คลังเก็บป้ายกำกับ: FINTECH

LINE กำลังจะได้ใบอนุญาตเปิดตลาดซื้อขายเงินคริปโต BitMax ในประเทศญี่ปุ่น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดว่า LINE กำลังจะได้ใบอนุญาตสำหรับให้บริการตลาดซื้อขายเงินคริปโตในประเทศญี่ปุ่น โดยคาดว่าหน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่นจะออกใบอนุญาตให้เร็วที่สุดในเดือนนี้

บริการตลาดซื้อขายเงินคริปโตของ LINE ที่ญี่ปุ่นจะใช้ชื่อว่า BitMax ซึ่งใช้เทคโนโลยีหลังบ้านตัวเดียวกับ BitBox บริการซื้อขายเงินคริปโต ซึ่งจดทะเบียนบริษัทไว้ที่สิงคโปร์ของ LINE ซึ่งได้เปิดตัวไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ให้บริการในญี่ปุ่นเนื่องจากประเด็นใบอนุญาต

หาก BitMax เริ่มให้บริการในญี่ปุ่น อาจมองเป็นโอกาสเติบโตที่สำคัญของ LINE ทั้งฐานผู้ใช้งาน 80 ล้านคนในญี่ปุ่น และความนิยมในการซื้อขายเงินคริปโตในประเทศญี่ปุ่นเองด้วย

LINE รุกสู่ตลาดบริการทางการเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีรายงานว่า LINE ก็กำลังยื่นขอใบอนุญาตธนาคารในญี่ปุ่นอยู่เช่นกัน

ที่มา: Bloomberg

alt="LINE BitBox"

from:https://www.blognone.com/node/110454

โฆษณา

Western Union ให้คนไทยโอนเงินต่างประเทศผ่านแอพได้แล้ว ค่าธรรมเนียมครั้งละ 99 บาท

Western Union ผู้ให้บริการชำระเงินข้ามประเทศ เปิดให้คนไทยโอนเงินไปยังต่างประเทศผ่านแอพพลิเคชั่น Western Union บนมือถือ และเว็บไซต์ Wu.com ได้แล้ว โดยมีค่าธรรมเนียมโอนเงิน 99 บาทต่อครั้ง และต้องยืนยันตัวตนที่สาขาก่อนในครั้งแรก จึงจะใช้งานโอนเงินออนไลน์ได้

ผู้ใช้งานครั้งแรก ต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ http://www.wu.com/th หรือ แอปพลิเคชั่น Western Union ก่อน จากนั้นก็ไปที่เคาเตอร์ Western Union ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาใดก็ได้ เพื่อทำการยืนยันตัวตนโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ใบขับขี่ หรือเอกสารอื่นๆ ที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เมื่อผ่านการยืนยันตัวตนแล้วจึงจะสามารถทำการโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้ โดยมีค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งละ 99 บาท

No Description

ปกติคนที่ต้องการโอนเงินไปต่างประเทศต้องเข้าไปที่เคาเตอร์ Western Union ที่ให้บริการ และมีค่าธรรมเนียมการโอนในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน และแน่นอนว่ายิ่งโอนมากก็เสียมาก (ดูตารางค่าโอนได้ ที่นี่) แต่ล่าสุด Western Union เปิดให้โอนผ่านแอพและคงค่าธรรมเนียมในระยะแรกไว้ที่ 99 บาทต่อครั้ง โดยไม่ได้คิดตามจำนวนเงิน หมายว่ายิ่งโอนมากยิ่งคุ้มค่าธรรมเนียมมากขึ้นเพราะคิดเป็นต่อครั้ง

