คลังเก็บป้ายกำกับ: FITBIT

ครั้งแรก! ฟิตบิท เปิดตัวแถบ COVID-19 อัพเดทข่าวสารแบบเรียลไทม์บนแอปพลิเคชันฟิตบิท

 

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโควิด-19 ฟิตบิท ผู้นำอุปกรณ์แวร์เอเบิลระดับโลก จึงได้มีการเปิดตัวแถบ COVID-19 บนแอปพลิเคชันฟิตบิท เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารแบบเรียลไทม์จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เพียงกดเข้าไปที่แถบขององค์การอนามัยโลก แอปจะนำท่านไปสู่เว็บไซต์หลักของ WHO เพื่อดูคำแนะนำ วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคฯ อัพเดทยอดผู้ป่วยจากทั่วโลก

 

Fitbit

ตัวอย่างแถบ COVID-19 ในแอปพลิเคชันฟิตบิท

นอกจากนี้เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่ดีระหว่างการกักตัวและเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing แถบ COVID-19 ในแอปของฟิตบิท มีคลิปการออกกำลังกายที่จะช่วยให้ฟิตได้ง่าย ๆ ที่บ้าน และคงสุขภาพที่แข็งแรง แม้จะอยู่ในบ้านก็ตาม โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์

ตัวอย่างคลิปออกกำลังกายในแถบ COVID-19 ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้แม้อยู่ในบ้าน

 

ติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสพร้อมคู่มือการดูแลตนเองจาก WHO ผ่านแถบ COVID-19 จากแอปฯฟิตบิท

โดยก่อนหน้านี้ฟิตบิทยังให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถทดลองฟิตบิท Fitbit Premium บริการคำแนะนำสุขภาพและการออกกำลังกาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้กับคนรักสุขภาพ พร้อมเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับการออกกำลังกายใหม่ ๆ จากแบรนด์ดังอย่าง Barre3, Down Dog, Physique 57 ฯลฯ เพื่อให้ทุกคนเลือกออกกำลังกายได้ในแบบฉบับของตัวเอง รวมไปถึงเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนฝึกฝนสมาธิและจิตใจ ตั้งเป้าหมายในด้านอื่น ๆ ซึ่งฟิตบิทยังคงพยายามพัฒนาฟีเจอร์นวัตกรรมบริการ Premium อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลผู้ใช้ทุกคนในทุกด้านของสุขภาพและการใช้ชีวิต

 

from:http://mobileocta.com/fitbit-launches-the-covid-19-tab-updated-in-real-time-on-the-fitbit-application/

ฟิตบิทเปิดตัว Charge 4 ฟิตเนสแทรคเกอร์สุดแอดวานซ์ พร้อมฟังก์ชัน GPS ในตัว การสั่งงาน Spotify แทรคการนอน และอีกมากมาย

 

ฟิตบิท เปิดตัว Fitbit Charge 4 ต่อยอดไลน์สินค้ายอดนิยม[1] พร้อมส่งต่อที่สุดแห่งความทันสมัยด้วยเซนเซอร์และฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น GPS ในตัว และฟังก์ชัน Spotify[2] 

นอกจากนี้ Charge 4 ยังมาพร้อมสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการมากที่สุดสำหรับฟิตเนสแทรคเกอร์ ด้วยฟีเจอร์พร้อมใช้งานอัจฉริยะ แบตเตอรี่ที่มีอายุยาวนานกว่า 7 วัน[3]  ดีไซน์สำหรับกันน้ำ[4] 

ทั้งหมดในราคาที่พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของ โดย Charge 4 ยังมาพร้อมกับ Active Zone Minutes ฟีเจอร์การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมเปรียบเทียบกับอายุ เพื่อตอบสนองทุกกิจกรรมของผู้ใช้อย่างลงตัว

Fitbite Charge 4

Product render of Fitbit Charge 4, 3QTR view, in Black.

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มแรงบันดาลใจให้กับคนรักสุขภาพ ฟิตบิทได้เพิ่มเนื้อหาใหม่ลงใน Fitbit Premium อาทิ โปรแกรมออกกำลังกายจากแบรนด์ดังอย่าง barre3, Down Dog, และ Physique 57 และเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนฝึกฝนจิตใจ ตั้งเป้าหมาย และอีกมากมาย

พร้อมกันนี้ฟิตบิทยังมีเนื้อหาด้านสุขภาพ ให้ใช้ฟรีกว่า 40 ชิ้น พร้อมเปิดให้ทดลองใช้ Fitbit Premium โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 90 วัน ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดอุปกรณ์ใหม่ ซอฟต์แวร์และข้อมูลต่างๆ ฟิตบิทพร้อมที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพให้กับผู้ใช้อย่างครบวงจร

“เป้าหมายหลักของฟิตบิทคือการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือให้คนทั่วโลกมีสุขภาพที่ดี ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราเล็งเห็นความสำคัญของเป้าหมายนี้ยิ่งกว่าที่เคย เราเข้าใจว่าการพยายามใส่ใจกับเรื่องสุขภาพและการกินดีอยู่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับอย่างเพียงพอนั้นจะช่วยลดความเครียดและเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้” เจมส์ พาร์ค ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งฟิตบิทกล่าว

“เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานไปถึงเป้าหมายด้านสุขภาพที่ตั้งไว้ เราได้เปิดให้ทดลองใช้บริการ Fitbit Premium พร้อมเพิ่มเนื้อหาใหม่ที่เหมาะกับการดูแลตัวเองขณะอยู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนได้รักษาสุขภาพในแบบฉบับของตัวเองและมีตัวช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจตลอดเวลา”

Product render of Fitbit Charge 4, back view, in Black.

พบกับแทรคเกอร์ดีไซน์ล้ำสมัยที่สุดจากฟิตบิท พร้อมยกระดับความฟิตและดูแลสุขภาพแบบเชิงลึก

พบกับ Active Zone Minutes เป็นครั้งแรกใน Charge 4 ด้วยการออกแบบสุดอินโนเวทีฟ พร้อมการใช้งานแบบครบครันด้วย GPS เซนเซอร์ใหม่ล่าสุด แบตเตอรี่อายุใช้งานยาวนาน

แต่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์สุดพรีเมียม บางเบา กันน้ำ2 และราคาที่จับต้องง่ายได้ ตอบโจทย์การใช้งานตลอดทั้งวัน (และตลอดคืน) ด้วยปุ่มกดแบบ inductive หน้าจอกันรอย พร้อมปรับความสว่างของหน้าจอทัชสกรีนเพื่อการใช้การในแสงธรรมชาติ

ฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง built-in GPS นี้ ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถออกจากบ้านเพื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องพกโทรศัพท์ออกไป ซึ่งผู้ใช้จะยังสามารถแทรคความเร็วของการวิ่งและระยะทางได้แบบ real-time นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายได้มากกว่า 20 โหมด เช่น การเดินป่า การวิ่ง หรือเดินเร็ว

หลังจากการออกกำลังกายพร้อมใช้งาน GPS ในตัวแล้ว ผู้ใช้สามารถซิงค์อุปกรณ์เข้ากับแอปพลิเคชันฟิตบิท เพื่อวัดค่าการใช้งานในระบบ GPS-powered heat map[5] สำหรับตรวจสอบความหนักเบาของการออกกำลังกาย โดยจะวัดจากอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและพร้อมที่จะพัฒนาการออกกำลังในระดับต่อไป

Lifestyle photo of Fitbit Charge 4.

เพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย พร้อมปลดล็อคสุขภาพที่ดีกว่าไปกับ Active Zone Minutes

เนื่องจากทุกคนมีกิจกรรมที่ต่างกันในแต่ละวัน ทำให้ฟิตบิทคิดค้น Active Zone Minutes ออกมาให้ผู้ใช้เข้าใจกิจวัตรและผลลัพธ์ต่อสุขภาพโดยรวมของตนเองมากกว่าจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน[6]

โดย Active Zone Minutes จะช่วยวัดอัตราการเต้นของหัวใจผ่านระบบ PurePulse® 24/7 ของฟิตบิท ผ่านการออกกำลังกายหลายรูปแบบ อาทิ HIIT โยคะ หรือเดินเร็ว ซึ่งในแต่ละนาทีของกิจกรรมเผาผลาญไขมัน ผู้ใช้จะได้รับเครดิตและดับเบิลเครดิตสำหรับกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากขึ้นในคาดิโอและกิจกรรมขั้นสูง

โดย Active Zone Minutes นั้นจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจการออกกำลังกายของตัวเองและปริมาณการออกกำลังกายในแบบเฉพาะตัวให้เข้ากับเป้าหมายรายวัน และรายสัปดาห์[7]

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบเตือนแบบ real-time ขณะออกกำลังกาย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถประเมินว่าควรเพิ่มหรือลดความหนักจากกิจกรรมที่ทำอยู่ โดยหลังการออกกำลังกาย ฟิตบิทสามารถประมวลอัตราการเต้นของหัวใจโดยรวมในแอปพลิเคชัน เพื่อให้ผู้ใช้พร้อมท้าทายตัวเองในทุกๆ วันและทำให้ทุกนาทีคุ้มค่าและมีความหมายที่สุด

Active Zone Minutes ถูกพัฒนาขึ้นตามคำแนะนำด้านสุขภาพจากสถาบันด้านสุขภาพระดับโลก ซึ่งรวมไปถึง World Health Organization (WHO) และ American Heart Association ซึ่งแนะนำให้ออกกำลังกายแบบทั่วไป 150 นาที และออกกำลังแบบหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ป้องกันโรคต่างๆ พัฒนาการทำงานของสมอง ลดภาวะกระสับกระส่าย และเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ

Fitbit app iOS showing Active Zone Minutes weekly view in PR template.

ปรับการนอนให้ดีกว่า และไปให้ถึงเป้าหมายกับ Charge 4

การนอนหลับเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย จิตใจ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งฟีเจอร์ตรวจสอบการนอนของฟิตบิทได้รวมอยู่ใน Charge 4 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและปรับพฤติกรรมการนอนหลับให้มีคุณภาพ

โดยที่ผ่านมา ฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้บนสมาร์ทวอทช์ของฟิตบิทเท่านั้น ซึ่งฟีเจอร์ Smart Wake (พร้อมเปิดให้บริการเร็วๆ นี้) จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยปลุกผู้ใช้ให้ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม และ Sleep Score ทำให้ผู้ใช้สามารถดูคะแนนด้านการนอนหลับได้ในแอปพลิเคชันฟิตบิท เพื่อตรวจสอบข้อมูลด้านคุณภาพการนอนของตนเองในทุกวัน

นอกจากนี้ Charge 4 ยังมีฟีเจอร์สำหรับการนอนหลับอีกมากมาย ที่จะช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายจากบนข้อมือ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งปลุกหรือระบบการนอนหลับ[8]

Charge 4 ยังมาพร้อมกับเซนเซอร์ SpO2 ให้ผู้ใช้ได้อ่านกราฟ Estimated Oxygen Variation หรือระดับออกซิเจนในเลือดจากแอปพลิเคชันของฟิตบิท เพื่อประเมินความเข้มข้นของค่าออกซิเจนในเลือด ซึ่งจะช่วยในการประเมินผลการหายใจในช่วงนอนหลับได้

นอกจากนี้ Charge 4 ยังมีฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ทุกคนต่างหลงรักอย่าง SmartTrack® ระบบแทรคกิจกรรมแบบอัตโนมัติที่แสดงผลตั้งแต่คะแนนและผลจากการออกกำลังกายแบบคาดิโอ การเดินขึ้นบันได พร้อมระบบแจ้งเตือนทุกๆ ชั่วโมง การแทรคสุขภาพสำหรับสุภาพสตรี การแทรคอาหาร น้ำ และน้ำหนัก

นอกจากนี้ยังมีแรงผลักดันที่พร้อมส่งต่อให้กันจากเน็ตเวิร์คทั่วโลกจากกลุ่มคนออกกำลังกายกว่า 30 ล้านคน รวมไปถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ความรู้ในด้านการออกกำลังกายและนอนหลับผ่านฟิตบิทเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อมๆ กัน

Fitbit app on Android showing Active Zone Minutes in PR template.

เพิ่มแรงผลักดัน พร้อมสะดวกสบายไปกับฟีเจอร์แสนฉลาด

Charge 4 ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ฉลาดล้ำยิ่งกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์ของการเป็นโค้ชทางด้านสุขภาพที่คอยดูแลผู้ใช้ตลอดเวลาแต่ก็ไม่รบกวนจนเกินไป โดยอุปกรณ์ใหม่นี้เป็นแทรคเกอร์ตัวแรกจากฟิตบิทที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Spotify ได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถฟังเพลย์ลิสต์โปรดระหว่างออกกำลังกาย โดยสามารถกดเลือกเพลง เปลี่ยนเพลง กดข้าม และยังกด Like เพลงจากข้อมือได้อีกด้วย 

นอกจากนั้นฟิตบิทยังมาพร้อมระบบแจ้งเตือนการโทรเข้า ข้อความ ตารางเวลา และการเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกับครอบครัวและเพื่อนได้ตลอดเวลา ผ่านการตอบแบบทันทีจากแอนดรอยด์ด้วย on-the-go[9] หรือเลือกปิดเสียงเตือนด้วยโหมด Do Not Disturb พร้อมเพิ่มระบบจ่ายเงินบนข้อมือของคุณด้วย Fitbit Pay™ ที่ให้บริการในกว่า 500 ร้านค้า ใน 44 ประเทศ และระบบขนส่งกว่า 10 แห่งทั่วโลก[10]

Charge 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ใช้งานยาวนานกว่า 7 วัน[11] ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและพร้อมมีแรงขับเคลื่อนตลอดเวลา ซึ่งมาพร้อมกับระบบทัชสกรีนและกราฟฟิกเชิงตอบโต้ที่ช่วยให้ผู้ใช้มีประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ เข้าถึงสิ่งสำคัญในชีวิตได้อย่างง่ายดายเพียงดูจากข้อมือของตัวเอง

Fitbit app iOS showing Active Zone Minutes weekly view in PR template.

