คลังเก็บป้ายกำกับ: FLUKE

เทคโนโลยี Single-Pair Ethernet (SPE) และสิ่งที่คาดจะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งต้องจับตา

ผ่านมาหลายปีแล้วหลังจากทางสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือ IEEE เปิดตัวมาตรฐาน IEEE 802.3cg-2019 ที่เป็นอีเธอร์เน็ตคู่สายเดี่ยว (SPE) ความเร็ว 10 Mb/s ซึ่งต่อมาก็มีความเคลื่อนไหวและความร่วมมือในวงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้จำนวนมาก จึงมองว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่เราควรมาอัปเดตสถานะของ Single-Pair Ethernet (SPE) นี้กัน

มีหลายสมาพันธ์และคณะกรรมการดูแลที่ถูกตั้งขึ้นมารับกับการพัฒนาของมาตรฐาน IEEE 802.3cg อย่างทางสมาคมอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TIA) ก็ตั้งคณะกรรมการดูแลด้านอีเธอร์เน็ตคู่สายเดี่ยว (SPEC) ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์สายเคเบิลและเครื่องมือทดสอบชั้นนำในตลาด ที่รวมถึง Fluke Networks ด้วย ยังมีสมาพันธ์ระบบอีเธอร์เน็ตซิงเกิลแพร์ (ที่ Fluke Networks ก็เป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน) ประกอบด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์อัตโนมัติทั้งในอุตสาหกรรมและในอาคารหลายราย รวมถึงผู้จำหน่ายสายเคเบิลและระบบเชื่อมต่อที่ใช้ในพื้นที่โรงงาน นอกจากนี้ยังมีเครือข่าย Single-Pair Ethernet Partner Network และกลุ่มย่อย คณะกรรมการที่เกี่ยวกับ SPE ต่างๆ ภายใต้สมาคมของหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและระบบออโตเมชั่นในอาคารเชิงพาณิชย์ ทางฝั่งผู้จำหน่ายชั้นนำก็มีพัฒนาระบบ Ethernet-APL (Advanced Physical Layer) เพื่อใช้กับระบบประมวลผลในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายโดยวิ่งบน 10BASE-T1L ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ทั้งภาคการศึกษา การตื่นตัวในตลาด และด้านมาตรฐาน ต่างทำให้มั่นใจได้กับระบบนิเวศการพัฒนาอุปกรณ์และสายเคเบิล, มาตรฐาน, และสเปกทั้งหลายเพื่อเร่งความเร็วในการนำ SPE มาใช้สนับสนุน IoT/IIoT ทั้งในเครือข่ายของเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)

ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากหลายกลุ่มข้างต้นค่อนข้างใหม่ แต่เทคโนโลยี SPE ก็อยู่คู่กับเรามาหลายปีก่อนแล้ว โดย IEEE เปิดตัวมาตรฐานของ SPE ในรูป 802.3bw 100BASE-T1 เมื่อปี 2015 และ 802.3bp 1000BASE-T1 ในปี 2016 ที่รองรับสายเคเบิลคู่สายเดี่ยวแบบหุ้มฉนวน (STP) ได้ระยะทางถึง 40 เมตร หรือได้ 15 เมตรถ้าใช้สายแบบไม่หุ้มฉนวนพิเศษ (UTP) สเปกของระบบ SPE เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลักเพื่อใช้ในการสื่อสารภายในตัวรถ และเมื่อมีมาตรฐานใหม่อย่าง 802.3cg 10BASE-T1S/L เปิดตัวเมื่อปี 2019 ก็ถือว่า SPE ก้าวเข้ามาในตลาดเต็มตัว ด้วยช่องทางการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้นทั้งฝั่งอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์

หลังจากการปล่อยมาตรฐาน 802.3cg ออกมานั้น ทั้งคณะกรรมการไฟฟ้าและเคมีนานาชาติ (IEC) รวมทั้งองค์กรด้านมาตรฐานนานาชาติหรือ ISO ได้พัฒนามาตรฐานหัวต่อชุด 63171 และมาตรฐานสายเคเบิล 61156 สำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานทั้งเชิงพาณิชย์ (MICE1) และเชิงอุตสาหกรรม (MICE2 และ MICE3) มาตรฐานจากทั้ง ISO/IEC และ TIA ต่างอิงตาราง MICE ที่จำแนกลักษณะสภาพแวดล้อมการใช้งาน ที่ M หมายถึงเชิงกล (การโค้งงอ การสั่นสะเทือน), I คือการแทรกซึมเข้าเส้น (เช่น ความชื้น), C คือสภาพอากาศ (อุณหภูมิ) และ E คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (คลื่นรบกวน) สำหรับ SPE ที่จัดอยู่ในสภาพแวดล้อมใช้งานเชิงอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์ MICE ระดับ 2 และ 3 ขณะที่ส่วนที่ใช้งานเชิงพาณิชย์นั้นจะเป็น MICE ระดับ 1 (ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลเวลของ MICE ได้ในบทความเรื่องปัญหาสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตในอุตสาหกรรม flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/industrial-ethernet-cable-probems-mice )

 

การจัดระดับตามหลัก MICE โดย M ย่อจาก Mechanical, I คือ Ingress, C คือ Climatic, และ E คือ Electromagnetic

ถัดจากการปล่อย 802.3cg ตามด้วยการนำ SPE เข้ามาอยู่ในมาตรฐานระบบโครงสร้างพื้นฐานสายเคเบิลอย่าง ISO/IEC 11801 แล้วล่าสุดปี 2022 TIA ได้ปล่อยมาตรฐานชิ้นส่วน SPE สำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่าง ANSI/TIA-568.5 ให้สอดคล้องกับทาง ISO/IEC นอกจากนี้ยังมีการนำ SPE เข้าผนวกกับมาตรฐาน TIA-1005 สำหรับสายเคเบิลในโรงงานอุตสาหกรรม และมาตรฐาน TIA-862 สำหรับใช้งานในอาคารอัจฉริยะด้วย

รวมทั้งยังมีคณะทำงานด้านสายเคเบิลอุตสาหกรรม TR-42.9 ที่กำลังพัฒนามาตรฐานใหม่ ANSI/TIA-568.7 สำหรับสายบิดเกลียวคู่เดี่ยวแบบสมดุลสำหรับใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งนี้ มาตรฐานสายเคเบิลทั้งฝั่ง ISO/IEC และ TIA ต่างแนะนำให้ SPE ใช้หัวต่อแบบ LC จาก CommScope สำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์ และหัวต่อแบบ T1 จาก Harting แต่ก็อนุญาตให้ใช้หัวต่อที่ผ่านการรับรองจาก IEC (ตัวอย่างเช่น 63171) ได้

เทรนด์การใช้ SPE ในตลาดกำลังมาแรง
ปัจจุบันมีมาตรฐานและรูปแบบการใช้งานที่เกี่ยวข้องมากมาย จนทำให้ตลาดของ SPE ขยายตัวต่อเนื่อง จากตัวเลขล่าสุดที่ศึกษาโดย The Insight Partners ทำนายว่าตลาด SPE จะเติบโตขึ้นสู่ระดับ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2028 ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ผลิตสายเคเบิลที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมารองรับ SPE จากแนวโน้มในการถูกนำมาใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมและระบบออโตเมชั่นในอาคารมากขึ้น รวมไปถึงโซลูชั่นที่ใช้ระบบ SPE นอกจากแค่ภายในรถยนต์และระบบในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีใช้มานานอยู่แล้ว

ส่วนการเติบโตในตลาดมากกว่านี้จำเป็นต้องมีการนำ SPE ไปใช้กับผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องงมือต่างๆ ด้วย ทั้งในระดับแอพพลิเคชั่นและระดับประมวลผล I/O และหลายเจ้าเองก็มีแผนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน SPE แล้วด้วย ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นสวิตช์และอุปกรณ์ฝั่ง Edge ที่ใช้ SPE อย่างเช่น Programmable Logic Controller หรือตู้ไฟคอนโทรลเลอร์ PLC ที่เป็นเซ็นเซอร์, หัวขับวาล์วควบคุม (Actuator), มิเตอร์ต่างๆ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ ซึ่งการนำ SPE มาใช้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้ได้ระบบที่รวดเร็ว ใช้งานง่ายแบบ Plug-and-Play ทั้งในโรงงานและสมาร์ทบิวดิ้ง

ทว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้กันในตลาดจะดูช้ากว่าการพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปมักต้องใช้เวลาหลายปีกว่าสเปกในระดับกายภาพจะออกมาให้พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมตอนนี้เราเพิ่งเห็นโซลูชั่นต่างๆ ออกมาสู่สายตาคนภายนอก ตลาดด้านเทคโนโลยีควบคุมในอาคารเองก็ใช้เวลาในการตามเทรนด์ใหม่ด้วยเนื่องจากธรรมชาติของระบบเหล่านี้เอง และความจำเป็นที่ต้องมีการทดสอบและตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกด้าน อย่างในกรณี SPE เอง โรคโควิด-19 ก็เข้ามาส่งผลกระทบต่อการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ทำให้เกิดอุปสรรคในการสร้างซัพพลายเชนด้วย

Fluke Networks ก็จับตามองตลาด SPE อยู่
ขณะที่การย้ายมาใช้ SPE ดูเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่เราก็น่าจะได้เห็นอุปกรณ์หลากหลายแบบเข้ามาในตลาดเพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมหรือ OT ที่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่แยกแบรนด์ แยกไซโลกันหลายระบบ มาเป็นระบบเดียวที่คุยกันได้หมดผ่านอีเธอร์เน็ตที่ช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพและความสามารถการผลิต

ตัวอย่างเช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นกำลังต้องการอุปกรณ์ที่ทำงานผสานระบบส่วนปลายเครือข่ายของระบบออโตเมชั่นหรือในระดับ IO เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบบอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีระดับ Industry 4.0 และ IIoT อย่าง AI, แมชชีนเลิร์นนิ่ง, และการสื่อสารระหว่างเครื่องจักรด้วยกัน ซึ่ง SPE จะเข้ามาช่วยเรื่องความสอดคล้องตามมาตรฐาน, ให้แบนด์วิธมากขึ้น และลิมิตระยะทางการเชื่อมต่อที่ไกลขึ้น ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและน้ำหนักของสายเคเบิล (รวมถึงพื้นที่ใช้งานด้วย) และความสามารถในการส่งต่อกำลังไฟฟ้าไปยังตำแหน่งที่ห่างไกลผ่านเทคโนโลยี Power over Data Line (PoDL) ที่ช่วยตัดความจำเป็นที่ต้องมีระบบสายไฟแยกต่างหาก

ส่วนในพื้นที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ SPE ก็ใช้ประโยชน์ที่คล้ายกันทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความสะดวกในการจ่ายไฟ ร่วมกับความสามารถในการผสานระบบออโตเมชั่นในอาคารเข้ากับระบบ OT/IT อื่น (เช่น ระบบความปลอดภัย ระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น) เพื่อรองรับ IoT และสมาร์ทบิวดิ้งอย่างเช่นสมาร์ทเซ็นเซอร์, สมาร์ทมิเตอร์, การวิเคราะห์ข้อมูล, การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) และอื่นๆ อีกมากมาย

