ ที่มุมขวาล่างของภาพนะครับ

ส่วนสายเชื่อมต่อกับทีวีแน่นอนว่าเป็นพอร์ต HDMI ซึ่งรุ่นนี้รองรับภาพความละเอียดสูงสุดที่ 4K สนับสนุนทั้ง Dolby Vision และ HDR10+

สเปค Chromecast with Google TV

  • CPU : ARM Cortex-A53 Quad-core 1.8GHz
  • GPU : ARM Mali-G31
  • ความจุ : 8GB
  • การแสดงผล : Video 1080p, 4K, Dolby Vision, HDR10, HDR10+
  • พอร์ต : HDMI v2.1
  • ระบบเสียง : Audio DTS, Dolby Digital+, Dolby Audio, Dolby Atmos
  • การเชื่อมต่อไร้สาย : Wi-Fi 802.11ac (2.4 GHz / 5 GHz) , Bluetooth
  • ระบบปฏิบัติการณ์ : Google TV (Android 10)

Chromecast with Google TV ต่างจาก Chromecast รุ่นก่อนๆ ตรงไหน

ถ้าได้เห็นสเปคก็จะรู้เลยว่าสิ่งแรกที่แตกต่างไปคือระบบปฏิบัติการณ์ครับ เพราะ Chromecast รุ่นก่อนๆ นั้นไม่มีส่วนนี้อยู่เลย ทำหน้าที่แค่คอยรับสัญญาณที่สั่ง Cast หน้าจอมาจากอุปกรณ์อื่นๆ เช่นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ในเวอร์ชั่นนี้เราสามารถใช้งาน Chromecast ด้วย Google TV ที่ฝังมาภายในได้ทันที ผ่านการใช้รีโมทควบคุมการทำงาน

UI แบบใหม่ของ Google TV

เปิดมาครั้งแรกก็คงจะมองว่ามันคล้ายกับ Android TV ปกติหรือเปล่า เพราะ UI เหมือนจะไม่ได้เปลียนไปมากนัก แต่ถ้าลองดูดีๆ Google TV นั้นจะมีการจัดเรียงประเภทของคอนเท้นต์หรือรายการต่างๆ ใหม่หมด

ส่วนของเนื้อหานั้นหากมีการใช้งานไปสักพัก จะถูกนำมาวางเรียงไว้ด้านบนแทน โดยระบบของ Google TV จะรวบรวมเอาหนัง ซีรี่ส์ หรือรายการที่เราสนใจ + ตรงกับความชอบของเราขึ้นมาโชว์ไว้ด้านบน โดยไม่สนใจว่ามันจะมาจาก streaming หรือผู้ให้บริการรายไหน จะเป็น Netflix, HBO GO, Disney+ หรือ Prime Video ก็จะถูกจับมามิกซ์กันทั้งหมด

ส่วนใครที่คิดจะหาที่โหลดแอปเพิ่มเติม ตอนนี้ Play Store ได้หายไปจาก Google TV เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าอาจจะมาจากความคิดของ Google ที่ต้องการจะแยกความเป็น TV ออกจากความเป็น Android นั่นเอง แต่เรายังสามารถค้นหาและติดตั้งแอปหรือเกมที่รองรับได้นะ

ตรงส่วนนี้ไม่แน่ใจว่าหาก Android TV ที่เราใช้งานกันอยู่อย่างเช่นบนทีวีของ Sony, Skyworth หรือยี่ห้ออื่นๆ รวมถึงพวก Android Box อย่าง Mi Box S, Mi TV Stick หรือ NVIDIA Shield นั้นหากมีการอัปเดทเป็น Android TV 10 แล้ว จะมีหน้าตาเปลี่ยนไป กลายเป็น Google TV แบบนี้เลยหรือเปล่า

ซึ่งประสบการณ์ใช้งานเบื้องต้นนั้นเห็นว่ายังไม่ได้ลื่นปรื้ดๆ มีกระตุกให้เห็นบ้างเป็นพักๆ อาจจะเป็นเพราะสเปคของ CPU ด้วยส่วนนึง และหากมองที่หน่วยความจำ 8GB แล้วก็คาดว่าคงไม่เหมาะจะลงเกมหรือลงแอปอะไรเท่าไหร่ ส่วนของรีโมทก็เหมือนกับจะมีการตัดตัวเองเพื่อประหยัดพลังงานค่อนข้างไว และกว่าจะปลุกขั้นมาใช้งานได้อีกรอบก็กินเวลาหลายวินาทีเหมือนกัน

ทาง droidsans เองยังไม่ได้ลองเล่นแบบเต็มๆ เพราะฉะนั้นก็เลยขอยก quote ของ nuuneoi เจ้าของภาพเซ็ตนี้ ที่สรุปการใช้งานของ Chromecast with Google TV มาแปะทิ้งท้ายไว้ก็แล้วกันนะครับ

 

from:https://droidsans.com/unbox-chromecast-with-google-tv/

ทดสอบ Digital Slim เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Dyson ที่ออกแบบมาเพื่อชาวเอเชีย

Dyson แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดพรีเมียมเปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายของค่ายตัวใหม่ รุ่น Digital Slim ที่ออกแบบมาสำหรับชาวเอเชีย โดยมีการปรับขนาดให้เล็กลงกว่ารุ่นก่อนถึง 20 % และเบาลงกว่าเดิม 30% โดยที่ทางค่ายเคลมว่ายังสามารถรักษาประสิทธิภาพการดูดเอาไว้ได้ดีเทียบเท่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง Dyson V11  จากวิศวกรรมการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ทางเราได้มีโอกาสทดสอบมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย เลยจะขอมาเล่าประสบการณ์ให้ได้ทราบกันครับ

Dyson คือใคร?

Dyson เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งโดย Sir James Dyson ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1991 ออกแบบและผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย เครื่องฟอกอากาศ เครื่องเป่าแห้งมือ พัดลมไร้ใบพัด ฮีตเตอร์ หรือที่เป่าผม ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนพนักงานมากกว่า 16,000 รายทั่วโลก ในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยวิศวกร-นักวิทยาศาสตร์มากถึง 6,000 รายซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับทั่วไป โดยทางเซอร์เจมส์ผู้ก่อตั้งก็ยังคงเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรอยู่ด้วยตัวเอง

ในประเทศไทยหลายคนจะรู้จักแบรนด์นี้กันในนามของเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดหรู ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของคุณภาพ และการใช้งานจะโดดเด่นกว่าใคร ได้ลองเมื่อไหร่จะรู้ว่ามันดีและแตกต่างสินค้าทั่วไปที่วางจำหน่าย และในอีกด้านจะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดี คนที่เห็นหรือได้ใช้จะรู้สึกถึงนวัตกรรมในสินค้าที่ไม่ได้เดินตามใคร โดยสิ่งที่วิศวกรของ Dyson คิดค้นขึ้นมาแต่ละอย่าง ต่างช่วยแก้ไขปัญหาที่แม้บางเรื่องอาจจะดูเล็กน้อยในสายตาบางคน และเลือกที่จะมองข้ามไป แต่แทนที่จะทนๆใช้มันไป พวกเค้ากลับเลือกที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น จนทำให้สร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตได้ว่าแต่ละอย่างที่ Dyson คิดค้นมาได้นั้น ได้รับการตอบรับ สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตผู้คนได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ที่มอเตอร์ทำงานได้แรงสม่ำเสมอ ไฟไม่ตกเมื่อแบตอ่อน
  • พัดลมไร้สายเครื่องแรกของโลก
  • ไดร์เป่าผมสุดแรง ที่ไม่ทำให้ผมเสีย
  • เครื่องฟอกอากาศดีไซน์ใหม่
  • เครื่องเป่ามือ ช่วยลดการใช้กระดาษ
  • หลอดไฟ ที่ทำมาทีเดียวแล้วใช้งานได้อย่างยาวนานหลายสิบปี

ซึ่งของเหล่านี้หลายรุ่น ก็กลายเป็นสินค้าขายดีในแถบประเทศตะวันตก และเป็นต้นแบบที่ทำให้หลายแบรนด์เห็นแล้วต้องเดินตามนั่นเอง

Dyson Digital Slim เครื่องดูดฝุ่นที่ออกแบบมาเพื่อชาวเอเชีย

กลับมาที่ Digital Slim เครื่องดูดฝุ่นตัวล่าสุดจากทาง Dyson ที่เคลมว่าออกมาเพื่อชาวเอเชียโดยเฉพาะ โดยรุ่นที่มีวางจำหน่ายอยู่หลายรุ่นรุ่นในตลาดปัจจุบันนี้ แม้ว่าหลายคนจะใช้แล้วก็รู้สึกไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ทางไดสันเค้าก็ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่า การใช้งานของชาวเอเชียแตกต่างออกไปจากชาวตะวันตก ทั้งลักษณะทางกายภาพที่แตกต่าง รวมถึงสภาพที่อยู่อาศัยก็ไม่เหมือนกัน ชาวเอเชียจะเลือกใช้วัสดุพื้นบ้านที่มีความแข็งมากกว่า (ชาวตะวันตกนิยมปูพื้นพรมในบ้าน แต่ชาวเอเชียจะเป็นพื้นไม้หรือกระเบื้องซะมาก) จึงได้มีการพัฒนาและออกแบบเป็นตัว Digital Slim ขึ้นมา ปรับปรุงขนาดให้มีความเล็กกะทัดรัดมากขึ้น ประกอบไปด้วย

  • ตัวแฮนด์เล็กลงกว่า V11 10% จับมีการกระจายน้ำหนักให้จุดศูนย์ถ่วงน้ำหนัก ใกล้กับปุ่มกดจึงมีความบาลานซ์ในการถือ
  • น้ำหนักก็เบาลงกว่ารุ่น V11 ถึง 25% เหลือเพียง 1.9 กิโลกรัม
  • ปรับลดความยาวของท่อจนถึงแฮนด์จับลง 15% ให้พอดีกับความสูงของชาวเอเชีย
  • สามารถเปิดถังเก็บฝุ่นได้ด้วยมือเดียว

มอเตอร์ Hyperdymium ไซโคลน 11 ม้วน กำลังแรงสูง

สิ่งที่เป็นท่อบริเวณหัวมอเตอร์ด้านบนเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดูดฝุ่น Dyson เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่าเทคโนโลยี Radial Root Cyclone สร้างลมไซโคลนขึ้นมา โดยในรุ่น Digital Slim นี่จะประกอบไปด้วยท่อทั้งหมด 11 ท่อ ให้กำลังแรงถึง 100AW ดูดหมุนวนฝุ่นเข้าไปยังถังเก็บโดยตรง จึงไม่ทำให้ตัวกรองอุดตัน และไม่ลดทอนกำลังดูด ซึ่งตัว Digital Slim นี้จะมีการปรับให้งานประกอบเปลี่ยนรวมเอาตัวไซโคลนกับมอเตอร์เข้าด้วยกัน จากที่รุ่น V11 จะแยกเป็นสองชิ้น จึงทำให้ Digital Slim ใช้น็อตสกรูที่น้อยกว่า นอกจากนี้ตัวช่องไซโคลนจะมีการขยายบริเวณปลายท่อให้ลมเข้าไปแต่ละไซโคลนกว้างขึ้นกว่ารุ่น V11 และมีการจัดเรียงช่องไซโคลนแบบย้อนกลับ ทั้งสองอย่างนี้จึงทำให้ขนาดและน้ำหนักของ Hyperdymium มอเตอร์บน Digital Slim น้อยและเบาลงกว่าตัว V11 ที่ 15% แต่ยังรักษาความแรงเอาไว้ได้เหมือนเดิม โดยจะหมุนทำรอบได้ถึง 120,000 rpm และด้วยความที่มอเตอร์ต้องหมุนด้วยความเร็วมากขนาดนี้ ทาง Dyson จึงต้องเปลี่ยนวัสดุของมอเตอร์จากเหล็กทั่วไป เป็นเซรามิคที่นำเอาไปหลอมที่อุณหภูมิ 1600℃  ทำให้มีความแข็งที่มากกว่าเหล็ก 3 เท่า แต่มีมวลความหนาแน่นที่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง  น้ำหนักจึงยังน้อยเช่นเดิมได้

ภายในของ Radial Root Cyclone

แผนภูมิการไหลเวียนอากาศผ่านตัวกรองของเครื่องดูดฝุ่น Dyson V11

และความพิเศษของเครื่องดูดฝุ่นของ Dyson อีกอย่างจะอยู่ที่เสียงรบกวนที่จะน้อยมาก เพราะมีการออกแบบทางวิศวกรรมด้านเสียงให้ซับแรงสั่นสะเทือน ลดเสียงรบกวนไปได้เป็นอย่างดี เทียบกับรุ่นอื่นๆ ที่ได้ลองมาก็รู้สึกได้ทันทีว่าแตกต่างมากครับ

ฟิลเตอร์ 5 ชั้น ดักฝุ่นหมดจด

ตัวกรองของ Dyson Digital Slim นี้จะเป็นระบบการกรองที่ประกอบไปด้วยชั้นต่างๆ รวม 5 ชั้น ประกอบไปด้วย

  1. Bin cyclone
  2. Mesh -ตาข่าย
  3. Cyclone cones
  4. Pre-motor filter
  5. Post-motor filter

ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถกรองเอาเศษต่างๆ รวมถึงฝุ่นเล็กๆ ที่มีขนาดเล็กเพียง 0.3 ไมครอน (ฝุ่น PM2.5 ที่ว่าเล็กมีขนาด 2.5 ไมครอน) ได้ถึง 99.97% มั่นใจได้ว่าลมที่ปล่อยออกมาสะอาดหมดจดแน่นอน ส่วนถังเก็บฝุ่นที่ใช้ก็จะยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นแบบใสสามารถมองเห็นข้างในได้ (ซึ่ง Dyson เป็นเจ้าแรกๆ ที่เริ่มใช้วัสดุแบบนี้ และขายดีเทน้ำเทท่า จนเจ้าอื่นทำตามๆ กันมา) สามารถจุฝุ่นได้ที่ปริมาณ 0.35 ลิตร น้อยกว่าตัว V11 เล็กน้อย ที่จุได้ 0.54 ลิตร

หัวดูด 4 แบบ ดูดได้ทุกสภาพพื้นผิว

ภายในกล่องจะมีหัวดูดมาให้ทั้งหมด 4 แบบ สำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยตัวที่ใช้งานบ่อยสุดจะเป็นตัว Slim Fluffy Aero ที่ใช้ดูดพื้นทั่วไป ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นจากเดิมหลายอย่าง หลักๆคือจะเล็กลงและเบาลงรวมถึงดูดฝุ่นและเศษผงต่างๆได้ดีตลอดทั้งแกน ต่างจากเครื่องดูดฝุ่นบางรุ่น ที่หลายตัวแม้จะเป็นลูกกลิ้งหน้าตาดูคล้ายๆ กัน แต่กลับไม่สามารถดูขึ้นได้ดีทั้งแกน ดูดแรงแค่ตรงกลางเท่านั้น

หัวดูด Slim Fluffy Aero | Dyson Digital Slimหัวดูด Slim Fluffy ในรุ่น Digital Slim พัฒนาให้เล็กลงแต่ประสิทธิภาพดีขึ้น