พบกับข้อเสนอสำหรับ Fitbit Premium ที่เพิ่มคุณค่าให้แพลตฟอร์มของฟิตบิท

สำหรับผู้ใช้ฟิตบิทที่ต้องการเพิ่มประสบการณ์การใช้งานด้านคำแนะนำ การดูแล และเพิ่มแรงบันดาลใจ ด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญในปัจจุบัน  Fitbit Premium เพิ่มระดับการบริการสมาชิกแบบเสียค่าใช้จ่ายบนแอปพลิเคชันของฟิตบิท ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่และทุกเวลา

สามารถช่วยนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ฟิตบิทรวบรวมมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี รวมถึงความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการและการแพทย์ เพื่อช่วยดูแลผู้ใช้ด้วยโปรแกรมแนะนำแบบเฉพาะบุคคล ทั้งในส่วนของพฤติกรรมการนอนหลับ ข้อมูลส่วนตัวเชิงลึก การออกกำลังกายกว่าพันรายการ การตั้งเป้าหมายท้าทายใหม่ๆ พร้อมผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ช่วยให้ทุกคนขยับร่างกายมากขึ้น นอนหลับสนิทมากขึ้น และมีโภชนาการที่ดีขึ้น

“ฟิตบิทได้เริ่มให้บริการ Premium เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขของผู้ต่ออายุบริการและการใช้งานมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามองเห็นถึงผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ในด้านสุขภาพกายและใจของผู้ใช้” โจนาธาน โอ๊ก รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสินค้าและการออกแบบกล่าว

“ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการเพิ่มจำนวนก้าวเดินจากน้อยกว่า 5,000 ก้าวต่อวัน เป็น 16,000 ก้าวต่อสัปดาห์ในระยะเวลาสองสัปดาห์แรกหลังเริ่มใช้บริการ Premium[12]  ซึ่งเป็นหนึ่งเครื่องพิสูจน์ว่าบริการนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ใช้”

Product laydown photography for Fitbit Charge 4.

นอกจากนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้ใช้ฟิตบิทในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน ฟิตบิทได้ปล่อยเนื้อหาใหม่มากกว่า 40 ชิ้นบนแอปพลิเคชันของฟิตบิท พร้อมทั้งให้ทดลองใช้ Fitbit Premium แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 90 วัน

รวมไปถึงการให้บริการประเมินสุขภาพในเชิงลึก คำแนะนำ ฟังก์ชันดูแลการนอนหลับ โปรแกรมเฉพาะบุคคล และโปรแกรมออกกำลังกายกว่า 200 แบบ จากแบรนด์ดังอย่าง barre3Daily Burnobé fitnessPhysique 57POPSUGAR และ Yoga Studio by Gaiam.

ซึ่งหากประเทศของผู้ใช้ไม่สามารถรองรับ Premium หรือ Coach ได้ สามารถดูการออกกำลังกายผ่านทางโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายยาวนาน 90 วัน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเชื่อมต่อ Premium หรือ Coach ผ่านแอปพลิชันของฟิตบิท

Product render of Fitbit Charge 4, 3QTR view, in Rosewood.

ปัจจุบันฟิตบิทมีบริการมากถึง 16 โปรแกรม ซึ่งโปรแกรมใหม่ที่ให้บริการนั้น รวมไปถึงการฝึกความแข็งแรง การออกกำลังแบบคาดิโอ และการรับประทานอาหารอย่างมีโภชนาการที่ดี โดยทั้งหมดนี้จะถูกประเมินและปรับให้เข้ากับเป้าหมายของผู้ใช้ รวมไปถึงระดับการออกกำลังกาย ตารางเวลา และตัวเลือกส่วนตัว

นอกจากนี้การออกกำลังกายยังมีการจัดลำดับตามเวลา กิจกรรม และระดับความแข็งแรงของผู้ใช้ เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกสิ่งที่เหมาะกับตนเองที่สุด สำหรับการพัฒนาในด้านจิตใจ ผู้ใช้ Premium สามารถเข้าถึงเรื่องราวจากแบรนด์ดังอย่าง Ten Percent Happier

และฟิตบิทยังเพิ่มการออกกำลังกายสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับทั้งผู้ใช้บริการแบบ Premium และแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้ทุกคนสามารถไปถึงเป้าหมายตาม Active Minutes Zone ได้อีกด้วย

มากไปกว่านั้น Premium ยังเพิ่มความท้าทายให้ผู้ใช้ในแบบฉบับที่ปรับให้เหมาะสมกับตัวเองได้ถึง 3 แบบ รวมถึง Get Fit Bingo ซึ่งผู้ใช้สามารถแข่งขันกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เช่น การวัดจำนวนก้าวเดิน หรือ การตั้งเป้าหมาย Active Zone Minutes ในแต่ละวัน โดย จะมีการพัฒนาฟีเจอร์นวัตกรรมบริการ Premium อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อดูแลผู้ใช้ในด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

Product render of Fitbit Charge 4, 3QTR view, in Rosewood.

ราคาและการวางจำหน่าย พร้อมอุปกรณ์เพื่อให้เข้ากับสไตล์ของคุณ

ฟิตบิทเปิดให้ Pre-order สินค้า Charge 4 และ Charge 4 Special Edition ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ Fitbit.com โดยเริ่มจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ บนร้านค้าออนไลน์ของตัวแทนจำหน่าย อาทิ B2S, Dotlife, Jaymart, King Power, Lazada, Power Buy, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศูนย์การค้าโรบินสัน และศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และเริ่มจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป 

Charge 4 มาในสีดำ สี Rosewood และสี Storm Blue/black โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6,490 บาท และ Charge 4 Special Edition ซึ่งมาพร้อมกับสายข้อมือสีดำแกรนิต และสายสีดำแบบธรรมดา เหมาะสำหรับเปลี่ยนใช้งานหลากหลายโอกาส ในราคา 6,990 บาท และเตรียมพบกับ UnitedHealthcare Motion®  โปรแกรมการเดินสำหรับผู้จ้างงาน ซึ่งจะถูกเพิ่มเข้าสู่ Charge 4 ได้ในเร็วๆ นี้

Lifestyle photo of Fitbit Charge 4.

