คลังเก็บป้ายกำกับ: FLUKE_NETWORKS

เทคโนโลยี Single-Pair Ethernet (SPE) และสิ่งที่คาดจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งต้องจับตา

ผ่านมาหลายปีแล้วหลังจากทางสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือ IEEE เปิดตัวมาตรฐาน IEEE 802.3cg-2019 ที่เป็นอีเธอร์เน็ตคู่สายเดี่ยว (SPE) ความเร็ว 10 Mb/s ซึ่งต่อมาก็มีความเคลื่อนไหวและความร่วมมือในวงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้จำนวนมาก จึงมองว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่เราควรมาอัปเดตสถานะของ Single-Pair Ethernet (SPE) นี้กัน

มีหลายสมาพันธ์และคณะกรรมการดูแลที่ถูกตั้งขึ้นมารับกับการพัฒนาของมาตรฐาน IEEE 802.3cg อย่างทางสมาคมอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TIA) ก็ตั้งคณะกรรมการดูแลด้านอีเธอร์เน็ตคู่สายเดี่ยว (SPEC) ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์สายเคเบิลและเครื่องมือทดสอบชั้นนำในตลาด ที่รวมถึง Fluke Networks ด้วย ยังมีสมาพันธ์ระบบอีเธอร์เน็ตซิงเกิลแพร์ (ที่ Fluke Networks ก็เป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน) ประกอบด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์อัตโนมัติทั้งในอุตสาหกรรมและในอาคารหลายราย รวมถึงผู้จำหน่ายสายเคเบิลและระบบเชื่อมต่อที่ใช้ในพื้นที่โรงงาน นอกจากนี้ยังมีเครือข่าย Single-Pair Ethernet Partner Network และกลุ่มย่อย คณะกรรมการที่เกี่ยวกับ SPE ต่างๆ ภายใต้สมาคมของหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและระบบออโตเมชั่นในอาคารเชิงพาณิชย์ ทางฝั่งผู้จำหน่ายชั้นนำก็มีพัฒนาระบบ Ethernet-APL (Advanced Physical Layer) เพื่อใช้กับระบบประมวลผลในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายโดยวิ่งบน 10BASE-T1L ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ทั้งภาคการศึกษา การตื่นตัวในตลาด และด้านมาตรฐาน ต่างทำให้มั่นใจได้กับระบบนิเวศการพัฒนาอุปกรณ์และสายเคเบิล, มาตรฐาน, และสเปกทั้งหลายเพื่อเร่งความเร็วในการนำ SPE มาใช้สนับสนุน IoT/IIoT ทั้งในเครือข่ายของเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)

ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากหลายกลุ่มข้างต้นค่อนข้างใหม่ แต่เทคโนโลยี SPE ก็อยู่คู่กับเรามาหลายปีก่อนแล้ว โดย IEEE เปิดตัวมาตรฐานของ SPE ในรูป 802.3bw 100BASE-T1 เมื่อปี 2015 และ 802.3bp 1000BASE-T1 ในปี 2016 ที่รองรับสายเคเบิลคู่สายเดี่ยวแบบหุ้มฉนวน (STP) ได้ระยะทางถึง 40 เมตร หรือได้ 15 เมตรถ้าใช้สายแบบไม่หุ้มฉนวนพิเศษ (UTP) สเปกของระบบ SPE เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลักเพื่อใช้ในการสื่อสารภายในตัวรถ และเมื่อมีมาตรฐานใหม่อย่าง 802.3cg 10BASE-T1S/L เปิดตัวเมื่อปี 2019 ก็ถือว่า SPE ก้าวเข้ามาในตลาดเต็มตัว ด้วยช่องทางการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้นทั้งฝั่งอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์

หลังจากการปล่อยมาตรฐาน 802.3cg ออกมานั้น ทั้งคณะกรรมการไฟฟ้าและเคมีนานาชาติ (IEC) รวมทั้งองค์กรด้านมาตรฐานนานาชาติหรือ ISO ได้พัฒนามาตรฐานหัวต่อชุด 63171 และมาตรฐานสายเคเบิล 61156 สำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานทั้งเชิงพาณิชย์ (MICE1) และเชิงอุตสาหกรรม (MICE2 และ MICE3) มาตรฐานจากทั้ง ISO/IEC และ TIA ต่างอิงตาราง MICE ที่จำแนกลักษณะสภาพแวดล้อมการใช้งาน ที่ M หมายถึงเชิงกล (การโค้งงอ การสั่นสะเทือน), I คือการแทรกซึมเข้าเส้น (เช่น ความชื้น), C คือสภาพอากาศ (อุณหภูมิ) และ E คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (คลื่นรบกวน) สำหรับ SPE ที่จัดอยู่ในสภาพแวดล้อมใช้งานเชิงอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์ MICE ระดับ 2 และ 3 ขณะที่ส่วนที่ใช้งานเชิงพาณิชย์นั้นจะเป็น MICE ระดับ 1 (ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลเวลของ MICE ได้ในบทความเรื่องปัญหาสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตในอุตสาหกรรม flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/industrial-ethernet-cable-probems-mice )

 

การจัดระดับตามหลัก MICE โดย M ย่อจาก Mechanical, I คือ Ingress, C คือ Climatic, และ E คือ Electromagnetic

ถัดจากการปล่อย 802.3cg ตามด้วยการนำ SPE เข้ามาอยู่ในมาตรฐานระบบโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลอย่าง ISO/IEC 11801 แล้วล่าสุดปี 2022 TIA ได้ปล่อยมาตรฐานชิ้นส่วน SPE สำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่าง ANSI/TIA-568.5 ให้สอดคล้องกับทาง ISO/IEC นอกจากนี้ยังมีการนำ SPE เข้าผนวกกับมาตรฐาน TIA-1005 สำหรับสายเคเบิลในโรงงานอุตสาหกรรม และมาตรฐาน TIA-862 สำหรับใช้งานในอาคารอัจฉริยะด้วย

รวมทั้งยังมีคณะทำงานด้านสายเคเบิลอุตสาหกรรม TR-42.9 ที่กำลังพัฒนามาตรฐานใหม่ ANSI/TIA-568.7 สำหรับสายบิดเกลียวคู่เดี่ยวแบบสมดุลสำหรับใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ มาตรฐานสายเคเบิลทั้งฝั่ง ISO/IEC และ TIA ต่างแนะนำให้ SPE ใช้หัวต่อแบบ LC จาก CommScope สำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์ และหัวต่อแบบ T1 จาก Harting แต่ก็อนุญาตให้ใช้หัวต่อที่ผ่านการรับรองจาก IEC (ตัวอย่างเช่น 63171) ได้

เทรนด์การใช้ SPE ในตลาดกำลังมาแรง
ปัจจุบันมีมาตรฐานและรูปแบบการใช้งานที่เกี่ยวข้องมากมาย จนทำให้ตลาดของ SPE ขยายตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขล่าสุดที่ศึกษาโดย The Insight Partners ทำนายว่าตลาด SPE จะเติบโตขึ้นสู่ระดับ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2028 ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ผลิตสายเคเบิลที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมารองรับ SPE จากแนวโน้มในการถูกนำมาใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมและระบบออโตเมชั่นในอาคารมากขึ้น รวมไปถึงโซลูชั่นที่ใช้ระบบ SPE นอกจากแค่ภายในรถยนต์และระบบในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีใช้มานานอยู่แล้ว

ส่วนการเติบโตในตลาดมากกว่านี้จำเป็นต้องมีการนำ SPE ไปใช้กับผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องงมือต่างๆ ด้วย ทั้งในระดับแอพพลิเคชั่นและระดับประมวลผล I/O และหลายเจ้าเองก็มีแผนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน SPE แล้วด้วย ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นสวิตช์และอุปกรณ์ฝั่ง Edge ที่ใช้ SPE อย่างเช่น Programmable Logic Controller หรือตู้ไฟคอนโทรลเลอร์ PLC ที่เป็นเซ็นเซอร์, หัวขับวาล์วควบคุม (Actuator), มิเตอร์ต่างๆ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ ซึ่งการนำ SPE มาใช้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้ได้ระบบที่รวดเร็ว ใช้งานง่ายแบบ Plug-and-Play ทั้งในโรงงานและสมาร์ทบิวดิ้ง

ทว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้กันในตลาดจะดูช้ากว่าการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปมักต้องใช้เวลาหลายปีกว่าสเปกในระดับกายภาพจะออกมาให้พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมตอนนี้เราเพิ่งเห็นโซลูชั่นต่างๆ ออกมาสู่สายตาคนภายนอก ตลาดด้านเทคโนโลยีควบคุมในอาคารเองก็ใช้เวลาในการตามเทรนด์ใหม่ด้วยเนื่องจากธรรมชาติของระบบเหล่านี้เอง และความจำเป็นที่ต้องมีการทดสอบและตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกด้าน อย่างในกรณี SPE เอง โรคโควิด-19 ก็เข้ามาส่งผลกระทบต่อการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ทำให้เกิดอุปสรรคในการสร้างซัพพลายเชนด้วย

Fluke Networks ก็จับตามองตลาด SPE อยู่
ขณะที่การย้ายมาใช้ SPE ดูเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่เราก็น่าจะได้เห็นอุปกรณ์หลากหลายแบบเข้ามาในตลาดเพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมหรือ OT ที่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่แยกแบรนด์ แยกไซโลกันหลายระบบ มาเป็นระบบเดียวที่คุยกันได้หมดผ่านอีเธอร์เน็ตที่ช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพและความสามารถการผลิต

ตัวอย่างเช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นกำลังต้องการอุปกรณ์ที่ทำงานผสานระบบส่วนปลายเครือข่ายของระบบออโตเมชั่นหรือในระดับ IO เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบบอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีระดับ Industry 4.0 และ IIoT อย่าง AI, แมชชีนเลิร์นนิ่ง, และการสื่อสารระหว่างเครื่องจักรด้วยกัน ซึ่ง SPE จะเข้ามาช่วยเรื่องความสอดคล้องตามมาตรฐาน, ให้แบนด์วิธมากขึ้น และลิมิตระยะทางการเชื่อมต่อที่ไกลขึ้น ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและน้ำหนักของสายเคเบิล (รวมถึงพื้นที่ใช้งานด้วย) และความสามารถในการส่งต่อกำลังไฟฟ้าไปยังตำแหน่งที่ห่างไกลผ่านเทคโนโลยี Power over Data Line (PoDL) ที่ช่วยตัดความจำเป็นที่ต้องมีระบบสายไฟแยกต่างหาก