เผื่อใครจะอยากรู้รายละเอียดว่ามันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ขอสรุปความเปลี่ยนแปลงจากตอน V11 มาให้ประมาณนี้นะครับ

  • ตัวแกนหัวดูดของ V11 จะเป็นพลาสติกที่หนักและหนากว่า ส่วน Slim Fluffy จะใช้เป็น Aluminum ซึ่งจะบางและเบาลงมาก
  • แนวของ Carbon Fibre จะแทรกอยู่ในช่องของแปรง V11 และเรียงเป็นแนวตั้ง แต่ของ Slim Fluffy จะเย็บเข้าไปในลูกกลิ้งเลยและปรับให้มีความเอียงลู่ไปกับลูกกล้ิงเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลงและยังคงป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ได้เหมือนเดิม
  • มีการเปิดช่องด้านข้างเพื่อให้ลมผ่านเข้าไปได้ดีขึ้น พร้อมปรับขนให้สั้นและนุ่มลง ทำให้เก็บฝุ่นได้ดีขึ้นทั่วทั้งแกน

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ลูกกลิ้งของ Digital Slim เบาลง 40% และยังเล็กลง 20% ซึ่งจะทำให้สอดเข้าไปใต้เฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายขึ้นด้วย และแม้ว่าขนาดจะเล็กลง เบาลง แต่ยังรักษาประสิทธิภาพได้ดีเทียบเท่ากับรุ่นที่ใหญ่กว่าอย่าง V11 เอาไว้ได้อยู่

fluffy head digital slim vs v11หัวเล็กลงก็สอดเข้าไปใต้โต๊ะตู้ได้ดีกว่า

สำหรับหัวอื่นๆ ทาง Dyson ได้แนะนำให้ใช้งานตามความแรงแต่ละระดับไป โดยจะมีทั้งหมด 3 ระดับได้แก่ Eco, Med, Boost

  • Eco Mode จะแนะนำสำหรับการดูดทั่วไป ใช้หัว Slim Fluffy แบตจะอยู่ได้นานมากกว่า 40 นาที
  • Med Mode จะเป็นการใส่กับหัวแปรงที่ไม่มีมอเตอร์หมุน เพิ่มแรงในการดูดตามซอกมุม แบตอยู่ได้มากกว่า 25 นาที 
  • Boost Mode แนะนำให้ใช้กับหัวที่เป็น mini motorize สำหรับพื้นที่ต้องการแรงดูดสูงอย่างเตียงนอน จะได้ดูดเอาเหล่าไรฝุ่นขึ้นมาด้วยได้ และด้วยความแรงเบอร์นี้จึงทำให้แบตจะใช้งานได้ 5 นาทีเท่านั้น

ซึ่งถ้าเกิดว่าใครคิดว่ายังไม่พอรุ่นนี้จะสามารถถอดเปลี่ยนแบตได้ ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของค่ายที่สามารถเปลี่ยนแบตได้ ต่อจาก Dyson V11 โดยจะมีความจุแบตที่ 2,500 mAh

ทำความสะอาดง่าย ถอดออกมาล้างได้สะดวก

ตัวถังถูกออกแบบมาให้เก็บฝุ่นได้เป็นอย่างดี ซีลเอาไว้อย่างแน่นหนาไม่มีฝุ่นเล็ดรอดออกมาได้ และเมื่อต้องการถอดล้างทำความสะอาดก็ทำได้สะดวก สามารถดันเปิดได้ด้วยมือเดียว โดยตัวถังจะทำการรูดเอาเศษผม เศษฝุ่นออกมาให้ได้เกือบหมด ไม่ต้องใช้มือรูดเอง แต่ถ้าต้องการความสะอาดมากๆหน่อยก็อาจจะต้องมีการดึงเส้นผม หรือปาดเศษฝุ่นที่ตกค้างออกมา และสามารถถอดเอาถังและส่วนต่าง ๆ ออกมาล้างน้ำได้เลย ซึ่งส่วนที่ทาง Dyson บอกว่าสามารถล้างได้จะมี

  • ถังเก็บฝุ่น
  • หัวลูกกลิ้ง Slim Fluffy
  • ฟิลเตอร์
  • หัวดูดปากแคบส่องแสงได้

ซึ่งส่วนหัวลูกกล้ิง Slim Fluffy นี้ให้ถอดเอาเฉพาะหัวลูกกล้ิงมาล้างเท่านั้น อย่าโยนลงไปทั้งหัวนะครับ เพราะด้านในจะมีมอเตอร์สำหรับหมุนอยู่ อาจจะเสียหายได้ และเมื่อถอดออกมาแล้วให้สำรวจเพิ่มเติมบริเวณหัวแกน ซึ่งอาจจะมีผมติดอยู่ ให้ดึงหรือหากรรไกรมาตัดออกด้วยก็จะดีครับ

แชร์ประสบการณ์ใช้งาน Dyson Digital Slim

เป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ดีสมคำร่ำลือ ทั้งเรื่องของงานดีไซน์และประสิทธิภาพในการใช้งาน ประทับใจกับความสมดุลของส่วนต่างๆ ที่ออกแบบมาได้ลงตัว จับถือสะดวก ใช้งานแล้วไม่ได้รู้สึกหนักแต่อย่างใด จะมีแค่ช่วงแรกๆ ที่พลาดไปเกร็งถือตัวเครื่องและกดสลักมากเกิน เมื่อเริ่มชินถึงได้รู้ว่าด้วยสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องกำ-บีบ ไม่ต้องเกร็ง แค่วางลงไปกับพื้น น้ำหนักเครื่องที่กดลงมาก็เพียงพอที่จะกดสลักให้ทำงานได้แล้ว สามารถถือใช้งานได้ยาวนานโดยไม่รู้สึกเมื่อยแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องความสะอาดจากหัวดูด Slim Fluffy ที่ใช้เพียงโหมด Eco ก็สามารถดูดเศษฝุ่นได้อย่างหมดจด จากที่ปกติเวลาดูดแป้งในเครื่องรุ่นอื่น จะยังเหลือเศษที่ใช้นิ้วปาดเจอได้บ้าง แต่พอเป็น Digital Slim ของ Dyson กลับไม่เจอเศษหลงเหลืออยู่ สามารถเดินเท้าเปล่าแล้วไม่ได้รู้ว่าเหลือฝุ่นติดเท่าแต่อย่างใดเลย

เรื่องแบตก็ประทับใจที่เค้าไม่ได้พยายามพูดเกินจริง ที่บอกว่ารองรับได้ 40 – 25 – 5 นาที ตามโหมดใช้งาน เมื่อเสียบชาร์จแบตให้เต็มกลับพบว่าใช้งานได้ยาวนานกว่าที่ระบุไว้ราว 20% และหน้าจอ LCD บอกปริมาณแบตคงเหลือ ก็จะใช้เป็นการนับวินาทีลงไปเรื่อยๆ แทนที่จะขึ้นเป็นเกจ์พลัง หรือแค่เม็ดบอกสถานะเท่านั้นอีกต่างหาก คือไม่นึกว่าจะสามารถทำให้ตัวคำนวณพลังงานได้มีความแม่นยำขนาดนี้

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ตัวเครื่องต้องการจะลดน้ำหนักและขนาดลงมาก จึงอาจทำให้เกิดข้อเสียขึ้นมาเล็กน้อย ที่บางส่วนจะดูบอบบาง และวัสดุมีเสียงขยับของพลาสติกออกมาบ้าง  ทำให้รู้สึกว่าต้องใช้งานอย่างระมัดระวังไปหน่อย

สรุปข้อดี – ข้อสังเกต Dyson Digital Slim

  • แรงดูดดีมาก สมชื่อ Dyson แม้จะเป็นเพียงแค่โหมด Eco ก็ดูดฝุ่นทั่วไปได้หมดจด
  • หัวลูกกลิ้งสามารถดูดฝุ่นแบบแป้งได้เกลี้ยงเกลา เอามือปาดก็ไม่เหลือเศษ
  • โหมด Turbo แรงจัดๆ ฝุ่นที่เกาะแน่นในเฟอร์ก็ดูดขึ้นมาได้
  • แบตสามารถใช้งานได้มากกว่าที่เคลมเล็กน้อย บอกระยะเวลาคงเหลือได้เป็นระดับวินาที
  • น้ำหนักเครื่องเมื่อวางลงกับพื้นเพื่อไถดูด ถ่วงน้ำหนักได้ดี ใช้งานนานๆได้
  • ไม่ต้องกำแฮนด์จับเพื่อกดดูด แค่ถือประคอง น้ำหนักเครื่องที่ทิ้งตัวลงมาก็เพียงพอจะกดแล้ว
  • หัวดูด Slim Fluffy aero แม้จะมีข้อดีที่เล็กและเบา แต่ก็ดูบอบบาง ต้องพยายามทนุถนอม
  • ด้วยความที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ทำให้วัสดุส่วนมากเป็นพลาสติก ขยับแล้วมีเสียงดูบอบบาง

สรุปแล้วถ้าใครอยากจะมีเครื่องดูดฝุ่นดีๆ ดีไซน์สวยใช้เป็นเฟอร์ประดับบ้านได้ ก็สามารถไปหาซื้อ Dyson Digital Slim กันได้แล้ววันนี้ ในราคา ราคา 19900 บาท มีแค่รุ่นเดียวไม่มีรุ่นย่อยเพิ่มเติม

from:https://droidsans.com/dyson-digital-slim-test-review/

Review | รีวิว OPPO Watch สมาร์ทวอชท์ WearOS จอ AMOLED ฟีเจอร์แน่น

เป็นการบุกตลาดสมาร์ทวอทช์ที่น่าสนใจ​กับ OPPO Watch​ โดยเฉพาะใครที่หานาฬิกาสำหรับใส่ออกกำลังกาย ไปจนถึงการใส่ในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู​สวยงาม ทำให้เป็นนาฬิกาที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นการทำงานไปจนถึงงานสังสรรค์ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง แล้วสเปคและฟีเจอร์ต่าง ๆ จะน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ Droidsans จะมารีวิวเจ้า OPPO Watch ตัวนี้กัน

สเปค OPPO Watch

OPPO Watch 46มม OPPO Watch 41มม
หน้าจอ AMOLED Flexible
Dual-Curved Display
Rigid AMOLED Screen
ขนาดหน้าจอ 1.91″ 1.6″
ความละเอียด 402 x 476 320 x 360
แบตเตอรี่ 430mAh 300mAh
Smart Mode 36 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง
Power Saving mode 21 วัน 14 วัน
กันน้ำ 50 เมตร / 10 นาที 30 เมตร/ 10 นาที
ระบบปฏิบัติการ Wear OS
ระบบชาร์จไว Watch VOOC Flash Charge

แกะกล่อง

OPPO Watch มาพร้อมกับดีไซน์กล่องเรียบง่าย เปิดกล่องขึ้นมาก็เจอกับนาฬิกาอยู่ด้านในพร้อมแท่นชาร์จที่อยู่ข้างใต้กล่อง และคู่มือต่าง ๆ

ดีไซน์

โดยหน้าปัดสองขนาดมาพร้อมกับจอที่ไม่เหมือนกันโดยของทางหน้าปัด 46​ มม. มาพร้อมกับ หน้าจอโค้ง Curved AMOLED ที่จะโค้งไปตามตัวเรือนนาฬิกาให้ความรู้สึกเหมือนจอซึมเป็นเนื้อเดียวไปกับตัวเครื่องมีความสวยงามมาก ทางฝั่งของหน้าปัด 41​ มม. ก็สวยไม่แพ้กันเพราะมาพร้อมจอ AMOLED แบบเรียบไปกับตัวเรือนให้ความรู้สึกที่กะทัดรัดใช้งานง่ายขึ้น แต่อันนี้ก็แล้วแต่ความรู้สึกส่วนตัวว่าชอบอะไรมากกว่ากัน

ในทางด้านของวัสดุทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับบอดี้เป็น Aluminum Alloy แข็งแรงน้ำหนักเบาสวยงาม โดยหน้าปัดขนาด 41​ มม. ก็มาพร้อมกับสัมผัสแบบด้าน ๆ ไม่ติดลายนิ้วมือเท่าไหร่ แต่ในหน้าปัดขนาด 46​ มม. มาพร้อมกับวัสดุแบบเงา ๆ เรียบ ๆ มีความแวววาวกว่าตัวหน้าปัดเล็กมาก (แต่ก็คิดรอยนิ้วมือได้ง่ายอีกเช่นเดียวกัน😅)

ส่วนเรื่องของสายทั้งสองรุ่นนั้นก็มาพร้อมกับสายแบบ Flurorubber ที่ทนน้ำทนเหงื่อใส่สบายไม่ระคายเคือง (ใส่นอนได้ไม่มีปัญหาเลย) โดยสายจะเป็นรูบแบบหมุดเสียบหลายระดับ ใส่ได้กับข้อมือทุกขนาด

ส่วนข้างซ้ายของตัวนาฬิกาก็มาพร้อมกับลำโพงเอาไว้สำหรับใช้รับโทรศํพท์ได้ (ทั้ง 2 รุ่นไม่มีที่ใส่ซิมนะ ) ส่วนด้านขวาก็จะมาพร้อมกับปุ่มควบคุม 2 ปุ่มเอาไว้สำหรับเปิดหน้า App Drawer และปุ่มล่างเอาไว้สำหรับเซ็ต Short-cut ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอป Google Fit ไปจนถึงการเปิดแอป Spotify ก็สามารถทำได้โดยการไปตั้งค่าที่เมนู Setting 

การใช้งาน

การใช้งานจอหลัก ๆ นั้นก็สามารถทำได้ง่ายดายเพราะตัวนาฬิกามาพร้อมกับระบบ Gyroscope ที่จะจับการเคลื่อนไหวข้อมือของเรา ตัวนาฬิกาจะแสดงผลเองโดยอัตโนมัติเมื่อยกข้อมือขึ้นมาดูสะดวกสบายมาก ๆ

OPPO Watch ตัวนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ WearOS ของ Google ที่การใช้งานส่วนใหญ่นั้นจะให้งาน Service ของ Google ซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Google Fit ไปจนถึง Google Play Store โดยขั้นตอนในการเชื่อมต่อก็ง่ายมากเพียงโหลดแอป Wear OS บนมือถือ Android แล้วทำหน้าที่แล้วกดเชื่อมต่อกับตัว Watch เพื่อใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเปลื่ยนหน้าวอชท์รูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงการ Setting ต่าง ๆ

โดยการใช้งาน WearOS จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แต่หน้า Home ที่จะมีหน้าบอกเวลาเป็นตัวหลัก แล้วผู้ใช้งานสามารถปัดไปทิศทางต่าง ๆ ได้ 4 ทิศเพื่อเข้าสู่เมนูใช้งาน

ปัดซ้าย เข้าสู่หน้า Google Assistance ที่จะรวมหน้าต่างข้อมูลเหมือนกับในมือถือของเราไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน ข้อความ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ปัดขวา เพื่อเข้าสู่หน้าเมนูแอปต่าง ๆ ทีเราสามารถปรับแต่งเองได้สูงสุดถึง 5 แอปพลิเคชั่นไม่ว่าจะเป็น Google Fit ไปจนถึงแอปอ่านข่าว Google News

