คลังเก็บป้ายกำกับ: FREE_TRIAL

[Guest Post] ยอดขาย DocuWare Cloud โซลูชันบริหารจัดการเอกสารระบบคลาวด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดท่ามกลางการล็อคดาวน์ทั่วโลก

DocuWare ผู้ให้บริการโซลูชันคลาวด์สำหรับการบริหารจัดการเอกสารและเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติเปิดเผยว่า ความต้องการต่อโซลูชันคลาวด์ของ DocuWare ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนเนื่องจากบริษัทต่างๆ มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการทำงานนอกสถานที่ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน

 

โดยตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกมีการเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานเร็วขึ้นกว่าที่ได้เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งในปี 2020  DocuWare มีลูกค้าในกลุ่มที่ใช้คลาวด์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 40%  ทำให้จำนวนลูกค้าที่มีการใช้งานโซลูชันคลาวด์ของ DocuWare ในปัจจุบันมีจำนวนเกินกว่า 4,000 ราย

ธุรกิจต้องการเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้เหมือนในสถานการณ์ปกติและทำงานได้จากทุกที่ DocuWare มีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงจากต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อโซลูชันการบริการจัดการเอกสารระบบคลาวด์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ เช่น มีการเพิ่มขึ้นของความสนใจใจกระบวนการจัดการเอกสารใบแจ้งหนี้อัตโนมัติและความปลอดภัยด้านข้อมูลของเอกสารที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันพนักงานก็สามารถนำเข้า แชร์ อนุมัติ ทำงานร่วมกัน และจัดเก็บเอกสารทางธุรกิจได้

“ในช่วงล็อคดาวน์ สำนักงานของเราถูกปิดและพวกเราก็ทำงานลำบาก ผมต้องการให้พนักงานของผมสามารถทำงานจากที่บ้านได้อยากราบรื่นไม่สะดุด ผมต้องการระบบที่เป็นคลาวด์เพื่อช่วยให้ทำงานโดยไม่ใช้กระดาษได้จริงๆ” โจ จอห์นสัน เจ้าของบรษัท Rebel Refrigeration กล่าว

การเพิ่มขึ้นของความต้องการทั่วโลกที่มีต่อ DocuWare Cloud แสดงให้เห็นว่าการทำงานจากนอกสถานที่ กระบวนการทำงานอัตโนมัติ การจัดการเอกสาร และการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล กำลังเป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่มีการล็อคดาวน์ในปี 2020 ฝรั่งเศสมียอดขายของ DocuWare เติบโตมากกว่า 50% สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และสวิสเซอร์แลนด์ เติบโตใกล้เคียงกันคือ 49% สหราชอาณาจักรเติบโต 32% ในขณะที่ทวีปอเมริกาเติบโต 28%

“การแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ดร. ไมเคิล เบอร์เกอร์, ประธานของ DocuWare กล่าว “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถช่วยสนับสนุนทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนไปได้ โซลูชันของเราที่ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์สามารถช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ในยุคนิวนอร์มอลที่การทำงานอยู่นอกสำนักงาน เทคโนโลยีคลาวด์สามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะสามารถดำเนินไปได้โดยมีความยุ่งยากน้อยที่สุด”

เนื่องจากหลายประเทศยังมีการล็อคดาวน์อยู่ การทำงานนอกสำนักงานมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ในช่วงนี้ โซลูชันคลาวด์สำหรับการจัดการเอกสารจะช่วยให้บริษัทยุคใหม่สามารถทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพในปี 2021 เป็นต้นไป ลูกค้าของ DouWare ได้แสดงให้เห็นว่ากรทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมสามารถเกิดขึ้นได้นอกสำนักงาน

แหล่งข่าวอ้างอิง: https://start.docuware.com/press/demand-for-docuware-cloud-in-year-of-lockdown

สำหรับในประเทศไทย DocuWare ได้รับการสนใจเป็นอย่างมากในปี 2020 ที่ผ่านมา โดยมีองค์กรและธุรกิจจำนวนมากสอบถามและติดต่อมายังบริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทำตลาด DocuWare ในประเทศไทย ให้เข้าไปนำเสนอโซลูชันเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการด้านเอกสารของลูกค้าให้อยู่บนระบบคลาวด์ โดยบริษัทส่วนใหญ่เห็นว่า DocuWare Cloud จะเป็นกุญแจสำคัญให้พนักงานสามารถทำงานด้านเอกสารได้จากทุกที่ ทุกเวลา โดยมีความปลอดภโดยมีความปลอดภัยของข้อมูลสูง

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DocuWare ได้ที่ DocuWare.com หรือหากต้องการสอบถามรายละเอียดหรือทดลองใช้งานฟรี 30 วัน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร  02-088-2071, อีเมล products@ricoh.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ricoh-docuware-cloud-solution-document-management/

