คลังเก็บป้ายกำกับ: FINTECH

ธนาคารญี่ปุ่นกำลังจะเลิกใช้ Hanko เพื่อลดภาระเอกสารและผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล

ใครที่รู้จักประเทศญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมาบ้าง อาจจะรู้จักกับการใช้ “ตราปั๊ม” หรือ Hanko ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรก็ต้องใช้ตราปั๊มนี้

ภาพจาก Shutterstock

Hanko หรือตราปั๊มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นนั้น เป็นวัฒนธรรมที่นำเข้ามาจากจีนในยุค Kamakura (1185-1333) ซึ่งตอนแรกจะใช้ในกลุ่มคนชั้นสูงเช่นโชกุน แต่เริ่มมาแพร่หลายใน ยุค Edo (1603-1868) ซึ่งญี่ปุ่นมีกฎหมายรับรอง Hanko ตั้งแต่ปี 1873 ทำให้ Hanko เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

Hanko นั้นมีขายที่หลากหลายรูปแบบและราคา ตั้งแต่ทำจากยางที่หาซื้อได้จากร้านร้อยเยน ไปจนถึงทำจากไม้หรือเขาวัวควายที่มีราคาสูงกว่า 20,000 เยน ซึ่งโดยมากคนญี่ปุ่นจะมี Hanko ทั้งหมด 3 แบบ คือ Jitsuin สำหรับสัญญาสำคัญเช่นซื้อบ้าน, Ginkoin สำหรับทำธุรรมทางการเงินกับธนาคาร และ Mitomein สำหรับงานทั่ว ๆ ไป เช่นเซ็นสัญญารับส่งของดิลิเวอรี่ ดังนั้น Hanko จึงถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะต้องใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม

ในขณะที่จีนซึ่งเป็นต้นตำรับของ Hanko ก็มี QR Code ใช้จ่ายเงินกันอย่างแพร่หลายแล้ว จึงเป็นที่น่าสนใจมากว่าประเทศที่มีเทคโนโลยีทันสมัยอย่างญี่ปุ่นยังมั่นคงในการใช้ตราปั๊มมาอย่างยาวนาน

Alipayในร้านค้าญี่ปุ่น

การใช้ตราปั๊มในญี่ปุ่นซึ่งเป็นสิ่งตกทอดในอดีตที่ปัจจุบัน เริ่มกลายเป็นสิ่งสร้างภาระทางการดูแลเอกสาร และสร้างกำแพงในการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคฟินเทคที่การเงินควรจะเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Tomoyuki Shiraishi คนงานก่อสร้างใน Kurashiki อายุ 24 ปีกล่าวถึง Hanko ว่า “มันยุ่งยากไปที่ต้องนำ Hanko และทำเอกสารเพียงแค่จะถอนเงินจากสาขาของธนาคาร”

ตอนนี้ทางธนาคารหลายแห่งของญี่ปุ่นจึงเริ่มหาทางเลิกใช้วิธียืนยันตัวตนด้วย Hanko เพื่อลดต้นทุนงานเอกสาร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และทำให้คนยุคดิจิทัลเข้าถึงการเงินการธนาคารได้ง่ายขึ้น

เลิกใช้ Hanko เพื่อผลักดันธนาคารสู่ยุคดิจิทัล

Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. หรือ MUFG สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้เปิดให้บริการบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko หรือสมุดบัญชีแล้ว รวมถึงตอนนี้ MUFG ก็เริ่มปรับปรุงเครือข่ายสาขาเพื่อนำคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและวิดีโอมาแทนที่พนักงานฝากถอน

Bank of Tokyo Mitsubishi UFJ หน่วยธนาคารของ MUFG สาขา Shinsaibashi

เป้าหมายในการปรับตัวของ MUFG ก็เพื่อให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินบนอุปกรณ์ของตัวเองได้ โดย MUFG ตั้งเป้าปรับรูปแบบสาขากว่า 100 แห่งในประเทศเป็นรูปแบบใหม่ภายในปี 2024 ซึ่ง MUFG ยังวางแผนจะลดจำนวนสาขาที่มีเคาน์เตอร์แบบดั้งเดิมลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจาก MUFG แล้ว Resona Holdings Inc. สถาบันการเงินอีกแห่งของญี่ปุ่นก็ประกาศให้ลูกค้าเปิดบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko ได้แล้วใน 600 สาขาของธนาคาร