ตอนนี้ ธนาคารไทยหลายแห่งเริ่มให้ผู้ใช้โอนเงินไปต่างประเทศได้ง่ายๆ ผ่านแอพมือถือกันแล้ว อย่างธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดตัวบริการโอนเงินต่างประเทศผ่าน TMB TOUCH เป็นเจ้าแรกที่ทำ ดึงดูดผู้ใช้งานด้วยการอัดโปรโมชั่นโอนฟรีถึงสิ้นปีนี้ ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทย เพิ่มฟีเจอร์ใน K PLUS โอนเงินต่างประเทศ 6 สกุล ฟรีค่าธรรมเนียมถึง 15 ก.ค. นี้ ด้าน SCB ก็เตรียมจะเปิดให้โอนต่างประเทศในเร็วๆ นี้ ทำให้ Western Union มีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

No Description

from:https://www.blognone.com/node/110038

Amazon Pay ในอินเดียเปิดให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลแล้ว ใช้ระบบ UPI ของรัฐบาลอินเดีย

Amazon ในอินเดียประกาศเปิดตัวบริการด้านการเงินใหม่คือ Amazon Pay UPI คือบริการโอนเงินระหว่างบุคคลในประเทศอินเดีย โดย UPI หรือ Unified Payment Interface ระบบโอนเงินแบบเรียลไทม์ซึ่งดูแลโดย Reserve Bank of India หรือธนาคารกลางของอินเดีย

ผู้ใช้ Amazon ในอินเดียสามารถผูกบัญชีธนาคารเข้ากับแอปมือถือของ Amazon ได้แล้ว และจะได้ Amazon Pay UPI ID ออกโดย Axis Bank ซึ่งเป็นธนาคารพาร์ทเนอร์ของ Amazon สำหรับนำไปซื้อสินค้าในเว็บไซต์ Amazon.in ไปจนถึงการจ่ายเงินให้บุคคลทั่วไป หรือร้านค้าท้องถิ่นของอินเดียเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดของ UPI ด้วยแอปของ Amazon

การโอนเงินให้บุคคลธรรมดานั้น Amazon จะใช้วิธีเลือกที่อยู่ติดต่อจากมือถือ หรือใส่ UPI ID หรือบัญชีธนาคารก็ได้ โดยระบบจ่ายเงินของ Amazon จะมีการยืนยันตัวตนหลายชั้น เช่น เบอร์โทรศัพท์ลูกค้า, รายละเอียดซิม และ UPI PIN ซึ่งเมื่อมีการโอนเงินแล้วทั้งฝั่งผู้โอนและผู้รับโอนจะมีการแจ้งเตือนผ่านแอปและ SMS ด้วย

ที่มา – TechCrunch, Amazon India

No Description
ภาพจาก Shutterstock

from:https://www.blognone.com/node/109456

มีหนาวหรือไม่? Apple Card จะกระทบธุรกิจการเงิน-ธนาคารมากขนาดไหน

วิเคราะห์การเข้ามาของ Apple Card จะสร้างแรงสั่นเทือนต่อวงการการเงินและธนาคารได้มากน้อยแค่ไหน?

photo

ในงาน Apple Special Event วันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Goldman Sachs และ Mastercard เปิดตัว Apple Card ระบชำระเงินแบบครบวงจรที่มีทั้งแบบบัตรแข็ง (Physical card) และมีระบบที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน Wallet ที่อยู่บนอุปกรณ์ iPhone ด้วย

จริงอยู่ว่าเป็นการเปิดตัวตามหลังบริการหลายรายที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่เหตุใด Apple จึงตัดสินใจขยับตัวมาเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินมากขึ้น

แล้วการมาของ Apple Card จะส่งผลต่อตลาดการเงินและธนาคารหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากบทวิเคราะห์นี้ครับ

ดูข้อมูลผู้ใช้ iOS และ App Store

หากดูตัวเลขของ Strategy Analytics ยอดขายของ iPhone ในไตรมาสที่ 4 ปี 2018 อยู่ที่ 65.9 ล้านเครื่อง (ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน ซึ่งขายได้ 77.3 ล้านเครื่อง) สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างรายได้จากการขาย iPhone ที่เคยทำได้ดี ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ไม่สดใสนัก