[Guest Post] เทนเซ็นต์ คลาวด์ ส่งแพคเกจ “Free Credit” เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอีไทย มอบ Tencent Cloud Credit ฟรี 1,000 เหรียญสหรัฐฯ

เทนเซ็นต์ คลาวด์ ส่งแพคเกจ “Free Credit” เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ-เอสเอ็มอีไทย มอบ Tencent Cloud Credit ฟรี 1,000 เหรียญสหรัฐฯ พร้อมสิทธิ์ใช้งานผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มบนคลาวด์แพลตฟอร์มของเทนเซ็นต์ต่อเนื่อง 6 เดือน*

เทนเซ็นต์ คลาวด์ กลุ่มธุรกิจคลาวด์ภายใต้เทนเซ็นต์ ผู้นำบริการด้านอินเตอร์เน็ตของโลก เดินเกมรุกตลาดคลาวด์รับเทรนด์ธุรกิจยุค New Normal ส่งแพคเกจ “Free Credit” เจาะลูกค้ากลุ่มสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการรายย่อย (SME) มอบเครดิตเพื่อใช้บริการเทนเซ็นต์ คลาวด์ (Tencent Cloud Credit) มูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 30,000 บาท) ฟรี สำหรับทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ บนคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะของเทนเซ็นต์แบบครบวงจร ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมให้สิทธิ์ลูกค้าสามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มได้ฟรีติดต่อกันนานถึง 6 เดือน* ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ Tencent.co.th ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 พฤศจิกายน 2563 นี้

เครดิตที่เปิดให้ทดลองใช้งานเทนเซ็นต์ คลาวด์ได้ฟรีนี้ สามารถทดลองใช้ได้กับทั้งผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ บนคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะของเทนเซ็นต์ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ อาทิ Computing & Network, Storage & CDN, Big Data & AI, Mobile services & Messaging, Database, Video services, Cloud monitoring & Management, Security services และ Domain services รวมไปถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) บริการด้านแพลตฟอร์ม (PaaS) บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS)

 

มร. ชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด

 

มร. ชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เหตุการณ์โรคระบาดที่ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวรับ New Normal และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่ต้องหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้รุดหน้า และแข่งขันในตลาดได้ เทนเซ็นต์ คลาวด์ ในฐานะผู้ให้บริการ ระบบปฏิบัติการคลาวด์ระดับเวิล์ดคลาส จึงต้องการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในไทยโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสามารถก้าวสู่ยุค New Normal ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเราหวังว่าแพคเกจ ‘Free Credit’ นี้จะเป็นช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจในประเทศสามารถเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านได้”

ข้อมูลจาก Gartner Market Databook 2Q20 Update โดยการ์ทเนอร์ได้คาดการณ์ว่า ตลาดบริการระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ทั่วโลกปีนี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 6.3 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.579 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.427 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายระบบคลาวด์สาธารณะในปี 2563 นี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 17.7 โดยมีมูลค่าทะลุ 1.83 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25.2 ซึ่งมีมูลค่าราว 2.29 หมื่นล้านบาทในปี 2564 จากการที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้บริการคลาวด์กันมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างสะดวก และราบรื่นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด

 

สำหรับบริการ Tencent Cloud ที่เหมาะกับโจทย์การทำธุรกิจของลูกค้ากลุ่มสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ได้แก่

 

  • Tencent Kubernetes Engine (TKE) คือ แพลตฟอร์มฟรี เพื่อการบริหารจัดการคอนเทนเนอร์มีประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานร่วมกับคูเบอร์เนทีส และสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ TKE ช่วยให้ลูกค้าของ เทนเซ็นต์ คลาวด์ สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพได้เมื่อต้องบริหารจัดการกลุ่มคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่
  • Tencent Cloud Storage คือ บริการพื้นที่บนคลาวด์ที่ปลอดภัย มีขนาดใหญ่ สะดวกสบาย มีความหน่วงต่ำ และต้นทุนต่ำ ซึ่งสามารถผสานตัวเข้ากับธุรกิจของคุณได้อย่างราบรื่นไร้การสะดุด
  • Tencent Database (TencentDB) เป็นบริการโฮสติ้งฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ความไว้วางใจได้สูง และสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยให้สร้าง และใช้ฐานข้อมูลบนคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย
  • Tencent AI และ Big Data
    • Tencent Cloud Optical Character Recognition (OCR) ให้บริการแปลงภาพตัวอักษรทั้งตัวพิมพ์ และลายมือให้เป็นข้อความเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการ์ด ใบรับรอง และเอกสารต่างๆ และรองรับเทมเพลทที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้อนข้อมูล และลดต้นทุนการใช้งาน ลงด้วย
    • Tencent Cloud FaceID เป็นชุดบริการจดจำใบหน้าที่ให้คุณสมบัติต่างๆ มากมายในการพิสูจน์ตัวตน อาทิ การตรวจสอบว่าเป็นบุคคลจริง (Liveness Detection) และการเปรียบเทียบใบหน้าแบบ 1 ต่อ 1 (1:1 Face Comparison) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่จำเป็นในธุรกิจต่างๆ เช่น การเงินและการประกันภัย เป็นต้น