การผลักดันญี่ปุ่นสู่ยุคดิจิทัลนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ซึ่งตอนนี้กำลังร่างกฎหมายเพื่อให้บริการของรัฐใช้ออนไลน์ได้ด้วย

เงินเยนญี่ปุ่น

แต่การจะทดแทนระบบเก่า ๆ ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก โดย Takayuki Ogura ผู้อำนวยการหน่วยธนาคารของ MUFG ระบุว่า MUFG ก็ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการโน้มน้าวรัฐบาลท้องถิ่นกว่า 450 ชุดในการประมวลผลระบบจ่ายภาษีให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์

แต่ Hanko คงยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้

แม้ธนาคารหรือองค์กรเอกชนญี่ปุ่นต่างก็เล็งเห็นความยุ่งยากในการจัดการเอกสาร แต่ฝั่งราชการของญี่ปุ่นก็ยังคงรักษามาตรฐานการใช้งาน Hanko ไว้อย่างเหนียวแน่น หรือธุรกิจขนาดเล็กก็ยังเรียกใช้ Hanko สำหรับสัญญาหลาย ๆ อย่าง ไปจนถึงการแต่งงานหรือการเป็นเจ้าของบ้านก็ยังต้องใช้ตราปั๊มนี้

Keiichi Fukushima ช่างแกะสลักที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นทายาทรุ่นที่สี่ของร้านขาย Hanko ใน Ueno ระบุว่า ทุกวันนี้ผู้ปกครองยังซื้อ Hanko แบบทำมือให้เด็ก ๆ ตอนที่มีอายุที่เหมาะสม และนักท่องเที่ยวก็มักจะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกด้วย ตอนนี้ธุรกิจการทำ Hanko นี้มีมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และยังมีโอกาสที่ต้องใช้ Hanko อีกมากในชีวิตของคนญี่ปุ่น

Minami Yoshida เสมียนบัญชีวัย 26 ปีจากบริษัทแห่งหนึ่งใน Kawasaki ระบุว่า ก่อนหน้าที่เธอจะจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ได้ เธอต้องปั๊มตรายางลงแบบฟอร์มใบโอนเงินด้วย Hanko ของบริษัท และนำแบบฟอร์มส่งธนาคารเพื่อประมวลผล ซึ่ง Yoshida เห็นว่ามันไร้ประสิทธิภาพมาก ซึ่งเธอไม่ได้อยากจะใช้ Hanko ในหลาย ๆ โอกาสที่มากเกินไป

ภาพจาก Shutterstock

สรุป

ตอนนี้ธนาคารญี่ปุ่นต่างก็พยายามปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล โดยการเลิกใช้ Hanko ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีลดภาระงานด้านเอกสารลง ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ฟินเทคเข้าถึงการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นได้ดีขึ้น แต่กับงานราชการอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ๆ

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hanko-will-no-loger-required-by-japanese-bank-to-reduce-paperworks-and-push-japan-to-digital/

โฆษณา

อินเดียมีฟินเทคสตาร์ทอัพเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านการเงินเกิดขึ้นมาเยอะมาก แต่กลับเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยต่ำมาก โดยจากรายงานของ India Fintech 2019 พบว่าอินเดียมีฟินเทคสตาร์ทอัพถึง 2,035 แห่ง แต่มีเพียง 58 แห่งเท่านั้นที่เป็นบริษัทฟินเทคที่มีเทคโนโลยีภายใต้ภายใต้การกำกับดูแล

อินเดียนั้นถือเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศที่มีความปลอดภัยไซเบอร์ต่ำที่สุด ซึ่งบริการทางการเงินและธนาคารเป็นเซคเตอร์ที่ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสูงมาก และจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเพียงพอ

จากรายงานของ EY Global Information Security Survey 2018-19 เวอร์ชันอินเดีย พบว่ามีเพียง 19% ของบริษัทอินเดียเท่านั้นที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ตามต้องการ ยิ่งเป็นฟินเทคหรือธุรกิจด้านการเงินอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงินและผู้คนต้องให้ความไว้วางใจ ยิ่งต้องให้ความสำคัญในด้านนี้สูงขึ้นกว่าปกติ

นอกจากเรื่องการเงินแล้ว บริษัทฟินเทคอินเดียยังมีข้อมูลหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของลูกค้า หรือแม้กระทั่งสตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซกับดิลิเวอรี่ก็ต้องใช้ payment gateway เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทที่ทำงานด้านการเงินนั้นมีความสำคัญมาก