ปัดขึ้น เพื่อดูการแจ้งเตือน Notification ต่าง ๆ แล้วกดเพื่อเปิดดูบนมือถือได้

ปัดลง เพื่อเข้าสู้ Control Center เอาไว้ใช้เปิดปิดฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น Wifi Bluetooth ไฟฉาย ปรับความสว่างจอ และเอาไว้กดเรียกมือถือของตนเองเวลาหาไม่เจอได้

ในส่วนของหน้าวอทช์ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบหลากหลายสไตล์ สามารถเลือกได้ผ่านแอปพลิเคชัน Watch OS ที่อยู่ในเครื่องหรือจะเลือกดาวน์โหลดมาใส่เพิ่มได้ตามที่ชอบเลย

แอปพลิเคชั่นสุขภาพ Google Fit

การควบคุมในเรื่องของฟีเจอร์สุขภาพนั้นก็สามารถทำได้หลายอย่างทั้งบนตัวนาฬิกาเองหรือจะดูสถติข้อมูลต่าง ๆ บนแอปพลิเคชั่น Google Fit โดยจะมีหน้า Daily Activity เป็นหน้าหลักให้เราคอยดูว่าวันหนึ่งวันเราเดินไปกี่ก้าว ออกกำลังกายไปเท่าไหร่ จำนวนแคลอรี่ที่เบิร์นไป และจำนวน Activity Session ที่เรามีในหนึ่งวัน ถือว่าเป็นหน้าหลักที่เอาไว้ดูทุกส่วนของการออกกำลังกายนั่นเอง

ในส่วนของแอปพลิเคชั่น Google Fit นั้นก็มีฟีเจอร์ทางสุขภาพที่มีประโยชน์น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าหลักที่รวมสถิติต่าง ๆ โดยจะมีวงกลมแสดงผลหลัก ๆ 2 วงได้แก่ Heart Points (ค่าหัวใจ) และวงกลมอีกวงเป็นวงกลมสำหรับนับก้าวเมื่อครบวงจะเท่ากับว่าเราออกกำลังกายพอสำหรับวันนั้นแล้วนั่นเอง อีกหน้าก็จะมีฟีเจอร์สำหรับการตามการนอนหลับของผู้ใช้งานซึ่งถ้าหากเราใส่นอนเราก็จะสามารถรู้ได้ว่าคืนนั้นเรานอนหลับไปเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง และหลับลึกกี่ชั่วโมงอีกด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกรวมกันมาทำเป็นตารางให้เราดูในแอปพลิเคชั่น Google Fit นั่นเองครับ

แอปพลิเคชันสุขภาพ Heytap Health

หน้าแอปพลิเคชั่นให้ข้อมูลเรื่องสุขภาพต่าง ๆ

นอกจากในส่วนของแอปพลิเคชัน Google Fit ที่สามารถใช้ได้บนตัว OPPO Watch แล้ว ก็ยังมีอีกแอปพลิเคชัน HeyTap Health ที่มีฟีเจอร์คล้าย ๆ กับ Google Fit ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้อีกด้วย โดยตัวแอปพลิเคชันก็จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านสุขภาพสำคัญ ๆ ทั่วไปเช่นการวัดชีพจรหัวใจ การออกกำลังกาย ระยการเดินของผู้ใช้งาน ไปจนถึงจำนวนแคลอรี่ที่เบิร์นไปอีกด้วย ซึ่งเจ้าตัว HeyTap Health ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวนแล้วจำแนกเป็นเวลาเพื่อให้เราสามารถเห็นภาพกว้าง ๆ ได้ว่าวันหนึ่งวันเราทำอะไรไปบ้าง และช่วงไหนของวันที่ชีพจรเราเต้นเร็วที่สุด

 

AI Watchface เปลี่ยนหน้าปัดตามสไตล์เรา

ถ่ายรูปเสื้อผ้าตัวเอง แล้วเลือกหน้าปัดที่ต้องการ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เด่นที่สุดของตัว Heytap Health ก็คือ AI Watchface ที่จะเปลื่ยนหน้าปัด OPPO Watch ของเราให้มีโทนสีกับการแต่งตัวของเราในวันนั้นซึ่งวิธีทำก็ง่ายนิดเดียวเพียงเข้าไปที่หน้าเปลื่ยนหน้าปัดนาฬิกาในแอปแล้วเลือกฟีเจอร์ AI Watchface แล้วถ่ายรูปตัวเองในเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ หลังจากนั้นตัวแอปพลิเคชั่นก็จะทำการคำนวนโทนสีบนเสื้อของเราแล้วสร้างหน้าปัดนาฬิกาที่มีโทนสีเข้าคู่กับเสื้อผ้าของเรานั่นเอง

แมทช์กับเสื้อผ้าได้สวยงามเหมาะเจาะเลย

หน้าจอ

ในส่วนของหน้าจอ OPPO Watch ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ที่ให้สีสันสดใสมีความคมชัดอ่านง่ายไม่ปวดตา ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือภาพกราฟฟิกก็คมชัดมาก โดยสามารถตั้งค่าความสว่างได้สูงสุด 5 ขั้นและยังสามารถเลือกเป็น Automatic เพื่อให้ตัวนาฬิกาปรับตั้งค่าความสว่างโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย

นอกจากฟีเจอร์ในการออกกำลังกายต่าง ๆ ผู้ใช้งาน OPPO Watch ก็ยังสามารถควบคุมเพลงบน Spotify ได้ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเพลงใน Account ไปจนถึงการเพิ่มเสียงลดเสียง เปลื่ยนเพลงหน้าหลัง เล่นหยุดก็สามารถกดได้ตรงจากตัวนาฬิกาไม่ต้องหยิบมือถือออกมาสะดวกสบายมาก

ในเรื่องของการแจ้งเตือนนั้นก็สามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว โดยมีการดีเลย์ข้อความจำพวก Line หรือ Facebook แค่เพียงราว ๆ 2 วิเท่านั้นในการที่ตัวนาฬิกาจะสั่น หลังจากนั้นเราสามารถเลือกที่จะอ่านบนตัวนาฬิกาโดยตรง หรือจะเปลื่ยนไปเปิดบนมือถือก็สามารถทำได้ตามสะดวกเลย แต่สำหรับคนที่อยากประหยัดแบตเตอรี่ก็สามารถปรับให้มันจาง ๆ หน่อยก็ได้ครับ

ความทนทาน

ในเรื่องของความทนทานก็ไม่ต้องเลยเพราะ OPPO Watch ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำ ATM โดยตัวหน้าปัด 46มม. มาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำ 5ATM กันน้ำลึกได้สูงสุด 50 เมตรนานที่สุด 10 นาที ส่วนของหน้าปัด 41 มม. ก็มาพร้อมกับมาตรฐาน 3ATM สามารถกันน้ำได้สูงสุด 30 เมตรเป็นเวลา 10 นาทีอีกเช่นเดียวกัน

แบตเตอรี่

ในเรื่อง แบตเตอรี่นั้นก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวโดยทางฝั่งของหน้าปัด 46​ มม. นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ 430mAh สามารถใข้งานได้สูงสุดถึง 36 ชั่วโมงในโหมดปกติ ส่วนทางฝั่งของหน้าปัด 41 มม. ก็จะใช้ได้น้อยกว่าหน่อยอยู่ที่ 300mAh ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งจากการใช้งานจริงก็สามารถทำได้ตามที่เคลมไว้โดยตัวนาฬิกาวสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 1 วันเต็ม ๆ กลับมาถึงบ้านก็จะเหลือแบตเตอรี่ราว ๆ 30% เลยทีเดียว แต่จะแบตหมดก็ไม่มีปัญหาเพราะ OPPO Watch มาพร้อมกับ Watch VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% ไปราว ๆ 60% ได้ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ถือว่าชาร์จตอนเช้าตอนอาบน้ำเตรียมตัวออกจากบ้านก็พอเหลือเฟือสำหรับทั้งวันแล้ว

สรุป

โดยรวมแล้ว OPPO Watch เป็นหนึ่งในสมาร์ตวอทช์ของฝั่ง Android ที่มีความหลากหลายในการ ใช้งานเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเป็นหลัก ไปจนถึงการใช้งานทั่วไป ด้วยดีไซน์ที่ดูเรียบหรูทำให้สามารถใส่ได้เข้ากับทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Google WearOS ที่ครอบคลุมการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบทำให้ OPPO Watch เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่กำลังหาสมาร์ตวอทช์ใช้บนมือถือ Android สำหรับใครที่สนใจสามารถดูคลิปรีวิวเพิ่มเติมได้ด้านล่างเลยครับ

 

 

from:https://droidsans.com/review-oppo-watch-wearos/

เปรียบเทียบสเปค Apple Watch Series 6, Watch SE และ Watch Series 3 ต่างกันยังไง ซื้อรุ่นไหนดี ?

เปิดตัวกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ Apple Watch Series 6 และรุ่นประหยัดราคาถูกลงกับ Apple Watch SE ที่มาพร้อมฟีเจอร์เจ๋ง ๆ มากมายทั้งการวัดระดับออกซิเจนในเลือด (เฉพาะใน Apple Watch Series 6) และชิปเซ็ต S6 รุ่นใหม่ที่แรงขึ้น แถมยังมาพร้อมกับ Always-on Display ที่สว่างขึ้นมองเห็นได้ชัดแม้กระทั่งภายใต้แสงแดด (ใน Series 6 เท่านั้นอีกแล้ว) แต่เอ๊ะ? แล้ว 2 รุ่นใหม่นี้ต่างกันยังไง แล้วเทียบกับรุ่นเก่าจะต่างกันแค่ไหน ไปดูกันครับ

เทียบสเปค Apple Watch Series 6, Watch SE และ Watch Series 3

Apple Watch Series 6 Apple Watch SE Apple Watch Series 3
ขนาดหน้าปัด หน้าปัด 40มม และ 44มม จอใหญ่ขึ้น 30% หน้าปัด 40มม และ 44มม จอใหญ่ขึ้น 30% 38mm or 42mm case
หน้าจอ หน้าจอ Always-On Retina LTPO OLED ความสว่าง 1000 Nits หน้าจอ Retina LTPO OLED display, 1000 nits หน้าจอ Retina OLED display 2nd Gen
รุ่นให้เลือก รุ่น GPS และ GPS + Cellular รุ่น GPS และ GPS + Cellular รุ่น GPS
ชิปเซ็ต S6 SiP พร้อม 64-bit dual-core processor; W3 wireless chip; U1 chip (Ultra Wideband) S5 SiP พร้อม 64-bit dual-core processor; W3 wireless chip S2 พร้อม dual-core processor
การควบคุม เม็ดมะยมแบบดิจิตอลพร้อมระบบตอบสนองแบบสั่น เม็ดมะยมแบบดิจิตอลพร้อมระบบตอบสนองแบบสั่น เม็ดมะยมดิจิตอล
เซ็นเซอร์ตรวจร่างกาย ระบบตรวจจับอ๊อกซิเจนในเลือด, ระบบตรวจจับคลื่นหัวใจ (ECG) และระบบตรวจจับชีพจร 2nd Gen ระบบตรวจชีพจร ระบบตรวจจับชีพจร
การแจ้งเตือนร่างกาย ระบบแจ้งเตือนชีพจรต่ำ-สูง, แจ้งเตือนชีพจรเต้นผิดปกติ, แอปพลิเคชั่น ECG ระบบแจ้งเตือนชีพจรต่ำ-สูง, แจ้งเตือนชีพจรเต้นผิดปกติ ระบบแจ้งเตือนชีพจรต่ำ-สูง, แจ้งเตือนชีพจรเต้นผิดปกติ
ระบบตรวจจับการล้ม ระบบโทรฉุกเฉินนานาชาติ, ระบบโทรฉุกเฉิน, ระบบตรวจจับการล้ม ระบบโทรฉุกเฉินนานาชาติ, ระบบโทรฉุกเฉิน, ระบบตรวจจับการล้ม ไม่มี
ระบบกันน้ำ กันน้ำลึก 50 เมตร กันน้ำลึก 50 เมตร กันน้ำลึก 50 เมตร
การเชื่อมต่อ LTE, UMTS, Wi-Fi, และ Bluetooth 5.0 LTE, UMTS, Wi-Fi, และ Bluetooth 5.0 Wi-Fi และ Bluetooth 4.0
ระบบตรวจจับ GPS/GNSS, เข็มทิต, และระบบตรวจจับระดับความสูง GPS/GNSS, เข็มทิต, และระบบตรวจจับระดับความสูง GPS/GNSS
ลำโพง ลำโพงดังขึ้น 50%, ไมโครโฟน ลำโพงดังขึ้น 50%, ไมโครโฟน ลำโพงดังขึ้น, ไมโครโฟน
หน่วยความจำ ความจุ 32GB ความจุ 32GB ความจุ 8GB
แบตเตอรี่ 18 ชั่วโมง 18 ชั่วโมง 18 ชั่วโมง

 

เทียบราคา Apple Watch Series 6, Watch SE และ Watch Series 3

ขนาดหน้าปัด Apple Watch 6 Apple Watch SE Apple Watch 3
38 มม. 6,400
40 มม. 13,400 / 16,900 9,400 / 10,900
42 มม. 7,400
44 มม. 14,400 / 17,900 10,400 / 11,900

หมายเหตุ : ราคาตัวบางจะเป็นรุ่น GPS Only, ราคาตัวหนาจะเป็นรุ่น GPS + Cellular

โดยหลัก ๆ แล้วรุ่น Watch Series 6 ก็จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับระดับออกซิเจนในเลือด และชิปเซ็ต S6 ที่แรงขึ้น แถมยังมาพร้อมกับวัสดุให้เลือกถึง 3 แบบได้แก่ สแตนแลส อะลูมิเนียม และไทเทเนียม ส่วนทางฝั่ง SE มีให้เลือกแค่อะลูมีเนียมเท่านั้น ส่วนสีก็มีมาให้ได้เลือกซื้อกันด้านล่างเลยครับฟ

(รูปซ้ายสุดคือสี Apple Watch Series 6, กลา Watch SE และขวา Watch Series 3)

ส่วน Apple Watch Series 5 ที่หายไปคือจะเลิกวางจำหน่าย ซึ่งถ้าใครมีอยู่ในข้อมือตอนนี้ก็ไม่ต้องเสียใจเพราะถ้าเทียบระหว่าง Series 5 กับ 6 แล้วมีเพียงบางฟีเจอร์เดียวเท่านั้นที่อัปเดตเพิ่มเข้ามานั่นก็คือเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในระดับเลือด ECG เท่านั้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถเปิดใช้งานในไทยได้ตอนนี้