 

“ด้วยจุดแข็งของเทนเซ็นต์ที่สามารถนำเสนอโซลูชันระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่น ครอบคลุมความต้องการอันหลากหลายของแต่ละธุรกิจใน 25 พื้นที่ทั่วโลกด้วยเครือข่ายที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง ทั้งยังมีระบบการชำระค่าบริการตามการใช้งานจริงที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก รวมถึงการมีทีมสนับสนุนในประเทศไทยที่สามารถให้บริการ และคำปรึกษากับลูกค้าคนไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในประเทศ อีกทั้งการมีศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อให้การถ่ายโอนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และปลอดภัย บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีไทย ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานคลาวด์แพลตฟอร์มอัจฉริยะให้กับภาคธุรกิจของไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ” มร. ชาง กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครขอรับสิทธิ์ใช้งานได้ที่ Tencent.co.th โดยเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 นี้ หลังจากลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ จะได้รับ Tencent Cloud Credit มูลค่า 1,000 เหรียญสหรัฐฯ โอนเข้าในบัญชีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ทันที

*หมายเหตุ: Tencent Cloud Credit จะมีอายุการใช้งาน 6 เดือน หากครบอายุแล้วยังมีเครดิตคงค้าง เครดิตจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

 

เกี่ยวกับเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย)

บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้นำด้านการเป็นให้บริการแพล็ตฟอร์มและเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ครอบคลุมทั้งข่าวสาร-เพลง-หนัง/ซีรีส์-เกม รวมถึงให้บริการและโซลูชั่นเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัล และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่สมบูรณ์ มีบริการครอบคลุมทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่

  1. แพลตฟอร์มด้านเนื้อหา (News & Portal) อย่างเว็บไซต์สนุก (Sanook) แหล่งรวมเนื้อหาข่าวสารเพื่อทุกคน
  2. แพลตฟอร์มความบันเทิงและมัลติมีเดีย (Entertainment & Multimedia) อย่าง JOOX, WeTV และ Tencent Games
  3. บริการ (Services) ได้แก่ เทนเซ็นต์ คลาวด์ (Tencent Cloud) บริการด้านคลาวด์เทคโนโลยี ที่รองรับความต้องการของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพร้อมศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ในเมืองไทย รวมถึง TSA (Tencent Social Ads) ซึ่งเป็นเครือข่ายโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ของเทนเซ็นต์ และTopspace ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลเอเจนซี่ครบวงจร

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/tencent-cloud-free-credit-for-sme-thailand/

WFH อย่างปลอดภัยด้วย Sophos พร้อมทดลองใช้ฟรี 90 วัน

AMR Asia ร่วมกับ Sophos และ VRCOMM ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดให้บริการ Work from Home ผ่าน VPN แบบ Remote Access หรือ Client-to-Site บน Sophos XG Firewall ฟรีเป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”

เพื่อช่วยให้องค์กรรับมือกับนโยบาย Work from Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อรับมือกับวิกฤติไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ตามแคมเปญของรัฐบาล “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ในขณะนี้ทาง AMR Asia และผลิตภัณฑ์ Sophos ผู้นำด้าน Security ร่วมกับ VRCOMM ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้นำเสนอ Solution ให้ใช้งานฟรีเพื่อรองรับการใช้งานขององค์กรต่างๆ โดยสามารถทำการขอเปิดใช้งานได้ฟรี เป็นระยะเวลา 90 วัน โดยรูปแบบ Work from Home ผ่าน VPN ลักษณะ Remote Access หรือ Client-to-Site ซึ่ง SOPHOS XG Firewall เป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การทำ Remote Access ได้หลากหลายชนิดทั้ง IPSec VPN, SSLVPN, L2TP, PPTP และ Clientless VPN โดยทาง AMR ยังคงให้คำปรึกษาโซลูชั่นไอทีต่อไปจนกว่าวิกฤติโรคระบาดนี้จะคลี่คลาย และจะรักษาคุณภาพการให้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ และขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

รายละเอียด   Package สินค้าที่ให้ทดลองใช้ฟรี

No. ชื่อสินค้า ระยะเวลาทดลองใช้งาน Solution ขายเริ่มต้น
1. Sophos 90วัน Work from Home ผ่าน VPN (Remote Access)

ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่:https://bit.ly/3bn5iPN

สนใจ Solution สำหรับการ Work from Home ติดต่อ AMR Asia

💻 Email: itsales@amrasia.com
✉ Inbox: https://www.facebook.com/amrasia/
💻 Twitter: https://twitter.com/amrdigitalmkt
📷 IG: https://www.instagram.com/amr_asia/
📱 Line Official Account: @amrasia
📞 Tel: 0-2589-9955 ต่อ 248 หรือ 094-656-4497, 081-944-9194

from:https://www.techtalkthai.com/90-days-free-trial-sophos-work-from-home-solution-by-amr-asia/