ที่มา – Business Insider

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108449

คนไทยขึ้นแท่นแชมป์โลก สัดส่วนผู้ใช้บริการ Mobile Banking สูงสุด 74% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ

ตั้งแต่ Mobile Banking นั้นเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้ราวๆ 10 ปีแล้ว และสำหรับประเทศไทยเองนั้น สถาบันทางการเงินเล็ก – ใหญ่ก็ทยอยกันนำเสนอทั้งแอพพลิเคชั่นและนวัตกรรมการให้บริการทางการเงินแก่ผู้บริโภคชาวไทยกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้วด้วยกัน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องบอกว่าการส่งเสริมโดยภาครัฐและธนาคารรายใหญ่ในช่วง 2 – 3 ปีให้หลังมานี้ ส่งผลโดยตรงอย่างมากต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินออนไลน์ของคนไทย วันนี้ DroidSans จะพาไปอัพเดทกันว่าเราอยู่ในจุดไหนกันแล้ว สังคมไร้เงินสดนี่มันเป็นไปได้จริงๆหรือไม่

*ขอขอบคุณ infographic และข้อมูลสถิติภาพรวมจาก datareportal.com

ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของโลก | สัดส่วนผู้ใช้ Mobile Banking จากผู้ใช้งาน Internet ทั้งหมดในประเทศ

เรียกว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจริงๆ ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ ภาคเอกชนรายใหญ่ รายย่อย และสถาบันการเงิน ที่ล้วนแต่ขยับตัวกันค่อนข้างไวใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี (อันที่จริงน่าจะแค่ราวๆ 2 – 3 ปีให้หลังมานี้เองด้วยซ้ำ) ในการนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการเงิน และตัวแปรสำคัญอย่างบรรดาแอพพลิเคชั่น Mobile Banking ให้ดึงดูดใจผู้บริโภคมากพอที่จะเปิดใจเริ่มใช้บริการเหล่านี้แทนการเดินเข้า – ออกธนาคารในหลายๆธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งปัจจุบัน ณ วันสิ้นเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมานี้เรามีสัดส่วนผู้ใช้บริการ Mobile Banking มากถึง 74% ต่อจำนวนประชากรผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ทำให้เราเป็นแชมป์โลกแซงหน้ากลุ่มผู้นำเดิมอย่างสวีเดน (71%) และ เกาหลีใต้ (66%) เป็นที่เรียบร้อย น่าสนใจจริงๆว่าสถิตินี้จะยังไปต่อได้อีกหรือไม่เพราะอันที่จริงประเทศไทยของเรานั้น เพิ่งจะเริ่มมาจริงจังกับกระแสสังคมไร้เงินสดได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

ตามรายงานชุดนี้หากคำนวณจากจำนวนประชากรชาวไทยที่เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตทั้งหมดกว่า 57 ล้านคน อาจทำให้สัดส่วนของผู้ใช้บริการ Mobile Banking นั้นเข้าใกล้ตัวเลข 40 ล้านบัญชีไปแล้ว แต่ดัชนีชาวเน็ตที่นำมาใช้คำนวณนี้มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ค่อนข้างสูงเพราะหากเทียบจากดัชนีอื่นๆด้วยแล้ว ประชากรชาวเน็ตไทย (Thai Population with Internet Access) จะต่างกันออกไป ประกอบกับรายงานล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวนผู้ใช้งาน Mobile Banking จะไปถึงจุด 30 – 40 ล้านบัญชีได้ในอีก 1 – 3 ปีข้างหน้าตามการประเมินล่าสุด อย่างไรก็ดีสัดส่วนราว 74% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีการใช้บริการ Mobile Banking กันแล้วนั้น นับว่าเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงอยู่มากหากพิจารณาดัชนีฐานผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้:

  • 57 ล้านคน คิดเป็นจำนวนคนใช้งาน Mobile Banking 42.18 ล้านราย | สำรวจโดย Internet World Stats
  • 36.62 ล้านคน คิดเป็นจำนวนคนใช้งาน Mobile Banking 27.09 ล้านราย | สำรวจโดย International Telecommunication Union
  • 36.62 ล้านคน คิดเป็นจำนวนคนใช้งาน Mobile Banking 27.09 ล้านราย | สำรวจโดย World Bank
  • 43.8 ล้านคน คิดเป็นจำนวนคนใช้งาน Mobile Banking 32.4 ล้านราย | สำรวจโดย กสทช.

