คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_STORY

แกะกล่อง OPPO Reno5 Marvel Edtion สมาร์ทโฟนลวดลายพิเศษ จาก The Avengers ราคาเบาเอาใจแฟนแค่ 12,990 บาท ความเป็นฮีโร่เต็มกล่อง

ความร่วมมืออีกครั้งระหว่าง OPPO และ Marvel ในการออกแบบสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษ OPPO Reno5 Marvel Edtion ปรับเปลี่ยนหน้าตาทั้งภายนอกและภายในใหม่หมด ให้มีความเป็น The Avengers อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่กล่องภายนอก ตัวเครื่องสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ทุกชิ้นที่อยู่ภายใน ไม่มีอะไรที่ธรรมดา แม้แต่ซอฟท์แวร์การใช้งานภายในยังใส่ความเป็น Marvel มาทุกไอคอนและธีม เปิดราคาขายไม่แพง 12,990 บาทเท่านั้น

OPPO Reno5 Marvel Edtion ยกตัวสเปคเครื่องมาจากรุ่นนิยม OPPO Reno5 สมาร์ทโฟนหน้าจอ AMOLED FullHD+ ขนาด 6.43 นิ้ว สีสันจอสดใส แบตเตอรี่ภายใน 4310 mAh รองรับระบบชาร์จไว 50W Flash Charge ใช้หน่วยประมวลผลตัวนิยม Snapdragon 720G RAM 8GB และ ROM 128GB กล้องถ่ายภาพคมชัดสูงมาก กล้องหน้าที่มีความละเอียดถึง 44 ล้านพิกเซล และให้กล้องหลังสี่ตัว ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล กล้องมุมกว้าง 119 องศา 8 ล้านพิกเซล กล้องมาโคร 2 ล้านพิกเซล และ Mono 2 ล้านพิกเซล

ตัวเครื่องสวยงาม ใช้การออกแบบของชุด Quantum ที่ทีม Avengers ใช้ใส่เพื่อเดินทางเข้าสู่มิติควอนตัมในภาพยนตร์ Avengers ภาค The End สีเงิน ดำ ตัดแดง มีลวดลายลวงผึ้งตามเทคเจอร์ของชุด ใช้โลโก้ Avengers สีเงินโลหะ ด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ X เพื่อรับกับ Black Widow ภาคใหม่ที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

อุปกรณ์เสริมทุกชิ้นสกรีนใหม่ ทำลวดลายให้กลายเป็นสินค้า Marvel ทุกชิ้น ทั้งที่ชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 ชุดหูฟัง  และเคสลวดลายพิเศษจากทาง Marvel




 

 

ใช้ระบบ ColorOS 11.1 ครอบทับ Android 11 แต่ไม่ใช่ระบบ ColorOS แบบธรรมดา เพราะภายในระบบปรับเปลี่ยนใหม่หมดให้กลายเป็นธีมพิเศษของ Marvel ตั้งแต่เปิดสตาร์ทเครื่อง ไปจนถึงหน้าการชาร์จเลยครับ เราสามารถเลือกภาพหน้าล็อกสกรีนสลับได้ 6 ภาพจากตัวละครหลักของ Avengers และจะใช้เป็นหน้าจอขณะชาร์จแบตไปด้วยในตัวครับ


ลองมาดูของจริงกันดีกว่า นอกจากจะมีการใช้ลวดลายและความเป็น Marvel มาครบชุดแล้ว ภายในปรับเปลี่ยนระบบอะไรไว้ให้เราบ้าง รับชมทั้งหมดได้ในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้ได้เลยครับ

 

 

ข่าว: แกะกล่อง OPPO Reno5 Marvel Edtion สมาร์ทโฟนลวดลายพิเศษ จาก The Avengers ราคาเบาเอาใจแฟนแค่ 12,990 บาท ความเป็นฮีโร่เต็มกล่อง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/unbox-oppo-reno5-marvel-edtion/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=unbox-oppo-reno5-marvel-edtion

สุดยอดพลังแห่งการเล่นเกม Mi 11 คุณสมบัติครบ เล่นสองเกมพร้อมกันยังโคตรลื่น!!!

ประสิทธิภาพระดับสูงสุดสำหรับการเล่นเกมบน Mi 11

Mi 11 สเปคแรงมาก มาในระดับที่ไม่ต้องพูดถึง แต่ผมจะพูดถึง ^^ ชิปเซ็ตตัวแรงสุด Snapdragon 888 ผลิตภายใต้เทคโนโลยีระดับ 5นาโน GPU AdrenoTM 660 ใช้แรมระดับท็อปของวงการ LPDDR5 Bus 3200MHz ขนาด 8GB และหน่วยความจำแบบ UFS 3.1 แรงชัวร์ ไม่มีแม้แต่อาการสะอึกให้เห็นในการเล่น และขอจบการรีวิว!!!

แต่! มันมากกว่าเรื่องสเปคครับสำหรับ Mi 11 เพราะเจ้าตัวนี้ตรงใจไปหมดสำหรับสายเอนเตอร์เทนเมนต์โดยเฉพาะการเล่นเกม เพราะนอกจากความแรงของชุดประมวลผลแล้ว หน้าจอแสดงผลและลำโพงคู่ของมันก็สุดยอดด้วยเช่นกัน และมันสำคัญมากในความมันส์ สำหรับการเล่นเกม ^^ รวมถึงระบบต่างๆ อีกมากมายภายในเครื่อง ที่จะทำให้การเล่นเกมของเราบนเครื่อง Mi 11 ให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุดบนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนครับ



ภาพและเสียง

หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ยักษ์ 6.81 นิ้ว ขอบจอเล็กและบางสุดแบบ DotDisplay สีสันสดใสตามสไตล์ AMOLED  อัตราส่วน 20:9 ความละเอียดสูง WQHD+ รีเฟรชเรทสูง 120 Hz refresh rate และการตอบสนองต่อการทัชสูงลิบลิ่ว touch sampling rate 480Hz!!! เรียกว่าเสิ้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาทีที่นิ้วสัมผัสโดนกระจกจอ หน้าจอก็รับรู้และตอบสนองได้ทันที และแน่นอนการแสดงผลระดับ 120Hz และการควบคุมที่ฉับไวขนาด 480Hz มันก็พัฒนามาเพื่อการเล่นเกมนั้นแหละครับ


เวลาเล่นเกมบน Mi 11 เฟรมเรตจะนิ่งมากๆ ภาพไหลลื่นแม้จะเปิดความละเอียดสูงสุด และรีเฟรชเรทสูงสุด มันรันได้ในการแสดงผลระดับขีดสุดที่ตัวเกมจะรองรับ


สีสันสวย  10-bit color, HDR 10+ แสงสว่างสุดยอด contrast ratio: 5,000,000:1 สว่างสุด 1500nits สีสันตรง JNCD≈0.38, รองรับ DCI-P3 ศัพท์เทคนิคมากมายที่ไม่ต้องไปสนใจสำหรับสายเกม เอาว่าจอมันสวย สว่าง สีสันดี และจอก็โคตรใหญ่ครับ 6.81 นิ้ว จอเต็มหน้าเครื่อง ขอบโค้งจรดข้าง ใช้กระจกพิเศษ Corning Gorilla Glass Victus ทนทานต่อการกระทบ รอยขีดข่วน และยังเคลือบสารลดคราบเหงื่อหรือไขมัน แต่ Mi ก็ปิดแผ่นป้องกันกระจกหน้าจอมาให้อีกชั้นเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้นให้มานะครับ

ลำโพงสเตอริโอคู่คุณภาพเสียงระดับใช้ชมภาพยนตร์ได้เลย มีเนื่้อเสียง เสียงดังชัดเจน เปิดสุดเสียงลำโพงไม่แตกแต่ดังขั้นหนวกหูคนรอบข้าง เพราะนี่คือลำโพงที่ได้รับการออกแบบจาก Harman Kardon คุณภาพเสียงหายห่วงครับ

MIUI 12 ระบบที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งาน และการเล่นเกม

Mi 11 ใช้ระบบ MIUI ตัวใหม่สุด MIUI 12 ครอบทับบน Android 11 ภายในมีฟังก์ชั่นและฟีเจอร์มากมายครับ ในเรื่องของการเล่นเกมก็เช่นกัน ภายในระบบของ MIUI จะมีฟังก์ชั่นที่ช่วยเหลือด้านการเล่นเกมที่ปรับแต่งและช่วยเหลือได้เยอะเลยครับ ชื่อว่า Game Turbo เจ้าตัวนี้ปรับแต่งให้การเล่นเกมของเรา ตรงใจ เล่นสนุก และให้เราได้มันกับการเล่นเกมได้แบบต่อเนื่อง




มันเป็นจุดศูนย์กลางของการเล่นเกม รวมไอคอนเรียกใช้งานเกมในที่เดียวกัน เปิด Game Turbo ตัวเครื่องก็พร้อมจะรีดทรัพยากรเครื่องทั้งหมดเพื่อนำมาใช้เล่นเกมให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีที่สุด (ไม่จำเป็นก็ได้นะท่าน Mi 11 แรงซะขนาดนี้) สิ่งที่เราจะได้ใน Game Turbo คือการกำหนดค่าระดับความแรงของตัวเครื่อง ที่กำหนดได้ทั้งการใช้พลังงาน ความแรงของ GPU เราเลือกได้ว่าต้องการประสิทธิภาพที่ดีที่สุดหรือการประหยัดพลังงานเป็นหลัก

เรายังสามารถกำหนดการตอบสนองสัมผัส และปกป้องพื้นที่ขอบจอทั้งสี่มุมที่เรามักจะไปโดนโดยไม่ตั้งใจ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อการทัช ขยายและย่อขนาดพื้นที่ปลอดภัยได้ตามขนาดของอุ้งมือ คิดมาดีและคิดมาเพื่อสถานการณ์ในมุมคนเล่นเกม

ปรับสีสันของจอภาพ เพื่อความได้เปรียบในการมองเห็น ใช้ประโยชน์แบบจอ HDR ให้ปรับสีและแสงในระดับที่เหมาะสมกับสายตา เพื่อความสวยงามและมองเห็นได้ทั่วทั้งฉากในขณะเล่นได้ 4 ระดับครับ


ปรับระบบเพื่อให้เราเล่นเกมได้ตามที่เรากำหนดไว้ เช่นปิดการปรับแสงสว่างหน้าจออัตโนมัติ เพื่อคงความสว่างไว้เท่าเดิมตลอดการเล่น และการป้องกันการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนเราเป็นต้นครับ


ระบบทำมาได้ละเอียด เสริมความน่าเล่นจากความแรงของตัวเครื่อง

หรือใครจะลองใช้งานระบบมัลติวินโดวของ MIUI กับการเล่นเกมก็ได้นะครับ ได้ทั้งเปิดแอพพลิเคชั่นที่สองซ้อนหน้าเกม เพื่อการเปิดหาข้อมูลเกมหรือแชตกับเพื่อนไปพร้อมกันได้




หรือจะเปิดเล่นสองเกมพร้อมกันไปเลยก็ทำได้ครับ ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีใครแยกประสาทเล่นได้สองเกมไปพร้อมกันได้บ้าง แต่ถ้าใครอยากจะลอง เจ้าเครื่องรุ่นนี้ก็พร้อมทำให้ได้ และทำได้อย่างประสิทธิภาพด้วย

ผมทดสอบรันสองเกมเล่นไปพร้อมกัน ยังลื่นไหลได้เต็ม 100% ทั้งสองเกมครับ แต่คนเล่นสมองเริ่มบวมแทน เล่นสองเกมไม่ไหว 555

การควบคุมความร้อนและแบตเตอรี่

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือระบบระบายความร้อนภายใน LiquidCool ของ Mi 11 เครื่องแรงแต่รักษาอุณภูมิความร้อนได้ เล่นเกมนานๆ ต่อเนื่องเครื่องจะแค่อุ่นๆ ครับ แบตเตอรี่ภายใน 4,600 mAh ใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมงสำหรับการเล่นเกมต่อเนื่อง แต่รองรับการชาร์จ Turbo 55W ทดสอบชาร์จแบตจากตัวชาร์จที่แถมมาให้ภายในกล้อง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ได้แบตมาถึง 50% เลยครับ และรองรับการชาร์จแบบไร้สายที่กำลังไฟสูง 50W อีกด้วย

แวะชาร์จไม่นาน ก็กลับมาเล่นเกมได้อีกเต็มวันแล้วครับ

รองรับการเชื่อมต่อ Dual 5G และ WiFi6 

สุดท้ายที่ส่งผลสำคัญต่อการเล่นเกมเช่นกัน ก็คือสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพราะส่วนใหญ่เรานิยมเล่นเกมออนไลน์กันเป็นหลักครับ และสัญญาณเน็ตก็จำสำคัญมากในการเชื่อมต่อ ค่า Ping ที่ต่ำ แบนด์วิดธ์ที่สูง และพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณที่กว้างกว่า เจ้า Mi 11 รองรับทุกคลื่นความถี่ในไทย 4G/5G จะอยู่ไหนก็พร้อมจับสัญญาณที่ดีที่สุดในขณะนั้น

และรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi 6 ซึ่งเป็นคลื่นในยุคสมัยต่อจากนี้ไป รองรับความเร็วเน็ตไร้สายระดับทะลุ 1Gbps เทคโนโลยีใหม่ที่สมาร์ทโฟนเราควรจะรองรับ เพื่อการใช้งานให้เข้ากันได้กับเราเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ปัจจุบันหันมาใช้สัญญาณ Wi-Fi 6 กันเป็นมาตรฐานใหม่เรียบร้อยแล้วครับ



ภาพ เสียง ประสิทธิภาพ การชาร์จพลังงาน การเชื่อมต่อ ทุกข้อของ Mi 11 อยู่ในขั้น 10/10 ประสิทธิภาพการเล่นเกมดีสุดๆ ครับ ลื่นมาก ภาพสวย ภาพเต็มหน้าจอใหญ่ๆ และเสียงดังกระหึ่ม การตอบสนองต่อการสั่งงานเร็วมากๆ ถ้าใครอยากสัมผัสคำว่า “เล่นเกมดีที่สุด” ก็หาลองบน Mi 11 ได้เลยครับ