ส่วนในพื้นที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ SPE ก็ใช้ประโยชน์ที่คล้ายกันทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความสะดวกในการจ่ายไฟ ร่วมกับความสามารถในการผสานระบบออโตเมชั่นในอาคารเข้ากับระบบ OT/IT อื่น (เช่น ระบบความปลอดภัย ระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น) เพื่อรองรับ IoT และสมาร์ทบิวดิ้งอย่างเช่นสมาร์ทเซ็นเซอร์, สมาร์ทมิเตอร์, การวิเคราะห์ข้อมูล, การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) และอื่นๆ อีกมากมาย

และแม้ตลาดจะยังไม่มีความต้องการด้านการทดสอบระบบ SPE ที่หน้างานอย่างชัดเจน Fluke Networks เองก็จับตามองตลาดอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การเปิดตัวระบบทดสอบ SPE หลังจาก IEEE ปล่อยมาตรฐาน 802.3cg 10BASE-T1S/L ออกมาไม่นาน เราจะยังเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มต่างๆ ที่ดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับสมาพันธ์และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับ SPE รวมไปถึงการทำงานร่วมกับผู้จำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือหลากหลายประเภทเพื่อขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่มีการนำ SPE ติดตั้งอย่างแพร่หลาย เราจะพร้อมทันทีในการรองรับการทดสอบและแก้ปัญหาเครือข่าย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/single-pair-ethernet

from:https://www.enterpriseitpro.net/spe-has-obvious-industry-momentum/

LinkIQ เครื่องทดสอบประจำกายที่ตรวจสายต่างๆ ได้ง่ายทั่วเน็ตเวิร์ก

จากรายงาน Network Field Report ที่สำรวจเมื่อปี 2021 กับผู้ที่ทำงานด้านไอทีกว่า 350 ราย พบว่ากว่า 70% เจอกับงานด้านการตั้งค่าเครือข่ายทุกวัน หลายครั้งแต่สัปดาห์ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และเกือบ 50% ยังระบุด้วยว่า ต้องใช้เวลากว่าครึ่งในการทำงานด้านเน็ตเวิร์กเชิงรับอย่างการแก้ปัญหา การทำแผนผังเชื่อมต่อ และการตั้งค่าต่างๆ ทำให้เหลือเวลาในการวางแผนเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ หรือการปฏิวัติทางดิจิตอลน้อยมาก

ลองนึกภาพทีมงานด้านไอทีของคุณที่สามารถเร่งความเร็วในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบนระบบสายเคเบิล การตรวจให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ใหม่จะทำงานได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาเน็ตเวิร์กทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเลยนั้น จะวิเศษมากขนาดไหน ซึ่งคุณทำได้ด้วยเครื่องทดสอบใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวปีที่แล้วอย่าง Fluke Networks’ LinkIQ™ ที่รวมการทดสอบทั้งระดับสายเคเบิลกายภาพและระบบเน็ตเวิร์กอยู่ในเครื่องเดียวกันอย่างง่ายๆ ที่สำคัญ ตอนนี้เรายกระดับให้ LinkIQ ฉลาดขึ้นมาอีกด้วยซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ 1.1 นี้

ปิงไอพีได้แล้ว! ลดเวลาแก้ปัญหาได้อีก

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ดีที่สุดของ LinkIQ ก็คือความสามารถในการรับข้อมูลโปรโตคอลทั้ง Link Layer Discovery Protocol (LLDP) และ Cisco Discovery Protocol (CDP) จากสวิตช์ ที่ใช้ในการค้นหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยพร้อมทั้งระบุสเปกของอุปกรณ์ตัวเอง ซึ่งใช้ประโยชน์ในการตรวจปัญหาของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อปลายอีกด้านหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตัวสวิตช์ที่ลิงค์เชื่อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความเร็วและดูเพล็กซ์ที่รองรับ เลขพอร์ตบนสวิตช์ ไปจนถึงเวอร์ช่วลแลน (VLAN) ที่กำหนดสำหรับลิงค์ดังกล่าว คุณสามารถตรวจเจอปัญหาบนเครือข่ายที่เกิดจากการตั้งค่าสวิตช์ผิดพลาดได้ง่ายและรวดเร็ว หรือไม่ว่าลิงค์ดังกล่าวต่อเข้าพอร์ตสวิตช์ผิดพอร์ต หรือกำหนดเข้าผิดวีแลน โดยไม่จำเป็นต้องเดินไปถึงหน้าตู้เพื่อตรวจการเชื่อมต่อสายบนสวิตช์ด้วยตัวเอง และถ้าต้องการขนาดที่จะหาพอร์ตสวิตช์ที่เชื่อมต่อด้วยบนหน้าตู้ Link IQ ก็มีฟีเจอร์ช่วยให้มองได้ง่ายขึ้นอย่าง Blink Port Light ด้วย

IP Ping ทำให้ LinkIQ ได้ความสามารถในการแก้ปัญหาและทดสอบการเชื่อมต่อได้มากขึ้นไปอีกขั้น

และในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ เราได้ขยายขอบเขตความสามารถในการแก้ปัญหาและทดสอบการเชื่อมต่อของเครื่อง LinkIQ ด้วยฟีเจอร์ IP Ping (ICMP Echo/Reply) โดยเมื่อคุณเทสปิง LinkIQ จะทราบได้ว่าเกตเวย์หรือเซิร์ฟเวอร์โดเมนเนม (DNS) นั้นๆ บนเน็ตเวิร์กหรืออินเทอร์เน็ตออนอยู่ไหม เข้าถึงได้หรือเปล่า ซึ่งมีประโยชน์มากในการตรวจสอบเมื่ออุปกรณ์มีปัญหาในการเข้าถึงที่อยู่ไอพีดังกล่าว นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบเวลาหน่วงหรือ Latency ที่ระบุเวลาไปกลับที่มากที่สุดผ่านเครือข่ายได้ด้วย สำหรับการทดสอบปิงนั้น คุณสามารถกำหนดที่อยู่ไอพี (IPv4 หรือ v6) บน LinkIQ ได้ทั้งกำหนดด้วยตัวเอง หรือข้อมูลผ่านโปรโตคอล Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) ที่เป็นที่อยู่ไอพีจากเซิร์ฟเวอร์กำหนดมาให้อัตโนมัติ

รองรับหลายภาษา

ตอนนี้อินเทอร์เฟซใช้งานบน LinkIQ รองรับมากถึง 12 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สเปน จีนตัวเต็มและตัวย่อ เกาหลี รัสเซีย อิตาลี โปรตุเกส หรือแม้แต่ภาษาไทย ทำให้ใครก็ได้ก็สามารถใช้ทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลา แป้นคีย์บอร์ดเองยังรองรับอักขระพิเศษและสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วย

เพิ่มฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการทดสอบระดับเน็ตเวิร์กอีก

ด้วยหน้าจอสัมผัสแบบใช้นิ้วเลื่อน และระบบควบคุมที่ชัดเจน ทำให้ LinkIQ เป็นเครื่องทดสอบประสิทธิภาพสายเคเบิลและตรวจความถูกต้องของการเชื่อมต่อที่ใช้งานง่ายที่สุดเครื่องหนึ่ง และในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ คุณจะสามารถตรวจความถูกต้องของการเชื่อมต่อพร้อมๆ กับเวลาตอบกลับของอุปกรณ์เครือข่ายที่สำคัญได้เพียงแตะครั้งเดียว อย่างปุ่ม Autotest ซึ่งถ้า LinkIQ เห็นข้อมูล Remote ID ของปลายสายอีกด้าน ก็จะรู้ทันทีว่าคุณกำลังทดสอบสายเคเบิลอยู่ ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน พารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพต่างๆ หรือแม้แต่ตีความจากกราฟเอง โดยการทดสอบสายเคเบิลด้วยเครื่องนี้จะแสดงสิ่งที่คุณอยากรู้เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสายเคเบิลผ่านการทดสอบ Wire Map และรองรับอัตราการส่งข้อมูลที่ต้องการ ที่วัดได้สูงสุดที่ 10Gb/s ทั้งหมดนี้แสดงอยู่ในรูปกราฟิกแบบ “สเกลหน้าปัด” ที่อ่านเข้าใจง่าย

ถ้าสายเคเบิลไม่ผ่านการทดสอบ Wire Map ก็สามารถดูจากแผนผังจอสีที่ขึ้นแยกลวดตัวนำแต่ละเส้นให้มองได้ง่ายว่าเกิดจากปัญหาอะไร เช่น ลัดวงจร วงจรเปิด หรือเข้าหัวสายผิดอย่างต่อย้อนกลับ ต่อข้ามสาย หรือต่อแยกคนละคู่สาย อีกทั้งถ้าเป็นสายเคเบิลแบบหุ้มฉนวน ก็บอกได้ด้วยว่าฉนวนที่หุ้มนั้นต่อเนื่องตลอดความยาวสายหรือไม่ ภาพกราฟิกหน้าปัดบอกความเร็วที่เห็นค่าชัดเจนนี้ยังบอกได้ง่ายๆ ว่าสายเคเบิลดังกล่าวรองรับอัตรารับส่งข้อมูลที่คุณเลือกไหม ไล่ตั้งแต่ 10 Mb/s ถึง 10 Gb/s และถึงแม้คุณอาจไม่ทราบ (หรือไม่จำเป็นต้องรู้) เกี่ยวกับกลไกของพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพต่างๆ เครื่อง LinkIQ ก็บอกคุณได้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นที่ความยาว ทิศทางการโยงสาย ค่าการสูญเสียพลังงานภายในสาย ค่าการสูญเสียไปกลับ ครอสทอล์กฝั่งใกล้ตัว หรือความแตกต่างของดีเลย์ ในกรณีที่คุณอยากวิเคราะห์ลงลึกไปอีก

มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อทดสอบ PoE

LinkIQ เวอร์ชั่น 1.1 นี้ให้คุณมั่นใจกับการทดสอบระบบ PoE มากกว่าเดิม ด้วยการแสดงค่าคลาส PoE (0 – 80 ที่เจรจาใช้ได้จริงบนลิงค์ รวมทั้งวัตต์ไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ได้รับกระแส (PD) ที่เกิดขึ้นทั้งในระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อบนเครือข่าย และรับการจัดสรรกำลังไฟได้อย่างไดนามิกจากอุปกรณ์ฝั่งจ่ายกระแส อย่างสวิตช์ PoE นอกจากนี้เครื่อง LinkIQ ยังเจาะลึกได้มากขึ้นไปอีกด้วยการกระตุ้นโหลดไฟที่ PD จะร้องขอบนวงจร เพื่อยืนยันว่าจะมีกำลังไฟและศักย์ไฟฟ้าที่ต้องการเข้ามาในวงจรได้จริง