Wallets ก็ไม่เบา | เทียบเท่าจีน เกาะกลุ่มแชมป์โลกตลอดกาลอย่างเกาหลีใต้และเดนมาร์ก

สำหรับการใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการด้วยสมาร์ทโฟนทดแทนการใช้เงินสดนั้นก็ดูมีแนวโน้มที่สดใสรอเราอยู่จริงๆ ทั้งจากการใช้งานกันจริงๆที่สะดวกขึ้นเรื่อยๆ (ถึงแม้จะยังไม่สุดเพราะยังมีความสมบุกสมบันกันอยู่บ้างโดยเฉพาะเวลาใช้จ่ายด้วยระบบ QR หรือ PromptPay กับลุงป้าน้าอา หรือร้านค้ารายย่อยที่กำลังเริ่มปรับตัวค่อยๆเรียนรู้กันอยู่ ไหนจะตัวแอพพลิเคชั่นหรือนวัตกรรมการให้บริการเอง ที่ก็ยังค่อยๆทยอยกันใช้งานง่ายและสเถียรมากขึ้น ตามๆกันมานะ  😆 ) และตัวเลขสถิติเองที่ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ใช้บริการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านสมาร์ทโฟนมากถึง 47% ต่อจำนวนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต เทียบเท่าชาติมหาอำนาจใหม่ทางการเงินอย่างจีน (48%) หรืออินเดีย (47%) และยังเข้าใกล้แชมป์โลกในด้านนวัตกรรมการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนที่ครองแชมป์กันมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วอย่างเกาหลีใต้ (55%) และเดนมาร์ก (53%) อีกด้วย

Mobile Payment ไทย | มาแรงจนแซงเทรนด์บัตรเครดิตไปไกล

ถ้าเปรียบเทียบตัวเลขทางสถิติล่าสุดจากเครดิตบูโรของไทย ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนผู้ถือครองบัตรเครดิตอยู่ที่ 10% ของประชากรทั้งประเทศ คิดเป็นประมาณไม่เกิน 6.9 ล้านคน ในขณะที่ผู้ใช้บริการ Mobile Payment นั้นแซงไปไกลอยู่ในระดับ 20 ล้านไปแล้ว ถือว่าน่าสนใจมากโดยเฉพาะหากเทียบกับบรรดาชาติพัฒนาแล้วหลายๆชาติ สัดส่วนการถือครองบัตรเครดิตนั้น ยังเยอะกว่า Mobile Payment อยู่พอสมควรเพราะความสะดวกจากการใช้บัตรในชีวิตประจำวันจริงๆนั้นสูงกว่าบ้านเรามาก เช่นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือ ออสเตรเลีย บัตรฯสามารถใช้จับจ่ายใช้สอยได้ในแทบจะทุกๆรายการแม้แต่ร้านค้ารายย่อย หรือเพียงแค่จะซื้อกาแฟแก้วเดียวถ้วน แถมไม่ต้องรูดหรือรอเซ็นต์ให้ลำบากในยอดที่ไม่แพง แค่แตะเท่านั้นเอง อันที่จริงก็ใช้สมาร์ทโฟนด้วยนะ แต่ก็เป็นการใช้ NFC ของสมาร์ทโฟนเพื่อแตะเสมือนใช้บัตรทั้งหลายนั่นแหละ

ปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของ Mobile Payment ในไทยก็อาจจะเป็นไปได้ว่า พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของเรานั้นมาคู่กันกับการถือครองอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ทุกวันนี้ แทบจะบอกได้เลยเข้าถึงได้สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะทางการเงินจริงๆ เพราะสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงนั้นมีให้เลือกใช้สอยกันได้อย่างง่ายได้ และที่สำคัญก็คือทุกคนไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไร หรือวัยไหนก็ล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออนไลน์ (นึกภาพญาติผู้ใหญ่ของเราพยายามหัดใช้สมาร์ทโฟนให้คล่องเพื่อจะได้หัดเล่นเฟสบุ้ค แชทกับพี่น้องลูกหลาน หัดส่งข้อความสวัสดีเช้าวันอาทิตย์พร้อมรูปดอกไม้  😀 ) ผูกกับการที่รัฐและภาคเอกชนพยายามส่งเสริมการให้บริการธุรกรรมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยโปรโมชั่นที่เห็นกันอยู่จำนวนมากเช่นการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหลายหากทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking เอาง่ายๆเลยก็คือ Mobile Payment และรวมไปถึงบริการอื่นๆนั้น ดึงดูดให้คนไทยหันมาใช้บริการกันก็เพียงแค่ปลายนิ้วแตะก็ว่าได้