ราคาและสถานที่จำหน่าย

Mi 11 เปิดจำหน่ายในไทยสองรุ่น

  • รุ่น RAM 8 GB + ROM 128 GB ราคา 21,990 บาท วางจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ Lazada, Shopee, JD Central, Thisshop, BaNaNa, Jaymart, TG Fone เท่านั้น
  • รุ่น RAM 8 GB + ROM 256 GB ราคา 23,990 บาท วางจำหน่าย ณ Mi Stores และ AIS, Dtac, True, BaNANA, BKK, Kingkong Phone, Jaymart, TG FONE และร้านค้าที่ร่วมรายการ

*ลูกค้าที่ซื้อ Mi 11 จากช่องทางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเสียวหมี่ และเปิดใช้งานเครื่องภายในประเทศไทย จะได้รับการรับประกันตัวเครื่องนาน 24 เดือนและการรับประกันคุ้มครองหน้าจอ 12 เดือนไปด้วย (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mi.com/global/service/warranty)

ข่าว: สุดยอดพลังแห่งการเล่นเกม Mi 11 คุณสมบัติครบ เล่นสองเกมพร้อมกันยังโคตรลื่น!!! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/04/01/xiaomi-mi-11-performance-for-gaming.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=xiaomi-mi-11-performance-for-gaming

รีวิว realme C21 จอใหญ่ 6.5 นิ้ว แบตเยอะ 5000 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อม Helio G35 ราคาเริ่มต้นแค่ 1,190 บาท

realme C21 คือสมาร์ทโฟนเน้นราคาเบา เมื่อแบรนด์ที่ปกติก็ขายไม่แพงกันอยู่แล้วมาทำเครื่องราคาประหยัด สมาร์ทโฟนหน้าจอ  6.5 นิ้ว แบต 5,000 mAh กล้องหลังสามเลนส์ และชิปเซ็ต Helio G35 ใส่เอามาให้ไว้เล่นเกมกันได้ด้วย ราคาจำหน่ายเต็ม 4,299 บาท แต่ใครที่ซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจกับเครือข่าย จะเหลือราคาเพีบง 1,190 บาทเท่านั้นเองครับ

realme C21 สมาร์ทโฟนหน้าจอ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ 720 x 1600 พิกเซล ขอบจอด้านบนวางกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีขนาดพื้นที่ของขอบจอเล็กครับ คิดเป็นพื้นที่ด้านหน้าตัวเครื่องต่อหน้าจอ 89.5% สัดส่วน 20:9 จอเต็มตาดีครับ

การออกแบบตัวเครื่องด้านหลังได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตของนาฬิกาทราย เป็นพื้นผิวลวดลายที่ตัดกันโดยใช้เทคนิค bold cross-hatch สลักเรเดียมแม่นยำสูงแกะสลักออกมาเป็นเส้นโค้งกว่า 450 เส้นที่ด้านหลัง และขัดพื้นผิวอีก 300 นาทีเพื่อสร้างเอฟเฟกต์แสงสะท้อน สามารถป้องกันรอยนิ้วมือ ไม่เกิดคราบมันใดๆ ครับ มีเข้ามาจำหน่าย 2 สี คือ สีฟ้า Cross Bule และสีดำ Cross Black ที่เห็นในรีวิวนี้




 

สีฟ้า Cross Bule และสีดำ Cross Black


สิ่งที่เป็นการการันตีได้ว่าสมาร์ทโฟนของ realme ทุกเครื่อง มั่นใจในมาตรฐานการผลิตและการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราได้แน่ๆ ก็คือการที่ realme ได้ส่งผลิตภัณฑ์ตัวเองไปทดสอบคุณภาพ “TÜV Rheinland Smartphone High Reliability Rheinland” มาทั้งหมดครับ ซึ่งการรับรองคุณภาพนี้จะประกอบไปด้วยการทดสอบ 23 รูปแบบ เช่นการตกหล่น การสึกหรอ และการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง 7 สถานการณ์ ทดสอบอุณภูมิสูง-ต่ำ ความชื้นสูง-ต่ำ ความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า ไฟฟ้าสถิต ความกดอากาศ การทดสอบความน่าเชื่อถือของส่วนประกอบต่างๆ ภายใต้สมมติฐานที่สมาร์ทโฟนจะมีวงจรชีวิตประมาณ 3 ปี โดยรวมแล้วการทดสอบคุณภาพของ TUV Smartphone High Reliability คือการกำหนดมาตรฐานคุณภาพ สำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นมาตรฐานระดับสูงสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นเมื่อออกไปสู่ผู้ใช้ในตลาดโลกนั้นเองครับ

ช่องที่วางคู่กันกับโลโก้ realme ด้านหลัง คือลำโพงตัวเครื่องที่ย้ายมาอยู่บริเวณนี้ เพื่อเวลาที่เราถือเครื่องใช้ในแนวนอนมือจะไม่บังลำโพง เสียงดังชัดเจนดีครับไม่มีปัญหา เปิดสุดเสียงไม่แตก

โมดูลกล้องออกแบบเป็นรูปเหลี่ยมเช่นกัน กล้องหลัง AI 3 เลนส์ ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รองรับการโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และการซูม 4 เท่า เลนส์ที่สองเป็นเลนส์สำหรับช่วยโฟกัสบุคคล B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สามารถช่วยจับภาพถ่ายภาพบุคคลด้วยเลนส์แบบขาวดำ ทำภาพสไตล์ Retro เพิ่มความคมชัดระหว่างโทนสว่างและโทนมืดได้สวยงามมากขึ้น สุดท้ายคือเลนส์ Macro ความละเอียด 2ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้ 4 เซนติเมตร

realme C21 มาพร้อมเซ็นเซอร์แสกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง ซึ่งสำคัญมากครับ ในวันที่เราทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร การจ่ายค่าสินค้า การใช้สิทธิแห่งรัฐ อย่างเป๋าตังค์ คนละครึ่ง หรือแม้แต่การซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ทุกวันนี้เราใช้สมาร์ทโฟนกันแทบทั้งนั้นในชีวิต ถ้าต้องมานั่งกดรหัสผ่านทุกครั้ง นอกจากจะช้าแล้วยังมีสิทธิ์กดผิดพลาด หรือถูกแอบมองรหัสได้ง่ายๆ เลยครับ รุ่นนี้ก็รองรับทั้งการสแกนใบหน้าเข้าใช้งาน และการสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง สแกนได้ไวครับ แม่นยำ วางนิ้วก็เข้าใช้งานได้เลยทันที

รองรับ 2 ซิมการ์ด 4G LTE ให้ถาดซิมมาแบบ 3 ช่อง รองรับ 2 SIM และ microSD Card แยกต่างหาก (รองรับ microSD สูงสุด 256GB)

แบตเตอรี่ภายในขนาดใหญ่ 5000 mAh เราสามารถใช้ตัว realme C21 ทำ OTG reverse charge ชาร์จแบตจากตัวสมาร์ทโฟนไปให้อุปกรณ์อื่นๆ ได้ ผ่านพอร์ท Micro USB ด้านล่างตัวเครื่องนะครับ อุปกรณ์ภายในกล่อง มีที่ชาร์จและสายชาร์จ Micro USB มาให้เท่านั้น ไม่มีเคสหรือชุดหูฟังแถมมาให้ครับ


การใช้งานภายใน realme C21

รันด้วยระบบ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI การปรับแต่งหน้า UI มีภาพวอลล์เปเปอร์สวยๆ ให้เลือกใช้งานมากกว่า 11 แบบที่อิงจากสีสันของธรรมชาติ หรือถือไม่ชอบก็สามารถดาวน์โหลดธีมมาใช้งานได้จากในธีมสโตล์ได้ครับ ปรับเปลี่ยนสไตล์ไอคอนได้ด้วยเช่นกัน





ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G35 เทคโนโลยีการผลิต 12nm เป็นหน่วยประมวลผลรุ่นเล็กที่เล่นเกมได้ Helio G35 เล่นเกมอย่างเกม MOBA หรือ MMORPG ภาพกราฟิกระดับกลางๆ ได้ครับ ถ้าเกม Open World กราฟิกสูงจะมีกระตุก

เกม MOBA ฮิตอย่าง ROV รับประกันว่าเล่นได้ลื่นสบายๆ

realme C21 มีสเปคแยกจำหน่ายสองขนาด RAM และ ROM นะครับ มีรุ่น RAM 3 + ROM 32GB และ RAM 4 + ROM 64GB ซึ่งตัวที่ผมนำมาทดสอบเป็นตัว RAM 4 ครับ หน่วยความจำ 64GB หน้าจอใหญ่ เล่นเกมได้ เอาไว้รับชมคลิปวีดีโอหรือชมภาพยนตร์ก็สบายตาครับ

ผู้ใหญ่ใช้งานได้ เด็กก็ใช้สบาย ราคาไม่แพงด้วย ใครมองหาเอามาใช้เรียนออนไลน์ หรือใช้กับแอพสิทธิ์แห่งรัฐต่างๆ หรือแอพวิธีชีวิตแบบ New Normal อย่างแอพเป๋าตังค์ ไทยชนะ หมอชนะ เอาแค่นี้มาใช้ก็พอเหลือๆ ครับ

หน้าจอแสดงผลของ realme C21 สามารถปรับลดแสงสีฟ้าได้เพื่อการถนอมดวงตา เราสามารถตั้งเวลาในการเปิดปิดโหมดถนอมสายตาไว้ล่วงหน้าได้ในแต่ละวัน รวมถึงโหมดกลางคืนที่จะเปลี่ยนเป็นหน้าเมนูต่างๆ ให้เป็นสีดำเพื่อความสบายตาก็ได้เช่นกันครับ โดยในโหมดถนอมสายตาของ realme UI เราระบุได้ว่าให้ลดแสงสีฟ้า ลดสีสันลง หรือจะเปลี่ยนหน้าจอให้กลายเป็นจอแบบขาวดำเลยก็ได้ครับ




“โหมดโฟกัส” สำหรับคนที่ต้องการมีเวลาส่วนตัวในการทำงาน การเรียน หรือการพักผ่อน เราสามารถกำหนดเวลาในโหมดโฟกัส เพื่อหลีกหนีโลกรอบตัวที่จะคอยติดต่อเข้ามารบกวนเราตลอดเวลา โดยจะสามารถสร้างบรรยากาศธรรมชาติจำลองขึ้นมาให้เราด้วยเสียง เพื่อให้เราผ่อนคลายไปได้ครับ





“โหมดก่อนเข้านอน” เป็นโหมดใหม่ของ Android ที่มีไว้ให้เราเตรียมตัวก่อนถึงเวลานอน โดยตัวสมาร์ทโฟนจะเปิดโหมดห้ามรบกวน ปิดกั้นการติดต่อสื่อสารในยามกลางคืน และลดสีแสงของหน้าจอลงให้อยู่ในโหมดสีเทา เพื่อเป็นการลดภาระดวงตาซะก่อน แล้วจะได้นอนหลับง่ายเมื่อถึงเวลานั้นเองครับ


มีใส่ฟังก์ชั่นเพื่อความสะดวกให้ผู้ใช้ไว้เยอะนะครับ เช่น Gesture การสไลด์นิ้ว รูดสามนิ้วลงบนหน้าจอเพื่อการเซฟภาพ หรือการเลื่อนสามนิ้วขึ้นด้านบนเพื่อการแบ่งหน้าจอทำงานสองแอพพร้อมกัน


เราลองเล่นเกมไปพร้อมกับดู Youtube บน realme C21 ก็ได้นะครับ ยังทำงานได้ไหว ^^ เล่นเกมแบ่งจอยังเล่นได้สบายๆ อยู่

Game Space โหมดที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกม เป็นศูนย์รวมการเรียกใช้งานแอพเกมในที่เดียว เคลียทรัพยากรเครื่องให้พร้อมสำหรับการเล่นเกมให้ลื่นไหลที่สุด และเปิดฟังก์ชั่นปิดกั้นการติดต่อที่อาจจะเข้ามารบกวนการเล่นของเราไปได้ด้วยในตัวครับ




ผลทดสอบต่างๆ 

การจับสัญญาณ GPS ใช้เวลาเล็กน้อย ควรเปิดสัญญาณเน็ตช่วยในการระบุตำแหน่ง และรุ่นนี้ไม่รองรับสัญญาณ Wi-Fi 5.0G นะครับ รองรับแต่ 2.4 Ghz




กล้องถ่ายภาพ

กล้องหลัง 3 ตัว มี AI กล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โฟกัสอัตโนมัติ PDAF โฟกัสได้เร็ว ทำงานร่วมกับเลนส์ที่สองซึ่งเป็นเลนส์สำหรับช่วยโฟกัสบุคคล B&W ค 2 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพบุคคลได้สวยกว่าที่คาดไว้ครับ รองรับการซูมภาพได้ตั้งแต่ 1x สูงสุดที่ 4x


 

ถ่ายภาพบุคคลจับโฟกัสอัติโนมัติได้แม่น ตรวจจับใบหน้าและทำการละลายฉากหลังภาพออกมาสวยกว่าที่คิดครับ จะมีบางภาพที่หลุดโฟกัสไปบ้างแต่เน้นถ่ายเผื่อๆ ไว้ก่อนช่วยได้ ส่วนใหญ่ภาพก็จะออกมาเนียนตาใช้ได้เลย


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง






เลนส์ที่สามคือ Macro ความละเอียด 2ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายภาพซุปเปอร์มาโครระยะใกล้ 4 เซนติเมตร

กล้อง realme C21 มีโหมดกลางคืนมาให้ด้วยนะครับ ถ่ายภาพเล่นกับแสงไฟในยามกลางคืนได้เช่นกัน ^^




 

กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบเซลฟี่ละลายหลังได้เหมือนกล้องหลังครับ มีออโต้โฟกัสจับใบหน้า และบิวตี้ปรับระดับหน้าเนียนได้ด้วย AI



ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า






สรุปท้ายรีวิว

ราคาประหยัด สำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับผู้ใหญ่ สำหรับเด็กวัยเรียน เอามาใช้รับกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนเพื่อทำธุรกรรมในยุคโควิด จ่ายเงิน รับสิทธิ์ ใช้แอพธนาคาร หรือแอพเป๋าตังค์ แอพไทยชนะ หมอชนะ เป็นต้น

หน้าจอใหญ่ แบตเตอรี่เยอะใช้งานได้ตลอดวัน ประสิทธิภาพเล่นเกมได้ ตัวเครื่องมีเอกลักษณ์ในการออกแบบ กล้องถ่ายภาพใช้งานได้ดีสำหรับถ่ายภาพลงโซเชี่ยล

realme C21 ราคาเปิดจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 1,190 บาท สำหรับซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจจากทางเครือข่ายตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมเป็นต้นไป โดยสามารถ Pre-Order ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 29 มีนาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ ในราคาเต็ม 4,299 บาทครับ


ข่าว: รีวิว realme C21 จอใหญ่ 6.5 นิ้ว แบตเยอะ 5000 mAh กล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อม Helio G35 ราคาเริ่มต้นแค่ 1,190 บาท มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/03/25/review-realme-c21.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-realme-c21

รีวิว Amazfit T-Rex Pro สมาร์ทวอทช์สายลุย คู่หูออกกำลังกาย 100+ โหมด บุกทะเลทราย ฝ่าธารน้ำแข็ง ใช้ต่อเนื่องนาน 12 วัน เอาอยู่!