แนะนำ GravityZone โซลูชัน Endpoint Security สำหรับ Enterprise จาก Bitdefender

Bitdefender เป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่หลายๆ คนคงรู้จักกันดี ด้วยการมีผลการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งจากสถาบันวิจัยอิสระชื่อดังหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น AV-Test, AV-Comparatives หรือ Virus Bulletin ทำให้มีผู้ใช้เป็นจำนวนมากจากทั่วโลก แต่นอกจากซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสสำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้ว Bitdefender ยังมีโซลูชันด้าน Endpoint Security ที่ถูกออกแบบมาสำหรับปกป้องเครื่องลูกข่ายภายในองค์กรด้วย นั่นคือ Bitdefender GravityZone ที่สนับสนุนด้วยเทคโนโลยี AI และ Machine Learning

** ทดลองใช้ Bitdefender GravityZone ฟรีได้ที่ https://www.bitdefender.co.th/business/free-trials/?who=Tech_Talk_Thai

รู้จักกับ Bitdefender เบื้องต้นกันก่อน

Bitdefender ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2001 ณ เมืองบูชาเรส ประเทศโรมาเนีย โดยมุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันด้าน Endpoint Security สำหรับปกป้องอุปกรณ์ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต จากภัยคุกคามไซเบอร์ ตั้งแต่การใช้งานตามบ้านเรือน ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลายพันคน ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ได้รับการคุ้มครองจากโซลูชันของ Bitdefender มากกว่า 500 ล้านเครื่องทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี OME Partners อีกว่า 150 ราย ได้แก่ Cisco, Checkpoint, FireEye, Trustwave, Solarwinds และอื่นๆ

โซลูชันของ Bitdefender จะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  • Consumer: สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Android และ iOS
  • SME: โซลูชันสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ได้จากเซิร์ฟเวอร์กลางหรือระบบ Cloud
  • Enterprise: โซลูชันสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบ Physical และ Virtual, คอมพิวเตอร์ทั่วไป และอุปกรณ์พกพา ซึ่งผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ทั้งหมดได้ศูนย์กลาง
  • xSP: โซลูชันที่ถูกออกแบบมาสำหรับ Managed Service Provider, ISP และผู้ให้บริการอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และต้องการการขยายระบบในอนาคต

สำหรับบทความนี้ เราจะกล่าวถึงเฉพาะ Bitdefender GravityZone ซึ่งเป็นโซลูชันสำหรับ Enterprise เท่านั้น

ผู้นำด้านนวัตกรรมความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Endpoint และ Machine Learning

ภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้มีความซับซ้อนและสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบดั้งเดิมได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Advaned Malware, Ransomware หรือ Fileless Attack การตรวจจับโดยอาศัยเพียงแค่รูปแบบหรือ Signature เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้อีกต่อไป เจ้าของผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายรายจึงเริ่มนำเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เข้ามาสนับสนุนการตรวจจับภัยคุกคามระดับสูงมากขึ้น

Bitdefender เริ่มคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี Machine Leartning ตั้งแต่ปี 2008 เพื่อเพิ่มความสามารถในการจำแนกและตรวจจับภัยคุกคามระดับสูง จากนั้นก็ต่อยอดด้วยการนำเทคนิค Deep Learning เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ รวมไปพัฒนาอัลกอริธึมอีกเป็นจำนวนมากเพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดอัตราการเกิด False Positive ให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Bitdefender ครองตำแหน่งผู้นำด้านโซลูชัน Anti-malware จากสถาบันวิจัยอิสระอย่าง AV-Test และ AV-Comparatives เสมอมา

คุณสมบัติเด่นของ Bitdefender GravityZone ได้แก่

  • HyperDetect: ผสานรวมเทคนิค Machine Learning และ Heuristic-based Approach ในการตรวจจับภัยคุกคามระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Advanced Malware, Ransomware, Fileless Attack ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานโดยไม่จำเป็นต้องอาศัย Signature
  • Ransomware Vaccine และ ATC: เทคนิคการตรวจจับ Unknown Ransomware โดยใช้การวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมระดับสูง (Behavioral Analytics) เพื่อยับยั้งการโจมตีและกักกันความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด
  • Sandbox Analyzer: โซลูชัน Advanced Sandboxing ของ Bitdefender สำหรับวิเคราะห์ไฟล์ต้องสงสัยด้วยการจำลองการทำงานจริงๆ แบบเรียลไทม์ สนับสนุนโดยเทคนิค Machine Learning และ Behaviral Analytics
  • Advanced Anti-Exploit: เทคโนโลยีสำหรับป้องกันการเจาะระบบผ่านช่องโหว่ของแอปพลิเคชันโดยอาศัยการตรวจสอบการทำงานของ Memory
  • Process Inspector: เฝ้าระวังการทำงานของโปรเซสและทำการยับยั้งทันทีเมื่อค้นพบพฤติกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีแบบ Fileless Attack หรือ Ransomware ได้
  • Anti-phishing และ Web Security Filtering: ปกป้องผู้ใช้จากการเข้าถึงเว็บ Phishing รวมไปถึงการดาวน์โหลดมัลแวร์จากเว็บไซต์ไม่พึงประสงค์ต่างๆ
  • Smart Centralized Scanning: การส่งไฟล์ต้องสงสัยไปตรวจสอบบนเซิร์ฟเวอร์กลางแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องส่งไปยังระบบ Cloud เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานไม่สูงนัก

นอกจากความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคามระดับสูงและการโจมตีที่มีความซับซ้อนแล้ว Bitdefender ยังมีฟีเจอร์สำหรับคลีนมัลแวร์และฟื้นฟูอุปกรณ์ให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามเดิม รวมไปถึงการทำ Application Control, Full-Desk Encryption, Patch Management และ Endpoint Detection & Response ได้อีกด้วย

ปกป้องทุกเซิร์ฟเวอร์ในสภาวะแวดล้อมแบบ Virtualization

สำหรับการใช้งานในสภาวะแวดล้อมแบบ Virtualization นั้น Bitdefender GravityZone รองรับการทำงานร่วมกับ Hypervisor หลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น VMware, Citrix, Microsoft Hyper-V, Red Hat หรือ Oracle VM สำหรับปกป้อง Guest OS ทั้ง Windows และ Linux ที่สำคัญคือ สามารถผสานการทำงานร่วมกับ vShield Endpoint เพื่อป้องกันมัลแวร์ได้โดยไม่ต้องติดตั้ง Agent เพิ่มเติมแต่อย่างใด

ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของแต่ละ VM บน Physical Server ได้ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์กลางซึ่งเป็นอีก VM หนึ่ง เรียกว่า Security Server โดยจะใช้เทคโนโลยี Smart Centralized Scanning ในการสแกนหามัลแวร์บนทุก VM แทนที่จะต้องติดตั้ง Scan Agent ซึ่งบริหารจัดการได้ยากกว่า และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ VM เหล่านั้นน้อย นอกจากจะสามารถติดตามสถานะของแต่ละ VM ได้ผ่านทาง Security Server แล้ว Bitdefender ยังให้บริการ Agent ขนาดเล็กบน VM เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบสถานะขณะเข้าถึง VM นั้นๆ อีกด้วย

มาพร้อมกับ Email Security และ Mobile Device Management

Bitdefender GravityZone ยังมาพร้อมกับระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับอีเมล ซึ่งสามารถผสานการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange และ Linux Email Server ได้อย่างไร้รอยต่อเพื่อให้บริการ Anti-malware, Anti-spam, Anti-Phishing และ Content Filtering เพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากภัยคุกคามที่แฝงมากับอีเมล

นอกจากนี้ Bitdefender GravityZone ยังให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์พกพา ได้แก่ Android และ iOS เพื่อให้การนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ามาใช้งานสอดคล้องกับข้อกำหนดและนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร โดยรองรับฟีเจอร์ Screen Lock, Authentication Control, Device Location Tracking, Remote Wipe, Root/Jailbreak Detection และ Security Profiles

แนะนำ Bitdefender GravityZone สำหรับองค์กรระดับ Enterprise

Bitdefender GravityZone เป็นโซลูชัน Endpoint Security ที่ถูกออกแบบมาสำหรับปกป้องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบ Physical และ Virtual, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊กและอุปกรณ์พกพา ครอบคลุมทั้งระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Linux, Android และ iOS โดยผู้ดูแลระบบสามารถเลือกบริหารจัดการได้แบบรวมศูนย์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลางหรือระบบ Cloud

Bitdefender GravityZone แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มโซลูชัน ได้แก่ Business Security, Advanced Business Security, Elite Security HD, Ultra Security และ Enterprise Security ซึ่งแตกต่างกันไปตามฟีเจอร์ที่แสดงดังตารางด้านล่าง สำหรับ License จะเป็นแบบ Subscription และพิจารณาตามจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการคุ้มครอง

คลิกที่ภาพเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

ครองตำแหน่ง “สุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี” ประจำปี 2017

AV-Comparatives สถาบันอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำการทดสอบซอฟต์แวร์รักษาความมั่นคงปลอดภัย ประกาศให้โซลูชันของ Bitdefender เป็น “สุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี” ประจำปี 2017 โดยมีผลการทดสอบระดับ Advanced+ (ระดับสูงสุด) ในทุกการทดสอบรวม 7 รายการ เหนือผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งรายอื่นๆ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Gold Award จากการทดสอบ Real-World Protection Test อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ Bitdefender GravityZone สามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งานได้ฟรีที่ https://www.bitdefender.co.th/business/free-trials/?who=Tech_Talk_Thai