ตัวเลขต่อมาที่อยากให้ดู คือ ยอดดาวน์โหลดแอปฯ จาก App Store ครั้งแรกจาก Sensor Tower มีอัตราเติบโตลดลง โดยปี 2017 มียอดดาวน์โหลดอยู่ที่ 27,800 ล้านครั้ง ส่วนปี 2018 เพิ่มขึ้นมาเป็น 29,600 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นเพิ่ม 6.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต่างจาก

หากดูยอดผู้ใช้งาน iOS ที่ซื้อแอปฯ บน App Store จาก SensorTower ระบุว่าในปี 2017 ทำรายได้รวมอยู่ที่ 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนปี 2018 ทำรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 46,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 20.4 เปอร์เซ็นต์ ต่างจาก Google Play Store กลับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 27.3 เปอร์เซ็นต์

สามตัวเลขที่เรากางออกมาให้ดู สะท้อนให้เห็นว่า Apple ไม่สามารถทำรายได้จากยอดขาย iPhone และยอดขายแอปฯ บน App Store ได้อีกต่อไป ทำให้ Apple ต้องเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา

ถึงเวลา Apple สยายปีก FinTech ให้ครบวงจรมากขึ้น

ต้องยอมรับว่า Apple มี Ecosystem ด้าน Hardware ที่แข็งแกร่งพอสมควร นับตั้งแต่การเปิดตัวอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Mac, iPhone และ iPad ฯลฯ ออกมา

ต่อมาก็เริ่มมีสร้าง Ecosystem ฝั่งซอฟต์แวร์และออนไลน์โดยมาจากการตัดสินใจเปิดตัว iPod ที่ต่อมาทำให้เกิด iTunes Store กลายเป็นแพลตฟอร์มขายเพลงที่ Disrupt วงการเพลงในยุคนั้นได้พอสมควร แต่ก็ยังมีความเป็น Ecosystem ที่ยังไม่ชัดเจนนัก

ต่อมา Google ก็พยายามเปิดตัว Ecosystem บนออนไลน์มากถึง นับตั้งแต่การเปิดตัว Gmail, Drive, Photos และอื่นๆ ออกมาแข่งเช่นเดียวกัน

ถึงอย่างไรก็ดี Apple ก็เปิดตัว App Store บน iOS และรวมถึงเปิดตัว Apple บน macOS ตามมาทีหลังด้วย ทำให้มีรายได้จากการขายแอปพลิเคชันผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นจำนวนมาก… แต่เริ่มลดลงไป ตามที่เราบอกในหัวข้อแรก

ทำให้เมื่อ 3 ปีก่อน Apple เปิดตัว Apple Pay มี concept มาจาก Google Pay เป็นการสร้างระบบจ่ายแบบใช้เงินสด ใกล้เคียงกับ Alipay, True Money Wallet, Samsung Pay ที่ให้เราใส่ข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเข้ามาเก็บไว้ในระบบ

Apple Card

เมื่อบริการทุกอย่างอยู่บนออนไลน์ คนที่มีอุปกรณ์และแพลตฟอร์มของตัวหลังจากนี้น่าจะได้เปรียบ Apple คงมองเห็นตรงนี้ จึงเปิดตัว Apple Card ขึ้นมา

แต่ปัญหาที่พบก็คือ การเซ็ตระบบ Apple Pay ต้องคุยกับร้านค้าเป็นจำนวนมากให้มาใช้เครื่องอ่าน/รูดบัตรเครดิค (Electronic Data Capture: EDC) ที่รองรับ Apple Pay ซึ่งเป็นเรื่องที่แพลตฟอร์มบริการด้านการเงินประสบปัญหาอยู่กันทั้งนั้น

ซึ่ง Apple ก็พยายามเจาะในตลาดอเมริกาก่อน เพราะรู้จักกับระบบการใช้จ่ายเงินพอสมควร ซึ่งแทบไม่มีการใช้เงินสด (Cash) เลข ผู้คนนิยมใช้บัตรเครดิตในการใช้จ่ายแทบทุกอย่าง เงินเดือนที่ได้มาจะถูกโอนเข้าบัตรเครดิตเพื่อตัดยอดหนี้โดยอัตโนมัติ