ชีวิตที่โลดโผน ไลฟ์สไตล์ Extreme ลุยทะเลทรายร้อน บุกป่าฝนชื้น ดำทะเลลึก 100 เมตร หรือฝ่าธารน้ำแข็งหนาวเหน็บ ภูมิอากาศสุดหฤโหดเหล่านั้น ผมไม่เคยไป! แต่ที่ว่ามันคือคุณสมบัติของนาฬิการุ่นใหม่ Amazfit T-Rex Pro สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดจากกลุ่มอุปกรณ์กลางแจ้ง เป็นรุ่นอัพเกรดต่อยอดมาจาก Amazfit T-Rex ตัวนิยมรุ่นเดิม ที่ได้รับรางวัลจากงาน CES 2020 มีการพัฒนาทั้งด้านการใช้งานและความทนทาน

สิ่งใหม่ที่ Amazfit เพิ่มเข้ามาในรุ่นล่าสุด Amazfit T-Rex Pro ในด้านความทนทาน คือตัวอุปกรณ์ได้ผ่านการทดสอบทางทหารทั้งสิ้น 15 รายการ เป็นความทนทานที่มากกว่า Amazfit T-Rex ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมด 12 รายการ ทำให้ตัวนาฬิการุ่นใหม่มีความทนทานในการใช้งานสูงมาก ตัวเรือนกันกระแทก และรองรับทุกสภาพภูมิอากาศ ทนทานอากาศร้อนได้ถึง 70 องศา ต้านทานความเย็นได้ถึง -40 องศา ป้องกันน้ำระดับ 10ATM จะเอาไปใส่เล่นกระดานโต้คลื่น แล่นเรือใบ หรือดำลึกไปใต้ทะเล 100 เมตร ก็กันได้หมด ทนการกัดกร่อนของเกลือได้นาน 96 ชั่วโมง และป้องกันความชื้นได้นาน 240 ชั่วโมง แม้ผมไม่อาจนำไปรีวิวในสภาพอากาศเหล่านี้มาให้ได้ แต่มาตรฐาน MIL-STD-810G เขาตีตรา เพื่อการันตีมาให้มั่นใจในมาตรฐานความทน

Amazfit T-Rex Pro เป็นนาฬิกาสายลุย ที่เป็นสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์สำหรับช่วยผู้ออกกำลังกายในตัว หน้าจอใหญ่ครับ 1.3 นิ้ว เป็นจอทัชสกรีน AMOLED ความละเอียดชัดเจน 360×360 พร้อมโหมด Always-on Display เปิดหน้าจอแสดงเวลาได้ตลอดทั้งวัน จอภาพใหญ่และชัดเจนครับ ใช้งานกลางแจ้งได้ หน้าจอสีสวยดีทีเดียว

ใช้วัสดุกระจก Corning Gorilla 3 tempered glass  เคลือบ Coating anti-fingerprint ลดการมัวจากรอยนิ้วมือเอาไว้ รุ่นที่ผมได้มาเป็นสี Meteorite Black สีดำทั้งตัวเรื่อนและสายนาฬิกา ลักษณะรูปทรงบึกบึนแนวผู้ชาย รูปทรงหนา มีขอบปกป้องจอและตัวเรือน


ตัวสายผลิตจากวัสดุ TPU ผสมซิลิโคน งานผลิตทำมาเรียบร้อยดีไม่มีระคายผิว โปร่งเบา และแห้งไว ไม่ดูดซับเก็บน้ำหรือมีร่องให้เหงื่อติดค้าง ลักษณะคล้ายสายนาฬิกาขนาด 22 มม. โดยทั่วไป

ตัวเรือนรวมสายหนักแค่ 60 กรัมเท่านั้นครับ เบามาก วัสดุส่วนใหญ่เป็น High-strength polymer โพลีเมอร์ความแข็งแรงสูงผสมผงโลหะ เน้นใช้ เน้นลุย ไม่ใช่สายหรูเน้นถนอม ทนไม้ทนมือ วัสดุแกร่งใช้ได้ ผิววัสดุทนทานดี ชนหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่เจอรอยบนตัวเรือนเกิดขึ้นมาครับ

มีปุ่มควบคุมรอบตัวสี่ปุ่ม ออกแบบมาให้ควบคุมการใช้งานผ่านปุ่มได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องทัชสกรีน เพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่อาศัยการทัชสกรีนไม่ได้ เช่นใต้น้ำหรือกำลังใส่ถุงมือ

ปุ่ม UP และ DOWN เพื่อเลื่อนหน้าจอรายการและเมนู ปุ่ม Select สำหรับการเลือกและใช้เป็นปุ่มเปิดหน้าจอและเปิดปิดเครื่องเมื่อกดค้างไว้ 2 วินาที สุดท้ายปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ เราสามารถกำหนดค่าปุ่มลัดเอาไว้ได้นะครับ เช่นการกดปุ่ม Select เพื่อเปิดหน้ารายการกิจกรรมออกกำลังกายในทันที เป็นต้น

ใช้ที่ชาร์จแบบแม่เหล็กสองขั้ว แท่นชาร์จอันเล็กๆ แปะลงไปง่าย ทดสอบใช้กับที่หัวชาร์จแบตกำลังไฟ 2A ของสมาร์ทโฟน สามารถชาร์จแบตขนาด 390mAh จากประมาณ 20% ให้เต็ม 100% ได้ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ




ในเรื่องของแบตเตอรี่ ตามสเปคเคลมไว้ว่าสามารถใช้งานหนักเต็มที่ อยู่ได้ประมาณ 9 วัน และใช้แบบทั่วไปจะอยู่ได้นานถึง 18 วัน ถ้ามีการเปิดตรวจจับการออกกำลังกายและจับตำแหน่ง GPS ติดตามแบบเรียลไทม์ต่อเนื่อง แบตจะใช้ได้ 40 ชั่วโมง

จากการทดลองใช้งานมาในแบบของผมเอง เน้นใช้เป็นสมาร์ทวอทช์เพื่อแจ้งเตือนต่างๆ จากสมาร์ทโฟน เตือนการนั่งการเดิน และการนอน มันอยู่ได้นานประมาณ 12 วันครับ ดีครับไม่ต้องชาร์จกันบ่อยๆ

ตัวมันออกแบบมาให้ใช้ชีวิตแบบเคลื่อนไหว เพราะนอกจากจะทนทานได้ทุกสภาพอากาศแล้ว ยังใส่ระบบ GPS ดาวเทียมนำทางมาทั้ง 4 ระบบ GPS, GLONASS, BeiDou, Galileo ตรวจจับตำแหน่งได้ด้วยตัวเอง พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับครบ เซนเซอร์จับชีพจร PPG (Photoplethysmogram), วัดความเร็วและการเคลื่อนที่ Acceleration sensor 3 แกน ,วัดการหมุน Gyroscope 3 แกน, เซนเซอร์วัดคลื่นแม่เหล็ก Geomagnetic, เซนเซอร์วัดแสง Ambient light , และ Barometric altimeter ใช้วัดความสูงของบรรยากาศ

เจ้าตัวนี้มันมีต้นทุนข้อมูลที่ตรวจจับได้เยอะ และไปกับเราได้ทุกที่ด้วยความทนทานในระดับสูงครับ เป็นนาฬิกาที่แสดงผลบอกเวลาได้ตลอดเวลาด้วยฟังก์ชั่น Alway On Display มีเซนเซอร์ครบครันพร้อมป้องกันรอบด้าน ที่เหลือคือความสามารถของซอฟทแวร์และอัลกิริทึมสำหรับนำมาวิเคราะห์


Amazfit T-Rex Pro สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้กับแอพพลิเคชั่น Zepp App บนสมาร์ทโฟนในระบบ Android และ iOS ( Android 5.0 หรือ iOS 10.0 ขึ้นไป) เชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.0 BLE ภายในแอพใช้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ การตั้งค่า การอัพเดทซอฟท์แวร์ และการเก็บสถิติต่างๆ ของตัวเรา




เปลี่ยนหน้าตา Watch Face เลือกใช้งานได้ฟรีภายในแอพพลิเคชั่น Zepp




เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้ว ก็พร้อมเป็นผู้ช่วยในการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ทั้งหมดครับ รองรับข้อความภาษาไทยสมบูรณ์ สามารถเข้าไปกำหนดค่าแอพที่เราต้องการให้ไปแจ้งเตือนบนตัวนาฬิกาในแอพได้เลย สามารถแจ้งเตือนการโทรเข้าได้ด้วยนะครับ แต่เป็นเพียงแค่แจ้งเตือนเท่านั้นไม่สามารถรับสายสนทนาได้จากตัวนาฬิกา เพราะว่าไม่มีไมค์และลำโพงในตัว

 

ใช้เป็นรีโมทควบคุมการเล่นเพลงในระยะไกล และใช้กดค้นหาสมาร์ทโฟนให้ส่งเสียงบอกตำแหน่งได้เช่นกัน ความสามารถช่วยเหลือผู้ใช้มีเยอะครับ ตั้งเวลา นาฬิกาปลุก เปิดเซนเซอร์วัดร่างกายต่างๆ เป็นต้น


ในด้านการออกกำลังกายและการเล่นกีฬามากกว่า 100 โหมด กีฬายอดนิยมส่วนใหญ่รองรับทั้งหมดใน Amazfit T-Rex Pro เช่น

การเคลื่อนไหวและกิจกรรม

วิ่งและเดิน- วิ่งกลางแจ้ง เดินลู่วิ่ง วิ่งเทรล เดินในร่ม, ขี่จักรยานกลางแจ้ง, ขี่จักรยานในร่ม, ปั่นจักรยานเสือภูเขา, BMX, ว่ายน้ำ ว่ายน้ำสระว่ายน้ำ, กีฬา ในร่ม HIIT,  บริหารกล้ามเนื้อ “ศูนย์, เครื่องพาย, แอโรบิกผสม, ฝึกความแข็งแรง, ยืดกล้ามเนื้อ, ปีนบันได, พิลาทิส, การฝึกความยืดหยุ่น, ยิมนาสติก, โยคะ, แอโรบิค, กิจกรรม ล่าสัตว์, ปีนเขา, ตกปลา, เดินป่า, สเก็ตบอร์ด, โรลเลอร์สเก็ต, ปีนหน้าผา, ขี่ม้า, เต้นรำ บัลเล่ต์, ระบำหน้าท้อง, สแควร์แดนซ์, สตรีทแดนซ์, เต้นรำบอลรูม, เต้นรำ, ซุมบ้า, เต้นรำละติน, เต้นรำแจ๊ส การต่อสู้ฟันดาบ , คาราเต้, ชกมวย, ยูโด, มวยปล้ำ, ไทชิ, มวยไทย, เทควันโด, ศิลปะการต่อสู้คิกบ็อกซิ่ง, ลอดห่วง, จานร่อน, ปาเป้า, ว่าวบิน, ชักเย่อ,  ปีนบันได, กระโดดเชือก, ขับรถ

กีฬา

คริกเก็ต , กีฬาเบสบอล, โบว์ลิ่ง, สควอช, รักบี้, บาสเกตบอล, ซอฟท์บอล, เกตบอล, วอลเลย์บอล, ปิงปอง, ฮ็อกกี้, แฮนด์บอล, แบดมินตัน, ฟุตบอล, ฟุตบอลชายหาด, วอลเลย์บอลชายหาด, แล่นเรือใบ, kitesurfing, พายเรือ, สโนว์บอร์ด, สกีดาวน์ฮิล, สเก็ตกลางแจ้ง, สกี, อินไลน์สเก็ตสกีในร่ม, สกีครอสคันทรี, ยิงธนู, ขี่ม้า,

พวกนี้คือยกตัวอย่างมาประมาณหนึ่งที่นิยมใช้งานกันเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกมากมายที่เชื่อว่าครบหมดทุกกิจกรรมกีฬาและการออกกำลัง เมื่อเราเปิดโหมดการออกกำลังที่ต้องการใช้งาน ตัวนาฬิกาจะเปิดฟังก์ชั่นการติดตามและเซนเซอร์ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องใช้ทั้งหมดขึ้นมาอัตโนมัติครับ และเมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย เช่นการปั่นจักรยาน ตัวนาฬิกาก็จะเริ่มบันทึกเส้นทาง ระยะทาง เวลา ชีพจรหัวใจ บันทึกเอาไว้ได้แม่นยำเพราะว่าตัวมันมีเซนเซอร์ครบรวมทั้ง GPS ในตัว เก็บบันทึกและแสดงให้เราเห็นทันทีที่สิ้นสุดกิจกรรม แล้วเมื่อซิงก์กับสมาร์ทโฟน ข้อมูลสุขภาพของเราก็จะเข้าไปจัดเก็บไว้ในโปรไฟล์ไอดีของเราเองอัตโนมัติครับ







