คลังเก็บป้ายกำกับ: FEDERAL_RESERVE

Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ล่าสุดเหลือ 1.50-1.75% คาดไทยปรับตามด้วย

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% แต่ตลาดคาดว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ Brand Inside ยังมีมุมมองนักวิเคราะห์และมุมมองจากสถาบันการเงินถึงการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ด้วย

Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ – ภาพจาก Federal Reserve

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ด้วยมติ 8 ต่อ 2 ทำให้ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วง 1.50-175% โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวเลข GDP ของสหรัฐนั้นต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ โดยในไตรมาส 3 นี้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตเพียงแค่ 1.9% เท่านั้น

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมานั้น มุมมองของ Fed ยังมองเศรษฐกิจสหรัฐใกล้เคียงกับการประชุมในรอบที่แล้ว โดย Fed ได้ประเมินภาคเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวจากภาคแรงงานที่แข็งแกร่งและการบริโภคที่ยังขยายตัวอยู่ แต่ภาคการลงทุนและภาคการผลิตนั้น Fed มองว่าอ่อนตัวลงโดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวว่ามีมุมมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลงอย่างมีนัยยะสำคัญเท่านั้น นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐยังได้กล่าวว่าโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้อยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ต่ำกว่าเป้าของ Fed

ขณะที่ สุรศักดิ์ ธรรมโม หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.วรรณ มองว่า เรื่องสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐมองเศรษฐกิจนั้นเรื่องสำคัญในตอนนี้คือการจ้างงาน นอกจากนี้ Fed เองจะลดดอกเบี้ยอีกรอบก็ต่อเมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐย่ำแย่กว่าคาดรวมไปถึงแรงกดดันจากตลาด

นอกจากนี้สุรศักดิ์ยังคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้หลังจากเห็นตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในเดือนกันยายนและตุลาคมบางส่วน

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในการประชุมในช่วงเดือนมีนาคมและมิถุนายนในปีหน้า

ทางด้านของ ING มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐบางตัวนั้นไม่ได้ดีจริง และอาจทำให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกรอบในเดือนมีนาคมเพื่อประกันว่าเศรษฐกิจจะไม่ออกมาแย่กว่าที่คาด

ที่มา – BBC, CNBC, บทวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทยและ ING

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-fed-cuts-interest-rates-for-third-time-in-2019-and-view-from-banks-and-analyst/

Fed ประกาศปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยไปอีกสักพัก

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 7 สัปดาห์

Federal Reserve
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ทำให้ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ในช่วง 1.75% ถึง 2.00% เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 7 สัปดาห์ นอกจากนี้ในการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งนี้นั้นมติการประชุมถือว่าเสียงแตกโดยมีมติ 7 ต่อ 3 โดยคณะกรรมการอีก 3 คนมองว่า Fed ควรที่จะคงดอกเบี้ยด้วยซ้ำ

ขณะที่มุมมองของ Fed มองว่าเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ยังต่ำกว่าเป้าของ Fed ที่ 2% ทำให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้สาเหตุอื่นๆ เป็นเพราะการลงทุนต่างๆ ของภาคธุรกิจรวมไปถึงภาคการส่งออกของสหรัฐที่เติบโตน้อยลง

เจอโรม พาเวล ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ ได้ส่งสัญญาณว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินครั้งถัดไปอาจไม่ได้เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ยกเว้นในกรณีที่ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทำให้ตลาดคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้จนไปถึงสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ ยังได้กล่าวว่าจะไม่นำนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบเหมือนกับนโยบายในธนาคารกลางยุโรปมาใช้ เนื่องจากมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงการซื้อสินทรัพย์ผ่านนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ และยังได้กล่าวเสริมว่าการนำนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่จะนำมาใช้แน่นอน