และแม้ตลาดจะยังไม่มีความต้องการด้านการทดสอบระบบ SPE ที่หน้างานอย่างชัดเจน Fluke Networks เองก็จับตามองตลาดอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การเปิดตัวระบบทดสอบ SPE หลังจาก IEEE ปล่อยมาตรฐาน 802.3cg 10BASE-T1S/L ออกมาไม่นาน เราจะยังเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มต่างๆ ที่ดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับสมาพันธ์และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับ SPE รวมไปถึงการทำงานร่วมกับผู้จำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือหลากหลายประเภทเพื่อขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่มีการนำ SPE ติดตั้งอย่างแพร่หลาย เราจะพร้อมทันทีในการรองรับการทดสอบและแก้ปัญหาเครือข่าย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/single-pair-ethernet

from:https://www.enterpriseitpro.net/spe-has-obvious-industry-momentum/

LinkIQ เครื่องทดสอบประจำกายที่ตรวจสายต่างๆ ได้ง่ายทั่วเน็ตเวิร์ก

จากรายงาน Network Field Report ที่สำรวจเมื่อปี 2021 กับผู้ที่ทำงานด้านไอทีกว่า 350 ราย พบว่ากว่า 70% เจอกับงานด้านการตั้งค่าเครือข่ายทุกวัน หลายครั้งแต่สัปดาห์ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และเกือบ 50% ยังระบุด้วยว่า ต้องใช้เวลากว่าครึ่งในการทำงานด้านเน็ตเวิร์กเชิงรับอย่างการแก้ปัญหา การทำแผนผังเชื่อมต่อ และการตั้งค่าต่างๆ ทำให้เหลือเวลาในการวางแผนเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ หรือการปฏิวัติทางดิจิตอลน้อยมาก

ลองนึกภาพทีมงานด้านไอทีของคุณที่สามารถเร่งความเร็วในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบนระบบสายเคเบิล การตรวจให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ใหม่จะทำงานได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาเน็ตเวิร์กทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเลยนั้น จะวิเศษมากขนาดไหน ซึ่งคุณทำได้ด้วยเครื่องทดสอบใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวปีที่แล้วอย่าง Fluke Networks’ LinkIQ™ ที่รวมการทดสอบทั้งระดับสายเคเบิลกายภาพและระบบเน็ตเวิร์กอยู่ในเครื่องเดียวกันอย่างง่ายๆ ที่สำคัญ ตอนนี้เรายกระดับให้ LinkIQ ฉลาดขึ้นมาอีกด้วยซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ 1.1 นี้

ปิงไอพีได้แล้ว! ลดเวลาแก้ปัญหาได้อีก

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ดีที่สุดของ LinkIQ ก็คือความสามารถในการรับข้อมูลโปรโตคอลทั้ง Link Layer Discovery Protocol (LLDP) และ Cisco Discovery Protocol (CDP) จากสวิตช์ ที่ใช้ในการค้นหาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยพร้อมทั้งระบุสเปกของอุปกรณ์ตัวเอง ซึ่งใช้ประโยชน์ในการตรวจปัญหาของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อปลายอีกด้านหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตัวสวิตช์ที่ลิงค์เชื่อมด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความเร็วและดูเพล็กซ์ที่รองรับ เลขพอร์ตบนสวิตช์ ไปจนถึงเวอร์ช่วลแลน (VLAN) ที่กำหนดสำหรับลิงค์ดังกล่าว คุณสามารถตรวจเจอปัญหาบนเครือข่ายที่เกิดจากการตั้งค่าสวิตช์ผิดพลาดได้ง่ายและรวดเร็ว หรือไม่ว่าลิงค์ดังกล่าวต่อเข้าพอร์ตสวิตช์ผิดพอร์ต หรือกำหนดเข้าผิดวีแลน โดยไม่จำเป็นต้องเดินไปถึงหน้าตู้เพื่อตรวจการเชื่อมต่อสายบนสวิตช์ด้วยตัวเอง และถ้าต้องการขนาดที่จะหาพอร์ตสวิตช์ที่เชื่อมต่อด้วยบนหน้าตู้ Link IQ ก็มีฟีเจอร์ช่วยให้มองได้ง่ายขึ้นอย่าง Blink Port Light ด้วย

IP Ping ทำให้ LinkIQ ได้ความสามารถในการแก้ปัญหาและทดสอบการเชื่อมต่อได้มากขึ้นไปอีกขั้น

และในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ เราได้ขยายขอบเขตความสามารถในการแก้ปัญหาและทดสอบการเชื่อมต่อของเครื่อง LinkIQ ด้วยฟีเจอร์ IP Ping (ICMP Echo/Reply) โดยเมื่อคุณเทสปิง LinkIQ จะทราบได้ว่าเกตเวย์หรือเซิร์ฟเวอร์โดเมนเนม (DNS) นั้นๆ บนเน็ตเวิร์กหรืออินเทอร์เน็ตออนอยู่ไหม เข้าถึงได้หรือเปล่า ซึ่งมีประโยชน์มากในการตรวจสอบเมื่ออุปกรณ์มีปัญหาในการเข้าถึงที่อยู่ไอพีดังกล่าว นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบเวลาหน่วงหรือ Latency ที่ระบุเวลาไปกลับที่มากที่สุดผ่านเครือข่ายได้ด้วย สำหรับการทดสอบปิงนั้น คุณสามารถกำหนดที่อยู่ไอพี (IPv4 หรือ v6) บน LinkIQ ได้ทั้งกำหนดด้วยตัวเอง หรือข้อมูลผ่านโปรโตคอล Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) ที่เป็นที่อยู่ไอพีจากเซิร์ฟเวอร์กำหนดมาให้อัตโนมัติ

รองรับหลายภาษา

ตอนนี้อินเทอร์เฟซใช้งานบน LinkIQ รองรับมากถึง 12 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สเปน จีนตัวเต็มและตัวย่อ เกาหลี รัสเซีย อิตาลี โปรตุเกส หรือแม้แต่ภาษาไทย ทำให้ใครก็ได้ก็สามารถใช้ทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลา แป้นคีย์บอร์ดเองยังรองรับอักขระพิเศษและสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วย

เพิ่มฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการทดสอบระดับเน็ตเวิร์กอีก

ด้วยหน้าจอสัมผัสแบบใช้นิ้วเลื่อน และระบบควบคุมที่ชัดเจน ทำให้ LinkIQ เป็นเครื่องทดสอบประสิทธิภาพสายเคเบิลและตรวจความถูกต้องของการเชื่อมต่อที่ใช้งานง่ายที่สุดเครื่องหนึ่ง และในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ คุณจะสามารถตรวจความถูกต้องของการเชื่อมต่อพร้อมๆ กับเวลาตอบกลับของอุปกรณ์เครือข่ายที่สำคัญได้เพียงแตะครั้งเดียว อย่างปุ่ม Autotest ซึ่งถ้า LinkIQ เห็นข้อมูล Remote ID ของปลายสายอีกด้าน ก็จะรู้ทันทีว่าคุณกำลังทดสอบสายเคเบิลอยู่ ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน พารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพต่างๆ หรือแม้แต่ตีความจากกราฟเอง โดยการทดสอบสายเคเบิลด้วยเครื่องนี้จะแสดงสิ่งที่คุณอยากรู้เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสายเคเบิลผ่านการทดสอบ Wire Map และรองรับอัตราการส่งข้อมูลที่ต้องการ ที่วัดได้สูงสุดที่ 10Gb/s ทั้งหมดนี้แสดงอยู่ในรูปกราฟิกแบบ “สเกลหน้าปัด” ที่อ่านเข้าใจง่าย

ถ้าสายเคเบิลไม่ผ่านการทดสอบ Wire Map ก็สามารถดูจากแผนผังจอสีที่ขึ้นแยกลวดตัวนำแต่ละเส้นให้มองได้ง่ายว่าเกิดจากปัญหาอะไร เช่น ลัดวงจร วงจรเปิด หรือเข้าหัวสายผิดอย่างต่อย้อนกลับ ต่อข้ามสาย หรือต่อแยกคนละคู่สาย อีกทั้งถ้าเป็นสายเคเบิลแบบหุ้มฉนวน ก็บอกได้ด้วยว่าฉนวนที่หุ้มนั้นต่อเนื่องตลอดความยาวสายหรือไม่ ภาพกราฟิกหน้าปัดบอกความเร็วที่เห็นค่าชัดเจนนี้ยังบอกได้ง่ายๆ ว่าสายเคเบิลดังกล่าวรองรับอัตรารับส่งข้อมูลที่คุณเลือกไหม ไล่ตั้งแต่ 10 Mb/s ถึง 10 Gb/s และถึงแม้คุณอาจไม่ทราบ (หรือไม่จำเป็นต้องรู้) เกี่ยวกับกลไกของพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพต่างๆ เครื่อง LinkIQ ก็บอกคุณได้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นที่ความยาว ทิศทางการโยงสาย ค่าการสูญเสียพลังงานภายในสาย ค่าการสูญเสียไปกลับ ครอสทอล์กฝั่งใกล้ตัว หรือความแตกต่างของดีเลย์ ในกรณีที่คุณอยากวิเคราะห์ลงลึกไปอีก

มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อทดสอบ PoE

LinkIQ เวอร์ชั่น 1.1 นี้ให้คุณมั่นใจกับการทดสอบระบบ PoE มากกว่าเดิม ด้วยการแสดงค่าคลาส PoE (0 – 80 ที่เจรจาใช้ได้จริงบนลิงค์ รวมทั้งวัตต์ไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ได้รับกระแส (PD) ที่เกิดขึ้นทั้งในระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อบนเครือข่าย และรับการจัดสรรกำลังไฟได้อย่างไดนามิกจากอุปกรณ์ฝั่งจ่ายกระแส อย่างสวิตช์ PoE นอกจากนี้เครื่อง LinkIQ ยังเจาะลึกได้มากขึ้นไปอีกด้วยการกระตุ้นโหลดไฟที่ PD จะร้องขอบนวงจร เพื่อยืนยันว่าจะมีกำลังไฟและศักย์ไฟฟ้าที่ต้องการเข้ามาในวงจรได้จริง

ที่สำคัญ ตอนนี้เครื่อง LinkIQ ผ่านการรับรองโดย Ethernet Alliance แล้ว นั่นหมายความว่าได้ผ่านการทดสอบในแล็ปที่เข้มงวดอย่างมากจนรับประกันว่าสอดคล้องตามข้อกำหนดทุกประการตามมาตรฐาน IEEE 802.3 PoE พร้อมทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE อื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นแค่ 1 ใน 2 เครื่องนอกจาก Fluke Networks’ MicroScanner™ PoE ที่เป็นเครื่องทดสอบ PoE หน้างานที่ผ่านการรับรองของ EA ด้วย

แค่นี้ยังไม่พอ

LinkIQ สามารถสร้างสัญญาณโทนนิ่งทั้งแบบอนาล็อกและดิจิตอลสำหรับใช้ร่วมกับ Fluke Networks’ IntelliTone™ Probe และ Pro3000™ Tone and Probe ได้ ทำให้ตรวจติดตามเส้นทางสายเคเบิล หรือตรวจจับตำแหน่งที่มีปัญหา (สายขาด ลัดวงจร หรือเข้าคู่ย้อนกลับ) แม้จะฝังสายภายในผนังหรือมัดอยู่ในห้องชุมสายที่แยกได้ยากก็ตาม

และในยุคที่เครือข่ายทวีความซับซ้อนจนจำเป็นต้องทำเอกสารอธิบายอย่างตอนนี้ เครื่อง LinkIQ ก็เข้ามาตอบโจทย์ด้วยการจัดเก็บผลการทดสอบได้มากถึง 1,000 รายการพร้อมสามารถกำหนดชื่อที่สื่อความหมายตามต้องการได้ รวมทั้งตั้งให้รันตัวเลขอัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลาตอนที่ทดสอบไล่ตามลำดับ รวมทั้งยังสามารถส่งออกข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์จัดการการทดสอบสายเคเบิลอย่าง Fluke Networks’ LinkWare™ PC เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างทำงานร่วมกันได้ ตั้งแต่การจัดเก็บและจัดการผลการทดสอบไปจนถึงการสร้างรายงาน PDF