การดูแลสุขภาพของตัวนาฬิกา จะตรวจวัดจัดเก็บอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งเตือนได้ทันทีหากอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าหรือสูงถึงโซนที่อันตราย นำไปวิเคราะห์ระดับความเครียด รวมถึงหาระดับออกซิเจนในเลือดได้ครับ

Amazfit T-Rex Pro สามารถตรวจจับคุณภาพการนอน แยกระดับการนอนได้ระดับ หลับตื้น หลับลึก หรือระดับ REM ตรวจพบเมื่อคุณฝัน และตรวจจับได้อัตโนมัติแม้แต่การงีบหลับตอนกลางวัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบปัญหาการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจในระหว่างการนอนหลับควบคู่กันไปอีกด้วย


กิจกรรมทั้งหมดของชีวิต จะถูกบันทึก และจะนำมาประเมินสุขภาพออกมาเป็นคะแนน PAI เพื่อความเข้าใจง่ายๆ เพราะจากการวิจัยพบว่าการประเมินสุขภาพ PAI  ช่วยให้เรามองภาพรวมได้ง่ายต่อการพัฒนาร่างกายและสุขภาพ เป็นวิธีการกระตุ้นให้บรรลุเป้าหมายส่วนบุคคลได้ดีที่สุด




สรุปท้ายรีวิว Amazfit T-Rex Pro

Amazfit T-Rex Pro สมาร์ทวอทช์สายลุย สายทนทานตัวเรือนกันกระแทก ทนทานอากาศ 70 องศา ถึงติดลบ -40 องศา ป้องกันน้ำ 10ATM ใส่ดำน้ำทะเลได้ ทนการกัดกร่อนของเกลือและป้องกันความชื้น ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางทหาร MIL-STD-810G ใส่ใช้งานได้เต็มที่ไม่ต้องถอดในทุกสภาพอากาศและทุกกิจกรรมชีวิต

งานออกแบบดุดัน ใส่สบาย ไม่กักเก็บความชื้น และน้ำหนักเบา ปุ่มควบคุม 4 ปุ่มสั่งทำงานได้ทุกโอกาสแม้ใส่ถุงมือหรือดำน้ำ ไม่ต้องอาศัยการทัชสกรีน มี GPS ตรวจจับตำแหน่งในตัว 4 ระบบ GPS, GLONASS, BeiDou, Galileo พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android รองรับโหมดออกกำลังกายและกีฬา 100+ โหมด

ครบเครื่องครับ และราคาจำหน่ายไม่แพงด้วย เปิดราคามาที่ 5,599 บาท บนหน้าร้านค้า Zepp Official Store บน Shopee : https://bit.ly/38mdikt

 

 

ข่าว: รีวิว Amazfit T-Rex Pro สมาร์ทวอทช์สายลุย คู่หูออกกำลังกาย 100+ โหมด บุกทะเลทราย ฝ่าธารน้ำแข็ง ใช้ต่อเนื่องนาน 12 วัน เอาอยู่! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/03/24/review-amazfit-t-rex-pro.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-amazfit-t-rex-pro

Hands-On : Samsung Galaxy A72 และ A52 5G ทดสอบใช้เครื่องจริง จากวันเปิดตัว

Samsung เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับ Mid-End หมื่นต้นๆ สามรุ่นรวม Galaxy A52, Galaxy A52 5G และ Galaxy A72 เด่นมาในเรื่องของหน้าจอขนาดใหญ่ รีเฟรชเรทสูง ระบบชาร์จไว กล้องถ่ายภาพคมชัดสูง 64 ล้านพิกเซล และสีสันตัวเครื่องใหม่ Awesome Violet, Awesome Blue, Awesome Black, และ Awesome White ผิวสัมผัสแบบแมตท์ Haze Finish ผิวด้านเนื้อสีนุ่มนวล

ประกาศราคาไทยออกมาเรียบร้อยทั้งสามตัว

  • Galaxy A72 วางจำหน่ายในราคา 13,999 บาท
  • Galaxy A52 วางจำหน่ายในราคา 11,999 บาท และ Galaxy A52 5G ในราคา 13,499 บาท

ความสามารถของสมาร์ทโฟนทั้งสามรุ่น มีหลายอย่างที่พัฒนามามากขึ้น โดยเฉพาะด้านการถ่ายภาพ, และงานวีดีโอ รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานจากหน่วยประมวลผลที่ทาง Samsung เลือกใช้งานหน่วยประมวลผลของ Qualcomm ทั้งหมด

Hands-On : Samsung Galaxy A72 และ A52 5G ทดสอบลองใช้เครื่องจริง จากวันเปิดตัว

รายละเอียดเพิ่มเติมในพรีวิว Galaxy A72 

รายละเอียดเพิ่มเติมในพรีวิว Galaxy A52 5G

แล้วติดตามรีวิวเต็มๆ ได้จาก Appdisqus ได้เช่นเดิม

ข่าว: Hands-On : Samsung Galaxy A72 และ A52 5G ทดสอบใช้เครื่องจริง จากวันเปิดตัว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/03/23/preview-hands-on-samsung-galaxy-a72-a52-5g.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=preview-hands-on-samsung-galaxy-a72-a52-5g

พรีวิว Vivo Y72 5G สมาร์ทโฟนเยาวรุ่น กล้องชัดขั้นเทพ พร้อมเชื่อมต่อ 5G ทุกที่ ทุกเวลา

Vivo Y สมาร์ทโฟนในกลุ่มวัย Young และ First Jobber แนวของสินค้ากลุ่มนี้จะมีการใช้สีสันดูซนๆ เน้นการใช้งานนอกสถานที่ ใช้งานด้านความบันเทิง มีหน้าจอใหญ่ มีกล้องถ่ายภาพคุณภาพทีดีทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า และสำหรับ Vivo Y72 5G รุ่นล่าสุด ก็มาพร้อมกับการเชื่อมต่อที่รองรับสัญญาณ 5G แบบ Dual Mode NSA และ SA เพื่อให้ใช้งานการเชื่อมต่อยุคใหม่ ได้ทุกที่ ทุกเวลาครับ

Vivo Y72 5G ประกาศเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย วันที่ 22 มีนาคม เวลา 17.00 นาฬิกาเป็นต้นไป ผ่านทางออนไลน์หน้า แฟนเพจ, Youtube Vivo Thailand ใครที่สนใจก็เข้าไปรับฟังราคาและโปรโมชั่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้กันได้ แต่ในบทความพรีวิวนี้ผมจะพามารู้จักกับความน่าสนใจและจุดแข็งของมันกันก่อน จะได้รู้ว่ามันน่าเหมาะสมสำหรับใครบ้างสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

 

ผมว่าทั้งโลกเราไปกันในทิศทางเดียวกันนะครับ นั้นคือสมาร์ทโฟนจะมีความสำคัญมากขึ้น มากขึ้น เราไม่ได้พูดถึงความบันเทิงกันอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่มันคืออุปกรณ์ในการใช้ชีวิต ไม่ต่างจากเงิน ไม่ต่างจากเสื้อผ้า แต่ก่อนเราเด็กๆ อาจจะมีสมาร์ทโฟนแค่ไหวเล่นเกม หรือติดตามคลิปจากช่องพี่คนโปรด แต่ตอนนี้ไม่ใช่พวกนั้นอย่างเดียวแล้ว เราโตขึ้น สมาร์ทโฟนสำคัญมากขึ้น มันใช้ทั้งในการเรียน การทำงาน การประชุมออนไลน์ ทำรายงานออนไลน์ การทำงานกลุ่ม สนทนากับเพื่อนฝูง แต่แน่นอนก็ยังคงใช้เล่นเกมและติดตามช่องรายโปรดใน Youtube, เฟสบุ๊คอยู่เช่นเดิมด้วย

มือถือเราจึงต้องดีกว่าเดิม จอใหญ่กว่าเดิม แบตเตอรี่เยอะกว่าเดิม และการเชื่อมต่อต้องพร้อมและรวดเร็วกว่าเดิม เพราะมาตรฐานคอนเทนต์ที่เราใช้งานอยู่มีความคมชัดและขนาดใหญ่ขึ้นในทุกๆ วัน ซึ่ง Vivo Y72 5G มันถูกกำหนดมาให้อยู่ในจุดนี้ครับ

Vivo Y72 5G เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซีรีส์ที่รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ 5G เพราะต่อไปนี้เมืองไทย เราจะไม่ถอยหลังกลับไปพัฒนา 4G กันอีกแล้วครับ โครงข่ายการให้บริการทั่วประเทศกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุค 5G และเป็นไปอย่างรวดเร็วมากๆ ในเวลาแค่เพียงไม่ถึงปีเราก็มีสัญญาณ 5G ครอบคลุมไปทั่วประเทศ และมันจะเดินหน้าไปต่อแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากยุค 5G NSA (Non Stand Alone การใช้เทคโนโลยี 4G ผสม 5G ในการให้บริการปัจจุบัน) ค่อยๆ ขยับมาสู่ 5G SA (Stand Alone ใช้เทคโนโลยี 5G ทั้งระบบ บางค่ายเริ่มให้บริการไปแล้ว)

ต้องบอกว่าทาง Vivo วาง Y72 5G เอานิยามไว้ดีครับ “5G เข้าถึงทุกที่ ทุกเวลา” เพราะเป็นเครื่องที่รองรับการใช้งานทั้ง 5G NSA และ SA ไม่ตกยุคตกเทรนด์ 5G กันอย่างแน่นอน และเป็นเรื่องสำคัญในการมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ต่อจากนี้ ที่ควรรองรับ 5G เป็นพื้นฐาน

 

หน้าจอใหญ่ครับ Halo Fullview Display 6.58 นิ้ว ความละเอียดดี 2408×1080 FullHD+  ความอิ่มตัวของสีสูง ภาพสวยเต็มตามาก อัตราส่วนหน้าจอ : 20 : 9 ขอบจอบางมาก เพียง 2.75 มม. คิดเป็นหน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้าตัวเครื่องที่สูงถึง 90.6% วางกล้องถ่ายภาพด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีฟังก์ชั่นสำหรับการเซลฟี่ใส่มาเต็ม ถ่ายสวยครับ หน้าจอคือสิ่งสำคัญของยุคนี้ แทบจะทุกการใช้งานในปัจจุบัน อาศัยการแสดงผลเป็นสำคัญ

ลำโพงเสียงดังมาก มีระบบ Speaker Boost 3.0 เพิ่มพลังเสียงของตัวลำโพงให้มากขึ้นเป็น 200% เสียงดังมากๆ ครับ เปิดหนังฟังเพลง เสียงดังดีกว่าลำโพงบลูมูธบางตัวซะอีก

ตัวเครื่องบาง เพียง 8.50 มม. ที่น่าสังเกตก็คือทั้งที่ A72 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้การสแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่องตรงปุ่มพาวเวอร์ แต่ทำออกมาได้บางมาก ปุ่มพาวเวอร์ไม่ได้มีขนาดใหญ่กว่าปุ่มพาวเวอร์ของเครื่องทั่วไป

ซึ่งต้องขอชมที่คุณภาพการสแกนนิ้วทำได้รวดเร็วมาก ขนาดแทบไม่มีผลต่อการใช้งานเลย ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดบาง จับถือง่าย ไม่หนาเกะกะเหมือนเครื่องอื่นๆ ครับ น้ำหนักตัวเครื่องเพียง 193 กรัม

 

มีการเข้ามาจำหน่ายสองสีครับ หนึ่งสีคือ Graphite Black: สีดำดูลึกลับ เคลือบผิวนวัตกรรมใหม่ไอออนเงิน และอีกหนึ่งสีที่นำเข้ามาคู่กันคือสีที่ผมได้มา ชื่อสี Dream Glow: เฉดสีผสมผสานเหมือนอัญมณี ไล่ระดับสีเหมือนปีกแมลง สะท้อนแสงสวยงามมาก เห็นแล้วสะดุดตาแน่นอน ^^

สวยงามมาก ยิ่งโดนแสงยิ่งสะท้อน ยิ่งอยู่ในร่มสียิ่งเข้ม วางกล้องหลังมาให้สามตัว กล้องหลักความละเอียดสูง 64 ล้านพิกเซล ทำงานคู่กับกล้องเสริม Super Wide-Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมรับภาพ 120 องศา และเลนส์ Super Macro 2 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพระยะใกล้ 4 ซม.