ที่สำคัญ ตอนนี้เครื่อง LinkIQ ผ่านการรับรองโดย Ethernet Alliance แล้ว นั่นหมายความว่าได้ผ่านการทดสอบในแล็ปที่เข้มงวดอย่างมากจนรับประกันว่าสอดคล้องตามข้อกำหนดทุกประการตามมาตรฐาน IEEE 802.3 PoE พร้อมทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE อื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นแค่ 1 ใน 2 เครื่องนอกจาก Fluke Networks’ MicroScanner™ PoE ที่เป็นเครื่องทดสอบ PoE หน้างานที่ผ่านการรับรองของ EA ด้วย

แค่นี้ยังไม่พอ

LinkIQ สามารถสร้างสัญญาณโทนนิ่งทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอลสำหรับใช้ร่วมกับ Fluke Networks’ IntelliTone™ Probe และ Pro3000™ Tone and Probe ได้ ทำให้ตรวจติดตามเส้นทางสายเคเบิล หรือตรวจจับตำแหน่งที่มีปัญหา (สายขาด ลัดวงจร หรือเข้าคู่ย้อนกลับ) แม้จะฝังสายภายในผนังหรือมัดอยู่ในห้องชุมสายที่แยกได้ยากก็ตาม

และในยุคที่เครือข่ายทวีความซับซ้อนจนจำเป็นต้องทำเอกสารอธิบายอย่างตอนนี้ เครื่อง LinkIQ ก็เข้ามาตอบโจทย์ด้วยการจัดเก็บผลการทดสอบได้มากถึง 1,000 รายการพร้อมสามารถกำหนดชื่อที่สื่อความหมายตามต้องการได้ รวมทั้งตั้งให้รันตัวเลขอัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลาตอนที่ทดสอบไล่ตามลำดับ รวมทั้งยังสามารถส่งออกข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์จัดการการทดสอบสายเคเบิลอย่าง Fluke Networks’ LinkWare™ PC เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างทำงานร่วมกันได้ ตั้งแต่การจัดเก็บและจัดการผลการทดสอบไปจนถึงการสร้างรายงาน PDF

แม้คุณอาจไม่ได้หวังว่าการทดสอบสายเคเบิลและเน็ตเวิร์กจะง่ายไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่หยุดด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์ของ LinkIQ ขึ้นเป็นเวอร์ชั่น 1.1 แบบนี้ เจ้าของเครื่องปัจจุบันก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดตัวใหม่นี้ได้จากhttps://www.flukenetworks.com/support/downloads?title=LinkIQ&field_related_pro_dis_new_cont_target_id=290031 และสำหรับเครื่องทดสอบ LinkIQ Cable+Network Tester ตัวใหม่ก็มีพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วทั้งผ่านการสั่งออนไลน์และผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Fluke Networks ทั่วโลก

from:https://www.enterpriseitpro.net/linkiq-your-essential-network-cable-tester/

5 กฎเหล็กด้านความปลอดภัยเมื่อต้องทำงานกับสายไฟเบอร์

มีอันตรายหลายแบบมากที่ต้องเฝ้าระวังเวลาทำงานกับเน็ตเวิร์กไม่ว่าจะเชิงพาณิชย์หรือตามโรงงานอุตสาหกรรม แม้สายใยแก้วนำแสงดูเผินๆ เหมือนปลอดภัย ไม่ได้นำกระแสไฟฟ้าเหมือนสายทองแดง ไม่ได้เกิดความร้อนอะไร แต่ก็ทำให้หลายคนมองข้ามอันตรายที่แท้จริงของสายไฟเบอร์ที่อาจถือว่าอันตรายมากที่สุดในกลุ่มสายเคเบิลแล้ว!

ดังนั้น เราจึงมีกฎเหล็ก 5 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการทำงานกับสายไฟเบอร์ดังต่อไปนี้

1. เข้าใจถึงมาตรฐานในการทำงานกับสายเคเบิล

ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งสายไฟเบอร์ใหม่ หรือการแก้ปัญหา ซ่อมสายไฟเบอร์ที่มีอยู่เดิมนั้น การมีความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยตัวคุณ (และทีมงาน) ให้ปลอดภัย และติดตามโปรเจ็กต์ได้อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานที่เกี่ยวข้องการกับการทำงานด้านสายเคเบิลนั้นได้แก่:

  • ข้อกำหนดด้านการบริหารจัดการสุขภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (OSHA) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมถึงการติดตั้งและดูแลตัวนำไฟฟ้าของสายไฟเบอร์ รวมทั้งระบุมาตรฐานด้านประสิทธิภาพขั้นต่ำที่จำเป็นในการทำงาน โดยในกฎ OSHA 29 CFR 268 ที่เป็นด้านโทรคมนาคมนั้น ในหลายรัฐจะมีแผนที่เรียกว่า OSHA State Plan ที่ต้องศึกษาจากสำนักงาน OSHA ใกล้ตัวคุณด้วย
  • ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าแห่งชาติ (NESC) ที่ออกโดยสถาบันด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือ IEEE ที่ระบุถึงแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยในการติดตั้ง ดำเนินงาน และดูแลสายสื่อสารและสายไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งข้อกำหนดฉบับใหม่กำลังจะออกมาบังคับใช้ในกุมภาพันธ์ 2023 แต่ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้แล้วในสิงหาคมที่จะถึงนี้
  • National Electrical Code® (NEC) หรือ NFPA 70 ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการตรวจสอบ ใน 50 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการตีพิมพ์ออกมาทุก 3 ปีโดยสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติหรือ NFPA ทั้งนี้กฎหมายในแต่ละรัฐหรือของท้องถิ่นก็มักระบุให้ช่างไฟฟ้าจะต้องทำตาม NEC นี้ รวมทั้งมีกฎหมายบางฉบับที่ออกมาเจาะจงกับการติดตั้งสายไฟเบอร์โดยเฉพาะด้วย
  • สุดท้าย คุณก็ควรทำตามขั้นตอนการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของบริษัทตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม

2. รักษาความสะอาด

แกนหลักของสายใยแก้วนำแสงก็คือแก้วดีๆ นี่เอง แม้จะมีประสิทธิภาพในการส่งต่อข้อมูลมาก แต่ก็บอบบางมากด้วย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้เช่นกันเมื่อได้รับความเสียหายหรือแตกหัก การควบคุมและทำความสะอาดเศษแก้วในงานแต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งความสะอาดของตัวเอง และในพื้นที่ปฏิบัติงาน

  • ใส่แว่นนิรภัย พร้อมหน้ากากใสอีกชั้น (ใส่ครอบแว่นอีกทีหนึ่งได้ถ้าต้องการ) เพื่อป้องกันเศษใยแก้วกระเด็นเข้าดวงตา และพยายามเอามือห่างจากใบหน้าระหว่างปฏิบัติงาน คอยล้างมือให้สะอาดจริงๆ ก่อนจะสัมผัสใบหน้าหรือคอนแทคเลนส์
  • สวมผ้ากันเปื้อนที่ใช้แล้วทิ้งได้เลย เพื่อลดโอกาสที่เศษใยแก้วจะกระเด็นมาฝังตามเสื้อผ้าแล้วกระจายไปพื้นผิวอื่น (หรือติดตัวคุณกลับบ้านไปด้วย)
  • ไม่ทานอาหารหรือเครื่องดื่มในพื้นที่ปฏิบัติงาน (รวมถึงไม่สูบบุหรี่ด้วย) ไม่เพียงเศษอาหารอาจจะไปปนเปื้อยกับงานที่ทำอยู่เท่านั้น แต่ละอองเศษใยแก้ที่มองไม่เห็นแต่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้นั้นก็อาจปนเข้าไปในอาหารได้ด้วย ซึ่งทานเข้าไปแล้วอาจทำให้ตกเลือดภายในจนถึงแก่ชีวิตได้
  • ให้มั่นใจว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดความเสี่ยงที่ละอองใยแก้วจากสายที่ทำงานอยู่กระจายขึ้นอากาศแล้วหายใจเข้าไปได้
  • กำจัดเศษสายใยแก้วทั้งหมดอย่างเหมาะสม ทิ้งในถังขยะที่ติดป้ายจำเพาะอย่างชัดเจน ที่มีฝาปิดสนิท
  • เคลียร์พื้นที่ปฏิบัติงานให้ดี ไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดประกายไฟ หรือแหล่งความร้อน อย่างเช่นการใช้ตัวสไปซ์เชื่อมสายร่วมกับเตาบ่ม เพื่อลดโอกาสการเกิดเพลิงไหม้
  • ทำความสะอาดเมื่อจบวัน เพื่อควบคุมเศษใยแก้ว และทำให้ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย

3. เข้าใจถึงสารเคมีที่กำลังใช้งานอยู่

ขั้นตอนการสไปซ์สายไฟเบอร์ และการเชื่อมเข้าหัวสายนั้นต้องใช้ทั้งสารเคมี สารทำความสะอาด และกาวเชื่อมที่หลากหลาย จึงควรทำความเข้าใจกับเอกสารข้อมูลด้านความปลอดภัยหรือ MSDS ของสารเคมีที่นำมาใช้ด้วย และปฏิบัติตามข้อตอนการดูแลสารเคมีดังกล่าวอย่างปลอดภัย

4. ระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

การลากสายไฟเบอร์มักต้องใช้พื้นที่ร่วมกับสายเคเบิลอื่นๆ ที่รวมถึงสายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ปิด บนเสา หรือใกล้สายไฟหรืออุปกรณ์เดินไฟฟ้า ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายตั้งแต่การเผลอทำอุปกรณ์ร่วงลงกระแทกกับเท้า ไปสัมผัสโดนเศษแก้วบาด ไปจนถึงไฟดูด แก๊สระเบิด หรือไฟรั่วตามลวดสายต่างๆ

จึงควรระวังสภาพแวดล้อมรอบตัว และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าตรงพื้นที่หน้างาน หรือที่งานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า พยายามเว้นระยะตามกฎระยะห่างขั้นต่ำของ NFPA เมื่อต้องทำงานใกล้สายไฟหรือแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