ตกแต่ง Charge 4 ของคุณด้วยอุปกรณ์เสริม สายข้อมือสีต่างๆ รวมไปถึง REPREVE® ซึ่งทอขึ้นจากวัสดุรีไซเคิลในสี midnight และ rosewood, สายข้อมือซิลิโคนเหมาะสำหรับการออกกำลังกายในสี Evergreen และ Frost White, และสายหนังทำมือสุดพรีเมียมจาก Horween® อุปกรณ์เสริม จะจัดจำหน่ายแยกกับอุปกรณ์ Charge 4 ในร้านค้าชั้นนำและร้านค้าออนไลน์ และสามารถใช้ร่วมกับฟิตบิท Charge 3 ได้ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 990 บาท

Active Minutes Zone จะเริ่มต้นให้บริการได้บนอุปกรณ์ Charge 4 ก่อนที่จะเริ่มให้ใช้บริการบนสมาร์ทวอทช์ของฟิตบิทรุ่นต่างๆ และบริการ Fitbit Premium เริ่มเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยราคาสมาชิกที่ 300 บาทต่อเดือน หรือ 2,500 บาทต่อปี


[1] ฟิตบิทตระกูล Charge ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในฐานะหนึ่งในฟิตเนสแทรคเกอร์ที่ขายดีตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปีในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มา: The NPD Group, Inc., U.S. Retail Tracking Service, Health & Fitness Trackers, based on units, Jan. 2016–Sep. 2019.

[2] ต้องใช้ร่วมกับบริการ Spotify Premium

[3] การใช้การของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และอีกหลายปัจจัย

[4] กันน้ำลึก 50 เมตร

[5] แผนที่สำหรับระดับการออกกำลังสามารถใช้ได้บนแอปพลิเคชันฟิตบิทสำหรับทุกกิจกรรมที่ใช้งานพร้อมกับ built-in GPS และระหว่างเชื่อมต่อกับ GPS

[6] ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าเป้าหมายสำหรับ Active Zone Minutes บนแอปพลิเคชันฟิตบิท ค่าเริ่มต้นอยู่ที่การออกกำลังกายแบบทั่วไป 22 นาที และ 11 นาทีสำหรับการออกกำลังแบบหนักต่อหนึ่งวัน

[7] การตั้งเป้าสำหรับ Active Zone Minutes แนะนำโดย American Heart Association, กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐ, และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งแนะนำให้ออกกำลังกายแบบทั่วไป 150 นาที และออกกำลังแบบหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์สุขภาพโดยรวมที่ดี การป้องกันโรค และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  American Heart Association: https://www.heart.org/en/healthy-living/fitness/fitness-basics/aha-recs-for-physical-activity-in-adults กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐ: https://health.gov/sites/default/files/2019-09/Physical_Activity_Guidelines_2nd_edition.pdf. องค์การอนามัยโลก (WHO) https://www.who.int/dietphysicalactivity/factsheet_adults/en/.

[8] Sleep Mode สามารถใช้งานได้บน Charge 4, Fitbit Ionic, และสมาร์ทวอทช์ตระกูล Fitbit Versa  

[9] ขณะอยู่ใกล้โทรศัพท์

[10] ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fitbit Pay และระบบขนส่งได้ทาง fitbit.com/fitbit-pay/banks

[11] แบตเตอรี่ใช้งานได้ถึง 5 ชั่วโมงสำหรับการใช้ GPS แบบต่อเนื่อง; ระยะเวลาการช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับการใช้งานและปัจจัยต่างๆ

[12] ข้อมูลเฉลี่ยจากผู้ใช้บริการ Premium ที่เริ่มใช้บริแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 กุมภาพันธ์ 2563

For information about how we process personal data, please visit our privacy policy at https://fleishmanhillard.co.th/privacy-policy/

 

from:http://mobileocta.com/fitbit-introduces-charge-4-the-most-advanced-fitness-tracker/

Fitbit เปิดตัว Charge 4 สายรัดข้อมือรุ่นใหม่พร้อม GPS, ยังคงรูปแบบเหมือน Charge 3

Fitbit เปิดตัวสายรัดข้อมือ Charge 4 โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง แต่จะยังคงลักษณะเหมือนกับ Charge 3

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Fitbit Charge 4 ได้แก่ GPS ในตัว, ระบบควบคุมเพลง Spotify รวมถึงฟีเจอร์อื่น ๆ ที่พบได้ในสมาร์ทวอชของ Fitbit เช่น Fitbit Pay, การแจ้งเตือนจากแอป, smart wake และเซนเซอร์ SpO2

ฟีเจอร์ที่เด่นที่สุดในรอบนี้คือ GPS เพราะผู้ใช้ FItbit Charge 4 ไม่ต้องนำโทรศัพท์มือถือไปใช้งานขณะออกกำลังกาย โดยข้อมูลการออกกำลังกายจะถูกบันทึกลงแอป และนำมาเปรียบเทียบกับผลการออกกำลังกายในครั้งต่อ ๆ ไป

Fitbit Charge 4 จะยังคงมาลักษณะภายนอกเหมือนกับ Charge 3 ทุกอย่าง ดังนั้นสายต่าง ๆ ที่ใช้กับ Charge 3 จึงสามารถใช้กับ Charge 4 ได้ทันที ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสุด 7 วัน หรือถ้าเปิดใช้งาน GPS ต่อเนื่องจะใช้งานได้นานสุด 5 ชั่วโมง

นอกจากนี้ Fitbit ยังเปิดตัว Active Zone Minutes เป็น fitness metric ใหม่ที่จะระบุได้ว่าอัตราการเต้นหัวใจเป็นอย่างไร รวมถึงนับจำนวนนานทีที่แอคทีฟ ซึ่ง Fitbit ระบุว่าฟีเจอร์นี้ต้องการสนับสนุนให้ทุกคนแอคทีฟอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน โดยคะแนนของ Active Zone Minutes จะคำนวณจากปัจจัยอื่นนอกจากอัตราการเต้นของหัวใจด้วย เช่น ความสูง, น้ำหนัก หรือระดับความฟิต เป็นต้น

Fitbit Charge 4 จะวางจำหน่ายในราคา 149 ดอลลาร์ มีให้เลือก 3 สีคือ ม่วงอมน้ำเงิน (mauve), น้ำเงิน และดำ

ที่มา – The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/115557

Fitbit ใจดี ให้ใช้ฟีเจอร์ Premium ฟรี 3 เดือน

Fitbit ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่สำหรับการออกกำลังกายเจ้าดัง ได้เปิดให้ผู้ใช้งานใช้ฟังก์ชั่นของ Fitbit Premium บริการแบบสมัครสมาชิกผ่านแอปของ Fitbit ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ฟรีถึง 90 วัน จากเดิมที่มีช่วงทดลองใช้เพียง 7 วัน เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ออกกำลังในช่วงกักตัวอยู่บ้าน