และถ้าใครที่กำลังจะซื้อ Apple Watch เครื่องใหม่ส่วนตัวแนะนำว่าควรจะซื้อตัว Watch SE มากกว่า Watch 3 เพราะมีฟีเจอร์ที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องระบบตรวจจับการล้ม, เข็มทิศ และใช้งาน Family Setup ซึ่งส่วนต่างราคาต่างกัน 3,000 บาทถือว่าค่อนข้างคุ้มเลยทีเดียวครับ

from:https://droidsans.com/apple-watch-2020-comparison/

Review | รีวิว Omthing Airfree หูฟังไร้สายจาก Xiaomi Youpin มาพร้อมฟีเจอร์แน่น ๆ แต่ราคาเบา ๆ แค่ 600 กว่าบาท

ช่วงนี้หูฟังไร้สายประเภท True Wireless กำลังได้รับความนิยมแบบสุด ๆ ไปเลย เพราะมีออกมาเต็มตลาดไปหมดตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งวันนี้เราก็มีหูฟังราคางาม ๆ แต่ฟังก์ชันครบครันอย่าง Omthing Airfree จากแพลตฟอร์ม Xiaomi Youpin มารีวิวให้ดูกันครับ ว่ามันจะน่าสนใจแค่ไหน เพราะราคาของมันเรียกว่าน่าคบหาสุด ๆ อยู่ที่ราว ๆ  600 กว่าบาทเท่านั้นเอง

ก่อนอื่นเรามาดูกันนะครับว่าหูฟังไร้สาย Omthing Airfree ราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาทตัวนี้ จะมีสเปคยังไงบ้าง

สเปค Omthing Airfree 

ขนาดไดรเวอร์ 7 มม.
ย่านความถี่ 2 Hz-20,000 Hz
ฟอร์แมตเสียงที่ซัพพอร์ต SBC
AAC
Active Noise Cancelation (ระบบตัดเสียงรบกวน) ❌
Ambient Sound Mode (ระบบเร่งเสียงภายนอก) ❌
แบตเตอรี่ ฟังได้สูงสุด 4 ชั่วโมง/ชาร์จ 1 ครั้ง
ระบบชาร์จไฟ USB-C
ชาร์จ 1.5 ชม. เต็ม
Bluetooth 5
ระยะ 10 เมตร
น้ำหนัก 43 กรัม

แกะกล่อง Omthing Airfree

ด้วยราคาที่น่าจับจองสำหรับหูฟัง TWS ที่ฟังก์ชั่นเยอะขนาดนี้ มีหรือที่ Droidsans จะพลาด 😁 โดยในส่วนของกล่องบรรจุนั้นก็ค่อนข้างมาตรฐานเลย ภายในเปิดมามีตัวหูฟัง 2 ข้างนอนชาร์จอยู่ในเคสชาร์จขนาด 550 mAh พร้อมสายชาร์จ USB-C แบบสั้น และจุกยาง in-ear 3 ขนาดให้ได้เลือกใช้กัน

วัสดุ และดีไซน์

ทั้งตัวหูฟัง และกล่องมีวัสดุเป็นพลาสติกผิวด้าน จับแล้วไม่ติดเป็นรอยนิ้วมือเลย แถมน้ำหนักก็เบามากอีกด้วย แต่มีข้อสังเกตตรงที่ส่วนฝาของ Omthing นั้นเบาจนรู้สึกว่าไม่แข็งแรงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามส่วนแม่เหล็กที่ยึดฝาค่อนข้างแรงพอสมควรเลย ทำให้การเปิดปิดหูฟังรู้สึกแน่นปลอดภัยมากครับ

ส่วนของตัวหูฟังนั้นเป็นดีไซน์แบบ in-ear สอดหูพร้อมก้านสั้น ๆ ออกมาเล็กน้อย หูฟังมีท่อเสียงยื่นออกมาทำให้สรีระเหมาะกับหู ใส่แล้วแน่นปลอดภัยมากสะบัดหัวได้ไม่หลุดแน่นอนครับ จากการทดสอบใส่ออกกำลังกายหรือ วิ่งก็ไม่มีปัญหา ใส่สบายได้เป็นเวลานานไม่เมื่อยหูเลย นอกจากนี้ตัวหูฟังยังมีมาตรฐาน IPX4 กันน้ำแหละเหงื่อได้หายห่วงเลยครับ

วิธีเชื่อมต่อ 

วิธีเชื่อมต่อของ Omthing Airfree นั้นก็ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่เปิดฝาแล้วแล้วแตะหูฟังทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กันประมาณ 7 วินาที จนไฟกระพริบเพื่อเข้าสู่ Pairing Mode จากนั้นก็สามารถทำการเชื่อมต่อกับมือถือได้เลย หลังจากการเชื่อมต่อครั้งแรกเสร็จแล้ว การใช้งานครั้งต่อ ๆ ไปเราก็แค่เปิดฝาแล้วเอาหูฟังออกมาใช้ได้เลยทันทีเพราะมันจะเชื่อมต่อให้เองแล้ว แต่มีข้อสังเกตเล็กน้อยตรงที่ว่าบางครั้งตัวมือถือจะเชื่อมต่อกับหูฟังเพียงข้างเดียวเท่านั้น แต่ก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ เพียงแค่เอาหูฟังใส่กลับเข้ากล่องแล้วเอาออกมาใหม่

การใช้งานเบื้องต้น

ใน่ส่วนของการควบคุมตัวหูฟังสามารถควบคุมได้ผ่านแถบสัมผัสที่อยู่ด้านข้างของตัวหูฟังทั้ง 2 ฝั่ง แต่น่าเสียดายที่สามารถใช้การควบคุมเพลงได้แค่ เล่น/หยุด เท่านั้น ส่วนการใช้งานสนทนาสามารถใช้แถบสัมผัสข้าง ๆ เพื่อรับสาย และวางสายได้ (ผ่านการโทรผ่านแอปโทรศัพท์เท่านั้น ถ้ามีสายเข้าจาก LINE หรือ Messenger กดรับสายไม่ได้นะครับ) ในส่วนของไมค์สำหรับคุยนั้นก็สามารถใช้งานได้ปกติเสียงคุยชัดดังพอสมควรเลย

คุณภาพการเชื่อมต่อ

Omthing Airfree นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยี Bluetooth 5.0 ทีมงาน Droidsans ก็ได้ทำการทดสอบผ่าน Spotify บนเครื่อง Galaxy S20 Ultra เสียงที่ได้นั้นมีความเสถียรไม่มีปัญหาเลย การดูวิดิโอผ่าน Netflix หรือ YouTube ก็ทำได้ราบรื่น เสียงตรงกับภาพ แทบจะไม่สังเกตว่าดีเลย์เลย แต่การเล่นเกมเข้าจังหวะอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะเสียงน่าจะดีเลย์ออกไปราว ๆ 0.3 วินาที

แบตเตอรี่

Omthing เคลมไว้ว่าหูฟังสามารถฟังได้ต่อเนื่องถึง 4 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และชาร์จต่อเพิ่มจากเคสได้อีกถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว จากประสปการณ์ในการใช้งานมาแล้ว สำหรับคนที่ฟังราว ๆ 2 ชั่วโมงต่อวันสามารถอยู่ได้สบาย ๆ ตั้งแต่ต้นยันท้ายสัปดาห์โดยไม่ต้องชาร์จเคสเลยครับ

เสียง

ย่านเสียงต่ำ (Bass)

มาถึงส่วนที่ทุกน่าจะสงสัยกันว่าหูฟัง TWS ราคาเพียงแคนี้เสียงจะเป็นยังไงกันนะ ก็บอกตรงนี้ได้เลยว่าหูฟังเบสดังดี ๆ ตัวหนึ่งนั่นเองครับ เพราะจากที่ลองฟังมาแล้ว ตัว Omthing Airfree นั้นถูกจูนเสียงออกใน Curve ที่ใคร ๆ ฟังก็รู้ได้เลยว่าเบสดังมาก สังเกตุไหมว่าผมใช้คำว่า”ดัง” เพราะถึงแม้ว่าเสียงเบสจะมาเยอะ แต่เสียดายที่มันดังมากกว่าความรู้สึกแบบกระแทกหู ตัวเบสค่อนข้างขาดอิมแพค ทำให้บางครั้งเสียงเบสรู้สึกแห้ง ๆ ไปบ้าง แถมเสียงเบสที่มานั้น จะเป็นเสียงย่านต่ำมาก ๆ อย่างพวกเสียง Kick 808 และกระเดื่องกลอง ที่มาแบบจัง ๆ ตรงหน้า เก็บตัวช้า แต่เสียงจำพวก Mid-bass และ Subbass นั้นไม่ค่อยเด่นเท่าที่ควรเท่าไหร่นัก แต่ถ้าใครที่ชอบฟังเพลงเบสดัง ๆ โยกหัวมันส์ ๆ ก็อาจจะหลงรักเลยล่ะครับ

เสียงกลาง (Mid) 

ความน่าเสียดายของ Omthing Airfree นั่นก็คือเสียงกลางที่ชัดมีรายละเอียดมากกว่าที่คาดไว้มาก เราสามารถแยกเสียงดนตรีได้เป็นชิ้น ๆ เลยทีเดียว แต่ว่ามีข้อสังเกตที่ใหญ่มากคือย้อนกลับไปเรื่องเสียง Bass เพราะเสียงเบสที่ดังและต่อนข้างบวมนั้น กลบรายละเอียดดี ๆ ของเสียงกลางออกซะหมดเลย ทำให้การฟังเพลงแนว Lo-fi หรือ R&B ที่มีเสียง 808 เยอะ ๆ นั้นกลบเสียงย่านกลางออกหมดเลยครับ ถือว่าน่าเสียดายมาก แต่สำหรับใครที่ชอบฟัง Hip-hop หรือเพลง Pop มันส์ ๆ จะก็มาถูกทางเลยครับ

เสียงสูง (High)

รายระเอียดของเสียงสูงใน Omthing Airfree นั้นอาจจะขาดน้ำนวลไปซักนิดเพราะเสียงเบสที่อัดเข้าหน้าตลอดเวลา โดยเสียงสูงส่วนมากนั้นจะมาอยู่หลัง ๆ ทำหน้าที่สนับสนุนมากกว่า อาจจะมีเสียดหูบ้างหากฟังเพลงที่ส่วนประกอบเสียงปนกันเยอะ ๆ อย่างเพลง EDM ก็จะทำให้เสียงสูงหายไปบ้างเป็นบางครั้ง แต่ถ้าฟังเพลงแนว Acoustic ที่ไม่ได้มีเสียงเบสหนัก ๆ มากลบล่ะก็ ฟังได้ไม่มีปัญหาเลยครับ 😁

เวทีเสียง (Soundstage)

ในเรื่องของเวทีเสียงนั้นก็ทำออกมาได้ไม่เบาเลยดีเดียว ด้วยการแยกชิ้นดนตรีที่ทำออกมาได้ดีในระดับนึง แต่มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่เสียงเบสมักดัง และออกมาอยู่ตรงหน้าเสมอทำให้ความรู้สึกกว้างของเสียงนั้นเสียไปทุกครั้งที่มีเสียง Bass ออกมานั่นเองครับ

สรุป

สรุปภาพรวมหูฟัง Omthing Airfree นั้นถือว่าเป็นหูฟังราคาเป็นมิตร ที่น่าจับจองมาลองใช้งานมาก ด้วยวัสดุที่ทนทานน้ำหนักเบา ทำให้ Omthing Airfree เหมาะแก่การใช้งานทั่วไปทั้งออกกำลังกาย และการใช้ฟังเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินได้ อาจมีข้อสังเกตอยู่ที่เสียง Bass ที่หนักมากเอาจนรู้สึกเหมือนอยู่ในบาร์เลย อาจทำให้คนที่ไม่ชอบความตึ้บจากเสียง Bass รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่…แต่สำหรับชาว Bass head ที่ชื่นชอบการฟังเพลง Pop และ Hip-hop แบบมันส์ ๆ ละก็ ต้องลองซื้อมาใช้ดูครับ 😁

from:https://droidsans.com/review-xiaomi-omthing-tws-in-ear-headphones/

Review | รีวิวตู้ปลา Xiaomi Geometry Fish Tank ตู้ปลาสำเร็จรูป ไฟ RGB 5 สี พร้อมระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ

หากคุณอยากเลี้ยงปลา แล้วอยากได้ตู้ปลาสวย ๆ เก๋ ๆ ซักใบ เราขอนำเสนอ Xiaomi Geometry Fish Tank ตู้ปลา all-in-one ของ Xiaomi เป็นทางเลือก โดยมันมาพร้อมการออกแบบที่สวยงามไร้รอยต่อ 360° มีทั้งปั๊มน้ำ วัสดุกรอง วัสดุปูพื้น และไฟ LED มาให้ครบ จบในตัวเดียว เหลือแค่เติมน้ำกับไปซื้อปลามาใส่ตู้ก็พร้อมเลี้ยงแล้ว แถมยังเปลี่ยนน้ำง่าย และมีที่ปลูกต้นไม้โดยไม่ต้องรดน้ำด้วย ราคาก็ไม่แพงมาก แค่ราว ๆ 1,500 บาท

รูปลักษณ์และดีไซน์

หน้าตาดูทันสมัยมาก ๆ

Xiaomi Geometry Fish Tank มีรูปร่างหน้าตาที่ให้ความรู้สึกถึงความเรียบง่ายด้วยโทนสีขาว แฝงไว้ด้วยความดูดี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งชิ้น ตัวกระจกอะคริลิกเป็นแบบไร้รอยต่อ 360 องศา ด้านล่างของตู้จะเป็นตู้ปลาตามปรกติ ส่วนกระบอกสีขาวขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านในคือ ท่อสำหรับสูบน้ำเข้าและออกเพื่อกรองน้ำ การวางตำแหน่งลักษณะนี้ทำให้กระแสน้ำสามารถไหลเวียนไปยังทั่วตู้ได้โดยไม่มีจุดอับ


ท่อสำหรับพ่นน้ำออก ขอบอกเลยว่า แรงมว้ากกก ~

ในขณะที่ด้านบนจะมีช่องสำหรับให้อาหารปลา และมีหลุมพร้อมกระถางสำหรับปลูกต้นไม้หรือวาบิคูซะ (wabi-kusa) ส่วนวัสดุโดยรวมของมันเลือกใช้เป็นพลาสติก ABS ที่มีความยืดหยุ่นและทนทาน ในขณะที่กระจกทำมากจาก PMMA หรือก็คืออะคริลิกนั่นเอง ทำให้มันมีน้ำหนักรวมที่เบามาก เพียงแค่ 1 กก.