Apple จึงร่วมมือกับ Goldman Sachs เปิดตัวบัตรเครดิต Apple Card ที่สามารถใช้ได้บน Apple Pay และทำบัตรแข็งออกมา โดยร่วมมือกับ Mastercard เพื่อใช้ให้กับร้านทั่วไปๆ ไม่มีเครื่องอ่าน Apple Pay ของ iPhone ได้นั่นเอง

รวมถึงชูว่า Apple Card สมัครได้เลย ไม่ต้องไปสาขาของธนาคาร ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีค่ารายปี ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden cost) ชูสิทธิประโยชน์มากมายออกมา

รวมถึงเน้นย้ำมีจุดยืนในเรื่องของความเป็นส่วนตัว (Privacy) ตอกย้ำด้วยการทำบัตรเครดิตให้มีแค่โลโก้ Apple, ตัวชิป, ชื่อเจ้าของบัตรเท่านั้น และไม่มีการนำเอาข้อมูลของลูกค้าไปขายให้กับบริษัทอื่นๆ

หากเข้ามาให้บริการในไทยจะหวานหมูหรือไม่?

Apple Card

ต้องดูก่อนว่าบัตรเครดิตแต่ละราย แค่เฉพาะในไทย มีกลยุทธ์อะไรในการดึงลูกค้าบ้าง ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ ถ้าจะพบว่าตอนนี้บัตรเครดิตแต่ละรายแข่งขันกันที่…

  • การมอบสิทธิประโยชน์หรือสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่มีตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน
  • การสร้างฐานะพิเศษ (Wisdom) ให้กับลูกค้าที่มีระดับเงินเดือนสูงๆ มีสิ่งต่างๆ เหนือกว่าลูกค้าระดับปกติ
  • ความสะดวกสบายที่ได้เมื่อใช้บริการ มีแอปพลิเคชันหรือตู้ ATM ที่รองรับบัตรต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เช่น TMRW ของ UOB ที่ระบุว่ามีวิธีการเปิดบัตรที่รวดเร็วไปต้องไปธนาคาร

แต่ถ้าให้ดูจริงๆ ก็คงเป็นการแข่งกันที่ ‘สิทธิประโยชน์’ ของบัตรเครดิต นั่นเอง โดย Apple Card มีการ “คืนเงิน” หรือ “Daily Cash” เป็นสิทธิประโยชน์แบบง่ายๆ ให้ทุกครั้ง

  • คืนเงิน 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้จ่ายรายการใดก็ได้ด้วย Apple Card
  • คืนเงิน 3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจ่าย Apple Card กับ Apple Store หรือใช้จ่ายบริการต่าง ๆ ของ Apple เช่น Apple Music, iTunes Store, App Store
  • คืนเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรแข็ง

ซึ่งก็ต้องยอมรับถ้า Apple Card จะเข้ามาในไทยก็คงสู้เหล่าธนาคารต่างๆ ไม่ง่ายนัก และมีความเป็นไปได้ว่าต้องร่วมกับธนาคารใดธนาคารหนึ่งก่อนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อน

ยิ่งถ้าเป็นระบบการอนุมัติบัตรเครดิตที่ดูมีขั้นตอนที่ลดลง ก็คงต้องอยู่ใน Regulatory Sandbox ของ ธปท. ก่อนอีกด้วย

รวมถึง App Store ก็มีการร่วมมือกับ True Money Wallet เพื่อเชื่อมระบบการชำระเงินให้ง่ายขึ้นอยู่ก่อนแล้วด้วย

ซึ่งทำให้ความเป็นไปได้ที่ Apple Card จะเข้ามาในไทยก็ยังมีไม่มากนัก แต่ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในระดับวินาทีขนาดนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

แย่งลูกค้าธนาคารจริงหรือ?