โหมดถ่ายภาพให้เยอะมากตามสไตล์ FunTouch OS ของ Vivo ครบทั้งภาพถ่ายกลางคืน Super night mode , portrait ,bokeh, super HDR , super wide angle โหมดกันสั่นวิดิโอกล้องหลังแบบ EIS Ultra stable video ถ่ายภาพบุคคลเล่นกับฟิลเตอร์สี มีใส่เข้ามาให้เยอะครับ ถ่ายภาพสนุก



และมีระบบ Eye Autofocus จับโฟกัสดวงตาของแบบได้อัตโนมัติ โฟกัสใกลไกลยังไงก็เข้าดวงตา คมกริบครับเวลาถ่ายคน


รองรับสองซิมการ์ดแบบไฮปริด ใส่ซิม 5G พร้อมใช้งานได้ทันทีทั้งสองสล็อตซิม รองรับ Wi-Fi ทั้ง 2.4, 5.0 และ Bluetooth 5.1

เห็นตัวบางๆ แค่นี้ แต่ให้แบตเตอรี่ใหญ่ครับ 5000mAh รองรับระบบชาร์จไว 18W จากตัวอเดปเตอร์ที่แถมมาให้ภายในกล่อง อุปกรณ์ในกล่องก็ยังจะมีชุดหูฟัง เคสใสซิลิโคน และสาย USB Type C ให้มาครับไม่ตัดอะไรไป

ระบบภายในใช้เป็น Android 11 ไม่ต้องรออัพเดท ครอบทับด้วย Funtouch OS 11.1 ให้แรมมาเยอะ 8GB และ ROM 128 GB ใช้ชิปเซ็ตซีรีส์มาแรงขวัญใจสมาร์ทโฟนราคาดี Dimensity 700 หน่วยประมวลผลที่ผลิตมาในระดับ  7 นาโนเมตร มีโมเด็ม 5G ที่รองรับคลื่นสัญญาณ Dual-Mode ทั้งแบบ SAและ NSA ชิปเซ็ตเก่งและประสิทธิภาพเด่น แต่ราคาดีเหลือเกิน MTK Dimensity แต่ละตัว น่าใช้ครับ



Vivo Y72 5G จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยพร้อมประกาศราคาและโปรโมชั่นในวันที่ 22 มีนาคม เวลาห้าโมงเย็นเป็นต้นไป ติดตามกันได้ทุกช่องทางของ Vivo Thailand และสามารดติดตามรีวิวเต็มๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้ที่ Appdisqus เช่นเดิม แล้วเจอกันในบทความรีวิวนะครับ

ข่าว: พรีวิว Vivo Y72 5G สมาร์ทโฟนเยาวรุ่น กล้องชัดขั้นเทพ พร้อมเชื่อมต่อ 5G ทุกที่ ทุกเวลา มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/2021/03/19/preview-vivo-y72-5g.html?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=preview-vivo-y72-5g

รีวิว realme Narzo 30A เล่นเกมสบาย ราคาเบาๆ 4,299 บาท แบตเตอรี่ 6000 mAh ชาร์จไว18W หน้าจอ 6.5 นิ้ว

เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในประเทศไทย realme Narzo 30A สมาร์ทโฟนที่น่าจะเหมาะกับวัยรุ่นที่ชอบเล่นเกมเป็นพิเศษเลยครับ ราคาไม่แพง 4,299บาท แต่สเปคกำหนดมาให้เล่นเกมได้ลื่นๆ เลย

Narzo 30A เป็นสมาร์ทโฟนที่เลือกใช้ชิปเซ็ตประมวลผลเป็น Helio G85 ใส่แรมมา 4GB และรอม 64GB โดยเจ้าชิปเซ็ต MediaTek Helio G85 ตัวนี้แหละ ที่เป็นตัวเลือกที่ดีถ้าต้องการจะควบคุมราคาเครื่องไม่ให้แพง

เป็นชิปเซ็ตสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะเลย เพราะพลังมันเกินราคาครับ ผลิตมาในเทคโนโลยีระดับ 12 นาโน ทำผลทดสอบคะแนน Antutu Benchmark ออกมาได้มากกว่า 200,000 เลยทีเดียว



หน้าจอแสดงผลก็เป็นสิ่งที่สองที่ทำมาสอดรับกัน หน้าจอใหญ่ครับ 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ 1600×720 พิกเซล ขอบจอเล็กมากเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในกลุ่มราคาเท่าๆ กัน และยังให้หน้าจอที่ความสว่างสูงกว่ามาตรฐานตลาดทั่วไป ที่มักจะให้มาในระดับความสว่างประมาณ 400 nits แต่เจ้าตัวนี้ให้ความสว่างสูงสุดที่ 570nits ภาพจึงดูสดใสและสว่างตามากกว่าในการใช้งาน

 

และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นอกจากประสิทธิภาพการประมวลผลที่เพียงพอต่อการใช้งาน และหน้าจอที่ดีแล้ว แบตเตอรี่ก็ต้องมีเยอะมากเพียงต่อการใช้งานได้ยาวนานด้วยครับ เพราะต่อให้ดียังไง แต่ใช้งานได้แพร่บเดียวแบตหมด ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร แต่สำหรับ Narzo 30A ใส่แบตเตอรี่มาให้ขนาดใหญ่ถึง 6,000 mAh พร้อมการจัดสรรพลังงานที่ดี ใช้งานได้นานมากครับ เปิดสแตนด์บายเป็นอาทิตย์แบตแถบไม่ลด

ถ้าจะให้แบตหมดก็คงต้องเปิดสแตนด์บายไว้เป็นเดือน ถ้าเปิดใช้งานต่อเนื่องทั้งวันที่ทดสอบใช้งานมา ก็ยังอยู่ได้มากกว่า 10 ชั่วโมงนะครับ สำหรับการใช้แบบเปิดหน้าจอไว้ตลอดเวลา ก็เป็นรุ่นแบตอึดสะใจครับ มาพร้อมที่ชาร์จไว 18W

และรองรับการใช้งานเป็น Reverse Charging เพื่อชาร์จไฟออกไปให้กับอุปกรณ์อื่นได้ในยามฉุกเฉินด้วยครับ

ทดสอบการเล่นเกมอย่าง LOL ลื่นปริ๊ดไม่มีสะดุด เพียงพอต่อการนำมาเล่นเกมแล้วครับ หน้าจอใหญ่ ภาพสว่างลำโพงเสียงดังดีด้วย เล่นได้ทั้งวันเพราะแบตอึดมาก ด้วยราคาแค่นี้ถ้ามองหาเอามาเล่นเกมและใช้งานทั่วไปอย่างแชตหรือการเรียนออนไลน์ เกินจะพอแล้วครับ ครบองค์ประกอบที่ควรมีแล้ว และไม่ต้องลำบากไปเสียตังค์แพงๆ ด้วย

หน้าจออัตราส่วน 20:9 ใช้งานในร่มสีสด กลางแจ้งก็มองเห็นได้ชัด แม้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดมักจะมีความละเอียดหน้าจอที่ไม่สูงมากนัก แต่ถ้าคุณภาพจอดีก็ทำให้ผลลัพท์ออกมาดูสวยงามสบายตาได้เช่นกัน


หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว เจาะรูวางกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลตรงบริเวณขอบจอเป็นรูปหยดน้ำ โดยเขาออกแบบชิ้นส่วนตรงบริเวณหยดน้ำใหม่หมดครับ ด้วยการดึงชิ้นส่วนและ
ส่วนประกอบต่างๆ ให้เข้าใกล้กันมากขึ้น เพื่อให้พื้นที่ของบริเวณหยดน้ำขอบจอเล็กลง ทันเล็กลงถึง 30.9% เมื่อเทียบกับจอแบบหยดน้ำทั่วไป ทำให้อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องเพิ่มมาอยู่ที่ 88.7% ด้านหน้าเป็นหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่ไปกว่าเดิม

มาพร้อมรูหูฟัง 3.5 mm และระบบเสียง Real HD Sound ที่ทาง realme จับมือพัฒนาร่วมกันกับ Dirac พัฒนารูปแบบเสียงที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษ เราสามารถเปิดการใช้งานได้เมื่อเชื่อมต่อกับหูฟังภายนอกครับ


ฝาหลังก็ออกแบบมาแปลกตา ดูมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เป็นพื้นผิวเรียบสลับลายเส้นแทยง สลักลวดลายบนผิวด้วยเลเซอร์ สัมผัสสบายมือไม่ลื่น ตัวเครื่องขอบโค้งมน มีที่สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้านหลังเครื่องด้วย สแกนได้ไวแม่นยำครับ และพร้อมรองรับการสแกนใบหน้าเข้าใช้งานได้ด้วยเช่นกัน ขนาดตัวเครื่อง 164.5mm x 75.9mm x 9.8mm หนัก 207 กรัม หนากว่าทั่วไปนิดหน่อยเพราะด้านในใส่แบตมาให้ 6,000 mAh นั้นแหละครับ มีเข้ามาจำหน่ายสองสี สีฟ้า Laser Blue และสีดำ Laser Black ที่เห็นในรีวิวนี้ครับ




ให้กล้องหลังมาสองตัว ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล+ 2 ล้านพิกเซล มี AI คอยช่วยในการถ่ายรูป สามารถถ่ายภาพมาโคร และถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้ ความละเอียดไม่สูงแต่โฟกัสค่อนข้างดีครับ จึงถ่ายง่าย มีรูปตัวอย่างมาให้ดูท้ายรีวิวกันด้วย

รองรับ 2 ซิมการ์ดแบบ 3 สล็อต สามารถเพิ่ม Micro SD card เพิ่มเติมหน่วยความจำได้ และรองรับสัญญาณ Wi-Fi ทั้ง 2.4 และ 5.0 รองรับ Bluetooth 5.0 ดูแล้วก็มาครบหมดที่ต้องมีในยุคนี้แหละครับ ไม่ขาดอะไรไป

แต่อุปกรณ์ภายในกล่อง ประหยัดมากครับ มีแค่ที่ชาร์จ 18W กับสาย USB Type-C  มาให้ ไม่มีเคสไม่มีชุดหูฟังแถมมา ก็ดีครับเพื่อราคาที่ประหยัดของเรา ^^ (แต่หน้าจอติดฟิล์มมาให้แล้วเช่นเดิมนะ)

รันด้วยระบบ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI ที่ใส่ฟังก์ชั่นการใช้งานมาไม่น้อยเลยครับ




มีวอลล์เปเปอร์สวยๆ ให้เลือกเปลี่ยนใช้งานมากมายเลยครับ และมีสโตร์ให้โหลดธีม ภาพพื้นหลัง ฟอนต์ตัวอัษร ให้เอามาเปลี่ยนใช้งานได้ซึ่งมีทั้งซื้อและโหลดใช้งานฟรี




มีโหมดช่วยเหลือผู้ใช้งานอย่าง Focus Mode อันนี้ดีมากสำหรับคนที่ต้องการสมาธิและสมาร์ทโฟนอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เราฟุ้งซ่าน ก็เปิดโหมดโฟกัสเอาไว้ กำหนดเวลาที่ต้องการความเป็นส่วนตัว โหมดนี้จะช่วยให้เรามีสมาธิ และผ่อนคลายจากการโดนรบกวน เพราะระบบจะเปิดโหมดห้ามรบกวน DND ปิดการแจ้งเตือนต่างๆ พร้อมเปิดเสียงดนตรีที่รู้สึกสบายใจ เลือกได้ 4 บรรยากาศ และเมื่อหมดตามเวลาที่เราตั้งใว้ ตัวระบบก็จะกลับมาสู่การทำงานโดยปกติของมันเองครับ





โหมดสำหรับการเข้านอน เป็นโหมดที่จะปิดการแจ้งเตือน และปรับหน้าจอให้กลายเป็นสีเทาดำ เพื่อผ่อนคลายสายตา ปรับจูนให้ประสาทสัมผัสผ่อนที่จะพักผ่อน โดยเราสามารถตั้งเวลาให้มันเปิดไว้ล่วงหน้าในแต่ละวันได้ครับ


มีโหมดถนอมสายตาลดแสงสีฟ้า และโหมดกลางคืนหรือโหมดมืด เพื่อปรับหน้าการใช้งานและเมนูต่างๆ ให้กลายเป็นสีดำ แน่นอนว่าทั้งคู่สามารถตั้งเวลาเปิดปิดในแต่ละวันเอาไว้ได้เช่นกัน


และแน่นอนต้องมีโหมดสำหรับคนเล่นเกมด้วยครับ ^^ Game Space ยังคงถูกใส่เข้ามา เป็นโหมดที่จะคอยเคลียทรัพยากรเครื่องให้พร้อมใช้เล่นเกมได้เต็มประสิทธิภาพทันทีเมื่อกดเข้าเกมจากหน้า Game Space สามารถปรับระดับความเข้มข้นในการเล่นเกมของเราได้สายระดับ มีระดับมาตรฐาน ระดับประหยัดพลังงาน และแบบระดับการแข่งขัน ที่จะรีดทุกอย่างของเครื่องเพื่อเอามาใช้ และสามารถปิดกั้นการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนในขณะเล่นเกมได้ด้วยครับ




Gesture ช่วยเหลือผู้ใช้ภายในเครื่อง ถูกออกแบบไว้เยอะเช่นกัน เราสามารถใช้การลากสามนิ้วลงมาเพื่อเป็นการเซฟภาพหน้าจอได้ และมี 3-Finger Selected Screenshot ฟีเจอร์จับภาพหน้าจอบางส่วนได้ง่ายๆ โดยใช้ 3 นิ้วกดหน้าจอค้างไว้ และเลื่อนเลือกส่วนไปบนภาพหน้าจอที่ต้องการจะเซฟไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเศฟทั้งหน้าจอแล้วค่อยครอบตัดอีกที

ถ้าเป็นการเลื่อนสามนิ้วขึ้น จะเป็นการแยกหน้าจอเพื่อเปิดแอพพลิเคชั่นสองแอพไปพร้อมๆ กัน


ยังมีโหมด Gesture อีกมากมาย ที่เราสามารถเข้าไปกำหนดตั้งค่าไว้ได้ตามใจ ต้องการใช้สัญลักษณ์แบบใดเพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชั่นหรือแอพพลิเคชั่น ก็เข้าไปกำหนดเอาไว้ในการตั้งค่าได้เพิ่มเติมครับ สามารถเรีบกใช้งานด้วยการวาดสัญลักษณ์ได้ตั้งแต่หน้าจอล็อก แต่ฟังก์ชั่นพวกนี้เปลืองพลังงานนะครับ และบางครั้งชอบทำงานเองในเวลาเราใส่เครื่องไว้ในกระเป๋า จะใช้หรือไม่ใช้ก็ดูเอาตามสะดวกนะครับ


มีการใส่ระบบความปลอดภัยสำหรับล็อคแอพพลิเคชั่นด้วยรหัส ไม่ให้คนนอกมาใช้งาน และระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัว และเก็บไฟล์สำคัญทั้งหมดซ่อนเอาไว้ได้ครับ

กล้องถ่ายภาพ realme Narzo 30A 

ความละเอียดกล้องไม่สูงเลยครับ กล้องหน้า 8 ล้ายพิกเซล กล้องหลังเป็นกล้องคู่ 13 ล้านพิกเซล + ล้านพิกเซลไว้ช่วยกันจับโฟกัสในโหมดถ่ายภาพบุคคล โหมดถ่ายภาพจึงไม่มีการถ่ายแบบ Ultra Wide หรือภาพมุมกว้างพิเศษ แต่ยังสามารถซูมภาพได้สูงสุด 4x และมีโหมดมาโครที่จะทำให้ทันทีอัตโนมัติด้วย AI เมื่อส่องกล้องในระยะใกล้กับวัตถุ

 