ช่องสำหรับให้อาหารและหัวปรับความแรงปั๊มน้ำ

ฟีเจอร์และลูกเล่นเจ๋ง ๆ

ขึ้นชื่อว่าตู้ปลาจาก Xiaomi ทั้งที หาก Xiaomi Geometry Fish Tank เป็นเพียงตู้ปลาธรรมดาก็คงจะเสียชื่อ โดยมันจะมาพร้อมกับไฟ RGB ที่สามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 5 สี ได้แก่ ขาว แดง เขียว น้ำเงิน และม่วง พร้อมทั้งมีปั๊มในตัวสำหรับสูบน้ำขึ้นไปยังระบบกรองที่อยู่ด้านบน (ขอบอกเลยว่า เสียงปั๊มเบามากจนแทบไม่ได้ยินเลย 👍) ซึ่งทั้งคู่สามารถควบคุมได้ผ่านปุ่มที่ด้านบนเครื่องที่เป็นปุ่มระบบสัมผัส

ตู้ปลาตู้นี้ต้องการพลังงานเพียงแค่ 5V ทำให้สามารถนำปลั๊กไปเสียบกับอะแดปเตอร์สมาร์ทโฟนหรือจะเสียบกับพาวเวอร์แบงค์ก็ยังได้ ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าปลาจะตายหากไฟดับแล้วปั๊มน้ำไม่ทำงาน


ใช้ไฟแค่ 5V ต่อตรงกับพาวเวอร์แบงค์ได้เลย

ตอนเปิดใช้งานครั้งแรกไม่ต้องตกใจว่าปั๊มน้ำแรงมากไปหรือเปล่า? เพราะเราสามารถปรับความแรงของปั๊มได้ตรงหัวปรับ (ซ่อนอยู่บริเวณช่องให้อาหาร) โดยการหมุน ข้อดีคือ มันทำให้เราสามารถควบคุมความแรงของกระแสน้ำให้เหมาะสมต่อปลาแต่ละชนิดได้ (ปลาบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ปลาบางชนิดชอบน้ำเชี่ยว) แต่มีจุดสังเกตเล็กน้อย คือ มันปรับระดับความแรงได้หยาบมาก ๆ พูดง่าย ๆ ถ้าไม่แรงไปก็เบาไป จนผมต้องขยับอยู่หลายทีกว่าจะได้ระดับที่พอดี


ระบบกรองเป็นแบบกรองบน

Xiaomi ได้นำประโยชน์จากจุดที่ Xiaomi Geometry Fish Tank มีระบบกรองแบบ “กรองบน” มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยออกแบบให้น้ำที่ถูกสูบขึ้นไปไหลผ่านต้นไม้ที่อยู่ด้านบน ทำให้เราไม่ต้องมาคอยรดน้ำต้นไม้เอง

ไม่ต้องคอยรดน้ำต้นไม้ แต่ต้องเอาออกไปตากแดดบ้างนะ

ปุ่มควบคุม

มันสามารถควบคุมทั้งไฟ RGB และปั๊มได้ผ่านปุ่มเดียว โดยจะเป็นปุ่มที่อยู่ด้านบนฝาของตัวเครื่อง และเป็นปุ่มระบบสัมผัส มีตัวเลือกในการควบคุมดังนี้

  • แตะค้าง : เปิดหรือปิดการทำงานทั้งหมด
  • แตะ 1 ครั้ง : เปลี่ยนสีหรือปิดไฟ RGB
  • แตะ 2 ครั้ง : เปิดหรือปิดปั๊ม


มีปุ่มควบคุมเพียงปุ่มเดียว

เปลี่ยนน้ำง่ายมาก

หลายคนที่เลี้ยงหรือเคยเลี้ยงปลาในแบบที่ไม่ได้เลี้ยงจริงจังมากและไม่ได้มีอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยเฉพาะ คงจะเคยรู้สึกว่า การเปลี่ยนน้ำนั้นยุ่งยากและวุ่นวาย จนพาลทำให้ขี้เกียจเปลี่ยนน้ำ และนำไปสู่สาเหตุที่ทำให้ปลามีสุขภาพไม่ดี แต่เจ้า Xiaomi Geometry Fish Tank จะมาช่วยกำจัดความยุ่งยากดังกล่าวทิ้งไป เพราะเราสามารถดูดน้ำออกจากตู้ได้โดยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว ตัวตู้ก็จะดูดน้ำออกด๊วบ ๆ ~ ให้เองโดยอัตโนมัติ มีขั้นตอนดังนี้

  • ปิดการทำงานของปั๊ม
  • ยกกระถางต้นไม้ขึ้นและถอดจุกยางด้านในออก
  • เสียบปลายสายดูดน้ำ (ที่แถมมา) เข้ากับช่องดังกล่าว พร้อมทั้งหันปลายสายอีกด้านไปยังถังหรือกะละมังสำหรับรองน้ำเสีย
  • ทำการเปิดปั๊มก็จะเป็นการสูบน้ำออก โดยสามารถหยุดได้เมื่อถึงระดับที่ต้องการโดยการปิดปั๊มอีกที


*ต้องปิดปั๊มก่อนนะ  เสียบสายแล้วค่อยเปิดไม่งั้นน้ำจะพุ่งเป็นน้ำพุเลย

ถึงแม้ Xiaomi จะอ้างว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ แต่ส่วนตัวคิดว่า มันคงจะไม่ดีสักเท่าไหร่ถ้าทำอย่างนั้น เพราะระบบกรองของตู้มีขนาดที่เล็กมาก ๆ หมายความว่า มันจะมีที่อยู่อาศัยสำหรับแบคทีเรีย (ฝ่ายดี) ที่น้อยตามไปด้วย ประกอบกับมันไม่เอื้ออำนวยให้สามารถเลี้ยงไม้น้ำในตู้ได้จนเป็นระบบนิเวศที่ดีพอที่จะกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพในตัวเอง ทำให้เราต้องช่วยมันกำจัดของเสียออกไปโดยการเปลี่ยนน้ำนั่นแหละครับ ถ้าเป็นตู้ที่ตั้งใหม่ ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนสัปดาห์ละ 40-50% แต่ถ้าเป็นตู้ที่ตั้งมานานจนระบบนิ่งแล้ว ก็อาจจะสามารถลดปริมาณน้ำที่เปลี่ยนลงมาได้ครับ แต่อย่าเอาน้ำประปาไปใส่ตรง ๆ นะ ไม่งั้นคลอรีนจะฆ่าแบคทีเรียตายหมด ให้พักน้ำทิ้งไว้ก่อน (วางไว้เฉย ๆ ก็ได้) เพื่อไล่คลอรีนและปรับอุณหภูมิให้เท่ากับน้ำในตู้


ปลายสายอีกด้านก็หาอะไรมารองน้ำ

ขนาดของตู้และจำนวนสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสม

จุดนึงที่มือใหม่ควรระวัง คือ จำนวนของสิ่งมีชีวิตในตู้ ถ้าปลามีจำนวนน้อยเกินไป ตู้จะดูโล่งและไม่สวยงาม กลับกัน หากปลามีจำนวนมากเกินไป ปลาก็อาจจะเครียดหรือขาดออกซิเจนได้ (ถ้าเปิดความแรงของปั๊มไม่เหมาะสม) ซึ่งขนาด 382 x 166 x 229 มม.ของตู้นี้ เหมาะที่จะเลี้ยงปลาขนาดเล็กประเภทปลาหางนกยูง หรือปลาสอดได้ราว ๆ  10-14 ตัว ถ้าเป็นปลาที่ขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างเช่นปลาทอง ก็อาจจะได้สัก 1-2 ตัวกำลังดี

จุดสังเกต

  • อันดับแรกเลย ด้วยความที่มันเป็นตู้สำเร็จรูปแบบปิด อีกทั้งยังเป็นตู้ที่ไม่ได้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบมาตรฐานอีก มันจึงแทบจะไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมใด ๆ ได้เลย และด้วยการนี้ทำให้ต้องคิดต่อไปว่า หากมันชำรุดหรือเสียหายที่จุดใดจุดนึง ถึงตอนนั้นจะทำยังไงถ้าไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ?
  • อันดับที่สอง ไฟ RGB ของมัน ถึงจะเปลี่ยนสีได้ถึง 5 สี แต่ไม่สว่างเอาเสียเลย รวมถึงสีขาวก็ไม่ขาวแบบหลอดฟลูออเรสเซนต์ด้วย อมฟ้าหนักมาก ประกอบกับข้อแรกทำให้มันไม่เหมาะที่จะเอามาเลี้ยงไม้น้ำแทบทุกชนิด เพราะแสงสว่างไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของไม้น้ำ และไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ CO² ได้ (อาจจะพอเลี้ยงให้รอดได้ แต่ก็จะไม่สมบูรณ์หรืออาจไม่เจริญเติบโต)
  • อันดับต่อมา กระจกอะคริลิกของมัน แม้จะทำให้ตัวตู้มีน้ำหนักเบา และลดความเสี่ยงจากการทำแตกได้จากการเลือกใช้วัสดุชนิดนี้ แต่ก็แลกมาด้วยความใสที่เทียบไม่ได้เลยกับกระจกแท้ ๆ และอาจรวมถึงริ้วรอยต่าง ๆ เมื่อใช้งานไปสักระยะด้วย (อะคริลิกเป็นรอยค่อนข้างง่าย)
  • สุดท้าย คือ ราคา…ว่ากันตรง ๆ ด้วยราคาระดับนี้ สามารถไปซื้อตู้ปลาธรรมดาพร้อมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบเกรดดี ๆ ได้เลยแหละ แถมน่าจะเหลือเงินไปซื้ออย่างอื่นด้วย

มันเหมาะกับใคร แล้วหาซื้อได้ที่ไหน

Xiaomi Geometry Fish Tank เหมาะกับคนที่ต้องการตู้ปลา all-in-one แบบสำเร็จรูป ซื้อทีเดียวแล้วจบ ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มแล้ว (ยกเว้นของแต่งตู้) แถมยังเปลี่ยนน้ำได้ง่ายอีก เน้นเลี้ยงแค่ปลา กุ้งแคระ หรือกุ้งเครย์ฟิช ไม่เน้นเลี้ยงไม้น้ำ หรือสำหรับคนที่อยากได้ตู้ที่ไม่เทอะทะ เพราะไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมาต่อพ่วงภายนอกให้เกะกะ (และแน่นอนว่า เหมาะกับแฟนบอย Xiaomi 🤣) ส่วนลูกเล่นเรื่องไฟ RGB เอาเข้าจริงไม่น่าจะได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่

หากใครที่สนใจอยากซื้อเจ้าตู้ปลานี้ อาจต้องไปหาซื้อตามช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ กันเองนะครับ เพราะทาง Xiaomi ประเทศไทยไม่ได้นำมันเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการนะครับ ส่วนราคาค่าตัวของมันในตอนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท (แล้วแต่ร้าน)

from:https://droidsans.com/review-xiaomi-geometry-fish-tank/

รีวิว Keychron K8 (Hot-swap)

ช่วงแรกที่ผมกำลังหาคีย์บอร์ดไร้สายมาใช้งาน ก็ได้มองหาคีย์บอร์ดแบบ ‘tenkeyless’ (ไม่มีแป้นตัวเลขด้านขวา) เพื่อลดการเมื่อยของมือขวาและประหยัดที่บนโต๊ะ อีกทั้งไหนๆ จะซื้อแล้วก็มองเป็นแบบ mechanical ไปด้วยเลย สรุปแล้วจึงลงเอยที่ Keychron K8 ที่เปิดจองในเวลาเดียวกันนั้นเอง

รีวิวนี้ใช้ Keychon K8 White Backlight (Hot-swappable) Gateron Brown ที่ผู้รีวิวเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง

ดีไซน์และการวางมือ

เปิดไฟแบ็คไลท์เต็มที่

Keychron K8 มีดีไซน์คล้ายกับ Keychron รุ่นอื่นๆ เลย จะมาพร้อมกับแป้นพิมพ์พลาสติก ABS สีเทาแบบด้าน และมีปุ่ม ESC สีส้มเด่นออกมา โดยส่วนตัวก็รู้สึกว่าเป็นสีที่เรียบๆ ดี แต่ตัวอักษรค่อนข้างจาง มองได้ยากเล็กน้อยถ้าไม่เปิดไฟแบ็คไลท์

วัสดุตัวโครงคีย์บอร์ดนั้นก็เป็นพลาสติกเช่นกัน แต่เก็บงานได้ดีและดูแข็งแรงทนทาน อาจจะด้วยเพราะน้ำหนักด้วยส่วนหนึ่ง (ประมาณเกือบเท่า iPad สองเครื่อง)

ด้านล่างมีขารองแบบแยกสองระดับ ถ้าดึงอันเล็กออกมาก็จะยกคีย์บอร์ดขึ้นมาน้อยกว่าอันใหญ่เล็กน้อย สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าอันใหญ่จะให้ความสูงที่พอเหมาะดี

ความสูงของคีย์บอร์ด เมื่อนับจากพื้นจนถึงยอดของแป้นพิมพ์อยู่ที่ 35 มม. หรือประมาณ 1 นิ้วกว่า ก็ไม่ได้ถึงกับว่าจะพิมพ์ไม่สบายเลยถ้าไม่ใช้ที่รองมือ แต่การใช้ที่รองมือก็จะทำให้สบายข้อมือกว่าอย่างแน่นอน

การใช้งาน

บางคนอาจจะเข้าใจว่า Keychron เป็นคีย์บอร์ดสำหรับแมคอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่เลย Keychron ก็เป็นคีย์บอร์ดปกติที่ใช้กับอุปกรณ์อื่นได้เหมือนคีย์บอร์ดยี่ห้ออื่น อันที่จริงตัว Keychron K8 เองมาพร้อมสวิตช์สำหรับปรับโหมดโดยเฉพาะ ว่าจะใช้เป็น วินโดวส์/แอนดรอยด์ หรือ แมค/iOS ซึ่งเมื่อเปลี่ยนโหมด ก็จะเป็นการเปลี่ยนเลย์เอาท์ของแป้นให้เหมาะสมกับแต่ละระบบ

ทั้งบนแมค วินโดวส์ แอนดรอยด์ และ iOS สามารถใช้ปุ่มฟังก์ชันแถวบนเช่น เปลี่ยนเพลง ปรับเสียง และ voice assistant ได้ แต่บนวินโดวส์จะยกเว้นไว้หนึ่งปุ่มที่ไม่สามารถใช้งานได้ คือปุ่มแคปหน้าจอ ส่วนแอนดรอยด์ก็ไม่สามารถใช้ปุ่ม voice assistant ได้ (ต้องใช้ปุ่ม Option หรือ Windows แทน)

Keychon K8 รองรับการใช้งานทั้งแบบไร้สายผ่านบลูทูธ และแบบมีสายผ่าน USB Type-C ซึ่งในกล่องก็มีสาย USB Type-C to Type-A แบบถักมาให้หนึ่งเส้น หากจะใช้งานในโหมดไร้สายหรือมีสายก็เพียงสลับสวิตช์ด้านซ้ายของคีย์บอร์ดไปในโหมดดังกล่าว สำหรับโหมดบลูทูธจะสามารถกดสลับไปมาได้สูงสุด 3 เครื่อง ด้วยการกด Fn + 1 หรือ 2, 3

Keychron K8 ตัวนี้เป็นสวิตช์ Gateron Brown ก็จะให้ความรู้สึกที่มีฟีดแบ็คเล็กน้อยเวลากดแป้นลงไป ให้ได้รู้สึกว่ามีการกดลงไปสำเร็จแล้ว สวิตช์แบบ Brown นี้ก็จะเหมาะสำหรับคนที่เน้นการพิมพ์ อยากได้ฟีดแบ็คเวลากด แต่ก็ไม่อยากได้เสียงที่ดังแบบสวิตช์ Blue