เข้าสู่ประเด็นที่เราตั้งถามไว้ตั้งแต่แรกคือ  เพราะแน่นอนว่าหลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า การเปิดตัวบริการ Apple Card ครั้งนี้จะเข้ามา “แย่งลูกค้า” หรือ “กระทบ” ธุรกิจการเงิน-ธนาคารมากขนาดไหน?

มี Payment จะ Disrupt ธุรกิจการเงินอย่างไร

สนับสนุน หรือในแง่ยังไง

เพิ่มกำลังซื้อการใช้จ่าย

Apple จะเป็น Partner กับใครบ้าง

จ่าย Netflix และอื่นๆ ได้สะดวกขึ้น

การมีบัตรดีหรือไม่ดี เพราะยุคนี้ไม่ค่อยใช้

ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร

บางสถานการณ์ไม่เวิร์คก็ใช้บัตรได้ ข้อดีไม่ต้องทำตลาดเยอะ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/how-will-apple-card-change-financial-industry/

IBM เปิดตัว Blockchain World Wire บริการโอนเงินข้ามประเทศด้วยเครือข่ายบล็อคเชน

IBM เปิดตัวบริการโอนเงินข้ามประเทศ IBM Blockchain World Wire ซึ่งใช้งานเทคโนโลยีบล็อคเชนตามชื่อ

จุดเด่นของ World Wire เหนือระบบการโอนเงินข้ามประเทศในปัจจุบัน คือการรวมกระบวนการแจ้งจ่ายเงิน (messaging), หักบัญชี (clearing), ชำระดุล (settlement) ที่เดิมทีแยกส่วนกัน (ดูภาพประกอบ) มาเป็นระบบเดียวกัน

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง World Wire คือการสร้างเงินคริปโตที่มีมูลค่าคงที่ (stable coin) ตามเงินดอลลาร์ (IBM เป็นพันธมิตรกับบริษัท Stronghold ที่ทำเรื่องนี้) จากนั้นโอนเงินระหว่างกันผ่านเครือข่ายบล็อคเชน (ใช้โปรโตคอล Stellar) เพื่อตัดตัวกลางในการโอนเงินระบบเดิม ทำให้โอนเงินได้รวดเร็วขึ้นมาก ลดระยะจากหลักหลายวันมาเหลือระดับหลักวินาที

ตอนนี้เครือข่ายของ World Wire เปิดให้ใช้งานแล้วใน 72 ประเทศกับ 47 สกุลเงิน และมีธนาคารรายใหญ่นอกสหรัฐ “แสดงความสนใจ” เข้าร่วมแล้ว 6 ราย ซึ่งจะทำให้เกิด stable coin ที่อิงกับสกุลเงินอื่นๆ อย่าง ยูโร เปโซ (ฟิลิปปินส์) วอน (เกาหลีใต้) รูเปียห์ (อินโดนีเซีย) เรียล (บราซิล) เพิ่มเติมด้วย

ที่มา – IBM

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108930

ธนาคารญี่ปุ่นกำลังจะเลิกใช้ Hanko เพื่อลดภาระเอกสารและผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล

ใครที่รู้จักประเทศญี่ปุ่นและคุ้นเคยกับวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นมาบ้าง อาจจะรู้จักกับการใช้ “ตราปั๊ม” หรือ Hanko ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรก็ต้องใช้ตราปั๊มนี้

ภาพจาก Shutterstock

Hanko หรือตราปั๊มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นนั้น เป็นวัฒนธรรมที่นำเข้ามาจากจีนในยุค Kamakura (1185-1333) ซึ่งตอนแรกจะใช้ในกลุ่มคนชั้นสูงเช่นโชกุน แต่เริ่มมาแพร่หลายใน ยุค Edo (1603-1868) ซึ่งญี่ปุ่นมีกฎหมายรับรอง Hanko ตั้งแต่ปี 1873 ทำให้ Hanko เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