ก็ในเมื่อสมาร์ทโฟนก็อยู่ในมือ บริการพวกนี้ถูกกว่าไปธนาคาร ประหยัดเวลาด้วย จ่ายเงินก็สะดวกกว่าบริการบัตรเครดิตไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องหนี้บัตร วงเงินบัตร ไหนจะร้านค้ารายย่อยมากมายยอดไม่ถึงใช้บัตรก็ไม่ได้อีก แต่ QR / PromptPay นี่จ่ายได้นะเดี๋ยวนี้ สะดวกจะตาย แถมหัดใช้ง่ายนิดเดียว!

จากธนาคารพาณิชย์ สู่ผู้พัฒนา App ยอดฮิตของคนไทย

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ สถาบันการเงินยังกลายมาเป็นผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นยอดฮิตได้อีกด้วยโดยมี K PLUS จากธนาคารกสิกรไทย และ SCB Easy จากธนาคารไทยพาณิชย์ นำมาเป็น 2 ใน 10 อันดับแอพพลิเคชั่นยอดฮิตของคนไทยทัดเทียมกับโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คระดับโลกอย่าง Facebook, Messenger, Instagram, LINE, Twitter หรือแม้กระทั่งแอพฟังเพลงยอดฮิตอย่าง JOOX งานนี้ถ้าไม่นับแอพที่เราชอบไปเสียตังค์กันโดยตรงอยู่แล้วอย่าง Lazada และ Shopee ล่ะก็ แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ซึ่งรวมไปถึงแอพธนาคารทั้ง 2 เจ้าเองด้วยนั้นล้วนเป็นการให้บริการแบบฟรีคอนเท้นท์ ไม่หนำซ้ำอย่างบริการจากธนาคารชั้นนำกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่เสียส่วนต่างของค่าธรรมเนียมเดิมจำนวมมหาศาลจากการนำเสนอและส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาใช้ Mobile Banking ที่ฟรีและสะดวกมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะครอบคลุมธุรกรรมหลักทั้งหมดในชีวิตประจำวันของเราได้หมดแล้วแถมยังเริ่มรวมไปถึงการอนุมัติบัตรเครดิต บริการสินเชื่อ และการลงทุนแล้วด้วย อันที่จริงมันก็ไม่ได้ฟรีไปหมดซะทุกอย่างขนาดนั้น เพียงแต่เราอาจจะแลกไปด้วยสถิติและพฤติกรรมทางการเงินของเราที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเคยได้เสียอีก หากสนใจเรื่องนี้ลองตามไปอ่านบทความเรื่อง “ทุนนิยมบนการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล” ดูกันได้นะ

ล่าสุดยักษ์เพิ่งตื่นอย่าง ธนาคารกรุงไทยเองก็เพิ่งจะประกาศอัพเดทครั้งใหญ่กับแอพพลิเคชั่น Krungthai NEXT พร้อมลั่นจะขึ้นมาแย่งชิงพื้นที่ความเป็นที่สุดของบริการ Mobile Banking ของไทยได้ตั้งแต่ปีนี้เลยจากฐานผู้ใช้จำนวนมากที่มีอยู่ในมืออยู่แล้วด้วย และจากอัพเดท (ก.พ. 62) ที่ทาง DroidSans ได้มานั้นตัวเลขสถิติคร่าวๆของบัญชีผู้ใช้งาน Mobile Banking จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำทั้งหลายยังคงโตขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:

  • อันดับ 1 K PLUS | ~10 ล้านราย
  • อันดับ 2 SCB Easy | ~10 ล้านราย
  • อันดับ 3 Krungthai NEXT | ~4 ล้านราย
  • อันดับ 4 Krungsri Mobile Application | ~2.5 ล้านราย
  • อันดับ 5 TMB Touch | ~2.5 ล้านราย