การพิมพ์สามารถทำได้คล่องมือและพิมพ์ได้เร็วกว่าคีย์บอร์ดแบบ chiclet ธรรมดา อาจจะเป็นเพราะด้วยระยะการกดที่สามารถกดลงไปได้มากกว่าแบบ chiclet ก็ได้ (ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า) แต่โดยรวมให้ความรู้สึกที่พิมพ์สนุกดี แม้ในช่วงแรกๆ จะมีพิมพ์ผิดเยอะหน่อยเพราะแป้นค่อนข้างนิ่มกว่าคีย์บอร์ดแบบ chiclet ที่คุ้นเคย ส่วนตัวแป้นมีการโยกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถือเป็นข้อเสียหรือแย่อะไร

เสียงของคีย์บอร์ดถือว่ารื่นหู แต่ก็ดังกว่าคีย์บอร์ด chiclet พอสมควร สำหรับตัว Keychron K8 นี้ ไม่ได้มีเสียงฝืดแปลกๆ ที่แป้นใหญ่อย่าง space bar หรือ enter แต่อย่างใด

แบ็คไลท์ LED

Keychron K8 มีไฟ LED ที่สามารถปรับความสว่างได้ 4 ระดับ มีความสว่างในระดับโอเค ไม่สว่างจ้า น่าจะเป็นที่ตัวแป้นพิมพ์ที่ปล่อยแสงลอดออกมาได้ไม่สุด สำหรับเอฟเฟ็กต์ของไฟนั้นก็มีมาให้ 18 แบบ สามารถกดเปลี่ยนได้จากบนคีย์บอร์ด

เปิดไฟแบ็คไลท์เต็มที่

เปลี่ยนสวิตช์แบบ Hot-swap

สำหรับ Keychron K8 รุ่น Hot-swappable เราจะสามารถถอดสวิตช์ออกมาได้เลยโดยไม่ต้องยุ่งกับการบัดกรีแผงวงจรหรือถอดชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่ ภายในกล่องจะมีที่คีบมาให้ เราสามารถคีบตัวล็อกของสวิตช์เพื่อดึงสวิตช์ขึ้นมาได้เลย และเวลาจะใส่กลับลงไปก็สามารถใช้มือเปล่ากดลงไปให้เข้าล็อกได้โดยง่าย

แบตเตอรี่

Keychron K8 มีแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh ที่โฆษณาว่าใช้งานได้ 68 ชั่วโมงแบบเปิดแบ็คไลท์ ทั้งนี้การใช้งานจริงไม่ได้ทดสอบแบบจริงจังว่าถึงตามที่โฆษณาหรือไม่ เนื่องจากมีการเสียบชาร์จเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ที่ใช้งานมาก็พบว่าในหนึ่งวันทำงานก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องชาร์จเลย

สรุป

Keychron K8 เป็นคีย์บอร์ด mechanical ไร้สาย เลย์เอาท์ tenkeyless ที่น่าสนใจ ด้วยทั้งการรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์สามเครื่องที่กดสลับไปมาได้ง่าย รองรับการใช้งานแบบมีสาย มีเอฟเฟ็กต์ LED หลายแบบ พิมพ์ได้ดีและสนุก แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน และรองรับการถอดเปลี่ยนสวิตช์ จะมีข้อสังเกตหน่อยที่ว่าค่อนข้างสูงกว่าคีย์บอร์ดยี่ห้ออื่น โดยรวมแล้วเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้งานได้ดีและคุ้มค่ากับค่าตัวประมาณ 2,7xx บาท (ณ วันที่จอง)

บทความ รีวิว Keychron K8 (Hot-swap) มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2020/08/15991/

Review | รีวิว Sony WH-1000 XM4 ภาคต่อของหูฟังตัดเสียงรบกวน พร้อมฟีเจอร์สุดสมาร์ทเอาใจคนรักเสียงเพลง

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่ทาง Sony ได้เปิดตัว WH-1000XM3 พร้อมกับกับฟีเจอร์ ANC ระดับแถวหน้าของวงการหูฟังไร้สายทำให้ให้ซีรีส์โ WH-1000 เป็นหูฟังไร้สายที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย จนตอนนี้ทาง Sony ก็ได้เปิดตัว WH-1000XM4 เพื่อสานต่อตำนานหูฟังไร้สายแบบ Full-sized ตัวเรือธงที่อัดแน่นมาด้วยฟีเจอร์การใช้งานในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย พร้อมพลังเสียงระดับ Audiophile วันนี้ Droidsans จะมารีวิว WH-1000XM4 ว่ามันจะดีสมคำร่ำลือแค่ไหน 😃

Table of Content

สเปค Sony WH-1000XM4

ขนาดไดรเวอร์ 1.57 นิ้ว / 40 มม.
ย่านความถี่ 4 Hz-40,000 Hz
ฟอร์แมตเสียงที่ซัพพอร์ต SBC
AAC
LDAC
Active Noise Cancelation (ระบบตัดเสียงรบกวน) ✔
Ambient Sound Mode (ระบบเร่งเสียงภายนอก) ✔
Quick Attention ✔
แบตเตอรี่ 30 ชั่วโมงขึ้นไป (เปิด ANC)
38 ชั่วโมงขึ้นไป (ปิด ANC)
ระบบชาร์จไฟ USB-C
ชาร์จ 3 ชม. เต็ม
Bluetooth 5.0
NFC ✔

ดีไซน์

WH-1000XM4 ตัวนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่คุ้นตาเหมือนกับรุ่น XM3 ซึ่งวัสดุยังคงใช้เป็นพลาสติกขนาดเบาสัมผัสนิ่ม ๆ ทำให้หูฟังมีน้ำหนักเบาหวิวใส่สบายไม่เจ็บหูเลย แต่ด้วยความที่ประเทศไทยอากาศร้อน ทำให้การใส่นอกอาคารเป็นเวลานานอาจทำให้ร้อนจนเหงื่อออกในหูได้ ทว่าถ้าใส่ในห้องแอร์เย็น ๆ ก็ช่วยให้อุ่นหูไม่เบาเลยทีเดียวครับ

ในเรื่องงานประกอบ ทาง Sony ก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมหูฟังในทุกส่วนที่ขยับได้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่มีเสียงก๊อกแก๊กเลย ตัวหูฟังสามารถบิดเป็นแนวนอนได้ 90 องศาไว้สำหรับพับเก็บใส่กล่อง และพับขึ้นแนวตั้งได้ประมาณ 40 องศา อีกทั้งตัวหูฟังยังสามารถปรับขนาดได้หลากหลายระดับเพื่อรองรับกับหัวหลากหลายขนาด

ตัว Earcups และ Headband ทำมาจากหนังเทียม มีความนุ่มสบายมาก ๆ (นุ่มแบบสุด ๆ 😍) ใส่แล้วรู้สึกเบาหวิวไม่กดทับเลย นี่อาจจะเป็นเพราะว่า WH-1000XM4 นี้ได้มีการออกแบบ Earcups ใหม่หมดทำให้หูฟังกระจายแรงกดทับไปบริเวณรอบ ๆ หัว ได้อย่างทั่วถึงทำให้หูฟังใส่สบายขึ้นนั่นเอง แต่สำหรับคนที่ใส่ต่างหูอาจจะต้องระวังนิดนึงเพราะตัวหูฟังครอบเกือบพอดีหูเลย การใส่ต่างหูใหญ่ ๆ อาจจะไปเกี่ยวเข้า หรือทำให้ตัวหูฟังเกยกับต่างหูแล้วครอบไม่สนิท ทำให้ระบบ ANC อาจทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วยครับ ส่วนคนที่ใส่แว่นก็ไม่ได้มีปัญหาเท่าไหร่เพราะตัวหูฟังไม่ได้บีบอัดหัวเท่าไหร่นัก (อันนี้ลองมาแล้ว)

ฟีเจอร์

WH-1000XM4 เป็นหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานที่ต้องการความสะดวกสบาย และด้วยเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ ANC แถวหน้าของวงการซึ่ง WH-1000XM4 ตัวนี้ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจ เพราะมาพร้อมกับฟีเจอร์ฉลาด ๆ มากมายที่จะมาเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานหูฟังของคุณให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

HD Active Noise Cancelation อีกระดับของความเงียบ

WH-1000XM4 ยังคงใช้ชิปตัดเสียงรบกวน HD Noise Cancelation QN1 ที่ประมวลเสียงรบกวนรอบตัวแบบ real-time มากกว่า 700 ครั้งต่อวินาที ผ่านไมค์จับเสียงรบกวน 5 ตัวที่อยู่รอบ ๆ จากนั้นตัวหูฟังจะปล่อยคลื่นความถี่เสียงที่ตรงกันข้ามเพื่อหักล้างเสียงรบกวนเหล่านั้นออกไป โดยทีมงาน Droidsans ได้ทดสอบระบบ HD Noise Cancelation ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อดูว่าจะตัดเสียงรบกวนได้มากแค่ไหน (การทดสอบทำผ่านการฟังเพลงในระดับ Volume ประมาณ 70% ขึ้นไป)

  • จุดที่ 1 ในออฟฟิศ Droidsans นั่นเองครับ ซึ่งเสียงรบกวนส่วนใหญ่ก็จะเป็นเสียงจำพวกเสียงแอร์, เสียงพัดลมคอมพิวเตอร์, เสียงรถบนถนน, เสียงพูดคุย และเสียงจิ้มคีย์บอร์ดต่าง ๆ แบบออฟฟิศทำงานทั่วไป ซึ่งตัว Sony WH-1000XM4 ก็สามารถตัดเสียง Low-band จำพวกเสียงแอร์ หรือเสียงพัดลมออกได้หมดจดประมาณ 90% เลยทีเดียว ส่วนเสียงกดคีย์บอร์ดหรือเสียงพิมพ์นั้นมีมาให้ได้ยินบ้างเล็กน้อย แต่ความดังลดลงมาค่อนข้างมากเลยทีเดียว
  • จุดที่ 2 ที่ไปทดสอบมาคือบนรถไฟฟ้า BTS และ MRT นั่นเองครับ ซึ่งเสียงรบกวนส่วนใหญ่ก็จะเป็นเสียงรถไฟวิ่ง เสียงคนพูดคุยต่าง ๆ ซึ่งน่าแปลกใจเพราะสามารถตัดเสียงรบกวนออกไปได้มากพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะเสียงรถไฟที่เบาหายไปจนแทบจะไม่มีเลย ส่วนเสียงพูดคุยพื้นหลังก็หายไปเช่นกันทำให้เงียบสงบมาก แต่ข้อเสียก็คือไม่ได้ยินเสียงประกาศสถานี เพราะงั้นต้องอย่าลืมเปิด Ambient Mode ให้เสียงเข้ามาด้วย (จะรีวิวเพิ่มในช่วงต่อไปครับ)
  • จุดที่ 3 คือบนรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยเสียงรบกวนหลัก ๆ ก็คือเสียงลมครับ แต่ต่อให้ ANC ดีแค่ไหนเสียงลมตอนซิ่งมอเตอร์ไซค์ก็คงจะเกินเยียวยาครับ อีกทั้งเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไชค์มาสมทบอีก แต่ก็ถือว่ายังลดความดังไปได้พอสมควรเลยทีเดียว
  • จุดที 4 ก็คือที่ร้านกาแฟครับ โดยเสียงรบกวนในร้านกาแฟก็เป็นเสียงจำพวก เสียงแก้วกระทบกัน, เสียงเครื่องทำกาแฟ, เสียงคนคุยกัน และเสียงเพลงคลอเบา ๆ จากลำโพง ซึ่งบอกเลยว่า WH-1000XM4 นั้นเฉิดฉายมากในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เพราะเสียงในร้านกาแฟส่วนมากเป็นเสียงที่ค่อนข้างมีระยะในช่วงที่ทำให้ ANC ตัดเสียงรบกวนออกไปได้เกือบหมดจดเลยครับ เสียงเพลงทั้งหมดก็ชัดใสไม่มีเสียงรบกวนแทรกเข้ามาเลย

หลัก ๆ แล้วระบบ ANC ของ WH-1000XM4 ทำออกมาได้ดีเยี่ยมสมกับเป็น Sony อยู่แล้ว แต่ฟีเจอร์ที่ทำให้ WH-1000XM4 ให้เจ๋งกว่าหูฟังทั่วไป ก็คือระบบ Adaptive Sound ผ่านการใช้ Location นั่นเองครับ โดยฟีเจอร์นี้จะสามารถปรับระบบ Noise Canceling ตามสภาพแวดล้อมของผู้ใช้งานโดยแบ่งหลัก ๆ เป็น 4 โหมดได้แก่ Staying (อยู่กับที่), Walking (เดิน), Running (วิ่ง) และ Transport (เดินทาง) โดยถ้าเราเปิดโหมดนี้ในแอปพลิเคชั่น ตัวหูฟังของเราจะจับท่าทางของเรา แล้วเปลี่ยนโหมด ANC ตามสถานการณ์นั่นเองครับ โดยเราสามารถปรับ Profile ในแบบที่เราต้องการในแอปพลิเคชั่นได้อีกด้วย

มากไปกว่านั้น ตัวแอปพลิเคชันจะค่อย ๆ เรียนรู้สถานที่ที่เราชอบหยิบหูฟังขึ้นมาใช้บ่อย ๆ ผ่านระบบ GPS Location แล้วเลือก Profile ที่เหมาะสมกับสถานที่นั้น ๆ ครับ ตอนใช้แรก ๆ อาจจะน่ารำคาญหน่อย ๆ แต่พอปล่อยให้แอปเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของเราไปเรื่อย ๆ ตัวแอปจะค่อย ๆ ปรับตัวตามไลฟ์สไตล์การฟังเพลงของเรา แล้วเปลี่ยนระบบ ANC ให้เราแบบที่ไม่ทันรู้ตัวเลยครับ (เวลาเปลี่ยนจะมีเสียงเตือนบอกทุกครั้ง)

Ambient Sound หลอมรวมเสียงเพลง กับเสียงรอบข้าง

WH1000-XM4 นอกจากจะมาพร้อมกับสุดยอดระบบตัดเสียงรบกวน ANC แนวหน้าของวงการแล้ว ก็ยังมาพร้อมกับระบบ Ambient Sound ที่จะทำให้เราสามารถได้ยินเสียงภายนอกขณะใส่หูฟังอีกด้วย เราสามารถปรับระดับ Ambient ได้มากถึง 20 ระดับ อีกทั้งยังสามารถเลือกให้หูฟังโฟกัสเสียงพูดเป็นหลัก เหมาะกับเอาไว้ใช้เวลาเดินเล่นไปไหนมาไหนได้อย่างปลอดภัยได้ยินเสียงรอบข้างตลอดเวลา อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเวทีเสียงที่กว้างขึ้นอีกด้วย

Speak to Chat หยุดเสียงเพลง เพียงแค่เสียงพูด

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่มาในรุ่น WH-1000XM4 นั่นคือระบบ Speak to Chat ที่จะใช้ไมค์ตรวจจับเสียงพูดของผู้ใช้เพื่อหยุดเพลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงพูด และเราต้องกดเล่นเพลงใหม่อีกครั้งหลังพูดเสร็จ สะดวกมากเวลาเรามีของเต็มมือแล้วต้องการพูดกับคนภายนอก แต่ฟีเจอร์นี้จะมีข้อสังเกตอยู่ที่หากส่งเสียงเล็กน้อยจากปากของเรา โหมดนี้ก็จะทำงานทันที อีกทั้งใครเผลอลืมตัวร้องเพลงออกมาละก็ เพลงจะหยุดทำให้เสียจังหวะอีกด้วยครับ