Hanko นั้นมีขายที่หลากหลายรูปแบบและราคา ตั้งแต่ทำจากยางที่หาซื้อได้จากร้านร้อยเยน ไปจนถึงทำจากไม้หรือเขาวัวควายที่มีราคาสูงกว่า 20,000 เยน ซึ่งโดยมากคนญี่ปุ่นจะมี Hanko ทั้งหมด 3 แบบ คือ Jitsuin สำหรับสัญญาสำคัญเช่นซื้อบ้าน, Ginkoin สำหรับทำธุรรมทางการเงินกับธนาคาร และ Mitomein สำหรับงานทั่ว ๆ ไป เช่นเซ็นสัญญารับส่งของดิลิเวอรี่ ดังนั้น Hanko จึงถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เพราะต้องใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรม

ในขณะที่จีนซึ่งเป็นต้นตำรับของ Hanko ก็มี QR Code ใช้จ่ายเงินกันอย่างแพร่หลายแล้ว จึงเป็นที่น่าสนใจมากว่าประเทศที่มีเทคโนโลยีทันสมัยอย่างญี่ปุ่นยังมั่นคงในการใช้ตราปั๊มมาอย่างยาวนาน

Alipayในร้านค้าญี่ปุ่น

การใช้ตราปั๊มในญี่ปุ่นซึ่งเป็นสิ่งตกทอดในอดีตที่ปัจจุบัน เริ่มกลายเป็นสิ่งสร้างภาระทางการดูแลเอกสาร และสร้างกำแพงในการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคฟินเทคที่การเงินควรจะเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น Tomoyuki Shiraishi คนงานก่อสร้างใน Kurashiki อายุ 24 ปีกล่าวถึง Hanko ว่า “มันยุ่งยากไปที่ต้องนำ Hanko และทำเอกสารเพียงแค่จะถอนเงินจากสาขาของธนาคาร”

ตอนนี้ทางธนาคารหลายแห่งของญี่ปุ่นจึงเริ่มหาทางเลิกใช้วิธียืนยันตัวตนด้วย Hanko เพื่อลดต้นทุนงานเอกสาร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และทำให้คนยุคดิจิทัลเข้าถึงการเงินการธนาคารได้ง่ายขึ้น

เลิกใช้ Hanko เพื่อผลักดันธนาคารสู่ยุคดิจิทัล

Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. หรือ MUFG สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้เปิดให้บริการบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko หรือสมุดบัญชีแล้ว รวมถึงตอนนี้ MUFG ก็เริ่มปรับปรุงเครือข่ายสาขาเพื่อนำคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและวิดีโอมาแทนที่พนักงานฝากถอน

Bank of Tokyo Mitsubishi UFJ หน่วยธนาคารของ MUFG สาขา Shinsaibashi

เป้าหมายในการปรับตัวของ MUFG ก็เพื่อให้ลูกค้าปรับตัวเข้ากับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินบนอุปกรณ์ของตัวเองได้ โดย MUFG ตั้งเป้าปรับรูปแบบสาขากว่า 100 แห่งในประเทศเป็นรูปแบบใหม่ภายในปี 2024 ซึ่ง MUFG ยังวางแผนจะลดจำนวนสาขาที่มีเคาน์เตอร์แบบดั้งเดิมลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจาก MUFG แล้ว Resona Holdings Inc. สถาบันการเงินอีกแห่งของญี่ปุ่นก็ประกาศให้ลูกค้าเปิดบัญชีแบบไม่ต้องใช้ Hanko ได้แล้วใน 600 สาขาของธนาคาร

การผลักดันญี่ปุ่นสู่ยุคดิจิทัลนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ซึ่งตอนนี้กำลังร่างกฎหมายเพื่อให้บริการของรัฐใช้ออนไลน์ได้ด้วย

เงินเยนญี่ปุ่น

แต่การจะทดแทนระบบเก่า ๆ ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก โดย Takayuki Ogura ผู้อำนวยการหน่วยธนาคารของ MUFG ระบุว่า MUFG ก็ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการโน้มน้าวรัฐบาลท้องถิ่นกว่า 450 ชุดในการประมวลผลระบบจ่ายภาษีให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์