5 เหตุผลสำคัญที่ควรทดลองใช้ Bitdefender GravityZone

  1. ถูกจัดอันดับในการทดสอบด้านความสามารถในการป้องกัน ประสิทธิภาพ และความง่ายในการใช้งานจากสถาบันอิสระมากที่สุด และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ในการปกป้องอุปกรณ์กว่า 500 ล้านเครื่องทั่วโลก
  2. Global Protective Network ทำการวิเคราะห์และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยจากอุปกรณ์กว่า 500 ล้านเครื่องและจากแหล่งอื่นๆ เพื่อตรวจหาและป้องกันภัยคุกคามจากทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาที
  3. เป็นระบบ Advanced Endpoint Protection ที่มีการนำเทคนิค Machine Learning และ Heuristics ระดับสูงมาใช้เพื่อตรวจจับและบล็อก Ransomware รวมไปถึง Zero-day Attacks ที่มีความซับซ้อนสูง
  4. ใช้งานได้ง่ายผ่านทางหน้าบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ซึ่งถูกออกแบบมาให้สามารถติดตามแพลตฟอร์มทั้งหมดภายใต้สภาวะแวดล้อมทั้ง Cloud และ Virtualization
  5. สนับสนุนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่พร้อมช่วยเหลือในทุกๆ ขั้นตอน

from:https://www.techtalkthai.com/introduction-to-bitdefender-gravityzone-for-enterprise/

INET จับมือกับ Oracle เปิดตัว INET SPARC on Cloud พร้อมให้ทดลองใช้ฟรี

   

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ร่วมกับ Oracle ประเทศไทยประกาศเปิดตัว INET SPARC on Cloud พร้อมให้บริการแพลตฟอร์ม Oracle SPARC และระบบปฏิบัติการ Solaris บนระบบ Cloud ในประเทศไทย ตอบโจทย์ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ Oracle เช่น ระบบฐานข้อมูล ที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud สมรรถนะสูง หรือวางระบบ Disaster Recovery-as-a-Service

SPARC IaaS แห่งแรกในประเทศไทย

ซอฟต์แวร์ของ Oracle เช่น Oracle Database เป็นพื้นฐานของระบบสำคัญ เช่น แอพพลิเคชันระดับ Mission Critical ขององค์กร ซึ่งส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบปฏิบัติการ Solaris เนื่องจากจุดเด่นด้านความเสถียรและความต่อเนื่องในการให้บริการ ประกอบกับการพัฒนาแบบ Agile ซึ่งมีการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเข้าสู่ยุค Digital หลายองค์กรเริ่มสนใจนำระบบ Cloud เข้ามาใช้ แต่ผู้ให้บริการระบบ Cloud ในไทยส่วนใหญ่มักให้บริการแพลตฟอร์ม Intel x86 ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานแอพพลิเคชันทั่วไป องค์กรที่ต้องการใช้ระบบปฏิบัติการ Solaris หรือแพลตฟอร์ม Oracle SPARC จำเป็นต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์ แล้วนำมา Co-Location ที่ Data Center ของผู้ให้บริการ และยังต้องดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเองอีกด้วย ทำให้สิ้นเปลือง CapEx และ OpEx เป็นอย่างมาก

INET เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงจับมือกับ Oracle เพื่อให้บริการ INET SPARC on Cloud ซึ่งเป็น SPARC IaaS รายแรกในประเทศไทยสำหรับสนับสนุนการใช้แอพพลิเคชันระดับ Mission Critical บนระบบ Cloud โดยเฉพาะ ตอบรับกระแสการส่งผ่านเทคโนโลยีจาก Data Center ไปสู่ระบบ Cloud ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำกว่า บำรุงรักษาง่ายกว่า และขยายระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ออกแบบมาสำหรับ DRaaS และการใช้ซอฟต์แวร์ของ Oracle โดยเฉพาะ

INET SPARC on Cloud เป็นโครงข่ายพื้นฐานที่สนับสนุนโดยระบบฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ของ Oracle รุ่นล่าสุดที่ผ่านการออกแบบเชิงวิศวกรรมมาเป็นอย่างดี อัดแน่นด้วยคุณสมบัติต่างๆ สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยของการใช้ซอฟต์แวร์ Oracle ให้ถึงขีดสุด