แม้คุณอาจไม่ได้หวังว่าการทดสอบสายเคเบิลและเน็ตเวิร์กจะง่ายไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่หยุดด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์ของ LinkIQ ขึ้นเป็นเวอร์ชั่น 1.1 แบบนี้ เจ้าของเครื่องปัจจุบันก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดตัวใหม่นี้ได้จากhttps://www.flukenetworks.com/support/downloads?title=LinkIQ&field_related_pro_dis_new_cont_target_id=290031 และสำหรับเครื่องทดสอบ LinkIQ Cable+Network Tester ตัวใหม่ก็มีพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วทั้งผ่านการสั่งออนไลน์และผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Fluke Networks ทั่วโลก

from:https://www.enterpriseitpro.net/linkiq-your-essential-network-cable-tester/

5 กฎเหล็กด้านความปลอดภัยเมื่อต้องทำงานกับสายไฟเบอร์

มีอันตรายหลายแบบมากที่ต้องเฝ้าระวังเวลาทำงานกับเน็ตเวิร์กไม่ว่าจะเชิงพาณิชย์หรือตามโรงงานอุตสาหกรรม แม้สายใยแก้วนำแสงดูเผินๆ เหมือนปลอดภัย ไม่ได้นำกระแสไฟฟ้าเหมือนสายทองแดง ไม่ได้เกิดความร้อนอะไร แต่ก็ทำให้หลายคนมองข้ามอันตรายที่แท้จริงของสายไฟเบอร์ที่อาจถือว่าอันตรายมากที่สุดในกลุ่มสายเคเบิลแล้ว!

ดังนั้น เราจึงมีกฎเหล็ก 5 ข้อเพื่อความปลอดภัยในการทำงานกับสายไฟเบอร์ดังต่อไปนี้

1. เข้าใจถึงมาตรฐานในการทำงานกับสายเคเบิล

ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งสายไฟเบอร์ใหม่ หรือการแก้ปัญหา ซ่อมสายไฟเบอร์ที่มีอยู่เดิมนั้น การมีความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยตัวคุณ (และทีมงาน) ให้ปลอดภัย และติดตามโปรเจ็กต์ได้อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานที่เกี่ยวข้องการกับการทำงานด้านสายเคเบิลนั้นได้แก่:

  • ข้อกำหนดด้านการบริหารจัดการสุขภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน (OSHA) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมถึงการติดตั้งและดูแลตัวนำไฟฟ้าของสายไฟเบอร์ รวมทั้งระบุมาตรฐานด้านประสิทธิภาพขั้นต่ำที่จำเป็นในการทำงาน โดยในกฎ OSHA 29 CFR 268 ที่เป็นด้านโทรคมนาคมนั้น ในหลายรัฐจะมีแผนที่เรียกว่า OSHA State Plan ที่ต้องศึกษาจากสำนักงาน OSHA ใกล้ตัวคุณด้วย
  • ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้าแห่งชาติ (NESC) ที่ออกโดยสถาบันด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือ IEEE ที่ระบุถึงแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยในการติดตั้ง ดำเนินงาน และดูแลสายสื่อสารและสายไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งข้อกำหนดฉบับใหม่กำลังจะออกมาบังคับใช้ในกุมภาพันธ์ 2023 แต่ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้แล้วในสิงหาคมที่จะถึงนี้
  • National Electrical Code® (NEC) หรือ NFPA 70 ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการตรวจสอบ ใน 50 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการตีพิมพ์ออกมาทุก 3 ปีโดยสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติหรือ NFPA ทั้งนี้กฎหมายในแต่ละรัฐหรือของท้องถิ่นก็มักระบุให้ช่างไฟฟ้าจะต้องทำตาม NEC นี้ รวมทั้งมีกฎหมายบางฉบับที่ออกมาเจาะจงกับการติดตั้งสายไฟเบอร์โดยเฉพาะด้วย
  • สุดท้าย คุณก็ควรทำตามขั้นตอนการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของบริษัทตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม

2. รักษาความสะอาด

แกนหลักของสายใยแก้วนำแสงก็คือแก้วดีๆ นี่เอง แม้จะมีประสิทธิภาพในการส่งต่อข้อมูลมาก แต่ก็บอบบางมากด้วย อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้เช่นกันเมื่อได้รับความเสียหายหรือแตกหัก การควบคุมและทำความสะอาดเศษแก้วในงานแต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งความสะอาดของตัวเอง และในพื้นที่ปฏิบัติงาน

  • ใส่แว่นนิรภัย พร้อมหน้ากากใสอีกชั้น (ใส่ครอบแว่นอีกทีหนึ่งได้ถ้าต้องการ) เพื่อป้องกันเศษใยแก้วกระเด็นเข้าดวงตา และพยายามเอามือห่างจากใบหน้าระหว่างปฏิบัติงาน คอยล้างมือให้สะอาดจริงๆ ก่อนจะสัมผัสใบหน้าหรือคอนแทคเลนส์
  • สวมผ้ากันเปื้อนที่ใช้แล้วทิ้งได้เลย เพื่อลดโอกาสที่เศษใยแก้วจะกระเด็นมาฝังตามเสื้อผ้าแล้วกระจายไปพื้นผิวอื่น (หรือติดตัวคุณกลับบ้านไปด้วย)
  • ไม่ทานอาหารหรือเครื่องดื่มในพื้นที่ปฏิบัติงาน (รวมถึงไม่สูบบุหรี่ด้วย) ไม่เพียงเศษอาหารอาจจะไปปนเปื้อยกับงานที่ทำอยู่เท่านั้น แต่ละอองเศษใยแก้ที่มองไม่เห็นแต่สามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้นั้นก็อาจปนเข้าไปในอาหารได้ด้วย ซึ่งทานเข้าไปแล้วอาจทำให้ตกเลือดภายในจนถึงแก่ชีวิตได้
  • ให้มั่นใจว่าพื้นที่ปฏิบัติงานมีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดความเสี่ยงที่ละอองใยแก้วจากสายที่ทำงานอยู่กระจายขึ้นอากาศแล้วหายใจเข้าไปได้
  • กำจัดเศษสายใยแก้วทั้งหมดอย่างเหมาะสม ทิ้งในถังขยะที่ติดป้ายจำเพาะอย่างชัดเจน ที่มีฝาปิดสนิท
  • เคลียร์พื้นที่ปฏิบัติงานให้ดี ไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดประกายไฟ หรือแหล่งความร้อน อย่างเช่นการใช้ตัวสไปซ์เชื่อมสายร่วมกับเตาบ่ม เพื่อลดโอกาสการเกิดเพลิงไหม้
  • ทำความสะอาดเมื่อจบวัน เพื่อควบคุมเศษใยแก้ว และทำให้ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย

3. เข้าใจถึงสารเคมีที่กำลังใช้งานอยู่

ขั้นตอนการสไปซ์สายไฟเบอร์ และการเชื่อมเข้าหัวสายนั้นต้องใช้ทั้งสารเคมี สารทำความสะอาด และกาวเชื่อมที่หลากหลาย จึงควรทำความเข้าใจกับเอกสารข้อมูลด้านความปลอดภัยหรือ MSDS ของสารเคมีที่นำมาใช้ด้วย และปฏิบัติตามข้อตอนการดูแลสารเคมีดังกล่าวอย่างปลอดภัย

4. ระวังสภาพแวดล้อมโดยรอบ

การลากสายไฟเบอร์มักต้องใช้พื้นที่ร่วมกับสายเคเบิลอื่นๆ ที่รวมถึงสายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ปิด บนเสา หรือใกล้สายไฟหรืออุปกรณ์เดินไฟฟ้า ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายตั้งแต่การเผลอทำอุปกรณ์ร่วงลงกระแทกกับเท้า ไปสัมผัสโดนเศษแก้วบาด ไปจนถึงไฟดูด แก๊สระเบิด หรือไฟรั่วตามลวดสายต่างๆ

จึงควรระวังสภาพแวดล้อมรอบตัว และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าตรงพื้นที่หน้างาน หรือที่งานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า พยายามเว้นระยะตามกฎระยะห่างขั้นต่ำของ NFPA เมื่อต้องทำงานใกล้สายไฟหรือแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

5. ใช้เครื่องมือให้เหมาะสม

ไม่จ้องไปที่ปลายสายไฟเบอร์โดยตรง ถึงแม้คุณจะมองไม่เห็นอะไรระหว่างที่สายเคเบิลดังกล่าวกำลังใช้งานอยู่ก็ตาม แต่แสงอินฟราเรดที่มองไม่เห็นนี้ก็ทำร้ายดวงตาคุณได้ การใช้เครื่องมือที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้คุณทำงานได้ดีกว่าและเร็วกว่าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่เป็นไปได้อีกด้วย ซึ่ง Fluke Networks มีเครื่องมือทุกอย่างที่ตอบโจทย์คุณ ไม่ว่าจะเป็น

  • FiberLert™ Live Fiber Detector ตรวจจับแสงที่มองไม่เห็นที่ออกมาจากสายใยแก้วนำแสงได้ง่าย สำหรับตรวจเช็คการทำงานของสาย, ขั้วสาย, และการเชื่อมต่อ โดยไม่ต้องติดตั้งหรือแปลค่าอะไรเพิ่มเติม
  • เครื่องตรวจปัญหาสายแบบเห็นด้วยตาเปล่าอย่าง VisiFault™ Visual Fault Locator สามารถยิงแสงที่มองเห็นได้บนสายไฟเบอร์เพื่อตรวจหาตำแหน่งปลายสาย หรือจุดที่มีการโค้งบิดงอ สายแตก หรือเชื่อมต่อไม่ดี
  • เครื่องวัดพลังงานที่ตรวจค่าการสูญเสียภายในสายและระดับพลังงานที่ปลายสายไฟเบอร์อย่างเครื่อง SimpliFiber® Pro และ MultiFiber™ สามารถช่วยคุณในการตรวจสอบว่าสายไฟเบอร์สามารถใช้งานกับรูปแบบที่ต้องการได้หรือไม่

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/fiber-optic-safety

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fiber-optic-safety-5-rules/

ทำความเข้าใจกับการตรวจความสมบูรณ์ของฉนวนสายเน็ตเวิร์ก

การทดสอบระบบสายเคเบิลแบบหุ้มปลอกตาข่าย (Screened) ที่หน้างานนั้น ผู้ทดสอบจำเป็นต้องตรวจให้แน่ใจว่ามีการหุ้มต่อเนื่องไปจนถึงปลายสาย อย่างไรก็ดี ก็มักพบการทดสอบหน้างานที่ไม่ได้ระบุความต่อเนื่องของปลอกตาข่ายหุ้มดีพอ จนทำให้ไม่สามารถระบุถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังบนระบบสายเคเบิลได้

บทความนี้จึงกล่าวถึงปัญหาในการตรวจวัดความต่อเนื่องของตาข่ายฉนวน โดยเฉพาะอิทธิพลที่มีต่อค่าผลการทดสอบอื่นๆ ของสายเคเบิล และแนวทางการตรวจสอบความสมบูรณ์ฉนวนของ Fluke Networks จะสามารถให้ความมั่นใจในการสอดคล้องตามมาตรฐานการติดตั้งสายเคเบิลในระดับ Level 2G ของ TIA 1152A ได้อย่างไร?