แต่ Hanko คงยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้

แม้ธนาคารหรือองค์กรเอกชนญี่ปุ่นต่างก็เล็งเห็นความยุ่งยากในการจัดการเอกสาร แต่ฝั่งราชการของญี่ปุ่นก็ยังคงรักษามาตรฐานการใช้งาน Hanko ไว้อย่างเหนียวแน่น หรือธุรกิจขนาดเล็กก็ยังเรียกใช้ Hanko สำหรับสัญญาหลาย ๆ อย่าง ไปจนถึงการแต่งงานหรือการเป็นเจ้าของบ้านก็ยังต้องใช้ตราปั๊มนี้

Keiichi Fukushima ช่างแกะสลักที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นทายาทรุ่นที่สี่ของร้านขาย Hanko ใน Ueno ระบุว่า ทุกวันนี้ผู้ปกครองยังซื้อ Hanko แบบทำมือให้เด็ก ๆ ตอนที่มีอายุที่เหมาะสม และนักท่องเที่ยวก็มักจะซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกด้วย ตอนนี้ธุรกิจการทำ Hanko นี้มีมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และยังมีโอกาสที่ต้องใช้ Hanko อีกมากในชีวิตของคนญี่ปุ่น

Minami Yoshida เสมียนบัญชีวัย 26 ปีจากบริษัทแห่งหนึ่งใน Kawasaki ระบุว่า ก่อนหน้าที่เธอจะจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ได้ เธอต้องปั๊มตรายางลงแบบฟอร์มใบโอนเงินด้วย Hanko ของบริษัท และนำแบบฟอร์มส่งธนาคารเพื่อประมวลผล ซึ่ง Yoshida เห็นว่ามันไร้ประสิทธิภาพมาก ซึ่งเธอไม่ได้อยากจะใช้ Hanko ในหลาย ๆ โอกาสที่มากเกินไป

ภาพจาก Shutterstock

สรุป

ตอนนี้ธนาคารญี่ปุ่นต่างก็พยายามปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล โดยการเลิกใช้ Hanko ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีลดภาระงานด้านเอกสารลง ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้ง่ายขึ้น เพื่อให้ฟินเทคเข้าถึงการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นได้ดีขึ้น แต่กับงานราชการอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ ๆ

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hanko-will-no-loger-required-by-japanese-bank-to-reduce-paperworks-and-push-japan-to-digital/

อินเดียมีฟินเทคสตาร์ทอัพเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านการเงินเกิดขึ้นมาเยอะมาก แต่กลับเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยต่ำมาก โดยจากรายงานของ India Fintech 2019 พบว่าอินเดียมีฟินเทคสตาร์ทอัพถึง 2,035 แห่ง แต่มีเพียง 58 แห่งเท่านั้นที่เป็นบริษัทฟินเทคที่มีเทคโนโลยีภายใต้ภายใต้การกำกับดูแล

อินเดียนั้นถือเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับที่ 15 ของประเทศที่มีความปลอดภัยไซเบอร์ต่ำที่สุด ซึ่งบริการทางการเงินและธนาคารเป็นเซคเตอร์ที่ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสูงมาก และจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเพียงพอ

จากรายงานของ EY Global Information Security Survey 2018-19 เวอร์ชันอินเดีย พบว่ามีเพียง 19% ของบริษัทอินเดียเท่านั้นที่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ตามต้องการ ยิ่งเป็นฟินเทคหรือธุรกิจด้านการเงินอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงินและผู้คนต้องให้ความไว้วางใจ ยิ่งต้องให้ความสำคัญในด้านนี้สูงขึ้นกว่าปกติ

นอกจากเรื่องการเงินแล้ว บริษัทฟินเทคอินเดียยังมีข้อมูลหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของลูกค้า หรือแม้กระทั่งสตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซกับดิลิเวอรี่ก็ต้องใช้ payment gateway เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าบริษัทที่ทำงานด้านการเงินนั้นมีความสำคัญมาก

ที่มา – Business Insider

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108449