คุณสมบัติสำคัญของระบบปฏิบัติการ Solaris และซอฟต์แวร์ Oracle คือ “Binary Compatibility” ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้ง Solaris เวอร์ชันเก่าบนฮาร์ดแวร์รุ่นล่าสุดของ Oracle ได้อย่างไร้ปัญหา รวมไปถึงแอพพลิเคชันต่างๆ ที่พัฒนาบน Solaris เวอร์ชันเก่า ก็สามารถนำมาใช้บน Solaris เวอร์ชันใหม่และฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ได้ด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์คือลูกค้าสามารถส่งผ่านระบบของ Oracle ทั้งหมดจาก Data Center มาไว้ที่ระบบ Cloud ของ INET หรือใช้เป็น DR Site ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ Oracle บนแพลตฟอร์ม UNIX หรือฮาร์ดแวร์สถาปัตยกรรม Intel x86 การเปลี่ยนมาใช้ SPARC IaaS นอกจากจะช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการทำงาน (Availability) และสามารถขยายระบบในอนาคตได้ง่ายแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ซอฟต์แวร์ Oracle ขึ้นอีกหลายเท่าตัว ต้องขอบคุณคุณสมบัติ “Software in Silicon” ซึ่งเป็นการนำฟังก์ชันที่ใช้งานบ่อยบนซอฟต์แวร์ มาทำงานบนระดับ CPU แทน ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ซอฟต์แวร์ Oracle บนฮาร์ดแวร์ของ Oracle จะช่วยลดค่า License ลงได้มากถึง 50% ส่งผลให้ลูกค้าสามารถนำงบค่า License ส่วนที่เหลือมาดำเนินโครงการ DR Site ได้ เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 3 ตัว

ระบบ Cloud ในประเทศ พร้อมผู้เชี่ยวชาญให้บริการแบบ 7/24

จุดเด่นสำคัญของบริการ INET SPARC on Cloud เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการ Public Cloud ต่างประเทศ เช่น Amazon Web Services หรือ Microsoft Azure คือ INET มี Data Center อยู่ในประเทศไทยถึง 3 แห่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการบนระบบ Cloud ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหลออกนอกประเทศ ที่สำคัญคือ มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Oracle SPARC และ Solaris โดยเฉพาะ ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุนแบบ 7/24 นอกจากนี้ INET ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์หลายรายพร้อมให้บริการโซลูชันของ Oracle แบบครบวงจร ช่วยลดภาระของฝ่าย IT และลูกค้าสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจของตนได้อย่างไร้กังวล

การันตีความมั่นคงปลอดภัยด้วย CSA-STAR และ ISO/IEC 27001:2013

INET ให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ “Trusted Cloud” เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ SPARC IaaS โดยผ่านมาตรฐานสำคัญระดับสากลถึง 3 รายการ ได้แก่

  • ISO/IEC 20000-1:2011: มาตรฐานระบบบริหารจัดการการให้บริการทางด้าน IT
  • ISO/IEC 27001:2013: มาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
  • CSA-STAR: มาตรฐานการรับประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยของผู้ให้บริการระบบ Cloud (รายแรกของประเทศไทย)

ทำให้มั่นใจได้ว่า ระบบและข้อมูลสำคัญของลูกค้ามีความถูกต้อง ถูกปกปิดเป็นความลับ และพร้อมใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง รับประกันคุณภาพสูงด้วย Service Level Agreement (SLA) ระดับมาตรฐานสากล

“INET มีบริการย้ายระบบขึ้น SPARC Infrastructure Cloud โดยพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ ให้ลูกค้าเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม และด้วยราคาที่เสนอสำหรับลูกค้าไทย นับเป็นการบริการ Cloud ระดับ Enterprise-class ที่คุ้มค่า โดยจะทำการติดตั้งบน Data Center ของเราซึ่งผ่านมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ทั้งหมด และยังช่วยให้ลูกค้าของเราปฏิบัติตามกฎ Data Sovereignty อีกด้วย” — คุณมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการของ INET กล่าว

พร้อมให้บริการ 4 Packages เริ่มต้นที่ 2 vCPU

INET SPARC on Cloud พร้อมให้บริการตั้งแต่บริษัทระดับ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยแบ่ง Package การใช้งานออกเป็น 4 ระดับ คือ S, M, L และ XL ตามปริมาณทรัพยากรที่ใช้ ดังแสดงในรูปด้านล่าง ลูกค้าสามารถปรับเพิ่มลดทรัพยากรได้อย่างอิสระและเลือกได้ว่าจะชำระค่าบริการเป็นแบบรายเดือนหรือตามการใช้งานจริง ที่สำคัญคือ Package S เริ่มต้นที่ 2 vCPU เท่านั้น เมื่อเทียบกับการซื้อเซิร์ฟเวอร์ SPARC S7 ขนาดเล็กที่สุด 16 Cores หรือ 128 vCPU แล้ว ถือว่าประหยัดเงินลงทุนเป็นอย่างมาก เหมาะสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีงบประมาณจำกัด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ INET SPARC on Cloud สามารถลงทะเบียนเพื่อขอทดลองใช้งานฟรีได้ที่ http://www.inet.co.th/sparc/