Fitbit Premium จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลของผู้ใช้บนอุปกรณ์ Fitbit ในการให้คำแนะนำด้านสุขภาพและและสร้างแผนการออกกำลังสำหรับผู้ใช้แต่ละคน ที่ปกติต้องจ่ายค่าบริการถึง 10 ดอลลาร์หรือ 300 บาทต่อเดือน ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมในแอปจะประกอบไปด้วย การวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น สภาวะการนอนหลับ อัตราการเต้นของหัวใจขณะนอนหลับ และยังมีวิดีโอกับคลิปเสียงวิธีการออกกำลังกายแบบ Dynamic workouts แบบขั้นตอนที่สามารถทำตามไปได้

ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์สวมใส่ของ Fitbit เพื่อใช้งานแอปในการออกกำลังแบบ Dynamic workouts แต่ก็จะไม่สามารถใช้งานฟังก์ชั่น Sleep Tracking และการวัดค่าต่างๆ ได้ ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลการสมัครใช้ Fitbit Premium ได้ที่ลิงก์นี้

ที่มา – Android Central

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/115394

พบชื่อ Fitbit Charge 4 โผล่ในร้านค้าปลีกใน UK มีให้เลือก 4 สี ราคาราว 4,990 บาท

Fitbit Charge 3 เปิดตัวในตลาดมากว่า 2 ปีแล้ว และดูเหมือน Fitbit Charge 4 จะออกมาวางจำหน่ายแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจาก Mobile Fun ร้านค้าปลีกในสหราชอาณาจักร นำข้อมูลขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว พร้อมเปิดเผยราคาและสีสัน

ถึงแม้ Mobile Fun ยังไม่ได้อัพโหลดรูปภาพ Fitbit Charge 4 แต่ก็ยืนยันว่าจะมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Storm Blue/Black, Black, Rosewood โดย 3 สีแรก มาในราคา 152.99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 4,990 บาท และสี Granite ระบุว่าเป็นรุ่นพิเศษ Special Edition แขวนป้ายราคาไว้ที่ 174.99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 5,705 บาท

ข้อมูลจาก Mobile Fun ระบุว่า Fitbit Charge 4 จะรองรับการเชื่อมต่อ NFC สำหรับชำระเงิน มีเครื่องมือวัดอัตราการเต้นของหัวใจ นับจำนวนก้าว กันน้ำได้ มีฟีเจอร์ติดตามการนอนหลับ การออกกำลังกาย รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth แบตเตอรี่ให้อายุการใช้งานนาน 7 วัน

ที่มา – Mobile Fun
https://www.flashfly.net/wp/291351

from:https://www.flashfly.net/wp/291351

13 มีนาคม ‘วันนอนหลับโลก’ เตรียมตัวนอนกันหรือยัง มีเทคนิคการทำให้นอนง่ายๆ จาก fitbit มาฝาก

รู้กันมั้ยว่า “การนอน” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมนุษย์ การนอนหลับอย่างถูกต้องและมีคุณภาพ คือการพักฟื้นฟูร่างกายที่ดีที่สุด ช่วยเสริมสร้างการเติบโตร่างกายที่ถูกต้อง พักฟื้นร่างกายจากการใช้งานในแต่ละวัน และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายได้อีกมากมายโดยที่เราคาดไม่ถึง มีความสำคัญจนมีการกำหนดวันพิเศษเพื่อการนอนหลับ นั้นคือ วันนอนหลับโลก ในทุกวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม หรือปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม “World Sleep Day” ก็จะวนมาอีกครั้งครับ

และเพื่อเป็นการต้อนรับวันนอนหลับโลก ในวันที่ 13 มีนาคม ทางฟิตบิท เจ้าของอุปกรณ์สุขภาพและการออกกำลังกาย เขามีข้อมูลและวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้เราดูแลร่างกายได้ด้วย “การนอน” อย่างมีคุณภาพมากขึ้นครับ

ฟิตบิท 

มีความตั้งใจที่จะดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมไปถึงการสร้างนิสัยการนอนหลับที่ดี โดยกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ฟิตบิทได้บุกเบิกการวัดผลการนอนหลับเพื่อให้ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น จากที่ต้องรอผลลัพธ์ทางการแพทย์ แทนที่ด้วยข้อมูลบนข้อมือของผู้ใช้ฟิตบิท พร้อมทั้งนำเคล็ดลับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพมาฝากทุกคน

ชีวิตประจำวันของทุกคนต่างมีภารกิจระหว่างวันที่ทั้งวุ่นวายและยุ่งเหยิง ทำให้ต้องจัดสรรเวลา 24 ชั่วโมงให้มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งบางครั้งทำให้เราต้องยอมลดเวลานอน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในวันนั้นโดยมองข้ามถึงความสำคัญของการนอนหลับซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับวันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเติมพลังงานให้กับร่างกาย การหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) การซ่อมแซม เพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย และยังเป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนความเครียดในร่างกายลดลงอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเตรียมตัวให้แอคทีฟตลอดวัน ควรเริ่มต้นให้ความสำคัญดูแลตนเองตั้งแต่ช่วงเวลากลางคืน

  1. ปิดไฟ และไฟหน้าจอก่อนนอน

การปิดไฟก่อนนอนไม่เพียงช่วยประหยัดไฟ แต่ยังช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งนอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงแสงไฟจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป และแท็บเล็ต เนื่องจากแสงหน้าจอจากอุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว โดยทุกคนสามารถเริ่มจากการตั้งเวลาเพื่อที่จะหยุดเช็คข้อความ หรือหยุดเล่นมือถือก่อนนอน นอกจากนี้การวางอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ไกลตัว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกใจและร่างกายให้พร้อมที่จะนอนหลับได้

 

  1. เลิกคาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

การจำกัดคาเฟอีนอยู่ที่กาแฟมื้อเช้า อาจช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น คาเฟอีนมีผลกระทบกับร่างกายเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากการบริโภค นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แสดงว่าการดื่มแอลกอฮอลล์ก่อนนอน แม้จะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น แต่ก็ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ ซึ่งดูได้จากการพลิกไปมาระหว่างหลับ ตื่นนอนในช่วงกลางคืน หรือนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน

 

  1. ตั้งเวลาการนอน

การตั้งเวลานอนหลับให้สม่ำเสมอในแต่ละคืน มีส่วนช่วยในการพัฒนานิสัยการนอนหลับ โดยปกติร่างกายของมนุษย์ต้องการความต่อเนื่องในการนอนหลับ การจัดตารางเวลาพักผ่อนจึงเป็นตัวช่วยสำคัญ เมื่อร่างกายปรับเวลานอนให้เพียงพอ ร่างกายก็จะตื่นนอนตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อพร้อมรับวันใหม่ในทุกเช้า

 