5. ใช้เครื่องมือให้เหมาะสม

ไม่จ้องไปที่ปลายสายไฟเบอร์โดยตรง ถึงแม้คุณจะมองไม่เห็นอะไรระหว่างที่สายเคเบิลดังกล่าวกำลังใช้งานอยู่ก็ตาม แต่แสงอินฟราเรดที่มองไม่เห็นนี้ก็ทำร้ายดวงตาคุณได้ การใช้เครื่องมือที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้คุณทำงานได้ดีกว่าและเร็วกว่าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่เป็นไปได้อีกด้วย ซึ่ง Fluke Networks มีเครื่องมือทุกอย่างที่ตอบโจทย์คุณ ไม่ว่าจะเป็น

  • FiberLert™ Live Fiber Detector ตรวจจับแสงที่มองไม่เห็นที่ออกมาจากสายใยแก้วนำแสงได้ง่าย สำหรับตรวจเช็คการทำงานของสาย, ขั้วสาย, และการเชื่อมต่อ โดยไม่ต้องติดตั้งหรือแปลค่าอะไรเพิ่มเติม
  • เครื่องตรวจปัญหาสายแบบเห็นด้วยตาเปล่าอย่าง VisiFault™ Visual Fault Locator สามารถยิงแสงที่มองเห็นได้บนสายไฟเบอร์เพื่อตรวจหาตำแหน่งปลายสาย หรือจุดที่มีการโค้งบิดงอ สายแตก หรือเชื่อมต่อไม่ดี
  • เครื่องวัดพลังงานที่ตรวจค่าการสูญเสียภายในสายและระดับพลังงานที่ปลายสายไฟเบอร์อย่างเครื่อง SimpliFiber® Pro และ MultiFiber™ สามารถช่วยคุณในการตรวจสอบว่าสายไฟเบอร์สามารถใช้งานกับรูปแบบที่ต้องการได้หรือไม่

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/fiber-optic-safety

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fiber-optic-safety-5-rules/

วันแห่งการตรวจวัดโลก ประจำปี 2022 – การตรวจวัดในยุคดิจิตอล

ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 1875 ที่ตัวแทนจาก 17 ประเทศได้ลงนามก่อตั้ง Metre Convention อันเป็นที่มาของมาตราเมตริก ระบบตรวจวัดที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก สมกับที่ยกย่องให้วันดังกล่าวเป็น World Metrology Day

หลายปีต่อจากนั้นก็มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมมาถึง 3 ครั้ง ที่นักตรวจวัดได้ช่วยผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยการตรวจวัดที่แม่นยำและละเอียดมากขึ้น และในยุคดิจิตอลที่เปรียบเสมือนการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ก็เช่นเดียวกันที่นักตรวจวัดได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากทั้งในด้าน IoT, เทคโนโลยี, และการปฏิวัติทางดิจิตอล

หัวหน้านักตรวจวัดของทาง Fluke คุณ Jeff Gust รวมทั้งนักตรวจวัดอย่าง Nicholas Mason และนักพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับตรวจวัด Michael Brown จะเข้ามาอธิบายว่าศาสตร์ของการตรวจวัดจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในยุคดิจิตอลนี้อย่างไร และจะพาเทคโนโลยีในทุกวงการให้ก้าวหน้าไปได้อย่างไรบ้าง

คำพูดสำคัญประจำวันแห่งการตรวจวัด

“ศาสตร์การตรวจวัดนั้นเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวข้องกับทุกอย่างที่เราทำทุกๆ วัน แม้จะเห็นไม่ชัดเจน หรือเราหลายคนไม่ได้สังเกต แต่จริงๆ การตรวจวัด และความรู้ที่เกี่ยวข้องต่างมีส่วนทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งสิ้น” Mike Brown นักตรวจวัดด้วยซอฟต์แวร์จาก Fluke

“อนาคตของการตรวจวัดนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเรามาถึงจุดที่มีการผสานระหว่างกระบวนการเดิม สิ่งที่เคยทำมาก่อน กับการรับเอาเทคโนโลยียุคใหม่เข้ามาร่วมด้วย ที่เราพยายามผสานจุดเด่นจากทั้งโลก” Nicholas Mason นักตรวจวัดจาก Fluke

“มีเทคโนโลยีบนโลกนี้จำนวนมากที่มีคนคอยพัฒนาอยู่ทุกๆ วัน แต่คุณจะไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ก้าวหน้าไปได้โดยไม่มีการตรวจวัด จุดนี้เองที่ Fluke เข้ามาเติมเต็ม” Jeff Gust หัวหน้าทีมตรวจวัดของ Fluke

“ไม่ว่ายุคสมัยใด ความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานั้นต่างขึ้นกับความสามารถในการตรวจวัดของเราทั้งสิ้น” Mike Brown นักตรวจวัดด้วยซอฟต์แวร์จาก Fluke

“ข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัด และคุณภาพของผลการตรวจวัดจะส่งผลต่อความสามารถในการตัดสินใจเป็นอย่างมาก” Jeff Gust หัวหน้าทีมตรวจวัดของ Fluke

ที่มา : https://us.flukecal.com/literature/articles-and-education/general-calibration-metrology-topics/video/metrology-digital-era

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/world-metrology-day-2022-metrology-in-the-digital-era/

ทำความเข้าใจกับการตรวจความสมบูรณ์ของฉนวนสายเน็ตเวิร์ก

การทดสอบระบบสายเคเบิลแบบหุ้มปลอกตาข่าย (Screened) ที่หน้างานนั้น ผู้ทดสอบจำเป็นต้องตรวจให้แน่ใจว่ามีการหุ้มต่อเนื่องไปจนถึงปลายสาย อย่างไรก็ดี ก็มักพบการทดสอบหน้างานที่ไม่ได้ระบุความต่อเนื่องของปลอกตาข่ายหุ้มดีพอ จนทำให้ไม่สามารถระบุถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังบนระบบสายเคเบิลได้

บทความนี้จึงกล่าวถึงปัญหาในการตรวจวัดความต่อเนื่องของตาข่ายฉนวน โดยเฉพาะอิทธิพลที่มีต่อค่าผลการทดสอบอื่นๆ ของสายเคเบิล และแนวทางการตรวจสอบความสมบูรณ์ฉนวนของ Fluke Networks จะสามารถให้ความมั่นใจในการสอดคล้องตามมาตรฐานการติดตั้งสายเคเบิลในระดับ Level 2G ของ TIA 1152A ได้อย่างไร?

เส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายหุ้ม

เรามักมองความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายเหมือนการเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างจุดสัมผัสลวดตาข่ายตรงปลายสายทั้งฝั่งใกล้และไกลตัวผู้ทดสอบ แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ 3 เส้นทางหลักที่ให้ผลการทดสอบความต่อเนื่องนี้ออกมาได้ แต่มีแค่เส้นเดียวที่เราเชื่อผลการทดสอบได้ว่าสายเคเบิลดังกล่าวทำงานได้ตามที่ออกแบบมาจริง

ดูจากรูปที่ 1 จะเห็นลิงค์ถาวรที่ฉนวนไม่ได้ครอบคลุมไปถึงจุดเชื่อมต่อสาย แต่มีการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าไปถึงเครื่องทดสอบฝั่งไกลตัวผ่านแผงสาย, ตู้ Rack, หรือคานต่อสายดินของอาคาร กรณีนี้เครื่องมือทดสอบหน้างานบางตัวอาจรายงานว่าฉนวนตาข่ายครอบคลุมต่อเนื่องเรียบร้อยดี แม้ความเป็นจริงจะมีจุดเปิดอยู่ก็ตาม

 

รูปที่ 1 เส้นทางนำฉนวนตาข่ายที่วิ่งผ่านพื้นอาคาร

รูปที่ 2 เป็นอีกตัวอย่างที่เครื่องมือทดสอบอาจรายงานความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายว่าสมบูรณ์ปกติแม้จริงๆ จะไม่ต่อเนื่อง โดยกรณีตู้ Rack ฝั่งปลายทางไม่ได้ต่อกับสายดินของอาคาร แต่มีอีกลิงค์ที่เชื่อมฉนวนได้สมบูรณ์วิ่งผ่านระหว่าง Rack จนให้ผลของเส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายได้ แม้ลิงค์จริงจะเปิดเว้นไม่ต่อเนื่อง

 

รูปที่ 2 – เส้นทางฉนวนที่ไปวิ่งผ่านอีกลิงค์หนึ่งที่สมบูรณ์แทน

เครื่องทดสอบหลายเครื่องอาจให้ผลที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ แต่สำหรับเครื่อง DSX 5000/8000 CableAnalyzers™ จะสามารถตรวจจับสถานการณ์ข้างต้นได้ และรายงานความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายหุ้มเฉพาะสายเคเบิลที่ทดสอบเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ถึงสถานะความต่อเนื่องของฉนวนสายบนลิงค์หรือช่องสัญญาณที่ทดสอบว่าได้ประสิทธิภาพการส่งต่อสัญญาณได้ตามที่คาดหวัง

ความต่อเนื่องฉนวน กับ Alien Crosstalk

ระบบเคเบิลแบบหุ้มฉนวนนั้นจะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันครอสทอล์กจากเส้นอื่นได้ดีมาก ไม่ใช่แค่มาจากผลของการออกแบบสายให้สมดุลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการใช้แผงลวดโลหะที่ทำตัวเป็นกรงฟาราเดย์ที่กันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายไม่ให้ออกไปกระทบกับสายเคเบิลเส้นอื่น ซึ่งการจะทำงานได้ดีนั้น สัญญาณที่ปลอกลวดสานหุ้มนี้ดูดซับจะต้องถูกนำไปถ่ายยังสายกราวด์ตามจุดสัมผัสต่างๆ เช่น หัวต่อ แผงสาย หรอยิงเข้าสายกราวด์ของอาคารโดยตรง ดังนั้นถ้ามีจุดที่ฉนวนขาด สายเปิด (Open Circuit) ไม่ต่อเนื่อง ก็อาจทำให้วงจรถ่ายลงกราวด์เสีย ส่งผลเสียต่อการป้องกันเอเลี่ยนครอสทอล์คโดยรวมได้ โดยบางกรณีอาจส่งผลกระทบหนักมาก จนเพิ่มเอเลี่ยนครอสทอล์กถึง 15dB เลยทีเดียว