ความละเอียดไม่สูง แต่โฟกัสคม ภาพออกมาสวยได้ง่ายๆ ครับแค่ภาพมันจะไม่ใหญ่เท่านั้นเอง จริงๆ ก็อาจจะดีก็ได้เพราะส่วนใหญ่เราก็ใช้แค่รับชมบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ความละเอียดแค่นี้ก็น่าจะเพียงพออยู่ครับ

การซูมภาพระดับ 2x ไม่เสียความคมไปเลย และในระดับ 4x ถ้าในที่แสงดีๆ ก็ยังคาดหวังความคมของภาพได้เช่นกัน อย่างที่บอกกล้องรุ่นนี้ขาดแค่ขนาดความใหญ่ของภาพที่จำนวนพิกเซลไม่สูง แต่คุณภาพไม่ได้ถูกเหมือนราคาขาย



การจับโฟกัสทำได้แม่นยำมากทีเดียว ทั้งโหมดมาโครและโหมดปกติ ภาพสวยคมชัดครับ และมีโหมดเร่งสีของภาพ สำหรับใครที่ชอบภาพที่มีสีสันสดกว่าปกติสักหน่อยครับ



การจับภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอก็สามารถทำได้เพราะมีมาเป็นกล้องคู่ ถ่ายภาพละลายหลัง แยกมิติของวัตถุในภาพได้ดีกว่าที่คิดครับ ไม่เละไม่เลอะ ฉลาดกว่าที่ผมคาดไว้ครับ




 

และก็ยังมีโหมดถ่ายภาพกลางคืนมาให้ด้วยนะครับ เผื่ออยากจะถ่ายแสงไฟอะไรในตอนกลางคืนได้บ้าง มาพร้อมฟิลเตอร์สีสันกลางคืนโดยเฉพาะสามสไตล์ที่ดูเท่ทีเดียว






 

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล มาพร้อมบิวตี้โหมดหน้าใสแบบปรับระดับได้ และยังสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอด้วยกล้องหน้าตัวเดียวได้ด้วยนะครับ มีกล้องตัวเดียวแต่ตัดหน้าคนคมใช้ได้อีกต่างหากครับ


กล้องความละเอียดไม่สูง แต่ 13 ล้านพิกเซล แต่คุณภาพดีกว่าที่คิดเยอะครับ ฉะนั้นถ้าใครไม่ได้ต้องการภาพขนาดใหญ่เพื่อนำไปพิมพ์หรือนำไปซูม รุ่นนี้กล้องไม่ผิวหวังแน่นอน

ตัวอย่างภาพถ่าย












สรุปท้ายรีวิว

ราคาดีสเปคแรง ใช้เล่นเกมได้ดีมาก หน้าจอขนาดใหญ่ขอบจอเล็ก ภาพสว่างชัดเจน แบตเตอรี่อึดใช้งานได้เต็มที่ตลอดทั้งวัน องค์ประกอบตัวเครื่องลงตัวหมดไม่ขาดตกบกพร่องอะไร ในราคาแค่นี้ถือว่าคุ้มมากและไม่ต้องจ่ายแพงด้วยครับ ถ้ามองหาสมาร์ทโฟนมาใช้งานทั่วไป ใช้เล่นเกม หรือใช้ในการเรียนหรือประชุมออนไลน์ รวมถึงนำมาใช้กับแอพในยุค New Normal อย่างแอพเป๋าตังค์ หรือไทยชนะ แอพเหล่านี้รองรับและใช้งานได้เต็มที่บน Narzo 30A แน่นอนครับ

realme Narzo 30A เปิดจำหน่ายแล้วในราคาพิเศษ สำหรับความจุ 4+64GB มาในราคาเพียง 4,299 บาท โดยวางจำหน่าย Exclusive ผ่านช่องทาง Shopee ในวันที่ 11 ถึง 25 มีนาคมนี้เท่านั้น และสามารถเป็นเจ้าของได้พร้อมกันในวันที่ 26 มีนาคม 2564 ที่ realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ข่าว: รีวิว realme Narzo 30A เล่นเกมสบาย ราคาเบาๆ 4,299 บาท แบตเตอรี่ 6000 mAh ชาร์จไว18W หน้าจอ 6.5 นิ้ว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/03/10/reivew-realme-narzo-30a.html

เทียบกล่อง TrueID TV กล่องเก่า-กล่องใหม่ ต่างกันตรงไหน ควรเปลี่ยนหรือไม่ถ้าใช้ตัวเก่า?

สำหรับคลิปวีดีโอนี้ จะเป็นการแนะนำกล่อง TrueID TV หรือกล่อง Android TV ที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีใช้งานกันอยู่แล้วที่บ้าน และหลายคนอาจจะกำลังพิจารณาหามาใช้งานกันอยู่ ด้วยราคาที่ไม่แพงและมีคอนเทนต์ค่อนข้างเยอะ ทั้งหนัง รายการทีวี และกีฬาฮิต เช่นหลายคนเอาไว้ดูบอลพรีเมียร์ลีก รวมถึงการใช้งานกับแอพพลิเคชั่นของ Android TV ได้ อย่าง Youtube หรือ Netflix เป็นต้น

หลังจากเราเคยรีวิวกล้องรุ่นแรกไปแล้วในบทความรีวิวนี้ แต่ว่าในปัจจุบันกล่อง TrueID TV ได้มีการเปิดจำหน่ายออกมาอย่างน้อยสองรุ่นแล้วครับในตลาด ซึ่งภายนอกของกล่องนั้นถ้าเราเห็นหน้าตาก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นคนละรุ่นกันแน่นอน และภายในก็มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อยเช่นกันครับ เปลี่ยนใหม่ในรายละเอียดของหน้าตา UI การใช้งาน มีการเพิ่มการตั้งค่าและฟีเจอร์บางอย่างเข้ามาและปรับเปลี่ยนไป

เรานำกล่องรุ่นที่สองมาเปรียบเทียบกับกล่องรุ่นแรกให้เห็นกันเป็นแบบคลิปวีดีโอ จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง และจำเป็นมั้ยที่เราจะเปลี่ยนกล่องเก่าเป็นกล่องใหม่ถ้าเรามีใช้งานที่บ้านอยู่แล้ว  เรามีคำตอบให้ในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

 

ข่าว: เทียบกล่อง TrueID TV กล่องเก่า-กล่องใหม่ ต่างกันตรงไหน ควรเปลี่ยนหรือไม่ถ้าใช้ตัวเก่า? มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/18/trueid-tv-2-versions-different.html

วิธีการติดตั้ง Homebridge เพื่อใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit กับ แอพพลิเคชั่น Home

หลังจากที่ Smart Home Guide ตอนที่ 1 นั้นได้พาเพื่อนๆ ไปรู้จักและทำความเข้าใจกับ Homekit Framework ซึ่งเป็นระบบบ้านอัจฉริยะจาก Apple กันแบบละเอียดแล้ว ใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 นี้ เราจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ Homebridge ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถใช้งานอุปกรณ์ Smart Device ที่ไม่รองรับ Homekit กับเฟรมเวิร์ค Homekit จาก Apple ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะมาก

เอาล่ะ ใครที่อยากมีบ้านอัจฉริยะบนแพลตฟอร์มของ Apple แต่ยังไม่อยากจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียก่อน ติดตามได้จาก Smart Home Guide EP2 : ทำอุปกรณ์ถูกๆ ให้รองรับ Homekit ด้วย Homebridge Server

ส่วนใครที่ชอบอ่าน ในบทความนี้เพื่อนๆ จะได้รู้จักกับ Homebridge ว่ามันคืออะไร รวมทั้งขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge โดยละเอียด และการใช้งาน Homebridge เบื้องต้น แต่หากอ่านแล้วสับสนงงงวย ที่ท้ายบทความเราได้ลงลิงก์เพื่อให้ไปซื้อ Homebridge Hub แบบสำเร็จรูปที่ติดตั้งและตั้งค่าบท Raspberry Pi Zero W แล้วมาใช้งานกันได้เลย จะได้ไม่ต้องลงมือทำเอง

เอาล่ะ ใครพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันต่อได้


เฟรมเวิร์คบ้านอัจฉริยะของ Apple อย่าง Homekit นั้นจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะที่รองรับ Homekit ด้วย โดยสังเกตได้จากข้างกล่องที่จะเขียนว่า “Works with Homekit” นั่นเอง ทั้งนี้เพื่อนๆ ต้องห้ามสับสนกับอีกคำที่หลายๆ ผู้ผลิตใช้ว่า “Works with Siri” เป็นอันขาด เพราะอันหลังนี้ไม่ได้หมายความว่าใช้กับ Homekit ได้ แต่หมายความว่าใช้กับ Siri Shortcuts หรือแอพ “คำสั่งลัด” บน iPhone และ iPad ของเราได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์อัจฉริยะที่รองรับ Homekit นั้น ในบ้านเรายังถือว่ามีจำหน่ายไม่แพร่หลายนัก แถมยังมีตัวเลือกให้เลือกไม่มากด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องราคาที่โหดเอาเรื่องกันแทบทุกตัวเลย ซึ่งหากใครคิดจะใช้งานบ้านอัจฉริยะบน Homekit Framework จาก Apple และตั้งใจจะใช้อุปกรณ์ที่รองรับ Homekit ทั้งหมดนั้นคงมีหวังกระเป๋าแบนกันไปก่อนแน่ๆ ดังนั้น Homebridge จึงเข้ามาเป็นพระเอกในจุดนี้ ที่จะช่วยเชื่อมอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit อย่างเป็นทางการทั้งหลายให้สามารถใช้งานบน Homekit Framework ได้ในราคาที่สุดแสนจะสบายกระเป๋านั่นเอง

Homebridge คืออะไร?

Homebridge คือเซิร์ฟเวอร์ NodeJS ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานให้กับอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านของเราให้สามารถเชื่อมต่อกับ Homekit ของ Apple ได้ โดยหน้าที่หลักๆ ของมันนั้นคือการจำลองตัวเองเป็น Bridge (หรือเราอาจเรียกว่า Hub ก็ได้) ให้กับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit ที่เชื่อมต่อเข้ากับตัวมันเองอีกที และเมื่อเราทำการติดตั้งอุปกรณ์พวกนี้ลงไปบน Homebridge แล้ว มันก็จะไปปรากฏบนแอพพลิเคชั่น Home ใน iPhone, iPad และ Mac ของเราที่ ณ ตอนนี้มีสถานะเป็น Bridge ให้กับ Homekit Framework ในทันที

หากยังนึกภาพไม่ออก ให้ลองจินตนาการถึง Philips Hue ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ในการที่จะทำให้หลอดไฟของ Philips Hue ใช้งานกับ Homekit ได้นั้น เราจำเป็นต้องเชื่อมต่อหลอดไฟเหล่านั้นเข้ากับ Philips Hue Bridge ก่อน จากนั้นก็เอา Philips Hue Bridge ไปเชื่อมเข้ากับ Homekit อีกทีด้วยรหัสการเชื่อมต่อเฉพาะที่มากับตัว Hue Bridge เพียงเท่านี้หลอดไฟ Philips Hue ของเราก็จะปรากฏและควบคุมได้บนแอพพลิเคชั่น Home แล้ว

Homebridge เองก็ทำหน้าที่เหมือนกับ Philips Hue Bridge นั่นล่ะ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ Homebridge ผ่านปลั๊กอินของ Homebridge ก็เปรียบเสมือนหลอดไฟในระบบ Philips Hue ที่ไม่ได้เชื่อมต่อตรงไปที่ Homekit แต่เป็นการเชื่อมต่อผ่าน Homebridge ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานอีกที

และเมื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อผ่าน Homebridge เหล่านั้นถูกส่งต่อไปยัง Homekit แล้ว มันก็จะทำหน้าที่ทุกอย่างได้เหมือนอุปกรณ์ Homekit แท้ๆ รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียงผ่านทาง Siri และการตั้ง Scene และ Automation ต่างๆ ด้วย

อุปกรณ์ที่ต้องมีในการติดตั้ง Homebridge

ปกวิธีการติดตั้ง Homebridge Server

Homebridge นั้นสามารถติดตั้งได้บนอุปกรณ์หลากหลายมาก (บน PC ก็ได้) แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า Bridge นั้นต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและเปิดเครื่องอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตั้งบน PC อาจจะไม่ตอบโจทย์นัก ในบทความนี้เราจึงจะมาติดตั้ง Homebridge Server กันบน Raspberry Pi แทน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ไม่กินไฟ และสามารถเปิดใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรเลย

โดยวิธีการนี้จะเป็นการติดตั้งแบบ Headless ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องมีหน้าจอเชื่อมต่อกับ Raspberry Pi ของเราแต่อย่างใด ขั้นตอนที่ต้องใช้หน้าจอจะเป็นการใช้งานหน้าจอของคอมพิวเตอร์หลักที่เราจะใช้ในขั้นตอนการติดตั้งเท่านั้น และ Homebridge Server ของเราจะสามารถใช้งานได้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเสียบหน้าจอมอนิเตอร์ให้เปลืองไฟและเปลืองพื้นที่ตลอดกาล

ถ้าพร้อมแล้ว เรามาจัดหาอุปกรณ์ตามนี้กัน

  1. Raspbery Pi (โมเดลไหนก็ได้ที่สะดวก เน้นที่มีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อครบทั้ง WiFi และ Bluetooth และสามารถเชื่อมต่อ USB ได้เผื่อต้องการเพิ่มฟังก์ชั่นให้กับ Homebridge ในอนาคต) – สั่งซื้อ Raspberry Pi 4B (2GB RAM) จาก Lazada
  2. การ์ด MicroSD 16GB ขึ้นไป – สั่งซื้อ MicroSD 16GB จาก Lazada
  3. การ์ดรีดเดอร์สำหรับการเชื่อมต่อการ์ด MicroSD กับคอมพิวเตอร์ –  สั่งซื้อการ์ดรีดเดอร์จาก Lazada
  4. คอมพิวเตอร์เครื่องหลักที่จะใช้เป็นตัวกลางในการติดตั้ง Homebridge Server ลงบน Raspberry Pi