  1. ฟีเจอร์การนอนหลับจากฟิตบิท เพื่อกลางคืนที่ดี และกลางวันสุดโปรดัคทีฟ

ด้วยการเป็นผู้นำด้านการวัดผลการนอนหลับ ฟีเจอร์ใหม่ของฟิตบิท ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจพฤติกรรมการนอนของตนเอง แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขหรือพัฒนาการนอนให้ดียิ่งขึ้น:

  • Sleep Stages: ในแต่ละคืน ร่างกายของเราจะเข้าสู่ระยะของการนอนหลับ – หลับตื้น หลับลึก และช่วง REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งฟิตบิทช่วยวัดค่าการนอนหลับผ่านการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ Purepulse ที่แสดงช่วงเวลาทั้งในช่วงนอนหลับ และยามตื่น ให้ทุกคนพร้อมดูแลตัวเองได้ถูกต้องตลอดเวลา
  • Sleep Score: ผู้ใช้สามารถดูคะแนนด้านการนอนหลับได้ในแอปพลิเคชัน Fitbit เพื่อตรวจสอบข้อมูลด้านคุณภาพการนอนของตนเอง โดยคะแนนเหล่านี้จะมาจากการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ (ระดับการพักผ่อนและนอนหลับ) ความกระสับกระส่ายในช่วงเวลานอน เวลาที่ตื่นและระดับการนอนหลับ หรือ Sleep Stage และ ผู้ใช้ยังสามารถสมัครสมาชิก Fitbit Premium หากต้องการดูรายละเอียดเรื่อง Sleep Score ที่มากขึ้น
  • Sleep Mode: เมื่อตั้งการใช้งานในโหมดนี้ เครื่องจะหยุดการทำงานของการแสดงค่าบนหน้าจอและปรับการตั้งค่าเตือนให้อยู่ในโหมดเงียบ เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ถูกรบกวนตลอดคืน Sleep Mode ยังสามารถใช้งานได้ ทุกๆ ครั้งที่ผู้ใช้ไม่ต้องการการรบกวน เช่นเมื่อกำลังประชุมหรือออกกำลังกาย

 

  1. ตัดขาดความเครียด หลังจากเหน็ดเหนื่อยตลอดวัน

การฝึกฝนจิตใจให้ละจากความเครียด และพยายามมองโลกในแง่ดีหลังจากวันอันแสนวุ่นวาย คือหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทุกคนมองข้ามไปในการพัฒนาคุณภาพการนอนและสุขภาพโดยรวม ซึ่งทุกคนอาจเริ่มจากวิธีง่ายๆ อย่างเช่น การออกไปเดินเล่น การเข้าคลาสโยคะ นั่งสมาธิ หรือแม้แต่การฝึกหายใจผ่านฟังค์ชัน Relax ของฟิตบิท ก่อนที่จะเปลี่ยนชุดนอนและพร้อมที่จะนอนหลับฝันดีตลอดคืน

วันนอนหลับโลกในปีนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองในการดูแลร่างกายให้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และมีคุณภาพ พร้อมรับวันใหม่และใช้เวลาทั้งหมดให้ดีที่สุด ฟิตบิทเชื่อว่าสุขภาพที่ดีควรเป็นของทุกคน นอกจากนี้ทุกคนยังควรเข้าถึงตัวช่วยที่มีฟีเจอร์ดูแลสุขภาพต่างๆ ได้ง่าย เพราะการนอนหลับนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพ ฟิตบิทจึงได้พัฒนาอุปกรณ์หลากหลายรุ่นพร้อมฟีเจอร์แบบอินโนเวทีฟ เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน โดยเริ่มจากการดูแลการนอนหลับ ซึ่งมีผลอย่างมหาศาลในด้านสุขภาพและความแข็งแรงโดยภาพรวม ร่วมเฉลิมฉลองวันนอนหลับโลกด้วยการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และพร้อมตื่นมาจัดเต็มในทุกๆ วัน

PR asset of Fitbit app on Android, showing free sleep score. For placement into renders or lifestyle imagery only.

ข่าว: 13 มีนาคม ‘วันนอนหลับโลก’ เตรียมตัวนอนกันหรือยัง มีเทคนิคการทำให้นอนง่ายๆ จาก fitbit มาฝาก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/03/11/world-sleep-day-fitbit-tips.html

Hydro Coach แอพฯ เตือนดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนัก และลดโรคที่เกิดจากการขาดน้ำ

ใครๆ ก็รู้ว่าน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำก็จะนำมาสู่สารพัดโรค เช่น ทั้งโรคอ้วน สมองเสื่อม ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดข้อ หรือแม้กระทั้งริดสีดวง แอพฯ Hydro Coach จะช่วยเตือนการดื่มน้ำให้คุณได้  สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่มีปัญหาดื่มน้ำน้อย เพื่อให้ได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน

Hydro Coach จะใช้สูตรในการคำนวนปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับเรา โดยคำนวนจากอายุ น้ำหนัก เพศ และไลฟ์สไตล์ของเรา เมื่อถึงเวลาแอพฯ จะเตือนไม่ให้เราลืมดื่มน้ำ หลังจากทดลองใช้ไปสักพักทำให้รู้เลยว่าในแต่ละวัน เราดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แค่วันแรกก็ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์ 1.5 ลิตร 555 ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองกินน้ำได้น้อยขนาดนี้



หลังจากติดตั้งแอพฯ นี้ ทำให้เราห่วงสุขภาพขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ทำให้เราใส่ใจกับการดื่มน้ำมากขึ้น เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวที่บางทีเราก็ไม่ได้ไปใส่ใจกับมันมาก ทั้งที่การดื่มน้ำสำคัญกับร่างกายของเรา แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้เราอาจจะเลยเรื่องนี้ไป ในขณะที่บางคนจะดื่มน้ำเฉพาะเวลากระหายมากๆ เท่านั้น หรือเฉพาะหลังกินอาหาร ทั้งที่ช่วงเวลาดื่มน้ำที่เหมาะสมไม่ใช่กินทีละมากๆ แต่กินให้พอดีต่างหาก

การดื่มน้ำเพื่อลดความอ้วน

การดื่มเพื่อลดความอ้วนควรดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว แต่ไม่เกิน 10 แก้ว เพราะไตจะทำงานหนัก โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ลิตร ต่อวัน เราก็ตั้งไว้ที่ 2 ลิตร แอพฯ จะคำนวนเวลากินน้ำของแต่ช่วงเวลที่เราตื่นนอน จนถึงก่อนนอน โดยจะแจ้งในเวลาที่เหมาะสม เช่น แก้วแรกหลังตื่นนอนทันทีเพื่อชดเชยการขาดน้ำเวลาหลับ ช่วงเช้าหลังตื่นนอนเลือจนข้นเหนียว เพื่อไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และเตือนระหว่างวันแต่ละช่วงเวลามาจนถึงก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง เพื่อชำระสิ่งตกค้างในลำไส้