การเชื่อมปลอกตาข่ายหุ้มสายต่อลงสายดินอย่างเหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าพารามิเตอร์อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น FEXT หรือ NEXT และสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบที่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการหุ้มฉนวนในการป้องกันครอสทอล์กระหว่างคู่สาย เช่นระบบสายเคเบิลแบบ Class FA และ Class II

ด้วยการผสานวิธีสร้างความต่อเนื่องของสัญญาณ DC แบบเดิมเข้ากับเทคนิครักษาความสมบูรณ์ของฉนวน จะทำให้เครื่องทดสอบอย่าง Fluke Networks DSX 5000/8000 CableAnalyzer ตรวจหาวงจรเปิด ฉนวนขาดตอนได้อย่างถูกต้อง ไม่ได้รับผลลวงที่เกิดจากสายดินของอาคารหรือสายเคเบิลอื่นที่ฉนวนต่อเนื่อง รวมทั้งยังรองรับรูปแบบการใช้งานตั้งแต่ 10/25/40Gb วิธีนี้ยังสามารถระบุตำแหน่งที่เกิดปัญหาบนสาย ช่วยลดเวลาแก้ปัญหากรณีที่ฉนวนสายเปิดได้อีกด้วย

ความสอดคล้องตามมาตรฐาน

การทดสอบความต่อเนื่องของฉนวนนั้นถูกกำหนดไว้ตามมาตรฐานของเครื่องมือทดสอบทั้ง TIA 1152 และ IEC 61935-1 อย่างไรก็ดี ไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับการระบุเส้นทางที่ใช้ตรวจวัดความต่อเนื่องของฉนวน

ดังนั้น จึงเริ่มมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ครั้งแรกในมาตรฐานใหม่อย่าง TIA 1152A ที่อธิบายข้อกำหนดในการทดสอบปลอกตาข่ายหุ้มสายสำหรับเครื่องมือทดสอบระดับ 2G ที่ต้องใช้ทดสอบสาย Category 8 ไว้ว่า:

“นอกจากนี้ สำหรับเครื่องทดสอบ Level 2G จะต้องทดสอบความต่อเนื่องของปลอกฉนวนหุ้มสายตลอดเส้นทางการลากสายเคเบิลด้วย”
– TIA 1152A หัวข้อ 4.2.2

เนื่องจากเครื่องทดสอบระดับ Level 4 หรือต่ำกว่าส่วนใหญ่มักไม่สามารถทำได้ ข้อกำหนดนี้จึงบังคับใช้กับเครื่องระดับ Level 2G ที่ใช้กับสาย Category 8 ซึ่งเป็นเน้นความสำคัญของการเชื่อมต่อตาข่ายหุ้มสายและค่าเอเลี่ยนครอสทอล์กบนสายแบบ Category 8

ทาง Fluke Networks ไม่เพียงได้มาตรฐานสำหรับเครื่องทดสอบ Level 2G DSX 8000 สำหรับสายทุก Category ไปจนถึง TIA category 8 และ ISO/IEC Class II เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเครื่องระดับ Level V DSX 5000 ที่คลุมทุก Category ไปจนถึง TIA Class EA และ ISO/IEC Class FA ด้วย

ความแตกต่างระหว่างเครื่องทดสอบรุ่น DTX และ DSX

การใช้เทคนิคการวัดความสมบูรณ์ของฉนวนมาใช้ตรวจวัดความต่อเนื่องของตาข่ายปลอกหุ้มสายนั้นถือเป็นมาตรฐานสำหรับเครื่อง DSX 5000/8000 CableAnalyzer ขณะที่เครื่อง DTX CableAnalyzer และเครื่องทดสอบสายบางรุ่นของเจ้าอื่นยังใช้เทคนิคการวัดความต่อเนื่องพื้นฐานที่อาจให้ผลการทดสอบที่ไม่ตรงความจริงได้ ดังตารางที่ 1

บทสรุปส่งท้าย

การเชื่อมต่อแผงลวดหุ้มสายอย่างถูกต้องนั้นส่งผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการทำระบบสายเคเบิลให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของค่าพารามิเตอร์อย่างเอเลี่ยนครอสทอล์กและครอสทอล์กภายในสาย ซึ่งไม่ใช่ว่าเครื่องมือทดสอบสายเคเบิลทุกตัวจะสามารถระบุปัญหาฉนวนขาดได้โดยเฉพาะเวลาติดตั้งร่วมกับสายเคเบิลอื่น หรือสายกราวด์ของอาคารที่เชื่อมต่อมาถึงเครื่องมือทดสอบอีกฝั่งหนึ่ง

เครื่องมืออย่าง Fluke Networks DSX 5000 และ DSX 8000 CableAnalyzers สามารถทดสอบเส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนสายเคเบิลได้ตามมาตรฐาน TIA 1152A Level 2G และตรวจจับระยะที่เกิดปัญหาได้เพื่อเข้าแก้ไขได้รวดเร็วมากขึ้น

ที่มา : Fluke Networks

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fluke-networks-shield-integrity/

บทความน่ารู้ : เน็ตเวิร์กที่เร็วขึ้น ก็ต้องการผลการทดสอบที่แม่นยำขึ้นด้วย

กาลครั้งหนึ่งกว่า 20 ปีที่แล้ว รูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ใหญ่ในอเมริกาก็คือ การรับส่งข้อมูลที่เป็นข้อความส่วนใหญ่ ปริมาณไม่มาก ความเร็วค่อนข้างช้า ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งอีเมลหรือแชทข้อความ ค้นหาข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ เปิดอ่านข่าว พยากรณ์อากาศ หรืออัพเดทกีฬาที่ชื่นชอบ โดยมากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่ที่ท่องเน็ตจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือรับส่งอีเมล เปิดเน็ตในที่ทำงาน ผู้ใช้ประมาณ 80% ต่างมีการเชื่อมต่อแบบ Dial-up ผ่านสายโทรศัพท์ แต่ครัวเรือนมักจะมีอุปกรณ์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตเพียงเครื่องเดียว (เช่น คอมพีซี)

สเปกของสายไฟเบอร์ หรือแม้แต่ประสิทธิภาพของเครือข่ายที่ยอมรับกันได้สมัยนั้นก็ต่ำกว่ายุคนี้มาก ตอนนี้มาตรฐานสายไฟเบอร์ยอมค่าการสูญเสียสัญญาณได้มากถึง 10dB ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้ก็รุนแรงมากถึงกับทำแอพค้างได้เลย ทราฟิกข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตสมัยนั้นมีการจัดการที่เป็นระเบียบ แบ่งเป็นแพ็กเก็ตเล็กๆ ย่อยๆ เหมือนแนวมดเดิน

แต่ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนออนไลน์แล้ว

ความต้องการด้านเครือข่ายในปัจจุบันต่างจากเมื่อก่อนอย่างสุดขั้ว ตอนนี้ชาวอเมริกันกว่า 93% ต่างใช้งานออนไลน์เป็นประจำ โดยมีมากถึง 31% ที่กล่าวว่าตัวเอง “ออนไลน์อยู่ตลอดเวลา” ทุกคนต่างทำทุกอย่างบนออนไลน์กันหมด ทั้งดูหนัง คุยแชทกลุ่ม แชร์ไฟล์ เล่นเกม ฟังเพลง ประชุมผ่านวิดีโอทั้งเรียนและทำงาน อัพโหลดดาวน์โหลดไฟล์ ท่องโซเชียลเน็ตเวิร์ก และอื่นๆ อีกมากมาย ตามบ้านและห้างร้านทั้งหลายก็มีอุปกรณ์ที่ต่อเน็ตได้หลายเครื่อง ที่ส่วนใหญ่ก็ต่าง “Always-on” กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต เราเตอร์ ทีวี ลำโพงและออดบ้านอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด สมาร์ทวอช และอุปกรณ์เชื่อมต่ออีกหลายรูปแบบ ทั้งหมดนี้ต่างติดต่อดาต้าเซ็นเตอร์หลายต่อหลายครั้งในทุกๆ ชั่วโมง เพื่อใช้งานบริการจากศูนย์กลางเดียวกัน

เราพบว่าทราฟิกทางดิจิตอลทั้งหมดที่ใช้งานกันตอนนี้มีค่าความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 53.31 Mbps สำหรับการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์พกพา และที่ 134.10 Mbps สำหรับการเชื่อมต่อแบบตายตัวทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็หันมาใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สายกับผู้ใช้ปลายทางกันหมดแล้ว ความเร็วระดับนี้เหนือกว่าสมัย 20 ปีที่แล้วมากถึง 1000 เท่าเลยทีเดียว

โหลดงานเหล่านี้ต้องมีการรองรับทั้งจากเครือข่ายและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทั้งซับซ้อนและทันสมัยเป็นอย่างมาก มากจนโลกสมัย Dial-up นึกภาพแบบนี้ไม่ออกแน่ ทำให้ตลาดการวางระบบดาต้าเซ็นเตอร์ในตลาดที่เติบโตเร็วมากที่สุดอย่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มูลค่าสูงเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 มากเทียบเท่ากับยอดขายทั้งปีของแอมะซอนเลยทีเดียว

แล้วจะทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์เรายังรองรับความต้องการเหล่านี้ต่อได้อย่างไร
จากความต้องการที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วทั้งปริมาณและความเร็ว ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการต้องคอยพัฒนาการให้บริการตามให้ทัน ทั้งการรองรับการสตรีมวิดีโอระดับ 4K, การรับส่งธุรกรรมการเงินเป็นพันล้านรายการ, รวมทั้งการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงไปยังผู้ชมจำนวนมาก เป็นต้น ทั้งหมดนี้ต่างต้องใช้สายเคเบิลและประสิทธิภาพด้านเครือข่ายระดับสูงมากทั้งสิ้น

ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องก้าวนำหน้าคู่แข่งด้วยการยกระดับความสามารถในการทำงานให้สูงที่สุด ตั้งแต่การเพิ่มความเร็วจากเดิม 1 Gbps ไปเป็นระดับ 800 Gbps ซึ่งสูงกว่าถึง 10,000 เท่าเมื่อเทียบกับความเร็วเฉลี่ยที่ผู้ใช้ปลายทางใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา ดังนั้น การจะรองรับความเร็วขนาดนี้ก็ต้องมีการพัฒนามาตรฐานให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก จากเดิมที่เราเคยยอมรับค่าการสูญเสียสัญญาณอยู่ที่ประมาณ 10 dB เดี๋ยวนี้เข้มงวดมากจนต้องเหลือต่ำกว่า 2 dB แล้ว