เส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายหุ้ม

เรามักมองความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายเหมือนการเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างจุดสัมผัสลวดตาข่ายตรงปลายสายทั้งฝั่งใกล้และไกลตัวผู้ทดสอบ แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ 3 เส้นทางหลักที่ให้ผลการทดสอบความต่อเนื่องนี้ออกมาได้ แต่มีแค่เส้นเดียวที่เราเชื่อผลการทดสอบได้ว่าสายเคเบิลดังกล่าวทำงานได้ตามที่ออกแบบมาจริง

ดูจากรูปที่ 1 จะเห็นลิงค์ถาวรที่ฉนวนไม่ได้ครอบคลุมไปถึงจุดเชื่อมต่อสาย แต่มีการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าไปถึงเครื่องทดสอบฝั่งไกลตัวผ่านแผงสาย, ตู้ Rack, หรือคานต่อสายดินของอาคาร กรณีนี้เครื่องมือทดสอบหน้างานบางตัวอาจรายงานว่าฉนวนตาข่ายครอบคลุมต่อเนื่องเรียบร้อยดี แม้ความเป็นจริงจะมีจุดเปิดอยู่ก็ตาม

 

รูปที่ 1 เส้นทางนำฉนวนตาข่ายที่วิ่งผ่านพื้นอาคาร

รูปที่ 2 เป็นอีกตัวอย่างที่เครื่องมือทดสอบอาจรายงานความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายว่าสมบูรณ์ปกติแม้จริงๆ จะไม่ต่อเนื่อง โดยกรณีตู้ Rack ฝั่งปลายทางไม่ได้ต่อกับสายดินของอาคาร แต่มีอีกลิงค์ที่เชื่อมฉนวนได้สมบูรณ์วิ่งผ่านระหว่าง Rack จนให้ผลของเส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายได้ แม้ลิงค์จริงจะเปิดเว้นไม่ต่อเนื่อง

 

รูปที่ 2 – เส้นทางฉนวนที่ไปวิ่งผ่านอีกลิงค์หนึ่งที่สมบูรณ์แทน

เครื่องทดสอบหลายเครื่องอาจให้ผลที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ แต่สำหรับเครื่อง DSX 5000/8000 CableAnalyzers™ จะสามารถตรวจจับสถานการณ์ข้างต้นได้ และรายงานความต่อเนื่องของฉนวนตาข่ายหุ้มเฉพาะสายเคเบิลที่ทดสอบเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ถึงสถานะความต่อเนื่องของฉนวนสายบนลิงค์หรือช่องสัญญาณที่ทดสอบว่าได้ประสิทธิภาพการส่งต่อสัญญาณได้ตามที่คาดหวัง

ความต่อเนื่องฉนวน กับ Alien Crosstalk

ระบบเคเบิลแบบหุ้มฉนวนนั้นจะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันครอสทอล์กจากเส้นอื่นได้ดีมาก ไม่ใช่แค่มาจากผลของการออกแบบสายให้สมดุลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการใช้แผงลวดโลหะที่ทำตัวเป็นกรงฟาราเดย์ที่กันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายไม่ให้ออกไปกระทบกับสายเคเบิลเส้นอื่น ซึ่งการจะทำงานได้ดีนั้น สัญญาณที่ปลอกลวดสานหุ้มนี้ดูดซับจะต้องถูกนำไปถ่ายยังสายกราวด์ตามจุดสัมผัสต่างๆ เช่น หัวต่อ แผงสาย หรอยิงเข้าสายกราวด์ของอาคารโดยตรง ดังนั้นถ้ามีจุดที่ฉนวนขาด สายเปิด (Open Circuit) ไม่ต่อเนื่อง ก็อาจทำให้วงจรถ่ายลงกราวด์เสีย ส่งผลเสียต่อการป้องกันเอเลี่ยนครอสทอล์คโดยรวมได้ โดยบางกรณีอาจส่งผลกระทบหนักมาก จนเพิ่มเอเลี่ยนครอสทอล์กถึง 15dB เลยทีเดียว

การเชื่อมปลอกตาข่ายหุ้มสายต่อลงสายดินอย่างเหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าพารามิเตอร์อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น FEXT หรือ NEXT และสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบที่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการหุ้มฉนวนในการป้องกันครอสทอล์กระหว่างคู่สาย เช่นระบบสายเคเบิลแบบ Class FA และ Class II

ด้วยการผสานวิธีสร้างความต่อเนื่องของสัญญาณ DC แบบเดิมเข้ากับเทคนิครักษาความสมบูรณ์ของฉนวน จะทำให้เครื่องทดสอบอย่าง Fluke Networks DSX 5000/8000 CableAnalyzer ตรวจหาวงจรเปิด ฉนวนขาดตอนได้อย่างถูกต้อง ไม่ได้รับผลลวงที่เกิดจากสายดินของอาคารหรือสายเคเบิลอื่นที่ฉนวนต่อเนื่อง รวมทั้งยังรองรับรูปแบบการใช้งานตั้งแต่ 10/25/40Gb วิธีนี้ยังสามารถระบุตำแหน่งที่เกิดปัญหาบนสาย ช่วยลดเวลาแก้ปัญหากรณีที่ฉนวนสายเปิดได้อีกด้วย

ความสอดคล้องตามมาตรฐาน

การทดสอบความต่อเนื่องของฉนวนนั้นถูกกำหนดไว้ตามมาตรฐานของเครื่องมือทดสอบทั้ง TIA 1152 และ IEC 61935-1 อย่างไรก็ดี ไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับการระบุเส้นทางที่ใช้ตรวจวัดความต่อเนื่องของฉนวน

ดังนั้น จึงเริ่มมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ครั้งแรกในมาตรฐานใหม่อย่าง TIA 1152A ที่อธิบายข้อกำหนดในการทดสอบปลอกตาข่ายหุ้มสายสำหรับเครื่องมือทดสอบระดับ 2G ที่ต้องใช้ทดสอบสาย Category 8 ไว้ว่า:

“นอกจากนี้ สำหรับเครื่องทดสอบ Level 2G จะต้องทดสอบความต่อเนื่องของปลอกฉนวนหุ้มสายตลอดเส้นทางการลากสายเคเบิลด้วย”
– TIA 1152A หัวข้อ 4.2.2

เนื่องจากเครื่องทดสอบระดับ Level 4 หรือต่ำกว่าส่วนใหญ่มักไม่สามารถทำได้ ข้อกำหนดนี้จึงบังคับใช้กับเครื่องระดับ Level 2G ที่ใช้กับสาย Category 8 ซึ่งเป็นเน้นความสำคัญของการเชื่อมต่อตาข่ายหุ้มสายและค่าเอเลี่ยนครอสทอล์กบนสายแบบ Category 8

ทาง Fluke Networks ไม่เพียงได้มาตรฐานสำหรับเครื่องทดสอบ Level 2G DSX 8000 สำหรับสายทุก Category ไปจนถึง TIA category 8 และ ISO/IEC Class II เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเครื่องระดับ Level V DSX 5000 ที่คลุมทุก Category ไปจนถึง TIA Class EA และ ISO/IEC Class FA ด้วย

ความแตกต่างระหว่างเครื่องทดสอบรุ่น DTX และ DSX

การใช้เทคนิคการวัดความสมบูรณ์ของฉนวนมาใช้ตรวจวัดความต่อเนื่องของตาข่ายปลอกหุ้มสายนั้นถือเป็นมาตรฐานสำหรับเครื่อง DSX 5000/8000 CableAnalyzer ขณะที่เครื่อง DTX CableAnalyzer และเครื่องทดสอบสายบางรุ่นของเจ้าอื่นยังใช้เทคนิคการวัดความต่อเนื่องพื้นฐานที่อาจให้ผลการทดสอบที่ไม่ตรงความจริงได้ ดังตารางที่ 1

บทสรุปส่งท้าย

การเชื่อมต่อแผงลวดหุ้มสายอย่างถูกต้องนั้นส่งผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการทำระบบสายเคเบิลให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของค่าพารามิเตอร์อย่างเอเลี่ยนครอสทอล์กและครอสทอล์กภายในสาย ซึ่งไม่ใช่ว่าเครื่องมือทดสอบสายเคเบิลทุกตัวจะสามารถระบุปัญหาฉนวนขาดได้โดยเฉพาะเวลาติดตั้งร่วมกับสายเคเบิลอื่น หรือสายกราวด์ของอาคารที่เชื่อมต่อมาถึงเครื่องมือทดสอบอีกฝั่งหนึ่ง

เครื่องมืออย่าง Fluke Networks DSX 5000 และ DSX 8000 CableAnalyzers สามารถทดสอบเส้นทางความต่อเนื่องของฉนวนสายเคเบิลได้ตามมาตรฐาน TIA 1152A Level 2G และตรวจจับระยะที่เกิดปัญหาได้เพื่อเข้าแก้ไขได้รวดเร็วมากขึ้น

ที่มา : Fluke Networks

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fluke-networks-shield-integrity/

Fluke Networks เปิดเผยความสามารถใหม่ บนเครื่อง LinkIQ™ Cable+Network Tester

Fluke Networks ได้ประกาศการอัปเกรดเครื่อง LinkIQ™ Cable+Network Tester ที่ได้ขยายความครอบคลุมความสามารถในการทดสอบและแก้ปัญหาบนเครือข่ายไอพี, การทดสอบสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรม, และรองรับผู้ใช้เพิ่มเป็นถึง 12 ภาษา โดยซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะมีอยู่ในเครื่อง LinkIQ ตัวใหม่ที่ออกมาจำหน่ายจากนี้ไป ลูกค้าปัจจุบันก็สามารถอัปเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ฟรีด้วย

“สำหรับผู้ติดตั้งระบบ และแอดมินเน็ตเวิร์กที่ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพระบบสายเคเบิลเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพของเครือข่ายอยู่ตลอดนั้น ก็ยังจำเป็นต้องหาวิธีตรวจเช็คว่าทราฟิกของผู้ใช้ไปถึงปลายทางได้หรือไม่ด้วย” Mark Mullins ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และผู้ร่วมก่อตั้ง  Fluke Networks กล่าว “ฟีเจอร์ทดสอบเครือข่ายของเราจะทำให้พวกเขาได้ความสามารถในการมองเห็นการเชื่อมต่อระดับเน็ตเวิร์ก รวมทั้งเวลาตอบสนองของทรัพยากรที่สำคัญ ช่วยในการตรวจสอบและแก้ปัญหาเครือข่ายได้อย่างครบวงจร”

ฟีเจอร์อัพเดตบนเวอร์ชั่นล่าสุด ได้แก่:

  • ขยายความสามารถในการทดสอบระบบ – ในเวอร์ชั่น 1.1 นี้ ลูกค้าจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการเชื่อมต่อ และเวลาตอบสนองของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่สำคัญได้เพียงแตะหน้าจอแค่ครั้งเดียว โดยเครื่อง LinkIQ ที่ใช้ซอฟต์แวร์ใหม่นี้ตั้งค่าให้ทดสอบปิงทั้งแบบ IPv4 และ v6 ได้ แสดงเวลาตอบสนองของปิงทั้ง 4 ครั้งของอุปกรณ์ปลายทางที่ผู้ใช้เลือก ในผลการทดสอบจะแสดงข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ DNS, DHCP, และเกตเวย์เราเตอร์ รวมไปถึงแสดงเลขที่อยู่ไอพีของเครื่องสวิตช์ที่อยู่ใกล้สุดด้วย เมื่อใช้ร่วมกับ LinkWare PC ก็จะมีข้อมูลใหม่พวกนี้ระบุอยู่ในรายงานผลการทดสอบด้วยเช่นกัน
  • การทดสอบสายเคเบิลแบบสองคู่สาย – ทดสอบประสิทธิภาพสายเคเบิลได้ถึง 100 Mb/s สำหรับสายแบบ Two-Pair ที่ใช้กันในโรงงานอุตสาหกรรม
  • รองรับภาษาเพิ่มขึ้น – ปัจจุบันอินเทอร์เฟซของ LinkIQ เลือกได้มากถึง 12 ภาษาแล้ว
  • การทำรายงาน – ด้วยซอฟต์แวร์ LinkWare™ PC เวอร์ชั่นใหม่ที่ออกมาพร้อมกันนี้ ซึ่งเป็นโซลูชั่นรายงานผลการทดสอบที่ได้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้รองรับรายงานผลเพิ่มเติมอย่างการทดสอบระดับเน็ตเวิร์กที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้ทำรายงานเหล่านี้ออกมาเป็นเอกสารได้อย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่น 1.1 นี้มาพร้อมกับเครื่อง LinkIQ Cable+Network Tester ที่สามารถเลือกซื้อได้จากตัวแทนจำหน่ายของ Fluke Networks ทั่วโลก หรือบนเว็บไซต์ http://www.flukenetworks.com/LinkIQ ส่วนผู้ใช้ปัจจุบันก็สามารถโหลดเฟิร์มแวร์ตัวใหม่พร้อมกับ LinkWare PC ตัวอัพเดทได้จาก http://www.flukenetworks.com/support/downloads

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/new-version-fluke-linkiq-cable-network-tester/

เมื่อต้องเอาระบบ AV มาวิ่งบนสายเน็ตเวิร์ก : เราจำเป็นต้องทดสอบอะไรบ้าง?