อ้างอิง: DataReportal | บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดกสทช. | ธนาคารแห่งประเทศไทย

from:https://droidsans.com/thailand-mobile-banking-2019-to-cashless-society/

ธนาคารสิงคโปร์ทดสอบอั่งเปาอิเล็กทรอนิกส์ ระบุคนใช้เพิ่มขึ้น 6 เท่าตัว

เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงที่คนเชื้อสายจีนใช้เงินสดกันอย่างหนัก จากการมอบอั่งเปาให้แก่กัน แม้ช่วงหลังบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ในจีนจะมีผู้ใช้บริการอั่งเปามากขึ้นเรื่อยๆ แต่นอกจีนแล้วก็ยังเป็นเงินสดกันส่วนมาก ตรุษจีนปีนี้ในสิงคโปร์เองธนาคารก็พยายามดึงคนให้มอบอั่งเปาทางช่องทางดิจิทัลกันมากขึ้น

ธนาคาร Standard Chartered ปรับแอปใหม่ให้สามารถส่งเงินพร้อมข้อความสวัสดีปีใหม่ โดยร่วมกับดิสนีย์ทำให้ผู้รับได้รับภาพมิกกี้และมินนี่ขณะที่รับเงินด้วย ทางด้าน Citibank ใช้ฟีเจอร์ PayNow ตามปกติแต่เพิ่มเมนูเป็นการส่งอั่งเปา

DBS มาแปลกที่สุดด้วยการเปิดตัว QR Ang Pao สามารถไปขออั่งเปา QR ได้จากธนาคาร จากนั้นจึงเติมเงินเข้าไปในตัว QR เพื่อยื่นให้ญาติมิตรภายหลัง ผู้ได้รับอั่งเปาก็สามารถสแกนเพื่อดึงเงินเข้าบัญชีได้ บริการนี้มีการจับรางวัลให้กับผู้โชคดีเพิ่มอีกต่อด้วย

ยอดรวมการใช้งาน QR Ang Pao ทั้งหมด 1.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 30 ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

สาเหตุที่ธนาคารพยายามทดลองวิธีการต่างๆ กันไปคงเป็นเพราะการยอมรับของตลาด เพราะผู้ใช้จำนวนหนึ่งมองว่าการมอบอั่งเปาจะสมบูรณ์ก็ควรเป็นการยื่นเงินให้จริงๆ มากกว่าการโอนอิเล็กทรอนิกส์

ที่มา – Today Online, FinTech News

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/108178

HSBC เริ่มนำระบบ Distributed Ledger มาใช้ในการค้า Forex บอกประสิทธิภาพดีขึ้น

ธนาคาร HSBC ของอังกฤษเริ่มนำเทคโนโลยี distributed ledger technology (DLT) มาใช้ในการค้าเงินตราระหว่างประเทศ (foreign exchange trades หรือ forex)

เทคโนโลยีของ HSBC เรียกว่า “FX Everywhere” เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ปัจจุบันระบบนี้ประมวลผลธุรกรรมวันละ 3-5 พันรายการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 3.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของการค้า forex ทั้งหมดในระบบของ HSBC เท่านั้น

Mark Williamson ซีโอโอของหน่วยธุรกิจ FX ของ HSBC ให้สัมภาษณ์ว่าตอนนี้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีใช้ได้จริง และช่วยให้ประสิทธิภาพของการค้า forex ดีขึ้น แต่ก็ไม่ระบุชัดเจนว่าแค่ไหนอย่างไร

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลทางเทคนิคของ FX Everywhere มากนัก บอกแค่ว่าเป็นระบบปิดเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาต (shared permissioned ledger) เท่านั้น

ที่มา – Reuters, HSBC, ภาพจาก HSBC

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/108177

J.P. Morgan ออกเหรียญคริปโต JPM Coin แต่ใช้เฉพาะในเครือข่ายตัวเอง มูลค่าคงที่

ชื่อของธนาคาร J.P. Morgan อาจเป็นที่คุ้นหูกันในโลกของเงินคริปโต เพราะซีอีโอ Jamie Dimon ออกมาให้สัมภาษณ์เชิงลบกับ Bitcoin และเงินคริปโตอยู่เรื่อยๆ (แม้เขาจะมองว่าเทคโนโลยี blockchain มีประโยชน์ก็ตาม)

ล่าสุด J.P. Morgan เปิดตัวเงินคริปโตของตัวเองแล้วในชื่อ JPM Coin เป้าหมายของมันเพื่อใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นหลัก