ตั้งแต่มาตรฐานจนถึงการตรวจวัด ต้องเป๊ะทุกขั้นตอน

ทุกองค์ประกอบ ทุกส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องทำงานเข้ากันได้อย่างลงตัว และแม่นยำ เสถียรเพียงพอตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่กำหนดทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัด ไปจนถึงผู้ผลิต การติดตั้ง การตรวจเทียบมาตรฐาน การทดสอบ และการแก้ปัญหาระบบที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งวิศวกรและนักวิชาการด้านการตรวจวัด (Metrologist ที่เพิ่งผ่านวันแห่งการตรวจวัดของโลกไปเมื่อปลายเมษาที่ผ่านมา) ของ Fluke Networks ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานเพื่อเปิดกว้างให้นำองค์ประกอบและสายเคเบิลของเครือข่ายจากผู้ผลิตรายต่างๆ มาทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักมาตรฐานอย่างสมาคมอุตสาหกรรมด้านโทรคมนาคม (TIA), องค์กรด้านมาตรฐานนานาชาติ (ISO), และสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (IEEE) โดยเฉพาะการที่ปีนี้ทาง TIA ได้ยกย่องคุณ Seymour Goldstein ที่เป็นวิศวกรหลักอาวุโสของกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงของ Fluke Network เรา ด้วยการมอบรางวัล TIA Star Award ในฐานะที่เป็นระดับท็อป 5% ของตัวแทน TIA ที่มีส่วนร่วม เป็นแกนนำ และอุทิศผลงานแก่คณะกรรมการ TIA โดยรวมด้วย

Fluke Networks เองก็พัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทดสอบที่ตรง หรืเเหนือกว่ามาตรฐานข้างต้นด้วยเช่นกัน แต่การสร้างเครื่องมือทดสอบที่แม่นยำนั้นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เราต้องมีการตรวจความเที่ยงตรงแม่นยำของเครื่องมืออย่างต่อเนื่องทุกๆ ปีด้วย ทาง Fluke จึงมีศูนย์ให้บริการทั่วโลกสำหรับนำอุปกรณ์มาสอบเทียบ และตรวจคุณภาพการตรวจวัดที่อิงกับแล็ปมาตรฐานหลักที่เมืองเอเวอร์เร็ตต์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ทำให้เครื่องมือของ Fluke Networks ได้ความน่าเชื่อถือจากคนทำงานในวงการนี้ที่ทั้งติดตั้ง ทดสอบ และตรวจเทียบมาตรฐานระบบเครือข่ายทั้งระบบใหม่และใช้ในการอัพเกรดระบบ รวมทั้งผู้ที่นำเครื่องมือไปใช้แก้ปัญหาด้วย ทำให้ทุกคนต่างเชื่อมั่นใน Fluke Networks ทัั้งในปัจจุบัน และอนาคต

ที่มา : Fluke Blog

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/faster-networks-demand-more-accurate-measurements/

Seymour Goldstein จาก Fluke Networks ได้รับรางวัล TIA Star Awards

สมาคมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมหรือ TIA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับความน่าเชื่อถือในโลกแห่งการเชื่อมต่อนี้ ได้มอบรางวัล TIA Star Awards ให้คุณ Seymour Goldstein วิศวกรหลักและเป็นระดับกิติมาศักดิ์ประจำกลุ่มงานพัฒนาขั้นสูงของ Fluke Networks ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บริษัทและบุคคลที่มีส่วนร่วมในการสร้างความก้าวหน้าของทั้ง TIA และอุตสาหกรรมโดยรวม ครั้งนี้ TIA ได้ยกย่องให้ Goldstein เป็นกลุ่มท็อป 5% ของผู้ที่มีส่วนร่วมกับ TIA ทั้งในด้านการร่วมกิจกรรม การเป็นผู้นำ และการอุทิศตนในหมู่คณะกรรมการ TIA ทั้งหมด

“Seymour เป็นพนักงานคนแรกๆ ของศูนย์ส่งเสริมความเป็นเลิศด้านสายใยแก้วนำแสงของ Fluke Networks ที่เมืองออสติน ที่ปูทางการพัฒนาเทคโนโลยีสายไฟเบอร์ของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง” Mark Mullins ผู้จัดการด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Fluke Networks กล่าว “นอกเหนือจากทักษะทางเทคนิคและความสำเร็จมากมายของเขาแล้ว เขายังเป็นผู้นำและผู้สอนที่ยิ่งใหญ่แก่วิศวกรท่านอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงในโลกของสายใยแก้วนำแสงด้วย ถือว่ารางวัล TIA Star Award ที่เขาได้รับนั้นสมควรอย่างยิ่ง”

Seymour Goldstein ได้การยอมรับจากทั่วโลกในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบและตรวจวัดประสิทธิภาพสายเคเบิลแบบใยเแก้วนำแสง มีประสบการณ์มากกว่า 40 ปีเกี่ยวกับระบบและอุปกรณ์ทดสอบสายไฟเบอร์ ทั้งด้านการวิจัย สอบเทียบมาตรฐาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นวิทยากรระดับนานาชาติในด้านการทดสอบและตรวจวัด ตรวสอบ ด้านวัสดุ และเครื่องมือเกี่ยวกับสายใยแก้วนำแสงมากมาย เขาได้รับสิทธิบัตรสหรัฐฯ ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ทดสอบสายไฟเบอร์มากถึง 11 ฉบับ เขียนบทความทางเทคนิค เอกสารวิชาการด้านวิศวกรรม และรายงานด้านวิธีการตรวจวัดต่างๆ รวมกันมากกว่า 100 ฉบับ นอกจากนี้เมื่อปี 2019 ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง IEC 1906 Award จากความสำเร็จที่โดดเด่นและยั่งยืนในด้านการวางมาตรฐานสากลด้วย Seymour เข้ามาเป็นวิศวกรที่ Fluke Networks ตั้งแต่ปี 2000

“เรารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมากจากการอุทิศตนที่สำคัญของสมาชิกที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของ TIA มากที่สุด อย่าง Seymour Goldstein จาก Fluke Networks ที่ให้ทั้งเวลาและความเชี่ยวชาญมากมายที่เป็นประโยชน์แก่วงการของเรา” Tom McGarry รองประธานด้านมาตรฐานที่ TIA กล่าว “เราเปิดตัวรางวัล Star Awards เพื่อยกย่องบุคคลและบริษัทต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนการทำงานของ TIA อย่างโดดเด่น และช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมนี้”

รางวัล TIA Star Awards
ปี 2021 TIA ได้เปิดตัวโครงการที่จะยกย่องและเชิดชูการอุทิศตนเพื่อความก้าวหน้าของทั้ง TIA และวงการสารสนเทศ จากทั้งสมาชิกและบริษัทที่เข้าร่วม หรือแม้แต่บุคคลที่เป็นอาสาสมัคร โดยสร้างระบบอัตโนมัติที่คอยวัดการมีส่วนร่วมของสมาชิกทั้งตัวบุคคลและบริษัทในแต่ละกิจกรรมของ TIA ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนามาตรฐาน โครงการด้านเทคโนโลยีต่างๆ หรือการให้ความช่วยเหลือแก่ทางการ ทั้งนี้ TIA จะรวบรวมคะแนนทุกสิ้นปีเพื่อหาผู้ชนะและผู้ที่มีบทบาทมากที่สุด

from:https://www.enterpriseitpro.net/seymour-goldstein-fluke-networks-tia-star-awards/

ความรู้พื้นฐาน 101 : การสไปซ์สายไฟเบอร์ ควรทำหรือไม่อย่างไร?

การสไปซ์สายไฟเบอร์ (Fiber Splicing) เป็นวิธีการเชื่อมไฟเบอร์สองเส้นเข้าด้วยกัน ด้วยการตัดสายไฟเบอร์ทั้งสองเส้นให้หน้าตัดคมสวยอย่างแม่นยำ แล้วเอามาวางต่อกันพร้อมเชื่อมสายด้วยเครื่องหลอมสไปซ์สาย

การหลอมรวมสายไฟเบอร์ทั้งสองเส้นนั้นเกิดขึ้นจากการเชื่อมด้วยไฟฟ้า หลอมให้ไฟเบอร์ทั้งสองเส้นติดกันเป็นเส้นเดียวกัน มีเครื่องหลอมสายแบบหลายเส้นพร้อมกันด้วย ที่สามารถเชื่อมต่อสาย 12 เส้นได้พร้อมกันสำหรับสายไฟเบอร์แผงแบบ 12 คอร์ (12-Fiber Ribbon Cable)

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ด้านการสไปซ์สาย หรือแค่อยากรู้ว่าทำไมต้องคอยสไปซ์สายในเมื่อสามารถเลือกซื้อสายที่เชื่อมต่อมาให้แล้ว หรือใช้วิธีต่อสายแบบอื่นได้ก็ตาม ครั้งนี้เราจึงจะมาวิเคราะห์กันถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้และสถานการณ์ที่เหมาะกับการสไปซ์สาย รวมทั้งข้อความพิจารณาที่สำคัญดังต่อไปนี้

เราจะใช้เมื่อไหร่และที่ไหน?