ไม่ว่าจะเป็นระบบประชุมผ่านวิดีโอหรือป้ายโฆษณาดิจิทัลก็ตาม ก็คงเคยมีลูกค้าขอให้ติดตั้งระบบสายเคเบิลสำหรับรองรับระบบกระจายสัญญาณภาพและเสียง (Audio-Visual หรือ AV) กันมาบ้าง

ซึ่งในหลายรูปแบบการใช้งานก็มักใช้สายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ ยิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาจนถึงปัจจุบัน ก็ทำให้สามารถส่งทั้งกระแสไฟฟ้าไปยังหน้าจอแสดงภาพพร้อมกับสัญญาณวิดีโอบนสายเคเบิลเส้นเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่เราต้องติดตั้งและทดสอบระบบสายเคเบิลเพื่อใช้กับระบบ AV เหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้การแสดงภาพที่สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวังไว้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลไอพีหรือไม่ ก็ยังเป็นสายบิดเกลียวคู่

หนึ่งในโปรโตคอลที่พบบ่อยที่สุดสำหรับใช้กับ AV ก็คือ HDBaseT ที่ใช้ส่งต่อสัญญาณเสียงและภาพวิดีโอระดับ 4K แบบไม่บีบอัด รวมถึงข้อมูลอีเธอร์เน็ตแบบ 100BaseT, กระแสไฟฟ้า, และสัญญาณอื่นๆ ที่ใช้ควบคุมระบบที่ต่างวิ่งบนสายบิดเกลียวคู่เส้นเดียวกันนี้เป็นระยะทางได้ไกลถึง 100 เมตร ถึงแม้จะดูเหมือนระบบวิดีโอแบบไอพีก็ตาม สายเคเบิลและการเชื่อมต่อก็ดูเผินๆ เหมือนกันเลย แต่อย่าลืมว่าทั้งสองแบบใช้คนละโปรโตคอล สิ่งที่ต่างจากวิดีโอแบบไอพีที่วิ่งบนเครือข่ายข้อมูลที่อยู่บนแพ็กเก็ตอีเธอร์เน็ต บนเครือข่ายเดียวกันที่มีทั้งเราเตอร์และสวิตช์นั้นคือ HDBaseT ไม่ได้ใช้ลักษณะของแพ็กเก็ตข้อมูล และใช้ตัวสวิตช์และรีซีฟเวอร์แบบ HDBaseT Matrix ที่แยกออกจากเครือข่ายข้อมูลทั่วไปต่างหาก

มีมาตรฐานใหม่ที่เปิดตัวเมื่อ 2017 อย่าง Software Defined Video over Ethernet (SDVoE) ที่เข้ามาเขย่าวงการ AV ในฐานะระบบไอพีอย่างแท้จริงที่ใช้เครือข่ายที่มีสวิตช์และเราเตอร์แบบเดียวกันในการส่งต่อข้อมูลวิดีโอ 4K แบบไม่บีบอัด พร้อมเสียง สัญญาณคอนโทรล และอีเธอร์เน็ต 1 Gb/s (1000BASE-T) ที่ต่างจาก HDBaseT ตรงที่ SDVoE ใช้โครงสร้างแบบโมเดล OSI ครบทั้ง 7 เลเยอร์ โดยเฉพาะชุดโปรโตคอลที่โลกไอทีต่างใช้งานกันอย่างแพร่หลายในการส่งต่อข้อมูลอยู่แล้วอันได้แก่อีเธอร์เน็ตและ TCP/IP เป็นที่ยอมรับในด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย เนื่องจากการใช้เครือข่ายที่ใช้สวิตช์แบบทั่วไปมักราคาถูกกว่าครึ่งเมื่อพิจารณาต่อพอร์ต เมื่อเทียบกับสวิตช์วิดีโอเมทริกซ์ แถมยังใช้พื้นที่ในตู้ Rack น้อยกว่าเยอะ

ยังมีมาตรฐานที่ชื่อ Society of Motion Picture and Television Engineers (SMPTE) 2110 ที่กำหนดการส่งต่อสัญญาณวิดีโอความละเอียดสูง HD แบบไม่บีบอัดบนเครือข่ายไอพี ยังไม่พอ ทาง HDBaseT Alliance ก็เพิ่งเปิดตัว HDBaseT over IP ที่สามารถใช้สวิตช์บนเครือข่ายทั่วไปสำหรับส่งต่อสัญญาณในแคมปัสได้ แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้บริดจ์ HDBaseT-to-HDBaseT-IP และสวิตช์ HDBaseT-IP ที่จุดปลายเครือข่ายอยู่ดี

เนื่องจากทุกรูปแบบการใช้งาน AV ข้างต้นต่างก็วิ่งสัญญาณบนสายเคเบิลแบบเดียวกันสำหรับส่งต่อข้อมูล จึงสามารถติดตั้งโดยใช้แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดเหมือนกัน และใช้พารามิเตอร์ตรวจวัดประสิทธิภาพแบบเดียวกัน ดังนั้นถ้าใช้สายเคเบิล Category 6A ในการติดตั้งไม่ว่ากับ HDBaseT, SDVoE, หรือ AV ที่วิ่งบนไอพีอื่นๆ แล้ว ก็ต้องตรวจเทียบมาตรฐาน TIA Category 6A เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการจะให้ได้การรับประกันจากผู้ผลิต

การส่งกำลังไฟไปยังหน้าจอ

สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างกับทั้งมาตรฐาน HDBaseT และ SDVoE ก็คือ ทั้งคู่สามารถส่งต่อกระแสไฟฟ้า DC กำลังสูงบนทั้ง 4 คู่สายของสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ได้ โดยตัวแรกใช้เทคโนโลยี Power over HDBaseT (POH) ขณะที่ตัวหลังใช้แบบ Power over Ethernet (PoE) ซึ่ง POH เองสามารถส่งต่อกำลังไฟ DC ได้มากถึง 100 วัตต์บนทั้ง 4 คู่สายพร้อมๆ กับสัญญาณวิดีโอ HDBaseT ขณะที่ PoE ส่งกระแสไฟ DC ได้ถึง 60 วัตต์ (Type 3) หรือ 90 วัตต์ (Type 4) บนทั้งสี่คู่สายร่วมกับสัญญาณวิดีโอแบบไอพี ซึ่งกำลังไฟฟ้าระดับนี้เพียงพอที่จะเลี้ยงหน้าจอแสดงภาพแบบ LED รวมถึงจอมอนิเตอร์และป้ายไฟดิจิทัลได้โดยไม่ต้องใช้ไฟ AC เลย แม้แต่ชุดกล่องรับสัญญาณบางตัวก็ใช้ไฟที่จ่ายแบบนี้กันแล้ว

ความสามารถในการจ่ายไฟระยะไกลนี้ทำให้เราต้องพิจารณาถึงค่าประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับการวิ่งกระแสไฟฟ้า DC กำลังสูงบนทั้งสี่คู่สายในระบบเหล่านี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่า Insertion Loss ที่เกิดจากความร้อนที่สูงขึ้น และค่า DC Resistance Unbalance ที่มาจากสายเคเบิลที่ผลิตมาไม่ดีหรือคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน การส่งไฟแบบ POH หรือ PoE ก็ตามต่างใช้หลักแบ่งศักย์ไฟฟ้าเท่าๆ กัน วิ่งกระแสไฟที่แบ่งบนเส้นลวดตัวนำในแต่ละคู่สายอย่างละเท่าๆ กัน ซึ่งจำเป็นที่ค่าความต้านทาน DC ของแต่ละลวดตัวนำจะต้องเท่ากันด้วย ความแตกต่างของค่าความต้านทานของลวดตัวนำสองเส้นถือเป็นค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ซึ่งถ้ามีมากเกินไปจะทำให้สัญญาณภาพวิดีโอบิดเบี้ยวได้ ดังนั้นการที่วิ่งกระแสไฟฟ้าครบทั้ง 4 คู่สาย ก็จำเป็นต้องตรวจค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ระหว่างแต่ละคู่สาย

ข่าวดีคือ เครื่องตรวจสายเคเบิลแบบทองแดงเทียบมาตรฐาน Fluke Networks DSX CableAnalyzer™ Series สามารถตรวจค่าเหล่านี้ได้ทั้งหมด ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าที่ให้เราทำระบบ AV จะได้ภาพที่สมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแค่ใช้ตรวจระบบสายเคเบิลเทียบมาตรฐานในอุตสาหกรรมได้เท่านั้น แต่ความสามารถในการทดสอบค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ก็ช่วยตรวจความสามารถของสายเคเบิลในการรองรับ POH และ PoE ได้ด้วย

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/av-over-twisted-pair-what-do-i-need-test

from:https://www.enterpriseitpro.net/av-over-twisted-pair/

จบเสียที! ปัญหาเสียงรบกวนตอนตรวจสายด้วย Toner และ Probe

แม้การติดป้ายรหัสสายตามมาตรฐาน ANSI/TIA-606-B จะถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ควรทำ แต่เชื่อเถอะว่าหลายครั้งก็ลืมหรือรีบจนไม่ได้ทำป้ายติด หรือติดแล้วแต่ก็หาไม่เจอ มองไม่เห็นในเวลาที่ต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ลิงค์สายเคเบิลก็มักมีการโยกย้ายเปลี่ยนพอร์ตใหม่ไม่ว่าจะในตู้หรือห้องชุมสาย หรือแม้แต่ในดาต้าเซ็นเตอร์

ดังนั้นเวลาที่คุณต้องการตรวจสายว่าลากไปตรงไหน หรือต้องการหาสายทองแดงหนึ่งในร้อยกว่าสายนั้น การใช้ตัว Toner และ Probe จึงช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก

ใช้ง่าย แต่มักโดนเสียงอื่นรบกวน
Toner และ Probe เป็นเครื่องมือที่ใช้ติดตามทิศทางการลากสาย ตรวจความต่อเนื่อง และหาตำแหน่งสายขาดได้เป็นอย่างดี ได้รับความนิยมมาเกือบศตวรรษด้วยหลักการทำงานพื้นฐานที่เรียบง่าย โดยตัวสร้างสัญญาณเสียงจะปล่อยคลื่นความถี่สูงให้วิ่งไปตามความยาวของลวดตัวนำทองแดง (หรือตัวนำโลหะอื่นๆ ที่ต้องการ) ขณะที่หัวตรวจจะสร้างเสียงที่เราได้ยินเมื่ออยู่ใกล้ตำแหน่งที่พบคลื่น แต่ถึงแนวคิดจะดูง่าย ก็มีอุปสรรคสำคัญเวลาใช้โทนเนอร์และโพรบอยู่เช่นกัน ซึ่งก็คือคลื่นรบกวนนั่นเอง

อย่างที่รู้กันดีว่าหัวโพรบไม่ได้จับสัญญาณเฉพาะจากโทนเนอร์เท่านั้น ตัวโพรบเองเป็นอุปกรณ์ที่ฟังสัญญาณแบบเหนี่ยวนำ จึงสามารถจับสัญญาณรบกวนหรือคลื่นอื่นๆ ที่สร้างขึ้นจากสนามแม่เหล็กที่อยู่โดยรอบได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟ้าผ่าฟ้าร้อง, จากสายไฟ AC, พัดลม, หรือแหล่งกำเนิดคลื่นอื่นๆ ที่ให้คลื่นความถี่ที่ 60 เฮิร์ตซ์ (หรือ 50 เฮิร์ตซ์ถ้าเป็นนอกภูมิภาคอเมริกาเหนือ) ทำให้ยากมากกับการพยายามฟังแค่เสียงที่ใช้แยกตำแหน่งสายเนื่องจากมีเสียงรบกวนอื่นดังแทรกขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เสียงจ้างนอกดังอยู่แล้ว เสียง “หึ่งๆ” ที่มาจากแหล่งอื่นก็อาจกลบเสียงโทนที่ส่งมาจากตัวโทนเนอร์จนแทบไม่สามารถติดตามหรือระบุตำแหน่งสายเคเบิลกันได้เลย

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถกรองเสียงหวี่ๆ พวกนั้นออกไปได้ขณะที่ฟังเสียงโทนเพื่อแยกระบุสายได้รวดเร็วและง่ายขึ้น? ซึ่งตอนนี้เราทำได้แล้ว

หมดปัญหาเสียงรบกวนอีกต่อไป
ด้วยเทคโนโลยีคัดกรองชั้นสูง ทำให้หัวโพรบที่คัดกรองสัญญาณที่ต้องการได้ Pro3000F ตัวใหม่จาก Fluke Networks กำจัดสัญญาณรบกวนในช่วง 50 ถึง 60 เฮิร์ตซ์ รวมทั้งเสียงอื่นที่เกี่ยวข้อง ทำให้งานด้านการระบุสายเคเบิลหรือตำแหน่งลวดตัวนำง่ายขึ้นมากแม้ในบริเวณที่เสียงข้างนอกดังก็ตาม

ด้วยชุดเครื่องมือล่าสุดของซีรี่ย์คลาสสิกของเรา Pro3000™ อย่าง Pro300F Filtered Probe มีลำโพงที่ทรงพลังที่ช่างหน้างานทั้งหลายต้องชื่นชอบ เนื่องจากใช้หาสายภายในกำแพงที่แห้ง, ผนังไม้, หรือตู้อื่นๆ ได้สะดวกมาก

หัวตรวจตัวใหม่นี้ทำงานร่วมกับเครื่อง Pro3000 Tone Generator ได้ ซึ่งมีเทคโนโลยี SmartTone™ ที่ให้สัญญาณโทนเสียงที่แตกต่างกันได้ถึง 5 แบบ เพื่อระบุคู่สายได้อย่างแม่นยำ มีคลิปหนีบแบบ angled-bed-of-nail ทำให้เข้าถึงลวดแต่ละเส้นได้ง่าย แถมส่งสัญญาณเสียงได้ไกลถึง 10 ไมล์ (16 กิโลเมตร) บนสายเคเบิลเกือบทุกประเภท อีกทั้งใช้งานได้ร่วมกับตัวกำเนิดสัญญาณโทนนิ่งแบบอนาล็อกได้ทุกตัว แม้แต่ที่มากับเครื่องทดสอบอย่าง Fluke Networks MicroScanner2™, CableIQ™, และ DSX CableAnalyzer™ Series

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/bye-bye-buzz

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/bye-bye-buzz/

เอาจริงนะ? ระบบสายเคเบิลของคุณพร้อมรับ Wi-Fi 6 หรือยัง?

ก่อนหน้านี้เราเคยกล่าวถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง Wi-Fi 6 และ 6E มาแล้ว ซึ่งถ้าคุณตัดสินใจว่าต้องเอาของใหม่ของดีนี้มาใช้บนเครือข่าย ก็ต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าระบบสายเคเบิลที่มีอยู่นั้นใช้กับไวไฟใหม่ล่าสุดนี้ได้ดีไหมด้วย

แม้ผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6 ที่จะออกมาล็อตแรกอาจรองรับ 2.5GBASE-T หรือ 5GBASE-T ทำให้ยังสามารถใช้กับสายมาตรฐานเก่าอย่าง Category 5e และ Category 6 ได้อยู่ แต่ก็มีแนวโน้มที่สายดังกล่าวอาจไม่สามารถรองรับศักยภาพด้านทรูพุตได้อย่างเต็มที่

โดยอุปกรณ์ล็อตถัดไปที่จะเปิดตัวในตลาดจะให้ความเร็วที่เกินกว่า 5 Gb/s ขึ้นไป ดังนั้นการเชื่อมต่อแบบ 5GBASE-T สองสายจึงเป็นขั้นต่ำที่จำเป็นต้องใช้กับแต่ละแอคเซสพอยต์เพื่อรองรับการรวมลิงค์ และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนสามารถใช้ทรูพุตสูงสุดตามทฤษฎีได้ที่ 10 Gb/s แต่ละแอคเซสพอยต์ก็ควรจะมีสายเข้าเชื่อมต่อสองสายที่เป็นระดับ Cat 6A เป็นอย่างน้อยด้วย

แล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วที่เท่านั้นที่ควรกังวล การที่แอคเซสพอยต์ยุคนี้ต่างใช้ PoE ซึ่งยิ่งใช้การประมวลผลที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไรสำหรับแอคเซสพอยต์แบบ Wi-Fi 6 ก็ยิ่งต้องการกำลังไฟฟ้า PoW มากขึ้นเท่านั้น มากกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เรามักเห็นการใช้ในระดับ 30 วัตต์ของ Type2 PoE ซึ่งแอคเซสพอยต์ที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับ Wi-Fi 6 และ Wi-Fi 6E โดยเฉพาะ อาจจะต้องการกำลังไฟสูงถึง 60 วัตต์แบบ Type 3 PoE ได้

การที่จะรองรับทรูพุตได้เต็มที่พร้อมๆ กับกำลังไฟ PoE ระดับสูงได้นั้น บริษัทส่วนใหญี่จึงติดตั้งหัวต่อ Cat 6A สองหัวเพื่อรองรับการอัพเกรดเป็น Wi-Fi 6/6E แม้ระบบสายเคเบิลอื่นที่เหลือยังคงเป็น Cat 5e หรือ 6 เหมือนเดิม อันที่จริง ถ้าอ้างตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้วระบุให้ควรใช้การเชื่อมต่อแบบ Cat 6/class EA สองเส้นสำหรับต่อแอคเซสพอยต์ไร้สาย แต่ถ้าคุณไม่ได้วางแผนที่จะอัพเกรด และคาดหวังที่จะใช้อุปกรณ์ Wi-Fi 6 ล็อตแรกๆ ที่ยังรองรับสาย Cat 5e หรือ Cat 6 อยู่ล่ะก็ ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่สายเคเบิล Cat 5e และ Cat 6 ทุกแบบจะรองรับรูปแบบการใช้งาน 2.5/5GBASE-T ได้เต็มระยะ 100 เมตร จึงจำเป็นต้องมีการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าใช้งานตามที่คาดหวังได้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทดสอบนี้

ถ้าคุณเลือกที่จะอัพเกรดสายเคเบิลตัวเองขึ้นเป็น Cat 6A เพื่อรองรับ Wi-Fi 6 แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาก็จะเหมือนกับการทดสอบระบบสาย 10GBASE-T และการใช้ PoE ระดับสูงทั่วไป ดังนั้น ก็ควรต้องทดสอบ Alien Crosstalk ด้วย โชคดีที่คุณสามารถสุ่มตรวจครอสทอล์กจากภายนอกได้แบบ Worst-Cast Scenario ทั้งลิ้งค์สั้น กลาง และยาวบนมัดสายเดียวกันเพื่อประหยัดเวลา และถึงจะตัดสินใจไม่เทสครอสทอล์ก ก็ยังสามารถดูได้จากผลการทดสอบค่า TCL และ ELTCTL ได้โดยเลือกค่าลิมิตแบบ (+ALL) บนเครื่อง DSX CableAnalyzer Series ซึ่งค่าพารามิเตอร์เหล่านี้จะใช้เวลามากกว่าเดิมเพียงแค่ 6 วินาที แต่สามารถชี้ได้ชัดเจนว่าลิงค์สายเคเบิลให้ประสิทธิภาพด้านครอสทอล์กได้หรือไม่

เนื่องจากเราต้องใช้ PoE ระดับที่สูงกว่าเดิม จึงแนะนำให้เลือกค่าลิมิตแบบ (+ALL) ด้วยเช่นกันเนื่องจากรวมเอาการตรวจวัดค่า DC Resistance Unbalance ในคู่สาย และ DC Resistance Unbalance ระหว่างคู่สาย รวมไปถึงตรวจค่าลิมิตสำหรับ DC Loop Resistance ด้วย ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ากำลังไฟ DC ถูกแบ่งส่งบนแต่ละเส้นลวดตัวนำได้เท่าๆ กัน ทั้งภายในคู่สาย และระหว่างคู่สายบนมัด 4 คู่สายในการใช้งาน PoE เพราะถ้ามีปัญหาแล้ว ก็เสี่ยงที่การส่งต่อสัญญาณอีเธอร์เน็ตไปกลับจากแอคเซสพอยต์จะถูกรบกวนและเกิดความผิดพลาดขึ้นได้

และเมื่อคุณถึงเวลาพร้อมที่จะเสียบเข้าแอคเซสพอยต์ Wi-Fi 6 เครื่องใหม่แล้ว ก็สามารถเช็คกำลังไฟฟ้าที่อยู่บนลิงค์ได้ด้วยเครื่อง Fluke Networks’ MicroScanner™ PoE เพียงแค่เสียบเข้ากับปลายสายอีกด้านหนึ่ง และกรณีที่สายเคเบิลเชื่อมต่อกับสวิตช์ PoE หรืออุปกรณ์จ่ายไฟ (PSE) ตัวอื่น ก็สามารถแสดงระดับคลาส (0-8) ของกำลังไฟที่วิ่งบนลิงค์ได้ ซึ่งนำไปเทียบกับสเปกของแอคเซสพอยต์เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีกำลังไฟวิ่งเพียงพอที่จะใช้งาน โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับคลาส ประเภท และมาตรฐานของ PoE ได้จาก https://www.flukenetworks.com/edocs/guide-successful-installation-power-over-ethernet