J.P. Morgan มีเทคโนโลยี blockchain ของตัวเองที่พัฒนามานานแล้วชื่อว่า Quorum โดยเป็น Ethereum เวอร์ชันดัดแปลงสำหรับงาน enterprise ที่ใช้งานในวงปิด (permissioned) และต้องการสมรรถนะสูงขึ้นในระดับหลายร้อยธุรกรรมต่อวินาที (เทียบกับ Ethereum ที่ทำได้ราว 15-20 ธุรกรรมต่อวินาที)

No Description

เหรียญ JPM Coin ไม่เปิดขายทั่วไป เพราะใช้งานเฉพาะกลุ่มลูกค้าหรือเครือข่ายของ J.P. Morgan เท่านั้น และมูลค่าของมันยังผูกตายตัวกับเงินดอลลาร์ ลูกค้าจะได้รับเหรียญต่อเมื่อฝากเงินดอลลาร์ และถือเหรียญไปใช้งานในสถานที่อื่นๆ เมื่อขอแลกเหรียญกลับเป็นเงินดอลลาร์ เหรียญจะถูกทำลาย

เป้าหมายของ J.P. Morgan คือต้องการนำ JPM Coin มาใช้เป็นเทคโนโลยีสำหรับการโยกเงินข้ามประเทศ แทนการโอนเงินในระบบ wire transfer แบบเดิม (Swift) ที่เริ่มล้าสมัย การใช้ blockchain จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า Swift ที่ต้องใช้เวลาหลายวัน

JPM Coin ยังสามารถใช้กับการซื้อหลักทรัพย์ในปริมาณมากๆ ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าการโอนเงินจำนวนมากๆ ซื้อหลักทรัพย์ต้องใช้เวลานาน และมีระยะเวลาระหว่างเริ่มคำสั่งซื้อไปจนถึงการยืนยันการจ่ายเงิน ซึ่งราคาหลักทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระหว่างนั้น

ตัวอย่างการใช้งานอีกข้อคือ การโยกเงินดอลลาร์ระหว่างสำนักงานสาขาในแต่ละประเทศของบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทเหล่านี้สามารถเลือกถือ JPM Coin แทนการถือเงินสดในทางบัญชี ซึ่งทำให้จัดการกับเงินได้สะดวกขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Ars Technica ก็ตั้งคำถามว่าการนำ blockchain มาใช้ในวงปิดจะดีจริงหรือ และเทียบกับการเก็บข้อมูลลงฐานข้อมูลธรรมดาก็น่าจะมีประสิทธิภาพแย่กว่า เพราะจุดเด่นของ blockchain ที่ผ่านมาคือการรันในเครือข่ายเปิด ที่ทุกคนเข้ามาร่วมตรวจสอบได้ (เหมือน Bitcoin/Ethereum) แต่รูปแบบการใช้งานของ JPM จำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เชื่อมั่นในตัวของ J.P.Morgan อยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะต้องใช้ blockchain แต่อย่างใด

ที่มา – CNBC, Ars Technica, ภาพจาก JPMorgan Chase

from:https://www.blognone.com/node/108161

FinTech เกิดขึ้นมาก แต่ยังไม่สามารถใช้ระบบของเฟดได้เนื่องจากกังวลความเสี่ยงต่อระบบธนาคาร

ช่วงนี้บริษัทหน้าใหม่ต่างกำลังก้าวเข้ามาในวงการเงิน โดยหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ​ ก็พยายามสนับสนุนด้วยการให้ใบอนุญาตธนาคารกับบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการทางการเงิน เพื่อเป็นการให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตและเกิดการจ้างงานมากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

ตอนนี้ทั้ง Office of the Comptroller of the Currency หรือ OCC และ Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC กำลังหาช่องทางออกใบอนุญาตคล้ายธนาคารให้บริษัทฟินเทค เพื่อเปิดช่องทางในการขยายผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต

แต่แม้ว่าบริษัทฟินเทคจะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเงิน บริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบจ่ายเงิน, ระบบการชำระหนี้ หรือเครื่องมือของอื่น ๆ ของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เลย เนื่องจากเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ว่าจะไม่มีเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ หรือการปกป้องลูกค้าในลักษณะเดียวกับธนาคาร