การหลอมสไปซ์สายทำให้ได้การสูญเสียสัญญาณต่ำที่สุด ได้ค่าสะท้อนกลับของแสงน้อยที่สุด จึงถือเป็นวิธีการต่อสายไฟเบอร์ที่เสถียรและแข็งแรงมากที่สุด ซึ่งเมื่อเชื่อมได้ถูกต้องตามหลักแล้ว การสไปซ์สายจะทำให้เกิดลอสน้อยกว่า 0.1dB ขณะที่การเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ด้วยหัวต่อจะทำให้เกิดยิลด์ลอสประมาณ 0.2dB ขึ้นไป เนื่องจากค่าลอสหรือการสูญเสียสัญญาณภายในสายถือเป็นพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพหลักที่จำเป็นในการตรวจสายไฟเบอร์เทียบมาตรฐาน โดยเฉพาะสายไฟเบอร์ความเร็วสูงระดับ 40 และ 100 กิกะบิตที่มีเกณฑ์ของค่าการสูญเสียที่เข้มงวดมาก ทำให้การเชื่อมสไปซ์สายได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้เรายังนิยมใช้การสไปซ์สายในการซ่อมลิงก์ไฟเบอร์ที่แตกหักด้วย รวมทั้งได้การยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อสายไฟเบอร์นอกอาคารขนาด 250 ไมครอน ไปจนถึงสายไฟเบอร์ภายในโรงงานขนาด 900 ไมครอนที่อยู่บริเวณจุดเข้าอาคาร การสไปซ์สายยังใช้ต่อลิงก์ไฟเบอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์หรือวงแลนได้ด้วย สำหรับการสไปซ์สายที่จุดเข้าอาคารหรือบนแผงไฟเบอร์นั้นจะใช้สายพิกเทลหรือหัวต่อแบบ Splice-on

สายพิกเทล Splice-on เป็นหัวต่อที่ขัดหน้าตัดมาให้แล้วพร้อมทั้งปล่อยหางสายไฟเบอร์สั้นๆ (ประมาณ 5 เมตรหรือสั้นกว่า) ที่เชื่อมกับสายไฟเบอร์ขาเข้า พร้อมทั้งมีการหุ้มจุดสไปซ์ด้วยปลอก (Splice Sleeve) ที่เป็นท่อใสหุ้มด้วยท่อที่หดตัวด้วยความร้อนได้ร่วมกับกรอบเสริมความแข็งแรง ซึ่งจุดสไปซ์ภายในซองหุ้มเหล่านี้จะเก็บเรียงอยู่ในถาด (Splice Tray) ร่วมกับสายส่วนเกิน

นอกจากวิธีสไปซ์สายพิกเทลข้างต้นแล้ว ก็สามารถเลือกใช้เป็นหัวต่อ Splice-on ที่มีท่อและสายไฟเบอร์ที่ขัดหน้าตัดเรียบร้อย แต่ห้อยปลายสายสั้นกว่ามากเรียงอยู่ในซองที่ปกป้องหัวต่ออีกที เมื่อนำสายไฟเบอร์มาปอก ตัด และหลอมเข้าหัวต่อแล้ว ตัวบอดี้ของหัวต่อก็จะประกอบล็อกเข้ากับท่อด้านใน ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญของหัวต่อ Splice-on ที่เหนือกว่าสายพิกเทลคือ การที่ไม่ต้องใช้ซองหุ้มสไปซ์สายและถาดสไปซ์เก็บสาย

และในกรณีที่ใช้หัวต่อมัดสายไฟเบอร์แบบ MPO เรามักจะใช้สาย MPO ที่มีการเชื่อมต่อสายพร้อมทดสอบจากโรงงานมาให้เรียบร้อยแล้วในการติดตั้ง แต่ถึงแม้สาย MPO ที่เชื่อมต่อมาให้แล้วจะให้ค่าการสูญเสียสัญญาณต่ำมากถึง 0.2dB แถมยังใช้เสียบหรือถอดได้แบบ Plug-and-Play เพื่อการติดตั้งอย่างรวดเร็ว แต่ก็ใช้เวลาในการผลิตนานมากเนื่องจากต้องทำตามสเปกที่สั่งอย่างจำเพาะ อีกทั้งมัดสายที่เชื่อมมาให้แล้วนี้มักมีราคาแพง และต้องวางแผนความยาวของลิงก์อย่างดี เพราะถ้าออกมาได้สายที่สั้นเกินไปก็อาจทำให้เกิดดีเลย์มากขึ้นได้ หรือถ้าได้ออกมาเป็นสายที่ยาวเกินไปก็ต้องหาพื้นที่และวิธีจัดเก็บม้วนสายส่วนที่เหลือ

แม้หัวต่อแบบดูเพล็กซ์ (เช่น หัวต่อแบบ LC, ST, หรือ SC) สามารถเชื่อมต่อสายหน้างานด้วยคีมงับหรือขัดด้วยอีพ็อกซี่แบบเก่า แต่สำหรับมัดสาย MPO แล้ว ทางเลือกเดียวที่ทำได้ก็คือการหลอมสไปซ์สายด้วยสายพิกเทล MPO แบบ Splice-on หรือใช้หัวต่อ MPO แบบ Splice-on เท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางเดียวในกรณีมัดสาย MPO ที่ไม่สามารถกำหนดความยาวล่วงหน้าได้ หรือไม่สามารถรอผลิตสายสำเร็จรูปจากโรงงานได้

ข้อควรพิจารณาบางประการ

ขณะที่การสไปซ์สายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในบางกรณี แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้วยเช่นกัน ประการแรกสุดคือ การสไปซ์สายต้องใช้เครื่องเชื่อมสไปซ์สาย (Fusion Splicer) ที่มีราคาสูง ถ้าคุณมีเครื่องเชื่อมสายนี้อยู่แล้วก็โชคดีไป แต่ถ้าจำเป็นต้องซื้อเครื่องเชื่อมสายใหม่แล้ว ก็คงต้องคำนวณให้ดีว่าจะนำไปใช้สไปซ์สายได้จำนวนมากพอที่จะคุ้มกับการซื้อเครื่องหรือไม่? บางทีการเช่าเครื่องสไปซ์สายจากที่อื่นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเหมือนกันถ้าไม่ได้มีสายให้สไปซ์มากขนาดนั้น

อีกหนึ่งปัจจัยต้องพิจารณาเกี่ยวกับต้นทุนก็คือ เครื่องตัดสาย (Cleaver) เนื่องจากประสิทธิภาพของการสไปซ์ขึ้นกับคุณภาพของหน้าตัดสาย ดังนั้นจึงต้องตัดสายให้เรียบคมอย่างแม่นยำมากที่สุด จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องที่แพงมากเท่าไร ถ้าคุณมีการเชื่อมต่อสายแบบอื่นอย่างการใช้คีมหนีบหรือขัดต่อกาวอีพ็อกซี่อยู่แล้ว ก็น่าจะมีเครื่องตัดสายคมๆ อยู่ในมือแล้วเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สายที่เชื่อมมาให้สำเร็จรูปที่นำมาติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็วนั้น การมานั่งหลอมสไปซ์เองย่อมใช้เวลามากกว่า แต่ไม่ต้องรอผลิต ไม่ต้องคำนวณความยาวสายตายตัวล่วงหน้า เมื่อมองในภาพรวมก็มองได้ว่าเร็วกว่าเยอะ การสไปซ์สายนั้นต้องมีพื้นที่ทำงานที่มั่นคงแข็งแรงพอ เวลาที่ใช้กับสายพิกเทล Splice-on ก็ต้องคอยจัดสายที่สไปซ์แล้วอย่างระมัดระวัง เรียงปลายสายในถาดให้องศาการโค้งของสายไฟเบอร์ไม่มากเกินมาตรฐาน

และเมื่อต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสไปซ์สาย ก็มีแต่เครื่องระดับ OTDR ที่สามารถบอกตำแหน่งที่สไปซ์บนสายได้ แต่ถ้าคุณมีสายที่สไปซ์แล้วที่มีค่าการสูญเสียพลังงานในสายต่ำมาก ก็อาจอยากจะปรับค่าสเปกการสูญเสียบน OTDR ให้ต่ำมากพอที่จะสังเกตเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ได้ นอกจากนี้เรายังต้องการตรวจวัดค่าเกี่ยวกับการสไปซ์จากทั้งสองฝั่งเพื่อหาค่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากค่าการสูญเสียที่แตกต่างกันจากแต่ละฝั่งของรอยสไปซ์อาจทำให้เกิดค่าการศูนย์เสียเป็นลบในทิศหนึ่ง และเกิดการสูญเสียที่สูงเกินไปในอีกฝั่งหนึ่งได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทดสอบแบบสองทิศทางจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการทดสอบแบบ Tier 2 โชคดีที่เครื่อง Fluke Networks’ OptiFiber® Pro มีฟีเจอร์ที่บิวท์อินมาด้วยอย่าง SmartLoop Assistant ที่ช่วยทดสอบแบบสองทิศทางได้ง่ายๆ และตั้งค่าเกณฑ์การสูญเสียพลังงานได้ตั้งแต่ 0.01 ถึง 1.50dB เลยทีเดียว

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/101-series-splice-or-not-splice

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/to-splice-or-not-to-splice/

Fluke Networks เปิดเผยความสามารถใหม่ บนเครื่อง LinkIQ™ Cable+Network Tester

Fluke Networks ได้ประกาศการอัปเกรดเครื่อง LinkIQ™ Cable+Network Tester ที่ได้ขยายความครอบคลุมความสามารถในการทดสอบและแก้ปัญหาบนเครือข่ายไอพี, การทดสอบสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรม, และรองรับผู้ใช้เพิ่มเป็นถึง 12 ภาษา โดยซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะมีอยู่ในเครื่อง LinkIQ ตัวใหม่ที่ออกมาจำหน่ายจากนี้ไป ลูกค้าปัจจุบันก็สามารถอัปเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ฟรีด้วย

“สำหรับผู้ติดตั้งระบบ และแอดมินเน็ตเวิร์กที่ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพระบบสายเคเบิลเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพของเครือข่ายอยู่ตลอดนั้น ก็ยังจำเป็นต้องหาวิธีตรวจเช็คว่าทราฟิกของผู้ใช้ไปถึงปลายทางได้หรือไม่ด้วย” Mark Mullins ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และผู้ร่วมก่อตั้ง  Fluke Networks กล่าว “ฟีเจอร์ทดสอบเครือข่ายของเราจะทำให้พวกเขาได้ความสามารถในการมองเห็นการเชื่อมต่อระดับเน็ตเวิร์ก รวมทั้งเวลาตอบสนองของทรัพยากรที่สำคัญ ช่วยในการตรวจสอบและแก้ปัญหาเครือข่ายได้อย่างครบวงจร”

ฟีเจอร์อัพเดตบนเวอร์ชั่นล่าสุด ได้แก่:

  • ขยายความสามารถในการทดสอบระบบ – ในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ ลูกค้าจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการเชื่อมต่อ และเวลาตอบสนองของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่สำคัญได้เพียงแตะหน้าจอแค่ครั้งเดียว โดยเครื่อง LinkIQ ที่ใช้ซอฟต์แวร์ใหม่นี้ตั้งค่าให้ทดสอบปิงทั้งแบบ IPv4 และ v6 ได้ แสดงเวลาตอบสนองของปิงทั้ง 4 ครั้งของอุปกรณ์ปลายทางที่ผู้ใช้เลือก ในผลการทดสอบจะแสดงข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ DNS, DHCP, และเกตเวย์เราเตอร์ รวมไปถึงแสดงเลขที่อยู่ไอพีของเครื่องสวิตช์ที่อยู่ใกล้สุดด้วย เมื่อใช้ร่วมกับ LinkWare PC ก็จะมีข้อมูลใหม่พวกนี้ระบุอยู่ในรายงานผลการทดสอบด้วยเช่นกัน
  • การทดสอบสายเคเบิลแบบสองคู่สาย – ทดสอบประสิทธิภาพสายเคเบิลได้ถึง 100 Mb/s สำหรับสายแบบ Two-Pair ที่ใช้กันในโรงงานอุตสาหกรรม
  • รองรับภาษาเพิ่มขึ้น – ปัจจุบันอินเทอร์เฟซของ LinkIQ เลือกได้มากถึง 12 ภาษาแล้ว
  • การทำรายงาน – ด้วยซอฟต์แวร์ LinkWare™ PC เวอร์ชั่นใหม่ที่ออกมาพร้อมกันนี้ ซึ่งเป็นโซลูชั่นรายงานผลการทดสอบที่ได้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้รองรับรายงานผลเพิ่มเติมอย่างการทดสอบระดับเน็ตเวิร์กที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้ทำรายงานเหล่านี้ออกมาเป็นเอกสารได้อย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่น 1.1 นี้มาพร้อมกับเครื่อง LinkIQ Cable+Network Tester ที่สามารถเลือกซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายของ Fluke Networks ทั่วโลก หรือบนเว็บไซต์ http://www.flukenetworks.com/LinkIQ ส่วนผู้ใช้ปัจจุบันก็สามารถโหลดเฟิร์มแวร์ตัวใหม่พร้อมกับ LinkWare PC ตัวอัพเดทได้จาก http://www.flukenetworks.com/support/downloads

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/new-version-fluke-linkiq-cable-network-tester/

เมื่อต้องเอาระบบ AV มาวิ่งบนสายเน็ตเวิร์ก : เราจำเป็นต้องทดสอบอะไรบ้าง?

ไม่ว่าจะเป็นระบบประชุมผ่านวิดีโอหรือป้ายโฆษณาดิจิทัลก็ตาม ก็คงเคยมีลูกค้าขอให้ติดตั้งระบบสายเคเบิลสำหรับรองรับระบบกระจายสัญญาณภาพและเสียง (Audio-Visual หรือ AV) กันมาบ้าง

ซึ่งในหลายรูปแบบการใช้งานก็มักใช้สายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ ยิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาจนถึงปัจจุบัน ก็ทำให้สามารถส่งทั้งกระแสไฟฟ้าไปยังหน้าจอแสดงภาพพร้อมกับสัญญาณวิดีโอบนสายเคเบิลเส้นเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่เราต้องติดตั้งและทดสอบระบบสายเคเบิลเพื่อใช้กับระบบ AV เหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้การแสดงภาพที่สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวังไว้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลไอพีหรือไม่ ก็ยังเป็นสายบิดเกลียวคู่

หนึ่งในโปรโตคอลที่พบบ่อยที่สุดสำหรับใช้กับ AV ก็คือ HDBaseT ที่ใช้ส่งต่อสัญญาณเสียงและภาพวิดีโอระดับ 4K แบบไม่บีบอัด รวมถึงข้อมูลอีเธอร์เน็ตแบบ 100BaseT, กระแสไฟฟ้า, และสัญญาณอื่นๆ ที่ใช้ควบคุมระบบที่ต่างวิ่งบนสายบิดเกลียวคู่เส้นเดียวกันนี้เป็นระยะทางได้ไกลถึง 100 เมตร ถึงแม้จะดูเหมือนระบบวิดีโอแบบไอพีก็ตาม สายเคเบิลและการเชื่อมต่อก็ดูเผินๆ เหมือนกันเลย แต่อย่าลืมว่าทั้งสองแบบใช้คนละโปรโตคอล สิ่งที่ต่างจากวิดีโอแบบไอพีที่วิ่งบนเครือข่ายข้อมูลที่อยู่บนแพ็กเก็ตอีเธอร์เน็ต บนเครือข่ายเดียวกันที่มีทั้งเราเตอร์และสวิตช์นั้นคือ HDBaseT ไม่ได้ใช้ลักษณะของแพ็กเก็ตข้อมูล และใช้ตัวสวิตช์และรีซีฟเวอร์แบบ HDBaseT Matrix ที่แยกออกจากเครือข่ายข้อมูลทั่วไปต่างหาก

มีมาตรฐานใหม่ที่เปิดตัวเมื่อ 2017 อย่าง Software Defined Video over Ethernet (SDVoE) ที่เข้ามาเขย่าวงการ AV ในฐานะระบบไอพีอย่างแท้จริงที่ใช้เครือข่ายที่มีสวิตช์และเราเตอร์แบบเดียวกันในการส่งต่อข้อมูลวิดีโอ 4K แบบไม่บีบอัด พร้อมเสียง สัญญาณคอนโทรล และอีเธอร์เน็ต 1 Gb/s (1000BASE-T) ที่ต่างจาก HDBaseT ตรงที่ SDVoE ใช้โครงสร้างแบบโมเดล OSI ครบทั้ง 7 เลเยอร์ โดยเฉพาะชุดโปรโตคอลที่โลกไอทีต่างใช้งานกันอย่างแพร่หลายในการส่งต่อข้อมูลอยู่แล้วอันได้แก่อีเธอร์เน็ตและ TCP/IP เป็นที่ยอมรับในด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย เนื่องจากการใช้เครือข่ายที่ใช้สวิตช์แบบทั่วไปมักราคาถูกกว่าครึ่งเมื่อพิจารณาต่อพอร์ต เมื่อเทียบกับสวิตช์วิดีโอเมทริกซ์ แถมยังใช้พื้นที่ในตู้ Rack น้อยกว่าเยอะ

ยังมีมาตรฐานที่ชื่อ Society of Motion Picture and Television Engineers (SMPTE) 2110 ที่กำหนดการส่งต่อสัญญาณวิดีโอความละเอียดสูง HD แบบไม่บีบอัดบนเครือข่ายไอพี ยังไม่พอ ทาง HDBaseT Alliance ก็เพิ่งเปิดตัว HDBaseT over IP ที่สามารถใช้สวิตช์บนเครือข่ายทั่วไปสำหรับส่งต่อสัญญาณในแคมปัสได้ แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้บริดจ์ HDBaseT-to-HDBaseT-IP และสวิตช์ HDBaseT-IP ที่จุดปลายเครือข่ายอยู่ดี

เนื่องจากทุกรูปแบบการใช้งาน AV ข้างต้นต่างก็วิ่งสัญญาณบนสายเคเบิลแบบเดียวกันสำหรับส่งต่อข้อมูล จึงสามารถติดตั้งโดยใช้แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดเหมือนกัน และใช้พารามิเตอร์ตรวจวัดประสิทธิภาพแบบเดียวกัน ดังนั้นถ้าใช้สายเคเบิล Category 6A ในการติดตั้งไม่ว่ากับ HDBaseT, SDVoE, หรือ AV ที่วิ่งบนไอพีอื่นๆ แล้ว ก็ต้องตรวจเทียบมาตรฐาน TIA Category 6A เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการจะให้ได้การรับประกันจากผู้ผลิต

การส่งกำลังไฟไปยังหน้าจอ

สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างกับทั้งมาตรฐาน HDBaseT และ SDVoE ก็คือ ทั้งคู่สามารถส่งต่อกระแสไฟฟ้า DC กำลังสูงบนทั้ง 4 คู่สายของสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ได้ โดยตัวแรกใช้เทคโนโลยี Power over HDBaseT (POH) ขณะที่ตัวหลังใช้แบบ Power over Ethernet (PoE) ซึ่ง POH เองสามารถส่งต่อกำลังไฟ DC ได้มากถึง 100 วัตต์บนทั้ง 4 คู่สายพร้อมๆ กับสัญญาณวิดีโอ HDBaseT ขณะที่ PoE ส่งกระแสไฟ DC ได้ถึง 60 วัตต์ (Type 3) หรือ 90 วัตต์ (Type 4) บนทั้งสี่คู่สายร่วมกับสัญญาณวิดีโอแบบไอพี ซึ่งกำลังไฟฟ้าระดับนี้เพียงพอที่จะเลี้ยงหน้าจอแสดงภาพแบบ LED รวมถึงจอมอนิเตอร์และป้ายไฟดิจิทัลได้โดยไม่ต้องใช้ไฟ AC เลย แม้แต่ชุดกล่องรับสัญญาณบางตัวก็ใช้ไฟที่จ่ายแบบนี้กันแล้ว

ความสามารถในการจ่ายไฟระยะไกลนี้ทำให้เราต้องพิจารณาถึงค่าประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งกระแสไฟฟ้า DC กำลังสูงบนทั้งสี่คู่สายในระบบเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่า Insertion Loss ที่เกิดจากความร้อนที่สูงขึ้น และค่า DC Resistance Unbalance ที่มาจากสายเคเบิลที่ผลิตมาไม่ดีหรือคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน การส่งไฟแบบ POH หรือ PoE ก็ตามต่างใช้หลักแบ่งศักย์ไฟฟ้าเท่าๆ กัน วิ่งกระแสไฟที่แบ่งบนเส้นลวดตัวนำในแต่ละคู่สายอย่างละเท่าๆ กัน ซึ่งจำเป็นที่ค่าความต้านทาน DC ของแต่ละลวดตัวนำจะต้องเท่ากันด้วย ความแตกต่างของค่าความต้านทานของลวดตัวนำสองเส้นถือเป็นค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ซึ่งถ้ามีมากเกินไปจะทำให้สัญญาณภาพวิดีโอบิดเบี้ยวได้ ดังนั้นการที่วิ่งกระแสไฟฟ้าครบทั้ง 4 คู่สาย ก็จำเป็นต้องตรวจค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ระหว่างแต่ละคู่สาย

ข่าวดีคือ เครื่องตรวจสายเคเบิลแบบทองแดงเทียบมาตรฐาน Fluke Networks DSX CableAnalyzer™ Series สามารถตรวจค่าเหล่านี้ได้ทั้งหมด ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าที่ให้เราทำระบบ AV จะได้ภาพที่สมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแค่ใช้ตรวจระบบสายเคเบิลเทียบมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้เท่านั้น แต่ความสามารถในการทดสอบค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ก็ช่วยตรวจความสามารถของสายเคเบิลในการรองรับ POH และ PoE ได้ด้วย

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/av-over-twisted-pair-what-do-i-need-test

from:https://www.enterpriseitpro.net/av-over-twisted-pair/