ข้อควรระวัง: ปกติแล้ว Raspberry Pi นั้นจะขายเฉพาะตัวบอร์ด สายชาร์จ (USB C หรือ MicroUSB) รวมไปจนถึงเคสของมันนั้นต้องทำการซื้อแยกนะครับ โดยหากซื้อ Raspberry Pi 4B รุ่นที่ลิงก์ไปให้นั้น สามารถซื้ออุปกรณ์เสริมตรงรุ่นนี้ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge Server บน Raspberry Pi 4B

  1. ดาวน์โหลด Homebridge Raspberry Pi Image และโปรแกรม Etcher มาเตรียมไว้ในคอมพิวเตอร์ก่อน ไม่จำเป็นต้องแตกไฟล์ .zip ของไฟล์ Image แต่อย่างใด
    ขึ้นตอนการติดตั้ง homebridge server 1
    ต้องมีไฟล์ Image ของ Homebridge และโปรแกรมอัด Image ลงไปใน MicroSD Card ชื่อ Etcher
  2. เปิดโปรแกรม Etcher ขึ้นมา จากนั้นเลือกไฟล์ Homebridge-Raspbian-vX.X.X.zip ที่ดาวน์โหลมา
  3. เลือก MicroSD Card ที่เราเสียบเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับติดตั้ง Homebridge Server จากโปรแกรม Etcher
    ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge Server 2
    หน้าจอโปรแกรม Etcher
  4. กด Flash! เพื่อทำการแฟลช Image ลงบน MicroSD การ์ดที่เตรียมไว้
  5. หลังจากแฟลชเรียบร้อย ให้เอา MicroSD การ์ดดังกล่าวไปใส่เข้า Raspberry Pi ที่เตรียมไว้ อย่าเพิ่งเปิดเครื่องจนกว่าจะอ่านขั้นตอนต่อไป

    – ต้องการเชื่อมต่อ Homebridge Server ผ่านสาย Lan (Ethernet) – แนะนำ
    ก่อนทำการเปิดเจ้า Raspberry Pi ให้คุณเชื่อมต่อสาย Lan เข้าพอร์ต Lan บน Raspberry Pi ให้เรียบร้อยก่อน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าอินเตอร์เน็ตสามารถใช้งานได้ปกติ จากนั้นให้ทำการเปิด Raspberry Pi ขึ้นมาได้

    – ต้องการเชื่อมต่อ Homebridge Server ผ่าน WiFi  – ไม่แนะนำ
    1. เปิด Raspberry Pi ขึ้นมา ไม่ต้องเชื่อมต่อสาย Lan เข้า Raspberry Pi จากนั้นรอประมาณ 2 – 3 นาที
    2. เปิด iPhone ขึ้นมาสแกนหาสัญญาณ WiFi ชื่อ Homebridge WiFi Setup แล้วทำการเชื่อมต่อ

    ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge 3
    ในหน้า Captive Portal ให้เลือก SSID ของคุณและใส่รหัสผ่าน WiFi

    3. รอสักครู่ หน้าจอ Captive Portal บนจะปรากฏขึ้นมาบน iPhone ให้เลือกชื่อสัญญาณ WiFi ของคุณและระบุรหัส WiFi (Raspberry Pi บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อได้กับคลื่น 2.4Ghz เท่านั้น เช่น Raspberry Pi Zero) เพียงเท่านี้ Homebridge Server ของคุณก็พร้อมใช้งานแล้ว

    หมายเหตุ: จำ IP ที่แสดงในหน้า Captive Protal เอาไว้ เพราะในขั้นตอนต่อไป หากไม่สามารถเข้าใช้งาน Homebridge UI X ผ่าน http://homebridge.local ได้ เราจะต้อเข้าใช้งานด้วย IP ที่ปรากฏแทน

เริ่มต้นใช้งาน Homebridge Server ของเรา

หลังจากติดตั้ง Homebridge Server สำเร็จแล้ว เราจะสามารถเข้าสู่หน้า Homebridge UI X ซึ่งติดตั้งมาพร้อมกับ Image นี้แล้ว (แต่ก่อนการติดตั้งยากกว่านี้เพราะยังไม่มีไฟล์ Homebridge Image) เราสามารถเข้าสู่หน้าล็อกอิน Homebridge Server ของเราได้ที่ http://homebridge.local เมื่อหน้าล็อกอินปรากฏขึ้นมา ให้กรอกชื่อผู้ใช้งานเป็น admin และรหัสผ่านเป็น admin ในครั้งแรกที่เข้าใจงาน

ขั้นตอนการใช้งาน Homebridge 4
หน้าล็อกอิน Homebridge Server ที่เราเพิ่งติดตั้งเสร็จ โดยผู้ใช้งานและรหัสเริ่มต้นเป็น admin/admin

ในกรณีที่ไม่สามารถเข้าหน้าล็อกอินผ่าน http://homebridge.local ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ใช้งาน Windows ให้แก้ปัญหาโดยการหา IP ที่แท้จริงของ Homebridge Server ของเราเพื่อเรียกหน้าเว็บอินเตอร์เฟซสำหรับการล็อกอินออกมาผ่าน IP โดยจะเข้าผ่าน http://<ไอพีของ Homebridge Server ของเรา> ทั้งนี้หากเพื่อนๆ ลืมจด IP ในหน้า Captivate Portal ไว้ และไม่ทราบวิธีการหา IP ของ Homebridge Server นั้น มันสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยการเอา iPhone/iPad มาเปิดไปที่ http://homebridge.local จากนั้นล็อกอินเข้าด้วย admin/admin หลังจากล็อกอินแล้ว IP ของ Homebridge Server จะแสดงให้เห็นในช่อง Server Information ของหน้า UI และเมื่อได้ IP มาแล้วก็ค่อยนำมาเข้าระบบเพื่อใช้งานต่อบนคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge 5
เลื่อนลงมาที่ไทล์ Server Information ในหน้า Homebridge UI หลังจากเข้าระบบแล้วจะแสดง IP ของเซิร์ฟเวอร์

ในขั้นตอนนี้ APPDISQUS ขอแนะนำให้เราทำการตั้งค่า IP ของ Homebridge Server เราให้เป็น Fixed IP (ไม่ว่าจะเชื่อมต่อแบบ Ethernet หรือ WiFi) เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ซึ่งเราสามารถเข้าไปตั้งค่า IP ให้กับเซิร์ฟเวอร์ของเราได้โดยการตั้งค่า Reserve DHCP บนเราเตอร์ของเรานั่นเอง




ในหน้า Homebridge UI X นี้เองที่เราจะเห็นบาร์โค๊ดของ Homebridge Server ของเรา ซึ่งเราสามารถเปิดแอพ “บ้าน” หรือ “Home” บน iPhone ของเรามาสแกนบาร์โค๊ดดังกล่าวนี้เพื่อเพิ่ม Homebridge ของเราเข้าสู่ Homekit Framework ได้ในทันที โดยขั้นตอนการเพิ่มนั้นก็เพียงแค่เปิดแอพ Home ขึ้นมา จากนั้นกดเครื่องหมาย + ที่มุมซ้ายบนแล้วเลือก “เพิ่มอุปกรณ์เสริม” แอพ Home จะเด้งขึ้นมาให้เราสแกนบาร์โค๊ด ให้ส่องกล้องไปที่บาร์โค๊ดของ Homebridge Server ของเรา แล้วทำการเพิ่มบริดจ์ใหม่เข้าไปใน Homekit เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ใน Homebridge UI X นั้น เพื่อนๆ สามารถเลือกติดตั้งปลั๊กอินสำหรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะที่ไม่ได้รองรับ Homekit เช่นอุปกรณ์จาก Tuya Platform ได้โดยการไปที่เมนู “Plugins” ซึ่งในเมนูนี้เพื่อนๆ จะสามารถค้นหาปลั๊กอินที่ต้องการได้โดยการพิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป เช่นหากต้องการหาปลั๊กอินสำหรับ Tuya ก็ได้พิมพ์คำว่า Tuya หรือหากต้องการปลั๊กอินเกี่ยวกับ Xiaomi ก็ให้พิมพ์คำว่า Xiaomi ลงไปนั่นเอง ทั้งนี้ APPDISQUS ขอแนะนำให้เลือกติดตั้งปลั๊กอินที่มีแท็ก “Verified” อยู่เพราะปลั๊กอินเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากทีมนักพัฒนา Homebridge แล้ว และต้องมาพร้อมกับ Web UI Config ทำให้สามารถตั้งค่าอุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แทบไม่ต้องไปยุ่งกับไฟล์ “config.json” ที่เหมาะกับผู้ใช้งานที่แอดวานซ์ขึ้นมา

วิธีติดตั้ง Homebridge Plugin
หน้าแสดงการติดตั้ง Homebridge Plugin

อัพเดต Homebridge Server และระบบ

Homebridge นั้นจะมีปล่อยอัพเดตมาอยู่เสมอ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์การใช้งานที่ดีและเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่ง APPDISQUS แนะนำให้เพื่อนๆ อัพเดต Homebridge Server กันอย่างสม่ำเสมอ และนอกจาก Homebridge Server เองแล้ว NodeJS และ NPM ซึ่งเป็นดีเพ็นเดนซี่สำคัญของ Homebridge Server เองก็มีการอัพเดตอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานเช่นเดียวกัน โดยเราสามารถเข้าไปทำการอัพเดตอุปกรณ์ของเราได้ตามขั้นตอนดังนี้

1. อัพเดต NodeJS

– กดสัญลักษณ์ไข่ปลาสามจุดที่มุมขวาบนของจอ จากนั้นเลือก “Terminal” เพื่อเรียกหน้าต่าง Terminal ขึ้นมา

– พิมพ์ sudo hb-config แล้วกดเอ็นเตอร์ หน้าต่าง hb-config จะปรากฏขึ้นมา

อัพเดต nodeJS ด้วย hb-config
อัพเดต nodeJS ด้วย hb-config

– กด Upgrade Node.js เพื่อทำการอัพเดต NodeJS เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

– เมื่ออัพเดตเสร็จแล้วให้กลับมาหน้า Terminal และพิมพ์ “sudo hb-service rebuild –all” เพื่อทำการอัพเดต Node Modules ทั้งหมด

ขั้นตอนการอัพเดต Node Modules บน Homebridge
ขั้นตอนการอัพเดต Node Modules บน Homebridge

– รีสตาร์ท Homebridge Server ของเราเพื่อสิ้นสุดการอัพเดต

 

2. อัพเดต Homebridge Server

– เปิดเข้าหน้า Homebridge UI-X จากนั้นดูที่เวอร์ชั่นของ Homebridge กดลงไปที่ตัวเลขเวอร์ชั่นแล้วเลือกอัพเดตเป็นเวอร์ชั่น 1.2.5 หรือ 1.3.0-BetaX โดย 1.2.5 จะรองรับโปรโตคอลการสื่อสารใหม่ที่ชื่อ Ciao และไม่สามารถเลือกเปลี่ยนได้ ในขณะที่ 1.3.0-BetaX นั้นรองรับทั้ง Ciao และ Bonjour-Hap

ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge Server
ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge Server

– กด Install เพื่อทำการติดตั้ง Homebridge Server เวอร์ชั่นที่เลือก โดยเราสามารถกลับมาเปลี่ยนเวอร์ชั่นได้เสมอตามต้องการ

 

3. อัพเดต Homebridge UI-X

– กดเข้าเมนู Plugins จากนั้นสังเกตว่า Homebridge UI มีอัพเดตหรือไม่ หากมีอัพเดตให้ทำการกดอัพเดตเพื่อให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge UI-X
ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge UI-X

Smart Home Guide EP2 และบทความน่าจะครอบคลุมทุกสิ่งที่จำเป็นในการติดตั้งและเริ่มต้นใช้งาน Homebridge ของเพื่อนๆ กันแล้ว ในตอนต่อไป เราจะพูดกันถึงแบรนด์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่น่าสนใจที่เราควรนำมาใช้กับ Homekit ของเรา ทั้งที่เป็น Homekit แท้ๆ และที่ใช้งานผ่าน Homebridge โดยเราจะมุ่งเน้นที่ความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพการทำงานของมัน เช่นเดียวกับความยากง่ายในการหาซื้อมาใช้งาน

ติดตามรายการ Smart Home Guide ได้ทุกวันอาทิตย์ ผ่านทางช่อง APPDISQUS บน Youtube รวมถึงบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในตอนนั้นๆ ทุกสัปดาห์บนหน้าเว็บ Appdisqus.com แล้วอย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กับติดตามและกระดิ่งแจ้งเตือนกันเอาไว้เพื่อให้ไม่พลาดทุกการอัพเดตในโลก Smart Home ไปด้วยกันนะครับ

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Smart Home

ข่าว: วิธีการติดตั้ง Homebridge เพื่อใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit กับ แอพพลิเคชั่น Home มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/14/how-to-install-homebridge-on-raspberry-pi.html

เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide

ชาว iOS ทั้งหลายเคยสังเกตเห็นแอพที่เป็นรูปบ้านสีเหลืองที่ชื่อ “Home” หรือ “บ้าน” กันบ้างไหม รู้กันไหมว่าแอพพลิเคชั่นที่ว่านี้มีหน้าที่อะไร และอะไรคือระบบ Homekit จาก Apple ที่เราคุ้นหูกันมานานแสนนาน วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับระบบบ้านอัจฉริยะของ Apple ที่จะทำให้บ้านธรรมดาๆ ของเรากลายเป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการเราได้อย่างชาญฉลาดด้วยความช่วยเหลือจาก AI อย่าง Siri

หากใครกำลังมีความคิดอยากเริ่มต้นกับบ้านสมาร์ทโฮมสักหลังด้วยงบประมาณที่ไม่บานปลาย ติดตามรายการ Smart Home Guide ที่จะออนแอร์ทุกสัปดาห์เอาไว้ได้เลย รับรองว่าได้บ้านสมาร์ทอย่างฝันในราคาที่ไม่ทำให้กระเป๋าแบนแฟนทิ้งอย่างแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่ได้รับชมรายการใหม่จากเรา ก็สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ กับ Smart Home Guide EP1 : เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple สำหรับคนที่ฟังไม่ทัน หรืออยากเน้นอ่านเป็นบทความก็ตามอ่านกันได้ต่อในบทความนี้ได้เลย


Homekit ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองวิธีการทำบ้านให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะ โดย Homekit นั้นเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมจากทางฝั่ง Apple ซึ่งจะใช้ Siri ในการเป็นตัวกลางการสั่งงานด้วยเสียงและช่วยรับและประมวลผลคำสั่งต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit หรืออยู่ในแอพพลิเคชั่น “Home” หรือ “บ้าน” บน iOS, iPadOS และ macOS ของเรา ซึ่งก็เหมือนกับ Google Assistant และระบบ Home ของ Google และ Amazon Alexa และระบบบ้านอัจฉริยะของ Amazon นั่นเอง

และเนื่องจากระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยเราตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก เราจึงถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาระบบสมาร์ทโฮมได้ไม่ต่างจากประเทศชั้นนำทั้งหลาย และหลายๆ คนเองก็มีการใช้ระบบ Home Automation หรือ Smart Home นี้ในบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้ APPDISQUS จึงจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ Homekit กันให้มากขึ้นกว่าเดิม

Homekit และแอพพลิเคชั่น Home คืออะไร?