การดื่มน้ำนอกจากจะช่วยชำระสิ่งตกค้าง ละปรับสมดุลร่างกายแล้ว ยังช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น เริ่มต้นให้เป็นนิสัย เชื่อเถอะว่ามันดีกับตัวคุณเอง แต่ถ้าคุณขี้ลืม การมีแอพฯ ก็จะช่วยกระตุ้นเตือนได้อีกทาง


จุดเด่นของแอพพลิเคชั่น Hydro Coach

  • เพื่อรักษาสุขภาพ ด้วยการแจ้งเตือนการดื่มน้ำ ในปริมาณที่เรากำหนดเองได้
  • แสดงข้อมูลพฤติกรรมการดื่มน้ำ พร้อมข้อมูลย้อนหลังรายสัปดาห์ และรายเดือน
  • รองรับระบบหน่วยออนซ์ และ มิลลิลิตร
  • แชร์ข้อมูลการดื่มน้ำกับเพื่อนๆ ได้
  • ซิงค์ข้อมูลกับบัญชีกูเกิ้ลของคุณ
  • Google Fit,Samsung Health,Fitbit

 

 

 

ข่าว: Hydro Coach แอพฯ เตือนดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนัก และลดโรคที่เกิดจากการขาดน้ำ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/02/03/review-hydro-coach-app.html

มือใหม่ต้องรู้!! วิธีดาวน์โหลด และ ติดตั้งแอพพลิเคชั่น ลงบน Fitbit

สำหรับใครที่ไม่เคยใช้ Smartwatch หรืออุปกรณ์ติดตามสุขภาพของ Fitbit มาก่อน อาจจะยังไม่ทราบว่าแอพหรือฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว อย่างเช่น Spotify, Wallet, Weather เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

Fitbit ยังมีแอพอีกนับร้อยให้ดาวน์โหลดเพิ่มเติม อย่างเช่นแอพ Strava สำหรับนักวิ่ง, MySwimPro สำหรับคนที่ชอบว่ายน้ำ, Mindbody สำหรับคนเล่นโยคะ, FitStar สำหรับคนที่ต้องการเทรนเนอร์ส่วนตัว นอกจากนี้ ยังมีแอพที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ Smart Home อย่าง Alexa, Nest, IFTTT และยังมีแอพอื่นๆ ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น อย่าง Uber หรือ Find My Car

แต่ก่อนอื่นผู้ใช้งาน Fitbit ต้องดาวน์โหลดแอพเหล่านั้นมาติดตั้งด้วยตัวเอง และต้องทำความเข้าใจกับข้อจำกัดที่ว่า แอพส่วนใหญ่ของ Fitbit ต้องทำงานร่วมกับการจับคู่กับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth และบางแอพ (อย่างเช่น Starbucks หรือ Uber) ผู้ใช้งานจำเป็นต้องสร้างบัญชีและลงชื่อเข้าสู่ระบบผ่านทางสมาร์ทโฟนก่อนจะใช้งานได้

วิธีจับคู่ Fitbit กับสมาร์ทโฟน

อุปกรณ์ติดตามสุขภาพของ Fitbit ไม่สามารถดาวน์โหลดแอพได้โดยตรง แต่จะต้องดาวน์โหลดผ่านสมาร์ทโฟนที่จับคู่ด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำก็คือ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Fitbit มาติดตั้งลงในสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก Apple App Store, Google Play Store และ Microsoft Store ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้จับคู่กับ Fitbit

หลังจากติดตั้งแอพ Fitbit ลงบนสมาร์ทโฟนแล้ว ให้ทำการลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้งาน

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้แตะที่ไอคอนโปรไฟล์ ตรงมุมบนซ้ายของแอพ แล้วเลือก Set Up a Device จากนั้นทำตามคำแนะนำเพียงไม่กี่ขั่นตอนเพื่อจับคู่สมาร์ทโฟนกับ Fitbit

วิธีดาวน์โหลดแอพลงบน Fitbit

หลังจากสมาร์ทโฟนจับคู่กับ Fitbitเรียบร้อยแล้ว ให้เข้าไปที่แอพ Fitbit บนสมาร์ทโฟน จากนั้นแตะที่ไอคอนโปรไฟล์ ตรงมุมบนซ้ายของแอพ แล้วเลือกอุปกรณ์ Fitbit

แตะที่ไอคอน Apps จะพบกับแท็บ My Apps ซึ่งจะแสดงรายชื่อแอพที่มีอยู่แล้ว ในที่นี้ให้เลือกแท็บ All Apps ก็จะพบกับแอพพลิเคชั่นทั้งหมดที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้

เลือกดูแอพที่ต้องการ เมื่อพบแล้วให้กดปุ่ม Install เพื่อติดตั้งแอพลง Fitbit ซึ่งบางแอพอาจมีการขออนุญาตใช้สิทธิ์เข้าถึงบางพื้นที่ของอุปกรณ์

เมื่อติดตั้งแอพเสร็จแล้ว ให้ปัดนิ้วบนหน้าจออุปกรณ์ Fitbit ไปทางซ้ายจากหน้าจอหลัก ก็จะพบกับแอพใหม่ที่ติดตั้งไปล่าสุด

ที่มา – The Verge
https://www.flashfly.net/wp/282440

from:https://www.flashfly.net/wp/282440

Fitbit เปิดตัวเครื่องมือตรวจวัดออกซิเจนในเลือด ก่อน Apple Watch

Fitbit เริ่มปล่อยฟีเจอร์ใหม่ ช่วยวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Sp02) ให้กับสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพของ Fitbit ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ หลังจาก Google ได้ประกาศซื้อกิจการ อีกทั้ง Apple Watch ก็ถูกพบว่ามีความสามารถในการตรวจสอบระดับออกซิเจนในเลือดเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ได้ส่งมอบคุณสมบัติ Sp02 ให้กับผู้ใช้งาน ถึงแม้จะมี VO2 Max มาพักใหญ่แล้ว

ผู้ใช้ Fitbit จำนวนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เริ่มพบว่าอุปกรณ์ติดตามสุขภาพของพวก สามารถให้ข้อมูลการตรวจสอบออกซิเจนในเลือดได้แล้ว บนอุปกรณ์ที่มีเซ็นเซอร์ SpO2 อย่าง Fitbit Ionic, Versa และ Charge 3

ความผันแปรของออกซิเจนโดยประมาณนั้น ใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงของความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด โดยปกติแล้วความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดจะผันผวน แต่การเปลี่ยนแปลงที่มากเกินไปอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการหายใจ

ระดับ Sp02 ยังช่วยในการติดตามการนอนหลับให้แม่นยำยิ่งขึ้น และตรวจวัดปัญหาสุขภาพที่สำคัญ อย่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับ Apple Watch มีเซ็นเซอร์ SpO2 อยู่แล้วตั้งแต่รุ่นแรกที่ออกมาในปี 2015 จากการชำแหละชิ้นส่วนของ iFixit และคาดว่าคุณสมบัติติดตาม Sp02 อาจจะมาถึงใน watchOS 7 นอกจากนี้ Apple ยังถือสิทธิบัตรติดตามความดันโลหิต และตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด ที่อาจนำมาใช้กับ Apple Watch ในอนาคต