อย่างไรก็ดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ทราบหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็ยังออกมากล่าวตำหนิ เจอโรม พาเวล และธนาคารกลางสหรัฐว่าทำให้ผิดหวังอีกครั้ง ไม่มีสัญชาติญาณ ไม่มีวิสัยทัศน์ รวมถึงทั้งการสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐที่ส่งออกไปยังตลาดนั้นย่ำแย่ ซึ่งทรัมป์พยายามที่จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

ที่มา – Fed, CNA, CBS News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/federal-reserve-cuts-interest-rates-again-0-25-percent-and-signal-to-hold-next-meeting/

ธนาคารกลางสหรัฐ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เพื่อที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

Federal Reserve Fed
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เป็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบ 11 ปีนับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ในช่วง 2% ถึง 2.25% ​หลังจากที่ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

มุมมองหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน หรือ FOMC ระบุว่า ตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวขึ้นในระดับปานกลาง สำหรับการจ้างงานยังมีความแข็งแกร่ง รวมไปถึง อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่มีสัญญาณในการลงทุนสินทรัพย์ถาวรของภาคธุรกิจที่เริ่มชะลอตัวลง

สาเหตุสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐได้เน้นคือ การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถเติบโตต่อไปได้ และป้องกันสภาวะเศรษฐกิจจากเรื่องนโยบายสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่ทำให้การค้าทั่วโลกซบเซาลง

นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐยังได้กล่าวว่าจะคอยจับตามองเศรษฐกิจสหรัฐ และจะใช้นโยบายทางการเงินที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ

อย่างไรก็ดี เจอโรม พาเวล ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง ผมไม่เคยกล่าวเรื่องพวกนี้” ซึ่งนักลงทุนคาดหวังว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้คาดการณ์กันว่าในปีนี้ Fed น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งด้วยกัน

ในช่วงที่ผ่านมา ประธานของธนาคารกลางสหรัฐ โดน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐกดดันในเรื่องของนโยบายทางการเงินมาโดยตลอดว่า Fed นั้นรีบร้อนที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากเกินไป รวมไปถึงเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มองว่าสหรัฐสามารถที่จะชนะจีนในสงครามการค้าได้

ขณะที่ ธนาคารกลางฮ่องกง หรือ HKMA ล่าสุดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เช่นกันในการประชุมเช้าวันนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของฮ่องกงลงมาเหลือแค่ 2.5% ขณะที่ธนาคารกลางจีนนั้นยังคงยืนยันที่จะใช้นโยบายทางการเงินคงเดิมต่อไป

ที่มา – Sky News, CNN, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/federal-reserve-cut-rates-for-the-first-time-since-2008/

ทรัมป์เปิดศึกกับธนาคารกลางสหรัฐอีกรอบ กล่าวว่าคู่แข่งคนอื่นไม่ใช่ปัญหาแต่ Fed คือปัญหา

ผู้นำสหรัฐเปิดศึกกับธนาคารกลางสหรัฐอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาดี นอกจากนี้ยังได้กล่าวว่าประเทศอื่นๆ คู่แข่งไม่ใช่ปัญหาแต่ Fed คือปัญหา

Donald Trump โดนัลด์ ทรัมป์
ภาพจาก Shutterstock

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้เปิดศึกกับธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed อีกรอบ โดยได้ทวีตว่า ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไวเกินไป และไม่สร้างแต้มต่อให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมามีความแข็งแกร่ง เช่น ตัวเลขการว่างงานต่ำ เงินเฟ้อต่ำ ฯลฯ นอกจากนี้ทรัมป์ยังได้กล่าวว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่แข่ง แต่ปัญหาที่แท้จริงคือธนาคารกลางสหรัฐ

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา Fed ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2.25% ถึง 2.50% ไว้คงเดิม โดยให้เหตุผลที่ว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเริ่มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปัจจุบันได้ตกลงมาที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2% อย่างไรก็ดีประธานาธิบดีสหรัฐยังมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐยังสูงเกินไปด้วยซ้ำ และเน้นย้ำให้ Fed ลดดอกมาโดยตลอด

ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐนั้นได้ยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐจะมีการแถลงนโยบายการเงินในรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาในช่วงวันพุธและพฤหัสที่จะถึงนี้ด้วย ซึ่งมีโอกาสที่ทรัมป์อาจกล่าวถึงพาวเวลอีกครั้ง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/donald-trump-tweet-about-fed-is-our-most-difficult-problem/

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศคงดอกเบี้ยเท่าเดิม ตลาดคาดลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ส่งสัญญาณว่าปีนี้อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยหลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐพบกับความไม่แน่นอน

Federal Reserve
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2.25% ถึง 2.50% ไว้คงเดิม โดยให้เหตุผลที่ว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเริ่มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปัจจุบันได้ตกลงมาที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2% อีกด้วย

ขณะเดียวกันคณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ 7 ใน 17 คนมองว่า Fed ควรที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ที่ 0.5% ส่วนอีก 8 คนมองว่าปีนี้ควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ส่วนอีก 1 คนมองว่าควรที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในการประชุมครั้งหน้าและ Fed จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

ความกังวลเรื่องของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเพิ่มอีก 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกเนื่องจากมีผู้อพยพมากไปก่อนที่ท้ายที่สุดจะเจรจากันได้ ทำให้กังวลว่าการค้าของโลกจะอยู่ในสภาวะปั่นป่วนจากนโยบายของทรัมป์ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ที่มาReuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fed-holds-rates-but-possible-too-cut-later-this-year/

ทรัมป์แนะนำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชนะจีนในสงครามการค้า

ประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวว่าธนาคารกลางสหรัฐควรที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อที่จะสามารถเอาชนะสงครามการค้ากับจีน เนื่องจากจีนเตรียมที่จะลดดอกเบี้ยนโยบาย

ภาพจาก Shutterstock

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวระหว่างไปเยี่ยมชมโครงการปิโตรเลียมในเมือง Louisiana ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ควรที่จะลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อที่สหรัฐอเมริกาจะได้ชนะสงครามการค้า และนอกจากนี้จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาเติบโตได้อีก หลังจากที่เขาได้กล่าวว่าตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบหลายปี

ไม่กี่วันที่ผ่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่ากว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าจีนได้ล้มการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาในประเด็นสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงจีนจะต้องทำให้ค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพ ขณะที่จีนก็ตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่าถึง 60,000 ล้านเหรียญเป็นการตอบโต้ในเรื่องนี้

ทรัมป์ได้มองเกมหลังจากนี้ว่าจีนเตรียมปั๊มเม็ดเงินไหลเข้าภาคเศรษฐกิจรวมไปถึงภาคการเงิน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อที่จะสร้างปัญหาให้กับสหรัฐฯ (เนื่องจากค่าเงินหยวนอ่อนค่าทำให้ได้เปรียบสหรัฐฯ) และถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยนโยบายให้สัมพันธ์กับจีนแล้ว สหรัฐจะชนะในเกมนี้แน่นอน

คำพูดของทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนให้กับธนาคารกลางสหรัฐ ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประธานาธิบดีขอ ซึ่งทรัมป์เองมักจะวิจารณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นประจำ นอกจากนี้ทรัมป์ยังมองว่าในช่วงที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรจะขึ้นและควรที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายด้วยซ้ำ ซึ่งแตกต่างกับประธานาธิบดีคนอื่นๆ ที่มักไม่ค่อยวิจารณ์การทำงานของประธานธนาคารกลาง

ขณะเดียวกันนักลงทุนคาดว่าหลังจากการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้นโยบายลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้สูงถึง 70% ขณะที่ 1 อาทิตย์ที่ผ่านมาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงแค่ 58.4% เท่านั้น

สอดคล้องกับ Eric Rosengren ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาบอสตัน และ John Williams ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอกร์ก มีความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีความเสี่ยงขาลงจากด้านการค้า และอาจต้องใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ที่มาYahoo Finance, CNBC, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trump-says-if-fed-cut-rate-us-can-win-trade-war/