และสุดท้ายที่ไม่ท้ายสุด การที่มาตรฐานกำหนดให้ Wi-Fi 6 ควรใช้กับสายเคเบิลแบบ Cat 6A นั้นมีเหตุผลในเรื่องของความอ่อนไหวต่อค่า Alien Crosstalk และความร้อนที่เพิ่มขึ้นระหว่างการส่งต่อกระแสไฟ PoE ภายในมัดสายด้วย ซึ่งแม้ในกรณีที่ใช้ฉนวนแบบเปิด ก็ยังใช้เครื่องทดสอบ DSX CableAnalyzer Series รายงานปัญหาเกี่ยวกับระยะถึงตัวฉนวนได้โดยใช้เทคนิคการตรวจวัด AC ที่ได้รับสิทธิบัตร

อ่านเพิ่มเติม – https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/making-sure-your-cabling-plant-ready-wi-fi-6

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/make-sure-your-cabling-plant-is-ready-for-wi-fi-6/

อนาคตของสายไฟเบอร์ เติบโตอย่างสดใส

เราเคยพูดถึงประโยชน์ของการใช้สายไฟเบอร์เชื่อมต่อไปถึง Edge มาแล้วทั้งด้านความยั่งยืนและการส่งเสริมการทำอาคารอัจฉริยะ แต่ถึงแม้การรุกคืบของสายใยแก้วนำแสงในตลาดระบบแลนทั่วไปนั้น จะยังแข่งกับเจ้าตลาดเดิมอย่างสายทองแดงบิดเกลียวคู่ Category 6 และ Category 6A ไม่ได้เนื่องจากสายทองแดงยังมีต้นทุนต่ำ คนยังคุ้นเคยกับวิธีการติดตั้ง รวมทั้งยังนำมารองรับความเร็วการส่งต่อข้อมูลได้มากถึงระดับ 10 กิกะบิต ได้กำลังไฟ Power over Ethernet (PoE) มากถึง 100 วัตต์ แต่ถ้าออกมาภายนอกอาคาร นอกระบบแลนกันแล้ว ทั้งแบนด์วิธและระยะทางลากสายของสายไฟเบอร์กินขาดกว่ามาก ถือว่ามีอนาคตไกลกว่าเยอะ

การเข้ามายึดครองดาต้าเซ็นเตอร์

สำหรับในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรต่างๆ นั้น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ต่างเริ่มต้องการความเร็วที่สูงกว่าระดับ 10G กันแล้ว โดยสวิตช์ขาอัพลิงค์ต่างอัพขึ้นมากกว่า 40 และ 100 กิกะบิต และจากที่เคยกล่าวไว้ว่า เรากำลังจะได้เห็นพอร์ตสวิตช์ที่ใช้ความเร็วมากถึง 400 กิ๊กสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรขนาดใหญ่ออกมาในตลาดภายในปี 2022 นี้ โดยดาต้าเซ็นเตอร์แบบไฮเปอร์สเกลหรือทำคลาวด์นั้นได้ขยับมาใช้การเชื่อมต่อแบบ 50 และ 100G พร้อมอัพลิงค์ของสวิตช์ที่ขึ้นมาระดับ 400 กิกะบิตกันก่อนหน้านี้ไปแล้ว เรายังเห็นเทรนด์ที่กำลังพุ่งไปถึงระดับ 800G ของอัพลิงค์บนสวิตช์ด้วย โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมต่อกันด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Super-Spine

แม้ฝั่งสายทองแดงจะมีเทคโนโลยีใหม่อย่าง Category 8 ที่ออกมารองรับความเร็ว 25 และ 40 Gbps (25GBASE-T และ 40GBASE-T) สำหรับลิงค์ระหว่างเซิร์ฟเวอร์ที่ลากได้ระยะทาง 30 เมตร แต่ความเป็นจริงแล้ว ลิงค์ดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากทั้งเรื่องราคาและการใช้พลังงาน ดังนั้น ถ้าไม่ใช้ลิงค์ Point-to-Point ระยะสั้นแบบ SFP หรือ QSFP ที่ต่อสายโดยตรง หรือใช้สาย Active Optical ที่จัดการยากแล้ว ทางเลือกเดียวสำหรับระบบสายเคเบิลในดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานที่ต้องการความเร็วมากกว่า 10 กิ๊กก็มีแต่สายไฟเบอร์ จึงไม่แน่แปลกใจที่ตลาดโลกของสายไฟเบอร์จะคาดการณ์ว่าสามารถโตได้ถึงระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2028 คิดเป็นสองเท่าจากมูลค่าเมื่อปี 2020 อ้างอิงจากผลการวิจัยตลาดที่เชื่อถือได้

การพัฒนามาตรฐานสายไฟเบอร์อย่างต่อเนื่อง

สมัยนี้เรามีทางเลือกของการใช้สายไฟเบอร์มารองรับความเร็วได้ตั้งแต่ 10 ไปจนถึง 400 กิกะบิต ไม่ว่าจะเป็นสายแบบมัลติโหมดหรือซิงเกิลโหมดในความยาวที่แตกต่างกัน ซึ่งทาง IEEE ก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานใหม่เพิ่มเติม โดยหลังจากเปิดตัวการเข้ารหัสแบบ PAM4 ที่ได้ความเร็ว 100 Gbps แล้ว IEEE ก็เตรียมที่จะปล่อยมาตรฐาน 802.3db ออกมาในปี 2022 ด้วย ซึ่งจะรองรับมัดสายไฟเบอร์ 8 เส้นแบบ 400GBASE-SR4 ที่แต่ละเลนใช้อัตราสูงถึง 100 Gbps เป็นหลักการเดียวกันกับการลากมัดสายไฟเบอร์คู่ขนานใน 40GBASE-SR4, 100GBASE-SR4, และ 200GBASE-SR4 ที่รองรับระดับ 40, 100, และ 200 กิ๊กตามลำดับโดยใช้อัตราส่งแต่ละเลนอยู่ที่ 10, 25, และ 50 Gbps

มาตรฐาน 802.3db นี้ จะรวมเอาการใช้ความเร็วระดับ 100 กิ๊กมาดูเพล็กซ์บนสายไฟเบอร์มัลติโหมด และแบบ 200 กิ๊กมาวิ่งบนสองคู่สายของสายไฟเบอร์แบบมัลติโหมดด้วย รวมไปถึงสายระยะสั้น (Short-Reach) ที่ความเร็วระดับ 100, 200, และ 400 กิ๊กที่ระยะ 50 เมตรสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์แบบประหยัด โดยสายแบบระยะสั้นนี้จะใช้ตัวอักษร “VR” แทนการใช้ “SR” (ตัวอย่างเช่น 100GBASE-VR, 200GBASE-VR2, และ 400GBASE-VR4) ข่าวดีคือ รูปแบบการใช้งานเหล่านี้ยังรองรับการทำดูเพล็กซ์และเชื่อมต่อแบบ MPO เดิมที่มีอยู่ จึงทำให้ทดสอบได้ง่ายด้วยเครื่องมืออย่าง Fluke Networks CertiFiber® Pro Optical Loss Test Set และ MultiFiber™ Pro Optical Power Meter

ในขณะเดียวกัน คณะทำงานด้านอีเธอร์เน็ต IEEE 802.3 ที่ความเร็วเกินกว่า 400 Gb/s ก็กำลังซุ่มพัฒนากลไกของ 400 Gbps เพื่อคิดค้นสเปกระดับการภาพให้ได้รูปแบบการใช้งานที่ความเร็ว 800 กิ๊กบนเลน 100 Gbps รวมกัน 8 เลน โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับการใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ดังต่อไปนี้

• 800 G บนสายไฟเบอร์มัลติโหมด 8 คู่สายบนระยะทางอย่างน้อย 50 และ 100 เมตร
• 800 G บนสายไฟเบอร์แบบซิงเกิลโหมด 8 คู่สายให้ได้ระยะทาง 500 เมตร
• 800 G บน 8 ความยาวคลื่นบนสายไฟเบอร์ซิงเกิลโหมดเส้นเดี่ยว ให้ลากได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร

เทคโนโลยีด้านพลังงานแสงก็ก้าวหน้าไม่แพ้กัน

นอกจากการพัฒนามาตรฐานสายเคเบิลแบบไฟเบอร์ของทาง IEEE แล้ว ยังมีการพัฒนาร่วมกันตามข้อตกลงหลายสำนักหรือ MSA ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการประสิทธิภาพเครือข่ายที่ทยานขึ้นไม่หยุดยั้ง เป็นการรวมตัวกันของเหล่าผู้จำหน่ายทั้งอุปกรณ์ หัวเชื่อมต่อ และชิปต่างๆ รวมทั้งเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่อย่าง Facebook, Google, และ Microsoft ซึ่งต่างพยายามผลักดันให้ระบบใยแก้วนำแสงรองรับความเร็วที่ 800 กิ๊กหรือมากกว่าให้ได้ ตั้งแต่การกำหนดสเปกตัวแปลงสัญญาณและสายใยแก้วที่จะช่วยกดต้นทุน การกินไฟ และเวลาหน่วงได้มากที่สุดโดยทำระยะการลากสายได้ไกลมากที่สุด โดยมีอยู่สองหนทางหลักที่จะรองรับความสามารถระดับ 800 G ขึ้นไปได้ อันได้แก่ เทคโนโลยีโมดูลตัวแปลงแบบถอดเข้าออกได้ และใยแก้วแบบ Co-Packaged Optics

Pluggable Optical Transceiver Module นั้นอยู่มานานแล้วในตลาด ทั้งในรูปของ SFP และ QSFP ที่ล่าสุดออกตัวปลั๊กทรานซีฟเวอร์ใหม่ QSFP-DD และ OSFP สำหรับ 400 G กันแล้ว แม้ทั้งสองฟอร์มแฟกเตอร์นี้ค่อนข้างเหมือนกันมาก แต่ OSFP จะทำกำลังส่งได้สูงกว่า ส่วน QSFP-DD สามารถเข้ากันได้กับ QSFP รุ่นก่อนๆ ที่เคยใช้กับ 40 และ 100 กิ๊ก โดยทาง MSA ของส่วน QSFP-DD นี้ได้พัฒนายกระดับอัตรา 100 Gbps ต่อเลนของโมดูลตัวแปลง QSFP-DD มาเป็น QSFP-DD800 สำหรับ 800 กิ๊ก ขณะที่กลุ่ม MSA ที่ดูด้าน Octal Small Form Factor Pluggable (OSFP) ได้ปล่อยเวอร์ชันใหม่ของทรานซีฟเวอร์ OSFP สำหรับ 800 กิ๊กออกมาด้วย และในเวลาเดียวกันนั้น ทาง MSA ด้าน 800G Pluggable ที่ประกอบด้วยผู้จำหน่ายอย่าง CommScope, US Conec, Sumitomo และเจ้าอื่นๆ ก็ได้พัฒนาสเปกของอินเทอร์เฟซใยแก้วนำแสงใหม่ที่ไม่ขึ้นกับโมดูลทรานซีฟเวอร์ ถือว่ากลุ่ม MSA ทั้งหมดนี้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างสเปกใหม่ในการใช้โมดูลตัวแปลงสัญญาณแบบเสียบเข้าออกได้ ให้ได้ความเร็วระดับ 800 กิ๊กหรือสูงกว่า โดยเผชิญกับความท้าทายมากที่สุดในการกดการกินไฟลงมาให้อยู่ในระดับที่นำไปใช้งานได้จริง