ที่มา – 9to5Mac
https://www.flashfly.net/wp/281247

from:https://www.flashfly.net/wp/281247

รีวิว Fitbit Versa 2 : Special Edition รุ่นใหม่ล่าสุด หน้าจอ Always-On รองรับสั่งงานด้วยเสียง ดีไซน์สุดหรู

Fitbit Versa 2 อุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามสุขภาพที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง โดยมีดีไซน์แบบ Smart Watch ที่สวยงามพรีเมี่ยม รองรับโหมด Always-On Display แสดงเวลาอยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นนาฬิกาจริง มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง กันน้ำได้ 50 เมตร จึงสามารถสวมใส่เพื่อติดตามการว่ายน้ำได้

อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ติดตามการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ติดตามการนอนหลับได้ และแบตเตอรี่ก็มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 6 วัน 

Fitbit Versa 2 ได้รับการออกแบบมาอย่างเรียบง่าย แต่ดูพรีเมี่ยมด้วยตัวเรือนอะลูมิเนียม รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มุมทั้งสี่มีความโค้งมน มาพร้อมสายที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่ายๆ เพียงเลื่อนสลักที่อยู่ด้านหลัง 

การออกแบบก็ใช้งานง่ายเช่นกัน สามารถควบคุม User Interface เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ ได้จากการสัมผัสหน้าจอ ปัดลงเพื่อเข้าถึงเพลง , Fitbit Pay และการตั้งค่า Quick Settings ปัดขึ้นเพื่อเข้าถึงกิจกรรมต่างๆในวันนี้ว่าเดินไปกี่ก้าว เผาผลาญไปกี่กิโลแคลลอรี่ หัวใจเต้นเป็นอย่างไร และปัดไปทางซ้ายเพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ

ส่วนปุ่มกดด้านข้างใช้กดเพื่อเปิด-ปิดหน้าจอ หรือกดเพื่อย้อนกลับ และสามารถกดค้างไว้เพื่อเรียกใช้ผู้ช่วยดิจิตอล Alexa มือรวมถึงตั้งค่าเป็นช็อตคัทเรียกใช้งานฟีเจอร์อื่นได้

Fitbit Versa 2 ติดตั้งไมโครโฟนไว้ที่ด้านขวา

Fitbit Versa 2 ใช้จอแสดงผล AMOLED (300 x 300 พิกเซล) ป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 รองรับโหมด Always-On Display ซึ่งจะแสดงเวลา, สถานะแบตเตอรี่ และ วันที่ แต่ถ้าต้องการประหยัดแบตเตอรี่ ก็สามารถปิดโหมดนี้ได้ที่ Qucik Settings

ด้านหลังติดตั้งเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยจะติดตามอัตราการเต้นของหัวใจตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 

Fitbit Versa 2 ถูกออกแบบมาให้กันน้ำได้ 50 เมตร พร้อมฟีเจอร์ติดตามการว่ายน้ำ นั่นหมายถึง สามารถสวมใส่ลงไปว่ายน้ำในสระได้ หรือ จะอาบน้ำโดยไม่ถอด Versa 2 ออกจากข้อมือก็ได้เช่นกัน

Fitbit Versa 2 มีตัวเรือนให้เลือก 3 สี ได้แก่ Carbon (สีเทาเข้ม), Mist Grey (สีเทาอ่อน) และ Copper Rose (สีชมพู) จึงสามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง สำหรับ Fitbit Versa 2 Special Edition มีเพียง 2 สี คือ Mist Grey กับ Copper Rose

ความแตกต่างระหว่าง Fitbit Versa 2 กับรุ่น Special Edition อยู่ที่สายนาฬิกาที่แถมมาให้ ในรุ่นปกติจะเป็นสายซิลิโคน ส่วนรุ่น Special Edition จะเป็นสายถัก 

Fitbit Versa 2 มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, ลู่วิ่ง, ยกน้ำหนัก และบริหารร่างกายแบบจับเวลา

และยังนับจำนวนก้าวเดินให้อัตโนมัติ สามารถตรวจสอบระยะทาง และแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญได้

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพก็มี Sleep Score สำหรับติดตามสุขภาพการนอนหลับ, ฝึกการหายใจเพื่อผ่อนคลายจากความตึงเครียด และสำหรับผู้หญิงยังมีฟีเจอร์ติดตามการมีประจำเดือนและคาดการณ์ช่วงเวลาตกไข่

Fitbit Versa 2 ติดตั้งแอพ Spotify และ Deezer มาให้อยู่แล้ว และรองรับการเชื่อมต่อกับหูฟัง Bluetooth จึงสามารถฟังเพลงในระหว่างออกกำลังกายได้ หลังจากซิงค์เพลงกับสมาร์ทโฟน (มีพื้นที่พอสำหรับ 300 เพลง) หรือจะใช้แอพ Music ฟังเพลงที่ถ่ายโอนมาเก็บไว้ใน Versa 2 โดยตรงก็ทำได้เช่นกัน

Fitbit Versa 2 สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เพื่อรับการแจ้งเตือนต่างๆ ทั้งการโทร, ข้อความ, กิจกรรมในปฏิทิน และยังมีฟีเจอร์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว แต่ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะการจับคู่กับอุปกรณ์ Android เท่านั้น

ส่วนการติดตั้งแอพพลิเคชั่นอื่นๆ รวมถึงหน้าปัดของ Fitbit Versa 2 สามารถติดตั้งผ่านทางแอพ Fitbit บนสมาร์ทโฟนได้ทันทีเลยมีให้เลือกใช้มากมาย

ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ของ Fitbit Versa 2 ก็ทำได้ง่ายๆนำไปใส่ที่ชาร์จแบบหนีบที่แถมมาให้ในกล่องผ่านสาย USB

โดยรวมแล้ว Fitbit Versa 2 ถือเป็นอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่น ด้วยฟีเจอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดตามการออกกำลังกายได้หลากหลาย แม้แต่การว่ายน้ำ แบตเตอรี่ให้อายุการใช้งานยาวนานสูงสุด 6 วัน สำหรับการชาร์จหนึ่งครั้ง ด้านการออกแบบก็สวยงามพรีเมี่ยม สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

Fitbit Versa 2 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 7,990 บาท มาพร้อมสายซิลิโคน หรือเพิ่มเงินอีก 1,000 บาท ก็จะได้รุ่น Special Edition ที่มาพร้อมสายถัก และในชุดยังแถมสายซิลิโคน มาให้สำหรับใส่ออกกำลังอีกด้วย สามารถถอดเปลี่ยนสายได้ง่ายๆ

from:https://www.flashfly.net/wp/279186