SCB EIC คาด Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยทั้งปี

SCB EIC ได้วิเคราะห์ว่า Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยทั้งปี นอกจากนี้ยังมองไปถึงตราสารหนี้ของไทยอีกด้วย โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ผลตอบแทนอาจลดลง

ธนาคารกลางสหรัฐ – ภาพจาก Shutterstock

หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FOMC เมื่อวันที่ 19-20 มีนาคม 2019 มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ที่ช่วง 2.25 – 2.50% นอกจากนี้ Fed ได้เปลี่ยนท่าทีจากที่เคยส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ เป็นคงดอกเบี้ยตลอดปี 2019 ทั้งนี้ Fed ยังคงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ 1 ครั้งในปี 2020 นอกจากนี้ยังมีการประกาศที่จะยกเลิกการปรับลดขนาดงบดุล (Balance Sheet Run-Off) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2019 อีกด้วย

ภาวะการเงินผ่อนคลายมากขึ้น

SCB EIC มองว่า การปรับแนวโน้มการดำเนินนโยบายของ Fed ส่งผลให้ภาวะการเงินของสหรัฐฯ โดยรวมผ่อนคลายขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่ประเมินไว้ หลังการประชุม FOMC อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง 10 bps มาอยู่ที่ระดับ 2.51% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 นอกจากนี้แนวโน้มการดำเนินนโยบายของ Fed ที่ dovish ขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับขึ้นน้อยลงกว่าที่คาดไว้เดิม

โดยมุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว ดังนั้นการที่ Fed ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลง พร้อมกับปรับลด Dot Plot จึงทำให้ส่วนคาดการณ์เงินเฟ้อ (Breakeven Inflation) ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นได้ไม่มาก นอกจากนี้การที่ Fed ประกาศว่าจะยังคงขนาดงบดุลในระยะต่อไปโดยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยด้านอุปสงค์ที่ทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ไม่สามารถปรับขึ้นได้มากเช่นกัน สำหรับดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นพบว่า อ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.3% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว

ลดแรงกดดันของธนาคารกลางในกลุ่ม Emerging Markets

การปรับขึ้น Fed Fund Rate ที่มีแนวโน้มน้อยลง เป็นการลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ เนื่องจากความจำเป็นที่ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ EM ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตาม Fed ลดลงไปด้วย จึงทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจ EM จะชะลอลงอย่างมากปรับลดลง นอกจากนี้ ภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้นจะเป็นปัจจัยเสริมให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้น (Risk-On Sentiment) ซึ่งอาจทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าสู่ EM มากขึ้นและลดความเสี่ยงที่เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไหลออกอย่างรวดเร็ว (Capital Flight) ลง

ผลต่อพันธบัตรรัฐบาลไทย

นอกจากนี้ SCB EIC ยังมองว่าแนวโน้มการดำเนินนโยบายของ Fed ที่เปลี่ยนไปประกอบกับมุมมอง กนง. ที่ มองว่าไม่มีความกังวลเงินเฟ้อจะเร่งตัวในอนาคต ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ปรับลดลง 9 bps มาอยู่ที่ 2.46% โดยเป็นผลจากสองปัจจัยด้วยกันคือ

  1. การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยค่อนข้างมาก
  2. ท่าทีที่มองว่าไม่มีความกังวลเงินเฟ้อจะเร่งตัวในอนาคตขึ้นของ กนง. หลังการประชุมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2019 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง

สำหรับนัยของการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. นั้น อีไอซีมองว่า เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพต่างประเทศที่แข็งแกร่งอยู่แล้วและมีการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) การดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. จึงไม่ได้รับอิทธิพลจาก Fed มากนัก

ที่มาSCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-analysis-about-fed-hold-rates-in-this-year/