เกร็ด: เฟดหรือ Federal Reserve นั้นมีหน้าที่เป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ​ แต่เจ้าหน้าที่ของเฟดนั้นจะเป็นคนที่ส่งเข้ามาจากสถาบันการเงินในหลาย ๆ แห่งจากหลาย ๆ รัฐที่เป็นสมาชิกของเฟด ดังนั้นเฟดจึงไม่ได้ขึ้นกับภาครัฐของสหรัฐฯ​

ปัจจุบัน บริษัทอย่าง PayPal หรือ LendingClub นั้นมีลูกค้านับล้านคนที่ใช้บริการ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ดึงดูดลูกค้าด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าธนาคาร โดย OCC และ FDIC ระบุว่าบริษัทเหล่านี้สามารถขยายการให้บริการทางการเงินได้มาก เนื่องจากการใช้โมเดลราคาถูกทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงคนระดับที่ไม่ใหญ่พอจะใช้บริการกับธนาคารขนาดใหญ่

แต่ทั้งนี้ บริษัทฟินเทคบางแห่งระบุว่าพวกเขาจะต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อการขอและรักษาใบอนุญาต OCC เพื่อให้ประกอบธุรกิจทางการเงินได้ แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะลดลงได้มากถ้าเฟดให้พวกเขาใช้ระบบชำระเงิน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งธนาคารเป็นตัวกลางในเส้นทางการเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายของการใช้ธนาคารเป็นตัวกลางนี้ถือเป็นหนึ่งในห้าค่าดำเนินการที่สูงมากของบริษัทฟินเทคหลายแห่ง ถ้าลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จะทำให้บริษัทฟินเทคมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น

แต่ฝั่งธนาคารเองก็ไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าบริษัทฟินเทคควรจะเข้าถึงระบบเฟดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถปฏิบัติตามกฎเดียวกับที่ธนาคารปฏิบัติได้ โดย Paul Merski รองประธานบริหารของ Independent Community Bankers of America ระบุว่า “คุณคงไม่อยากให้ใบอนุญาตใหม่ที่หลีกเลี่ยงกฎและข้อกำหนดที่มีอยู่ และเรียกมันว่านวัตกรรม

ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจทางกฎหมายของรัฐต่างก็คอยสำรวจบริษัทฟินเทคอยู่เรื่อย ๆ โดยโฟกัสไปที่การปกป้องลูกค้า อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ย, ความเป็นส่วนตัว และการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งบางรัฐกำหนดให้บริษัทเหล่านี้ต้องทำตามกฎหมายป้องกันการฟ้องเงิน, ส่งแผนธุรกิจ หรือเปิดให้มีการตรวจสอบแบบ on-site ด้วย

ภาพ PublicDomainPictures/Pixabay (CC0 Creative Commons)

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ​ ระบุว่า นับตั้งแต่ 2010-2017 มีบริษัทฟินเทคเกิดขึ้นแล้วกว่า 3,300 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าผู้เล่นหน้าใหม่เหล่านี้จะชอบการเติบโตมากกว่าการจัดการความเสี่ยงหรือความรู้ด้านการควบคุม

เจ้าหน้าที่เฟดบางคนก็กังวลว่า การปล่อยให้บริษัทฟินเทคเข้าถึงระบบชำระเงินของเฟดได้ง่าย ๆ หมายความว่าถ้าบริษัทฟินเทคล้มละลาย, มีเหตุการณ์ข้อมูลรั่ว ก็จะเกิดเป็นความเสี่ยงไปทั้งระบบ และผลสุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องรับกรรม

ส่วนฝั่งฟินเทคก็โต้ว่า การเติบโตนี้สะท้อนว่าพวกเขาต้องการเข้าถึงบริการของธนาคาร และหมายความว่าพวกเขาพร้อมแล้วในการทำตามกฎหรือเงื่อนไขของภาครัฐหรือเจ้าของระบบ

สรุป

การเติบโตของฟินเทคจะยิ่งทำให้เกิดความต้องการในการใช้ระบบของธนาคารมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบริษัทฟินเทคก็จะต้องทำให้เฟดมั่นใจให้ได้ด้วยเช่นกันว่า บริษัทจะไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบให้ระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ส่วนเฟดเองก็อาจต้องพิจารณาในการเปิดให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาใช้งานระบบของเฟด โดยที่ยังคงรักษาความเชื่อมั่นของระบบธนาคารแบบเดิมไว้ให้ได้

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fintech-cannot-use-fed-system-because-of-risk-concern/