Quick Attention ปิดหูเพื่อฟังเสียง

Quick Attention เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นมากอย่างนึงในหูฟังซีรีส์ WH1000 แล้วก็ยังคงมาในรุ่น XM4 อีกเช่นกัน ก็คือเราสามารถเปิดโหมด Ambient และลดเสียงเพลงลงชั่วขณะหนึ่ง เพียงแค่เราปิดหูฟังด้านขวาด้วยฝ่ามือของเราเท่านั้น เป็นฟีเจอร์ที่สะดวกสบายและเป็นธรรมชาติมาก ๆ เหมือนเวลานั่งฟังในออฟฟิศแล้วมีคนคุยกับเรา เราสามารถเอาฝ่ามือปิดที่ตัวหูฟัง เพื่อฟังเสียงภายนอกได้โดยที่ไม่ต้องถอดหูฟัง และเมื่อคุยเสร็จก็แค่เอามือออก สะดวกสบายสุด ๆ

Wearing Detection หยุดเพลงอัตโนมัติเมื่อถอดหูฟัง

WH-1000XM4 ตัวนี้มีฟีเจอร์ใหม่ที่ตัวก่อนไม่มีนั่นคือ Wearing detection โดยตัวหูฟังจะสามารถตรวจจับได้ว่าเราถอดตัวหูฟังออกด้วยการใช้ Proximity Sensor ที่อยู่ด้านในตัวหูฟังทำให้การถอดและใส่หูฟังนั้นลื่นไหลไม่มีสะดุดเลยครับ อยากถอดหูฟังคุยกับใครเพลงก็หยุด Pause ให้ทันที พอหยิบกลับมาใส่เพลงก็เล่นต่อไม่ต้องเปิดเพลงเองสะดวกสบายมาก ๆ เหมือนกับพวกหูฟัง TWS ทั้งหลายในตลาดตอนนี้เลย

Multipoint connection ฟีเจอร์เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกัน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่คนส่วนใหญ่ร้องหาทั้งแต่ WH-1000XM3 นั่นก็คือฟีเจอร์ Mutipoint connection ที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อหูฟังเข้ากับหลาย ๆ อุปกรณ์ได้พร้อมกัน และสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างการใช้งานเช่นเวลาเชื่อมต่อฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์ แล้วมีคนโทรมาพอดี เราสามารถรับโทรศัพท์ได้โดยใช้ไมค์ของหูฟังโดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อหูฟังใหม่ พอคุยเสร็จก็กลับมาฟังเพลงบนคอมต่อได้สะดวกสบายมากครับ

Fast Pairing Mode

WH-1000XM4 ตัวนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Android Fast Pairing ที่ใช้ Bluetooth และระบบ Location จำการเชื่อมต่อ Bluetooth ทำให้การเชื่อมต่อถูกบันทึกโดยตรงไว้ที่ Google Account ทำให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วเพียงเปิดใช้งาน (เหมือนหูฟัง TWS ที่เปิดฝาแล้ว Connect ได้เลย) อีกทั้งยังสามารถใช้ฟีเจอร์ Find my Device ที่จะให้หูฟังปล่อยเสียงให้ดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาเราหาหูฟังไม่เจออีกด้วย

Touch Control หยุด/เล่น หรือเปลื่ยนเพลงได้ผ่านระบบสัมผัส

WH-1000XM4 ก็ยังมาพร้อมฟีเจอร์การควบคุมเพลงที่ชาญฉลาด ซึ่งการควบคุมของหูฟังสามารถแบ่งออกใหญ่ ๆ ได้เป็น 2 ส่วนนั่นคือแถบสัมผัสบนตัวหูฟังข้างขวา กับ ปุ่มกดควบคุมด้านล่าง โดยแถบสัมผัสหลัก ๆ มีเอาไว้ควบคุมฟีเจอร์ต่าง ๆ เวลาฟังเพลงไม่ว่าจะเป็น Play/Pause ที่ทำได้โดยการแตะ 2 ครั้ง หรือจะเปลี่ยนเพลงต่อไปโดยการลากไปทางขวา ลากไปซ้ายเพื่อฟังเพลงก่อนหน้า อีกทั้งจะเพิ่มเสียงหรือลดเสียงก็ทำได้โดยการลากขึ้นลากลง ส่วนปุ่มด้านล่างมีไว้ใช้เชื่อมต่อ และเปิดปิดหูฟัง บวกมาด้วยปุ่ม Shortcut ที่เราสามารถปรับแต่งให้ทำอะไรก็ได้ตามใจในแอป Headphones ของ Sony ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโปรไฟล์ ANC ที่ต้องการ ไปจนถึงการเปิดแอปบางอย่างได้

DSEE Extreme แปลงไฟล์ MP3 ให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับไฟล์ระดับ High-Res

อีก 1 ฟีเจอร์ด้านเสียงที่ทาง Sony ภูมิใจนำเสนอกับ DSEE Extreme ที่พัฒนามาจาก DSEE HX ของรุ่นก่อน ซึ่งจะใช้ระบบ AI ของ Sony ในการอัปสเกลไฟล์ประเภท MP3 ธรรมดาให้มีรายละเอียดในเสียงย่านสูงที่หายไปจากการบีบอัดไฟล์คืนกลับมาส่วนหนึ่ง ทำให้เสียงที่ได้นั้นรู้สึกอิ่มและมีน้ำมีนวลขึ้น โดยทีมงาน Droidsans ได้ทดลองกับไฟล์ MP3 ธรรมดากับแอพพลิเคชันฟังเพลงในเครื่อง ผลก็คือเสียงย่านสูงที่รายละเอียดขาด ๆ ไปมีรายละเอียดมากขึ้น อาจจะไม่ได้ใกล้เคียงกับของ High-Res แต่ก็ถือว่าดีกว่าไฟล์ MP3 ปกติอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว (ลองกับ Spotify แล้วไม่มีความแตกต่างเลยน่าจะสรุปได้ว่า DSEE Extreme น่าจะไม่รองรับกับการสตรีมเพลงครับ 😥)

คุณภาพเสียง

ด้านของคุณภาพเสียงนี้ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากกับแบรนด์อย่าง Sony ที่มาพร้อมกับ Driver ทำจาก Liquid Crystal Polymer (LCP) ขนาด 40 มม. รองรับความถี่ได้ตั้งแต่ 4 – 40000 Hz เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีภาคแอมป์ ที่อยู่ในชิป QN1 ที่จะทำให้การขับเสียงที่อิ่ม และรายละเอียดสูงระดับ Hi-Res จากที่เห็น ๆ กันได้ชัดว่าในด้านสเปคนั้นใส่เข้ามาอย่างจัดเต็มแล้ว เรื่องเสียงจริงจะเป็นยังไงกันนะ?

การทดสอบนี้ทางทีมงานได้ฟังผ่านทางแอปพลิเคชัน Spotify ด้วยความละเอียดอยู่ที่ 320 kbps เท่านั้น โดยจะฟังเพลงหลากหลายแนวปน ๆ กันไปเพื่อหาลักษณะเสียงของ WH-1000XM4 ว่าจะเป็นแบบไหน 😃

เสียงย่านต่ำ (Bass)

เสียงย่านต่ำถือว่าเป็นจุดเด่นหนึ่งของ WH-1000XM4 เลยก็ว่าได้ ด้วยย่านเบสที่แน่น มีอิมแพค เก็บตัวไวไม่บวมทับย่านเสียงอื่นคลีนมาก ๆ ค่อนข้างตกใจเพราะ XM3 ที่เคยฟังมีเบสที่ค่อนข้างกลบเสียงอื่นพอสมควร เสียงจำพวกกลอง และ Sub-bass ในเพลง EDM นั้นขับออกได้มีมวลรู้สึกได้ถึงแรงกระทบของเสียงดีมากครับ ยิ่งพวกเสียงเบสลากยาว ๆ ในเพลง Hip-Hop นี่ทำออกมาได้ดีรายละเอียดครบถ้วนเลยทีเดียว

เสียงย่านกลาง (Mid)

ย่านเสียงกลางของ XM4 นั้นจะออกมาอยู่ด้านหน้าหน่อย ๆ ให้เสียงร้องที่อุ่นหวานตามสไตล์หูฟัง Sony ฟังเพลงที่เน้นเสียงร้องมาก ๆ ก็ชัดแจ๋วมาเต็มมาก ๆ ส่วนพวกเสียงเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ หรือเสียงสังเคราะห์อย่างพวก Synth ต่าง ๆ ก็ขับออกมาได้ชัดเจนรายละเอียดเต็มแถมให้ตำแหน่งที่ดีด้วยครับ (ลองฟัง How you like that ของ Blackpink คือฟินมาโยกหัวตามเลยครับ 🤩)

เสียงย่านสูง (Highs)

ย่านเสียงสูงที่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมว่าเป็นย่านที่ขับออกมาได้ยากที่สุด ทาง WH-1000XM4 ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก พวกเสียงฉาบ หรือเสียง ARP ที่อยู่ในย่านสูง ๆ เมื่อเปิดดัง ๆ ไม่มีความเสียดหูเลย แถมรายละเอียดก็ครบถ้วนไม่หลบหายไปไหนอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นเพลงที่ใช้เสียง Background เยอะ ๆ หรือพวกเสียงรูดสายกีต้าร์ในเพลง Acoustic ก็ได้ยินครบกระจ่างใสมากครับ

เวทีเสียง (Soundstage)

ด้วยความที่เป็นหูฟังแบบปิด (Closed-back) ทำให้ผมไม่ค่อยหวังอะไรมากเรื่องเวทีเสียงอยู่แล้ว แต่ด้วยสรีระของตัวหูฟังที่ทำมาให้ตำแหน่งของไดรเวอร์นั้นอยู่ไกลกับใบหูพอสมควร ทำให้เวทีเสียงที่ได้นั้นกว้างกว่าที่คิดมาก เสียงรู้สึกเปิดแต่ไม่มีความแห้งเลย กลับมีน้ำมีนวลมีมิติแยกชิ้นดนตรีได้อยากคลีนมาก ๆ แม้แต่เพลง EDM หรือ Trance ที่มีชิ้นดนตรีเยอะก็สามารถแยกชิ้นดนตรีออกจากกันได้ไม่กลืนกันเองอีกด้วย อีกทั้งการเปิด Ambient Mode นั้นจะทำให้ตัวหูฟังนั้นมีความรู้สึกคล้ายคลึงกับหูฟังแบบ Open-back ทำให้ Sound-stage รู้สึกกว้างขึ้นแบบหลอก ๆ อีกด้วยครับ 😂

สรุปภาพรวมคุณภาพเสียง

สรุปภาพรวมเสียงของ WH-1000XM4 นี้เป็นหูฟังที่ฟังสนุก เสียงอุ่น ๆ ค่อนไปทางหวานเนื่องมาจากเสียงกลางที่โดดเด่น และเสียงเบสที่มีอิมแพคเป็นลูก ๆ ฟังเพลงได้ทุกแนวไม่ว่าจะ Pop สนุก ๆ ไปจนถึง EDM ที่เสียงสังเคราะห์เยอะ ๆ หรือจะคลาสสิครายละเอียดเยอะ ๆ ก็ฟังได้อารมณ์ไม่มีปัญหาเลยครับ

เสียบสายต่อ DAC/AMP แยก

อาจจะผิดจุดไปสักหน่อยเพราะ WH1000-XM4 นั้นเป็นหูฟังไร้สายที่เน้นการใช้งานแบบพกพา แต่ทีมงาน Droidsans ก็ได้ลองทดสอบคุณภาพเสียงผ่านการเชื่อมต่อผ่านสายหูฟัง 3.5 มม. ต่อตรงเข้าสู่ DAC/AMP แยกเพื่อดูศักยภาพของตัวหูฟังโดยตรง ซึ่งบอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงที่ได้นั้นน่าทึ่งกว่าที่คิดมาก

ตัวหูฟังเมื่อได้รับค่า Gain ที่สูงขึ้นนั้นทำให้หูฟังมี Dynamic Range ที่สูงขึ้นทำให้ขับหูฟังออกมาได้คลีนขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้ง ๆ ที่ตัวหูฟังมีค่าต้านทานอยู่ที่ 16-ohm เท่านั้น ถ้าใครที่เป็น Audiophile แล้วมี Set-up ที่ใช้ประจำอยู่แล้ว สามารถนำมาใช้ด้วยกันได้ไม่มีปัญหาเลยครับ แถมยังสามารถใช้ฟีเจอร์พวก ANC และ Quick Attention ได้อยู่อีกด้วย

ข้อสังเกต

ถ้าทุกคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นแต่จุดเด่นของ WH-1000XM4 กันมาครบพอสมควรแล้วเรามาพูดถึงข้อสังเกตกันบ้าง

ความร้อน 🔥

ส่วนแรกเลยคือ WH-1000XM4 นั้นเป็นหูฟัง Full-sized ที่ครอบทั้งหูของเรา ทำให้การใส่ในที่กลางแจ้งแบบไม่มีแอร์เป็นระยะเวลาหนึ่งทำให้ร้อนได้ แต่จากการทดสอบนั่งฟังในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ แล้วก็ไม่มีปัญหาเลยครับ (เผลอ ๆ รู้สึกอุ่นหูด้วยครับ)

กำลังขับเสียงที่จำกัด 🔊

ส่วนข้อสังเกตที่สองนั้นอาจจะไม่เป็นกับทุกคน แต่เป็นกับผมตรงที่ตัวหูฟังนั้นมีกำลังขับที่ค่อนข้างจำกัด แม้จะเปิดสุดประมาณ 90% หรือเปิดตัน 100% ก็ยังรู้สึกว่าดังได้มากขึ้นอีก อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับรายบุคคลครับ เพราะผมเป็นคนฟังเพลงดังพอสมควร

Speak to Chat ที่ยังใช้งานยาก 💋

ถึงแม้ว่า Speak to Chat จะเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาใช้ใน WH-1000XM4 แต่ฟีเจอร์นี้ยังควรถูกขัดเกลาอีกมาก เพราะเพลงยังหยุดในจังหวะที่เราไม่ได้ตั้งใจในบางครั้ง เช่นเวลาเรากระแอมหรือจาม (เผลอร้องเพลงก็หยุดนะครับ)

Verdict (สรุปภาพรวม) 