ระบบแบบ Co-Packaged Optics เป็นการนำสายใยแก้วนำแสงมาใกล้กับตัวสวิตช์ภายในมากขึ้น จึงลดการใช้ไฟฟ้าได้เป็นอย่างมากมีความพยายามของอีกกลุ่มอย่าง Optical Internetworking Forum (OIF) ที่ได้เลือกคนละแนวทางอย่างการทำ Co-Packaged Optics เพื่อให้ได้ความเร็วเกิน 800 กิ๊กโดยลดการกินไฟฟ้า โดยแทนที่จะฝังแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ไว้ที่ฝั่งโมดูลตัวแปลงหรือทรานซีฟเวอร์ที่ต้องคอยเปลี่ยนสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าเอนจิ้นของสวิตช์ (อย่างตัวชิปวงจร ASIC) บนลิงค์ Serializer/Deserializer (SerDes) นั้น การเปลี่ยนมาใช้แบบ Co-Packaged Optics จะรวมแหล่งกำเนิดแสงมาอยู่ภายในส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ประมวลผลด้วยเลย ซึ่งจะเชื่อมต่อได้ทั้งอินเทอร์เฟซแบบ Pluggable เดิมหรือต่อ Pigtail เข้าถาวรก็ได้ ทำให้การแปลงสัญญาณไฟฟ้าทำได้ใกล้กับส่วนกลไกของสวิตช์ ซึ่งช่วยลดการใช้กระแสไฟฟ้าได้มาก

บทสรุป

ขณะที่มาตรฐานทั้งตัวสายและแหล่งกำเนิดแสง (Optics) กำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยที่หน่วยงานด้านมาตรฐานและกลุ่ม MSA ต่างๆ ตอนนี้ก็ก้าวล้ำไปมองการใช้อัตราส่งข้อมูล 200 Gbps ต่อเลนผ่านเทคโนโลยีเข้ารหัสสัญญาณแบบ PAM4 กันแล้ว ที่ท้าทายอย่างมากทั้งในแง่ของการเอาชนะเรื่องสัญญาณรบกวนและข้อจำกัดระยะการลากสาย อย่างไรก็ดี ถ้าทำอัตราส่ง 200 Gbps ต่อเลนต่อเส้นย่อยได้ก็จะถือว่าพลิกโฉมวงการสายไฟเบอร์ครั้งใหญ่ เนื่องจากลดจำนวนเลนสายย่อยได้ลงถึงครึ่งนึง ไม่ว่าจะเป็นการใช้แค่สายไฟเบอร์เดี่ยวที่รองรับได้ถึง 200 กิ๊ก หรือแค่สองเลนสำหรับ 400 กิ๊ก, 4 เลนสำหรับ 800 กิ๊ก, หรือแม้แต่ถึงระดับ 1.6 เทอราบิตบน 8 เลนได้เลยทีเดียว

และระหว่างที่คนกำลังลุ้นว่าค่ายไหนระหว่าง Pluggable Transceiver Module และ Co-Package Optics จะชนะสำหรับการส่งต่อข้อมูลระดับ 800 กิ๊กหรือมากกว่า หรือการพัฒนาอัตราส่ง 200 Gbps ต่อเลนจะสำเร็จหรือไม่นั้น คุณก็อุ่นใจได้ว่าเรา Fluke Networks ยังคงมีชุดอุปกรณ์ทดสอบสายไฟเบอร์เทียบมาตรฐานในตระกูล Versiv™ พร้อมรองรับให้อยู่เสมอ เนื่องจากเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณามาตรฐานอุตสาหกรรมอยู่เสมอ และคอยจับตามองความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เมื่อมีมาตรฐานรูปแบบการใช้งานใหม่ออกมานั้น เราจะเพิ่มค่าลิมิตล่าสุดลงในซอฟต์แวร์ Versiv ได้ รวมทั้งเพิ่มโมดูลทดสอบที่ถอดเปลี่ยนได้ถ้าจำเป็น ซึ่งถือเป็นเสน่ห์และความคุ้มค่าของดีไซน์แบบโมดูลของเครื่อง Versiv

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/the-future-of-fiber-optics-is-certainly-bright/

จริงหรือ? ที่คุณสามารถลากสายเน็ตเวิร์กได้เกิน 100 เมตร

ก่อนหน้านี้ทาง Fluke เคยเขียนบล็อกด้านสายเคเบิลที่เกี่ยวกับข้อยกเว้นของกฎที่จำกัดความยาวของแชนแนลรับส่งข้อมูลอยู่ที่ 100 เมตร พร้อมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าคุณไม่สามารถลากสายเต็มความยาวที่จำกัดนี้ได้เนื่องจากมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องอย่างเช่นการเพิ่มของอุณหภูมิ ขนาดลวดตัวนำ และค่าการสูญเสียสัญญาณภายในสาย ค่าความต้านทาน DC ที่เกี่ยวข้อง แต่รู้หรือไม่ว่าคุณก็สามารถลากให้ยาว “เกินกว่า” 100 เมตรได้ด้วยเช่นกัน? มาดูกันว่ามีกรณีไหนบ้าง

ปัจจัยที่ควรกังวล

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยจากแผนกซัพพอร์ตทางเทคนิคของ Fluke ก็คือ ทำไมการทดสอบความยาวสาย (Length) ไม่ขึ้นว่าไม่ผ่านกรณีที่ลิงค์ถาวรยาวเกิน 90 เมตร หรือตลอดทั้งแชนแนลส่งสัญญาณนั้นกินระยะเกินกว่า 100 เมตร

ถ้าคุณดูผลการทดสอบลิงค์ถาวรในตัวอย่างด้านล่าง ก็จะเห็นได้ว่ามีค่าความยาวที่วัดได้แตกต่างกันอยู่ 4 ค่าสำหรับทั้ง 4 คู่สาย ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้เนื่องจากแต่ละคู่สายต่างมีอัตราการเข้าบิดเกลียวต่างกัน ถ้านำออกาคลายเกลียวออกแล้วยืดสายให้ตึงสุด ความยาวที่วัดได้ก็ย่อมต่างกันอยู่แล้ว ตามมาตรฐานนั้นจะวัดว่าผ่านหรือไม่ผ่านจากค่าความยาวเส้นที่สั้นที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเครื่องทดสอบนี้ถึงดูแค่คู่สายที่วัดความยาวได้ 90.8 เมตร แล้วพรางข้อมูลของคู่สายอื่นออก

แต่ถ้าจะมองว่าค่าความยาวคู่สายที่สั้นที่สุดที่ 90.8 เมตรนี้ก็ยังถือว่ามากกว่าค่าลิมิตของลิงค์ถาวรที่อยู่ที่ 90 เมตร แล้วทำไมถึงไม่ขึ้นผลว่าไม่ผ่าน?

เรื่องของ กฎ 10%

ในมาตรฐาน ANSI/TIA-1152 ในหัวข้อเกณฑ์ของเครื่องมือทดสอบหน้างาน และการตรวจวัดระบบสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ที่สมดุลนั้น ค่าขีดจำกัดของความยาวลิงค์ถาวรจะคิดจากค่าลิมิตที่ตั้งไว้รวมกับค่าความไม่แน่นอนหรือ NVP ที่คิดอยู่ 10% โดย NVP นี้ย่อมาจากค่า Nominal Velocity of Propagation ที่ระบุในรูปของเปอร์เซ็นต์ บอกถึงลักษณะความเร็วในการส่งต่อสัญญาณบนสายเคเบิลคิดเป็นสัดส่วนต่อความเร็วแสงในสุญญากาศ ที่เป็นกลไกของเครื่องทดสอบที่ใช้คำนวณความยาวของสายเคเบิลนั่นเอง

เนื่องจากความเร็วแสงในสุญญากาศถือเป็นความเร็วสูงที่สุดที่สามารถทำได้ ทำให้ค่า NVP จะต้องต่ำกว่า 100% อยู่เสมอ เราควรตั้งค่าใช้สเปก NVP ที่ผู้ผลิตสายเคเบิลกำหนดให้ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่ 56 ถึง 78% แล้วแต่การออกแบบของสายเคเบิลนั้นๆ โดยวัสดุที่ทำฉนวนสายเคเบิลแต่ละแบบก็มีค่า NVP เป็นของตัวเอง ทำให้เป็นค่าที่ค่อนข้างกว้าง จึงมักตั้งค่า NVP ได้ไม่ค่อยแม่นยำ และเป็นที่มาว่าทำไมมาตรฐาน ANSI/TIA-1152 ถึงเปิดช่องเผื่อค่าความไม่แน่นอนของ NVP อยู่ที่ 10% ถ้ายังนึกภาพตามไม่ออกว่า NVP มีผลต่อเครื่องทดสอบอย่างไร ลองนึกว่ารายงานที่ใช้ค่า NVP ที่ 60% สำหรับลิงค์ถาวรยาว 80 เมตรนั้น ถ้าเปลี่ยนมาใช้ค่า NVP ที่ 78% ก็จะทำให้รายงานค่าความยาวสายกลายเป็น 98.7 เมตรเลยทีเดียว

การที่มาตรฐาน ANSI/TIA-1152 ระบุเกณฑ์ความยาวมากที่สุดเท่ากับค่าขีดจำกัดปกติรวมกับค่าเฉลี่ยความไม่แน่นอนของค่า NVP ที่ 10% ดังนั้นค่าความยาวของลิงค์ถาวรจะไม่ทำให้ผลการทดสอบไม่ผ่านจนกว่าจะเกิน 90 เมตรรวมกับอีก 10% หรืออีกนัยหนึ่งคือ ค่าความยาวของลิงค์ถาวรจะต้องยาวเกินกว่า 99 เมตรถึงจะขึ้นว่าไม่ผ่าน และทำให้ค่าระยะของตลอดแชนแนลก็จะต้องยาวเกิน 110 เมตรตามไปด้วยถึงทำให้ผลการทดสอบล้มเหลว

อย่ายึดติดกับความยาวสายมากเกินไป

ผู้ติดตั้งบางรายค่อนข้างกังวลกับประเด็นความยาวสายนี้ แต่ความเป็นจริงนั้นการตั้งค่า NVP กระทบกับแค่การตรวจวัดความยาวสายเท่านั้น “ไม่เกี่ยว” กับค่าพารามิเตอร์อื่นทดสอบได้ และตัวอุปกรณ์ที่ใช้งานสายเคเบิลก็ไม่มานั่งสนใจเรื่องความยาวสายด้วย สนใจแค่ค่าพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่เรื่องความยาวสายอาจมีผลเท่านั้น เช่นค่าการสูญเสียพลังงานภายในสาย (Insertion Loss) และค่าดีเลย์ในการส่งต่อสัญญาณ (Propagation Delay)

ดังนั้นถ้าค่าเหล่านี้ผ่านการทดสอบแล้ว จะมัวกังวลเกี่ยวกับความยาวลิงค์ถาวรที่เกิน 90 เมตรกันอีกหรือ? อันที่จริง มาตรฐาน ISO/IEC ก็ไม่ได้กำหนดความผ่าน/ไม่ผ่านจากความยาวสายแต่เพียงอย่างเดียว แม้ว่าแน่นอนเราไม่ควรหาข้ออ้างมาเปิดช่องให้ลากสายได้ยาวถึง 99 เมตร แต่ทางเทคนิคแล้วก็ยังถือว่ายอมรับได้ตราบเท่าที่ค่าพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพยังผ่านการทดสอบ ซึ่งเป็นค่าหลักในการตัดสินว่าลิงค์ดังกล่าวรองรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการได้หรือไม่ แต่ถ้าคุณลองพยายามลากลิงค์ถาวรให้เต็มที่ถึง 99 เมตรแล้ว ก็มีแนวโน้มสูงที่ผลการทดสอบค่าพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับความยาวสายจะไม่ผ่านตามไปด้วย ซึ่งเครื่องมืออย่าง Fluke Networks’ DSX CableAnalyzer™ จะบอกเรื่องนี้ให้คุณเอง

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Going the Distance

 

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/going-the-distance-network/