ปัจจุบัน มีลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนหลายราย เช่น บริษัทในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและสถาบันการศึกษา เริ่มใช้บริการ INET SPARC on Cloud แล้ว ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจทั้งด้านความเสถียรของระบบและความคุ้มค่า ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการได้ที่ INET Call Center โทร 02-257-7000 หรืออีเมล info@inet.co.th หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.inet.co.th/sparc/

from:https://www.techtalkthai.com/inet-sparc-on-cloud/

Google ทดสอบฟีเจอร์ใหม่ใน Play Store เปิดให้ทดลองใช้แอพหรือเกมฟรีๆ 10 นาทีก่อนตัดสินใจซื้อ

นับเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับหากว่า Google เปิดให้ใช้งานจริงๆใน Play Store โดยฟีเจอร์ที่เรากำลังพูดถึงนี้คือฟีเจอร์ที่ว่าด้วยการเปิดให้ทดลองแอพหรือเกมต่างๆใน Play Store แบบฟรีๆ 10 นาที ก่อนที่ผู้ใช้จะตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อซื้อแอพหรือเกมนั้นๆ

โดยรายงานล่าสุดได้แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้บางรายในสหรัฐฯสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ ซึ่งเมื่อผู้ชายรายดังกล่าวเข้าไปใน Play Store ในหน้าแอพข้างๆปุ่ม ” Buy ” จะมีคำว่า ” Try Now ” เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเมื่อกดเข้าไปแล้วก็จะเป็นการได้เข้าไปทดสอบเกมนั้นๆเป็นเวลา 10 นาที ตามรายงานระบุว่าผู้ใช้พบอาการค้างและกระตุกบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

google_play_1475572889338

ทั้งนี้ผู้ใช้ที่ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้ยังได้ระบุรายละเอียดไว้ว่า…เวลาที่กดปุ่ม Try Now ไปแล้ว เมื่อเข้าไปในเกมก็จะมีปุ่มให้กดออกจากการทดสอบได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีการแจ้งเวลาไว้ด้วยว่าผู้ใช้มีเวลาในการทดสอบเหลืออยู่เท่าไร นอกจากนี้ยังพบว่าตัวเกมไม่ได้จำกัดจำนวนครั้งในการเข้าทดสอบด้วย แต่ทว่าทุกครั้งที่กดเข้าไปทดสอบจะเป็นการเริ่มตั้งแต่ต้นใหม่ พูดง่ายๆก็คือไม่มีการเซฟเกมที่เล่นค้างไว้ให้นั่นเองครับ

gsmarena_003-2

สำหรับการเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้คงต้องรอให้ทาง Google ออกมาประกาศอีกทีครับว่าจะเริ่มเปิดให้ใช้งานกันเมื่อไร อีกทั้งต้องมารอดูด้วยว่าฟีเจอร์นี้จะครอบคลุมแอพประเภทไหนบ้าง ไม่แน่ว่าทาง Google อาจจะออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมในงานที่จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกขณะนี้เลยก็เป็นได้ คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

from:https://www.appdisqus.com/2016/10/05/google-play-now-features-10-minute-streaming-game-trials.html

ลองใช้ FireEye Email Threat Prevention Cloud ฟรี 14 วัน

fireeye_logo

FireEye บริษัทผู้นำด้านบริการ Cyber Security สำหรับป้องกัน Advanced Malware, Zero-day Exploits และ APTs เปิดให้ทดลองใช้ Email Threat Prevention บนระบบ Cloud ได้ฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลานานถึง 14 วัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามสมัยใหม่ที่นับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่ง Email Anti-spam และ Antivirus อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

fireeye_etp_1

การป้องกันแบบ Signature-based ในปัจจุบันนี้ถือว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคาม FireEye Email Threat Prevention Cloud (ETP) ช่วยปกป้องระบบ Email จากการโจมตีและมัลแวร์ระดับสูง ที่มีเทคนิคการหลบหลีกไม่ให้ระบบป้องกันภัยคุกคามทั่วไปสามารถตรวจจับได้ โดยมีคุณสมบัติเด่น คือ

  • ป้องกันการโจมตีแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Spear Phishing หรือ Email ที่มีการแนบ URL หรือไฟล์แปลกปลอมที่มีมัลแวร์แฝงตัวอยู่
  • พร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ล่าสุด โดยมีการอัพเดท Threat Intelligence ทุกๆ 60 นาที
  • ติดตั้งและบริหารจัดการได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ รวมทั้งไม่ต้องคอยแพทช์และอัพเกรดแต่อย่างใด
  • ตอบโจทย์ความต้องการและ Privacy โดยผ่านบริการบนระบบ Cloud ที่ทั้งเร็วและเรียบเนียน

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้ FireEye Email Threat Prevention Cloud ได้ฟรี ก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ ที่ https://www2.fireeye.com/COMMERCIAL-ETP-Free-Trial.html

fireeye_etp_2

from:https://www.techtalkthai.com/fireeye-email-threat-prevention-free-trial/