Homekit คือแพลตฟอร์มบ้านอัจริยะของ Apple โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านที่มีตั้งแต่ตัวควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน (Thermostats) ไปจนถึงปลั๊กไฟและหลอดไฟอัจฉริยะ หรือจะเป็นม่านหน้าต่างและประตูบ้านยันโรงรถเองก็สามารถควบคุมผ่าน Homekit ได้เช่นเดียวกันหากขึ้นชื่อว่าเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ

โดย Apple นั้นยังมีแอพพลิเคชั่น Home ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรองรับเฟรมเวิร์ค Homekit ของตนเองอีก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นจากนักพัฒนาอิสระมากมายที่ก็ใช้ประโยชน์จากเฟรมเวิร์ค Homekit เช่นเดียวกัน อาทิ แอพพลิเคชั่น Eve Home และ Home+ ที่ก็ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นเด่นที่คนเล่นสมาร์ทโฮมบนแพลตฟอร์ม Homekit นิยมกัน




แอพพลิเคชั่น Home ที่เราเห็นบน iPhone, iPad และ Mac ของเรานั้นเปรียบได้กับหน้าต่างควบคุมบ้านอัจฉริยะของเรานั่นเอง โดยแอพพลิเคชั่น Home นั้นจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์ Homekit Compatible ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit Framework ของระบบอีโค่ซิสเต็มจาก Apple ทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ได้ในแอพพลิเคชั่นเดียว แต่หากต้องการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้จากระยะไกล เราต้องเชื่อมต่อ Homekit Hub ภายในบ้านของเราก่อนเพื่อให้เจ้า Homekit Hub ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเราเข้ากับอุปกรณ์อัจฉริยะบน Homekit ของเราอีกทีเวลาที่เราไม่ได้เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตเดียวกันกับบรรดาอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน

Homekit Hub คืออะไร และทำไมเราถึงต้องใช้มัน?

Homekit Hub นั้นเปรียบได้กับสมองอัจฉริยะหากเราต้องการสั่งงานอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในบ้าน โดยเจ้า Homekit Hub นั้นจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเรากับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งแนวทางนี้ Apple คิดขึ้นมาเพราะต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฮมนั่นเอง

ที่บอกว่าปลอดภัยก็เพราะอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านคุณที่เป็น Homekit Compatible นั้นจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและรับคำสั่งหรือส่งคำสั่งใดๆ ออกไปได้เองหากคุณใช้งานมันจากแอพพลิเคชั่น Home เท่านั้น (เว้นแต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตอุปกรณ์แต่ละรายที่อาจมีวิธีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นั้นๆ แตกต่างกันไป) โดยอุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องรอรับคำสั่งและ/หรือสั่งคำสั่งไปที่ Homekit Hub เท่านั้นในกรณีที่เราไม่อยู่บ้าน แล้วเจ้า Homekit Hub ถึงจะทำหน้าที่ส่งต่อคำสั่งนั้นๆ ไปยังอุปกรณ์ที่เราต้องการต่ออีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการรุกรานจากผู้ไม่หวังดีที่หากสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรงได้อาจใช้มันทำสิ่งที่ไม่สมควร

นั่นหมายความคำสั่งต่างๆ ที่เราสั่งไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะของเรานั้นจะไม่ถูกนำไปประมวลผลและเก็บเป็นข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการรายใด เพราะตัวที่คอยสั่งการแทนคำสั่งที่ได้รับจากเรานั้นคืออุปกรณ์ Homekit Hub ที่ว่ามานี่ล่ะ ซึ่งก็ทำให้เรามั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย

Homekit Hub Devices

อุปกรณ์ Homekit Hub ในปัจจุบันนี้ที่ Apple อนุญาตให้ใช้งานในการเป็นตัวรับและถ่ายทอดคำสั่งของเราจากระยะไกลไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้านนั้นประกอบด้วย iPad, Apple TV4K และ Gen 4, Homepod และ Homepod Mini โดยมีข้อกำหนดว่าอุปกรณ์ที่จะมาเป็น Homekit Hub นั้นจะต้องเชื่อมต่อ Internet วงสัญญาณเดียวกับอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายภายในบ้านของเราไว้ตลอดเวลา และต้องมีไฟเลี้ยงเสมอ (จะเปิดหน้าจอหรือจะอยู่ในโหมดพักหน้าจอหรือโหมดสแตนด์บายก็ได้) และด้วยข้อกำหนดนี้เอง iPad จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม “น้อยที่สุด” ในการเป็น Homekit Hub ให้กับบ้านของเรา เพราะหากเมื่อไหร่ Homekit Hub ของเราถูกปิด หรือแบตหมด หรือเชื่อมต่อเน็ตไม่ได้ อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านเราก็จะไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลผ่านทางแอพพลิเคชั่น Home ได้ในทันที

ทั้งนี้ในบ้านหนึ่งหลังเราสามารถมี Homekit Hub ได้มากกว่า 1 ตัว และยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเสถียรให้กับระบบ Homekit ของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ Homekit Hub ตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการใช้งาน ระบบจะสลับไปใช้งาน Homekit Hub ตัวอื่นภายในบ้านของเราในทันที ทำให้ประสบการณ์ใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราจากระยะไกลนั้นไม่เกิดการสะดุด

Homekit รองรับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง?

Apple พัฒนา Homekit ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแผนโร๊ดแมฟพัฒนาในทุกปีที่ ซึ่งก็รวมไปจนถึงการเพิ่มชนิดอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย โดยในปัจจุบันนี้ Homekit Framework รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ตามรายการดังนี้

Homekit Accessory Types

อุปกรณ์ Homekit แต่ละอย่างนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมความต้องการในชีวิตประจำวันของเรา ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของที่อยู่อาศัยอย่าง Thermostats ที่ก็เอามาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่ม Air Conditioners และ Humidifiers ได้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสบายตัวกับเรา หรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่มต่างๆ แล้วจะสามารถสร้างสรรค์ Automation หรือการทำงานอัตโนมัติที่น่าสนใจได้ รวมไปจนถึงเมื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์กลุ่ม Security ก็จะเอามาช่วยเสริมทัพความปลอดภัยภายในบ้านของเราได้เช่นเดียวกัน




นอกจากนี้ Homekit เองก็ยังรองรับอุปกรณ์ในกลุ่มบันเทิง หรือ Entertainment อย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเสียง (AVR) และลำโพงที่รองรับ AirPlay 2 และอุปกรณ์ภายนอกบ้านอย่างสปริงเกอร์ลดน้ำอัตโนมัติ หรือภายในครัวอย่างก๊อกน้ำเอง ณ ปัจจุบันนี้ก็มีรุ่นที่เป็นก๊อกน้ำอัจฉริยะที่รองรับ Homekit ออกมาให้เห็นแล้วเช่นเดียวกัน





ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ Smart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราเลย ดังจะเห็นได้จากอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ที่ได้อ่านผ่านตาไปข้างต้น ซึ่งแน่นอนว่ารายการอุปกรณ์ที่รองรับนั้นนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่า Smart Home บนระบบ Homekit นั้นจะตอบโจทย์และครอบคลุมบ้านอัจฉริยะของตนหรือไม่ อเล็กซ์เองก็ขอยืนยันตอนนี้เลยว่าตอบโจทย์และครอบคลุมอย่างแน่นอน และเมื่อเราประกอบเอาหลายๆ อุปกรณ์เหล่านี้เข้าใช้งานในฟังก์ชั่น “Scene (ฉาก)” และ “Automation (การทำงานอัตโนมัติ)” แล้ว บ้านอัจฉริยะของเราก็จะกลายเป็นบ้านที่อัจฉริยะจริงสมชื่อ สมดังตั้งใจได้อย่างไม่ยาก

Automation และ Scene หมัดเด็ดของระบบบ้านอัจฉริยะ

ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

บ้านอัจฉริยะนั้นไม่ได้หมายความเพียงแค่เราสามารถสั่งการอุปกรณ์ได้จากภายนอกบ้าน หรือสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเท่านั้น หากแต่หมัดเด็ดที่ทำให้บ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home มีประโยชน์จริงๆ นั้นต้องยกให้กับฟังก์ชั่น Automation และ Scene (ใน Google Assistant เรียกว่า Routine ส่วนใน Amazon Alexa เรียกว่า Skill) ซึ่งทั้งสองฟังก์ชั่นนี้นี่เองที่จะทำให้บ้านอัจฉริยะของเราเป็นบ้านอัจฉริยะสมชื่อและใช้ประโยชน์ได้จริง

  • Scene




Scene หรือ ฉาก นั้นคือการสร้างฉากที่รวบรวมเอาอุปกรณ์อัจฉริยะที่เราต้องการสั่งทำงานพร้อมกันเวลาสั่งงานฉากนั้นๆ เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเข้านอน เราอาจต้องการให้ไฟภายในบ้านดับลง พร้อมกับเปิดไฟบริเวณรอบบ้านบางจุด และปรับแอร์ในห้องนอนของเราให้อยู่ที่ 25 องศาเพื่อให้เราหลับสบาย พร้อมกับเปิดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เราสามารถสร้างฉาก “เข้านอน” ขึ้นมาแล้วเลือกเอาอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องการควบคุมเข้าไปอยู่ในฉากนี้ พร้อมตั้งสถานะอุปกรณ์นั้นๆ ตามที่เราต้องการ ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

Scene หรือฉากต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถนำมาแมฟเพื่อเรียกใช้งานร่วมกับสวิตช์อัจฉริยะในบ้านเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ Stateless Switch ของ Aqara ที่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Homekit แล้ว เราจะสามารถตั้งค่าให้การกดปุ่มแต่ละปุ่มนั้นเรียก Scene หรือฉากที่เราตั้งเอาไว้ขึ้นมาใช้งานได้ รวมไปจนถึงการเรียกฉากต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาใช้งานจาก NFC Automation ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

  • Automation



Automation นั้นจะเป็นการตั้งการทำงานของอุปกรณ์ตามเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน (Condition) โดยอุปกรณ์นั้นๆ จะไม่ทำงานโดยอัตโนมัติหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการตั้งค่าไว้ ซึ่ง Automation นี้เองที่เอื้อให้เราสามารถใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราได้อย่างอิสระเท่าที่เราจะคิดออกว่าต้องการทำอะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจตั้งค่าให้เซ็นเซอร์แสงภายในบ้านตรวจวัดค่า Lux ของแสง โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากค่า Lux ต่ำกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านมืดเกินไปแล้ว) ให้เปิดไฟภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดที่เราต้องการ ในขณะเดียวกันเมื่อค่า Lux สูงกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านสว่างพอแล้ว) ก็ให้ปิดไฟดวงต่างๆ โดยอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งตัวอย่างที่ว่ามานี้จะเอื้อให้บ้านเราสามารถเปิด/ปิดไฟได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ไม่เหมือนอย่างการตั้งค่าให้ไฟเปิดและปิดตามเวลา เพราะเวลาในแต่ละวันนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไม่เท่ากัน รวมทั้งสภาพอากาศและฟ้าฝนเองก็ยังเป็นปัจจัยให้ท้องฟ้ามืดครึ้มได้แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน

อย่างไรก็ตาม การตั้ง Automation บนแอพพลิเคชั่น Home นั้นยังสร้างเงื่อนไขได้ไม่หลากหลายนัก ดังนั้นใครที่คิดจะจริงจังกับ Smart Home ในระบบ Homekit และต้องการสร้างเงื่อนไขที่มีความเจาะจงและหลากหลายมากกว่านี้ APPDISQUS เองแนะนำให้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจากผู้พัฒนาอิสระที่พัฒนามาสำหรับ Homekit Framework จะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น Eve Home และ Home+ ซึ่งสามารถตั้งเงื่อนไขของ Automation ได้หลากหลายและละเอียดกว่ามาก รวมทั้งเงื่อนไขทั้งหมดยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Home ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกด้วย ซึ่งเราจะมาพูดถึงประเด็นนี้กันโดยละเอียดกับ Smart Home Guide ในตอนต่อๆ ไป


และนี่คือพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home บน iOS อย่าง Homekit และแอพพลิเคชั่น Home ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจและต้องการเริ่มทำความเข้าใจมันให้มากกว่านี้ อย่าลืมติดตาม APPDISQUS และ Smart Home Guide ตอนต่อไป เพราะเราจะมาพร้อมกับเรื่องราวของโลก Smart Home บน Homekit Framework พร้อมเทคนิกดีๆ ในการเริ่มต้นใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้เพื่อนๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนบ้านตัวเองให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะตามโลกยุคใหม่นี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะช้ำอย่างแน่นอน

แล้วพบกันใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 อย่าลืมติดตามกันนะครับ =)

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Smart Home ที่น่าสนใจ

ข่าว: เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/09/apple-homekit-smarthome-system-explained.html