สรุปภาพรวมแล้ว Sony WH-1000XM4 เป็นหูฟังไร้สายที่มีเทคโนโลยีกำจัดเสียงรบกวน ANC ระดับแถวหน้าของวงการ พร้อมสรีระหูฟังที่ใส่สบายให้ความรู้สึกพรีเมียมมาก ๆ ส่วนเรื่องเสียงก็ไม่เป็นที่สองรองใคร กับน้ำเสียงที่อุ่นหวานฟังสนุกกับเพลงหลากหลายแนว โดดเด่นไปด้วยย่านเบสที่อิมแพคแน่นชัดเจน กับเสียงกลางที่คมละเอียดฟังสนุก สำหรับใครที่กำลังหาหูฟังไร้สายที่มีระบบกำจัดเสียงรบกวนดีเยี่ยมพร้อมคุณภาพเสียงระดับ Hi-res ต้องลอง WH-1000XM4 ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ 😁

from:https://droidsans.com/sony-wh-1000-xm4-review/

Review | รีวิวหูฟังไร้สาย HONOR CHOICE True Wireless Earbuds แบตอึด เชื่อมต่อเสถียร เสียงดี ค่าตัวไม่ถึงพันบาท

ในยุคที่บรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต่างพากันตัดช่องหูฟัง 3.5 มม.ออกไป หูฟังไร้สายจึงเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการฟังเพลงของใครหลาย ๆ คน แทนที่หูฟังมีสายแบบเดิม ๆ โดยเฉพาะหูฟังไร้สายแบบ true wireless ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เพราะมันทั้งสะดวกสบายและคล่องตัว โดยหูฟังที่จะนำมารีวิวในวันนี้ก็คือ HONOR CHOICE True Wireless Earbuds ที่มีราคาถูกสุด ๆ เพียงไม่ถึงพันบาทเท่านั้น แต่การใช้งานโดยรวมเรียกว่าน่าพอใจเลยล่ะ

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • Wireless Earbuds – 1 คู่ (พร้อมจุกหูฟังขนาด M)
  • เคส
  • จุกหูฟัง – 2 คู่ (ขนาด S และ L)
  • สายชาร์จ USB Type-C
  • คู่มือการใช้งาน

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาครบตามมาตรฐานทั่วไป

รูปลักษณ์และดีไซน์

หูฟังตัวนี้มีหน้าตาที่ค่อนข้างจะพิมพ์นิยม เป็นหูฟังแบบ in-ear ที่มีก้านยื่นออกมา ซึ่งตรงจุดนี้ผมชอบนะ เนื่องจากก้านของมันทำให้หยิบจับและถอดเข้าออกได้ถนัด รู้สึกชอบกว่าหูฟังที่มีทรงเป็นก้อน ๆ ตัน ๆ ที่หยิบได้ลำบาก

ที่ตัวหูฟังจะมีรูอยู่สองรู อยู่ที่บริเวณด้านข้างและด้านล่างของหูฟังแต่ละข้าง โดยทั้งสองรูนี้คือ ไมโครโฟนสำหรับสนทนาและไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวน


งานประกอบและวัสดุสมราคา

เคสของมันจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมน บริเวณหัว-ท้ายและหน้า-หลังของตัวเคสจะมีหน้าตัดที่แบน ทำให้เราสามารถวางเคสบนโต๊ะหรือพื้นเรียบ ๆ ได้โดยที่มันไม่โยกเยก


ผมเป็นคนมือเล็ก แต่เคสของมันเมื่ออยู่บนมือผมก็ยังดูเล็กอยู่ดี

ตรงกลางของเคสจะมีไฟ LED อยู่หนึ่งดวง สำหรับบอกสถานะต่าง ๆ ในขณะที่ช่องสำหรับชาร์จแบตจะอยู่ที่ด้านล่าง ซึ่งจะเป็นพอร์ตแบบ USB Type-C ส่วนฝาปิดก็ดูแข็งแรง ไม่ก๊องแก๊ง แม่เหล็กดูดแน่นกำลังดี แต่ด้วยความที่ว่ามันเป็นพลาสติกผิวมัน ทำให้ต้องระวังเรื่องริ้วรอยกันหน่อยนะ เพราะมันเป็นรอยง่ายมาก ๆ เลย


พอร์ตแบบ USB Type-C ตามสมัยนิยม

แบตอึดจริง ใช้ได้เป็นวัน

HONOR อ้างว่า หูฟังตัวนี้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ราว ๆ 6 ชั่วโมง และหากใช้งานร่วมกับเคส (ชาร์จแบตจากเคส) ก็จะสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นการใช้แบตจากตัวหูฟัง 6 ชั่วโมงแรก + ชาร์จแบตจากเคสจนเต็มได้ 3 รอบ 6 + (6 + 6 + 6) = 24 ชั่วโมง


แบตอึดจริงอะไรจริง ใช้ได้นานสุด ๆ

ซึ่งจากการทดลองแล้วก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ ลองใช้งานต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง แบตก็ยังเหลือ ๆ แถมผมใช้งานได้หลายวันโดยไม่ต้องเสียบสายชาร์จที่ตัวเคสเลย จนจำไม่ได้เลยว่าชาร์จไปครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่า ใช้มาประมาณ 2 สัปดาห์ ผมชาร์จแบตไปแค่ครั้งเดียว ไม่นับครั้งแรกตอนแกะกล่องนะ)

เสียงดีกว่าที่คิด

มาพูดเรื่องเสียงกันบ้าง ตามสเปคของ HONOR CHOICE True Wireless ระบุว่า มันพร้อมกับไดรเวอร์ขนาด 7 มม. เสียงกลางกับเสียงแหลมอาจจะไม่ได้ถึงกับใสและทอดยาวมากนัก แต่สามารถฟังได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกล้าหรือเสียดหูเท่าไหร่ แต่เสียงเครื่องดนตรีกับเสียงร้องมันอัดรวมกันมาเป็นก้อนเดียวเลย ตรงจุดนี้ไม่ถูกใจเท่าไหร่ และเวทีเสียงเองก็ค่อนข้างแคบ ซึ่งก็เป็นไปตามข้อจำกัดด้านสเปคของตัวหูฟังด้วยความที่ว่ามันมีไดรเวอร์ขนาดเล็ก แต่ถ้าเทียบกับราคาผมก็ยังรู้สึกว่า มันทำได้ดีกว่าที่คิดไว้นะ และในส่วนของเบส ในตอนแรกผมคิดว่า เจ้าหูฟังตัวนี้มันไม่มีเบสเลยแฮะ แต่พอลองเปลี่ยนจุกหูฟังเป็นขนาด L ก็ค่อยโอเคขึ้นมาหน่อย เบสเริ่มมา แต่ก็จะบวม ๆ กลบเครื่องดนดรีชิ้นอื่นหน่อยนึงครับ เบสไม่กระชับสักเท่าไหร่ ฟังเอาสนุกไม่ได้จ้องจับผิดก็โอเคอยู่

รองรับการถอดรหัสสูงสุดแค่ AAC เอาไฟล์ FLAC มาเล่นก็ไม่มีประโยชน์

ในด้านของการถอดรหัสเสียงที่ HONOR CHOICE True Wireless รองรับได้สูงสุดคือ AAC (Advanced Audio Coding) ซึ่งจะสามารถแปลงสัญญาณความละเอียดได้สูงสุดที่ 250 kbps หรือก็คือ ไฟล์ประเภท MP3 ทั่วไป รวมถึงการฟังเพลงผ่านแอปตรีมเพลงยอดนิยมอย่าง Spotify, Apple Music หรือ YouTube Music ก็อยู่ที่ความละเอียดราว ๆ นี้เช่นกันครับ

ไมโครโฟน 4 ตัว สำหรับตัดเสียงรบกวน

หูฟังตัวนี้มีไมโครโฟน 4 ตัวสำหรับตัดเสียงรบกวน โดยแบ่งเป็นข้างละ 2 ตัว ทดสอบดูแล้วก็พบว่า มันทำผลลัพธ์ออกมาได้น่าพอใจทีเดียวครับ แต่ข้อสังเกตก็คือ ระบบตัดเสียงรบกวนนี้จะรองรับเฉพาะการสนทนา ไม่รองรับการฟังเพลงครับ แต่ด้วยความที่มันฟังหูฟังแบบ in-ear ที่จุกหูฟังแนบสนิทไปกับรูหู มันก็ยังพอช่วยกันเสียงจากภายนอกได้บ้างครับ

หูฟังแต่ละข้างจะมีไมโครโฟนอยู่ 2 ตัว

เชื่อมต่อนิ่ง ไม่มีสะดุด

ความเสถียรในการเชื่อมต่อของ  HONOR CHOICE True Wireless ถือเป็นจุดนึงที่ผมประทับใจ เพราะหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 ซึ่งหากเชื่อมต่อกับมือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่เป็น Bluetooth 5.0 ด้วยกัน จะทำให้การเชื่อมต่อทำได้แบบนิ่งกริ๊บ ไม่เคยออกอาการสะดุดเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่ได้ใช้งาน แม้แต่ในสถานที่ที่คนเยอะ ๆ อย่างรถไฟฟ้าก็ไม่มีปัญหา แถมลองเดินไปไกล ๆ หรือเดินข้ามชั้น สัญญาณมันก็ไม่ยักจะหลุด แจ่มจริง ๆ

เอาไปดูหนังได้ แต่เล่นเกมยังไม่โอเค

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่า เหตุผลนึงที่ก่อนหน้านี้ผมไม่คิดจะใช้หูฟัง true wireless เพราะเสียงมันดีเลย์ ซึ่งตามสเปคของเจ้า HONOR CHOICE True Wireless ตัวนี้ระบุว่า มันมีความหน่วงแฝงอยู่ที่ 130 มิลลิวินาที และใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ Simultaneous Transmission ที่จะส่งสัญญาณจากอุปกรณ์ไปยังหูฟังทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน


ดูหนังแทบไม่รู้สึกถึงความดีเลย์ แต่เล่นเกมอาจมีขัดใจบ้างนิดนึง

ทดสอบโดยลองดูหนังและเล่นเกม ซึ่งก็พบว่า มันใช้ดูหนังได้อยู่นะ ถ้าไม่ได้ถึงขนาดที่ว่า ไปจ้องจับผิดปากของตัวละคร แต่ถ้าเอาไปเล่นเกมจะรู้สึกได้ถึงความดีเลย์ในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมประเภทที่ต้องกดปุ่มให้ถูกจังหวะโดยอาศัยการฟังเสียง หรือเกมที่การกระทำของตัวละครสัมพันธ์กับเสียงและส่งผลต่อการเล่น เป็นต้น

เชื่อมต่อได้สะดวกและรวดเร็ว

อีกจุดนึงที่ผมประทับใจกับหูฟังตัวนี้คือ การเชื่อมต่อที่ง่ายมาก ๆ ดังนี้

  • เปิดฝาเคสหูฟัง จากนั้นในส่วนของสมาร์ทโฟนให้ไปที่ Settings → Connected devices
  • เลือก Pair new device
  • เลือก Wireless Earbuds


เชื่อมต่อง่าย เพียง 3 ขั้นตอนในครั้งแรก

หลักจากที่เชื่อมต่อครั้งแรกตามปรกติแล้ว ตัวหูฟังจะจดจำอุปกรณ์ของเราเอาไว้ ทีนี้พอครั้งต่อ ๆ ไป แค่เราเปิดฝาเคส มันก็จะเชื่อมต่อเองโดยอัตโนมัติทันที สะดวกจริงอะไรจริง ซึ่งตรงนี้ก็ไขข้อข้องใจของผมในตอนแรกว่า ทำไมตัวเคสของมันไม่มีปุ่มอะไรเลย ที่แท้ก็เพราะปุ่มมันไม่มีความจำเป็นนี่เอง

ควบคุมด้วยระบบสัมผัส

นอกจากตัวเคสของมันจะเรียบ ๆ โล้น ๆ ไม่มีปุ่มอะไรแล้ว ตัวหูฟังของมันเองก็ไม่มีปุ่มอะไรเลยเช่นกัน ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ มันควบคุมด้วยระบบสัมผัสนั่นเองครับ ซึ่ง HONOR CHOICE True Wireless สามารถควบคุมได้ตามนี้เลย

  • แตะ 2 ครั้ง : เล่นเพลง / หยุดเพลง, รับสาย / วางสาย หรือยกเลิกการโทรออก
  • แตะ 3 ครั้ง : เรียก Google Assistant
  • แตะค้าง 2 วินาที : ปฏิเสธการรับสาย
  • แตะค้าง 2 วินาที ที่หูฟังข้างซ้าย : เล่นเพลงก่อนหน้า
  • แตะค้าง 2 วินาที ที่หูฟังข้างขวา : เล่นเพลงถัดไป

จะเห็นได้ว่า มันจะมีฟังก์ชั่นการควบคุมหลัก ๆ ครบทั้งหมด และเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน จะขาดไปก็เพียงแค่ฟังก์ชั่นควบคุมการปรับระดับเสียงเท่านั้น (ถ้ามีด้วยนี่จะเยี่ยมเลย)


รองรับฟังก์ชั่นควบคุมพื้นฐานครบทั้งหมด จะขาดก็แต่การปรับระดับเสียง

สเปคและข้อมูลทางเทคนิค

  • น้ำหนักรวม : 47.1 กรัม
  • การเชื่อมต่อ : Bluetooth 5.0 (BLE/HFP/A2DP/AVRCP)
  • ตัวแปลงสัญญาณเสียง : SBC/AAC
  • อิมพีแดนซ์ : 16 Ω
  • แบตเตอรี่:
    • หูฟัง : 55 mAh ต่อข้าง
    • เคส : 500 mAh
  • พอร์ต : USB Type-C

สรุปภาพรวม

ข้อดี

  • แบตเตอรี่อึดมาก
  • เชื่อมต่อสะดวกเพียงแค่เปิดฝาเคส
  • สัญญาณเสถียร ไม่สะดุดหรือขาด ๆ หาย ๆ หากใช้กับอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 5.0
  • สวมใส่ได้แน่นแต่ก็ยังคงรู้สึกกระชับไม่ระคายหู
  • คุณภาพเสียงดีหากเทียบตามช่วงราคา
  • ราคาไม่แรง

ข้อสังเกต

  • วัสดุเป็นรอยง่ายมาก
  • ไม่มีระบบตัดเสียงรบกวนสำหรับการฟังเพลง
  • รองรับการถอดรหัสสูงสุดเพียงแค่ AAC

หลังจากที่ผมได้อยู่กินกับ HONOR CHOICE True Wireless มาเป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ กลายเป็นว่า ผมแทบจะไม่หยิบหูฟังตัวอื่น ๆ ที่มีอยู่มาใช้เลย แน่นอนว่า เรื่องเสียงมันอาจจะสู้หูฟังแบบมีสายและหูฟังแพง ๆ ไม่ได้ก็จริง แต่เรื่องความสบายนั้นกินขาด ซึ่งมันกลายเป็นจุดที่ทำให้ผมอยากจะหยิบมันขึ้นมาใช้ และอยากที่จะพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย เพราะมันทั้งคล่องตัว อีกทั้งยังเล็กกระทัดรัด ไม่มีสายเกะกะ เจ้าหูฟังตัวนี้มันจึงได้ใจผมไปเต็ม ๆ ในเรื่องนี้เลยล่ะ แถมราคาของมันก็ยังไม่แรงมากอีกด้วย โดยส่วนตัวแล้วมองว่า มันคุ้มค่ากับค่าตัวมาก ๆ ในงบเท่านี้

 

ดูเพิ่มเติม : HONOR

from:https://droidsans.com/honor-choice-true-wireless-earbuds-review/